Translate

02 มกราคม 2569

อัธยายที่ 24 ตฺรปุษภลฺลิกปริวรฺตศฺจตุรฺวึศะ ชื่อตระปุษะภัลลิกะปริวรรต (ว่าด้วยพานิชชื่อตระปษะกับภัลลิกะ) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

ตระปษะ กับ ภัลลิกะ
  
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว เทวดาทั้งหลายสรรเสริญอยู่ยังไม่ลุกจากบรรลังก์ ลืมตามองดูทุมราช(ต้นโพธิ) มีปรีติในธยานเป็นอาหาร เสวยสุข และปรีติประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นโพธิตลอด 7 ราตรี
      ครั้นล่วงไปสัปดาห์หนึ่ง เทวบุตรชั้นกามาพจรถือหม้อน้ำหอมจำนวนหมื่นเข้าไปยังที่ตถาคตอยู่ แม้เทวบุตรชั้นรูปาพจรก็ถือหม้อน้ำหอมจำนวนหมื่นเข้าไปยังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้วก็เอาน้ำหอมอาบต้นโพธิและตถาคต เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร งูใหญ่ มีจำนวนเกินกว่าที่จะนับได้เอาน้ำหอมที่ตกจากกายของตถาคตลูบไล้ร่างกายของตนๆ ยังจิตให้เกิดขึ้นในอนุตตรสัมยักสัมโพธิ แม้กลับเข้าไปอยุ่ในที่อยู่ของตนแล้ว เขาเหล่านั้นมีเทวดาเป็นต้น ก็ยังไม่ปราศจากกลิ่นน้ำหอมนั้น
และด้วยกลิ่นหอมนั้นทำให้ไม่เกิดความกำหนัด และไม่มีความเปลี่ยนแปลงในอนุตตรสัมยักสัมโพธิด้วยความปรีติปราโมทย์นั้น และด้วยเกิดความคำนึงที่เคารพในตถาคต
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรชื่อ สมันตกุสุมะ ได้เข้าประชุมในที่ประชุมนั้นด้วย สมันตกุสุมะเทวบุตรนั้น หมอบลงแทบเท้าทั้งสองของตถาคต ประณมมือพุดคำนี้กับตถาคตว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีภคะ พระตถาคตประกอบด้วยสมาธิใด ประทับอยู่ได้ตั้ง 7 ราตรี ไม่ลุกจากบรรลังก์ สมาธินี้ชื่ออะไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรนั้นพูดอย่างนี้แล้ว ตถาคตจึงตอบคำนี้กาบเทวบุตรนั้นว่า ดูกรเทวบุตร ตถาคตประกอบด้วยสมาธิใด อยู่ได้ตั้ง 7 ราตร่ ไม่ลุกจากจากบรรลังก์ สมาธินี้ชื่อว่า ปรีตยาหารวยูหะ (ขบวนการที่มีปรีติเป็นอาหาร)
                ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมันตกุสุมะเทวบุตรได้สรรเสริญตถาคตด้วยคำเป็นบทปะพันธ์ว่า
      1 พระองค์ผู้มีรูปล้อรถในฝ่าพระบาท มีพระบาทแนบเนียน(จรดพื้นสนิทแนบเนียน) มีซี่ล้อพันซี่ มีเดชอยู่ในกลีบดอกบัวเกิดในน้ำคือพระบาท มีพระบาทเหยียบย่ำบนมกุฎเทวดาทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอไหว้พระบาททั้ง 2 ของพระองค์ผู้เป็นกลุ่มก้อนแห่งศรี ฯ
      2 เทวบุตรนั้น มีจิตบันเทิงอยู่ในกาลนั้น ไหว้ซึ่งพระบาททั้ง 2 ของพระสุคตได้ทูลคำนี้ กับพระสุคตผู้ทำลายความเห็นผิด ผู้ทรงกระทำความสงบแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
      3 พระองค์ยังให้เกิดความยินดีในตระกูลศากย ทรงกระทำที่สุด(ให้หมดสิ้น) แห่งราคะ โทษะ โมหะ ทรงกระทำที่สุดแห่งความเปรี้ยว (ตรงกับนำนวนไทยว่าขมขี่น) ทรงนำความสงสัยแห่งมนุษย์และเทวดาทั้งหลายให้สิ้นไป ฯ
      4 ทรงขวนขวายช่วยเหลือผู้อื่น เป็นพระพุทธมีกำลัง 10 ทรงรู้ปริมาณทั้งปวง ทรงชนะที่ง้วนแห่งแผ่นดินไม่ลุกจากบรรลังก์ตลอด 7 วัน ฯ
      5 อนึ่งพระนรสีห์ทอดพระเนตรมองดู โดยไม่หลับพระเนตรตลอด 7 วัน ทรงทอดพระเนตรแล้ว มีพระจักษุบริศุทธ มีพระจักษุเหมือนกลีบดอกบัวบาน ฯ
      6 อนึ่ง พระองค์ไม่ลุกจากบรรลังก์ที่โคนทุมราช (ต้นโพธิ)ตลอด 7 วัน ด้วยเหตุใด เหตุนั้น เป็นความตั้งใจ หรือว่า เหตุนั้นทั้งหมด ย่อมมีแก่พระพุทธผู้เป็นราชสีห์ประกาศลัทธิ ฯ
      7 สาธุ พระองค์ผู้มีพระทนต์เรียบเสมอและสะอาด กลิ่นพระโอษฐ์ของพระทศพล(ผู้มีกำลัง 10 )หอม ตรัสพระวาจาไม่คลาดเคลื่อน ขอได้โปรดกระทำปรีติให้แก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฯ
      8 พระองค์ผู้มีพระพักตร์เหมือนดวงจันทร์ ตรัสกับเทพบุตรนั้นว่า ดูกรอมรบุตร เมื่อตถาคตพูด เธอจงฟัง ตถาคตจะพูดสักอย่างหนึ่งสำหรับปรัศนานี้ ฯ
      9 พระราชาใดๆทรงอภิเษกแล้ว โดยหมู่พระญาติในที่ใดพระราชานั้นๆไม่ทรงละสถานที่นั้นตลอด 7 วัน นี่แหละเป็นธรรมดาของพระราชาทั้งหลาย ฯ
      10 แม้พระทศพลก็เช่นเดียวกัน อภิเษกแล้ว ย่อมรุ่งเรือง มีความตั้งใจสมบูรณ์แล้วในคราวใด คราวนั้นทรงชนะแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดิน ย่อมไม่ทำลายบรรลังก์(*) ตลอด 7 วัน ฯ
                * บรรลังก์ในที่นี้คือการนั่งขัดสมาธิเพชร ไม่ทำลายบรรลังก์คือไม่เลิกการนั่งท่าขัดสมาธิเพชรนั้น
      11 นักรบผู้กล้าหาญ มองดูหมู่ข้าศึกที่พ่ายแพ้โดยไม่เหลือฉันใด แม้พระพุทธทั้งหลาย ก็มองดูเกลศที่พระองค์กำจัดแล้วที่ควงต้นโพธิฉันนั้น ฯ
      12 กามและโกรธเหล่านั้น มีโมหะเป็นแดนเกิด เป็นความปรากฏตัว (รูปร่าง) ของโลกในโลกนี้ พระองค์ทำให้พินาศสิ้นแล้วเหมือนความปรากฏตัวของโจร ซึ่งโจรทั้งหลายถูกเขาล้มล้างโดยไม่เหลือที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      13 ความถือตัวต่างๆ ความทุกข์ต่างๆอันอาศัยอยู่ในบุรีคือร่างกาย ตถาคตได้กำจัดแล้ว อาศรวะ(*)ทั้งปวง ตถาคตละแล้ว และชญานอันเลิศได้เกิดขึ้นพร้อมแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
                * อาศรวะ แปลว่า ความทุกข์ หรือโทษ
      14 ภวตฤษณานั้นเป็นเหมือนตะไกรตัดกามซึ่งเป็นสิ่งไม่ควรทำและภวตฤษณานี้ เป็นเพื่อนเที่ยวไปด้วยกัน และอวิทยาซึ่งเกิดขึ้นโดยมีอนุศัย(*)เป็นมูล ตถาคตเผาเสียแล้วด้วยไฟคือชญานอันเฉียบแหลมที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
                *อนุศัญ เกลศที่นอนประจำอยู่ในสันดานมีในคัมภีร์ฝ่ายหีนยาน 7 อย่างคือ 1 กามราคะ ความกำหนัดในกาม 2 ปฏิฆะ ความหงุดหงิดได้แก่โทษะ 3 ทฤษฏิ ความเห็นผิด 4 วิจิกิจฉา ความลังเล 5 มานะ ความถือตัว 6ภวราคะ ความกำหนัดในภพ 7 อวิทยา ความเขลาไม่รู้จริง
      15 โทษอันไม่งามที่ว่า เป็นเรา เป็นของเรา ซึงมีรากหยั่งลงลึกปมอันมั่นคง คือนิวรณ์(*)ตถาคตตัดแล้วด้วยศัสตราคือชญานที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้  ฯ
                *นิวรณ์ มี 5 อย่างคือ 1กามฉันทะ ความพอใจในกาม  2พยาปาทะ ความพยาบาทปองร้าย  3ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน  4อทัจจกุกกุจจะ ฟุ่งซ๋านและรำคาญ  5 วิจิกิจฉา ลังเลไม่แน่ใจในทางปฏิบัติ
      16 การพร่ำเพ้อของท่านมาถึงแล้วเป็นเวลานาน มีความวินาศเป็นที่สุด สกันธ์ทั้งหลายพร้อมด้วยอุปาทาน ตถาคตรู้แล้วด้วยชญานที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      17 ความมัวเมาในทวยธรรม(โลกธรรม)ของท่าน การถือผิดๆ ซึ่งจบลงด้วยนรกขุมใหญ่ ตถาคตถอนเสียแล้วโดยไม่เหลือ และจะไม่รู้เกิดอีกที่ง้วนแห่งแผ่นดิน ฯ
      18 โจรป่าคือนิวรณ์ ตถาคตเผาเสียแล้วด้วยไฟคือกุศลมูล วิบรรยาสา(*) 4 อย่าง ตถาคตเผาเสียแล้วโดยไม่เหลือที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
                *วิบรรยาสา ความเห็นวิปริต เห็นผิดเป็นชอบ
      19 ระเบียบตรรก ซึ่งเรียบเรียงไว้ในสํชญาสุตรนั้น เป็นเรื่องนอกทาง ตถาคตเปลี่ยนแปลงโดยไม่เหลือด้วยระเบียบอันงามคือ โพธยังคะ(*)ที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
                * โพธยังคะ องค์เป็นเครื่องตรัสรู้มี 7 อย่าง คือ 1 สมฤติ ความจำ 2ธรรมวิจยะ  3วีรยะ ความเพียรประติบัท  4ปรีติ ความปรีติ  5ปัสสัทธิ  ความระงับหรือข่มใจ  6 สมาธิ ใจเป็นสมาธิแน่วแน่  7 อุเปกษา ความวางเฉย หรือเพ่งสมาธินั้น
      20 โมหะ 65 ซึ่งเข้าใจยาก และมละคือมลทิน 30 และอฆะ คือบาป 40 ตถาคตตัดเสียแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      21 อสังวฤตคือการไม่สังวรหรือไม่ห่อหุ้ม 16 และธาตุ 18 กฤจฉระคือความทุขข์หรือความชั่ว 25 ตถาคตตัดแล้วด้วยความตั้งมั่นที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      22 รชะคือธุลีละออง 20 ตระได้แก่แพหรือทุ่นคือเครื่องข้ามน้ำ 28 ซึ่งเป็นเครื่องทำให้เกิดความสะดุ้งกลัวของโลก ตถาคตผ่านพ้นมาแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ เพราะกำลังความเพียรและทำความบากบั่น ฯ
      23 และพุทธนรรทิตะได้แก่ธรรมเป็นเครื่องบันลือความตรัสรู้ 500 ตถาคตตรัสรู้แล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ธรรมทั้งหลายครบแสน ตถาคตก็ได้ตรัสรู้ ฯ
      24 อนุศัย 98 พร้อมทั้งรากเหง้าเป็นที่สุด เป็นหน่อที่จะให้เกลศอื่นๆเกิดขึ้น ตถาคตเผาแล้วด้วยไฟคือชญานที่ง้วนแห่งแผ่นดิน 
      25 ความสงสัย มีความคิดเห็นขัดแย้งกันเองเป็นแดนเกิด เกิดจากทฤษฏิและความเขลา มีความไม่ดีไม่งามเป็นมูล แม่น้ำคือตฤษณามีกำลังเร็ว 3 อย่าง ตถาคตได้ทำให้เหือดแห้งแล้วด้วยแสงแดดคือชญาน ฯ
      26 ป่าคือเกลศมีความโกหกตอแหลและความเลิกละ มีมายา มาตสรรยะ (ความตระหนี่) โทษะ และอีรษยา (ความริษยา) เป็นต้น สิ่งเหล่านั้น ตถาคตตัดแล้ว เผาแล้วด้วยไฟคือวินัยที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      27 คำติเตียนพระอริยะเจ้า ซึ่งเป็นต้นเค้าแห่งวิวาท (พูดแก่งแงถกเถียงทะเลาะกัน) ในความหมายไม่เสมอกัน ดึงมาในทางทุรคติ เหล่านั้น ตถาคตสำรอกออกแล้วด้วยยาสำรอก(ทำให้อาเจียร) คือชญานอันประเสริฐที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      28 ตถาคตอาศัยชญานอันมีคุณ และสมาธิ จึงดับ(ทำให้ถึงที่สุด)การร้องไห้ การคร่ำครวญ ความโศก ความร่ำไรรำพรรณได้โดยไม่เหลือที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      29 มหาสมุทรคือเกลศ ครันถะคือเกลศเครื่องร้อยกรองที่ไม่มีสมาธิ ความโศก หอกเครื่องทิ่มแทงคือเกลศ ความเมาและความประมาททั้งปวง ตถาคตอาศัยนัยแห่งความสัตย์และสมาธิชนะแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      30 พงชัฏคือเกลศ ต้นไม้คือภพมีรากเหง้างอกอยู่ตลอดกัลปตถาคตตัดแล้วด้วยขวานคือสมฤติ เผาแล้วด้วยไฟคือชญานโดยไม่เหลือที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      31 มารผู้มีอำนาจในโลกทั้ง 3 มีกำลังมาก มีใจจองหอง เป็นจอมของพวกแทตย์ เพราะความเป็นใหญ่(อำนาจ) ตถาคตได้กำจัดแล้วด้วยมีดดาบคือชญานที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      32 ตฤษณาเป็นดั่งตาข่าย มีเพื่อนเที่ยวไปกัน 26มีกำลังมาก ตถาคตตัดแล้วด้วยมีดดาบคือปรัชญา เผาเสียแล้วด้วยไฟคือชญานที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      33 เกลศที่เป็นมูลรากพร้อมด้วยอนุศัยเหล่านั้น เป็นแดนเกิดทุกข์และโศก ตถาคตถอนเสียแล้วโดยไม่เหลือด้วยคมไถ(ผาล)คือกำลังปรัชญาที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      34 ตถาคตได้ชำระจักษุคือปรัชญาของสัตว์ผู้บริศุทธโดยปกติให้สะอาด ด้วยยาหยดตาคือชญาน และได้ทำลายแผ่นโมหะที่กว้างขวางใหญ่ยิ่งแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      35 ตฤษณาอันกว้างขวางเป็นที่โลดเล่นของมังกรคือความเมาเป็นไปในธาตุทั้ง 4 เป็นมหาสมุทรแห่งภพ ตถาคตตากให้แห้งแล้วด้วยแสงแดดคือสมฤติและศมถะที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      36 ไฟคือความมัวเมาปราศจากการพิจารณา เกิดจากกองไม้คืออารมณ์ ตถาคตดับไม่ให้ลุกโพลงด้วยน้ำเย็นคือรสแห่งวิโมกษ ฯ
      37 แผ่นแห่งอนุศัยฉายแสงแห่งรสอร่อยปราศจากเสียงห่งวิตรรก ตถาคตกำจัดแล้วด้วยความเร็วแห่งลมคือกำลังแห่งวีรยะ (ความเพียร) นำไปสู่ความย่อยยับที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      38 ข้าศึกที่เที่ยวไปกับจิตเป็นไพรีติดตามในภพใหม่มีกำลังมากตถาคตอาศัยสมฤติและสมาธิอันปราศจากมลทิน กำจัดแล้วด้วยมีดดาบคือปรัชญาที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      39 มารและเสนามารผู้มีกำลังและมีความเพียร ยกธงชัยดีเลิศรุ่งเรืองด้วยทัพช้าง ทัพม้า ทัพรถ มีรูปที่แปลกประหลาดนั้น ตถาคตอาศัยไมตรีกำจัดแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      40 ม้าคืออินทรีย์ 6 มั่งคั่งด้วยกามคุณทั้ง 5 มัวเมาและคลั่งไคล้อยู่เสมอ ตถาคตอาศัยสมาธิอันดีงามมัดไว้แล้วโดยไม่เหลือที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      41 ตถาคตอาศัยสมาธิอันไม่มีอะไรขัดขวาง บรรลุถึงการทำให้เขาคืนดีกันกับป้องกันการประหัตประหาร มีการเลิกละการทะเลาะวิวาทเป็นที่สุดที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      42 ความถือตัวทั้งภายในและภายนอกทั้งหมดได้เสื่อมสิ้นแล้วและทั้งความเจริญความเสื่อมทั้งหมดนั้นเป็นสภาพศูนย ตถาคตอาศัยสมาธิจึงรู้อย่างนี้ที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      43 สิ่งทั้งปวง ทั้งที่เป็นของมนุษย์และที่เป็นของเทวดา น่าใคร่ น่าปรารถนา มีภพดีเลิศเป็นที่สุด ตถาคตอาศัยสมาธิอันไม่กลับคืนจึงสละได้โดยไม่เหลือที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      44 เครื่องผูกพันในภพทุกภพทั้งปวงเหล่านั้นในโลกนี้ ตถาคตอาศัยวิโมกษ 3 อย่างจึงละได้โดยสิ้นเชิงด้วยกำลังแห่งปรัชญาทที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      45 สตรีทั้งหลายที่เป็นต้นเหตุ ตถาคตชนะแล้วเพราะเล็งเห็นเหตุนั่นแล ตถาคตรู้ว่าไม่เที่ยงในสิ่งที่เขาว่าเที่ยง รู่ว่าเป็นทุกข์ในสิ่งที่เขาว่าเป็นสุข ซึ่งมีอยู่ในตนที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      46 การถือเอากรรม เกิดจากสมุทัย (เหตุเป็นแดนเกิด) มีอายตนะ 6 เป็นมูล ตถาคตตัดขาด ด้วยการประหารความเห็นที่ว่าทุกอย่างเป็นของเที่ยง ที่โคนทุมราช(ต้นโพธินี้) ฯ
      47 ตถาคตทำลายความมืดคือโมหะ ซึ่งเป็นความขุ่นมัว เป็นการกระทำทุจริตระคนดัวยความกระด้างและความโกรธ กระทำความมืดมานานในตัวเอง ให้มีแสงสว่างด้วยแสงแดดคือชญานที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      48 มหาสมุทรคือสังสาร ที่มีมังกรคือราคะและความมัวเมา มีลูกคลื่นและน้ำคืตฤษณา ถือเอาซึ่งทฤษฏิผิด ตถาคตข้ามด้วยเรือคือกำลังความเพียรที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      49 ตถาคตได้ตรัสรู้เป็นพุทธ ซึ่งเผาราคะเทวษะ (ความรัก ความชัง) โมหะ และวิตรรกในจิตอันเป็นเหมือนตั๊กแตนตกลงในไฟที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      50 การเคลื่อนไปข้างหน้าของจิตหาประมาณมิได้ ได้มีแล้วตั้งหมื่นโกฏิกัลป ทางเดินในสังสารลำบาก ตถาคตทำให้ไม่เหนื่อยไม่มีความร้อนที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      51 อมฤตะใด อันลัทธิอื่นทั้งปวงไม่ได้รับ เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก เป็นการสิ้นสุดชรามรณะโสกและทุกข์ อมฤตะนั้น ตถาคตตรัสรู้แล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      52 สกันธและอายตนะเป็นทุกข์ ความทุกข์มีตฤษณาเป็นแดนเกิดในเพราะเหตุใด เหตุนั้นจะไม่เกิดอีกต่อไป ตถาคตได้ไปถึงบุรีอันไม่มีภัยที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      53 ข้าศีกภายในตนจำนวนมากทั้งหมดเหล่านั้น ตถาคตตรัสรู้แล้วและเครื่องผูกมัดทั้งหลายอันจะนำไปสู่ภพใหม่ ตถาคตได้ทำการเผาเสียแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      54 รัตนะทั้งหลายเป็นอันมาก พร้อมทั้งเนื้อและนัยน์ตา ตถาคตสละแล้วตั้งหมื่นโกฏิกัลปเพราะเหตุแห่งอมฤตะ เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้น ตถาคตตรัสรู้แล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      55 ความตรัสรู้ ของผู้ซึ่งมีเสียงไพเราะน่าอภิรมย์โด่งดังในโลกทั้งหลายอันพระพุทธครั้งก่อนๆหาประมาณมิได้ตรัสรู้แล้ว ความตรัสรู้นั้น ตถาคตตรัสรู้แล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      56 ความศูนยของโลก มาถึงแล้วโดยทุกสิ่งทุกอย่าง อาศัยปรัตยัยเกิดขึ้นติดตามดูจิต เหมือนบุรีของคนธรรพ์ในพยับแดด ความศูนยนั้น ตถาคตตรัสรู้แล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      57 นัยน์ตาประเสริฐของตถาคตนั้นแล บริศุทธที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้  ซึ่งเห็น (โลก) ธาตุได้ทั้งหมดเหมือนเห็นผลไม้ที่วางอยู่กลางฝ่ามือ ฯ
