Translate

11 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๓. โกนาคมนพุทธวงศ์

         พรรณนาวงศ์พระโกนาคมนพุทธเจ้าที่ ๒๓
         ภายหลังต่อมาจากสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะ เมื่อพระศาสนาของพระองค์อันตรธานแล้ว เมื่อสัตว์ทั้งหลายเกิดมามีอายุสามหมื่นปี. 
         พระศาสดาพระนามว่าโกนาคมนะ ผู้มีไม้ดีดพิณมาเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่นก็อุบัติขึ้นในโลก. 
         อีกนัยหนึ่ง พระศาสดาพระนามว่าโกณาคมนะ เพราะเป็นที่มาแห่งอาภรณ์ทองเป็นต้น อุบัติขึ้นในโลก. ทอง เครื่องประดับมีทองเป็นต้นมาตกลง ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดทรงอุบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงพระนามว่าโกณาคมนะ. 
         โดยนัยแห่งนิรุกติศาสตร์ เพราะอาเทศ เป็น โก, อาเทศ เป็น ณา ลบ เสียตัวหนึ่ง ในคำว่า โกณาคมโน นั้น 
         ก็ในข้อนี้ อายุท่านทำให้เป็นเสมือนเสื่อมลงโดยลำดับ แต่มิใช่เสื่อมอย่างนี้ พึงทราบว่า เจริญแล้วเสื่อมลงอีก. 
         อย่างไร. ในกัปนี้เท่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะทรงบังเกิดในเวลาที่มนุษย์มีอายุสี่หมื่นปี แต่อายุนั้นกำลังลดลงจนถึงอายุสิบปี แล้วกลับเจริญขึ้นถึงอายุนับไม่ถ้วน (อสงไขย) แต่นั้นก็ลดลงตั้งอยู่ในเวลาที่มนุษย์มีอายุสามหมื่นปี. ครั้งนั้น พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าโกนาคมนะ ทรงอุบัติขึ้นในโลก. 
         แม้พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย แล้วบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วก็ถือปฏิสนธิในครรภ์ของพราหมณีชื่ออุตตรา ผู้ยอดเยี่ยมด้วยคุณมีรูปเป็นต้น ภริยาของยัญญทัตตพราหมณ์ กรุงโสภวดี ถ้วนกำหนดทศมาสก็เคลื่อนออกจากครรภ์ของชนนี ณ สุภวดีอุทยาน. 
         เมื่อพระองค์สมภพ ฝนก็ตกลงมาเป็นทองทั่วชมพูทวีป ด้วยเหตุนั้น เพราะเหตุที่ทรงเป็นที่มาแห่งทอง พระประยูรญาติจึงเฉลิมพระนามว่า กนกาคมนะ. ก็พระนามนั้นของพระองค์แปรเปลี่ยนมาโดยลำดับ เป็นโกนาคมนะ. 
         พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่สามพันปี มีปราสาท ๓ หลังชื่อว่า ดุสิตะ สันดุสิตะและสันตุฏฐะ มีนางบำเรอหนึ่งหมื่นหกพันนางมีนางรุจิคัตตาพราหมณีเป็นประมุข. 
         เมื่อบุตรชื่อสัตถวาหะ ของนางรุจิคัตตาพราหมณีเกิด พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ก็ขึ้นคอช้างสำคัญ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง ทรงผนวช บุรุษสามหมื่นก็บวชตาม. 
         พระองค์อันบรรพชิตเหล่านั้นแวดล้อม ก็บำเพ็ญเพียร ๖ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี ก็เสวยข้าวมธุปายาสที่อัคคิโสณพราหมณกุมารี ธิดาของอัคคิโสณพราหมณ์ถวาย พักกลางวัน ณ ป่าตะเคียน เวลาเย็นรับหญ้า ๘ กำที่คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียวชื่อชฏาตินทุกะถวาย จึงเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อต้นอุทุมพร คือไม้มะเดื่อ ซึ่งมีขนาดที่กล่าวแล้วในต้นปุณฑรีกะ ที่พรั่งพร้อมด้วยความเจริญแห่งผล ทางด้านทักษิณ ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๒๐ ศอก นั่งขัดสมาธิ กำจัดกองกำลังของมาร ทรงได้ทศพลญาณ ทรงเปล่งอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯเปฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ดังนี้ 
         ทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ ทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติของภิกษุสามหมื่นที่บวชกับพระองค์ เสด็จไปทางอากาศ เสด็จลงที่อิสิปตนะมิคทายวัน ใกล้กรุงสุทัสสนนคร อยู่ท่ามกลางภิกษุเหล่านั้น ทรงประกาศธรรมจักร. 
         ครั้งนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สามหมื่นโกฏิ. 
         ต่อมาอีก ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคนต้นมหาสาละ ใกล้ประตูสุนทรนคร ทรงยังสัตว์สองหมื่นโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒. 
         เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอภิธรรมปิฎกโปรดเทวดาทั้งหลายที่มาประชุมกันในหมื่นจักรวาล มีนางอุตตราพระชนนีของพระองค์เป็นประธาน อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์หมื่นโกฏิ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ต่อมาจากสมัยของพระกกุสันธพุทธเจ้า ก็มีพระ 
         ชินสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ สูงสุดแห่งสัตว์ 
         สองเท้า เจริญที่สุดในโลก ผู้องอาจในนรชน. 
               ทรงบำเพ็ญบารมีธรรม ๑๐ ก้าวล่วงทางกันดาร 
         ทรงลอยมลทินทั้งปวง ทรงบรรลุพระโพธิญาณอันสูง 
         สุด. 
               เมื่อพระโกนาคมนะผู้นำ ทรงประกาศพระธรรม 
         จักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สามหมื่นโกฏิ. 
               และเมื่อทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ย่ำยีคำติเตียน 
         ของฝ่ายปรปักษ์ อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์สองหมื่น 
         โกฏิ. 
               ต่อนั้น พระชินสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงฤทธิ์ต่างๆ 
         เสด็จไปยังเทวโลก ประทับอยู่เหนือบัณฑุกัมพลศิลา- 
         อาสน์ ณ เทวโลกนั้น. 
               พระมุนีพระองค์นั้นประทับจำพรรษาแสดงพระ 
         อภิธรรม ๗ คัมภีร์ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่เทวดาหมื่น 
         โกฏิ.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทส ธมฺเม ปูรยิตฺวาน ได้แก่ บำเพ็ญบารมีธรรม ๑๐. 
         บทว่า กนฺตารํ สมติกฺกมิ ได้แก่ ก้าวล่วงชาติกันดาร. 
         บทว่า ปวาหิย แปลว่า ลอยแล้ว. 
         บทว่า มลํ สพฺพํ ได้แก่ มลทิน ๓ มีราคะเป็นต้น. 
         บทว่า ปาฏิหีรํ กโรนฺเต จ ปรวาทปฺปมทฺทเน ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำปาฏิหาริย์ในการย่ำยีวาทะของฝ่ายปรปักษ์. 
         บทว่า วิกุพฺพนํ ได้แก่ แสดงฤทธิ์ต่างๆ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ใกล้ประตูกรุงสุนทรนคร แล้วเสด็จไปเทวโลก จำพรรษาเหนือพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ในเทวโลกนั้น. 
         ถามว่า ทรงจำพรรษาอย่างไร 
         ตอบว่า ทรงแสดงอภิธรรม ๗ คัมภีร์. 
         อธิบายว่า ทรงอยู่จำพรรษา แสดงพระอภิธรรมปิฎก ๗ คัมภีร์แก่เทวดาทั้งหลายในเทวโลกนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระอภิธรรม ณ ที่นั้นอย่างนี้ อภิสมัยได้มีแก่เทวดาหมื่นโกฏิ. 
         แม้พระโกนาคมนพุทธเจ้าผู้มาบำเพ็ญบารมีอันบริสุทธิ์ มีสาวกสันนิบาตครั้งเดียว. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อประทับอยู่ ณ สุรินทวดีอุทยาน กรุงสุรินทวดี ทรงแสดงธรรมโปรดพระราชโอรสสองพระองค์คือภิยโยสราชโอรสและอุตตรราชโอรส พร้อมทั้งบริวาร ทรงยังชนเหล่านั้นทั้งหมดให้บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา ประทับท่ามกลางภิกษุเหล่านั้น ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ณ วันมาฆบูรณมี. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระโกนาคมนพุทธเจ้า ผู้เป็นเทพแห่งเทพ 
         พระองค์นั้น ทรงมีสันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ 
         ผู้ไร้มลทิน มีจิตสงบ คงที่ ครั้งเดียว. 
