การสรรเสริญ
![]() |
|
ครั้งนั้นแล เทวบุตรชั้นศุทธาวาสทั้งหลาย กระทำปร่ะทักษิณพระตถาคตผู้ประทับนนั่งอยู่ที่ควงต้นโพธิ โปรยฝนคือผงจันทน์ทิพย์ลงมาแล้วสรรเสริญด้วยคำเป็นบทประพันธ์เหมาะสมอย่างดียิ่งว่า
1 พระโลกนาถ เป็นแสงสว่างในโลก ทรงกระทำแสงสว่าง ทรงอุบัติขึ้นแล้วทรงประทานจักษุให้แก่โลกผู้ตาบอด ทรงเป็นผู้เผด็จศีก ฯ
2 พระองค์ท่านชนะสงคราม มีความปรารถนาสมบูรณ์ด้วยบุณยและสมบูรณ์ด้วยธรรมฝ่ายกุศล พระองค์จะทรงทำให้โลกอิ่มหนำฯ
3 พระโคดมเสด็จขึ้นจากปลักตมแล้ว โดยปราศจากอันตรายประทับอยู่บนบก ทรงยกสัตว์อื่นๆ ให้ข้ามพ้นจากมหาสมุทร ฯ
4 พระองค์เสด็จขึ้นได้แล้ว มีปรัชญามาก ไม่มีใครในโลกทั้งหลายเสมอพระองค์ พระองค์ไม่เปรอะเปื้อนด้วยโลกธรรม เหมือนดอกบัวอยู่ในน้ำ ฯ

5 โลกนี้หลับมานาน ห่อหุ้มด้วยกองแห่งความมืด พระองค์ท่านสามารถเพื่อปลุกให้ตื่นด้วยแสงประทีปคือปรัชญา ฯ
6 เมื่อชีวโลก(โลกของผู้มีชีวิต) เร่าร้อนมานาน ถูกเกลศและพยาธิเบียดเบียน พระองค์เป็นนายแพทย์ทรงอุบัติขึ้นมาแล้ว ทรงปลดเปลื้องให้พ้นจากพยาธิทั้งปวง
7 อกษณะทั้งหลายจะศูนยไปเพราะพระองค์ผู้เป็นที่พึ่งทรงอุบัติขึ้นมาแล้ว มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย จะประกอบด้วยความสุข ฯ
8 ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นปุรุษฤษภะ(ปุรุษเลิศ) ผู้ใดเห็นพระองค์ผู้นั้นจะถึงความสุภาพดีงาม จะไม่ต้องไปสู่ทุรคติตลอดพ้นกัลปโดยแท้ ฯ
9 ท่านเหล่านั้นจะฟังธรรม จะเป็นบัณฑิต และจะเป็นผู้ปราศจากโรค จะเป็นผู้ลึกซึ้ง(เฉียบแหลม) สิ้นอุปธิ(*) เป็นผู้คงแก่เรียน ฯ
* อุปธิ คือ สิ่งที่เข้าใกล้ทำให้อีกสิ่งหนึ่งเปลี่ยนอาการโดยไม่เปลี่ยนอาการเดิม เช่น คนเข้าใกล้ไฟฟ้าหลอดสีแดง ร่างกายคนจะแดงโดยไม่ต้องเปลี่ยนสีร่างกายเดิม สีแดงของไฟฟ้านั้นคือ อุปธิ ในขุททกนิกายจุลลวัคค์กล่าวไว้ว่า
อุปธิมี 4 อย่าง คือ กาม เกลศ ขันธ์ อภิสังขาร แต่อีกนัยหนึ่งท่านว่ามี 10 คือ ตฤษณา ทฤษฏิ เกลศ กรรม ทุจริต อาหาร ปฏิฆะ อุปาทินนกธาตุ 4 อายตนะภายใน วิญญาณ 6 ฯ
10 ท่านทั้งหมด ตัดเครื่องผูกพันคือเกลศแล้วจะรอดพ้นโดยเร็วปราศจากอุปทานแล้ว จะถึงความดีงามซึ่งเป็นการบรรลุผลอันประเสริฐ ฯ
11 ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ควรแก่ทักษิณาในโลก รับเครื่องบูชาได้ทักษิณาที่ถวายในท่านเหล่านั้นจะไม่ต่ำทราม และจะเป็นเหตุแห่งนิรวาณของสัตว์ทั้งหลาย ฯ
ดั่งนี้แล ดูกระภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรชั้นศุทธาวาสทั้งหลายสรรเสริญตถาคตยืนประณมมืออยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ประณมมือนมัสการตถาคต
ครั้งนั้นแล เทวบุตรชั้นอาภัสรา บูชาตถาคตผู้นั่งอยุ่ที่ควงต้นโพธิด้วยดอกไม้ เครื่องเผาเอาควันหอม (ธูป) พวงมาลัยเครื่องลูบทาฉัตรธงชัย ธงปตากมีประการต่างๆอันเป็นทิพย์แล้วทำประทักษิณ 3 รอบ และสรรเสริญด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
