Translate

01 มกราคม 2569

อัธยายที่ 22 อภิสํโพธนปริวรฺโต ทวาวึศะ ชื่ออภิสัมโพธนะปริวรรต (ว่าด้วยการตรัสรู้) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

การตรัสรู้
  
       กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงกำจัดมารผู้เป็นข้าศึก ทำลายเสี้ยนหนามแล้ว ทรงมีความชนะอันได้ชนะแล้วในสงครามอันยอดเยี่ยม ทรงยกฉัตรธงชัย ธงปตากขึ้นแล้ว ทรงเข้าถึงประถมธยาน มีจิตเป็นวิเวก(แยกออก) จากกามทั้งหลาย มีจิตเป็นวิเวก (แยกออก) จากอกุศลธรรมอันชั่วร้ายทั้งหลาย มีจิตประกอบด้วยวิตรรกะ มีจิตประกอบด้วยวิจาระ มีปรีติและสุขอันเกิดแต่จิตเป็นวิเวก แล้วทรงเข้าถึงทุติยธยานอยู่ ไม่มีวิตรรกะ ไม่มีวิจาระเพราะจิตเป็นเอโกติภาวะ (มีอารมณ์เดียวอยู่เหนืออารมณ์อื่นๆ) ทั้งนี้เพราะจิตสงบอารมณ์โดยระงับจิตที่ประกอบด้วยวิตรรกะและจิตที่ประกอบด้วยวิจาระ มีปรีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ และพระองค์มีอุเบกษา(เพิกเฉย) อยู่เพราะไม่มีความยินดีในปรีติ มีสมฤติมีสัมปรชานะ รับรู้ความรู้สึกเป็นสุขทางกาย
ตามที่พระอารยะได้ปรากฏมาแล้ว คือมีอุเบกษา มีสมฤติอยู่เป็นสุข และพระองค์เข้าถึงตฤตียธยานอยุ่ ไม่มีปรีติ และพระองค์เข้าถึงจตุรถธยาน อยู่ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะถึงความสิ้นสุดแห่งเสามนัสย และเทวมนัสยครั้งก่อนๆ ทั้งนี้เพราะละความสุขและละความทุกข์ได้แล้ว มีอุเบกษา มีสมฤติ มีความบริศุทธ
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อจิตตั้งมั่นเช่นนั้น บริศุทธสะอาด เปล่งรัศมี ไม่มีเกลศเครื่องยั่วยวน ปราศจากเกลศแล้ว เป็นจิตอ่อนเหมาะแก่กิจการทั้งหลาย ถึงความไม่ไหวหวั่น (แน่วแน่) ทรงมีจักษุทิพย์ในราตรีมระถมยาม (ยามต้น) นำจิตเข้าไป น้อมจิตเข้าไป ด้วยกิริยาอันมีวิทยาคือชญานทรรศนะปรากฏ
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายด้วยจักษุทิพย์บริศุทธพ้มวิษายมนุษย์ซึ่งกำลังตาย กำลังเกิด ผิวดี ผิวชั่ว ถึงที่ดี ถึงที่ชั่ว เลว ประณีต ทรงรู้สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม ว่า แน่ะท่านผู้เจริญ สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้หนา ประกอบด้วยกายทุจริต ประกอบด้วยวาคและมโนทุจริต ติเตียนพระอารยะทั้งหลาย มีมิถยาทฤษฏิ สัตว์เหล่านั้น เมื่อกายแตกดับ มีความตายในเบื้องหน้า ย่อมเกิดในอบายทุรคติ ตกในนรก เพราะเหตุสมาทานธรรมที่เป็นกรรมทิถยาทฤษฏิ สัตว์เหล่านี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายสุจริต ประกอบด้วยวาค และมโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอารยะทั้งหลาย มีสัมยัคทฤษฎิ สัตว์เหล่านั้น เมื่อกายแตกดับ ย่อมเกิดในสุคติในโลกสวรรค์ เพราะเหตุสมาทานกรรมที่เป็นกรรมสัมยัคทฤษฏิ
      ดังนี้แล พระองค์ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายด้วยจักษุทิพย์บริศุทธิพ้นวิษัยมนุษย์ กำลังตาย กำลังเกิด ผิวดี ผิวชั่ว ถึงที่ดี ถึงที่ชั่ว เลว ประณีต เป็นไปตามกรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ ทรงกระทำวิทยาให้ปรากฏในราตรีประถมยาม (ยามต้น) อย่างนี้แล ทรงทำลายความมืด ยังความสว่างให้เกิดขึ้น เม่มีเกลศเครื่องยั่วยวน ปราศจากเกลศแล้ว เป็นจิตอ่อน เหมาะแก่กิจการทั้งหลาย ถึงความไม่ไหวหวั่น (แน่วแน่) ทรงทำจิตเข้าไป น้อมจิตเข้าไป ด้วยการกระทำให้แจ้ง วิทยาคือปูรวนิวาสานุสมฤติชญานทรรศนะ(*1)ในมัธยมยาม (ยามกลาง) ทรงระลึกถึงชาติที่เคยอยู่มาแล้วหลายอย่าง ของตนเองด้วย ของสัตว์ทั้งหลายด้วย นั่นคือ