               ครั้งนั้น เป็นสันนิบาตประชุมภิกษุสาวกสาม 
         หมื่น ผู้ข้ามพ้นโอฆะ ผู้หักรานมัจจุได้แล้ว.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอฆานํ ได้แก่ โอฆะมีกาโมฆะเป็นต้น. 
         คำนี้เป็นชื่อของโอฆะ ๔. โอฆะเหล่านั้นของผู้ใดมีอยู่ ย่อมคร่าผู้นั้นให้จมลงในวัฏฏะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าโอฆะ. 
         โอฆะเหล่านั้นพึงเห็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถทุติยาวิภัตติ ความว่า ผู้ก้าวล่วงโอฆะ ๔ อย่าง. 
         แม้ในคำว่า ภิชฺชิตานํ นี้ ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. 
         บทว่า มจฺจุยา ก็คือ มจฺจุโน. 
         ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพระราชาพระนามว่าพระเจ้าปัพพตะ กรุงมิถิลนคร. 
         ครั้งนั้น พระราชาพร้อมทั้งราชบริพาร ทรงสดับข่าวว่าพระโกนาคมนะพุทธเจ้าผู้เป็นที่มาแห่งสรรพสัตว์ผู้ถึงสรณะ เสด็จถึงกรุงมิถิลนครแล้ว จึงเสด็จออกไปรับเสด็จ ถวายบังคมนิมนต์พระทศพล ถวายมหาทาน ทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับจำพรรษา ณ มิถิลนครนั้น บำรุงพระศาสดาพร้อมทั้งพระสงฆ์สาวกตลอดไตรมาส ถวายของมีค่ามากเช่นผ้าไหมทำในเมืองปัตตุณณะ ผ้าทำในเมืองจีน ผ้ากัมพล ผ้าแพร ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้ายเป็นต้น ผ้าเนื้อละเอียด ฉลองพระบาทประดับทองและบริขารอื่นเป็นอันมาก. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ในภัทรกัปนี้นี่แล ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า. 
         ลำดับนั้น มหาบุรุษนั้นสดับคำพยากรณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงบริจาคราชสมบัติยิ่งใหญ่ ทรงผนวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่าปัพพตะ พรั่งพร้อม 
         ด้วยมิตรอำมาตย์ มีกำลังพลและพาหนะหาที่สุดมิได้. 
               เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า สดับธรรมอันยอดเยี่ยม 
         นิมนต์พระองค์พร้อมทั้งพระสงฆ์พุทธชิโนรส ถวายทาน 
         จนพอต้องการ. 
               ได้ถวายผ้าไหมทำในเมืองปัตตุณณะ ผ้าทำใน 
         เมืองจีน ผ้าแพร ผ้ากัมพล ฉลองพระบาทประดับทอง 
         แด่พระศาสดาและพระสาวก. 
               พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้นประทับนั่ง ณ ท่าม 
         กลางสงฆ์ ทรงพยากรณ์เราว่า ในภัทรกัปนี้ ท่านผู้นี้จัก 
         เป็นพระพุทธเจ้า. 
               พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์ 
         อันน่ารื่นรมย์ ฯลฯ จักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้. 
               เราสดับคำของพระองค์แล้ว จิตก็ยิ่งเลื่อมใส จึง 
         อธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไปเพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้ 
         บริบูรณ์. 
               เรากำลังแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณ ถวายทาน 
         แด่พระผู้สูงสุดในนรชน สละราชสมบัติยิ่งใหญ่ บวชใน 
         สำนักของพระชินพุทธเจ้า.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนนฺตพลวาหโน ความว่า กำลังพลและพาหนะมีช้างม้าเป็นต้นของเรามีมาก ไม่มีที่สุด. 
         บทว่า สมฺพุทฺธทสฺสนํ ก็คือ สมฺพุทฺธทสฺสนตฺถาย เพื่อเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า. 
         บทว่า ยทิจฺฉกํ ความว่า จนพอแก่ความต้องการ คือทรงเลี้ยงดูพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยอาหาร ๔ อย่าง จนทรงห้ามว่า พอ! พอ! เอาพระหัตถ์ปิดบาตร. 
         บทว่า สตฺถุสาวเก ได้แก่ ถวายแด่พระศาสดาและพระสาวกทั้งหลาย. 
         บทว่า นรุตฺตเม ก็คือ นรุตฺตมสฺส แด่พระผู้สูงสุดในนรชน. 
         บทว่า โอหาย ได้แก่ ละ เสียสละ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าโกนาคมนพระองค์นั้นทรงมีพระนครชื่อว่าโสภวดี พระชนกเป็นพราหมณ์ชื่อว่ายัญญทัตตะ พระชนนีเป็นพราหมณีชื่อว่าอุตตรา คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระภิยโยสะและพระอุตตระ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระโสตถิชะ คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระสมุททาและพระอุตตรา โพธิพฤกษ์ชื่อว่าต้นอุทุมพร พระสรีระสูง ๓๐ ศอก พระชนมายุสามหมื่นปี ภริยาเป็นพราหมณีชื่อรุจิคัตตา โอรสชื่อพระสัตถวาหะ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระนครชื่อว่า โสภวดี มีกษัตริย์พระนามว่า 
         โสภะ ตระกูลของพระสัมพุทธเจ้าเป็นตระกูลใหญ่ 
         อยู่ในนครนั้น. 
               พระโกนาคมนพุทธเจ้า ผู้เป็นพระศาสดา มี 
         พระชนกเป็นพราหมณ์ชื่อว่ายัญญทัตตะ พระชนนี 
         เป็นพราหมณี ชื่อว่าอุตตรา. 
               พระโกนาคมนศาสดา มีพระอัครสาวกชื่อว่า 
         พระภิยโยสะและพระอุตตระ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อ 
         ว่าพระโสตถิชะ. 
               พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระสมุททาและพระ 
         อุตตรา โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ 
         นั้น เรียกว่าต้นอุทุมพระ. 
               พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สูง ๓๐ ศอก ประดับ 
         ด้วยพระรัศมีทั้งหลาย เหมือนทองในเบ้าช่างทอง. 
               ในยุคนั้น พระชนมายุของพระพุทธเจ้าสามหมื่น 
         ปี พระองค์ทรงพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงยังหมู่ชน 
         เป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ. 
               พระองค์ทั้งพระสาวก ทรงยกธรรมเจดีย์อัน 
         ประดับด้วยผ้าธรรม ทรงทำเป็นพวงมาลัยดอกไม้ 
         ธรรมแล้วดับขันธปรินิพพานแล้ว. 
               พระสาวกของพระองค์พิลาสฤทธิ์ยิ่งใหญ่ พระ 
         ผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประกาศธรรมอันเป็นสิริ ทั้งนั้นก็ 
         อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุกฺกามุเข ได้แก่ เตาของช่างทอง. 
         บทว่า ยถา กมฺพุ ก็คือ สุวณฺณนิกฺขํ วิย เหมือนแท่งทอง. 
         บทว่า เอวํ รํสีหิ มณฺฑิโต ได้แก่ ประดับตกแต่งด้วยรัศมีทั้งหลายอย่างนี้. 
         บทว่า ธมฺมเจติยํ สมุสฺเสตฺวา ได้แก่ ประดิษฐานพระเจดีย์สำเร็จด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗. 
         บทว่า ธมฺมทุสฺสวิภูสิตํ ได้แก่ ประดับด้วยธงธรรมคือสัจจะ ๔. 
         บทว่า ธมฺมปุปฺผคุฬํ กตฺวา ได้แก่ ทำให้เป็นพวงมาลัยดอกไม้สำเร็จด้วยธรรม. 
         อธิบายว่า พระศาสดาพร้อมทั้งพระสงฆ์สาวก โปรดให้ประดิษฐานพระธรรมเจดีย์ เพื่อมหาชนที่อยู่ ณ ลานพระเจดีย์สำหรับบำเพ็ญวิปัสสนา จะได้นมัสการ แล้วก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน. 
         บทว่า มหาวิลาโส ได้แก่ ผู้ถึงความพิลาสแห่งฤทธิ์ยิ่งใหญ่. 
         บทว่า ตสฺส ได้แก่ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. 
         บทว่า ชโน ได้แก่ ชน คือพระสาวก. 
         บทว่า สิริธมฺมปฺปกาสโน ความว่า และพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประกาศโลกุตรธรรม พระองค์นั้น ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น. 
         ในคาถาที่เหลือทุกแห่ง คำชัดแล้วทั้งนั้นแล. 
                         สุเขน โกนาคมโน คตาสโว 
                     วิกามปาณาคมโน มเหสี 
                     วเน วิเวเก สิรินามเธยฺเย 
                     วิสุทฺธวํสาคมโน วสิตฺถ. 
