Translate

26 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๓. อโยฆรจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

         อรรถกถาอโยฆรจริยาที่ ๓
         พึงทราบวินิจฉัยในอโยฆรจริยาที่ ๓ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า อโยฆรมฺหิ สํวฑฺโฒ คือ เจริญแล้วในเรือนทำด้วยเหล็กทั้งหมดใหญ่ ทำ ๔ เหลี่ยมเพื่อป้องกันอมนุษย์และอันตราย. 
         บทว่า นาเมนาสิ อโยฆโร เพราะความเป็นผู้เกิดและเจริญในเรือนเหล็ก จึงปรากฏชื่อว่าอโยฆรกุมาร. 
         ความโดยย่อมีว่า 
         ในกาลนั้น ในอัตภาพก่อนทางพระอัครมเหสีของพระเจ้ากาสี หญิงร่วมสามี ตั้งความปรารถนาว่า เราพึงกินบุตรที่เกิดแล้วๆ ของเจ้า แล้วเกิดในกำเนิดนางยักษิณี ครั้นได้โอกาสในการที่อัครมเหสีนั้นประสูติ จึงกินพระโอรสเสีย ๒ ครั้ง. 
         แต่ในครั้งที่ ๓ พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีนั้น. 
         พระราชาทรงปรึกษากับพวกมนุษย์ว่า นางยักษิณีตนหนึ่งกินโอรสที่เกิดแล้วของพระเทวี. เราควรทำอย่างไรดี. 
         เมื่อพวกมนุษย์ทูลว่า ธรรมดาอมนุษย์ย่อมกลัวเรือนเหล็ก จึงรับสั่งให้ช่างเหล็กสร้างเรือนเหล็กใหญ่เป็นโรง ๔ เหลี่ยม ด้วยเครื่องปรุงเรือนทั้งหมดสำเร็จด้วยเหล็ก ตั้งแต่เสาเป็นต้นให้สำเร็จ แล้วทรงให้พระเทวีซึ่งทรงพระครรภ์แก่ ประทับอยู่ ณ เรือนเหล็กนั้น. 
         พระเทวีประสูติพระโอรสมีบุญลักษณะดี ณ เรือนเหล็กนั้น. ขนานพระนามว่าอโยฆรกุมาร. 
         พระราชาทรงให้พระกุมารนั้นแก่พวกแม่นมจัดการอารักขาใหญ่โต ทรงนำพระเทวีเข้าไปประทับภายใน. 
         แม้นางยักษิณีถึงวาระตักน้ำ นำน้ำไปให้ท้าวเวสสวัณก็สิ้นชีวิตไปแล้ว. 
         พระมหาสัตว์ทรงเจริญอยู่ในเรือนเหล็กนั้นเอง ถึงความเป็นผู้รู้ เรียนศิลปะทั้งปวง ณ เรือนเหล็กนั้น. 
         พระราชาทรงทราบว่า พระโอรสมีพระชนม์ ๑๖ พรรษา จึงมีรับสั่งกะพวกอำมาตย์ว่า เราจักมอบราชสมบัติให้ พวกท่านจงนำโอรสของเรามาเถิด. 
         พวกอำมาตย์กราบทูลรับพระบัญชาแล้วทรงให้ตกแต่งพระนคร นำมงคลหัตถีประดับด้วยเครื่องสรรพาลังการไป ณ ที่นั้น ตกแต่งพระกุมารให้ประทับนั่งที่คอมงคลหัตถี กระทำประทักษิณพระนคร แล้วนำมาเฝ้าพระราชา. 
         พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระวรกายของพระโอรสงดงาม จึงทรงกอดพระโอรสนั้นด้วยความสิเนหาอย่างแรง รับสั่งกะพวกอำมาตย์ว่า พวกเจ้าจงอภิเษกโอรสของเราในวันนี้แหละ. 
         พระมหาสัตว์ถวายบังคมพระชนกแล้วทูลว่า หม่อมฉันไม่ต้องการสมบัติ หม่อมฉันจักบวช ขอจงทรงอนุญาตให้หม่อมฉันบวชเถิด พระเจ้าข้า. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               ทุกฺเขน ชีวิโต ลทฺโธ สมฺปีเฬ ปติโปสิโต 
                     ฯลฯ 
               ตสฺมา รชฺชํ ปริจฺจชึ 
         คำแปลปรากฏอยู่แล้วในบาลีแปลข้างต้น. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺเขน คือ พระบิดาตรัสว่า ลูกเอ๋ย พี่ชายของลูก ๒ คนถูกนางยักษิณีตนหนึ่งกิน. ลูกได้ความทุกข์ความลำบากที่ทำเพื่อป้องกันลูกจากภัยของอมนุษย์นั้นตั้งแต่เกิด. 
         บทว่า สมฺปีเฬ ปติโปสิโต เขาเลี้ยงลูกไว้ในที่คับแคบ. 
         ความว่า ลูกเจริญเติบโตมาในที่คับแคบตั้งแต่คลอดในเรือนเหล็กอันคับแคบเพื่อป้องกันอมนุษย์หลายๆ อย่างจนกระทั่งอายุได้ ๑๖. 
         บทว่า อชฺเชว ปุตฺต ปฏิปฏิปชฺช เกวลํ วสุธํ อิมํ วันนี้ ลูกจงปกครองแผ่นดินทั้งสิ้นนี้. 
         ความว่า ลูกได้อภิเษกด้วยสังข์ ๓ สังข์ วางอยู่บนกองรัตนะภายใต้เศวตฉัตรประดับด้วยมาลัยทอง วันนี้จงปกครองมหาปฐพีนี้ พร้อมทั้งแว่นแคว้นอันมีมหาสมุทรเป็นที่สุดทั้งสิ้นอย่างเดียว อันเป็นของตระกูลนี้ พร้อมทั้งชาวนิคมอันเป็นหมู่บ้านใหญ่ พร้อมทั้งบริวารชนมากมาย. 
         อธิบายว่า ลูกจงเสวยราชสมบัติเถิด. 
         บทว่า วนฺทิตฺวา ขตฺติยํ, อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน อิทํ วจนมพฺรวึ คือ เราถวายบังคมจอมกษัตริย์พระชนกของเราผู้เป็นราชาแห่งแคว้นกาสี ประคองอัญชลีแด่พระองค์แล้วจึงได้กล่าวคำนี้ :- 
         บทว่า เย เกจิ มหิยา สตฺตา คือ สัตว์ทั้งหลายบางพวกในมหาปฐพีนี้.
         บทว่า หีนอุกฺกฏฺฐมชฺฌิมา คือ ลามก อุกฤษฏ์และปานกลาง เพราะเป็นอยู่ในท่ามกลางของสัตว์ทั้งสอง. 
         บทว่า สเก เคเห คือ สัตว์ทั้งหมดเหล่านั้นเจริญในเรือนของตน.
         บทว่า สกญาติหิ พร้อมด้วยญาติของตน คือสัตว์ทั้งหลายบันเทิง คุ้นเคย ไม่ลำบากย่อมเจริญด้วยสมบัติกับญาติของตน. 
         บทว่า อิทํ โลเก อุตฺตริยํ คือ การเลี้ยงดูนี้ไม่มีใครเหมือนในโลกเป็นพิเศษเฉพาะข้าพระองค์. การเลี้ยงดูข้าพระองค์ในที่คับแคบ คือความเจริญเติบโตของข้าพระองค์ในที่คับแคบนั้นเป็นอย่างไร. เป็นความเจริญเติบโตในเรือนเหล็ก ปราศจากแสงจันทร์และดวงอาทิตย์. 
         บทว่า สํวฑฺโฒมฺหิ คือ ข้าพระองค์เจริญเติบโต. 
         บทว่า ปูติกุณปสมฺปุณฺณา เต็มไปด้วยซากศพเน่า คือเมื่อความสงสัยในชีวิตเป็นไปอยู่ ข้าพระองค์ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี เต็มไปด้วยซากศพนานัปการ มีกลิ่นเหม็น เช่นกับคูถนรกได้อย่างไร. 
         บทว่า ตโต โฆรตเร คือ ทารุณยิ่งกว่าอยู่ในครรภ์ เป็นทุกข์เพราะอยู่ไม่ดีเลย. 
         บทว่า ปกฺขิตฺตโยฆเร คือ ใส่ไว้ในเรือนเหล็ก. 
         ท่านแสดงว่า ได้เป็นดุจขังไว้ในเรือนจำ. 
         บทว่า ยทิ ในบทว่า ยทิหํ นี้ เป็นเพียงนิบาต. 
         บทว่า ตาทิสํ คือ ข้าพระองค์ได้รับทุกข์ทารุณอย่างยิ่ง เช่นที่กล่าวไว้แล้วในครั้งก่อน ถ้ายังยินดีในราชสมบัติ. เมื่อเป็นอย่างนั้น ข้าพระองค์ก็จะเลวทรามยิ่งกว่าคนเลวทรามชั่วช้าลามกไป. 
         บทว่า อุกฺกณฺฐิโตมฺหิ กาเยน คือ ข้าพระองค์เบื่อหน่ายด้วยกายอันเน่ามียังไม่พ้นจากการอยู่ในครรภ์เป็นต้น. 
         บทว่า รชฺเชนมฺหิ อนตฺถิโก คือ ข้าพระองค์ไม่ต้องการแม้ราชสมบัติ. ถึงแม้ข้าพระองค์จะพ้นจากเงื้อมมือของนางยักษิณี ก็จะไม่พ้นชราและมรณะไปได้เลย. ประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติแก่ข้าพระองค์. เพราะธรรมดาราชสมบัติเป็นที่ประชุมของอนัตตาทั้งปวง. ตั้งแต่เวลาที่ตั้งอยู่ในราชสมบัตินั้น เป็นอันออกไปได้ยาก เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จักไม่ครองราชสมบัติจักแสวงหาความดับ. 
         บทว่า ยตฺถ มํ มจฺจุ น มทฺทิเย ความว่า ข้าพระองค์จักแสวงหาธรรมเครื่องดับ คืออมตมหานิพพาน ซึ่งเป็นที่ที่มัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่พึงย่ำยี พึงท่วมทับข้าพระองค์ผู้ตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว. 
         บทว่า เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน ความว่า เราคิดโดยแยบคายด้วยการพิจารณาถึงโทษในสงสารมีประการต่างๆ ดังได้กล่าวไว้แล้วนี้อย่างนี้ และด้วยการเห็นอานิสงส์ในนิพพาน. 
         บทว่า วิวรนฺเต มหาชเน คือ เมื่อมหาชนมีพระชนกชนนีเป็นหัวหน้า ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ด้วยอดกลั้นถึงทุกข์ที่ต้องพลัดพรากจากเราไปไม่ได้.
         บทว่า นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา ความว่า เราได้ตัดเครื่องผูกด้วยการตัดเครื่องผูกคือตัณหา ในชนนั้นมีญาติสงเคราะห์เป็นต้น แล้วเข้าสู่ป่าใหญ่ด้วยการเข้าถึงบรรพชา เหมือนคชสารมีกำลังมากตัดเครื่องผูก คือเชือกอันไม่มีความแข็งแรง ได้โดยง่ายฉะนั้น. 
         คาถาสุดท้ายมีความดังได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล. 
         อนึ่ง พึงทราบความในบทนั้นดังต่อไปนี้. 
         พระมหาสัตว์ทรงแน่พระทัยในการบวชของพระองค์แล้ว เมื่อพระราชาตรัสว่า ลูกรัก ลูกจะบวชไปทำไม จึงทูลว่า ข้าแต่พระชนก ลูกอยู่ในครรภ์ของพระชนนีตลอด ๑๐ เดือน เหมือนอยู่ในคูถนรก. 
         ครั้นออกจากพระครรภ์ของพระชนนีแล้วก็ยังต้องอยู่ในเรือนจำอีกถึง ๑๖ ปี เพราะกลัวนางยักษิณี ไม่ได้แม้แต่จะเห็นในภายนอก ได้เป็นเหมือนตกอยู่ในอุสสทนรก. 
         แม้ลูกพ้นจากนางยักษิณีก็จะไม่พ้นความแก่และความตายไปได้เลย. 
         ขึ้นชื่อว่ามัจจุนี้ อันใครๆ ไม่สามารถจะชนะได้. 
         ลูกเบื่อหน่ายในภพ ลูกจักบวชประพฤติธรรมจนกว่าพยาธิ ชราและมรณะจะไม่มาถึงลูกได้ พอกันทีสำหรับราชสมบัติของลูก. ข้าแต่พระชนก ขอจงทรงอนุญาตให้ลูกบวชเถิด. 
         แล้วทรงแสดงธรรมแก่พระชนกด้วยคาถา ๒๔ คาถามีอาทิว่า :- 
               มนุษย์อยู่ในห้องตลอดคืนหนึ่ง ครั้นมนุษย์ 
               นั้นลุกไป. เมื่อเขาไป ย่อมไม่กลับมาอีก. 
         แล้วทูลว่า ข้าแต่พระบิดา ราชสมบัติของพระบิดาก็จงเป็นของพระบิดาเท่านั้นเถิด ลูกไม่ต้องการราชสมบัตินี้เลย. เมื่อลูกพูดอยู่กับพระบิดานี่แหละ พยาธิ ชราและมรณะ ก็พึงมาถึง. จงทรงหยุดเถิด พระเจ้าข้า. 
         แล้วทรงละกามทั้งหลาย ดุจช้างตกมันตัดเชือกเหล็ก ดุจลูกสีหะทำลายกรงทองฉะนั้น แล้วถวายบังคมพระชนกชนนีเสด็จออกบรรพชา. 
         ลำดับนั้น พระชนกของพระมหาสัตว์ทรงดำริว่า กุมารนี้ใคร่จะบวช ก็เราเล่าจะอยู่ไปทำไม แม้เราก็ไม่ต้องการราชสมบัติ. จึงทรงสละราชสมบัติเสด็จออกบรรพชา. 
         เมื่อพระราชาเสด็จออกบรรพชา ชาวพระนครทั้งสิ้นมีพระเทวี อำมาตย์ พราหมณ์ คฤหบดีเป็นต้น ก็ทิ้งโภคสมบัติออกบวช. ได้เป็นมหาสมาคม มีบริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์. พระมหาสัตว์ทรงพาชนเหล่านั้นเสด็จเข้าสู่หิมวันตประเทศ. 
         ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่า พระมหาสัตว์เสด็จออกบวชจึงทรงส่งพระวิษณุกรรมให้สร้างอาศรมบท ยาว ๑๒ โยชน์กว้าง ๗ โยชน์ ทรงมอบบริขารบรรพชิตครบ. 
         ในจริยานี้ การบรรพชาของพระมหาสัตว์ การให้โอวาท การไปสู่พรหมโลก และการปฏิบัติโดยชอบของบริษัททั้งหมด พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในมหาโควินทจริยานั่นแล. 
         พระชนกชนนีในครั้งนั้นได้เป็นราชตระกูลใหญ่ในครั้งนี้. 
         บริษัททั้งหลายคือพุทธบริษัท. 
         อโยฆรบัณฑิต คือพระโลกนาถ. 
         การเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือ และการประกาศถึงอานุภาพของพระโพธิสัตว์นั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
จบอรรถกถาอโยฆรจริยาที่ ๓

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๒. โสมนัสสจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

         อรรถกถาโสมนัสสจริยาที่ ๒
         พึงทราบวินิจฉัยในโสมนัสสจริยาที่ ๒ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า อินฺทปตฺเถ ปุรุตฺตเม คือ นครประเสริฐมีชื่ออย่างนี้. 
         บทว่า กามิโต เพราะเป็นที่ปรารถนา คือเป็นผู้อันพระชนกชนนีปรารถนาในกาลนานอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ บุตรจะพึงเกิดสักคนหนึ่ง. 
         บทว่า ทยิโต ได้แก่ เป็นที่รัก. 
         บทว่า โสมนสฺโสติ วิสฺสุโต คือ มีชื่อตามประกาศอย่างนี้ว่าโสมนัส. 
         บทว่า สีลวา คือ ประกอบด้วยศีล คือกุศลกรรมบถ ๑๐ และศีลคืออาจาร. 
         บทว่า คุณสมฺปนฺโน คือ เข้าถึงหรือบริบูรณ์ด้วยคุณมีศรัทธาและพาหุสัจจะเป็นต้น. 
         บทว่า กลฺยาณปฏิภาณวา คือ ประกอบด้วยปฏิภาณงาม กล่าวคือเป็นผู้ฉลาดในอุบายยังกิจที่ควรทำนั้นๆ ให้สำเร็จ. 
         บทว่า วุฑฺฒาปจายี เคารพอ่อนน้อมต่อผู้เจริญ คือมีปกติอ่อนน้อมต่อมารดาบิดาผู้เจริญในตระกูลต่อบุคคลผู้เจริญโดยชาติ และต่อบุคคลผู้เจริญด้วยคุณธรรมมีศีลเป็นต้น. 
         บทว่า หิริมา คือ ประกอบด้วยหิริมีลักษณะเกลียดบาป. 
         บทว่า สงฺคเหสุ จ โกวิโท คือ ฉลาดในการสงเคราะห์สัตว์ทั้งหลายตามสมควรด้วยสังคหวัตถุ ๔ มีทานคือการให้ ปิยวาจาคือเจรจาน่ารัก อัตถจริยาคือประพฤติสิ่งเป็นประโยชน์ สมานัตตตาคือมีตนเสมอไม่ถือตัว. 
         พึงทราบการเชื่อมความว่า ในกาลเมื่อเราปรากฏชื่อว่าโสมนัส เป็นโอรสของพระเจ้ากุรุพระนามว่าเรณุเห็นปานนี้. 
         บทว่า ตสฺส รญฺโญ ปติกโร คือ เป็นที่โปรดปราน เพราะพระเจ้ากุรุเข้าไปบำรุงอยู่เนืองๆ. 
         บทว่า กุหกตาปโส คือ ดาบสผู้หนึ่งสำเร็จชีวิตด้วยความหลอกลวง มีลักษณะยกย่องคุณของอสัตบุรุษ. เป็นผู้ที่พระราชาทรงนับถือ. 
         บทว่า อารามํ คือ สวนผลไม้ ดาบสปลูกผลที่เป็นเถา มีฟักทอง น้ำเต้า ฟักเขียว แตงกวาเป็นต้นและผักมีกะเพราเป็นต้น. 
         บทว่า มาลาวจฺฉํ คือ ดอกไม้มีดอกมะลิและลำดวนเป็นต้น. 
         ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงแสดงว่า เป็นสวนดอกไม้. 
         พึงทราบอธิบายว่า ดาบสทำสวนปลูกไม้ดอกและไม้ผลดังกล่าวแล้วในสวนนั้น รวบรวมทรัพย์ที่ได้จากการขายไม้ดอกไม้ผลนั้นเลี้ยงชีพ. 
         ในเรื่องนั้นพึงทราบกถาเป็นลำดับดังต่อไปนี้. 
         ในครั้งนั้นมีดาบสชื่อว่ามหารักขิตะ มีดาบส ๕๐๐ เป็นบริวารอยู่ในหิมวันตประเทศ เที่ยวจาริกไปยังชนบทเพื่อต้องการเสพของเค็มและของเปรี้ยว ถึงกรุงอินทปัตถะ อยู่ในพระราชอุทยานพร้อมด้วยบริวาร เที่ยวไปบิณฑบาตถึงประตูพระราชวัง. 
         พระราชาทอดพระเนตรเห็นหมู่ฤๅษี ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ ให้นั่งบนพื้นใหญ่ที่ตกแต่งแล้ว ทรงอังคาสด้วยอาหารอันประณีต แล้วตรัสว่า ขอพระคุณท่านจงอยู่ในอุทยานของข้าพเจ้าตลอดฤดูฝนนี้เถิด แล้วเสด็จไปพระราชอุทยานกับพระดาบสเหล่านั้นรับสั่งให้สร้างที่อยู่ ทรงถวายบริขารของบรรพชิตแล้วเสด็จออกไป. 
         ตั้งแต่นั้นมา ดาบสทั้งปวงเหล่านั้นก็บริโภคในพระราชนิเวศน์. 
         ฝ่ายพระราชาไม่มีโอรส ทรงปรารถนาโอรส โอรสก็ยังไม่เกิด. 
         ครั้นออกพรรษาพระมหารักขิตะคิดว่า เราจะต้องกลับไปป่าหิมวันตะ จึงลาพระราชา. พระราชาทรงกระทำสักการะสัมมานะ แล้วออกไปในระหว่างตอนกลางวันและจากทางพร้อมด้วยบริวาร นั่งภายใต้ต้นไม้มีเงาหนาทึบต้นหนึ่ง. 
         ดาบสทั้งหลายสนทนากันว่า พระราชาไม่มีพระโอรส จะพึงเป็นการดี หากพระราชาได้พระราชบุตร. 
         ท่านมหารักขิตะได้ฟังการสนทนานั้นจึงใคร่ครวญดูว่าพระโอรสของพระราชาจักมีหรือไม่หนอ ทราบว่าจักมีจึงกล่าวว่า พวกท่านอย่าคิดไปเลย วันนี้เวลาใกล้รุ่ง เทพบุตรองค์หนึ่งจักจุติลงมาเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชา. 
         ชฎิลโกงคนหนึ่งได้ฟังดังนั้นคิดว่า บัดนี้ เราจักเป็นราชกุลูปกะคือผู้เข้าถึงราชตระกูล. ครั้นดาบสทั้งหลายจะไปจึงทำเป็นไข้นอนซม เมื่อดาบสกล่าวว่ามาไปกันเถิด. กล่าวว่า ผมไปไม่ไหว. 
         มหารักขิตดาบสรู้เหตุที่ดาบสนั้นนอน จึงกล่าวว่า ท่านไปได้เมื่อใดก็พึงตามไปเถิด แล้วพาหมู่ฤๅษีไปถึงหิมวันตประเทศ. 
         ดาบสโกหกรีบกลับไปยืนอยู่ที่ประตูพระนคร ให้คนไปทูลพระราชาว่า ดาบสอุปัฏฐากของมหารักขิตดาบสกลับมา. 
         พระราชารับสั่งให้ราชบุรุษรีบไปเรียกมา จึงขึ้นปราสาท นั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้.
         พระราชาทรงไหว้ดาบสนั้น แล้วประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามถึงความไม่มีโรคของฤๅษีทั้งหลายแล้วตรัสว่า พระคุณท่านกลับมาเร็วนัก มีความต้องการอะไรหรือ. 
         ดาบสโกงทูลว่า มหาราช หมู่ฤๅษีเป็นสุขดี สนทนากันว่าจะพึงเป็นการดี หากพระราชบุตรผู้ดำรงวงศ์ตระกูลของพระราชาจะพึงบังเกิด. อาตมาได้ฟังการสนทนากันจึงตรวจดูด้วยทิพยจักษุว่า พระโอรสของพระราชาจักมีหรือไม่หนอ จึงเห็นว่า เทพบุตรผู้มีฤทธิ์มากจักจุติลงมาเกิดในพระครรภ์ของพระนางสุธรรมาอัครมเหสี แล้วทูลว่าอาตมามาก็เพื่อจะทูลพระองค์ว่า ชนทั้งหลาย เมื่อไม่รู้จะพึงยังพระครรภ์ให้พินาศได้ อาตมาจะทูลข้อนั้นก่อน อาตมาทูลแด่พระองค์แล้ว อาตมาก็จะกลับไป. 
         พระราชาตรัสว่า พระคุณอย่าไปเลย ทรงยินดีร่าเริงมีพระทัยเลื่อมใส ทรงนำดาบสโกงไปพระราชอุทยานจัดแจงที่อยู่พระราชทาน. ตั้งแต่นั้นมาดาบสโกงนั้นก็บริโภคในราชตระกูลอาศัยอยู่. 
         ดาบสโกงมีชื่อว่า ทิพพจักขุกะ. 
         ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์จุติจากดาวดึงสพิภพ ถือปฏิสนธิในกรุงอินทปัตถะนั้น. ในวันขนานพระนามของพระกุมารที่ประสูติ พระชนกชนนีทรงตั้งพระนามว่าโสมนัสสะ. 
         โสมนัสสกุมารทรงเจริญด้วยการเลี้ยงดูกุมาร. 
         ดาบสโกงก็ปลูกผักสำหรับแกง และผลมีเถาเป็นต้นเอาไปขายในท้องตลาด รวบรวมทรัพย์ไว้. 
         ลำดับนั้น ในขณะที่พระโพธิสัตว์มีพระชนม์ได้ ๗ พระพรรษา ชายแดนของพระราชากำเริบ. พระองค์ตรัสสั่งพระกุมารว่า ลูกอย่า ประมาทในทิพพจักขุดาบส แล้วเสด็จเพื่อทรงปราบชายแดนให้สงบ. 
         อยู่มาวันหนึ่ง พระกุมารเสด็จไปพระราชอุทยานด้วยทรงดำริว่าจักเยี่ยมชฎิล ทรงเห็นชฎิลโกงนุ่งผ้ากาสาวะมีกลิ่นผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือหม้อสองใบด้วยมือทั้งสอง รดน้ำในที่ปลูกผักทรงรู้ว่าชฎิลโกงนี้ไม่ประกอบสมณธรรมของตน ทำการขายของในตลาด จึงตรัสถามว่า คหบดีฝักบัว ทำอะไร? ทำเอาดาบสโกงละอายแล้วเสด็จออกไป. 
         ชฎิลโกงคิดว่า กุมารนี้เดี๋ยวนี้ยังเป็นถึงอย่างนี้ ภายหลังใครจะรู้ว่ากุมารนี้จักทำอะไร เราควรจัดการกุมารนี้ให้พินาศเสียในตอนนี้แหละ ในเวลาพระราชาเสด็จมาจึงเหวี่ยงแผ่นหินไปเสียข้างหนึ่ง แล้วทำลายหม้อน้ำเสียเกลี่ยหญ้าที่บรรณศาลา เอาน้ำมันทาร่างกายเข้าไปยังบรรณศาลา คลุมตลอดศีรษะนอนบนเตียงดุจเป็นทุกข์หนัก. 
         พระราชาเสด็จกลับทรงกระทำประทักษิณพระนครยังไม่เสด็จเข้าพระราชวัง ทอดพระเนตรเห็นความผิดปกตินั้น ทรงดำริว่านั่นอะไรกัน จึงเสด็จเข้าไปภายในทรงเห็นดาบสโกงนั้นนอนอยู่ จึงทรงลูบที่เท้าตรัสถามว่า ใครเบียดเบียนพระคุณท่านอย่างนี้. เราจะฆ่าเสียวันนี้แหละ. พระคุณท่านจงรีบบอกมา. 
         ชฎิลโกงฟังดังนั้นถอนหายใจลุกขึ้นทูลว่า มหาราช ข้าพระองค์มาเฝ้าพระองค์ เพราะการมาเฝ้านั่นแหละ ข้าพระองค์จึงต้องได้รับความเดือดร้อนนี้ เพราะความคุ้นเคยในพระองค์ โอรสของพระองค์นั่นแหละเบียดเบียนข้าพระองค์. 
         พระราชาทรงสดับดังนั้นจึงมีพระราชบัญชาให้เพชฌฆาตจงไปตัดศีรษะพระกุมาร ตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วนำไปทิ้งไว้กลางถนน. 
         พวกเพชฌฆาตก็ไปฉุดพระกุมารซึ่งพระมารดาตกแต่งแล้วให้ประทับนอนบนตักของพระนาง ทูลว่า พระราชามีพระบัญชาให้ฆ่าพระกุมาร. 
         พระกุมารทรงกลัวความตาย เสด็จลุกจากตักพระมารดาแล้วตรัสว่า พวกท่านจงนำเราไปเฝ้าพระราชา. เรามีราชกิจที่จะต้องกราบทูล. พวกเพชฌฆาตฟังพระดำรัสของพระกุมารแล้วก็ไม่อาจฆ่าได้จึงเอาเชือกมัดดุจมัดโค นำไปเฝ้าพระราชา. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                  เราได้เห็นดาบสโกงนั้น เหมือนกองแกลบอัน 
            ไม่มีข้าวสาร เหมือนไม้เป็นโพลงข้างใน เหมือนต้น 
            กล้วยไม่มีแก่น ดาบสโกงผู้นี้ไม่มีธรรมของสัตบุรุษ 
            ปราศจากความเป็นสมณะ ละธรรมขาวคือหิริ เพราะ 
            เหตุแห่งการเลี้ยงชีวิต. 
                  ปัจจันตชนบทกำเริบขึ้น เพราะโจรอันเที่ยวอยู่ 
            ในดง พระชนกของเรา เมื่อจะเสด็จไปปราบความ 
            กำเริบนั้น ตรัสสั่งเราว่า พ่ออย่าประมาทในชฎิลผู้มี 
            ความเพียรอันแรงกล้านะ พ่อจงอนุวัตรตามความ 
            ปรารถนา ด้วยว่าชฎิลนั้น เป็นผู้ให้ความสำเร็จความ 
            ปรารถนาทั้งปวง. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ถุสราสึว อตณฺฑุลํ คือ ดุจกองแกลบอันปราศจากข้าวสารและรำ ดุจต้นไม้เป็นโพลงใหญ่ภายใน. เราเห็นดาบสปราศจากสาระมีศีลสาระเป็นต้น ดุจต้นกล้วยไม่มีแก่น ธรรมมีญาณเป็นต้นของสัตบุรุษคือคนดีทั้งหลายไม่มีแก่ดาบสนี้เลย. 
