Translate

13 มกราคม 2569

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๔. มหาโมคคัลลานเถราปทาน (๒)

         ๒. พรรณนามหาโมคคัลลานเถราปทาน
         อปทานของท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อโนมทสฺสี ภควา
ดังนี้เป็นต้น. 
         คำมีอาทิว่า ก็พระเถระนี้ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าปางก่อนทั้งหลาย สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพนั้นๆ ครั้นในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสีดังนี้ ได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องของพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ. 
   ความพิสดารว่า จำเดิมแต่วันที่บวชแล้ว ในวันที่ ๗ พระเถระเข้าไปอาศัยบ้าน กัลลวาลคาม ในมคธรัฐ บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ เมื่อถีนมิทธะคือความโงกง่วงครอบงำ อันพระศาสดาทรงให้สลดใจด้วยพระดำรัสมีอาทิว่า โมคคัลลานะ ความพยายามของเธออย่าได้ไร้ผลเสียเลย เมื่อได้ฟังธาตุกรรมฐานอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรเทาความโงกง่วงแล้วตรัสให้ฟังอยู่ ได้บรรลุมรรคทั้ง ๓ เบื้องบน โดยลำดับแห่งวิปัสสนาแล้วถึงที่สุดแห่งสาวกญาณในขณะแห่งผลอันเลิศคือพระอรหัตผล. 
         ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ครั้นได้บรรลุความเป็นทุติยสาวกอย่างนี้แล้ว ได้ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศอปทานอันเป็นบุพจริยาด้วยอำนาจความโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโนมทสฺสี ภควา ดังนี้. 
         ในคำนั้น ที่ชื่อว่าอโนมทัสสี เพราะมีทัสสนะคือความเห็นไม่ต่ำทราม คือไม่เลวทราม. 
         จริงอยู่ พระองค์มีการเห็นอันกระทำความไม่อิ่มแก่คนผู้มองดูพระองค์อยู่ตลอดทั้งวัน ตลอดทั้งเดือน ตลอดทั้งปี แม้ตลอดแสนปี เพราะพระองค์เป็นผู้มีพระสรีระประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอโนมทัสสี. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอโนมทัสสี เพราะมีปกติเห็นพระนิพพานอันไม่ต่ำทราม คือไม่เลวทราม. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้พระนามว่าอโนมทัสสี เพราะเหตุทั้งหลายมีความเป็นผู้มีภาคยะคือบุญเป็นต้น. 
         บทว่า โลกเชฏฺโฐ ได้แก่เป็นใหญ่ คือเป็นประธานแห่งสัตว์โลกทั้งมวล. 
         ชื่อว่าอาสภะ เพราะเป็นเช่นกับวัวผู้ ผู้ยิ่งใหญ่, ผู้ยิ่งใหญ่แห่งนระทั้งหลาย ชื่อว่านราสภะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าอโนมทัสสีผู้เป็นใหญ่แห่งโลก ผู้ยิ่งใหญ่แห่งนระพระองค์นั้น อันหมู่แห่งเทพกระทำไว้ในเบื้องหน้า คืออันหมู่เทพทั้งหลายห้อมล้อมแล้ว. 
         เชื่อมความต่อกันไปว่า ประทับอยู่ในหิมวันตประเทศ. 
         อธิบายความว่า ในคราวที่ได้กระทำความปรารถนาในวาระที่สอง เพื่อเป็นทุติยสาวกนั้น เราได้บังเกิดเป็นนาคราชมีนามชื่อว่าวรุณ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ในกาลนั้น เราเป็นนาคราชมีนามชื่อว่าวรุณ ดังนี้.
         บทว่า กามรูปี ได้แก่ มีปกตินิรมิตสิ่งที่ใคร่ได้ตามปรารถนา. 
         บทว่า วิกุพฺพามิ แปลว่า กระทำการแผลงฤทธิ์ได้ต่างๆ. 
         บทว่า มโหทธินิวาสหํ ความว่า ในระหว่างนาคเหล่านี้ คือมัญเชริกนาค ๑ นาคที่อยู่บนแผ่นดิน ๑ นาคที่อยู่บนภูเขา ๑ นาคที่อยู่ในแม่น้ำ ๑ นาคที่อยู่ในสมุทร ๑ เราเป็นนาคอยู่ในสมุทร อาศัยอยู่. อธิบายว่า สำเร็จการอยู่ในห้วงน้ำใหญ่คือในสมุทร. 
         บทว่า สงฺคณิยํ คณํ หิตฺวา ความว่า ละ คือเว้นหมู่นาคซึ่งเป็นบริวารประจำ คือซึ่งเป็นบริวารของตน. 
         บทว่า ตุริยํ ปฏฺฐเปสหํ ความว่า เราเริ่มตั้งดนตรี อธิบายว่า ให้บรรเลงดนตรี. 
         บทว่า สมฺพุทฺธํ ปริวาเรตฺวา ความว่า ในกาลนั้น เหล่านางอัปสรคือนางนาคมาณวิกาทั้งหลาย แวดล้อมพระอโนมทัสสีสัมพุทธเจ้าบรรเลงแล้ว คือขับร้องด้วยคำอันไพเราะ บรรเลงด้วยคำพากย์เป็นต้น ได้แก่บรรเลงตามความเหมาะสมที่ตนมีอยู่. 
         บทว่า วชฺชมาเนสุ ตุริเยสุ ความว่า เมื่อดนตรีมนุษย์และดนตรี นาคอันประกอบด้วยองค์ ๕ บรรเลงอยู่. 
         บทว่า เทวตุริยานิ วชฺชยุํ ความว่า เทวดาชั้นจาตุมหาราชก็บรรเลง คือประโคมดนตรีทิพย์. 
         บทว่า อุภินฺนํ สทฺทํ สุตฺวาน ความว่า ได้ทรงฟังเสียงกลองเทวดาและมนุษย์ทั้งสองฝ่าย. อธิบายว่า พระพุทธเจ้าแม้ผู้ทรงเสมอด้วยครูของโลกทั้งสามก็ทรงรู้พร้อม คือทรงทราบ ทรงสดับ. 
         บทว่า นิมนฺเตตฺวาน สมฺพุทฺธํ ความว่า นิมนต์พระสัมพุทธเจ้าพร้อมทั้งหมู่สาวก เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ แล้วแวดล้อม. 
         บทว่า สกภวนํ ได้แก่ เข้าไปยังนาคพิภพของตน. 
         บทว่า คนฺตฺวา จ อาสนํ ปญฺญาเปตฺวาน ความว่า ให้ปูลาด คือตระเตรียมที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน กุฎี มณฑป ที่นอนและที่นั่ง. 
         บทว่า กาลมาโรจยึ อหํ ความว่า เรากระทำวิธีเบื้องต้นอย่างนี้แล้ว ให้กราบทูล คือให้ทรงทราบเวลาว่า ได้เวลาแล้วพระเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว. 
         บทว่า ขีณาสวสหสฺเสหิ ความว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น อันพระอรหันต์หนึ่งพันห้อมล้อมแล้ว เป็นนายกของโลก ทรงยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว เสด็จเข้าไปคือเสด็จถึงภพของเรา. 
         เมื่อจะแสดงอาการที่ให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เสด็จเข้าไปยังภพของตนแล้ว ให้เสวย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุปวิฏฺฐ มหาวีรํ ดังนี้. คำนั้นเข้าใจได้ง่ายมาก. 
         บทว่า โอกฺกากกุลสมฺภโว ความว่า พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร คือโดยอำนาจพระโคตร ทรงอุบัติในราชสกุลอันมาแล้วโดยสืบๆ กันแห่งพระเจ้าโอกกากราช หรืออุบัติในราชสกุลอันปรากฏในชมพูทวีปทั้งสิ้น จักเกิดมีในมนุษยโลก. 
         ด้วยบทว่า โส ปจฺฉา ปพฺพชิตฺวาน นี้ พระศาสดาได้ทรงกระทำการพยากรณ์ว่านาคราชนั้นอันกุศลมูลคือบุญสมภารตักเตือนคือส่งเสริม ในภายหลังคือภพสุดท้ายจึงบวชในพระศาสนา จักเป็นทุติยอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม. 
         บทว่า อารทฺธวีริโย ได้แก่ มีความเพียรในอิริยาบถทั้งหลายมีการยืนและการนั่งเป็นต้น. 
         บทว่า ปหิตตฺโต แปลว่า มีจิตส่งไปแล้วในพระนิพพาน. 
         บทว่า อิทฺธิยา ปารมึ คโต ความว่า ถึง คือบรรลุถึงความเต็มเปี่ยม คือที่สุดในอธิษฐานฤทธิ์ วิกุพพนฤทธิ์ กัมมวิปากชฤทธิ์เป็นต้น ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาโมคคัลลานะนี้เป็นยอดแห่งภิกษุสาวกของเราผู้มีฤทธิ์. 
         บทว่า สพฺพาสเว ความว่า กำหนดรู้คือรู้ทั่ว ได้แก่รอบด้าน คือละธรรมคือกาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชาทั้งหมด อันได้ชื่อว่าอาสวะ เพราะไหลไป คือเป็นไปทั่วคือรอบด้าน เป็นผู้ไม่มีอาสวะ คือไม่มีกิเลส. 
         บทว่า นิพฺพายิสฺสติ เชื่อมความว่า จักนิพพานด้วยกิเลสปรินิพพานและขันธปรินิพพาน. 
         พระเถระครั้นกล่าวถึงการพยากรณ์ที่ได้ด้วยอำนาจบุญของตนอย่างนี้แล้ว เมื่อจะประกาศจริยาอันลามกอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปาปมิตฺโตปนิสฺสาย ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีอธิบายว่า เข้าไปอาศัยคือกระทำปาปมิตรคือมิตรผู้มีบาปคือผู้ลามก ให้เป็นที่อาศัย ได้แก่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับปาปมิตรเหล่านั้น.
         ในข้อนั้นมีอนุบุพพิกถาดังต่อไปนี้. 
         สมัยหนึ่ง พวกเดียรถีย์ประชุมกันปรึกษากันว่า อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านรู้ไหม เพราะเหตุไร ลาภสักการะจึงบังเกิดมากมายแก่พระสมณโคดม. พวกเดียรถีย์กล่าวว่าพวกเราไม่รู้ ก็ท่านเล่า ไม่รู้หรือ. 
   พวกเดียรถีย์กล่าวว่า เออ เรารู้ลาภสักการะเกิดขึ้น เพราะอาศัยภิกษุรูปหนึ่งชื่อโมคคัลลานะ. ด้วยว่าพระโมคคัลลานะนั้นไปยังเทวโลก ถามถึงกรรมที่เหล่าเทวดากระทำ แล้วกลับมาบอกแก่พวกมนุษย์ว่า พวกเขาทำกรรมชื่อนี้จึงได้สมบัติเห็นปานนี้ และถามกรรมแม้ของพวกที่เกิดในนรก แล้วกลับมาบอกแก่พวกมนุษย์ว่าพวกเขาทำกรรมชื่อนี้จึงได้เสวยทุกข์เห็นปานนี้. 
         มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังถ้อยคำของพระมหาโมคคัลลานะแล้ว จึงนำไปเฉพาะซึ่งลาภสักการะใหญ่. 
   เดียรถีย์ทั้งหมดได้มีฉันทะเป็นอย่างเดียวกันว่า ถ้าพวกเราอาจฆ่าพระโมคคัลลานะนั้น ลาภสักการะนั้นจักบังเกิดแก่พวกเรา อุบายนี้มีประโยชน์ แล้วคิดกันว่า พวกเราจักกระทำอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งฆ่าพระโมคคัลลานะนั้นเสีย จึงชักชวนพวกอุปัฏฐากของตน ได้กหาปณะหนึ่งพัน แล้วให้เรียกโจรนักฆ่าคนมาแล้วพูดว่า ชื่อว่าพระมหาโมคคัลลานเถระ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นสมณโคดม อยู่ ณ กาฬศิลาประเทศ ท่านจงไป ณ ที่นั้นแล้วฆ่าพระโมคคัลลานะนั้นเสีย ครั้นกล่าวแล้วได้ให้กหาปณะหนึ่งพันนั้นแก่โจรเหล่านั้น. 
         พวกโจรรับคำเพราะได้ทรัพย์ พากันกล่าวว่า พวกเราจักฆ่าพระเถระ จึงไปล้อมสถานที่อยู่ของพระเถระนั้น. 
         พระเถระรู้ว่าพวกโจรเหล่านั้นล้อมตนอยู่ จึงหนีออกไปทางช่องกุญแจ. พวกโจรไม่เห็นพระเถระในวันนั้น จึงพากันล้อมสถานที่อยู่ของพระเถระนั้นในวันรุ่งขึ้น. 
         พระเถระรู้แล้วจึงทำลายมณฑลช่อฟ้าแล้วเหาะไป. เมื่อเป็นอย่างนั้น พวกโจรเหล่านั้นจึงไม่อาจจับพระเถระทั้งในเดือนต้นและเดือนกลาง แต่เมื่อถึงเดือนหลัง พระเถระรู้ว่ากรรมที่ตนกระทำไว้ชักพามา จึงไม่หลบหนี. พวกโจรประหารพระเถระ ทุบทำลายกระทำกระดูกทั้งหลายให้มีขนาดเมล็ดข้าวสารเป็นประมาณ. 
         ทีนั้น พวกโจรสำคัญพระเถระนั้นว่าตายแล้ว จึงโยนไปบนหลังพุ่มไม้แห่งหนึ่ง แล้วพากันหลีกไป. 
         พระเถระคิดว่า เราจักเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้วทีเดียวจึงจักปรินิพพาน แล้วประสานอัตภาพด้วยเครื่องประสานคือฌาน แล้วเหาะไปยังสำนักของพระศาสดา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักปรินิพพาน. 
         พระศาสดาตรัสว่า เธอจักปรินิพพานหรือโมคคัลลานะ. 
         พระเถระกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ. 
         พระศาสดา. เธอจักไปปรินิพพานที่ไหน. 
         พระเถระ. จะไปยังกาฬศิลาประเทศ พระเจ้าข้า. 
         พระศาสดา. โมคคัลลานะ ถ้าอย่างนั้น เธอกล่าวธรรมแก่เราแล้วจงไปเถิด. เพราะตั้งแต่บัดนี้ไป เราจะไม่มีการเห็นสาวกเช่นท่าน (อีกต่อไป). 
         พระเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักทำอย่างนั้น พระเจ้าข้า. แล้วถวายบังคมพระศาสดา เหาะขึ้นสู่อากาศ กระทำฤทธิ์มีประการต่างๆ เหมือนพระสารีบุตรเถระกระทำในวันปรินิพพาน แล้วกล่าวธรรม ถวายบังคมลาพระศาสดา ไปยังกาฬศิลาประเทศแล้วปรินิพพาน. 
         เรื่องราวนี้ว่า เขาว่า พวกโจรฆ่าพระเถระดังนี้ ได้แพร่สะพัดไปในชมพูทวีปทั้งสิ้น. 
         พระเจ้าอชาตศัตรูได้ทรงประกอบพวกจารบุรุษ เพื่อให้แสวงหาพวกโจร. 
   เมื่อโจรเหล่านั้นดื่มสุราในโรงดื่มสุราอยู่เมาเหล้า โจรคนหนึ่งประหารหลังของโจรคนหนึ่งให้ล้มลงไป. โจรคนนั้นเมื่อจะคุกคามโจรที่ประหารตนนั้น จึงกล่าวว่า แน่ะเจ้าคนแนะนำยาก เหตุไร เจ้าจึงประหารหลังของเราทำให้ล้มลง เฮ้ย! เจ้าโจรร้าย ก็พระมหาโมคคัลลานเถระน่ะ เจ้าประหารก่อนหรือ. โจรผู้ประหารกล่าวว่า ก็เจ้าไม่รู้ว่าข้าประหารก่อนหรือ. 
         เมื่อโจรเหล่านั้นพูดกันอยู่อย่างนี้ว่า ข้าประหาร ข้าประหาร ดังนี้ จารบุรุษเหล่านั้นได้ฟังแล้วจึงจับโจรเหล่านั้นทั้งหมด แล้วกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ. 