         พระโกนาคมนพุทธเจ้า ทรงมีอาสวะไปแล้วโดยสะดวก 
         ผู้เป็นที่มาแห่งสัตว์ผู้ปราศจากกาม ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ 
         ผู้เป็นที่มาแห่งวงศ์ของพระผู้บริสุทธิ์ ประทับอยู่ ณ ป่า 
         อันมีนามเป็นสิริ อันสงัด.
 จบพรรณนาวงศ์พระโกนาคมนพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก โกนาคมนพุทธวงศ์ที่ ๒๓ ว่าด้วยพระประวัติพระโกนาคมนพุทธเจ้า

โกนาคมนพุทธวงศ์ที่ ๒๓ ว่าด้วยพระประวัติพระโกนาคมนพุทธเจ้า
 [๒๔] สมัยต่อมาจากพระกุกกุสันธพุทธเจ้า พระสัมพุทธนราสภชินเจ้าผู้ อุดมกว่าสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก พระนามว่าโกนาคมนะ ทรง บำเพ็ญธรรม ๑๐ ประการบริบูรณ์ ข้ามทางกันดารได้แล้ว ทรงลอย มลทินทั้งปวงแล้ว ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม เมื่อพระองค์ผู้ เป็นนายกชั้นพิเศษของโลก
 
                         ทรงประกาศพระธรรมจักร ธรรมาภิสมัย ครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สามหมื่นโกฏิ และในคราวเมื่อพระองค์ ทรงทำปฏิหาริย์ย่ำยีวาทะของผู้อื่น
                        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่ สัตว์สองหมื่นโกฏิ ต่อแต่นั้น พระมุนีสัมพุทธชินเจ้าทรงแผลงฤทธิ์ ต่างๆ เสด็จไปยังดาวดึงส์เทวโลก ประทับเหนือบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ทรงจำพรรษาอยู่ ณ ดาวดึงส์นั้น ทรงแสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์
                        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่ทวยเทพหมื่นโกฏิ 
                        แม้ พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพผู้ ปราศจากมลทิน ผู้มีจิตสงบระงับ คงที่ ครั้งเดียว
                        ในกาลนั้น พระภิกษุขีณาสพผู้ล่วงโอฆะทั้งหลายและทำลายมัจจุราชแล้ว มา ประชุมกันสามหมื่น สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์พระนามว่าบรรพต ถึงพร้อมด้วยมิตรและอำมาตย์ มีพลนิกายและพาหนะมากมาย
                        เรา ไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าได้ฟังธรรมอันยอดเยี่ยมแล้ว นิมนต์พระสงฆ์ พร้อมด้วยพระชินเจ้า ได้ถวายทานตามปรารถนา เราได้ถวายผ้า ปัตตุณณะ ผ้าเมืองจีน ผ้าไหม ผ้ากัมพล และรองเท้าทอง แก่ พระศาสดาและพระสาวก
                        แม้พระมุนีพระองค์นั้น ก็ประทับนั่ง ท่ามกลางสงฆ์ตรัสพยากรณ์เราว่า ในภัทรกัปนี้ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธ เจ้าในโลก .... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น
                        เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์ แม้นั้นแล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง เราได้อธิษฐานวัตรในการ บำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการให้ยิ่งขึ้นไป เราผู้อุดมกว่านรชน เมื่อ แสวงหาพระสัพพัญญุตญาณ จึงให้ทาน ละราชสมบัติอันใหญ่หลวง บวชในพระสำนักพระชินเจ้า
                        พระนครชื่อว่าโสภวดี พระบรมกษัตริย์ พระนามว่าโสภะ ตระกูลใหญ่ของพระสัมพุทธเจ้าอยู่ในพระนครนั้น ยัญทัตตพราหมณ์เป็นพุทธบิดา นางอุตราพราหมณีเป็นพุทธมารดา พระองค์ครอบครองอาคารสถานอยู่สามหมื่นปี
                        มีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อดุสิต สันดุสิต และสันตุฏฐะ มีนางสาวนารี หมื่น หกพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม นางรุจิคุตตาพราหมณีเป็น ภรรยา บุตรชายนามว่าสัตถวาหะ
                        พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษได้เห็น นิมิต ๔ ประการ จึงออกบวชด้วยยานช้างยานพาหนะ บำเพ็ญเพียร อยู่ ๖ เดือน พระโกนาคมนมหาวีรเจ้า นายกของโลก ผู้อุดมกว่า นรชน อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว
                        ทรงประกาศพระธรรมจักรที่ มฤคทายวัน ทรงมีพระภิยโยสเถระ และพระอุตรเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าโสตถิชะเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระสมุททา เถรีและพระอุตราเถรีเป็นพระอัครสาวิกา
                        ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์ เรียกชื่อว่า ไม้มะเดื่อ อุคคอุบาสกและโสมเทวอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก สีวลาอุบาสิกาและสามาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา
                       พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระองค์สูง ๓๐ ศอก ประดับด้วย พระรัศมีเปล่งปลั่ง ดังทองที่ปากเบ้า พระองค์มีพระชนมายุในขณะ นั้นสามหมื่นปี ทรงดำรงอยู่เท่านั้น ทรงช่วยให้ประชุมชนข้ามพ้น วัฏสงสารได้มากมาย ทรงยกธรรมเจดีย์อันประดับด้วยผ้าคือธรรม ขึ้นแล้ว ทรงร้อยพวงดอกไม้คือธรรมเสร็จแล้ว
                       เสด็จนิพพานพร้อม ด้วยพระสาวก พระองค์มีพระลีลาอันใหญ่มีธรรมอันเป็นสิริเป็นเครื่อง ปรากฏ สิ่งทั้งปวงหายไปหมดแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระ โคนาคมนสัมพุทธเจ้า เสด็จนิพพาน ณ ปัพพตาราม พระธาตุของ พระองค์แผ่กว้างไปในประเทศนั้นๆ ฉะนี้แล.
 จบโกนาคมนพุทธวงศ์ที่ ๒๓

อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๒. กุกกุสันธพุทธวงศ์

         พรรณนาวงศ์พระกกุสันธพุทธเจ้าที่ ๒๒
         เมื่อพระเวสสภูสยัมภูพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อกัปนั้นล่วงไป ดวงพระทินกรคือพระชินพุทธเจ้าก็ไม่อุบัติขึ้นถึง ๒๙ กัป ส่วนในภัทรกัปนี้บังเกิดพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์แล้วคือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะและพระพุทธเจ้าของเรา. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าเมตไตรยจักอุบัติในอนาคตกาล. 
         ด้วยประการดังกล่าวมานี้ กัปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสรรเสริญว่าเป็นภัทรกัป เพราะประดับด้วยการเกิดพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์. 
         ใน ๕ พระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายแล้วบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้ว ก็ถือปฏิสนธิในครรภ์ของพราหมณีชื่อว่าวิสาขา เอกภริยาของปุโรหิตชื่อว่าอัคคิทัตตะ ผู้อนุศาสน์อรรถธรรมถวายพระเจ้าเขมังกร กรุงเขมวดี ก็เมื่อใดกษัตริย์ทั้งหลายสักการะเคารพนับถือพราหมณ์ทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจึงบังเกิดในสกุลพราหมณ์. 
         ก็เมื่อใด พราหมณ์ทั้งหลายสักการะเคารพนับถือบูชากษัตริย์ทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจึงบังเกิดในสกุลกษัตริย์. 
         ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พราหมณ์ทั้งหลายอันกษัตริย์ทั้งหลายสักการะเคารพ เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์ชื่อว่ากกุสันธะ ผู้มั่นอยู่ในสัจจะ เมื่อจะยังหมื่นโลกธาตุให้บันลือหวั่นไหวจึงอุบัติในสกุลพราหมณ์ที่ไม่อากูล แต่อากูลด้วยเหตุเกิดสิริสมบัติ ก็บังเกิดปาฏิหาริย์ดังกล่าวมาแล้วในหนหลัง. 
         จากนั้น ถ้วนกำหนดทศมาสก็ประสูติจากครรภ์มารดา ณ เขมวดีอุทยาน เหมือนเปลวไฟแลบออกจากเถาวัลย์ทอง. 
         พระโพธิสัตว์นั้นครองฆราวาสวิสัยอยู่สี่พันปี มีปราสาท ๓ หลังชื่อว่ากามะ กามวัณณะและกามสุทธิ ปรากฏมีสตรีบริจาริกาสามหมื่นนางมีนางโรจินีพราหมณี- เป็นประมุข. 
- บาลีเป็น โรปินี. 
         เมื่อกุมารชื่อว่าอุตตระ ผู้ยอดเยี่ยมของโรจินีพราหมณ์เกิดแล้ว พระโพธิสัตว์นั้นก็เห็นนิมิต ๔ แล้วออกมหาภิเนษกรมณ์ด้วยรถม้าที่จัดเตรียมไว้แล้วบวช บุรุษสี่หมื่นก็บวชตามพระโพธิสัตว์นั้น. 
