Translate

23 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๗. มาตังคจริยา การบำเพ็ญสีลบารมี

         อรรถกถามาตังคจริยาที่ ๗         
         พึงทราบวินิจฉัยในมาตังคจริยาที่ ๗ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า ชฏิโล คือ มีชฎา. อธิบายว่า มีผมมุ่นเป็นชฎา. 
         บทว่า อุคฺคตาปโน มีความเพียรแรงกล้า เพราะมีความเพียรคือตบะแรงกล้า เพราะเผาคือข่มอินทรีย์ ๖ อันเป็นจุดสำคัญของร่างกาย. 
         อธิบายว่า มีตบะแรงกล้า มีอินทรีย์มั่นคงอย่างยิ่ง. 
         อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า อุคฺคตาปโน เพราะเผากิเลสหยาบ เพราะทำลายสิ่งไม่เป็นประโยชน์ อันมีในปัจจุบันเป็นต้นหลายๆ อย่าง เพราะทิ้งไว้ในภายนอก หรือเพราะเผากิเลสที่ชื่อว่า อุคฺคา ด้วยอรรถว่าน่าเกรงกลัวอย่างร้ายกาจ ด้วยตบะคือความเพียร. 
         บทว่า มาตงฺโค นาม นาเมน คือ มีนามชื่อว่ามาตังคะ. เพราะชื่อนี้ของชฎิลนั้นมาแล้วโดยชาติซึ่งเกิดในตระกูลมาตังคะ. 
         บทว่า สีลวา คือ ถึงพร้อมด้วยศีล มีศีลบริสุทธิ์. 
         บทว่า สุสมาหิโต คือ มีจิตตั้งมั่นด้วยดี ด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ. 
         อธิบายว่า เป็นผู้ได้ฌานสมาบัติ. 
         ก็ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดคนจัณฑาล มีรูปร่างน่าเกลียดอยู่ในบ้านคนจัณฑาลนอกพระนคร. มีชื่อตามประกาศว่า มาตังคบัณฑิต. 
         อยู่มาวันหนึ่ง ในพระนคร เมื่อประกาศเล่นนักขัตฤกษ์ ชาวเมืองโดยมากก็พากันไปเล่นนักขัตฤกษ์. 
         หญิงสาวของพราหมณ์มหาศาลคนหนึ่งมีอายุ ๑๕-๑๖ ปี มีรูปสวยน่าดูน่าเลื่อมใสดุจเทพกัญญา คิดว่าเราจักเล่นนักขัตฤกษ์ตามสมควรแก่สมบัติของตน จึงบรรทุกของเคี้ยวของบริโภคเป็นอันมากลงในเกวียน ขึ้นรถเทียมด้วยแม่ม้าขาวตลอด พร้อมด้วยบริวารใหญ่ ไปที่พื้นอุทยาน. 
         หญิงสาวนี้ชื่อว่า ทิฏฐมังคลิกา. 
         ได้ยินว่า นางไม่ปรารถนาจะเห็นรูปที่มีทรงชั่วเป็นอวมงคล. ด้วยเหตุนั้น นางจึงมีชื่อว่าทิฏฐมังคลิกา
         ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ตื่นขึ้นแต่เช้ามืด นุ่งห่มผ้าเก่าๆ ถือไม้เท้าไม้ไผ่ ทำเป็นรูปนกเป็ดน้ำ ถือภาชนะเข้าไปยังพระนคร ห็นพวกมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์เหล่านั้นออกไปให้ห่าง จึงเอาไม้เท้านั้นทำสัญญา. 
         ลำดับนั้น นางทิฏฐมังคลิกาอันบุรุษทั้งหลายของตนที่นำไปทำเสียงเอะอะว่า พวกท่านจงออกไปๆ นางเห็นมาตังคบัณฑิตในท่ามกลางประตูพระนคร จึงถามว่า นั่นใคร? เมื่อบุรุษเหล่านั้นตอบว่า มาตังคจัณฑาลจ้ะแม่ จึงสั่งให้ยานกลับด้วยคิดว่า เห็นคนเช่นนี้แล้วจะหาความเจริญได้แต่ไหน. 
         พวกมนุษย์พากันโกรธว่า พวกเราไปสวนหวังจะได้ของเคี้ยวของบริโภคเป็นต้นมากมาย มาตังคะทำอันตรายแก่พวกเราเสียแล้ว จึงพูดว่า พวกท่านจงจับคนจัณฑาล แล้วเอาก้อนดินขว้างจนมาตังคบัณฑิตสลบแล้วก็พากันกลับไป. 
         ไม่ช้ามาตังคบัณฑิตก็ได้สติลุกขึ้นถามพวกมนุษย์ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ธรรมดาประตูเป็นของทั่วไปแก่ทุกคนหรือ หรือว่าทำไว้ให้แก่พวกพราหมณ์เท่านั้น? 
         พวกมนุษย์ตอบว่า ทั่วไปแก่ทุกคน. 
         มาตังคบัณฑิตคิดว่า พวกมนุษย์ทำเราผู้ไม่หลีกออกไปยังสวนข้างหนึ่งในประตูที่เป็นสาธารณ์แก่ชนทั้งปวง ให้ถึงความพินาศย่อยยับเพราะนางทิฏฐมังคลิกา จึงบอกแก่พวกมนุษย์ที่ถนนแล้วคิดว่า เอาเถิดเราจักทำลายมานะของนางทิฏฐมังคลิกานี้ จึงไปยังประตูบ้านของนาง แล้วก็นอนด้วยตั้งใจว่า เราไม่ได้นางทิฏฐมังคลิกาแล้วจะไม่ลุกขึ้น. 
         บิดาของนางทิฏฐมังคลิกาได้ยินว่า มาตังคะมานอนอยู่ที่ประตูเรือน จึงกล่าวว่า พวกท่านจงให้กากณึกหนึ่งแก่มาตังคะ. มาตังคะเอาน้ำมันลูบไล้สรีระแล้วจงไปเถิด. 
         มาตังคบัณฑิตกล่าวอยู่อย่างเดียวว่า เราไม่ได้นางทิฏฐมังคลิกาแล้วก็จักไม่ลุกขึ้น. 
         ลำดับนั้น แม้พราหมณ์จะพูดว่า พวกท่านจงให้สองกากณึก มาสกหนึ่ง บาทหนึ่ง กหาปณะหนึ่ง สองสามกหาปณะ จนกระทั่ง ร้อยกหาปณะ พันกหาปณะ. 
         มาตังคบัณฑิตก็ไม่รับท่าเดียว. 
         เมื่อชนทั้งหลายปรึกษากันอยู่อย่างนั้น พระอาทิตย์ก็ตก. 
         ลำดับนั้น มารดาของนางทิฏฐมังคลิกาลงจากปราสาท ให้วงกำแพงม่านไปหามาตังคดาบส แม้เมื่อนางกล่าวว่า พ่อคุณ พ่อมาตังคะจงยกโทษแก่นางทิฏฐมังคลิกาเถิด. ท่านจงเอาทรัพย์ ๒,๐๐๐ จนถึง ๑๐๐,๐๐๐. 
         มาตังคบัณฑิตก็ไม่รับ คงนอนอยู่นั่นเอง. 
         เมื่อมาตังคบัณฑิตนอนอยู่อย่างนั้นล่วงไป ๖ วัน. 
         ครั้นถึงวันที่ ๗ พวกมนุษย์ที่อยู่เรือนใกล้เคียงและผู้คุ้นเคยกันพากันลุกฮือ กล่าวว่า พวกท่านจงให้มาตังคะลุกขึ้น. หรือจงให้ลูกสาวไปเถิด. อย่าให้พวกเราต้องพินาศไปด้วยเลย. 
         นัยว่า ในครั้งนั้นมีธรรมเนียมในท้องถิ่นนั้นว่า คนจัณฑาลนอนตายอยู่ที่ประตูเรือนของผู้ใด ผู้ที่อยู่ในเรือน ๗ ชั่วตระกูลต้องเป็นคนจัณฑาลไปพร้อมกับเรือนนั้น. 
         ลำดับนั้น มารดาบิดาของนางทิฏฐมังคลิกา จึงให้นางทิฏฐมังคลิกานุ่งห่มผ้าเก่าๆ ให้ของใช้อันจำเป็นของคนจัณฑาล แล้วนำนางซึ่งร้องคร่ำครวญอยู่ไปหามาตังคะกล่าวว่า เชิญท่านลุกขึ้นรับทาริกาในบัดนี้เถิด แล้วก็ยกให้.
         ส่วนนางทิฏฐมังคลิกายืนอยู่ข้างๆ กล่าวว่า ลุกขึ้นเถิด. 
         มาตังคบัณฑิตกล่าวว่า เราเมื่อยเหลือเกิน เจ้าจับมือให้เราลุกขึ้นเถิด. 
         นางได้กระทำอย่างนั้น. 
         มาตังคบัณฑิตกล่าวว่า เราจะอยู่ภายในพระนครไม่ได้ เจ้าจงมาเถิด. เราจักไปบ้านคนจัณฑาลนอกพระนคร ได้ไปยังเรือนของตนเพื่อหลบหลีกผู้คน. อาจารย์ผู้แต่งชาดกกล่าวว่า ขี่หลังนางไป. 
         ก็ครั้นไปถึงเรือนแล้ว มาตังคบัณฑิตมิได้กระทำการล่วงเกินเพราะการแบ่งชาติ อยู่ในเรือนได้ ๒-๓ วันจึงรวบรวมกำลัง คิดว่า เราจะให้หญิงสาวของพราหมณ์มหาศาลนี้อยู่ในเรือนคนจัณฑาลของเรา. เอาเถิด บัดนี้เราจักทำนางให้เป็นหญิงเลิศด้วยลาภ เลิศด้วยยศ. 
         มาตังคบัณฑิตจึงเข้าป่าบวชยังสมาบัติ ๘ อภิญญา ๕ ให้เกิดในภายใน ๗ วันนั่นเอง แล้วหยั่งลงที่ประตูบ้านของคนจัณฑาลด้วยฤทธิ์ ยืนอยู่ที่ประตูเรือน เรียกนางทิฏฐมังคลิกาซึ่งคร่ำครวญอยู่ว่า สามีเจ้าขา เพราะเหตุไร ท่านจึงทำให้ดิฉันไร้ที่พึ่งแล้วไปบวชเสียเล่า. 
         มาตังคบัณฑิตกล่าวว่า น้องหญิงเจ้าอย่าคิดมากไปเลย. บัดนี้เราจะเพิ่มยศให้ใหญ่กว่ายศเก่าของเจ้า. แต่เจ้าพึงกล่าวในชุมชน ว่า สามีของเราเป็นท้าวมหาพรหม. มิใช่มาตังคะดอก. สามีของเราไปพรหมโลก. ต่อนี้ไป ๗ วัน ในวันเพ็ญ สามีจักแหวกจันทรมณฑลกลับมาดังนี้แล้ว กลับไปหิมวันตประเทศตามเดิม. 
         แม้นางทิฏฐมังคลิกาก็ได้กล่าวอย่างนั้นในที่เหล่านั้นๆ ท่ามกลางมหาชน ในกรุงพาราณสี. จึงในวันเพ็ญ พระโพธิสัตว์ในเวลาที่ยืนอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าแห่งจันทรมณฑล เนรมิตอัตภาพเป็นพรหมแหวกจันทรมณฑล ทำกรุงพาราณสี ๑๒ โยชน์และแคว้นกาสีทั้งสิ้นให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกันแล้วลงจากอากาศ วนอยู่เบื้องบนกรุงพาราณสี ๓ ครั้ง. 
         มหาชนบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น บ่ายหน้าไปยังบ้านคนจัณฑาล. 
         พวกพรหมภัต (พวกนับถือพระพรหม) ประชุมกันไปบ้านคนจัณฑาลนั้นตกแต่งเรือนของนางทิฏฐมังคลิกาด้วยผ้าขาว ของหอมและดอกไม้เป็นต้น ดุจเทพวิมาน. 
         ในครั้งนั้น นางทิฏฐมังคลิกามีระดู. พระมหาสัตว์ไป ณ ที่นั้นเอานิ้วมือลูบคลำนางทิฏฐมังคลิกาที่ท้องน้อยแล้วกล่าวว่า นางผู้เจริญ นางตั้งครรภ์แล้ว จักคลอดบุตร. ทั้งเจ้าทั้งบุตร จักเป็นผู้เลิศด้วยลาภ เลิศด้วยยศ. น้ำล้างศีรษะของเจ้าจักเป็นน้ำอภิเษกพระราชาทั้งหลายทั่วชมพูทวีป. น้ำอาบของเจ้าจักเป็นน้ำอมฤต ผู้ใดรดน้ำที่ศีรษะผู้นั้นจักพ้นจากโรคทั้งมวล และจักพ้นจากกาลกิณี. คนทั้งหลายวางศีรษะบนหลังเท้าของเจ้าแล้วไหว้จักได้ทรัพย์ ๑,๐๐๐. ยืนไหว้ในที่ฟังคำพูด จักได้ทรัพย์ ๑๐๐ ยืนไหว้ในคลองจักษุ จักได้คนละ ๑ กหาปณะ เจ้าจงอย่าประมาท. 
         พระมหาสัตว์ให้โอวาทนางแล้วออกจากเรือน เมื่อมหาชนมองดูอยู่ได้เข้าไปยังจันทรมณฑล. 
