Translate

10 มกราคม 2569

หน้าต่างที่ [๒] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

      บัดนี้ จะได้กล่าวการเกิดขึ้นแห่งขัคควิสาณสูตร โดยพิเศษ. 
         ในข้อนั้น
พึงทราบการเกิดขึ้นแห่งคาถานี้อย่างนี้ก่อน :- 
         ได้ยินว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นี้หยั่งลงสู่ภูมิปัจเจกโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู่สองอสงไขยแสนกัป บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรให้บริบูรณ์ ได้กระทำสมณธรรมแล้ว. เขาว่า ขึ้นชื่อว่าผู้ไม่บำเพ็ญวัตรให้บริบูรณ์อย่างนี้แล้วบรรลุพระปัจเจกโพธิญาณ ย่อมไม่มี. 
         ก็วัตรอะไรที่ชื่อว่าคตปัจจาคตวัตร. อธิบายว่า การนำไปและนำกลับมา. เราทั้งหลายจักกล่าวโดยประการที่วัตรจะแจ่มแจ้ง. 
         ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้นำไปแต่ไม่นำกลับมา บางรูปนำกลับมาแต่ไม่นำไป บางรูปทั้งไม่นำไป ไม่นำกลับมา บางรูปทั้งนำไปและนำกลับมา. 
 บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุใดลุกขึ้นแต่เช้ามืด กระทำวัตรที่ลานพระเจดีย์และลานโพธิ์ รดน้ำที่ต้นโพธิ์ ทำหม้อน้ำดื่มให้เต็มแล้ว ตั้งไว้ในโรงน้ำดื่ม กระทำอาจริยวัตรและอุปัชฌายวัตร สมาทานขันธกวัตร ๘๒ และมหาวัตร ๑๔ ประพฤติอยู่. ภิกษุนั้นกระทำบริกรรมร่างกายแล้วเข้าสู่เสนาสนะ ยับยั้งอยู่ในที่นั่งอันสงัดจนถึงเวลาภิกขาจาร รู้เวลาแล้ว นุ่งสบง ผูกรัดประคด ห่มจีวรเฉวียงบ่า เอาสังฆาฏิพาดไหล่คล้องบาตรที่บ่า ใส่ใจถึงกรรมฐาน เดินไปลานพระเจดีย์ ไหว้พระเจดีย์และต้นโพธิ์ แล้วห่มจีวรในที่ใกล้บ้าน แล้วถือบาตรเข้าบ้านไปบิณฑบาต. 
 ก็ภิกษุผู้เข้าไปแล้วอย่างนี้ เป็นผู้มีลาภ มีบุญ อันพวกอุบาสกอุบาสิกาสักการะเคารพ กลับมาที่ตระกูลของอุปัฏฐากหรือโรงเป็นที่กลับ ถูกพวกอุบาสกและอุบาสิกาถามปัญหานั้นๆ อยู่ ย่อมละทิ้งมนสิการนั้นแล้วออกไป เพราะตอบปัญหาของอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้น และเพราะความฟุ้งซ่านอันเกิดจากการแสดงธรรม แม้มายังวิหารถูกพวกภิกษุถามปัญหา ก็จะต้องตอบปัญหา กล่าวธรรมะและถึงการขวนขวายนั้นๆ จะชักช้าอยู่กับภิกษุเหล่านั้นด้วยประการอย่างนี้ ตลอดทั้งเวลาหลังภัต ทั้งปฐมยามและมัชฌิมยาม ถูกความชั่วหยาบทางกายครอบงำ แม้ในตอนปัจฉิมยามก็จะนอนเสีย, ไม่ใส่ใจถึงกรรมฐาน. ภิกษุนี้เรียกว่านำไปแต่ไม่นำกลับมา. 
 ส่วนภิกษุใดเป็นผู้มีความป่วยไข้มากมาย ฉันภัตตาหารแล้ว ในเวลาใกล้รุ่งก็ยังย่อยไม่เรียบร้อย ในเวลาเช้ามืด ไม่อาจลุกขึ้นกระทำวัตรตามที่กล่าวได้ หรือไม่อาจมนสิการกรรมฐานได้ โดยที่แท้ ต้องการยาคู ของเคี้ยว เภสัชหรือภัต พอได้เวลาเท่านั้น ก็ถือบาตรและจีวรเข้าบ้านได้ยาคูของเคี้ยว เภสัชหรือภัตในบ้านนั้นแล้ว นำบาตรออกมา ทำภัตกิจให้เสร็จแล้วนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ กระทำไว้ในใจซึ่งพระกรรมฐาน จะบรรลุคุณวิเศษหรือไม่ก็ตาม กลับมายังวิหารแล้วอยู่ด้วยมนสิการนั้นนั่นแหละ ภิกษุนี้เรียกว่านำกลับมาแต่ไม่ได้นำไป. 
         จริงอยู่ ภิกษุทั้งหลายผู้เช่นนี้ ดื่มยาคูแล้วเจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตในพระพุทธศาสนาล่วงพ้นคลองแห่งการนับ. ในโรงฉันในบ้านนั้นๆ ในเกาะสิงหล อาสนะที่ภิกษุทั้งหลายนั่งดื่มข้าวยาคูแล้วไม่บรรลุพระอรหัต ย่อมไม่มี. 
         ส่วนภิกษุใดเป็นผู้มักอยู่ด้วยความประมาท ทอดธุระ ทำลายวัตรทั้งปวงเสีย มีจิตถูกผูกด้วยเครื่องผูกดุจตะปูตรึงใจ ๕ อย่างอยู่ ไม่หมั่นประกอบมนสิการกรรมฐาน เข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน ก็เนิ่นช้าด้วยการกล่าวกับพวกคฤหัสถ์ เป็นคนเปล่าๆ ออกมา ภิกษุนี้เรียกว่าไม่นำไปทั้งไม่นำกลับมา. 
         ส่วนภิกษุใดลุกขึ้นแต่เช้ามืด ทำวัตรทุกอย่างให้ครบบริบูรณ์โดยนัยอันมีในก่อนนั่นแหละ ขัดสมาธิ มนสิการถึงกรรมฐานจนถึงเวลาภิกขาจาร. 
         ธรรมดากรรมฐานมี ๒ อย่าง คือสัพพัตถกรรมฐาน คือกรรมฐานที่ใช้ทั่วทุกที่ และปาริหาริยกรรมฐาน กรรมฐานที่จะต้องบริหาร. 
         ในกรรมฐาน ๒ อย่างนั้น เมตตาและมรณานุสสติ ชื่อว่าสัพพัตถกรรมฐาน เพราะกรรมฐานดังกล่าวนั้นจำต้องการ จำต้องปรารถนาในที่ทุกแห่ง เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่าสัพพัตถกรรมฐาน. ธรรมดาเมตตาจำปรารถนาในที่ทั้งปวงมีอาวาสเป็นต้น. 
 จริงอยู่ ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตาในอาวาสทั้งหลาย ย่อมเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น ย่อมอยู่เป็นผาสุก ไม่กระทบกระทั่งกัน. ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตาในเทวดาทั้งหลาย จะเป็นผู้อันเหล่าเทวดารักษาคุ้มครองอยู่เป็นสุข. ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตาในพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้น จะเป็นผู้อันพระราชาและมหาอำมาตย์เหล่านั้นรักใคร่หวงแหนอยู่เป็นสุข. ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตาในคามและนิคมเป็นต้น จะเป็นผู้อันคนทั้งหลายในที่เที่ยวภิกขาจารเป็นต้นในที่ทุกแห่ง สักการะ เคารพ ย่อมอยู่เป็นสุข. 
         ภิกษุละความชอบใจในชีวิตเสียด้วยการเจริญมรณานุสสติ ย่อมเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่. 
 ส่วนกรรมฐานที่จะต้องบริหารทุกเมื่อ อันพระโยคีเรียนเอาแล้วตามสมควรแก่จริตนั้น เป็นกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาอสุภ ๑๐ กสิณ ๑๐ และอนุสสติ ๑๐ หรือเป็นเฉพาะจตุธาตุววัตถาน การกำหนดธาตุ ๔ เท่านั้น กรรมฐานนั้นเรียกว่าปาริหาริยกรรมฐาน เพราะจำต้องบริหาร จำต้องรักษา และจำต้องเจริญอยู่ทุกเมื่อ ปาริหาริยกรรมฐานนั้นนั่นแล เรียกว่ามูลกรรมฐานก็ได้. 
 อันกุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์บวชในพระศาสนาอยู่ร่วมกัน ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง กระทำกติกวัตรอยู่ว่า อาวุโสทั้งหลาย ท่านทั้งหลายมิได้บวชเพราะเป็นหนี้ ไม่ได้บวชเพราะมีภัย ไม่ได้บวชเพราะจะทำการเลี้ยงชีพ แต่ประสงค์จะพ้นจากทุกข์ จึงได้บวชในพระศาสนานี้ เพราะฉะนั้น กิเลสที่เกิดในตอนเดิน ท่านทั้งหลายจงข่มเสียเฉพาะในตอนเดิน กิเลสที่เกิดในตอนยืนจงข่มเสียเฉพาะในตอนยืน กิเลสที่เกิดในตอนนั่งจงข่มเสียในตอนนั่ง กิเลสที่เกิดในตอนนอนจงข่มเสียเฉพาะในตอนนอน. 
 กุลบุตรเหล่านั้นครั้นกระทำกติกวัตรอย่างนี้แล้ว เมื่อจะไปภิกขาจารในระหว่างทางกึ่งอุสภะ หนึ่งอุสภะ กึ่งคาวุตและหนึ่งคาวุต มีหินอยู่ ก็กระทำไว้ในใจถึงกรรมฐานด้วยสัญญานั้นเดินไปอยู่. ถ้าในตอนเดินไป กิเลสเกิดขึ้นแก่ผู้ใด ผู้นั้นย่อมข่มกิเลสนั้นเสียในตอนเดินนั่นแหละ เมื่อไม่อาจอย่างนั้นจึงยืนอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้ท่านผู้มาข้างหลังของผู้นั้นก็จะต้องหยุดยืนอยู่. 
 ผู้นั้นจะโจทท้วงตนขึ้นว่า ภิกษุนี้ย่อมรู้ความดำริที่เกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน ข้อนี้ไม่สมควรแก่ท่าน ดังนี้แล้วเจริญวิปัสสนาย่อมก้าวลงสู่อริยภูมิในตอนยืนนั้นนั่นเอง เมื่อไม่อาจอย่างนั้น จึงนั่งอยู่นัยนั้นเหมือนกันว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น แม้ท่านผู้มาข้างหลังของผู้นั้นก็จะต้องนั่ง ดังนี้. เมื่อไม่อาจก้าวลงสู่อริยภูมิ ก็ข่มกิเลสนั้นแล้วใส่ใจถึงกรรมฐานเท่านั้นเดินไป (ถ้า) มีจิตเคลื่อนจากกรรมฐานอย่ายกเท้าไป ถ้าจะยกเท้าไป ต้องกลับมายืน ณ ที่เดิมให้ได้. เหมือนพระมหาผุสสเทวเถระผู้อยู่ในอาลินทกะ. 
         ได้ยินว่า พระเถระนั้นบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรเท่านั้นอยู่ถึง ๑๙ ปี. ฝ่ายคนทั้งหลายไถนา หว่านข้าว นวดข้าวและทำการงานอยู่ในระหว่างทาง เห็นพระเถระเดินไปอย่างนั้น จึงเจรจากันว่า พระเถระเดินกลับมาบ่อยๆ ท่านหลงทางหรือว่าลืมอะไร. พระเถระไม่สนใจข้อนั้น มีจิตประกอบด้วยกรรมฐานอย่างเดียว กระทำสมณธรรมอยู่ ภายใน ๒๐ ปีก็ได้บรรลุพระอรหัต.
         ในวันที่พระเถระนั้นบรรลุพระอรหัตนั่นแล เทวดาผู้สิงอยู่ท้ายที่จงกรม ได้ยืนเอานิ้วทั้งหลายทำแสงสว่างให้โพลงขึ้น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะจอมเทพ และท้าวสหัมบดีพรหมต่างมายังที่บำรุง. 
         และพระมหาติสสเถระผู้อยู่ในป่า ได้เห็นแสงสว่างนั้น ในวันที่สองจึงถามท่านว่า ในตอนกลางคืน ได้มีแสงสว่างในสำนักของท่านผู้มีอายุ แสงสว่างนั้นคือแสงอะไร? พระเถระเมื่อจะทำความสับสนคือพรางเรื่อง จึงกล่าวคำมีอาทิอย่างนี้ว่า ธรรมดาแสงสว่างเป็นแสงของประทีปก็มี เป็นแสงของแก้วมณีก็มี ท่านถูกแค่นได้ว่า พระคุณเจ้าปกปิดหรือ จึงรับว่าครับ แล้วจึงได้บอก. 
         และเหมือนพระมหานาคเถระผู้อยู่ในกาฬวิลลิมัณฑปะ. 
         ได้ยินว่า พระเถระแม้นั้น เมื่อจะบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรจึงคิดว่า เบื้องต้น เราจักบูชาพระมหาปธานความเพียรใหญ่ของพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน แล้วจึงอธิษฐานการยืนและการจงกรมเท่านั้นถึง ๗ ปี ได้บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรอีก ๑๖ ปีจึงบรรลุพระอรหัต. 
 พระเถระมีจิตประกอบตามกรรมฐานอยู่อย่างนี้ทีเดียว จึงยกเท้าไป เมื่อมีจิตพรากจากกรรมฐาน ยกเท้าจะหวนกลับมา ท่านไปจนใกล้บ้านแล้วยืนอยู่ในสถานที่อันน่าสงสัยว่า จะเป็นแม่โคหรือบรรพชิตหนอ จึงห่มสังฆาฏิถือบาตรไปถึงประตูบ้าน แล้วเอาน้ำจากคนโทน้ำที่หนีบรักแร้มาอม แล้วจึงเข้าบ้านด้วยคิดว่า ความสับสนแห่งกรรมฐานของเราอย่าได้มี แม้ด้วยเหตุสักว่าการกล่าวกะพวกคนผู้เข้าไปหาเพื่อถวายภิกษาหรือเพื่อจะไหว้ว่า จงมีอายุยืนเถิด. ก็ถ้าพวกเขาถามท่านถึงวันว่า ท่านผู้เจริญ วันนี้ ๗ ค่ำหรือ ๘ ค่ำ. ท่านจะกลืนน้ำแล้วจึงบอก ถ้าผู้ถามถึงวันไม่มีในเวลาออกไป ท่านจะบ้วนทิ้งที่ประตูบ้านแล้วจึงไป. 
         และเหมือนภิกษุ ๕๐ รูปจำพรรษาอยู่ในกลัมพติตถวิหาร ในเกาะสิงหล. 
         ได้ยินว่า ในวันอุโบสถใกล้เข้าพรรษา ภิกษุเหล่านั้นได้กระทำกติกวัตรกันว่า เราทั้งหลายยังไม่บรรลุพระอรหัต จักไม่พูดกะกันและกัน. และเมื่อจะเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต อมน้ำที่ประตูบ้านแล้วจึงเข้าไป. เมื่อเขาถามถึงวันก็กลืนน้ำแล้วจึงบอก เมื่อไม่มีผู้ถามก็บ้วนที่ประตูบ้านแล้วกลับมายังวิหาร. 
         คนทั้งหลายในที่นั้นเห็นที่ที่บ้วนน้ำก็รู้ได้ว่า วันนี้ มารูปเดียว วันนี้มาสองรูป. และพากันคิดอย่างนี้ว่า ภิกษุเหล่านี้ไม่พูดกับพวกเราหรือว่าไม่พูดแม้กะกันและกัน. ถ้าไม่พูดแม้กะกันและกัน จักเกิดวิวาทกันแน่แท้ เอาเถอะ พวกเราจักให้ภิกษุเหล่านั้นขอโทษกะกันและกัน. คนทั้งปวงได้พากันไปยังวิหาร. 
         เมื่อภิกษุ ๕๐ รูปในวิหารนั้นเข้าพรรษาแล้ว จึงไม่ได้เห็นภิกษุ ๒ รูปในที่เดียวกัน. 
         ลำดับนั้น บรรดาคนเหล่านั้น บุรุษผู้มีดวงตากล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย โอกาสของคนผู้ทำการทะเลาะกัน ย่อมไม่เป็นเช่นนี้ ลานพระเจดีย์ ลานโพธิ์เกลี้ยงเกลา ไม้กวาดก็เก็บไว้เรียบร้อย น้ำดื่มน้ำใช้ก็ตั้งไว้ดี แต่นั้นคนเหล่านั้นจึงพากันกลับ. 
         ภิกษุแม้เหล่านั้นเจริญวิปัสสนาภายในพรรษาเท่านั้น ได้บรรลุพระอรหัต ในวันมหาปวารณาจึงปวารณาเป็นวิสุทธิปวารณา. 
 ภิกษุมีจิตประกอบด้วยกรรมฐานเท่านั้น เหมือนพระมหานาคเถระผู้อยู่ในกาฬวัลลิมัณฑปะ และเหมือนภิกษุผู้จำพรรษาอยู่ในกลัมพติตถวิหาร ด้วยประการอย่างนี้ ย่างเท้าไปใกล้บ้านจึงอมน้ำ กำหนดถนนในถนนใดไม่มีคนก่อการทะเลาะมีนักเลงสุราเป็นต้น หรือช้างดุม้าดุเป็นต้นจึงดำเนินไปตามถนนนั้น. และเมื่อเที่ยวบิณฑบาตไปในถนนนั้นก็รีบร้อนไปโดยรวดเร็ว. ชื่อว่าธุดงค์ของภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตโดยรวดเร็วเป็นวัตรย่อมไม่มี. 