         พระโพธิสัตว์นั้นอันบรรพชิตเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว บำเพ็ญเพียร ๘ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี บริโภคข้าวมธุปายาสที่ธิดาวชิรินธพราหมณ์ ณ สุจิรินธนิคม ถวาย พักผ่อนกลางวัน ณ ป่าตะเคียน เวลาเย็นรับหญ้า ๘ กำที่คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียวชื่อสุภัททะถวาย เข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อสิรีสะ คือต้นซึก ซึ่งมีขนาดเท่าต้นแคฝอย มีกลิ่นหอมเมื่อลมโชย ลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๓๔ ศอก นั่งขัดสมาธิ บรรลุพระสัมโพธิญาณ ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯเปฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ดังนี้. 
         ทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ ทรงเห็นว่าภิกษุสี่หมื่นที่บวชกับพระองค์เป็นผู้สามารถแทงตลอดสัจจะ วันเดียวเท่านั้น ก็เสด็จเข้าไปยังอิสิปตนะมิคทายวัน ซึ่งมีอยู่แล้วใกล้ๆ มกิลนคร พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ท่ามกลางบรรพชิตเหล่านั้น ทรงประกาศพระธรรมจักร. 
         ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สี่หมื่นโกฏิ. 
         ต่อมาอีก ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคนต้นมหาสาละ ใกล้ประตูกัณณกุชชนคร ทรงยังธรรมจักษุให้เกิดแก่สัตว์สามหมื่นโกฏิ. นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒. 
         ครั้งยักษ์ชื่อนรเทพ ที่เรียกกันว่าเทพแห่งนรชน ณ เทวาลัยแห่งหนึ่ง ไม่ไกลกรุงเขมวดี ปรากฏตัวเป็นมนุษย์ ยืนอยู่ใกล้สระๆ หนึ่ง ซึ่งมีน้ำเย็นประดับด้วยบัวต้นบัวสายและอุบล มีน้ำเย็นรสอร่อยอย่างยิ่ง มีกลิ่นหอมรื่นรมย์สำหรับชนทั้งปวง อยู่กลางทางกันดาร ล่อลวงสัตว์ทั้งหลายโดยเป็นคนเก็บบัวต้นบัวสายบัวขาวเป็นต้นแล้วกินมนุษย์เสีย. 
         เมื่อทางนั้นตัดขาดไม่มีคนไปถึง ยักษ์นรเทพก็เข้าไปดงใหญ่ กินสัตว์ที่ชุมนุมกันในที่นั้นๆ เสียทางนั้น โลกรู้จักกันว่าเป็นทางมหากันดาร. เขาว่า หมู่มหาชนยืนชุมนุมกันใกล้ประตูสองข้างทาง เพื่อช่วยข้ามทางกันดาร. 
         ครั้งนั้น พระศาสดากกุสันธะผู้ปราศจากกิเลสเครื่องผูกในภพ วันหนึ่งเวลาใกล้รุ่ง ทรงออกจากมหากรุณาสมาบัติตรวจดูโลก ก็ทรงพบนรเทพยักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่และกลุ่มชนนั้นเข้าไปในข่ายพระญาณ. 
         ครั้นทรงทราบแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จไปทางอากาศ ทั้งที่กลุ่มชนนั้นแลเห็นอยู่นั่นเอง ก็ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์หลายอย่างเสด็จลงที่ภพของนรเทพยักษ์นั้น ประทับนั่งเหนือบัลลังก์อันเป็นมงคล.
         ครั้งนั้น ยักษ์ผู้กินคนตนนั้น เห็นพระทินกรผู้มุนีทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสี ดังดวงทินกรอันสายฟ้าแลบล้อม กำลังเสด็จมาทางอากาศ ก็มีใจเลื่อมใสว่า พระทศพลเสด็จมาที่นี้เพื่อทรงอนุเคราะห์เรา จึงไปป่าหิมพานต์ที่มีหมู่มฤคมาก พร้อมด้วยบริวารยักษ์ รวบรวมดอกไม้ทั้งที่เกิดในน้ำทั้งที่เกิดบนบกอันมีสีและกลิ่นต่างๆ เลือกเอาเฉพาะที่มีกลิ่นหอมจรุงน่ารื่นรมย์ใจอย่างยิ่งมาบูชาพระกกุสันธพุทธเจ้าผู้นำโลกผู้ปราศจากโทษ ซึ่งประทับนั่งเหนือบัลลังก์ของตน ด้วยดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น แล้วร้องเพลงประสานเสียงสดุดี ทำอัญชลีไว้เหนือเศียร ยืนนมัสการ. 
         แต่นั้น มนุษย์ทั้งหลายเห็นปาฏิหาริย์นั้นก็มีจิตใจเลื่อมใส มาประชุมกัน พากันยืนนอบน้อมล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะ ผู้ไม่มีปฏิสนธิ ทรงยังนรเทพยักษ์ผู้อันมนุษย์และเทวดาบูชายิ่งให้อาจหาญ ด้วยทรงแสดง ความเกี่ยวเนื่องของกรรมและผลของกรรม ให้หวาดสะดุ้งด้วยกถาว่าด้วยนรก แล้วจึงตรัสจตุสัจกถา. 
         ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์หาประมาณมิได้ นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ต่อมาจากสมัยของพระเวสสภูพุทธเจ้า ก็มีพระ 
         สัมพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ ผู้สูงสุดแห่งสัตว์สอง 
         เท้า ผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้ ผู้อันใครๆ เฝ้าได้ 
         ยาก. 
               ทรงเพิกถอนภพทั้งปวง ถึงฝั่งบำเพ็ญบารมีแล้ว 
         ทรงทำลายกรงภพ เหมือนราชสีห์ทำลายกรง ทรงบรรลุ 
         พระโพธิญาณอันสูงสุด. 
               เมื่อพระกกุสันธพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงประกาศ 
         พระธรรมจักร ธรรมาภิสัยได้มีแก่สัตว์สี่หมื่นโกฏิ. 
               พระองค์ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ กลางพื้นนภากาศ 
         ทรงยังเทวดาและมนุษย์สามหมื่นโกฏิให้ตรัสรู้ ในการ 
         ประกาศสัจจะ ๔ แก่นรเทพยักษ์นั้น ธรรมาภิสมัยได้มี 
         แก่สัตว์นับจำนวนไม่ถ้วน.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุคฺฆาเฏตฺวา แปลว่า ถอนแล้ว. 
         บทว่า สพฺพภวํ ได้แก่ ซึ่งภพทั้ง ๙ ภพ. อธิบายว่า กรรมอันเป็นนิมิตแห่งอุปัตติในภพ. 
         บทว่า จริยาย ปารมึ คโต ความว่า ทรงถึงฝั่งโดยทรงบำเพ็ญบารมีทุกอย่าง. 
         บทว่า สีโหว ปญฺชรํ เภตฺวา ความว่า พระมุนีกุญชรทรงทำลายปัญชรคือภพ เหมือนราชสีห์ทำลายกรง. 
         พระกกุสันธพุทธเจ้าผู้รื้อเครื่องผูกภพเสียแล้ว ทรงมีสาวกสันนิบาตครั้งเดียวเท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพระอรหันต์สี่หมื่นซึ่งบวชกับพระองค์ ณ อิสิปตนะมิคทายวัน กรุงกัณณกุชชนคร แวดล้อมแล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ในวันมาฆบูรณมี. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะ ทรงมีสันนิบาต 
            ประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มีจิตสงบ คงที่ 
            ครั้งเดียว. 
                  ครั้งนั้น เป็นสันนิบาตประชุมพระสาวกสี่หมื่น 
            ผู้บรรลุภูมิของท่านผู้ฝึกแล้ว เพราะสิ้นหมู่กิเลส ดัง 
            ข้าศึกคืออาสวะ. 
         ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพระราชาพระนามว่าเขมะ ทรงถวายบาตรจีวรเป็นมหาทาน และถวายเภสัชทุกอย่างมียาหยอดตาเป็นต้นแด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน และถวายสมณบริขารอย่างอื่น สดับพระธรรมเทศนาของพระองค์แล้ว มีพระหฤทัยเลื่อมใส ก็ทรงผนวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         พระศาสดาพระองค์นั้นทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล ในกัปนี้นี่แหละ ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่า เขมะ ถวายทาน 
         มิใช่น้อย ในพระตถาคตและพระสาวกชิโนรส. 