   พระราชารับสั่งให้เรียกโจรเหล่านั้นมาแล้วตรัสถามว่า พวกเจ้าฆ่าพระเถระหรือ? พวกโจรกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่สมมติเทพ. พระราชา. ใครส่งพวกเจ้ามา. พวกโจร. พวกสมณะเปลือย พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้จับพวกสมณะเปลือยทั้ง ๕๐๐ คนแล้วให้ฝังในหลุมประมาณเพียงสะดือที่ท้องสนามหลวง พร้อมกับพวกโจรทั้ง ๕๐๐ คน แล้วให้เอาฟางสุมแล้วให้จุดไฟ. ครั้นทรงทราบว่า คนเหล่านั้นถูกเผาแล้วให้เอาไถเหล็กไถ ให้ทำคนทั้งหมดให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่. 
         ในกาลนั้น ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า พระมหาโมคคัลลานเถระถึงแก่ความตายไม่เหมาะสมแก่ตน. 
   พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ความตายของโมคคัลลานะไม่เหมาะสมแก่อัตภาพนี้เท่านั้น แต่เหมาะสมแท้แก่กรรมที่โมคคัลลานะนั้นทำไว้ในชาติก่อน. อันภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บุรพกรรมของพระเถระนั้นเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า จึงตรัสบุรพกรรมนั้นโดยพิสดารว่า 
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล มีกุลบุตรคนหนึ่งในนครพาราณสี กระทำการงานมีการซ้อมข้าวและหุงข้าวเป็นต้นด้วยตนเอง ปฏิบัติบิดามารดา. 
   ทีนั้น บิดามารดาของเขาจึงกล่าวว่า ลูกเอ๋ย เจ้าผู้เดียวกระทำการงานทั้งในบ้านและในป่าลำบาก เราจักนำนางกุมาริกาคนหนึ่งมาให้เจ้า แม้ถูกกุลบุตรนั้นห้ามว่า ข้าแต่คุณพ่อและคุณแม่ ท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ตราบใด ลูกจักบำรุงคุณพ่อและคุณแม่ด้วยมือของตนเองตราบนั้น ดังนี้ ก็ยังอ้อนวอนอยู่แล้วๆ เล่าๆ แล้วนำนางกุมาริกามาให้. 
   กุมาริกานั้นบำรุงบิดามารดาของเขาได้ ๒-๓ วันเท่านั้น ภายหลังไม่ปรารถนาแม้จะเห็นคนทั้งสองนั้น จึงยกโทษว่า ดิฉันไม่อาจอยู่ในที่เดียวกันกับบิดามารดาของท่าน เมื่อกุลบุตรนั้นไม่เชื่อถือถ้อยคำของตน ในเวลาเขาออกไปข้างนอก จึงเอาชิ้นเปลือกปอและฟองข้าวยาคูมาโรยในที่นั้นๆ อันกุลบุตรนั้นมาแล้วถามว่า นี้อะไรกัน. นางจึงกล่าวว่า นี่เป็นกรรมของคนทั้งแก่ทั้งบอดเหล่านี้ เขาเที่ยวกระทำให้สกปรกไปทั่วเรือน ฉันไม่อาจอยู่ในที่เดียวกันกับคนเหล่านี้. 
   เมื่อนางกล่าวอยู่บ่อยๆ อย่างนี้ สัตว์ผู้ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วแม้เห็นปานนี้ ก็แตกกับบิดามารดา. กุลบุตรนั้นจึงกล่าวว่า ช่างเถอะ เราจักรู้กรรมที่จะทำแก่คนเหล่านั้น จึงให้บิดามารดาบริโภคแล้วกล่าวว่า ข้าแต่คุณพ่อคุณแม่ พวกญาติของท่านทั้งสองในที่ชื่อโน้น หวังการมา พวกเราจักไปในที่นั้นดังนี้ แล้วยกบิดามารดาขึ้นยานน้อยพาไป. 
         ในเวลาถึงท่ามกลางดงจึงกล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ท่านจงถือเชือก พวกโคจะเดินไปตามความสำคัญของอาญา ในที่นี้มีพวกโจรอยู่ ฉันจะลงเดินไป แล้วให้เชือกในมือของบิดา ตนเองลงเดินไป ได้เปลี่ยนเสียงกระทำให้เป็นเสียงพวกโจรตั้งขึ้น. 
         บิดามารดาได้ยินเสียง สำคัญว่าโจรตั้งขึ้น จึงกล่าวว่า พ่อ พวกโจรตั้งขึ้นแล้ว พวกเราเป็นคนแก่ พ่อจงรักษาเฉพาะตนเองเถิด. บิดามารดาแม้จะร้องอยู่ เขาก็กระทำเสียงโจร ทุบให้ตายแล้ว โยนทิ้งไปในดงแล้วกลับมา. 
         พระศาสดาครั้นตรัสบุรพกรรมนี้ของพระเถระแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะกระทำกรรมมีประมาณเท่านี้ ไหม้อยู่ในนรกหลายแสนปี ด้วยผลวิบากที่เหลือเพียงนั้น จึงเป็นผู้แหลกละเอียดเพราะทุบอย่างนั้นแหละ แล้วถึงความตายสิ้นร้อยอัตภาพ โมคคัลลานะได้ความตายอันสมควรแก่กรรมของตนอย่างนี้ทีเดียว. 
         ฝ่ายพวกเดียรถีย์ ๕๐๐ กับโจร ๕๐๐ ประทุษร้ายบุตรของเราผู้ไม่ประทุษร้าย ก็ได้ความตายอันสมควรเหมือนกัน. เพราะผู้ประทุษร้ายในคนผู้ไม่ประทุษร้าย ย่อมถึงความพินาศเพราะเหตุ ๑๐ ประการนั่นเทียว 
         เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า 
               บุคคลใดประทุษร้ายคนผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้ไม่มีอาชญา 
         ด้วยอาชญา บุคคลนั้นย่อมพลันเข้าถึงฐานะ ๑๐ อย่าง อย่างใด 
         อย่างหนึ่ง คือ 
                     ย่อมถึงเวทนาอันหยาบ ๑ 
   ความเสื่อม ๑ 
                     ความแตกทำลายแห่งสีรระ ๑ 
    อาพาธหนัก ๑ 
                  ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑ 
                     ความขัดข้องแต่พระราชา ๑ 
                    การกล่าวตู่อย่างร้ายแรง ๑ 
        ความสิ้นญาติ ๑ 
                     ความผุพังแห่งโภคทรัพย์ ๑ 
                     อีกอย่างหนึ่ง ไฟผู้ชำระย่อมไหม้เรือนของเขา ๑ เพราะ 
               กายแตกทำลาย คนปัญญาทรามนั้น ย่อมเข้าถึงนรก ดังนี้. 
         บทว่า ปวิเวกมนุยุตฺโต ความว่า ประกอบเนืองๆ คือประกอบแล้ว ได้แก่ประกอบแล้ว ประกอบทั่วแล้วซึ่งความสงัด คือความเป็นผู้เดียวโดยอาการ. 
         บทว่า สมาธิภาวนารโต ความว่า ยินดีแล้ว คือติดแน่นแล้วในการเจริญปฐมฌานเป็นต้น. เชื่อมความว่า จักกำหนดรู้ คือรู้แล้ว ได้แก่ละแล้วซึ่งอาสวะทั้งปวง ได้แก่กิเลสทั้งสิ้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะคือไม่มีกิเลสอยู่. 
         บัดนี้ เมื่อจะแสดงบุพจริตด้วยอำนาจบุญสมภารของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ธรณิมฺปิ สุคมฺภีรํ ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีอนุปุพพิกถาดังต่อไปนี้. 
         บทว่า ปุพฺเพน โจทิโต ความว่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตักเตือนแล้ว คือทรงส่งไปแล้ว. 
         บทว่า ภิกฺขุสงฺฆสฺส เปกฺขโต ความว่า เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เห็นอยู่. 
         บทว่า มิคารมาตุปาสาทํ ปาทงฺคุฏฺเฐน กมฺปยิ ความว่า เราทำมหาปราสาทอันประดับด้วยเสาพันต้น ซึ่งนางวิสาขามหาอุบาสิกาให้สร้างไว้ในบุพพาราม ให้หวั่นไหวด้วยนิ้วหัวแม่เท้าของตน. 
   ก็สมัยนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในปราสาทตามที่กล่าวแล้วในบุพพาราม พวกภิกษุมากหลายนั่งในปราสาทชั้นบน ไม่คำนึงถึงแม้แต่พระศาสดา เริ่มกล่าวเดรัจฉานกถา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับดังนั้น ทรงพระประสงค์จะให้พวกภิกษุเหล่านั้นสลดใจแล้ว กระทำให้เป็นภาชนะรองรับพระธรรมเทศนาของพระองค์ จึงตรัสเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานเถระมาว่า โมคคัลลานะ เธอจงเห็นพวกภิกษุใหม่ผู้ประกอบเดรัจฉานกถา. 
         พระเถระได้ฟังพระดำรัสนั้น ทราบพระอัธยาศัยของพระศาสดา จึงเข้าจตุตถฌานมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ มีอภิญญาเป็นบาท แล้วออกจากจตุตถฌาน อธิษฐานว่า โอกาสที่ปราสาทตั้งอยู่จงเป็นน้ำ แล้วเอานิ้วหัวแม่เท้าประหารจอมยอดปราสาท. ปราสาทได้เอนตะแคงไปข้างหนึ่ง พระเถระประหารซ้ำอีก ปราสาทได้ตะแคงไปข้างอื่น. 
         ภิกษุเหล่านั้นกลัวตื่นเต้น เพราะกลัวตกปราสาท จึงออกจากปราสาทนั้นแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของภิกษุเหล่านั้น แล้วทรงแสดงธรรม. เพราะได้ฟังพระธรรมนั้น บรรดาภิกษุเหล่านั้น บางพวกตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล บางพวกตั้งอยู่ในสกทาคามิผล บางพวกตั้งอยู่ในอนาคามิผล บางพวกตั้งอยู่ในอรหัตผล. 
         เนื้อความนี้นั้นพึงแสดงด้วยปาสาทกัมปนสูตร. 
         บทว่า เวชยนฺตปาสาทํ ความว่า เวชยันตปราสาทนั้นสูงพันโยชน์ ประดับด้วยป้อมและเรือนยอดหลายพันผุดขึ้น ในตอนเมื่อท้าวสักกะจอมเทพ ชนะพวกอสูรในเทวาสุรสงครามแล้วประทับอยู่ในท่ามกลางนคร ในภพดาวดึงส์ เป็นปราสาทอันได้นามว่าเวชยันต์ เพราะบังเกิดตอนที่สุดชัยชนะ. 
         ท่านหมายเอาปราสาทนั้น จึงกล่าวว่า เวชยนฺตปาสาทํ ดังนี้ พระเถระทำเวชยันตปราสาทแม้นั้น ให้ไหวด้วยนิ้วหัวแม่เท้า. 
   ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในบุพพาราม ท้าวสักกเทวราชเข้าไปเฝ้าแล้วทูลถามถึงวิมุตติ คือธรรมเครื่องสิ้นตัณหา. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนาแก่ท้าวเธอ. ท้าวเธอได้ทรงสดับดังนั้น ทรงดีพระทัยร่าเริง ทรงอภิวาทแล้วกระทำประทักษิณ เสด็จไปยังเทวโลกของพระองค์ทันที. 
   ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะคิดอย่างนี้ว่า ท้าวสักกะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามปัญหาอันประกอบด้วยพระนิพพานอันลึกซึ้งเห็นปานนี้ และพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงแก้ปัญหาแล้ว ท้าวสักกะรู้แล้วจึงเสด็จไป หรือว่าไม่รู้ได้เสด็จไปแล้ว. ถ้ากระไรเราควรไปยังเทวโลกแล้วพึงรู้ความนั้น. 
         ในทันใดนั้น พระเถระได้ไปยังภพดาวดึงส์ ทูลถามเนื้อความนั้นกะท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ. ท้าวสักกะเป็นผู้ประมาทมัวเมาในทิพสมบัติ จึงได้กระทำให้สับสน. เพื่อจะให้เกิดความสลดใจแก่ท้าวเธอ พระเถระจึงทำเวชยันตปราสาทให้ไหวด้วยนิ้วหัวแม่เท้า. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า 
         พระเถระผู้มั่นคงด้วยกำลังฤทธิ์ ทำเวชยันตปราสาทให้ไหว 
         ด้วยนิ้วหัวแม่เท้า และทำเทวดาทั้งหลายให้สลดใจแล้ว ดังนี้. 
         ก็เนื้อความนี้พึงแสดงด้วยจูฬตัณหาสังขยวิมุตติสูตร.
         อาการที่ไหวได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังหมดแล้ว. 
         คำว่า พระเถระนั้นสอบถามท้าวสักกะ ดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาการที่พระเถระถามวิมุตติ คือธรรมเครื่องสิ้นตัณหา ตามที่กล่าวไว้แล้วนั่นแหละ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผู้มีอายุ ท่านทราบตัณหาขยวิมุตติบ้างไหม ดังนี้. ท้าวสักกะได้พยากรณ์แก่พระเถระนั้นแล้ว. 
         คำนี้ท่านกล่าวหมายเอาว่า เมื่อพระเถระกระทำปราสาทให้ไหวแล้ว ท้าวเธอสลดพระทัย ทรงละความประมาทแล้วทรงใส่ใจโดยแยบคายแล้วจึงทรงพยากรณ์ปัญหา. 
         ก็ในกาลนั้น ท้าวเธอตรัสตามทำนองที่พระศาสดาทรงเทศนาเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ท้าวเธอถูกพระเถระถามแล้วจึงพยากรณ์ปัญหาตามเป็นจริง ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺกํ โส ปริปุจฺฉติ ความว่า พระมหาโมคคัลลานเถระถามถึงความที่ตัณหาสังขยวิมุตติที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว เป็นอันรับมาถูกต้อง กะท้าวสักกเทวราช. 
         ก็คำนี้เป็นคำกล่าวในกาลปัจจุบัน ใช้ในอรรถเป็นอดีตกาล. 
         บทว่า อปาวุโส ชานาสิ ความว่า ผู้มีอายุ พระองค์ทราบบ้างไหม คือทรงทราบหรือ. 
         ด้วยบทว่า ตณฺหกฺขยวิมุตฺติโย นี้ พระเถระทูลถามว่า พระศาสดาทรงแสดงตัณหาสังขยวิมุตติแก่พระองค์ เมื่อเป็นอย่างนั้น พระองค์ย่อมทรงทราบหรือ. 
         อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทว่า ตณฺหกฺขยวิมุตฺติโย นี้ พระเถระทูลถามถึงการแสดงตัณหาสังขยวิมุตติสูตร. 
         บทว่า พฺรหฺมานํ ได้แก่ ท้าวมหาพรหม. 
         บทว่า สุธมฺมายาภิโต สภํ ได้แก่ ในสุธรรมาสภา. 
         ก็สุธรรมาสภานี้เป็นสุธรรมาสภาในพรหมโลก ไม่ใช่ในภพดาวดึงส์. ธรรมดาเทวโลกที่เว้นจากสุธรรมาสภา ย่อมไม่มี. 
         บทว่า อชฺชาปิ เต อาวุโส สา ทิฏฺฐิ, ยา เต ทิฏฺฐิ ปุเร อหุ ความว่า สมณะหรือพราหมณ์ไรๆ ผู้สามารถเพื่อจะเข้าไปยังพรหมโลกนี้ ย่อมไม่มี ในกาลก่อนแต่พระศาสดาเสด็จมาในที่นี้ ทิฏฐิใดได้มีแล้วแก่ท่าน ทำไม แม้วันนี้คือแม้บัดนี้ ทิฏฐินั้นจึงไม่ปราศจากไป. 
         บทว่า ปสฺสสิ วีติวตฺตนฺตํ พฺรหฺมโลเก ปภสฺสรํ ความว่า ท่านเห็นโอภาสของพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้งสาวก อันพระสาวกทั้งหลายมีพระมหากัปปินะและพระมหากัสสปเป็นต้นห้อมล้อม ประทับนั่งเข้าเตโชธาตุ แผ่ไปในพรหมโลก. 
   ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทราบความคิดของพรหมผู้นั่งประชุมอยู่ในสุธรรมสภาในพรหมโลกผู้กำลังคิดอยู่ว่า สมณะหรือพราหมณ์ไรๆ ผู้มีฤทธิ์อย่างนี้ มีอยู่หรือหนอ สมณะหรือพราหมณ์นั้นพึงสามารถมาในที่นี้ พระองค์จึงเสด็จไปในพรหมโลกนั้น ประทับนั่งในอากาศเหนือกระหม่อมของพรหม ทรงเข้าเตโชธาตุ เปล่งโอภาสอยู่ ทรงดำริให้พระมหาโมคคัลลานะเป็นต้นมา. 
         พระมหาโมคคัลลานะเป็นต้นแม้เหล่านั้นก็ได้ไปในที่นั้นพร้อมกับทรงดำริ ถวายบังคมพระศาสดา รู้อัธยาศัยของพระศาสดาแล้ว จึงนั่งเข้าเตโชธาตุอยู่ในทิศละองค์ แล้วเปล่งโอภาสไป. พรหมทั้งสิ้นได้มีโอภาสเป็นอันเดียวกัน. 
         พระศาสดาทรงทราบว่า พรหมเป็นผู้มีจิตพร้อมพรั่งแล้ว จึงทรงแสดงธรรมประกาศสัจจะ ๔. 
         ในเวลาจบเทศนา พรหมหลายพันได้ตั้งอยู่ในมรรคและผลทั้งหลาย. 
         ท่านหมายถึงข้อนั้น เมื่อจะทักท้วงจึงกล่าวคาถาว่า อชฺชาปิ เต อาวุโส สา ทิฏฺฐิ ดังนี้. 
         ก็เนื้อความนี้พึงแสดงด้วยพกพรหมสูตร. 
         สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า 
         สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวัน อันเป็นอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี. ก็สมัยนั้นแล พรหมองค์หนึ่งเกิดทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ผู้จะพึงมาในที่นี้ ย่อมไม่มี. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของพรหมนั้นด้วยใจ จึงทรงอันตรธานหายจากพระเชตวัน ไปปรากฏขึ้นในพรหมโลกนั้น เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ออกไป หรือคู้แขนที่เหยียดเข้ามาฉะนั้น. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนั่งขัดสมาธิเข้าเตโชธาตุ ในอากาศเบื้องบนของพรหมนั้น. 
   ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้มีความคิดดังนี้ว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ. ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั่งขัดสมาธิ เข้าเตโชธาตุ ณ เวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น ด้วยจักษุทิพย์อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์. ครั้นเห็นแล้วจึงอันตรธานหายจากพระเชตวันไปปรากฏขึ้นในพรหมโลกนั้น เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ออกไป หรือคู้แขนที่เหยียดเข้ามาฉะนั้น. 
         ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะอาศัยทิศตะวันออก นั่งขัดสมาธิเข้าเตโชธาตุ ณ เวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น แต่ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
   ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะได้มีความคิดดังนี้ว่า บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ. ท่านพระมหากัสสปะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิเข้าเตโชธาตุ ณ เวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น ด้วยจักษุทิพย์อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ครั้นได้เห็นแล้วจึงอันตรธานหายจากพระเชตวันไปปรากฏขึ้นในพรหมโลกนั้น เหมือนบุรุษผู้มีกำลัง ฯลฯ คู้แขนที่เหยียดเข้ามาฉะนั้น. 
         ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะอาศัยทิศใต้นั่งขัดสมาธิเข้าเตโชธาตุ ณ เวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น แต่ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
   ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัปปินะได้มีความคิดดังนี้ว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ. ท่านพระมหากัปปินะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิเข้าเตโชธาตุ ณ เวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น ด้วยจักษุทิพย์อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ครั้นได้เห็นแล้วจึงอันตรธานหายจากพระเชตวันไปปรากฏขึ้นในพรหมโลกนั้น เหมือนบุรุษผู้มีกำลัง ฯลฯ คู้แขนที่เหยียดเข้ามาฉะนั้น. 
         ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัปปินะอาศัยทิศตะวันตก นั่งขัดสมาธิเข้าเตโชธาตุ ณ เวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น แต่ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
   ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะได้มีความคิดดังนี้ว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ. ท่านพระอนุรุทธะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิเข้าเตโชธาตุ ณ เวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น ด้วยจักษุทิพย์อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ครั้นเห็นแล้วจึงอันตรธานหายจากพระเชตวันไปปรากฏขึ้นในพรหมโลกนั้น เหมือนบุรุษผู้มีกำลัง ฯลฯ คู้แขนที่เหยียดเข้ามาฉะนั้น. 
         ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะอาศัยทิศเหนือ นั่งขัดสมาธิเข้าเตโชธาตุ ณ เวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น แต่ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
               อถ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ตํ พฺรหฺมานํ 
         คาถาย อชฺฌภาสิ 
               อชฺชาปิ เต อาวุโส สา ทิฏฺฐิ ยา เต ทิฏฺฐิ ปุเร อหุ 
               ปสฺสสิ วีติวตฺตนฺตํ พฺรหฺมโลเก ปภสฺสรนฺติ ฯ 
               น เม มาริส สา ทิฏฺฐิ ยา เม ทิฏฺฐิ ปุเร อหุ 
               ปสฺสามิ วีติวตฺตนฺตํ พฺรหฺมโลเก ปภสฺสรํ 
               สฺวาหํ อชฺช กถํ วชฺชํ อหํ นิจฺโจมฺหิ สสฺสโตติ ฯ 
         ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวกะพรหมนั้น ด้วยคาถาว่า 
               ผู้มีอายุ แม้ทุกวันนี้ ท่านก็ยังมีทิฏฐิที่ได้มีมาแล้วใน 
         กาลก่อน ท่านย่อมเห็นรัศมีมีสีเลื่อมพรายแผ่ไปในพรหมโลก. 
               (พรหมกล่าวว่า) 
               ท่านผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้าไม่มีทิฏฐิที่ข้าพเจ้าได้เคยมีมา 
         แล้วในกาลก่อน ข้าพเจ้าเห็นรัศมีสีเลื่อมพรายอันแผ่ไปใน 
         พรหมโลก. วันนี้ข้าพเจ้านั้น ขอกล่าวถ้อยคำว่า เป็นผู้เที่ยง 
         ยั่งยืน ดังนี้. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงทำพรหมนั้นให้สลดใจแล้ว ทรงอันตรธานหายจากพรหมโลกนั้น ไปปรากฏในพระเชตวัน เหมือนบุรุษผู้มีกำลัง ฯลฯ ฉะนั้น. 
   ครั้งนั้นแล พรหมนั้นเรียกพรหมปาริสัชชะองค์หนึ่งมาว่า นี่แน่ะท่านผู้เช่นกับเรา ท่านจงมา ท่านจงเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะจนถึงที่อยู่ ครั้นเข้าไปหาแล้ว จงกล่าวกะท่านพระมหาโมคคัลลานะอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระมหาโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ หมู่สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น แม้เหล่าอื่นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เหมือนพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระกัสสปะ ท่านพระกัปปินะและท่านพระอนุรุทธะ ยังมีอยู่หรือ. 
   พรหมปาริสัชชะนั้นรับคำพรหมนั้นว่า ได้ ท่านผู้นิรทุกข์. แล้วเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะจนถึงที่อยู่ ครั้นเข้าไปหาแล้วจึงกล่าวคำนี้กะท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า ข้าแต่พระมหาโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เหล่าสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น แม้เหล่าอื่นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เหมือนท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระกัสสปะ ท่านพระกัปปินะและท่านพระอนุรุทธะยังมีอยู่หรือ. 
         ลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวกะพรหมปาริสัชชะนั้นด้วยคาถาว่า 
               เหล่าสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ 
         มีวิชชา ๓ บรรลุอิทธิฤทธิ์ ฉลาดในการกำหนดจิตของผู้อื่น 
         มีมากหลาย ดังนี้. 
         ลำดับนั้นแล พรหมปาริสัชชะนั้นเพลิดเพลินอนุโมทนาภาษิตของท่านพระมหาโมคคัลลานะ แล้วเข้าไปหาพรหมนั้นจนถึงที่อยู่ ครั้นเข้าไปหาแล้วกล่าวคำนั้นว่า ท่านผู้นิรทุกข์ พระมหาโมคคัลลานะผู้มีอายุกล่าวอย่างนี้ว่า 
                     เหล่าสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ 
               มีวิชชา ๓ บรรลุอิทธิฤทธิ์ ฉลาดในการกำหนดจิตของผู้อื่น 
               มีมากหลาย ดังนี้. 
         พรหมปาริสัชชะนั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว และพรหมนั้นดีใจ เพลิดเพลินภาษิตของพรหมปาริสัชชะนั้น ฉะนี้แล. 
         ท่านหมายถึงเรื่องราวดังกล่าวนี้ จึงกล่าวว่า ก็เนื้อความนี้พึงแสดงโดยพกพรหมสูตร. 
         ด้วยบทว่า มหาเนรุโน กูฏํ นี้ ท่านกล่าวถึงขุนเขาสิเนรุทั้งสิ้นทีเดียว โดยจุดเด่นคือยอด. 
         บทว่า วิโมกฺเขน อปสฺสยิ มีอธิบายว่า เห็นแล้วด้วยวิโมกข์อันสัมปยุตด้วยฌาน คืออภิญญาอันเป็นที่อาศัย. 
         บทว่า วนํ ได้แก่ ชมพูทวีป. 
         จริงอยู่ ชมพูทวีปนั้น ท่านเรียกวนะ เพราะมีป่ามากหลาย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชมฺพุมณฺฑสฺส อิสฺสโร ผู้เป็นใหญ่แห่งชมพูมัณฑประเทศ. 
         บทว่า ปุพฺพวิเทหานํ ได้แก่ ปุพพวิเทหสถาน คือปุพพวิเทหทวีป. 
         บทว่า เย จ ภูมิสยา นรา ความว่า พวกมนุษย์ชาวอปรโคยานทวีปและอุตตรกุรุทวีป ชื่อว่านระผู้นอนบนพื้นดิน. 
         จริงอยู่ นระเหล่านั้น ท่านเรียกว่าภูมิสยะ นอนบนพื้นดิน เพราะไม่มีเรือน. 
         เชื่อมความว่า นรชนแม้เหล่านั้นทั้งหมดไม่เห็นอยู่. 
         ก็เนื้อความนี้พึงแสดงด้วยการทรมานนันโทปนันทนาคราช. 
         ได้ยินว่า สมัยนั้น อนาถบิณฑิกคฤหบดีได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลนิมนต์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อพระองค์จงรับภิกษาหารในเรือนของข้าพระองค์ พร้อมกับภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ ในวันพรุ่งนี้ ดังนี้ แล้วหลีกไป. 
   ก็ในวันนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูหมื่นโลกธาตุในเวลาใกล้รุ่ง นาคราชชื่อว่านันโทปนันทะมาสู่คลองในมุขแห่งพระญาณ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรำพึงว่า นาคราชนี้มาสู่คลองในมุขแห่งญาณของเรา จักมีอะไรหนอ ก็ได้ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งสรณคมน์ จึงทรงรำพึงว่า นาคราชนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ใครหนอจะพึงปลดเปลื้องนาคราชนี้จากมิจฉาทิฏฐิ ดังนี้ ก็ได้ทรงเห็นพระมหาโมคคัลลานะ. 
         ลำดับนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว พระองค์ทรงกระทำการปฏิบัติพระสรีระแล้ว ตรัสเรียกพระอานนท์ผู้มีอายุมาว่า อานนท์ เธอจงบอกภิกษุทั้ง ๕๐๐ ว่า พระตถาคตจะเสด็จจาริกไปในเทวโลก. 
         ก็วันนั้น พวกนาคจัดแจงพื้นที่สำหรับดื่มของนันโทปนันทนาคราช. นาคราชนั้น เขาเอาเศวตฉัตรทิพย์กางบนรัตนบัลลังก์ทิพย์ อันนาคนักฟ้อน ๓ ประเภทและนาคบริษัทห้อมล้อม กำลังนั่งคอยข้าวและน้ำที่เขาจะให้เอาเข้าไปตั้งในภาชนะทิพย์ทั้งหลาย. 
         ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำโดยประการที่นาคราชจะแลเห็น จึงเสด็จมุ่งพระพักตร์ไปยังดาวดึงส์เทวโลก ทางเหนือวิมานทองนาคราชนั้นนั่นแหละ พร้อมกับภิกษุ ๕๐๐. 
   ก็สมัยนั้น นันโทปนันทนาคราชเกิดทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้ว่า ก็พวกสมณะโล้นชื่อเหล่านี้เข้าไปยังภพของเทวดาชั้นดาวดึงส์ก็ดี ทางเบื้องบนภพของเรา บัดนี้ ตั้งแต่นี้ไป เราจักไม่ให้พวกสมณะโล้นเหล่านี้โปรยละอองเท้าบนกระหม่อมของเราทั้งหลายไป. จึงลุกขึ้นไปยังเชิงภูเขาสิเนรุ ละอัตภาพนั้น เอาขนดวงภูเขาสิเนรุ ๗ รอบ แผ่พังพานไว้เบื้องบนแล้วเอาพังพานคว่ำลงยึดภพดาวดึงส์ไว้ ให้ถึงการแลไม่เห็น. 
   ครั้งนั้นแล ท่านพระรัฏฐปาละได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อน ข้าพระองค์ยืนที่ประเทศนี้แลเห็นภูเขาสิเนรุ แลเห็นภูเขาล้อมเขาสิเนรุ เห็นภพดาวดึงส์ เห็นเวชยันตปราสาท เห็นธงในเบื้องบนเวชยันตปราสาท. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัยแห่งการที่ข้าพระองค์ไม่เห็นเขาสิเนรุ ฯลฯ ไม่เห็นธงในเบื้องบนเวชยันตปราสาท ในบัดนี้. 
         พระศาสดาตรัสว่า รัฏฐปาละ นาคราชชื่อนันโทปนันทะนี้โกรธพวกเธอ จึงเอาขนดวงภูเขาสิเนรุ ๗ รอบ ให้ปิดเบื้องบนด้วยพังพาน กระทำให้มืด. 
         พระรัฏฐปาละกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอทรมานนาคราชนั้น. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาตพระรัฏฐปาละนั้น. 
         ครั้งนั้นแล ภิกษุแม้ทั้งปวง คือท่านพระภัททิยะ ท่านพระราหุล ต่างลุกขึ้นโดยลำดับ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาต. 
         ในที่สุดพระมหาโมคคัลลานเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอทรมานนาคราชนั้น. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตว่า โมคคัลลานะ เธอจงทรมาน. 
         พระเถระละอัตภาพนั้น แล้วนิรมิตเพศนาคราชใหญ่ แล้วเอาขนดวงนันโทปนันทนาคราช วางพังพานของตนเหนือพังพานของนาคราชนั้น แล้วกดเข้าไปกับภูเขาสิเนรุ. นาคราชบังหวนควัน. ฝ่ายพระเถระก็กล่าวว่า ไม่ใช่จะมีควันในสรีระของท่านเท่านั้น แม้ของเราก็มี จึงบังหวนควัน. ควันของนาคราชไม่เบียดเบียนพระเถระ แต่ควันของพระเถระเบียดเบียนนาคราช.
         ลำดับนั้น นาคราชจึงโพลงเป็นไฟ. ฝ่ายพระเถระก็กล่าวว่า ไม่ไช่จะมีไฟในสรีระของท่านเท่านั้น แม้ของเราก็มี แล้วโพลงไฟ. ไฟของนาคราชไม่เบียดเบียนพระเถระ แต่ไฟของพระเถระเบียดเบียนนาคราช. 
         นาคราชคิดว่า สมณะนี้กดเรากับภูเขาสิเนรุ บังหวนควันและโพลงไฟ จึงสอบถามว่า ผู้เจริญ ท่านเป็นใคร? พระเถระตอบว่า นันทะ เราแลเป็นโมคคัลลานะ. นาคราชกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ท่านจงดำรงอยู่โดยภิกขุภาวะแห่งตนเถิด. 
         พระเถระจึงละอัตภาพนั้นแล้ว เข้าไปทางช่องหูขวาของนาคราชนั้นแล้วออกทางช่องหูซ้าย เข้าทางช่องหูซ้ายแล้วออกทางช่องหูขวา. อนึ่งเข้าทางช่องจมูกขวา แล้วออกทางช่องจมูกซ้าย เข้าทางช่องจมูกซ้ายแล้วออกทางช่องจมูกขวา. 