         เพราะเหตุไร? 
         เพราะดาบสนี้ปราศจาก คือเสื่อมจากความเป็นสมณะแม้เพียงศีล.
         เป็นความจริงดังนั้น ดาบสนี้ปราศจากธรรมขาวคือหิริ คือเป็นผู้ละธรรมขาวอันได้แก่หิริ เพราะเหตุแห่งการเลี้ยงชีวิต. ท่านแสดงว่า เราคิดว่าดาบสนี้เที่ยวไปด้วยเพศของดาบสเพราะเหตุแห่งชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น. 
         บทว่า ปรนฺติหิ ท่านแสดงว่า ชื่อว่า ปรนฺติโน เพราะมีชายแดนอันเป็นส่วนอื่นเป็นที่อยู่คืออยู่ในระหว่างพรมแดน. ชายแดนกำเริบด้วยโจรที่อยู่ในดงชายแดน. พระเจ้ากุรุ พระชนกของเราเมื่อเสด็จไปปราบความกำเริบในชายแดนนั้นให้สงบ ในกาลนั้นได้สอนเราว่า พ่อโสมนัสสกุมาร พ่ออย่าประมาทชฎิลผู้เป็นนายของพ่อมีความเพียรสูง มีตบะกล้ามีอินทรีย์สงบอย่างยิ่ง. ชฎิลนั้นได้ให้ความสำเร็จที่ปรารถนาทุกอย่างแก่พวกเรา เพราะฉะนั้น พ่อจงอนุวัตรตามความปรารถนา ตามความชอบใจ อนุเคราะห์ชฎิลนั้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เราไปสู่ที่บำรุงชฎิลนั้นแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า 
               ดูก่อนคฤหบดี ท่านสบายดีดอกหรือ หรือว่าท่าน 
               จะให้นำเอาอะไรมา เหตุนั้นดาบสโกงนั้นอาศัย 
               มานะจึงโกรธเราว่า เราจะให้พระราชาฆ่าท่านเสีย 
               ในวันนี้ หรือจะให้ขับไล่เสียจากแว่นแคว้น 
                     พระราชาทรงปราบปัจจันตชนบทสงบแล้ว 
               ได้ตรัสถามชฎิลโกงว่า พระคุณท่านสบายดีหรือ 
               สักการะสัมมานะยังเป็นไปแก่พระคุณท่านหรือ. 
                     ชฎิลโกงนั้นทูลแด่พระราชาเหมือนว่าพระ 
               กุมารจะทำให้ฉิบหาย. พระราชาทรงสดับคำของ 
               ชฎิลโกงนั้น ทรงมีพระราชบัญชาว่า จงตัดศีรษะ 
               เสียในที่นี้นั่นแหละ จงสับฟันบั่นออกเป็น ๔ ท่อน 
               ทิ้งไว้ในท่ามกลางถนนให้คนเห็นว่า นั่นเป็นผล 
               ของคนเบียดเบียนชฎิล พวกเพชฌฆาตมีใจดุร้าย 
               ไม่มีสงสารเหล่านั้น เพราะมีพระราชบัญชา เมื่อ 
               เรานั่งอยู่บนตักของพระมารดา ก็ฉุดคร่านำเราไป. 
         บทว่า ตมหํ คนฺตฺวานุปฏฺฐานํ เราไม่ละเลยพระดำรัสของพระชนก ได้ไปเพื่อบำรุงดาบสโกงนั้น ได้เห็นดาบสโกงนั้นกำลังรดน้ำในพื้นที่ปลูกผัก ก็รู้ว่าดาบสนี้เป็นคนขายผัก จึงได้กล่าวคำนี้ว่า คฤหบดี ท่านสบายดีดอกหรือ. 
         อนึ่ง ท่านรดน้ำในพื้นที่ปลูกผัก ท่านได้รับเงินหรือทองบ้างหรือ. 
         อนึ่ง ท่านประพฤติเยี่ยงคนขายผัก. 
         บทว่า เตน โส กุปิโต อาสิ คือ ด้วยคำพูดที่เราเรียกว่าคฤหบดีนั้น ดาบสโกงอาศัยมานะติดแน่นอยู่ในมานะได้โกรธเรามาก. ถึงกับพูดว่า วันนี้เราจักให้พระราชาฆ่าท่านเสีย. หรือจะให้พระราชาขับไล่ท่านออกจากแว่นแคว้น. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ตุวํ อชฺช คือ ให้พระราชาฆ่าท่านเสีย. 
         อธิบายว่า ในเวลาที่พระราชาเสด็จมาในบัดนี้แหละ. 
         บทว่า นิเสธยิตฺวา ปจฺจนฺตํ ความว่า พระราชาทรงปราบชายแดนสงบแล้ว ยังไม่เสด็จเข้าพระนคร เสด็จไปพระราชอุทยานในขณะนั้นเองตรัสถามว่า พระคุณท่านสบายดีหรือ. สัมมานะยังเป็นไปแก่พระคุณท่านหรือ คือพระกุมารได้มาแสดงความนับถือพระคุณท่านบ้างหรือ. 
         บทว่า กุมาโร ยถา นาสิโย คือ ดาบสโกงนั้นได้ทูลแด่พระราชานั้น ดูเหมือนว่าพระกุมารจะทำให้ฉิบหายคือจะให้ฆ่าเสีย. 
         บทว่า อาณาเปสิ คือ พระราชาทรงดำริว่า เมื่อยังมีทิพพจักขุดาบสนี้ผู้เป็นเจ้านายของเราอยู่ อะไรเล่าจะไม่สำเร็จแก่เรา. เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องการบุตรแล้ว. ดาบสนี้ประเสริฐกว่าบุตร ดังนี้แล้ว จึงมีพระราชบัญชาบังคับ. 
         บทว่า สีสํ ตตฺเถว ฉินฺทิตฺวา พวกท่านจงตัดศีรษะของกุมารนั้น ในที่ที่พวกท่านเห็นแล้วจงสับฟันร่างของกุมารนั้นออกเป็น ๔ ท่อนเอาไปวางไว้กลางถนน กระจายให้เต็มถนนให้คนเห็น. 
         เพราะเหตุไร? 
         เพราะนั่นเป็นผลของคนเบียดเบียนชฎิล คือนั่นเป็นคติ นั่นเป็นความสำเร็จ นั่นเป็นผลของคนเบียดเบียนชฎิล. 
         อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ชฎิลหีฬิ ตา คือ นั่นเป็นการสำเร็จโทษพระกุมาร เพราะเหตุการเบียดเบียนชฎิล. 
         พึงทราบเนื้อความในบทนี้ด้วยประการฉะนี้. 
         บทว่า ตตฺถ คือ ในเพราะพระบัญชาของพระราชานั้น หรือในเพราะความเย้ยหยันดาบสนั้น.
         บทว่า การณิกา คือ เพชฌฆาตได้แก่โจรฆาต. 
         บทว่า จณฺฑา คือ ดุร้าย. 
         บทว่า ลุทฺทา คือ หยาบสิ้นดี. 
         บทว่า อการุณา เป็นไวพจน์ของบทว่า ลุทฺทา นั่นเอง. 
         บาลีว่า อกรุณา บ้าง. อธิบายว่า ไม่มีกรุณา. 
         บทว่า มาตุ องฺเก นิสินฺนสฺส คือ นั่งอยู่บนตักของพระสุธรรมาเทวีพระชนนีของเรา. 
         บทว่า นิสินฺนสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติ์ลงในอนาทร คือแปลว่าเมื่อ. 
         บทว่า อากฑฺฒิตฺวา นยนฺติ มํ คือ พวกเพชฌฆาตเหล่านั้นเอาเชือกฉุดคร่าเราดุจโค ซึ่งพระชนนีตกแต่งแล้วให้นั่งบนตักของพระองค์ นำไปฆ่าตามพระราชบัญชา. 
         ก็เมื่อพระกุมารถูกเพชฌฆาตนำไป พระสุธรรมาเทวีแวดล้อมด้วยหมู่ทาสีพร้อมด้วยพวกสนม แม้ชาวพระนครต่างก็พากันไปกับพระกุมารนั้น ด้วยคิดว่า พวกเราจักไม่ให้ฆ่าพระกุมารนั้นผู้ไม่มีความผิด. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เราได้กล่าวแก่เขาเหล่านั้นซึ่งกำลังผูกมัด 
               อย่างมั่นคงอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงพาเราไป 
               เฝ้าพระราชาโดยเร็ว ราชกิจของเรามีอยู่ เขา 
               เหล่านั้นเป็นคนลามกและคบกับคนลามก พา 
               เราไปเฝ้าพระราชา. 
                     เราไปเฝ้าพระราชาแล้วทูลให้เข้าพระทัย 
               และนำมาสู่อำนาจของเรา. 
         บทว่า พนฺธตํ คาฬฺหพนฺธนํ คือ พวกเพชฌฆาตเหล่านั้นผูกมัดอย่างมั่นคง. 
         บทว่า ราชกิริยานิ อตฺถิ เม คือ เรามีราชกิจที่จะต้องกราบทูลแด่พระราชา. เพราะฉะนั้น พวกท่านจงพาเราไปเฝ้าพระราชา เราได้กล่าวถ้อยคำอย่างนี้แก่พวกเพชฌฆาต. 
         บทว่า รญฺโญ ทสฺสยึสุ ปาปสฺส ปาปเสวิโน คือ พวกเพชฌฆาตคบคนลามก เพราะคบดาบสโกงผู้มีศีลลามก มีอาจาระลามกด้วยตนพาเราไปเฝ้าพระราชา. 
         บทว่า ทิสฺวาน ตํ สญฺญาเปสึ คือ เราไปเฝ้าพระราชากุรุพระชนกของเรา แล้วทูลถามว่า เพราะเหตุไร พระบิดาจึงให้ฆ่าลูกเสียเล่า พระเจ้าข้า. 
         เมื่อพระราชาตรัสว่า ก็เพราะเหตุไร เจ้าจึงเรียกทิพพจักขุดาบสผู้เป็นเจ้านายของพ่อด้วยคำว่าคฤหบดีเล่า. เจ้าทำผิดมาก. 
         พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระบิดา เมื่อข้าพระองค์กล่าวกะผู้ที่เป็นคฤหบดีว่าคฤหบดีดังนี้ จะมีความผิดได้อย่างไร? แล้วทูลต่อไปว่า ขอพระบิดาทรงเชื่อว่าดาบสนั้นปลูกไม้ดอกไม้ผลนานาชนิด แล้วขายดอกไม้ ผักและผลาผลเป็นต้น พวกขายพวงมาลัยและผักซื้อของเหล่านั้นจากมือดาบสนั้นทุกวัน แล้วโปรดทรงพิจารณาพื้นที่ปลูกไม้ดอกและพื้นที่ปลูกผักเถิด พระเจ้าข้า แล้วเราเข้าไปยังบรรณศาลาของดาบสนั้นให้พวกราชบุรุษของตน นำกหาปณะและภัณฑะที่ดาบสได้จากการขายดอกไม้เป็นต้น ให้พระราชาทรงรู้เห็น. เราให้พระราชาทรงทราบถึงความที่ดาบสนั้นเป็นดาบสโกงแล้ว. 
         บทว่า มมญฺจ วสมานยึ เรานำมาสู่อำนาจของเรา. 
         ความว่า ด้วยการให้ทรงเข้าพระทัยนั้น พระราชาทรงทราบดีว่า กุมารพูดจริง ดาบสโกงนี้ครั้งก่อนทำเป็นมีความมักน้อย เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนมักมาก เพราะเหตุนั้น เราจึงนำพระราชามาสู่อำนาจของเรา โดยที่พระองค์ทรงเบื่อหน่ายในดาบสนั้น แล้วตกอยู่ในอำนาจของเรา. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า เราควรเข้าป่าบวชดีกว่าอยู่ในสำนักของพระราชาผู้โง่เขลาเห็นปานนี้ แล้วทูลลาพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์ไม่ต้องการอยู่ในที่นี้. ขอพระองค์ทรงอนุญาต ข้าพระองค์จักบวช. 
         พระราชาตรัสว่า ลูกรักพ่อมิได้ใคร่ครวญบังคับให้ฆ่าลูก ลูกจงยกโทษให้พ่อเถิด แล้วให้พระมหาสัตว์ยกโทษให้ ตรัสว่า ลูกจงครองราชสมบัติเถิด. 
         พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระบิดา ในโภคสมบัติอันเป็นของมนุษย์จะมีอะไร. ลูกเคยเสวยโภคสมบัติอันเป็นทิพย์มาตลอดกาลนาน. ลูกยังไม่ติดในสมบัตินั้นเลย. ลูกจักบวชละ ลูกไม่ขออยู่ในสำนักของผู้ที่มีปัญญาโดยถูกผู้อื่นนำไปเป็นคนโง่เช่นนั้นแล้ว. 
         เมื่อจะทรงสั่งสอนพระราชา จึงทรงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้ว่า :- 
                     กรรมที่บุคคลไม่ใคร่ครวญแล้วทำลงไป 
               ไม่กำหนดความคิด เหมือนความวิบัติของยา 
               ย่อมเป็นผลชั่ว. อนึ่ง กรรมที่บุคคลใคร่ครวญ 
               ก่อนแล้วทำ กำหนดความคิดโดยชอบ เหมือน 
               สมบัติของยา ย่อมเป็นผลเจริญ. 
                     คฤหัสถ์เกียจคร้านบริโภคกาม ไม่ดีเลย 
               บรรพชิตไม่สำรวมก็ไม่ดี พระราชาไม่ใคร่ครวญ 
               แล้วทำลงไปก็ไม่ดี ผู้ที่เป็นบัณฑิตมักโกรธก็ไม่ดี. 
                     ข้าแต่ราชะผู้เป็นใหญ่ในทิศ กษัตริย์พึง 
               ใคร่ครวญก่อนแล้วทำ ไม่ใคร่ครวญก่อนแล้ว 
               ไม่ทำ. ยศและเกียรติย่อมเจริญแก่พระราชาผู้ 
               ใคร่ครวญก่อนแล้วทำ.
                     ข้าแต่พระภูมิบาล ผู้เป็นใหญ่ใคร่ครวญ 
               ก่อนแล้วจึงปรับสินไหม ย่อมอิ่มใจถึงสิ่งที่ทำ 
               แล้วโดยพลัน ประโยชน์ทั้งหลายของตนที่ด้วย 
               การตั้งใจชอบ ย่อมไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง. 
                     ผู้จำแนกกรรมทั้งหลายในโลกอันวิญญู- 
               ชนสรรเสริญแล้วอันมีสุขเป็นกำไร ทำกรรมอัน 
               ไม่ตามเดือดร้อน กรรมเหล่านั้นย่อมเป็นกรรม 
               อันบัณฑิตทั้งหลายเห็นชอบแล้ว. 