               ถวายบาตรและจีวร ยาหยอดตา ไม้เท้าไม้มะซาง 
         ถวายสิ่งของที่ท่านปรารถนาเหล่านี้ๆ ล้วนแต่ของดีๆ 
               พระมุนีกกุสันธพุทธเจ้า ผู้นำวิเศษ แม้พระองค์นั้น 
         ก็ได้ทรงพยากรณ์เราว่า ในภัทรกัปนี้แล ท่านผู้นี้จักเป็น 
         พระพุทธเจ้า. 
               พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์ 
         อันน่ารื่นรมย์ ฯลฯ จักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้. 
               ครั้งนั้น เราชื่อว่าเขมะ นครชื่อว่าเขมวดี กำลังแสวง 
         หาพระสัพพัญญุตญาณ ก็บวชแล้วในสำนักของพระองค์.
         แก้อรรถ         
         ในคาถานั้น อญฺชนํ แปลว่า ยาหยอดตา. ความชัดแล้ว. 
         บทว่า มธุลฏฺฐิกํ ได้แก่ ไม้เท้าไม้มะซาง. 
         บทว่า อิเมตํ ตัดบทเป็น อิมํ เอตํ. 
         บทว่า ปตฺถิตํ แปลว่า ปรารถนาแล้ว. 
         บทว่า ปฏิยาเทมิ แปลว่า ถวาย. อธิบายว่า ได้ถวายแล้ว. 
         บทว่า วรํ วรํ หมายความว่า ประเสริฐที่สุดๆ. 
         ปาฐะว่า ยเทตํ ปตฺถิตํ ดังนี้ก็มี. 
         ปาฐะนั้นความว่า เราได้ถวายสิ่งที่พระองค์ปรารถนาทุกอย่างแด่พระองค์. ความนี้ดีกว่า. 
         ก็พระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะ ผู้ไม่ชักช้าพระองค์นั้นมีพระนครชื่อว่าเขมะ พระชนกเป็นพราหมณ์ชื่อว่าอัคคิทัตตะ พระชนนีเป็นพราหมณีชื่อว่าวิสาขา คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระวิธุระและพระสัญชีวะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระพุทธิชะ คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระสามาและพระจัมปา. โพธิพฤกษ์ชื่อว่าต้นสิรีสะ คือไม้ซึก. พระสรีระสูง ๔๐ ศอก. พระรัศมีแห่งพระสรีระแล่นออกไปรอบๆ ๑๐ โยชน์. พระชนมายุสี่หมื่นปี มีเอกภริยาเป็นพราหมณีชื่อว่าโรจินี โอรสชื่อว่าอุตตระ ออกอภิเนษกรณ์ด้วยรถเทียมม้า.
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้เป็นพระศาสดา ทรงมี 
         พระชนกเป็นพราหมณ์ชื่อว่าอัคคิทัตตะ พระชนนี 
         ชื่อว่าวิสาขา. 
               ตระกูลของพระสัมพุทธเจ้า เป็นตระกูลใหญ่ 
         ประเสริฐเลิศล้ำกว่านรชนทั้งหลาย เป็นชาติสูง มี 
         บริวารยศใหญ่ อยู่ในนครเขมะนั้น. 
               พระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระ 
         อัครสาวกชื่อว่าพระวิธุระและพระสัญชีวะ พระพุทธ- 
         อุปัฏฐากชื่อว่าพระพุทธิชะ. 
               มีพระอัครสาวิกาชื่อว่าพระสามาและพระจัมปา 
         โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก 
         ว่า ต้นสิรีสะ (ไม้ซึก). 
               พระมหามุนีสูง ๔๐ ศอก พระรัศมีสีทองแล่น 
         ออกไปรอบๆ ๑๐ โยชน์. 
               พระกกุสันธพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระชนมายุ 
         สี่หมื่นปี พระองค์ทรงพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงทรง 
         ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ. 
               พระองค์ทั้งพระสาวก ทรงขยายตลาดธรรมแก่ 
         บุรุษสตรี ในโลกทั้งเทวโลก ทรงบันลือดุจการบันลือ 
         ของราชสีห์ แล้วเสด็จดับขันธปรินิพพาน. 
               พระองค์มีพระสุรเสียง มีองค์ ๘ มีศีลบริบูรณ์ 
         อยู่นิรันดร ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวง 
         ก็ว่างเปล่า แน่แท้.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บาทคาถาว่า วสเต ตตฺถ เขเม ปุเร นี้ พึงทราบว่า ท่านกล่าวเพื่อชี้นครที่พระกกุสันธพุทธเจ้าทรงสมภพ. 
         บทว่า มหากุลํ ได้แก่ ตระกูลฝ่ายพระชนกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นตระกูลรุ่งเรือง. 
         บทว่า นรานํ ปวรํ เสฏฺฐํ ความว่า ประเสริฐเลิศล้ำกว่ามนุษย์ทั้งหมดโดยชาติ. 
         บทว่า ชาติมนฺตํ ได้แก่ มีชาติยิ่ง มีชาติสูง. 
         บทว่า มหายสํ ได้แก่ มีบริวารมาก. ตระกูลใหญ่นั้นของพระพุทธเจ้าเป็นดังฤา. 
         ในคำนั้น พึงเห็นการเชื่อมความกับบทว่า มหากุลํ เขเม ปุเร วสเต ตระกูลใหญ่อยู่ในกรุงเขมะ. 
         บทว่า สมนฺตา ทสโยชนํ ความว่า พระรัศมีสีทองออกจากพระสรีระเป็นนิตย์ แล่นแผ่ไป ๑๐ โยชน์โดยรอบ. 
         บทว่า ธมฺมาปรณํ ได้แก่ ตลาดกล่าวคือธรรม. 
         บทว่า ปสาเรตฺวา ความว่า ขยายตลาดธรรม เหมือนตลาดที่คับคั่งด้วยสินค้านานาชนิด เพื่อขายสินค้า. 
         บทว่า นรนารีนํ ได้แก่ เพื่อประสบรัตนะวิเศษ คือฌานสมาบัติและมรรคผล สำหรับบุรุษสตรีทั้งหลาย. 
         บทว่า สีหนาทํ ว ก็คือ สีหนาทํ วิย ได้แก่ บรรลือเสียงอภัย ไม่น่ากลัว. 
         บทว่า อฏฺฐงฺควจนสมฺปนฺโน ได้แก่ พระศาสดาทรงมีพระสุรเสียงประกอบด้วยองค์ ๘. 
         บทว่า อจฺฉิทฺทานิ ได้แก่ ศีลที่เว้นจากภาวะมีขาดเป็นต้น ไม่ขาด ไม่ด่าง ไม่พร้อย. อีกนัยหนึ่ง ศีลที่ไม่ทะลุ ไม่มีช่อง เช่นคู่พระอัครสาวก. 
         บทว่า นิรนฺตรํ ได้แก่ เนืองๆ กาลเป็นนิตย์. 
         บทว่า สพฺพํ ตมนฺตรหิตํ ความว่า พระศาสดาและคู่พระอัครสาวกเป็นต้นนั้นทั้งหมด เข้าถึงความเป็นพระมุนีแล้ว ก็เข้าถึงความเป็นผู้แลไม่เห็น. 
                          อเปตพนฺโธ กกุสนฺธพุทฺโธ 
                          อทนฺธปญฺโญ คตสพฺพรนฺโธ 
                          ติโลกสนฺโธ กิร สจฺจสนฺโธ 
                          เขเม วเน วาสมกปฺปยิตฺถ. 
                    ข่าวว่า พระกกุสันธพุทธเจ้า ทรงปราศจากพันธะ 
              มีพระปัญญาไม่ชักช้า ไปจากโทษทั้งปวง ทรงตั้งมั่น 
              ในไตรโลก ทรงมั่นคงในสัจจะ ประทับอยู่ ณ เขมวัน. 