         พวกพรหมภัตประชุมกัน เชิญนางทิฏฐมังคลิกาเข้าพระนครด้วยสักการะใหญ่ ให้นางอยู่ในพระนครนั้นด้วยความงดงามอันเป็นสิริมงคลอย่างใหญ่. ได้สร้างที่อยู่ให้นางเช่นกับเทพวิมาน. น้อมนำลาภสักการะมากมายไปให้นาง ณ ที่อยู่นั้น. 
         ลาภทั้งปวงมีการได้บุตรเป็นต้น เป็นเช่นกับที่พระโพธิสัตว์กล่าวไว้ทุกประการ. 
         พราหมณ์ ๑๖,๐๐๐ บริโภคร่วมกับบุตรของนางทิฏฐมังคลิกาเป็นเนืองนิจ. พราหมณ์ประมาณ ๑,๐๐๐ แวดล้อมกุมารนั้น. กุมารให้ทานแก่พราหมณ์ ๑,๐๐๐. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า บุตรนี้เลื่อมใสผิดที่เสียแล้ว. ช่างเถิด เราจักให้บุตรรู้จักทักขิไณยบุคคล จึงเที่ยวภิกขาจารไปถึงเรือนของนางทิฏฐมังคลิกานั้น สนทนากับบุตรนั้นแล้วกลับไป. 
         ลำดับนั้น กุมารกล่าวคาถาว่า:- 
                     ท่านผู้อยู่ป่าดงคนเข็ญใจ คล้ายปีศาจ 
               สกปรกสวมผ้าขี้ริ้วที่ได้จากกองหยากเยื่อที่คอ 
               คนร้าย ท่านเป็นใครไม่ใช่ทักขิไณยบุคคล. 
         ทวยเทพอดกลั้นด้วยคำอนาจารที่กุมารนั้นกล่าวไม่ได้ จึงบิดหน้าพราหมณ์ ๑๖,๐๐๐ เหล่านั้นของกุมารนั้น. 
         นางทิฏฐมังคลิกาเห็นดังนั้นจึงเข้าไปหาพระมหาสัตว์แจ้งความนั้นให้ทราบ. 
         พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ทวยเทพอดกลั้นคำอนาจารของกุมารนั้นไม่ได้ จึงทำให้ผิดปกติไป. ก็แต่ว่าเจ้าจงเอาก้อนข้าวที่เป็นเดนนี้ใส่ลงในปากของพราหมณ์เหล่านั้น แล้วความผิดปกตินั้นก็จะหายไป. 
         นางก็ได้ทำอย่างนั้น ความผิดปกติก็หายไป. 
         นางทิฏฐมังคลิกาจึงกล่าวกะบุตรว่า นี่แน่ะลูก ในโลกนี้ขึ้นชื่อว่าทักขิไณยบุคคล ย่อมเป็นเช่นกับมาตังคบัณฑิต. พราหมณ์เหล่านี้มิใช่ทักขิไณยบุคคลดอก เป็นผู้มีความกระด้าง ด้วยมานะโดยเหตุเพียงชาติดุจพราหมณ์ทั้งหลาย หรือโดยเหตุเพียงสาธยายมนต์. ลูกจงทำความเลื่อมใสให้เกิดแก่ผู้ที่ประกอบด้วยคุณวิเศษมีศีลเป็นต้น ผู้ได้ฌานสมาบัติและพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในที่นั้นเถิด. 
         ในกาลนั้น พราหมณ์คนหนึ่งชื่อชาติมันตะ ในเมืองเวตตวดี แม้บวชแล้วก็ยังอาศัยชาติได้มีมานะจัด. พระมหาสัตว์คิดว่า เราจักทำลายมานะของพราหมณ์นั้นให้ได้ จึงไปยังที่นั้นอาศัยอยู่เหนือกระแสน้ำ ใกล้พราหมณ์นั้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               เราและพราหมณ์คนหนึ่ง อยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา 
               เราอยู่ข้างเหนือ พราหมณ์อยู่ข้างใต้. 
         ลำดับนั้น วันหนึ่ง พระมหาสัตว์เคี้ยวไม้สีฟันแล้วบ้วนลงในแม่น้ำ อธิษฐานว่า ไม้สีฟันนี้จงไปติดที่ชฎาของชาติมันตะเถิด. ไม้สีฟันนั้นติดที่ชฎาของชาติมันตะผู้กำลังอาบน้ำ.
         ชาติมันตะเห็นไม้สีฟันนั้นจึงด่าว่า คนระยำ แล้วไปเหนือกระแสน้ำด้วยคิดว่าคนกาลกิณีนี้มาจากไหน เราจักไปค้นหาคนกาลกิณีนั้น ครั้นเห็นพระมหาสัตว์ จึงถามว่า ท่านเป็นชาติอะไร? 
         พระมหาสัตว์ตอบว่า เราเป็นคนจัณฑาล. 
         ถามว่า ท่านบ้วนไม้สีฟันลงในแม่น้ำหรือ. ตอบว่า ใช่แล้ว เราบ้วนลงไปเอง. 
         กล่าวว่า คนระยำ คนจัณฑาล คนกาลกิณี ท่านอย่าอยู่ที่นี้เลย จงอยู่ใต้กระแสน้ำเถิด. แม้เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ใต้กระแสน้ำบ้วนไม้สีฟันลงไป ก็ทวนกระแสน้ำมาติดที่ชฎาอีก. 
         ชาติมันตะจึงกล่าวว่า คนระยำ หากท่านอยู่ ณ ที่นี้ ในวันที่ ๗ ศีรษะของท่านจักแตกออกเป็น ๗ เสี่ยง. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     พราหมณ์เที่ยวไปตามริมฝั่ง ได้เห็นอาศรม 
               ของเราข้างเหนือ บริภาษเราในที่นั้น แล้วแช่งให้เรา 
               ศีรษะแตก. ถ้าเราพึงโกรธต่อพราหมณ์นั้น ถ้าเราไม่ 
               คุ้มครองศีล เราดูพราหมณ์นั้นแล้ว พึงทำให้เป็นเถ้าได้. 
         ในบทเหล่านั้นบทว่า วิจรนฺโต อนุกูลมฺหิ คือ เมื่อไม้สีฟันที่ใช้แล้วติดที่ชฎาของตน พราหมณ์จึงเที่ยวไปตามริมฝั่งแม่น้ำเพื่อค้นหาที่มาของไม้สีฟันนั้น. 
         บทว่า อุทฺธํ เม อสฺสมทฺทส คือ ได้เห็นบรรณศาลาอันเป็นอาศรมของเราอยู่เหนือกระแสน้ำจากที่อยู่ของตน. 
         บทว่า ตตฺถ มํ ปริภาเสตฺวา บริภาษเราในที่นั้น. 
         คือพราหมณ์นั้นมายังอาศรมของเรา ฟังเรื่องชาติ แล้วถอยออกไปยืนอยู่ในที่พอได้ยิน กล่าวคำมีอาทิว่า คนระยำ คนจัณฑาล คนกาลกิณี ท่านอย่าอยู่ที่นี่เลย แล้วขู่ให้กลัว. 
         บทว่า อภิสปิ มุทฺธผาลนํ แช่งให้เราศีรษะแตก คือพราหมณ์นั้นกล่าวว่า หากท่านประสงค์จะมีชีวิตอยู่ จงรีบหนีไปเสียจากที่นี้ทีเดียว แล้วแช่งเราว่า หากท่านไม่หลีกไป. จากนี้ไป ๗ วัน ศีรษะของท่านจักแตกออกเป็น ๗ เสี่ยง. 
         ก็ศีรษะจะแตกตามคำแช่งของพราหมณ์หรือไม่แตกดอก. พราหมณ์นั้นโกหก พราหมณ์กล่าวอย่างนั้นเพื่อให้หวาดสะดุ้ง ด้วยสำคัญว่า พระมหาสัตว์จะกลัวมรณภัย แล้วก็จักหลีกไปเสียให้ไกลแสนไกล ด้วยประการฉะนี้. 
         บทว่า ยทิหํ ตสฺส ปกุปฺเปยฺยํ คือ หากเราพึงโกรธต่อชฎิลโกงผู้กระด้างด้วยมานะนั้น. 
         บทว่า ยทิ สีลํ น โคปเย ถ้าเราไม่คุ้มครองศีล. 
         อธิบายว่า ผิว่าเราไม่พึงคิดว่า ชื่อว่าศีลนี้พึงรักษาไว้โดยชอบไม่คำนึงถึงชีวิต. 
         บทว่า โอโลเกตฺวานหํ ตสฺส, กเรยฺยํ ฉาริกํ วิย เราแลดูพราหมณ์นั้นแล้ว พึงทำให้เป็นดังเถ้าได้. ความว่า หากว่า ในกาลนั้น เรามิได้ยินดีต่อพราหมณ์นั้น. ถ้าเทวดาผู้เลื่อมใสรู้ความคิดของเราโดยขณะนั้นเอง พึงกำจัดพราหมณ์นั้นเสียให้เป็นเถ้าถ่านฉะนั้น. ก็ในกาลนั้น เมื่อความไม่พอใจของพระองค์มีอยู่ ทวยเทพทำความพินาศให้แก่พราหมณ์นั้น. 
         พระศาสดาทรงกระทำดุจทำด้วยพระองค์เอง จึงตรัสว่า กเรยฺยํ ฉาริกํ วิย พึงทำให้เป็นเถ้าได้. 
         แต่พวกนอกแบบนอกแผนกล่าวว่า พระโพธิสัตว์นั่นแหละปรารถนาจะพึงทำชฎิลนั้นให้เป็นเถ้าถ่านด้วยฤทธิ์. ก็เมื่อเป็นอย่างนั้นความแห่งบาลีนี้ก็เป็นอันถูกต้องทีเดียว. 
         ควรจะกล่าวว่า ท่านพูดถึงการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยฤทธิ์. 
         ชื่อว่า ฤทธิ์นี้มี ๑๐ อย่าง คือ ฤทธิ์สำเร็จด้วยความตั้งใจ. สำเร็จด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างมหัศจรรย์. สำเร็จด้วยใจ. สำเร็จด้วยความแผ่ไปแห่งญาณ. สำเร็จด้วยความแผ่ไปแห่งสมาธิ. เป็นฤทธิ์อันประเสริฐ. เป็นฤทธิ์อันเกิดแต่ผลของกรรม. เป็นฤทธิ์ของผู้มีบุญ. สำเร็จด้วยวิทยา. ชื่อว่าอิทธิ เพราะอรรถว่าให้สำเร็จปัจจัยเครื่องประกอบโดยชอบในที่นั้นๆ. 
         ในฤทธิ์ ๑๐ อย่างนั้น ท่านกล่าวถึงฤทธิ์อย่างไหน. 
         กล่าวถึงฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนา. 
         ก็การเบียดเบียนผู้อื่นย่อมมีได้ด้วยฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนาหรือ. 
         แน่นอนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า มีได้ครั้งเดียว. เหมือนอย่างว่าผู้ประสงค์จะประหารผู้อื่น ขว้างหม้อที่เต็มด้วยน้ำไป. ผู้อื่นก็ถูกประหาร หม้อก็แตกฉันใด. การเบียดเบียนผู้อื่นด้วยฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนาย่อมมีได้ครั้งเดียวฉันนั้นเหมือนกัน. ต่อแต่นั้น ฤทธิ์นั้นก็เสื่อม. 
         ลำดับนั้น พวกนอกแบบนอกแผนนั้นกล่าวว่า การเบียดเบียนผู้อื่นด้วยฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนามิใช่ครั้งเดียว มิใช่สองครั้ง. 
         ควรจะถามว่า ฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนาเป็นอย่างไร เมื่อรู้ว่า ฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนา เป็นกุสล อกุสล อัพยากฤต สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา มีวิตกวิจาร ไม่มีวิตกแต่มีวิจาร ไม่มีทั้งวิตกวิจาร เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร. 
         จักกล่าวฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนา เป็นกุสล อัพยากฤต ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เป็นรูปาวจร. 
         ควรกล่าวกะเขาว่า เจตนาฆ่าสัตว์ย่อมได้ส่วนไหนในบรรดากุสลเป็นต้น. 
         เมื่อรู้อยู่จักกล่าวว่า เจตนาฆ่าสัตว์เป็นอกุสลแท้ เป็นทุกขเวทนาแท้ มีวิตกวิจารแท้ เป็นกามาวจรแท้. 
         เมื่อเป็นอย่างนั้น ปัญหาของท่านควรแสดงให้รู้ถึงความผิดพลาดในบาลีว่า ไม่สมด้วยกุสลัตติกะ เวทนาติกะ วิตักกติกะ ภูมันตระ.
         ก็ถ้าเขาพึงยกกุลุมปสูตรซึ่งยังมิได้ยกขึ้นสู่สังคีติว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ยังมีอีกข้อหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้มีฤทธิ์ ถึงความเชี่ยวชาญทางจิต มีใจลามกเข้าไปเพ่งเล็งถึงสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ของหญิงอื่นว่า โอ สัตว์นี้ไม่ควรเข้าไปในครรภ์โดยสวัสดีเลยดังนี้. แม้อย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การเข้าไปเบียดเบียนของกุลุมปะยังมีอยู่ดังนี้. 
         ควรให้เขารู้ว่า ท่านยังไม่รู้ความแม้ของสูตรนั้น. 