         ลำดับนั้น นาคราชอ้าปากพระเถระจึงเข้าทางปากแล้วเดินจงกรมอยู่ในท้อง ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โมคคัลลานะ เธอจงมนสิการ นาคมีฤทธิ์. 
         พระเถระกราบทูลคำมีอาทิว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อิทธิบาท ๔ ข้าพระองค์แลเจริญกระทำให้มาก กระทำให้เป็นดังยาน กระทำให้เป็นดังวัตถุที่ตั้ง ปฏิบัติแล้ว สะสมแล้ว เริ่มดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นันโทปนันทนาคราชจงยกไว้ นาคราชเช่นกับนันโทปนันทะ ๑๐๐ ก็ดี ๑,๐๐๐ ก็ดี ข้าพระองค์พึงทรมานได้. 
         นาคราชคิดว่า เบื้องต้นเมื่อเข้ามา เราไม่เห็น ทีนี้ในเวลาออก เราจะใส่พระสมณะนั้นในระหว่างเขี้ยวแล้วจักเคี้ยวกินเสีย ครั้นคิดแล้วจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงออกมาเถิด อย่าเดินจงกรมไปๆ มาๆ ภายในท้อง เบียดเบียนข้าพเจ้าเลย. 
         พระเถระได้ออกมายืนอยู่ข้างนอก. 
         นาคราชเห็นว่า องค์นี้คือเขาล่ะ จึงพ่นลมทางจมูก. 
         พระเถระเข้าจตุตถฌาน แม้ขุมขนของพระเถระนั้น ลมก็ไม่อาจทำให้สั่นได้. 
         ได้ยินว่า ภิกษุทั้งหลายที่เหลืออาจทำปาฏิหาริย์ทั้งปวงได้ จำเดิมแต่ต้น แต่ถึงฐานะนี้แล้ว จักไม่อาจเพื่อเป็นผู้ใส่ใจสังเกตุได้รวดเร็วอย่างนี้แล้วเข้าฌาน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงอนุญาตการทรมานนาคราชแก่ภิกษุเหล่านั้น. 
         นาคราชคิดว่า เราไม่ได้อาจเพื่อจะทำแม้แต่ขุมขนของสมณะนี้ให้เคลื่อนไหวด้วยลมจมูก สมณะนั้นมีฤทธิ์มาก. 
         พระเถระเปลี่ยนอัตภาพนั้นแล้วนิรมิตรูปสุบรรณ เมื่อจะแสดงลมของสุบรรณ จึงติดตามนาคราช. 
         นาคราชเปลี่ยนอัตภาพนั้นแล้วนิรมิตเพศเป็นมาณพน้อยกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงท่านเป็นสรณะ ดังนี้แล้วไหว้เท้าทั้งสองของพระเถระ. 
         พระเถระกล่าวว่า นันทะ พระศาสดาของเราเสด็จมาด้วย ท่านจงมา เราไปกัน แล้วทรมานนาคราชกระทำให้หมดพยศ แล้วได้พาไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         นาคราชถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระองค์เป็นสรณะ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า นาคราช เธอจงเป็นสุขเถิด อันภิกษุสงฆ์แวดล้อม ได้เสด็จไปยังนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี. 
         ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุไร พระองค์จึงเสด็จมาสาย พระเจ้าข้า. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เพราะได้มีสงครามของโมคคัลลานะกับนันโทปนันทนาคราช. ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทูลถามว่า ก็ใครชนะ ใครปราชัย พระเจ้าข้า. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โมคคัลลานะชนะ นันทะปราชัย. 
         อนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงรับภัตตาหารโดยลำดับเดียวตลอด ๗ วัน ข้าพระองค์จักกระทำสักการะแก่พระเถระตลอด ๗ วัน ดังนี้แล้วให้กระทำสักการะใหญ่แก่ภิกษุ ๕๐๐ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานตลอด ๗ วัน. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พึงแสดงเนื้อความนี้ด้วยการทรมานนันโทปนันทนาคราชดังนี้. 
         ก็สมัยหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในปราสาทอันประดับด้วยห้องพันห้องที่นางวิสาขามหาอุบาสิกาสร้างไว้ในบุพพาราม ฯลฯ และให้เทวดาทั้งหลายสลดใจแล้ว. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า 
               เราถึงที่สุดแห่งอิทธิฤทธิ์ ยังแม้ธรณีอันลึก หนา 
               ที่ใครๆ กำจัดได้ยาก ให้ไหวแล้ว ด้วยนิ้วหัวแม่เท้าซ้าย. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทฺธิยา ปารมึ คโต ความว่า ถึง คือบรรลุถึงที่สุดแห่งฤทธิ์มีแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ เป็นต้น. 
         บทว่า อสฺมิมานํ ความว่า เราย่อมไม่พบคือไม่เห็นอัสมิมานะมีอาทิว่า เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ศีลและสมาธิ. เมื่อจะแสดงข้อนั้นเท่านั้นจึงกล่าวว่า มาโน มยฺหํ น วิชฺชติ ดังนี้. 
         บทว่า สามเณเร อุปาทาย ความว่า เรากระทำจิตเคารพคือจิตคารวะ ได้แก่ความนับถือมากโดยเอื้อเฟื้อในภิกษุสงฆ์ทั้งสิ้น กระทำสามเณรให้เป็นต้นไป. 
         บทว่า อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ความว่า ในที่สุดหนึ่งอสงไขยแสนกัปอันนับไม่ได้ แต่กัปที่เราเกิดแล้วนี้ คือแต่อันตรกัปเป็นต้น. 
         บทว่า ยํ กมฺมมภินีหรึ ความว่า เราบำเพ็ญบุญสมบัติอันเป็นเหตุให้ถึงความเป็นอัครสาวก. 
         บทว่า ตาหํ ภูมิมนุปฺปตฺโต ความว่า เราเป็นผู้ถึงโดยลำดับซึ่งสาวกภูมินั้น คือเป็นผู้ถึงพระนิพพานกล่าวคือความสิ้นอาสวะ. 
         ปฏิสัมภิทา ๔ มีอัตถปฏิสัมภิทาเป็นต้น วิโมกข์ ๘ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น อภิญญา ๖ มีอิทธิวิธะแสดงฤทธิ์ได้เป็นต้น เรากระทำให้แจ้งแล้ว คือทำให้เห็นประจักษ์แล้ว. 
         คำสอนกล่าวคือโอวาทานุสาสนีของพระพุทธเจ้าคือของพระผู้มีพระภาคเจ้า เรากระทำแล้ว. อธิบายว่า ให้เสร็จแล้วด้วยการยังข้อปฏิบัติในศีลให้สำเร็จ. 
         บทว่า อิตฺถํ แปลว่า โดยประการนี้ คือโดยลำดับดังกล่าวไว้ในหนหลัง. 
         พระมหาโมคคัลลานเถระได้รับพยากรณ์ ๒ ครั้งในสำนักของพระอโนมทัสสีพุทธเจ้าเฉพาะองค์เดียว ด้วยประการอย่างนี้. 
         ถามว่า ได้อย่างไร ? 
         ตอบว่า เป็นเศรษฐีได้รับพยากรณ์ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง จุติจากอัตภาพนั้นบังเกิดในนาคภพอันตั้งอยู่ในสมุทร ได้ทำการบูชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นนั่นแหละ เพราะความที่ตนเป็นผู้มีอายุยืน ได้นิมนต์ให้เสวยแล้วกระทำการมหาบูชา. แม้ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสพยากรณ์. 
         ศัพท์ว่า สุทํ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าทำบาทให้เต็ม. 
         คำว่า อายสฺมา เป็นคำกล่าวด้วยความรัก คือเป็นคำเรียกด้วยความเคารพหนัก. 
         พระมหาโมคคัลลานเถระได้ภาษิต คือกล่าวอปทานคาถาเหล่านี้ 
         ศัพท์ว่า อิติ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าจบข้อความ.
จบพรรณนามหาโมคคัลลานเถราปทาน 

12 มกราคม 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ พุทธวรรค มหาโมคคัลลานเถราปทานที่ ๔ (๒)

ว่าด้วยบุพจริยาของพระมหาโมคคัลลาน์
 [๔] พระผู้มีพระภาคพระนามว่า
วีดีโอ
อโนมทัสสี เป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก เป็น นระผู้องอาจ อันเทวดาและภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับอยู่ ณ ประเทศ หิมวันต์
                เวลานั้น เราเป็นนาคราช มีนามชื่อว่าวรุณแปลงรูปอันน่าใคร่ ได้ต่างๆ อาศัยอยู่ในทะเลใหญ่ เราละหมู่นาคซึ่งเป็นบริวารทั้งสิ้น มา ตั้งวงดนตรีในกาลนั้น
                หมู่นางนาคแวดล้อมพระสัมพุทธเจ้าประโคมอยู่ เมื่อดนตรีของมนุษย์และนาคประโคมอยู่ ดนตรีของเทวดาก็ประโคม พระพุทธเจ้าทรงสดับเสียงดนตรีทั้งสองฝ่ายแล้ว ทรงตื่นบรรทม
                เรา นิมนต์พระสัมพุทธเจ้า ทูลเชิญให้เสด็จเข้าไปยังภพของเรา เราปูลาด อาสนะแล้วกราบทูลเวลาเสวยพระกระยาหาร
                พระผู้มีพระภาคผู้นายกของ โลก อันพระขีณาสพพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว ทรงยังทิศทุกทิศให้สว่างไสว เสด็จมายังภพของเรา เวลานั้น เรายังพระมหาวีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดา
                เป็นนระผู้องอาจ ซึ่งเสด็จเข้ามา (พร้อม) กับภิกษุสงฆ์ให้อิ่มหนำด้วย ข้าวและน้ำ
                พระมหาวีรเจ้าผู้เป็นสยัมภูอัครบุคคลทรงอนุโมทนาแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้บูชา สงฆ์และได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้นายกของโลก
                ด้วยจิตอันเลื่อมใส ผู้นั้น จักไปสู่เทวโลก จักเสวยเทวรัชสมบัติสิ้น ๓๓ ครั้ง จักเสวยราชสมบัติ ในแผ่นดิน ครอบครองพสุธา ๑๐๘ ครั้ง และจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๕ ครั้ง โภคสมบัติอันนับไม่ถ้วน จักบังเกิดแก่ผู้นั้นในขณะนั้น ใน กัลป์นับไม่ถ้วน แต่กัลป์นี้
                พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่ง สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ผู้นั้นเคลื่อนจาก นรกแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นบุตรพราหมณ์ มีนามว่าโกลิตะ
                ภายหลังอันกุศลมูลตักเตือนแล้วเขาจักออกบวช จักได้เป็นพระสาวกองค์ ที่สองของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม จักปรารภความเพียรมอบกาย ถวายชีวิต ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว
                เป็นผู้ไม่มี อาสวะจักปรินิพพาน จักอาศัยมิตรผู้ลามกตกอยู่ในอำนาจกามราคะ มี ใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว ฆ่ามารดาและแม้บิดาได้ เราไม่ได้เข้าถึงนรก หรือความเป็นมนุษย์ อันพรั่งพร้อมด้วยกรรมลามก ยังต้องศีรษะแตกตาย
                นี้เป็นกรรมครั้งหลังสุดของเรา ภพที่สุดย่อมเป็นไป กรรมเช่นนี้จักมีแก่เรา
                ในเวลาใกล้จะตายแม้ในที่นี้ เราหมั่นประกอบในวิเวก ยินดีในสมาธิ ภาวนา กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ แม้แผ่นดินอันลึก ซึ้ง หนาอันอะไรขจัดได้ยาก เราผู้ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์พึงให้ไหวได้ด้วยนิ้ว แม่มือซ้าย เราไม่เห็นอัสมีมานะ มานะของเราไม่มี (เราไม่มีมานะ) เรากระทำความยำเกรงอย่างหนักแม้ที่สุดในสามเณร
                ในกัลป์อันประมาณ มิได้แต่กัลป์นี้ เราสั่งสมกรรมใดไว้ เราบรรลุถึงภูมิแห่งกรรมนั้น เป็นผู้ บรรลุถึงธรรมเครื่องสิ้นอาสวะแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนา เราทำ เสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
                ทราบว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบมหาโมคคัลลานเถราปทาน

บทที่ 27 “เคราสวยงาม” ออกเดินทางเพียงลำพังและสังหารชายหกคนในห้าเส้นทาง นิยายรักสามก๊ก 三國演烹 三国演义 Romance of the Three Kingdoms

                        สามก๊ก (三國演義; 三国演义; Sānguó Yǎnyì)เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 ที่เชื่อกันว่าประพันธ์โดยหลัว กวนจง เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่วุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นในปี ค.ศ. 169 และสิ้นสุดลงด้วยการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวในปี ค.ศ. 280 โดยราชวงศ์จินตะวันตก นวนิยายเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจาก บันทึกสามก๊ก (三國志)ที่เขียนโดยเฉินโชว 
                       เรื่องราวนี้ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และเทพนิยาย นำเสนอชีวิตของขุนนางและข้าราชบริพารที่พยายามจะเข้ามาแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย หรือฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แม้ว่านวนิยายจะติดตามตัวละครนับร้อย แต่จุดสนใจหลักอยู่ที่กลุ่มอำนาจสามกลุ่มที่เกิดขึ้นจากซากปรักหักพังของราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็ก่อตั้งเป็นสามรัฐ ได้แก่ โจเว่ย ซู่ฮั่น และอู่ตะวันออก นวนิยายกล่าวถึงแผนการ การต่อสู้ส่วนตัวและทางทหาร การชิงอำนาจ และการต่อสู้ดิ้นรนของรัฐเหล่านี้เพื่อครองความเป็นใหญ่เป็นเวลาเกือบ 100 ปี 
                        สามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่นวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมจีน มีจำนวนคำทั้งหมด 800,000 คำ และตัวละครเอกเกือบพันตัว (ส่วนใหญ่เป็นตัวละครทางประวัติศาสตร์) ใน 120 บท นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ได้รับความรักมากที่สุดในเอเชียตะวันออก และอิทธิพลทางวรรณกรรมในภูมิภาคนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับผลงานของเชกสเปียร์ที่มีต่อวรรณกรรมอังกฤษ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านกันอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนยุคปลายจักรวรรดิและยุคใหม่ เฮอร์เบิร์ต ไจล์สกล่าวว่าในหมู่ชาวจีนเอง นวนิยายเรื่องนี้ถือเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
วีดีโอ : สามก๊ก 2010 ตอนที่ 27 ช่อง 33 Three Kingdoms
ก่อนหน้า👩🏽‍🎤                                                       🧚🏻‍♂️อ่านต่อ
 ใน บรรดาแม่ทัพของโจโฉทั้งหมด มีเพียง ซู่หวง (นอกเหนือจากจางเหลียว) เท่านั้น ที่ปฏิบัติต่อท่านกวนอูด้วยมิตรภาพอย่างแท้จริง ส่วนคนอื่นๆ แสดงความเคารพต่อท่านกวนอู ยกเว้นไฉ่หยางผู้ซึ่งแค้นเคืองท่านกวนอู เมื่อไฉ่หยางรู้ข่าว การจากไปของ ท่านกวนอูเขาก็กระตือรือร้นที่จะไล่ล่าและจับตัวท่านกวนอู แต่ โจโฉกลับปฏิเสธความคิดนั้น โดยกล่าวว่า “เขาไม่ลืมบุญคุณในอดีต และความประพฤติของเขาก็ซื่อตรงเสมอ เขาเป็นสุภาพบุรุษที่แท้จริง เจ้าควรเอาเขาเป็นแบบอย่าง”
                ดังนั้นเขาจึงสั่งให้ผู้ที่คิดจะไล่ตามยุติการไล่ล่าและเลิกการกระทำใดๆ ต่อไป
                “ท่านปฏิบัติต่อท่านกวนด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นอย่างยิ่ง” เฉิงหยูกล่าว “แต่เขากลับจากไปอย่างกะทันหัน แม้ว่าเขาจะเขียนจดหมายชี้แจงแล้ว การจากไปของเขาก็ยังเป็นการดูหมิ่นท่านอยู่ดี และนั่นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย หากเขาร่วมมือ กับ หยวนเส้าก็เหมือนกับการติดปีกให้เสือ ท่านควรจับกุมและประหารชีวิตเขาเพื่อป้องกันภัยพิบัติในอนาคต”
 โจโฉตอบว่า “แต่ข้าให้คำมั่นสัญญากับเขาไปแล้ว ข้าจะผิดคำสัญญาได้อย่างไร ทุกคนย่อมมีเจ้านายของตน อย่าตามตื้อเลย” จากนั้นหันไปทางจางเหลียวแล้วกล่าวเสริมว่า “เขาปฏิเสธของขวัญทุกอย่างที่ข้าเสนอให้ ไม่มีสินบนใดทำให้เขาใจอ่อนได้ ความซื่อสัตย์เช่นนี้ทำให้ข้านับถืออย่างสูง เขาไปไม่ไกลนัก จงขี่ม้าตามเขาไปและขอร้องให้เขาหยุดพักจนกว่าข้าจะตามไปบอกลา พร้อมทั้งมอบเงินค่าเดินทางและเสื้อคลุมรบให้เขา เพื่อที่ในภายหลังเขาจะได้ระลึกถึงข้าด้วยความเมตตา”
                จางเหลียวจึงขี่ม้าออกไปเพียงลำพังส่วนโจโฉติดตามไปอย่างสบายๆ พร้อมด้วยผู้ติดตามประมาณยี่สิบคน
                ม้าของกวนอู คือ ม้าแดง ในตำนาน ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องความเร็วที่ไม่มีใครเทียบได้ ภายใต้สถานการณ์ปกติแล้วไม่มีใครสามารถวิ่งได้เร็วเท่ามัน แต่เพื่อรถม้าของเหล่าสตรี จึงได้ลดความเร็วของมันลง ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกจากด้านหลังว่า “ชะลอหน่อย หยุนฉาง !”