         ในคาถาที่เหลือทุกแห่ง คำชัดแล้วทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระกกุสันธพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก กุกกุสันธพุทธวงศ์ที่ ๒๒ ว่าด้วยพระประวัติพระกกุสันธพุทธเจ้า

กุกกุสันธพุทธวงศ์ที่ ๒๒ ว่าด้วยพระประวัติพระกกุสันธพุทธเจ้า
 [๒๓] สมัยต่อมาจากพระเวสสภูพุทธเจ้า มีพระสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่าสัตว์ พระนามว่า กุกกุสันธะ มีพระคุณประมาณมิได้ยากที่จะเทียมถึง ทรงเพิกภพทั้งปวง ถึงที่สุดแห่งจริยา ทรงทำลายกิเลสดังราชสีห์ทำ ลายกรงแล้ว ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม เมื่อพระกุกกุสันธะ
 
                        พุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ทรงประกาศพระธรรมจักร ธรรมาภิสมัย ครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์สี่หมื่นโกฏิ ในคราวเมื่อพระองค์ทรงแผลงฤทธิ์ กระทำยมกปาฏิหาริย์ในอากาศ
                        พระองค์ทรงยังเทวดาและมนุษย์ให้ ตรัสรู้สามหมื่นโกฏิ ในคราวเมื่อทรงประกาศจตุราริยสัจ แก่มนุษย์ เทวดาและยักษ์ ธรรมาภิสมัยครั้งนั้น จะคำนวณนับมิได้
                        พระผู้มี พระภาคกุกกุสันธะ ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพผู้ปราศจาก มนทิน ผู้มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่ ครั้งเดียวในกาลนั้น พระภิกษุขีณาสพ ผู้บรรลุถึงภูมิที่ฝึกแล้ว เพราะสิ้นกิเลสเหตุให้เป็นหมู่คณะมีอาสวะ เป็นต้น มาประชุมกันสี่หมื่น
                        สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์ มีพระนามว่า เขมะ เราได้ถวายทานมิใช่น้อยแด่พระตถาคตและพระสาวก เรา ถวายบาตร จีวร ยาหยอดตา ชะเอมเครือ เราถวายของดีๆ ทุกอย่าง ตามที่ภิกษุสงฆ์ปรารถนา
                        แม้พระมุนีกุกกุสันธะผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่าในภัทรกัปนี้ ผู้นี้จักได้เป็นพระ พุทธเจ้าในโลก ....... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธ พยากรณ์แม้นั้นแล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง เราอธิษฐานวัตร ในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการยิ่งขึ้น
                        นครชื่อว่าเขมวดี ในกาลนั้น เรามีชื่อว่าเขมะ เมื่อแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณจึงออกบวชใน สำนักของพระองค์
                        พราหมณ์นามว่าอัคคิทัตตะเป็นพุทธบิดา นางพราหมณีชื่อว่าวิสาขา เป็นพุทธมารดา ตระกูลใหญ่ของพระสัมพุทธเจ้าเป็นตระกูลที่ประเสริฐสุดกว่าตระกูลอื่นๆ มีชาติสูง มียศมาก อยู่ในเขมนครนั้น
                        พระองค์ครอบครองอาคารสถานอยู่ สี่พันปี
                        มีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อกามวัฑฒะ กามสุทธิ และรติวัฑฒนะ มีนางสาวนารีสามหมื่นนาง บุตรชายนามว่าอุตระ พระพิชิตมารทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงออกผนวชด้วยรถอันเป็น ยานพาหนะ บำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม พระกุกกุสันธมหาวีรเจ้า ผู้อุดมกว่านรชน
                        ทรงประกาศพระธรรมจักรที่มฤคทายวัน ทรงมี พระวิธุรเถระและพระสัญชีวนามเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระ ชื่อว่าพุทธิชะเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระสามาเถรีและพระจัมปนามา เถรีเป็นพระอัครสาวิกา
                        ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่าไม้ซึก
                        อัจจุคตอุบาสก และสุมนอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก นันทาอุบาสิกา และสุนันทาอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระมหามุนีมีพระองค์ สูง ๔๐ ศอก พระรัศมีสีเปล่งปลั่งดังทองคำ เปล่งออกไป ๑๐ โยชน์ โดยรอบ
                        พระองค์มีพระชนมายุสี่หมื่นปี เมื่อทรงดำรงอยู่เท่านั้น ทรงช่วยให้ประชุมชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมาย ทรงแจกจ่าย ตลาดธรรมให้แก่บุรุษและสตรี ทรงบันลือสีหนาทในโลกพร้อมทั้ง เทวโลกแล้ว
                        เสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก พระองค์ ทรงถึง พร้อมด้วยพระดำรัสมีองค์ ๘ ไม่มีช่องเนืองนิตย์ ทุกอย่างหายไป หมดแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระกุกกุสันธชินเจ้าผู้ ประเสริฐเสด็จนิพพานที่เขมาราม พระสถูปอันประเสริฐของ พระองค์สูงคาวุตหนึ่ง ประดิษฐานอยู่ ณ เขมารามนั้น ฉะนี้แล.
 จบกุกกุสันธพุทธวงศ์ที่ ๒๒

อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๑. เวสสภูพุทธวงศ์

         พรรณนาวงศ์พระเวสสภูพุทธเจ้าที่ ๒๑
         ต่อจากสมัยของพระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระศาสนาของพระองค์อันตรธานแล้ว มนุษย์ที่มีอายุเจ็ดหมื่นปีก็ลดลงโดยลำดับจนมีอายุสิบปี แล้วเพิ่มขึ้นอีกจนมีอายุนับไม่ได้ แล้วก็ลดลงโดยลำดับจนมีอายุหกหมื่นปี. 
         ครั้งนั้น พระศาสดาพระนามว่าเวสสภู เทพเจ้าผู้พิชิต ผู้ครอบงำโลกทั้งปวง ผู้เกิดเอง ทรงอุบัติในโลก พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางยสวดีผู้มีศีล อัครมเหสีของพระเจ้าสุปปตีตะ ผู้เป็นที่ยำเกรง กรุงอโนมะ ถ้วนกำหนดทศมาสพระองค์ก็ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี ณ อโนมราชอุทยาน 
         เมื่อสมภพก็ยังชนให้ยินดี ทรงบันลือดังเสียงวัวผู้ เพราะฉะนั้นในวันเฉลิมพระนามของพระองค์ พระประยูรญาติจึงเฉลิมพระนามว่าเวสสภู เพราะเหตุที่ร้องดังเสียงวัวผู้ พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่หกพันปี มีปราสาท ๓ หลังชื่อสุจิ สุรุจิและรติวัฑฒนะ- ปรากฏพระสนมกำนัลสามหมื่นนางมีพระนางสุจิตตาเทวีเป็นประมุข. 
- บาลีเป็น รุจิ สุรติและวัฑฒกะ. 
         เมื่อพระสุปปพุทธกุมารของพระนางสุจิตตาเทวี สมภพ พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จประพาสพระราชอุทยานด้วยพระวอทอง ทรงรับผ้ากาสายะที่เทวดาถวาย ทรงผนวช. บุรุษเจ็ดหมื่นบวชตามเสด็จ. 
         ลำดับนั้น พระองค์อันบรรพชิตเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๖ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาสที่พระพี่เลี้ยงชื่อว่าสิริวัฒนา ผู้ปรากฏตัว ณ สุจิตตนิคม ถวาย ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ สาลวัน เวลาเย็นทรงรับหญ้า ๘ กำที่พระยานาคชื่อนรินทะ ถวาย เสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อต้นสาละ ด้านทิศทักษิณ สาละต้นนั้นมีขนาดเท่าขนาดต้นปาฏลีแคฝอยนั้นแล. 
         ดอกผลสิริและสมบัติ ก็พึงทราบอย่างนั้นเหมือนกัน. 
         พระองค์เสด็จเข้าไปยังโคนต้นสาละ ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๔๐ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิ ทรงได้อนาวรณญาณ ที่ปราศจากนิวรณ์ แต่ห้ามกันความเมาในกามทุกอย่าง ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯลฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ดังนี้. 
         ทรงยับยั้ง ณ โพธิพฤกษ์นั้นนั่นแล ๗ สัปดาห์ ทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติของพระโสณกุมารและพระอุตตรกุมาร พระกนิษฐภาดาของพระองค์ จึงเสด็จไปทางอากาศ ลงที่อรุณราชอุทยาน ใกล้กรุงอนูปมะ ทรงให้พนักงานเฝ้าพระราชอุทยานไปอัญเชิญพระกุมารมาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ท่ามกลางพระกุมารทั้งสองพระองค์นั้นทั้งบริวาร. 
         ครั้งนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ. 
         ต่อมาอีก พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จจาริกไปในชนบท ทรงแสดงธรรมโปรดในถิ่นนั้นๆ ธรรมาภิสมัยก็ได้มีแก่สัตว์เจ็ดหมื่นโกฏิ นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทำลายข่ายคือทิฏฐิ [เดียรถีย์] ล้มธงคือมานะของเดียรถีย์ กำจัดความเมาด้วยมานะ ทรงยกธงคือธรรมขึ้น ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ในมนุษยบริษัทกว้างเก้าสิบโยชน์ ในเทวบริษัทประมาณมิได้ ณ กรุงอนูปมะนั่นเอง ยังเทวดาและมนุษย์ให้เลื่อมใสแล้ว ทรงยังสัตว์หกหมื่นโกฏิให้อิ่มด้วยอมตธรรม นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ในมัณฑกัปนั้นนั่นเอง พระผู้นำโลกพระนามว่า 
         เวสสภู ผู้ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เทียบเคียง ก็ทรงอุบัติในโลก. 