      ทรงระลึกตั้งแต่ชาติหนึ่ง สองชาติ สามชาติ สี่ชาติ ห้าชาติ สิบชาติ ยี่สิบชาต สามสิบชาติ สี่สิบชาติ ห้าสิบชาติ ร้อยช้าต พันชาติ แสนชาติ หลายแสนชาติ โกฏิชาติ ร้อยโกฏิชาติ พันโกฏิชาติ หมื่นโกฏชาติ หลายพันโกฏิชาติ หลายแสนโกฏิชาติ หลายหมื่นแสนโกฏิ จนถึงสํวรรตกัลป(*2) วิวรรตกัลป(*3) แม้สํวรรตกัลป และ วิวรรตกัลป หลายสํวรรตกัลป วิวรรตกัลป เราเกิดในชาตินั้นมีชื่ออย่างนั้น มีโคตร(นามสกุล) อย่างนั้น มีชาติอย่างนั้น มีวรรณะ(*4) อย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น มีอายุเท่านั้น มีขนาดเท่านั้น ดำรงอยู่นานเท่านั้น มีสุขทุกข์อย่างนั้น เราตายจากนี่ไปเกิดที่นั่น ตายจากที่นั่นมาเกิดที่นี่ ทรงเห็นชาติที่เคยอยู่มาแล้วของตนเองด้วยของสัตว์ทั้งหลายด้วย  มีหลายอย่างพร้อมทั้งลักษณะอาการ พร้อมทั้งยกขึ้นมาแสดงได้ดั่งนี้แล
                *1 ปูรวนิวาสานุสมฤติชญานทรรศนะ คือ การเห็นด้วยชญานระลึกชาติหนหลังที่เคยอยู่มาแล้ว
                *2 สํวรรตกัลป คือ กัลปที่อายุขัยของมนุษย์เจริญขึ้น ตั้งแต่เจ็ดวันขึ้นไปจนถึงหมื่นปี
                *3 วิวรรตกัลป คือ กลัปที่อายุขัยของมนุษย์ลดลงตั้งแต่หมื่นปีจนถึงเจ็ดวัน
                *4 วรรณะ หมายถึง ผิวพรรณเช่น ผิวขาว ผิวเหลือง และหมายถึงพวก คือพวกกษัตริย์ พวกพราหมณ์ พวกเวศย์ พวกศูทร
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ผู้มีจิตตั้งมั่นเช่นนั้น บริศุทธ สะอาด เปล่งรัศมี ไม่มีเกลศเครื่องยั่วยวน ปราศจากเกลศแล้วเป็นจิตอ่อน เหมาะแก่กิจการทั้งหลาย ถึงความไม่ไหวหวั่น (แน่วแน่) ทรงนำจิตเข้าไป น้อมจิตเข้าไป ด้วยการกระทำให้แจ้งซึ่งวิทยาคือ อาศรวักษยชญานทรรศนะ(*) ถึงซึ่งความสิ้นสุดแห่งเหตุเป็นแดนเกิดทุกข์ในราตรีที่มีการนอนหลับเป็นปรกติ คราวอรุณไขแสงในราตรีปัศจิมยาม  พระโพธิสัตว์ทรงคิดว่า โลกนี้มาถึงแล้ว ยากจริงหนอ เพราะเหตุจะต้องเกิดจะต้องชรา (ทรุดโทรม) จะต้องตายจะต้องจยุติ (เคลื่อนที่) จะต้องอุปบัท(เข้าไปเกิด) ครั้นแล้วก็ไม่รู้จักรื้อถอนกองทุกข์ใหญ่ล้วนๆมีชรา พยาธิ มรณะ เป็นต้นนั้นได้ อนิจจาเอ๋ย ไม่มีใครรู้จักกระทำให้สิ้นสุดกองทุกข์ใหญ่ล้วนๆ มีชรา พยาธิ มรณะ ทั้งปวงนั้นได้
                * อาศรวักษยชญานทรรศนะ คือ การเห็นด้วยชญานถึงความสิ้นอาสวะ
                ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงคิดว่า เพราะมีอะไร ชรา มรณะจึงมี และก็ชรา มรณะ มีอะไรเป็นปรัตยัย ? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีชาติ ชรามรณะจึงมี ชรามรณะมีชาติเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร ชาติจึงมี และก็ชาติมีอะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีภพ ชาติจึงมี และก็ชาติมีภพเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร ภพจึงมี และก็ภพมีอะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีอุปทาน ภพจึงมี จริงอยู่ ภพมีอุปาทานเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร อุปทานจึงมี และก็อุปาทานมีอะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีตฤษณา อุปาทานจึงมี จริงอยู่ อุปาทานมีตฤษณาเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร ตฤษณาจึงมี และตฤษณามีอะไรเป็นปรัตยัย ? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีเวทนา ตฤษณาจึงมี และตฤษณามีเวทนาเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร เวทนาจึงมี ก็เวทนามี อะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะสปรรศ เวทนาจึงมี จริงอยู่ เวทนามีสปรรศเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร สปรรศจึงมี และก็สปรรศมีอะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีอายตนะ 6 สปรรศจึงมี จริงอยู่สปรรศมีอายตนะ 6 เป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร อายตนะ 6 จึงมี และก็อายตนะ 6 มีอะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีนามรูป อายตนะ 6 จึงมีจริงอยู่ อายตนะ 6มีนามรูปเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร นามรูปจึงมี และก็นามรูปมีอะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีวิชญาน นามรูปจึงมี จริงอยู่ นามรูปมีวิชญานเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร วิชญานจึงมี และก็วิชญานมีอะไรเป็นปรัตยัย? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีสำสการทั้งหลาย วิชญานจึงมี และวิชญานมีสํสการเป็นปรัตยัย
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะมีอะไร สัสการทั้งหลายจึงมี และก็สํสการทั้งหลายมีอะไรเป็นปรัตยัย ? พระองค์ทรงคิดว่า เพราะมีอวิทยาสํสการทั้งหลายจึงมี จริงอยู่ สํสการทั้งหลายมีอวิทยาเป็นปรัตยัย
      กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงคิดว่า อวิทยาเป็นปรัตยัยให้เกิดสํสการ สํสการเป็นปรัตยัยให้เกิดวิชญาน วิชญานเป็นปรัตยัยให้เกิดนามรูป นามรูปเป็นปรัตยัยให้เกิดอายตนะ 6 อายตนะ 6 เป็นปรัตยัยให้เกิดสปรรศ สปรรศเป็นปรัตยัย ให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปรัตยัยให้เกิดกฤษณา ตฤษณาเป็นปรัตยัยให้เกิดอุปาทาน(ความยึดถือ)อุปาทานเป็นปรัตยัยให้เกิดภพ ภพเป็นปรัตยัยให้เกิดชาติ ชาติเป็นปรัตยัยชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ เทามนัสย อุปายาส (ความน้อยใจ) เหตุเป็นแดนเกิดกองทุกข์ใหญ่ล้วนๆนี้ ย่อมมีดั่งนี้ เหตุที่เป็นแดนเกิด เรียกว่าสมุทัย
      กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะพระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาด้วยปรัชญาในธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาแล้ว เพราะกระทำมามาก จึงเกิดธยาน เกิดจักษุ เกิดวิทยา เกิดภูริ (ปรัชญาหนาแน่น) เกิดเมธา(ความรู้) เกิดปรัชญา ปรากฏอาโลก(แสงสว่าง) เพราะไม่มีอะไร ชรา มรณะ จึงไม่มี หรือว่า เพราะดับอะไร ชรา มรณะจึงดับ พระโพธิสัตว์ทรงคิดว่า เพราะชาติไม่มี ชรา มรณะ จึงไม่มี เพราะชาติดับ ชรา มรณะจึงดับ
                ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะไม่มีอะไร ชาติจึงไม่มี หรือว่าเพระดับอะไร ชาติจึงดับ ? พระโพธิสัตว์ทรงคิดว่า เพราะภพไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
      ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงคิดอีกว่า เพราะไม่มีอะไร ธรรมทั้งหลายตลอดจนสํสการทั้งหลายโดยพิศดาร จึงไม่มี หรือว่าเพราะดับอะไร สังขารจึงดับ? พระองค์ทรงดิดว่า เพราะอวิทยาไม่มี สํสการทั้งหลายจึงไม่มี เพราะอวิทยาดับ สํสการทั้งหลายจึงดับ เพราะสํสการทั้งหลายดับ วิชญานจึงดับ จนถึงเพราะชาติดับ ชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ เทมนัสยะ อุปายาสจึงดับ การดับกองทุกขืใหญ่ล้วนๆนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้
                กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะพระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาในธรรมที่ไม่เคยได้ยินมาแล้ว เพราะกระทำมามาก จึงเกิดชญาน เกิดจักษุ เกิดวิทยา เกิดภูริ เกิดเมธา เกิดปรัชญา ปรากฏอาโลก (แสงสว่าง)