                     ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นใหญ่ในชน เพชฌ- 
               ฆาตสะพายดาบ นุ่งผ้าย้อมน้ำฝาดเดินมาจะฆ่า 
               ข้าพระองค์. ข้าแต่เทวะ ข้าพระองค์นั่งบนตัก 
               พระชนนี เพชฌฆาตเหล่านั้นฉุดคร่าข้าพระองค์ 
               อย่างรีบร้อน. ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ได้รับ 
               ทุกข์เผ็ดร้อนแสนสาหัส ได้ชีวิตอันเป็นที่รักหวาน 
               ซาบซึ้งใจ. วันนี้ข้าพระองค์พ้นจากการฆ่าได้ 
               ด้วยความยาก. ข้าพระองค์มีใจมุ่งต่อบรรพชา. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า อนิสมฺม คือ ไม่ใคร่ครวญ. 
         บทว่า อนวตฺถาย คือ ไม่กำหนด. 
         บทว่า เวภงฺโค คือ วิบัติ. 
         บทว่า วิปาโก คือ ความสำเร็จ. 
         บทว่า อสญฺญโต คือ ไม่สำรวม ทุศีล. 
         บทว่า ปณเยยฺย คือ พึงปรับ. 
         บทว่า เวคา คือ โดยเร็ว โดยพลัน. 
         บทว่า สมฺมาปณีธีจ คือ ด้วยการตั้งใจไว้โดยชอบ. อธิบายว่า ประโยชน์ทั้งหลายของคนที่ทำด้วยจิตตั้งไว้โดยแยบคาย. 
         บทว่า วิภชฺช คือ จำแนกด้วยปัญญาอย่างนี้ว่า กรรมนี้ควรทำ กรรมนี้ไม่ควรทำ ดังนี้. 
         บทว่า กมฺมายตนานิ คือ กรรมทั้งหลาย. 
         บทว่า พุทฺธานุมตานิ คือ อันบัณฑิตทั้งหลายเห็นชอบคือไม่มีโทษ. 
         บทว่า กฏุกํ คือ ข้าพระองค์ถึงมรณภัยอันเป็นทุกข์ ไม่น่ายินดี คับแค้น แสนสาหัส. 
         บทว่า ลทฺธ คือ ได้ชีวิต ด้วยกำลังความรู้ของตน. 
         บทว่า ปพฺพชฺชเมวาภิมโน คือ ข้าพระองค์มีจิตมุ่งต่อบรรพชา. 
         เมื่อพระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมอย่างนี้ พระราชาตรัสกับพระเทวีว่า ดูก่อนพระเทวี เธอจงยับยั้งโอรสไว้. แม้พระเทวีก็ทรงพอพระทัยการบวชของพระกุมารเหมือนกัน. 
         พระมหาสัตว์ถวายบังคมพระชนกชนนีแล้วทรงขอขมาว่า หากโทษมีอยู่แก่ข้าพระองค์ ขอได้ทรงโปรดยกโทษให้ข้าพระองค์เถิด แล้วทรงอำลามหาชนได้เสด็จบ่ายหน้าไปหิมวันตประเทศ. 
         ก็และเมื่อพระมหาสัตว์เสด็จไปแล้ว มหาชนพากันทุบตีชฎิลโกงจนถึงสิ้นชีวิต. 
         แม้พระโพธิสัตว์ก็รับสั่งให้ราชบุรุษมีอำมาตย์ราชบริษัท พร้อมด้วยชาวพระนครซึ่งมีหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาให้กลับ. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายพากันกลับ ทวยเทพมาในเพศของมนุษย์ นำพระโพธิสัตว์ล่วงเลยแนวภูเขา ๗ ลูก พระโพธิสัตว์บรรพชาเป็นฤๅษีอยู่ ณ บรรณศาลาที่วิษณุกรรมเนรมิตไว้ในหิมวันตประเทศ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
             พระบิดาขมาเราในที่นั้นแล้ว ได้พระราชทาน 
               ราชสมบัติอันใหญ่หลวงแก่เรา เรานั้นทำลาย 
      ความมืดมัว แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ตมํ ทาลยิตฺวา ได้แก่ กำจัดความมืดคือโมหะอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเห็นโทษในกาม. 
         บทว่า ปพฺพชึ คือ เข้าถึงแล้ว. บทว่า อนคาริยํ คือการบวช. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระองค์ทรงสละราชอิสริยยศนั้น ในกาลนั้น จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า น เม เทสฺสํ ความแห่งคาถานั้นมีนัยดังกล่าวแล้ว. 
         เมื่อพระมหาสัตว์บวชแล้วอย่างนี้ ทวยเทพมาด้วยเพศของปริจาริกาในราชตระกูล บำรุงพระมหาสัตว์นั้นตลอดเวลา ๑๖ ปี. พระมหาสัตว์ยังฌานและอภิญญาให้เกิด ณ ที่นั้นแล้วได้เสด็จเข้าถึงพรหมโลก. 
                          ดาบสโกงในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. 
พระชนนีคือพระมหามายา. 
                 มหารักขิตดาบสคือพระสารีบุตรเถระ. 
       โสมนัสสกุมารคือพระโลกนาถ. 
         พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมี ๑๐ โดยนัยดังกล่าวแล้วในยุธัญชยจริยานั้น. 
         แม้ในจริยานี้ท่านยกเนกขัมมบารมีขึ้นสู่เทศนา ว่าเป็นบารมียอดเยี่ยมอย่างยิ่ง. 
         อนึ่ง พึงทราบคุณานุภาพของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้ คือ 
         ความที่พระองค์สามารถในราชกิจทั้งหลายในขณะมีชนม์ได้ ๗ พระพรรษา. 
         การจับดาบสนั้นว่าเป็นชฎิลโกงได้. 
         ความไม่มีหวาดสะดุ้งเมื่อพระราชาทรงขวนขวายมีพระบัญชาให้ฆ่า. 
         การประกาศถึงความที่พระโพธิสัตว์เสด็จไปเฝ้าพระราชาแล้วแสดงโทษของชฎิลโกงโดยนัยต่างๆ และความที่พระองค์ไม่มีความผิด แล้วทรงเริ่มต่อว่าความที่พระราชามีปัญญาถูกคนอื่นนำไปและความเป็นพระราชาโง่ แม้เมื่อพระราชาทรงขอขมาแล้วก็ยังถึงความสังเวชจากการอยู่ในราชสำนัก และจากความเป็นใหญ่ในราชสมบัติ แม้พระราชาทรงวิงวอนมีประการต่างๆ ก็ทรงทอดทิ้งสิริราชสมบัติอันอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์แล้วดุจถ่มก้อนน้ำลายทิ้ง เป็นผู้ไม่มีจิตติดอยู่ในที่ไหนออกบวช. 
         ครั้นบวชแล้วยินดีในความสงัด ไม่ช้านักก็ทรงยังฌานและอภิญญาให้เกิด ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาโสมนัสสจริยาที่ ๒

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๑. ยุธัญชยจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

         อรรถกถายุธัญชยวรรคที่ ๓ การบำเพ็ญเนกขัมมบารมี 
         อรรถกถายุธัญชยจริยาที่ ๑
         พึงทราบวินิจฉัยในยุธัญชยจริยาที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๓ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า อมิตยโส คือ มีบริวารและสมบัติหาประมาณมิได้. 
         บทว่า ราชปุตฺโต ยุธญฺชโย คือ ชื่อยุธัญชย เป็นโอรสของพระราชาพระนามว่าสัพพทัตตะ ในรัมมนคร. 
         กรุงพาราณสีนี้ในอุทยชาดก ชื่อว่าสุรุนธนนคร. ในจูฬสุตโสมชาดก ชื่อว่าสุทัศนนคร. ในโสณนันทชาดก ชื่อว่าพรหมวัฑฒนนคร. ในขัณฑหาลชาดก ชื่อว่าบุบผวตีนคร. แต่ในยุธัญชยชาดก ชื่อว่ารัมมนคร. 
         บางครั้งชื่อของนครนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างนี้. 
         ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า พระราชบุตรเป็นโอรสของพระราชาพระนามว่าสัพพทัตตะ ในรัมมนคร. พระราชาพระองค์นั้นได้มีพระโอรส ๑,๐๐๐ องค์. พระโพธิสัตว์เป็นโอรสองค์ใหญ่. พระราชาพระราชทานตำแหน่งอุปราชให้. 
         พระโอรสนั้นทรงให้มหาทานทุกๆ วัน ตามนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         เมื่อกาลผ่านไปอย่างนี้ วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ขึ้นประทับรถอันประเสริฐแต่เช้าตรู่ เสด็จประพาสพระราชอุทยานด้วยสมบัติอันเป็นสิริใหญ่ ทอดพระเนตรเห็นหยาดน้ำค้างที่ค้างอยู่บนยอดไม้ ยอดหญ้า ปลายกิ่งและใยแมงมุมเป็นต้นมีลักษณะเหมือนข่ายแก้วมุกดา ตรัสถามว่า ดูก่อนสารถี นั่นอะไร. 
         ครั้นทรงสดับว่า นั่นคือหยาดน้ำค้างที่ตกในเวลามีหิมะ. ทรงเพลิดเพลินอยู่ ณ พระราชอุทยาน ตอนกลางวัน ครั้นตกเย็นเสด็จกลับ ไม่ทรงเห็นหยาดน้ำค้างเหล่านั้น จึงตรัสถามว่า ดูก่อนสารถี หยาดน้ำค้างเหล่านั้นหายไปไหนหมด. เดี๋ยวนี้เราไม่เห็นหยาดน้ำค้างเหล่านั้น. 
         ครั้นทรงสดับว่า เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นหยาดน้ำค้างทั้งหมดก็สลายละลายไป ทรงดำริว่า หยาดน้ำค้างเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วสลายไปฉันใด แม้สังขารคือชีวิตของสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ก็ฉันนั้น เช่นกับหยาดน้ำค้างที่ยอดหญ้า. เพราะฉะนั้น เราซึ่งยังไม่ถูกพยาธิ ชราและมรณะเบียดเบียนควรทูลลาพระมารดาพระบิดาออกบวช จึงทรงทำหยาดน้ำค้างให้เป็นอารมณ์ เห็นภพทั้งสามดุจถูกไฟไหม้ เสด็จมายังพระตำหนักของพระองค์ เสด็จไปเฝ้าพระบิดาซึ่งประทับอยู่ ณ โรงวินิจฉัยซึ่งประดับตกแต่งเป็นอย่างดี ถวายบังคมพระชนก ประทับยืนอยู่ข้างหนึ่งทูลขอบวช. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เราสลดใจเพราะเห็นหยาดน้ำค้างเหือดแห้ง 
               ไป เพราะแสงของดวงอาทิตย์. เราทำความไม่เที่ยง 
               ของหยาดน้ำค้างนั้นให้เป็นปุเรจาริก พอกพูนความ 
               สังเวช เราถวายบังคมพระบิดา ทูลขอบรรพชา. 
         ในบทเหล่านั้นบทว่า สูริยาตเป คือ เพราะแสงดวงอาทิตย์. การสัมผัสรัศมีดวงอาทิตย์. ปาฐะว่า สูริยาตเปน บ้าง. 
         บทว่า ปติตํ ทิสฺวาน เพราะทรงเห็นหยาดน้ำค้างเหือดแห้ง คือเพราะทรงแลดูหยาดน้ำค้างที่ค้างอยู่บนยอดต้นไม้เป็นต้นก่อนยังปรากฏอยู่ ครั้นต้องรัศมีดวงอาทิตย์ก็เหือดแห้งไป ด้วยปัญญาจักษุ. 
         บทว่า สํวิชึ คือ ทรงถึงความสลดพระทัยด้วยทรงมนสิการถึงความไม่เที่ยงว่า หยาดน้ำค้างเหล่านี้ฉันใด แม้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น มีสภาพแตกสลายไปอย่างรวดเร็ว. 
         บทว่า ตญฺเญวธิปตึ กตฺวา สํเวคมนุพฺรูหยึ คือ พระโพธิสัตว์ทรงกระทำความไม่เที่ยงของหยาดน้ำค้างนั้นนั่นเองให้เป็นใหญ่ เป็นประธาน เป็นหัวหน้า เป็นปุเรจาริก แล้วทรงมนสิการถึงความที่สังขารทั้งปวงมีเวลานิดหน่อย ตั้งอยู่ไม่นาน ทรงพอกพูนความสังเวชอันเกิดขึ้นครั้งเดียว ด้วยให้เกิดขึ้นบ่อยๆ. 
         บทว่า ปพฺพชฺชมนุยาจหํ คือ เราดำริว่าเราผู้ที่พยาธิชราและมรณะยังไม่ครอบงำในชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย อันไม่ตั้งอยู่นานดุจหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า ควรบวชแสวงหามหานิพพานอันเป็นอมตะ ซึ่งไม่มีพยาธิชราและมรณะเหล่านี้ แล้วเข้าไปเฝ้าพระมารดาพระบิดาถวายบังคมแล้วทูลขอบรรพชาว่า ขอพระมารดาพระบิดาจงทรงอนุญาตให้หม่อมฉันบวชเถิด. 
         เมื่อพระมหาสัตว์ทูลขออนุญาตบวชอย่างนี้แล้วได้เกิดโกลาหลใหญ่ทั่วพระนครว่า ได้ยินว่า พระอุปราชยุธัญชัยมีพระประสงค์จะทรงผนวช. 
         ก็สมัยนั้น ชาวแคว้นกาสีมาเพื่อจะเฝ้าพระราชาพากันเข้าไปในรัมมนคร. ทั้งหมดนั้นประชุมกัน. พระราชาพร้อมด้วยบริวาร ชาวนิคม ชาวชนบท พระมารดา พระเทวีของพระโพธิสัตว์และพวกสนมทั้งปวง พากันทูลห้ามพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่พระกุมารอย่าทรงบวชเลย. 
         บรรดาชนเหล่านั้น พระราชาตรัสว่า หากกามทั้งหลายของลูกยังพร่องอยู่ พ่อจะเพิ่มให้ลูก. วันนี้ขอให้ลูกครองราชสมบัติเถิด. 
         พระมหาสัตว์ทูลถึงความพอพระทัยในการบวชของพระองค์อย่างเดียวแด่พระบิดา ตรัสว่า :- 
                     ข้าแต่พระบิดาผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้น 
               ขอพระบิดาอย่าทรงห้ามลูกเลย ลูกสมบูรณ์ด้วย 
               กามทุกอย่าง อย่าตกไปในอำนาจของชราเลย. 
         เมื่อพระมารดาพร้อมด้วยพวกสนมคร่ำครวญอยู่อย่างน่าสงสาร จึงทูลถึงเหตุแห่งการบวชของพระองค์ว่า:- 
                     อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ก็เหมือนน้ำค้าง 
               บนยอดหญ้า พอดวงอาทิตย์ขึ้นก็เหือดแห้งไป 
               ข้าแต่พระมารดา ขอพระมารดาอย่าห้ามลูกเลย.