         เพราะในบทนี้ว่า อิทฺธิมา เจโตวสิปฺปตฺโต ผู้มีฤทธิ์ถึงความเชี่ยวชาญทางจิต มิได้ทรงประสงค์ถึงฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนา ทรงประสงค์ฤทธิ์ที่เป็นอาถรรพนะ คือวิชาเสกเป่าป้องกัน. ด้วยว่าฤทธิ์เมื่อจะได้ย่อมได้ในอาถรรพนะนี้ เพราะเหตุนั้น การเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นด้วยฤทธิ์จึงมิได้เกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ สำเร็จด้วยภาวนา. 
         หากว่ายังไม่รู้ก็ควรขวนขวายทำกรรมดีไว้. เพราะฉะนั้น พึงทราบความแห่งคาถาในบทนี้ โดยนัยดังได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล. 
         อนึ่ง พระมหาสัตว์ถูกพราหมณ์นั้นแช่ง จึงคิดว่า หากเราโกรธพราหมณ์นี้. ศีลของเราก็จะไม่เป็นอันรักษา. เราจักทำลายมานะของพราหมณ์ด้วยอุบาย. ก็จักเป็นอันรักษาพราหมณ์นั้นด้วย. ในวันที่ ๗ จึงห้ามดวงอาทิตย์ขึ้น. 
         พวกมนุษย์พากันวุ่นวายเพราะดวงอาทิตย์ไม่ขึ้น จึงเข้าไปหาดาบสชาติมันตะ ถามว่า ข้าแต่พระคุณท่าน พระคุณท่านไม่ให้ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือ. 
         ดาบสนั้นกล่าวว่า นั่นไม่ใช่เราทำดอก แต่ว่าที่ริมฝั่งแม่น้ำมีดาบสจัณฑาลอยู่องค์หนึ่ง คงจะเป็นดาบสนั้นทำกระมัง. 
         พวกมนุษย์จึงพากันไปหาพระมหาสัตว์ ถามว่า พระคุณท่านไม่ให้ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือ. 
         ตอบว่า ถูกแล้ว. ถามว่า เพราะอะไร? 
         ตอบว่า ดาบสที่เป็นกุลูปกะของพวกท่านได้แช่งเราผู้ไม่มีความผิด. เมื่อดาบสนั้นมาหมอบลงแทบเท้าของเรา เพื่อขอขมาเราจึงจักปล่อยพระอาทิตย์. 
         พวกมนุษย์พากันไปฉุดดาบสนั้นนำมาให้หมอบลงแทบเท้าของพระมหาสัตว์ ให้ขอขมาแล้วกล่าวว่า ขอพระคุณท่านจงปล่อยดวงอาทิตย์เถิด. 
         พระมหาสัตว์กล่าวว่า เราไม่อาจปล่อยได้ หากเราปล่อย ศีรษะของดาบสนี้จักแตก ๗ เสี่ยง. 
         ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น พระคุณท่านจะทำอย่างไรเล่า? 
         พระมหาสัตว์กล่าวว่า พวกท่านจงเอาก้อนดินเหนียวมา ครั้นมนุษย์นำมาแล้ว จึงกล่าวว่า พวกท่านจงวางดินเหนียวนี้ไว้บนศีรษะของดาบส แล้วให้ดาบสลงไปอยู่ในน้ำ. 
         ดาบสจงดำลงในน้ำ ในเมื่อดวงอาทิตย์ปรากฏแล้ว จึงปล่อยดวงอาทิตย์. ก้อนดินเหนียว พอรัศมีของดวงอาทิตย์สัมผัสเท่านั้นก็แตกออกเป็น ๗ เสี่ยง. ดาบสดำลงไปในน้ำ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ครั้งนั้น พราหมณ์นั้นโกรธเคืองมีใจ 
               ประทุษร้าย แช่งเรามุ่งหมายจะให้ศีรษะแตก 
               คำแช่งนั้นจะตกลงบนศีรษะของเขาเอง เรา 
               เปลื้องเขาให้พ้นโดยควร. 
         ในบทเหล่านั้นบทว่า ยํ โส ตทา มํ อภิสปิ คือ ชฎิลชาติมันตะนั้นแช่งเราหมายจะให้ศีรษะแตก. 
         บทว่า ตสฺเสว มตฺถเก นิปติ คำแช่งนั้นจะตกบนศีรษะของเขาเอง คือคำแช่งนั้นเขาปรารถนาจะให้ตกบนศีรษะเรา แต่กลับตกบนศีรษะเขา คือได้ตั้งอยู่โดยความเป็นของตกลงมา. 
         ข้อนี้เป็นเหมือนอย่างที่ว่า ประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้าย. 
         สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ใดประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้าย ฯลฯ ย่อมเป็นเหมือนลูกศรที่ซัดไปทวนลมฉะนั้น. 
         บทว่า โยเคน ตํ ปโมจยึ เราช่วยเปลื้องเขาให้พ้นโดยควร.
         คือ เราช่วยเปลื้องเขาให้พ้นจากศีรษะแตกโดยอุบาย. หรือว่าช่วยเปลื้องชฎิลนั้นให้พ้นจากศีรษะแตก. 
         อธิบายว่า ได้ทำโดยอุบายที่จะมิให้ศีรษะแตก. 
         จริงอยู่ คำหยาบอันเป็นคำสาปแช่ง ซึ่งเป็นอริยูปวาทใด ซึ่งดาบสได้สาปแช่งพระมหาสัตว์ผู้ตั้งอยู่ในมหากรุณา อันเป็นสันดานที่ได้อบรมมาแล้วเป็นอย่างดี ด้วยสีลสัมปทาและทิฏฐิอันเต็มเปี่ยมด้วยสมาบัติวิหารธรรมนานาประการสำเร็จด้วยการอบรมบารมี. หากดาบสนั้นมิให้พระมหาสัตว์ยกโทษคำหยาบนั้นอันเป็นผลให้ได้เสวยธรรมในปัจจุบัน เพราะพระมหาสัตว์เป็นเนื้อนาบุญอันวิเศษ และเพราะคำหยาบเป็นอัธยาศัยของดาบสนั้น. 
         ในวันที่ ๗ จะเกิดสภาพสุกงอม คือให้ผลแรง แต่เมื่อพระมหาสัตว์ยกโทษให้ การห้ามด้วยปโยคสมบัติก็จะถึงความไม่มีวิบากเป็นธรรมดา เพราะเป็นอโหสิกรรม. นี่เป็นธรรมดาของบาปอันเกิดจากอริยุปวาทซึ่งจะให้ผลในปัจจุบัน. 
         การที่พระโพธิสัตว์ห้ามดวงอาทิตย์ขึ้นในวันที่ ๗ นั้นเป็นอุบายที่ท่านประสงค์ในบทว่า โยโค นี้. ด้วยเหตุนั้น พวกมนุษย์จึงวุ่นวายพากันนำดาบสไปหาพระโพธิสัตว์ให้ยกโทษ. 
         พึงทราบว่า แม้ดาบสนั้นก็รู้คุณของพระมหาสัตว์ ยังจิตให้เลื่อมใสในพระมหาสัตว์นั้น. การที่เอาก้อนดินเหนียววางบนศีรษะของดาบสนั้น และการที่พระมหาสัตว์ทำก้อนดินเหนียวนั้นให้แตก ๗ เสี่ยงก็เพื่อเอาใจพวกมนุษย์ เพราะแม้บรรพชิตเหล่านี้ก็ย่อมเป็นไปในอำนาจของจิตโดยประการอื่น. แต่ไม่ทำจิตให้เป็นไปในอำนาจของตนได้ เพราะเหตุนั้น พวกมนุษย์จึงยึดถือ แม้พระมหาสัตว์ทำให้เป็นเช่นกับดาบสนั้น. การทำของดาบสนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เพื่อความทุกข์แก่มนุษย์เหล่านั้นตลอดกาลนาน. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระมหาสัตว์ไม่ทำจิตให้ประทุษร้ายในดาบสนั้น แล้วรักษาศีลให้บริสุทธิ์เท่านั้น จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า อนุรกฺขึ มม สีลํ เราตามรักษาศีลของเราเป็นอาทิ. 
         บทนั้นมีความดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         มัณฑัพยะในครั้งนั้นได้เป็นพระเจ้าอุเทนในครั้งนี้. 
         มาตังคบัณฑิตคือพระโลกนาถ. 
         แม้ในมาตังคจริยานี้ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือ. 
         อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้ คือ 
         การข่มมานะของนางทิฏฐมังคลิกาได้ตามความประสงค์ของมาตังคบัณฑิตผู้มีชาติตระกูลต่ำ. 
         การบวชแล้วมีจิตเกิดขึ้นว่า เราจักเป็นที่พึ่งของนางทิฏฐมังคลิกา ไปป่าบวช ยังฌานและอภิญญาให้เกิดตามความประสงค์ในภายใน ๗ วันนั่นเอง. 
         การกลับจากป่านั้นยังอุบายให้สำเร็จ ด้วยการให้นางทิฏฐมังคลิกาเลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศ. 
         การข่มมานะของมัณฑัพยกุมาร. 
         การข่มมานะของดาบสชาติมันตะ. 
         การช่วยชีวิตดาบสผู้ไม่รู้จัก. 
         การไม่โกรธดาบสผู้มีความผิดใหญ่หลวง แล้วตามรักษาศีลของตน.
         การทำปาฏิหาริย์น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี.
จบอรรถกถามาตังคจริยาที่ ๗

22 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๖. รุรุมิคจริยา การบำเพ็ญสีลบารมี

        อรรถกถารุรุมิคราชจริยาที่ ๖         
         พึงทราบวินิจฉัยในรุรุมิคราชจริยาที่ ๖ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า สุตตฺตกนกสนฺนิโภ คือ มีขนสีเหลืองคล้ายหลอมทองคำใส่เข้าไปในไฟ โดยปราศจากสีดำตลอดตัว. 
         บทว่า มิคราชา รุรุ นาม คือ มีชื่อโดยสัญชาติว่ารุรุมิคราช โดยเชื้อชาติว่ารุรุ. อธิบายว่า เป็นราชาแห่งเนื้อทั้งหลาย. 
         บทว่า ปรมสีลสมาหิโต คือ ตั้งมั่นอยู่ในศีลอันอุดม. พึงทราบเนื้อความในบทนี้อย่างนี้ว่าศีลบริสุทธิ์และมีจิตตั้งมั่น หรือมีจิตตั้งมั่นโดยชอบในศีลอันบริสุทธิ์. 
         ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดเนื้อชื่อว่ารุรุ ผิวในร่างกายของเนื้อนั้นมีสีเหมือนแผ่นทองคำที่เผาแล้วขัดเป็นอย่างดี เท้าทั้ง ๔ ดุจฉาบด้วยครั่ง หางดุจหางจามรี เขามีสีเหมือนพวงเงิน ตาดุจด้อนแก้วมณีที่ขัดดีแล้ว ปากดุจลูกคลีหนังหุ้มผ้ากัมพลสีแดงสอดตั้งไว้. 
         เนื้อนั้นละความคลุกคลี ประสงค์จะอยู่อย่างสงบ จึงทิ้งบริวารอยู่ผู้เดียวเท่านั้น ในป่าใหญ่สะพรั่งด้วยดอกไม้บานปนต้นสาละน่ารื่นรมย์ใกล้แม่น้ำคงคา. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               เราเข้าไปอาศัยอยู่ ณ ประเทศที่น่ารื่นรมย์ 
               เป็นรมณียสถาน สงัดเงียบปราศจากมนุษย์ 
               เป็นที่ยินดีแห่งใจใกล้ฝั่งคงคา. 
         ใบบทเหล่านั้น บทว่า รมฺเม ปเทเส คือ ในอรัญญประเทศน่ารื่นรมย์ เพราะประกอบด้วยภูมิภาคสีขาวปนทราย เช่นกับพื้นแก้วมุกดาด้วยพื้นป่าอันมีหญ้าเขียวสดงอกขึ้นอย่างสนิท ด้วยพื้นศิลาวิจิตรด้วยสีต่างๆ ดุจปูไว้อย่างสวยงาม และด้วยสระมีน้ำใสสะอาดดุจกองแก้วมณี และเพราะปกคลุมด้วยติณชาติ สัมผัสอ่อนนุ่มโดยมากสีแดงคล้ายสีแมลงค่อมทอง.
         บทว่า รมฺมณึเย คือ เป็นรมณียสถาน ทำให้เกิดความยินดีแก่ชนผู้เข้าไป ณ ที่นั้น เพราะงดงามด้วยป่าหนาทึบ มีกิ่งก้านสาขาปกคลุมล้วนแล้วไปด้วยดอกไม้ ผลไม้และหน่อไม้ หมู่นกนานาชนิดส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ รุ่งเรืองไปด้วยต้นไม้เถาวัลย์และป่าหลายอย่างโดยมากก็มีมะม่วงต้นสาละ ไพรสณฑ์ประดับ. 
         สมดังที่ท่านกล่าวไว้ในรุรุมิคราชชาดก ว่า :- 
                     ในไพรสณฑ์นั้น มีมะม่วงและดอกสาละบาน 
               ดารดาษไปด้วยแมลงค่อมทอง. ณ ที่นี้ มิคราชนั้น 
               อาศัยอยู่. 
         บทว่า วิวิตฺเต คือ ว่างเปล่าจากคนอยู่. 
         บทว่า อมนุสฺสเก คือ ปราศจากมนุษย์ เพราะไม่มีมนุษย์สัญจรไปมา ณ ที่นั้น. 