               ทรงทราบว่าโลกสามถูกราคะไหม้แล้ว เป็นถิ่น 
         ของตัณหาทั้งหลาย พระองค์ก็ทรงตัดเครื่องพันธนา 
         การดุจพระยาช้าง ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด. 
               พระเวสสภูพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงประกาศพระ- 
         ธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ. 
               เมื่อพระโลกเชษฐ์ผู้องอาจในนรชน ทรงหลีก 
         จาริกไปในแว่นแคว้น อภิสมัยครั้งที่ ๒ ก็ได้มีแก่สัตว์ 
         เจ็ดหมื่นโกฏิ. 
               พระองค์เมื่อทรงบรรเทาทิฏฐิอย่างใหญ่หลวง 
         ของเดียรถีย์ ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ มนุษย์และเทวดา 
         ในหมื่นโลกธาตุ ในโลกทั้งเทวโลกก็มาประชุมกัน. 
               เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเห็นมหัศจรรย์ไม่เคย 
         มี น่าขนชูชัน ก็ตรัสรู้ธรรมถึงหกหมื่นโกฏิ.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทิตฺตํ ความว่า สิ้นทั้งสามโลกนี้ ถูกไฟไหม้แล้ว. 
         บทว่า ราคคฺคิ แปลว่า อันราคะ. 
         บทว่า ตณฺหานํ วิชิตํ ตทา ความว่า ทรงทราบว่า สามโลกเป็นถิ่นแคว้น สถานที่ตกอยู่ในอำนาจของตัณหาทั้งหลาย. 
         บทว่า นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา ความว่า ทรงตัดเครื่องพันธนาการดุจเถาวัลย์เน่า ประดุจช้าง ทรงบรรลุถึงพระสัมโพธิญาณ. 
         บทว่า ทสสหสฺสี ก็คือ ทสสหสฺสิยํ. 
         บทว่า สเทวเก ได้แก่ ในโลกทั้งเทวโลก. 
         บทว่า พุชฺฌเร แปลว่า ตรัสรู้แล้ว.
         อนึ่งเล่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเวสสภูทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ณ วันมาฆบูรณมี ท่ามกลางพระอรหันต์แปดหมื่นที่บวชในสมาคมของพระโสณะและพระอุตตระ คู่พระอัครสาวก นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑. 
         ครั้งภิกษุนับจำนวนได้เจ็ดหมื่นซึ่งบวชกับพระเวสสภูผู้ครอบงำโลกทั้งปวงพากันหลีกไป สมัยที่พระเวสสภูจะหลีกออกจากคณะไป ภิกษุเหล่านั้นสดับข่าวการประกาศพระธรรมจักรของพระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงพากันมายังนครโสเรยยะ ก็ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดภิกษุเหล่านั้น ทรงให้ภิกษุเหล่านั้นบวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาทั้งหมด แล้วทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในบริษัทที่ประกอบด้วยองค์ ๔ นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. 
         อนึ่ง ครั้งพระราชบุตรพระนามว่าอุปสันตะ ทรงขึ้นครองราชย์ในกรุงนาริวาหนะ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปนครนั้นเพื่ออนุเคราะห์พระราชบุตรนั้น. 
         แม้พระราชบุตรนั้นทราบข่าวการเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งบริวารจึงทรงออกไปรับเสด็จ นิมนต์มาถวายมหาทาน ทรงสดับธรรมของพระองค์ก็มีพระหฤทัยเลื่อมใสแล้วทรงผนวช บุรุษหกหมื่นโกฏิก็บวชตามเสด็จ ภิกษุเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตพร้อมกับพระราชบุตรนั้น. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าเวสสภูนั้นอันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ก็ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงนั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า 
                  พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ ทรง 
            มีสันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพผู้ไร้มลทิน มีจิต 
            สงบ คงที่ ๓ ครั้ง. 
                  ประชุมภิกษุสาวกแปดหมื่น เป็นสันนิบาตครั้ง 
            ที่ ๑ ประชุมภิกษุสาวกเจ็ดหมื่น เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. 
                  ประชุมภิกษุสาวกหกหมื่น ผู้กลัวแต่ภัยมีชรา 
            เป็นต้น โอรสของพระเวสสภูพุทธเจ้าผู้แสวงคุณยิ่ง 
            ใหญ่ เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. 
         ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพระราชาพระนามว่าพระเจ้าสุทัสสนะ ผู้มีทัศนะน่ารักอย่างยิ่ง ณ กรุงสรภวดี. เมื่อพระเวสสภูพุทธเจ้าผู้นำโลกเสด็จถึงกรุงสรภะ ทรงสดับธรรมของพระองค์ มีพระหฤทัยเลื่อมใสแล้วทรงยกอัญชลีอันรุ่งเรืองด้วยทศนขสโมธาน เสมือนดอกบัวตูมเกิดในน้ำ ไม่มีมลทิน ไม่วิกลบกพร่อง ไว้เหนือเศียร ถวายมหาทานพร้อมทั้งจีวรแด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ทรงสร้างพระคันธกุฎี เพื่อเป็นที่ประทับอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ นครนั้น ทรงสร้างวิหารพันหลังล้อมพระคันธกุฎีนั้น ทรงบริจาคสมบัติทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงผนวช ณ สำนักของพระองค์แล้ว ทรงพร้อมด้วยอาจารคุณ ทรงยินดีในธุดงคคุณ ๑๓ ทรงยินดีในการแสวงหาพระโพธิสมภาร ทรงยินดีในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ในอนาคตกาล สามสิบเอ็ดกัปนับแต่กัปนี้ไป ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่าสุทัสสนะ นิมนต์ 
         พระมหาวีระ ถวายทานอย่างสมควรยิ่งใหญ่ บูชาพระ 
         ชินพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์ ด้วยข้าวน้ำและผ้า. 
               เราสดับพระธรรมจักรอันอุดมประณีตที่พระพุทธ 
         เจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอพระองค์นั้นทรงประกาศแล้วก็ชอบใจ 
         การบรรพชา. 
               เราบำเพ็ญมหาทาน ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืน 
         กลางวัน ทราบการบรรพชาว่าพร้อมพรั่งด้วยคุณ จึง 
         บรรพชาในสำนักของพระชินพุทธเจ้า. 
               เราถึงพร้อมด้วยอาจารคุณ ตั้งมั่นในวัตรและศีล 
         แสวงหาพระสัพพัญญุตญาณ จึงยินดีอยู่ในพระศาสนา 
         ของพระชินพุทธเจ้า. 
               เราเข้าถึงศรัทธาและปีติ ถวายบังคมพระพุทธเจ้า 
         ผู้พระศาสดา เราก็เกิดปีติเพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณ 
         นั่นแล. 
               พระสัมพุทธเจ้าทรงทราบว่า เรามีใจไม่ท้อถอย 
         จึงทรงพยากรณ์ดังนี้ว่า นับแต่กัปนี้ไปสามสิบเอ็ดกัป 
         ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า. 
               พระตถาคตออกอภิเนษกรมณ์จากกรุงกบิลพัสดุ์ 
         อันน่ารื่นรมย์ ฯลฯ จักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้. 
               เราฟังพระดำรัสของพระองค์ จิตก็ยิ่งเลื่อมใสจึง 
         อธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไปเพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้ 
         บริบูรณ์.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺกํ วตฺติตํ ได้แก่ ธรรมจักรที่ทรงประกาศแล้ว. 
         บทว่า ปณิตํ ธมฺมํ ได้แก่ ธรรมอันยิ่งของมนุษย์. 
         ความว่า เรารู้การบวชว่าพรั่งพร้อมด้วยคุณจึงบวช. 
         บทว่า วตฺตสีลสมาหิโต ได้แก่ ตั้งมั่นในวัตรและศีล. 
         อธิบายว่า มั่นคงในการบำเพ็ญวัตรและศีลนั้นๆ. 
         บทว่า รมามิ แปลว่า ยินดียิ่งแล้ว. 
         บทว่า สทฺธาปีตึ ได้แก่ เข้าถึงศรัทธาและปีติ. 
         บทว่า วนฺทามิ ได้แก่ ถวายบังคมแล้ว. 
         พึงเห็นว่าคำที่เป็นปัจจุบันกาล ใช้ในอรรถอดีตกาล. 
         บทว่า สตฺถรํ ก็คือ สตฺถารํ. 
         บทว่า อนิวตฺตมานสํ ได้แก่ มีใจไม่ท้อถอย. 
         ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงมีพระนครชื่อว่าอโนมะ พระชนกมีพระนามว่าพระเจ้าสุปปตีตะ พระชนนีพระนามว่าพระนางยสวดี คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระโสณะและพระอุตตระ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระอุปสันตะ คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระรามาและพระสมาลา โพธิพฤกษ์ชื่อว่าต้นสาละ พระสรีระสูง ๖๐ ศอก พระชนมายุหกหมื่นปี พระอัครมเหสีพระนามว่าพระนางสุจิตตา พระโอรสพระนามว่าพระสุปปพุทธะ เสด็จออกภิเนษกรมณ์ด้วยพระวอทอง. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระ 
         นครชื่ออโนมะ พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสุปปตีตะ 
         พระชนนีพระนามว่าพระนางยสวดี. 
               พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระอัคร 
         สาวกชื่อว่าพระโสณะและพระอุตตระ พระพุทธอุปัฏฐาก 
         ชื่อว่า พระอุปสันตะ. 
               มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระรามาและพระสมาลา 
         โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่า 
         ต้นมหาสาละ. 
               มีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าโสตถิกะและรัมมะ อัครอุปัฏ- 
         ฐายิกา ชื่อว่าโคตมีและสิริมา. 
               พระเวสสภูพุทธเจ้า สูง ๖๐ ศอก อุปมาเสมอด้วย 
         เสาทอง พระรัศมีแล่นออกจากพระวรกาย เหมือนดวงไฟ 
         บนเขายามราตรี. 
               พระชนมายุของพระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณ 
         ยิ่งใหญ่พระองค์นั้น หกหมื่นปี พระองค์ทรงมีพระชนม์ 
         ยืนถึงเพียงนั้น จึงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ. 
               พระองค์ทั้งพระสาวก ทรงทำธรรมะให้ขยายไป 
         กว้างขวาง ทรงจำแนกมหาชน ทรงตั้งธรรมนาวาไว้แล้ว 
         ก็ดับขันธปรินิพพาน. 
               ชนทั้งหมด พระวิหาร พระอิริยาบถ ล้วนน่าดู 
         ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่าแน่แท้.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เหมยูปสมูปโม ความว่า เสมือนเสาทอง. 
         บทว่า นิจฺฉรติ ได้แก่ แล่นไปทางโน้นทางนี้. 
         บทว่า รสฺมิ ได้แก่ แสงรัศมี. 
         บทว่า รตฺตึว ปพฺพเต สิขี ความว่า รัศมีส่องสว่างในพระวรกายของพระองค์ เหมือนดวงไฟบนยอดเขาเวลากลางคืน. 
         บทว่า วิภชิตฺวา ความว่า ทำการจำแนกโดยเป็นอุคฆฏิตัญญูเป็นต้น และโดยเป็นพระโสดาบันเป็นอาทิ. 
         บทว่า ธมฺมนาวํ ความว่า ทรงตั้งธรรมนาวาคือมรรคมีองค์ ๘ เพื่อช่วยให้ข้ามโอฆะ ๔. 
         บทว่า ทสฺสนียํ ก็คือ ทสฺสนีโย. 
         บทว่า สพฺพชนํ ชนทั้งปวงก็คือ สพฺโพชโน. อธิบายว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์สาวก. 
         บทว่า วิหารํ ก็คือ วิหาโร พึงเห็นว่าทุติยาวิภัตติใช้ในอรรถปฐมาวิภัตติทุกแห่ง 
         ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเวสสภูเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เขมมิคทายวัน กรุงอุสภวดี พระบรมสารีริกธาตุของพระองค์กระจัดกระจายไป 
                  ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเวสสภู พระชินะ 
            ผู้ประเสริฐ เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส- 
            นิพพาน ณ พระวิหารใกล้ป่าที่น่ารื่นรมย์ กรุงอุสภวดี 
            ราชธานี 
         คำที่เหลือในคาถาทั้งหลายทุกแห่งชัดแล้วทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระเวสสภูพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก เวสสภูพุทธวงศ์ที่ ๒๑ ว่าด้วยพระประวัติพระเวสสภูพุทธเจ้า

เวสสภูพุทธวงศ์ที่ ๒๑ ว่าด้วยพระประวัติพระเวสสภูพุทธเจ้า
 [๒๒] ในมัณฑกัปนั้นแล พระพิชิตมารผู้ไม่มีบุคคลเปรียบเสมอ มีพระนาม ชื่อว่าเวสสภู เสร็จอุบัติขึ้นในโลก พระเวสสภูผู้เป็นนายกของโลก ทรงทราบว่าไฟคือราคะนี้เป็นของร้อนเป็นแว่นแคว้นของตัณหา ทรง ตัดกิเลสดังช้างตัดเชือกแล้ว ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม แล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร
 
                        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์ แปดหมื่นโกฏิ เมื่อพระนราสภเชษฐบุรุษของโลก เสด็จจาริกไป ในแว่นแคว้น
                        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เจ็ดหมื่นโกฏิ เมื่อ พระองค์ทรงกระทำปาฏิหาริย์บรรเทาทิฏฐิใหญ่ มนุษย์และเทวดาใน หมื่นโลกธาตุมาประชุมกัน เทวดาและมนุษย์ได้เห็นความมหัศจรรย์ อันไม่เคยมี เป็นเหตุให้ขนพองสยองเกล้าแล้วได้ตรัสรู้ ๖๐ โกฏิ
                        พระเวสสภูบรมศาสดา ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพผู้ ปราศจากมลทิน มีจิตสงบระงับคงที่ ผู้กลัวภัยมีชราเป็นต้น เป็น โอรสของพระศาสดาผู้ได้ฟังพระธรรมจักรอันประณีตอุดม ที่พระพุทธเจ้าซึ่งไม่มีใครเสมอพระองค์นั้นทรงประกาศแล้วออกบวช ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันแปดหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๒ เจ็ดหมื่นโกฏิ ครั้งที่ ๓ หกหมื่นโกฏิ
                        สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์ พระนามว่า สุทัสนะ ได้บูชาพระพิชิตมารพร้อมด้วยพระสงฆ์ ด้วย ข้าว น้ำและผ้า เรายังมหาทานให้เป็นไปไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืน กลางวัน ออกบวชอันถึงพร้อมด้วยคุณ ในสำนักของพระชินเจ้า
                        เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอาจารคุณ ตั้งมั่นอยู่ในวัตรและศีล แสวงหา พระสัพพัญญุตญาณ ยินดีในศาสนาของพระชินเจ้า เรายังศรัทธา และปีติให้เกิด ถวายบังคมพระพุทธบรมศาสดา ปีติเกิดขึ้นแก่เรา เพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง
                        พระสัมพุทธเจ้าทรงทราบว่า เรามี ฉันทะอันไม่กลับกลอกจึงทรงพยากรณ์ว่า ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ผู้นี้ จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ......... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ ให้ยิ่งขึ้นไป
                        พระนครชื่อว่าอโนมะ พระบรมกษัตริย์ พระนามว่าสุปติตะ เป็น พระชนกของพระเวสสภูบรมศาสดา พระนางยสวดีเป็นพระชนนี พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่หกพันปี
                        ทรงมีปราสาทอัน ประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อว่ารุจิ สุรติ และวัฑฒกะทรงมีพระสนมนารีกำนัลในสามหมื่นนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสี นามว่าสุจิตรา พระราชโอรสพระนามว่าสุปปพุทธะ
                        พระองค์ทรง เห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยวอทอง ทรงบำเพ็ญ เพียรอยู่ ๖ เดือนเต็ม พระเวสสภูมหาวีรเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก อุดมกว่านรชน อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว
                        ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ อรุณาราม ทรงมีพระโสณเถระและพระอุตรเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าอุปสันตะเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระรามาเถรีและพระสุมาลาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา
                        ไม้โพธิพฤกษ์ของ พระองค์เรียกกันว่าไม้อ้อยช้างใหญ่ โสตถิอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก โคตมีอุบาสิกาและสิริมาอุบาสิกา เป็นอุปัฏฐายิกา พระองค์สูง ๖๐ ศอก เปรียบเสมอด้วยเสาทอง พระรัศมีเปล่งออกจากพระวรกาย ดังไฟบนภูเขาในเวลากลางคืน
                        พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระชน มายุหกหมื่นปี พระองค์ทรงดำรงอยู่เพียงนั้น ทรงช่วยให้ประชุมชน ข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมาย ทรงจำแนกธรรมไว้อย่างพิสดาร ทรงตั้ง มหาชนให้อยู่บนธรรมนาวาแล้ว พระองค์ก็เสด็จนิพพานพร้อมด้วย พระสาวกพระวิหารอันมีชนทุกหมู่เหล่า น่าดูน่าชม
                        พระอิริยาบถ หายไปหมดสิ้นแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระเวสสภู ศาสดาชินเจ้าผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพานที่เขมาราม พระธาตุของ พระองค์แผ่ไปกว้างขวางในประเทศนั้นๆ ฉะนี้แล.
 จบเวสสภูพุทธวงศ์ที่ ๒๑