         แม้เมื่อพระมารดาพระบิดาทรงห้ามอยู่ ก็มิได้มีพระทัยท้อถอยเพราะความสังเวชพอกพูนเป็นอย่างยิ่ง มิได้มีพระทัยห่วงใยในพระประยูรญาติหมู่ใหญ่อันเป็นที่รักและในราชอิสสริยยศอันโอฬาร ทรงบรรพชาแล้ว. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     มหาชนพร้อมทั้งชาวนิคม ทั้งชาวแว่นแคว้น 
               ประนมอัญชลีอ้อนวอนเรา. พระบิดาตรัสว่า วันนี้ 
               ลูกจงปกครองแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลเถิด. 
               เมื่อมหาชนพร้อมทั้งพระบิดา นางสนม ชาวนิคม 
               และชาวแว่นแคว้นร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร. 
               เราไม่ห่วงใย สละไปแล้ว. 
         ในบทเหล่านั้นบทว่า ปญฺชลิกา คือ ประคองอัญชลี. 
         บทว่า สเนคมา สรฏฺฐกา คือ ราชบุรุษทั้งปวงพร้อมด้วยชาวนิคมและชาวแว่นแคว้นพากันอ้อนวอนเราว่า ข้าแต่เทวะ ขอพระองค์อย่าทรงผนวชเลย. 
         พระมารดาพระบิดาตรัสว่า ลูกจงครองราชสมบัติในวันนี้เถิด. คือจงปกครองแผ่นดินอันใหญ่นี้ อันกว้างใหญ่ด้วยความเจริญยิ่งของบ้านนิคมและราชธานีและด้วยถึงความไพบูลย์อันไพศาล ด้วยความสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สารและด้วยความงอกงามของพืชพรรณมีข้าวกล้าเป็นต้น. 
         พระมารดาพระบิดารับสั่งให้ยกเศวตฉัตรแล้วทรงขอร้องว่า ลูกจงครองราชสมบัติเถิด. 
         ก็เมื่อมหาชนพร้อมด้วยพระราชา นางสนม ชาวนิคม ชาวแว่นแคว้นร้องไห้ คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร โดยอาการที่ความกรุณาอันใหญ่ย่อมมีแม้แก่ผู้ฟัง ไม่ต้องพูดถึงผู้เห็นเราไม่ห่วงใย ไม่เกาะเกี่ยวในบุคคลนั้นๆ บวชแล้วในกาลนั้นเอง ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงว่า เราละสิริราชสมบัติเช่นกับสมบัติจักรพรรดิ พระประยูรญาติอันเป็นที่รัก ไม่ห่วงใย สละปริวารชน คนสนิทและยศอันใหญ่ที่ชาวโลกเขาเพ่งเล็งกันได้ ตรัสพระคาถาสองคาถาว่า :- 
                  เราสละราชสมบัติในแผ่นดิน หมู่ญาติ บริวารชน 
            และยศศักดิ์ทั้งสิ้นมิได้คิดถึงเลย เพราะเหตุแห่งโพธิญาณ 
            เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หามิได้ เราจะเกลียดยศ 
            ศักดิ์อันยิ่งใหญ่ก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รัก 
            ของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงสละราชสมบัติ ดังนี้. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า เกวลํ แปลว่า สิ้นเชิง. 
         อธิบายว่า เราสละตำหนักนางสนมจนหมดสิ้น และแผ่นดินมีมหาสมุทรเป็นที่สุด ด้วยประสงค์จะบวช ไม่คิดถึงอะไรๆ เพราะเหตุแห่งโพธิญาณอย่างเดียวว่า เราสามารถบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้ด้วยอาการอย่างนี้. 
         อธิบายว่า เราไม่เกิดความเกี่ยวเกาะในสิ่งนั้นแม้แต่น้อย. 
         บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเราจะเกลียดพระมารดาพระบิดา ยศศักดิ์อันยิ่งใหญ่และราชสมบัติก็หามิได้ เรารักทั้งนั้น. แต่พระสัพพัญญุตญาณเท่านั้นเป็นที่รักของเรายิ่งกว่าสิ่งเหล่านั้นร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า ฉะนั้น เราจึงสละราชสมบัติกับพระมารดาเป็นต้น ในกาลนั้นได้ด้วยประการฉะนี้. 
         เมื่อพระมหาสัตว์ทรงสละทุกสิ่งทุกอย่าง เสด็จออกบวช. ยุธิฏฐิลกุมารพระกนิษฐาของพระโพธิสัตว์นั้นถวายบังคมพระชนก ทรงขออนุญาตบวชติดตามพระโพธิสัตว์. ทั้งสองกษัตริย์ก็ออกจากพระนคร รับสั่งให้มหาชนกลับ เสด็จเข้าป่าหิมวันตะ สร้างอาศรมบทในที่น่าพอใจ ทรงบวชเป็นฤๅษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิด ทรงเลี้ยงชีวิตด้วยรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นต้นจนตลอดพระชนม์ แล้วก็เสด็จไปสู่พรหมโลก. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               พระกุมารทั้งสอง คือ ยุธัญชยะและยุธิฏฐิละ 
               ละพระมารดาพระบิดา ตัดความข้องของมัจจุ 
               ออกบวชแล้ว. 
         ในบทเหล่านั้นบทว่า สงฺคํ เฉตฺวาน มจฺจุโน คือ พระกุมารตัดความข้อง คือราคะโทสะโมหะอันเป็นของมีอยู่ เพราะเป็นเหตุทำร่วมกันกับมัจจุมารด้วยการข่มใจไว้ แล้วบวช. 
         พระมารดาพระบิดาในครั้งนั้นได้เป็นมหาราชตระกูลในครั้งนี้.
         ยุธิฏฐิลกุมาร คือพระอานนทเถระ. 
         ยุธัญชย คือพระโลกนาถ. 
         การบริจาคมหาทานเมื่อก่อนบวชและการสละราชสมบัติเป็นต้นของพระมหาสัตว์นั้นเป็นทานบารมี. 
         การสำรวมกายวาจาเป็นศีลบารมี. 
         การบรรพชาและการบรรลุฌานเป็นเนกขัมมบารมี. 
         ปัญญาเริ่มต้นด้วยทำมนสิการโดยความเป็นของไม่เที่ยง จนบรรลุอภิญญาเป็นที่สุดและปัญญา กำหนดธรรมเป็นอุปการะและไม่เป็นอุปการะแห่งทานเป็นต้น เป็นปัญญาบารมี. 
         ความเพียรยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จในที่ทั้งปวงเป็นวีริยบารมี. 
         ญาณขันติและอธิวาสนขันติเป็นขันติบารมี. 
         การไม่พูดผิดจากคำปฏิญญา ชื่อว่าสัจจบารมี. 
         การตั้งใจสมาทานอันไม่หวั่นไหวในที่ทั้งปวง ชื่อว่าอธิษฐานบารมี. 
         เพราะจิตคิดแต่ประโยชน์ในสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยอำนาจแห่งเมตตาพรหมวิหาร ชื่อว่าเมตตาบารมี. 
         ด้วยการวางเฉยในความผิดปกติที่ทำแล้วในสัตตสังขาร และด้วยอุเบกขาพรหมวิหาร ชื่อว่าอุเบกขาบารมี 
         เป็นอันได้บารมี ๑๐ ด้วยประการดังนี้. 
         แต่พึงทราบโดยความพิเศษว่าเป็นเนกขัมมบารมี. 
         อนึ่ง แม้ในจริยานี้พึงเจาะจงกล่าวถึงอัจฉริยคุณของพระมหาบุรุษ ตามสมควรดุจในอกิตติจริยา. 
         สมดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เอวํ อจฺฉริยา เหเต, อพฺภูตา จ มเหสิโน ฯลฯ ธมฺมสฺส อนุธมฺมโต มีใจความดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้นๆ.
จบอรรถกถายุธัญชยจริยาที่ ๑

25 ธันวาคม 2568

บทที่ 20 โจโฉจัดคณะล่าสัตว์ ตงเฉิงได้รับพระราชโองการลับในวัง นิยายรักสามก๊ก 三國演烹 三国演义 Romance of the Three Kingdoms

                        สามก๊ก (三國演義; 三国演义; Sānguó Yǎnyì)เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 ที่เชื่อกันว่าประพันธ์โดยหลัว กวนจง เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่วุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นในปี ค.ศ. 169 และสิ้นสุดลงด้วยการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวในปี ค.ศ. 280 โดยราชวงศ์จินตะวันตก นวนิยายเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจาก บันทึกสามก๊ก (三國志)ที่เขียนโดยเฉินโชว 
                       เรื่องราวนี้ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และเทพนิยาย นำเสนอชีวิตของขุนนางและข้าราชบริพารที่พยายามจะเข้ามาแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย หรือฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แม้ว่านวนิยายจะติดตามตัวละครนับร้อย แต่จุดสนใจหลักอยู่ที่กลุ่มอำนาจสามกลุ่มที่เกิดขึ้นจากซากปรักหักพังของราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็ก่อตั้งเป็นสามรัฐ ได้แก่ โจเว่ย ซู่ฮั่น และอู่ตะวันออก นวนิยายกล่าวถึงแผนการ การต่อสู้ส่วนตัวและทางทหาร การชิงอำนาจ และการต่อสู้ดิ้นรนของรัฐเหล่านี้เพื่อครองความเป็นใหญ่เป็นเวลาเกือบ 100 ปี 
                        สามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่นวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมจีน มีจำนวนคำทั้งหมด 800,000 คำ และตัวละครเอกเกือบพันตัว (ส่วนใหญ่เป็นตัวละครทางประวัติศาสตร์) ใน 120 บท นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ได้รับความรักมากที่สุดในเอเชียตะวันออก และอิทธิพลทางวรรณกรรมในภูมิภาคนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับผลงานของเชกสเปียร์ที่มีต่อวรรณกรรมอังกฤษ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านกันอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนยุคปลายจักรวรรดิและยุคใหม่ เฮอร์เบิร์ต ไจล์สกล่าวว่าในหมู่ชาวจีนเอง นวนิยายเรื่องนี้ถือเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
วีดีโอ : สามก๊ก 2010 ตอนที่ 20 ช่อง 13 Three Kingdoms
ก่อนหน้า👩🏽‍🎤                                                       🧚🏻‍♂️อ่านต่อ
                        ในขณะที่โจโฉกำลังชักดาบขึ้นและกำลังจะสังหารจางเหลียว เสวียนเต๋อก็คว้าแขนเขาไว้ และหยุนฉางก็คุกเข่าลงต่อหน้าเขา
                        “ผู้ชายที่เปิดเผยความในใจอย่างเขา สมควรได้รับการรักษาไว้”  ซวนเต๋อกล่าว และหยุนฉางกล่าวเสริมว่า “ข้าเชื่อมาตลอด ว่า เหวินหยวนเป็นคนซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ข้าจะรับรองเขาด้วยชีวิตของข้าเอง”
                        โจโฉโยนดาบทิ้งแล้วยิ้ม “ข้ารู้ดีถึงความภักดีและความถูกต้องของเหวินหยวน ข้าแค่หยอกล้อเขาเท่านั้น”
 และเขาก็ปลด พันธนาการของ จางเหลียวถอดเสื้อคลุมของตนเองแล้วสวมให้จางเหลียวจากนั้นก็พาเขาไปยังที่นั่งอันทรงเกียรติ ด้วยความซาบซึ้งในความรักใคร่ที่แสดงออกมาจางเหลียวจึงยอมจำนน และโจโฉได้แต่งตั้งเขาเป็นแม่ทัพแห่งข้าราชบริพารและขุนนางในแดนข้าศึก โจโฉส่งจางเหลียวไปเกลี้ยกล่อมจางปา ให้ ยอมจำนนเช่นกัน และเมื่อจางปาทราบว่าลู่ปู้ตายแล้วและจางเหลียวยอมจำนนแล้ว เขาก็นำกองกำลังของตนไปยอมจำนน เช่นกัน โจโฉ จึง ให้รางวัลแก่เขาอย่างมากมายจางปาจึงเกลี้ยกล่อมซุนกวนอู๋ตุนและหยินหลี่ให้มายอมจำนนด้วยเช่นกัน มีเพียงฉางซี เท่านั้น ที่ยังไม่ยอมจำนนโจโฉแต่งตั้งจางปาเป็นเสนาบดีของเจ้าชายแห่งหลางเย่ ขณะที่ซุนกวนและคนอื่นๆ ก็ได้รับตำแหน่งและได้รับมอบหมายให้ดูแลปกป้องส่วนต่างๆ ของชิงโจวและซูโจวตามแนวชายฝั่ง ภรรยาและลูกสาวของ ลู่ปู้ถูกย้ายไปที่เมืองหลวงซู่ตู
                        หลังจากที่ทหารได้รับรางวัลเป็นงานเลี้ยงฉลองแล้ว ค่ายก็ถูกยุบ และกองทัพก็เดินทัพกลับสู่เมืองหลวง ขณะที่พวกเขาผ่านเมืองซูโจว ประชาชนต่างยืนเรียงรายตามถนนและจุดธูปเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ชนะ และพวกเขาก็ขอให้ข้าหลวงหลิวอยู่ประจำการในภูมิภาคนี้เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ว่าราชการต่อไป
                        เฉาเฉากล่าวกับพวกเขาว่า “ข้าราชบริพารหลิวได้ทำคุณประโยชน์อย่างมาก ก่อนอื่นให้เขาเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชทานบรรดาศักดิ์แก่เขาเสียก่อน จากนั้นค่อยมีเวลาให้เขากลับ” ประชาชนต่างก้มลงคำนับด้วยความกตัญญู ในขณะเดียวกันเฉาเฉา ได้มอบหมายให้ เฉอโจวแม่ทัพรถม้าและทหารม้าจัดการกิจการในเมืองซูโจว เมื่อ กองทัพของ โจโฉกลับถึงเมืองหลวงแล้ว เขาได้มอบยศและรางวัลแก่ผู้ที่ร่วมเดินทางไปในสงคราม และให้ซวนเต๋อ พัก ในห้องทำงานที่ต่อเติมจากห้องทำงานของเขาเอง วันรุ่งขึ้น ขณะที่จักรพรรดิเซียนทรงจัดราชสำนักโจโฉได้ยื่นคำร้องยกย่องความสำเร็จทางการทหารของซวนเต๋อ และเมื่อเขาให้ คนนำซวนเต๋อ เข้าเฝ้า ซวนเต๋อปรากฏตัวในชุดราชสำนักและถวายความเคารพที่เชิงบันไดทางขึ้นห้องโถงจักรพรรดิเซียนทรงเรียกเขาขึ้นไปในห้องโถงและตรัสถามว่า “เจ้ามีเชื้อสายใด” ซวนเต๋อตอบว่า “ข้าเป็นทายาทของเจ้าชายจิงแห่งจงซานดังนั้นข้าจึงสืบเชื้อสายมาจากจักรพรรดิจิงผู้กตัญญู ข้าเป็นหลานของหลิวซงและเป็นบุตรของหลิวหง ”