         บทว่า มโนรเม ชื่อว่า มโนรเม เพราะเป็นที่ยินดีแห่งใจโดยเฉพาะของผู้ต้องการความสงบด้วยคุณสมบัติตามที่กล่าวแล้ว. 
         บทว่า อถ ในบทว่า อถ อุปริคงฺคาย นี้เป็นนิบาตลงในอธิการะคือเหตุเกิดขึ้น ท่านแสดงไว้ว่า ด้วยเหตุนั้น เมื่อเราอยู่อย่างนั้นในที่นั้น จึงเกิดเหตุนี้ขึ้น. 
         บทว่า อุปริคงฺคาย คือ บนกระแสแม่น้ำคงคา. 
         บทว่า ธนิเกหิ ปริปีฬิโต คือ บุรุษถูกเจ้าหนี้ทวง ไม่สามารถใช้หนี้ได้.
         มีเรื่องเล่าว่า เศรษฐีชาวกรุงพาราณสีคนหนึ่ง ไม่ให้บุตรของตนเล่าเรียนศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยคิดว่าบุตรนี้เรียนศิลปะจักลำบาก. บุตรเศรษฐีไม่รู้อะไรๆ นอกจากขับร้อง ประโคมดนตรี ฟ้อนรำ เคี้ยวกินและบริโภค. เมื่อบุตรเจริญวัย มารดาบิดาก็หาภรรยาที่สมควรให้มอบทรัพย์ให้แล้วก็ถึงแก่กรรม. 
         บุตรเศรษฐีห้อมล้อมด้วยนักเลงหญิง นักเลงสุรา ทำลายทรัพย์ทั้งหมดด้วยอบายมุขต่างๆ กู้หนี้ยืมสินในที่นั้นๆ ไม่สามารถจะใช้หนี้ได้ เมื่อถูกเจ้าหนี้ทวงจึงคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของเรา เกิดมาด้วยอัตภาพนั้น แม้อย่างนี้ก็เหมือนเป็นอย่างอื่น ตายเสียดีกว่า. 
         จึงบอกเจ้าหนี้ทั้งหลายว่า พวกท่านจงเอาใบกู้หนี้มา. เรามีทรัพย์อันเป็นของตระกูลฝังไว้ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา. เราจักให้ทรัพย์นั้นแก่พวกท่าน. เจ้าหนี้ทั้งหลายก็ไปกับเขา. 
         บุตรเศรษฐีทำเป็นบอกที่ฝังทรัพย์ว่า ทรัพย์ฝังไว้ตรงนี้ๆ. คิดว่า ด้วยอาการอย่างนี้เราจักพ้นหนี้ จึงหนีไปโดดน้ำ. บุตรเศรษฐีนั้นลอยไปตามกระแสน้ำอันเชี่ยว ร้องขอความช่วยเหลือ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               ครั้งนั้น บุรุษถูกเจ้าหนี้ทวงถาม จึงโดดลงในแม่น้ำ 
               ในกระแสน้ำข้างเหนือ ด้วยคิดว่า เราจะเป็นหรือ 
               ตายก็ตามที เราถูกกระแสน้ำพัดไปในแม่น้ำใหญ่ 
               ตลอดคืนตลอดวัน ร้องไห้คร่ำครวญขอความช่วย 
               เหลือ ลอยไปในท่ามกลางคงคา ดังนี้. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ชีวามิ วา มรามิ วา ความว่า บุรุษนั้นตกลงไปในกระแสแม่น้ำนี้ คิดว่าเราจะเป็นหรือตายก็ตามที. 
         อธิบายว่า เราจะมีชีวิตอยู่หรือตายในแม่น้ำนี้ก็ตามเถิด. แม้โดยประการทั้งสองอย่าง จะไม่มีการเบียดเบียนของเจ้าหนี้ ดังนี้. 
         บทว่า มชฺเฌ คงฺคาย คจฺฉติ ลอยไปในท่ามกลางแม่น้ำ คือบุรุษนั้นลอยไปในแม่น้ำตลอดวันและคืน เพราะยังรักชีวิตอยู่ยังไม่ถึงที่ตาย จึงกลัวมรณภัย ร้องขอความช่วยเหลือ ลอยไปตามห้วงน้ำในท่ามกลางแม่น้ำ. 
         ครั้งนั้น พระมหาบุรุษได้ยินเสียงของบุรุษนั้นร้องขอความช่วยเหลือในตอนเที่ยงคืนได้ยินเป็นเสียงมนุษย์ คิดว่า เมื่อเรายังอยู่ในที่นี้ บุรุษอย่าตายเลย เราจักช่วยชีวิตเขา. จึงออกจากพุ่มไม้ที่นอนอยู่ไปยังฝั่งแม่น้ำ กล่าวว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านอย่ากลัวเลย เราจักช่วยชีวิตท่าน. แล้วปลอบใจเดินฝ่ากระแสน้ำให้บุรุษนั้นขึ้นหลังนำไปถึงฝั่ง แล้วพาไปที่อยู่ของตนบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยแล้วก็ให้ผลไม้ ล่วงไป ๒-๓ วัน จึงกล่าวกะบุรุษนั้นว่า บุรุษผู้เจริญ เราจักพาท่านไปยังทางที่จะไปกรุงพาราณสีท่านอย่าบอกใครๆ ณ ที่โน้นมีกวางทองอาศัยอยู่. 
         บุรุษนั้นรับว่าจ้ะ ฉันจะไม่บอกใครๆ. 
         พระมหาสัตว์ให้เขาขี่หลังของตนหยั่งลงในทางที่จะไปกรุงพาราณสี แล้วก็กลับ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เราฟังเสียงของเขาผู้ร้องไห้คร่ำครวญ ขอ 
               ความช่วยเหลือไปยืนอยู่ที่ฝั่งคงคา ได้ถามว่า 
               ท่านเป็นใคร 
                     เขาได้บอกถึงการกระทำของตนว่า ข้าพเจ้า 
               ถูกเจ้าหนี้ให้สะดุ้งกลัว จึงวิ่งมายังมหานทีนี้. 
                     เราจึงช่วยเหลือเขา สละชีวิตของเรา ว่ายน้ำ 
               ไป นำเขามาในเวลากลางคืนข้างแรม เรารู้ว่าเขา 
               หายเหน็ดเหนื่อยแล้ว ได้กล่าวกะเขาดังนี้ว่า เราจะ 
               ขอพรกะท่านสักข้อหนึ่ง คือท่านอย่าบอกเราแก่ใครๆ 
               ดังนี้. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า โกสิ ตฺวํ นโร ท่านเป็นใคร. 
         อธิบายว่า ท่านลอยมาจากไหนจึงถึงที่นี้ได้. 
         บทว่า อตฺตโน กรณํ คือ การกระทำของตน. 
         บทว่า ธนิเกหิ ภีโต คือ ถูกเจ้าหนี้ทำให้หวาดสะดุ้ง. 
         บทว่า ตสิโต คือ หวาดเสียว. 
         บทว่า ตสฺส กตฺวาน การุญฺญํ จชิตฺวา มม ชีวิตํ คือ เราช่วยเหลือเขาด้วยความสงสารมาก จึงสละชีวิตของเราแก่บุรุษนั้น. 
         บทว่า ปวิสิตฺวา นีหรึ ตสฺส คือ ลงแม่น้ำฝ่ากระแสน้ำไปตรงๆ ให้เขาขึ้นหลังเราแล้วนำเขาออกไปจากที่นั้น. 
         บทว่า ตสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติ์ลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ์. 
         บาลีว่า ตตฺถ ก็มี. อธิบายว่า ในแม่น้ำนั้น. 
         บทว่า อนฺธการมฺหิ รตฺติยา คือ ในราตรีข้างแรม. 
         บทว่า อสฺสตฺถกาลมญฺญาย คือ เรารู้กาลที่เขาหายเหน็ดเหนื่อยแล้วจึงให้ผลาผล ล่วงไป ๒-๓ วัน เขาปราศจากความลำบาก. 
         บทว่า เอกํ ตํ วรํ ยาจามิ คือ เราขอพรกะท่านสักข้อหนึ่ง. 
         อธิบายว่า ท่านจงให้พรเราข้อหนึ่ง. 
         หากถามว่า พรนั้นเป็นอย่างไร? 
         ตอบว่า ท่านจงอย่าบอกเราแก่ใครๆ คืออย่าบอกเราแก่พระราชา หรือมหาอำมาตย์ของพระราชาว่ามีกวางทองอาศัยอยู่ ณ ที่โน้นดังนี้. 
         ลำดับนั้น ในวันที่บุรุษนั้นเข้าไปถึงกรุงพาราณสีนั่นเอง พระอัครมเหสีได้ทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ หม่อมฉันได้เห็นกวางทองแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันฝันจริง กวางทองจะมีแน่นอน เพราะฉะนั้น หม่อมฉันใคร่จะฟังธรรมของกวางทอง. หากหม่อมฉันได้ฟังก็จักมีชีวิตอยู่, หากไม่ได้ฟังหม่อมฉันก็จะไม่มีชีวิตอยู่ เพคะ. 
         พระราชาทรงปลอบพระอัครมเหสี แล้วตรัสว่า หากกวางทองมีอยู่ในมนุษยโลก เธอก็คงจักได้. แล้วรับสั่งเรียกหาพราหมณ์ ตรัสถามว่า ธรรมดากวางทองมีอยู่หรือ ทรงสดับว่ามีอยู่ จึงทรงเอาถุงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ใส่ไว้ในหีบทองคำยกขึ้นวางที่คอช้าง แล้วตีกลองเที่ยวป่าวประกาศว่า ผู้ใดจักบอกกวางทองได้ เราจักให้ถุงทรัพย์นี้พร้อมด้วยช้างแก่ผู้นั้น. 
         พระราชามีพระประสงค์จะให้แม้มากกว่านั้น จึงรับสั่งให้จารึกบ้านส่วยลงในแผ่นทองคำ แล้วประกาศไปทั่วพระนครว่า :- 
                     เราให้บ้านส่วย และสตรีที่ตกแต่งแล้ว 
               อย่างสวยงามแก่ผู้บอกมฤคที่อุดมกว่ามฤค 
               ทั้งหลายดังนี้. 
         ลำดับนั้น เศรษฐีบุตรได้ฟังดังนั้นจึงไปหาราชบุรุษแล้วพูดว่า เราจักทูลมฤคเห็นปานนั้นแด่พระราชา ท่านทั้งหลายจงนำเราเข้าเฝ้าพระราชาเถิด. 
         พวกราชบุรุษนำเศรษฐีบุตรนั้นเข้าเฝ้าพระราชา แล้วทูลความนั้นให้ทรงทราบ. พระราชาตรัสถามว่า เจ้าได้เห็นจริงหรือ. เขาทูลว่า ขอเดชะ จริงพระเจ้าข้า ขอจงมากับข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จักให้ทอดพระเนตรมฤคนั้น. 
         พระราชาให้บุรุษนั้นเป็นผู้นำทางเสด็จไปถึงที่นั้นด้วยบริวารใหญ่ ให้พวกราชบุรุษถืออาวุธล้อมสถานที่ที่บุรุษผู้ทำลายมิตรนั้น ชี้ให้ดูโดยรอบ แล้วตรัสว่า พวกท่านจงทำเสียงให้ดัง พระองค์เองประทับยืน ณ ข้างหนึ่งกับชนเล็กน้อย แม้บุรุษนั้นก็ได้ยืนอยู่ไม่ไกล. 
         พระมหาสัตว์สดับเสียงก็รู้ว่า เป็นเสียงกองพลใหญ่. ภัยของเราคงจะเกิดจากบุรุษนั้นเป็นแน่ จึงลุกขึ้นมองดูหมู่ชนทั้งสิ้น ดำริว่า เราจักปลอดภัยในที่ที่พระราชาประทับอยู่ จึงเดินมุ่งหน้าเข้าไปหาพระราชา. 
         พระราชาทอดพระเนตรเห็นกวางทองนั้นเดินมา ทรงดำริว่า กวางทองนี้มีกำลังดุจคชสารคงจะมาทำร้ายเรา จึงทรงสอดลูกศรเล็งตรงไปยังพระโพธิสัตว์ด้วยทรงพระดำริว่า หากมฤคนี้กลัวหนีไป เราจะยิงทำให้ทุพลภาพแล้วจึงจับ. 
         พระมหาสัตว์ได้กล่าวคาถาว่า :- 
                     ข้าแต่มหาราชผู้ประเสริฐ ขอทรงโปรดรอก่อน 
               อย่าเพิ่งยิงข้าพระองค์เลย ใครบอกเรื่องนี้แด่พระองค์ 
               ว่า มีเนื้ออยู่ ณ ที่นี้ พระเจ้าข้า. 
         พระราชาทรงยับยั้งด้วยถ้อยคำอันไพเราะของมฤคนั้น ทรงลดคันศร ประทับยืนด้วยความเคารพ. 
         แม้พระโพธิสัตว์ก็เข้าไปหาพระราชา ได้ทำปฏิสันถารอย่างละมุนละม่อม. 
         แม้มหาชนก็วางสรรพาวุธแวดล้อมพระราชา. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เขาไปยังพระนครแล้ว พระราชาตรัสถาม 
               จึงกราบทูลเพราะต้องการทรัพย์ เขาได้พาพระ 
               ราชามายังที่อยู่ของเรา ดังนี้. 
         บทนั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้. 