                เขาหันไปและจำจางเหลียวได้ เขาสั่งให้คนดูแลรถม้าเร่งไปตามถนนสายหลัก บังคับม้าให้หยุด เตรียมม้าเขียวให้พร้อม และยืนรออยู่บนสะพานเพื่อรอการมาถึงของจางเหลียว
                “คุณคงมาเพื่อพาผมกลับใช่ไหม เหวินหยวน ?” เขาตะโกนถามจางเหลียว
                “ไม่” จางเหลียวตอบ “ เสนาบดีทราบว่าท่านกำลังจะออกเดินทางไกล จึงส่งข้ามาขอร้องให้ท่านรอจนกว่าท่านจะตามทัน เพื่อที่ท่านจะได้กล่าวอำลาและมอบเงินค่าเดินทางและเสื้อคลุมรบให้ท่าน”
                “เมื่อเห็นทหารติดเกราะอยู่ข้างกาย ข้าต้องสู้” กวนอูประกาศพลางยืนหยัดอยู่บนสะพานขณะที่กองทหารคุ้มกันเข้ามา ใกล้ แม่ทัพของ โจโฉ สี่คนขี่ ม้าตามมาติดๆ เมื่อเห็นความพร้อมของกวนอู โจโฉจึงสั่งให้ทหารแยกออกเป็นสองแถว—แต่พวกเขาไม่มีอาวุธ เมื่อเห็นเช่นนั้นกวนอูก็รู้สึกโล่งใจ เพราะรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้าย
                “ทำไมเจ้าจึงรีบร้อนเช่นนี้หยุนฉาง ?” โจโฉถาม
                กวนอูพยักหน้าเล็กน้อย แต่ยังคงนั่งอยู่บนหลังม้า
 “ข้าพเจ้าได้แจ้งให้ท่านทราบเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วว่า ด้วยสถานการณ์ของเจ้านายของข้าพเจ้าในมณฑลจีข้าพเจ้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องจากไป ข้าพเจ้าขอเข้าพบท่านหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเขียนจดหมายอำลา ปิดผนึกคลังสมบัติ มอบตราประทับของข้าราชบริพาร และฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้กับท่าน ข้าพเจ้าหวังว่าท่านจะระลึกถึงคำสัญญาที่ท่านให้ไว้กับข้าพเจ้า”
                โจโฉตอบว่า “ความปรารถนาของข้าคือการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับทุกคน ข้าไม่อาจผิดคำพูดได้ แต่หนทางข้างหน้านั้นยากลำบาก ข้าจึงเตรียมถุงเงินนี้ไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของท่าน”
                จากนั้น เขาจึงขี่ม้าไปยื่นถุงทองคำให้
                กวนอูตอบว่า “ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของท่านก่อนหน้านี้ยังเหลือเฟือสำหรับข้าอยู่ โปรดเก็บส่วนนี้ไว้ให้แก่ทหารของท่านเถิด”
                เฉาเฉากล่าวว่า “เจ้าจะปฏิเสธไปทำไม? นี่เป็นเพียงของขวัญเล็กน้อยที่แทบจะไม่ตอบแทนความภักดีและการรับใช้ของเจ้าเลย”
                กวนอูตอบว่า “ภารกิจของข้าพเจ้านั้นเรียบง่าย ไม่มีอะไรน่าจดจำ”
 โจโฉกล่าวว่า “แท้จริงแล้วหยุนฉางความยุติธรรมของท่านนั้นหาที่เปรียบมิได้ ข้าเสียใจที่ไม่สามารถเก็บท่านไว้เคียงข้างได้ โปรดรับเสื้อคลุมรบนี้เป็นเครื่องหมายแห่งความเคารพของข้า” นายทหารคนหนึ่งของเขาลงจากม้าและยื่นเสื้อคลุมไหมให้ด้วยมือทั้งสองข้างกวนอู ยังคงระมัดระวัง อยู่บนหลังม้า แต่ใช้ปลายดาบยกเสื้อคลุมขึ้นคลุมไหล่ และโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ข้าขอขอบคุณท่านเสนาบดีสำหรับของขวัญอันล้ำค่านี้ และหวังว่าเราจะได้พบกันอีก”
                หลังจากนั้น เขาลงจากสะพานและขี่ม้าออกไปทางทิศเหนือ
                “เขาเป็นคนหยาบคายมาก” ซู่หวงหนึ่งในผู้คุ้มกันกล่าว “ทำไมพวกคุณไม่จับเขาเป็นเชลยล่ะ?”
                เฉาเฉาตอบว่า “เขาอยู่เพียงลำพังต่อสู้กับพวกเรานับสิบคน ความระแวงของเขานั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ข้าได้ให้คำมั่นสัญญาแล้ว และจะไม่ไล่ตามเขาไป”
                เฉาเฉาและกองคุ้มกันกลับเข้าค่ายอัครมหาเสนาบดีดูซูบผอมและโศกเศร้าเมื่อนึกถึงชายผู้จากไป
 แต่ในที่นี้เราไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงการกลับมาของโจโฉ อีกต่อไป ท่านกวนอิมลงจากสะพานและออกติดตามรถม้าที่บรรทุกสตรีทั้งสอง ซึ่งในเวลานั้นน่าจะเดินทางไปได้ประมาณสามสิบลี้แล้ว แต่ท่านก็ไม่พบร่องรอยใดๆ จึงขี่ม้ากลับไปกลับมาด้วยความกระวนกระวายใจ   ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงตะโกนมาจากเนินเขา เรียกชื่อเขาให้หยุด เขาเห็นชายหนุ่มสวมผ้าโพกหัวสีเหลืองและเสื้อคลุมไหม ยืนอยู่บนหลังม้าพร้อมหอกในมือ ที่บังเหียนม้ามีศีรษะเปื้อนเลือดห้อยอยู่ และด้านหลังชายหนุ่มมีทหารราบกว่าร้อยนายเดินตามมา
                “ท่านเป็นใคร?” ท่านลอร์ดกวนถาม
                ชายหนุ่มทิ้งหอก ลงจากม้า และโค้งคำนับต่ำๆกวนอูสงสัยว่าเป็นกลอุบาย จึงหยุดม้าและกำดาบให้แน่นขึ้นพลางร้องว่า “ยอดนักรบ โปรดบอกชื่อของท่านให้ข้าฟังด้วย”
 “ข้าคือเหลียวฮวานามว่าหยวน เจี้ย น ข้ามาจากเซียงหยาง ในช่วงเวลาที่วุ่นวายเช่นนี้ กองกำลังของข้าที่มีกำลังพลห้าร้อยคนได้ออกตระเวนไปตามแม่น้ำและทะเลสาบในฐานะโจร เมื่อครู่สหายของข้า ตู้หยวนได้ดักจับหญิงสาวสองคนในรถม้าและพาพวกเธอมายังค่ายบนเนินเขาของเรา เมื่อข้ารู้ถึงตัวตนของพวกเธอและรู้ว่าพวกเธอเดินทางภายใต้การคุ้มครองของท่าน ข้าจึงสั่งปล่อยตัวพวกเธอแต่ตู้หยวนนั้นเมาและหยาบคาย ปฏิเสธ ดังนั้นข้าจึงฆ่าเขา—และนี่คือหัวของเขา ข้าขออภัยท่านด้วย”
                “สุภาพสตรีทั้งสองอยู่ที่ไหน?” ท่านลอร์ดกวนถาม
                เหลียวฮวา ตอบ ว่า“พวกเขารออยู่ภายในป้อมปราการบนเนินเขาของเรา”
                กวนอู สั่ง ว่า“จงนำพวกเขาลงมาที่นี่ทันที”
                ในเวลาไม่นานนัก พวกโจรก็กลิ้งรถม้าลงเนินไป และหญิงสาวทั้งสองก็ยืนอยู่ต่อหน้าท่านลอร์ดกวนด้วย ความเคารพ
                จากนั้นท่านลอร์ดกวนก็ลงจากม้า เก็บดาบเข้าฝัก และยืนอย่างเคารพต่อหน้าพวกเขาโดยกอดอก
                “พี่น้องทั้งหลาย พวกเธอตกใจกลัวหรือเปล่า?” เขาถามอย่างอ่อนโยน
                พวกเขาตอบว่า “เราคงต้องประสบความเดือดร้อนจากน้ำมือของตู้หยวนหากไม่ได้รับ การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจาก เหลียวฮวา ”
                “ เหลียวฮวา ช่วยท่านไว้ ด้วยวิธีใด ?” ท่านลอร์ดกวนถามผู้ที่ยืนอยู่ข้างๆ
                พวกเขาอธิบายว่า “ ตู้หยวนจับตัวหญิงสาวทั้งสองไว้ และเสนอว่าเขาและเหลียวฮวาจะเลือกคนละคนเป็นภรรยา แต่เมื่อเหลียวฮวา รู้ถึงชาติกำเนิดอันสูงส่งของพวกเธอ จึงพยายามให้เกียรติพวกเธออย่างเหมาะสม แต่เมื่อตู้หยวนไม่ยอมเหลียวฮวาจึงฆ่าเขา”
 ท่านลอร์ดกวนโค้งคำนับเหลียวฮวา อย่างนอบน้อม และขอบคุณเขาสำหรับการกระทำอันชอบธรรมเหลียวฮวาจึงเสนอที่จะเข้าร่วมกับเขาพร้อมกับคนห้าร้อยคน แต่ท่านลอร์ดกวนเห็นว่าเขาเป็นกบฏโพเหลืองจึงปฏิเสธอย่างนอบน้อม โดยยอมรับเพียงความปรารถนาดีเท่านั้น จากนั้น เหลียวฮวาจึงเสนอของขวัญ แต่ท่านลอร์ดกวนก็ปฏิเสธเช่นกัน
 เหลียวฮวาขอตัวลาและหายตัวไปในหุบเขาแห่งหนึ่งท่ามกลางเนินเขา จากนั้น ท่านกวนอูจึงเล่าเรื่องการพบกับโจโฉและเสื้อคลุมรบที่ได้รับมอบให้พี่สาวทั้งสองฟัง ซึ่งนับเป็นของล้ำค่าราวกับทองคำพันเหรียญ แล้วท่านก็เร่งให้รถม้าเดินทางต่อไป เมื่อพลบค่ำ พวกเขาก็มาถึงบ้านไร่หลังหนึ่ง ชาวนาชราคนหนึ่งออกมาต้อนรับและถามถึงตัวตนของพวกเขาท่านกวนอูตอบว่า “ข้าคือกวนอูน้องชายของหลิวซวนเต๋อ”
                “ท่านคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนายพลกวน ​​ผู้สังหารเหยียนเหลียงและเหวินโจว ” ชาวนาอุทาน
                “จริงด้วย” ท่านลอร์ดกวนพยักหน้า ตอบ
                “เชิญเข้ามาได้เลยครับ” เจ้าภาพกล่าวด้วยความยินดี
                “น้องสะใภ้ทั้งสองของข้าพเจ้าอยู่ในรถม้า” ท่านลอร์ดกวน กล่าว “ท่านโปรดให้หญิงรับใช้ในบ้านออกมาต้อนรับพวกท่านด้วยเถิด”
                ขณะที่ท่านลอร์ดกวนยืนอยู่ด้วยความเคารพ เจ้าภาพจึงเชิญให้ท่านนั่ง แต่ท่านก็ยังคงยืนอยู่จนกระทั่งภรรยาของเจ้าภาพกลับมาและพาหญิงสาวทั้งสองเข้าไปในห้องด้านใน จากนั้นเจ้าภาพจึงเชิญท่านนั่งในห้องรับแขก แล้วท่านลอร์ดกวนจึงถามว่า “ขอทราบชื่อของท่านได้ไหมครับ?”
                “ข้าชื่อหูฮวา ” เขาตอบ “ในรัชสมัยของจักรพรรดิหวน ข้าเคยรับใช้เป็น ข้าราชบริพารแต่ต่อมาได้ลาออกและไปใช้ชีวิตในไร่นา ข้ามีบุตรชายชื่อหูปันซึ่งรับใช้เจ้าเมือง หวังจือแห่งอิงหยางท่านกำลังจะไปทางนั้นหรือ นายพล? ข้ามีจดหมายที่ต้องการนำไปส่งให้เขา”
                ท่านลอร์ดกวนกล่าวว่าจะรับจดหมายนั้นไว้ เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว สตรีทั้งสองก็ขึ้นรถม้า เจ้าภาพยื่นจดหมายให้ท่านลอร์ดกวนและคณะเดินทางก็ออกเดินทางไปยังลั่วหยางอีก
                ขณะนั้นพวกเขากำลังเข้าใกล้ช่องเขาตงหลิง ซึ่งมีคงซิวและทหารครึ่งกองร้อยคอยเฝ้าอยู่ เมื่อทหารยามเห็นรถม้า พวกเขาก็รีบไปรายงาน คงซิวขี่ม้าออกมาท่านกวนลงจากม้าและทำความเคารพคงซิวถามว่า “แม่ทัพ ท่านจะไปที่ไหนครับ”
                “ข้าได้มอบหมายให้ท่านอัครมหาเสนาบดีเดินทางไปยังมณฑลจี้เพื่อตามหาน้องชายของข้าแล้ว” ท่านกวนตอบ
                “แต่หยวนเส้าเป็นคู่แข่งของท่านลอร์ดข้า เจ้ามีเอกสารรับรองจากเขาเพื่อผ่านหรือไม่?” คงซิวท้าทาย
                “ข้าออกเดินทางอย่างรีบร้อนเกินไป จึงหามาไม่ได้” ท่านลอร์ดกวนตอบ
                “ถ้าไม่มีเอกสารรับรองที่ถูกต้อง คุณก็ผ่านไม่ได้ ผมต้องส่งข้อความไปและรอคำแนะนำ” คงซิว กล่าวเน้น ย้ำ
                “หากผมรอรายงานและคำตอบจากท่าน มันจะทำให้ผมล่าช้ามาก” ท่านลอร์ดกวน กล่าว ประท้วง
                “ข้าต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่สามารถยกเว้นได้” คงซิวตอบ
                “แล้วท่านก็ไม่ยอมให้ข้าผ่านไปงั้นหรือ?” ท่านลอร์ดกวนถาม
                “ถ้าเจ้าต้องการผ่านไป จงทิ้งภรรยาและลูกสาวไว้ที่นี่เป็นตัวประกัน” คงซิ่วเรียก ร้อง
                ด้วยความโกรธจัดท่านลอร์ดกวนชักดาบขึ้นจะฟันนายทหาร แต่ขงซิวถอยกลับไปหลังประตูและตีกลองเรียกพล ทหารสวมเกราะ ขี่ม้า และเคลื่อนพลไปปิดกั้นทางผ่าน พร้อมตะโกนว่า “เจ้ากล้าฝ่าเข้ามาหรือ?”