                        จักรพรรดิมีพระราชดำรัสให้เหล่าเสนาบดีตรวจสอบหนังสือลำดับวงศ์ตระกูล และเสนาบดีฝ่ายราชวงศ์จึงอ่านออกเสียงว่า:
 “จักรพรรดิกตัญญู Jing มีพระราชโอรส 14 พระองค์ โดยมีเจ้าชาย Jing แห่ง Zhongshan Liu Sheng เป็นองค์ที่ 7 Liu Shengสืบเชื้อสายมาจาก Marquis of Lucheng District, Liu Zhen Liu Zhenสืบเชื้อสายมาจาก Marquis of Pei, Liu Ang Liu Ang สืบเชื้อสายมาจาก Marquis of Zhang, Liu Lu Liu Lu สืบเชื้อสายมาจาก Marquis of Yishui, Liu Lian Liu Lian สืบเชื้อสายมาจาก Liu Ying เป็นลูกหลาน ของ Marquis แห่ง Zuyi, Liu Shu เป็นลูกหลานของ Marquis แห่ง Qiyang, Liu Yi หยวนเจ๋อ, หลิวปี้ หลิวเป่ย เป็นบุตรชายของหลิว ต้า เจ้าเมืองอิงฉวน หลิว ต้า เป็นบุตรชายของหลิว ปูยอี้ เจ้าเมืองเฟิง หลิง หลิว ปูยอี้ เป็นบุตรชายของหลิว ฮุย เจ้าเมืองจี้ ฉวน หลิว ฮุย เป็นบุตร ชายของ หลิว ซง เจ้าเมืองฟานในมณฑลตงหลิวซง เป็นบุตรชายของ หลิว หงผู้ซึ่งไม่ได้ดำรงตำแหน่งใดๆ และหลิว เป่ยเป็นบุตรชายของหลิว หง ”
 เมื่อ จักรพรรดิเซียนสืบย้อนลำดับวงศ์ตระกูลของตนเองจากลำดับชั้น ทางสังคม พบว่าซวนเต๋อมีอาวุโสกว่าพระองค์หนึ่งรุ่น ด้วยความยินดี พระองค์จึงเชิญซวนเต๋อเข้าไปในห้องด้านข้างเพื่อแสดงความเคารพในฐานะหลานชายต่อลุง และพระองค์ทรงคิดในใจว่า “ โจโฉใช้อำนาจในทางที่ผิด และกิจการบ้านเมืองทั้งหมดไม่ได้มาจากความประสงค์ของข้า แต่บัดนี้ข้ามีลุงผู้กล้าหาญเช่นนี้แล้ว ข้าก็จะมีผู้ช่วยเหลือ!” ดังนั้นพระองค์จึงแต่งตั้งซวนเต๋อเป็นแม่ทัพฝ่ายซ้ายและเจ้าเมืองอี้เฉิง เมื่อการเลี้ยงฉลองสิ้นสุดลงซวนเต๋อได้กล่าวขอบคุณจักรพรรดิสำหรับพระราชทานพระบรมราชานุญาต แล้วก็เสด็จออกจากราชสำนัก และนับจากนั้นเป็นต้นมา ผู้คนจึงเรียกเขาว่า ลุง หลิวแห่งจักรพรรดิ
                        เมื่อโจโฉกลับไปที่ห้องทำงานซุนหยูและที่ปรึกษาคนอื่นๆ ก็เข้าไปพบเขาและบอกว่า “ท่านผู้ทรงเกียรติ เราเกรงว่าท่านคงไม่ได้รับสิ่งดีใดๆ จากการที่โอรสแห่งสวรรค์ทรงแต่งตั้งหลิวเป่ยเป็นลุง”
 “ถ้าหากเขาได้รับการยืนยันว่าเป็นลุงแล้ว” เฉาเฉาตอบ “ในเมื่อข้าสามารถใช้พระราชโองการของพระโอรสสวรรค์สั่งการเขาได้ เขาก็ยิ่งไม่กล้าปฏิเสธมากกว่าเดิมเสียอีก ไม่ต้องพูดถึงว่าตราบใดที่ข้ากักตัวเขาไว้ที่ซู่ตู ข้าก็สามารถอ้างได้ว่าต้องการให้เขาอยู่ใกล้ชิดกับจักรพรรดิ ในขณะที่แท้จริงแล้วข้าควบคุมเขาไว้ในกำมือ ข้าจะกลัวอะไรเล่า? คนที่ทำให้ข้ากังวลจริงๆ คือแม่ทัพใหญ่หยางเปียวเพราะเขามีสายสัมพันธ์กับหยวนซู่ถ้าหากเขาคิดสมคบคิดกับสองหยวนจากภายในเมืองหลวง เขาอาจก่อความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้ ข้าควรจะกำจัดเขาเสียเดี๋ยวนี้”
                        ดังนั้นโจโฉจึงแอบส่งคนไปใส่ร้ายหยางเปียวโดยอ้างว่าเขาติดต่อกับหยวนซู่และด้วยข้อกล่าวหานี้เอง โจโฉจึงจับกุมหยางเปียวและคุมขัง พร้อมทั้งสั่งให้หม่านฉงดำเนินคดี
                        ในเวลานั้น คงหรง เจ้าเมืองโป๋ไห่ ก็ อยู่ที่เมืองหลวงเช่นกัน เขาตำหนิโจโฉว่า “ หยางเปียว มาจากตระกูลที่มีชื่อเสียงด้านความซื่อสัตย์และคุณธรรมมาสี่ชั่วอายุคนแล้ว ท่านจะมากล่าวหาเขาเพราะตระกูลหยวน ได้อย่างไร?”
                        “แต่นี่เป็นเรื่องของศาล” เฉาเฉาประท้วง
                        “และข้าคิดว่าหากกษัตริย์เฉิงแห่งโจวต้องการประหารดยุคแห่งเส้า พระอนุชาของพระองค์คือดยุคแห่งโจวก็คงจะยอมแพ้เช่นกันใช่ไหม?” คงหรงกล่าว
                        ด้วยเหตุนี้ โจโฉจึงรู้สึกว่าจำเป็นต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง จึงสั่ง ปลด หยางเปียวออกจากตำแหน่งและส่งเขากลับไปยังที่ดินของตน
                        ด้วยความขุ่นเคืองต่อ การครอบงำราชสำนักของ โจโฉหนึ่งในข้าราชบริพารนามนามว่าจ้าวเหยียน จึงส่งคำร้องตำหนิโจโฉในข้อหาจับกุมเสนาบดีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพระราชโองการโจโฉพิธจึงสั่ง จับกุมและสังหาร จ้าวเหยียน เหล่าข้าราชบริพารทุกคนต่างหวาดกลัวจนตัวสั่น
                        ที่ปรึกษาเฉิงหยูโน้มน้าวโจโฉว่า “ ท่านผู้ทรงเกียรติ ชื่อเสียงของท่านเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ทำไมไม่ฉวยโอกาสนี้ขึ้นเป็นกษัตริย์หรือเจ้าผู้ปกครองด้วยตัวของท่านเองล่ะ?”
                        เขาตอบว่า “ยังมีผู้สนับสนุนราชสำนักมากเกินไป ผมไม่สามารถทำอะไรอย่างหุนหันพลันแล่นได้ ผมจะเชิญพระบุตรแห่งสวรรค์ไปล่าสัตว์เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของผู้คน”
                        และเขาได้คัดเลือกม้าที่วิ่งเร็ว เหยี่ยวที่มีชื่อเสียง และสุนัขล่าสัตว์สายพันธุ์ดี พร้อมทั้งเตรียมธนูและลูกธนูให้พร้อม
                        เมื่อโจโฉรวบรวมทหารอยู่นอกเมืองแล้ว เขาก็เข้าไปในวังเพื่อเชิญโอรสแห่งสวรรค์ไปล่าสัตว์จักรพรรดิเซียนตรัสว่า “ข้าเกรงว่าการไปล่าสัตว์นั้นไม่เหมาะสม”
 โจโฉตอบว่า “แม้แต่กษัตริย์ในสมัยโบราณก็ยังมีพิธีล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว โดยออกไปล่าสัตว์ในบริเวณรอบเมืองหลวงในแต่ละฤดูกาล เพื่อแสดงวีรกรรมทางการทหารแก่แผ่นดิน และเนื่องจากแผ่นดินในสี่ทะเลกำลังวุ่นวาย การใช้โอกาสการล่าสัตว์เพื่อเสริมสร้างกำลังพลจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม” จักรพรรดิไม่กล้าปฏิเสธ ดังนั้นจักรพรรดิจึงเสด็จเข้าร่วมขบวนล่าสัตว์ด้วยเครื่องทรงครบชุด: ทรงม้ามีอานและทรงถือคันธนูประดับลวดลายพร้อมลูกธนูปลายทอง ขณะที่ขบวนเสด็จติดตามมาข้างหลังซวนเต๋อและพระอนุชาของพระองค์ก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย แต่ละคนถือคันธนูและลูกธนู สวมเกราะไว้ใต้ฉลองพระองค์ และทรงถืออาวุธนำเหล่าทหารม้าหลายสิบคนร่วมขบวนแห่รถม้าออกจากเมืองหลวง
 โจโฉขี่ม้าสีน้ำตาลอ่อนชื่อ “สายฟ้าแลบ ” นำทัพทหารหนึ่งแสนนายคุ้มกันจักรพรรดิไปล่าสัตว์ที่ซู่เถียน ทหารกระจายกำลังออกเป็นวงล้อมขนาดใหญ่ กว้างกว่าสองร้อยลี้ โจโฉขี่ ม้า เคียงข้างจักรพรรดิโดยผลัดกันนำหน้า ขณะที่คนสนิทของเขาทั้งหมดขี่ตามหลังมาอย่างใกล้ชิด ส่วนข้าราชการและทหารคนอื่นๆ ขี่ตามอยู่ห่างๆ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้กว่านี้ ขณะที่จักรพรรดิเซียนกำลังควบม้าไปยังซู่เถียนหลิวซวนเต๋อได้ถวายความเคารพต่อพระองค์ขณะยืนอยู่ข้างทาง
                        “ข้าอยากเห็นลุงของข้าแสดงฝีมือการล่าสัตว์” จักรพรรดิกล่าว
                        ซวนเต๋อขึ้นม้าทันที ทันใดนั้นกระต่ายตัวหนึ่งก็กระโดดออกมาจากพุ่มไม้ซวนเต๋อจึงยิงธนูและยิงโดนมันด้วยลูกแรก
                        จักรพรรดิทรงประทับใจกับภาพที่เห็นมาก จึงทรงขี่ม้าไปตามเนินเขา ทันใดนั้นกวางตัวหนึ่งก็วิ่งออกมาจากพุ่มไม้ พระองค์ทรงยิงธนูสามดอกใส่กวาง แต่พลาดเป้าทั้งหมด
                        เขาหันไปทางโจโฉแล้วพูดว่า “เจ้าจงยิงมัน”
                        โจโฉหยิบเอาคันธนูประดับทองคำและลูกธนูปลายทองของโอรสสวรรค์มาใช้ แล้วง้างลูกธนูยิงกวางเข้าที่หลังด้วยลูกธนูเพียงดอกเดียว ทำให้กวางล้มลงไปในพงหญ้า
                        เมื่อเหล่าข้าราชบริพารเห็นลูกศรปลายทองปักอยู่ในบาดแผล พวกเขาก็สรุปได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของโอรสแห่งสวรรค์ และพากันรีบวิ่งไปหาจักรพรรดิเซียนพลางตะโกนว่า “ทรงพระเจริญ!” แต่โจโฉกลับขี่ม้าออกมา เบียดผ่านจักรพรรดิ ไป และตอบรับคำแสดงความยินดีแทน ทุกคนต่างหน้าซีดเผือด
 ด้านหลังซวนเต๋อคือหยุนฉางที่กำลังโกรธจัด คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างอ่อนโยน ดวงตาสีแดงดุจนกฟีนิกซ์เบิกกว้าง เขาชักดาบขึ้นและควบม้าไปข้างหน้าด้วยความตั้งใจจะฟันโจโฉแต่เมื่อซวนเต๋อเห็นเขา เขาก็รีบโบกมือเรียกให้หยุนฉางถอยกลับ และเมื่อเห็นปฏิกิริยาของพี่ชายท่านกวนก็ไม่กล้าขยับไปไหนอีก จากนั้นซวนเต๋อจึงโค้งคำนับให้โจโฉเพื่อแสดงความยินดีว่า “เป็นการยิงที่ยอดเยี่ยมมาก ท่านอัครมหาเสนาบดี มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้!”
                        “เป็นเพียงพรจากพระโอรสแห่งสวรรค์ที่ส่งผลมาถึงข้าบ้างเล็กน้อย” โจโฉ ตอบ พร้อมรอยยิ้ม
                        จากนั้นเขาก็หันม้าของเขาไปทางพระบุตรแห่งสวรรค์และแสดงความยินดีกับพระองค์เช่นกัน แต่แทนที่จะมอบคันธนูที่ประดับประดาอย่างสวยงามคืน เขากลับสะพายมันไว้บนไหล่ของตนเอง
                        การล่าสัตว์สิ้นสุดลงด้วยงานเลี้ยง และเมื่อการบันเทิงจบลง พวกเขาก็กลับไปยังเมืองหลวง โดยทุกคนต่างยินดีที่ได้พักผ่อนหลังจากการเดินทาง
                        หยุนฉางถามซวนเต๋อว่า “พี่ชาย ทำไมท่านถึงห้ามไม่ให้ข้าสังหารโจโฉ ผู้ก่อกบฏ และกำจัดภัยคุกคามต่อรัฐ? เขาโกงเจ้านายและดูหมิ่นพระมหากษัตริย์”
                        “มันเหมือนกับสุภาษิตโบราณที่ว่า ‘อยากจะตีหนู แต่ลังเลกลัวจะทำแจกันแตก’ ” ซวนเต๋อกล่าวกับเขา “
                        โจโฉอยู่ห่างจากจักรพรรดิเพียงแค่หัวม้า ขณะที่เหล่าข้าราชบริพารล้อมรอบอยู่เต็มไปหมด น้องชาย ถ้าหากเจ้าฟาดฟันออกไปด้วยความโกรธนั้น สมมติว่าเจ้าพลาดไปทำร้ายโอรสแห่งสวรรค์แทน พวกเราต่างหากที่จะต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ”
                        [Liu Bei มีแนวโน้มจะอ้างอิงถึงนักวิชาการ Han Jia Yi]
                        “หากเราไม่กำจัดกบฏคนนี้ในวันนี้ เขาจะต้องก่อภัยพิบัติอย่างแน่นอน” หยุนชางกล่าว
                        “แต่จงระมัดระวังเถิด น้องชาย เรื่องเช่นนี้ไม่ควรนำมาพูดคุยกันเล่นๆ”
                        ในขณะเดียวกันจักรพรรดิเซียนเสด็จกลับพระราชวัง และทรงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการล่าสัตว์ให้พระนางฟู่ฟังด้วยน้ำตา
 “นับตั้งแต่ข้าขึ้นครองราชย์ ก็มีแต่คนชั่วช้าเจ้าเล่ห์เข้ามาปกครอง เริ่มจากแผนการของตงจั่วต่อด้วยความวุ่นวายของหลี่เจว่และกัวซื่อแม้แต่สามัญชนก็ยังไม่เคยต้องทนทุกข์ทรมานอย่างที่ท่านและข้าได้ประสบมา แล้วเมื่อได้โจโฉมาเป็นขุนศึก ข้าคิดว่าเขาจะเป็นขุนศึกที่คอยปกป้องเกียรติภูมิ ไม่สงสัยเลยว่าเขาจะครอบงำประเทศและใช้อำนาจในทางที่ผิด มอบความมั่งคั่งและอำนาจให้แก่ใครก็ได้ตามใจชอบ แต่ทุกครั้งที่ข้าพบเขา ข้ารู้สึกเหมือนมีหนามตำใจ และวันนี้ที่งานล่าสัตว์ เขายังรับคำแสดงความยินดีแทนตัวเองอีก ความไม่เคารพของเขาจะเลวร้ายไปกว่านี้ได้อีกแค่ไหนกัน เขาจะต้องวางแผนชั่วร้ายอะไรสักอย่างในไม่ช้าก็เร็ว และใครจะรู้ว่าเราจะต้องพบกับความตายแบบไหนกัน?”