      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้น ตถาคตนั้นรู้ตามความจริงว่า นี่คือทุกข์ รู้ตามความจริงว่านี่คืออาศรวสมุทัย(*) (เหตุเป็นแดนเกิดทุกข์) นี่คืออาศรวนิโรธ (ความดับทุกข์) นี่คืออาศรวนิโรธมินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับทุกข์) รู้ตามความจริงว่านี่เป็นกามาศรวะ (ทุกข์เกิดแต่กาม) นี่เป็นภวาศรวะ(ทุกข์เกิดแต่ภพ) นี่เป็นอวิทยาศรวะ(ทุกข์เกิดแต่อวิทยานี่เป็นทฤษฏยาศรวะ(ทุกข์เกิดแต่ทฤษฏิ) รู้ตามความจริงว่า อาศรวะทั้งหลายในที่นี้ย่อมดับโดยไม่เหลือ อาศรวะในที่นี้ย่อมถึงความไม่สว่าง ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ โดยไม่เหลือรู้ตามความจริงว่า นี่คืออวิทยา นี่คืออววิทยสมุมัย (เหตุเป็นแดนเกิดอวิทยา)นี่คืออวิทยานิโรธ
      (ความดับอวิทยา) นี่คืออวิทยานิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับอวิทยา) รู้ตามความจริงว่า อวิทยาในที่นี้ย่อมถึงความไม่สว่าง ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้โดยไม่เหลือเศษ ฯลฯ รู้ตามความจริงว่านี่คือสํสการนี่คือสํสการสมุทัย(เหตุเป็นแดนเกิดสํสการ) นี่คือสํสการนิโรธ(ความดับสํสการ) นี่คือสํสการนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับสํสการ) รู้ตามความจริงว่า นี่คือวิชญาน นี่คือวิชญานสมุทัย (เหตุเป็นแดนเกิดวิชญาน) นี่คือวิชญานนิโรธ(ความดับวิชญาน) นี่คือวิชญานนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับวิชญาน รู้ตามความจริงว่า นี่คือนามรูป นี่คือนามรูปสมุทัย
      (เหตุเป็นแดนเกิดนามรูป) นี่คือนามรูปนิโรธ (ความดับนามรูป) นี่คือนามรูปนิโรธคามินีประติปทา (ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับนามรูป) รู้ตามความจริงว่า นี่คือษฑายตน(อายตนะ6) นี่คือษฑายตนสมุทัย (เหตุเป็นแดนเกิดอายตนะ) นี่คือษฑายตนนิโรธ(ความดับอายตนะ6) นี่คือษฑายตนนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับอายตนะ6) รู้ตามความจริงว่า นี่คือสปรรศ(สัมผัส) นี่คือสปรรศสมุทัย (เหตุเป็นแดนเกิดสัมผัส) นี่คือสปรรศนิโรธ(ความดับสัมผัส) นี่คือสปรรศนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับสัมผัส) รู้ตามความจริงว่า นี่คือเวทนา นี่คือเวทนาสมุทัย (เหตุเป็นแดนเกิดเวทนา) นี่คือเวทนานิโรธ (ความดับเวทนา) นี่คือเวทนานิโรธคามินีประติปทา
      (ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับเวทนา) รู้ตามความจริงว่า นี่คือ ตฤษณา นี่คือตฤษณาสมุทัย(เหตุเป็นแดนเกิดตฤษณา) นี่คือตฤษณานิโรธ (ความตับตฤษณา) นี่คือตฤษณานิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับตฤษณา) รู้ตามความจริงว่า นี่คืออุปาทาน(ความยึดถือ) นี่คืออุปาทานสมุทัย(เหตุเป็นแดนเกิดอุปาทาน) นี่คืออุปาทานนิโรธ(ความดับอุปาทาน)นี่คืออุปาทานนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับอุปาทาน) รู้ตามความจริงว่า นี่คือภพ นี่คือภวสมุทัย (เหตุเป็นแดนเกิดภพ)  นี่คือภวนิโรธ(ความดับภพ) นี่คือภวนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับภพ)รู้ตามความจริงว่า นี่คือชาติ นี่คือชาติสมุทัย(เหตุเป็นแดนเกิดชาติ) นี่คือชาตินิโรธ
      (ความดับชาติ) นี่คือชาตินิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับชาติ) รู้ตามความจริงว่า นี่คือชรา นี่คือชราสมุทัย(เหตุเป็นแดนเกิดชรา) นี่คือชรานิโรธ (ความดับชรา) นี่คือชรานิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับชรา) รู้ตามความจริงว่า นี่คือมรณะ(ความตาย) นี่คือมรณสมุทัย(เหตุเป็นแดนเกิดมรณะ) นี่คือมรณนิโรธ(ความดับมรณะ) นี่คือมรณนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับมรณะ) รู้ตามความจริงว่า นี่คือ โศกะ ปริเทวะ ทุข เทามนัสย อุปายาส เหล่านี้ มีเหตุเป็นแดนเกิดแห่งกองทุกข์ใหญ่ล้วนๆนี้ เป็นอย่างนี้ตลอดถึงมีความดับทุกข์ รู้ตามความจริงว่า นี่คือทุกข์ นี่คือทุกขสมุทัย(เหตุเป็นแดนเกิดทุกข์) นี่เป็นทุกข์นิโรธ(ความดับทุกข์) นี่คือทุกขนิโรธคามินีประติปทา(ประติปทาเป็นเครื่องถึงความดับทุกข์)