 อนึ่ง ไปถึงภูมิภาคอันไม่สม่ำเสมอ ก็เป็นผู้นิ่งเดินไป เหมือนเกวียนเต็มน้ำ และเข้าไปตามลำดับบ้าน เพื่อที่จะกำหนดผู้ใคร่จะให้หรือไม่ให้ จึงรอเวลาอันเหมาะสมแก่กิจนั้น รับภิกษาได้แล้วนั่งอยู่ในโอกาสอันสมควร เมื่อมนสิการกรรมฐานจึงเข้าไปตั้งความสำคัญว่าปฏิกูลในอาหาร พิจารณาโดยเปรียบด้วยน้ำมันหยอดเพลา ยาทาแผลและเนื้อของบุตร บริโภคอาหารอันประกอบด้วยองค์ ๘ ว่า มิใช่เพื่อเล่น มิใช่เพื่อมัวเมา ฯลฯ และบริโภคแล้วทำกิจด้วยน้ำ บรรเทาความลำบากเพราะภัตครู่หนึ่ง แล้วกระทำไว้ในใจถึงกรรมฐาน ตลอดกาลภายหลังภัต ตลอดยามแรกและยามสุดท้าย เหมือนกาลก่อนภัต. 
         ภิกษุนี้เรียกว่านำไปและนำกลับมาด้วย. 
         การนำไปและนำกลับมานี้ด้วยประการอย่างนี้ เรียกว่าคตปัจจาคตวัตร. 
 ภิกษุผู้บำเพ็ญวัตรนี้อยู่ ถ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ย่อมบรรลุพระอรหัตในปฐมวัยทีเดียว ถ้าไม่บรรลุในปฐมวัยก็จะบรรลุในมัชฌิมวัย ถ้าไม่บรรลุในมัชฌิมวัยก็จะบรรลุในเวลาใกล้จะตาย ถ้าไม่บรรลุในเวลาใกล้จะตายก็จะเป็นเทวบุตรแล้วบรรลุ ถ้าเป็นเทวบุตรไม่บรรลุ ก็จะได้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน. ถ้าไม่ได้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน ก็จะได้เป็นผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลัน ในความเป็นผู้พร้อมหน้าต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เหมือนพระพาหิยเถระ หรือจะเป็นผู้มีปัญญามากเหมือนพระสารีบุตรเถระ. 
         พระปัจเจกโพธิสัตว์นี้บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสป เป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรนี้อยู่สองหมื่นปี กระทำกาละแล้วบังเกิดขึ้นในกามาวจรเทวโลก. จุติจากนั้นแล้วได้ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี. สตรีทั้งหลายผู้ฉลาดย่อมรู้การตั้งครรภ์ได้ในวันนั้นเอง. 
         ก็พระอัครมเหสีนั้นเป็นสตรีคนหนึ่งบรรดาสตรีเหล่านั้น เพราะฉะนั้น พระอัครมเหสีแม้นี้ก็กราบทูลการตั้งครรภ์นั้นแด่พระราชา. ข้อที่เมื่อสัตว์ผู้มีบุญเกิดขึ้นในครรภ์ มาตุคามย่อมได้การบริหารครรภ์นั้น เป็นของธรรมดา. เพราะฉะนั้น พระราชาจึงได้ประทานการบริหารครรภ์แก่พระอัครมเหสีนั้น. 
         จำเดิมแต่นั้น พระนางไม่ได้กลืนกินอะไรๆ ที่ร้อนจัด เย็นจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ดจัดและขมจัด. เพราะเมื่อมารดากลืนกินของที่ร้อนจัด สัตว์ที่เกิดในครรภ์ย่อมเป็นเหมือนอยู่ในโลหกุมภี เมื่อกลืนกินของเย็นจัด ย่อมเป็นเหมือนอยู่ในโลกันตนรก เมื่อบริโภคของเปรี้ยวจัด เค็มจัด เผ็ดจัด ขมจัด อวัยวะของทารกย่อมมีเวทนากล้า เหมือนถูกผ่าด้วยมีดแล้วราดด้วยของเปรี้ยวเป็นต้น. 
         ผู้บริหารครรภ์ทั้งหลายย่อมห้ามพระนางจากการเดินมาก ยืนมาก นั่งมากและนอนมาก ด้วยหวังใจว่า ทารกที่อยู่ในครรภ์อย่าได้มีความลำบากเพราะการเคลื่อนไหว. พระนางได้การเดินเป็นต้นบนภาคพื้นที่ลาดด้วยเครื่องอันนุ่มโดยพอประมาณ ย่อมได้เสวยข้าวน้ำที่เป็นสัปปายะ อร่อย สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นเป็นต้น ผู้บริหารครรภ์กำหนดให้พระนางเดิน ให้ประทับนั่งและให้ออกไป.
         พระนางอันเขาบริหารอยู่อย่างนี้ ในเวลาพระครรภ์แก่ เสด็จเข้าเรือนประสูติ ในเวลาใกล้รุ่ง ประสูติพระโอรสผู้เช่นกับก้อนมโนศิลาที่เคล้าด้วยน้ำมันที่หุงแล้ว ประกอบด้วยธัญญลักษณะและบุญลักษณะ. 
         ในวันที่ ๕ จากวันนั้น พระญาติทั้งหลายจึงแสดงพระโอรสนั่นผู้ตกแต่ง ประดับประดาแล้วแด่พระราชา. พระราชาทรงดีพระทัย ให้บำรุงด้วยแม่นม ๖๖ นาง. พระราชโอรสนั้นเจริญด้วยสมบัติทั้งปวง ไม่นานนักก็ทรงบรรลุความเป็นผู้รู้เดียงสา. 
         พระราชาทรงอภิเษกพระโอรสนั้นผู้มีพระชนม์ ๑๖ พรรษาด้วยราชสมบัติ และให้บำรุงบำเรอด้วยนางฟ้อนต่างๆ. 
         พระราชโอรสผู้อภิเษกแล้ว ทรงพระนามว่าพระเจ้าพรหมทัตโดยพระนาม ครองราชสมบัติในสองหมื่นนครในสกลชมพูทวีป. 
 ได้ยินว่า ในชมพูทวีป เมื่อก่อนได้มีนครอยู่แปดหมื่นสี่พันนคร นครเหล่านั้นเสื่อมไปเหลืออยู่หกหมื่นนคร แต่นั้นเสื่อมไปเหลืออยู่สี่หมื่นนคร ก็ในเวลาเสื่อมหมดมีเหลืออยู่สองหมื่นนคร. ก็พระเจ้าพรหมทัตนี้อุบัติขึ้นในเวลาเสื่อมหมด เพราะเหตุนั้น พระเจ้าพรหมทัตจึงได้มีสองหมื่นนคร มีปราสาทสองหมื่นองค์ มีพลช้างสองหมื่นเชือก มีพลม้าสองหมื่นตัว มีพลรถสองหมื่นคัน มีพลเดินเท้าสองหมื่นคน มีสตรีสองหมื่นนางคือนางในและหญิงฟ้อน มีอำมาตย์สองหมื่นคน. 
         พระเจ้าพรหมทัตนั้นทรงครองมหาราชสมบัติอยู่นั่นแล ทรงกระทำกสิณบริกรรม ทรงทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดแล้ว. ก็เพราะเหตุว่าพระราชาผู้อภิเษกแล้ว ต้องประทับนั่งในศาลเป็นประจำ ฉะนั้น วันหนึ่งเวลาเช้าตรู่ เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ประทับนั่งในที่วินิจฉัย. 
         พวกคนได้กระทำเสียงดังลั่นเอ็ดอึงในที่นั้น. 
         พระองค์ทรงดำริว่า เสียงนี้เป็นอุปกิเลสแห่งสมาบัติ จึงเสด็จขึ้นสู่พื้นปราสาทประทับนั่งด้วยหวังว่าจะเข้าสมาบัติ ก็ไม่อาจเข้าได้ สมาบัติเสื่อมไปเพราะความสับสนในตอนเป็นพระราชา. 
         ลำดับนั้น จึงทรงดำริว่า ราชสมบัติประเสริฐหรือสมณธรรมประเสริฐ. แต่นั้น ทรงทราบว่าความสุขในราชสมบัตินิดหน่อย มีโทษมาก แต่ความสุขในสมณธรรมไพบูลย์ มีอานิสงส์มิใช่น้อย และบุรุษชั้นสูงเสพแล้ว. 
         จึงทรงสั่งอำมาตย์คนหนึ่งว่า เธอจงปกครองราชสมบัตินี้โดยธรรมโดยสม่ำเสมอ อย่าครอบครองโดยไม่เป็นธรรม ดังนี้แล้วทรงมอบสมบัติทั้งปวงให้แก่อำมาตย์นั้น แล้วเสด็จขึ้นปราสาท ทรงยับยั้งอยู่ด้วยสุขในสมาบัติ ใครๆ จะเข้าไปเฝ้าไม่ได้ ยกเว้นแต่ผู้จะถวายน้ำสรงพระพักตร์และไม้ชำระฟัน กับคนผู้จะนำพระกระยาหารไปถวายเป็นต้น. 
         ลำดับนั้น เมื่อเวลาล่วงไปประมาณกึ่งเดือน พระมเหสีตรัสถามว่า พระราชาไม่ปรากฏในที่ไหนๆ ในการเสด็จไปอุทยาน การทอดพระเนตรกำลังพลและการฟ้อนเป็นต้น พระราชาเสด็จไปไหน. 
         อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระมเหสี.
         พระนางทรงให้ส่งข่าวแก่อำมาตย์ (ผู้รับมอบราชสมบัติ) ว่า เมื่อท่านรับมอบราชสมบัติ แม้เราก็เป็นอันท่านรับมอบด้วย ท่านจงมาสำเร็จการอยู่ร่วมกับเรา. อำมาตย์นั้นปิดหูทั้งสองข้างเสีย แล้วห้ามว่าคำนี้ไม่น่าฟัง. พระนางจึงให้ส่งข่าวไปอีก ๒-๓ ครั้ง ให้คุกคามเขาผู้ไม่ปรารถนาว่า ถ้าท่านไม่ทำ เราจะปลดท่านแม้จากตำแหน่ง จะให้ปลงแม้ชีวิตท่าน. อำมาตย์นั้นกลัวคิดว่า ธรรมดามาตุคามเป็นผู้ตัดสินใจได้เด็ดเดี่ยว บางครั้งจะให้กระทำแม้อย่างที่ตรัสนั้น. 
         วันหนึ่งไปที่ลับสำเร็จการอยู่ร่วมกันบนพระที่สิริไสยากับพระนาง. พระนางเป็นหญิงมีบุญ มีสัมผัสสบาย. อำมาตย์นั้นกำหนัดแล้วด้วยความกำหนัดในสัมผัสของพระนาง ทั้งระแวงทั้งสงสัยนั่นแหละก็ได้ไปในที่นั้นเนืองๆ ต่อมาหมดความระแวงสงสัย เริ่มเข้าไปโดยลำดับดุจเจ้าของเรือนของตน. 
         ลำดับนั้น คนของพระราชาได้กราบทูลเรื่องราวนั้นแก่พระราชา. พระราชาไม่ทรงเชื่อ. จึงพากันกราบทูลแม้ครั้งที่สอง แม้ครั้งที่สาม. 
         ลำดับนั้น พระราชาทรงแอบไป ได้ทรงเห็นด้วยพระองค์เอง จึงรับสั่งให้ประชุมอำมาตย์ทั้งหมดแล้วแจ้งให้ทราบ. อำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า อำมาตย์ผู้นี้ผิดต่อพระราชา ควรตัดมือ ควรตัดเท้า ดังนี้แล้ว ชี้กรรมกรณ์ การลงโทษทางกายทั้งหมดจนกระทั่งถึงการเสียบหลาว. 
         พระราชาตรัสว่า ในการฆ่า การจองจำและการทุบตีผู้นี้ การเบียดเบียนก็จะพึงเกิดขึ้นแก่เรา ในการปลงชีวิต ปาณาติบาตก็จะพึงเกิด ในการริบทรัพย์ อทินนาทานก็จะพึงเกิดขึ้น ไม่ควรทำกรรมเห็นปานนี้ พวกท่านจงขับไล่อำมาตย์ผู้นี้ออกไปเสียจากอาณาจักรของเรา. 
         อำมาตย์ทั้งหลายได้กระทำเขาให้เป็นคนไม่มีเขตแดน. เขาจึงพาเอาทรัพย์และบุตรของตนที่พอจะนำเอาไปได้ ไปยังเขตแดงของพระราชาอื่น. 
         พระราชาในเขตแดนนั้นได้ทรงทราบเข้าจึงตรัสถามว่า ท่านมาทำไม? อำมาตย์นั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ปรารถนาจะคอยรับใช้พระองค์. พระราชานั้นจึงรับเขาไว้. 
 พอล่วงไป ๒-๓ วัน อำมาตย์ได้ความคุ้นเคยแล้วได้กราบทูลคำนี้กะพระราชานั้นว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์เห็นน้ำผึ้งไม่มีตัวอ่อน คนผู้จะเคี้ยวกินน้ำผึ้งนั้นก็ไม่มี. พระราชาทรงดำริว่า อะไรนี่ คนที่จะประสงค์จะเย้ยจึงจะกล่าว จึงไม่ทรงเชื่อฟัง. อำมาตย์นั้นได้ช่องจึงได้กราบทูลพรรณนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก. พระราชาตรัสถามว่า นี้อะไร? อำมาตย์นั้นกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ราชสมบัติในเมืองพาราณสี พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ท่านประสงค์จะนำเราไปฆ่าให้ตายหรือ.
          อำมาตย์นั้นกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์อย่าได้ตรัสอย่างนั้น ถ้าพระองค์ไม่ทรงเชื่อ ขอพระองค์จงส่งคนไป. 
         พระราชาจึงทรงส่งคนทั้งหลายไป. คนเหล่านั้นไปถึงแล้วจึงขุดซุ้มประตูแล้วโผล่ขึ้นในตำหนักที่บรรทมของพระราชา. 
         พระราชาทรงเห็นแล้วตรัสถามว่า พวกท่านพากันมาเพื่ออะไร? คนเหล่านั้นกราบทูลว่า พวกข้าพระองค์เป็นโจร พระเจ้าข้า. พระราชาได้ให้ทรัพย์แก่คนเหล่านั้นแล้วตรัสสอนว่า พวกท่านอย่าได้กระทำอย่างนี้อีกแล้วปล่อยตัวไป. คนเหล่านั้นจึงมากราบทูลให้พระราชานั้นทรงทราบ. 
         พระราชานั้นทรงทดลองอย่างนั้นแหละครั้งที่สองอีก ทรงทราบว่า พระราชาทรงมีศีล จึงคุมกองทัพมีองค์ ๔ เข้าประชิดนครหนึ่งในระหว่างแดน แล้วให้ส่งข่าวแก่อำมาตย์ในนครนั้นว่า ท่านจะให้นครแก่เราหรือว่าจะรบ. 
         อำมาตย์นั้นจึงให้คนกราบทูลเนื้อความนั้นแก่พระเจ้าพรหมทัตว่า ขอพระองค์ผู้สมมติเทพจงสั่งมาว่า จะรบหรือจะให้นคร. 
         พระราชาทรงส่งข่าวไปว่า ไม่จำต้องรบ ท่านจงให้นครแล้วจงมาในนครพาราณสีนี้. 
         อำมาตย์นั้นได้กระทำตามรับสั่งอย่างนั้น ฝ่ายพระราชาที่เป็นข้าศึกยึดนครนั้นได้แล้ว ทรงส่งทูตทั้งหลายไปแม้ในนครที่เหลือเหมือนอย่างนั้นแหละ อำมาตย์แม้เหล่านั้นก็กราบทูลแก่พระเจ้าพรหมทัตอย่างนั้นเหมือนกัน อันพระเจ้าพรหมทัตนั้นตรัสว่า ไม่จำต้องรบ พึงมา ณ ที่นี้ จึงพากันมายังเมืองพาราณสี. 
         ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลพระเจ้าพรหมทัตว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พวกข้าพระองค์จักรบกับพระราชานั้น. พระราชาทรงห้ามว่าปาณาติบาตจักมีแก่เรา. 
         อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พวกข้าพระองค์จักจับเป็นพระราชานั้น แล้วนำมาในที่นี้ทีเดียว ทำให้พระราชาทรงยินยอมด้วยอุบายต่างๆ แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงเสด็จมา ดังนี้แล้วเริ่มจะไป. 
         พระราชาตรัสว่า ถ้าท่านทั้งหลายจะไม่กระทำสัตว์ให้ตาย ด้วยการประหารและปล้น เราก็จะไป. 
         อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พวกข้าพระองค์จะไม่ทำ พวกข้าพระองค์จะแสดงภัยแล้วให้หนีไป ดังนี้แล้วจึงคุมจตุรงคินีเสนา ใส่ดวงประทีปในหม้อแล้วไปในตอนกลางคืน. วันนั้น พระราชาที่เป็นข้าศึกยึดนครในที่ใกล้เมืองพาราณสีได้แล้ว ทรงดำริว่าบัดนี้จะมีอะไร จึงให้ปลดเครื่องผูกสอดในตอนกลางคืน เป็นผู้ประมาท จึงก้าวลงสู่ความหลับพร้อมกับหมู่พล. 
 ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายได้พาพระเจ้าพรหมทัตไปถึงค่ายของพระราชาผู้เป็นข้าศึก จึงให้นำดวงประทีปออกจากหม้อทุกหม้อ ทำให้โชติช่วงเป็นอันเดียวกัน แล้วกระทำการโห่ร้อง. อำมาตย์ของพระราชาที่เป็นข้าศึก เห็นหมู่พลมากมายก็กลัว จึงเข้าไปเฝ้าพระราชาของตนแล้วได้กล่าวเสียงดังลั่นว่า ขอพระองค์จงลุกขึ้นเคี้ยวกินน้ำผึ้งที่ไม่มีตัวอ่อนเถิด. แม้ครั้งที่สอง แม้ครั้งที่สามก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น. 
 พระราชาผู้เป็นข้าศึกทรงตื่นขึ้นเพราะเสียงนั้น ถึงความกลัวหวาดสะดุ้ง. เสียงโห่ร้องตั้งร้อยลั่นไปแล้ว. พระราชานั้นทรงดำริว่า เราเชื่อคำของคนอื่นจึงตกไปอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู ทรงบ่นถึงเรื่องนั้นๆ ไปตลอดทั้งคืน ในวันรุ่งขึ้นทรงดำริว่า พระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรม คงไม่ทำการขัดขวาง เราจะไปให้พระองค์อดโทษ จึงเข้าไปเฝ้าพระราชา คุกเข่าลงแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงอดโทษผิดของหม่อมฉัน. 
         พระราชาทรงโอวาทพระราชาที่เป็นข้าศึกนั้นตรัสว่า จงลุกขึ้นเถิด หม่อมฉันอดโทษแก่พระองค์. พระราชาข้าศึกนั้น เมื่อพระราชาสักว่า ตรัสอย่างนั้นเท่านั้น ก็ได้ถึงความโล่งพระทัยอย่างยิ่ง ได้ราชสมบัติในชนบทใกล้เคียงพระเจ้าพาราณสีนั่นเอง พระราชาทั้งสองนั้นได้เป็นพระสหายกันและกัน. 
 ลำดับนั้น พระเจ้าพรหมทัตทอดพระเนตรเสนาทั้งสองฝ่ายรื่นเริง บันเทิงยืนร่วมกันได้ จึงทรงดำริว่า เพราะเราผู้เดียวเท่านั้นตามรักษาจิตหยาดโลหิตสักเท่าแมลงวันตัวเล็กๆ ดื่มได้ จึงไม่เกิดขึ้นในหมู่มหาชนนี้ โอ สาธุ โอ ดีแล้ว! สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข อย่าได้มีเวรกัน อย่าเบียดเบียนกัน แล้วทรงทำเมตตาฌานให้เกิดขึ้น ทรงทำเมตตาฌานนั้นนั่นแหละให้เป็นบาท พิจารณาสังขารทั้งหลาย กระทำให้แจ้งปัจเจกโพธิญาณ บรรลุความเป็นพระสยัมภูแล้ว. 
         อำมาตย์ทั้งหลายหมอบกราบลงแล้ว กราบทูลพระเจ้าพรหมทัตผู้มีความสุขด้วยสุขในมรรคและผล ผู้ประทับนั่งอยู่บนคอช้างว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า การที่จะเสด็จไป พึงทำสักการะแก่หมู่พลผู้ชนะ พึงให้เสบียงคือภัตแก่หมู่พลผู้แพ้. 
         พระเจ้าพรหมทัตนั้นตรัสว่า นี่แน่ะพนาย เราไม่ได้เป็นพระราชา เราชื่อว่าพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า. 
         อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า พระองค์ผู้ประเสริฐตรัสอะไร พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่เป็นผู้เช่นนี้. 
         พระราชาตรัสว่า พนายทั้งหลาย พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นไร. 
         อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ธรรมดาพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเป็นผู้มีผมและหนวดยาวสองนิ้ว ประกอบด้วยบริขาร ๘. 
         พระราชาจึงเอาพระหัตถ์ขวาลูบพระเศียร. ทันใดนั้นเพศคฤหัสถ์อันตรธานหายไป เพศบรรพชิตปรากฏขึ้น. พระองค์มีพระเกสาและพระมัสสุประมาณสองนิ้ว ประกอบด้วยบริขาร ๘ เป็นเช่นกับพระเถระมีพรรษาหนึ่งร้อย. พระราชาทรงเข้าจตุตถฌานเหาะจากคอช้างขึ้นสู่เวหาส ประทับนั่งบนดอกปทุม. 
         อำมาตย์ทั้งหลายถวายบังคมแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรเป็นกรรมฐาน พระองค์บรรลุได้อย่างไร? 
         พระราชานั้น เพราะเหตุที่พระองค์มีกรรมฐานมีเมตตาฌานเป็นอารมณ์ และทรงเห็นแจ้งวิปัสสนานั้น จึงได้บรรลุ ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้น จึงได้ตรัสคาถานี้แหละอันเป็นอุทานคาถา และพยากรณ์คาถาว่า สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพสุ แปลว่า ไม่เหลือ. 
         บทว่า ภูเตสุ ได้แก่ สัตว์ทั้งหลาย. 
         ในที่นี้มีความสังเขปเท่านี้ ส่วนความพิสดาร ข้าพเจ้าจักกล่าวในอรรถกถารัตนสูตร. 
         บทว่า นิธาย แปลว่า วางแล้ว. 
         บทว่า ทณฺฑํ ได้แก่ อาชญาทางกาย วาจาและใจ. 
         คำนี้เป็นชื่อของกายทุจริตเป็นต้น. 
         จริงอยู่ กายทุจริตชื่อว่าทัณฑ์ เพราะย่อมลงโทษ. อธิบายว่า เบียดเบียน คือทำให้ถึงความพินาศฉิบหาย. วจีทุจริตและมโนทุจริตก็เหมือนกัน. 
         อีกอย่างหนึ่ง ทัณฑ์ ได้แก่ ทัณฑ์คือการประหาร. อธิบายว่า วางทัณฑ์คือการประหารนั้น ดังนี้ก็มี. 
         บทว่า อวิเหฐยํ แปลว่า ไม่เบียดเบียน. 
         บทว่า อญฺญตรมฺปิ ได้แก่ คนใดคนหนึ่ง คือแม้คนหนึ่ง. 
         บทว่า เตสํ โยคว่า สัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น. 
         บทว่า น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย ความว่า ไม่พึงปรารถนาบุตรชนิดใดชนิดหนึ่ง ในบรรดาบุตร ๔ จำพวกนี้ คือบุตรที่เกิดแต่ตน บุตรเกิดแต่ภริยา บุตรที่เขาให้ และอันเตวาสิกคือลูกศิษย์. 
         บทว่า กุโต สหายํ ความว่า แต่สหายควรปรารถนา เพราะเหตุนั้น จะปรารถนาสหายนั้นแต่ไหนเล่า. 
         บทว่า เอโก ความว่า ชื่อว่าผู้เดียว เพราะการบรรพชา. 
         ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่าไม่มีเพื่อน. ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่าละตัณหา. ชื่อผู้เดียว เพราะอรรถว่าปราศจากกิเลสโดยส่วนเดียว, ชื่อว่าผู้เดียว เพราะตรัสรู้พร้อมเฉพาะพระปัจเจกสัมโพธิญาณผู้เดียว. 
         จริงอยู่ ท่านเป็นไปอยู่ในท่ามกลางสมณะตั้งพันองค์ ก็ชื่อว่าผู้เดียว เพราะตัดความเกี่ยวข้องกับคฤหัสถ์เสีย, ชื่อว่าผู้เดียว เพราะการบรรพชาอย่างนี้, ยืนผู้เดียว เดินผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว ไปอยู่คือเป็นไปผู้เดียว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่าไม่มีเพื่อนด้วยประการอย่างนี้. 
               บุคคลมีตัณหาเป็นเพื่อน จึงท่องเที่ยวอยู่ตลอดกาล 
         อันยาวนาน ย่อมไม่ล่วงพ้นสงสารอันมีภาวะเป็นอย่างนี้และ 
         มีภาวะเป็นอย่างอื่น. ภิกษุรู้โทษนี้แล้วปราศจากตัณหา ไม่ 
         ถือมั่น มีสติ พึงงดเว้นตัณหาอันเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์เสีย
 เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่าละตัณหาได้ด้วยประการอย่างนี้. กิเลสทั้งปวงเป็นอันท่านละได้แล้ว มีมูลรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจวัตถุคือที่ตั้งของต้นตาล ทำให้ถึงความไม่มีต่อไป มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่าปราศจากกิเลสโดยส่วนเดียว ด้วยประการอย่างนี้. ท่านไม่มีอาจารย์ เป็นสยัมภู ตรัสรู้พร้อมเฉพาะพระปัจเจกสัมโพธิญาณด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้เดียว เพราะตรัสรู้พร้อมเฉพาะพระปัจเจกสัมโพธิญาณผู้เดียว ด้วยประการอย่างนี้. 
         บทว่า จเร ความว่า จริยา ๘ เหล่านี้ใด คืออิริยาบถจริยาในอิริยาบถ ๔ ของผู้ที่สมบูรณ์ด้วยปณิธิ. 
 อายตนจริยาในอายตนะภายในและภายนอก ๖ ของผู้ที่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย. สติจริยาในสติปัฏฐาน ๔ ของผู้ที่มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท. สมาธิจริยาในฌาน ๔ ของผู้ที่ประกอบเนืองๆ ในอธิจิต. ญาณจริยาในอริยสัจ ๔ ของผู้ที่สมบูรณ์ด้วยพุทธิปัญญา. มรรคจริยาในอริยสัจ ๔ ของผู้ที่ปฏิบัติชอบ. ปัตติจริยาในสามัญญผล ๔ ของผู้ที่บรรลุผล. และโลกัตถจริยาในสรรพสัตว์ของพระพุทธเจ้า ๓ จำพวก. 
         บรรดาจริยาเหล่านั้น จริยาของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าโดยบางส่วน. 
         เหมือนดังท่านกล่าวไว้ว่า บทว่า จริยา ได้แก่ จริยา ๘ คืออิริยบถจริยา. ความพิสดารแล้ว. พึงเป็นผู้ประกอบด้วยจริยาเหล่านั้น. 
 อีกอย่างหนึ่ง ความว่า จริยา ๘ แม้อื่นอีกท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ผู้น้อมใจเชื่อย่อมประพฤติด้วยศรัทธา ผู้ประคองไว้ย่อมประพฤติด้วยความเพียร ผู้เข้าไปตั้งมั่นย่อมประพฤติด้วยสติ ผู้ไม่ฟุ้งซ่านย่อมประพฤติด้วยสมาธิ ผู้รู้อยู่ย่อมประพฤติด้วยปัญญา ผู้รู้แจ้งอยู่ย่อมประพฤติด้วยวิญญาณ ย่อมประพฤติอายตนจริยาโดยมนสิการว่า กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเกิดแก่ผู้ปฏิบัติอย่างนี้. ย่อมประพฤติวิเสสจริยาโดยมนสิการว่า ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ย่อมบรรลุคุณวิเศษพึงเป็นผู้ประกอบด้วยจริยา ๘ แม้เหล่านั้น. 
         ในคำว่า ขคฺควิสาณกปฺโป นี้ เขาของแรดชื่อว่านอแรด. 
         ความหมายของกัปปศัพท์ ข้าพเจ้าจักประกาศในอรรถกถามงคลสูตร. 
         แต่ในที่นี้กัปปศัพท์นี้ พึงทราบว่าให้พิสดาร เช่น ดังในประโยคว่า ผู้เจริญทั้งหลาย นัยว่า พวกเราปรึกษาหารืออยู่กับพระสาวกผู้เช่นกับพระศาสดา. 
         บทว่า ขคฺควิสาณกปฺโป ท่านจึงอธิบายว่า เช่นกับนอแรด. พรรณนาความโดยบทในที่นี้ เพียงเท่านี้ก่อน. 
 แต่เมื่อว่าด้วยความเกี่ยวเนื่องกันโดยอธิบาย พึงทราบอย่างนี้. อาชญามีประการดังกล่าวนี้ใด อันบุคคลให้เป็นไปในสัตว์ทั้งหลาย ย่อมไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เราปล่อยวางอาชญานั้นในสัตว์ทั้งมวล โดยไม่ให้อาชญาเป็นไปในสัตว์เหล่านั้น และโดยนำเข้าไปซึ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์อื่น ด้วยเมตตาอันเป็นฝ่ายตรงข้ามกับอาชญานั้น และเพราะเป็นผู้ปล่อยวางอาชญาเสียแล้ว จึงไม่เบียดเบียนโดยประการที่พวกสัตว์ผู้ที่ยังไม่วางอาชญาเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยท่อนไม้ ศาสตรา ฝ่ามือหรือก้อนดิน อาศัยเมตตากรรมฐานนี้แม้ข้อหนึ่งบรรดาพรหมวิหาร ๔ เหล่านั้น เห็นแจ้งเวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ ในกรรมฐานนั้นและสังขารอื่นจากนั้น ตามแนวของเวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณนั้นนั่นแล จึงได้บรรลุพระปัจเจกโพธิญาณนี้ อธิบายว่า ดังกล่าวมานี้เพียงเท่านี้ก่อน. 
         ส่วนเรื่องอันเกี่ยวเนื่องกันมีดังต่อไปนี้. 
         เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้พระองค์จะเสด็จไปไหน. ดับนั้น เมื่อพระองค์ทรงรำพึงว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อนอยู่ ณ ที่ไหน ทรงรู้แล้วจึงตรัสว่า เราจะอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์ อำมาตย์ทั้งหลายจึงกราบทูลอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ พระองค์จะละพวกข้าพระองค์ จะไม่พึงประสงค์พวกข้าพระองค์. 
         ลำดับนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงตรัสคำทั้งปวงว่า น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย ดังนี้เป็นต้น. 
         ในคำนั้นมีอธิบายว่า บัดนี้ เราไม่ปรารถนาแม้บุตรชนิดใดชนิดหนึ่ง บรรดาบุตรที่เกิดในตนเป็นต้น จะปรารถนาสหายผู้เช่นท่าน แต่ที่ไหนเล่า. เพราะฉะนั้น บรรดาพวกท่าน ผู้ใดปรารถนาจะไปกับเรา หรือจะเป็นเช่นกับเรา ผู้นั้นพึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด. 
         อีกอย่างหนึ่ง เมื่ออำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ พระองค์จะละพวกข้าพระองค์ จะไม่ต้องการพวกข้าพระองค์. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงตรัสว่า บุคคลไม่ปรารถนาบุตร จะปรารถนาสหายมาแต่ไหนเล่า ได้เห็นคุณของการเที่ยวไปผู้เดียว โดยเนื้อความตามที่กล่าวแล้ว จึงร่าเริง เกิดปีติโสมนัส เปล่งอุทานนี้ว่า พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น ดังนี้. 
         ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เมื่อมหาชนเห็นอยู่นั่นแล ได้เหาะขึ้นในอากาศไปยังภูเขาคันธมาทน์. 
         ชื่อว่าภูเขาคันธมาทน์นี้ได้มีอยู่เลยภูเขา ๗ ลูกไป คือจูฬกาฬบรรพต มหากาฬบรรพต นาคปลิเวฐนบรรพต จันทคัพภบรรพต สุริยคัพภบรรพต สุวัณณปัสสบรรพตและหิมวันตบรรพต ในป่าหิมพานต์. 
         ณ ภูเขาคันธมาทน์ มีเงื้อมเขาชื่อว่านันทมูลกะ เป็นสถานที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย และมีคูหา ๓ คูหา คือสุวรรณคูหา ๑ มณิคูหา ๑ รัชตคูหา ๑. 
 บรรดาคูหาทั้ง ๓ นั้น ที่ประตูมณิคูหามีต้นไม้ชื่อว่ามัญชูสกะ ต้นไม้สวรรค์สูงหนึ่งโยชน์ กว้างหนึ่งโยชน์. ต้นไม้นั้นย่อมเผล็ดดอกในน้ำหรือบนบกทั่วไปโดยพิเศษ ในวันที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จมา. เบื้องบนต้นไม้นั้นมีโรงรัตนะทุกชนิด ในโรงรัตนะนั้น ลมที่กวาดก็ปัดกวาดหยากเยื่อทิ้ง ลมที่กระทำที่ให้เรียบ ก็กระทำทรายอันล้วนแล้วด้วยรัตนะทั้งปวงให้เรียบ ลมที่รดน้ำก็นำน้ำจากสระอโนดาตมารดน้ำ ลมที่ทำให้มีกลิ่นหอม ก็นำกลิ่นหอมของต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมมาจากป่าหิมพานต์ ลมที่โปรยก็โปรยดอกไม้ทั้งหลายให้ตกลงมา ลมที่ลาดก็ลาดที่ทั้งปวง และในโรงนั้นปูลาดอาสนะไว้เรียบร้อยเป็นประจำ สำหรับเป็นที่ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวงนั่งประชุม ในวันที่พระปัจเจกพุทธเจ้าอุบัติขึ้น และในวันอุโบสถ. นี้เป็นปกติในที่นั้น. พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นี้ไปในที่นั้นแล้ว นั่งบนอาสนะที่ลาดไว้แล้ว. 