12 เมื่อพระมุนีตรัสรู้ธรรมอันล้ำลึกแล้ว ก็มีเสียงไพเราะ เพลงขับร้องของพระมุนีผู้ประเสริฐด้วยเสียงไพเราะเหมือนเสียงพรหม ถึงประโยชน์ยอดเยี่ยมคือโพธิอันประเสริฐเลิศ ครั้นเสียงทั้งปวงถึงฝั่งแล้ว(จบลงแล้ว) ข้าพเจ้าขอนมัสการพระองค์ ฯ
13 พระองค์เป็นผู้ป้องกัน เป็นที่พำนัก เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่พึ่ง เป็นผู้มีจิตกรุณาไมตรีในโลก พระองค์เป็นนายแพทย์สูงสุดแท้เทียว ซึ่งถอนหอกออกได้ พระองค์เป็นผู้พยาบาล ทรงกระทำประโยชน์อย่างยิ่ง ฯ
14 การเห็นพร้อมกันซึ่งพระองค์ผู้ทรงกระทำที่พึ่ง ข่ายทองคำคือไมตรีกรุณา พระองค์ยกนำมาแล้ว พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งทรงไขท่อธารแห่งอมฤตะ พระองค์ทรงระงับดับความเดือนร้อนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
15 พระองค์เป็นเหมือนดอกบัว ไม่เปรอะเปื้อนในภพทั้ง3 พระองค์เป็นเหมือนภูเขาเมรุ ไม่โยกคลอนและไม่ไหวหวั่น พระองค์เป็นเหมือนเพชร มีประติชญาไม่กลับกลอก พระองค์เป็นเหมือนดวงจันทร์ทรงไว้ซึ่งคุณทั้งปวงอันเลิศ ฯ
ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทพชั้นอาภัสราสรรเสริญตถาคตแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมนมัสการตถาคต
ครั้งนั้นแล เทพชั้นพรหมกาย(รูปพรหม) มีสุพรหมเทพบุตรเป็นประมุขได้คลุมตถาคตผู้ประทับนั่งที่ควงต้นโพธิด้วยข่ายรัตนะอันประดับด้วยแก้วมณีตั้งหลายหมื่นแสนโกฏิดวง ทำประทักษิณ 3 รอบ แล้วสรรเสริญด้วยคำเป็นบทประพันธ์เหมาะสมดียิ่งว่า
16 ข้าพเจ้าขอไหว้เหนือศีรษะ ซึ่งพระองค์ผู้มีปรัชญางามปราศจากมลทิน ทรงไว้ซึ่งแสงสว่างและเดช ทรงไว้ซึ่งลักษณะ 32 ประการอันดีเลิศ เป็นผู้มีสมฤติ ทรงไว้ซึ่งคุณและชญาน ไม่มีความเหน็ดเหนื่อย ฯ
17 ข้าพเจ้าขอไหว้พระองค์ผู้ไม่มีมลทิน ผู้ปราศจากมลทิน ผู้ปราศจากมลทินจากมลทินทั้ง 3 ผู้ลือนามในโลกทั้ง 3 บรรลุวิทยา 3มีวโมกษประเสริฐ(*1) 3 อย่าง ทรงประทานจักษุ (*2) 3 ปราศจากมลทิน ฯ
*1 วิโมกษ 3 อย่าง คือสุญญตวิโมกษ อนิมิตวิโมกษ อประนิธิวิโมกษ
*2 จักษุ 3 คือ พุทธจักษุ ปรัชญาจักษุ สมันตจักษุ
18 พระองค์ถอนความขุ่นมัวคือโทษ มีใจฝึกฝนดีแล้ว เสด็จขึ้นไปสู่ความเอ็นดูกรุณา ทรงกระทำประโยชน์ให้แก่โลก เป็นมุนีบันเทิงแล้วเสด็จขึ้นไปสู่ใจอันสงบ ทรงปลดเปลื้องทวยะมติ(*) ทรงยินดีในอุเบกษา(ความวางเฉย)ฯ
* ทวยะมติ ความรู้ที่เป็นคู่ๆ ได้แก่ โลกธรรม เช่น ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ สุข ทุกข์ เป็นต้น
19 เสด็จขึ้นไปสู่ พรต ตบะ ทรงกระทำประโยชน์ให้แก่โลก ทรงประพฤติธรรมด้วยพระองค์เอง ทรงประพฤติบริศุทธยิ่ง บรรลุถึงฝั่ง(ถึงนิรวาณ) ทรงเป็นผู้แสดงสัตยธรรมทั้ง 4 ยินดีในการปลดเปลื้อง ทรงพ้นแล้ว และทรงเปลื้องสัตวโลกคนอื่นให้พ้นด้วย ฯ
20 มารในโลกนี้มีกำลังและความเพียรมาหาแล้ว พระองค์ทรงชนะด้วยปรัชญา ความเพียร และไมตรีของพระองค์ พระองค์บรรลุอมฤตะอันเป็นบทประเสริฐ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอไหว้พระองค์ผู้ย่ำยีมารและเสนามารผู้ชั่วร้าย ฯ
ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทพชั้นพรหมกาย(รูปพรหม) มีสุพรหมเทวบุตรเป็นประมุขสรรเสริญตถาคตด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่ง ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมนมัสการตถาคต
ครั้นนั้นแล บุตรมารทั้งหลายที่เป็นฝ่ายขาว (ฝ่ายขวา) ได้เข้าไปยังที่ประทับตถาคต ครั้นแล้ว ก็กางกั้นตถาคตด้วยฉัตรและเพดานมหารัตนะ ประณมมือสรรเสริญตถาคตด้วยคำเป็นบทประพันธ์เหมาะสมอย่างดียิ่งว่า
21 ข้าพเจ้าเห็นประจักษ์ในกำลังของพระองค์ ซึ่งกว้างขวางอย่างยิ่ง เสนาของมารก็น่ากลัว ซึ่งเสนาของมารนั้นเป็นมหาภัยเฉพาะหน้า พระองค์ก็ชนะแล้วในชั่วขณะเดียว พระองค์ไม่เสด็จลุกขึ้น พระกายไม่สะทกสะท้านหรือออกพระโอษฐ์เลย ข้าพเจ้าขอไหว้พระองค์ซึ่งโลกทั้งปวงบุชาแล้ว เป็นพระมุนีผู้ประสิทธิ์ประโยชน์ทั้งปวง ฯ
22 มารทั้งหลายมีตั้งพันหมื่นโกฏิมิใช่น้อย มีประมาณด้วยอนู(เมล็ดทราย)ในแม่น้ำคงคา มารเหล่านั้นไม่สามารถจะให้พระองค์เคลื่อนจากเส้นขนานต้นโพธิและให้สั่นสะเทือนได้ ยัชญทั้งหลายตั้งพันหมื่นมิใช่น้อย เหมือนทรายในแม่น้ำคงคา พระองค์ผู้ประทับอยู่ที่เส้นขนานต้นโพธิก็ได้บูชามาแล้ว เพราะฉะนั้น พระองค์จึงรุ่งโรจน์ในวันนี้ ฯ
23 อนึ่งพระชายาผู้มีความรักอย่างยิ่ง และพระโอรสอันเป็นที่รักกับผู้รับใช้หญิงชาย ทั้งอุทยาน บ้านเมือง หมู่บ้านราษฎร ราชสมบัติ พร้อมทั้งนักสนมทั้งหลาย พระหัตถ์พระเศียรซึ่งเป็นอวัยวะเบื้องบนพระเนตรพระชิหวา พระองค์ก็เสียสละมาแล้ว พระองค์ทรงประพฤติจรรยาเพื่อตรัสรู้อันประเสริฐ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงรุ่งโรจน์ในวันนี้ ฯ
24 พระองค์ตรัสไว้มากว่า เราจะเป็นพระพุทธ จะยังสัตว์ตั้งหลายหมื่นโกฏิตน ที่ถูกมหาสมุทรคือความทุกข์พัดพาไปแล้วให้ข้ามพ้น พระองค์มีจิตประกอบด้วยชญานและปรัชญา ซึ่งเป็นยอดอินทรีย์ เป็นสัทธรรมนาวาด้วยพระองค์เอง และนาวานี้นั้น พระองค์บรรทุกสัตว์ทั้งหลายเต็มลำ ตั้งพระทัยจะให้ข้ามพ้นฯ
25 พระองค์ทรงสรรเสริญบุณย มีลัทธิเลิศ ทรงประทานจักษุแก่โลก พวกเราทั้งหมดมีใจเฟื่องฟูยินดี ปรารถนาสรวัชญตา (ปรารถนาพุทธภูมิ) พวกเราจำกำจัดพรรคพวกของมารนั้นอย่างนี้แล้ว ตรัสรู้สรรวัชญตา ฯ
ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุตรมารสรรเสริญตถาคตแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมนมัสการตถาคต
ครั้งนั้นแล เทพบุตรชั้นปรนิรมิตวศวรรดี มีเทวบุตรตั้งแสนมิใช่น้อยแวดล้อมออกหน้าโปรยดอกบัวสีเหมือนทองชมพูนทลงมายังตถาคต สรรเสริญต่อหน้าด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
26 ขอนบด้วยศีรษะซึ่งพระผู้มีภคะ ผู้ไม่ถูกเบียดเบียน ไม่ถูกรบกวน มีพระวางจาไม่เคลื่อนที่ ปราศจากความมืดและธุลีคือเกลศถึงคติอันเป็นอมฤตะ ไม่มีความลี้ลับ ไม่มีใครเทียบเท่าในการกระทำให้เป็นสง่าราศี ทั้งในเทวโลกและในมนุษยโลก มีความรุ่งเรืองอย่างยิ่งและมีสมฤติ ฯ