      58 การระลึกถึงที่เคยอยู่มาก่อน วิทยา 3 ตถาคตได้บรรลุแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ตถาคตระลึกชาติตั้งหมื่นกัลปหาประมาณมิได้ เหมือนตื่นจากหลับ ฯ
      59 ตถาคตให้ความสว่างแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายที่มีความวิปริตสํชญา(เข้าใจผิด)มีวิปริยาสา (ความเห็นผิดเป็นชอบ) เหล่านั้นและตถาคตไม่คลาดเคลื่อน ตถาคตได้ดื่มฟองอมฤตะแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      60 ตถาคตมีกำลัง 10 เพื่อสัตว์โลก มีไมตรีในสัตว์ทั้งปวงนั้นชนะแล้วด้วยกำลังแห่งไมตรี ดื่มฟองอมฤตะแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      61 ตถาคตมีกำลัง 10 เพื่อสัตว์ใด มีความกรุณาในสัตว์ทั้งปวงนั้นชนะแล้วด้วยกำลังแห่งความกรุณาดื่มฟองอมฤตะแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      62 ตถาคตมีกำลัง 10 เพื่อสัตว์ใด มีมุทิตา(ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี) ในสัตว์ทั้งปวงนั้น ชนะด้วยกำลังแห่งมุทิตา ดื่มฟองอมฤตะแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      63 ตถาคตมีกำลัง 10 เพื่อสัตว์ใด มีอุเปกษา (ความวางเฉย) ตั้งหมื่นกัลปในสัตว์นั้น ชนะมารนั้นด้วยกำลังแห่งอุเปกษา ดื่มฟองอมฤตะแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      64 พระทศพล (ผู้มีกำลัง 10) ผู้เป็นชินสีห์ (ราชสีห์ผู้ชนะแล้ว) ในครั้งก่อนมากกว่าทรายในแม่น้ำคงคา ดื่มอันใด ตถาคตได้ดื่มอันนั้น คือฟองอมฤตะที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      65 เมื่อมารพร้อมด้วยเสนามารมาถึงที่นี้ ตถาคตพูดว่า ยังไม่ถึงฝั่งแห่งชราและมรณะจะไม่ลุกจากบรรลังก์ ฯ
      66 ตถาคตทำลายอวิทยาด้วยวัชระอันเข็งคือชญานอันรุ่งโรจน์และถึงความเป็นผู้มีกำลัง 10จากนั้นจึงทำลายบรรลังก์ ฯ
      67 อาศรวะทั้งหลายของตถาคตสิ้นแล้วโดยไม่เหลือ ตถาคตบรรลุถึงความเป็นอรหันต์แล้ว มารและเสนามาร ตถาคตทำลายแล้ว จากนั้นแหละ ตถาคตจึงทำลายบรรลังก์ ฯ
      68 ประตูแห่งนิวรรณ์ 5 ตถาคตทำลายหมดแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ เถาวัลย์คือตฤษณา ตถาคตตัดขาดแล้ว ดังนั้น ตถาคตจึงทำลายบรรลังก์ที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
      69 ครั้นแล้ว พระมนุษยจัทนร์(พระพุทธ)นั้นเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะด้วยพระอาการชดช้อย ประทับนั่งบนภัทรสนะ (นั่งขัดสมาธิราบ) อันเป็นมหาอภิเษกที่ถูกปิดบัง(ใครมองไม่เห็น) ฯ
      70 หมู่เทวดาทั้งหลาย ต่างก็โสรจสรงพระโลกพันธุ์(พระพุทธ)ผู้บรรลุบารมิตาอันมีคุณสมบัติคือกำลัง 10 ด้วยน้ำหอมต่างๆ ตั้งพันผอบรัตนะ ฯ
      71 เทวดาตั้งหมื่นโกฏิห้อมล้อมด้วยการบรรเลงดนตรีตั้งพัน กระทำการบูชาอันไม่มีใครเทียม พร้อมด้วยนางอัปสรทั้งหลาย โดยพร้อมเพรียงกัน ฯ
      72 เทวบุตรทั้งหลาย พูดอย่างนี้ว่า พระชิน ไม่ทำลายบรรลังก์ที่ง้วนแห่งแผ่นดินตลอด 7 วัน พร้อมด้วยเหตุใกล้ พร้อมด้วยปรัตยัยและพร้อมด้วยเหตุไกล ฯ
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตผู้มีอภิสัมพุทธโพธิ ได้นั่งอยู่ในอาสนะนั้นตลอดสัปดาห์ต้น ด้วยคิดว่าเราได้ตรัสรู้ซึ่งอนุตตรสัมยักสัมโพธิ ในที่นี้ กระทำที่สุดแห่งทุกข์คือ ชาติ ชรา มรณะ ด้วยอนาวร(*) อันเดีเลิศในที่นี้ ในสัปดาห์ที่ 2 ตถาคตเดินจงกรม (เดินช้าๆ) ในที่จงกรมยาว เป็นากรสังเคราะห์โลกธาตุคือเทวโลกและมนุษยโลก ในสัปดาห์ที่ 3 ตถาคตมองดูควงต้นโพธิโดยไม่กระพริบตา ด้วย คิดว่า เราตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิแล้วในที่นี้ กระทำที่สุดแห่งทุกข์คือชาติ ชรา มรณะ ด้วยอนาวรอันดีเลิศ ในสัปดาห์ที่ 4 ตถาคต เดินจงกรมเป็นจงกรมของคนหนุ่ม ยึดเส้นทางจากตะวันออกไปตะวันตก
                * อนาวร คือ ชญานที่ไม่มีอะไรขัดขวางสกัดกั้น
      ครั้งนั้นแล มารชั่วร้าย ได้เข้ามยังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้วได้พูดกับตถาคตว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ ขอพระองค์จงปรินิรวาณเสียเถิด ข้าแต่พระสุคต ขอพระองค์จงประนิวาณเสียเถิด เวลานี้เป็นสมัยเพื่อปรินิวาณของพระผู้มีภคะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นมารพูดอย่างนี้แล้ว ตถาคตจึงพูดคำนี้กับมารชั่วร้าย ดูกรมารชั่วร้าย ตถาคตยังไม่ปรินิวาณ เมื่อยังไม่มีภิกษุเป็นเถระประติบัทกฤตยโดยเคร่งครัดแล้ว ฉลาด อ่อนโยน คงแก่เรียน เป้นพหูสูตร ประติบัทธรรมสมควรแก่ธรรม มีความสามารถแสดงความรู้ซึ่งเป็นของอาจารย์(อาจารยวาท)ได้ด้วยตนเอง และมีความมุ่งหมายที่จะใช้ธรรมกำราบลัทธิอื่นซึ่งเกิดอยู่เนืองๆสามารถแสดงธรรมพร้อมด้วยปราติหารย ดูกรมารชั่วร้าย ตถาคตยังไม่ปรินิรวาณ
      เมื่อตถาคต ยังไม่ได้ประดิษฐานวงศ์แห่งพุทธะ ธรรมมะ สังฆะ ในโลก โพธิสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ยังไม่ได้รับพยากรณ์ในการตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ ดูกรมารชั่วร้าย ตถาคยังไม่ปรินิวาณ เมื่อตถาคตยังไม่มีบริษัท(*) 4 ที่ประติบัทกฤตยโดยเคร่งครัดแล้ว อ่อนโยน ฉลาด คงแก่เรียน กระทั่งถึงสามารถแสดงธรรมพร้อมด้วยปราติหารย
                * บริษัท 4 คือ ชุมนุมผู้ที่นับถือพระพุทธ 4 จำพวก ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
                ครั้งนั้นแล มารชั่วร้าย ฟังคำนี้แล้ว หลีกออกไปยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง มีความทุกข์ เสียใจ เดือดร้อน ก้มหน้า เอาไม้ขีดแผ่นดิน ด้วยคิดว่า เขาพ้นวินยเราเสียแล้ว
                ครั้งนั้นแล ธิดามาร 3ตน นั้น คือ รติ อรติ  และตฤษณา(รติศฺจารติศฺจตฤษฺณา จ) ได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับมารชั่วร้ายว่า
      73 ข้าแต่พ่อ พ่อเสียใจทำไม ถ้าพ่อพูดหมายถึงเขา ข้าพเจ้าจะมัดเขาด้วยบ่วงราคะ(ความกำหนัด)เหมือนมัดช้างแล้วพามา ฯ
      74 ข้าพเจ้า จะพาเขาผู้นั้นมาโดยเร็ว ทำให้อยู่ในอำนาจของพ่อ
                มารพูดว่า
      75 พระสุคต เป็นพระอรหันต์ในโลก ไม่ไปสู่อำนาจราคะ เขาพ้นวิษัยของพ่อเสียแล้ว เพราะฉะนั้น พ่อจึงโศกมาก ฯ
      ครั้นแล้วธิดามารทั้ง 3 นั้น ไม่รู้กำลังตถาคตผู้เป็นพระโพธิสัตว์มาแล้ว  เพราะความสับปลับ(ความไม่รอบคอบ) ของสตรี พอได้ฟังคำบิดา ก็แปลงตัวเป็นสาวรุ่นสาวกลางคน และสาวมีบุตรแล้ว ในการกระทำลวงตา พากันเข้ามายังสำนักของตถาคต แล้วแสดงสตรีมายาทั้งปวงอย่างมาก ตถาคตมิได้สนใจนางเหล่านั้น ธิดามารเหล่านั้นกลายเป็นหญิงชราคร่ำคร่าไป ครั้นแล้ว นางเหล่านั้น พากันไปยังสำนักบิดาพูดว่า
      76 ข้าแต่พ่อ พ่อพูดแก่ลูกเป็นความจริง ลูกนำเขามาด้วยราคะไม่ได้ เขาพ้นวิษัยของลูกเสียแล้ว เพราะฉะนั้นลูกจึงโศกมาก ฯ
      77 ถ้าพระโคดมนั้นเห็นรูปร่างที่ลูกนิรมิตแล้วไซร้ ครั้นแล้วหัวใจของพระโคดมนั้นก็น่าจะระเบิด เพื่อความพินาศของพระโคดม ฯ
                กระนั้นดีแล้ว ข้าแต่พ่อ พ่อจงทำร่างกายอันชราแก่ง่อมของลูกนี้ให้หายไป
                มารพูดว่า
      78 พ่อไม่เห็นคนในโลกซึ่งเคลื่อนที่ได้ และเคลื่อนที่ไม่ได้ ที่สามารถทำให้พระโคดมเปลี่ยนแปลงได้ ฯ
      79 ลูกจงรีบไปทูลขอโทษที่ตนทำไว้ต่อพระมุนี ร่างกายทั้งหมดจะได้กลับเป็นอย่างเดิม ตามความคิด ฯ
      ครั้นแล้ว ธิดามารเหล่านั้นไปขอขมาตถาคตว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ ขอพระผู้มีภคะ โปรดรับการขอโทษของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด ขอพระสุคตโปรดรับการขอโทษของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด ซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายทำตามความโง่ ความเขลา ความไม่รอบรู้ ความไม่ฉลาด ความไม่รู้ขอบเขต ข้าพเจ้าทั้งหลายสำนึกกรรมอันตนพึงทำต่อพระผู้มีภคะ  ครั้นแล้ว ตถาคตได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับธิดามารเหล่านั้นว่า
      80 พวกเธอเอาเล็บไปขีดภูเขา เอาฟันไปขบเหล็ก เอาหัวไปชนภูเขา เขาขาไปหยั่งทะเลลึก ฯ
                เพราะฉะนั้น ตถาคตรับการขอโทษของพวกเธอซึ่งยังเป็นเด็ก นั่นเพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่าผู้ใดเห็นโทษโดยความเป็นโทษ แสดงโทษ(ขอโทษ) และจะถึงการสังวร(ไม่ทำต่อไป) ผู้นั้นเจริญในธรรมวินัยเป็นของพระอารยะ
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสัปดาห์ที่ 5 ตถาคตอยู่ในพิภพของมุจิลินทนาคราช เป็นวันฟ้าวันฝนตลอดสัปดาห์ ครั้งนั้นแล มุจิลินนาคราชออกจากที่อยู่ของตน พ้นกายตถาคตด้วยขนด 7 รอบ แผ่พังพานบังไว้ โดยคิดว่า ลมหนาวอย่าแผ้วพานพระกายของพระผู้มีภคะ เลย นาคราชเป็นจำนวนมาก แม้ในทิศตะวันออกอีกทิศหนึ่ง ก็มาพันกายตถาคตด้วยขนด 7 รอบ แผ่พังพานบังไว้ โดยคิดว่า ลมหนาวอย่าแผ้วพานพระกายของพระผู้มีภคะ เลย นาคราชมาจากทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศเหนือก็เช่นเดียวกับนาคราชในทิศตะวันออก พ้นกายตถาคตด้วยขนด 7 รอบ แผ่พังพานบังไว้
      โดยคิดว่า ลมหนาวอย่าแผ้วพานพระกายของพระผู้มีภคะ เลย และขนดนั้นตั้งอยู่ด้วยความสูงแห่งกองขนดของนาคราชเหมือนขุนเขาเมรุ ความสุขเช่นที่มีแก่นาคราชทั้งหลายเหล่านั้นย่อมมี เพราะอยู่ใกล้กายตถาคตตลอด 7 คืน  7 วัน ซึ่งนาคราชทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้รับมาก่อนเลย ครั้นล่วงสัปดาห์นั้นไปแล้ว นาคราชทั้งหลายทราบว่าพ้นวันฟ้าวันฝนแล้ว จึงคลายขนดออกจากกายตถาคต ไหว้บาทตถาคตด้วยศีรษะ(กราบ)ทำประทักษิณ 3 รอบ แล้วไปสู่พิภพของตนๆแม้มุจิลินทนาคราช ไหว้บาทตถาคตด้วญศีรษะ ทำประทักษิณ 3 รอบ แล้ว เข้าไปสู่ที่ของตน
      ในสัปดาห์ที่ 3 ตถาคตจากพิภพของมุจิลินทไปสู่โคนต้นนิโครธ(*1)ของคนเลื้ยงแพะ มีอยู่ในระหว่างพิภพของมุจิลินทกับไม้นิโครธของคนเลื้ยงแพะ ที่ริมฝั่งแม่น้ำไนรัญชนา มีพวกปริพาชกผู้เฒ่าเร่ร่อนเป็นศราวกของอาชีวกนิครนถ์ ชื่อโคตมะ(*2)เป็นต้น เห็นตถาคตแล้ว พากันพูดว่า เออก็วันฟ้าวันฝนนี้ พระโคตมะผู้มีภคะยังเวลาให้ผ่านไปด้วยความสุขเป็นอย่างดี
                *1 นิโครธ แปลเป็นไทยว่าไม่ไทรหรือไม้กร่าง ไม้เสียบ ไม้เรือด
                *2 โคตมะ เจ้าลัทธิ ปรัชญานิกายหนึ่งคือ นฺยาย ว่าด้วยวิชาตรรกศาสตร์ก็ชื่อนี้เหมือนกัน
                ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคต ได้เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
      81  สุโข   วิเวกสฺตุษฺฏสฺย  ศฺรุตธรฺมสฺย  ปศฺยตะ|
            อวฺยาพธฺยํ  สุขํ  โลเก ปราณิภูเตษุ   สํยตะ||
                คำแปล  ความวิเวกของผู้ยินดี ฟังธรรมแล้วเห็น(ธรรมนั้น)แล้ว ย่อมเป็นสุข ความไม่ผูกพยาบาท สำรวมอินทรีย์ ในสัตว์มีชีวิตทั้งหลาย ย่อมเป็นสุขในโลก ฯ
      82 สุขา  วิราคตา  โลเก ปาปานํ  สมติกฺรมะ |
           อสฺมินฺ  มานุษฺยวิษเย  เอตทฺว  ปรมํ  สุขมฺ ||
                คำแปล ความปราศจากกำหนัด การก้าวล่วงบาปทั้งหลาย ย่อมเป็นสุขในโลกนี่แหละ(ทำได้ดังกล่าวมานี้) เป็นสุขยอดยิ่งในวิษัยของมนุษย์นี้ ฯ
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ตถาคตเห็นโลกหมกไหม้ เร่าร้อนไปด้วยชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โศก ปริเทวะ ทุกขะ เทามนัสย อุปายาส ในที่นั้นตถาคตได้เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
      83 อยํ  โลกะ  สํตาปชาตะ  ศพฺทสฺปรฺศรสรูปคนฺไธ |
           ภยภีโต  ภยํ  ภูโย  มารฺคเต  ภวตฺฤษฺณยา  ||
                คำแปล โลกนี้เกิดความเดือดร้อนด้วยเสียง สปรรศ รส รูป กลิ่น เดินทางไปสู่ความกลัวเพราะเป็นภัย อันเกิดแต่ความใคร่ในภพ(ภวตฤษณา) ฯ
      ในสัปดาห์ที่ 7 ตถาคตอยู่ที่โคนต้นตารายณ(*1)ก็ในสมัยนั้นแล พณิช(พ่อค้า) สองคนพี่น้องอยู่อุตตราบถ(ทางเหนือ) ชื่อ ตระปุษะ กับ ภัลลิกะ ทั้งสองเป็นบัณฑิตลาดขนสินค้าต่างๆมีความร่ำรวยมาก จากทางใต้ไปทางเหนือกับพวกพ่อค้าหมู่ใหญ่ มีเกวีนน 500 บรรทุกสินค้าเต็ม เขามีโคลากเกวียน 2 ตัว ชื่อสุชาตะตัวหนึ่ง ชื่อ กีรติตัวหนึ่ง เป็นโคแสนรู้ เขาทั้งสองไม่มีภัยติดขัด ที่ใดโคลากเกวียนตัวอื่นลากไปไม่ได้ ที่นั้นโคลากเกวียน 2 ตัวนั้นใช้ได้ และที่ใดมีภัยเฉพาะหน้า ที่นั้นโคลากเกวียน 2 ตัวนั้นจะหยุดนิ่งเหมือนผูกไว้กับหลัก โคลากเกวียน 2 ตัวนั้นไม่ลากเกวียนด้วยการลงปฏัก
      แต่ทั้ง 2 ลากเกวียนด้วยดอกอุบลกำหนึ่ง หรือด้วยพวงมาลัยดอกมะลิเกวียนทั้งหมดของพ่อค้าเหล่านั้นหยุดอยู่กับที่ไม่เคลื่อน เพราะเทวดาที่สิงอยู่ในป่าไม้โพธิใกล้ต้นตารายณ วัตถุทั้งหลายมีผ้าเป็นต้น และเครื่องเกวียนทั้งปวงฉีกขาดบุบสลาย ล้อเกวียนจมลงในแผ่นดินถึงดุม เกวียนเหล่านั้นแม้พยายามทุกอย่างก็ไม่เคลื่อน พ่อค้าเหล่านั้นมีความสนเท่ห์และกลัวว่าในที่นี้มีเหตุอะไรหนอ นี่เป็นความผิดปรกติอะไร ซึ่งเกวียนเหล่านี้เกยแห้ง พณิชทั้ง 2 นั้นเอาโคลากเกวียน 2 ตัว คือสุชาตะ กับ กีรติเข้าเทียม แม้โคลากเกวียวนทั้ง 2 นั้นให้ลากด้วยดอกอุบลกำหนึ่ง และด้วยพวงมาลัยดอกมะลิก็ไม่ยอมลาก พ่อค้าเหล่านั้นคิดกันว่าคงจะมีภัยอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่ข้างหน้าไม่ต้องสงสัยซึ่งโคทั้งสองนี้ไม่ลาก พณิชทั้ง 2 จึงส่งม้าใช้ไปล่วงหน้า
      ม้าใช้กลับมาแล้วไม่ปรากฏว่ามีภัยอะไร เทวดานั้นปรากฏตนขึ้นปลอบว่าอย่ากลัวเลย  แม้โคทั้ง 2 นั้นลากเกวียนไปทางที่ตถาคตอยู่ จนกระทั่งพ่อค้าเหล่านั้นเห็นตถาคตลุกโพลงเหมือนไฟประดับด้วยมหาปุรุษลักษณะ 32 ประการ รุ่งเรืองอยู่ด้วยสง่าราศี เหมือนดวงอาทิตย์แรกขึ้น พ่อค้าเหล่านั้นครั้นเห็นแล้วมีความสนเท่ห์ว่านี่พรหมมาถึงที่นี่หรือ หรือว่าองค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย หรือว่าเป็นไวศรวณะ หรือเป็นอาทิตย์และจันทร์ เป็นเทวดาประจำภูเขา หรือว่าเป็นเทวดาประจำแม่น้ำ องค์ใดองค์หนึ่ง ลำดับนั้น ตถาคตแสดงผ้าย้อมน้ำฝาดให้ปรากฏ พ่อค้าทั้งหลายจึงพูดว่า พับผ้าย้อมน้ำฝาดนี้เป็นของบรรพชิต ผ้าของเราไม่มีอย่างนี้ พ่อค้าเหล่านั้นได้ความเลื่อมใสแล้ว จึงพูดกันอย่างนี้ว่า เวลานี้จะเป็นเวลาบริโภคของบรรพชิต มีอะไรบ้างไหม ?