         ผู้ใดประทุษร้ายมิตรเป็นบุรุษชั่ว เราสละชีวิตช่วยให้พ้นจากเป็นเหยื่อสัตว์ พาไปกรุงพาราณสีบอกเราแด่พระราชา เพราะตนต้องการทรัพย์. ครั้นบอกแล้ว บุรุษชั่วนั้นเป็นผู้นำทางเพื่อให้พระราชาจับเรา จึงพาพระราชามายังที่อยู่ของเรา. 
         พระมหาสัตว์ทูลถามพระราชาอีกด้วยเสียงอันไพเราะดุจสั่นกระดิ่งทองคำว่า ใครหนอทูลเรื่องนี้แด่พระองค์ว่า ณ ที่นี้มีมฤคที่อาศัยอยู่. 
         ในขณะนั้น บุรุษชั่วนั้นหลีกไปหน่อยหนึ่ง แล้วยืนในที่พอฟังได้ยิน. 
         พระราชาตรัสว่า บุรุษผู้นี้บอกท่านแก่เรา แล้วทรงชี้ไปที่บุรุษชั่วนั้น. 
         ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์กล่าวคาถาว่า :- 
               ได้ยินว่า คนบางพวกในโลกนี้ไม่พูดความจริง 
               ไม้ลอยน้ำยังดีกว่า ส่วนคนบางพวกไม่ดีเลย. 
         พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงเกิดความสังเวชตรัสคาถาว่า :- 
               ท่านรุรุมิคราช บรรดามฤค นก มนุษย์ 
               ท่านติเตียนอะไร. มฤคได้ภัยใหญ่กะเรา 
               เพราะฟังมนุษย์นั้นบอก. 
         ลำดับนั้น พระมหาบุรุษ เมื่อจะทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์ไม่ติเตียนมฤค ไม่ติเตียนนก แต่ข้าพระองค์ติเตียนมนุษย์ จึงกล่าวว่า :- 
                     ข้าแต่ราชะ ข้าพระองค์ช่วยยกบุรุษใดซึ่ง 
               ลอยอยู่ในน้ำที่มีน้ำมาก มีกระแสเชี่ยวขึ้นมาได้ 
               ภัยมาถึงข้าพระองค์ เพราะบุรุษนั้นเป็นต้นเหตุ 
               การสมาคมกับอสัตบุรุษเป็นทุกข์แท้. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า นิปฺลวิตํ คือ ลอยน้ำ. 
         บทว่า เอกจฺจิโย คือ คนบางคนประทุษร้ายมิตรเป็นบุรุษชั่ว แม้ตกลงไปในน้ำเมื่อมีผู้ช่วยขึ้นมาได้ก็ไม่ประเสริฐเลย เพราะไม้ยังใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง. แต่คนประทุษร้ายมิตร ย่อมเป็นไปเพื่อความพินาศ เพราะฉะนั้น ไม้จึงดีกว่าคนประทุษร้ายมิตรนั้น. 
         บทว่า มิคานํ คือ พระราชาตรัสถามว่า ดูก่อนรุรุมิคราช บรรดาเนื้อนกหรือมนุษย์ ท่านติเตียนอะไร? 
         บทว่า ภยํ หิ มํ วินฺทตินปฺปรูปํ คือ มฤคได้ภัยใหญ่กะเรา. อธิบายว่า ทำดุจเป็นของตน. 
         บทว่า วาหเน คือ ห้วงน้ำสามารถพัดพาคนที่ตกลงไปแล้วๆ เล่าๆ ได้. 
         บทว่า มโหทเก สลิเล คือ ในน้ำอันมีน้ำมาก. 
         แม้ด้วยบททั้งสอง ท่านแสดงถึงห้วงน้ำมีน้ำมาก. 
         บทว่า ตโตนิทานํ คือ มิคราชทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช บุรุษใดที่พระองค์แสดงแก่ข้าพระบาท. บุรุษนั้นลอยไปในแม่น้ำร้องคร่ำครวญขอความช่วยเหลือในตอนเที่ยงคืน ข้าพระองค์ช่วยยกเขาขึ้นจากแม่น้ำ. ภัยนี้มาถึงข้าพระองค์ เพราะบุรุษนั้นเป็นต้นเหตุ. ชื่อว่าการสมาคมกับอสัตบุรุษเป็นทุกข์. 
         พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้วทรงพิโรธบุรุษชั่วนั้น ทรงสอดลูกศรด้วยทรงดำริว่า เจ้านี้ไม่รู้จักคุณของผู้มีอุปการะมากถึงอย่างนี้ ทำให้เกิดลำบาก. เราจะยิงแล้วฆ่ามันเสีย. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เรากราบทูลเหตุการณ์ทุกอย่างแด่พระราชา 
               พระราชาทรงสดับคำของเราแล้ว ทรงสอดลูกศรจะ 
               ยิงบุรุษนั้น ตรัสว่าเราจักฆ่าคนลามกผู้ประทุษร้าย 
               มิตรเสียในที่นี้แหละ. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ยาวตา กรณํ คือ ทูลถึงการทำอุปการะทั้งหมดที่เราทำไว้แก่บุรุษนั้น. 
         บทว่า ปกปฺปยิ คือ สอดลูกศร. 
         บทว่า มิตฺตทุพฺภึ ผู้ประทุษร้ายมิตร คือผู้มีปกติประทุษร้ายมิตรผู้มีอุปการะแก่ตน. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า บุรุษพาลนี้อย่าได้พินาศไปเพราะอาศัยเราเลย จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช ชื่อว่าการฆ่าคนพาลก็ดี บัณฑิตก็ดี วิญญูชนไม่สรรเสริญว่าเป็นคนดี. ที่แท้แล้ววิญญูชนติเตียนอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ขอพระองค์อย่าฆ่าบุรุษพาลนี้เลย ปล่อยเขาไปตามความพอใจเถิด. ขอพระองค์อย่าทรงให้เขาเสื่อมเสีย จึงทรงพระราชทานสิ่งที่พระองค์ปฏิญญาไว้แก่เขาว่า จักพระราชทานเถิด พระเจ้าข้า. 
         แล้วทูลต่อไปว่า อนึ่ง ข้าพระองค์จักนำสิ่งที่พระองค์ปรารถนา ข้าพระองค์จะมอบตนแด่พระองค์. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เราตามรักษาคนผู้ประทุษร้ายมิตรนั้นได้ 
               มอบตนของเราถวายว่า ข้าแต่มหาราช ขอได้ 
               ทรงโปรดงดก่อนเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระองค์จะ 
               ทำตามพระราชประสงค์ของพระองค์. 
          ในบทเหล่านั้น บทว่า นิมฺมินึ คือ เราตามรักษาบุรุษนั้นผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นบุคคลชั่ว ได้มอบอัตภาพของเราถวายกะพระราชานั้น. 
         อธิบายว่า เราได้มอบตนถวายแด่พระราชา แล้วยับยั้งความตายของเขาผู้ตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระราชา. 
         บทว่า ติฏฺฐเตโส เป็นต้น เป็นบทแสดงอาการถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ที่ทำการถ้อยทีถ้อยอาศัยกันของพระองค์ จึงตรัสคาถาสุดท้าย. 
         ความคาถาสุดท้ายนั้นมีดังต่อไปนี้ :- 
                     ในครั้งนั้น เมื่อพระราชามีพระประสงค์จะฆ่า 
               บุรุษผู้ประทุษร้ายมิตรนั้นเพราะอาศัยเรา เราจึงสละ 
               ตนแด่พระราชา ตามรักษาศีลของเรา มิใช่ตามรักษา 
               ชีวิตของเรา. ข้อที่เราเป็นผู้มีศีล มิได้คำนึงถึงชีวิต 
               ของตน ก็เพราะเหตุแห่งสัมมาสัมโพธิญาณนั้นเอง. 
         ลำดับนั้น พระราชา เมื่อพระโพธิสัตว์สละชีวิตของตน ยับยั้งความตายของบุรุษนั้น มีพระทัยยินดี ตรัสว่า ไปเถิดเจ้า เจ้าพ้นความตายจากมือของเราด้วยความช่วยเหลือของมิคราช แล้วพระราชทานทรัพย์แก่บุรุษนั้นตามปฏิญญา. 
         พระราชาทรงอนุญาตพรตามความพอใจของพระโพธิสัตว์ แล้วนำพระโพธิสัตว์เข้าสู่พระนคร รับสั่งให้ตกแต่งพระนครและประดับพระโพธิสัตว์ ให้พระโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่พระเทวี. 
         พระมหาสัตว์แสดงธรรมด้วยภาษามนุษย์ไพเราะ แด่พระราชาพระเทวีและแก่ราชบริษัท ถวายโอวาทพระราชาด้วยทศพิธราชธรรม สั่งสอนมหาชนแล้วเข้าป่าแวดล้อมด้วยหมู่มฤคอยู่อย่างสบาย. 
         แม้พระราชาก็ทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์ ทรงประทานอภัยแก่สรรพสัตว์ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. 
         เศรษฐีบุตรในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. 
         พระราชาคือพระอานนท์. 
         รุรุมิคราชคือพระโลกนาถ. 
                        แม้ในรุรุมิคราชจริยานี้ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้นตามสมควรโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
                        อนึ่ง แม้ในจริยานี้ก็พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์ มีอาทิอย่างนี้ คือ 
                        การละฝูงของมฤคราชผู้ไม่ปรารถนาเกี่ยวข้องกับชน เพราะยินดีในความสงบ. 
         การได้ยินเสียงเศร้าโศกของบุรุษผู้คร่ำครวญขอความช่วยเหลือซึ่งลอยอยู่ในแม่น้ำในเวลาเที่ยงคืน จึงลุกจากที่นอนไปยังฝั่งแม่น้ำ สละชีวิตของตนหยั่งลงไปในห้วงน้ำซึ่งไหลลงไปในแม่น้ำใหญ่ ฝ่ากระแสน้ำให้บุรุษนั้นขึ้นหลังตน พาไปถึงฝั่ง ปลอบโยน ให้ผลาผลเป็นต้นแล้วให้บรรเทาความเหน็ดเหนื่อย. 
                        การให้บุรุษนั้นขึ้นหลังตนอีกครั้ง แล้วนำออกจากป่าไปส่งที่ทางหลวง. 
                        การเป็นผู้ไม่กลัวไปเผชิญหน้ากับพระราชาผู้สอดลูกศรประทับยืนจ้องด้วยหมายว่าจักยิง แล้วทูลด้วยภาษามนุษย์ก่อน แล้วทำการต้อนรับอย่างละมุนละม่อม. 
                        การกล่าวธรรมกถากะพระราชา ซึ่งมีพระประสงค์จะฆ่าบุรุษชั่วผู้ทำลายมิตร แล้วสละชีวิตของตนอีก แล้วก็พ้นจากความตาย. 
                        การทูลให้พระราชาทรงประทานทรัพย์แก่บุรุษนั้นตามปฏิญญา. 
                        การที่เมื่อพระราชาทรงประทานพรแก่ตน จึงขอให้พระราชาทรงประทานอภัยแก่สรรพสัตว์. 
                        การแสดงธรรมแก่มหาชนซึ่งมีพระราชาและพระเทวีเป็นประมุข แล้วให้ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น. 
                        การให้โอวาทแก่เนื้อทั้งหลายที่ได้รับอภัยแล้ว ห้ามกินข้าวกล้าของพวกมนุษย์. 
                        การทำหนังสือสัญญาของบุรุษนั้น ถาวรมาจนกระทั่งทุกวันนี้ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถารุรุมิคราชจริยาที่ ๖

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๕. มหิสราชจริยา การบำเพ็ญสีลบารมี

         พึงทราบวินิจฉัยในมหิสราชจริยาที่ ๕ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า มหึโส ปวนจารโก โยชนาแก้ว่า ในกาลเมื่อเราเป็นกระบือป่าเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่. 
         บทว่า ปวฑฺฒกาโย มีกายอ้วนพี คือมีกายเติบใหญ่ด้วยวัยสมบูรณ์และด้วยความอ้วนของอวัยวะน้อยใหญ่. 
         บทว่า พลวา คือ มีกำลังมาก สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง. 
         บทว่า มหนฺโต คือ มีร่างใหญ่. 
         นัยว่า กายของพระโพธิสัตว์ในครั้งนั้นประมาณเท่าช้างหนุ่ม. 
         บทว่า ภีมทสฺสโน ดูน่ากลัวพิลึก คือดูน่ากลัวเพราะให้เกิดความกลัวแก่ผู้ไม่รู้จักศีล เพราะร่างใหญ่โตและเพราะเป็นกระบือป่า. 
         บทว่า ปพฺภาเร คือ ที่เงื้อมเขามีหินย้อย. บทว่า ทกาสเย คือ ที่ใกล้บึง. 
         บทว่า โหเตตฺถ ฐานํ คือ ในป่าใหญ่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของกระบือป่า. 
         บทว่า ตหึ ตหึ คือในป่านั้นๆ. 
         บทว่า วิจรนฺโต คือเที่ยวไปเพื่อหาความผาสุกในการอยู่. 
         บทว่า ฐานํ อทฺทส ภทฺทกํ ได้เห็นสถานที่อันเจริญ คือเมื่อเราเที่ยวไปอย่างนี้ได้เห็นสถานที่โคนไม้อันเป็นที่เจริญในป่าใหญ่นั้น เป็นความผาสุกของเรา. ครั้นเห็นแล้วเราจึงเข้าไปยังที่นั้น ยืนและนอน หาอาหารในตอนกลางวันแล้วไปยังโคนต้นไม้นั้น ยังกาลเวลาให้ล่วงไปด้วยการยืนและการนอน. ท่านแสดงไว้ดังนี้. 