         ลำดับนั้น ถ้าในเวลานั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้าอื่นๆ อยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้าแม้เหล่านั้น ก็จะประชุมกันในทันทีนั้นแล้วต่างก็นั่งบนอาสนะที่ลาดไว้แล้ว ก็แลครั้นนั่งแล้ว จะพากันเข้าสมาบัติบางสมาบัติแล้วจึงออกจากสมาบัติ แต่นั้น เพื่อที่จะให้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวงอนุโมทนา พระสังฆเถระจะถามกรรมฐานกะพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มาไม่นานอย่างนี้ว่า ท่านบรรลุอย่างไร. 
         แม้ในกาลนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มายังไม่นานนั้น ก็จะกล่าวอุทานคาถาและพยากรณ์คาถาของตนนั้นนั่นแหละ. 
         แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกท่านพระอานนท์ถาม ก็ตรัสคาถานั้นนั่นแหละซ้ำอีก แม้พระอานนท์ก็กล่าวคาถานั้นนั่นแหละในคราวสังคายนา รวมความว่า คาถาหนึ่งๆ ย่อมเป็นอันกล่าว ๔ ครั้ง คือในที่ที่ตรัสรู้พระปัจเจกสัมโพธิญาณ ๑ ในโรงบนต้นไม้สวรรค์ ๑ ในเวลาที่พระอานนท์ทูลถาม ๑ ในคราวสังคายนา ๑ ด้วยประการอย่างนี้แล.
จบพรรณนาคาถาที่ ๑

หน้าต่างที่ [๑] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

พรรณนาปัจเจกพุทธาปทาน
         พระอานนท์เถระเมื่อจะสังคายนาอปทาน ต่อจากพุทธาปทานนั้นต่อไป
อันท่านพระมหากัสสปเถระถามว่า นี่แน่ะท่านอาวุโสอานนท์ ปัจเจกพุทธาปทาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ ณ ที่ไหน จึงกล่าวว่า ลำดับนี้ ขอท่านทั้งหลายจงฟังปัจเจกพุทธาปทาน ดังนี้. 
         อรรถแห่งอปทานของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. 
         พระเถระเมื่อจะประกาศบทที่กล่าวว่า สุณาถ ด้วยอำนาจการบังเกิดโดยเกิดเรื่องขึ้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตถาคตํ เชตวเน วสนฺตํ พระตถาคตประทับอยู่ในพระเชตวัน ดังนี้. 
         ในคำว่า ตถาคตํ เชตวเน วสนฺตํ นั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. 
   ผู้ประทับอยู่ในวิหารอันมีชื่ออย่างนั้น เนื่องด้วยพระนามของเชตกุมาร โดยอิริยาบถวิหารทั้ง ๔ หรือโดยทิพวิหาร พรหมวิหารและอริยวิหาร พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่มีในกาลก่อนมีพระวิปัสสีเป็นต้น ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศแล้วเสด็จมาโดยประการใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลายก็เสด็จมาแล้วโดยประการนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าพระตถาคต. เชื่อมความหมายว่า พระตถาคตพระองค์นั้นประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร. 
         บทว่า เวเทหมุนี ความว่า พระเทวีผู้เกิดแคว้นเวเทหะ จึงชื่อว่าเวเทหี, โอรสของพระนางเวเทหี จึงชื่อว่าเวเทหิบุตร. 
         ญาณ ท่านเรียกว่าโมนะ ท่านผู้ไป คือดำเนินไป ได้แก่เป็นไปด้วยโมนะนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ามุนี. มุนีนั้นด้วย โอรสของพระนางเวเทหีด้วย เพราะเหตุนั้น ควรจะกล่าวว่า เวเทหิปุตตมุนี กลับกล่าวว่า เวเทหมุนี เพราะแปลง อิ เป็น และลบ ปุตฺต ศัพท์เสีย โดยนิรุกตินัย มีอาทิว่า วณฺณาคโม ลงตัวอักษรใหม่. 
   เชื่อมความว่า ท่านพระอานนท์ผู้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์นี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกของเรา ผู้มีสติ มีธิติ มีคติ เป็นพหูสูต เป็นผู้อุปัฏฐาก ดังนี้ น้อมองค์ลงคือน้อมองค์คือกาย กระทำอัญชลี ได้กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชื่อว่าพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นไร พระเจ้าข้า! พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ย่อมมีคือย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุอะไร คือการณ์อะไร. พระเถระทูลเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า วีระ. 
         เบื้องหน้าแต่นั้น พระอานนทเถระเมื่อจะแสดงอาการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนา จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระสัพพัญญูผู้ประเสริฐ ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ดังนี้. 
         ชื่อว่าสัพพัญญู เพราะทรงรู้สิ่งทั้งปวงต่างด้วยสิ่งที่เป็นอดีตเป็นต้น ประดุจผลมะขามป้อมในมือ. ชื่อว่าพระสัพพัญญูผู้ประเสริฐ เพราะพระสัพพัญญูองค์นั้นประเสริฐคือสูงสุด. ชื่อว่าผู้แสวงหาคุณใหญ่ เพราะทรงหาคือแสวงหาคุณคือศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติและวิมุตติญาณทัสสนะอันใหญ่. 
         เชื่อมความว่า ในกาลนั้น คือในกาลที่ถูกถามนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส คือตรัสบอกพระอานนท์ผู้เถระ ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ. 
   อธิบายว่า ดูก่อนอานนท์ผู้เจริญ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่าใด กระทำบุญญาธิการไว้ คือกระทำบุญสมภารไว้ ในพระพุทธเจ้าปางก่อนทั้งหลาย คือในอดีตพุทธเจ้าทั้งหลายปางก่อน ยังไม่ได้ความหลุดพ้นในศาสนาของพระชินเจ้า คือยังไม่บรรลุพระนิพพาน พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนักปราชญ์ กระทำบุคคลผู้หนึ่งให้เป็นประธานโดยมุขคือความสังเวช จึงได้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าในโลกนี้. ผู้มีปัญญากล้าแข็งดี คือมีปัญญากล้าแข็งด้วยดี. แม้เว้นจากพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือแม้เว้นจากโอวาทานุสาสนีของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมบรรลุคือย่อมรู้แจ้งปัจเจกสัมโพธิ คือโพธิเฉพาะผู้เดียว ได้แก่โพธิอันต่อเนื่อง (รอง) จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วยอารมณ์แม้นิดหน่อย คือแม้มีประมาณน้อย. 
         ในโลกทั้งปวงคือในไตรโลกทั้งสิ้น เว้นเรา (คือพระพุทธเจ้า) คือละเว้นเราเสีย บุคคลผู้เสมอคือแม้นเหมือนพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่มี. เราจักกล่าว อธิบายว่า จักบอกคุณนี้ของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้มหามุนีเหล่านั้น เพียงบางส่วนคือเพียงสังเขป ให้สำเร็จประโยชน์ คือให้ดีแก่ท่านทั้งหลาย. 
         ท่านทั้งปวงผู้ปรารถนา คืออยากได้พระนิพพาน คือเภสัช ได้แก่โอสถอันยอดเยี่ยม คือเว้นสิ่งที่ยิ่งกว่า มีจิตผ่องใส คือมีใจใสสะอาด จงฟัง. อธิบายว่า จงใส่ใจถ้อยคำคือคำอุทานอันอร่อย คืออันหวานเหมือนน้ำผึ้งเล็ก คือเหมือนรวงน้ำผึ้งเล็ก ของพระฤาษีใหญ่ในระหว่างฤาษีทั้งหลาย ผู้ไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้ด้วยตนเอง คือรู้แจ้งด้วยตนเอง. 
         บทว่า ปจฺเจกพุทฺธานํ สมาคตานํ ได้แก่ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ประชุมกันแล้ว คือเกิดขึ้นแล้ว. 
   อธิบายว่า คำพยากรณ์สืบๆ กันมา คือเฉพาะองค์หนึ่งๆ เหล่าใดอันเป็นอปทานของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ๑๐๐ องค์ มีอาทิ คือ พระอริฏฐะ พระอุปริฏฐะ พระตครสิขี พระยสัสสี พระสุทัสสนะ พระปิยทัสสี พระคันธาระ พระปิณโฑละ พระอุปาสภะ พระนิถะ พระตถะ พระสุตวะ พระภาวิตัตตะ พระสุมภะ พระสุภะ พระเมถุละ พระอัฏฐมะ พระสุเมธะ พระอนีฆะ พระสุทาฐะ พระหิงคุ พระหิงคะ พระทเวชาลินะ พระอัฏฐกะ พระโกสละ พระสุพาหุ พระอุปเนมิสะ พระเนมิสะ พระสันตจิตตะ พระสัจจะ พระตถะ พระวิรชะ พระปัณฑิตะ พระกาละ พระอุปกาละ พระวิชิตะ พระชิตะ พระอังคะ พระปังคะ พระคุตติชชิตะ พระปัสสี พระชหี พระอุปธิ พระทุกขมูละ พระอปราชิตะ พระสรภังคะ พระโลมหังสะ พระอุจจังคมายะ พระอสิตะ พระอนาสวะ พระมโนมยะ พระมานัจฉิทะ พระพันธุมะ พระตทาธิมุตตะ พระวิมละ พระเกตุมะ พระโกตุมพรังคะ พระมาตังคะ พระอริยะ พระอัจจุตะ พระอัจจุตคามี พระพยามกะ พระสุมังคละและพระทิพพิละ 
   อาทีนพโทษใด วิราควัตถุคือเหตุเป็นเครื่องไม่ยึดติดใด และพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายบรรลุตามโพธิ คือกระทำจตุมรรคญาณให้ประจักษ์ได้ด้วยเหตุใด. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้คลายสัญญาในวัตถุที่มีราคะ คือในวัตถุที่พึงยึดติดแน่น ได้แก่ ในวัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลาย มีจิตปราศจากกำหนัดในโลกอันกำหนัดแล้ว คือในโลกอันมีสภาวะเป็นเครื่องยึดติด ละกิเลสเครื่องเนิ่นช้าทั้งหลายได้แล้ว คือละกิเลส กล่าวคือเครื่องเนิ่นช้า คือเครื่องเนิ่นช้าคือราคะ เครื่องเนิ่นช้าคือโทสะ เครื่องเนิ่นช้าคือโมหะ เครื่องเนิ่นช้าคือกิเลสทั้งปวง ชนะความดิ้นรน คือชนะทิฏฐิ ๖๒ อันดิ้นรน บรรลุตามโพธิอย่างนั้น คือกระทำปัจเจกโพธิญาณให้ประจักษ์แล้วด้วยเหตุนั้น. 
         บทว่า สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ ความว่า วาง คือเว้นการขู่ การทำลาย การฆ่าและการจองจำ ไม่เบียดเบียนสัตว์ตัวใดตัวหนึ่ง คือสัตว์ไรๆ แม้ตัวเดียวในระหว่างสัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น คือไม่ทำให้ลำบาก มีจิตเมตตาคือมีจิตสหรคตด้วยเมตตาว่า สัตว์ทั้งปวงจงมีความสุข เป็นผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล คือมีความอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลเป็นสภาพ. 
         อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สพฺเพสุ นี้ ในคำว่า สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ เป็นบทบอกการถือเอาหมดโดยประการทั้งปวง คือหมดสิ้นไม่มีเศษ.
         ในบทว่า ภูเตสุ นี้ สัตว์ที่สะดุ้งและมั่นคง เรียกว่าภูตะ สัตว์เหล่าใดละความอยากคือตัณหาไม่ได้ ทั้งละภัยและความกลัวไม่ได้ สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าผู้สะดุ้ง. 
         เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าผู้สะดุ้ง? สัตว์เหล่าใดย่อมสะดุ้ง คือสะดุ้งขึ้น สะดุ้งรอบ ย่อมกลัว ย่อมถึงความสะดุ้งพร้อม เพราะเหตุนั้น สัตว์เหล่านั้นท่านจึงเรียกว่าผู้สะดุ้ง. 
         สัตว์เหล่าใดละความอยากคือตัณหา ทั้งภัยและความกลัวได้ สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าผู้มั่นคง. 
         เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าผู้มั่นคง? สัตว์เหล่าใดย่อมมั่นคง คือไม่สะดุ้ง ไม่สะดุ้งขึ้น ไม่สะดุ้งรอบ ไม่กลัว ไม่ถึงความสะดุ้งพร้อม เพราะเหตุนั้น สัตว์เหล่านั้น ท่านจึงเรียกว่าผู้มั่นคง. 
         อาชญา ๓ คืออาชญาทางกาย อาชญาทางวาจา อาชญาทางใจ. กายทุจริต ๓ ชื่อว่าอาชญาทางกาย, วจีทุจริต ๔ ชื่อว่าอาชญาทาง วาจา, มโนทุจริต ๓ ชื่อว่าอาชญาทางใจ. วาง คือตั้งลง ยกลง ยกลงพร้อม วางไว้ คือระงับอาชญา ๓ อย่างนั้นในภูตคือสัตว์ทั้งปวงคือทั้งสิ้น ได้แก่ไม่ถือเอาอาชญา เพื่อจะเบียดเบียน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าวางอาชญาในสัตว์ทั้งปวง. 
         บทว่า อวิเหฐยํ อญฺญตรมฺปิ เตสํ ความว่า ไม่เบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่งๆ ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน ท่อนไม้ ศาสตรา ขื่อคา หรือเชือก ไม่เบียดเบียนสัตว์แม้ทุกชนิดด้วยฝ่ามือหรือก้อนดิน ท่อนไม้ ศาสตรา ขื่อคา หรือเชือก คือไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่านั้นแม้ตัวใดตัวหนึ่ง. 
         ศัพท์ว่าในคำว่า น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ เป็นศัพท์ปฏิเสธ. 
         บทว่า ปุตฺตํ ความว่า บุตร ๔ ประเภท คือ บุตรที่เกิดในตน ๑ บุตรที่เกิดในภริยา ๑ บุตรที่เขาให้ ๑ บุตรคืออันเตวาสิก ๑. 
         บทว่า สหายํ ความว่า การมา การไป การยืน การนั่ง การร้องเรียก การเจรจา การสนทนากับผู้ใด เป็นความผาสุก ผู้นั้นท่านเรียกว่า สหาย. 
         บทว่า น ปุตฺตมิจฺเฉยฺย กุโต สหายํ ความว่า ไม่อยากได้ คือไม่ยินดี ไม่ปรารถนา ไม่ทะเยอทะยาน ไม่รำพันถึงแม้แต่บุตร จะอยากได้ยินดี ปรารถนา ทะเยอทะยาน รำพันถึงมิตร เพื่อนเห็น เพื่อนคบ หรือสหาย มาแต่ไหน เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าไม่อยากได้แม้แต่บุตร จะอยากได้สหายมาแต่ไหน. 
         บทว่า เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะการบรรพชา. 
         ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะอรรถว่าไม่มีเพื่อน. 
         ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะอรรถว่าละตัณหา. 
         ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะปราศจากราคะแน่นอน. 
         ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะปราศจากโทสะแน่นอน. 
         ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะปราศจากโมหะแน่นอน. 
         ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะหมดกิเลสแน่นอน. 
         ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะดำเนินสู่ทางเป็นที่ดำเนินไปผู้เดียว. 
         ชื่อว่า ผู้เดียว เพราะตรัสรู้พร้อมเฉพาะพระปัจเจกสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมผู้เดียว. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะการบรรพชา อย่างไร?
   คือพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นตัดปลิโพธกังวลในการครองเรือนเสียทั้งหมด ตัดปลิโพธกังวลในลูกเมีย ตัดปลิโพธกังวลในญาติมิตร อำมาตย์ และการสั่งสม ปลงผมและหนวด นุ่งผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน เข้าถึงความไม่มีกังวล ผู้เดียวเท่านั้นเที่ยวไป คืออยู่ เป็นอยู่ เป็นไป คุ้มครอง ไป ให้ไป เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงชื่อว่าผู้เดียวเพราะการบรรพชาด้วยประการอย่างนี้. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่าไม่มีเพื่อน อย่างไร? 
   คือท่านเป็นผู้บวชอย่างนั้นอยู่ผู้เดียว เสพอาศัยเสนาสนะอันสงัด อันเป็นอรัญ ป่าและไหล่เขา ไม่มีเสียงอึกทึก ปราศจากลมอันเกิดจากชน อยู่โดดเดี่ยวไกลจากพวกมนุษย์ สมควรแก่การหลีกเร้น ท่านยืนคนเดียว เดินคนเดียว นั่งคนเดียว นอนคนเดียว ผู้เดียวเข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน ผู้เดียวกลับมา ผู้เดียวนั่งในที่ลับ ผู้เดียวเดินจงกรม ผู้เดียวเที่ยวไป คืออยู่ เป็นอยู่ เป็นไป คุ้มครอง ไป ให้เป็นไป ท่านชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่าไม่มีเพื่อนอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่าละตัณหา เป็นอย่างไร? 
         คือท่านผู้เดียว ไม่มีเพื่อน ไม่ประมาท มีความเพียรเครื่องเผากิเลสให้เร่าร้อน มีใจสงบอยู่ เริ่มตั้งมหาปธานความเพียรใหญ่ กำจัดมารพร้อมทั้งเสนามารแล้วละบรรเทา ทำให้พินาศไป ทำให้ถึงการไม่เกิดอีกต่อไป ซึ่งตัณหาอันมีข่ายคือตัณหาอันฟุ้งไปในอารมณ์ต่างๆ. 
            บุรุษผู้มีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนาน 
      ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารซึ่งมีความเป็นอย่างนี้ และมีความเป็นโดย 
      ประการอื่น. 
            ภิกษุรู้โทษข้อนี้ เป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่ยึดมั่น มีสติ 
      พึงเว้นโดยสิ้นเชิง ซึ่งตัณหาอันเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์แล. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะอรรถว่าละตัณหาด้วยประการอย่างนี้.