                รถม้าถูกส่งไปที่ปลอดภัยแล้ว และท่านลอร์ดกวนก็เร่งม้าแดงให้วิ่งเต็มกำลังไปยังผู้บัญชาการประตู ผู้ซึ่งปักหอกและขี่ม้าออกมาเผชิญหน้า ม้าทั้งสองปะทะกัน และด้วยการฟาดฟันเพียงครั้งเดียวด้วยมังกรเขียว หัวของ ขงซิวก็ล้มลงกับพื้น ทหารของเขากระจัดกระจายหนีไป
                “ทหารทั้งหลาย อย่าตื่นตระหนก!” ท่านลอร์ดกวน ร้อง “ข้าไม่ได้ฆ่าเขาด้วยความแค้น แต่เพื่อป้องกันตัว รายงานต่อเสนาบดีว่าชายผู้นี้คิดร้ายต่อข้า และข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสังหารเขา”
 เหล่าทหารโค้งคำนับและอนุญาตให้รถม้าผ่านประตูไป พวกเขามุ่งหน้าต่อไปยังเมืองลั่วหยางอย่างไรก็ตาม ทหารยามคนหนึ่งควบม้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อแจ้งข่าว การ ตายของคงซิวแก่ฮั่นฟู่มหานครลั่ว หยาง ฮั่นฟู่เรียกเหล่าขุนศึกมาปรึกษาหารือพลเอกเมิ่งถานกล่าวว่า “ ท่านกวนผู้ นี้ ต้องเป็นผู้หลบหนีที่ไม่มีเอกสารรับรองที่ถูกต้อง เราต้องสกัดกั้นเขา มิฉะนั้นเราจะต้องรับผิดชอบ”
                “ชายผู้นี้ดุร้ายและกล้าหาญ จำได้ไหมว่าเหยียนเหลียงและเหวินโฉวล้มลงด้วยคมดาบของเขา การต่อต้านเขาด้วยกำลังเพียงอย่างเดียวนั้นไร้ประโยชน์ เราต้องวางกับดัก” หานฟู่กล่าว
 “ข้าเตรียมอุบายไว้แล้ว” เมิ่งถาน กล่าว “ข้าจะปิดกั้นประตูด้วยพุ่มไม้หนามและท้าสู้กับเขาด้วยตัวเอง จากนั้นจะเข้าปะทะแล้วแสร้งทำเป็นถอยหนีเข้าไปในกับดักของพวกเจ้าตามทาง เมื่อเราจับตัวเขาและพวกพ้องได้ และส่งพวกเขาไปเป็นเชลยที่ซูฉางเราจะได้รับรางวัลอย่างงาม”
                เมื่อวางแผนเสร็จแล้ว พวกเขาก็ได้ยินเสียงกวนอูใกล้เข้ามาฮั่นฟู่ขึ้นสายธนู บรรจุลูกธนูลงในกระบอก และนำทหารกลุ่มหนึ่งไปประจำตำแหน่งข้างทาง เมื่อกลุ่มทหารเข้าใกล้ฮั่นฟู่ก็ตะโกนถามว่า “ใครเดินทางผ่านมาทางนี้?”
                ท่านลอร์ดกวนโค้งคำนับเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “เขาคือกวน เจ้าเมืองฮั่นโช่วและเขาประสงค์จะผ่านด่านตรวจนี้”
                “ท่านได้รับจดหมายจากอัครมหาเสนาบดี แล้วหรือ ยัง?” ฮันฟู่ถาม
                “ด้วยความรีบร้อนก่อนออกเดินทาง ผมจึงไม่ได้หยิบมาด้วย” ท่านลอร์ดกวนตอบ
                “คำสั่งพิเศษของข้าพเจ้าคือ ท่านอัครมหาเสนาบดีให้ยึดบัตรผ่านนี้ไว้และตรวจสอบผู้เดินทางทุกคน ใครก็ตามที่ไม่มีเอกสารรับรองที่ถูกต้อง จะต้องได้รับการปฏิบัติเสมือนผู้หลบหนี” ฮั่นฟู่ประกาศ
                จากนั้นความโกรธของท่านลอร์ดกวน ก็ปะทุขึ้น เขาเล่าถึงชะตากรรมของ คงซิวแล้วคำรามว่า “เจ้าก็อยากตายด้วยหรือ?”
                “ใครจะจับตัวเขามาให้ข้า?” หา นฟู่ร้อง ถาม เมิ่งถานอาสา ชักดาบคู่และพุ่งเข้าใส่ท่านลอร์ดกวน
                ท่านกวนอูส่งรถม้าไปยังที่ปลอดภัย จากนั้นก็เร่งม้าแดง เข้าใส่ เมิ่งถาน เมิ่ง ถานแสร้งถอยหนีเข้าหา ที่ซุ่มโจมตี แต่ความเร็วของม้าแดงนั้นหาใครเทียบไม่ได้กวนอูไล่ทันและฟันเขาขาดเป็นสองท่อนด้วยดาบอันทรงพลังเพียง
                จากนั้นเขาจึงขับไล่ทหารที่เหลือออกไปและกลับไปคุ้มกันรถม้า เขาห้ามเลือดและพันแผลให้ตัวเอง และด้วยความกลัวว่าจะถูกซุ่มโจมตีอีก จึงไม่ได้หยุดพักนาน และรีบมุ่งหน้าไปยังด่านอี้ซุย อย่าง รวดเร็ว
 ยามรักษาการณ์ที่ด่านอี้สุ่ยคือเปียนซีแห่งมณฑลปิงอดีตสมาชิกกบฏโพเหลืองปัจจุบันอยู่ภายใต้ การปกครอง ของโจโฉอาวุธคู่ใจของเขาคือค้อนเหล็กหนัก เมื่อรู้ว่ากวนอู ผู้ไร้เทียม ทานกำลังใกล้เข้ามา เขาจึงวางแผนซุ่มโจมตี โดยซ่อนทหารถือขวานและดาบกว่าร้อยคนไว้ในวัดที่ด่าน เขาตั้งใจจะเชิญกวนอูเข้ามาดื่มชา และเมื่อถ้วยชาตกพื้นเป็นสัญญาณ ก็จะปล่อยทหารที่ซ่อนไว้เพื่อสังหารเขา
                เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วเปียนซีจึงแต่งกายด้วยชุดธรรมดาและขี่ม้าออกไปอย่างเป็นมิตรเพื่อพบกับท่านกวนเมื่อท่านกวนลงจาก ม้า เปียนซีก็ต้อนรับท่านด้วยความอบอุ่นและสุภาพ
                “ท่านแม่ทัพ” เปียนซีเริ่มกล่าว “ชื่อเสียงของท่านโด่งดังไปทั่วโลก ไม่มีนักรบคนใดกล้าเทียบเคียงฝีมือของท่าน การที่ท่านกลับมาถวายความเคารพต่อลุง ของท่าน แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีและคุณธรรมของท่าน”
                จากนั้น กวนอูจึงเล่าเรื่องราวของเหล่าแม่ทัพที่เขาได้สังหารไปเปียนซีพยักหน้า “การกระทำของท่านนั้นชอบธรรมแล้ว เมื่อข้าได้พบกับอัครมหาเสนาบดี อีกครั้ง ข้าจะอธิบายเหตุผลอันชอบธรรมเบื้องหลังการกระทำแต่ละครั้งให้ฟัง”
                เมื่อเชื่อว่าตนได้พบมิตรสหายแล้วท่านลอร์ดกวนจึงขึ้นม้าและควบผ่านช่องเขาไป ที่ประตูวัด พระภิกษุสามสิบรูปปรากฏตัวออกมาพร้อมกับสั่นกระดิ่งเพื่อทักทาย
                วัดแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อ อุทิศแด่เทพ ผู้พิทักษ์รัฐและมีกระถางธูปที่จักรพรรดิหมิงใช้บูชาอยู่ภายใน ภายในมีพระสงฆ์สามสิบรูป หนึ่งในนั้นคือปู่จิง ซึ่งเป็นคนในชาติเดียวกับกวนอู เมื่อ ปู่จิงจำเขาได้ จึงก้าวออกมาเพื่อแสดงความเคารพ
                ปูจิงกล่าวว่า “ท่านนายพล ผ่านมาหลายปีแล้วตั้งแต่ท่านจากบู่ตงไป ท่านสบายดีไหมครับ?”
                จริง ๆ แล้ว เวลาผ่านไปเกือบยี่สิบปีแล้ว
                “ท่านจำพระภิกษุรูปนี้ได้ไหม?”
                “ฉันจากหมู่บ้านเกิดมานานมากแล้ว จนจำคุณไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”
                ปูจิงกล่าวว่า “บ้านของเราถูกคั่นด้วยลำธารเล็กๆ เพียงสายเดียว”
                เมื่อเห็นปูจิงพูดถึงเรื่องในหมู่บ้านเปียนซีเกรงว่าเขาอาจจะเปิดเผยแผนการซุ่มโจมตี จึงสั่งให้เขาเงียบอย่างเด็ดขาด
                “พระสงฆ์พูดมากเกินไปแล้ว อย่าพูดอะไรอีกเลย ท่านแม่ทัพ ข้าขอเชิญท่านเข้าไปในท้องพระโรงของข้าเพื่อร่วมงานเลี้ยง” เปียนซีกล่าว
                กวนอู กล่าวว่า “เมื่อชาวบ้านเก่าแก่กลับมาพบกันการพูดคุยถึงเรื่องราวในอดีตก็เป็นเรื่องธรรมดา”
                ปูจิงเชิญเขาเข้าไปในห้องรับแขกเพื่อดื่มชา แต่กวนอูกล่าวว่า “ควรเสิร์ฟอาหารให้แก่สุภาพสตรีสองท่านในรถม้าก่อน”
                ปู่จิงสั่งให้พระสงฆ์เสิร์ฟชาให้สตรีทั้งสอง จากนั้นก็พาท่านกวนอูเข้าไปในห้องชั้นใน ที่นั่น เขาแอบเหน็บมีดไว้ที่เอวอย่างแนบเนียนกวนอูเข้าใจในทันทีและสั่งให้คนของเขาเตรียมอาวุธและติดตามไปอย่างใกล้ชิด
                เมื่อเปียนซีเชิญเขาเข้าไปพักผ่อน ใน หอธรรมกวนอูจ้องมองเขาอย่างแน่วแน่แล้วถามว่า “ข้อเสนอนี้มาจากความปรารถนาดี หรือมีเจตนาร้าย?”
                เปียนซีแข็งทื่อพูดไม่ออก เมื่อกวนอู เห็นชายติดอาวุธซ่อนอยู่หลังผ้าม่าน กวนอูจึง ตะโกน เสียงดังว่า“นี่มันหมายความว่ายังไง? ฉันให้เกียรติพวกเจ้า—พวกเจ้ากล้าดียังไงมาวางแผนร้ายต่อฉัน?”
 เปียนซีเห็นแผนการของตนล้มเหลว จึงเรียกมือสังหารที่ซ่อนตัวอยู่ให้โจมตีท่านกวนอูแต่ท่านกวนอูใช้ดาบสั้นฟันพวกมือสังหารกระจัดกระจายไปในทันที ผู้บัญชาการของพวกเขาวิ่งหนีเข้าไปในห้องด้านข้างท่านกวนอูโยนดาบสั้นทิ้ง คว้าดาบมังกรเขียว ของตน แล้วไล่ตาม เมื่อเปียนซีเงยหน้าจะขว้างค้อนท่านกวนอูตัดเชือก ทำให้ค้อนหล่นลงพื้น เขาไล่ตามเข้าออกห้องต่างๆ และด้วยการฟาดเพียงครั้งเดียว ก็ฟันเปียนซี ขาด เป็นสองท่อน
                หลังจากการต่อสู้สิ้นสุดลง กวนอูพบหญิงสาวทั้งสองถูกทหารล้อมไว้ ซึ่งทหารเหล่านั้นก็หนีไปเมื่อเห็นเขา เขาจึงไปหาปู่จิงและโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “คำเตือนที่ทันท่วงทีของท่านช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าขอขอบคุณท่าน”
                “ข้าต้องจากไปแล้ว” ปูจิงกล่าว “ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ข้าจะนำจีวรและบาตรของข้าไปเร่ร่อนเหมือนเมฆ แต่เราจะได้พบกันอีกในอนาคต จนกว่าจะถึงเวลานั้น จงระวังตัวให้ดี”
 จากนั้นท่านกวนก็ขอตัวลาและขี่ม้าไปยังเมืองหย่งหยางเจ้าเมือง หย่งหยาง คือหวังจือซึ่ง เป็นญาติ ทางฝ่ายสามี ของ ฮั่นฟู่เมื่อทราบข่าวการตายของญาติ เขาจึงวางแผน ลอบสังหาร ท่านกวน อย่างลับๆ เขาจึงสั่งการให้ทหารประจำการอยู่ที่ประตูเมือง และเมื่อทราบว่าท่านกวนกำลังจะมาถึง เขาก็ขี่ม้าออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มท่านกวนจึงอธิบายจุดประสงค์ของการเดินทางของเขา
                “ท่านนายพล ท่านได้ขี่ม้าอย่างอิสระแล้ว แต่เหล่าสตรีในรถม้าคงอึดอัดและเหนื่อยล้า โปรดเข้าเมืองและพักค้างคืนที่ที่พักของข้าราชการเสียก่อน พรุ่งนี้ท่านจึงค่อยเดินทางต่อ” หวังจือเร่งเร้า
 ข้อเสนอที่เย้ายวนใจนั้นดึงดูดใจ และการต้อนรับอย่างจริงใจของเจ้าบ้านก็ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจ สตรีทั้งสองเข้าไปในเมืองและพบว่าที่พักของพวกเธอได้รับการเตรียมพร้อมด้วยความสะดวกสบายทุกอย่าง แม้ว่าท่านลอร์ดกวนจะปฏิเสธคำเชิญของท่านผู้ว่าการหวังจือที่จะรับประทานอาหารอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีชาและเสบียงส่งมาให้ที่ที่พักของพวกเธอ ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางตลอดทั้งวัน เขาจึงให้สตรีทั้งสองพักผ่อนก่อน แล้วจึงนั่งพักผ่อนเพียงลำพังในห้องโถงใหญ่—คลายเกราะและดูแลให้ม้าของเขากินอาหารอย่างดีก่อนที่จะเข้านอน
 บัดนี้มหาเสนาบดีมีเลขานุการชื่อหูปันซึ่งเขาได้มอบหมายให้วางแผนต่อต้านแขกของเขา “ กวนอู ผู้นี้ เป็นผู้ทรยศต่ออัครมหาเสนาบดีและเป็นผู้หลบหนี ระหว่างทางเขาได้สังหารผู้บัญชาการด่านหลายคนและมีความผิดร้ายแรง แต่ความสามารถของเขานั้นเหนือกว่าทหารธรรมดาใดๆ คืนนี้กองทหารถือคบเพลิงหนึ่งร้อยนายจะล้อมที่พักของเขาและจุดไฟเผาในเวลาเที่ยงคืน ไม่เหลือใครรอดชีวิต ข้าจะเก็บกำลังทหารสำรองไว้เพื่อช่วยเหลือหากจำเป็น” หวังจือสั่งการ
 เมื่อได้รับคำสั่งเหล่านั้นแล้วหูปานก็ส่งต่อให้คนของเขา ซึ่งภายใต้ความมืดมิดได้นำไม้แห้งและเชื้อเพลิงอื่นๆ มากองไว้ที่ประตูโรงเตี๊ยมหูปานคิดว่าท่านกวนผู้ นี้ ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกล ต้องมีพลังอำนาจที่น่าเกรงขามอย่างแน่นอน จึงตั้งใจจะไปพบด้วยตนเอง ดังนั้นเขาจึงไปที่โรงเตี๊ยมและสอบถามถึงที่อยู่ของท่านกวน
                “ท่านนายพลกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องโถงใหญ่” คือคำตอบที่ได้รับ
                หูปานย่องไปที่ทางเข้าห้องโถงแล้วแอบมองเข้าไป ภายใต้แสงไฟ เขาเห็นกวนอูกำลังลูบเคราขณะอ่านหนังสือ ท่าทางสง่างามจนหูปาน อด ไม่ได้ที่จะกระซิบว่า “สมกับเป็นเทพจริงๆ”
                “ใครอยู่ตรงนั้น?” กวนอูร้องถามขึ้นมาจากข้างในอย่างกระทันหัน
                หูปัน เดินเข้า มาคุกเข่าลง และกล่าวว่า “ข้าพเจ้าหูปันเลขานุการของ ท่าน เจ้าฟ้า”
                “เจ้าคงเป็นบุตรชายของหูฮวาผู้ซึ่งอาศัยอยู่นอกเมืองซูฉางใช่ไหม?” กวนอูกล่าว
                “ฉันนี่แหละ” หูปันตอบ
                จากนั้นท่านลอร์ดกวนก็เรียกข้าราชบริพารมาและสั่งให้ค้นกระเป๋าเดินทางเพื่อหาจดหมาย ซึ่งพวกเขาก็หาเจอ ท่านลอร์ดกวนยื่นจดหมายให้เลขานุการซึ่งอ่านแล้วถอนหายใจว่า “ข้าเกือบทำให้คนดีต้องตายแล้ว”
                จากนั้นหูปานก็เปิดเผยแผนการทั้งหมดว่า “ หวังจือเป็นคนชั่วร้ายที่คิดร้ายต่อท่าน ที่พักของท่านถูกล้อมไว้แล้ว และตอนเที่ยงคืนพวกเขาจะจุดไฟเผา ข้าจะไปเปิดประตูเมือง รีบหนีไปเถิด”
                ท่านลอร์ดกวนตกใจมาก แต่เขาก็รีบสวมเกราะ เตรียมม้าแดง ให้พร้อม ปลุกหญิงสาวทั้งสองขึ้นรถม้า แล้วควบออกไป เขาเห็นคบไฟอยู่รอบด้าน แต่ประตูเปิดอยู่ พวกเขาจึงพุ่งเข้าไป จากนั้นหูปันก็จุดไฟเผาโรงพักแรม
                พวกเขายังคงเดินหน้าต่อไป แต่ไม่นานก็เห็นคบเพลิงไล่ตามมาหวังจือตะโกนว่า “หยุด!” กวนอูจึงดึงบังเหียนไว้และตำหนิว่า “เจ้าคนชั่ว—ทำไมถึงคิดจะเผาข้า?”