               *อาศรวะ แปลว่าทุกข์
      ดั่งนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลายในราตรีที่มีการนอนหลับเป็นปรกติ คราวอรุณไขแสงในราตรียามสุดท้าย  พระโพธิสัตว์ผู้เป็นปุรุษขวนขวายช่วยเหลือ เป็นสัตปุรุษ(คนดี)  เป็นอติปุรุษ(คนสำคัญ) เป็นมหาปุรุษ(คนใหญ่) เป็นปุรุษฤษภะ(ปุรุษเลิศ)เป็นปุรุษนาค(ปุรุษประเสริฐ)  เป็นปุรุษสิงหะ(ปุรุษสิงห์) เป็นปุรุษปุควะ(ปุรุษดียิ่ง) เป็นปุรุษศูระ(ปุรุษกล้า) เป็นปุรุษบุณฑริก(ปุรุษบัวบุณฑริก) เป็นปุรุษไธรยะ(ปุรุษมั่นคง) เป็นปุรุษฝึกฝึกหัดคนไม่มีใครยิ่งกว่า รู้ ตรัสรู้ บรรลุ เห็นทำให้ปรากฏชัดด้วยอารยชญาน อันเป็นความจริงอย่างนี้ ทรงครัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิบรรลุวิทยา 3ครบถ้วนนั้น ด้วยปรัชญาประกอบด้วยจิตดวงเดียว ในขณะเดียว(แวบเดียว)
      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น เทพยดาทั้งหลายพากันกล่าวว่า ดูกรท่านผุ้ควรเคารพทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงโปรยดอกไม้ลงไป พระผู้มีภคะ ตรัสรู้แล้ว ในที่นั้นเทวบุตรที่เคยเห็นพระพุทธมาแล้วมาร่วมประชุมในที่นั้น ได้พูดขึ้นว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย อย่าเพิ่งโปรยดอกไม้ก่อน จนกว่าพระผู้มีภคะจะทำเครื่องหมาย(นิรมิต)ให้ปรากฏ แม้พระสัมยักสัมพุทธองค์ก่อนๆก็ ได้ทรงกระทำเครื่องหมายแล้วทรงสร้างนิรมิตขึ้น
                ครั้งนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตทราบว่าเทวบุตรเหล่านั้น มีความเห็นแตกต่างกัน จึงลอยขึ้นไปสู่อากาศสูงประมาณ 7 ชั่วต้นตาล ประทับอยู่บนอากาศนั้นเปล่งอุทานนี้ว่า
                1 ฉินฺนวรฺตฺโมปศานฺตรชะ ศุษฺกา อาสฺรวา น ปุนะ สฺรวนฺติ|
                ฉินฺเน วมรฺตฺนิ  วรฺตต ทุขสฺยโษ' นฺต  อุจฺยเต ฯ  อิติ ฯ||
                คำแปล หนทางตัดขาดแล้ว ฝุ่นธุลีระงับแล้ว  อาสรวะ(*) ทั้งหมดเหือดแห้งแล้ว ไม่ไหลได้อีก เมื่อหนทางตัดขาดแล้ว ทางแห่งความทุกข์นั้น เรากล่าวว่าสิ้นสุดแลงแล้ว ดังนี้ ฯ
                *อาสรวะ การไหล
                ครั้งนั้น เทวบุตรเหล่านั้น ก็โปรยดอกไม้ทิพย์ลงมายังตถาคต ครั้นแล้ว เครื่องบูชาที่เป็นดอกไม้ทิพย์ มีสูงประมาณถึงเข่า
      กระนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตรู้แล้ว สิ้นความมืดมนอนธการชำระล้างตฤษณา ล่วงพ้นทฤษฏิ ไม่มีเกลศกำเริบ ทำลายหอก พ้นขวากหนาม ลดธงคือมานะ(ความถือตัว) ยกธงคือธรรมขึ้น ไขอนุศัย(*) ออกแล้ว ตรัสรู้ธรรมอันถ่องแท้หยั่งลงรู้ที่สุดแห่งสิ่งที่เป็นอยู่ทั้งหลาย รอบรู้ธรรมธาตุ แยกธาตุแห่งสัตว์ทั้งหลายได้สรรเสริญหมู่ที่เป็นสัมยัคทฤษฏิแน่วแน่ ติเตียนหมู่ที่เป็นมิถยาทฤษฏิแน่วแน่ ช่วยเหลือหมู่ที่มีทฤษฏิยังไม่แน่วแน่ แยกอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย กำหนดรู้ประวัติของสัตว์ทั้งหลาย หยั่งลงรู้พยาธิของสัตว์ทั้งหลาย
      รู้สมุตถานโรคของสัตว์ทั้งหลาย ประกอบยาคืออมฤตะ ทรงบังเกิดเป็นแพทย์ เป็นผู้ปลดเปลื้องจากทุกข์ทั้งปวง เป็นผู้ให้สัตว์ทั้งหลายตั้งอยุ่ในความสุขคือนิรวาณ ทรงประทับนั่งอยู่ในห้องแห่งพระตถาคตบนอาสนะแห่งพระตถาคตผู้เป็นธรรมราชา ทุกคนถูกผูกมัดแต่พระองค์เป็นฝ่ายแก้ เสด็จเข้าไปสู่นครสรวัชญตา (ความตรัสรู้ทุกอย่าง) ทรงประทับอยู่ร่วมด้วยพระพุทธทั้งปวง ไม่แตกต่างจากความตรัสรู้ซึ่งแผ่ไปด้วยธรรมธาตุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตนั่งที่ควงต้นโพธินั้น นั่นเอง ในสัปดาห์ที่หนึ่งด้วยการพิจารณาว่าเราตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิในที่นี้ เรากระทำที่สุดแห่งชาติ ชรา มรณะ ซึ่งเป็นธรรมชาติไม่ประเสริฐดีเลิศได้แล้ว