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เป็นอย่างไร? 
         คือพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะละราคะได้ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าผู้เดียว. ชื่อว่าผู้ปราศจากโทสะโดยส่วนเดียว เพราะละโทสะได้ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าผู้เดียว. ชื่อว่าผู้ปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะละโมหะได้ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าผู้เดียว. ชื่อว่าผู้ไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะละกิเลสทั้งหลายได้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้เดียว. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นชื่อว่าผู้เดียว เพราะปราศจากราคะโดยส่วนเดียวด้วยประการอย่างนี้. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะดำเนินสู่ทางเป็นที่ไปสำหรับคนผู้เดียว เป็นอย่างไร? 
         สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ท่านเรียกว่าเอกายนมรรค ทางเป็นที่ไปสำหรับคนผู้เดียว. 
            พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเห็นความสิ้นชาติและที่สุดแห่ง 
      ชาติ ทรงอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ทรงรู้ชัดทางเป็นที่ 
      ไปสำหรับคนผู้เดียว ในกาลก่อนชนทั้งหลายข้ามโอฆะไปแล้ว 
      ด้วยทางนี้ ในอนาคตจักข้ามด้วยทางนี้ และปัจจุบันนี้ก็กำลัง 
      ข้ามโอฆะด้วยทางนี้. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะดำเนินสู่ทางเป็นที่ไปสำหรับคนผู้เดียวด้วยประการอย่างนี้. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะตรัสรู้พร้อมเฉพาะพระปัจเจกสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมผู้เดียว เป็นอย่างไร? 
         ญาณในมรรค ๔ เรียกว่า โพธิ. ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิมังสา วิปัสสนา สัมมาทิฏฐิ. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นตรัสรู้ด้วยปัจเจกโพธิญาณนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ตรัสรู้ว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ตรัสรู้ว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา. 
   ตรัสรู้ว่าสังขารทั้งหลายมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่าวิญญาณมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่านามรูปมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่าสฬายตนะมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่าผัสสะมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่าเวทนามีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่าตัณหามีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่าอุปาทานมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่าภพมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่าชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย ตรัสรู้ว่าชรามรณะมีเพราะชาติเป็นปัจจัย. 
         ตรัสรู้ว่าสังขารดับเพราะอวิชชาดับ ตรัสรู้ว่าวิญญาณดับเพราะสังขารดับ ฯลฯ ตรัสรู้ว่าชาติดับเพราะภพดับ ตรัสรู้ว่าชรามรณะดับ เพราะชาติดับ. 
         ตรัสรู้ว่านี้ทุกข์ ตรัสรู้ว่านี้ทุกขสมุทัย ตรัสรู้ว่านี้ทุกขนิโรธ ตรัสรู้ว่านี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา. 
         ตรัสรู้ว่าเหล่านี้อาสวะ ตรัสรู้ว่านี้อาสวสมุทัย ฯลฯ ตรัสรู้ว่านี้ปฏิปทา. 
         ตรัสรู้ว่าธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ตรัสรู้ว่าธรรมเหล่านี้ควรละ ตรัสรู้ว่าธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ตรัสรู้ว่าธรรมเหล่านี้ควรเจริญ 
         ตรัสรู้การเกิดการดับไป ความเพลิดเพลิน โทษและการสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตรัสรู้การเกิด ฯลฯ การสลัดออกแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ตรัสรู้การเกิด การดับไป ความเพลิดเพลินโทษและการสลัดออกแห่งมหาภูตรูป ๔ 
         ตรัสรู้ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา. 
         อีกอย่างหนึ่ง ตรัสรู้ ตรัสรู้ตาม ตรัสรู้เฉพาะ ตรัสรู้พร้อม บรรลุ ถูกต้อง กระทำให้แจ้ง ซึ่งสิ่งที่ควรรู้ ควรรู้ตาม ควรรู้เฉพาะ ควรรู้ พร้อม ควรบรรลุ ควรถูกต้อง ควรทำให้แจ้งทั้งหมดนั้น ด้วยปัจเจกโพธิญาณนั้น. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ชื่อว่าผู้เดียว เพราะตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งพระปัจเจกสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมผู้เดียว อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. 
         บทว่า จเร ความว่า จริยา ๘ คือ อิริยาบถจริยา ๑ อายตนจริยา ๑ สติจริยา ๑ สมาธิจริยา ๑ ญาณจริยา ๑ มรรคจริยา ๑ ปัตติจริยา ๑ และโลกัตถจริยา ๑. 
         จริยาในอิริยาบถทั้ง ๔ ชื่อว่าอิริยาปถจริยา. 
         จริยาในอายตนะภายใน ๖ และภายนอก ๖ ชื่อว่าอายตนจริยา. 
         จริยาในสติปัฏฐานทั้ง ๔ ชื่อว่าสติจริยา. 
         จริยาในฌาน ๔ ชื่อว่าสมาธิจริยา. 
         จริยาในอริยสัจ ๔ ชื่อว่าญาณจริยา. 
         จริยาในอริยมรรค ๔ ชื่อว่ามรรคจริยา. 
         จริยาในสามัญญผล ๔ ชื่อว่าปัตติจริยา. 
         จริยาในพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าบางส่วน ในพระสาวกทั้งหลายบางส่วน ชื่อว่าโลกัตถจริยา. 
   อิริยาบถจริยาย่อมมีแก่ผู้เพียบพร้อมด้วยปณิธิการดำรงตน, อายตนจริยาย่อมมีแก่ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย, สติจริยาย่อมมีแก่ผู้ปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท, สมาธิจริยาย่อมมีแก่ผู้ประกอบเนืองๆ ในอธิจิต, ญาณจริยาย่อมมีแก่ผู้สมบูรณ์ด้วยพุทธิปัญญา, มรรคจริยาย่อมมีแก่ผู้ปฏิบัติโดยชอบ, ปัตติจริยาย่อมมีแก่ผู้บรรลุผล และโลกัตถจริยาย่อมมีแก่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แก่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าบางส่วน แก่พระสาวกทั้งหลายบางส่วน. นี้จริยา ๘ ประการ. 
   จริยา ๘ อีกอย่างหนึ่ง ท่านเมื่อน้อมใจเชื่อย่อมประพฤติด้วยศรัทธา, เมื่อประคองอยู่ย่อมประพฤติด้วยความเพียร, เมื่อเข้าไปตั้งมั่นย่อมประพฤติด้วยสติ, เมื่อกระทำความไม่ฟุ้งซ่านย่อมประพฤติด้วยสมาธิ, เมื่อรู้ชัดย่อมประพฤติไปด้วยปัญญา, เมื่อรู้แจ้งย่อมประพฤติด้วยวิญญาณจริยา, ย่อมประพฤติด้วยอายตนจริยา เพราะมนสิการว่า กุศลธรรมทั้งหลายย่อมมาถึงแก่ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมประพฤติด้วยวิเสสจริยา เพราะ มนสิการว่า ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ย่อมบรรลุคุณวิเศษ. นี้จริยา ๘ ประการ. 
   จริยา ๘ อีกอย่างหนึ่ง จริยาในทัสสนะสำหรับสัมมาทิฏฐิ จริยาในการยกจิตสำหรับสัมมาสังกัปปะ จริยาในการกำหนดสำหรับสัมมาวาจา จริยาในความหมั่นสำหรับสัมมากัมมันตะ จริยาในความบริสุทธิ์สำหรับสัมมาอาชีวะ จริยาในการประคองไว้สำหรับสัมมาวายามะ จริยา ในการปรากฏสำหรับสัมมาสติ และจริยาในความไม่ฟุ้งซ่านสำหรับสัมมาสมาธิ. นี้จริยา ๘ ประการ. 
   บทว่า ขคฺควิสาณกปฺโป ความว่า ธรรมดาแรดมีนอเดียวเท่านั้น ไม่มีนอที่สองฉันใด พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน เหมือนกับนอแรดนั้น เช่นเดียวกับนอแรดนั้น มีส่วนเปรียบด้วยนอแรดนั้น, ของเค็มจัดเรียกว่าเหมือนเกลือ ของขมจัดเรียกว่าเหมือนของขม ของหวานจัดเรียกว่าเหมือนน้ำหวาน ของร้อนจัดเรียกว่าเหมือนไฟ ของเย็นจัดเรียกว่าเหมือนหิมะ ลำน้ำใหญ่เรียกว่าเหมือนทะเล พระสาวกผู้บรรลุมหาอภิญญาพละ เรียกว่าเหมือนพระศาสดา ฉันใด พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ท่านเหมือนนอแรด เช่นกับนอแรด มีส่วนเปรียบด้วยนอแรด ผู้เดียว ไม่มีเพื่อน หลุดพ้นกิเลสเครื่องผูกพัน เที่ยวไป คืออยู่ เป็นอยู่ เป็นไปอยู่ คุ้มครองอยู่ ไปอยู่ ให้ไปอยู่ในโลกโดยชอบ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด. 
         ด้วยเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายจึงกล่าวว่า 
               บุคคลวางอาชญาในปวงสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่านั้น 
         แม้ตัวหนึ่ง ไม่ปรารถนาบุตร จะปรารถนาสหายแต่ที่ไหน 
         พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               ความเสน่หาย่อมมีแก่บุคคลผู้เกิดความเกี่ยวข้อง ทุกข์ที่ 
         อาศัยความเสน่หานี้มีมากมาย บุคคลเล็งเห็นโทษอันเกิดจาก 
         ความเสน่หา พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               ผู้ช่วยอนุเคราะห์มิตรสหาย มีจิตพัวพันอยู่ ย่อมทำ 
         ประโยชน์ให้เสื่อมไป บุคคลมองเห็นภัยในความสนิทสนมนี้ 
         พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               ความอาลัยในบุตรและภรรยา เปรียบเหมือนไม้ไผ่ใหญ่ 
         เกี่ยวเกาะกันอยู่ บุคคลไม่ข้องอยู่ในบุตรและภรรยาเหมือน 
         หน่อไม้ไผ่ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               วิญญูชนหวังความเสรี พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือน 
         นอแรด ดังเนื้อในป่าไม่ถูกผูก ย่อมเที่ยวไปหาเหยื่อได้ตาม 
         ความปรารถนาฉะนั้น. 
               ในท่ามกลางสหาย ย่อมจะต้องมีการปรึกษาหารือกัน 
         บุคคลเล็งเห็นความเสรี อันไม่เพ่งเล็งไปในการอยู่ การยืน 
         การเดิน และการเที่ยวไป พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือน 
         นอแรดฉะนั้น. 
               การเล่นในท่ามกลางสหายเป็นความยินดี และความรัก 
         ในบุตรภรรยาเป็นเรื่องกว้างใหญ่ไพศาล บุคคลเกลียดความ 
         พลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือน 
         นอแรดฉะนั้น. 
               พึงแผ่เมตตาไปทั้ง ๔ ทิศ และไม่โกรธเคือง ยินดีด้วย 
         ปัจจัยตามมีตามได้ อดทนต่ออันตรายทั้งหลาย ไม่หวาดเสียว 
         พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               แม้บรรพชิตบางพวก และพวกคฤหัสถ์ที่ครองเรือนก็ 
         สงเคราะห์ได้ยาก พึงเป็นผู้ขวนขวายน้อยในบุตรของคนอื่น 
         พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               บุคคลปลงเครื่องหมายของคฤหัสถ์เสีย เป็นผู้กล้าหาญ 
         ตัดเครื่องหมายของคฤหัสถ์ เหมือนต้นทองหลางขาดใบ พึง 
         เป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               ถ้าบุคคลได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน พึงเที่ยวไป 
         กับสหายผู้เป็นนักปราชญ์มีปกติอยู่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ พึง 
         ครอบงำอันตรายทั้งมวล พึงดีใจ มีสติ เที่ยวไปกับสหายนั้น. 
               ถ้าไม่ได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน ผู้เป็นนักปราชญ์ 
         มีปกติอยู่ยังประโยชน์ให้สำเร็จไว้เที่ยวไปด้วยกัน พึงเป็นผู้ 
         เดียวเที่ยวไป เหมือนพระราชาทรงละแว่นแคว้นที่พระองค์ 
         ชนะแล้ว และเหมือนช้างชื่อมาตังคะในป่าฉะนั้น. 
               อันที่แท้ พวกเราสรรเสริญสหายสมบัติ พึงคบหาสหาย 
         ผู้ประเสริฐกว่าหรือผู้เสมอกัน บุคคลไม่ได้สหายเหล่านี้ พึง 
         คบหากรรมอันไม่มีโทษ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด 
         ฉะนั้น. 
               บุคคลเห็นกำไลมือทองคำอันสุกปลั่ง อันช่างทองทำ 
         สำเร็จอย่างดี กระทบกันอยู่ที่แขนทั้งสอง พึงเป็นผู้เดียวเที่ยว 
         ไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               การกล่าวด้วยวาจา หรือการติดข้องของเรา จะพึงมี 
         กับเพื่อนอย่างนี้ บุคคลเล็งเห็นภัยนี้ ต่อไปภายหน้า พึงเป็น 
         ผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               ก็กามทั้งหลายงดงาม หวานอร่อย เป็นที่รื่นรมย์ใจ 
         ย่อมย่ำยีจิตใจด้วยรูปแปลก ๆ บุคคลเห็นโทษในกามคุณ 
         ทั้งหลาย พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               ความจัญไร หัวฝี อันตราย โรค บาดแผลและภัย นี้ 
         จะพึงมีแก่เรา บุคคลเห็นภัยนี้ในกามคุณทั้งหลาย พึงเที่ยว 
         ไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               พึงครอบงำอันตรายนี้ทั้งหมด คือความหนาว ความร้อน 
         ความหิว ความระหาย ลม แดด เหลือบ ยุงและสัตว์เลื้อยคลาน 
         พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               บุคคลพึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเช่นกับนอแรด หรือเหมือน 
         ช้างเกิดร่างกายใหญ่โต มีสีดังดอกปทุม ละโขลงอยู่ในป่า 
         ตามชอบใจฉะนั้น. 
               ท่านใคร่ครวญคำของพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า 
         อาทิจจพันธุ์ ว่า ข้อที่บุคคลผู้ยินดีการคลุกคลีด้วยหมู่ จะ 
         พึงบรรลุวิมุตติอันเกิดขึ้นในสมัยนั้น มิใช่ฐานะที่จะมีได้ 
         พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               เราเป็นไปล่วงข้าศึกคือทิฏฐิ ถึงความแน่นอน มีมรรค 
         อันได้แล้ว มีญาณเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีคนอื่นแนะนำ พึงเป็น 
         ผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               บุคคลไม่มีความโลภ ไม่โกง ไม่กระหาย ไม่ลบหลู่ 
         คุณท่าน มีโมหะดุจน้ำฝาดอันกำจัดแล้ว ไม่มีกิเลสเป็นที่มา 
         นอน ครอบงำโลกทั้งปวง พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือน 
         นอแรดฉะนั้น. 
               บุคคลพึงเว้นสหายผู้ลามก ผู้มักชี้แต่ความพินาศ 
         ตั้งมั่นอยู่ในฐานะลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ซ่องเสพผู้ขวนขวาย ผู้ 
         ประมาทด้วยตนเอง พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด 
         ฉะนั้น. 
               พึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีคุณยิ่ง มีปฏิภาณ 
         รู้ทั่วถึงประโยชน์ทั้งหลาย บรรเทาความสงสัยได้ พึงเป็น 
         ผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               บุคคลไม่พอใจการเล่น ความยินดี และกามสุขในโลก 
         ไม่อาลัยคลายความยินดีจากฐานะที่ตกแต่ง มีปกติกล่าวแต่ 
         คำสัตย์ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               บุคคลละบุตร ภรรยา บิดา มารดา ทรัพย์ ข้าวเปลือก 
         พวกพ้อง และกามทั้งหลายตามส่วน พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป 
         เหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               นี้เป็นกิเลสเครื่องข้อง ในกิเลสเครื่องข้องนี้ มีความสุข 
         นิดหน่อย มีความยินดีน้อย มีทุกข์มากยิ่ง ผู้มีความคิดรู้ว่า 
         เครื่องข้องนี้เป็นดุจขอ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด 
         ฉะนั้น. 
               บุคคลพึงทำลายสังโยชน์ทั้งหลาย เหมือนปลาทำลาย 
         ข่าย ไม่หวนกลับมาอีก เหมือนไฟไม่หวนกลับมายังที่ที่ไหม้ 
         แล้ว พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               พึงทอดจักษุลง ไม่คะนองเท้า คุ้มครองอินทรีย์ รักษา 
         มนัส อันราคะไม่รั่วรด อันไฟกิเลสไม่เผาลน พึงเป็นผู้เดียว 
         เที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               พึงละเครื่องหมายคฤหัสถ์ เหมือนต้นทองกวาวมีใบขาด 
         แล้ว นุ่งห่มผ้ากาสายะออกบวชแล้ว พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป 
         เหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               ไม่พึงทำความกำหนัดในรส ไม่โลเล ไม่ต้องเลี้ยงผู้อื่น 
         เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก มีจิตไม่ข้องเกี่ยวในสกุล 
         พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               พึงละนิวรณ์เครื่องกั้นจิต ๕ ประการ บรรเทาอุปกิเลส 
         เสียทั้งหมด ไม่อาศัยตัณหาและทิฏฐิ ตัดโทษอันเกิดแต่สิเนหา 
         ได้แล้ว พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               กระทำสุข ทุกข์ โสมนัส และโทมนัสในก่อนไว้เบื้อง 
         หลัง ได้อุเบกขาและสมถะอันบริสุทธิ์ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป 
         เหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               พึงปรารภความเพียรเพื่อบรรลุประโยชน์อย่างยิ่ง มีจิต 
         ไม่หดหู่ ไม่ประพฤติเกียจคร้าน มีความบากบั่นมั่น ประกอบ 
         ด้วยเรี่ยวแรงและกำลัง พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด 
         ฉะนั้น. 
