Translate

29 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สโมธานกถา ๓/๗

         อนึ่ง พึงทราบลักษณะแห่งศีลบารมีของมหาบุรุษผู้มีอัธยาศัยในศีลมีอาทิอย่างนี้ว่า 
         มหาบุรุษย่อมละอาย ย่อมกลัวธรรมลามกมีการฆ่าสัตว์เป็นต้น. เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้ยินดีในธรรมงาม มีศีล ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ซื่อตรง ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมอันทำให้เป็นผู้ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่กระด้าง ไม่ดูหมิ่นท่าน ไม่ถือเอาของคนอื่นโดยที่สุดเส้นหญ้าหรือเมื่อคนอื่นลืมของไว้ในที่อยู่ของตน บอกให้เขารู้แล้วมอบให้โดยไม่เอาของของคนอื่นเก็บไว้. ไม่เป็นผู้โลภ. แม้จิตลามกในการถือเอาของคนอื่นก็ไม่ให้เกิดขึ้น. เว้นการทำลายหญิงเป็นต้นเสียแต่ไกล. พูดจริงไว้ใจได้ สมานคนที่แตกกัน เพิ่มสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ พูดน่ารักยิ้มแย้มแจ่มใส พูดเป็นอรรถ พูดเป็นธรรม ไม่มีความอยากได้ ไม่มีใจพยาบาท มีความเห็นไม่วิปริต ด้วยรู้ความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตนด้วยกำหนดรู้อริยสัจ มีความกตัญญูกตเวที อ่อนน้อมต่อผู้เจริญ มีอาชีพบริสุทธิ์ ใคร่ธรรม ชักชวนคนอื่นในธรรม ห้ามสัตว์ทั้งหลายจากสิ่งที่ไม่ควรทำด้วยประการทั้งปวง ให้ตั้งอยู่ในสิ่งที่ควรทำ ประกอบความเพียรในกิจนั้นด้วยตน ครั้นทำสิ่งไม่ควรทำด้วยตนเอง รีบเว้นจากสิ่งนั้นทันที. 
         อนึ่ง พึงทราบลักษณะแห่งเนกขัมมบารมีเป็นต้นด้วยอำนาจแห่งอัธยาศัยในเนกขัมมะเป็นต้นของมหาบุรุษมีอาทิอย่างนี้ว่า 
         มหาบุรุษเป็นผู้มีกิเลสเบาบาง มีนิวรณ์เบาบาง มีอัธยาศัยในความสงัด ไม่ฟุ้งซ่าน. วิตกลามกไม่ไหลเข้าไปยังจิตของมหาบุรุษนั้น. 
         อนึ่ง จิตของมหาบุรุษนั้นถึงความสงัดตั้งมั่นโดยไม่ยาก. ความเป็นผู้มีจิตเมตตาย่อมตั้งอยู่แม้ในฝ่ายที่เป็นศัตรูอย่างเร็ว ไม่ต้องพูดถึงคนนอกนี้. เป็นผู้มีสติ ระลึกถึงสิ่งที่ทำแม้คำพูดนานแล้วได้. เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญามีโอชะเกิดแต่ธรรม. เป็นผู้เฉลียวฉลาดในกิจที่ควรทำนั้นๆ. เป็นผู้ปรารภความเพียรในการทำประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย. เป็นผู้ประกอบด้วยกำลังขันติอดกลั้นได้ทั้งหมด. เป็นผู้มีความตั้งใจไม่หวั่นไหว มีสมาทานมั่นคงและเป็นผู้วางเฉยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา. 
         เมื่อมหาบุรุษประกอบด้วยลักษณะแห่งโพธิสมภารเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้ ท่านจึงกล่าวว่า การอาศัยกัลยาณมิตรเป็นเหตุแห่งมหาภินิหารดังนี้. 
         กัลยาณมิตรในโลกนี้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ วีริยะ สติ สมาธิ ปัญญา. เชื่อการตรัสรู้ของพระตถาคตและผลของกรรมด้วยศรัทธาสมบัติ. ไม่สละการแสวงประโยชน์ให้สัตว์ทั้งหลายอันเป็นเหตุแห่งสัมมาสัมโพธิญาณ. เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพน่ายกย่องของสัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้คอยตักเตือน ติเตียนความชั่ว คอยว่ากล่าว อดทนต่อถ้อยคำด้วยศีลสมบัติ. เป็นผู้กล่าวธรรมลึกซึ้งนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่สัตว์ทั้งหลายด้วยสุตสมบัติ. เป็นผู้มักน้อย สันโดษ สงัด ไม่คลุกคลีด้วยจาคสมบัติ. เป็นผู้ปรารภความเพียรในการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลายด้วยวีริยสมบัติ. เป็นผู้มีสติตั้งมั่นในธรรมอันไม่มีโทษด้วยสติสมบัติ. เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านมีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิสมบัติ. ย่อมรู้ความไม่วิปริตด้วยปัญญาสมบัติ. 
         มหาบุรุษนั้นแสวงหาคติแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรมด้วยสติ รู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลายตามความเป็นจริงด้วยปัญญา มีจิตเป็นหนึ่งในธรรมนั้นด้วยสมาธิ ห้ามสัตว์ทั้งหลายจากสิ่งไม่เป็นประโยชน์ แล้วให้ประกอบในสิ่งเป็นประโยชน์ด้วยวีริยะ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               มหาบุรุษเป็นผู้น่ารัก น่าเคารพ น่ายกย่อง 
                    ค่อยว่ากล่าว อดทนถ้อยคำ กล่าวธรรมลึกซึ้ง 
               ไม่ชักชวนในทางไม่ถูก. 
         มหาบุรุษอาศัยกัลยาณมิตรประกอบด้วยคุณอย่างนี้แล้ว ย่อมยังอุปนิสสัยสมบัติของตนให้ผ่องแผ้วโดยชอบนั่นแล. และเป็นผู้ประกอบด้วยอัธยาศัยบริสุทธิ์ด้วยดี ประกอบด้วยพละ ๔ ยังองค์ ๘ ให้ประชุมกันโดยไม่ช้านัก ทำมหาภินิหาร มีอันไม่กลับเป็นธรรมดา เป็นผู้แน่นอน มีสัมโพธิญาณเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ย่อมตั้งอยู่ในความเป็นพระโพธิสัตว์. 
         พึงทราบพละ ๔ เหล่านี้ของอภินิหารนั้นดังต่อไปนี้. 
         อัชฌัตติกพละ คือกำลังภายใน ได้แก่ความชอบใจด้วยเคารพในธรรมอาศัยตน ในสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปโดยส่วนเดียว. 
         มหาบุรุษมีตนเป็นใหญ่ มีความละอายเป็นที่พึ่งอาศัย และถึงพร้อมด้วยอภินิหาร บำเพ็ญบารมีแล้วบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ. 
         พาหิรพละ คือกำลังภายนอก ได้แก่ความพอใจอาศัยคนอื่นในสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปโดยส่วนเดียว. 
         มหาบุรุษมีโลกเป็นใหญ่ มีความนับถือเป็นที่พึ่งอาศัยและถึงพร้อมด้วยอภินิหาร บำเพ็ญบารมีแล้วบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ. 
         อุปนิสสยพละ คือกำลังอุปนิสัย ได้แก่ความพอใจด้วยอุปนิสสยสมบัติในสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปโดยส่วนเดียว. 
         มหาบุรุษมีอินทรีย์กล้า มีความฉลาด อาศัยสติ ถึงพร้อมด้วยอภินิหาร บำเพ็ญบารมีแล้วบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ. 
         ปโยคพละ คือกำลังความเพียร ได้แก่ความถึงพร้อมด้วยความเพียร ความเป็นผู้ทำด้วยความเคารพ ความเป็นผู้ทำติดต่อ อันเกิดแต่ความเพียรนั้นในสัมมาสัมโพธิญาณ. 
         มหาบุรุษมีความเพียรบริสุทธิ์ ทำเป็นลำดับ และถึงพร้อมด้วยอภินิหาร บำเพ็ญบารมีแล้วบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ. 
         อภินิหารนี้อันถึงพร้อมด้วยสโมธานมีองค์ ๘ มีการเริ่มสมบูรณ์ด้วยปัจจัย ๔ เหตุ ๔ พละ ๔ อย่างนี้ เป็นปัจจัยแห่งบารมีทั้งหลาย เพราะความเป็นมูลเหตุ. 
         อนึ่ง ธรรมทั้งหลายน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการย่อมตั้งอยู่ในมหาบุรุษด้วยความเป็นไปของผู้ใด. ย่อมยึดถือหมู่สรรพสัตว์ด้วยจิตเป็นที่รักดุจบุตรเกิดแต่อกของตน. จิตของผู้นั้นจะไม่เศร้าหมองด้วยอำนาจความเศร้าหมองถึงบุตร. 
         อัธยาศัยและความเพียรของมหาบุรุษนั้นย่อมนำประโยชน์สุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย. ธรรมอันทำให้เป็นพระพุทธเจ้าของตนย่อมเจริญ ย่อมให้มีผลยิ่งๆ ขึ้น. 
         อนึ่ง มหาบุรุษประกอบด้วยความหลั่งไหลแห่งบุญกุศลอันสูงที่สุด อันเป็นปัจจัยแห่งความเป็นไป เป็นอาหารแห่งความสุข เป็นผู้ควรรับทักษิณา เป็นที่ตั้งแห่งคารวะอย่างสูง และเป็นบุญเขตไม่มีใครเหมือน. มหาภินิหาร มีคุณมากมาย มีอานิสงส์มากมายอย่างนี้ พึงทราบว่าเป็นปัจจัยแห่งบารมีทั้งหลาย. 
         มหากรุณาและความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย ก็เหมือนอภินิหารนั้นแล. 
         ปัญญาอันเป็นนิมิต แห่งความเป็นโพธิสมภารของทานเป็นต้น ชื่อว่าความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย. 
         ความไม่คำนึงถึงสุขของตน ความขวนขวายในการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นเป็นลำดับ ความไม่มีความตกต่ำ ด้วยความประพฤติของพระมหาโพธิสัตว์แม้ทำได้ยาก และความเป็นเหตุได้ประโยชน์สุขของสัตว์ทั้งหลาย แม้ในเวลาเลื่อมใส การรู้ การเห็น การฟัง การระลึกถึง ย่อมสำเร็จแก่มหาบุรุษทั้งหลาย ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายอันเป็นมหากรุณา. 
         เป็นความจริงอย่างนั้น ความสำเร็จแห่งความเป็นพระพุทธเจ้าด้วยปัญญาของมหาบุรุษนั้น ความสำเร็จแห่งการกระทำของพระพุทธเจ้าด้วยกรุณา. 
         ตนเองข้ามด้วยปัญญา ยังคนอื่นให้ข้ามด้วยกรุณา. 
         กำหนดรู้ทุกข์ของคนอื่นด้วยปัญญา ปรารภช่วยเหลือทุกข์ของคนอื่นด้วยกรุณา. และเบื่อหน่ายในทุกข์ด้วยปัญญา รับทุกข์ด้วยกรุณา. 
         อนึ่ง เป็นผู้มุ่งต่อนิพพานด้วยปัญญา. ถึงวัฏฏะด้วยกรุณา. 
         อนึ่ง มุ่งต่อสงสารด้วยกรุณา. ไม่ยินดีในสงสารนั้นด้วยปัญญา. และหน่ายในที่ทั้งปวงด้วยปัญญา. เพราะไปตามด้วยกรุณา จึงต้องอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง. สงสารสัตว์ทั้งปวงด้วยกรุณา. เพราะไปตามด้วยปัญญาจึงมีจิตหน่ายในที่ทั้งปวง. ความเป็นผู้ไม่มีอหังการมมังการด้วยปัญญา. ความไม่มีความเกียจคร้าน ความเศร้าด้วยกรุณา.
         อนึ่ง ความเป็นที่พึ่งของตนและคนอื่น ความเป็นผู้มีปัญญาและกล้าตามลำดับด้วยปัญญาและกรุณา. ความเป็นผู้ไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน. ความสำเร็จประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ความเป็นผู้ไม่มีภัยไม่หวาดกลัว. ความเป็นผู้มีธรรมเป็นใหญ่และมีโลกเป็นใหญ่. ความเป็นผู้รู้คุณท่านและทำอุปการะก่อน. ความปราศจากโมหะและตัณหา. ความสำเร็จแห่งวิชชาและจรณะ. ความสำเร็จแห่งพละและเวสารัชชะคือธรรมทำให้กล้า. 
         ปัญญาและกรุณาเป็นปัจจัยแห่งบารมีทั้งหลาย เพราะความเป็นอุบายโดยพิเศษแห่งผลของบารมีทั้งปวง ด้วยประการฉะนี้แล. 
         ทั้งสองนี้เป็นปัจจัยแม้แห่งปณิธาน ดุจแห่งบารมีทั้งหลาย. 
         อนึ่ง ความอุตสาหะ ปัญญา ความมั่งคง และการประพฤติประโยชน์ พึงทราบว่า เป็นปัจจัยแห่งบารมีทั้งหลาย. 
         ความเพียรด้วยความอดกลั้นยิ่งแห่งโพธิสมภารทั้งหลาย ชื่อว่า อุสฺสาห ในบารมีที่ท่านกล่าวว่าเป็นพุทธภูมิ เพราะเป็นฐานะแห่งความเกิดความเป็นพระพุทธเจ้า. 
         ปัญญาอันเป็นความฉลาดในอุบาย ในโพธิสมภารทั้งหลาย ชื่อว่า อุมฺมงฺค. 
         ความตั้งใจมั่นเพราะตั้งใจไม่หวั่นไหว ชื่อว่า อวตฺถาน. 
         เมตตาภาวนาและกรุณาภาวนา ชื่อว่า หิตจริยา. 
         อนึ่ง อัธยาศัย ๖ อย่าง อันมีประเภทเป็นเนกขัมมะ ความสงัด อโลภะ อโทสะ อโมหะ และนิสสรณะคือการออกไปจากทุกข์. 
         พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้เห็นโทษในกามและในการครองเรือน ชื่อว่ามีอัธยาศัยในเนกขัมมะ. 
         อนึ่ง พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเห็นโทษในการคลุกคลี ชื่อว่ามีอัธยาศัยสงัด. เห็นโทษในโลภะ ชื่อว่ามีอัธยาศัยไม่โลภ. เห็นโทษในโทสะ ชื่อว่ามีอัธยาศัยไม่โกรธ. เห็นโทษในโมหะ ชื่อว่ามีอัธยาศัยไม่หลง. เห็นโทษในทุกภาวะ ชื่อว่ามีอัธยาศัยออกไปจากทุกข์ ด้วยประการฉะนี้. 
         เพราะฉะนั้น อัธยาศัย ๖ อย่างเหล่านี้ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย พึงทราบว่าเป็นปัจจัยแห่งบารมีทั้งหลายมีทานเป็นต้น. 
         จริงอยู่ บารมีมีทานบารมีเป็นต้น เว้นจากการเห็นโทษในโลภเป็นต้น และจากความยิ่งยวดของอโลภะเป็นต้น ย่อมมีไม่ได้. เพราะความเป็นผู้มีจิตน้อมไปในบริจาคเป็นต้น ด้วยความยิ่งยวดของอโลภะเป็นต้น พึงทราบว่าเป็นผู้มีอัธยาศัยไม่โลภ. 
         อนึ่ง แม้ความเป็นผู้มีอัธยาศัยในทานก็เหมือนอย่างนั้น เป็นปัจจัยแห่งบารมีมีทานบารมีเป็นต้นของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ผู้ประพฤติเพื่อโพธิญาณ. 