         ได้ยินว่า ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์ บังเกิดในกำเนิดกระบือในหิมวันตประเทศ ครั้นเจริญวัย สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงมีร่างใหญ่ประมาณเท่าช้างหนุ่มเที่ยวไปตามเชิงเขา เงื้อมเขา ซอกเขา ป่าและห้วยเป็นต้น เห็นโคนต้นไม้ใหญ่น่าสบายต้นหนึ่ง หาอาหารแล้วก็มาอาศัยอยู่ที่โคนต้นไม้นั้นในเวลากลางวัน. 
         ครั้งนั้น มีลิงลามกตัวหนึ่งลงจากต้นไม้ขึ้นหลังพระมหาสัตว์ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะรด จับเขาโหนตัว จับหางเล่นห้อยโหน. 
         พระโพธิสัตว์ไม่สนใจการทำอนาจารของลิงนั้น เพราะถึงพร้อมด้วยขันติ เมตตาและความเอ็นดู. 
         ลิงยิ่งกำเริบทำอย่างนั้นบ่อยๆ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อเถตฺถ กปิ มาคนฺตฺวา คือ ลิงมา ณ ที่นั้น. 
          อักษรเป็นบทสนธิ. 
         บทว่า ปาโป คือ ลามก. 
         บทว่า อนริโย คือ ลิงนั้นเหลาะแหละด้วยความประพฤติ ในความเสื่อมและด้วยไม่ประพฤติในความเจริญ. อธิบายว่า มีมารยาทเลว. 
         บทว่า ลหุ คือ ล่อกแล่ก. บทว่า ขนฺเธ คือ ที่ลำคอ. 
         บทว่า มุตฺเตติ คือ ถ่ายปัสสาวะ. บทว่า โอหเนติ- คือ ถ่ายอุจจาระ. 
         บทว่า ตํ คือ มํ ได้แก่ เราผู้เป็นกระบือในครั้งนั้น. 
         บทว่า สกิมฺปิ ทิวสํ คือ เบียดเบียนเราวันหนึ่งบ้าง ตลอดกาลทั้งปวงบ้าง. 
- ในอรรถกถาเป็น โอหเหติ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ทูเสติ มํ สพฺพกาลํ เบียดเบียนเราตลอดกาลทั้งปวง. 
         คือไม่เบียดเบียนเราเพียง ๒ วัน ๓ วัน ๔ วัน ที่แท้เบียดเบียนเราด้วยการถ่ายปัสสาวะเป็นต้นแม้ตลอดกาลทั้งปวง. 
         ท่านแสดงไว้ว่า ลิงนั้นขึ้นหลังเราในเวลาที่จะถ่ายปัสสาวะเป็นต้นเท่านั้น. 
         บทว่า อุปทฺทุโต คือ เบียดเบียน. 
         อธิบายว่า เราถูกลิงนั้นเบียดเบียนด้วยการห้อยโหนเป็นต้นที่เขา ด้วยการเอาของสกปรกมีปัสสาวะเป็นต้นมา และด้วยรดน้ำปนเปือกตมและฝุ่นล้างหลายครั้งที่ปลายเขา และปลายหางเพื่อนำสิ่งสกปรกออก. 
         บทว่า ยกฺโข คือ เทวดาที่สิงสถิตอยู่บนต้นไม้นั้น. 
         บทว่า มํ อิทมพฺรวิ คือ เทวดาที่สิงสถิตอยู่บนต้นไม้ เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ว่า 
         ท่านมหิสราช เพราะเหตุไร ท่านจึงอดทนความดูแคลนของลิงชั่วนี้อยู่ได้ จึงได้กล่าวคำนี้กะเราว่า ท่านจงยังลิงลามกตัวนี้ให้ฉิบหายเสียด้วยเขาและกีบเถิด. 
         บทว่า เอวํ วุตฺเต ตทา ยกฺเข คือ เมื่อเทวดากล่าวอย่างนี้ในกาลนั้นแล้ว. 
         บทว่า อหํ ตํ อิทมพฺรวึ คือ เราได้กล่าวตอบกะเทวดานั้นผู้กล่าวอยู่. 
         บทว่า กุณเปน คือ ด้วยซากศพเพราะเป็นสิ่งน่าเกลียดอย่างยิ่งของคนดีมีชาติสะอาดด้วยการไหลออกแห่งอสุจิ คือกิเลสและเพราะเป็นเช่นกับซากศพ ด้วยมีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป. 
         บทว่า ปาเปน คือ ลามกด้วยการฆ่าสัตว์. 
         บทว่า อนริเยน ท่านแสดงไว้ว่า ท่านเทวดาเพราะเหตุไรท่านจึงดูแคลนเราด้วยสิ่งอันไม่เจริญ เพราะเป็นธรรมของคนเลวมีพรานเนื้อเป็นต้น ผู้ไม่เจริญไม่ใช่คนดี ถ้อยคำที่ท่านกล่าวชักชวนเราในความชั่วนั้นไม่สมควรเลย. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงประกาศโทษในธรรมอันลามกนั้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ยทิหํ ดังนี้. 
         บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ 
         ท่านเทวดาผู้เจริญ ผิว่าเราโกรธลิงนั้น เราก็เลวกว่ามัน เพราะลิงนั้นเป็นลิงพาล เป็นลิงเลว ด้วยไม่ประพฤติธรรม. หากเราพึงประพฤติธรรมลามกอันมีกำลังกว่าลิงนั้น เราก็จะพึงเป็นผู้ลามกกว่าลิงนั้นด้วยเหตุนั้นมิใช่หรือ. ข้อที่เรารู้โลกนี้โลกหน้าอย่างดียิ่ง แล้วดำรงอยู่ได้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นโดยส่วนเดียวเท่านั้น พึงประพฤติธรรมลามกเห็นปานนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้. 
         มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีก. มีซิ. 
         บทว่า สีลญฺจ เม ปภิชฺเชยฺย ศีลของเราก็จะพึงแตก คือเราพึงทำความลามกเห็นปานนั้น. ศีลบารมีของเราจะพึงแตก. 
         บทว่า วิญฺญู จ ครเหยฺยุ มํ คือ เทวดาและมนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตจะพึงติเตียนเราได้ว่า พ่อแม่พี่น้องทั้งหลายจงดูพระโพธิสัตว์นี้เที่ยวแสวงหาโพธิญาณ ได้ทำความชั่วเห็นปานนี้แล้ว. 
         บทว่า หีฬิตา ชีวิตา วาปิ. วาศัพท์เป็นอวธารณะ. 
         อธิบายว่า ตายด้วยความบริสุทธิ์ คือเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ยังประเสริฐ อุดมดีกว่ามีชีวิตอยู่ ถูกวิญญูชนทั้งหลายติฉินนินทาด้วยประการฉะนี้. 
         บทว่า กฺยาหํ ชีวิตเหตูปิ, กาหามิ ปรเหฐนํ อย่างไร เราจักเบียดเบียนผู้อื่นแม้เพราะเหตุแห่งชีวิตเล่า คือเมื่อเรารู้อยู่อย่างนี้ เราจักทำการเบียดเบียนสัตว์อื่น เอาชีวิตของเราเป็นเดิมพันได้อย่างไรเล่า. 
         อธิบายว่า ไม่มีเหตุในการทำความเบียดเบียนนี้. 
         กระบือกล่าวว่า ลิงนี้สำคัญสัตว์อื่นว่าเป็นเหมือนเรา จักทำอนาจารอย่างนี้. แต่นั้นกระบือที่ดุจักฆ่าลิงที่ทำไปอย่างนั้นเสีย. การตายของลิงนี้ด้วยสัตว์อื่น จักเป็นอันพ้นจากทุกข์และจากการฆ่าสัตว์ของเรา. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               ลิงนี้จะสำคัญสัตว์อื่นเป็นเหมือนเรา จักทำอย่างนี้ 
               แม้แก่สัตว์อื่นบ้าง. สัตว์เหล่านั้นจักฆ่าลิงนั้นเสีย. 
               ความตายของลิงนั้นจักเป็นอันพ้นเราไปดังนี้. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า มเมวายํ ตัดบทเป็น มํ อิว อยํ. 
         บทว่า อญฺเญปิ คือ แม้แก่สัตว์เหล่าอื่น. 
         บทที่เหลือมีความดังได้กล่าวแล้ว. 
         บทว่า หีนมชฺฌิมอุกฺกฏฺเฐ คือ เป็นนิมิตในเพราะของคนเลว คนปานกลางและคนชั้นสูง. 
         บทว่า สหนฺโต อวมานิตํ คือ อดกลั้นคำดูหมิ่นเหยียดหยามที่คนเหล่านั้นมิได้จำแนกไว้เป็นไปแล้ว. 
         บทว่า เอวํ ลภติ สปฺปญฺโญ คนมีปัญญามิได้ทำการจำแนกในคนเลวเป็นต้นอย่างนี้ เข้าไปตั้งขันติ เมตตาและความเอ็นดูไว้ อดกลั้นความผิดนั้น เพิ่มพูนศีลบารมีเป็นต้น ย่อมได้คือแทงตลอดสัพพัญญุตญาณ ตามใจปรารถนาคือตามต้องการ ความปรารถนาของเขานั้นอยู่ไม่ไกลนัก ด้วยประการฉะนี้. 
         พระมหาสัตว์เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของตนอย่างนี้ จึงแสดงธรรมแก่เทวดา. 
         กระบือนั้นล่วงไป ๒-๓ วันก็ได้ไปที่อื่น. กระบือดุตัวอื่นได้ไปตั้งหลักฐานอยู่ ณ ที่นั้นเพราะเป็นที่อยู่สบาย. ลิงชั่วสำคัญว่ากระบือตัวนี้ก็คือกระบือตัวนั้นนั่นเองจึงขึ้นหลังกระบือดุนั้น แล้วได้ทำอนาจารในที่นั้นอย่างเดียวกัน. กระบือดุตัวนั้นจึงสลัดลิงให้ตกลงบนพื้นดินเอาเขาขวิดที่หัวใจ เอาเท้าเหยียบจนแหลกเหลวไป. 
         มหิสราชในครั้งนั้น คือพระโลกนาถในครั้งนี้. 
         แม้ในมหิสราชจริยานี้ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้นตามสมควรโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         อนึ่ง พึงทราบคุณานุภาพของพระมหาสัตว์ในจริยานี้ ดุจในหัตถินาคจริยา ภูริทัตตจริยา จัมเปยยจริยาและนาคราชจริยา.
จบอรรถกถามหิสราชจริยาที่ ๕

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๔. จูฬโพธิจริยา การบำเพ็ญสีลบารมี

        อรรถกถาจูฬโพธิจริยาที่ ๔         
         พึงทราบวินิจฉัยในจูฬโพธิจริยาที่ ๔ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า จูฬโพธิ ชื่อว่าจูฬโพธิ ท่านยกขึ้นในจริยานี้ หมายถึงอัตภาพของปริพาชกชื่อว่ามหาโพธิ. 
         อนึ่ง ในชาดกนี้ไม่พึงเห็นว่า เพราะมีมหาโพธิพี่ชายเป็นต้นของตน. 
         บทว่า สุสีลวา คือ มีศีลด้วยดี. อธิบายว่า ถึงพร้อมด้วยศีล. 
         บทว่า ภวํ ทิสฺวาน ภยโต เห็นภพโดยเป็นของน่ากลัว คือเห็นภพมีกามภพเป็นต้น โดยความเป็นของพึงกลัว. 
         ในบทว่า เนกฺขมฺมํ นี้ พึงเห็นว่าลบ ศัพท์. ด้วยเหตุนั้น ควรยกบทว่า ทิสฺวาน เข้ามาด้วยเป็น เนกฺขมฺมํ ทิสฺวาน คือเห็นเนกขัมมะ ดังนี้. 
         บทนี้ ท่านอธิบายว่า 
         เห็นภพมีกามภพเป็นต้น แม้ทั้งปวงปรากฏโดยเป็นของน่ากลัวในสังสารวัฏ ด้วยการพิจารณาสังเวควัตถุ ๘ เหล่านี้ คือ ชาติชราพยาธิมรณะ อบายทุกข์. ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอดีต ทุกข์มีวัฏฏะเป็นมูลในอนาคต ทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูลในปัจจุบัน. 
         และเห็นเนกขัมมะแม้ ๓ อย่างนี้ คือ นิพพาน ๑ สมถวิปัสสนาอันเป็นอุบายแห่งนิพพานนั้น ๑ และบรรพชาอันเป็นอุบายแห่งสมถวิปัสสนานั้น ๑ โดยเป็นปฏิปักษ์ต่อภพนั้นด้วยญาณจักษุอันสำเร็จด้วยการฟังเป็นต้น แล้วจึงออกจากความเป็นคฤหัสถ์อันอากูลด้วยโทษมากมาย ด้วยการบรรพชาเป็นดาบสแล้วจึงไป. 
         บทว่า ทุติยิกา คือภรรยาเก่า ได้แก่ภรรยาครั้งเป็นคฤหัสถ์. 
         บทว่า กนกสนฺนิภา คือ มีผิวดังทองคำ. 