               ไม่ละการหลีกเร้นและฌาน มีปกติประพฤติธรรมสมควร 
         แก่ธรรมเป็นนิตย์ พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลาย พึงเป็น 
         ผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               พึงปรารถนาความสิ้นตัณหา ไม่ประมาท ไม่เป็นคนบ้า 
         น้ำลาย มีการสดับ มีสติ มีธรรมอันพิจารณาแล้ว เป็นผู้เที่ยงมี 
         ปธานความเพียร พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               ไม่พึงสะดุ้งในเพราะเสียง ดุจสีหะ ไม่ข้องอยู่ เหมือนลม 
         ไม่ติดตาข่าย ไม่ติดอยู่ เหมือนปทุมไม่ติดน้ำ พึงเป็นผู้เดียว 
         เที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               พึงเสพเสนาสนะอันสงัด เหมือนสีหะผู้เป็นราชาของ 
         พวกเนื้อ มีเขี้ยวเป็นกำลัง ประพฤติข่มขี่ครอบงำเนื้อทั้งหลาย 
         ฉะนั้น พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               พึงเจริญเมตตาวิมุตติ กรุณาวิมุตติ มุทิตาวิมุตติ และ 
         อุเบกขาวิมุตติทุกเวลา ไม่พิโรธสัตวโลกทั้งมวล พึงเป็นผู้ 
         เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
               พึงละราคะ โทสะ และโมหะ ทำลายสังโยชน์ทั้งหลาย 
         ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด 
         ฉะนั้น. 
               ชนทั้งหลายมีประโยชน์เป็นเหตุ จึงคบหาสมาคมกัน 
         บุคคลผู้ไม่มีเหตุ จะมาเป็นมิตรกันในทุกวันนี้หาได้ยาก พวก 
         มนุษย์ผู้ไม่สะอาดมักเห็นแก่ประโยชน์ตน พึงเป็นผู้เดียว 
         เที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้น. 
         คำว่า สพฺเพสุ ภูเตสุ ในคาถานั้น คือพระสูตรว่าด้วยขัคควิสาณปัจเจกสัมพุทธาปทาน. 
         พระสูตรนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร? 
         พระสูตรทั้งปวงมีเหตุเกิดขึ้น ๔ อย่าง คือเกิดโดยอัธยาศัยของตนเอง ๑ เกิดโดยอัธยาศัยของผู้อื่น ๑ เกิดโดยเกิดเรื่องขึ้น ๑ และเกิดโดยอำนาจการถาม ๑ 
   ในเหตุเกิด ๔ อย่างนั้น ขัคควิสาณสูตรเกิดขึ้นด้วยอำนาจการถามโดยไม่พิเศษ. แต่เมื่อว่าโดยพิเศษ เพราะเหตุที่คาถาบางคาถาในสูตรนี้ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์นั้นๆ ถูกเขาถามจึงกล่าวไว้ บางคาถาไม่ถูกถาม แต่เมื่อจะเปล่งเฉพาะอุทานอันเหมาะสมแก่นัยแห่งมรรคที่ตนบรรลุจึงได้กล่าวไว้ เพราะฉะนั้น บางคาถาจึงเกิดขึ้นด้วยอำนาจการถาม บางคาถาเกิดขึ้นด้วยอัธยาศัยของตน. 
         ในเหตุเกิด ๔ อย่างนั้น เหตุเกิดด้วยอำนาจการถามโดยไม่พิเศษนี้นั้น พึงทราบอย่างนี้จำเดิมแต่ต้นไป. 
   สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์อยู่ในที่ลับเร้นอยู่ เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า ความปรารถนาและอภินีหารของพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมปรากฏ ของพระสาวกทั้งหลายก็ปรากฏเหมือนอย่างนั้น แต่ของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายยังไม่ปรากฏ ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถาม. ท่านพระอานนท์นั้นจึงออกจากที่เร้น ทูลถามถึงเรื่องราวนั้นโดยลำดับ. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสปุพพโยคาวจรสูตร แก่ท่านพระอานนท์นั้นว่า 
            ดูก่อนอานนท์ อานิสงส์ ๕ ประการเหล่านี้ คือย่อมทำผู้ 
      หยั่งลงในความเพียรอันมีในก่อน ให้พลันบรรลุพระอรหัตผลใน 
      ปัจจุบัน ๑ ถ้ายังไม่ให้บรรลุพระอรหัตผลในปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่น 
      นั้น ย่อมให้บรรลุพระอรหัตผลในเวลาจะตาย ๑ ถ้าไม่เป็นอย่าง 
      นั้น จะเป็นเทวบุตรบรรลุพระอรหัตผล ๑ ถ้าไม่อย่างนั้น จะเป็น 
      ขิปปาภิญญา ตรัสรู้ได้เร็ว ในเมื่ออยู่ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า 
      ทั้งหลาย ๑ ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น จะ เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าใน 
      กาลสุดท้ายภายหลัง ๑ 
         ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงตรัสต่อไปอีกว่า 
                  ดูก่อนอานนท์ ธรรมดาว่าพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย 
            เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอภินีหาร หยั่งลงในความเพียรอันมีในก่อน 
            เพราะฉะนั้น ความปรารถนาและอภินีหารของพระปัจเจกสัมพุทธ 
            เจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งมวล จึงจำปรารถนา. 
         ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความปรารถนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นไปนานเพียงไร. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ความปรารถนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย โดยกำหนดอย่างต่ำย่อมเป็นไป ๔ อสงไขยแสนกัป โดยกำหนดอย่างกลางย่อมเป็นไป ๘ อสงไขยแสนกัป โดยกำหนดอย่างสูงย่อมเป็นไป ๑๖ อสงไขยแสนกัป. 
         ก็ความแตกต่างกันเหล่านี้ พึงทราบโดยอำนาจแห่งพระพุทธเจ้าผู้เป็นปัญญาธิกะยิ่งด้วยปัญญา สัทธาธิกะยิ่งด้วยศรัทธาและวิริยาธิกะยิ่งด้วยความเพียร. 
         จริงอยู่ พระพุทธเจ้าผู้เป็นปัญญาธิกะ มีศรัทธาอ่อน มีปัญญากล้าแข็ง. 
         พระพุทธเจ้าผู้เป็นสัทธาธิกะ มีปัญญาปานกลาง มีศรัทธากล้าแข็ง. 
         พระพุทธเจ้าผู้เป็นวิริยาธิกะ มีศรัทธาและปัญญาอ่อน มีความเพียรกล้าแข็ง. 
         ก็ฐานะนี้ที่ว่ายังไม่ถึง ๔ อสงไขยแสนกัป เมื่อให้ทานทุกวันๆ เช่นการให้ทานของพระเวสสันดร และการสั่งสมบารมีธรรมมีศีลเป็นต้นอันสมควรแก่ทานนั้น ก็จะเป็นพระพุทธเจ้าในระหว่างได้ดังนี้ ย่อมจะมีไม่ได้. 
         ถามว่า เพราะเหตุไร? 
         ตอบว่า เพราะญาณยังไม่ตั้งท้อง ยังไม่ถึงความไพบูลย์ ยังไม่ถึงความแก่กล้า. ฐานะนี้ที่ว่า ข้าวกล้าที่จะเผล็ดผลต่อเมื่อล่วงไป ๓ เดือน ๔ เดือนและ ๕ เดือน ยังไม่ถึงเวลานั้นๆ จะอยากได้ก็ดี จะเอาน้ำรดก็ดี สักร้อยครั้งพันครั้งทุกวันๆ จักให้เผล็ดผลโดยปักษ์หนึ่งหรือเดือนหนึ่งในระหว่างดังนี้ ย่อมไม่มี. 
         ถามว่า เพราะเหตุไร? 
         ตอบว่า เพราะข้าวกล้ายังไม่ท้อง ยังไม่ถึงความไพบูลย์ ยังไม่แก่ ดังนี้ชื่อฉันใด ฐานะนี้ว่ายังไม่ถึง ๔ อสงไขยแสนกัป จักได้ เป็นพระพุทธเจ้าดังนี้ ย่อมไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น พึงกระทำการบำเพ็ญบารมีตลอดกาลตามที่กล่าวไว้แล้วนั่นแหละ เพื่อต้องการให้ญาณแก่กล้า. 
         อนึ่ง ผู้ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าโดยกาลแม้มีประมาณเท่านี้ ก็จำต้องปรารถนาสมบัติ ๘ ประการในการกระทำอภินีหาร. 
         จริงอยู่ 
               อภินีหารนี้ย่อมสำเร็จเพราะประชุมธรรม ๘ ประการไว้ได้ 
         คือความเป็นมนุษย์ ๑ ความถึงพร้อมด้วยเพศชาย ๑ เหตุ ๑ 
         การได้พบพระศาสดา ๑ การบรรพชา ๑ ความถึงพร้อมด้วย 
         คุณ ๑ การกระทำอันยิ่ง ๑ ความเป็นผู้มีฉันทะ ๑. 
         คำว่า อภินีหาร นี้ เป็นชื่อของความปรารถนาเดิมเริ่มแรก. 
         ในธรรม ๘ ประการนั้น การเกิดเป็นมนุษย์ชื่อว่าความเป็นมนุษย์. 
         จริงอยู่ เว้นจากกำเนิดมนุษย์ ความปรารถนาย่อมไม่สำเร็จแก่ผู้ดำรงอยู่ในกำเนิดที่เหลือ แม้แต่กำเนิดเทวดา อันผู้ดำรงอยู่ในกำเนิดอื่นนั้น เมื่อปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ต้องกระทำบุญกรรมมีทานเป็นต้นแล้วปรารถนาเฉพาะความเป็นมนุษย์ (ให้ได้ก่อน) ครั้นดำรงอยู่ในความเป็นมนุษย์แล้วจึงค่อยกระทำความปรารถนา (ความเป็นพระพุทธเจ้า). เมื่อกระทำอย่างนี้แหละ ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ. 
         ความเป็นบุรุษ ชื่อว่าความถึงพร้อมด้วยเพศ. 
         จริงอยู่ มาตุคาม กะเทยและคนสองเพศ แม้จะดำรงอยู่ในกำเนิดมนุษย์ ก็ปรารถนาไม่สำเร็จ. อันผู้ดำรงอยู่ในเพศมาตุคามเป็นต้นนั้น เมื่อปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า พึงกระทำบุญกรรมมีทานเป็นต้น แล้วจึงปรารถนาเฉพาะความเป็นบุรุษ ครั้นได้ดำรงอยู่ในความเป็นบุรุษแล้ว จึงพึงปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ความปรารถนาย่อมสำเร็จ. 
         ความถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัตชื่อว่าเหตุ. ก็บุคคลใดเพียรพยายามอยู่. ในอัตภาพนั้นสามารถบรรลุพระอรหัต ความปรารถนาของบุคคลนั้นย่อมสำเร็จ ความปรารถนาของบุคคลนอกนี้ย่อมไม่สำเร็จ เหมือนดังสุเมธบัณฑิต. 
         จริงอยู่ ท่านสุเมธบัณฑิตนั้นได้พบพระทีปังกรพุทธเจ้าในที่พร้อมพระพักตร์แล้วจึงกระทำความปรารถนา. 
         ความเป็นผู้ไม่มีเหย้าเรือน ชื่อว่าการบรรพชา. ก็ความเป็นผู้ไม่มีเหย้าเรือนนั้น ย่อมควรในพระศาสนา หรือในนิกายของดาบสและปริพาชกผู้เป็นกรรมวาทีและกิริยวาที เหมือนดังท่านสุเมธบัณฑิต. 
         จริงอยู่ ท่านสุเมธบัณฑิตนั้นเป็นดาบสนามว่าสุเมธ ได้กระทำความปรารถนาแล้ว. 
         การได้เฉพาะคุณมีฌานเป็นต้น ชื่อว่าความถึงพร้อมด้วยคุณ. 
         จริงอยู่ แม้เมื่อบวชแล้วก็เฉพาะสมบูรณ์ด้วยคุณเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ ย่อมไม่สำเร็จแก่บุคคลนอกนี้ เหมือนดังสุเมธบัณฑิต. 
         จริงอยู่ ท่านสุเมธบัณฑิตนั้นเป็นผู้มีอภิญญา ๕ และเป็นผู้ได้สมาบัติ ๘ ได้ปรารถนาแล้ว. 
         การกระทำอันยิ่ง อธิบายว่า การบริจาคชื่อว่าอธิการ. 
         จริงอยู่ เมื่อบุคคลบริจาคชีวิตเป็นต้นแล้วปรารถนานั้นแหละ ความปรารถนาย่อมสำเร็จ ไม่สำเร็จแก่บุคคลนอกนี้ เหมือนดังท่านสุเมธบัณฑิต. 
         จริงอยู่ ท่านสุเมธบัณฑิตนั้นกระทำการบริจาคตน แล้วตั้งความปรารถนาไว้อย่างนี้ว่า 
               พระพุทธเจ้าพร้อมกับศิษย์ทั้งหลายจงเหยียบเราไป 
         อย่าทรงเหยียบเปือกตมเลย ข้อนี้จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ 
         เกื้อกูลแก่เรา ดังนี้. 
         แล้วจึงได้ปรารถนา. 
         ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำ ชื่อว่าความเป็นผู้มีฉันทะ. ความเป็นผู้มีฉันทะที่จะทำนั้น ย่อมมีกำลังแก่ผู้ใด ความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้นั้น. อธิบายว่า ก็ความเป็นผู้มีฉันทะที่จะทำนั้น ถ้าใครๆ มากล่าวว่า ใครอยู่ในนรก ๔ อสงไขยแสนกัป แล้วปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าดังนี้ ผู้ใดได้ฟังดังนั้นอาจกล่าวว่าเรา ดังนี้ พึงทราบว่ามีกำลังแก่ผู้นั้น.
   อนึ่ง ถ้าใครๆ มากล่าวว่า ใครเหยียบจักรวาลทั้งสิ้นอันเต็มด้วยถ่านเพลิงปราศจากเปลว ย่อมปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าได้ ใครเหยียบจักรวาลทั้งสิ้นอันเกลื่อนกลาดด้วยหอกและหลาวพ้นไปได้ ย่อมปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าได้ ใครข้ามจักรวาลทั้งสิ้นอันมีน้ำเต็มเปี่ยมไปได้ ย่อมปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าได้ ใครเดินย่ำจักรวาลทั้งสิ้นที่ปกคลุมด้วยกอไผ่ไม่มีช่องว่างพ้นไปได้ ย่อมปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าได้ดังนี้ ผู้ใดได้ฟังดังนั้นอาจสามารถพูดว่าเรา ดังนี้ พึงทราบว่าผู้นั้นมีความเป็นผู้มีฉันทะที่จะทำมีกำลัง. 
         ก็สุเมธบัณฑิตประกอบด้วยฉันทะคือความเป็นผู้ใคร่ที่จะทำเห็นปานดังกล่าวมา จึงปรารถนาแล้ว. 
         ก็พระโพธิสัตว์ผู้มีอภินีหารอันสำเร็จแล้วอย่างนี้ย่อมไม่เข้าถึงอภัพพฐานะ คือฐานะอันไม่ควร ๑๘ ประการเหล่านี้. 
   อธิบายว่า จำเดิมแต่สำเร็จอภินีหารแล้ว พระโพธิสัตว์นั้นไม่เป็นคนบอดไม่เป็นคนหนวกมาแต่กำเนิด ๑ ไม่เป็นคนบ้า ๑ ไม่เป็นคนใบ้ ๑ ไม่เป็นง่อยเปลี้ย ไม่เกิดขึ้นในหมู่คนมิลักขะคือคนป่าเถื่อน ๑ ไม่เกิดในท้องนางทาสี ๑ ไม่เป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิคือคนมีมิจฉาทิฏฐิอันดิ่ง ๑ ท่านจะไม่กลับเพศ ๑ ไม่ทำอนันตริยกรรมห้า ๑ ไม่เป็นคนมีโรคเรื้อน ๑ ในกำเนิดเดียรัจฉานจะไม่มีร่างกายเล็กกว่านกกระจาบ จะไม่ใหญ่โตกว่าช้าง ๑ จะไม่เกิดขึ้นในขุปปิปาสิกเปรตและนิชฌามตัณหิกเปรต ๑ จะไม่เกิดขึ้นในพวกกาลกัญชิกาสูร ๑ ไม่เกิดในอเวจีนรก ๑ ไม่เกิดในโลกันตนรก ๑ อนึ่งจะไม่เป็นมาร ๑ ในชั้นกามาวจรทั้งหลาย ในชั้นรูปาวจรทั้งหลายจะไม่เกิดในอสัญญีภพ ๑ ไม่เกิดในชั้นสุทธาวาส ๑ ไม่เกิดในอรูปภพ ไม่ก้าวล้ำไปยังจักรวาลอื่น ๑. 