      แล้วพูดว่า ข้าวคั่วคลุกน้ำผึ้งและอ้อยควั่น(*2)มีอยู่ พ่อค้าเหล่านั้นนำเอาข้าวคั่วคลุกน้ำผึ้งและอ้อยควั่นเข้ามายังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้วน้อมศีรษะลงกราบบาทตถาคต ทำประทักษิณ 3 รอบ แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งแล้ว พ่อค้าเหล่านั้นจึงพูดกับ ตถาคตว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ ขอพระองค์โปรดรับบิณฑบาตของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่ออาศัยความอนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
                *1 มคธเป็นราชายตนะ แปลเป็นไทยว่า ไม้เกด
                *2 อ้อยควั่น ท่านผูกศัพท์ว่า ลิขิตกา อิกฺษวะ
                ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดอย่างนี้ว่า การที่ตถาคตรับบิณฑบาตด้วยมือทั้ง 2 นี้ไม่ดีเลย พระตถาคตผู้เป็นพระสัมยักสัมพุทธครั้งก่อนๆ ท่านรับด้วยอะไร ? แล้วตถาคตก็ทราบว่าท่านรับด้วยบาตร
      กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขณะนั้นมหาราชทั้ง 4 มาจากทิศทั้ง 4 ทราบว่าเวลานี้เป็นเวลาแห่งโภชนะของตถาคต จึงถือบาตรทำด้วยทองมา 4 ใบ น้อมเข้ามาถวายแต่พระผู้มีภคะ ขอพระองค์โปรดรับบาตร (4ใบ) ทำด้วยทอง เพื่ออาศัยความอนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตถาคตเห็นว่าบาตรเหล่านี้ไม่สมควรแก่ศรมณะ จึงไม่รับ เช่นเดียวกันคือ มหาราชทั้ง 4 ถือบาตรเงินล้วน 4 ใบบาตรแก้วไพฑูรย์ล้วน 4 ใบ บาตรแก้วผลึกล้วน 4 ใบ บาตรแก้วทับทิมล้วน 4 ใบ บาตรเพชรล้วน 4 ใบน้อมเข้ามาถวายแก่ตถาคต ตถาคตเห็นว่าบาตรเหล่านี้ไม่สมควรแก่ศรมณะ จึงไม่รับ ครั้นแล้วมหาราชทั้ง 4 ถือบาตรรัตนะทั้งหมดล้วน 4 ใบ น้อมเข้าไปถวายตถาคต ตถาคตเห็นว่าบาตรเหล่านี้ไม่สมควรแก่ศรมณะ จึงไม่รับ
                ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดอย่างนี้อีกว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ พระตถาคตผู้เป็นพระอรหันสัมยักสัมพุทธะครั้งก่อนๆ ทรงรับบาตรชนิดไหน?  แล้วตถาคตก็ทราบว่าท่านทรงรับบาตรทำด้วยศิลา ตถาคตคิดอยู่แต่ในใจอย่างนี้
                ครั้งนั้นแล ไวศรวณะเป็นมหาราช เชิญมหาราชมาอีก 3 ตนว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย บัดนี้แล เทวบุตรผู้มีกายสีเขียวให้บาตรทำด้วยศิลา 4 ใบอีกแล้วเรื่องนี้ เราคิดอย่างนี้ว่า เราจะใช้บาตรนี้ ครั้นแล้ว เทวบุตรผู้มีกายสีเขียว ชื่อไวโรจนะ เขาพูดอย่างนี้กับเราว่า
      84 ท่านทั้งหลายอย่าใช้บาตรนี้เป็นภาชนะ จงตั้งบาตรเหล่านี้ไว้เป็นเจดีย์ของท่าน ต่อเมื่อพระชินทรงพระนามว่า ศากยมุนีปรากฏขึ้นแล้วจงน้อมนำบาตรนี้เข้าไปถวายแก่พระองค์ ฯ
      85 ข้าแต่ท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย เวลานี้เป็นเวลาสมควรแล้วที่จะน้อมเข้าไปให้เป็นเครื่องใช้ของพระศากยมุนี เราทั้งหลายจะถวายบาตร เหล่านี้มอบไว้เป็นที่บูชาพร้อมด้วยการบันลือเสียงสังคีตดนตรี ฯ
      86 บาตรนั้น เป็นภาชนะซึ่งเป็นธรรมล้วน ไม่แตก แต่ภาชนะที่เป็นศิลาล้วนเหล่านี้แตกได้ ผู้อื่นไม่ควรรับ ถ้ากระไรเราไปเพื่อถวายบาตรนี้แก่พระศากยมุนรีเถิด ฯ
      ครั้งนั้นแล มหาราชทั้ง 4 มีชนของตนๆเป็นพวรรพวก มีดอกไม้เครื่องเผาเอาควันของหอม พวงมาลัย เครื่องลูบทาบรรเลงเครื่องดนตรี ทั้งร้องรับขับประโคมเครื่องสังคีต ถือบาตรเหล่านั้นด้วยมือของตนๆเข้าไปยังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้วทำบูชาตถาคต น้อมนำบาตรเหล่านั้นที่เต็มด้วยดอกไม้ทิพย์ถวายแก่ตถาคต
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีความดำริว่า ก็มหาราชทั้ง 4 นี้แล มีศรัทธา มีความเลื่อมใส น้อมนำบาตรศิลา 4 ใบมาให้เรา และบาตรศิลาทั้ง 4 ใบก็ไม่ควรแก่เรา เมื่อเป็นดั่งนั้นเรา จะรับบาตรศิลาของผู้เดียว อีก 3 ท่านก็จะเสียใจอย่ากระนั้นเลย เราจะรับบาตรทั้ง 3 ใบนี้แล้วอธิษฐานให้เป็นบาตรศิลาใบเดียว
                ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตยื่นมือขวาออกไปแล้วกล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับมหาราชไวศรวณะว่า
      87 ท่านจงน้อมนำภาชนะให้แก่พระสุคต ท่านจะถึงซึ่งภาชนะ(ส่วนเหมาะสม) ในยานดีเลิศ ด้วยการถวายภาชนะโดยความอ่อนน้อมต่อตถาคต สมฤติ และมติ  จะไม่เสี่ยมโดยแท้แล ฯ
                ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตรับบาตรจากสำนักของมหาราชไวศรวณะเพื่ออาศัยความอนุเคราะห์ ครั้นแล้วได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับมหาราชธฤตราษฏรว่า
      88 ผู้ใดถวายภาชนะแก่ตถาคต สมฤติ ปรัชญา ของผู้นั้นจะไม่เสื่อมเลย และจะผ่านเวลาด้วยความสุขอย่างยิ่ง กระทั่งตรัสรู้บทซึ่งเป็นความเย็น(นิรวาณ)ฯ
                ครั้งนั้นแล ตถาคตรับบาตรากสำนักของมหาราชธฤตราษฏร เพื่ออาศัยความอนุเคราะห์ ครั้นแล้วได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับมหาราชวิรูฒกะว่า
      89 ท่านถวายภาชนะบริศุทธแก่ตถาคตผู้มีจิตบริศุทธ ท่านจะเป็นผู้มีจิตบริศุทธโดยเร็ว จะถูกเขาสรรเสริญในเทวโลกและมนุษยโลก ฯ
      ครั้งนั้นแล ตถาคตรับบาตรจากสำนักของมหาราชวิรูฒกะ เพื่ออาศัยความอนุเคราะห์ ครั้นแล้วได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับมหาราชวิรูปากษะว่า
      90 ท่านถวายด้วยศรัทธา ซึ่งภาชนะที่ไม่แตกร้าวแก่ตถาคตผู้มีศีลไม่ขาดวิ่น มีความประพฤติไม่ขาด มีจิตไม่ขาด บุณยและทักษิณาของท่านจะไม่ขาด ฯ
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตรับบาตรจากสำนักมหาราชวิรูปากษะ เพื่ออาศัยความอนุเคราะห์ ครั้นแล้ว อธิษฐานให้เป็นบาตรใบเดียวด้วยกำลังแห่งอธิมุกติ (ความหลุดพ้นจากเกลศ) แล้วเปล่งอุทานนี้ในเวลสนั้นว่า
      91 ทตฺตานิ  ปาตฺราณิ ปุเร  ภเว  มยา
          ผลปูริตา  ปฺรมณิยา  จ  กฤตฺวา |
          เตเนมิ  ปาตฺราศฺจตุระ  สุสํสฺถิตา
          ททนฺติ  เทวาศจฺตุโร  มหรฺทฺธิกา |
                ตถาคตให้บาตรทั้งหลายในภพก่อน กระทำให้มีผลเต็มที่ด้วยสิ่งที่น่ารักด้วยผลแห่งการกระทำนั้น ตถาคตมีบาตรตั้งอยู่ 4 ใบ เทพผู้มีฤทธิ์มาก 4 ตนถวาย ฯ
                ในที่นี้ มีคำกล่าวไว้ว่า
      92 พระพุทธนั้น ทรงมีปรัชญา ทรงแลดูต้นโพธิอันประเสริฐตลอด 7 ราตรี เป็นการแลดูความหมายยอดเยี่ยม และแผ่นดินไหวแล้ว ด้วยประการทั้ง 6 พระพุทธผู้เป็นนรสีห์มีการเสด็จเหมือนราชสีห์ ทรงลุกขึ้นแล้ว ฯ
      93 ทรงเสด็จไปสู่โคนต้นตารายณตามลำดับ มีพระยานนาคเอาขนดแวดวงโดยรอบ ทรงประทับนั่งไม่ไหวหวั่นเหมือนภูเขาเมรุ พระมุนีทรงเข้าทยานและสมาธิ ฯ
      94 และในกาลนั้น ตระปุษะ ภัลลิกะ สองพี่น้องพร้อมด้วยหมู่พ่อค้ามีเกวียน 5 เล่มเหล่านั้นเต็มไปด้วยทรัพย์เข้าไปในป่าสาละกำลังมีดอกเต็ม ฯ
      95 ล้อเกวียนได้จมลงในแผ่นดินทันทีประมาณแค่เพลาเกวียนด้วยเดชแห่งพระมหาฤษี(พระพทธ) พ่อค้าเหล่านั้นเห็นล้อเกวียนจมอยู่เช่นนั้น มหาภัยเกิดขึ้นแล้วแก่หมู่พ่อค้า ฯ
      96 พ่อค้าเหล่านั้นมีมือถือดาบ ศร และหอก ทำเป็นค้นหากวางในป่า ว่านั่นมันเป็นอะไร เขาเหล่านั้นเห็นพระชิน ผู้มีพระพักตร์เหมือนดวงจันทร์ในสารทกาล เหมือนดวงอาทิตย์พ้นเมฆ ฯ
      97 เขาเหล่านั้นหายโกรธแล้ว มหดความกระด้าง ประณมมือขนศีรษะ สงสัยแล้วถามว่านั่นเป็นใคร เทวดากล่าววาจาลงมาจากฟ้าว่า นี่แหละเป็นพระพุทธผู้ทรงกระทำประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก ฯ
      98 พระองค์ไม่ได้เสวยข้า น้ำ มา 7 คืน 7 วันแล้ว ด้วยจิตกรุณานี้ ถ้าท่านทั้งหลายปรารถนาความสงบเกลศของตนไซร้ จงยังพระองค์ผู้มีกายจิตเจริญแล้วให้บริโภคเถิด ฯ
      99 พ่อค้าเหล่านั้นได้ยินเสียงไพเราะนั้นแล้วไหว้และทำประทักษิณพระชิน ครั้นแล้วเขาเหล่านั้นมีปรีติพร้อมด้วยสหายทั้งหลายคิดจะถวายบิณฑบาตแก่พระชิน
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในสมัยนั้น ฝูงโคของพ่อค้าตระปุษะ ภัลลิกะ เข้าไปในตลาดในเมือง ครั้งนั้นโคเหล่านั้นหลั่งน้ำนมออกมาเป็นฟองน้ำมันเนย ในกาลนั้น ในสมัยนั้น คนเลี้ยงโคทั้งหลายจึงถือเอาฟองน้ำมันเนยนั้นเข้าไปยังที่ตระปุษะ ภัลลิกะอยู่ ครั้นแล้วก็บอกสภาพนี้ว่า ท่านทั้งหลายเกิดเป็นผู้วิเศษแล้ว เพราะเหตุที่โคทั้งหมดเหล่านี้หลั่งน้ำมนออกมาเป็นฟองน้ำมันเนย เพราะฉะนั้น ที่เป็นดั่งนี้ ท่านมีความสุขหรือไม่เล่า ?