         บทว่า วฏฺเฏ อนเปกฺขา คือ มิได้อาลัยในสังสารวัฏ. 
         บทว่า เนกฺขมฺมํ อภินิกฺขมิ คือออกจากเรือนเพื่อเนกขัมมะ ได้แก่บวช. 
         บทว่า อาลยํ ชื่อว่า อาลย เพราะเป็นเหตุให้ข้องคือตัณหา. 
         ชื่อว่า นิราลย เพราะไม่มีตัณหา. 
         ชื่อว่า ฉินฺนพนฺธุ เพราะแต่นั้นก็ตัดความผูกพันคือตัณหาในญาติทั้งหลาย. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงความไม่มีการผูกพันในการครองเรือนอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงแสดงถึงความไม่มีแม้การผูกพันไรๆ ของบรรพชิตทั้งหลาย จึงตรัสว่า อนเปกฺขา กุเล คเณ คือไม่เกี่ยวข้องในตระกูลและคณะ. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า กุเล คือ ในตระกูลอุปัฏฐาก. 
         บทว่า คเณ คือ ในคณะดาบส. ท่านกล่าวชนที่เหลือว่าเป็นพรหมจารี. 
         บทว่า อุปาคมุํ คือ เราทั้งสองมาถึงกรุงพาราณสี. 
         บทว่า ตตฺถ คือ เขตแดนกรุงพาราณสี. 
         บทว่า นิปกา คือ มีปัญญา. 
         บทว่า นิรากุเล คือ ไม่วุ่นวายด้วยชนทั้งหลาย เพราะปราศจากชนเที่ยวไปมา. 
         บทว่า อปฺปสทฺเท คือ สงัดเสียง เพราะปราศจากเสียงสัตว์ร้องโดยเป็นที่อยู่ของเนื้อและนกทั้งหลาย. 
         บทว่า วาชุยฺยาเน วสามุโภ คือในกาลนั้นเราทั้งสองอยู่ในพระราชอุทยานของพระเจ้ากรุงพาราณสี. 
         พึงทราบเรื่องราวเป็นลำดับดังต่อไปนี้ :- 
         ในอดีตกาล ในภัทรกัปนี้แหละ พระโพธิสัตว์จุติจากพรหมโลก บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ มีสมบัติมากตระกูลหนึ่งในกาสิคามแห่งหนึ่ง. ครั้นถึงคราวตั้งชื่อ มารดาบิดาตั้งชื่อว่าโพธิกุมาร. 
         เมื่อโพธิกุมารเจริญวัย เขาไปสู่เมืองตักกสิลา เรียนศิลปะทุกสาขา เมื่อเขากลับมาทั้งๆ ที่เขาไม่ปรารถนา มารดาบิดาได้นำกุลสตรีที่มีชาติเสมอกันมาให้. แม้กุลสตรีนั้นก็จุติจากพรหมโลกเหมือนกัน มีรูปงดงาม เปรียบด้วยเทพอัปสร. 
         แม้ทั้งสองไม่ปรารถนา มารดาบิดาก็ทำการอาวาหมงคลและวิวาหมงคลให้แก่กันและกัน ทั้งสองไม่เคยมีกิเลสร่วมกันเลย. แม้มองดูกันด้วยอำนาจราคะก็มิได้มี. ไม่ต้องพูดถึงการร่วมเกี่ยวข้องกันละ. ทั้งสองมีศีลบริสุทธิ์ด้วยประการฉะนี้. 
         ครั้นต่อมา เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรม พระโพธิสัตว์กระทำฌาปนกิจมารดาบิดาแล้วจึงเรียกภริยามากล่าวว่า นางผู้เจริญ แม่นางจงครองทรัพย์ ๘๐ โกฏิ เลี้ยงชีพให้สบายเถิด. 
         ภริยาถามว่า ท่านผู้เจริญ ก็ท่านเล่า. 
         พระมหาสัตว์ตอบว่า เราไม่ต้องการทรัพย์ เราจักบวช. นางถามว่า ก็การบวชไม่สมควรแม้แก่สตรีหรือ. พระโพธิสัตว์ตอบว่า ควรซิแม่นาง. 
         นางตอบว่า ถ้าเช่นนั้น แม้ฉันก็ไม่ต้องการทรัพย์ ฉันจักบวชบ้าง. 
         ทั้งสองสละสมบัติทั้งหมดให้ทานเป็นการใหญ่ ออกจากเมืองเข้าป่าแล้วบวช เลี้ยงตัวด้วยผลาผลที่แสวงหามาได้อยู่ ๑๐ ปี ด้วยความสุขในการบวชนั่นเอง เที่ยวไปตามชนบทเพื่อต้องการเสพของมีรสเค็มและเปรี้ยว ถึงกรุงพาราณสีโดยลำดับ อาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ราชุยฺยาเน วสามุโภ เราทั้งสองอยู่ในพระราชอุทยาน. 
         อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปชมพระราชอุทยาน ครั้นเสด็จถึงที่ใกล้ดาบสดาบสินี [ผู้] ยังกาลเวลาให้น้อมไปด้วยความสุขในการบรรพชา ณ ข้างหนึ่งแห่งพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นปริพาชิกามีรูปงดงามยิ่งนัก น่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง มีพระทัยปฏิพัทธ์ด้วยอำนาจกิเลส ตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า ปริพาชิกานี้เป็นอะไรกับท่าน. 
         เมื่อพระโพธิสัตว์ทูลว่า มิได้เป็นอะไรกัน. เป็นบรรพชิต ร่วมบรรพชากันอย่างเดียว แต่เมื่อเป็นคฤหัสถ์ได้เป็นภริยาของอาตมา. 
         พระราชาทรงดำริว่า ปริพาชิกานี้มิได้เป็นอะไรกับพระโพธิสัตว์ แต่เมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์ได้เป็นภริยา. ถ้ากระไร เราจะนำปริพาชิกานี้เข้าไปภายในเมือง. ด้วยเหตุนั้นแหละ เราจักรู้การปฏิบัติของปริพาชิกานี้ต่อพระโพธิสัตว์. 
         พระราชาเป็นอันธพาล ไม่อาจห้ามจิตปฏิพัทธ์ของพระองค์ในปริพาชิกานั้นได้ จึงรับสั่งกะราชบุรุษคนหนึ่งว่า จงนำปริพาชิกานี้เข้าสู่ราชนิเวศน์. 
         ราชบุรุษรับพระบัญชาของพระราชาแล้ว กล่าวคำมีอาทิว่า อธรรมย่อมเป็นไปในโลก ได้พาปริพาชิกาซึ่งคร่ำครวญอยู่ไป. 
         พระโพธิสัตว์สดับเสียงคร่ำครวญของปริพาชิกานั้นแลดูครั้งเดียวก็มิได้แลดูอีก คิดว่าหากว่าเราจักห้าม อันตรายจักมีแก่ศีลของเรา เพราะจิตประทุษร้ายต่อคนเหล่านั้น จึงนั่งรำพึงถึงศีลบารมีอย่างเดียว. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อุยฺยานทสฺสนํ คนฺตฺวา, ราชา อทฺทส พฺราหฺมณึ พระราชาเสด็จทอดพระเนตรพระราชอุทยาน ได้ทรงเห็นนางพราหมณี เป็นอาทิ. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ตุยฺเหสา กา กสฺส ภริยา คือ พราหมณีคนนี้เป็นอะไรกับท่าน เป็นภริยาหรือ. หรือว่าเป็นน้องสาว หรือเป็นภริยาของใครอื่น. 
         บทว่า น มยฺหํ ภริยา เอสา นางพราหมณีนี้มิใช่ภรรยาของอาตมา. 
         คือพราหมณีนี้ถึงจะเป็นภริยาเมื่อตอนอาตมาเป็นคฤหัสถ์ก็จริง แต่ตั้งแต่บวชแล้วมิใช่ภริยาของอาตมา. แม้อาตมาก็มิใช่สามีของนาง แต่ร่วมธรรม ร่วมคำสอนอันเดียวกันเท่านั้น. แม้อาตมาก็เป็นปริพาชก แม้หญิงนี้ก็เป็นปริพาชิกา เพราะเหตุนั้นจึงมีธรรมเสมอกัน มีคำสอนร่วมกันด้วยคำสอนของปริพาชก. 
         อธิบายว่า เป็นเพื่อนพรหมจรรย์ด้วยกัน. 
         บทว่า ติสฺสา สารตฺตคธิโต พระราชาทรงกำหนัดหนักหน่วงในนางพราหมณีนั้น คือทรงปฏิพัทธ์มีความกำหนัดด้วยกามราคะ. 
         บทว่า คาหาเปตฺวาน เจฏเก คือ รับสั่งให้ราชบุรุษจับ ทรงบังคับราชบุรุษของพระองค์ให้จับปริพาชิกานั้น. 
         บทว่า นิปฺปีฬยนฺโต พลสา ทรงบีบคั้นด้วยกำลัง คือทรงบีบบังคับปริพาชิกานั้นผู้ไม่ปรารถนาด้วยการฉุดคร่าเป็นต้น. 
         อนึ่ง รับสั่งให้ราชบุรุษจับปริพาชิกาผู้ไม่ไปด้วยพลการ แล้วให้เข้าไปภายในเมือง. 
         บทว่า โอทปตฺตกิยา คือหญิงที่พราหมณ์หลั่งน้ำแล้วรับไว้เป็นภริยา ชื่อว่า โอทปตฺติกา. คำนี้พึงเห็นเพียงเข้าไปกำหนดโดยความเป็นภริยาเก่า. 
         อนึ่ง หญิงนั้นอันมารดาบิดายกให้แก่ชายด้วยพราหมณวิวาหะ. 
         อนึ่ง บทว่า โอทปตฺตกิยา เป็นสัตตมีวิภัตติ์ลงในภาวลักษณะโดยภาวะ. 
         บทว่า สหชาตา คือ เกิดร่วมกันด้วยเกิดในบรรพชา. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เอกสาสนี คือคำสอนร่วมกัน. 
         อนึ่ง บทว่า เอกสาสนี นี้เป็นปฐมาวิภัตติ์ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ์ คือในคำสอนอันเดียวกัน. 
         บทว่า นยนฺติยา คือ นำเข้าไป. 
         บทว่า โกโป เม อุปฺปชฺชถ ความโกรธเกิดขึ้นแก่เรา. 
         คือพราหมณีนี้เป็นผู้มีศีล เป็นภริยาของท่านเมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์. ครั้นบวชแล้วเป็นน้องสาวเกิดร่วมโดยความเป็นเพื่อนพรหมจรรย์. พราหมณีนั้นถูกราชบุรุษฉุดเข้าไปโดยพลการต่อหน้าท่าน. ความโกรธที่นอนเนื่องอยู่ช้านาน ได้ผุดขึ้นด้วยมานะของลูกผู้ชายว่า ดูก่อนโพธิพราหมณ์ ท่านเป็นลูกผู้ชายเสียเปล่า ดังนี้จะพลันเกิดขึ้นจากใจของเรา ดุจอสรพิษถูกบุรุษคนใดคนหนึ่งฉุดครูดออกจากปล่องจอมปลวกแผ่แม่เบี้ยเสียงดังสุสุ ดังนี้. 
         บทว่า สหโกเป สมุปฺปนฺเน คือ พร้อมกับความโกรธที่เกิดขึ้น. 
         อธิบายว่า ในลำดับของความโกรธที่เกิดขึ้นนั้นเอง. 
         บทว่า สีลพฺพตมนุสฺสรึ เราระลึกถึงศีลวัตร คือระลึกถึงศีลบารมีของตน. 
         บทว่า ตตฺเถว โกปํ นิคฺคณฺหึ เราข่มความโกรธได้ ณ ที่นั้นเอง คือตามที่เรานั่งบนอาสนะนั้นนั่นเอง เราห้ามความโกรธนั้นได้. 
         บทว่า นาทาสึ วฑฺฒิตูปริ ไม่ให้มันเจริญขึ้นไปอีก คือไม่ให้มันเจริญยิ่งขึ้นไปกว่าที่เกิดขึ้นครั้งแรกนั้น. 
         บทนี้ท่านอธิบายไว้ว่า 
         เพียงเมื่อความโกรธเกิดขึ้นนั่นเอง เราบริภาษตนว่า ดูก่อนโพธิปริพาชก ท่านบำเพ็ญบารมีทั้งปวงประสงค์จะรู้แจ้งแทงตลอด พระสัพพัญญุตญาณมิใช่หรือ. อะไรกันนี่แม้เพียงศีลท่านยังเผอเรอได้. ความเผอเรอนี้ย่อมเป็นดุจความที่โคทั้งหลายประสงค์จะไปยังฝั่งโน้นแห่งมหาสมุทรอันจมอยู่ในน้ำกรดฉะนั้น ในขณะนั้นเอง ข่มความโกรธไว้ได้ด้วยกำลังแห่งการพิจารณา ไม่ให้ความโกรธนั้นเจริญด้วยการเกิดขึ้นอีก. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ยทิ นํ พราหมณึ เป็นอาทิ. 
         บทนั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ 
         พระราชาหรือใครๆ อื่นเอาหอกอันคมกริบแทงนางพราหมณีปริพาชิกานั้น. หากตัดให้เป็นชิ้นๆ แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็ไม่พึงทำลายศีล คือศีลบารมีของตนเลย. 
         เพราะเหตุไร? 
         เพราะเหตุแห่งโพธิญาณเท่านั้น คือสามารถบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยศีลไม่ขาดในที่ทั้งปวง มิใช่ด้วยเหตุนอกเหนือจากนี้. 