         จริงอยู่ เพราะความเป็นผู้อัธยาศัยในทาน พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจึงเป็นผู้เห็นโทษในความตระหนี่อันเป็นปฏิปักษ์ต่อทานนั้น ย่อมบำเพ็ญทานบารมีให้บริบูรณ์โดยชอบ. เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในศีล จึงเป็นผู้เห็นโทษในความเป็นผู้ทุศีล บำเพ็ญศีลบารมีให้บริบูรณ์โดยชอบ. เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในเนกขัมมะ จึงเห็นโทษในกามและในการครองเรือน. เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในการรู้ตามความเป็นจริง จึงเห็นโทษในความไม่รู้และความสงสัย. เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในความเพียร จึงเห็นโทษในความเกียจคร้าน. เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในความอดทน จึงเห็นโทษในความไม่อดทน. เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในสัจจะ จึงเห็นโทษในการพูดผิด. เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในความตั้งใจมั่น จึงเห็นโทษในความไม่ตั้งใจมั่น. เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยเมตตา จึงเห็นโทษในพยาบาท. เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในความวางเฉย จึงเห็นโทษในโลกธรรม บำเพ็ญบารมีมีเนกขัมมบารมีเป็นต้นให้บริบูรณ์โดยชอบ. ความเป็นผู้มีอัธยาศัยในทานเป็นต้น เป็นปัจจัยแห่งบารมีมีทานบารมีเป็นต้น เพราะเป็นเหตุให้สำเร็จ. 
         การพิจารณาเห็นโทษและอานิสงส์ตามลำดับในการไม่บริจาคและการบริจาคเป็นต้น เป็นปัจจัยแห่งบารมีมีทานบารมีเป็นต้น เหมือนกัน. 
         ในบทนั้น พึงทราบวิธีพิจารณาดังต่อไปนี้. 
         การนำมาซึ่งความพินาศมากมายหลายอย่างนี้ คือ 
         จากความเป็นผู้ปรารถนามากด้วยวัตถุกามอันมีที่ดินเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลายผู้มีใจหวงแหน ข้องอยู่มีที่ดิน สวน เงิน ทอง โค กระบือ ทาสหญิง ทาสชาย บุตรภรรยาเป็นต้น จากความเป็นสาธารณภัยมีราชภัย โจรภัยเป็นต้น จากการตั้งใจวิวาทกัน จากการเป็นข้าศึกกัน จากสิ่งไม่มีแก่นสาร จากเหตุการเบียดเบียนผู้อื่น ในการได้และการคุ้มครอง นิมิตแห่งความพินาศ เพราะนำมาซึ่งความพินาศหลายอย่างมีความโศกเป็นต้น และมีความไม่สามารถเป็นเหตุ เพราะความเป็นเหตุให้เกิดในอบายของผู้มีจิตหมกมุ่นอยู่ในมลทินคือความตระหนี่ ชื่อว่าปริคคหวัตถุคือวัตถุที่หวงแหน. ควรทำความไม่ประมาทในการบริจาคว่า การบริจาควัตถุเหล่านั้นเป็นความสวัสดีอย่างเดียว. 
         อีกอย่างหนึ่ง พิจารณาว่า ผู้ขอเมื่อขอเป็นผู้คุ้นเคยของเราเพราะบอกความลับของตน เป็นผู้แนะนำแก่เราว่า ท่านจงละสิ่งควรถึง ถือเอาของของตนไปสู่โลกหน้า เมื่อโลกถูกไฟคือมรณะเผา เหมือนเรือนถูกไฟเผา เป็นสหายช่วยแบกของของเราออกไปจากโลกนั้น เมื่อเขายังไม่แบกออกไป เขาก็ยังไม่เผา วางไว้. เป็นกัลยาณมิตรอย่างยิ่ง เพราะความเป็นสหายในกรรมงาม คือทานและเพราะความเป็นเหตุให้ถึงพุทธภูมิที่ได้ยากอย่างยิ่ง เลิศกว่าสมบัติทั้งปวง. 
         อนึ่ง พึงเข้าไปตั้งความน้อมในการบริจาคว่า ผู้นี้ยกย่องเราในกรรมอันยิ่ง เพราะฉะนั้น ควรทำความยกย่องนั้นให้เป็นความจริง. แม้เขาไม่ขอเราก็ให้ เพราะชีวิตของเขาแจ้งชัดอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงขอละ. ผู้ขอมาแล้วเองจากที่เราแสวงหาด้วยอัธยาศัยอันยิ่ง ควรให้ด้วยบุญของเรา. การอนุเคราะห์ของเรานี้โดยมุ่งถึงการให้แก่ยาจก. เราควรอนุเคราะห์โลก แม้ทั้งหมดนี้เหมือนตัวเรา. 
         เมื่อยาจกไม่มี ทานบารมีของเราจะพึงเต็มได้อย่างไร. เราควรยึดถือทั้งหมดไว้เพื่อประโยชน์แก่ยาจกเท่านั้น. เมื่อไรยาจกทั้งหลายไม่ขอ เราพึงถือเอาของของเราไปเอง. เราพึงเป็นที่รักและเป็นที่ชอบของยาจกทั้งหลายได้อย่างไร. ยาจกเหล่านั้นพึงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของเราได้อย่างไร. เราเมื่อให้ก็พอใจ แม้ให้แล้วก็ปลื้มใจ เกิดปีติโสมนัสได้อย่างไร. หรือยาจกทั้งหลายของเราพึงเป็นอย่างไร เราจึงจะเป็นผู้มีอัธยาศัยกว้างขวาง. ยาจกไม่ขอ เราจะรู้ใจของยาจกทั้งหลายได้อย่างไรแล้วจึงให้. เมื่อทรัพย์มี ยาจกมี การไม่บริจาค เป็นการหลอกลวงของเราอย่างใหญ่หลวง. เราพึงสละอวัยวะหรือชีวิตของตนแก่ยาจกทั้งหลายได้อย่างไร. 
         อีกอย่างหนึ่ง ควรทำจิตให้เกิดขึ้นเพราะไม่คำนึงถึงประโยชน์ว่า ชื่อว่าประโยชน์นี้ย่อมติดตามทายกผู้ไม่สนใจ. เหมือนตั๊กแตนติดตามคนแผลงศรผู้ไม่สนใจ. 
         อนึ่ง ผิว่า ผู้ขอเป็นคนที่รัก พึงให้เกิดโสมนัสว่าผู้เป็นที่รักขอเรา. แม้ผู้ขอเป็นคนเฉยๆ พึงให้เกิดความโสมนัสว่า ยาจกนี้ขอเราย่อมเป็นมิตรด้วยการบริจาคนี้แน่แท้. แม้ผู้ให้ก็ย่อมเป็นที่รักของยาจกทั้งหลาย. แม้บุคคลผู้มีเวรขอ ก็พึงให้เกิดโสมนัสเป็นพิเศษว่า ศัตรูขอเรา. ศัตรูนี้เมื่อขอเราเป็นผู้มีเวร ย่อมเป็นมิตรที่รักด้วยการบริจาคนี้แน่แท้. พึงยังกรุณามีเมตตาเป็นเบื้องหน้าให้ปรากฏ แล้วพึงให้แม้ในบุคคลเป็นกลางและบุคคลมีเวร.
         ก็หากว่า โลภธรรมอันเป็นวิสัยแห่งไทยธรรม พึงเกิดขึ้นแก่โลภะ เพราะบุคคลนั้นอบรมมาช้านาน. อันผู้ปฏิญญาเป็นพระโพธิสัตว์นั้นพึงสำเหนียกว่า 
         ดูก่อนสัตบุรุษ ท่านบำเพ็ญอภินิหารเพื่อความตรัสรู้มิใช่หรือ ได้สละกายนี้เพื่อเป็นอุปการะแก่สรรพสัตว์ และบุญสำเร็จด้วยการบริจาคกายนั้น. ความข้องเป็นไปในวัตถุแม้ภายนอกของท่านนั้น เป็นเช่นกับอาบน้ำช้าง. เพราะฉะนั้น ท่านไม่ควรให้ความข้องเกิดในที่ไหนๆ. 
         เหมือนอย่างว่า เมื่อต้นไม้เป็นยาใหญ่เกิดขึ้น ผู้ต้องการรากย่อมนำรากไป. ผู้ต้องการสะเก็ด เปลือก ลำต้น ค่าคบ แก่น กิ่ง ใบ ดอก ย่อมนำไป ผู้ต้องการผลย่อมนำผลไป. ต้นไม้นั้นใช่เรียกร้องด้วยความวิตกว่า คนพวกนี้นำของของเราไปฉันใด เมื่อกายไม่สะอาดเป็นนิจ จมอยู่ในทุกข์ใหญ่อันเราผู้ถึงความขวนขวายเพื่อประโยชน์แก่สรรพโลก ประกอบการเพื่ออุปการะแก่สัตว์เหล่าอื่น ไม่ควรให้มิจฉาวิตกแม้เล็กน้อยเกิดขึ้นฉันนั้น. 
         หรือว่า ความพิเศษในธรรมเครื่องทำลาย กระจัดกระจายและกำจัดโดยส่วนเดียว อันเป็นมหาภูตรูปภายในและภายนอกเป็นอย่างไร. แต่ข้อนี้เป็นความหลงและความซบเซาอย่างเดียว คือการยึดถือว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตนของเรา. เพราะฉะนั้น ผู้ไม่คำนึงในมือเท้านัยน์ตาเป็นต้น และในเนื้อเป็นต้น แม้ในภายในดุจภายนอก พึงมีใจสละว่า ผู้มีความต้องการสิ่งนั้นๆ จงนำไปเถิด. 
         อนึ่ง เมื่อมหาบุรุษสำเหนียกอย่างนี้ ประกอบความเพียรเพื่อตรัสรู้ ไม่คำนึงในกายและชีวิต กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นอันบริสุทธิ์ด้วยดีโดยไม่ยากเลย. 
         มหาบุรุษนั้นมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมบริสุทธิ์ด้วยดี มีอาชีพบริสุทธิ์ตั้งอยู่ในการปฏิบัติเพื่อรู้ เป็นผู้สามารถเพื่ออนุเคราะห์สรรพสัตว์ ด้วยการถึงพร้อมด้วยความเป็นผู้ฉลาดในความเสื่อม และฉลาดในอุบาย ด้วยการบริจาคไทยธรรมโดยประมาณยิ่ง และด้วยการให้อภัย ให้พระสัทธรรม นี้เป็นนัยแห่งการพิจารณาในทานบารมีด้วยประการฉะนี้. 
         อนึ่ง พิจารณาในศีลบารมีอย่างนี้ว่า 
         ชื่อว่าศีลนี้เป็นน้ำล้างมลทินคือโทสะ อันไม่อาจชำระได้ด้วยน้ำในแม่น้ำคงคาเป็นต้น. เป็นการกำจัดอันตรายมีราคะเป็นต้น อันไม่สามารถกำจัดได้ด้วยจันทน์เหลืองเป็นต้น. 
         เป็นเครื่องประดับอย่างวิเศษของคนดีทั้งหลาย ไม่ทั่วไปด้วยเครื่องประดับของชนเป็นอันมากมีสร้อยคอมงกุฏและต่างหูเป็นต้น. มีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ และเหมาะสมทุกกาล. 
         มีอำนาจอย่างยิ่ง เพราะนำมาซึ่งคุณอันกษัตริย์มหาศาลเป็นต้นและเทวดาทั้งหลายควรไหว้. เป็นแถวบันไดก้าวขึ้นสู่เทวโลกมีสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นต้น. 
         เป็นอุบายบรรลุฌานและอภิญญา เป็นทางให้ถึงมหานครคือนิพพาน เป็นภูมิประดิษฐานสาวกโพธิ ปัจเจกโพธิและสัมมาสัมโพธิญาณ.
         อีกอย่างหนึ่ง ศีลย่อมอยู่บนแก้วสารพัดนึกและต้นกัลปพฤกษ์เป็นต้น เพราะเป็นอุบายให้สิ่งที่ปรารถนาต้องการสำเร็จ. 
         สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ศีลย่อมสำเร็จเพราะผู้มีศีล เป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยความตั้งใจแน่วแน่. 
         แม้ข้ออื่นก็ตรัสไว้มีอาทิว่า 
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุพึงหวังว่าเราพึงเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพ เป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย. ภิกษุพึงเป็นผู้ทำความบริบูรณ์ในศีลทั้งหลายนั่นแล. 
         อนึ่ง ดูก่อนอานนท์ ศีลเป็นกุศลมีความไม่เดือดร้อนเป็นประโยชน์. 
         ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย อานิสงส์ ๕ อย่างเหล่านี้ของผู้มีศีล. 
         พึงพิจารณาคุณของศีลด้วยสามารถแห่งสูตรมีศีลสัมปทาสูตรเป็นต้น. 
         พึงพิจารณาโทษในการปราศจากศีล ด้วยสามารถแห่งสูตรมีอัคคิขันโธปมสูตรเป็นต้น. พึงพิจารณาศีลโดยเป็นนิมิตแห่งปีติและโสมนัส โดยความไม่มีการติเตียนตนกล่าวโทษผู้อื่น และภัยจากอาชญาและทุคติ โดยความเป็นสิ่งอันวิญญูชนสรรเสริญ โดยเป็นเหตุแห่งความไม่เดือดร้อน โดยเป็นที่ตั้งแห่งความสวัสดี และโดยเป็นสิ่งยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง กว่าการถึงพร้อม ด้วยชนยิ่งใหญ่ สมบัติ อธิปไตย อายุ รูป ฐานะ พวกพ้องมิตร. 
         จริงอยู่ ปีติและโสมนัสใหญ่ย่อมเกิดแก่ผู้มีศีล เพราะเหตุแห่งศีลสัมปทาของตนว่า เราได้ทำกุสลแล้ว เราได้ทำความดีแล้ว เราได้ทำการป้องกันความกลัวแล้ว. 
         อนึ่ง ผู้มีศีลย่อมไม่ติเตียนตน. วิญญูชนไม่กล่าวโทษผู้อื่น. ภัยเพราะอาชญาและทุคติย่อมไม่มีเกิด วิญญูชนทั้งหลายสรรเสริญว่า เป็นบุคคลผู้มีศีล มีธรรมงาม. 
         อนึ่ง ความเดือดร้อนใดย่อมเกิดแก่ผู้ทุศีลว่า เราได้ทำความชั่วแล้วหนอ. เราได้ทำกรรมหยาบช้าทารุณแล้ว. ความเดือดร้อนนั้นย่อมไม่มีแก่ผู้มีศีล. 
         อนึ่ง ธรรมดาศีลนี้ชื่อว่าเป็นฐานแห่งความสวัสดี เพราะตั้งใจในความไม่ประมาท เพราะยังประโยชน์ใหญ่ให้สำเร็จ ด้วยหลักการคุ้มครองมีความพินาศแห่งโภคะเป็นต้น และเพราะความเป็นมงคล. 
         คนมีศีลแม้มีชาติตระกูลต่ำก็เป็นปูชนียบุคคลของกษัตริย์มหาศาลเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ศีลสัมปทาจึงอยู่กับกุลสมบัติ. 
         มหาบพิตร พระองค์สำคัญข้อนั้นเป็นไฉน. 
         ในบทนี้ คำมีอาทิว่า ทาสกรรมกรพึงเป็นตัวอย่างแก่มหาบพิตรเป็นอย่างดีในเรื่องนี้. ศีลย่อมอยู่กับทรัพย์ภายนอก เพราะไม่ทั่วไปด้วยโจรเป็นต้น เพราะอนุเคราะห์โลกอื่น เพราะมีผลมากและเพราะอธิษฐานคุณมีสมถะเป็นต้น. ศีลย่อมอยู่กับความเป็นอิสระของกษัตริย์เป็นต้น เพราะตั้งมั่นความอิสระทางใจเป็นอย่างยิ่ง. 