                ในเรื่องนี้ พวกพราหมณ์ที่โลภมากพูดอย่างนี้ว่า ที่เป็นดั่งนั้นไม่เป็นมงคลแก่พราหมณ์ทั้งหลาย ต้องบูชามหายัชญ
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในสมัยนั้นแล พราหมณ์ชื่อ ศิบัณฑี เคยเป็นยาติสายโลหิตของตระปุษะ ภัลลิกะ ผู้เป็นพ่อค้า ไปเกิดอยู่ในพรหมโลก พรหมศิขัณฑีนั้นจำแลงเป็นพราหมณ์ ได้กล่าวกับพ่อค้าเหล่านั้นด้วยคำเป็นบทประพันธ์ว่า
      100 ความตั้งใจของท่านทั้งหลายในครั้งก่อนขอให้พบพระโพธิสัตว์ผู้เป็นตถาคต ขอให้พระตถาคตบริโภคชนะของเราทั้งหลายแล้วยังจักรคือธรรมให้หมุน(แสดงธรรมจักร)ฯ
      101 ความตั้งใจของท่านทั้งหลายนี้นั้นสมบูรณ์แล้ว ได้พบพระโพธิสัตว์ผู้เป็นตถาคต ท่านน้อมนำอาหารเข้าไปถวาย พระตถาคตบริโภคแล้วยังจักรคือธรรมให้หมุน (แสดงธรรมจักร)ฯ
      102 โคของท่านทั้งหลายหลั่งน้ำนมออกมาเป็นน้ำมันเนย ถือว่าเป็นมงคลดี เป็นฤกษ์ดี นั่นเป็นอานุภาพของพระมหาฤษี(พระพุทธ)ผู้มีบุณยกรรมนั้น ฯ
      103 พรหมศิขัณฑีเตือนพ่อค้าอย่างนี้แล้ว ก็ไปสู่เทวโลก พ่อค้าทั้งปวงมีใจเฟื่องฟู ได้เรียกตระปุษะมาว่า ฯ
      104 คราวใด โค 1000 ตัว มีน้ำนม ฉะนั้น คราวนั้นท่านจงนำน้ำนมนั้นไม่ให้เหลือใส่โอชะเลิศลงไป พ่อค้าเหล่านั้นทำน้ำนมนั้นสำเร็จเป็นโภชนะ(อาหาร)โดยความเคารพ ฯ
      105 ถาดรัตนะชื่อจันทระมีค่าแสนปละ(*) ขัดสะอาดปราศจากมลทินใส่เครื่องไทยธรรม เต็มด้วยโภชนะ ฯ
                * ปละหนึ่ง เท่ากับราคา 1 ชั่ง คือ 80 บาท
      106 แล้วถึงน้ำผึ้งและถาดรัตนะเข้าไปยังโคนต้นตารายณ ที่พระศาสดาประทับ ทูลว่า ขอพระองค์โปรดรับความภักดี และโปรดอนุเคราะห์ข้าพเจ้าทั้งหลาย ฯ
      107 พระศาสดาทรงทราบเจตนาเดิมของสองพี่น้อง ซึ่งไปจากต้นโพธิ ทรงรับบริโภคแล้วเพื่ออนุเคราะห์ ครั้นบริโภคเสร็จแล้วทรงโยนถาดขึ้นไปบนพื้นฟ้า ฯ
      108 อนึ่ง เทวราชชื่อ สุพรหม ได้รับถาดรัตนะประเสริฐนั้นไว้สหายกับพวกเทวดาอื่นๆ บูชาถาดนั้นในพรหมโลกแม้ทุกวันนี้ ฯ
      109 ทิศทำความสวัสดีและมงคลทิพย์ ยังประโยชน์ให้สำเร็จ ประทักษิณทั้งปวงซึ่งทำกับศาสดา จงเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายโดยพลัน ฯ
      110 ศรีจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ศรีอยู่ในมือขวาจงมีในมือซ้ายของท่านทั้งหลาย ศรีในอวัยวะทั้งปวงเหมือนพวงมาลัย จงสถิตบนศีรษะของท่านทั้งหลาย
      111 ทิศทั้ง 10  จงเป็นมหาลาภแก่พ่อค้าทั้งหลายผู้แสวงหาทรัพย์ผู้เดินทาง ผู้มาถึง และพ่อค้าเหล่านั้นจงตั้งอยู่ในความสุข ฯ
      112 ท่านทั้งหลายไปทิศตะวันออกด้วยกิจการใดๆ ดาวฤกษ์ทั้งหลายจงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายซึ่งอยู่ในทิศนั้น ฯ
      113 ทิศตะวันออกมีดาวฤกษ์เหล่านี้ คือกฤติกา โรหิณี มฤคศิระ อรรทระ ปุนรรวสุ ปุษยะ และอาเศลษะ
      114 ดาวฤกษ์ ดวงนี้เป็นโลกบาล(คุ้มครองรักษาโลก)อันลือนาม เทวดาที่สิงอยู่ในภาคตะวันออก จงป้องกันรักษาด้วยประการทั้งปวง ฯ
      115 และราชาผู้เป็นใหญ่ของดาวฤกษ์เหล่านั้นมีชื่อปรากฏว่าธฤตราษฏร ขอให้ธฤตราษฏรผู้เป็นเจ้าคนธรรพ์ทั้งปวงนั้น จงป้องกันรักษาพร้อมด้วยอาทิตยเทพ ฯ
      116 แม้บุตรของธฤตราษฏรนั้นก็มีมาก มีชื่ออินทระอย่างเดียวกัน เป็นผู้ฉลาด มีถึง 801 ตน มีกำลังมาก แม้บุตรทั้งหลายเหล่านั้น จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความสุข ฯ
      117 ในภาคทิศตะวันออก มีเทกุมารี 8 นาง ชื่อชยันตี วิชยันดี สิทธารถา อปราชิตา ฯ
      118 นันโทตตรา นันทิเสนา นันทินี นันทิวรรธนี แม้เทพกุมารีเหล่านั้น จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
      119 ในภาคทิศตะวันออกแลมีเจดีย์(*)ชื่อจาปละ พระชิน(พระพุทธ)ทั้งหลายประทับอยู่แล้ว และพระอรหันต์ทั้งหลายผู้อภิบาลรักษารู้กันแล้ว แม้เจดีย์นั้นจงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
                * ฉบับของราเชนทฺรลาล ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1877 ว่าใช้ศัพท์ว่า เจฏิกำ แปลว่า เทวดารับใช้ แต่ในฉบับนี้ใช้ศัพท์ว่า เจติยํ ซึ่งแปลว่าเจดีย์
      120 และทิศทั้งหลายจงเกษม(ปลอดภัย)แก่ท่านทั้งหลาย และอย่าให้ท่านทั้งหลายถึงความชั่วเลย ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้ประโยชน์ จงกลับถึงบ้าน เทพยดาทั้งปวงป้องกันรักษาแล้วฯ
      121 ท่านทั้งหลายไปทิศใต้ด้วยกิจการใดๆ ดาวฤกษ์ทั้งหลายจงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายซึ่งอยู่ในทิศนั้น ฯ
      122 ทิศใต้มีดาวฤกษ์เหล่านี้ คือ มฆะ และผลคุณะ 2 ดวง(*)หัสตะ ผละจิตราเป็นที่ 5 สวาติและวิศาขะ ฯ
                *ผาลคุณะมี 2 ดวง คือ ปูรวผาลคุณะ กับอุตตรผาลคุณะ
      123 ดาวฤกษ์ 7 ดวงตั่งนี้เหล่านั้น เป็นโลกบาลอันลือนามประจำอยู่ในภาคใต้  ดาวฤกษ์เหล่านั้นจงป้องกันรักษาท่านทั้งหลายด้วยประการทั้งปวง ฯ
      124 และราชาผู้ยิ่งใหญ่ของดาวฤกษ์เหล่านั้น เป็นที่รู้กันว่า วิรูฒกะเป็นใหญ่แก่กุมภัณฑ์ทั้งปวง จงป้องกันรักษาพร้อมด้วยยมะเทพ ฯ
      125 แม้บุตรของวิรูฒกะนั้นก็มีมาก มีชื่ออินทระอย่างเดียวกันเป็นผู้ฉลาด มีถึง 801 ตน มีกำลังมาก แม้บุตรทั้งหลายเหล่านั้น จงคุ้มครองรักษาโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
      126 ในภาคทิศใต้นี้ มีเทพกุมารี 8 นาง ชื่อ ศริยามตี ยศมดี ยศปราปตา ยโศธรา 
      127 สุอุตถิตา สุประถมา สุประพุทธา สุขาวหา แม้เทพกุมารี เหล่านั้น จงคุ้มครองรักษาโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
      128 ในภาคทิศใต้นี้ มีเจดีย์นั้นจงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
      129 ทิศทั้งหลายจงเกษมแก่ท่านทั้งหลาย และอย่าให้ท่านทั้งหลายถึงความชั่วเลย ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้ประโยชน์ จงกลับถึงบ้านเทพยดาทั้งปวงป้องกันและรักษาแล้วฯ
      130 ท่านไปทิศตะวันตกด้วยกิจการใดๆ ดาวฤกษ์ทั้งหลายจงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายซึ่งอยู่ในทิศนั้น ฯ
      131 ดาวฤกษ์มี 7 ดวง คืออนุราธา เชษฐา มูละผู้มีความเพียรมั่นคง อาษาฒะ 2 ดวง(*) อภิชะ ศรวณะ ฯ
               * อาษาฒะมี 2 ดวง คือปูรวะอาษาฒะ และ อุตตระอาษาฒะ
      132 ดาวฤกษ์ 7 ดวง ดั่งนี้เหล่านั้น เป็นโลกบาลอันลือนามประจำอยู่ในภาคตะวันตก ดาวฤกษ์เหล่านั้นจงป้องกันรักษาท่านทั้งหลายทุกเมื่อ ฯ
      133 และราชาผู้เป็นใหญ่ของดาวฤกษ์เหล่านั้นเป็นที่รู้กันว่าวิรูปากษะ วิรูปากษะนั้น เป็นใหญ่แก่นาคทั้งปวง จงป้องกันรักษาพร้อมด้วยวรุณะเทพ ฯ
      134 แม้บุตรทั้งหลายของวิรูปากษะนั้นก็มีมาก  มีชื่ออินทระอย่างเดียวกัน เป็นผู้ฉลาด มีถึง 801 ตน มีกำลังมาก แม้บุตรทั้งหลายเหล่านั้น จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
      135 ในภาคทิศตะวันตกนี้มีเทพกุมารี 8 นาง ชื่อ อลัมพุศา มิศรเกศี ปุณฑริกา และอรุณา ฯ
      136 เอกาทศานวมิกา ศีตา กฤษณา และเทราปที แม้เทพกุมารีเหล่านั้น จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
      137 ในภาคทิศตะวันตกนี้ มีภูเขาชื่ออัษฏังคะ เป็นสถานที่ตั้งแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ จงให้ประโยชน์ 8 อย่าง(*)แก่ท่านทั้งหลายแม้ภูเขานั้น จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
                * ประโยชน์ 8 อย่าง ท่านใช้ศัพท์ว่า อษฺฏมรฺถํ  แต่ในฉบับของราเชนฺทรลาล ใช้ศัพท์ว่า อิษฺฏมรฺถํ แปลว่าซึ่งประโยชน์ที่ตนปรารถนา
      138 และทิศทั้งหลายจงเกษมแก่ท่านทั้งหลาย และอย่าให้ท่านทั้งหลายถึงความชั่วเลย ขอให้ท่านทั้งหลายจงมีประโยชน์ จงกลับถึงบ้านเทพดาทั้งปวงป้องกันรักษาแล้ว ฯ 
      139 ท่านทั้งหลายไปทิศเหนือด้วยกิจการใดๆ ดาวฤกษ์ทั้งหลายจงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายซึ่งอยู่ในทิศนั้นฯ 
      140 ดาวฤกษ์มี 7 ดวง คือธนิษฐา ศตภิษา และดาวฤกษ์อื่น 2 ดวง คือปูรวะ และอุตตระ(*) เรวตี อัศวินี และภรณี ฯ
                * ได้แก่ ปูรวะภัทรปทะ และ อุตตระภัทรปทะ
      141 ดาวฤกษ์ 7 ดวงตั่งนี้เหล่านั้น เป็นโลกบาลอันลือนามประจำอยู่ในภาคเหนือ ดาวฤกษ์เหล่านั้นจงป้องกันรักษาท่านทั้งหลายทุกเมื่อ ฯ
      142 และราชาเป็นใหญ่ของดาวฤกษณ์เหล่านั้น ชื่อกุเพระ ใช้คนเป็นพาหนะ เป็นใหญ่แก่ยักษ์ทั้งปวง จงป้องกันรักษาพร้อมด้วยมาณภัทระเทพ ฯ
      143 แม้บุตรของกุเพระ นั้น ก็มีมาก มีชื่ออินทระอย่างเดียวกัน เป็นผู้ฉลาด มีถึง 801ตน มีกำลังมาก แม้บุตรทั้งหลายเหล่านั้น จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
      144 ในทิศเหนือนี้ มีเทพกุมารี 8 นาง ชื่อ อิลาเทวี สุราเทวี ปฤถวี และปัทมาวดี ฯ
      145 อาศา ศรัทธา หิรี ศิรี แม้เทพกุมารีเหล่านั้น เป็นผู้ใกล้ชิดมหาราช(กุเพระ) จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
      146 ที่อยู่ของยักษ์และภูตทั้งหลายชื่อจิตรกูฏ และสุทรรศนะ แม้ที่อยู่นั้น จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
      147 และทิศทั้งหลายจงเกษมแก่ท่านทั้งหลาย และอย่าให้ท่านทั้งหลายถึงความชั่วเลย ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้ประโยชน์ จงกลับถึงบ้าน เทพยดาทั้งปวงป้องกันรักษาแล้ว ฯ
      148 ดาวฤกษ์มี 28 ดวง มี4ทิศ ทิศละ 7 ดวง และมีเทพกันยา 32 นาง มี 4ทิศ ทิศละ 8 นาง ฯ
      149 ศรมณะมี 8 พราหมณะ(มี 8) ชาวนิคมในชนปท (มี 8)เทวดามี 8 เขาเหล่านั้นพร้อมทั้งองค์อินทร์ จงป้องกันรักษาท่านทั้งหลายด้วยประการทั้งปวง ฯ
      150 เมื่อท่านทั้งหลายไป ขอจงมีความสวัสดี เมื่อท่านทั้งหลายกลับ ของจงมีความสวัสดี ท่านทั้งหลายจงเห็นญาติมีความสวัสดี ญาติทั้งหลายจงเห็นท่านมีความสวัสดี ฯ
      151 ยักษ์ทั้งหลายพร้อมด้วยองค์อินทร์ มหาราชทั้งหลาย (โลกบาลทั้ง 4 อนุเคราะห์พระอรหันต์แล้ว ท่านทั้งหลายไปในที่ทั้งปวงมีความสวัสดีแล้ว จะบรรลุอมฤตะ อันเป็นความเกษม(ปลอดภัย) ฯ
      152 พราหมณ์ทั้งหลายได้รับการป้องกันรักษาโดยองค์อินทร์ป้องกันรักษา แล้วท่านทั้งหลายได้รับการอนุเคราะห์ทุกเมื่อ โดยผู้มีจิตวิมุกติแล้ว โดยผู้ไม่มีอาสวะและโดยนาคและยักษ์ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงคุ้มครองรักษาอายุไว้ได้ตลอดร้อยปีฯ
      153 พระโลกนาถผู้เป็นที่เคารพของผู้ทำความเคารพทั้งหลายเป็นผู้ชี้เป็นผู้นำและเป็นผู้พิเศษของผู้ทำความเคารพเหล่านั้นหาผู้เปรียบมิได้ท่านจะเป็นพระชิน(พระพุทธ) มีนามว่า มธุสัมภวะด้วยกุศลกรรมนี้ ฯ
      154 นี้คือคำพยากรณ์ครั้งแรกของพระชินผู้นำพิเศษของโลกโดยไม่ขัดข้อง พระโพธิสัตว์เป็นอันมากซึ่งเมื่อได้รับคำพยากรณ์ในความตรัสรู้โพธิแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ฯ
      155 สองพี่น้องพร้อมด้วยสหายเหล่านั้น ได้ฟังคำพยากรณ์ของพระชินนี้แล้ว มีจิตเฟื่องฟูด้วยปรีติอย่างยิ่ง ถึงซึ่งพระพุทธและพระธรรมเป็นศรณะ(ที่พึ่งที่ระลึก)ดั่งนี้ ฯ

อัธยายที่ 23 สํสฺตวปริวรฺตสฺตฺรโยวึศะ ชื่อสังสตวะปริวรรต (ว่าด้วยการสรรเสริญ) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

การสรรเสริญ
  
      ครั้งนั้นแล เทวบุตรชั้นศุทธาวาสทั้งหลาย กระทำปร่ะทักษิณพระตถาคตผู้ประทับนนั่งอยู่ที่ควงต้นโพธิ โปรยฝนคือผงจันทน์ทิพย์ลงมาแล้วสรรเสริญด้วยคำเป็นบทประพันธ์เหมาะสมอย่างดียิ่งว่า
      1 พระโลกนาถ เป็นแสงสว่างในโลก ทรงกระทำแสงสว่าง ทรงอุบัติขึ้นแล้วทรงประทานจักษุให้แก่โลกผู้ตาบอด ทรงเป็นผู้เผด็จศีก ฯ
      2 พระองค์ท่านชนะสงคราม มีความปรารถนาสมบูรณ์ด้วยบุณยและสมบูรณ์ด้วยธรรมฝ่ายกุศล พระองค์จะทรงทำให้โลกอิ่มหนำฯ
      3 พระโคดมเสด็จขึ้นจากปลักตมแล้ว โดยปราศจากอันตรายประทับอยู่บนบก ทรงยกสัตว์อื่นๆ ให้ข้ามพ้นจากมหาสมุทร ฯ
      4 พระองค์เสด็จขึ้นได้แล้ว มีปรัชญามาก ไม่มีใครในโลกทั้งหลายเสมอพระองค์ พระองค์ไม่เปรอะเปื้อนด้วยโลกธรรม เหมือนดอกบัวอยู่ในน้ำ ฯ
      5 โลกนี้หลับมานาน ห่อหุ้มด้วยกองแห่งความมืด พระองค์ท่านสามารถเพื่อปลุกให้ตื่นด้วยแสงประทีปคือปรัชญา ฯ
      6 เมื่อชีวโลก(โลกของผู้มีชีวิต) เร่าร้อนมานาน ถูกเกลศและพยาธิเบียดเบียน พระองค์เป็นนายแพทย์ทรงอุบัติขึ้นมาแล้ว ทรงปลดเปลื้องให้พ้นจากพยาธิทั้งปวง
      7 อกษณะทั้งหลายจะศูนยไปเพราะพระองค์ผู้เป็นที่พึ่งทรงอุบัติขึ้นมาแล้ว มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย จะประกอบด้วยความสุข ฯ
      8 ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นปุรุษฤษภะ(ปุรุษเลิศ) ผู้ใดเห็นพระองค์ผู้นั้นจะถึงความสุภาพดีงาม จะไม่ต้องไปสู่ทุรคติตลอดพ้นกัลปโดยแท้ ฯ
      9 ท่านเหล่านั้นจะฟังธรรม จะเป็นบัณฑิต และจะเป็นผู้ปราศจากโรค จะเป็นผู้ลึกซึ้ง(เฉียบแหลม) สิ้นอุปธิ(*) เป็นผู้คงแก่เรียน ฯ
                * อุปธิ คือ สิ่งที่เข้าใกล้ทำให้อีกสิ่งหนึ่งเปลี่ยนอาการโดยไม่เปลี่ยนอาการเดิม เช่น คนเข้าใกล้ไฟฟ้าหลอดสีแดง ร่างกายคนจะแดงโดยไม่ต้องเปลี่ยนสีร่างกายเดิม สีแดงของไฟฟ้านั้นคือ อุปธิ ในขุททกนิกายจุลลวัคค์กล่าวไว้ว่า