         พระโพธิสัตว์เป็นผู้ประกอบด้วยพุทธภูมิ ๔ เหล่านี้ คือ อุสสาหะ ความอุตสาหะ ๑ อุมมัคคะ ปัญญา ๑ อวัตถานะ ความตั้งใจมั่น ๑ หิตจริยา การประพฤติประโยชน์เกื้อกูล ๑. 
         ในพุทธภูมิ ๔ ประการนั้น พึงทราบว่า 
         ความเพียร เรียกว่าอุสสาหะ ปัญญา เรียกว่าอุมมัคคะ 
         อธิษฐานความตั้งมั่น เรียกว่าอวัตถานะ การประพฤติ 
         ประโยชน์เกื้อกูลที่เรียกว่าหิตจริยา เรียกว่า เมตตาภาวนา. 
   อนึ่ง อัชฌาสัย ๖ ประการนี้ใด คืออัชฌาสัยในเนกขัมมะ ๑ อัชฌาสัยในปวิเวก ๑ อัชฌาสัยในอโลภะ ๑ อัชฌาสัยในอโทสะ ๑ อัชฌาสัยในอโมหะ ๑ และอัชฌาสัยในนิสสรณะ การสลัดออกจากภพ ๑ ย่อมเป็นไปเพื่อบ่มพระโพธิญาณ. และเพราะประกอบด้วยอัชฌาสัยเหล่าใด ท่านจึงเรียกพระโพธิสัตว์ทั้งหลายว่า ผู้มีเนกขัมมะเป็นอัธยาศัย เห็นโทษในกามทั้งหลาย. ว่าผู้มีปวิเวกเป็นอัธยาศัย เห็นโทษในการคลุกคลี, ว่าผู้มีอโลภะเป็นอัธยาศัย เห็นโทษในความโลภ, ว่าผู้มีอโทสะเป็นอัธยาศัย เห็นโทษในโทสะ, ว่าผู้มีอโมหะเป็นอัธยาศัย เห็นโทษในโมหะ, ว่าผู้มีการสลัดออกจากภพเป็นอัธยาศัย เห็นโทษในภพทั้งปวง. 
         พระโพธิสัตว์ผู้สำเร็จอภินีหาร ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยอัธยาศัยเหล่านั้นด้วย. 
         ถามว่า ก็ความปรารถนาของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ย่อมเป็นไปนานเพียงไร? 
         ตอบว่า ความปรารถนาของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมเป็นไป ๒ อสงไขยแสนกัป ไม่อาจต่ำกว่านั้น พึงทราบเหตุในความปรารถนานั้นโดยนัยดังกล่าวไว้ในเบื้องต้นนั่นแหละ ก็ว่าโดยกาลแม้มีประมาณเท่านี้ ผู้ปรารถนาความเป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ก็จำต้อง ปรารถนาสมบัติ ๕ ประการกระทำอภินีหาร. 
         จริงอยู่ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น 
            มีเหตุแห่งอภินีหารเหล่านี้ คือความเป็นมนุษย์ ๑ ความ 
      ถึงพร้อมด้วยเพศชาย ๑ การได้เห็นท่านผู้ปราศจากอาสวะ ๑ 
      การกระทำอันยิ่งใหญ่ ๑ ความเป็นผู้มีฉันทะ ๑ 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า การได้เห็นท่านผู้ปราศจากอาสวะ ได้แก่ การได้เห็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าและพระสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านใดท่านหนึ่ง. 
         คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล. 
         เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอถามว่า ความปรารถนาของพระสาวกทั้งหลายเป็นไปตลอดกาลมีประมาณเท่าไร? 
         ตอบว่า ความปรารถนาของพระอัครสาวกเป็นไป ๑ อสงไขยแสนกัป ของพระอสีติมหาสาวกเป็นไปแสนกัปเท่านั้น. ความปรารถนาของพระพุทธบิดา พระพุทธมารดา พระพุทธอุปัฏฐากและพระพุทธบุตร ก็แสนกัปเหมือนกัน เพราะเหตุนั้นจึงไม่อาจต่ำกว่านั้น เหตุในความปรารถนานั้นมีนัยดังกล่าวแล้วเหมือนกัน. 
         แต่พระสาวกเหล่านี้ทุกองค์มีอภินีหารเฉพาะสองข้อเท่านั้น คืออธิการ การกระทำอันยิ่ง และฉันทตา ความเป็นผู้มีฉันทะที่จะทำ. 
         พระพุทธเจ้าทั้งหลายบำเพ็ญบารมีทั้งหลายตลอดกาลซึ่งมีประเภทตามที่กล่าวแล้ว ด้วยความปรารถนานี้และด้วยอภินีหารนี้ อย่างนี้แล้ว เมื่อจะเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นในสกุลกษัตริย์หรือสกุลพราหมณ์. 
         พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นในสกุลกษัตริย์ สกุลพราหมณ์หรือสกุลคหบดี สกุลใดสกุลหนึ่ง. 
         ส่วนพระอัครสาวกย่อมเกิดขึ้นเฉพาะในสกุลกษัตริย์และสกุลพราหมณ์ เหมือนอย่างพระพุทธเจ้า. 
         พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่เกิดขึ้นในสังวัฏฏกัปคือกัปเสื่อม ย่อมเกิดขึ้นในวิวัฏฏกัปคือกัปเจริญ. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็เหมือนกัน. 
   อนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไม่เกิดขึ้นในกาลที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดขึ้น. พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง และยังให้ผู้อื่นรู้ได้ด้วย. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้เฉพาะตนเองแต่ไม่ยังให้ผู้อื่นรู้. พระปัจเจกพุทธเจ้าย่อมแทงตลอดอรรถรสเท่านั้น ไม่แทง ตลอดธรรมรส. เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นไม่อาจยกโลกุตรธรรมขึ้นสู่บัญญัติแล้วแสดง. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นมีการตรัสรู้ธรรม เหมือนคนใบ้เห็นความฝัน และเหมือนพรานป่าลิ้มรสกับข้าวในเมืองฉะนั้น. ท่านบรรลุประเภทแห่งความแตกฉานในอิทธิฤทธิ์และสมาบัติทั้งปวง เป็นผู้ต่ำกว่าพระพุทธเจ้า สูงกว่าพระสาวกโดยคุณวิเศษ. ให้คนอื่นบวชไม่ได้ แต่ให้ศึกษาอภิสมาจาริกวัตรได้ กระทำอุโบสถด้วยอุเทศนี้ว่า พึงทำการขัดเกลาจิต ไม่พึงถึงอวสานคือจบ หรือกระทำอุโบสถโดยเพียงกล่าวว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ และเมื่อจะทำอุโบสถย่อมประชุมกันทำที่รัตนมาฬกะโรงแก้ว ณ ควงต้นไม้สวรรค์ บนภูเขาคันธมาทน์แล. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกความปรารถนาและอภินีหารอันบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แก่ท่านพระอานนท์ ด้วยประการอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะตรัสบอกพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นๆ ผู้เป็นไปพร้อมด้วยความปรารถนานี้และด้วยอภินีหารนี้ จึงได้ตรัสขัคควิสาณสูตรนี้โดยนัยมีอาทิว่า วางอาชญาในสัตว์ทั้งปวงดังนี้. 
         นี้เป็นเหตุเกิดแห่งขัคควิสาณสูตรด้วยอำนาจการถาม โดยไม่พิเศษก่อน.

51/ มหาภารตะ ตอนที่ - ภีมะได้เป็นพ่อครัวในวังของพระเจ้าวิราตะ

Book 4 - Virata Parva | Section I -
search-google มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ..  
      ก่อนหน้า 💃🏻  อ่านต่อ
 ไวสัมปายานะกล่าวว่า "จากนั้น ชายอีกคนหนึ่งผู้มีพละกำลังน่าเกรงขามและงดงามเจิดจรัส ได้เข้าหาพระราชาวิราตะด้วยท่าทางร่าเริงดุจสิงโต ถือทัพพีและช้อนในมือรวมทั้งดาบสีดำสนิทไร้ตำหนิที่ชักออกมาจากฝัก เขาปลอมตัวเป็นพ่อครัว ส่องแสงสว่างไสวไปทั่วบริเวณด้วยรัศมีอันงดงามราวกับดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงไปทั่วโลก สวมชุดดำและมีพละกำลังดุจราชาแห่งภูเขา เขาเข้าหาพระราชาแห่งมัตสยะและยืนอยู่เบื้องหน้าพระองค์"
                และเมื่อเห็นบุคคลผู้สง่างามดุจกษัตริย์อยู่ตรงหน้า วิราตะจึงกล่าวกับเหล่าพสกนิกรที่มารวมตัวกันว่า
 “ชายหนุ่มผู้นั้นคือใครกัน ชายหนุ่มรูปงามผู้ปราดเปรื่อง มีไหล่กว้างดุจสิงโต และงดงามเหลือเกิน บุคคลผู้นั้นไม่เคยเห็นมาก่อน สว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์ ข้าครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่นานก็ไม่อาจระบุได้ว่าเขาเป็นใคร และแม้จะคิดอย่างจริงจังแล้วก็ยังเดาเจตนาของชายหนุ่มผู้ปราดเปรื่องผู้นั้น (ที่มาที่นี่) ไม่ได้ เมื่อมองดูเขาแล้ว ข้าคิดว่าเขาอาจจะเป็นราชาแห่งคนธรรพ์หรือไม่ก็ปุรันดาราเอง ท่านช่วยตรวจสอบหน่อยได้ไหมว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าข้านั้นคือใคร ขอให้เขาได้สิ่งที่เขาต้องการโดยเร็วเถิด”
                เมื่อพระเจ้าวิราตะทรงบัญชาเช่นนั้น เหล่าทูตผู้ปราดเปรื่องจึงรีบไปหาบุตรชายของนางกุนตีและแจ้งให้พระอนุชาของยุธิษฐิระ ทราบ ถึงทุกสิ่งที่พระองค์ตรัส จากนั้นบุตรชายผู้มีจิตใจสูงส่งของปันธุ จึง เข้าหาพระเจ้าวิราตะ และกล่าวกับพระองค์ด้วยถ้อยคำที่เหมาะสมกับจุดประสงค์ของตนว่า
                'โอ้ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ข้าคือ...'ผมเป็น พ่อครัว ชื่อ วัลลาวาผมถนัดเรื่องการจัดแต่งอาหาร คุณรับผมเข้าทำงานในครัวไหมครับ!'
                วิราตะกล่าวว่า
                "ข้าไม่เชื่อหรอก โอ วัลลาวา ว่าการทำอาหารคืองานของคุณ คุณเหมือนเทพเจ้าพันตา และด้วยความสง่างาม ความงดงาม และความสามารถ คุณโดดเด่นเหนือใครๆ ราวกับราชา!"
                ภีมะตอบว่า
 “โอ้ ราชาแห่งราชาทั้งหลาย ข้าพเจ้าเป็นพ่อครัวและข้ารับใช้ของพระองค์เป็นอันดับแรก ข้าพเจ้าไม่ได้มีความรู้เรื่องแกงกะหรี่เพียงอย่างเดียว โอ้ พระมหากษัตริย์ แม้ว่าในอดีตพระเจ้ายุธิษฐิระจะเคยเสวยอาหารของข้าพเจ้าอยู่บ่อยครั้งก็ตาม โอ้ เจ้าแห่งแผ่นดิน ข้าพเจ้ายังเป็นนักมวยปล้ำอีกด้วย และไม่มีใครเทียบเท่าข้าพเจ้าได้ในด้านพละกำลัง และในการต่อสู้กับสิงโตและช้าง ข้าพเจ้าจะร่วมสร้างความบันเทิงให้แก่พระองค์เสมอ โอ้ ผู้บริสุทธิ์”
                วิราตะกล่าวว่า
 "ข้าจะประทานพรให้เจ้ามากมาย เจ้าจะทำอะไรก็ได้ตามที่เจ้าปรารถนา เพราะเจ้าอ้างว่าตนเองเชี่ยวชาญในด้านนั้น อย่างไรก็ตาม ข้าไม่คิดว่าตำแหน่งนี้เหมาะสมกับเจ้า เพราะเจ้าสมควรได้รับโลกทั้งใบที่ล้อมรอบด้วยทะเลนี้เสียมากกว่า แต่จงทำตามที่เจ้าต้องการเถิด เจ้าจะเป็นหัวหน้าพ่อครัวของข้า และเจ้าจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าของบรรดาผู้ที่ข้าได้แต่งตั้งไว้ก่อนหน้านี้"
                ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า "เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ทำงานในครัวแล้ว ภีมะก็กลายเป็นที่โปรดปรานของพระราชาวิรตะในไม่ช้า และโอ้พระราชา เขาได้อาศัยอยู่ที่นั่นโดยไม่มีใครจำเขาได้ ทั้งจากข้าราชบริพารคนอื่นๆ ของพระวิรตะและจากผู้คนอื่นๆ!"
                Section IX - Draupadi, the Enigmatic Sairindhri of Virata's Court
                ไวสัมปายานะกล่าวว่า "พระนาง เท รา ปทีผู้มีดวงตาสีดำและรอยยิ้มหวาน ได้รวบผมดำนุ่มสลวยยาวสวยไร้ที่ติ ปลายผมหยิกเป็นลอนเล็กๆ ไว้บนไหล่ขวา แล้วคลุมด้วยผ้าผืนหนึ่งสีดำสกปรกแต่ราคาแพง และแต่งกายเป็นนางสนม แล้ว เริ่มเร่ร่อนไปมาด้วยท่าทางทุกข์ทรมาน"
                และเมื่อชายหญิงเห็นนางเดินเร่ร่อนอยู่นั้น พวกเขาก็รีบเข้ามาหานางและพูดกับนางว่า
                'คุณเป็นใคร? และคุณกำลังมองหาอะไร?'
                และเธอก็ตอบว่า 'ฉันเป็นนางกำนัล ของพระราชา ฉันปรารถนาจะรับใช้ผู้ใดก็ตามที่ให้การดูแลฉัน'
 แต่เมื่อได้เห็นความงามและเครื่องแต่งกายของนาง รวมทั้งได้ยินคำพูดที่ไพเราะของนางแล้ว ผู้คนจึงไม่อาจเข้าใจผิดคิดว่านางเป็นเพียงสาวใช้ที่มาหาเลี้ยงชีพ และแล้วขณะที่มองไปทางนั้นทางนี้จากระเบียงพระมเหสีอันเป็นที่รักของวิราตะพระธิดาของกษัตริย์แห่งเกกายก็ได้เห็นเทราปที และเมื่อพระราชินีทอดพระเนตรเห็นนางอยู่ในสภาพสิ้นหวังและสวมเพียงผ้าผืนเดียว พระราชินีจึงตรัสกับนางว่า
                'โอ้ ผู้สวยงาม ท่านเป็นใคร และท่านกำลังมองหาอะไร?'
                จากนั้นเทราปทีจึงตอบนางว่า “โอ้ พระราชินีผู้ประเสริฐที่สุด ข้าพเจ้าคือไสรินธรีข้าพเจ้าจะรับใช้ทุกคนที่เต็มใจ”'ช่วยดูแลฉันด้วย'
                จากนั้นสุเดศนะก็กล่าวว่า
 “สิ่งที่คุณพูด (เกี่ยวกับอาชีพของคุณ) ไม่มีทางเข้ากันได้กับความงามมากมายเช่นนี้ (ในทางตรงกันข้าม) คุณอาจจะเป็นนายหญิงของคนรับใช้ทั้งชายและหญิง ส้นเท้าของคุณไม่โดดเด่น และต้นขาของคุณชิดกัน สติปัญญาของคุณสูงส่ง สะดือลึก และคำพูดของคุณเคร่งขรึม นิ้วเท้า หน้าอก สะโพก หลัง ข้างลำตัว เล็บเท้า และฝ่ามือของคุณล้วนสมบูรณ์แบบ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และใบหน้าของคุณแดงระเรื่อ คำพูดของคุณไพเราะราวกับเสียงหงส์ ผมของคุณสวยงาม หน้าอกได้รูป และคุณมีเสน่ห์สูงสุด สะโพกและหน้าอกของคุณอวบอิ่ม และคุณมีลักษณะอันเป็นมงคลทุกประการเหมือนม้าพันธุ์แคชเมียร์ ขนตาของคุณงอนสวย และริมฝีปากล่างของคุณแดงระเรื่อเหมือนพื้นดิน เอวของคุณเพรียวบาง และลำคอของคุณมีเส้นสายคล้ายเปลือกหอยสังข์” และเส้นเลือดของคุณแทบมองไม่เห็นเลย แท้จริงแล้ว ใบหน้าของคุณเหมือนพระจันทร์เต็มดวง ดวงตาของคุณคล้ายใบบัวในฤดูใบไม้ร่วง และร่างกายของคุณหอมกรุ่นเหมือนดอกบัวนั้นเอง แท้จริงแล้ว ความงามของคุณคล้ายกับพระศรีเอง ผู้ซึ่งที่ประทับคือบัวในฤดูใบไม้ร่วง
 บอกข้าเถิด หญิงสาวผู้สวยงาม ว่าท่านเป็นใคร ท่านคงไม่ใช่สาวใช้ ท่านเป็นยักษ์ เทพธิดาคนธรรพ์หรืออัปสร ? ท่านเป็นธิดาของเทพ หรือเป็นนางพญานาค?ท่านเป็นเทพธิดาผู้พิทักษ์เมืองใดเมืองหนึ่ง เป็นวิทยาดารีหรือ กิน นารีหรือเป็นโรหินีเอง? หรือท่านเป็นอลัมวุษา หรือมิสราเกสีปุณฑริกะหรือมาลินีหรือราชินีของอินทราหรือของวรุณ ? หรือท่านเป็นคู่ครองของวิศวกรมาหรือของพระเจ้าผู้สร้างเอง? ในบรรดาเทพธิดาผู้มีชื่อเสียงในแดนสวรรค์ ท่านเป็นใครกัน หญิงสาวผู้สง่างาม?
                "ดรูปาดีตอบว่า..."
 “โอ้ ท่านหญิงผู้เป็นมงคล ข้าพเจ้าไม่ใช่ทั้งเทพธิดา ไม่ใช่ นาง ธรรพ์ไม่ใช่ยักษ์ไม่ใช่ ราก ษสีข้าพเจ้าเป็นนางรับใช้ ชั้น ไสรินทรีข้าพเจ้าบอกท่านตามความจริง ข้าพเจ้ารู้จักจัดแต่งทรงผม รู้จักตำ (เครื่องเทศหอม) เพื่อทำน้ำมันหอม และยังรู้จักทำพวงมาลัยที่สวยงามและหลากหลายอีกด้วย โอ้ ท่านหญิงผู้สวยงาม แห่งดอกมะลิดอกบัว ดอกลิลลี่สีน้ำเงิน และดอกจำปาข้าพเจ้าเคยรับใช้ พระนาง สัตยาภามะ พระมเหสีองค์โปรดของพระกฤษณะและพระนางเทราปที พระมเหสีแห่งปันดาวะและสตรีที่งดงามที่สุดใน ตระกูล กุรุข้าพเจ้าเดินทางไปมาตามลำพัง หาเลี้ยงชีพด้วยอาหารและเครื่องแต่งกายที่ดี และตราบใดที่ข้าพเจ้ายังหาได้ ข้าพเจ้าก็จะอาศัยอยู่ในที่ที่หาได้ พระนางเทราปทีเองทรงเรียกข้าพเจ้าว่า มาลินี (ผู้ทำพวงมาลัย)”
                "เมื่อได้ยินเช่นนั้น สุเดศนาจึงกล่าวว่า"
 'ข้าอยากจะอุ้มเจ้าไว้บนศีรษะของข้าเอง หากไม่สงสัยเลยว่าพระราชาเองก็จะทรงหลงใหลเจ้าด้วยพระทัยทั้งหมด เหล่าสตรีในราชสำนักและนางกำนัลของข้าต่างจ้องมองเจ้าด้วยความงามของเจ้า แล้วชายใดเล่าจะต้านทานเสน่ห์ของเจ้าได้? แน่นอน เจ้าผู้มีสะโพกงดงาม เจ้าหญิงสาวผู้มีเสน่ห์เหลือล้น เมื่อได้เห็นความงามเหนือมนุษย์ของเจ้า พระราชาวิราตะจะต้องละทิ้งข้าและหันมาหาเจ้าด้วยพระทัยทั้งหมด เจ้าผู้มีเรือนร่างไร้ที่ติ เจ้าผู้มีดวงตาโตที่จ้องมองอย่างรวดเร็ว ผู้ใดที่เจ้ามองด้วยความปรารถนา ผู้นั้นจะต้องตกหลุมรัก เจ้าผู้มีรอยยิ้มหวาน เจ้าผู้ใดมีรูปงามไร้ที่ติ ผู้ใดเฝ้ามองท่านอยู่เสมอ ผู้นั้นย่อมติดไฟอย่างแน่นอน เหมือนกับคนที่ปีนต้นไม้เพื่อจะทำลายตัวเอง เหมือนกับปูที่วางแผนทำลายตัวเอง ข้าพเจ้าเองก็อาจนำความพินาศมาสู่ตนเองได้เช่นกัน โอท่านผู้มีรอยยิ้มหวาน ด้วยการให้ที่พักพิงแก่ท่าน'
                "ดรูปาดีตอบว่า..."
 “โอ้ สตรีผู้เลิศล้ำ ไม่ว่าวิราตะหรือผู้ใดก็ไม่อาจครอบครองข้าได้ เพราะสามีหนุ่มทั้งห้าของข้า ซึ่งเป็นคนธรรพ์และโอรสของ กษัตริย์ คนธรรพ์ผู้ทรงอำนาจยิ่ง คอยปกป้องข้าอยู่เสมอ ไม่มีใครทำร้ายข้าได้ ความปรารถนาของสามีคนธรรพ์ของข้าคือให้ข้าปรนนิบัติเฉพาะผู้ที่ไม่ให้ข้าแตะต้องอาหารที่ผู้อื่นรับประทานแล้ว หรือสั่งให้ข้าล้างเท้าให้พวกเขา ชายใดที่พยายามจะครอบครองข้าเหมือนหญิงสามัญชน จะต้องพบกับความตายในคืนนั้น ไม่มีใครประสบความสำเร็จในการครอบครองข้าได้ เพราะโอ้ สตรีผู้สวยงาม โอ้ ท่านผู้มีรอยยิ้มอันหวานชื่นคนธรรพ์ อันเป็นที่รักเหล่านั้น ผู้เปี่ยมด้วยพลังและความแข็งแกร่งอันยิ่งใหญ่ คอยปกป้องข้าอย่างลับๆ อยู่เสมอ”
                "สุเดศนากล่าวว่า..."
                “โอ้ ท่านผู้ซึ่งนำความสุขมาสู่จิตใจ หากเป็นอย่างที่ท่านกล่าวมา เราจะรับท่านเข้ามาอยู่ในบ้านของเรา ท่านไม่ต้องแตะต้องอาหารที่ผู้อื่นรับประทานแล้ว หรือล้างเท้าให้ผู้อื่น”
                " ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า 'เมื่อภรรยาของวิราตะกล่าวเช่นนั้น โอชานาเมชัยพระกฤษณะ (ทราวปที) ผู้ซึ่งจงรักภักดีต่อเจ้านายของนางเสมอมา จึงเริ่มมาอาศัยอยู่ในเมืองนั้น และไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วนางเป็นใคร!'"
Section X - สหเทวะกลายมาเป็นคนเลี้ยงวัวรับใช้พระราชาวิรตะ
                " ไวสัมปายานะกล่าวว่า 'จากนั้น สหเทวะก็แต่งกายเป็นคนเลี้ยงวัวและพูดภาษาคนเลี้ยงวัวมายังคอกวัวใน เมืองของ วิราตะและเมื่อพระราชาเห็นกระทิงในหมู่มนุษย์ผู้นั้นซึ่งเปล่งประกายเจิดจรัส ก็ทรงตกตะลึงอย่างยิ่ง'"
                และพระองค์ทรงสั่งให้คนของพระองค์ไปตามสหเทวะมา และเมื่อสหเทวะมาถึง กษัตริย์ก็ตรัสกับเขาว่า
                “เจ้าเป็นของใคร? มาจากที่ใด? และต้องการทำอะไร? ข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อนเลย โอ้ กระทิงในหมู่มนุษย์ โปรดบอกความจริงเกี่ยวกับตัวเจ้าให้ข้าฟัง”
                'เมื่อเข้าเฝ้าพระราชาผู้ทรงปราบปราศศัตรู สหเทวะจึงตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกดุจเสียงคำรามของเมฆ'
 “ข้าพเจ้าเป็นวรรณะไว ศ ยะ นามว่า อริษฐาเนมี ข้าพเจ้าเคยเป็นคนเลี้ยงวัวรับใช้พวกกระทิงแห่ง เผ่า กุรุบุตรของปันดูโอ้ผู้ประเสริฐที่สุด ข้าพเจ้าตั้งใจจะมาอยู่เคียงข้างท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่รู้ว่าพวกสิงห์ในหมู่กษัตริย์ บุตรของปฤถะอยู่ที่ไหน ข้าพเจ้าไม่อาจอยู่ได้โดยปราศจากการรับใช้ และโอ้พระราชา ข้าพเจ้าไม่ต้องการรับใช้ใครอื่นนอกจากท่าน”
                เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น วิราตะจึงกล่าวว่า
 'ท่านต้องเป็นพราหมณ์หรือกษัตริย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านดูราวกับว่าเป็นเจ้าครองแผ่นดินทั้งมวล'ล้อมรอบด้วยทะเล บอกความจริงแก่ข้าเถิด ท่านผู้ปราบศัตรู ตำแหน่งของไวศยะไม่เหมาะสมกับท่าน บอกข้าเถิดว่าท่านมาจากอาณาจักรของกษัตริย์องค์ใด ท่านรู้เรื่องอะไร และท่านประสงค์จะอยู่กับเราในฐานะใด และท่านประสงค์จะรับค่าตอบแทนเท่าใด
                "สหเทวะตอบว่า"
 ' ยุธิษฐิระ โอรสองค์โตในบรรดาโอรสทั้งห้าของปันทุ มีฝูงวัวอยู่กองหนึ่งแปดแสนตัว อีกกองหนึ่งหนึ่งหมื่นตัว และอีกกองหนึ่งสองหมื่นตัว เป็นต้น ข้าพเจ้ามีหน้าที่ดูแลวัวเหล่านั้น ผู้คนเรียกข้าพเจ้าว่าตันตรีปาละข้าพเจ้ารู้ทั้งปัจจุบัน อดีต และอนาคตของวัวทุกตัวที่อาศัยอยู่ในรัศมีสิบโยชนาและเรื่องราว ของพวกมัน ก็ถูกบันทึกไว้ คุณงามความดีของข้าพเจ้าเป็นที่รู้จักแก่ผู้ทรงเกียรติองค์นั้น และกษัตริย์ยุธิษฐิระแห่งกุรุทรงพอพระทัยในตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังรู้จักวิธีการช่วยให้วัวขยายพันธุ์ได้เร็ว และมีภูมิคุ้มกันจากโรคภัยไข้เจ็บ ข้าพเจ้ายังรู้จักศาสตร์เหล่านี้ด้วย ข้าพเจ้าสามารถคัดเลือกวัวตัวผู้ที่มีลักษณะมงคลซึ่งเป็นที่เคารบูบูชาของมนุษย์ และหญิงที่เป็นหมันสามารถตั้งครรภ์ได้โดยการดมปัสสาวะของพวกมัน'
                "วีราตากล่าวว่า..."
                'ข้าพเจ้ามีวัวหนึ่งแสนตัว แบ่งเป็นฝูงต่าง ๆ ข้าพเจ้าขอฝากวัวทั้งหมดพร้อมทั้งคนเลี้ยงไว้ในความดูแลของท่าน นับจากนี้ไป สัตว์เลี้ยงของข้าพเจ้าจะอยู่ในความดูแลของท่าน'
                " ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า 'แล้ว โอพระราชา ผู้ทรงอำนาจเหนือมนุษย์นามว่า สหเทวะ ผู้ได้รับการอุปถัมภ์จากวิราตะ ก็ไม่ได้ถูกกษัตริย์องค์นั้นรู้ และทรงใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่มีใครอื่น (นอกจากพี่น้องของพระองค์) จำพระองค์ได้'"
Section XI - อรชุนในคราบปลอมตัว: ปรมาจารย์ด้านการเต้นรำในราชสำนักของพระเจ้าวิราตะ
 “ ไวสัมปายานะกล่าวว่า ‘ต่อมาที่ประตูของกำแพงเมือง ปรากฏบุคคลอีกคนหนึ่งที่มีรูปร่างใหญ่โตและงดงามอย่างยิ่ง ประดับประดาด้วยเครื่องประดับของสตรี สวมต่างหูขนาดใหญ่และกำไลสังข์ที่สวยงามประดับด้วยทองคำ บุคคลผู้มีแขนอันทรงพลัง ผมยาวสลวยพลิ้วไหวรอบคอ เดินอย่างสง่างามราวกับช้าง และก้าวเดินอันน่าเกรงขามจนแผ่นดินสั่นสะเทือน เข้าใกล้พระวิราตะและประทับอยู่ในราชสำนัก เมื่อพระวิราตะทรงทอดพระเนตรโอรสแห่งพระอินทร์ ผู้ยิ่งใหญ่ เปล่งประกายเจิดจรัสและมีท่าทางการเดินดุจช้าง—ผู้บดขยี้ศัตรูผู้ซึ่งปลอมตัวเป็นรูปลักษณ์ที่แท้จริง เข้ามาในหอประชุมและเดินตรงไปยังพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์จึงตรัสกับข้าราชบริพารทั้งหมดว่า...’
                'คนนี้มาจากไหน? ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเขามาก่อนเลย' และเมื่อบรรดาชายที่อยู่ในที่นั้นกล่าวถึงผู้มาใหม่ว่าเป็นคนที่พวกเขาไม่รู้จัก กษัตริย์จึงตรัสด้วยความประหลาดใจว่า
 “ท่านมีพละกำลังมหาศาล ดุจดั่งเทพสวรรค์ วัยเยาว์ผิวคล้ำ ดุจดั่งผู้นำฝูงช้าง สวมกำไลสังข์ประดับทอง ถักเปีย และต่างหู ท่านจึงเปล่งประกายดุจดั่งดวงดาว”ท่ามกลางผู้ที่ขี่รถม้าเดินทางไปมา สวมเกราะ ถือธนูและลูกศร ประดับด้วยพวงมาลัยและผมสวยงาม ข้าพเจ้าแก่ชราและปรารถนาจะวางภาระลง ขอให้ท่านเป็นเหมือนบุตรชายของข้าพเจ้า หรือปกครองเหมือนข้าพเจ้าเถิด เหล่ามัตสยา ทั้งหลาย ดูเหมือนว่าคนอย่างท่านไม่มีทางเป็นเพศกลางได้เลย'
                " อรชุนกล่าวว่า"
 'ข้าพเจ้าขับร้อง รำ และเล่นดนตรีได้ ข้าพเจ้าเชี่ยวชาญด้านการเต้นรำและมีทักษะในการขับร้อง โอ้พระเจ้าแห่งมนุษย์ โปรดมอบข้าพเจ้าให้แก่ (เจ้าหญิง) อุตตระข้าพเจ้าจะเป็นครูสอนรำให้แก่เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ ส่วนเรื่องที่ว่าข้าพเจ้ามาอยู่ในร่างนี้ได้อย่างไร การฟังเรื่องราวเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไรกับพระองค์ ในเมื่อมันจะยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดให้แก่ข้าพเจ้า โปรดทรงทราบเถิด โอ้พระราชาแห่งมนุษย์ ว่าข้าพเจ้าคือวริหันนาละ บุตรหรือธิดาที่ไม่มีบิดาหรือมารดา'
                "วีราตากล่าวว่า..."
                “โอ้ วริหันนาลา ข้าจะให้สิ่งที่เจ้าปรารถนา จงสอนลูกสาวของข้าและคนอื่นๆ ที่เป็นเช่นเธอ ให้รู้จักการรำ แต่สำหรับข้าแล้ว ตำแหน่งนี้ดูไม่เหมาะสมกับเจ้า เจ้าสมควรได้รับ! (การปกครอง) แผ่นดินทั้งหมดที่ล้อมรอบด้วยมหาสมุทร”
 ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า ' กษัตริย์แห่งมัตสยะทรงทดสอบวริหันนาลาในด้านการเต้นรำ ดนตรี และศิลปะแขนงอื่นๆ และทรงปรึกษากับเหล่าเสนาบดีต่างๆ แล้วทรงสั่งให้ทดสอบเขาโดยเหล่าสตรี และเมื่อทรงทราบว่าความอ่อนแอทางเพศนี้เป็นแบบถาวร พระองค์จึงทรงส่งเขาไปยังห้องของหญิงสาว และที่นั่นอรชุนผู้ทรงพลังได้เริ่มสอนการร้องเพลงและดนตรีให้แก่ธิดาของวีราตะ เพื่อนๆ ของนาง และนางกำนัลของนาง และในไม่ช้าก็ได้รับความโปรดปรานจากพวกนาง และด้วยวิธีนี้ อรชุนผู้มีสติมั่นคงจึงอาศัยอยู่ที่นั่นโดยปลอมตัว ร่วมสนุกสนานในหมู่พวกนาง และไม่มีใครในหรือนอกวังรู้'
ตอนต่อไป; Section XII - ความเชี่ยวชาญด้านม้าของนากุละในราชสำนักของพระเจ้าวิราตะ
 สรุปย่อของบทนี้: นากุละ หนึ่งใน พี่น้อง ปันดาวา ปลอมตัวเป็นครูฝึกม้าชื่อกรันถิกะและไปสมัครงานที่ ราชสำนักของพระเจ้า วิราตะ พระเจ้าวิรา ตะทรงประทับใจในทักษะและบารมีของนากุละ จึงแต่งตั้งเขาเป็นผู้ดูแลม้า และมอบอำนาจให้ดูแลเหล่าคนเลี้ยงม้าและคนขับรถม้าทั้งหมด แม้จะปลอมตัว นากุละก็ยังคงรักษาความสงบและปฏิบัติหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง จนได้รับความชื่นชมจากทุกคนในวัง พระเจ้าวิราตะไม่ทรงทราบตัวตนที่แท้จริงของนากุละ จึงทรงปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง และทรงแสดงความยินดีที่มีบุคคลผู้สูงส่งอย่างยุธิษฐิระรับใช้ พี่น้องปันดาวา รวมทั้งนากุละ ใช้ชีวิตอย่างลับๆ ใน อาณาจักร มัตสยะปกปิดตัวตนที่แท้จริงขณะอดทนต่อการเนรเทศด้วยความอดทนและแน่วแน่ การปรากฏตัวของพวกเขาในราชสำนักของพระเจ้าวิราตะยังคงไม่มีใครสังเกตเห็น เพราะพวกเขายังคงรักษาสัญญาเรื่องความลับแม้จะเผชิญกับความยากลำบากก็ตาม