                * อนุศัย แปลว่า ความเสียใจ หรือความเสียดาย ความอาฆาต เกลศนอนอยู่ในใจ หรืออนุศัย 7 ตามแบบ บาลีฝ่ายหีนยาน คือ 1 กามราคะ 2ปฏิฆะ 3ทิฏฐิ 4 วิจิกิจฉา 5 มานะ  6 ภรราคะ  7อวิชชา
      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อถึงลำดับต่อไป พระโพธิสัตว์ตรัสรู้สรวัชญตาแล้ว  และขณะนั้นสัตว์ทั้งปวงในโลกธาตุทั้งสิ้นทั้ง 10 ทิศ ได้เพียบพร้อมด้วยความสุขอย่างยิ่งในขณะนั้น จังหวะนั้น ครู่นั้น และโลกธาตุทั้งปวง แจ่มแจ้งด้วยแสงสว่างใหญ่ยิ่ง สัตว์บาปที่อยู่ในโลกกันตนรกเหล่านั้น มีบาปแผ่ไปแล้วก็เหมือนเดิม คือมืด และโลกธาตุทั้งสิ้น 10 ทิศ ได้มีอาการทั้ง 6 คือสั่น สั่นทั่ว สั่นพร้อม ไหว ไหวทั่ว ไหวพร้อม กระเทือน กระเทือนทั่ว กระเทือนพร้อม  ปั่นป่วน ปั่นป่วนทั่ว ปั่นป่วนพร้อม ดัง ดังทั่ว ดังพร้อม คำรณ คำรณทั่ว คำรณพร้อม และพระพุทธเจ้าทั้งหมด
      ให้สาธุการแก่ตถาคต ผู้ตรัสรู้แล้ว และส่งเครื่องบัง (ฉัตร) อันเป็นธรรม ซึ่งเป็นเครื่องบังที่โลกธาตุคือเทวโลกและมนุษยโลกใช้บังด้วยแตรรัตนะเป็นอันมาก กระแสรัศมีเช่นนี้ เปล่งออกจากฉัตรรัตนะทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งโลกธาตุทั้งหลายสว่างทั้ง 10 ทิศ ด้วยแสงสว่างหาประมาณมิได้ นับไม่ถ้วน พระโพธิสัตว์ทั้งหลายในทิศทั้ง 10 และเทวบุตรทั้งหลายต่างก็เปล่งเสียงแสดงความยินดีว่า สัตว์บัณฑิต เกิดขึ้นแล้ว ดอกบัวมีแล้วในสระคือชญาน ไม่เปรอะเปื้อนด้วยโลกธรรมทั้งหลาย ภพคือธรรมธาตุ ขยายตัวไปยังเมฆ คือมหากรุณา กลายเป้นฝนตกลงมาโดยทั่วถึง พืชคือกุศลมูลทั้งปวงมีหน่อที่เป็นยาของคนได้งอกขึ้นในวินัยคือฝนธรรม(ธรรมวรรษวินัย) เจริญขึ้นแก่หน่อคือ ศรัทธา อำนวยผลคือวิมุติ
                ในที่นี้ท่านได้กล่าวไว้ว่า
      2 จริงอยู่ พระพุทธผู้เป็นปุรุษสิงห์นั้น พระองค์ชนะมารพร้อมพลมาร บ่ายพระพักตร์สู่ธยานเป็นประธาน เป็นศาสดาโดยยิ่งตราบใดพระองค์มีวิทยา 3ถึงพร้อมด้วยกำลัง 10 ตราบนั้น พื้นที่หลายโกฏิเกษตรทั้ง 10 ทิศไหวแล้ว ฯ
      3 ผู้ใดเป็นพระโพธิสัตว์ ใคร่ในธรรม มาในบุรี หมอบลงแทบพระบาท พูดว่า ขอพระองค์อย่าทรงลำบากเลย ข้าพเจ้าเห็นชัดแล้ว มารและเสนามารเช่นไรกลัวนักแล้ว มารและเสนามารเช่นนั้น แตกพ่ายแล้วด้วยกำลังแห่งปรัชญาบุณยและกำลังแห่งความเพียร ฯ
      4 และพระพุทธหมื่นพุทธเกษตร ส่งฉัตรทั้งหลายมาถวาย สาธุ ข้าแต่พระมหาปุรุษ พระองค์ผจญมารพร้อมทั้งเสนามารแล้ว พระองค์บรรลุถึงบทอันประเสริฐ เป็นอมฤตะ ปราศจากความโศก ขอพระองค์โปรดยังฝนคือพระสัทธรรมให้ตกลงในภพทั้ง3 โดยเร็วเถิด ฯ
      5 และพระพุทธทั้งหลายในทิศทั้ง 10 ทรงเหยียดพระพาหา(แขน)ตรัสด้วยพระวาจาดังว่าเสียงร้องของนกการเวกว่า พระองค์ตรัสรู้โพธิเหมือนกัน เป็น โพธิบุริศุทธ เท่าเทียมเสมอกัน เหมือนน้ำมันเนยกับฟองน้ำมันเนยฯ