                อุปธิมี 4 อย่าง คือ กาม เกลศ ขันธ์ อภิสังขาร แต่อีกนัยหนึ่งท่านว่ามี 10 คือ ตฤษณา ทฤษฏิ เกลศ กรรม ทุจริต อาหาร ปฏิฆะ อุปาทินนกธาตุ 4 อายตนะภายใน วิญญาณ 6 ฯ
      10 ท่านทั้งหมด ตัดเครื่องผูกพันคือเกลศแล้วจะรอดพ้นโดยเร็วปราศจากอุปทานแล้ว จะถึงความดีงามซึ่งเป็นการบรรลุผลอันประเสริฐ ฯ
      11 ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ควรแก่ทักษิณาในโลก รับเครื่องบูชาได้ทักษิณาที่ถวายในท่านเหล่านั้นจะไม่ต่ำทราม และจะเป็นเหตุแห่งนิรวาณของสัตว์ทั้งหลาย ฯ
                ดั่งนี้แล ดูกระภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรชั้นศุทธาวาสทั้งหลายสรรเสริญตถาคตยืนประณมมืออยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ประณมมือนมัสการตถาคต
                ครั้งนั้นแล เทวบุตรชั้นอาภัสรา บูชาตถาคตผู้นั่งอยุ่ที่ควงต้นโพธิด้วยดอกไม้ เครื่องเผาเอาควันหอม (ธูป) พวงมาลัยเครื่องลูบทาฉัตรธงชัย ธงปตากมีประการต่างๆอันเป็นทิพย์แล้วทำประทักษิณ 3 รอบ และสรรเสริญด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
      12 เมื่อพระมุนีตรัสรู้ธรรมอันล้ำลึกแล้ว ก็มีเสียงไพเราะ เพลงขับร้องของพระมุนีผู้ประเสริฐด้วยเสียงไพเราะเหมือนเสียงพรหม ถึงประโยชน์ยอดเยี่ยมคือโพธิอันประเสริฐเลิศ ครั้นเสียงทั้งปวงถึงฝั่งแล้ว(จบลงแล้ว) ข้าพเจ้าขอนมัสการพระองค์ ฯ
      13 พระองค์เป็นผู้ป้องกัน เป็นที่พำนัก เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่พึ่ง เป็นผู้มีจิตกรุณาไมตรีในโลก พระองค์เป็นนายแพทย์สูงสุดแท้เทียว ซึ่งถอนหอกออกได้ พระองค์เป็นผู้พยาบาล ทรงกระทำประโยชน์อย่างยิ่ง ฯ
      14 การเห็นพร้อมกันซึ่งพระองค์ผู้ทรงกระทำที่พึ่ง ข่ายทองคำคือไมตรีกรุณา พระองค์ยกนำมาแล้ว พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งทรงไขท่อธารแห่งอมฤตะ พระองค์ทรงระงับดับความเดือนร้อนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
      15 พระองค์เป็นเหมือนดอกบัว ไม่เปรอะเปื้อนในภพทั้ง3 พระองค์เป็นเหมือนภูเขาเมรุ ไม่โยกคลอนและไม่ไหวหวั่น พระองค์เป็นเหมือนเพชร มีประติชญาไม่กลับกลอก พระองค์เป็นเหมือนดวงจันทร์ทรงไว้ซึ่งคุณทั้งปวงอันเลิศ ฯ
                ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทพชั้นอาภัสราสรรเสริญตถาคตแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมนมัสการตถาคต
                ครั้งนั้นแล เทพชั้นพรหมกาย(รูปพรหม) มีสุพรหมเทพบุตรเป็นประมุขได้คลุมตถาคตผู้ประทับนั่งที่ควงต้นโพธิด้วยข่ายรัตนะอันประดับด้วยแก้วมณีตั้งหลายหมื่นแสนโกฏิดวง ทำประทักษิณ 3 รอบ แล้วสรรเสริญด้วยคำเป็นบทประพันธ์เหมาะสมดียิ่งว่า
      16 ข้าพเจ้าขอไหว้เหนือศีรษะ ซึ่งพระองค์ผู้มีปรัชญางามปราศจากมลทิน ทรงไว้ซึ่งแสงสว่างและเดช ทรงไว้ซึ่งลักษณะ 32 ประการอันดีเลิศ เป็นผู้มีสมฤติ ทรงไว้ซึ่งคุณและชญาน ไม่มีความเหน็ดเหนื่อย ฯ
      17 ข้าพเจ้าขอไหว้พระองค์ผู้ไม่มีมลทิน ผู้ปราศจากมลทิน ผู้ปราศจากมลทินจากมลทินทั้ง 3 ผู้ลือนามในโลกทั้ง 3 บรรลุวิทยา 3มีวโมกษประเสริฐ(*1) 3 อย่าง ทรงประทานจักษุ (*2) 3 ปราศจากมลทิน ฯ
                *1 วิโมกษ 3 อย่าง คือสุญญตวิโมกษ อนิมิตวิโมกษ อประนิธิวิโมกษ
                *2 จักษุ 3 คือ พุทธจักษุ ปรัชญาจักษุ สมันตจักษุ
      18 พระองค์ถอนความขุ่นมัวคือโทษ มีใจฝึกฝนดีแล้ว เสด็จขึ้นไปสู่ความเอ็นดูกรุณา ทรงกระทำประโยชน์ให้แก่โลก เป็นมุนีบันเทิงแล้วเสด็จขึ้นไปสู่ใจอันสงบ ทรงปลดเปลื้องทวยะมติ(*) ทรงยินดีในอุเบกษา(ความวางเฉย)ฯ
                * ทวยะมติ ความรู้ที่เป็นคู่ๆ ได้แก่ โลกธรรม เช่น ได้ลาภ เสื่อมลาภ  ได้ยศ เสื่อมยศ  สุข ทุกข์  เป็นต้น
      19 เสด็จขึ้นไปสู่ พรต ตบะ ทรงกระทำประโยชน์ให้แก่โลก ทรงประพฤติธรรมด้วยพระองค์เอง ทรงประพฤติบริศุทธยิ่ง บรรลุถึงฝั่ง(ถึงนิรวาณ) ทรงเป็นผู้แสดงสัตยธรรมทั้ง 4 ยินดีในการปลดเปลื้อง ทรงพ้นแล้ว และทรงเปลื้องสัตวโลกคนอื่นให้พ้นด้วย ฯ
      20 มารในโลกนี้มีกำลังและความเพียรมาหาแล้ว พระองค์ทรงชนะด้วยปรัชญา ความเพียร และไมตรีของพระองค์ พระองค์บรรลุอมฤตะอันเป็นบทประเสริฐ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอไหว้พระองค์ผู้ย่ำยีมารและเสนามารผู้ชั่วร้าย ฯ
                ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทพชั้นพรหมกาย(รูปพรหม) มีสุพรหมเทวบุตรเป็นประมุขสรรเสริญตถาคตด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่ง ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมนมัสการตถาคต
                ครั้นนั้นแล บุตรมารทั้งหลายที่เป็นฝ่ายขาว (ฝ่ายขวา) ได้เข้าไปยังที่ประทับตถาคต ครั้นแล้ว ก็กางกั้นตถาคตด้วยฉัตรและเพดานมหารัตนะ ประณมมือสรรเสริญตถาคตด้วยคำเป็นบทประพันธ์เหมาะสมอย่างดียิ่งว่า
      21 ข้าพเจ้าเห็นประจักษ์ในกำลังของพระองค์ ซึ่งกว้างขวางอย่างยิ่ง เสนาของมารก็น่ากลัว ซึ่งเสนาของมารนั้นเป็นมหาภัยเฉพาะหน้า พระองค์ก็ชนะแล้วในชั่วขณะเดียว พระองค์ไม่เสด็จลุกขึ้น พระกายไม่สะทกสะท้านหรือออกพระโอษฐ์เลย ข้าพเจ้าขอไหว้พระองค์ซึ่งโลกทั้งปวงบุชาแล้ว เป็นพระมุนีผู้ประสิทธิ์ประโยชน์ทั้งปวง ฯ
      22 มารทั้งหลายมีตั้งพันหมื่นโกฏิมิใช่น้อย มีประมาณด้วยอนู(เมล็ดทราย)ในแม่น้ำคงคา มารเหล่านั้นไม่สามารถจะให้พระองค์เคลื่อนจากเส้นขนานต้นโพธิและให้สั่นสะเทือนได้ ยัชญทั้งหลายตั้งพันหมื่นมิใช่น้อย เหมือนทรายในแม่น้ำคงคา พระองค์ผู้ประทับอยู่ที่เส้นขนานต้นโพธิก็ได้บูชามาแล้ว เพราะฉะนั้น พระองค์จึงรุ่งโรจน์ในวันนี้ ฯ
      23 อนึ่งพระชายาผู้มีความรักอย่างยิ่ง และพระโอรสอันเป็นที่รักกับผู้รับใช้หญิงชาย ทั้งอุทยาน บ้านเมือง หมู่บ้านราษฎร ราชสมบัติ พร้อมทั้งนักสนมทั้งหลาย พระหัตถ์พระเศียรซึ่งเป็นอวัยวะเบื้องบนพระเนตรพระชิหวา พระองค์ก็เสียสละมาแล้ว พระองค์ทรงประพฤติจรรยาเพื่อตรัสรู้อันประเสริฐ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงรุ่งโรจน์ในวันนี้ ฯ
      24 พระองค์ตรัสไว้มากว่า เราจะเป็นพระพุทธ จะยังสัตว์ตั้งหลายหมื่นโกฏิตน ที่ถูกมหาสมุทรคือความทุกข์พัดพาไปแล้วให้ข้ามพ้น พระองค์มีจิตประกอบด้วยชญานและปรัชญา ซึ่งเป็นยอดอินทรีย์ เป็นสัทธรรมนาวาด้วยพระองค์เอง และนาวานี้นั้น พระองค์บรรทุกสัตว์ทั้งหลายเต็มลำ ตั้งพระทัยจะให้ข้ามพ้นฯ
      25 พระองค์ทรงสรรเสริญบุณย มีลัทธิเลิศ ทรงประทานจักษุแก่โลก พวกเราทั้งหมดมีใจเฟื่องฟูยินดี ปรารถนาสรวัชญตา (ปรารถนาพุทธภูมิ) พวกเราจำกำจัดพรรคพวกของมารนั้นอย่างนี้แล้ว ตรัสรู้สรรวัชญตา ฯ
                ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุตรมารสรรเสริญตถาคตแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมนมัสการตถาคต
                ครั้งนั้นแล เทพบุตรชั้นปรนิรมิตวศวรรดี มีเทวบุตรตั้งแสนมิใช่น้อยแวดล้อมออกหน้าโปรยดอกบัวสีเหมือนทองชมพูนทลงมายังตถาคต สรรเสริญต่อหน้าด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
      26 ขอนบด้วยศีรษะซึ่งพระผู้มีภคะ ผู้ไม่ถูกเบียดเบียน ไม่ถูกรบกวน มีพระวางจาไม่เคลื่อนที่ ปราศจากความมืดและธุลีคือเกลศถึงคติอันเป็นอมฤตะ ไม่มีความลี้ลับ ไม่มีใครเทียบเท่าในการกระทำให้เป็นสง่าราศี ทั้งในเทวโลกและในมนุษยโลก มีความรุ่งเรืองอย่างยิ่งและมีสมฤติ ฯ
      27 พระองค์ทรงกระทำให้เกิดความยินดี ทรงเผด็จศึก ทรงย่ำยีธุลีและมลทิน ยังเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายให้รื่นรมย์ด้วยพระวาจาแจ่มแจ้งเป็นอย่างดี ทรงเบิกบาน กว้างขวาง มีพระกายประเสริฐด้วยแสงสว่าง ทรงเป็นดังว่าเจ้าแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระองค์ทรงชนะโลกนี้แล้ว ฯ
      28 ทรงย่ำยีผู้อยู่ในคณะอื่น (เดียร์ถีย์ ทรงฉลาดในความประพฤติอย่างดียิ่ง ขอพระองค์จงเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายทรงกำจัดมติฝ่ายอื่น ทรงประพฤติอย่างดียิ่ง ทรงจำแนกกรรม มีความคิดเห็นอันละเอียดอย่างยิ่ง ทรงเสด็จเที่ยวไปในทางที่จะไปถึงทศพล(กำลัง 10 อย่าง) นี้ ฯ
      29 ทรงสละการถือเอาภพสามัญ ซึ่งเป้นความไม่คงที่และเป็นทุกข์อย่างใหญ่หลวง ทรงแนะนำเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในวินัยตามพระมติ(ความคิดเห็น) ทรงเสด็จเที่ยวไปยังทิศทั้ง 4 เหมือนมีดวงจันทร์ในอากาศ ขอจงมีจักษุ เป็นที่ยึดหน่วง ในภพนี้คือในภพทั้ง 3 ฯ
      30 ขอพระองค์จงเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย และพระองค์ไม่พลั้งพลาดในอารมณ์ พระองค์ยังเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายให้รื่นรมย์ พระองค์มีความยินดีอันงาม ทรงเว้นแล้วจากความยินดีในการในวันคืน ในหมู่คน ในภพทั้ง3 ไม่มีใครเสมอพระองค์ พระองค์เป็นที่พึ่ง เป็นคติ เป็นที่ยืดหน่วงของสัตว์โลกในโลกนี้แล ฯ
                ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรชั้นปรนิรมิตวศวรรดีทั้งหลาย มีวศวรรดีเทพเป็นประมุข สรรเสริญตถาคตแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมนมัสการตถาคต
                ครั้งนั้นแล เทวบุตรชั้นสุนิรมิตเป็นหัวหน้า มีหมู่เทวดาแวดล้อม คลุมตถาคตด้วยพวงมาลัย ล้วนแล้วด้วยแผ่นรัตนะต่างๆสรรเสริญต่อหน้าด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
      31 พระองค์ท่านเป็นแสงสว่างคือธรรมพลุ่งขึ้นแล้ว ตัดแล้วซึ่งมลทิน 3 อย่าง ทรงประหารซึ่งโมหะ ทฤษฏิ อวิทยา เพียงพร้อมด้วย หรี(ความละอายใจ) และศรี ยังหมู่สัตว์ผู้ยินดีในทางผิดนี้ให้ดำเนินในทางอมฤตะ พระองค์ทรงอุบัติในโลกนี้เป็นเจดีย์ที่เขาบูชาในเทวโลกและในมนุษยโลก ฯ
      32 พระองค์เป็นนายแพทย์ผู้วางยาบำบัดโรค ทรงประทานความสุขอันเป็นอมฤตะ ทรงบำบัดพยาธิทั้งปวงแห่งร่างกายอันอาศัยอยู่ในบุรีคือการสะสม ทฤษฏิ เกลศ และอวิทยา ให้ดำเนินในทางของพระชิน(พระพุทธ)องค์ก่อนๆเพราะฉะนั้น พระองค์จึงเป็นนายแพทย์สูงสุด เป็นนายกเสด็จเที่ยวไปยังพื้นแผ่นดิน ฯ
      33 แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ แสงดาว และแสงแก้วมณีโชติช่วงรัศมีองค์ศักรและพรหม ย่อมไม่สว่างต่อหน้าศิริอันหนาแน่น (ของพระองค์ได้) พระองค์ทรงกระทำแสงสว่างคือปรัชญา ทรงกระทำความสว่างเพียบพร้อมไปด้วยแสงสว่างคือศรี ข้าพเจ้าประจักษ์แล้ว ขอน้อมเศียรนบในพระชญานของพระองค์ซึ่งแปลกประหลาด ฯ
      34 พระองค์ตรัสความจริง เมื่อเขาพูดไม่จริง พระองค์เป็นผู้นำพิเศษ มีพระวาจาไพเราะเป็นอย่างดี ทรงฝึกฝนมาแล้ว มีใจสงบ ทรงชนะอินทรีย์ มีใจระงับแล้ว เป็นพระศาสดา ทรงสั่งสอนหมู่เทวดาและมนุษย์ผู้ควรสั่งสอน ข้าพเจ้าขอไหว้พระองค์ผู้ศากยมุนี เป็นปุรุษเลิศ ซึ่งเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ฯ
      35 พระองค์ทรงไว้ซึ่งถ้อยคำอันให้ความรู้อย่างดีเลิศ ยังเทวดาและมนุษย์ในภพทั้ง 3 ให้รู้ซึ่งธรรมอันควรรู้ ทรงเป็นผู้แสดงวิทยา 3 วิโมกษ 3 ทรงประหารมลทินิ 3 ให้ปราศจากมลทิน ข้าแต่พระมุนี พระองค์ทรงรู้จักผู้ที่ควรโปรดและไม่ควรโปรดในวินัยตามพระมติ ข้าพเจ้าขอไหว้พระองค์ซึ่งไม่เคยมีในเทวโลก ทรงได้รับการบูชาแล้วในเทวโลกและมนุษยโลก ฯ
                ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรชั้นสุนิรมิตพร้อมด้วยบริวาร สรรเสริญตถาคตแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมนมัสการตถาคต
                ครั้งนั้นแล สันตุษิตะเทวบุตร พร้อมด้วยเทวดาชั้นดุษิตทั้งหลาย ได้เข้าไปหายังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้ว คลุมตถาคตผู้นั่งอยู่ที่ควงต้นโพธิด้วยข่ายผ้าทิพย์ผืนใหญ่ แล้วสรรเสริญต่อหน้าด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
      36 พระองค์ผู้ประทับในที่ซึ่งเคยอยู่มาแล้วในสวรรค์ชั้นดุษิต ในที่นั้น พระองค์ทรงแสดงธรรมอันใหญ่ยิ่ง ไม่ทรงตัด(งดเว้น) การพร่ำสอนนั้น แม้ทุกวันนี้เทวบุตรทั้งหลายก็ยังประพฤติธรรมอยู่ ฯ
      37 ข้าพเจ้าทั้งหลายได้รับการพบเห็นแล้ว ยังไม่อิ่ม ฟังธรรมแล้วยังไม่พบความอิ่ม ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมหาสมุทรแห่งคุณความดี พระองค์เป็นประทีปของโลก ข้าพเจ้าขอไหว้พระองค์ด้วยศีรษะและด้วยใจ ฯ
      38 พระองค์เคลื่อนจากสวรรค์ชั้นดุษิต พระองค์ทรงชำระให้สะอาดซึ่งอกษณะทั้งปวงทุกเมื่อ คราวที่พระองค์เสด็จเข้าไปสู้เส้นขนานต้นโพธิ พระองค์ระงับดับเกลศของโลกทั้งปวง ฯ
      39 และพระองค์ทรงกระทำการตรัสรู้โพธิอันใหญ่ยิ่ง โพธินั้นพระองค์บรรลุแล้วเพราะชนะมาร ความตั้งใจของพระองค์สมบูรณ์แล้วเพราะตบะ ขอพระองค์จงยังจักรอันใหญ่ยิ่งให้หมุนโดยพลันเถิด ฯ
      40 สัตว์หลายพันในทิศทั้งหลาย ยินดีในธรรม และฟังธรรม ขอพระองค์จงยังจักรอันใหญ่ยิ่งให้หมุนโดพลันเถิด ขอพระองค์จงปลดเปลื้องสัตว์ตั้งพัน (ให้พ้นจากทุกข์) ในภพทั้งหลายเถิด ฯ
                 ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สันดุษิตเทวบุตรพร้อมด้วยบริวารสรรเสริญตถาคตแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมนมัสการตถาคต
                 ครั้งนั้นแล เทพชั้นสุยามทั้งหลาย มีสุยามเทวบุตรเป็นประมุข เข้าไปหายังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้ว ได้บูชาตถาคตผู้นั่งอยู่ที่ควงต้นโพธิด้วยดอกไม้เครื่องเผาเอาควันของหอม พวงมาลัย เครื่องลูบทาต่างๆแล้วสรรเสริญต่อหน้าด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
      41 ไม่มีใครที่ไหนในระหว่างจะเสมอเหมือนพระองค์ด้วยศีล สมาธิ ปรัชญา พระองค์ฉลาดในอธิมุกติ(การบรรลุ) วิมุกติ  (การหลุดพ้นจากเกลศ) ข้าพเจ้าขอไหว้พระองค์ผู้เป็นตถาคตด้วยศีรษะ ฯ
      42 พระองค์ทอดพระเนตรเห็นขบวนงดงามที่ควงต้นโพธิ ซึ่งเทวดาทั้งหลายทำแล้ว นั่นไม่สมควรแก่ใครคนอื่นเหมือนกับพระองค์ที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ฯ
      43 พระองค์ท่านมิได้ทรงอุบัติมาโดยไร้ประโยชน์ ซึ่งอันที่จริงพระองค์ทรงสะสมประโยชน์เป็นอันมากยากที่ใครจะทำได้ พระองค์ทรงชนะมารชั่วร้าย พร้อมทั้งเสนามาร พระองค์ทรงบรรลุโพธิอันเยี่ยมยอด ฯ
      44 พระองค์ทรงกระทำแสงสว่างทั้ง 10 ทิศ โลกทั้ง 3 รุ่งเรือง แล้วด้วยประทีปคือปรัชญา พระองค์ทรงขับไล่ความมืด ทรงประทานจักษุอันสูงสุดในโลก ฯ
      45 เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พูดสรรเสริญกันมาตั้งหลายกัลป แต่ไม่มีภายในเส้นขนของพระองค์เลย (พระองค์ไม่ยินดี) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมหาสมุทรแห่งคุณความดี พระองค์มีพระเกียรติซื่อเสียงในโลก ข้าพเจ้าทั้งหลายขอไหว้พระองค์ผู้เป็นตถาคตด้วยศีรษะ ฯ
                ดั่งนี้แล เทวดาทั้งหลายมีสุยามเทวบุตรเป็นประมุข สรรเสริญตถาคตแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมนมัสการตถาคต
                ครั้งนั้นแล องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย พร้อมด้วยเทวดาชั้นดาวดึงส์ บูชาตถาคตด้วยขบวนแห่งดอกไม้ เครื่องเผาเอาควัน ประทีป(ธูปเทียน)ของหอม พวงมาลัย ผงจันทน์ เครื่องลูบทา จีวร ฉัตร ธงชัย ธงปตากต่างๆสรรเสริญด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
      46 ข้าแต่พระมุนี พระองค์เป็นผู้ไม่พลั้งพลาด ไม่มีโทษ ดำรงอยู่ด้วยดีทุกเมื่อเหมือนภูเขาเมรุ มีชื่อเสียงประกาศทั้ง 10 ทิศ มีแสงสว่าง คือชญาน ประกอบด้วยบุณยและเดช ข้าแต่พระมุนี พระพุทธองค์ก่อนๆตั้งแสน บูชาพระองค์แล้วในความวิเศษซึ่งพระองค์ชนะมารและเสนามารที่พุ่มต้นโพธิ ฯ
      47 พระองค์ทรงกระทำศีล ศรุตะ(การสดับฟัง) สมาธิ ปรัชญา มีธงชัยคือชญาน ทรงกำจัดชรา มรณะ เป็นนายแพทย์สูงสุด ทรงประทานจักษุแก่โลก ข้าแต่พระมุนี พระองค์ละมลทิน 3 ได้ทั้งหมด มีอินทรีย์สงบระงับ มีจิตสงบระงับ ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์เป็นที่พึ่ง พระองค์เป็นศากยดีเลิศ เป็นพระธรรมราชาในโลก ฯ
      48 พระองค์ทรงประพฤติเพื่อโพธิ ไม่มีใครเทียมเท่าหาที่สุดมิได้สูงสุดด้วยความเพียรและกำลัง ทรงมีอุปายด้วยกำลังปรัชญา มีกำลังไมตรี  กำลังบุณยเกี่ยวกับพรหมวิหาร(ไมตรี กรุณา มุทิตา อุเบกษา) ทรงถึงกำลังอันไม่มีใครเทียมเท่าหาที่สุดมิได้ พระองค์ดำเนินไปสู่โพธิ ทรงไว้ซึ่งกำลังคือทศพล (กำลัง 10 ) วันนี้ พระองค์ประทับอยู่ที่โคนต้นโพธิอีก ฯ
      49 ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์ มีคุณหาที่สุดมิได้มารและเสนามารเห็นพระองค์แล้วมีความสะดุ้งหวาดกลัว ข้าแต่พระศรมณะผู้รุ่งเรืองพระองค์ประทับอยู่ที่ควงต้นโพธิขออย่างถูกเบียดเบียนเลย พัวะ ภัยจงไม่มีแก่พระองค์ และการไหวหวั่นทางกายไม่มีแก่พระองค์ พระองค์ทรงชนะมารและเสนามาร ผู้สิ้นฝีมือมีภาระหนักสะทกสะท้านแล้ว ฯ
      50 พระพุทธองค์ก่อนๆ บรรลุโพธิอันประเสริฐบนบรรลังก์ฉันใด พระองค์ตรัสรู้เท่ากัน เสมอกัน ไม่เป็นอย่างอื่น ฉันนั้น พระองค์มีมนัสสม่ำเสมอ มีจิตสม่ำเสมอ พระองค์บรรลุถึงกำลังคือความเป็นสรวัชญ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงเป็นสวยัมภู(ผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง เป็นผู้สูงสุดในโลก เป็นบุญยเกษตร (เนื้อนาบุณย) ในโลก ฯ
                ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย พร้อมด้วยเทวบุตรชั้นดาวดึงส์ สรรเสริญตถาคตแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมมือกระทำนมัสการตถาคต
      ครั้งนั้นแล มหาราชทั้ง 4 พร้อมด้วยเทวบุตรชั้นจาตุมหาราช ได้เข้าไปยังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้ว ถือมุกอย่างดี ดอกจำปา ดอกมะลิ ดอกมะลิวัลย์ ข้าวตอก พวงมาลัย มีนางฟ้าตั้งแสนแวดล้อม กระทำบูชาตถาคตด้วยการระบำบรรเลงทิพยสังคีต แล้วสรรเสริญด้วยคำเป็นบทประพันธ์เหมาะสมอย่างดียิ่งว่า
      51 พระองค์มีพระวาจาไพเราะเป็นอย่างดี มีกระแสเสียงจับใจทรงกระทำความสงบ มีจิตผ่องใสเหมือนดวงจันทร์ มีพระพักตร์ยิ้มแย้ม มีพระชิหวาใหญ่ ทรงกระทำให้เกิดความยินดีอย่างยิ่ง ข้าแต่พระมุนี ข้าพเจ้าขอนมัสการพระองค์ ฯ
      52 พระองค์ตรัสด้วยเสียงไพเราะดีในโลกทั้งปวง ควรแก่ความรักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เสียงของพระองค์ทรงเปล่งออกมีกระแสไพเราะ ครอบงำเสียงพูดในที่ทั้งปวง ฯ
      53 พระองค์ทรงสงบระงับราคะ โทษะ โมหะ ที่เป็นเกลศเครื่องเศร้าหมอง ยังความยินดีให้เกิดขึ้นแก่เทพยดาทั้งหลายผู้บริศุทธ มีพระหทัยไม่ขุ่นมัว ทรงพิจารณาธรรม ข้าแต่พระอารยะ คนทั้งหลายทั้งปวง ย่อมไว้วิมุกติจากพระองค์แล ฯ
      54 ทั้งพระองค์ไม่ดูถูกผู้ไม่รู้ และพระองค์ไม่เมาด้วยความเมาในความรู้ พระองค์ไม่ยกตนและไม่ถ่อมตน ตั้งพระองค์ไว้ดีแล้วเหมือนภูเขากลางมหาสมุทร ฯ
      55 พระองค์เห็นปานนี้มีอยู่ในที่ใดในสัตว์โลก ที่นั้นเป็นลาภอันมนุษย์ทั้งหลายได้แล้วเป็นอย่างดี เหมือนดอกบัวมีพระสรัสวดีประทับอยู่ย่อมอำนวยทรัพย์สมบัติฉะนั้น และพระองค์จะประทานธรรมในโลกทั้งปวง ฯ
                ดั่งนี้แล เทวดาชั้นมหาราช มีมหาราชทั้ง 4 เป็นประมุขสรรเสริญตถาคตผู้ประทับนั่งอยู่ที่ควงต้นโพธิแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมมือนมัสการตถาคต
      ครั้งนั้นแล เทวดาอยู่ในอากาศเข้าไปสู่นำนักตถาคต ประดับอากาศทั้งหมด ในการกระทำบูชาความตรัสรู้ด้วยข่ายรัตนะ ด้วยข่ายลูกพรวน ด้วยฉัตรรัตนะทั้งหลาย ด้วยธงชัยและธงปตากทั้งหลาย ด้วยพวงมาลัยแผ่นทั้งหลาย ด้วยต่างหูรัตนะทั้งหลาย ด้วยเทวดากึ่งตนถือมุกดาหารพวงมาลัยดอกไม้ต่างๆด้วยอรรธจันทร์(หางนกยูง) ได้มอบตนแก่ตถาคต ครั้นแล้วสรรเสริญต่อหน้าด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
      56 ข้าแต่พระมุนี ที่อยู่ของข้าพเจ้ามีในโอกาสอย่างแน่แท้ข้าพเจ้าเห็นสัตว์ทั้งหลายในโลกประพฤติอย่างไร ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธ พระองค์มุ่งต่อความประพฤติของพระองค์ ข้าพเจ้าไม่เห็นความพลั้งพลาดของพระองค์สักขณะจิตเดียวฯ
      57 พระโพธิสัตว์ทั้งหลายใดมาบูชา พระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั้นพร้อมด้วยพระพุทธผู้เป็นนายกของมนุษย์ปรากฏเต็มอากาศ ความเสื่อมและความอัปยศไม่มีแก่พระองค์ และพระองค์นั้นแลมีอาตมภาพอยู่ทั่วอากาศ ฯ
      58 เทวดาทั้งหลายใด ขมวดมุ่นมวยผม โปรยดอกไม้ลงมาจากอากาศ เทวดาเหล่านั้น ตกอยู่ในพระกายของพระองคืโดยไม่เหลือ เหมือนแม่น้ำไหลเข้าไปในมหาสมุทร ฯ
      59 ข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นฉัตรและต่างหู พวงมาลัย และพวงมาลัยดอกจำปามุกดาหาร ดวงจันทร์และอรรถจันทร์ เทวดาทั้งหลายซัดลงมามิใช่เอาไว้ตกแต่ง ฯ
      60 ในที่นี้ ไม่มีอวกาศแห่งจักรวาล มีแต่อวกาศแผ่ไปด้วยเทวดาทั้งหมด เทวดาทั้งหลายทำการบูชาพระองค์ผู้เป็นมนุษย์สูงสุด พระองค์ไม่มีความมัวเมา หรือความสนเท่ห์เลย ฯ
                ดั่งนี้แล เทวดาอยู่ในอากาศสรรเสริญตถาคตผู้ประทับนั่งอยู่ที่ควงต้นโพธิแล้วลงมายืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ประณมมือนมัสการตถาคต
                ครั้งนั้นแล เทวดาอยู่ภาคพื้นทำพื้นแผ่นดินทั้งหมดในการทำบูชาตถาคต ชำระสิ่งเปรอะเปื้อนให้สะอาดหมดจด  ประพรมด้วยน้ำหอมและโรยดอกไม้ ขึงเพดานกว้างด้วยผ้าต่างๆมอบตนแก่ตถาคตแล้วสรรเสริญด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
      61 เทวโลกดำรงอยู่หนาแน่นไม่แตกกันเหมือนเพชร พระพุทธนี้ประทับอยู่ที่ควงต้นโพธิด้วยความยืดมั่นเหมือนเป็นเพชรว่า หนัง เนื้อ ไขข้อ ของข้าพเจ้าจงแห้งไปที่นี้เสียเถิด เมื่อยังไม่สัมผัสโพธิจะไม่ลุกจากที่นี้ ฯ
      62 พระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นนรสีห์ (ผู้เป็นใหญ่ ) ประกอบด้วยอานุภาพมาก ไม่ได้ทำเทวโลกทั้งหมดนี้ให้เป็นที่ตั้งมั่น เทวโลกทั้งปวงนี้เหลือเศษกระจัดกระจายแล้ว พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเช่นนั้น มีกำลังศักดานุภาพมากได้มาแล้ว ซึ่งทำให้พื้นที่โกฏิเกษตรไหวหวั่นด้วยฝ่าบาทที่เหยียบย่าง ฯ
      63 พระบรมสัตว์ทรงเหยียบย่างบนพื้นแผ่นดินใด พื้นแผ่นดินนั้นเป็นลาภที่ภูมิเทพได้รับเป็นอันดีอย่างใหญ่หลวง แผ่นดินในที่ดินมีละอองพระบาท แผ่นดินในที่นั้นทั้งหมดสว่างในโลก เทวดาทั้งหลายประหลาดใจว่า กายอะไรเกิดจากพระองค์ ฯ+
      64 ร่างใหญ่หนักตั้งแสนจนกระทั่งร่างเล็กจิ๋ว พื้นแผ่นดินจะทรงไว้ได้ พื้นแผ่นดินทรงไว้ได้ พื้นแผ่นดินทรงโลกไว้ตลอดจนกระทั่งเครื่องเลี้ยงชีวิต ข้าพเจ้าทรงไว้ซึ่งแผ่นดินทั้งปวงและเทวโลก ข้าพเจ้าขอถวายแผ่นดินทั้งหมดแด่พระองค์ พระองค์จงทรงบริโภค(ใช้สอย)แผ่นดินนี้ตามความปรารถนา ฯ
      65 ผู้ใด นั่ง ยืน เดิน หรือนอน มีในที่ใด ผู้ใด เป็นบุตรพระสุคต เป็นศราวกพระโคดมท แม้ผู้ใดกล่าวธรรมกถาหรือฟังธรรมกถานั้น  ข้าพเจ้าขอน้อมกุศลมูลของเขาทั้งหมดนั้นลงในโพธิ ฯ
                ดั่งนี้แล เทวดาอยู่ภาคพั้นทั้งหลายสรรเสริญตถาคตผู้ประทับนั่งอยู่ที่ควงไม้โพธิ ประณมมือนมัสการตถาคต
                อัธยายที่ 23 ชื่อสัสตวะปริวรรต (ว่าด้วยการเสรรเสริญ) ในคัมภีร์ ศีลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ

01 มกราคม 2569

อัธยายที่ 22 อภิสํโพธนปริวรฺโต ทวาวึศะ ชื่ออภิสัมโพธนะปริวรรต (ว่าด้วยการตรัสรู้) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

การตรัสรู้
  
       กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงกำจัดมารผู้เป็นข้าศึก ทำลายเสี้ยนหนามแล้ว ทรงมีความชนะอันได้ชนะแล้วในสงครามอันยอดเยี่ยม ทรงยกฉัตรธงชัย ธงปตากขึ้นแล้ว ทรงเข้าถึงประถมธยาน มีจิตเป็นวิเวก(แยกออก) จากกามทั้งหลาย มีจิตเป็นวิเวก (แยกออก) จากอกุศลธรรมอันชั่วร้ายทั้งหลาย มีจิตประกอบด้วยวิตรรกะ มีจิตประกอบด้วยวิจาระ มีปรีติและสุขอันเกิดแต่จิตเป็นวิเวก แล้วทรงเข้าถึงทุติยธยานอยู่ ไม่มีวิตรรกะ ไม่มีวิจาระเพราะจิตเป็นเอโกติภาวะ (มีอารมณ์เดียวอยู่เหนืออารมณ์อื่นๆ) ทั้งนี้เพราะจิตสงบอารมณ์โดยระงับจิตที่ประกอบด้วยวิตรรกะและจิตที่ประกอบด้วยวิจาระ มีปรีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ และพระองค์มีอุเบกษา(เพิกเฉย) อยู่เพราะไม่มีความยินดีในปรีติ มีสมฤติมีสัมปรชานะ รับรู้ความรู้สึกเป็นสุขทางกาย
ตามที่พระอารยะได้ปรากฏมาแล้ว คือมีอุเบกษา มีสมฤติอยู่เป็นสุข และพระองค์เข้าถึงตฤตียธยานอยุ่ ไม่มีปรีติ และพระองค์เข้าถึงจตุรถธยาน อยู่ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะถึงความสิ้นสุดแห่งเสามนัสย และเทวมนัสยครั้งก่อนๆ ทั้งนี้เพราะละความสุขและละความทุกข์ได้แล้ว มีอุเบกษา มีสมฤติ มีความบริศุทธ
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อจิตตั้งมั่นเช่นนั้น บริศุทธสะอาด เปล่งรัศมี ไม่มีเกลศเครื่องยั่วยวน ปราศจากเกลศแล้ว เป็นจิตอ่อนเหมาะแก่กิจการทั้งหลาย ถึงความไม่ไหวหวั่น (แน่วแน่) ทรงมีจักษุทิพย์ในราตรีมระถมยาม (ยามต้น) นำจิตเข้าไป น้อมจิตเข้าไป ด้วยกิริยาอันมีวิทยาคือชญานทรรศนะปรากฏ
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายด้วยจักษุทิพย์บริศุทธพ้มวิษายมนุษย์ซึ่งกำลังตาย กำลังเกิด ผิวดี ผิวชั่ว ถึงที่ดี ถึงที่ชั่ว เลว ประณีต ทรงรู้สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม ว่า แน่ะท่านผู้เจริญ สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้หนา ประกอบด้วยกายทุจริต ประกอบด้วยวาคและมโนทุจริต ติเตียนพระอารยะทั้งหลาย มีมิถยาทฤษฏิ สัตว์เหล่านั้น เมื่อกายแตกดับ มีความตายในเบื้องหน้า ย่อมเกิดในอบายทุรคติ ตกในนรก เพราะเหตุสมาทานธรรมที่เป็นกรรมทิถยาทฤษฏิ สัตว์เหล่านี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายสุจริต ประกอบด้วยวาค และมโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอารยะทั้งหลาย มีสัมยัคทฤษฎิ สัตว์เหล่านั้น เมื่อกายแตกดับ ย่อมเกิดในสุคติในโลกสวรรค์ เพราะเหตุสมาทานกรรมที่เป็นกรรมสัมยัคทฤษฏิ