27 พระองค์ทรงกระทำให้เกิดความยินดี ทรงเผด็จศึก ทรงย่ำยีธุลีและมลทิน ยังเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายให้รื่นรมย์ด้วยพระวาจาแจ่มแจ้งเป็นอย่างดี ทรงเบิกบาน กว้างขวาง มีพระกายประเสริฐด้วยแสงสว่าง ทรงเป็นดังว่าเจ้าแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระองค์ทรงชนะโลกนี้แล้ว ฯ
28 ทรงย่ำยีผู้อยู่ในคณะอื่น (เดียร์ถีย์ ทรงฉลาดในความประพฤติอย่างดียิ่ง ขอพระองค์จงเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายทรงกำจัดมติฝ่ายอื่น ทรงประพฤติอย่างดียิ่ง ทรงจำแนกกรรม มีความคิดเห็นอันละเอียดอย่างยิ่ง ทรงเสด็จเที่ยวไปในทางที่จะไปถึงทศพล(กำลัง 10 อย่าง) นี้ ฯ
29 ทรงสละการถือเอาภพสามัญ ซึ่งเป้นความไม่คงที่และเป็นทุกข์อย่างใหญ่หลวง ทรงแนะนำเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในวินัยตามพระมติ(ความคิดเห็น) ทรงเสด็จเที่ยวไปยังทิศทั้ง 4 เหมือนมีดวงจันทร์ในอากาศ ขอจงมีจักษุ เป็นที่ยึดหน่วง ในภพนี้คือในภพทั้ง 3 ฯ
30 ขอพระองค์จงเป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย และพระองค์ไม่พลั้งพลาดในอารมณ์ พระองค์ยังเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายให้รื่นรมย์ พระองค์มีความยินดีอันงาม ทรงเว้นแล้วจากความยินดีในการในวันคืน ในหมู่คน ในภพทั้ง3 ไม่มีใครเสมอพระองค์ พระองค์เป็นที่พึ่ง เป็นคติ เป็นที่ยืดหน่วงของสัตว์โลกในโลกนี้แล ฯ
ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรชั้นปรนิรมิตวศวรรดีทั้งหลาย มีวศวรรดีเทพเป็นประมุข สรรเสริญตถาคตแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมนมัสการตถาคต
ครั้งนั้นแล เทวบุตรชั้นสุนิรมิตเป็นหัวหน้า มีหมู่เทวดาแวดล้อม คลุมตถาคตด้วยพวงมาลัย ล้วนแล้วด้วยแผ่นรัตนะต่างๆสรรเสริญต่อหน้าด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
31 พระองค์ท่านเป็นแสงสว่างคือธรรมพลุ่งขึ้นแล้ว ตัดแล้วซึ่งมลทิน 3 อย่าง ทรงประหารซึ่งโมหะ ทฤษฏิ อวิทยา เพียงพร้อมด้วย หรี(ความละอายใจ) และศรี ยังหมู่สัตว์ผู้ยินดีในทางผิดนี้ให้ดำเนินในทางอมฤตะ พระองค์ทรงอุบัติในโลกนี้เป็นเจดีย์ที่เขาบูชาในเทวโลกและในมนุษยโลก ฯ
32 พระองค์เป็นนายแพทย์ผู้วางยาบำบัดโรค ทรงประทานความสุขอันเป็นอมฤตะ ทรงบำบัดพยาธิทั้งปวงแห่งร่างกายอันอาศัยอยู่ในบุรีคือการสะสม ทฤษฏิ เกลศ และอวิทยา ให้ดำเนินในทางของพระชิน(พระพุทธ)องค์ก่อนๆเพราะฉะนั้น พระองค์จึงเป็นนายแพทย์สูงสุด เป็นนายกเสด็จเที่ยวไปยังพื้นแผ่นดิน ฯ
33 แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ แสงดาว และแสงแก้วมณีโชติช่วงรัศมีองค์ศักรและพรหม ย่อมไม่สว่างต่อหน้าศิริอันหนาแน่น (ของพระองค์ได้) พระองค์ทรงกระทำแสงสว่างคือปรัชญา ทรงกระทำความสว่างเพียบพร้อมไปด้วยแสงสว่างคือศรี ข้าพเจ้าประจักษ์แล้ว ขอน้อมเศียรนบในพระชญานของพระองค์ซึ่งแปลกประหลาด ฯ