         จริงอยู่ ศีลนิมิตเป็นอิสระของสัตว์ทั้งหลายในหมู่สัตว์นั้นๆ. เพราะกล่าวได้ว่าชีวิตที่มีศีล แม้วันเดียวก็ประเสริฐกว่าชีวิตยั่งยืนยาวประมาณ ๑๐๐ ปี และเมื่อยังมีชีวิต ศีลก็ประเสริฐกว่าชีวิต เพราะกล่าวได้ว่า ร่างกายเมื่อตายไปก็ฝัง. ศีลย่อมอยู่กับรูปสมบัติ เพราะนำความพอใจมาแม้แก่ศัตรู และเพราะความชราโรคและวิบัติครอบงำไม่ได้. ศีลย่อมอยู่กับความวิเศษของสถานที่มีปราสาทและเรือนแถวเป็นต้น เพราะตั้งใจความวิเศษอันเป็นสุข. 
         ในบทนี้คำมีอาทิว่า มารดาบิดาไม่พึงทำอะไรได้ยกเป็นตัวอย่าง เพราะศีลให้สำเร็จประโยชน์โดยส่วนเดียว และเพราะอนุเคราะห์โลกอื่น. 
         อนึ่ง ศีลเท่านั้นประเสริฐกว่า กองทัพช้าง ม้า รถและทหารราบ และกว่าการประกอบความสวัสดีด้วยมนต์และยาวิเศษ โดยการรักษาตนที่รักษาได้ยาก เพราะอาศัยตนไม่อาศัยผู้อื่น และเพราะวิสัยยิ่งใหญ่. 
         ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม. 
         เมื่อมหาบุรุษพิจารณาอยู่ว่า ศีลประกอบด้วยคุณมากมายอย่างนี้ ศีลสัมปทาที่ยังไม่บริบูรณ์ย่อมถึงความบริบูรณ์ ที่ยังไม่บริสุทธิ์ย่อมถึงความบริสุทธิ์. 
         ก็หากว่าธรรมทั้งหลายมีโทสะเป็นต้น เป็นปฏิปักษ์ต่อศีลพึงเกิดขึ้นแก่มหาบุรุษนั้นในระหว่างๆ ด้วยสะสมมานาน. อันผู้ปฏิญญาเป็นพระโพธิสัตว์นั้นพึงพิจารณาอย่างนี้ว่า 
         ท่านตั้งใจแน่วแน่เพื่อตรัสรู้มิใช่หรือ แม้สมบัติเป็นโลกิยะ ท่านก็ยังไม่สามารถจะถึงได้ด้วยความไม่ปกติของศีล. ไม่ต้องพูดถึงสมบัติเป็นโลกุตระเลย. 
         ศีลเป็นการอธิษฐานเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณอันเลิศกว่าสมบัติทั้งปวง ควรให้ถึงความอุกฤษฏ์อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ท่านผู้รักษาศีลโดยชอบตามนัยดังกล่าวแล้วมีอาทิว่า กิกีว อณฺฑํ ดุจนกต้อยตีวิดรักษาไข่ ฉะนั้นควรเป็นผู้มีศีลเป็นที่รักด้วยดียิ่ง. 
         อีกอย่างหนึ่ง ท่านควรทำการหยั่งลงและความเจริญแก่สัตว์ทั้งหลายในยาน ๓ ด้วยการแสดงธรรม. ไม่ควรปรารถนาถ้อยคำของผู้มีศีลผิดปกติ ดุจการเยียวยาของหมอผู้ตรวจดูอาหารผิดสำแดง เพราะฉะนั้นควรเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ตามสภาพว่า เราเป็นผู้มีศรัทธาพึงทำการหยั่งลงและความเจริญแก่สัตว์ทั้งหลายได้อย่างไร. 
         ความเป็นผู้สามารถในการทำอุปการะแก่สัตว์ทั้งหลาย และการบำเพ็ญบารมี มีปัญญาบารมีเป็นต้นของเราด้วยการประกอบคุณวิเศษมีฌานเป็นต้นโดยแท้. 
         อนึ่ง คุณทั้งหลายมีฌานเป็นต้น เว้นความบริสุทธิ์แห่งศีลย่อมมีไม่ได้ เพราะเหตุนั้น จึงควรยังศีลให้บริสุทธิ์โดยชอบทีเดียว.

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สโมธานกถา ๒/๗

         ปกิณณกกถา
         เพื่อความฉลาดหลายประการในโพธิสมภารของกุลบุตรทั้งหลาย ผู้ตั้งอยู่ในฐานะนั้นมีความอุตสาหะในการปฏิบัติเพื่อไปสู่มหาโพธิญาณ จึงควรกล่าวปกิณณกกถาในบารมีทั้งปวง. 
         ในบารมีนั้นมีปัญหาดังต่อไปนี้ :- 
         บารมีนั้นคืออะไร บารมีเพราะอรรถว่ากระไร บารมีมีกี่อย่าง ลำดับของบารมีเป็นอย่างไร อะไรเป็นลักษณะ รสปัจจุปัฏฐานและปทัฏฐาน อะไรเป็นปัจจัย อะไรเป็นความเศร้าหมอง อะไรเป็นความผ่องแผ้ว อะไรเป็นปฏิปักษ์ อะไรเป็นข้อปฏิบัติ อะไรเป็นการจำแนก อะไรเป็นการสงเคราะห์ อะไรเป็นอุบายให้สำเร็จ ให้สำเร็จโดยกาลไหน อะไรเป็นอานิสงส์ และอะไรเป็นผลของบารมีเหล่านั้น. 
         คำตอบมีดังต่อไปนี้ :- 
         บารมีคืออะไร? 
         บารมีคือคุณธรรมทั้งหลายมีทานเป็นต้น กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายคือกรุณา อันตัณหามานะและทิฏฐิไม่เข้าไปกำจัด. 
         บารมีเพราะอรรถว่ากระไร? 
         พระมหาสัตว์พระโพธิสัตว์เป็นผู้ยอดยิ่ง เพราะสูงกว่าสัตว์ด้วยการประกอบคุณวิเศษมีทานและศีลเป็นต้น ความเป็นหรือการกระทำของพระโพธิสัตว์เหล่านั้นเป็นบารมี กรรมมีการบำเพ็ญเป็นต้นก็เป็นบารมี. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปรม เพราะอรรถว่าบำเพ็ญ. ชื่อว่าโพธิสัตตะ เพราะอรรถว่าเป็นผู้บำเพ็ญและเป็นผู้รักษาคุณทั้งหลายมีทานเป็นต้น. คุณดังกล่าวมานี้เป็นบารมีของผู้บำเพ็ญ. ภาวะก็ดี กรรมก็ดีเป็นบารมีของผู้บำเพ็ญ. กรรมมีการบำเพ็ญทานเป็นต้นก็เป็นบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญ. 
         อีกอย่างหนึ่ง บารมีย่อมผูกสัตว์อื่นไว้ในตนด้วยการประกอบคุณวิเศษ. หรือบารมีย่อมขัดเกลาสัตว์อื่นให้หมดจดจากมลทินคือกิเลส. หรือบารมีย่อมถึงนิพพานอันประเสริฐที่สุดด้วยคุณวิเศษ. หรือบารมีย่อมกำหนดรู้โลกอื่นดุจรู้โลกนี้ด้วยคุณวิเศษคือญาณอันเป็นการกำหนดแล้ว. หรือบารมีย่อมตักตวงคุณมีศีลเป็นต้นอื่นไว้ในสันดานของตนเป็นอย่างยิ่ง. หรือบารมีย่อมทำลายปฏิปักษ์อื่นจากธรรมกาย อันเป็นอัตตาหรือหมู่โจรคือกิเลสอันทำความพินาศแก่ตนนั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าปรมะ. 
         สัตว์ใดประกอบด้วยปรมะดังกล่าวมานี้ สัตว์นั้นชื่อว่ามหาสัตว์. 
         คำเป็นต้นว่า ปรมสฺส อยํ ดังนี้ก็พึงประกอบตามนัยที่กล่าวมาแล้ว. 
         หรือบารมีย่อมขัดเกลาคือย่อมบริสุทธิ์ ในฝั่งคือพระนิพพาน และยังสัตว์ทั้งหลายให้หมดจด. หรือบารมีย่อมผูกย่อมประกอบสัตว์ทั้งหลายไว้ในพระนิพพานนั้น. หรือบารมีย่อมไปย่อมถึงย่อมบรรลุถึงพระนิพพานนั้น. หรือบารมีย่อมกำหนดรู้ซึ่งพระนิพพานนั้นตามความเป็นจริง. หรือบารมีย่อมตักตวงซัดสัตว์ไว้ในพระนิพพานนั้น. หรือบารมีย่อมกำจัดข้าศึกคือกิเลสของสัตว์ทั้งหลายไว้ในพระนิพพานนั้น. ฉะนั้นจึงชื่อว่าบารมี. 
         บุรุษใดบำเพ็ญบารมีดังกล่าวมานี้ บุรุษนั้นชื่อว่ามหาบุรุษ. 
         ความเป็นหรือการกระทำของมหาบุรุษนั้น ชื่อว่าความเป็นผู้มีบารมี. กรรมมีการบำเพ็ญทานเป็นต้นก็เป็น ความเป็นผู้มีบารมี พึงทราบอรรถแห่งศัพท์ว่าบารมีโดยนัยดังกล่าวนี้แล. 
         บารมีมีกี่อย่าง? 
         โดยย่อมี ๑๐ อย่าง. บารมีเหล่านั้นปรากฏโดยสรุปในบาลี. 
         สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ในกาลนั้น เราเลือกทานบารมีอันเป็นทาง 
               ใหญ่ ที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่แต่ก่อนประพฤติ 
               มาแล้ว เป็นครั้งแรก ได้เห็นแล้ว. 
         ดังที่พระสารีบุตรทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมอันทำให้เป็นพระพุทธเจ้ามีเท่าไร พระเจ้าข้า. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร ธรรมอันทำให้เป็นพระพุทธเจ้ามี ๑๐ ประการแล. ธรรม ๑๐ ประการคืออะไรบ้าง? 
         ดูก่อนสารีบุตร ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา เป็นธรรมทำให้เป็นพระพุทธเจ้า. 
         ดูก่อนสารีบุตร ธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้แล เป็นพุทธการกธรรม. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้แล้ว พระสุคตครั้นตรัสพุทธพจน์นี้ พระศาสดาตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า :- 
               บารมี ๑๐ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา 
               วีริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา. 
         แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่ามี ๖ อย่าง. ท่านกล่าวดังนั้นด้วยการสงเคราะห์บารมีเหล่านั้น. การสงเคราะห์นั้นจักมีแจ้งข้างหน้า. 
         โก ตาสํ กโมติ เอตฺถ กโมติ เทสนากฺกโม, โส จ ปฐมสมาทานเหตุโก,
               สมาทานํ ปวิจยเหตุกํ, ๕- อิติ ยถา อาทิมฺหิ ปวิจิตา สมาทินฺนา จ, ตถา เทสิตา. 
          บทว่า กโม ในบทว่า โก ตาสํ กโม. ลำดับของบารมีเหล่านั้นเป็นอย่างไร? 
          นี้เป็นลำดับแห่งเทศนา. อนึ่ง ลำดับนั้นมีการสมาทานครั้งแรกเป็นเหตุ. การสมาทานมีการค้นคว้าเป็นเหตุ. ด้วยประการฉะนี้ จึงเป็นอันแสดงโดยอาการค้นคว้าและสมาทานในเบื้องต้น.
         ในบารมีเหล่านั้น ทานมีอุปการะมากแก่ศีลและทำได้ง่าย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวทานนั้นไว้ในเบื้องต้น. 
         ทานอันศีลกำหนดจึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวศีลในลำดับของทาน. ศีลอันเนกขัมมะกำหนด. เนกขัมมะอันปัญญากำหนด. ปัญญาอันวีริยะกำหนด. วีริยะอันขันติกำหนด. ขันติอันสัจจะกำหนด. สัจจะอันอธิษฐานกำหนด. อธิษฐานอันเมตตากำหนด. เมตตาอันอุเบกขากำหนด จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวอุเบกขาในลำดับแห่งเมตตา. 
         แต่พึงทราบว่า อุเบกขาอันกรุณากำหนดและกรุณาอันอุเบกขากำหนด. 
         พระโพธิสัตว์ทั้งหลายมีมหากรุณา จึงเป็นผู้มีอุเบกขาในสัตว์ทั้งหลายอย่างไร? 
         อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้วางเฉยตลอดอย่างใดอย่างหนึ่งในที่ควรวางเฉย แต่ไม่วางเฉยในที่ทั้งปวง และโดยประการทั้งปวง. 
         ส่วนอาจารย์เหล่าอื่นกล่าวว่า พระโพธิสัตว์ทั้งหลายไม่วางเฉยในสัตว์ทั้งหลาย แต่วางเฉยในความไม่เหมาะสมที่สัตว์กระทำ. 
         อีกนัยหนึ่ง ท่านกล่าวทานในเบื้องต้นเพราะเป็นสิ่งทั่วไปแก่สรรพสัตว์ โดยเป็นไปแม้ในชนเป็นอันมาก เพราะมีผลน้อยและเพราะทำได้ง่าย. 
         ท่านกล่าวศีลในลำดับของทาน เพราะความบริสุทธิ์ของผู้ให้และผู้รับด้วยศีล เพราะกล่าวถึงการอนุเคราะห์ผู้อื่น แล้วกล่าวถึงความไม่เบียดเบียนผู้อื่น เพราะกล่าวถึงธรรมที่ควรทำ แล้วกล่าวถึงธรรมที่ไม่ควรทำ เพราะกล่าวถึงเหตุแห่งโภคสมบัติ แล้วจึงกล่าวถึงเหตุแห่งภวสมบัติ. 
         ท่านกล่าวเนกขัมมะในลำดับของศีล เพราะความสำเร็จศีลสมบัติด้วยเนกขัมมะ เพราะกล่าวถึงกายสุจริตและวจีสุจริต แล้วจึงกล่าวถึงมโนสุจริต เพราะศีลบริสุทธิ์ให้สำเร็จฌานโดยง่าย เพราะกล่าวถึงความบริสุทธิ์ในความขวนขวายด้วยการละโทษของกรรม แล้วกล่าวถึงความบริสุทธิ์แห่งอัธยาศัยด้วยการละโทษของกิเลส และเพราะกล่าวถึงการละการครอบงำจิตด้วยการละความก้าวล่วง. 
         ท่านกล่าวปัญญาในลำดับเนกขัมมะ เพราะความสำเร็จและความบริสุทธิ์แห่งเนกขัมมะด้วยปัญญา เพราะกล่าวถึงความไม่มีปัญญาด้วยไม่มีฌาน. 
         จริงอยู่ ปัญญามีสมาธิเป็นปทัฏฐาน และสมาธิมีปัญญาเป็นปัจจุปัฏฐาน. เพราะกล่าวถึงสมถนิมิตแล้วจึงกล่าวถึงอุเบกขานิมิต เพราะกล่าวถึงความฉลาดในอุบายอันทำประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วยการตั้งใจทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น. 
         ท่านกล่าววีริยะในลำดับของปัญญา เพราะความสำเร็จกิจด้วยปัญญาโดยปรารภความเพียร เพราะกล่าวถึงความอดทนด้วยการเพ่งธรรมคือความสูญของสัตว์ แล้วจึงกล่าวถึงความอัศจรรย์ของการปรารภเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ เพราะกล่าวถึงอุเบกขานิมิต แล้วจึงกล่าวถึงปัคคหนิมิต คือนิมิตในการประคับประคองจิต และเพราะกล่าวถึงความใคร่ครวญก่อนทำแล้วจึงกล่าวถึงความเพียร เพราะความเพียรของผู้ใคร่ครวญแล้วทำ ย่อมนำมาซึ่งผลวิเศษ. 
         ท่านกล่าวขันติในลำดับของความเพียร เพราะความสำเร็จแห่งความอดกลั้นด้วยความเพียร. 