      ดังนี้แล พระองค์ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายด้วยจักษุทิพย์บริศุทธิพ้นวิษัยมนุษย์ กำลังตาย กำลังเกิด ผิวดี ผิวชั่ว ถึงที่ดี ถึงที่ชั่ว เลว ประณีต เป็นไปตามกรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ ทรงกระทำวิทยาให้ปรากฏในราตรีประถมยาม (ยามต้น) อย่างนี้แล ทรงทำลายความมืด ยังความสว่างให้เกิดขึ้น เม่มีเกลศเครื่องยั่วยวน ปราศจากเกลศแล้ว เป็นจิตอ่อน เหมาะแก่กิจการทั้งหลาย ถึงความไม่ไหวหวั่น (แน่วแน่) ทรงทำจิตเข้าไป น้อมจิตเข้าไป ด้วยการกระทำให้แจ้ง วิทยาคือปูรวนิวาสานุสมฤติชญานทรรศนะ(*1)ในมัธยมยาม (ยามกลาง) ทรงระลึกถึงชาติที่เคยอยู่มาแล้วหลายอย่าง ของตนเองด้วย ของสัตว์ทั้งหลายด้วย นั่นคือ
      ทรงระลึกตั้งแต่ชาติหนึ่ง สองชาติ สามชาติ สี่ชาติ ห้าชาติ สิบชาติ ยี่สิบชาต สามสิบชาติ สี่สิบชาติ ห้าสิบชาติ ร้อยช้าต พันชาติ แสนชาติ หลายแสนชาติ โกฏิชาติ ร้อยโกฏิชาติ พันโกฏิชาติ หมื่นโกฏชาติ หลายพันโกฏิชาติ หลายแสนโกฏิชาติ หลายหมื่นแสนโกฏิ จนถึงสํวรรตกัลป(*2) วิวรรตกัลป(*3) แม้สํวรรตกัลป และ วิวรรตกัลป หลายสํวรรตกัลป วิวรรตกัลป เราเกิดในชาตินั้นมีชื่ออย่างนั้น มีโคตร(นามสกุล) อย่างนั้น มีชาติอย่างนั้น มีวรรณะ(*4) อย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น มีอายุเท่านั้น มีขนาดเท่านั้น ดำรงอยู่นานเท่านั้น มีสุขทุกข์อย่างนั้น เราตายจากนี่ไปเกิดที่นั่น ตายจากที่นั่นมาเกิดที่นี่ ทรงเห็นชาติที่เคยอยู่มาแล้วของตนเองด้วยของสัตว์ทั้งหลายด้วย  มีหลายอย่างพร้อมทั้งลักษณะอาการ พร้อมทั้งยกขึ้นมาแสดงได้ดั่งนี้แล
                *1 ปูรวนิวาสานุสมฤติชญานทรรศนะ คือ การเห็นด้วยชญานระลึกชาติหนหลังที่เคยอยู่มาแล้ว
                *2 สํวรรตกัลป คือ กัลปที่อายุขัยของมนุษย์เจริญขึ้น ตั้งแต่เจ็ดวันขึ้นไปจนถึงหมื่นปี
                *3 วิวรรตกัลป คือ กลัปที่อายุขัยของมนุษย์ลดลงตั้งแต่หมื่นปีจนถึงเจ็ดวัน
                *4 วรรณะ หมายถึง ผิวพรรณเช่น ผิวขาว ผิวเหลือง และหมายถึงพวก คือพวกกษัตริย์ พวกพราหมณ์ พวกเวศย์ พวกศูทร
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ผู้มีจิตตั้งมั่นเช่นนั้น บริศุทธ สะอาด เปล่งรัศมี ไม่มีเกลศเครื่องยั่วยวน ปราศจากเกลศแล้วเป็นจิตอ่อน เหมาะแก่กิจการทั้งหลาย ถึงความไม่ไหวหวั่น (แน่วแน่) ทรงนำจิตเข้าไป น้อมจิตเข้าไป ด้วยการกระทำให้แจ้งซึ่งวิทยาคือ อาศรวักษยชญานทรรศนะ(*) ถึงซึ่งความสิ้นสุดแห่งเหตุเป็นแดนเกิดทุกข์ในราตรีที่มีการนอนหลับเป็นปรกติ คราวอรุณไขแสงในราตรีปัศจิมยาม  พระโพธิสัตว์ทรงคิดว่า โลกนี้มาถึงแล้ว ยากจริงหนอ เพราะเหตุจะต้องเกิดจะต้องชรา (ทรุดโทรม) จะต้องตายจะต้องจยุติ (เคลื่อนที่) จะต้องอุปบัท(เข้าไปเกิด) ครั้นแล้วก็ไม่รู้จักรื้อถอนกองทุกข์ใหญ่ล้วนๆมีชรา พยาธิ มรณะ เป็นต้นนั้นได้ อนิจจาเอ๋ย ไม่มีใครรู้จักกระทำให้สิ้นสุดกองทุกข์ใหญ่ล้วนๆ มีชรา พยาธิ มรณะ ทั้งปวงนั้นได้
                * อาศรวักษยชญานทรรศนะ คือ การเห็นด้วยชญานถึงความสิ้นอาสวะ
                ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงคิดว่า เพราะมีอะไร ชรา มรณะจึงมี และก็ชรา มรณะ มีอะไรเป็นปรัตยัย ? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีชาติ ชรามรณะจึงมี ชรามรณะมีชาติเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร ชาติจึงมี และก็ชาติมีอะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีภพ ชาติจึงมี และก็ชาติมีภพเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร ภพจึงมี และก็ภพมีอะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีอุปทาน ภพจึงมี จริงอยู่ ภพมีอุปาทานเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร อุปทานจึงมี และก็อุปาทานมีอะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีตฤษณา อุปาทานจึงมี จริงอยู่ อุปาทานมีตฤษณาเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร ตฤษณาจึงมี และตฤษณามีอะไรเป็นปรัตยัย ? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีเวทนา ตฤษณาจึงมี และตฤษณามีเวทนาเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร เวทนาจึงมี ก็เวทนามี อะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะสปรรศ เวทนาจึงมี จริงอยู่ เวทนามีสปรรศเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร สปรรศจึงมี และก็สปรรศมีอะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีอายตนะ 6 สปรรศจึงมี จริงอยู่สปรรศมีอายตนะ 6 เป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร อายตนะ 6 จึงมี และก็อายตนะ 6 มีอะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีนามรูป อายตนะ 6 จึงมีจริงอยู่ อายตนะ 6มีนามรูปเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร นามรูปจึงมี และก็นามรูปมีอะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีวิชญาน นามรูปจึงมี จริงอยู่ นามรูปมีวิชญานเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร วิชญานจึงมี และก็วิชญานมีอะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีสำสการทั้งหลาย วิชญานจึงมี และวิชญานมีสํสการเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร สัสการทั้งหลายจึงมี และก็สํสการทั้งหลายมีอะไรเป็นปรัตยัย ? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีอวิทยาสํสการทั้งหลายจึงมี จริงอยู่ สํสการทั้งหลายมีอวิทยาเป็นปรัตยัย
      กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงคิดว่า อวิทยาเป็นปรัตยัยให้เกิดสํสการ สํสการเป็นปรัตยัยให้เกิดวิชญาน วิชญานเป็นปรัตยัยให้เกิดนามรูป นามรูปเป็นปรัตยัยให้เกิดอายตนะ 6 อายตนะ 6 เป็นปรัตยัยให้เกิดสปรรศ สปรรศเป็นปรัตยัย ให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปรัตยัยให้เกิดกฤษณา ตฤษณาเป็นปรัตยัยให้เกิดอุปาทาน(ความยึดถือ)อุปาทานเป็นปรัตยัยให้เกิดภพ ภพเป็นปรัตยัยให้เกิดชาติ ชาติเป็นปรัตยัยชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ เทามนัสย อุปายาส (ความน้อยใจ) เหตุเป็นแดนเกิดกองทุกข์ใหญ่ล้วนๆนี้ ย่อมมีดั่งนี้ เหตุที่เป็นแดนเกิด เรียกว่าสมุทัย
      กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะพระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาด้วยปรัชญาในธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาแล้ว เพราะกระทำมามาก จึงเกิดธยาน เกิดจักษุ เกิดวิทยา เกิดภูริ (ปรัชญาหนาแน่น) เกิดเมธา(ความรู้) เกิดปรัชญา ปรากฏอาโลก(แสงสว่าง) เพราะไม่มีอะไร ชรา มรณะ จึงไม่มี หรือว่า เพราะดับอะไร ชรา มรณะจึงดับ พระโพธิสัตว์ทรงคิดว่า เพราะชาติไม่มี ชรา มรณะ จึงไม่มี เพราะชาติดับ ชรา มรณะจึงดับ
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะไม่มีอะไร ชาติจึงไม่มี หรือว่าเพระดับอะไร ชาติจึงดับ ? พระโพธิสัตว์ทรงคิดว่า เพราะภพไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
      ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะไม่มีอะไร ธรรมทั้งหลายตลอดจนสํสการทั้งหลายโดยพิศดาร จึงไม่มี หรือว่าเพราะดับอะไร สังขารจึงดับ? พระองค์ทรงดิดว่า เพราะอวิทยาไม่มี สํสการทั้งหลายจึงไม่มี เพราะอวิทยาดับ สํสการทั้งหลายจึงดับ เพราะสํสการทั้งหลายดับ วิชญานจึงดับ จนถึงเพราะชาติดับ ชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ เทมนัสยะ อุปายาสจึงดับ การดับกองทุกขืใหญ่ล้วนๆนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้
                กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะพระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาในธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาแล้ว เพราะกระทำมามาก จึงเกิดชญาน เกิดจักษุ เกิดวิทยา เกิดภูริ เกิดเมธา เกิดปรัชญา ปรากฏอาโลก (แสงสว่าง)
      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้น ตถาคตนั้นรู้ตามความจริงว่า นี่คือทุกข์ รู้ตามความจริงว่านี่คืออาศรวสมุทัย(*) (เหตุเป็นแดนเกิดทุกข์) นี่คืออาศรวนิโรธ (ความดับทุกข์) นี่คืออาศรวนิโรธมินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับทุกข์) รู้ตามความจริงว่านี่เป็นกามาศรวะ (ทุกข์เกิดแต่กาม) นี่เป็นภวาศรวะ(ทุกข์เกิดแต่ภพ) นี่เป็นอวิทยาศรวะ(ทุกข์เกิดแต่อวิทยานี่เป็นทฤษฏยาศรวะ(ทุกข์เกิดแต่ทฤษฏิ) รู้ตามความจริงว่า อาศรวะทั้งหลายในที่นี้ย่อมดับโดยไม่เหลือ อาศรวะในที่นี้ย่อมถึงความไม่สว่าง ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ โดยไม่เหลือรู้ตามความจริงว่า นี่คืออวิทยา นี่คืออววิทยสมุมัย (เหตุเป็นแดนเกิดอวิทยา)นี่คืออวิทยานิโรธ
      (ความดับอวิทยา) นี่คืออวิทยานิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับอวิทยา) รู้ตามความจริงว่า อวิทยาในที่นี้ย่อมถึงความไม่สว่าง ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้โดยไม่เหลือเศษ ฯลฯ รู้ตามความจริงว่านี่คือสํสการนี่คือสํสการสมุทัย(เหตุเป็นแดนเกิดสํสการ) นี่คือสํสการนิโรธ(ความดับสํสการ) นี่คือสํสการนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับสํสการ) รู้ตามความจริงว่า นี่คือวิชญาน นี่คือวิชญานสมุทัย (เหตุเป็นแดนเกิดวิชญาน) นี่คือวิชญานนิโรธ(ความดับวิชญาน) นี่คือวิชญานนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับวิชญาน รู้ตามความจริงว่า นี่คือนามรูป นี่คือนามรูปสมุทัย
      (เหตุเป็นแดนเกิดนามรูป) นี่คือนามรูปนิโรธ (ความดับนามรูป) นี่คือนามรูปนิโรธคามินีประติปทา (ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับนามรูป) รู้ตามความจริงว่า นี่คือษฑายตน(อายตนะ6) นี่คือษฑายตนสมุทัย (เหตุเป็นแดนเกิดอายตนะ) นี่คือษฑายตนนิโรธ(ความดับอายตนะ6) นี่คือษฑายตนนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับอายตนะ6) รู้ตามความจริงว่า นี่คือสปรรศ(สัมผัส) นี่คือสปรรศสมุทัย (เหตุเป็นแดนเกิดสัมผัส) นี่คือสปรรศนิโรธ(ความดับสัมผัส) นี่คือสปรรศนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับสัมผัส) รู้ตามความจริงว่า นี่คือเวทนา นี่คือเวทนาสมุทัย (เหตุเป็นแดนเกิดเวทนา) นี่คือเวทนานิโรธ (ความดับเวทนา) นี่คือเวทนานิโรธคามินีประติปทา
      (ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับเวทนา) รู้ตามความจริงว่า นี่คือ ตฤษณา นี่คือตฤษณาสมุทัย(เหตุเป็นแดนเกิดตฤษณา) นี่คือตฤษณานิโรธ (ความตับตฤษณา) นี่คือตฤษณานิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับตฤษณา) รู้ตามความจริงว่า นี่คืออุปาทาน(ความยึดถือ) นี่คืออุปาทานสมุทัย(เหตุเป็นแดนเกิดอุปาทาน) นี่คืออุปาทานนิโรธ(ความดับอุปาทาน)นี่คืออุปาทานนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับอุปาทาน) รู้ตามความจริงว่า นี่คือภพ นี่คือภวสมุทัย (เหตุเป็นแดนเกิดภพ)  นี่คือภวนิโรธ(ความดับภพ) นี่คือภวนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับภพ)รู้ตามความจริงว่า นี่คือชาติ นี่คือชาติสมุทัย(เหตุเป็นแดนเกิดชาติ) นี่คือชาตินิโรธ
      (ความดับชาติ) นี่คือชาตินิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับชาติ) รู้ตามความจริงว่า นี่คือชรา นี่คือชราสมุทัย(เหตุเป็นแดนเกิดชรา) นี่คือชรานิโรธ (ความดับชรา) นี่คือชรานิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับชรา) รู้ตามความจริงว่า นี่คือมรณะ(ความตาย) นี่คือมรณสมุทัย(เหตุเป็นแดนเกิดมรณะ) นี่คือมรณนิโรธ(ความดับมรณะ) นี่คือมรณนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับมรณะ) รู้ตามความจริงว่า นี่คือ โศกะ ปริเทวะ ทุข เทามนัสย อุปายาส เหล่านี้ มีเหตุเป็นแดนเกิดแห่งกองทุกข์ใหญ่ล้วนๆนี้ เป็นอย่างนี้ตลอดถึงมีความดับทุกข์ รู้ตามความจริงว่า นี่คือทุกข์ นี่คือทุกขสมุทัย(เหตุเป็นแดนเกิดทุกข์) นี่เป็นทุกข์นิโรธ(ความดับทุกข์) นี่คือทุกขนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับทุกข์)
               *อาศรวะ แปลว่าทุกข์
      ดั่งนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลายในราตรีที่มีการนอนหลับเป็นปรกติ คราวอรุณไขแสงในราตรียามสุดท้าย  พระโพธิสัตว์ผู้เป็นปุรุษขวนขวายช่วยเหลือ เป็นสัตปุรุษ(คนดี)  เป็นอติปุรุษ(คนสำคัญ) เป็นมหาปุรุษ(คนใหญ่) เป็นปุรุษฤษภะ(ปุรุษเลิศ)เป็นปุรุษนาค(ปุรุษประเสริฐ)  เป็นปุรุษสิงหะ(ปุรุษสิงห์) เป็นปุรุษปุควะ(ปุรุษดียิ่ง) เป็นปุรุษศูระ(ปุรุษกล้า) เป็นปุรุษบุณฑริก(ปุรุษบัวบุณฑริก) เป็นปุรุษไธรยะ(ปุรุษมั่นคง) เป็นปุรุษฝึกฝึกหัดคนไม่มีใครยิ่งกว่า รู้ ตรัสรู้ บรรลุ เห็นทำให้ปรากฏชัดด้วยอารยชญาน อันเป็นความจริงอย่างนี้ ทรงครัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิบรรลุวิทยา 3ครบถ้วนนั้น ด้วยปรัชญาประกอบด้วยจิตดวงเดียว ในขณะเดียว(แวบเดียว)
      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น เทพยดาทั้งหลายพากันกล่าวว่า ดูกรท่านผุ้ควรเคารพทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงโปรยดอกไม้ลงไป พระผู้มีภคะ ตรัสรู้แล้ว ในที่นั้นเทวบุตรที่เคยเห็นพระพุทธมาแล้วมาร่วมประชุมในที่นั้น ได้พูดขึ้นว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย อย่าเพิ่งโปรยดอกไม้ก่อน จนกว่าพระผู้มีภคะจะทำเครื่องหมาย(นิรมิต)ให้ปรากฏ แม้พระสัมยักสัมพุทธองค์ก่อนๆก็ ได้ทรงกระทำเครื่องหมายแล้วทรงสร้างนิรมิตขึ้น