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย นางอัปสรชั้นกามาพจร ได้ทราบว่า พระตถาคตผู้ประทับนั่ง ณ ควงต้นโพธิบรรลุอภิชญา สมบูรณ์เต็มตามความมุ่งหมาย ชนะสงครามแล้ว มารผู้เป็นศัตรูพ่ายแพ้แล้ว ยกฉัตร ธงชัย ธงปตากแล้ว เป็นผู้กล้าหมาย เด่นในความมีชัย เป็นปุรุษชั้นมหาปุรุษ เป็นแพทย์สูงสุด ผ่าเอกหอกใหญ่ออกได้ เป็นราชสีห์ปราศจากความกลัวและขนพองสยองเกล้า เป็นช้างฝึกหัดดีแล้ว มีจิตปราศจากมลทิน สละมลทินทั้ง 3ได้แล้ว เป็นนายแพทย์ บรรลุภาวะแห่งวิทยา 3 ตามลำดับ เป็นผู้ถึงฝั่ง ข้าโอฆะทั้ง 4(*) ได้แล้ว เป็นกษัตริย์ทรงไว้ซึ่งฉัตรรัตนเอก เป็นพราหมณ์ของโลกทั้ง 3 ลอยบาปเสียแล้ว เป็นภิกษุผู้ทำลายเปลือกไข่แห่งอวิทยาเป็นศรณะผู้ล่วงพ้นความข้องทั้งปวง เป็นพราหมณ์คงแก่เรียน กำจัดเกลศได้แล้ว เป็นผู้กล้าลดธงของผู้อื่นได้ เป็นผู้มีกำลังทรงไว้ซึ่งกำลัง 10 เป็นดังว่าเหมือนรัตนะสมบูรณ์ด้วยรัตนะคือธรรม(ธรรมรัตนะ) ทั้งปวง จึงบ่ายหน้าสู่ควงต้นโพธิกล่าวคำสรรเสริญพระตถาคตด้วยบทประพันธ์เหล่านี้ว่า
                * โอฆะทั้ง 4คือ กามโอฆะ ภวโอฆะ ทฤษฏิโอฆะ อวิทยาโอฆะ
      6 พระมหาปุรุษนั้น ทรงชนะมารและเสนามารที่โคนทุมราช (ต้นโพธิ) ทรงประทับมั่นไม่ไหวหวั่นเหมือนภูเขาเมรุ ไม่หวาดหวั่น ไม่หนี ทรงตรัสรู้โพธิด้วยการให้ทาน ด้วทมะ (การข่มอินทรีย) และด้วยสํยมะ (การสำรวมอินทรีย์ ตั้งหลายโกฏิกัลปมิใช่น้อย เพราะฉะนั้น, พระองค์จึงงามในวันนี้ ฯ
      7 ด้วยศีล พรต ตบะ ตั้งหลายโกฏิกัลปนี้ องค์อินทร์ พรหม จึงเวียนไปยังต้นโพธิประเสริฐ ด้วยเสื้อเกราะคือกำลังแห่งกษานติตั้งหลายโกฏิกัลปนี้ พระองค์จึงอดกลั้นความทุกข์ทั้งหลายได้ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงสุกปลั่งเหมือนสีทอง ฯ
      8 พระองค์เบือนหน้าหนีจากหน้าของมารด้วยกำลังความเพียรและความบากบั่นตั้งหลายโกฏิกัลปนี้ เพราะฉะนั้นพระองค์จึงชนะมารและเสนามาร ด้วยธยานอภิชญาและชญานตั้งโกฏิกัลปนี้ พระองค์ผู้เป็นจอมมุนีอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว เพราะฉะนั้นแหละ เขาจึงบูชาพระองค์ในวันนี้ ฯ
      9 พระองค์ประคับประคองสัตว์นับจำนวนโกฏิด้วยการสะสมปรัชญาและศรุตะ(การเรียน) ตั้งหลายโกฏิกัลปนี้ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงบรรลุโพธิฉับไว พระองค์ชนะสกันธมาร มฤตยุมาร เกลศมาร พระองค์ชนะเทวบุตรมาร เพราะฉะนั้นความโศกจึงไม่มีแก่พระองค์ ฯ
      10 พรองค์นี้แล เป็นเทพของเทวดาทั้งหลาย (เป็นผู้ที่แม้เทวดาทั้งหลายควรบูชา) เป็นผู้ควรแก่การบูชาในไตรโลก ทรงประทานที่นาแห่งพืชผลเป็นอมฤตะแก่ผู้ต้องการบุณยทั้งหลาย พระองค์เกิดเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา(*) อันประเสริฐด้วยวัตถุบริศุทธ พระองค์ได้รับโพธิอันประเสริฐใด โพธิของพระองค์ผู้สูงสุดนั้น ไม่มีความพินาศเสื่อมเสีย ฯ
      11 พระอุณาโลม (ขนอ่อนหว่างคิ้ว) ของพระองค์รุ่งเรืองแผ่ไปตลอดหลายโกฏิเกษตร ฉวัดเฉวียนเหมือนดวงจันทร์และดวงอาทิตย์มีแสงสว่างในที่มืด พระองค์นี้แล มีพระรูปพระโฉมงดงาม มีพระรูปประเสริฐ มีพระรูปเป็นอย่างดี มีลักษณะประเสริฐ ทรงแสวงหาแต่สิ่งที่มีประโยชน์ ควรแก่การบูชาของโลก 3 ฯ
                * ทักษิณา คือ ท่านที่ถวายโดยหวังอุทิศผลให้แก่ผู้ตาย หรือทานที่ถวายเพื่อผล คือความเจริญรุ่งเรือง
      12 พระองค์มีพระเนตรบริศุทธยิ่ง เห็นสิ่งต่างๆได้มาก เป็นสวยัมภู (เกิดเอง เป็นเอง) และมีร่ารงกายเป็นกายแห่งคุณความดี มีจิตเป็นความรู้ พระองคืมีพระกรรณ(หู)บริศุทธยิ่ง ได้ยินเสียงหาที่สุดมิได้ซึ่งเป็นเสียงเทวดา เสียงมนุษย์ เสียพระพุทธ และเสียงพระธรรม ฯ
      13 พระองค์มีพระชิหวา(ลิ้น)ใหญ่ มีกังวาลไพเราะเหมือนเสียงนกการเวก เราทั้งหลายจะฟังธรรมของพระองค์ท่าน ซึ่งเป็นอมฤตะ เป็นเครื่องถึงความสงบระงับ พระองค์เห็นมารและเสนามารแล้ว ใจของพระองค์ไม่สะทกสะท้าน และยังเห็นหมู่เทวดาอีก พระองค์ไม่ดีใจ มีใจมั่นคงดี ฯ
      14 มารและเสนามารชนะพระองค์ไม่ได้ด้วยศัตราหรือลูกศร พระองค์ผู้เหมือนนักมวยตัวฉกาจ ทรงชนะมารและเสนามารนนั้นด้วยความสัตย์ด้วยพรต และด้วยตบะ พระองค์มีใจไม่ไหวหวั่น มีกายไม่สั่นสะเทือน พระองคืไม่รักไ/ม่ชังในระหว่างเขาเหล่านั้น ฯ