         จริงอยู่ คนมีความเพียรย่อมครอบงำทุกข์ที่สัตว์และสังขารนำเข้าไปเพราะปรารภความเพียรแล้ว. เพราะความเพียรเป็นอลังการของความอดกลั้น. 
         จริงอยู่ ความอดกลั้นของผู้มีความเพียรย่อมงาม เพราะกล่าวถึงปัคคหนิมิตแล้วจึงกล่าวถึงสมถนิมิต เพราะกล่าวถึงการละอุทธัจจและโทสะด้วยความเพียรยิ่ง. 
         จริงอยู่ อุทธัจจะและโทสะละได้ด้วยความอดทนในการเพ่งธรรม. เพราะกล่าวถึงการทำความเพียรติดต่อของผู้มีความเพียร. 
         จริงอยู่ ผู้หนักด้วยขันติเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านทำความเพียรติดต่อ เพราะกล่าวถึงความไม่มีตัณหา เพื่อทำตอบในการปรารภทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นของผู้ไม่ประมาท. 
         จริงอยู่ เมื่อความเพ่งธรรมตามความเป็นจริงมีอยู่ ตัณหาย่อมไม่มี. และเพราะกล่าวถึงความอดกลั้นทุกข์ที่ผู้อื่นทำในการปรารภประโยชน์เพื่อผู้อื่น. 
         ท่านกล่าวสัจจะในลำดับของขันติ เพราะขันติตั้งอยู่ได้นานด้วยสัจจะ เพราะกล่าวถึงความอดทนต่อความเสียหายของผู้ทำความเสียหาย แล้วกล่าวถึงความไม่ผิดพลาดในการทำอุปการะนั้น. และเพราะกล่าวถึงความอดทนในการเพ่งธรรม คือความสูญของสัตว์ แล้วกล่าวถึงสัจจะอันเป็นญาณเพิ่มพูนขันตินั้น. 
         ท่านกล่าวอธิษฐานในลำดับของสัจจะ เพราะความสำเร็จแห่งสัจจะด้วยอธิษฐาน เพราะการงดเว้นย่อมสำเร็จแก่ผู้ตั้งใจไม่หวั่นไหว. เพราะกล่าวคำไม่ผิดความจริง แล้วกล่าวถึงความเป็นผู้ไม่หวั่นไหว ในการกล่าวคำไม่ผิดความจริงนั้น. 
         จริงอยู่ ผู้ไว้ใจได้ไม่หวั่นไหว ประพฤติตามสมควรแก่ปฏิญญาในทานเป็นต้น เพราะกล่าวญาณสัจจะแล้วจึงกล่าวถึงการเพ่งความเป็นไปในสัมภาระทั้งหลาย. 
         จริงอยู่ ผู้มีญาณตามเป็นจริงย่อมอธิษฐานโพธิสมภารทั้งหลาย และยังโพธิสมภารนั้นให้สำเร็จ เพราะไม่หวั่นไหวด้วยปฏิปักษ์ทั้งหลาย. 
         ท่านกล่าวเมตตาในลำดับแห่งอธิษฐาน เพราะความสำเร็จแห่งอธิษฐานด้วยการสมาทานทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นด้วยเมตตา เพราะกล่าวถึงอธิษฐานแล้วจึงกล่าวถึงการนำประโยชน์เข้าไป เพราะผู้ดำรงมั่นในโพธิสมภารเป็นผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา. และเพราะผู้มีอธิษฐานไม่หวั่นไหว ยังสมาทานให้เจริญด้วยการไม่ทำลายสมาทาน. 
         ท่านกล่าวอุเบกขาในลำดับแห่งเมตตา เพราะความบริสุทธิ์แห่งเมตตาด้วยอุเบกขา เพราะกล่าวถึงการนำประโยชน์ในสัตว์ทั้งหลาย แล้วจึงกล่าวถึงความไม่สนใจโทษผิดของผู้นั้น เพราะกล่าวถึงเมตตาภาวนา แล้วกล่าวถึงความเจริญอันเป็นผลของเมตตาภาวนานั้น และเพราะกล่าวถึงความเป็นคุณน่าอัศจรรย์ว่า ผู้วางเฉยแม้ในสัตว์ผู้ใคร่ประโยชน์ พึงทราบลำดับแห่งบารมีทั้งหลายเหล่านั้นด้วยประการ ฉะนี้แล. 
         ในบทว่า อะไรเป็นลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐานและปทัฏฐานนี้พึงทราบความดังต่อไปนี้. 
         โดยความไม่ต่างกัน 
         บารมีแม้ทั้งหมดมีการอนุเคราะห์ผู้อื่นเป็นลักษณะ มีการทำอุปการะแก่ผู้อื่นเป็นรส หรือมีความไม่หวั่นไหวเป็นรส. มีการแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นปัจจุปัฏฐาน หรือมีความเป็นพระพุทธเจ้าเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีมหากรุณาเป็นปทัฏฐาน หรือมีความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณาเป็นปทัฏฐาน. 
         แต่โดยความต่างกัน 
         เพราะเจตนาบริจาคเครื่องอุปกรณ์ของตนกำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณาเป็นทานบารมี. 
         กายสุจริต วจีสุจริต กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา และโดยใจความ เจตนาเว้นสิ่งไม่ควรทำและทำสิ่งที่ควรทำเป็นต้นเป็นศีลบารมี. 
         จิตเกิดขึ้นเพื่อจะออกจากกามภพ มีการเห็นโทษเป็นอันดับแรก กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา เป็นเนกขัมมบารมี. 
         ความเข้าใจถึงลักษณะวิเศษอันเสมอกันแห่งธรรมทั้งหลาย กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา เป็นปัญญาบารมี. 
         การปรารภถึงประโยชน์ของผู้อื่นด้วยกายและจิต กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา เป็นวีริยบารมี. 
         การอดกลั้นโทษของสัตว์และสังขารกำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา การตั้งอยู่ในอโทสะ จิตเกิดขึ้นเป็นไปในอาการของอโทสะนั้น เป็นขันติบารมี. 
         การพูดไม่ผิดมีวิรัติเจตนาเป็นต้น กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา เป็นสัจบารมี. 
         การตั้งใจสมาทานไม่หวั่นไหว กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา จิตเกิดขึ้นเป็นไปในอาการแห่งความตั้งใจสมาทานไม่หวั่นไหวนั้น เป็นอธิษฐานบารมี. 
         การนำประโยชน์สุขให้แก่โลก กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา โดยถือความไม่พยาบาท เป็นเมตตาบารมี. 
         การกำจัดความเสื่อมและความเคียดแค้น กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา. ความเป็นไปเสมอในสัตว์และสังขารทั้งหลายทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา เป็นอุเบกขาบารมี. 
         ฉะนั้น ทานบารมีมีการบริจาคเป็นลักษณะ มีการกำจัดโลภในไทยธรรมเป็นรส มีความสามารถเป็นปัจจุปัฏฐาน หรือมีภวสมบัติและวิภวสมบัติเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีวัตถุอันควรบริจาคเป็นปทัฏฐาน. 
         ศีลบารมีมีการละเว้นเป็นลักษณะ. 
         ท่านอธิบายว่า มีการสมาทานเป็นลักษณะ และมีการตั้งมั่นเป็นลักษณะ. มีการกำจัดความเป็นผู้ทุศีลเป็นรส หรือมีความไม่มีโทษเป็นรส. มีความสะอาดเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีหิริโอตตัปปะเป็นปทัฏฐาน. 
         เนกขัมมบารมีมีการออกจากกามและจากความมีโชคเป็นลักษณะ. มีการประกาศโทษของกามนั้นเป็นรส. มีความหันหลังจากโทษนั้นเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีความสังเวชเป็นปทัฏฐาน. 
         ปัญญาบารมีมีการรู้แจ้งแทงตลอดตามสภาวธรรมเป็นลักษณะ หรือการรู้แจ้งแทงตลอดไม่พลาดเป็นลักษณะ ดุจการซัดธนูและยิงด้วยลูกศรของคนฉลาด. มีแสงสว่างตามวิสัยเป็นรสดุจประทีป. มีความไม่หลงเป็นปัจจุปัฏฐาน ดุจคนนำทางไปในป่า. มีสมาธิเป็นปทัฏฐาน หรือมีอริยสัจ ๔ เป็นปทัฏฐาน. 
         วีริยบารมีมีอุตสาหะเป็นลักษณะ. มีการอุปถัมภ์เป็นรส. มีการไม่จมเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีวัตถุปรารภความเพียรเป็นปทัฏฐาน. หรือมีความสังเวชเป็นปทัฏฐาน. 
         ขันติบารมีมีความอดทนเป็นลักษณะ. มีความอดกลั้นสิ่งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาเป็นรส. มีความอดกลั้นเป็นปัจจุปัฏฐาน. หรือมีความไม่โกรธเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีเห็นตามความจริงเป็นปทัฏฐาน. 
         สัจจบารมีมีการไม่พูดผิดเป็นลักษณะ. มีการประกาศตามความเป็นจริงเป็นรส. มีความชื่นใจเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีความสงบเสงี่ยมเป็นปทัฏฐาน. 
         อธิษฐานบารมีมีความตั้งใจในโพธิสมภารเป็นลักษณะ. มีการครอบงำสิ่งเป็นปฏิปักษ์ของโพธิสมภารเหล่านั้นเป็นรส. มีความไม่หวั่นไหวในการครอบงำสิ่งเป็นปฏิปักษ์เป็นปัจจุปัฏฐาน. มีโพธิสมภารเป็นปทัฏฐาน. 
         เมตตบารมีมีความเป็นไปแห่งอาการเป็นประโยชน์เป็นลักษณะ. มีการนำประโยชน์เข้าไปเป็นรส. หรือมีการกำจัดความอาฆาตเป็นรส. มีความสุภาพเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีการเห็นสัตว์ทั้งหลายเป็นที่น่าพอใจเป็นปทัฏฐาน. 
         อุเบกขาบารมีมีความเป็นไปโดยอาการที่เป็นกลางเป็นลักษณะ. มีเห็นความเสมอกันเป็นรส. มีการสงบความเคียดแค้นและความเสื่อมเป็นปัจจุปัฏฐาน. มีการพิจารณาความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตนเป็นปทัฏฐาน. 
         อนึ่งในบทนี้ ควรกล่าวถึงบารมีโดยความต่างกันแห่งลักษณะ มีการบริจาคเป็นต้น ของทานเป็นต้น เพราะกำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา. 
         จริงอยู่ ทานเป็นต้นกำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแห่งกรุณา เป็นไปแล้วในสันดานของพระโพธิสัตว์ ชื่อว่าบารมีมีทานบารมีเป็นต้น. 
         อะไรเป็นปัจจัย? 
         อภินิหารเป็นปัจจัยแห่งบารมีทั้งหลาย. 
         จริงอยู่ อภินิหารใดยังธรรมสโมธาน ๘ ให้ถึงพร้อม. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า :- 
                     อภินิหารย่อมสำเร็จเพราะธรรมสโมธาน 
               ๘ ประการ คือ ความเป็นมนุษย์ ๑ ลิงคสมบัติ ๑ 
               เหตุ ๑ เห็นศาสดา ๑ บรรพชา ๑ คุณสมบัติ ๑ 
               อธิการ ๑ ความพอใจ ๑. 
         อันเป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่า เราข้ามแล้วพึงให้สัตว์ข้าม เราพ้นแล้วพึงให้สัตว์พ้น เราฝึกแล้วพึงให้สัตว์ฝึก เราสงบแล้วพึงให้สัตว์สงบ เราหายใจคล่องแล้วพึงให้สัตว์หายใจคล่อง เรานิพพานแล้วพึงให้สัตว์นิพพาน เราบริสุทธิ์แล้วพึงให้สัตว์บริสุทธิ์ เราตรัสรู้แล้วพึงให้สัตว์ตรัสรู้ ดังนี้.
         อภินิหารนั้นเป็นปัจจัยแห่งบารมีทั้งปวงโดยไม่ต่างกัน. 
         ความสำเร็จแห่งการค้นคว้า การตั้งมั่น การตั้งใจสมาทานบารมีให้สูงขึ้นไปเพราะความเป็นไปแห่งปัจจัยนั้น ย่อมมีแก่พระมหาบุรุษทั้งหลาย.
         ในบทเหล่านั้น บทว่า มนุสฺสตฺตํ คือ อัตภาพของมนุษย์. 
         เพราะความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้ตั้งอยู่ในอัตภาพของมนุษย์เท่านั้นแล้วปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า. ไม่สำเร็จแก่ผู้ตั้งอยู่ในชาติมีนาค และครุฑเป็นต้น. 
         ถ้าถามว่า เพราะเหตุไร? 
         ตอบว่า เพราะสมควรแก่ความเป็นพระพุทธเจ้า. 
         บทว่า ลิงฺคสมฺปตฺติ ความว่า แม้ตั้งอยู่ในอัตภาพของมนุษย์ ความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่บุรุษเท่านั้น, ไม่สำเร็จแก่สตรี บัณเฑาะก์คือกะเทย นปุงสกะคือไม่มีเพศชายหญิง อุภโตพยัญชนกะคือปรากฏทั้งสองเพศ. 
         ถ้าถามว่า เพราะอะไร? 
         ตอบว่า เพราะเหตุตามที่ได้กล่าวแล้ว และเพราะไม่มีความบริบูรณ์แห่งลักษณะ. 
         สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันการที่สตรีจะพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะเป็นได้. 
         เพราะฉะนั้น ความปรารถนาจึงไม่สำเร็จ แม้แก่มนุษย์ผู้ตั้งอยู่ในเพศสตรี หรือแก่บัณเฑาะก์เป็นต้น. 
         บทว่า เหตุ คือ ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย. 
         จริงอยู่ ความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่มนุษย์บุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เพราะเหตุสมบัติ. นอกนั้นไม่สำเร็จ. 
         บทว่า สตฺถารทสฺสนํ คือ ความมีพระศาสดาอยู่เฉพาะหน้า. 
         เพราะความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้ปรารถนาในสำนักของพระพุทธเจ้าซึ่งยังทรงพระชนม์อยู่. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ความปรารถนาย่อมไม่สำเร็จในสำนักของพระเจดีย์ ที่โคนโพธิ์ ที่พระปฏิมา หรือที่สำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้า. 
         เพราะเหตุไร? เพราะไม่มีอธิการ คือวิสัยที่ทำยิ่ง มีกำลัง. 
         ความปรารถนาจะสำเร็จในสำนักของพระพุทธเจ้าเท่านั้น. เพราะอธิการนั้นยังไม่ถึงความมีกำลังโดยความเป็นอัธยาศัยอันยิ่ง. 
         บทว่า ปพฺพชฺชา คือ ความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้ปรารถนาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้บวชในสำนักดาบสหรือในสำนักของภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นกรรมกิริยวาทีคือผู้เชื่อกรรมและผลของกรรม ไม่สำเร็จแก่ผู้ตั้งอยู่ในเพศคฤหัสถ์. 
         เพราะเหตุไร? เพราะไม่สมควรเป็นพระพุทธเจ้า. 
         เพราะบรรพชิตเท่านั้นเป็นพระมหาโพธิสัตว์ ย่อมบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณได้ มิใช่เป็นคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้น ในเวลาตั้งปณิธานควรเป็นเพศของบรรพชิตเท่านั้น เพราะเป็นการอธิษฐานด้วยคุณสมบัติโดยแท้. 
         บทว่า คุณสมฺปตฺติ คือ ถึงพร้อมด้วยคุณมีอภิญญาเป็นต้น. 
         เพราะความปรารถนาย่อมสำเร็จแม้แก่บรรพชิต ผู้ได้สมาบัติ ๘ มีอภิญญา ๕ เท่านั้น ไม่สำเร็จแก่ผู้ปราศจากคุณสมบัติตามที่กล่าวแล้ว. 
         เพราะเหตุไร? เพราะสามารถค้นคว้าบารมีได้. 
         พระมหาบุรุษบำเพ็ญอภินิหาร เป็นผู้สามารถค้นคว้าบารมีได้ด้วยตนเอง เพราะประกอบด้วยอุปนิสัยสมบัติและอภิญญาสมบัติ. 
         บทว่า อธิกาโร คือ มีอุปการะยิ่ง. 
         จริงอยู่ ผู้ใดแม้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติตามที่กล่าวแล้ว แม้ชีวิตของตนก็สละแด่พระพุทธเจ้าได้ ย่อมทำอุปการะอันยิ่งในกาลนั้น. อภินิหารย่อมสำเร็จแก่ผู้นั้น ไม่สำเร็จแก่คนนอกนี้. 
         บทว่า ฉนฺทตา คือพอใจในกุศลด้วยความใคร่ที่จะทำ. 
         จริงอยู่ ความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้ประกอบด้วยธรรมตามที่กล่าวแล้ว มีความพอใจมาก มีความปรารถนามาก มีความใคร่เพื่อจะทำมาก เพื่อประโยชน์แก่ธรรมอันทำให้เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่สำเร็จแก่คนนอกนี้. 
         ต่อไปนี้เป็นความเปรียบเทียบ เพราะความเป็นผู้มีฉันทะใหญ่. 
         พึงทราบความที่ฉันทะเป็นความใหญ่หลวง ในบทว่า ฉนฺทตา นี้ โดยนัยมีอาทิดังต่อไปนี้:- 
         บุคคลฟังมาว่า ผู้ใดสามารถข้ามท้องจักรวาลนี้ทั้งสิ้นอันมีน้ำท่วมนองเป็นอันเดียวกัน ด้วยกำลังแขนของตนเท่านั้นแล้วจะถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมถึงความเป็นพระพุทธเจ้า แล้วไม่ย่อท้อเพราะทำได้ยาก กลับพอใจว่า เราจักข้ามถึงฝั่งได้. ไม่แสดงอาการสยิ้วหน้าในกาลนั้นเลย. 
         อนึ่ง บุคคลฟังมาว่า ผู้ใดเหยียบจักรวาลนี้ทั้งสิ้นอันเต็มไปด้วยถ่านเพลิงปราศจากเปลวไฟ ปราศจากควันไฟด้วยเท้าทั้งสองสามารถก้าวเลยไปถึงฝั่งได้. ผู้นั้นย่อมถึงความเป็นพระพุทธเจ้า. แล้วไม่ย่อท้อเพราะทำได้ยาก กลับพอใจว่า เราจักก้าวเลยไปถึงฝั่งได้. เขาไม่แสดงอาการสยิ้วหน้าในการนั้นเลย. 
         อนึ่ง บุคคลฟังมาว่า ผู้ใดสามารถทะลุจักรวาลทั้งสิ้นปกคลุมด้วยพุ่มไม้ไผ่หนาทึบ รกรุงรังไปด้วยป่าหนามและเถาวัลย์ แล้วก้าวเลยไปถึงฝั่งได้ ฯลฯ เขาไม่แสดงอาการสยิ้วหน้าในการนั้นเลย. 
         อนึ่ง บุคคลฟังมาว่า ผู้ใดที่หมกไหม้ในนรกตลอดอสงไขยแสนกัป จะพึงบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า แล้วไม่ย่อท้อเพราะได้ยากกลับพอใจว่า เราจักหมกไหม้ในนรกนั้น แล้วบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า. เขาไม่แสดงอาการสยิ้วหน้าในการนั้นเลย. 
         อภินิหารประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ อย่างนี้โดยเนื้อความพึงทราบว่า จิตตุปบาทที่เป็นไปอย่างนั้น เพราะประชุมองค์ ๘ เหล่านั้น. 
         จิตตุปบาทนั้นมีการตั้งใจแน่วแน่เพื่อสัมมาสัมโพธิญาณโดยชอบนั่นเอง เป็นลักษณะ. 
         มีความปรารถนามีอาทิอย่างนี้ว่า โอ เราพึงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นลำดับไป. เราพึงยังประโยชน์สุขให้สำเร็จแก่สัตว์ เป็นรส. 
         มีความเป็นเหตุแห่งโพธิสมภารเป็นปัจจุปัฏฐาน. 
         มีมหากรุณาเป็นปทัฏฐาน หรือมีอุปนิสัยสมบัติเป็นปทัฏฐาน. 
         พึงเห็นว่า บุญวิเศษอันเป็นมูลแห่งธรรมอันทำให้เป็นพระพุทธเจ้าทั้งปวงเป็นความเจริญอย่างยิ่ง เป็นความงามอย่างยิ่ง เป็นความสง่าหาประมาณมิได้ โดยความเป็นไปปรารภพุทธภูมิอันเป็นอจินไตย และประโยชน์ของสัตวโลกอันหาประมาณมิได้. 
         อนึ่ง พระมหาบุรุษพร้อมด้วยการบรรลุนั้นแล เป็นผู้ชื่อว่าหยั่งลงสู่การปฏิบัติเพื่อบรรลุมหาโพธิญาณ ย่อมได้สมัญญาว่าพระโพธิสัตว์ เพราะมีสภาพไม่กลับจากนั้น เพราะบรรลุความเป็นของแน่นอน ความเป็นผู้เอาใจใส่สม่ำเสมอในสัมมาสัมโพธิญาณโดยภาวะทั้งปวง และความเป็นผู้สามารถศึกษาโพธิสมภารย่อมตั้งอยู่พร้อมแก่พระมหาบุรุษนั้น. 
         จริงอยู่ พระมหาบุรุษทั้งหลายค้นคว้าบารมีทั้งปวงโดยชอบ ด้วยยังอภินิหารตามที่กล่าวแล้วให้สำเร็จ ด้วยบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ อันมีเพศเป็นเบื้องต้น ด้วยสยัมภูญาณ แล้วบรรลุโดยลำดับด้วยการถือมั่น เหมือนสุเมธบัณฑิตผู้บำเพ็ญอภินิหารไว้มากปฏิบัติแล้ว.
         ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :- 
                     ดูเถิด เราค้นหาธรรมอันทำให้เป็นพระพุทธเจ้า 
               จากที่โน้นที่นี่ ทั้งเบื้องบนเบื้องต่ำตลอด ๑๐ ทิศจนถึง 
               ธรรมธาตุ เมื่อเราค้นหาในครั้งนั้นได้เห็นทานบารมี 
               เป็นอันดับแรก. 
         ได้ยินว่า พึงทราบปัจจัย ๔ เหตุ ๔ และพละ ๔ แห่งอภินิหารนั้น. 
         ในอภินิหารนั้น ปัจจัย ๔ เป็นอย่างไร? 
         พระมหาบุรุษในโลกนี้ย่อมเห็นพระตถาคต ทรงกระทำปาฏิหาริย์น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี ด้วยพุทธานุภาพยิ่งใหญ่ จิตของพระมหาบุรุษนั้นย่อมตั้งอยู่ในมหาโพธิญาณ กระทำปาฏิหาริย์นั้นให้เป็นอารมณ์ เพราะอาศัยพระตถาคตนั้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีธรรมน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีและอานุภาพเป็นอจินไตยอย่างนี้ เพราะรู้แจ้งแทงตลอดธรรมธาตุใด ธรรมธาตุนี้มีอานุภาพมากหนอ. 
         พระมหาบุรุษนั้นน้อมไปในสัมโพธิญาณนั้น ทำธรรมธาตุนั้นให้เป็นปัจจัยอาศัยการเห็นมหานุภาพนั้นนั่นแลย่อมตั้งจิตไว้ในอภินิหารนั้น. 
         นี้เป็นปัจจัยที่ ๑ แห่งมหาภินิหาร. 
         มหาบุรุษย่อมไม่เห็นความที่พระตถาคตมีอานุภาพใหญ่ตามที่กล่าวแล้ว แต่ฟังว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเช่นนี้และเป็นเช่นนี้ ดังนี้. 
         พระมหาบุรุษนั้นน้อมไปในสัมโพธิญาณ ทำธรรมธาตุนั้นให้เป็นปัจจัย อาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ย่อมตั้งจิตไว้ในอภินิหารนั้น. นี้เป็นปัจจัยที่ ๒ แห่งมหาภินิหาร. 
         มหาบุรุษย่อมไม่เห็นความที่พระตถาคตนั้นมีอานุภาพใหญ่ตามที่กล่าวแล้ว. ทั้งไม่ได้ฟังมหานุภาพนั้นจากผู้อื่น. แต่เมื่อพระตถาคตทรงแสดงธรรม มหาบุรุษย่อมฟังธรรมปฏิสังยุตด้วยพุทธานุภาพโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยกำลัง ๑๐ ดังนี้. 
         มหาบุรุษนั้นน้อมไปในสัมโพธิญาณ ทำธรรมธาตุนั้นให้เป็นปัจจัยอาศัยพุทธานุภาพนั้น ย่อมตั้งจิตไว้ในอภินิหารนั้น. 
         นี้เป็นปัจจัยที่ ๓ แห่งมหาภินิหาร. 
         มหาบุรุษย่อมไม่เห็นความที่พระตถาคตนั้นมีอานุภาพใหญ่ ตามที่กล่าวแล้ว. ทั้งไม่ได้ฟังอภินิหารนั้นจากผู้อื่น. ทั้งไม่ได้ฟังธรรมของพระตถาคต. แต่เป็นผู้มีอัธยาศัยกว้างขวาง มีความตั้งใจงามคิดว่า เราจักรักษาวงศ์ของพระพุทธเจ้า แบบแผนของพระพุทธเจ้า ประเพณีของพระพุทธเจ้า ความเป็นธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วสักการะ เคารพนับถือบูชาธรรมเท่านั้น ประพฤติธรรม น้อมไปในสัมโพธิญาณ ทำธรรมธาตุนั้นให้เป็นปัจจัย อาศัยธรรมนั้นย่อมตั้งจิตไว้ในอภินิหารนั้น. นี้เป็นปัจจัยที่ ๔ แห่งมหาภินิหาร. 
         เหตุ ๔ แห่งมหาภินิหารเป็นอย่างไร? 
         มหาบุรุษในโลกนี้ตามปกติเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย สร้างสมอธิการะในพระพุทธเจ้าทั้งหลายในครั้งก่อน. นี้เป็นเหตุที่ ๑ แห่งมหาภินิหาร.
         ยังมีข้ออื่นอีก มหาบุรุษตามปกติเป็นผู้มีอัธยาศัยกรุณา น้อมไปในกรุณา ประสงค์จะนำทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายออกไป สละกายและชีวิตของตน. นี้เป็นเหตุที่ ๒ แห่งมหาภินิหาร. 
         ยังมีข้ออื่นอีก มหาบุรุษเพียรพยายามไม่เบื่อหน่ายจากวัฏฏทุกข์แม้ทั้งสิ้นและจากการประพฤติกิจที่ทำได้ยากเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ ตลอดกาลนาน ไม่หวาดสะดุ้ง ตลอดถึงสำเร็จประโยชน์ที่ปรารถนา. นี้เป็นเหตุที่ ๓ แห่งมหาภินิหาร. 
         ยังมีข้ออื่นอีก มหาบุรุษเป็นผู้อาศัยกัลยาณมิตรผู้ที่ห้ามจากสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ให้ตั้งอยู่ในสิ่งเป็นประโยชน์. นี้เป็นเหตุที่ ๔ แห่งมหาภินิหาร. 
         พึงทราบอุปนิสสัยสัมปทาของมหาบุรุษ ดังต่อไปนี้. 
         อัธยาศัยของมหาบุรุษนั้นน้อมไป โน้มไป โอนไปในสัมโพธิญาณโดยส่วนเดียวเท่านั้นฉันใด การประพฤติประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น เพราะมหาบุรุษนั้นทำความตั้งใจแน่วแน่เพื่อสัมโพธิญาณในสำนักของพระพุทธเจ้าในกาลก่อน ด้วยใจและวาจาว่า แม้เราก็จะเป็นเช่นกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พึงยังประโยชน์สุขให้สำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายโดยชอบนั่นแล. 
         มหาบุรุษมีอุปนิสัยสมบูรณ์อย่างนี้ ความวิเศษใหญ่ การกระทำต่างใหญ่ ด้วยสาวกโพธิสัตว์และปัจเจกโพธิสัตว์ของมหาบุรุษผู้ประกอบด้วยเพศ ปรากฏด้วยอุปนิสสยสมบัติ ย่อมปรากฏจากอินทรีย์ การปฏิบัติและความเป็นผู้ฉลาด. 
         คนนอกนี้มิได้ปฏิบัติเหมือนอย่างมหาบุรุษในโลกนี้ผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสสัย มีอินทรีย์บริสุทธิ์ มีญาณบริสุทธิ์ มหาบุรุษเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น มิใช่เพื่อประโยชน์ตน. 
         เป็นความจริงดังนั้น คนนอกนี้มิได้ปฏิบัติเหมือนอย่างมหาบุรุษนั้นปฏิบัติเพื่อประโยชน์ เพื่อสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. 
         อนึ่ง มหาบุรุษย่อมนำมาซึ่งความเป็นผู้ฉลาดในประโยชน์สุขนั้น ด้วยปฏิภาณอันเกิดขึ้นตามฐานะ และเพราะความเป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ. 
         อนึ่ง พึงทราบลักษณะแห่งทานบารมีของมหาบุรุษผู้มีอัธยาศัยในทานมีอาทิว่า 
         มหาบุรุษตามปกติเป็นผู้มีอัธยาศัยในทาน ยินดีในทาน เมื่อมีไทยธรรมย่อมให้ทีเดียว. ไม่เบื่อหน่ายจากการเป็นผู้มีปกติแจกจ่ายเนืองๆ สม่ำเสมอ มีความเบิกบาน เอื้อเฟื้อให้ มีความสนใจให้. 
         ครั้นให้ทานแม้มากมายก็ยังไม่พอใจด้วยการให้ ไม่ต้องพูดถึงให้น้อยละ. 
         อนึ่ง เมื่อจะยังอุตสาหะให้เกิดแก่ผู้อื่น ย่อมกล่าวถึงคุณในการให้. แสดงธรรมปฏิสังยุตด้วยการให้. 
         อนึ่ง เห็นคนอื่นให้แก่คนอื่นก็พอใจ. ให้อภัยแก่คนอื่นในฐานะที่เป็นภัย.

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สโมธานกถา ๑/๗

         อรรถกถาอุททานคาถา
         พึงทราบวินิจฉัยในอุททานคาถา ดังต่อไปนี้. 
         คาถาอุททานคาถา มีอาทิว่า ยุทฺธญฺชโย. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ภิเสน ท่านแสดงมหากัญจนจริยา ด้วยชื่อเรื่องว่าภิงสจริยา. ท่านแสดงโสณบัณฑิตจริยา ด้วยบทว่า โสณนนฺโท นี้. 
         อนึ่ง บทว่า มูคปกฺโข ท่านแสดงเตมิยบัณฑิตจริยา ด้วยชื่อเรื่องว่ามูคปักขะ. ท่านแสดงมหาโลมหังสจริยา ด้วยหัวข้อธรรมคืออุเบกขาบารมี. 
         บทว่า อาสิ อิติ วุตฺตํ มเหสินา พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสแล้ว. 
         อธิบายว่า ดูก่อนสารีบุตร ในครั้งนั้น เราเป็นพระโพธิสัตว์ ชื่อว่าแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพราะแสวงหาโพธิสมภารมีทานบารมีเป็นต้นใหญ่โดยวิธีนี้ได้ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว เหมือนอย่างที่แสดงแก่เธอในบัดนี้แหละ. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมี ทรงกระทำทุกรกิริยาของพระองค์ทั้งที่กล่าวแล้ว และยังไม่ได้กล่าวในที่นี้ อันเป็นไปตลอดกาลนาน ด้วยการบำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์รวมเป็นอันเดียวกัน โดยสังเขปเท่านั้น จึงตรัสคาถานี้ว่า :- 
                     เราได้เสวยทุกข์และสมบัติมากมายหลาย 
               อย่าง ในภพน้อยภพใหญ่ ตามนัยที่กล่าวแล้วนี้ 
               แล้วจึงได้บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ คือ โดยนัยดังกล่าวแล้วนี้. 
         บทว่า พหุวิธํ ทุกฺขํ คือ ทุกข์หลายอย่างหลายประการ เพราะอาหารมีใบหมากเม่าเป็นต้น เมื่อครั้งเป็นอกิตติบัณฑิตเป็นต้น และด้วยการอดอาหารเป็นต้น เพราะให้ใบหมากเม่านั้นแก่ยาจก. อนึ่ง เมื่อครั้งเป็นพระเจ้ากุรุเป็นต้น สมบัติมีหลายอย่างเช่นกับสมบัติของท้าวสักกะ. 
         บทว่า ภวาภเว คือ ภพน้อยภพใหญ่ หรือเสวยความเจริญและความเสื่อม ในภพน้อยภพใหญ่ ไม่เดือดร้อนด้วยทุกข์หลายอย่าง ไม่ถูกฉุดคร่าด้วยสมบัติหลายอย่าง เป็นผู้ขวนขวายในการบำเพ็ญบารมี ปฏิบัติข้อปฏิบัติอันสมควรแก่บารมีนั้น บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณอย่างสูงสุด คือพระสัพพัญญุตญาณ. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงถึงความที่บารมีที่พระองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาสิ้นกาลนาน เพื่อให้บริบูรณ์ให้เต็มเปี่ยมโดยไม่มีเหลือ และความที่ผลที่ควรบรรลุ พระองค์ได้บรรลุแล้ว จึงตรัสคาถามีอาทิว่า :- 
                     เราได้ให้ทานอันควรให้ บำเพ็ญศีลโดยหา 
               เศษมิได้ ถึงเนกขัมมบารมีแล้วจึงบรรลุสัมโพธิญาณ 
               อันสูงสุด. เราสอบถามบัณฑิตทั้งหลาย ทำความ 
               เพียรอยู่อย่างอุกฤษฏ์ อย่างถึงขันติบารมีแล้ว จึง 
               บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด. เราทำอธิษฐานอย่าง 
               มั่น ตามรักษาสัจวาจา ถึงเมตตาบารมีแล้ว จึงบรรลุ 
               สัมโพธิญาณอันสูงสุด. เราเป็นผู้มีจิตเสมอในลาภ 
               และเสื่อมลาภ ในยศและเสื่อมยศ ในความนับถือ 
               และการดูหมิ่นทั้งปวง แล้วจึงบรรลุสัมโพธิญาณอัน 
               สูงสุด. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ทตฺวา ทาตพฺพกํ ทานํ ความว่า ในกาลนั้น เราได้สละไทยธรรมมีราชสมบัติเป็นต้นในภายนอก อวัยวะและตาเป็นต้นในภายใน ที่พระโพธิสัตว์ผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นยานเลิศ เพื่อบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จากนั้นได้บริจาคทานมีประเภทเป็นทานบารมี ทานอุปบารมีและทานปรมัตถบารมี มีการบริจาคใหญ่ ๕ อย่างเป็นที่สุด คือบริจาคราชสมบัติ ๑ บริจาคอวัยวะ ๑ บริจาคนัยน์ตา ๑ บริจาคบุตรภรรยา ๑ บริจาคตน ๑ โดยไม่มีเหลือ. 
         ไม่มีปริมาณของอัตภาพที่พระมหาบุรุษบำเพ็ญทานบารมี ในกาลที่แล้วมา ในจริยานี้มีอาทิอย่างนี้ คือในกาลเป็นอกิตติพราหมณ์ ในกาลเป็นสังขพราหมณ์ แม้ในกาลที่มิได้มามีอาทิอย่างนี้ คือในกาลเป็นวิสัยหเศรษฐี ในกาลเป็นเวลามพราหมณ์. 
         ทานบารมีของพระโพธิสัตว์ ครั้งเป็นสสบัณฑิต สละตนอย่างนี้ว่า :- 
                     เราเห็นยาจกเข้าไปขออาหาร จึงสละตน 
               ของตน ผู้เสมอด้วยทานของเราไม่มี นี้คือทาน- 
               บารมีของเรา. 
         ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว. 
         ส่วนในบารมีนอกนั้น พึงทราบบารมีและอุปบารมีตามสมควร.
         บทว่า สีลํ ปูเรตฺวา อเสสโต ความว่า อันผู้บำเพ็ญศีลของพระโพธิสัตว์ มีอาทิอย่างนี้ คือสำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมทั้งกายวาจา สำรวมอินทรีย์ รู้จักประมาณในการบริโภค มีอาชีพบริสุทธิ์ ควรบำเพ็ญบารมี อันมีประเภทเป็นศีลบารมี ศีลอุปบารมี ศีลปรมัตถบารมี ยังศีลทั้งปวงให้บริบูรณ์ คือให้ถึงพร้อมด้วยชอบ โดยไม่มีส่วนเหลือ. 
         แม้ในที่นี้ก็ไม่มีปริมาณของอัตภาพที่พระมหาสัตว์บำเพ็ญศีลบารมี ในกาลที่มาแล้วในจริยานี้มีอาทิอย่างนี้ คือในกาลเป็นศีลวนาคราช ในกาลเป็นจัมเปยยนาคราช และในกาลที่มิได้มามีอาทิอย่างนี้ว่า ในกาลเป็นมหาวานร ในกาลเป็นช้างฉัททันตะ. 
         ศีลบารมีของพระโพธิสัตว์ ครั้งเป็นสังขปาละ สละตนอย่างนี้ว่า :- 
                     เราไม่โกรธเคืองพวกบุตรพราน แม้จะ 
               แทงด้วยหลาว แม้จะทิ่มด้วยหอก นี้เป็นศีล- 
               บารมีของเรา 
         ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว. 
         ส่วนในบารมีนอกนี้ พึงทราบบารมีและอุปบารมีตามสมควร. 
         บทว่า เนกฺขมฺเม ปารมึ คนฺตฺวา คือถึงบารมีในการออกบวชครั้งใหญ่ ๓ อย่างอุกฤษฏ์อย่างยิ่ง. ในบทนั้นไม่มีปริมาณของอัตภาพที่พระมหาสัตว์สละราชสมบัติยิ่งใหญ่ แล้วบำเพ็ญเนกขัมมบารมี ในกาลที่มาแล้วในจริยานี้อย่างนี้ คือ ในกาลเป็นยุธัญชยบัณฑิต ในกาลเป็นโสมนัสกุมาร และที่มิได้มาคือในกาลมีอาทิอย่างนี้ ในกาลเป็นหัตถิปาลกุมาร ในกาลเป็นมฆเทวะ. 
         อนึ่ง เนกขัมมบารมีของพระมหาสัตว์นั้นผู้สละราชสมบัติออกบวช เพราะไม่เกี่ยวข้องอย่างนี้ว่า :- 
                     เราสละราชสมบัติอันใหญ่หลวงที่อยู่ใน 
               เงื้อมมือ ดุจถ่มก้อนน้ำลาย เมื่อเราสละก็ไม่ 
               เกี่ยวข้อง นี้เป็นเนกขัมมบารมีของเรา. 
         ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว. 
         ส่วนในบารมีนอกนี้ พึงทราบบารมีและอุปบารมีตามสมควร. 
         บทว่า ปณฺฑิเต ปริปุจฺฉิตฺวา ความว่า เราสอบถามถึงการจำแนกธรรมมีกุศลเป็นต้นด้วยนัยมีอาทิว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ การจำแนกกรรมและผลของกรรม กรรมศิลปะวิชาอันไม่มีโทษ อันนำมาซึ่งอุปการะแก่สัตว์ทั้งหลาย กะบัณฑิตผู้มีปัญญา. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงถึงปัญญาบารมี. 
         ในบทนั้นไม่มีปริมาณของอัตภาพที่พระมหาสัตว์บำเพ็ญปัญญาบารมี ในกาลมีอาทิอย่างนี้ คือในกาลเป็นวิธูรบัณฑิต ในกาลเป็นมหาโควินทบัณฑิต ในกาลเป็นกุททาลบัณฑิต ในกาลเป็นอรกบัณฑิต ในกาลเป็นโพธิปริพาชก ในกาลเป็นมโหสถบัณฑิต. 
                     เราค้นหาด้วยปัญญา ปลดเปลื้องพราหมณ์ 
               จากทุกข์. ผู้เสมอด้วยปัญญาของเราไม่มี นี้เป็น 
               ปัญญาบารมีของเรา. 
         ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว. 
         บทว่า วีริยํ กตฺวาน อุตฺตมํ คือกระทำวีริยบารมีหลายอย่างให้เกิด คือปธานะ วีริยะอันสูงสุดเพราะสามารถให้ถึงสัมมาสัมโพธิญาณได้. 
         ในบทนั้นไม่มีปริมาณของอัตภาพที่พระมหาสัตว์บำเพ็ญวีริยบารมี ในกาลมีอาทิอย่างนี้ คือในกาลเป็นมหาศีลวราช ในกาลเป็นปัญจาวุธกุมาร ในกาลเป็นพระยามหาวานร. 
         อนึ่ง วีริยบารมีของพระโพธิสัตว์นั้นครั้งเป็นพระมหาชนกข้ามมหาสมุทร อย่างนี้ว่า:- 
                     เราอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร มองไม่เห็นฝั่ง 
               พวกมนุษย์ทั้งหลายพากันตายหมดแล้ว เราไม่มี 
               จิตเป็นอย่างอื่น นี้เป็นวีริยบารมีของเรา. 
         ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว. 
         บทว่า ขนฺติยา ปารมึ คนฺตฺวา ความว่า เราบรรลุถึงอธิวาสนขันติเป็นต้น อันมีสภาพเป็นขันติชั้นอุกฤษฏ์อย่างยอดเยี่ยม ถึงขันติบารมีชั้นยอด. 
         อธิบายว่า ยังขันติบารมีให้สมบูรณ์. 
         ในบทนั้นไม่มีปริมาณของอัตภาพที่พระมหาสัตว์บำเพ็ญขันติบารมี ในกาลมีอาทิอย่างนี้ คือ ในกาลเป็นพระยาวานร ในกาลเป็นพระยากระบือ ในกาลเป็นรุรุมิคราช ในกาลเป็นธรรมเทพบุตร. 
         อนึ่ง ขันติบารมีของพระมหาสัตว์นั้น ครั้งเป็นขันติวาทีดาบสเสวยทุกข์ใหญ่ ดุจไม่มีจิตใจอย่างนี้ว่า :- 
                     เราไม่โกรธพระราชากาสี ผู้โบยเราด้วย 
               ขวานอันคม เหมือนเราไม่มีจิตใจ. นี้เป็นขันติ- 
               บารมีของเรา. 
         ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว. 
         บทว่า กตฺวา ทฬฺหมธิฏฺฐานํ ความว่า เราทำอธิษฐานสมาทานกุศลอธิษฐานสมาทานบารมีนั้นๆ และสมาทานธรรมเป็นอุปการะแก่บารมีนั้นให้มั่นไม่ให้หย่อน. 
         อธิบายว่า อธิษฐานสมาทานข้อปฏิบัตินั้นๆ โดยไม่มีการกลับกลอก.
         ในบทนั้น ไม่มีปริมาณแห่งอัตภาพของพระมหาสัตว์ผู้บำเพ็ญอธิษฐานบารมี ในกาลมีอาทิอย่างนี้ คือ ในกาลเป็นโชติปาละ ในกาลเป็นสรภังคะ ในกาลเป็นพระเนมิ. 
         อธิษฐานบารมีของพระโพธิสัตว์นั้นครั้งเป็นพระเตมิยกุมาร อธิษฐานพรตสละชีวิตอย่างนี้ว่า :- 
                     เราไม่เกลียดชังพระมารดาและพระบิดา 
               เราไม่เกลียดตัวเรา. พระสัพพัญญุตญาณเป็น 
               ที่รักของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงอธิษฐานพรต. 
         ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว. 
         บทว่า สจฺจวาจานุรกฺขิย ความว่า เราตามรักษาสัจวาจา รังเกียจโวหารที่ไม่เป็นอริยะ แม้ในเวลามีอันตรายถึงชีวิต ก็คงรักษาไว้ คือรักษาคำพูดที่ไม่ผิดปกติโดยประการทั้งปวง. 
         ในบทนั้น ไม่มีปริมาณของอัตภาพของพระมหาสัตว์ที่บำเพ็ญสัจบารมี ในกาลมีอาทิอย่างนี้คือ ในกาลเป็นพระยาวานร ในกาลเป็นสัจจดาบส ในกาลเป็นพระยาปลา. 
         อนึ่ง สัจบารมีของพระโพธิสัตว์นั้น ครั้งเป็นมหาสุตโสม สละชีวิตตามรักษาคำสัตย์อย่างนี้ว่า :- 
                     เราตามรักษาสัจวาจา สละชีวิตของเรา 
               ให้โปริสาทปลดปล่อยกษัตริย์ ๑๐๑. นี้เป็น 
               สัจบารมีของเรา. 
         ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว. 
         บทว่า เมตฺตาย ปารมึ คนฺตฺวา ความว่า เราถึงเมตตาบารมีอันมีลักษณะนำสิ่งเป็นประโยชน์ในสรรพสัตว์โดยไม่เจาะจง อันเป็นบารมีชั้นอุกฤษฏ์อย่างยิ่ง. 
         ในบทนั้น ไม่มีปริมาณของอัตภาพของพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญเมตตาบารมี ในกาลมีอาทิอย่างนี้ คือ ในกาลเป็นจูฬธรรมปาละ ในกาลเป็นมหาสีลวราช. ในกาลเป็นสามบัณฑิต. 
         อนึ่ง เมตตาบารมีของพระโพธิสัตว์นั้น ครั้งเป็นสุวรรณสาม แผ่เมตตาไม่เหลียวแลแม้ชีวิตอย่างนี้ว่า :- 
                     ใครๆ ไม่สะดุ้งหวาดกลัวเรา แม้เราก็ 
               ไม่กลัวใครๆ. อันกำลังแห่งเมตตาอุปถัมภ์ไว้ 
               เราจึงยินดีในป่าใหญ่ ในกาลนั้น. 
         ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว. 
         บทว่า สมฺมานนาวมานเน ความว่า เรามีจิตเสมอไม่ผิดปกติ ในการนับถือด้วยการบูชาสักการะเป็นต้น โดยเคารพ ในการดูหมิ่นด้วยการถ่มน้ำลายเป็นต้น และในโลกธรรมทั้งปวง ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณอันยอดเยี่ยมสูงสุด. 
         ในบทนั้น ไม่มีปริมาณแห่งอัตภาพที่พระมหาสัตว์บำเพ็ญอุเบกขาบารมี ในกาลมีอาทิอย่างนี้ คือ ในกาลเป็นพระยามหาวานร ในกาลเป็นพระเจ้ากาสี ในกาลเป็นเขมพราหมณ์ ในกาลเป็นอัฐิเสนปริพาชก. 
         อนึ่ง อุเบกขาบารมีของพระโพธิสัตว์นั้น ครั้งเป็นมหาโลมหังสะแม้เมื่อเด็กชาวบ้านทำให้เกิดสุขและทุกข์ ด้วยการถ่มน้ำลายเป็นต้น และด้วยการนำดอกไม้ของหอมเป็นต้น เข้าไปก็ไม่ละเลยอุเบกขาอย่างนี้ว่า :-
                     เรานอนอยู่ในป่าช้า เอาซากศพอันมีแต่กระดูก 
               ทำเป็นหมอนหนุน. เด็กชาวบ้านพวกหนึ่งพากันเข้า 
               ไปทำความหยาบช้าร้ายกาจนานัปการ. 
         ชื่อว่า ปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว. 
         ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถึงการบำเพ็ญทุกรกิริยาที่พระองค์ทรงทำแล้วในภัทรกัปนี้ เพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณโดยสังเขปว่า :- 
                     เราได้เสวยทุกข์และสมบัติมากมายหลายอย่าง 
               ในภพน้อยและภพใหญ่ตามนัยที่กล่าวแล้วนี้ แล้วจึง 
               ได้บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด. 
         แล้วทรงแสดงบารมี ๑๐ ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญแล้วโดยชอบอีกว่า :-
               ทตฺวา ทาตพฺพกํ ทานํ ฯลฯ ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ 
               เราให้ทานที่ควรให้ ฯลฯ บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด. 
         (มีคำแปลซ้ำกับที่แปลไว้แล้วในตอนต้น).
จบอรรถกถาอุททานคาถา

28 ธันวาคม 2568

45/มหาภารตะ ตอนที่ - กำเนิดของกรรณะ: ปริธาปกปิดบุตรชายของตน

search-google มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ..  
      ก่อนหน้า 💃🏻  อ่านต่อ
 พระไวสัมปายานะกล่าวว่า “โอ้พระเจ้าแห่งแผ่นดิน ในวันแรกของข้างขึ้นในเดือนที่สิบของปีนั้นพระนางปฤถะทรงตั้งครรภ์โอรสองค์หนึ่ง เปรียบเสมือนพระเจ้าแห่งดวงดาวในท้องฟ้า และหญิงสาวผู้มีสะโพกงดงามนั้น ด้วยความกลัวเพื่อนฝูง จึงปกปิดการตั้งครรภ์ของตนไว้ เพื่อไม่ให้ใครรู้ และเนื่องจากหญิงสาวผู้นั้นอาศัยอยู่ในห้องที่จัดไว้สำหรับหญิงสาวบริสุทธิ์ และปกปิดสภาพของตนอย่างระมัดระวัง จึงไม่มีใครรู้ความจริงนอกจากนางพยาบาลของนาง”
                        และในเวลาต่อมา หญิงสาวผู้สวยงามนั้น ด้วยพระคุณของพระเจ้า ได้ให้กำเนิดบุตรชายผู้มีรูปลักษณ์คล้ายเทพเจ้า และเช่นเดียวกับบิดา บุตรชายก็สวมชุดเกราะและประดับด้วยต่างหูอันแวววาว และเขามีดวงตาที่ดุจสิงโตและไหล่ที่แข็งแรงเหมือนวัวกระทิง
 และทันทีที่หญิงสาวผู้สวยงามคลอดบุตร เธอก็ปรึกษากับนางพยาบาลและวางทารกไว้ในกล่องหวายที่กว้างขวางและเรียบเนียน ปูด้วยผ้าปูที่นอนนุ่มๆ และมีหมอนราคาแพงวางอยู่ พื้นผิวของกล่องเคลือบด้วยขี้ผึ้ง และห่อหุ้มด้วยผ้าคลุมอย่างดี ด้วยน้ำตาคลอเบ้า เธออุ้มทารกไปยังแม่น้ำอัสวะและโยนตะกร้าลงไปในน้ำ และถึงแม้เธอจะรู้ว่าไม่เหมาะสมที่หญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานจะคลอดบุตร แต่ด้วยความรักของพ่อแม่ โอพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เธอจึงร้องไห้อย่างน่าเวทนา คุณได้ยินคำพูดของกุนตีที่ร่ำไห้ขณะนำหีบไปทิ้งลงแม่น้ำอัศวะหรือไม่
 “โอ้ลูกเอ๋ย ขอให้ความดีงามจงมีแก่เจ้าจากสรรพสิ่งที่อาศัยอยู่ในแผ่นดิน น้ำ ท้องฟ้า และแดนสวรรค์ ขอให้เส้นทางของเจ้าเป็นเส้นทางอันเป็นมงคล ขออย่าให้ผู้ใดมาขัดขวางทางของเจ้า และโอ้ลูกเอ๋ย ขอให้ทุกคนที่ได้พบเจอกับเจ้าจงปราศจากความเกลียดชังต่อเจ้า และขอให้พระวรุณเจ้า เทพเจ้าแห่งสายน้ำจงคุ้มครองเจ้าในน้ำ และขอให้เทพเจ้าผู้ปกครองท้องฟ้า จงคุ้มครองเจ้าอย่างสมบูรณ์ในท้องฟ้า”
 และขอให้พระ สุริยะ เทพ ผู้เป็นบิดาของเจ้าผู้ซึ่งข้าพเจ้าได้รับเจ้ามาจากพระองค์ตามลิขิตของโชคชะตาจงคุ้มครองเจ้าทุกหนทุกแห่ง! และขอให้ พระอาทิ ตยะพระ วสุ พระรุทระพระสัทยะ พระวิษณุเทพพระมฤตและทิศทั้งสี่ พร้อมด้วยพระอินทร์ ผู้ยิ่งใหญ่ และเหล่าผู้ปกครอง และแท้จริงแล้ว เหล่าเทพทั้งหลาย จงคุ้มครองเจ้าในทุกที่! แม้ในต่างแดน ข้าพเจ้าก็จะสามารถจดจำเจ้าได้จากเสื้อเกราะของเจ้า! แน่นอน พระบิดาของเจ้า โอ บุตรี พระสุริยะเทพผู้เปี่ยมด้วยรัศมีอันงดงาม ทรงได้รับพร เพราะพระองค์จะทรงทอดพระเนตรเจ้าล่องไปตามกระแสน้ำด้วยพระเนตรอันศักดิ์สิทธิ์!
 หญิงใดที่ได้รับพรยิ่งนัก โอท่านผู้เกิดจากเทพเจ้า ที่จะรับท่านเป็นบุตรบุญธรรม และจะให้ท่านดื่มนมเมื่อท่านกระหาย! และช่างเป็นความฝันอันโชคดีเหลือเกินที่หญิงผู้นั้นได้ฝันถึง ท่านผู้เปี่ยมด้วยรัศมีดุจดวงอาทิตย์ สวมเกราะดุจเทพ และประดับด้วยต่างหูดุจเทพ มีดวงตาเบิกกว้างดุจดอกบัว ผิวพรรณสดใสดุจทองแดงขัดเงาหรือกลีบดอกบัว หน้าผากขาวผ่อง และผมดัดลอนสวยงาม! โอ้ลูกเอ๋ย ผู้ใดที่ได้เห็นเจ้าคลานไปบนพื้นดิน เปื้อนฝุ่น และเปล่งเสียงอ้อแอ้เบาๆ ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ที่ได้รับพรอย่างแน่นอน! และโอ้ลูกเอ๋ย ผู้ใดที่ได้เห็นเจ้าเติบโตเป็นหนุ่มฉกรรจ์ดุจดั่งสิงโตผู้มีแผงคอสง่างามที่ถือกำเนิดในป่าหิมาลัย ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ที่ได้รับพรอย่างแน่นอน!
 ( ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า ) “โอ้พระราชา เมื่อปริถะคร่ำครวญอยู่นานและน่าเวทนาแล้ว ก็ได้วางตะกร้าลงในแม่น้ำอัศวะ และหญิงสาวผู้มีดวงตาดุจดอกบัว ผู้ทุกข์ระทมด้วยความโศกเศร้าเนื่องจากบุตรชายของตน และร้องไห้อย่างขมขื่น ได้นำตะกร้าไปทิ้งในยามค่ำคืนพร้อมกับนางพยาบาล และถึงแม้จะปรารถนาจะได้เห็นบุตรชายของตนอีกหลายครั้ง แต่โอ้พระราชา พระองค์ก็เสด็จกลับไปยังพระราชวังด้วยความกลัวว่าบิดาของตนจะทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้น”
 ในขณะเดียวกัน ตะกร้าก็ลอยจากแม่น้ำอัศวะไปยังแม่น้ำจารมันวตีและจากแม่น้ำจารมันวตีก็ผ่านไปยังแม่น้ำยมุนาและต่อไปยังแม่น้ำคงคาและด้วยคลื่นของแม่น้ำคงคา เด็กที่อยู่ในตะกร้าก็มาถึงเมืองจัมปะซึ่งปกครองโดยบุคคลจาก เผ่า สุตะแท้จริงแล้ว เสื้อเกราะชั้นเยี่ยมและต่างหูที่ทำจากน้ำอมฤตซึ่งเกิดมาพร้อมกับร่างกายของเขา รวมทั้งกฎแห่งโชคชะตา ได้ช่วยให้เด็กนั้นมีชีวิตรอด
 CCCVII - เรื่องราวของกรรณะ: การเกิด การรับเลี้ยง และการฝึกฝน
 ไวสัมปายานะกล่าวว่า "และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในเวลานั้น ชายสุตะนามว่าอธิรธะผู้เป็นมิตรของธฤตราษฏร์ได้เดินทางมายังแม่น้ำคงคาพร้อมกับภรรยาของเขา และโอ้พระราชา ภรรยาของเขานามว่าราธามีความงามหาที่เปรียบมิได้ในโลก และถึงแม้ว่าสตรีผู้มีบุญยิ่งผู้นั้นได้พยายามอย่างยิ่งที่จะมีบุตรชาย แต่ก็ไม่สำเร็จ โอ้ผู้ปราบปราศรัยข้าศึก"
                        เมื่อมาถึงแม่น้ำคงคา นางได้เห็นกล่องใบหนึ่งลอยมาตามกระแสน้ำ ภายในกล่องบรรจุสิ่งของที่ใช้ป้องกันอันตรายและประดับประดาด้วยน้ำมันหอมระเหย กล่องนั้นถูกคลื่นของแม่น้ำจันหวี พัดพามาอยู่ตรงหน้านาง ด้วยความอยากรู้อยากเห็น หญิงสาวจึงสั่งให้คนเก็บกล่องนั้นมา แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้อธิรธะผู้มีอาชีพเป็นสารถีฟัง
                        เมื่ออธิรธะได้ยินเช่นนั้น จึงนำกล่องจากริมน้ำขึ้นมา และเปิดมันออกโดยใช้เครื่องมือ แล้วเขาก็เห็นเด็กชายคนหนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายดวงอาทิตย์ยามเช้า เด็กทารกนั้นสวมเกราะทองคำ และมีความงามเป็นเลิศ ใบหน้าประดับด้วยต่างหูมากมาย เมื่อเห็นเช่นนั้น สารถีและภรรยาก็ตกตะลึงจนตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
                        เมื่ออธิราถอุ้มทารกไว้บนตักแล้ว กล่าวแก่ภรรยาของตนว่า
                        “นับตั้งแต่ฉันเกิดมา โอหญิงขี้อาย ฉันไม่เคยเห็นสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้มาก่อนเลย เด็กที่เกิดมาหาเรานี้ต้องเกิดจากสวรรค์อย่างแน่นอน แม้ฉันจะไม่มีลูกชาย แต่ก็เป็นเทพเจ้าที่ส่งเขามาหาฉัน!”
 กล่าวเช่นนั้นแล้ว โอพระเจ้าแห่งแผ่นดิน พระองค์จึงมอบทารกนั้นให้แก่ราธา และราธาจึงรับบุตรบุญธรรมตามบัญญัติ บุตรผู้มีรูปงามดุจเทพภูมิ มีรัศมีดุจกลีบดอกบัว และเปี่ยมด้วยพระคุณอันประเสริฐ และได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากนาง บุตรผู้เปี่ยมด้วยพลังอำนาจจึงเติบโตขึ้น และหลังจากที่ รับ กรรณะเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว อธิรธะก็มีบุตรชายคนอื่นๆ อีก และเมื่อเห็นบุตรผู้นั้นสวมเกราะแวววาวและต่างหูทองคำ เหล่าผู้เกิดใหม่ทั้งสองจึงตั้งชื่อว่าวสุเสนา
 และด้วยเหตุนี้เอง เด็กชายผู้เปี่ยมด้วยความสง่างามและพละกำลังอันหาที่เปรียบมิได้ จึงได้ถือกำเนิดเป็นโอรสของสารถี และเป็นที่รู้จักในนามว่า วสุเสนา และวฤษณะและพระนางปฤถะทรงทราบจากสายสืบว่าโอรสของพระนางเองผู้สวมเกราะเทพกำลังเติบโตขึ้นท่ามกลางเหล่าอังคะในฐานะโอรสองค์โตของสารถี (อธิรธะ) และเมื่อเห็นว่าโอรสของตนเติบโตขึ้นตามกาลเวลา อธิรธะจึงส่งเขาไปยังเมืองที่ตั้งชื่อตามช้าง และที่นั่น กรรณะได้พักอาศัยอยู่กับโดรณะเพื่อเรียนรู้การใช้อาวุธ และหนุ่มผู้ทรงพลังผู้นั้นได้ผูกมิตรกับทุรโยธนะ และ เมื่อได้เรียนรู้การใช้อาวุธทั้งสี่ชนิดจากโดรณะกฤษณะและพระราม แล้ว เขาก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกในฐานะนักธนูผู้ยิ่งใหญ่
 และหลังจากที่ได้ผูกมิตรกับบุตรชายของธฤตราษฏร์แล้ว เขาก็ตั้งใจที่จะทำร้ายบุตรชายของปฤถะ และเขาก็ปรารถนาที่จะต่อสู้กับผัลคุนผู้ มีจิตใจสูงส่งอยู่ เสมอ และโอ้พระราชา นับตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกัน กรณะมักจะท้าทายอรชุน อยู่เสมอ และอรชุนเองก็ท้าทายเขาเช่นกัน นี่คือความลับที่พระอาทิตย์ทรงรู้โดยไม่ต้องสงสัยเลย นั่นคือ กรณะซึ่งเกิดจากพระองค์เองกับกุนตีถูกเลี้ยงดูมาในตระกูลสุตะ
 และเมื่อเห็นเขาประดับประดาด้วยต่างหูและเกราะยุธิษฐิระก็คิดว่าเขาเป็นผู้ที่ไม่สามารถเอาชนะได้ในการต่อสู้ และรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่ง และเมื่อครั้งที่กรรณะ หลังจากขึ้นมาจากน้ำแล้ว เคยมาบูชาแสงเรืองรองในตอนกลางวัน โอ้ พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเหล่าพราหมณ์ มักมาขอทานทรัพย์สินจาก พระสุริยะโดยพนมมือและในเวลานั้นไม่มีสิ่งใดที่พระองค์จะไม่ประทานให้แก่ผู้เกิดใหม่สองครั้ง
                        และพระอินทร์ได้แปลงกายเป็นพราหมณ์ปรากฏตัวต่อหน้าเขา (ในเวลานั้น) และตรัสว่า
                        'เอามาให้ฉัน!'
                        จากนั้นบุตรชายของราธาจึงตอบเขาว่า 'ยินดี!'"
CCCVIII - การหลอกลวงของ Karna และการคืนปาณฑพให้กับทไวตะวัน
                        ไวสัมปายานะกล่าวว่า "และเมื่อพระราชาแห่งสวรรค์ปรากฏพระองค์ในคราบของพราหมณ์เมื่อกามเทพเห็นพระองค์จึงกล่าวว่า"
                        'ยินดีต้อนรับ!'
                        และด้วยความที่ไม่รู้เจตนา ของอธิราถ บุตรชายของ อธิราถจึงกล่าวกับพราหมณ์ว่า 'ระหว่างสร้อยคอทองคำ หญิงสาวสวย และหมู่บ้านที่มีวัวมากมาย ฉันจะเลือกอะไรให้คุณ?'
                        จากนั้นพราหมณ์จึงตอบว่า
 “ข้าขอร้องท่าน อย่าได้มอบสร้อยคอทองคำ หรือหญิงสาวแสนสวย หรือสิ่งของน่าพึงพอใจใดๆ ให้แก่ข้าเลย ท่านมอบให้แก่ผู้ที่ขอเท่านั้น หากท่านผู้บริสุทธิ์และไร้บาป มีความจริงใจในคำปฏิญาณของท่าน โปรดสละเสื้อเกราะที่ติดตัวท่านมาแต่กำเนิด และต่างหูเหล่านี้ มอบให้แก่ข้าเถิด! ข้าปรารถนา ท่านผู้ปราบปราศศัตรู โปรดมอบสิ่งเหล่านี้ให้ข้าโดยเร็ว เพราะผลประโยชน์เพียงอย่างเดียวของข้าในครั้งนี้ จะถือว่าเหนือกว่าผลประโยชน์อื่นๆ ทั้งหมด!”
                        เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น กามะจึงกล่าวว่า “โอ้ พราหมณ์เอ๋ย ข้าจะมอบที่ดินทำกิน หญิงสาวแสนสวย วัว และไร่นาให้แก่ท่าน แต่ข้าไม่อาจมอบเสื้อเกราะและต่างหูให้แก่ท่านได้!”
                        ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า
                        "ถึงแม้ กรรณะจะคะยั้นคะยอด้วยถ้อยคำต่างๆ นานาแต่ท่านผู้นำแห่ง เผ่า ภารตะพราหมณ์ผู้นั้นก็ไม่ได้ขอพรอื่นใดอีกเลย และถึงแม้กรรณะจะพยายามเกลี้ยกล่อมท่านอย่างสุดความสามารถและเคารพบูชาท่านอย่างเหมาะสม แต่พราหมณ์ผู้ประเสริฐ ที่สุดผู้นั้น ก็ไม่ได้ขอพรอื่นใดอีกเลย"
                        และเมื่อพราหมณ์ผู้ประเสริฐที่สุดผู้นั้นไม่ได้ขอพรใดๆ เพิ่มเติมอีก บุตรชายของ ราธาจึงกล่าวแก่เขาอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม
 “โอ้ ผู้เกิดใหม่เอ๋ย เกราะของข้าพเจ้าเกิดมาพร้อมกับร่างกายของข้าพเจ้า และต่างหูคู่นี้ก็เกิดขึ้นจากน้ำอมฤตเพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้าไม่อาจถูกสังหารได้ในโลกนี้ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่อาจแยกจากสิ่งเหล่านี้ได้ โอ้ พราหมณ์ผู้ยิ่งใหญ่ โปรดรับอาณาจักรโลกทั้งหมดจากข้าพเจ้า ปราศจากศัตรูและเปี่ยมด้วยความเจริญรุ่งเรือง! โอ้ ผู้เกิดใหม่ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด หากข้าพเจ้าถูกพรากต่างหูและเกราะที่เกิดมาพร้อมกับร่างกายของข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าก็อาจพ่ายแพ้ต่อศัตรูได้!”
                        ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า "เมื่อผู้สังหารปาคา ผู้มีชื่อเสียง ปฏิเสธที่จะขอพรอื่นใดอีก กามะจึงกล่าวกับเขาด้วยรอยยิ้มอีกครั้งว่า'"
 “โอ้ เทพเจ้าแห่งเทพทั้งปวง แม้ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าก็จำท่านได้แล้ว โอ้พระเจ้า! โอ้สาครา การที่ข้าพเจ้าจะมอบพรที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ท่านนั้นไม่เหมาะสม เพราะท่านคือเจ้าแห่งสวรรค์! ตรงกันข้าม ในเมื่อท่านคือผู้สร้างและเจ้าแห่งสรรพสิ่งทั้งปวง ท่านต่างหากที่ควรมอบพรแก่ข้าพเจ้า! ถ้าหากข้าพเจ้ามอบเสื้อเกราะและต่างหูนี้ให้ท่าน โอ้พระเจ้า ข้าพเจ้าจะต้องพบกับความพินาศอย่างแน่นอน และท่านก็จะถูกเยาะเย้ยด้วย! ดังนั้น โอ้ สาครา โปรดรับต่างหูและเสื้อเกราะอันประเสริฐของข้าพเจ้าไปแลกกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ท่านจะมอบให้แก่ข้าพเจ้า! มิฉะนั้น ข้าพเจ้าจะไม่มอบสิ่งเหล่านี้ให้ท่าน!”
                        จากนั้นศักระจึงตอบว่า
                        'แม้ก่อนที่ฉันจะมาหาคุณสุริยะก็รู้ถึงจุดประสงค์ของฉันแล้ว และไม่ต้องสงสัยเลยว่า...'เขานั่นเองที่ได้เปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างให้เจ้ารู้! โอ้ การ์นา จงเป็นไปตามที่เจ้าปรารถนาเถิด! โอ้ ลูกชายเอ๋ย นอกจากสายฟ้าแล้ว จงบอกข้ามาว่าเจ้าต้องการอะไรอีก!
                        ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า "เมื่อได้ยินคำพูดของพระอินทร์กรรณะก็เปี่ยมด้วยความยินดี และเมื่อเห็นว่าแผนการของตนกำลังจะสำเร็จ จึงเข้าไปหาพระวาสวะและด้วยความตั้งใจที่จะได้ลูกดอกที่ไม่มีใครสกัดกั้นได้ จึงกล่าวกับพระอินทร์ว่า...
                        'โอ้ วาสาวา ท่านช่วยแลกกับเสื้อเกราะและต่างหูของข้าได้ไหม ช่วยมอบลูกดอกที่ไม่อาจหักเหได้ และสามารถทำลายกองทัพศัตรูที่จัดเรียงเป็นระเบียบในการรบให้ข้าได้ด้วย!'
                        ณ บัดนี้ โอเจ้าแห่งแผ่นดิน เมื่อพระวาสาวะทรงตั้งพระทัยจดจ่ออยู่กับหอก (เพื่อนำมาที่นั่น) พระองค์จึงตรัสกับพระกรรณะว่า
 “จงมอบต่างหูและเกราะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดให้แก่ข้า และแลกเปลี่ยนกับลูกดอกนี้ตามเงื่อนไขนี้! เมื่อข้าเผชิญหน้ากับอสูรกายในสมรภูมิ ลูกดอกนี้ซึ่งไม่อาจหลบหลีกได้ จะถูกขว้างออกไปจากมือ ข้า ทำลายศัตรูได้นับร้อย และกลับมาหาข้าหลังจากบรรลุเป้าหมายแล้ว แต่ในมือของเจ้า โอ บุตรแห่งสุตะ ลูกดอกนี้ จะสังหารศัตรูที่ทรงพลังของเจ้าได้เพียงคนเดียวเท่านั้น และเมื่อทำสำเร็จแล้ว มันจะกลับมาหาข้าด้วยเสียงคำรามและเปลวไฟ!”
                        ณ ที่นั้น กรรณะกล่าวว่า
                        'ข้าปรารถนาจะสังหารศัตรูของข้าแม้เพียงคนเดียวในการต่อสู้ที่ดุเดือด ผู้ซึ่งคำรามอย่างดุร้ายและร้อนแรงดุจไฟ และข้ารู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง!'
                        เมื่อได้ยินเช่นนั้น อินทราจึงกล่าวว่า
                        'เจ้าจะสังหารศัตรูที่น่าเกรงขามและทรงพลังเช่นนั้นในการรบ แต่ผู้ที่เจ้าต้องการสังหารนั้นได้รับการคุ้มครองจากบุคคลผู้มีชื่อเสียง แม้แต่พระองค์ผู้ที่ผู้เชี่ยวชาญในพระเวทเรียกว่า ' หมูป่าผู้ไร้เทียมทาน ' และ ' นารายณะผู้หยั่งรู้ยาก ' แม้แต่พระกฤษณะเองก็ยังคุ้มครองเขาอยู่!'
                        จากนั้นกรรณะจึงตอบว่า
 'ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม ท่านผู้ทรงเกียรติ โปรดประทานอาวุธที่สามารถทำลายศัตรูที่ทรงพลังเพียงคนเดียวให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด! ข้าพเจ้าจะมอบเกราะและต่างหูของข้าพเจ้าให้แก่ท่าน โดยตัดมันออกจากตัวข้าพเจ้าเอง แต่ขอท่านโปรดเมตตาอย่าให้ร่างกายของข้าพเจ้าที่ได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ดูน่าเกลียดเลย!'
                        เมื่อได้ยินเช่นนั้น อินทราจึงกล่าวว่า
 “โอ กรณะเอ๋ย ในเมื่อเจ้าตั้งใจที่จะสังเกตความจริง ร่างกายของเจ้าจะไม่น่าเกลียด หรือไม่มีรอยแผลเป็นใดๆ หลงเหลืออยู่ และโอ กรณะเอ๋ย เจ้าผู้ประเสริฐที่สุดในบรรดาผู้มีวาจา เจ้าจะมีผิวพรรณและพลังอำนาจเช่นเดียวกับบิดาของเจ้าเอง และหากเจ้าคลุ้มคลั่งด้วยความโกรธ แล้วขว้างลูกศรนี้ออกไป ในขณะที่ยังมีอาวุธอื่นๆ อยู่กับเจ้า และเมื่อชีวิตของเจ้าไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายอย่างร้ายแรง ลูกศรนั้นก็จะตกใส่ตัวเจ้าเอง”
                        กรรณะตอบว่า “โอ ศักระ ตามที่ท่านสั่ง ข้าจะขว้าง หอกวา สาวี นี้ ก็ต่อเมื่อข้าตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งเท่านั้น! ข้าบอกท่านตามความจริง!”
                        ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า "จากนั้น โอพระราชา กรณะได้หยิบหอกเพลิงขึ้นมา แล้วเริ่มลอกเกราะธรรมชาติของตนออก และเมื่อเหล่าเทพ มนุษย์ และอสูร ทั้งหลายเห็นกรณะกำลังลอกเกราะของตน พวกเขา ก็คำรามกรณะอย่างน่าเกรงขาม และกรณะก็ไม่แสดงอาการบิดเบี้ยวใดๆ ขณะที่ลอกเกราะของตน"
 และเมื่อได้เห็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้นกำลังฟันร่างกายของตนด้วยอาวุธเช่นนั้น พร้อมกับรอยยิ้มอยู่เรื่อยๆ กลองสวรรค์ก็เริ่มบรรเลงขึ้น และดอกไม้สวรรค์ก็โปรยปรายลงมายังเขา และกรรณะได้ถอดเกราะอันเลิศรสออกจากตัวของเขา มอบให้แก่วาสวะ ซึ่งเกราะนั้นยังคงเปียกอยู่ และเขายังถอดต่างหูออกจากหูของเขา มอบให้แก่อินทรา และด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงได้ชื่อว่ากรรณะ
 และศักระ เมื่อได้หลอกล่อกรรณะจนโด่งดังไปทั่วโลกแล้ว ก็คิดด้วยรอยยิ้มว่าเรื่องของโอรสแห่งปันดูนั้นเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และเมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้วเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็ขึ้นสู่สวรรค์ และเมื่อได้ยินว่ากรรณะถูกหลอกลวง บรรดาโอรสของธฤตราษฏร์ ต่าง ก็โศกเศร้าและสูญเสียความภาคภูมิใจไป ส่วนบรรดาโอรสของปฤถะเมื่อทราบว่าความโชคร้ายเช่นนั้นเกิดขึ้นกับโอรสของสารถี ก็เต็มไปด้วยความยินดี
                        ชนาเมชัยกล่าวว่า "เหล่าวีรบุรุษเหล่านั้น โอรสของปันดู อยู่ที่นั่นเมื่อไร? และพวกเขาได้รับข่าวดีนี้จากใคร? และพวกเขาทำอะไรบ้างเมื่อพ้นโทษมาได้สิบสองปี? ท่านผู้ทรงเกียรติ โปรดบอกข้าพเจ้าถึงเรื่องทั้งหมดนี้!"
 ไวสัมปายานะกล่าวว่า "หลังจากปราบหัวหน้าของพวกไสนธวะช่วยเหลือพระกฤษณะ และรอดพ้นจากโทษเนรเทศอันแสนเจ็บปวดในป่าตลอดระยะเวลาที่กำหนด และได้ฟังเรื่องราวโบราณเกี่ยวกับเทพเจ้าและฤๅษีที่มาร์กันเดยะเล่าเหล่าวีรบุรุษเหล่านั้นจึงเดินทางกลับจากที่ลี้ภัยในกามยากะ สู่ ทไวตวันอันศักดิ์สิทธิ์พร้อมด้วยรถม้าและผู้ติดตามทั้งหมด พร้อมด้วยสารถี วัวควาย และพลเมืองที่ติดตามพวกเขามา"
ตอนต่อไป; - CCCIX - การไล่ล่ากวางของปันดาวา: ปัญหาในทไวตาวันได้รับการแก้ไขแล้ว
 สรุปย่อของบทนี้: หลังจากที่พระกฤษณะได้รับการช่วยเหลือจากการถูกลักพาตัวเหล่าปันดาวาก็กลับไป ยัง ทไวตาวัน ที่ซึ่งพวกเขาดำรงชีวิตอย่างประหยัดด้วยการกินผลไม้และปฏิบัติตามศีลอย่างเคร่งครัด ในระหว่างที่อาศัยอยู่ที่นั่น กวางตัวใหญ่ได้ขโมยแท่งไฟและไม้กวนของพราหมณ์ ทำให้พราหมณ์เดือดร้อนและคุกคามพิธีกรรม
                อัคนิโหตรา ของเขา พราหมณ์จึงไป ขอความช่วยเหลือ จากยุธิษฐิระ และเหล่าปันดาวาก็ออกไปตามหาของที่ถูกขโมยคืน แต่ไม่สามารถยิงธนูใส่กวางได้ จากนั้นกวางก็หายไป ทิ้งให้เหล่าปันดาวาเหนื่อยล้าและหิวโหย
 นากุละรู้สึกงงงวยที่ไม่สามารถจับกวางและนำสิ่งของที่ถูกขโมยกลับคืนมาได้ จึงระบายความคับข้องใจต่อยุธิษฐิระ พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมพวกเขาจึงประสบกับความยากลำบากเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ยึดมั่นในคุณธรรมและไม่เคยปฏิเสธความช่วยเหลือผู้ใดเลย ยุธิษฐิระครุ่นคิดถึงสถานการณ์และกังวลถึงผลที่จะตามมาหากพวกเขาไม่สามารถนำสิ่งของกลับคืนมาเพื่อใช้ในพิธีกรรมของพราหมณ์ได้ ขณะที่พวกเขานั่งอยู่ใต้ต้นไทรในป่า เหล่าปันดาวาจึงไตร่ตรองถึงแผนการต่อไปและสาเหตุที่เป็นไปได้ที่อยู่เบื้องหลังความยากลำบากของพวกเขา
 แม้จะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว เหล่าปันดาวาก็ไม่สามารถตามหาเจ้ากวางที่หลบหนีไปได้และนำสิ่งของที่ถูกขโมยไปกลับคืนมา ทำให้พี่น้องทั้งสามยิ่งรู้สึกหงุดหงิดและสับสนมากขึ้น ขณะที่พวกเขานั่งอยู่ใต้ต้นไทร ความหิวโหยและความเหนื่อยล้าก็ถาโถมเข้ามาอย่างหนัก ทำให้ความยากลำบากทั้งทางกายและทางใจเพิ่มมากขึ้น เหตุการณ์ในป่าได้ทดสอบความอดทนและความมุ่งมั่นของเหล่าปันดาวา ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับชะตากรรมของพวกเขาและความสำคัญของอุปสรรคที่พวกเขาเผชิญ ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความไม่สบายใจ เหล่าปันดาวายังคงมุ่งมั่นที่จะเอาชนะบททดสอบและรักษาคุณค่าของตนไว้