                ครั้งนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตทราบว่าเทวบุตรเหล่านั้น มีความเห็นแตกต่างกัน จึงลอยขึ้นไปสู่อากาศสูงประมาณ 7 ชั่วต้นตาล ประทับอยู่บนอากาศนั้นเปล่งอุทานนี้ว่า
                1 ฉินฺนวรฺตฺโมปศานฺตรชะ ศุษฺกา อาสฺรวา น ปุนะ สฺรวนฺติ|
                ฉินฺเน วมรฺตฺนิ  วรฺตต ทุขสฺยโษ' นฺต  อุจฺยเต ฯ  อิติ ฯ||
                คำแปล หนทางตัดขาดแล้ว ฝุ่นธุลีระงับแล้ว  อาสรวะ(*) ทั้งหมดเหือดแห้งแล้ว ไม่ไหลได้อีก เมื่อหนทางตัดขาดแล้ว ทางแห่งความทุกข์นั้น เรากล่าวว่าสิ้นสุดแลงแล้ว ดังนี้ ฯ
                *อาสรวะ การไหล
                ครั้งนั้น เทวบุตรเหล่านั้น ก็โปรยดอกไม้ทิพย์ลงมายังตถาคต ครั้นแล้ว เครื่องบูชาที่เป็นดอกไม้ทิพย์ มีสูงประมาณถึงเข่า
      กระนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตรู้แล้ว สิ้นความมืดมนอนธการชำระล้างตฤษณา ล่วงพ้นทฤษฏิ ไม่มีเกลศกำเริบ ทำลายหอก พ้นขวากหนาม ลดธงคือมานะ(ความถือตัว) ยกธงคือธรรมขึ้น ไขอนุศัย(*) ออกแล้ว ตรัสรู้ธรรมอันถ่องแท้หยั่งลงรู้ที่สุดแห่งสิ่งที่เป็นอยู่ทั้งหลาย รอบรู้ธรรมธาตุ แยกธาตุแห่งสัตว์ทั้งหลายได้สรรเสริญหมู่ที่เป็นสัมยัคทฤษฏิแน่วแน่ ติเตียนหมู่ที่เป็นมิถยาทฤษฏิแน่วแน่ ช่วยเหลือหมู่ที่มีทฤษฏิยังไม่แน่วแน่ แยกอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย กำหนดรู้ประวัติของสัตว์ทั้งหลาย หยั่งลงรู้พยาธิของสัตว์ทั้งหลาย
      รู้สมุตถานโรคของสัตว์ทั้งหลาย ประกอบยาคืออมฤตะ ทรงบังเกิดเป็นแพทย์ เป็นผู้ปลดเปลื้องจากทุกข์ทั้งปวง เป็นผู้ให้สัตว์ทั้งหลายตั้งอยุ่ในความสุขคือนิรวาณ ทรงประทับนั่งอยู่ในห้องแห่งพระตถาคตบนอาสนะแห่งพระตถาคตผู้เป็นธรรมราชา ทุกคนถูกผูกมัดแต่พระองค์เป็นฝ่ายแก้ เสด็จเข้าไปสู่นครสรวัชญตา (ความตรัสรู้ทุกอย่าง) ทรงประทับอยู่ร่วมด้วยพระพุทธทั้งปวง ไม่แตกต่างจากความตรัสรู้ซึ่งแผ่ไปด้วยธรรมธาตุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตนั่งที่ควงต้นโพธินั้น นั่นเอง ในสัปดาห์ที่หนึ่งด้วยการพิจารณาว่าเราตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิในที่นี้ เรากระทำที่สุดแห่งชาติ ชรา มรณะ ซึ่งเป็นธรรมชาติไม่ประเสริฐดีเลิศได้แล้ว
                * อนุศัย แปลว่า ความเสียใจ หรือความเสียดาย ความอาฆาต เกลศนอนอยู่ในใจ หรืออนุศัย 7 ตามแบบ บาลีฝ่ายหีนยาน คือ 1 กามราคะ 2ปฏิฆะ 3ทิฏฐิ 4 วิจิกิจฉา 5 มานะ  6 ภรราคะ  7อวิชชา
      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อถึงลำดับต่อไป พระโพธิสัตว์ตรัสรู้สรวัชญตาแล้ว  และขณะนั้นสัตว์ทั้งปวงในโลกธาตุทั้งสิ้นทั้ง 10 ทิศ ได้เพียบพร้อมด้วยความสุขอย่างยิ่งในขณะนั้น จังหวะนั้น ครู่นั้น และโลกธาตุทั้งปวง แจ่มแจ้งด้วยแสงสว่างใหญ่ยิ่ง สัตว์บาปที่อยู่ในโลกกันตนรกเหล่านั้น มีบาปแผ่ไปแล้วก็เหมือนเดิม คือมืด และโลกธาตุทั้งสิ้น 10 ทิศ ได้มีอาการทั้ง 6 คือสั่น สั่นทั่ว สั่นพร้อม ไหว ไหวทั่ว ไหวพร้อม กระเทือน กระเทือนทั่ว กระเทือนพร้อม  ปั่นป่วน ปั่นป่วนทั่ว ปั่นป่วนพร้อม ดัง ดังทั่ว ดังพร้อม คำรณ คำรณทั่ว คำรณพร้อม และพระพุทธเจ้าทั้งหมด
      ให้สาธุการแก่ตถาคต ผู้ตรัสรู้แล้ว และส่งเครื่องบัง (ฉัตร) อันเป็นธรรม ซึ่งเป็นเครื่องบังที่โลกธาตุคือเทวโลกและมนุษยโลกใช้บังด้วยแตรรัตนะเป็นอันมาก กระแสรัศมีเช่นนี้ เปล่งออกจากฉัตรรัตนะทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งโลกธาตุทั้งหลายสว่างทั้ง 10 ทิศ ด้วยแสงสว่างหาประมาณมิได้ นับไม่ถ้วน พระโพธิสัตว์ทั้งหลายในทิศทั้ง 10 และเทวบุตรทั้งหลายต่างก็เปล่งเสียงแสดงความยินดีว่า สัตว์บัณฑิต เกิดขึ้นแล้ว ดอกบัวมีแล้วในสระคือชญาน ไม่เปรอะเปื้อนด้วยโลกธรรมทั้งหลาย ภพคือธรรมธาตุ ขยายตัวไปยังเมฆ คือมหากรุณา กลายเป้นฝนตกลงมาโดยทั่วถึง พืชคือกุศลมูลทั้งปวงมีหน่อที่เป็นยาของคนได้งอกขึ้นในวินัยคือฝนธรรม(ธรรมวรรษวินัย) เจริญขึ้นแก่หน่อคือ ศรัทธา อำนวยผลคือวิมุติ
                ในที่นี้ท่านได้กล่าวไว้ว่า
      2 จริงอยู่ พระพุทธผู้เป็นปุรุษสิงห์นั้น พระองค์ชนะมารพร้อมพลมาร บ่ายพระพักตร์สู่ธยานเป็นประธาน เป็นศาสดาโดยยิ่งตราบใดพระองค์มีวิทยา 3ถึงพร้อมด้วยกำลัง 10 ตราบนั้น พื้นที่หลายโกฏิเกษตรทั้ง 10 ทิศไหวแล้ว ฯ
      3 ผู้ใดเป็นพระโพธิสัตว์ ใคร่ในธรรม มาในบุรี หมอบลงแทบพระบาท พูดว่า ขอพระองค์อย่าทรงลำบากเลย ข้าพเจ้าเห็นชัดแล้ว มารและเสนามารเช่นไรกลัวนักแล้ว มารและเสนามารเช่นนั้น แตกพ่ายแล้วด้วยกำลังแห่งปรัชญาบุณยและกำลังแห่งความเพียร ฯ
      4 และพระพุทธหมื่นพุทธเกษตร ส่งฉัตรทั้งหลายมาถวาย สาธุ ข้าแต่พระมหาปุรุษ พระองค์ผจญมารพร้อมทั้งเสนามารแล้ว พระองค์บรรลุถึงบทอันประเสริฐ เป็นอมฤตะ ปราศจากความโศก ขอพระองค์โปรดยังฝนคือพระสัทธรรมให้ตกลงในภพทั้ง3 โดยเร็วเถิด ฯ
      5 และพระพุทธทั้งหลายในทิศทั้ง 10 ทรงเหยียดพระพาหา(แขน)ตรัสด้วยพระวาจาดังว่าเสียงร้องของนกการเวกว่า พระองค์ตรัสรู้โพธิเหมือนกัน เป็น โพธิบุริศุทธ เท่าเทียมเสมอกัน เหมือนน้ำมันเนยกับฟองน้ำมันเนยฯ
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย นางอัปสรชั้นกามาพจร ได้ทราบว่า พระตถาคตผู้ประทับนั่ง ณ ควงต้นโพธิบรรลุอภิชญา สมบูรณ์เต็มตามความมุ่งหมาย ชนะสงครามแล้ว มารผู้เป็นศัตรูพ่ายแพ้แล้ว ยกฉัตร ธงชัย ธงปตากแล้ว เป็นผู้กล้าหมาย เด่นในความมีชัย เป็นปุรุษชั้นมหาปุรุษ เป็นแพทย์สูงสุด ผ่าเอกหอกใหญ่ออกได้ เป็นราชสีห์ปราศจากความกลัวและขนพองสยองเกล้า เป็นช้างฝึกหัดดีแล้ว มีจิตปราศจากมลทิน สละมลทินทั้ง 3ได้แล้ว เป็นนายแพทย์ บรรลุภาวะแห่งวิทยา 3 ตามลำดับ เป็นผู้ถึงฝั่ง ข้าโอฆะทั้ง 4(*) ได้แล้ว เป็นกษัตริย์ทรงไว้ซึ่งฉัตรรัตนเอก เป็นพราหมณ์ของโลกทั้ง 3 ลอยบาปเสียแล้ว เป็นภิกษุผู้ทำลายเปลือกไข่แห่งอวิทยาเป็นศรณะผู้ล่วงพ้นความข้องทั้งปวง เป็นพราหมณ์คงแก่เรียน กำจัดเกลศได้แล้ว เป็นผู้กล้าลดธงของผู้อื่นได้ เป็นผู้มีกำลังทรงไว้ซึ่งกำลัง 10 เป็นดังว่าเหมือนรัตนะสมบูรณ์ด้วยรัตนะคือธรรม(ธรรมรัตนะ) ทั้งปวง จึงบ่ายหน้าสู่ควงต้นโพธิกล่าวคำสรรเสริญพระตถาคตด้วยบทประพันธ์เหล่านี้ว่า
                * โอฆะทั้ง 4คือ กามโอฆะ ภวโอฆะ ทฤษฏิโอฆะ อวิทยาโอฆะ
      6 พระมหาปุรุษนั้น ทรงชนะมารและเสนามารที่โคนทุมราช (ต้นโพธิ) ทรงประทับมั่นไม่ไหวหวั่นเหมือนภูเขาเมรุ ไม่หวาดหวั่น ไม่หนี ทรงตรัสรู้โพธิด้วยการให้ทาน ด้วทมะ (การข่มอินทรีย) และด้วยสํยมะ (การสำรวมอินทรีย์ ตั้งหลายโกฏิกัลปมิใช่น้อย เพราะฉะนั้น, พระองค์จึงงามในวันนี้ ฯ
      7 ด้วยศีล พรต ตบะ ตั้งหลายโกฏิกัลปนี้ องค์อินทร์ พรหม จึงเวียนไปยังต้นโพธิประเสริฐ ด้วยเสื้อเกราะคือกำลังแห่งกษานติตั้งหลายโกฏิกัลปนี้ พระองค์จึงอดกลั้นความทุกข์ทั้งหลายได้ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงสุกปลั่งเหมือนสีทอง ฯ
      8 พระองค์เบือนหน้าหนีจากหน้าของมารด้วยกำลังความเพียรและความบากบั่นตั้งหลายโกฏิกัลปนี้ เพราะฉะนั้นพระองค์จึงชนะมารและเสนามาร ด้วยธยานอภิชญาและชญานตั้งโกฏิกัลปนี้ พระองค์ผู้เป็นจอมมุนีอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว เพราะฉะนั้นแหละ เขาจึงบูชาพระองค์ในวันนี้ ฯ
      9 พระองค์ประคับประคองสัตว์นับจำนวนโกฏิด้วยการสะสมปรัชญาและศรุตะ(การเรียน) ตั้งหลายโกฏิกัลปนี้ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงบรรลุโพธิฉับไว พระองค์ชนะสกันธมาร มฤตยุมาร เกลศมาร พระองค์ชนะเทวบุตรมาร เพราะฉะนั้นความโศกจึงไม่มีแก่พระองค์ ฯ
      10 พรองค์นี้แล เป็นเทพของเทวดาทั้งหลาย (เป็นผู้ที่แม้เทวดาทั้งหลายควรบูชา) เป็นผู้ควรแก่การบูชาในไตรโลก ทรงประทานที่นาแห่งพืชผลเป็นอมฤตะแก่ผู้ต้องการบุณยทั้งหลาย พระองค์เกิดเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา(*) อันประเสริฐด้วยวัตถุบริศุทธ พระองค์ได้รับโพธิอันประเสริฐใด โพธิของพระองค์ผู้สูงสุดนั้น ไม่มีความพินาศเสื่อมเสีย ฯ
      11 พระอุณาโลม (ขนอ่อนหว่างคิ้ว) ของพระองค์รุ่งเรืองแผ่ไปตลอดหลายโกฏิเกษตร ฉวัดเฉวียนเหมือนดวงจันทร์และดวงอาทิตย์มีแสงสว่างในที่มืด พระองค์นี้แล มีพระรูปพระโฉมงดงาม มีพระรูปประเสริฐ มีพระรูปเป็นอย่างดี มีลักษณะประเสริฐ ทรงแสวงหาแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ควรแก่การบูชาของโลก 3 ฯ
                * ทักษิณา คือ ท่านที่ถวายโดยหวังอุทิศผลให้แก่ผู้ตาย หรือทานที่ถวายเพื่อผล คือความเจริญรุ่งเรือง
      12 พระองค์มีพระเนตรบริศุทธยิ่ง เห็นสิ่งต่างๆได้มาก เป็นสวยัมภู (เกิดเอง เป็นเอง) และมีร่ารงกายเป็นกายแห่งคุณความดี มีจิตเป็นความรู้ พระองคืมีพระกรรณ(หู)บริศุทธยิ่ง ได้ยินเสียงหาที่สุดมิได้ซึ่งเป็นเสียงเทวดา เสียงมนุษย์ เสียพระพุทธ และเสียงพระธรรม ฯ
      13 พระองค์มีพระชิหวา(ลิ้น)ใหญ่ มีกังวาลไพเราะเหมือนเสียงนกการเวก เราทั้งหลายจะฟังธรรมของพระองค์ท่าน ซึ่งเป็นอมฤตะ เป็นเครื่องถึงความสงบระงับ พระองค์เห็นมารและเสนามารแล้ว ใจของพระองค์ไม่สะทกสะท้าน และยังเห็นหมู่เทวดาอีก พระองค์ไม่ดีใจ มีใจมั่นคงดี ฯ
      14 มารและเสนามารชนะพระองค์ไม่ได้ด้วยศัตราหรือลูกศร พระองค์ผู้เหมือนนักมวยตัวฉกาจ ทรงชนะมารและเสนามารนนั้นด้วยความสัตย์ด้วยพรต และด้วยตบะ พระองค์มีใจไม่ไหวหวั่น มีกายไม่สั่นสะเทือน พระองคืไม่รักไ/ม่ชังในระหว่างเขาเหล่านั้น ฯ
      15 เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่าใด ฟังธรรมจากพระองค์แล้วย่อมถึงซึ่งการปฏิบัติ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่าได้ลาภเป็นอย่างดี พระพุทธทรงสรรเสริญพระองค์ว่าเป็นผู้มีบุญยในกองบุณยและเดชเราทั้งปวงจะเป็นเหมือนพระองค์ผู้เป็นดวงจันทร์ในมนุษย์ ฯ
      16 พระองค์ผู้เป็นปุรุษฤษภะ (ปุรุษเลิศ) เป็นพระนายก ตรัสรู้โพธิแล้ว ทรงชนะมารแล้ว ยังหมื่นแห่งกษัตริย์ชาตินักรบให้สั่นสะเทือน ข้าพเจ้าขอถึงธรรมที่พระนายกตรัสแล้วเป็นคำประพันธ์ครั้งแรก (ธรรมจักร) ด้วยพระสุรเสียงเหมือนเสียงพรหม และเหมือนเสียงนกการเวก ฯ
      17 ความสุขเป็นผลของบุญย ผลักความทุกข์ทั้งปวง ย่อมสำเร็จตามความปรารถนาของผู้มีบุญย สัมผัสโพธิ และชนะมารโดยเร็ว และดำเนินในทางแห่งความสงบ ถึงความหยุด และความเย็น ฯ
      18 เพราะฉะนั้น ใครยังไม่อิ่มในการทำบุณย และใครฟังธรรมที่เป็นอมฤตะยังไม่อิ่ม ใครอยู่ในป่าอันเป็นที่สงัดยังไม่อิ่ม ใครยังไม่อิ่มในการทำประโยชน์ ฯ
      19 เราทั้งหลายจงแบมือขอร้องพระโพธิสัตว์ ทำการบูชา ไม่ไปสู่เกษตร(แดน)ของตนๆ และเราทั้งหมดจงอภิวาทกราบไหว้พระบาทของพระตถาตคแล้วไปตามทางต่างๆ อันเป็นเกษตรของตนๆ ฯ
      20 เราทั้งหลายเห็นมารและเสนามารเหล่านั้นซึ่งมีอาการอันใหญ่ยิ่งคึกคะนอง และเห็นกรีฑาของพระตถาคตแล้วจึงตั้งจิตไม่มีอะไรเที่ยมไว้ในพระโพธิสัตว์ เพื่อความตรัสรู้ ขอให้ชนะมารแล้วสัมผัสอมฤตะธรรมพร้อมด้วยกำลัง ฯ
                ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตตรัสรู้แล้วประทับนั่งบนบรรลังก์ที่โคนต้นโพธิกรีฑาของพระพุทธ ได้มีแล้วในขณะนั้นโดยหาประมาณมิได้ ซึ่งยากที่จะแสดงได้แม้ตั้งกัลป
                ในที่นี้มีคำกล่าวไว้ว่า
      21 ดอกบัวบานเหมือนฝ่ามือแบพลุ่งขึ้นด้วยข่ายแห่งรัศมี ตั้งอยู่เป็นอันดีที่แผ่นดิน เทวดาตั้งแสนนอบน้อมควงต้นโพธิ นิรมิตนี้เป็นข้อแรก ที่พระพุทธผู้บันลืออย่างราชสีห์ ทรงแสดงแล้ว ฯ
      22 พุ่มไม้ตั้งสามแสน นอบน้อมที่ควงต้นโพธิ ภูเขาประเสริฐเป็นอันมากและขุนเขาเมรุ ก็เช่นเดียวกัน คือนอบน้อมที่ควงต้นโพธิ พรหมและองค์ศักร พากันไปนอบน้อมพระทศพล นี่คือกรีฑาของพระพุทธผู้เป็นนรสีห์ที่ควงต้นโพธิ ฯ
      23 พระชินวร ทรงแผ่รัศมีจากอาตมภาพของพระองค์มีพระรัศมีตั้งแสนไปยังเกษตรทั้ง 3 (โลก3) อยายมีความสงบ ครั้นแล้ว อกษณะ(*) ทั้งหลายก็ได้ถูกชำระไห้สะอาดหมดจด ในขณะนั้น ครู่นั้น ไม่มีโทษคือความมัวเมาทั้งหมดใดๆ เบียดเบียนสัตว์ ฯ
                *อกษณะ คือ ขณะที่ไม่สมควร เช่น ขณะที่ไม่มีพระพุทธ ขณะที่อินทรีย์พิการบกพร่อง ขณะที่อยู่ในภูมิประเทศไม่เจริญฯลฯ
      24 นี้คือกรีฑาของพระพุทธผู้เป็นนรสีห์ ซึ่งประทับอยู่บนอาสนะมีบ่วงแห่งพระอุณาโลมซึ่งมีแสงสว่างดังว่าแสงสว่างของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์แก้วมณี ไฟ และสายฟ้าเป็นแสงสว่างทิพย์ ครอบงำสิ่งที่มีแสงสว่างทั้งหลายแต่ไม่ร้อน ใครๆในโลกนี้ไม่กล้ามองพระเศียรของพระศาสดาเลย ฯ
      25 นี้คือกรีฑาของพระพุทธ ผู้เป็นนรสีห์ซึ่งประทับอยู่บนอาสนะ คือ แผ่นดินพอฝ่าพระหัตถ์กระทบก็ไหวไปทั่ว ซึ่งทำให้เสนามารปั่นป่วนมาแล้วเหมือนปุยฝ้าย ถึงกับขุนมารจับลูกศรขีดบนแผ่นดินนี้ ก็เป็นกรีฑาของพระพุทธผู้เป็นนรสีห์ประทับอยู่บนอาสนะ ฯดังนี้ฯ
                อัธยายที่ 22 ชื่ออภิสัมโพธนะปริวรรต (ว่าด้วยการตรัสรู้) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ตั่งนี้แล ฯ