                        ["หนามที่แทงหลังข้า" น่าจะหมายถึงความไม่สบายใจที่จักรพรรดิซวนแห่งฮั่นรู้สึกทุกครั้งที่พบกับผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฮั่วกวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการเดินทางไปยังวัดบรรพบุรุษด้วยกันครั้งหนึ่ง]
                        “ในราชสำนักที่เต็มไปด้วยเหล่าเสนาบดีที่เคยรับใช้ราชวงศ์ฮั่นจะมีสักคนไหมที่จะช่วยกอบกู้รัฐไว้ได้?” นางกล่าว
                        คำพูดเหล่านั้นยังไม่ทันออกจากปากดี ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาและประกาศว่า “อย่าได้กังวลไปเลย ฝ่าบาท! ข้าพเจ้ามีคนที่เหมาะสมที่จะกำจัดภัยคุกคามต่อรัฐนี้ได้แล้ว”
                        จักรพรรดิเซียนหันไปมอง และเห็นว่าเป็นฟู่ว่าน พระบิดาของจักรพรรดินี ฟู่
                        “ท่านเองก็เคยได้ยินเรื่อง ความประพฤติที่ไร้ศีลธรรมและวิปริตของ โจโฉหรือ?” จักรพรรดิกล่าวพลางเช็ดน้ำตา
                        “ท่านหมายถึงการยิงกวางใช่ไหม? ใครบ้างที่ไม่เห็น? แต่ทั้งราชสำนักเต็มไปด้วยตระกูลหรือสมุนของเขา นอกจากญาติของพระสนมแล้ว ไม่มีใครภักดีพอที่จะจัดการกับกบฏได้เลย ข้าไม่มีอำนาจที่จะทำอะไรได้ แต่มีท่านแม่ทัพตงเฉิงพระอัยกาที่สามารถทำได้”
                        “ ลุงดง จะ มาปรึกษาเรื่องนี้ได้ไหมครับ ผมรู้ว่าท่านมีประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาภายในรัฐมาก”
                        ฟู่ว่านตอบว่า “ข้าราชบริพารของท่านทุกคนล้วนเป็นพวกพ้องของโจโฉเรื่องเช่นนี้ต้องเก็บเป็นความลับสุดยอด มิเช่นนั้นจะมีผลร้ายแรงตามมา”
                        “แล้วจะทำอย่างไรได้เล่า?” จักรพรรดิตรัส
                        “แผนเดียวที่ข้าคิดออกคือส่งของขวัญเป็นเสื้อคลุมและเข็มขัดหยกไปให้ตงเฉิงและซ่อนพระราชโองการลับไว้ในซับในของเข็มขัด อนุญาตให้เขาดำเนินการบางอย่าง เมื่อเขากลับบ้านและอ่านพระราชโองการแล้ว เขาจะสามารถวางแผนได้อย่างรวดเร็วที่สุด และทั้งวิญญาณเบื้องบนและปีศาจเบื้องล่างก็จะไม่รู้อะไรเลย”
 จักรพรรดิอนุมัติแล้วฟู่ว่านจึงออกไป จากนั้นจักรพรรดิก็ทรงร่างพระราชกฤษฎีกาด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง โดยใช้เลือดที่ได้จากการกัดนิ้ว พระองค์ทรงมอบเอกสารนั้นให้พระสนมเย็บติดกับซับในสีม่วงของเข็มขัด เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น พระองค์ก็ทรงสวมฉลองพระองค์และคาดเข็มขัด จากนั้นพระองค์ทรงสั่งให้ข้าราชบริพารคนหนึ่งไปตามลุงตงมายังพระราชวัง ตงเฉิงมาถึง และหลังจากพิธีเสร็จสิ้นพระนางซูสีไทเฮาตรัสว่า “เมื่อไม่กี่คืนก่อน ข้าพเจ้าได้สนทนากับพระนางซูสีไทเฮาถึงช่วงเวลาที่เลวร้ายของการกบฏ และเราได้นึกถึงคุณงามความดีของท่านในเวลานั้น ดังนั้นเราจึงเรียกท่านเข้ามาเพื่อตอบแทนท่าน”
 เสนาบดีก้มศีรษะขอบคุณ จากนั้นจักรพรรดิพาตงเฉิงออกจากห้องรับรองไปยังวัดบรรพบุรุษและพวกเขาก็ไปที่ศาลาเสนาบดีผู้ทรงเกียรติที่ซึ่งจักรพรรดิจุดธูปและประกอบพิธีกรรมตามธรรมเนียม หลังจากนั้นพวกเขาก็ไปชมภาพเหมือน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือภาพของหลิวปัง ผู้ก่อตั้ง ราชวงศ์ฮั่นบรรพบุรุษสูงสุด “ บรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ของเราสืบเชื้อสายมาจากที่ใด และท่านเริ่มต้นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้อย่างไร?” จักรพรรดิตรัส
 “ ฝ่าบาททรงพอพระทัยที่จะล้อเล่นกับข้าหรือ” ตงเฉิง กล่าว ด้วยความประหลาดใจกับคำถามนั้น “ใครเล่าจะไม่รู้จักวีรกรรมของบรรพบุรุษผู้ศักดิ์สิทธิ์ ? ท่านเริ่มต้นชีวิตในฐานะข้าราชการชั้นผู้น้อยในเมืองซีชาง ที่นั่นท่านได้ใช้ดาบ สังหารงูขาวซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ท่านได้พิชิตจักรวรรดิอย่างรวดเร็ว ภายในสามปีก็ทำลายฉินและภายในห้าปีก็ทำลายฉู่ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้สถาปนาราชวงศ์ที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์” “บรรพบุรุษผู้กล้าหาญเช่นนี้! ลูกหลานช่างอ่อนแอเหลือเกิน! ช่างน่าเศร้า!” จักรพรรดิตรัส
                        เขาชี้ไปที่ภาพเหมือนทางด้านซ้ายและขวา แล้วพูดต่อว่า “สองคนนี้ไม่ใช่จางเหลียงมาร์ควิสแห่งหลิว และเซียวเหอมาร์ควิสแห่งฉัวหรอกหรือ?”
                        “แน่นอน บรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ได้รับการช่วยเหลืออย่างมากจากทั้งสองท่านนี้”
                        จักรพรรดิเหลือบมองซ้ายและขวา ข้าราชบริพารอยู่ห่างออกไปพอสมควร จากนั้นพระองค์ก็กระซิบกับตงเฉิงว่า “เจ้าก็ต้องยืนเคียงข้างข้าเช่นเดียวกับสองคนนี้”
                        “การรับใช้ที่ไร้ค่าของข้าไม่มีค่าอะไรเลย ข้าเทียบกับคนเหล่านั้นไม่ได้” ลุงดงกล่าว
                        “ข้าจำได้ว่าท่านช่วยชีวิตข้าไว้ที่เมืองหลวงทางตะวันตก ข้าไม่เคยลืมและไม่สามารถตอบแทนท่านได้” จากนั้นจักรพรรดิ ก็ชี้ไปที่ฉลองพระองค์ของตนเองแล้ว กล่าวต่อว่า “ท่านต้องสวมฉลองพระองค์นี้ของข้า คาดด้วยเข็มขัดของข้าเอง แล้วท่านจะรู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ชิดจักรพรรดิของท่านตลอดเวลา”
                        ตงเฉิงโค้งคำนับด้วยความกตัญญู ขณะที่จักรพรรดิถอดฉลองพระองค์ออกและมอบให้แก่เสนาบดีผู้ภักดี พร้อมกับกระซิบว่า “เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว จงตรวจสอบให้ดี และช่วยจักรพรรดิให้บรรลุพระประสงค์”
                        ตงเฉิงเข้าใจแล้ว เขาจึงสวมเสื้อคลุมและเข็มขัด ขอตัวออกจากห้องไป
                        ข่าวการเข้าเฝ้าของตงเฉิงได้ถูกแจ้งให้เสนาบดีผู้ช่วยทราบ แล้ว เสนาบดีผู้ช่วย จึงรีบไปยังพระราชวังและมาถึงขณะที่ตงเฉิงกำลังเดินผ่านประตูพระราชวังพอดี ทั้งสองได้พบกันต่อหน้า และตงเฉิงไม่สามารถหลบเลี่ยงได้เลย เขาจึงเดินไปข้างทางและแสดงความเคารพ
                        “ท่าน ลุงมาจากไหน?” เฉาเฉาถาม
                        “ ฝ่าบาททรงเรียกข้าพเจ้าเข้าเฝ้า และพระราชทานเสื้อคลุมและเข็มขัดอันงดงามนี้แก่ข้าพเจ้า” ตงเฉิงกล่าว อธิบาย
                        “ทำไมเขาถึงให้สิ่งเหล่านี้กับคุณ?”
                        “เขายังไม่ลืมว่าฉันเคยช่วยชีวิตเขาไว้เมื่อก่อน”
                        “ถอดออกแล้วให้ฉันดูหน่อย”
                        ตงเฉิงผู้รู้ว่ามีพระราชโองการลับซ่อนอยู่ somewhere ในเครื่องแต่งกายนั้น เกรงว่าโจโฉจะสังเกตเห็นรอยฉีกขาดตรงไหนสักแห่ง จึงลังเลและไม่เชื่อฟัง แต่ทรราชเรียกข้าราชบริพารมา จึงถอดเข็มขัดออก
                        จากนั้น โจโฉก็พิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน “นี่เป็นเข็มขัดที่สวยงามมากทีเดียว” เขากล่าว “ตอนนี้ถอดเสื้อคลุมออกแล้วให้ฉันดูหน่อยสิ”
                        หัวใจของตงเฉิง สั่นสะท้านด้วยความกลัว แต่เขาก็ไม่กล้าขัดขืน ดังนั้นเขาจึงส่งเสื้อคลุมให้
                        โจโฉรับเสื้อคลุมนั้นมาถือขึ้นส่องกับแสงแดดด้วยมือของตนเอง และตรวจสอบทุกส่วนอย่างละเอียด เมื่อตรวจสอบเสร็จแล้วก็สวมเสื้อคลุมนั้น คาดเข็มขัด แล้วหันไปหาข้าราชบริพารถามว่า “ความยาวเป็นอย่างไรบ้าง?”
                        “สวยงาม!” พวกเขาร้องพร้อมกัน
                        เขา หันไปหาตงเฉิงแล้วถามว่า “เจ้าจะช่วยส่งสิ่งเหล่านี้ให้ข้าได้ไหม?”