                “ไอ้สารเลวไร้ค่า! เจ้าแค้นอะไรถึงคิดวางแผนฆ่าข้าด้วยไฟ?” กวนอูคำรามกึกก้อง
                หวังจือพุ่งเข้าโจมตีด้วยหอก แต่กวนอูฟันเขาด้วยดาบสั้นที่พกติดตัว ทำให้ลูกน้องของหวังจือแตกกระเจิงไป
                จากนั้นรถม้าก็เคลื่อนต่อไป กวนอูรู้สึกซาบซึ้งใจต่อหูปานจึงรีบควบม้าไปยังหัวโจวที่ซึ่งหลิวเหยียนขี่ม้าออกมาต้อนรับ กวนอู ยังคงขี่ ม้าโค้งคำนับ และถามว่า “ท่านเป็นอย่างไรบ้างนับตั้งแต่เราจากกัน?”
                “ท่านจะไปที่ไหนครับ ท่านนายพล?” หลิวหยานถาม
                กวนอูตอบว่า“ข้าได้ออกจากอัครมหาเสนาบดี แล้ว และกำลังเดินทางไปตามหาน้องชายของข้า”
                “ ซวนเต๋ออยู่กับหยวนเส้าซึ่งเป็นศัตรูกับอัครมหาเสนาบดีแล้วท่านจะเข้าไปพบเขาได้อย่างไร” หลิวหยานถาม
                “เรื่องนั้นยุติไปนานแล้ว”
                “ท่าเรือข้ามฟากแม่น้ำเหลืองเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ มีผู้ช่วยของนายพลเซี่ยโหวตุนคอย เฝ้ารักษาการณ์อยู่ เขาจะไม่ยอมให้พวกท่านผ่านไปได้”
                “ถ้าอย่างนั้นท่านช่วยจัดหาเรือให้ข้าได้ไหม?” กวนอูถาม
                “ถึงแม้จะมีเรือ ผมก็ไม่กล้าให้คุณยืมหรอก”
                “แต่ก่อนข้าเคยสังหารเหยียนเหลียงและเหวินโจวและช่วยท่านให้พ้นจากอันตรายร้ายแรงมาแล้ว—แต่ตอนนี้ท่านกลับปฏิเสธที่จะให้เรือข้ามฟากแก่ข้าหรือ?”
                “ผมเกรงว่าท่านนายพลเซี่ยโหวจะรู้เรื่องนี้และกล่าวโทษผม”
                ท่านลอร์ดกวนเห็นว่าคงไม่สามารถหวังความช่วยเหลือจากชายผู้นี้ได้ จึงเดินทางต่อไปและในไม่ช้าก็ถึงท่าเรือข้ามฟาก ที่นั่น ผู้บัญชาการทหารรักษาการณ์ฉินฉี ขี่ม้าออกมาสอบถามเขา
                “ข้าคือกวนอูมาร์ควิสแห่งฮั่นโชว ”
                “ท่านจะไปที่ไหน?” ฉินฉีถาม
                “ข้าพเจ้าเดินทางมายังมณฑลจี้เพื่อตามหาพี่ชายของข้าพเจ้าหลิวซวนเต๋อและขออนุญาตข้ามแม่น้ำด้วยความเคารพ”
                “คุณมีหนังสือรับรองจากอธิการบดี หรือไม่ ?” ฉินฉีถามอย่างเด็ดขาด
                “ผมไม่ได้มาปฏิบัติภารกิจจากอัครมหาเสนาบดีแล้วทำไมผมถึงต้องพกเอกสารรับรองแบบนั้นด้วยล่ะ” กวนอูตอบ
                “คำสั่งของฉันคือเฝ้าดูแลเรือข้ามฟากนี้และตรวจสอบผู้โดยสารทุกคน หากไม่มีเอกสารรับรอง ห้ามใครข้ามไป แม้แต่ปีกก็ช่วยไม่ได้”
                ด้วยความโกรธ จัด กวนอูคำรามว่า “พวกเจ้ารู้ไหมว่าทุกคนที่พยายามขัดขวางข้าล้วนต้องตาย”
                ฉินฉีเยาะเย้ยว่า “พวกที่เจ้าสังหารไปนั้นเป็นเพียงทหารราบไร้นาม เจ้าไม่อาจเทียบกำลังกับพวกเราได้ เจ้าไม่กล้าโค่นล้มข้าหรอก”
                กวนอูจึงถามกลับว่า “เจ้าคิดว่าตัวเองเก่งกาจเท่าเหยียนเหลียงหรือเหวินโจวหรือ?”
                ด้วยความโกรธแค้นฉินฉีควบม้าพุ่งเข้าใส่พร้อมดาบในมือ ม้าของทั้งสองปะทะกัน และด้วยการฟาดฟันเพียงครั้งเดียวอย่างทรงพลังของมังกรเขียวกวนอูฟันศีรษะของฉินฉีขาด กระจุย
                “ผู้ที่ต่อต้านข้าตายแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องกลัว รีบไปเตรียมเรือข้ามฟาก!” ท่านลอร์ดกวนตะโกน
                ไม่นานนักเรือลำหนึ่งก็แล่นเข้ามาเทียบท่า สตรีทั้งสองขึ้นเรือก่อน แล้วกวนอูก็ตามไป เมื่อขึ้นฝั่งแล้ว พวกเขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในอาณาเขตของหยวนเส้า มาถึงจุดนี้ กวนอูได้พิชิตด่านมาแล้วห้าแห่งและสังหารขุนศึกไปหกคน
          เขาเก็บตราประทับไว้ ประตูคลังสมบัติถูกปิดล็อกอย่างระมัดระวัง
           เขาควบม้าออกจากห้องโถงอันหรูหรา เพื่อตามหาพี่ชายที่พลัดพรากไปนานหลายปี กระต่ายแดงคำรามเร็วดุจพายุที่พัดกระหน่ำทุ่งราบ มังกรเขียวแหวกประตูเหล็กและฉีกโซ่ตรวน
    ความภักดีและความซื่อสัตย์ของเขาส่องประกายเจิดจ้า เป็นดวงประทีปแก่ผู้กล้าหาญ
        ความกล้าหาญของเขาสามารถหยุดกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากและทำให้ภูเขาสูงถล่มลงมาได้
        เขารุกคืบไปเพียงลำพังอย่างไม่หวั่นเกรง แม้กระทั่งความตายก็ยังต้องเผชิญหน้ากับคมดาบของ เขา 
        เกียรติยศของเขาจะถูกขับขานโดยเสียงนับไม่ถ้วน และจะไม่มีวันจางหายไป
                “ข้าไม่ได้ตั้งใจฆ่าพวกมันแม้แต่ตัวเดียว” ท่านลอร์ดกวน ครุ่นคิด ขณะขี่ม้าไป “ไม่มีทางเลือกอื่น อย่างไรก็ตาม เมื่อโจโฉได้ยินเรื่องนี้ เขาคงมองว่าข้าเป็นคนอกตัญญูต่อพระคุณของเขา”
                ไม่นานเขาก็เห็นคนขี่ม้าคนหนึ่งอยู่บนถนน ซึ่งต่อมาคนขี่ม้าคนนั้นก็เรียกเขา และปรากฏว่าเป็นซุนเฉียน
                “ข้าออกจากรูนันมาโดยไม่ได้ข่าวคราวจากท่านเลย ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?” ท่านลอร์ดกวนถาม
 “หลังจากที่ท่านจากไป เมืองก็แตก ข้าถูกส่งไปหาหยวนเส้าเพื่อเจรจาสันติภาพและก็สำเร็จ เขาจึงเชิญน้องชายของท่านไปพบเพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับการโจมตีโจโฉแต่ที่น่าตกใจคือ บรรดาผู้นำใน กองทัพของ หยวนเส้ากลับอิจฉาริษยากันอย่างมาก จนคนหนึ่งถูกจับเข้าคุก อีกคนถูกลดตำแหน่ง และคนอื่นๆ ก็ทะเลาะวิวาทกันหยวนเส้าจึงลังเลและไม่แน่ใจ ทำให้ข้าและน้องชายของท่านปรึกษาหารือกันว่าจะหนีรอดจากพวกเขาทั้งหมดได้อย่างไร ตอนนี้ลุงอยู่ที่รุนหนานกับหลิวผีและคิดว่าท่านอาจไม่รู้เรื่องนี้และอาจได้รับอันตรายหากท่านไปหาหยวนเส้า โดยไม่เต็มใจ ข้าจึงมาเตือนท่าน นับเป็นโชคดีที่ได้พบท่านในสภาพเช่นนี้ ตอนนี้เราสามารถรีบไปรุนหนานและท่านจะได้พบกับน้องชายของท่าน”
 ท่านลอร์ดกวนพาซุนเฉียนไปโค้งคำนับเหล่าสตรี ซึ่งถามถึงการผจญภัยของเขา และเขาก็เล่าถึงอันตรายที่ซวนเต๋อต้องเผชิญจากอารมณ์ โกรธฉับพลันของ หยวนเส้า แต่ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้วที่รู่หนาน ซึ่งพวกเธอจะไปพบเขาที่นั่น
 พวกเขาปิดหน้าและร่ำไห้เมื่อได้ยินเรื่องราวอันตรายที่เขาเล่า จากนั้นคณะเดินทางก็ไม่ได้เดินทางไปทางเหนืออีก แต่เลือกเส้นทางไปยังเมืองรุนหนาน ไม่นานนักก็สังเกตเห็นกลุ่มฝุ่นขนาดใหญ่ลอยอยู่ด้านหลัง และในไม่ช้าพวกเขาก็เห็นกองทหารม้ากลุ่มหนึ่ง นำโดยเซี่ยโหวตุนซึ่งตะโกนบอกท่านลอร์ดกวนให้หยุด

1 ← สามก๊ก (ฉบับย่อ) " ยังมิได้อ่านสามก๊ก อย่าพึ่งคิด การใหญ่ "

สารบัญ :
                         ตอนที่ 17 ประหารลิโป้
                        ตอนที่ 43 จิวยี่ไปเอาเมืองซงหยง
                        ตอนที่ 44 เล่าปี่ชิงเอาเมืองตัดหน้า
                        ตอนที่ 45 เล่าปี่แต่งซุนฮูหยิน
                        ตอนที่ 46 จิวยี่ตาย
                        ตอนที่ 47 เล่าปี่ได้บังทอง เลาปโดบงทอง
                        ตอนที่ 48 โจโฉตัดหนวด
                        ตอนที่ 49 เล่าปีเข้าเสฉวน
                        ตอนที่ 50 จูล่งชิงอาเต๊าคืน
                        ตอนที่ 51 บังทองตาย
                        ตอนที่ 52 เล่าปี่ชิงได้เมืองเสฉวน
                        ตอนที่ 53 โจโฉตีได้ฮันต๋ง
                        ตอนที่ 54 ยุทธการทีเขาเตงกุนสัน
                        ตอนที่ 55 ประหารกวนอู
                        ตอนที่ 56 โจโฉตาย
                        ตอนที่ 57 เล่าปียาตราทัพเหยียบกังตั้ง
                        ตอนที่ 58 เล่าปีตาย
                        ตอนที่ 59 ขงเบ้งตีวุยก๊ก
                        ตอนที่ 60 จูล่งตาย
                        ตอนที่ 61 ขงเบ้งตาย
                        ตอนที่ 62 สุมาเจียวตีเมืองเสฉวน
                        ตอนที่ 63 สุ่มาเอียนสถาปนาราชวงศ์จิ้น (บท อวสาน)
ตอนที่ 1 คำสาบานในสวนดอกท้อ
 เดิมแผ่นดินจีนเป็นสุขมาช้านานแล้วจึงเป็นศึก ครั้น ศึกสงบแล้วก็เป็นสุข เป็นวัฏจักรวนเวียนมา สุข เดิมแผ่นดินจีนเป็นสุขมาช้านา วียนมาถึงจวบจนสมัยพระเจ้าเลนเต้ ครองราชย์มิได้ตามอยู่โบราณราชประเพณี ทำให้ราชการแผ่นดินที่มีมา ได้แปรผันไป เกิดการก๊อขบถ ปล้นสะดมทั่วทุกหัวระแห่ง เตียวก๊ก เตียว โป้ เตียวเหลียง ปลุกระดมไพร่พลก่อขบถ โจรโพกผ้าเหลือง สุดทีทหารู แผ่นดินจะต้านทานไหว จึงติดประกาศทุกหัวมุมเมือง รับอาสำสมัครผู้ กล้าจับโจรให้จงได้
 ฝ่ายเล่าปี่ยืนดูประกาศจากทางการแล้วทูอการแล้วทูอดหายใจ อาศัยทอเสือขายยังชีพ หุยได้พบเล่าปีคิดช่วยเหลือ ทั้งสองจึงยินดีเป็นอันมาก ยเหลือแต่ติดทางกาลังทรัพยาชวงศ์อ้วยเดิมเป็นชาวบ้านยากอในร้านสุราเล่าปี ได้พบกับกวนอูซึงหลบหนีการตามล่าจากทางการด้วยไป และเดียวหุยนได้พบกับก ฆ่าคนมา เห็นว่าทั้งสามมีความเห็นพ้องต้องกันช่วยเหลือการแผ่นดิน จึง โดยเรียงจาก ปราบปราม ทำพิธีสาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันใต้ต้นดอกท้ออาวุโส เล่าปี กวนอู เตียวหุย ตามลำดับออกรวบรวมรี่พลู โจรโพกผ้าเหลือง ได้พบกับตั้งโต๊ะซึ่งทางการได้แต่งตั้งมาให้ปราบ ปรามแต่ไร้ความสามารถ เล่าปี่จึงเข้าช่วยเหลือ ภายหลังปราบขบถสิน ซาก พระเจ้าเลนเต้ได้ปูนบำเหน็จนายทหารใหญ่น้อย แต่ตัวเล่าปีซึ่งเป็น เพียงอาสาสมัครยังมิได้บำเหน็จ จึงรอคอยอยู่เป็นเวลานาน