34 พระองค์ตรัสความจริง เมื่อเขาพูดไม่จริง พระองค์เป็นผู้นำพิเศษ มีพระวาจาไพเราะเป็นอย่างดี ทรงฝึกฝนมาแล้ว มีใจสงบ ทรงชนะอินทรีย์ มีใจระงับแล้ว เป็นพระศาสดา ทรงสั่งสอนหมู่เทวดาและมนุษย์ผู้ควรสั่งสอน ข้าพเจ้าขอไหว้พระองค์ผู้ศากยมุนี เป็นปุรุษเลิศ ซึ่งเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ฯ
35 พระองค์ทรงไว้ซึ่งถ้อยคำอันให้ความรู้อย่างดีเลิศ ยังเทวดาและมนุษย์ในภพทั้ง 3 ให้รู้ซึ่งธรรมอันควรรู้ ทรงเป็นผู้แสดงวิทยา 3 วิโมกษ 3 ทรงประหารมลทินิ 3 ให้ปราศจากมลทิน ข้าแต่พระมุนี พระองค์ทรงรู้จักผู้ที่ควรโปรดและไม่ควรโปรดในวินัยตามพระมติ ข้าพเจ้าขอไหว้พระองค์ซึ่งไม่เคยมีในเทวโลก ทรงได้รับการบูชาแล้วในเทวโลกและมนุษยโลก ฯ
ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรชั้นสุนิรมิตพร้อมด้วยบริวาร สรรเสริญตถาคตแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมนมัสการตถาคต
ครั้งนั้นแล สันตุษิตะเทวบุตร พร้อมด้วยเทวดาชั้นดุษิตทั้งหลาย ได้เข้าไปหายังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้ว คลุมตถาคตผู้นั่งอยู่ที่ควงต้นโพธิด้วยข่ายผ้าทิพย์ผืนใหญ่ แล้วสรรเสริญต่อหน้าด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
36 พระองค์ผู้ประทับในที่ซึ่งเคยอยู่มาแล้วในสวรรค์ชั้นดุษิต ในที่นั้น พระองค์ทรงแสดงธรรมอันใหญ่ยิ่ง ไม่ทรงตัด(งดเว้น) การพร่ำสอนนั้น แม้ทุกวันนี้เทวบุตรทั้งหลายก็ยังประพฤติธรรมอยู่ ฯ
37 ข้าพเจ้าทั้งหลายได้รับการพบเห็นแล้ว ยังไม่อิ่ม ฟังธรรมแล้วยังไม่พบความอิ่ม ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมหาสมุทรแห่งคุณความดี พระองค์เป็นประทีปของโลก ข้าพเจ้าขอไหว้พระองค์ด้วยศีรษะและด้วยใจ ฯ
38 พระองค์เคลื่อนจากสวรรค์ชั้นดุษิต พระองค์ทรงชำระให้สะอาดซึ่งอกษณะทั้งปวงทุกเมื่อ คราวที่พระองค์เสด็จเข้าไปสู้เส้นขนานต้นโพธิ พระองค์ระงับดับเกลศของโลกทั้งปวง ฯ
39 และพระองค์ทรงกระทำการตรัสรู้โพธิอันใหญ่ยิ่ง โพธินั้นพระองค์บรรลุแล้วเพราะชนะมาร ความตั้งใจของพระองค์สมบูรณ์แล้วเพราะตบะ ขอพระองค์จงยังจักรอันใหญ่ยิ่งให้หมุนโดยพลันเถิด ฯ
40 สัตว์หลายพันในทิศทั้งหลาย ยินดีในธรรม และฟังธรรม ขอพระองค์จงยังจักรอันใหญ่ยิ่งให้หมุนโดพลันเถิด ขอพระองค์จงปลดเปลื้องสัตว์ตั้งพัน (ให้พ้นจากทุกข์) ในภพทั้งหลายเถิด ฯ
ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สันดุษิตเทวบุตรพร้อมด้วยบริวารสรรเสริญตถาคตแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมนมัสการตถาคต
ครั้งนั้นแล เทพชั้นสุยามทั้งหลาย มีสุยามเทวบุตรเป็นประมุข เข้าไปหายังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้ว ได้บูชาตถาคตผู้นั่งอยู่ที่ควงต้นโพธิด้วยดอกไม้เครื่องเผาเอาควันของหอม พวงมาลัย เครื่องลูบทาต่างๆแล้วสรรเสริญต่อหน้าด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
41 ไม่มีใครที่ไหนในระหว่างจะเสมอเหมือนพระองค์ด้วยศีล สมาธิ ปรัชญา พระองค์ฉลาดในอธิมุกติ(การบรรลุ) วิมุกติ (การหลุดพ้นจากเกลศ) ข้าพเจ้าขอไหว้พระองค์ผู้เป็นตถาคตด้วยศีรษะ ฯ