                        “ของขวัญที่พระราชาประทานให้แก่ข้า ข้าไม่กล้ามอบให้แก่ผู้อื่น ขอให้ข้าได้มอบเสื้อคลุมอีกตัวหนึ่งให้ท่านแทนเถิด” ตงเฉิงกล่าว
                        “ของขวัญพวกนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังแน่ไม่ใช่หรือ? ข้าแน่ใจว่าต้องมี” เฉาเฉากล่าว
                        “ฉันจะกล้าทำอย่างนั้นได้อย่างไร” ตงเฉิง กล่าว ด้วยเสียงสั่นเครือ “หากท่านตั้งใจแน่วแน่เช่นนั้น ฉันก็ต้องยอมสละสิทธิ์”
                        “ข้าจะเอาสิ่งที่พระราชาของท่านประทานให้ท่านไปได้อย่างไร? ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเรื่องตลก” โจโฉกล่าว
                        เขาส่งคืนทั้งเสื้อคลุมและเข็มขัด และเจ้าของก็เดินทางกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเวลากลางคืนและเขาอยู่คนเดียวในห้องสมุด เขาหยิบเสื้อคลุมออกมาและตรวจสอบทุกตารางนิ้วอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาไม่พบอะไรเลย
                        “เขาให้เสื้อคลุมและเข็มขัดแก่ฉัน แล้วบอกให้ฉันพิจารณาดูอย่างละเอียด นั่นหมายความว่ามีบางสิ่งที่ต้องค้นหา แต่ฉันกลับหาไม่พบร่องรอยใดๆ เลย มันหมายความว่าอย่างไร?” เขารำพึงกับตัวเอง
 จากนั้นเขาก็ยกเข็มขัดขึ้นตรวจสอบดู แผ่นหยกแกะสลักเป็นรูปมังกรตัวเล็กๆ พันเกี่ยวอยู่ท่ามกลางดอกไม้ ด้านในบุด้วยผ้าไหมสีม่วง ทุกอย่างเย็บเข้าด้วยกันอย่างประณีตและเรียบร้อย เขาไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เขาจึงงุนงง เขาจึงวางเข็มขัดลงบนโต๊ะ สักพักเขาก็หยิบขึ้นมาดูอีกครั้ง เขาใช้เวลานานหลายชั่วโมงแต่ก็ไม่พบอะไร เขาโน้มตัวลงบนโต๊ะเล็กๆ เอาศีรษะวางบนมือและเกือบจะหลับไปแล้ว เมื่อเศษเทียนตกลงบนเข็มขัดและไหม้เป็นรู เขาจึงรีบสะบัดออก แต่ความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้ว มีรูเล็กๆ เกิดขึ้นบนผ้าไหม และทะลุผ่านรูนั้นปรากฏบางสิ่งสีขาวที่มีรอยเลือดสีแดง เขาจึงรีบฉีกมันออกและดึงพระราชกฤษฎีกาที่เขียนด้วยลายมือของจักรพรรดิเองด้วยเลือดออกมา ข้อความนั้นเขียนว่า:
ในบรรดาความสัมพันธ์ของมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกนั้นสำคัญที่สุด และในบรรดาความสัมพันธ์ทางสังคมต่างๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายกับขุนนางนั้นสำคัญที่สุด วันนี้โจโฉผู้ชั่วร้ายเป็นทรราชตัวจริง ปฏิบัติกับเจ้าชายของตนเองอย่างดูหมิ่นเหยียดหยาม ด้วยการสนับสนุนจากพรรคพวกและกองทัพของเขา เขาได้ทำลายหลักการปกครอง ด้วยการให้รางวัลและลงโทษ เขาได้ลดทอนอำนาจของจักรพรรดิให้เหลือเพียงความไร้ค่า ข้าพเจ้าโศกเศร้ากับเรื่องนี้ทั้งวันทั้งคืน ข้าพเจ้าเกรงว่าจักรวรรดิจะล่มสลาย
                        ท่านเป็นรัฐมนตรีระดับสูงและเป็นญาติของข้าพเจ้า ท่านต้องระลึกถึงความยากลำบากใน ยุคแรกเริ่มของ ผู้ก่อตั้งผู้ยิ่งใหญ่และรวบรวมผู้ภักดีและผู้มีคุณธรรมเพื่อทำลายกลุ่มชั่วร้ายนี้และฟื้นฟูพระราชอำนาจของราชบัลลังก์ การกระทำเช่นนั้นจะเป็นความสุขอย่างยิ่งสำหรับบรรพบุรุษของข้าพเจ้า
                        พระราชกฤษฎีกานี้เขียนด้วยโลหิตที่ไหลออกจากเส้นเลือดของข้าพเจ้าเอง และมอบให้แก่ขุนนางผู้หนึ่งซึ่งจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งไม่ให้ล้มเหลวในการดำเนินการตามแผนการของจักรพรรดิ
มอบให้ในยุคแห่งความสงบสุข ปีที่สี่ และเดือนที่สามของฤดูใบไม้ผลิ ข้อความในพระราชกฤษฎีกาเขียนไว้เช่นนั้น และตงเฉิงอ่านมันด้วยน้ำตาคลอเบ้า คืนนั้นเขานอนไม่หลับ เช้าตรู่เขากลับไปที่ห้องสมุดเพื่ออ่านซ้ำอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบแผนการใดๆ เขาจึงวางพระราชกฤษฎีกาลงบนโต๊ะและพยายามคิดหาแผนการที่จะทำลายโจโฉแต่ก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ และแล้วเขาก็เผลอหลับไปในท่าเอนตัวพิงโต๊ะ บังเอิญว่าขุนนางท่านหนึ่งชื่อหวังจื่อฟู่ ซึ่งท่านสนิทสนมด้วยมาก ได้มาเยี่ยม และเช่นเคย ก็เดินเข้าไปในบ้านโดยไม่บอกกล่าว และตรงไปยังห้องสมุดทันที เจ้าบ้านยังไม่ตื่น และหวังจื่อฟู่สังเกตเห็นลายมือ ของ จักรพรรดิ ที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อของท่าน ด้วยความสงสัยว่ามันคืออะไร เขาจึงดึงมันออกมาอ่าน แล้วใส่กลับเข้าไปในแขนเสื้อของตนเอง จากนั้นก็ร้องเสียงดังว่า “ ลุงเฉิงท่านไม่สบายหรือครับ ทำไมท่านถึงนอนหลับอยู่แบบนี้ครับ?”
                        ตงเฉิงลุกขึ้นยืนทันทีและพลาดที่จะเห็นพระราชกฤษฎีกา เขาตกใจมากจนเกือบล้มลงกับพื้น
                        “ท่านต้องการกำจัดโจโฉหรือ? ข้าคงต้องไปบอกเขาเอง” หวังจื่อฟู่กล่าว
                        “เอาล่ะ พี่ชาย นั่นก็เป็นจุดจบของฮันส์แล้ว” เจ้าบ้านกล่าว
                        “ข้าแค่ล้อเล่น” หวังจื่อฟู่กล่าว “บรรพบุรุษของข้าก็เคยรับใช้ชาวฮั่นและได้กินของกำนัลจากพวกเขาเช่นกัน ข้าขาดความภักดีหรืออย่างไร? ข้าจะช่วยเหลือท่านพี่ชายอย่างสุดกำลัง”
                        ตงเฉิงกล่าวว่า “การที่คุณคิดแบบนี้เป็นผลดีต่อประเทศชาติ”
                        “แต่เราควรจะมีสถานที่ส่วนตัวมากกว่านี้เพื่อพูดคุยถึงแผนการต่างๆ และให้คำมั่นสัญญาว่าจะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อราชวงศ์ฮั่น ”
                        ตงเฉิงเริ่มรู้สึกพึงพอใจมาก เขาหยิบผ้าไหมสีขาวม้วนหนึ่งออกมา เขียนชื่อตัวเองไว้ด้านบนแล้วเซ็นชื่อ จากนั้นหวังจื่อฟู่ก็ทำตามบ้าง
                        จากนั้นหวังจื่อฟู่จึงเสนอว่า “ท่านแม่ทัพอู๋จื่อหลานเป็นหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดของข้า เขาควรได้รับอนุญาตให้เข้ามา”
                        ตงเฉิงตอบว่า “ในบรรดาขุนนางในราชสำนักชงจี้และอู๋ซัวเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผม แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องสนับสนุนผม”
                        การสนทนาจึงดำเนินต่อไป สักพักคนรับใช้ก็ประกาศว่าไม่ใช่ใครอื่นนอกจากชายสองคนนี้
                        “นี่เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ” ตงเฉิง กล่าว และบอกเพื่อนให้หลบอยู่หลังฉากกั้น
                        แขกทั้งสองถูกนำเข้าไปในห้องสมุด และหลังจากทักทายกันตามธรรมเนียมและดื่มชาแล้วชงจีก็กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการล่าสัตว์และการยิงกวาง “คุณไม่โกรธเรื่องนั้นหรือ?” เขากล่าว
                        ตงเฉิงตอบว่า “ถึงแม้เราจะโกรธ แต่เราจะทำอะไรได้ล่ะ?”
                        อู๋จื่อหลานพูดแทรกขึ้นมาว่า “ข้าอยากจะฆ่าเจ้านี่ให้ได้ ข้าสาบานเลย แต่ข้าหาคนมาช่วยไม่ได้”
                        “ถึงแม้จะต้องสละชีพเพื่อชาติ ก็ไม่ควรเสียใจ” ชอง จีกล่าว
                        ในขณะนั้นเอง หวังจื่อฟู่ก็ปรากฏตัวออกมาจากหลังฉาก กล่าวว่า “พวกเจ้าสองคนคิดจะฆ่าโจโฉหรือ ! ข้าจะต้องแจ้งให้เขาทราบ และลุงตงเป็นพยานของข้า”
                        “รัฐมนตรีผู้ภักดีไม่รังเกียจความตาย หากเราถูกฆ่า เราก็จะเป็น วิญญาณของ ชาวฮั่นซึ่งดีกว่าการเป็นผู้ประจบสอพลอของคนทรยศ”
                        ตงเฉิงกล่าวว่า “พวกเราแค่บอกว่าอยากพบพวกคุณสองคนเกี่ยวกับเรื่องนี้ หวังจื่อฟู่แค่พูดเล่นเฉยๆ”
                        จากนั้นเขาจึงหยิบพระราชกฤษฎีกาออกมาและแสดงให้ผู้มาใหม่ทั้งสองดู ซึ่งทั้งสองก็ร้องไห้เมื่อได้อ่าน พวกเขาถูกขอให้ลงชื่อเพิ่มเติม
                        หวังจื่อฟู่กล่าวว่า “รออยู่ที่นี่สักครู่ จนกว่าฉันจะไปตามอู๋จื่อหลานมา”
                        เขาออกจากห้องไปและไม่นานก็กลับมาพร้อมกับเพื่อนของเขา ซึ่งเพื่อนคนนั้นก็เขียนชื่อของตนต่อหน้าคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
                        หลังจากนั้นพวกเขาก็เข้าไปในห้องชั้นในห้องหนึ่งเพื่อดื่มฉลองความสำเร็จของแผนการใหม่ ขณะอยู่ที่นั่นก็มีการแจ้งข่าวการ มาเยือน ของ แขกใหม่ คือ หม่าเติ้งผู้ว่าการมณฑลเหลียง
                        ตงเฉิงกล่าวว่า “บอกว่าฉันไม่สบายและไม่สามารถรับแขกได้”
                        คนเฝ้าประตูรับสารไป จากนั้นหม่าเทิงก็พูดอย่างโมโหว่า “เมื่อคืนที่ประตูตงฮวาข้าเห็นเขาออกมาในชุดคลุมและเข็มขัด วันนี้เขาจะแสร้งทำเป็นป่วยได้อย่างไร ข้าไม่ได้มาอยู่เฉยๆ ทำไมเขาถึงปฏิเสธที่จะพบข้า?”
                        คนเฝ้าประตูเข้าไปข้างในอีกครั้งและเล่าให้เจ้านายฟังว่าแขกพูดอะไร และเจ้านายก็โกรธมาก จากนั้นตงเฉิงก็ ลุกขึ้น ขอตัวไปต้อนรับ หม่าเทิงโดยบอกว่าจะกลับมาในไม่ช้าหลังจากที่แขกทำความเคารพและทั้งสองนั่งลงแล้ว เขาก็กล่าวว่า “ข้าเพิ่งกลับจากงานเลี้ยงอำลาและต้องการกล่าวอำลาท่าน ทำไมท่านถึงอยากเลื่อนเวลาข้าออกไปล่ะ?”
                        “ร่างกายของข้าเกิดเจ็บป่วยกะทันหัน จึงไม่ได้รอต้อนรับท่าน” ตงเฉิงกล่าว
                        “คุณดูไม่เหมือนคนป่วยเลย ใบหน้าของคุณดูสดใสมีสุขภาพดี” หม่าเทง กล่าว อย่างตรงไปตรงมา
                        ตงเฉิงพูดอะไรต่อไม่ได้และเงียบไป
                        หม่าเทิงสะบัดแขนเสื้อแล้วลุกขึ้นเพื่อจะจากไป เขาถอนหายใจอย่างหนักขณะเดินลงบันไดพลางพูดกับตัวเองว่า “ไม่มีใครดีเลยสักคน ไม่มีใครที่จะกอบกู้ประเทศได้”
                        คำพูดนั้นฝังลึกอยู่ใน ใจของ ตงเฉิงเขาจึงหยุดแขกไว้แล้วถามว่า “ใครกันที่ไม่เหมาะสมจะกอบกู้ประเทศ? ท่านหมายถึงใคร?”
                        “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนในการล่าสัตว์ การยิงกวางนั้น ทำให้ข้ารู้สึกโกรธแค้นอย่างยิ่ง แต่ถ้าท่านซึ่งเป็นญาติสนิทของจักรพรรดิสามารถใช้เวลาไปกับการดื่มสุราและการเที่ยวเล่นไร้สาระโดยไม่คิดที่จะปราบปรามการกบฏ แล้วจะมีใครเล่าที่จะสามารถกอบกู้ราชวงศ์ ได้ ?”
                        อย่างไรก็ตามความสงสัยของตงเฉิง ยังไม่หมดไป เขา แสร้งทำเป็นประหลาดใจอย่างมากแล้วตอบว่า “อัครมหาเสนาบดีมียศสูงและได้รับความไว้วางใจจากราชสำนัก แล้วทำไมจึงพูดเช่นนั้นล่ะ?”
                        “สรุปแล้ว เจ้าคิดว่าไอ้คนชั่วช้าอย่างโจโฉเป็นคนดีงั้นหรือ?”
                        “โปรดพูดเบา ๆ เถิด เพราะมีสายตาและหูอยู่ใกล้เรามาก”
                        “คนประเภทที่โลภชีวิตและกลัวความตาย ไม่ใช่คนที่จะมาพูดคุยเรื่องใหญ่โตอะไรหรอก” หม่าเทิงคำรามพลางลุกขึ้นเดินจากไป
                        เมื่อถึงเวลานั้น ความสงสัยของ ตงเฉิงก็หมดไปแล้ว เขารู้สึกว่าหม่าเติ้งนั้นซื่อสัตย์และรักชาติ ดังนั้นเขาจึงพูดว่า “อย่าโกรธอีกเลย ฉันจะแสดงอะไรบางอย่างให้คุณดู”
                        จากนั้นเขาจึงเชิญหม่าเทงเข้าไปในห้องที่คนอื่นๆ นั่งอยู่ แล้วจึงยื่นพระราชกฤษฎีกาให้หม่าเทงดู ขณะที่หม่าเทงอ่าน ขนของเขาก็ลุกชัน เขาขบฟัน และกัดริมฝีปากจนเลือดไหลออกมา
                        “เมื่อท่านเคลื่อนพล โปรดจำไว้ว่ากองทัพทั้งหมดของข้าพร้อมที่จะช่วยเหลือ” หม่าเทงกล่าว
                        ตงเฉิงแนะนำเขาให้รู้จักกับผู้สมรู้ร่วมคิดคนอื่นๆ จากนั้นก็มีการนำคำมั่นสัญญาออกมา และให้ หม่า เติ้งเซ็นชื่อ เขาเซ็นชื่อพร้อมกับป้ายเลือดเป็นสัญลักษณ์ของการสาบาน และกล่าวว่า “ข้าขอสาบานว่าจะตายดีกว่าที่จะทรยศต่อคำมั่นสัญญานี้”
                        เขาชี้ไปที่ทั้งห้าคนแล้วกล่าวว่า “เราต้องการทั้งหมดสิบคนสำหรับธุรกิจนี้ และเราสามารถทำตามแบบที่เราออกแบบได้สำเร็จ”
                        “เราหาคนซื่อสัตย์และภักดีได้ไม่มากนัก คนที่ไม่ดีเพียงคนเดียวจะทำให้ทุกอย่างพังทลาย” ตงเฉิงกล่าว
                        หม่าเทิงสั่งให้พวกเขานำรายชื่อข้าราชการมาให้ดู เขาอ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเจอชื่อหลิวจากตระกูลจักรพรรดิ เขาจึงปรบมือแล้วอุทานว่า “ทำไมไม่ปรึกษาเขาดูล่ะ?”
                        “ใครกัน?” พวกเขาร้องถามพร้อมกัน
                        หม่าเทิงเอ่ยชื่อของเขาอย่างช้าๆ และตั้งใจ