         บทว่า น เม สา พฺราหฺมณี เทสฺสา เราจะเกลียดนางพราหมณีนั้นก็หามิได้. 
         คือ นางพราหมณีนั้นเป็นที่เกลียดชังของเราก็หามิได้ ไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้ โดยประการทั้งปวง คือโดยชาติ ด้วยโคตร โดยประกาศของตระกูล โดยมารยาทและโดยคุณสมบัติมีบรรพชาเป็นต้นที่สะสมมานาน ไม่มีอะไรที่จะทำให้เราไม่รักนางพราหมณีนี้. 
         บทว่า นปิ เม พลํ น วิชฺชติ เราจะไม่มีกำลังก็หามิได้. 
         คือกำลังของเราจะไม่มีก็หามิได้ มีอยู่มากทีเดียว. เรามีกำลังดุจช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง ปรารถนาอยู่สามารถจะลุกขึ้นฉับพลัน แล้วบดขยี้บุรุษที่ฉุดนางพราหมณีนั้น แล้วจับบุรุษนั้นไปยังที่ต้องการจะไปได้ ท่านแสดงไว้ดังนี้. 
         บทว่า สพฺพญฺญุตํ ปิยํ มยฺหํ พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา คือพระสัพพัญญุตญาณเท่านั้น เป็นที่รักของเรายิ่งกว่านางปริพาชิกานั้นร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า. 
         บทว่า ตสฺมา สีลานุรกฺขิสฺสํ คือ ด้วยเหตุนั้น เราจึงรักษาศีลไว้. 
         ลำดับนั้น พระราชาไม่ทรงทำให้ชักช้าในพระราชอุทยานรีบเสด็จไปโดยเร็วเท่าที่จะเร็วได้ ตรัสให้เรียกนางปริพาชิกานั้นมาแล้วทรงมอบยศให้เป็นอันมาก. 
         นางปริพาชิกานั้นกล่าวถึงโทษของยศ คุณของบรรพชาและความที่ตนและพระโพธิสัตว์ละกองโภคสมบัติอันมหาศาล แล้วบวชด้วยความสังเวช. 
         พระราชา เมื่อไม่ทรงได้นางนั้นสมพระทัยโดยอุบายใดๆ จึงทรงดำริว่า ปริพาชิกาผู้นี้มีศีล มีกัลยาณธรรม แม้ปริพาชกนั้น เมื่อปริพาชิกานี้ถูกฉุดนำมาก็หามิได้แสดงอาการผิดปกติแต่อย่างใดเลย. ไม่คำนึงถึงอะไรทั้งหมด. การทำสิ่งผิดปกติในผู้มีคุณธรรมเห็นปานนี้ ไม่สมควรแก่เราเลย. เอาเถิด เราจะพาปริพาชิกานี้ไปยังอุทยานแล้วขอขมาปริพาชิกานี้และปริพาชกนั้น. 
         ครั้นพระราชาทรงดำริอย่างนี้แล้วรับสั่งกะราชบุรุษว่า พวกเจ้าจงนำปริพาชิกานี้มายังอุทยาน พระองค์เองเสด็จไปก่อน ทรงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า ท่านบรรพชิตผู้เจริญ เมื่อข้าพเจ้านำปริพาชิกานั้นไปพระคุณท่านโกรธหรือเปล่า. 
         พระมหาสัตว์ถวายพระพรว่า :- 
                     ความโกรธเกิดแก่อาตมา แต่ไม่ปล่อยออก 
               อาตมาจะไม่ปล่อยออกตราบเท่าชีวิต อาตมาจะห้าม 
               ทันที เหมือนฝนตกหนักห้ามเสียซึ่งธุลีฉะนั้นดังนี้. 
         พระราชาครั้นสดับดังนั้นแล้วทรงดำริว่า ปริพาชกนี้กล่าวหมายถึงความโกรธอย่างเดียว หรืออะไรอื่นมีศิลปะเป็นต้น จึงตรัสถามต่อไปว่า :- 
               อะไรเกิดแก่พระคุณท่าน พระคุณท่านไม่ปล่อย 
               พระคุณท่านไม่ปล่อยอะไรตลอดชีวิต พระคุณ 
               ท่านห้ามความโกรธนั้นอย่างไร ดุจฝนตกหนัก 
               ห้ามธุลีฉะนั้นดังนี้. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปชฺชิ เกิดขึ้นแล้ว คือความโกรธเกิดขึ้นครั้งเดียว ไม่เกิดอีก. 
         บทว่า น มุจฺจิตฺถ ไม่ปล่อย คือไม่ปล่อยออกด้วยให้เกิดกายวิการและวจีวิการ. 
         อธิบายว่า ไม่ปล่อยความโกรธนั้นให้เป็นไปในภายนอก. 
         บทว่า รชํว วิปุลา วุฏฺฐิ ความว่า อาตมาระงับความโกรธนั้น ห้ามไว้ เหมือนสายฝนในมิใช่ฤดูกาลตกอย่างหนักขจัดธุลีอันเกิดขึ้นในเดือนสุดท้ายของฤดูร้อนเป็นปกติ ฉะนั้น. 
         ลำดับนั้น พระมหาบุรุษเมื่อจะประกาศโทษของความโกรธ โดยประการต่างๆ แด่พระราชานั้น จึงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้ว่า :- 
                  เมื่อความโกรธใดเกิดขึ้น ย่อมไม่เห็นประโยชน์ 
            เมื่อความโกรธไม่เกิดย่อมเห็นเป็นอย่างดี. ความโกรธ 
            นั้นเป็นโคจรของคนไร้ปัญญา เกิดขึ้นแก่อาตมา อาตมา 
            ใช่ปล่อยออก. 
                  เหล่าอมิตรผู้แสวงหาทุกข์ ย่อมยินดีด้วยความโกรธ 
            ใดที่เกิดแล้ว ความโกรธนั้นเป็นโคจรของคนไร้ปัญญา 
            เกิดขึ้นแล้วแก่อาตมา อาตมาไม่ปล่อยออก. 
                  อนึ่ง เมื่อความโกรธใดเกิดขึ้นบุคคลย่อมไม่รู้สึกถึง 
            ประโยชน์ตน ความโกรธนั้นเป็นโคจรของคนไร้ปัญญา 
            เกิดขึ้นแก่อาตมา อาตมาไม่ปล่อยออก. 
                  บุคคลถูกความโกรธใดครอบงำ ย่อมละกุสลธรรม 
            กำจัดประโยชน์แม้ในมูลออกไปเสีย. 
                  มหาบพิตร ความโกรธนั้นเป็นเสนาของความน่า 
            กลัว มีกำลังย่ำยีสัตว์ อาตมาไม่ปล่อยออกไป. 
                  เมื่อไม้ถูกสี ไฟย่อมเกิด. ไฟย่อมเผาไม้นั้น เพราะ 
            ไฟเกิดแต่ไม้. เมื่อคนปัญญาอ่อน โง่ เซ่อ ความโกรธย่อม 
            เกิดเพราะความฉุนเฉียว คนพาลแม้นั้นก็ย่อมถูกความ 
            โกรธนั้นเผาผลาญ. 
                  ความโกรธย่อมเจริญแก่ผู้ใด เหมือนไฟที่หญ้าและ 
            ไม้ ยศของผู้นั้นย่อมเสื่อมเหมือนดวงจันทร์ในวันข้างแรม 
            ฉะนั้น. 
                  ความโกรธของผู้ใดสงบ เหมือนไฟไม่มีเชื้อ ยศของ 
            ผู้นั้นย่อมเต็มเปี่ยมเหมือนดวงจันทร์ในวันข้างขึ้น. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า น ปสฺสติ คือ แม้ประโยชน์ตนก็ไม่เห็น ไม่ต้องพูดถึงประโยชน์ผู้อื่นละ. 
         บทว่า สาธุ ปสฺสติ คือ ย่อมเห็นทั้งประโยชน์ตน ทั้งประโยชน์ผู้อื่นและประโยชน์ทั้งสอง โดยชอบนั่นเอง. 
         บทว่า ทุมฺเมธโคจโร คือ เป็นวิสัยของคนไร้ปัญญา หรือเป็นโคจรที่ไร้ปัญญา หรือมีเชื้อไฟเป็นอาหาร เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ทุมฺเมธโคจโร. 
         บทว่า ทุกฺขเมสิโน คือ ปรารถนาทุกข์. 
         บทว่า สทตฺถํ คือ ความเจริญอันเป็นประโยชน์ของตน. 
         บทว่า ปรกฺกเร คือ พึงนำออกไป ทำให้หมดไป. 
         บทว่า ส ภีมเสโน ความโกรธนั้นเป็นเสนาของความน่ากลัว คือความโกรธนั้นประกอบด้วยเสนาของกิเลสใหญ่ให้เกิดความน่ากลัว. 
         บทว่า ปมทฺที คือ มีปกติย่ำยีสัตว์ทั้งหลายด้วยความมีกำลัง. 
         บทว่า น เม อมุจฺจถ คือ ความโกรธนั้นไม่ได้ซึ่งความพ้นไปจากสำนักของเรา. เราทรมานไว้ในภายในนั่นเอง. อธิบายว่า ทำให้หมดพยศ. หรือว่าตั้งใจด้วยความเป็นนมส้มครู่หนึ่งดุจน้ำนม ฉะนั้น. 
         บทว่า มนฺถมานสฺมึ คือ สีไม้เอาไฟ. ปาฐะว่า มถมานสฺมึ บ้าง. 
         บทว่า ยสฺมา คือ แต่ไม้ใด. บทว่า คินิ คือ ไฟ. 
         บทว่า พาลสฺส อวิชานโต คือ คนพาล คนโง่. 
         บทว่า สารมฺภา ชายเต เกิดเพราะความฉุนเฉียว คือความโกรธย่อมเกิดเพราะความฉุนเฉียว อันมีลักษณะทำมากเกินไป เหมือนไฟเกิดเพราะไม้สีไฟฉะนั้น. 
         บทว่า สปิ เตเนว คือ คนพาลแม้นั้นย่อมถูกความโกรธเผา เหมือนไม้ถูกไฟฉะนั้น. 
         บทว่า อนินฺโธ ธูมเกตุว คือ ดุจไฟไม่มีเชื้อฉะนั้น. 
         บทว่า ตสฺส คือ ยศที่ได้แล้วย่อมเพิ่มพูนต่อๆ ไปแก่บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยความอดกลั้นนั้น. 
         พระราชาครั้นทรงสดับธรรมกถาของพระมหาสัตว์แล้ว ทรงขอขมาพระมหาบุรุษ แม้นางปริพาชิกาผู้มาจากพระราชวัง ตรัสว่า ขอพระคุณท่านทั้งสองเสวยสุขในการบรรพชาอยู่ในอุทยานนี้เถิด. ข้าพเจ้าจักทำการรักษา ป้องกัน คุ้มครองอันเป็นธรรมแก่พระคุณท่านทั้งสอง นมัสการแล้วเสด็จกลับ. 
         ปริพาชกและปริพาชิกาทั้งสองอาศัยอยู่ในพระราชอุทยานนั้นเอง. 
         ต่อมา นางปริพาชิกาได้ถึงแก่กรรม. 
         พระโพธิสัตว์เข้าไปยังป่าหิมพานต์ ยังฌานและอภิญญาให้เกิด เมื่อสิ้นอายุก็ได้ไปสู่พรหมโลก. 
         นางปริพาชิกาในครั้งนั้นได้เป็นมารดาพระราหุลในครั้งนี้. 
         พระราชาคือพระอานนทเถระ. 
         โพธิปริพาชก คือพระโลกนาถ. 
         แม้ในจูฬโพธิจริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์ตามสมควร. 
         อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพแห่งพระมหาบุรุษไว้ในที่นี้มีอาทิอย่างนี้ คือ 
         การละกองโภคะใหญ่ และวงศ์ญาติใหญ่ ออกจากเรือน เช่นเดียวกับออกมหาภิเนษกรมณ์. 
         การออกไปอย่างนั้นแล้วตั้งใจเป็นบรรพชิตที่ชนเป็นอันมากสมมติ ไม่เกี่ยวข้องในตระกูลในคณะ เพราะเป็นผู้มักน้อยเป็นอย่างยิ่ง. 
         ความยินดียิ่งในความสงัด เพราะรังเกียจลาภและสักการะ โดยส่วนเดียวเท่านั้น. 
         การประพฤติขัดเกลากิเลสอันเป็นความดียอดยิ่ง. 
         การนึกถึงศีลบารมีไม่แสดงความโกรธเคืองเมื่อนางปริพาชิกาผู้มีกัลยาณธรรมมีศีลถึงปานนั้นถูกราชบุรุษจับไปโดยพลการ ต่อหน้าตนซึ่งไม่ได้อนุญาต. 
         และเมื่อพระราชาทรงรู้พระองค์ว่า ทรงทำผิดจึงเสด็จเข้าไปหา การตั้งจิตบำเพ็ญประโยชน์และถวายคำสั่งสอน ด้วยประโยชน์ในปัจจุบันและประโยชน์ในภพหน้า. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               เอวํ อจฺฉริยา เหเต ฯลฯ ธมฺมสฺส อนุธมฺมโต 
         มีใจความดังได้กล่าวแล้วข้างต้น.
จบอรรถกถาจูฬโพธิจริยาที่ ๔