42 พระองค์ทอดพระเนตรเห็นขบวนงดงามที่ควงต้นโพธิ ซึ่งเทวดาทั้งหลายทำแล้ว นั่นไม่สมควรแก่ใครคนอื่นเหมือนกับพระองค์ที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ฯ
43 พระองค์ท่านมิได้ทรงอุบัติมาโดยไร้ประโยชน์ ซึ่งอันที่จริงพระองค์ทรงสะสมประโยชน์เป็นอันมากยากที่ใครจะทำได้ พระองค์ทรงชนะมารชั่วร้าย พร้อมทั้งเสนามาร พระองค์ทรงบรรลุโพธิอันเยี่ยมยอด ฯ
44 พระองค์ทรงกระทำแสงสว่างทั้ง 10 ทิศ โลกทั้ง 3 รุ่งเรือง แล้วด้วยประทีปคือปรัชญา พระองค์ทรงขับไล่ความมืด ทรงประทานจักษุอันสูงสุดในโลก ฯ
45 เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พูดสรรเสริญกันมาตั้งหลายกัลป แต่ไม่มีภายในเส้นขนของพระองค์เลย (พระองค์ไม่ยินดี) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมหาสมุทรแห่งคุณความดี พระองค์มีพระเกียรติซื่อเสียงในโลก ข้าพเจ้าทั้งหลายขอไหว้พระองค์ผู้เป็นตถาคตด้วยศีรษะ ฯ
ดั่งนี้แล เทวดาทั้งหลายมีสุยามเทวบุตรเป็นประมุข สรรเสริญตถาคตแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมนมัสการตถาคต
ครั้งนั้นแล องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย พร้อมด้วยเทวดาชั้นดาวดึงส์ บูชาตถาคตด้วยขบวนแห่งดอกไม้ เครื่องเผาเอาควัน ประทีป(ธูปเทียน)ของหอม พวงมาลัย ผงจันทน์ เครื่องลูบทา จีวร ฉัตร ธงชัย ธงปตากต่างๆสรรเสริญด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
46 ข้าแต่พระมุนี พระองค์เป็นผู้ไม่พลั้งพลาด ไม่มีโทษ ดำรงอยู่ด้วยดีทุกเมื่อเหมือนภูเขาเมรุ มีชื่อเสียงประกาศทั้ง 10 ทิศ มีแสงสว่าง คือชญาน ประกอบด้วยบุณยและเดช ข้าแต่พระมุนี พระพุทธองค์ก่อนๆตั้งแสน บูชาพระองค์แล้วในความวิเศษซึ่งพระองค์ชนะมารและเสนามารที่พุ่มต้นโพธิ ฯ
47 พระองค์ทรงกระทำศีล ศรุตะ(การสดับฟัง) สมาธิ ปรัชญา มีธงชัยคือชญาน ทรงกำจัดชรา มรณะ เป็นนายแพทย์สูงสุด ทรงประทานจักษุแก่โลก ข้าแต่พระมุนี พระองค์ละมลทิน 3 ได้ทั้งหมด มีอินทรีย์สงบระงับ มีจิตสงบระงับ ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์เป็นที่พึ่ง พระองค์เป็นศากยดีเลิศ เป็นพระธรรมราชาในโลก ฯ
48 พระองค์ทรงประพฤติเพื่อโพธิ ไม่มีใครเทียมเท่าหาที่สุดมิได้สูงสุดด้วยความเพียรและกำลัง ทรงมีอุปายด้วยกำลังปรัชญา มีกำลังไมตรี กำลังบุณยเกี่ยวกับพรหมวิหาร(ไมตรี กรุณา มุทิตา อุเบกษา) ทรงถึงกำลังอันไม่มีใครเทียมเท่าหาที่สุดมิได้ พระองค์ดำเนินไปสู่โพธิ ทรงไว้ซึ่งกำลังคือทศพล (กำลัง 10 ) วันนี้ พระองค์ประทับอยู่ที่โคนต้นโพธิอีก ฯ
49 ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์ มีคุณหาที่สุดมิได้มารและเสนามารเห็นพระองค์แล้วมีความสะดุ้งหวาดกลัว ข้าแต่พระศรมณะผู้รุ่งเรืองพระองค์ประทับอยู่ที่ควงต้นโพธิขออย่างถูกเบียดเบียนเลย พัวะ ภัยจงไม่มีแก่พระองค์ และการไหวหวั่นทางกายไม่มีแก่พระองค์ พระองค์ทรงชนะมารและเสนามาร ผู้สิ้นฝีมือมีภาระหนักสะทกสะท้านแล้ว ฯ
50 พระพุทธองค์ก่อนๆ บรรลุโพธิอันประเสริฐบนบรรลังก์ฉันใด พระองค์ตรัสรู้เท่ากัน เสมอกัน ไม่เป็นอย่างอื่น ฉันนั้น พระองค์มีมนัสสม่ำเสมอ มีจิตสม่ำเสมอ พระองค์บรรลุถึงกำลังคือความเป็นสรวัชญ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงเป็นสวยัมภู(ผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง เป็นผู้สูงสุดในโลก เป็นบุญยเกษตร (เนื้อนาบุณย) ในโลก ฯ
ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย พร้อมด้วยเทวบุตรชั้นดาวดึงส์ สรรเสริญตถาคตแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมมือกระทำนมัสการตถาคต
ครั้งนั้นแล มหาราชทั้ง 4 พร้อมด้วยเทวบุตรชั้นจาตุมหาราช ได้เข้าไปยังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้ว ถือมุกอย่างดี ดอกจำปา ดอกมะลิ ดอกมะลิวัลย์ ข้าวตอก พวงมาลัย มีนางฟ้าตั้งแสนแวดล้อม กระทำบูชาตถาคตด้วยการระบำบรรเลงทิพยสังคีต แล้วสรรเสริญด้วยคำเป็นบทประพันธ์เหมาะสมอย่างดียิ่งว่า
51 พระองค์มีพระวาจาไพเราะเป็นอย่างดี มีกระแสเสียงจับใจทรงกระทำความสงบ มีจิตผ่องใสเหมือนดวงจันทร์ มีพระพักตร์ยิ้มแย้ม มีพระชิหวาใหญ่ ทรงกระทำให้เกิดความยินดีอย่างยิ่ง ข้าแต่พระมุนี ข้าพเจ้าขอนมัสการพระองค์ ฯ
52 พระองค์ตรัสด้วยเสียงไพเราะดีในโลกทั้งปวง ควรแก่ความรักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เสียงของพระองค์ทรงเปล่งออกมีกระแสไพเราะ ครอบงำเสียงพูดในที่ทั้งปวง ฯ
53 พระองค์ทรงสงบระงับราคะ โทษะ โมหะ ที่เป็นเกลศเครื่องเศร้าหมอง ยังความยินดีให้เกิดขึ้นแก่เทพยดาทั้งหลายผู้บริศุทธ มีพระหทัยไม่ขุ่นมัว ทรงพิจารณาธรรม ข้าแต่พระอารยะ คนทั้งหลายทั้งปวง ย่อมไว้วิมุกติจากพระองค์แล ฯ
54 ทั้งพระองค์ไม่ดูถูกผู้ไม่รู้ และพระองค์ไม่เมาด้วยความเมาในความรู้ พระองค์ไม่ยกตนและไม่ถ่อมตน ตั้งพระองค์ไว้ดีแล้วเหมือนภูเขากลางมหาสมุทร ฯ
55 พระองค์เห็นปานนี้มีอยู่ในที่ใดในสัตว์โลก ที่นั้นเป็นลาภอันมนุษย์ทั้งหลายได้แล้วเป็นอย่างดี เหมือนดอกบัวมีพระสรัสวดีประทับอยู่ย่อมอำนวยทรัพย์สมบัติฉะนั้น และพระองค์จะประทานธรรมในโลกทั้งปวง ฯ
ดั่งนี้แล เทวดาชั้นมหาราช มีมหาราชทั้ง 4 เป็นประมุขสรรเสริญตถาคตผู้ประทับนั่งอยู่ที่ควงต้นโพธิแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งประณมมือนมัสการตถาคต
ครั้งนั้นแล เทวดาอยู่ในอากาศเข้าไปสู่นำนักตถาคต ประดับอากาศทั้งหมด ในการกระทำบูชาความตรัสรู้ด้วยข่ายรัตนะ ด้วยข่ายลูกพรวน ด้วยฉัตรรัตนะทั้งหลาย ด้วยธงชัยและธงปตากทั้งหลาย ด้วยพวงมาลัยแผ่นทั้งหลาย ด้วยต่างหูรัตนะทั้งหลาย ด้วยเทวดากึ่งตนถือมุกดาหารพวงมาลัยดอกไม้ต่างๆด้วยอรรธจันทร์(หางนกยูง) ได้มอบตนแก่ตถาคต ครั้นแล้วสรรเสริญต่อหน้าด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
56 ข้าแต่พระมุนี ที่อยู่ของข้าพเจ้ามีในโอกาสอย่างแน่แท้ข้าพเจ้าเห็นสัตว์ทั้งหลายในโลกประพฤติอย่างไร ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธ พระองค์มุ่งต่อความประพฤติของพระองค์ ข้าพเจ้าไม่เห็นความพลั้งพลาดของพระองค์สักขณะจิตเดียวฯ
57 พระโพธิสัตว์ทั้งหลายใดมาบูชา พระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั้นพร้อมด้วยพระพุทธผู้เป็นนายกของมนุษย์ปรากฏเต็มอากาศ ความเสื่อมและความอัปยศไม่มีแก่พระองค์ และพระองค์นั้นแลมีอาตมภาพอยู่ทั่วอากาศ ฯ
58 เทวดาทั้งหลายใด ขมวดมุ่นมวยผม โปรยดอกไม้ลงมาจากอากาศ เทวดาเหล่านั้น ตกอยู่ในพระกายของพระองคืโดยไม่เหลือ เหมือนแม่น้ำไหลเข้าไปในมหาสมุทร ฯ
59 ข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นฉัตรและต่างหู พวงมาลัย และพวงมาลัยดอกจำปามุกดาหาร ดวงจันทร์และอรรถจันทร์ เทวดาทั้งหลายซัดลงมามิใช่เอาไว้ตกแต่ง ฯ
60 ในที่นี้ ไม่มีอวกาศแห่งจักรวาล มีแต่อวกาศแผ่ไปด้วยเทวดาทั้งหมด เทวดาทั้งหลายทำการบูชาพระองค์ผู้เป็นมนุษย์สูงสุด พระองค์ไม่มีความมัวเมา หรือความสนเท่ห์เลย ฯ
ดั่งนี้แล เทวดาอยู่ในอากาศสรรเสริญตถาคตผู้ประทับนั่งอยู่ที่ควงต้นโพธิแล้วลงมายืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ประณมมือนมัสการตถาคต
ครั้งนั้นแล เทวดาอยู่ภาคพื้นทำพื้นแผ่นดินทั้งหมดในการทำบูชาตถาคต ชำระสิ่งเปรอะเปื้อนให้สะอาดหมดจด ประพรมด้วยน้ำหอมและโรยดอกไม้ ขึงเพดานกว้างด้วยผ้าต่างๆมอบตนแก่ตถาคตแล้วสรรเสริญด้วยคำเป็นบทประพันธ์อย่างดียิ่งว่า
61 เทวโลกดำรงอยู่หนาแน่นไม่แตกกันเหมือนเพชร พระพุทธนี้ประทับอยู่ที่ควงต้นโพธิด้วยความยืดมั่นเหมือนเป็นเพชรว่า หนัง เนื้อ ไขข้อ ของข้าพเจ้าจงแห้งไปที่นี้เสียเถิด เมื่อยังไม่สัมผัสโพธิจะไม่ลุกจากที่นี้ ฯ
62 พระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นนรสีห์ (ผู้เป็นใหญ่ ) ประกอบด้วยอานุภาพมาก ไม่ได้ทำเทวโลกทั้งหมดนี้ให้เป็นที่ตั้งมั่น เทวโลกทั้งปวงนี้เหลือเศษกระจัดกระจายแล้ว พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเช่นนั้น มีกำลังศักดานุภาพมากได้มาแล้ว ซึ่งทำให้พื้นที่โกฏิเกษตรไหวหวั่นด้วยฝ่าบาทที่เหยียบย่าง ฯ
63 พระบรมสัตว์ทรงเหยียบย่างบนพื้นแผ่นดินใด พื้นแผ่นดินนั้นเป็นลาภที่ภูมิเทพได้รับเป็นอันดีอย่างใหญ่หลวง แผ่นดินในที่ดินมีละอองพระบาท แผ่นดินในที่นั้นทั้งหมดสว่างในโลก เทวดาทั้งหลายประหลาดใจว่า กายอะไรเกิดจากพระองค์ ฯ+
64 ร่างใหญ่หนักตั้งแสนจนกระทั่งร่างเล็กจิ๋ว พื้นแผ่นดินจะทรงไว้ได้ พื้นแผ่นดินทรงไว้ได้ พื้นแผ่นดินทรงโลกไว้ตลอดจนกระทั่งเครื่องเลี้ยงชีวิต ข้าพเจ้าทรงไว้ซึ่งแผ่นดินทั้งปวงและเทวโลก ข้าพเจ้าขอถวายแผ่นดินทั้งหมดแด่พระองค์ พระองค์จงทรงบริโภค(ใช้สอย)แผ่นดินนี้ตามความปรารถนา ฯ
65 ผู้ใด นั่ง ยืน เดิน หรือนอน มีในที่ใด ผู้ใด เป็นบุตรพระสุคต เป็นศราวกพระโคดมท แม้ผู้ใดกล่าวธรรมกถาหรือฟังธรรมกถานั้น ข้าพเจ้าขอน้อมกุศลมูลของเขาทั้งหมดนั้นลงในโพธิ ฯ
ดั่งนี้แล เทวดาอยู่ภาคพั้นทั้งหลายสรรเสริญตถาคตผู้ประทับนั่งอยู่ที่ควงไม้โพธิ ประณมมือนมัสการตถาคต
อัธยายที่ 23 ชื่อสัสตวะปริวรรต (ว่าด้วยการเสรรเสริญ) ในคัมภีร์ ศีลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น