ตอนที่ 2 การณ์แปรปรวนในราชสำนัก
 ภายหลังเล่าปี่ถูกแต่งตั้งไปปกครองเมืองอันห้อก้าน ซึ่งเป็นเมืองขึ้นเล็กๆ ราษฏรูสรรเสริญเป็นอันมาก ต่อมมาขุนนางตุ๊กจิ๋ว ได้เรียกส่วยจากเล่าปี พาให้เตียวหุยเดือดดาลเป็นอันมาก โบยตีตกอิว แล้วทั้งสามก็หนีออกจากเมืองไป ต่อมาได้รับไปประจำตำแหน่งที่เมืองเพ งงวนก๋วน
 ขันทีทั้งสิบได้เป่าหูพระเจ้าเลนเต้ ทำให้ราชการแผ่น ดินฟันเฟือนไป ต่อมาพระเจ้าเลนเต้ประชวรหนักจึงสวรรคต มีปัญหาเรื่อง การสืบรัชทายาทระหว่างหองจูเทียบผู้น้อง กับหองจูเบียนผู้พี่ โฮจินผู้เป็น พีของพระนางโฮเฮาอัครมเหสีผู้เป็นแม่หองจูเปียน ได้คิดแต่งตั้งให้ห้องจู แต่ขันทีทั้งสิบได้ทำการคิดยกหองจูเปียนผู้น้องขึ้น ครองราษฎร์แทน และคิดการลอบฆ่าโฮจิน แต่การรั่วไหลไฮจินได้บุกเข้า วังหวังกำจัดขันทีทั้งสิบให้ซินซาก แต่ขันทีทั้งสิบได้หลบหนีแล้วไป อ้อนวอนต่อนางโฮเฮาให้ไว้ชีวิต โฮจิ๋นผู้พี่จึงมิอาจทำอะไรได้ แต่โฮจิน ได้คิดการที่กำจัดเสียนหนามอยู่ตลอดเวลา แล้วส่งสาสน์ไปหัวเมืองทั้ง ปวงให้ยกทัพมาช่วยกำจัดขันทีทั้งสิบ
ตอนที่ 3 ทรราชย์ตั้งโต๊ะ
 ฝ่ายตั้งโต๊ะ ผู้มีใจหยาบช้าเห็นได้ทีฮุบราชสมบัติจึง รีบยูกพลเข้าเมืองหลวงหวังเพื่อกำจัดขันทีทั้งสิบเสีย พื่อกำจัดขันทีทั้งสิบเสีย ฝ่ายขันทีทั้งสิบเห็น ดังนั้นจึงชิงรีบลอบฆ่าโฮจิ้นเสียก่อน โดยลวงว่านางโฮเฮามีเหตุให้เข้า เฝ้า โฮจินเสียทีจึงถูกรุมฆ่าตาย ฝ่ายอ้วนเสียวและโจโฉผู้ซึ่งเป็นขุนนาง ในราชสำนักเหมือนกันซึ่งอยู่ฝั่งโฮจิน เห็นดังนั้นจึงบุกเข้าไปฆ่าขั้นที่ทั้ง โกลาหลยิงนักเพลิงไหม้โหมกระหน่ำเข้ามาในวัง ขันทีทีเหลืออุ้มพระราชบุตรทั้งสองคนู ลูอบหนีออกจากวังหลบหนีเข้าไปในป่า จึง ตำมพบ ระหว่างทางพบตั้งโต๊ะตั้งทัพอยู่ จึงเชิญเสด็จเข้าในวัง
 ฝ่ายตั้งโต๊ะ พอเข้ามาในวังแล้วกำเริบเสิบสานเข้าชิง ย์ข่มเหงราษฎรแต่ไม่มีผู้ใดห้ามปราม ขุนนางทั้งปวงต่างกลัวเกร จึงตั้งโต๊ะได้ชั่วนขุนนางใหญ่น้อยเลี้ยงสุรา ยงสุราแล้วว่าจะให้ถอดหองจู เปียนเสีย แล้วให้หูองจูเหียบผู้น้องครองบัลลังค์แทน ฝ่ายเต็งหงวนพ่อเลี้ยงลิโป้มิชอบใจตั้งโต๊ะจึงออกรบพุ่งกันอยู่บ่อยครั้ง ลิยูที่ปรึกษาตั้งโต๊ะ เห็นลิโป้มีท่าทีองอาจจึงเชิญชวนมาไว้ เป็นพรรคพวก “โดยการส่งลิซก พร้อมกับเครื่องบรรณาการมากมายรวมทั้งม้าเซ็กเธาว์ ฝ่ายลิโป้เห็นแก่ ลาภยศจึงบุกเข้าปลอบฆ่าเต็งหงวนพ่อบุญธรรมเสีย แล้วมาอยู่กับตั้งโต๊ะ เป็นพ่อบุญธรรมคนใหม่ ฝ่ายขุนนางจึงยิ่งกลัวเกรงตั้งโต๊ะเข้าไปอีก ภาย หลังตั้งโต๊ะได้ถอด หองจูเปียนออกจากราชสมบัติจับไปขังพร้อมนางโฮ เฮา แล้วส่งลุยไปปลงพระชมน์ทั้งคู่ แต่งดังหองจูเทียบใช้พระนามว่า พระเจ้าเหียนเต้ ตัวตัวเองเป็นเชียงก๊ก ผู้สำเร็จราชการ
ตอนที่ 4 รวบรวมหัวเมืองสู้ตั้งโต๊ะ
 ต่อมาตั้งโต๊ะ ตั้งโต๊ะทำการหยาบช้า ตัดศรีษะราษฎร แย่งชิง สิ่งของเป็นอันมาก ทำทีว่าไปปราบโจรขบถมาแล้วชิงทรัพย์สินได้ อาณา ประชาราษฎร์เดือดร้อนทุกหัวระแหง  แผ่นดินเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า
 ฝ่ายอองอันขุนนางตงฉินคิดแค้นใจตั้งโต๊ะอยู่เป็นอัน มากแต่มิอาจหักหาญสู้กับตั้งโต๊ะได้ โจโฉจึงอาสาสมัครขอกระบี่เข้าไป ลอบฆ่า แต่ไม่สำเร็จเอาตัวรอดหนีออกมาได้ แต่ถูกทางการประกาศจับ ทั่วทุกตำบล รวมทั้งอ้วนเสียวก็ได้ออกมาดังตัวออกจากตั้งโต๊ะด้วย โจโฉหนีจากทางการไม่พ้นถูกจับได้โดยตันก๋ง แต่ทั้งคู่มีใจช่วยเหลือบ้านเมืองเช่นเดียวกันจึงชวนกันหนีออกมาแต่ตันก๋งมิอาจอยู่ร่วมกับโจโฉได้ ที่การไปฆ่าแปะเฉียเพื่อนของบิดาตนเอง เมื่อเห็นว่า โจโฉไร้คุณธรรม เนื่องจากการเข้าใจผิดคิดว่าจะจับตัวส่งทางการ
 โจโฉหนีมาถึงเมืองตันหลิว พบบิดาโจโก๋ คิดการ ปลอมแปลงราชสาสน์ให้ปราบปรามขบถตั้งโต๊ะ รวบรวมเกลี้ยกล่อม รี้พล ได้เป็นจำนวนมาก ได้แฮหัวตุ้น แฮหัวเอียน อียูน โจหยิน โจหอง ลิเตียน งักจีน มาเป็นพรรคพวก เมื่อเจ้าเมืองต่างๆ รู้ข่าว จึงรวบรวมทหารเป็น จำนวนมากทยอยมาสมทบ รวมทั้ง เล่าปี่ด้วย กองกำลังได้มาถึงเมืองลก เอียงอันเป็นเมืองหลวง ฝ่ายตั้งโต๊ะส่งฮัวหยงทหารเอกผู้มี ฝีมือร้ายกาจ เข้าต่อสู้ ฝ่ายโจโฉมิอาจสู้ได้กวนอูจึงได้รับการแต่งตั้งออกสู้ปะมือกับ ฮัวหยง แม้จะได้รับคำคัดค้านจากอ้วนเสียวผู้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้นำ ของกองกำลังครั้งนี้ ผลสุดท้ายกวนอูตัดหัวฮัวหยงได้สำเร็จ แต่มิได้ รับคำสรรเสริญจากอ้วนเสียว แต่กลับได้รับคำสรรเสริญจากโจโฉแทน
ตอนที่ 5 โยกย้ายเมืองหลวง
 ภายหลังจากฮัวหยงตาย ตั้งโต๊ะ กับลิโป้ จึงยกทัพมา ขัดทัพที่ ด่านเฮาโลก่วน ลิโป้ออกรบ เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย ออกต้าน พร้อมกันถึงสามคน  พอดีมีทัพกระหนาบมา ลิโป้จึงล่าทัพถอย ต่อมาลิยู ย้ายตั้งโต๊ะสั่งการให้ริบทรัพย์จากเศรษฐีเข้าท้องพระคลัง อพยพจากลกเอียงไปเมืองเตียงฮัน ครั้นตอน ปล้นชิงจาก ราษฎร ขุดศพเก็บทรัพย์สินจากพระมหากษัตริย์องค์ก่อนและศพราษฎร ได้สินทรัพย์เป็นอันมาก ราษฎร ราษฎรเหยียบล้มตายทหารก็เข้าช่วงชิง แลฉุดลากภรรยาชาวบ้าน เสียงร้องอื้ออึงไป รวมทั้งจุดไฟเผา ลกเอี่ยงเสีย
 ฝ่ายกองกำลังโจโฉเห็นอย่างนั้นจึงยกทัพพักอยู่ที่ลูกเอี๋ยงมิได้ คิดตามต่อ แต่เสียทีจนเกือบตายดีที่ใจหองเข้าช่วยไว้ ฝ่ายซุนเกียนพบตราหยกสำหรับราชสมบัติมีความยินดีนักคิดยกทัพของตัวกลับ อ้วน เสียวสั่งให้เล่าเปียวจัดทัพขวางไว้ ซุนเกียนหนีออกมาได้ไปปักหลักทีเมื่องกุ้งตั้ง แต่นั้นมาซุนเกียนกับเล่าเปียวก็ผิดใจกัน แลหัวเมืองต่างๆที่รวมกัน ก็ผิดใจกันเห็นจะอยู่ต่อไปมิได้จึงทยอยกันกลับ ด้วยตัวอ้วนเสียวหา เป็นผู้นำมิได้
ตอนที่ 6 ซุนเกี๋ยนถึงแก่กรรม
 ครั้นแยกจากกันแล้ว อ้วนเสี้ยวไปพำนักอยู่ที่เมืองโห้ ลาย คิดแย่งตีเอาเมืองกีจิ๋ว แต่งกลอุบายหลอกใช้กองซุนจ้านรวมตี แล้ว ส่งจดหมายหนึ่งฉบับหาฮันฮูกเจ้าเมืองกีจิ๋วว่ากองซุนจ้านจะยกมาตี ฮันฮกจึงเปิดประตูเมืองรับอ้วนเสียวมารักษาเมือง ฝ่ายกองซุนจ้านรู้ว่า ถูกหลอกจึงยกทัพมาตีหวังให้หายแค้น งันเหลียง บุนทิว ทหารเอกอ้วน เสียวไล่ตามตีกองซุนจ้านจนเสียที ทันใดนั้นจูล่งเข้ามาช่วยสกัดกั้นงันเหลียง บุนทิว พากองซุนจ้านหนีออกมา เล่าปี่รู้ข่าวจึงมาช่วยสกัดอ้วนเสียว ไว้ แลแต่นั้นมาจูล่งกับเล่าปี่ก็ถูกโฉลกกัน
 ฝ่ายตั้งโต๊ะกริ่งเกรงว่า หากผู้ใดชนะจะกำเริบเสิบสาน จึงส่งหนังสือรับสั่งห้ามเสียทั้งสองฝ่าย ฝ่ายอ้วนสุดเจ้าเมืองลำกู๋น คิดยกทัพยุยงซุนเกียนให้โจมตีเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋ว เล่าเปียวสั่งให้ หองจอสกัดทัพทีเมืองกังแฮ เมืองเกงจิวได้ เล่าเปียวใช้แผนล่อให้ซุนเกียนตามไปทีซอกเขาฮีสัน แล้ว ใช้เกาทันฑ์แลก้อนหินระดมยิงใส่ซุนเกียนถึงแก่ความตาย ผู้บุตรซุนเซ็ก จึงได้ปกครองแดนกังตั้งในเวลาต่อมา
ตอนที่ 7 กลหญิงงาม
 ตั้งโต๊ะยิ่งทำการกำเริบเสิบสานจับคนห้าร้อยคนมา ฆ่าดูเล่นอย่างทรมานในงานเลี้ยงขุนนาง น่าเวทนายิ่งนัก ฝ่ายอองอุ้นก็ ยังทุกข์ใจ มิอาจหาทางกำจัดโจรแผ่นดินลงได้ พอดีนางเตียวเสียนหญิง ขับร้องมาพบเข้า คิดอ่านแทนคุณแผ่นดินและพ่อบุญธรรม เสนอตัวคิด อ่านล้างตั้งโต๊ะเสียด้วยแผนการของอองอุ้นให้ เตียวเสียนแสร้งทำกล มารยา ให้ทั้งลิโป้และตั้งโต๊ะมีความรักใคร่ในตัวแม่นางเตียวเสียน โดย รับปากจะให้เป็นภรรยาของลิโป้และตั้งโต๊ะ ครั้นตั้งโต๊ะพาเตียวเสี้ยนไป อยู่เนืองๆ ตั้งโต๊ะมาเห็นเข้าจึงขับไล่ลิโป้ออกไปเสีย อยู่กินแล้ว ลิโป้แค้นใจเป็นอันมาก เมื่อตั้งโต๊ะไม่ยินยอมยกเตียวเสียนให้ลิโป้
 ฝ่ายอองอุ้นเห็นได้ทีลิโป้เอาใจออกห่าง คิดยุยงให้ลิโป้ฆ่าตั้งโต๊ะเสีย ลิโป้เห็นชอบคิดการแก้แค้น อ้างรับสั่งให้เข้าเฝ้า ครั้น ถึงที่ตั้งโต๊ะแลเห็นขุนนางทุกคนถือกระบี่ จึงร้องเรียกลิโป้ผู้บุตร ลิโป้เอา ทวนแทงตั้งโต๊ะที่คอตกรถตาย แลลิยูถูกจับประหารชีวิตเสียด้วยกัน ครั้น ตั๊งโต๊ะตายได้จัดศพแห่ขบวนไปทั่วเมือง อาณาประชาราษฎร์มีใจเจ็บแค้น รุมศพจนศพแหลกละเอียดเปื่อยไป ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงและราษฎรต่างมีความยินดียิ่งนัก
ตอนที่ 8 ลิฉุย กุยกี เข้าราชสำนัก
 ฝ่าย ลิฉุย กุยกี ลูกน้องตั้งโต๊ะได้หลบหนีออกมาได้ หาทางเอาตัวรอดแต่ อองอุ้นมิยอมยกโทษให้ ลิฉุย กุยกี เห็นจนตรอก รวบรวมพรรคพวกโจมตีเมืองหลวง ลิโป้ ออกรบต้านทานติดทัพกระหนาบสองด้านทั้ง เสียรี้พล ฝ่ายพรรคพวกตั้งโต๊ะเป็นไส้ศึกในวัง ได้เปิดประตูเมืองออก ทหารลิฉุย กุยก๊ก กรูเข้าเมือง ลิฉุยกุยกีฆ่าฉองอันถึงแก่ความตาย เข้าตัดสินราชการ แทนตั้งโต๊ะทำการชั่วช้าไม่แพ้กัน ฝ่ายม้าเท้งและม้าเฉียวผู้บุตรเข้าโจมตี เมืองหลวง แต่ขาดเสบียงจึงยกทัพกลับไป ต่อมาเกิดขบถโจรโพกผ้าเหลืองออกข่มเหงราษฎรพระเจ้าเหี้ยนเต้รับสั่งโจโฉไปปราบ และ ตั้งโจโฉให้ใหญ่กว่าหัวเมืองตะวันออกทั้งปวง โจโฉได้รวบรวมสมัครพรรคพวกไว้เป็นอันมาก ทั้งผู้มีสติปัญญาแล ะทหารเอกก็เข้ามาในเกลี้ยกล่อมเช่น ซุนฮก ซุนฮิว เทียหยก กุยแก อิกิม เตียนอุย

ก่อนหน้า                          หน้าต่อไป