      15 เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่าใด ฟังธรรมจากพระองค์แล้วย่อมถึงซึ่งการปฏิบัติ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่าได้ลาภเป็นอย่างดี พระพุทธทรงสรรเสริญพระองค์ว่าเป็นผู้มีบุญยในกองบุณยและเดชเราทั้งปวงจะเป็นเหมือนพระองค์ผู้เป็นดวงจันทร์ในมนุษย์ ฯ
      16 พระองค์ผู้เป็นปุรุษฤษภะ (ปุรุษเลิศ) เป็นพระนายก ตรัสรู้โพธิแล้ว ทรงชนะมารแล้ว ยังหมื่นแห่งกษัตริย์ชาตินักรบให้สั่นสะเทือน ข้าพเจ้าขอถึงธรรมที่พระนายกตรัสแล้วเป็นคำประพันธ์ครั้งแรก (ธรรมจักร) ด้วยพระสุรเสียงเหมือนเสียงพรหม และเหมือนเสียงนกการเวก ฯ
      17 ความสุขเป็นผลของบุญย ผลักความทุกข์ทั้งปวง ย่อมสำเร็จตามความปรารถนาของผู้มีบุญย สัมผัสโพธิ และชนะมารโดยเร็ว และดำเนินในทางแห่งความสงบ ถึงความหยุด และความเย็น ฯ
      18 เพราะฉะนั้น ใครยังไม่อิ่มในการทำบุณย และใครฟังธรรมที่เป็นอมฤตะยังไม่อิ่ม ใครอยู่ในป่าอันเป็นที่สงัดยังไม่อิ่ม ใครยังไม่อิ่มในการทำประโยชน์ ฯ
      19 เราทั้งหลายจงแบมือขอร้องพระโพธิสัตว์ ทำการบูชา ไม่ไปสู่เกษตร(แดน)ของตนๆ และเราทั้งหมดจงอภิวาทกราบไหว้พระบาทของพระตถาตคแล้วไปตามทางต่างๆ อันเป็นเกษตรของตนๆ ฯ
      20 เราทั้งหลายเห็นมารและเสนามารเหล่านั้นซึ่งมีอาการอันใหญ่ยิ่งคึกคะนอง และเห็นกรีฑาของพระตถาคตแล้วจึงตั้งจิตไม่มีอะไรเที่ยมไว้ในพระโพธิสัตว์ เพื่อความตรัสรู้ ขอให้ชนะมารแล้วสัมผัสอมฤตะธรรมพร้อมด้วยกำลัง ฯ
                ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตตรัสรู้แล้วประทับนั่งบนบรรลังก์ที่โคนต้นโพธิกรีฑาของพระพุทธ ได้มีแล้วในขณะนั้นโดยหาประมาณมิได้ ซึ่งยากที่จะแสดงได้แม้ตั้งกัลป
                ในที่นี้มีคำกล่าวไว้ว่า
      21 ดอกบัวบานเหมือนฝ่ามือแบพลุ่งขึ้นด้วยข่ายแห่งรัศมี ตั้งอยู่เป็นอันดีที่แผ่นดิน เทวดาตั้งแสนนอบน้อมควงต้นโพธิ นิรมิตนี้เป็นข้อแรก ที่พระพุทธผู้บันลืออย่างราชสีห์ ทรงแสดงแล้ว ฯ
      22 พุ่มไม้ตั้งสามแสน นอบน้อมที่ควงต้นโพธิ ภูเขาประเสริฐเป็นอันมากและขุนเขาเมรุ ก็เช่นเดียวกัน คือนอบน้อมที่ควงต้นโพธิ พรหมและองค์ศักร พากันไปนอบน้อมพระทศพล นี่คือกรีฑาของพระพุทธผู้เป็นนรสีห์ที่ควงต้นโพธิ ฯ
      23 พระชินวร ทรงแผ่รัศมีจากอาตมภาพของพระองค์มีพระรัศมีตั้งแสนไปยังเกษตรทั้ง 3 (โลก3) อยายมีความสงบ ครั้นแล้ว อกษณะ(*) ทั้งหลายก็ได้ถูกชำระไห้สะอาดหมดจด ในขณะนั้น ครู่นั้น ไม่มีโทษคือความมัวเมาทั้งหมดใดๆ เบียดเบียนสัตว์ ฯ
                *อกษณะ คือ ขณะที่ไม่สมควร เช่น ขณะที่ไม่มีพระพุทธ ขณะที่อินทรีย์พิการบกพร่อง ขณะที่อยู่ในภูมิประเทศไม่เจริญฯลฯ
      24 นี้คือกรีฑาของพระพุทธผู้เป็นนรสีห์ ซึ่งประทับอยู่บนอาสนะมีบ่วงแห่งพระอุณาโลมซึ่งมีแสงสว่างดังว่าแสงสว่างของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์แก้วมณี ไฟ และสายฟ้าเป็นแสงสว่างทิพย์ ครอบงำสิ่งที่มีแสงสว่างทั้งหลายแต่ไม่ร้อน ใครๆในโลกนี้ไม่กล้ามองพระเศียรของพระศาสดาเลย ฯ
      25 นี้คือกรีฑาของพระพุทธ ผู้เป็นนรสีห์ซึ่งประทับอยู่บนอาสนะ คือ แผ่นดินพอฝ่าพระหัตถ์กระทบก็ไหวไปทั่ว ซึ่งทำให้เสนามารปั่นป่วนมาแล้วเหมือนปุยฝ้าย ถึงกับขุนมารจับลูกศรขีดบนแผ่นดินนี้ ก็เป็นกรีฑาของพระพุทธผู้เป็นนรสีห์ประทับอยู่บนอาสนะ ฯดังนี้ฯ
                อัธยายที่ 22 ชื่ออภิสัมโพธนะปริวรรต (ว่าด้วยการตรัสรู้) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ตั่งนี้แล ฯ

ไม่มีความคิดเห็น: