Translate

01 มกราคม 2569

อัธยายที่ 21 มารธรฺษณปวรฺต เอกวึศะ ชื่อ มารธรรษณปริวรรต (ว่าด้วยการรังควานของมาร) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

มารรังควาน
  
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิมานเช่นนี้ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายทำขึ้นแล้วที่ควงไม้โพธิ เพื่อทำการบูชาพระโพธิสัตว์ และพระโพธิสัตว์ก็ได้เห็นวิมานที่ประดับควงต้นโพธิทั้งหมด ที่ควงต้นโพธินั้นในพุทธเกษตรทั้งปวงของพระพุทธผู้มีภคะในอดีต อนาคต และปรัตยุบัน ทั่วทั้ง 10 ทิศ ด้วยพระองค์เอง
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เมื่อพระโพธิสัตว์ประทับนั่งอยู่ที่ควงต้นโพธิ ได้มีปริวิตกนี้ว่า มารชั่วร้าย เป็นใหญ่ มีอิสระ มีอำนาจ มีอยู่ในกามธาตุ(*)นี้แล มันไม่สมควรแก่เราซึ่งเราจะตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ เพราะมันไม่รู้
ไฉนหนอ เราจะตักเตือนมารชั่วร้ายได้ สัตว์ทั้งปวง เช่นเทวดาชั้นกามาพจร เป็นต้น ในอาณาจักรนั้นจะถูกมันบำราบ อีกประการหนึ่ง เทวบุตรในชั้นมารที่เป็นพวกของมาร แต่มีกุศลมูลได้ปลูกฝังไว้ก่อน เทวบุตรเหล่านั้น เห็นเรามีท่าทางเยื้องกรายเหมือนราชสีห์ ก็จะทำจิตนึกถึงอนุตตรสัมยักสัมโพธิ
                *กามธาตุ คือ โลกที่มีกามเป็นพื้น หรือโลกที่ประกอบด้วยอารมณ์กามคุณ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงคิดอย่างนี้แล้ว จึงเปล่งรัศมีดวงหนึ่ง ชื่อ รัศมีกำจัดมณฑลสรรพมาร ออกจากขุมพระอุณาโลม(ขนอ่อน)ที่อยู่ระหว่างพระโขนง ซึ่งเป็นรัศมีที่ฉวัดเฉวียนเขย่าแสงสว่างในพิภพของมารทั้งปวงในโลกธาตุ คือเทวโลก และมนุษยโลกให้สั่นสะเทือน และรัศมีนี้ ได้แผ่ไปด้วยแสงสว่างอันใหญ่ยิ่งในโลกธาตุคือเทวโลกและมนุษยโลกทั่วไป และมารชั่วร้ายได้ยินเสียงเช่นนี้ด้วยแสงสว่างนั้น ดั่งนี้ว่า
      1 จริงอยู่ในโอรสของพระราชาศุทโธทนะเป็นสัตว์บริศุทธยิ่งประพฤติสะสมบารมิตานับจำนวนด้วยกัลป ได้สละราชสมบัติแล้ว พระองค์เสด็จออกแล้ว ทรงกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์มุ่งต่ออมฤตะ วันนี้เสด็จเข้าไปสู่พุ่มต้นโพธิทรงกระทำความเพียร ฯ
      2 พระองค์ข้ามด้วยตนเองแล้ว ยังผู้อื่นให้ข้ามด้วย พระองค์พ้นด้วยตนเองแล้ว ยังผู้ให้พ้นด้วย พระองค์ปลอดโปร่งด้วยตนเองแล้ว ยังผู้อื่นให้ปลอดโปร่งด้วย พระองค์หยุดตนเองแล้ว ยังผู้อื่นให้หยุดด้วย ฯ
      3 พระองค์ทรงกระทำให้อบายทั้ง 3 ว่างเปล่าโดยไม่เหลือ จะทรงกระทำให้บุรีเต็มไปด้วยมนุษย์ผู้กล้าหาญ พระองค์จะประทาน ชญาน อภิชญา อมฤตะเป็อย่างยอด และความสุข พระองค์ทรงกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้รับอมฤตะ ฯ
      4 ดูกรมาร พระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระกฤษณะ จะทรงกระทำบุรีของท่านให้ว่างเปล่า ทรงกระทำผู้ไม่มีกำลัง ผู้เสื่อมกำลังให้เป็นผู้มีกำลัง ผู้ไม่มีพรรคพวกให้เป็นผู้มีพรรคพวก ท่านจะไม่รู้ว่า เราไปไหน หรือเราทำอะไร ในคราวที่พระสวยัมภู(พระผู้เป็นเอง คือพระพุทธ) ทรงโปรยฝนคือธรรม ด้วยพระองค์เอง ฯ
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารชั่วร้ายได้รับคาถาเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนนี้ กระตุ้นเตือนแล้ว ได้หลับฝันเห็นลักษณะ 32 ประการ ลักษณะ 32 ประการนั้น คืออะไร นั่นคือ ได้เห็นพิภพของตนเต็มไปด้วยความมืด  เห็นพิภพของตนเกลื่อนกล่นไปด้วยก้อนกรวดและก้อนหิน เห็นตนเองมีความสะดุ้งกลัว หวาดหวั่นหนีไปในทิศทั้ง 10 เห็นตนเองมีมกฏหล่น ตุ้มหูแตกละเอียด เห็นตนเองมีริมฝีปากคอ และเพดานแห้งผาก เห็นตนเองมีดวงใจร้อนรน เห็นอุทยานมีใบไม้ดอกไม้และผลไม้เหี่ยวแห้ง เห็นสระบัวปราศจากน้ำ แห้งแล้ง เห็นฝุงนกในที่นี้ เช่น หงส์ นกกระเรียน นกยูง นกการเวก นกดุเหว่า นกกรทาดง เป็นต้น
      มีปีกยับยี่ เห็นเครื่องดนตรีทั้งหลาย เช่น กลองใหญ่ ศังข์ กลองเล็ก กลองรบ พิณกลาง พิณใหญ่ พิณเล็ก และเครื่องประกอบการตี เป็นต้น แตกสลาย ตกลงที่พื้นดิน เห็นผู้ที่รักและบริวาร ละทิ้งมาร (ตนเอง) มีหน้าสลด ปลีกตนไป ซบเซาอยู่ เห็นอัครมเหษี และนางมารตกจากที่นอนลงไปยังพื้นดินเอามือทั้ง 2บีบขมับ เห็นผู้ซึ่งเป็นบุตรของมาร(ของตน)มีความเพียรที่สุด มีกำลังที่สุด มีเดชที่สุด และมีปรัชญาที่สุด กำลังนมัสการพระโพธิสัตว์นั้น ซึ่งเสด็จไปสู่ควงต้นโพธิอันประเสริฐเลิศ เห็นลูกสาวของตนคร่ำครวญอยู่ว่า โธ่พ่อ โธ่พ่อ
      เห็นตนมีเสื้อผ้าและร่างกายหม่นหมอง เห็นตนเองมีศีรษะโรยฝุ่นและมีสีเหลืองซูบซึดปราศจากสง่าราศี เห็นตำหนักเรือนยอดหน้าต่างซุ้มประตูสกปรก ด้วยธุลีตกลง เห็นผู้ซึ่งเป็นเสนาบดีของมาร(ของตน) และยักษ์รากษสกุมภัณฑ์  คนธรรพ์ผู้เป็นใหญ่ทั้งหมดเหล่านั้นเอามือกุมศีรษะร้องไห้คร่ำครวญหนีไป และเทวดาผู้ซึ่งเป็นใหญ่ในเทพชั้นมามาพจรทั้งหลายเหล่านั้น คือ ธฤตราษฏร วิรูฒกะ วิรูปากษะ ไวศรวณะ องค์ศักร สยามะ สันตุษิตะ สุนิรมิตะ วศวรรดี เป็นต้น มารชั่วร้ายได้เห็นเทวดาเหล่านั้นทั้งหมดอ่อนน้อมพร้อมทั้งหันหน้าไปทางพระโพธิสัตว์ และดาบของมารนั้น(ของตนเอง)ไม่มีฝักในท่ามกลางสนามรบ เห็นตนเองถูกสบประมาท ไม่มีความดีงาม
      เห็นตนเองถูกบริวารของตนทอดทิ้ง เห็นหม้อที่เต็มไปด้วยสิ่งเป็นมงคลตกที่ประตู เห็นพราหมณ์นารท และได้ยินเสียงที่ไม่เป็นมงคล เห็นนายประตูผู้มีความสุข และพูดให้ได้ยินเสียงอันไม่เป็นสุข เห็นท้องฟ้าเต็มไปด้วยความมืด เห็นพระศรี(พระลักษมี) ผู้อาศัยอยู่ในชั้นกามภพร้องไห้  เห็นความเป็นใหญ่ของตนสิ้นความเป็นใหญ่เสียแล้ว เห็นพรรคพวกของตนไม่ได้เป็นพรรคพวกเสียแล้ว เห็นข่ายแก้วมณีมุกดา อยู่ดีๆตกลงมาแตกสลาย เห็นพิภพมารทั้งหมดไหวหวั่น และได้เห็นต้นไม้ถูกตัดล้มลงมากั้นไว้ และได้เห็นขบวนเสนามารทั้งหมดล้มลงต่อหน้า
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารชั่วร้าย ได้หลับฝันเห็นลักษณะ 32 ดั่งกล่าวมานี้ ครั้นตื่นขึ้นแล้วมีความสะดุ้งกลัว หวาดหวั่น จึงประชุมบริวารทั้งหมด ครั้นรู้ว่า เสนาบดี นายประตูพร้อมด้วยกำลังและหมู่คณะเหล่านั้นประชุมกันแล้ว จึงได้กล่าวด้วคำเป็นบทประพันธ์เหล่านี้ว่า
      5 มารครั้นเห็นความฝันแล้ว มีความเดือดร้อนด้วยความทุกข์ เรียกผู้ซึ่งเป็นบุตรและบริวารกับทั้งเสนาบดีมารซึ่อสีหหนุมาแล้ว มารผู้เป็นเฝ่ากฤษณะถามมารทั้งปวงเหล่านั้นว่า ฯ
      6 เพลงที่แต่งด้วยคำประพันธ์เราได้ยินจากอากาศในวันนี้ว่า พระโพธิสัตว์ผู้มีอวัยวะงามด้วยลักษณะประเสริฐ เกิดแล้วในตระกุลศากยทั้งหลาย ประพฤติพรต ยากที่จะทำได้อย่างรุนแรงตลอด 6 ปี กระทำความเพียรมาแล้ว เข้าไปสู่พุ่มต้นโพธิ ฯ
      7 ถ้าหากว่า พระโพธิสัตว์นั้น ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองแล้ว ก็จะยังสัตว์เป็นอันมากตั้งหมื่นโกฏิให้ตรัสรู้ พระโพธิสัตว์นั้นจะกระทำพิภพของเราให้ว่างเปล่าไม่เหลือเลยในคราวที่พระองค์ได้รับอมฤตะอันสัมผัสความเยือกเย็น ฯ
      8 ถ้ากระไร เราพร้อมด้วยกำลังไพร่พลเป็นอันมากไปฆ่าศรมณะนั้นที่โคนต้นโพธิต้นหนึ่ง เร็วเข้าเถิด ท่านจงระดมเสนา 4 เหล่า ถ้าท่านปรารถนาจะเป็นที่รักของเรา อย่าชักช้า ฯ
      9 โลกเต็มไปด้วยพระปรัตเยกพุทธ และพระอรหันต์ทั้งหลายยังสัตว์ทั้งหลายให้ดิบสนิท กำลังของเราไม่มี กำลังของเราอ่อนแอ พระศรมณะนั้นจะเป็นธรรมราชา ถึงซึ่งความชนะอีกองคืหนึ่ง วงศ์ของพระชินนั้นไม่ถ้วน จะไม่ขาดสายเลย ฯ
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุตรของมารผู้หนึ่งชื่อ สารถวาหะ เขาได้พูดกับมารชั่วร้ายด้วยคำเป็นบทประพันธ์ว่า
      10 ข้าแต่พ่อ ทำไมพ่อมีหน้าแปลกไป หน้าของพ่อซีดเซียว ดวงใจเลื่อนลอย ร่างการของพ่อสั่น พ่อได้ยินอะไรมา หรือเห็นอะไรมา บอกเร็วหน่อยซิพ่อ ลูกรู้ความจริงแล้ว จะได้คิดให้ถูกกับเหตุการณ์ ฯ
      11 มารได้ฟังแล้ว จึงพูดว่า ฟังซิ ลูกของพ่อ พ่อเห็นความฝันชั่วร้าย น่ากลัวอย่างยิ่ง วันนี้พ่อจะเล่าความฝันทั้งหมดในที่ประชุมนี้ไม่ให้เหลือ พวกลูกทั้งหลายจะตกตะลึกล้มลงที่พื้นดิน ฯ
                สารถวาหะ พูดว่า
      12 ในเวลารบกัน ถ้าชนะ ก็ไม่มีโทษ แต่ถ้าในเวลารบกัน ผู้ใดถูกฆ่าตาย ผู้นั้นมีโทษ  ส่วนพ่อ เห็นนิรมิตอย่างนี้ในระหว่างฝัน มุ่งต่อความเจริญ ขออย่าถึงความเสื่อมในการรบเลย ฯ
                มารได้พูดว่า     
      13 ความรู้ของผู้ซึ่งเป็นไปในความมั่นคง เป็นประสิทธิภาพ(ความสำเร็จผล) ในสงครามของคน ถ้าไม่ชักช้า มีความมั่นคง ทำกิจไว้ดีแล้วยังไม่ชนะ ความเห็นของเราพร้อมทั้งบริวารจะมีอำนาจอะไร เราจะไม่ยกเท้าขึ้นวางบนศีรษะของเรา ฯ
                สารถวาหะ พูดว่า
      14 จริงอยู่ กำลังไพร่พลจะมีกว้างขวาง แต่อ่อนแอมาก  ผู้กล้าหาญ มีกำลัง ไม่ย่อท้อในการสู้รบ มีคนเดียวก็ยังเอาชนะได้ ถ้าเทวโลกเต็มไปด้วยแสงหิ่งห้อย ดวงอาทิตย์ดวงเดียว ทำการเปล่งรัศมี ก็ย่อมทับแสงหิ่งห้อยนั้นได้ ฯ
      15 ผู้ใดมีมานะ(ถือตัว) มีโมหะ (ความโง่) และไม่มีปรัชญา เครื่องพิจารณา บางที่เขาไม่อาจวางยารักษา (เอาชนะ) ผู้ปราศจากโลภ ผู้มีปรัชญาได้ ฯ
      กระนี้และ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารชั่วร้าย  ทำตามคำของสารถวาหะ จัดเสนามีองค์ 4 ขนาดใหญ่ เลือกที่เป็นนักเลงกล้าหาญในสงครามมีกำลังมาก น่ากลัว เป็นที่ขนลุกขนพอง เทวดาและมนุษย์ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินมาแล้ว เปลี่ยนแปลงหน้าตาด้วยวิธีต่างๆมีอาการแปลกๆตั้งหมื่นแสนโกฏิ มีหัวเป็นนาคตั้งร้อย มือและเท้าตั้งพัน ร่างกายคดค้อม โพกศีรษะ ถือดาบ ธนู ลูกศร หอก โตมร(กระบองเหล็ก) ขวาน หอกใบข้าว สากตำข้าวซึ่งใช้เป็นอาวุธ ไม้กระบอง บ่วง คทา(กระบองสั้นปลายเป็นลูกตุ้ม) จักร วัชระ(ตรีศูลหรือสามง่าม) และหลาวเหล็ก มีกายสวมเสื้อเกราะอย่างดี มีศีรษะ มือ เท้า ตา อันแปลกประหลาด
      ศีรษะ ตา ปาก มีไฟลุกโพลง ท้อง ฝ่ามือ เท้า พิปริต ใบหน้ามีไฟพลุ่งขึ้น หน้าตาผิดแปลกที่สุด ฟันประหลาดซี่ใหญ่ๆแลบลิ้น เป็นแผ่นหนากว้างมาก ลิ้นยาวเหมือนงวงช้าง กว้างเหมือนแผ่นเสื่อ ตาแดงก่ำเต็มไปด้วยพิษร้ายแห่งงูเห่าเหมือนกาบจะลุกออกมาเป็นไฟ ในพวกนั้น บ้างก็คายพิษงูออกมา บ้างก็กอบพิษงูเอามากิน บ้างก็ทิ้งเนื้อ เลือด มือ เท้า ศีรษะ ตับ ไส้พุง ขี้ ของมนุษย์เอามากินเหมือนครุฑโฉบนาคจากมหาสมุทร บ้างก็มีรูปแปลกสูงใหญ่น่ากลัมีสีน้ำตาล สีดำ สีเขียว สีแดง สีดำแดง มีไฟลุกไพลง บ้างก็ถอนขนลุกเป็นไฟ จากขุมขนอันแปลกประหลาด ทำชำเลืองตาผิดปกติ บ้างก็มีตาผิดปกติ มีไฟลุกล้อมรอบ
      บ้างก็ยกภูเขาซึ่งลุกเป็นไฟขึ้นมาวางทับภูเขาบนลูกอื่นด้วยคะนอง บ้างก็ถอนต้นไม้ทั้งรากทั้งโคนวิ่งตรงมายังพระโพธิสัตว์ บ้างก็มีหูเหมือนแพะ มีหูเหมือนกระด้ง มีหูเหมือนหูช้าง มีหูยาน มีหูเหมือนหูหมู บ้างก็มีหูเหมือนหมาป่า บ้างก็ท้องป่องเหมือนท้องมาน ไม่มีเรี่ยวแรง นิรมิตกระดูกข้อต่อให้โปนเป็นกระดูกขึ้นมา ดั้งจมูกหัก ท้องเหมือนหม้อข้าว(ท้องป่อง) มีเท้าบนกระโหลกศีรษะ มีหนังเนื้อเลือดแห้ง หู จมูก มือ เท้า ตา ศีรษะขาดวิ่น บ้างก็ฉีกทึ้งศีรษะซึ่งกันและกันด้วยความกระหายเลือด บ้างก็มีเสียแตกผิดปกติ น่ากลัว หยาบเครือ ทำเสียงไม่ชัด ดังมาก ว่า ผุด ผุด ปจุด ผุลุ ผุลุ บ้างก็พูดว่า เอามา เอาไปฆ่าเสีย ประหารเสีย มัดไว้ จับให้ได้ ตัดเสีย สับเสีย ขยี้เสีย เหวี่ยงไปเสีย ทำลายเสีย ซึ่งศรมณะโคดมนี้ พร้อมทั้งต้นโพธิ
      มารทั้งหลายพูดอย่างนี้ บ้างก็มีหน้าผิดปกติ เป็นสัตว์ดุร้ายน่ากลัว เป็นสัตว์ต่างๆคือเป็นมหาป่าหมู ลา โค ช้าง ม้า อูษฏร์ ความยดุ กระด่าย จามรี แรด ศรภะ(*)ล้วนแต่น่ากลัว บ้างก็มีตัวเหมือนราชสีห์ เสือโคร่ง หมี หมู ลิง เสือเหลือง แมว แพะ แกะ งู พังพอน ปลา มังกร จระเข้ เต่า กา แร้ง นกเค้า ครุฑ เป็นต้น บ้างก็มีรูปแปลกประหลาด บ้างก็มีหัวเดียว บ้างก็มีสองหัว ถึงร้อยหัวพันหัว บ้างก็ไม่มีหัวบ้างก็มีแขนเดียว ถึงร้อยแขนพันแขน บ้างก็ไม่มีแขน บ้างก็มีตีนเดียว บ้างก็มีตั้งแต่ร้อยตีนถึงพันตีน บ้างก็ไม่มีตีน บ้างก็ทำให้งูพิษเลื้อยออกจากหู ปาก จมูก ตา ช่องสะดือ บ้างก็ถือเครื่องประหารต่างๆ เช่น ดาบ ธนู ลูกศร หอก หอกใบข้าว ขวาน จักร โตมร หลาวเหล็ก วัชระ ลูกดอกซึ่งใช้เป็นอาวุธ เป็นต้น
      วนเวียนร่ายรำขู่ตะคอกพระโพธิสัตว์ บ้างก็ตัดเอานิ้วคนมาร้อยเป็นพวงมาลัยสวม บ้างก็เอากระโหลกศีรษะและกระดองศีรษะมาร้อยเป็นพวงมาลัยสวม บ้างก็เอางูพิษมาพันตัว บ้างก็เอากระดองศีรษะมาไว้บนช้าง ม้า อูษฏร์ ลา และควาย บ้างก็เอาหัวลงเบื้องต่ำยกตีนไว้เบื้องบนบ้างก็มีขนแหลมเหมือนเข็ม บ้างก็มีขนเหมือนขนโค ลา หมู พังพอน แพะ แกะ แมว ลิง หมาป่า หมาจิ้งจอก คายพิษออกมา กลืนกินก้อนเหล็กเผาไฟลุกแดงโชน พ่นออกมาเป็นควัน ยังฝนทองแดงและเหล็กลุกเป็นไฟให้ตกลงมา สาดฝนสายฟ้าเปล่งสายฟ้าให้ฝ่าลงมา โปรยทรายที่ร้อนยังเมฆดำให้เกิดขึ้น ทำให้เกิดลมและฝน ยังเมฆฝนลูกศรให้ตกลงมา แสดงราตรีอันมืดดำ ร้องเสียงดังวิ่งไปยังพระโพธิสัตว์ บ้างก็ควงก้อนหิน ยังภูเขาใหญ่ให้ตก
      กวนมหาสมุทร กระโดดขึ้นไป โยกภูเขาใหญ่ วิ่งไปยังขุนเขาเมรุ หนีลงมา ทุ่มทอดอวัยวะน้อยใหญ่ หมุนตัวไป หัวเราะลั่น เอามือตบอกทุบอกทึ้งผม มีหน้าเหลือง และมีตัวเขียว ศีรษะมีไฟลุกโพลง ผมตั้งชัน วิ่งไปที่นี่ที่นั่นเร็วๆมีตาน่ากลัว หลอกหลอนพระโพธิสัตว์ให้กลัว และบ้างก็แปลงเป็นยายแก่ร้องไห้เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ พูดอย่างนี้ว่า โอลูก โธ่ลูกของฉัน ลุกขึ้น ลุกขึ้น หนีไปเสีย เร็วๆ บ้างก็เป็นรูปรากษส รูปปีศาจ มีตาข้างเดียว เป็นง่อยทุพพลภาพ เป็นเปรตหิวจัดชูมือ หน้าตาผิดปรกติ คร่ำครวญ แสดงความกลัว ยังความสะดุ้งตกใจให้เกิดขึ้น วิ่งเข้าไปเบื้องหน้าพระโพธิสัตว์ พื้นที่แผ่ไปด้วยเสนามาร มีสภาพอย่างนี้ อันตั้งขึ้นแล้ว ทั้งยาวทั้งกว้าง วัดดดยรอบ 80 โยชน์ ซึ่งเป็นเนื้อที่ของมารแต่ละคนแผ่ไปทั้งด้านขวางและด้านบนด้วยเสนาของมารชั่วร้าย ครอบคลุมไปถึงเทวโลกตั้งร้อยโกฏิ
                * ศรภะ สัตว์ในนิยายมีแปดเท้า แข็งแรงยิ่งกว่าราชสีห์ บางแห่งแปลว่าช้างหนุ่ม
                ในที่นี้มีคำกล่าวไว้ว่า
      16 ยักษ์ กุมภัณฑ์ งูใหญ่ รากษส เปรต ปีศาจ ซึ่งมีอยู่ในโลกนั้น มีรูปแปลกประหลาด น่ากลัวที่สุด ทั้งหมดเหล่านั้น นิรมิตในที่นั้นด้วยความหลอกหลอน ฯ
      17 บ้างก็มีหัวเดียว บ้างก็มีสองหัว บ้างก็มีสามหัว จนถึงพันหัว บ้างก็มีหน้ามาก บ้างก็มีแขนเดียว บ้างก็มีสองแขน บ้างก็มีสามแขน จนถึงพันแขน บ้างก็มีแขนมาก บ้างก็มีตีนเดียว บ้างก็มีสองตีน บ้างก็มีสามตีน บ้างก็มีตีนมากจึงถึงพันตีน ฯ
      18 บ้างก็มีหน้าเขียวตัวเหลือง บ้างก็มีหน้าเหลืองตัวเขียว บ้างก็มีหน้าอย่างหนึ่งตัวอย่างหนึ่ง เข้าไปสู่กองทัพของมารแห่งเดียว   ฯ
      19 ทำให้ลมพัด ทำให้ฝนตก ทำให้ฟ้าผ่าตั้งแสนครั้ง บดบังเทวโลก ปกคลุมต้นไม้ ใบโพธิไม่กระดิก ฯ
      20 ฝนตกโปรยเม็ดฝนลงมา กระแสน้ำไหลไปยังพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำ สิ่งน่ากลัวจำนวนมาก ย่อมมีอย่างนี้ในที่ซึ่งต้นไม้ไร้เจตนาล้มลงฯ
      21 พระโพธิสัตว์ผู้มีพระพัตกร์ทรงไว้ซึ่งสิริ (สง่าราศี) คุณลักษณะและเดชทอดพระเนตรเห็นรูปน่ากลัวยิ่งนักแหล่านั้นแล้ว ซึ่งดำรงอยู่ในที่ทั้งปวงมีรูปแปลกประหลาดต่างๆ มีพระหทัยไม่สั่นสะเทือนเหมือนภูเขาเมรุนั่นเทียว ฯ
      22 พระองค์ทอดพระเนตรเห็นสภาวะธรรมเสมอด้วยมายา (เล่นกล) เสมอด้วยความฝันและเสมอด้วยอากาศ ทรงพิจารณานัยแห่งธรรมเช่นนี้ ทรงตั้งมั่น เข้าธยานดำรงอยู่ในธรรม ฯ
      23 พระองค์ถอนภาวะที่ว่าเป็นเรา เป็นของเรา ทรงตั้งมั่นอยู่ในความจริงอันถ่องแท้ พระองค์ตั้งอยู่ในความยืดมั่นเพราะเกรงต่อความจะไม่ตรัสรู้ พิจารณาวนเวียนไปในตน ฯ
      24 และพระศากยบุตร อาศัยธรรมซึ่งเป็นอภาวะโดยสภาพตั้งมั่นแล้วด้วยความรู้ มีจิตว่างเปล่าเหมือนอากาศ ประกอบไว้ดีแล้ว เห็นมารชั่วร้ายพร้อมเสนามาร จิตของพระองค์ไม่หมุนเวียน ฯ
      กระนี้แล ดูกรภิกุทั้งหลาย มารชั่วร้ายมีบุตรอยู่พันหนึ่ง บรรดาบุตรมารเหล่านั้น บุตรมารที่เลื่อมใสในพระโพธิสัตว์ มีสารถวาหะเป็นหัวหน้า ได้อยู่ฝ่ายขวาของมาร บุตรมารที่เป็นฝ่ายมารได้อยู่ฝ่ายซ้ายของมารชั่วร้าย บรรดามารเหล่านั้น มารชั่วร้ายได้เรียกบุตรของตนเหล่านั้นมาว่า เราจะรังควานพระโพธิสัตว์ด้วยกำลังพลอย่างไร บรรดาบุตรมารเหล่านั้น บุตรมารชื่อ สารถวาหะ อยู่ฝ่ายขวา สารถวาหะนั้น ได้เสนอตอบบิดาด้วยคำเป็นบทประพันธ์ว่า
      25 ผู้ใด อยากจะปลุกพระยานาคซึ่งนอนหลับ ผู้ใดอยากจะปลุกพระยาช้างซึ่งนอนหลับ ผู้ใดอยากจะปลุกพระยาเนื้อ(ราชสีห์) ซึ่งนอนหลับ ผู้นั้น อาจอยากจะปลุกพระผู้จอมคน(พระโพธิสัตว์) ซึ่งนอนหลับได้ ฯ
                บุตรมารชื่อ ทุรมติอยู่ฝ่ายซ้าย ทุรมตินั้น พูดอย่างนี้ว่า
      26 ใจของต้นไม้ที่มีแก่นมากในโลกย่อมเบิกบานด้วยการเอาใจใส่ดูแล เราซึ่งมีตาบอดนั้นจะมีความสามารถอะไร หรือว่าผู้ที่ถูกมฤตยูกำจัดแล้วในโลก จะทำให้ฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร ฯ
                บุตรมารชื่อ มธุรนิรโฆษะอยู่ฝ่ายขวา พูดว่า
      27 แก่นอะไรจะมีในต้นไม้ในโลกนี้ เพราะฉะนั้นท่านจึงพูดได้ ข้าพเจ้าเห็นแล้วทำลายเสีย ในมนุษย์ทั้งหลายจะมีความมั่นคงอะไร ถ้าท่านทำลายภูเขาเมรุได้ด้วยการมองดู พระศรมณะนี้จะไม่ถูกท่านทำลายด้วยการลืมตาดู ฯ
      28 ผู้ใด ปรารถนาจะว่ายข้ามมหาสมุทรด้วยแขนทั้งสองข้าง และปรารถนาดื่มน้ำมหาสมุทร คงไม่มีในหมู่มนุษย์ ผู้ใด เข้าไปมองหน้าพระศรมณะซึ่งหามลทินมิได้นั้น ก็สามารถทำได้ แต่ก็ข้าพเจ้าขอพูดว่ามันเป็นการยาก ฯ
                บุตรมารชื่อ ศตพาหุ อยู่ฝ่ายซ้าย พูดว่า
      29 ในตัวของข้าพเจ้ามีแขนถึงร้อย แขนข้างเดียวยิงลูกศรได้ตั้งร้อยลูก พ่อ ลูกจะขอทำลายร่างกายของศรมณะ พ่อจงเป็นสุข ไปกันเถอะอย่าชักช้าเลย ฯ
                บุตรมารชื่อ สุพุทธิ อยู่ฝ่ายขวา พูดว่า
      30 ถ้าท่านมีแขนตั้งร้อย มันจะวิเศษอะไร แขนมีขนย่อมไม่มีประโยชน์อะไร ต่อให้ถือหอกทุกแขนก็ทำอะไรพระศรมณะด้วยแขนนั้นไม่ได้ ฯ
                เพราะเหตุไร?
      31 ยาพิษ ศัสตรา และไฟ ไม่เข้าไปในร่างกายของพระมุนีผู้มีไมตรี นั้น ศัสตราทั้งหลายที่ซัดไป ย่อมกลายเป็นดอกไม้ เพราะว่าความไมตรีของพระองค์ท่านเป็นความสูงสุดในโลก ฯ
      32 ผู้ใด ในสวรรค์ ในพื้นดิน และในน้ำ หนาแน่นด้วยความเป็นพาล เป็นคุหยกะ(ผี) หรือเป็นตน ถือดาบ ถือขวาน เขาเหล่านั้นพอไปถึงพระผู้เป็นจอมคนผู้มีกำลังความอดทน ถึงเขาจะมีกำลังยอดเยี่ยมก็กลายเป็นผู้มีกำลังอ่อนแอไปหมด ฯ
                บุตรมารชื่อ อุครเตชา อยู่ฝ่ายซ้าย พูดว่า
      33 ข้าพเจ้าไปภายใน จะเข้าไปทำลายร่างกายอันงามของศรมณะนี้ เหมือนไฟเผาต้นไม้แห้งพร้อมทั้งกิ่งก้านให้แหลกลาน ฯ
      34 ถ้าท่านเผาภูเขาเมรุได้ทั้งหมด หรือไปภายในแทรกเข้าไปสู่แผ่นดินได้ ผู้เช่นท่านก็เหมือนทรายในแม่น้ำคงคา ไม่อาจเผาพระศรมณะผู้มีปรัชญาเหมือนเพชรได้เลย ฯ
                อีกประการหนึ่ง
      45 ภูเขาทั้งปวงจะโยกคลอน น้ำทะเลจะเหือดแห้ง ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะตกดิน แผ่นดินจะย่อยยับไป ฯ
      36 พระศรมณะนั้น ทรงปรารภ กระทำเพื่อประโยชน์แก่โลกทรงประติชญาไว้อย่างแน่นอนว่า เมื่อยังไม่บรรลุโพธิอันประเสริฐ จะไม่ลุกไปจากพุ่มไม้ใหญ่ (ต้นโพธิ) ฯ
                บุตรมารชื่อ ทีรฆพาหุ อยู่ฝ่ายซ้าย พูดว่า
      37 ข้าพเจ้าอยู่ในพิภพ(สถานที่อยู่)ของท่านในที่นี้ จะลูบคลำที่อยู่ของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และดวงดาวทั้งหลายได้ทั้งหมด ฯ
      38 ข้าพเจ้าจะย่างไปตักน้ำจากมหาสมุทรทั้ง 4 ข้าแต่พ่อ ข้าพเจ้าจะจับตัวศรมณะนั้น ภายหลังเมื่อน้ำมหาสมุทรหมดสิ้นแล้ว ฯ
      39 ข้าแต่พ่อ กองทัพนี้ของยกไว้ พ่ออย่าเดือดร้อนด้วยความโศกเลย ข้าพเจ้าจะถอนศรมณะพร้อมทั้งต้นโพธิให้สิ้นไปในทิศทั้ง 10ด้วยฝ่ามือฯ
                บุตรมารชื่อ ประสาทประติลัพธะ อยู่ฝ่ายขวา พูดว่า
      40 ทรนงตัวด้วยความมัวเมา จะขยี้และทำร้ายแผ่นดินพร้อมทั้งเทวดา อสูร คนธรรพ์ พร้อมทั้งมหาสมุทรและภูเขาด้วยฝ่ามือทั้งสองก็ได้ ฯ
      41 วิธีของท่านมีตั้งพันอย่าง เสมอด้วยทรายในแม่น้ำคงคา แต่ท่านจะไม่ทำขนของพระโพธิสัตว์ผู้มีความมั่นคงนั้นให้ไหวได้ ฯ
                บุตรมารชื่อ ภยังกะ อยู่ฝ่ายซ้าย พูดว่า
      42 ข้าแต่พ่อ จริงอยู่ ความกลัวของพ่ออย่างหนักจะมีเพื่อประโยชน์อะไร พ่อซึ่งอยู่ในท่ามกลางเสนาจะกลัวอะไร เสนาของพ่อนั้นไม่ต้องมีผู้ช่วยเหลือที่ไหน เพราะฉะนั้น พ่อจะกลัวทำไม ฯ
      43 ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ในโลก ไม่ได้มีเป็นหมู่ พระเจ้าจักรพรรดืก็ไม่มีเป็นหมู่ และราชสีห์ทั้งหลายก็ไม่มีเป็นฝูง ข้าแต่พ่อ พระโพธิสัตว์ก็ไม่เป็นหมู่ พระโพธิสัตว์องค์เดียว สามารถผจญมารได้ ฯ
                บุตรมารชื่อ อวตารเปรกษยะ อยู่ฝ่ายซ้าย พูดว่า
      44 ไม่ต้องหอกหลาว ไม่ต้องคทา ไม่ต้องดาบ ไม่ต้องพลช้าง พลม้า ไม่ต้องพลรถ ไม่ต้องพลราบ ข้าพเจ้าจะฆ่าศรมณะผู้เป็นนักเลงนั่งอยู่องค์เดียวนั้นเสีย พ่ออย่าคิดวนเวียนอะไรไปเลย ฯ
                บุตรมารชื่อ บุณยาลังการะ อยู่ฝ่ายขวา พูดว่า
      45 พระศรมณะนั้น มีกายเหมือนกายพระนารายณ์ หรือเหมือนเมฆที่ตัดไม่ขาด ทรงสวมเสื้อเกราะด้วยกำลังกานติ ทรงถือดาบคือวีรยะอันมั่นคง ทรงพาหนะคือวิโมกษ 3  ทรงถือธนูคือปรัชญา นะพ่อ จริงอยู่พระศรมณะนั้นจะชนะมารลเสนามารด้วยกำลังบุณย ฯ
                บุตรมารชื่อ อนิวรรตยะ อยู่ฝ่ายซ้าย พูดว่า
      46 ไม่ไหม้ป่าไปถึงหญ้า เผาไหม้แล้ว ย่อมไม่หวนกลับ ลูกศรที่ผู้เรียนจบยิงไปแล้วย่อมไม่กลับ สายฟ้า ผ่าลงในท้องฟ้าแล้วย่อมไม่กลับไม่มีสถานที่ที่ข้าพเจ้าไม่ชนะศากยบุตรได้ ฯ
                บุตรมารชื่อ ธรรมกาม อยู่ฝ่ายขวา พูดว่า
      47 ไฟไหม้ไปถึงหญ้าสด ย่อมกลับ ลูกศรไปถึงยอดภูเขา ย่อมกระท้อนกลับ สายฟ้าผ่าไปถึงแผ่นดิน ก็ยังเลยไปเบื้องต่ำ พระศรมณะนี้เมื่อยังไม่บรรลุอมฤตะอันเป็นความสงบจะไม่กลับเลย ฯ
                เพราะเหตุใด ?
      48 ข้าแต่พ่อ เขายังอาจเขียนรูปภาพในอากาศได้ กระทั่งสรรพสัตว์บางพวกตั้งจิตไว้ดวงเดียวได้ ยังไม่สามารถใช้บ่วงตักดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ลมไว้ได้ ข้าแต่พ่อ ใครๆไม่สามารถจะให้พระโพธิสัตว์เคลื่อนไปจากควงไม้โพธิได้ ฯ
                บุตรมารชื่อ อนุปศานตะ อยู่ฝ่ายซ้าย พูดว่า
      49 ข้าพเจ้าจะเผาภูเขาเมรุใหญ่ด้วยจักษุที่มีพิษ จะทำน้ำและมหาสมุทรให้เป็นขึ้เถ้า ข้าแต่พ่อ พ่อจงดูต้นโพธิและศรมณะ ข้าพเจ้าจะทำทั้ง2อย่างนั้นให้เหมือนขี้เถ้าด้ายจักษุในวันนี้ ฯ
                บุตรมารชื่อ สิทธารถะ อยู่ฝ่ายขวา พูดว่า
      50 ถ้าทุกสิ่งนั้นเต็มไปด้วยพิษ เทวโลกอันประเสริฐก็จะลุกเป็นไฟ ความปราศจากพิษอย่างเด็ดขาด เพราะคายพิษออกหมดทั้งนี้เพราะพิจารณาเห็นบ่อเกิดแห่งคุณความดี ฯ
      51 และในภพทั้ง 3 ย่อมร้ายแรงด้วยพิษทั้งหลาย คือ ราคะ โทษะ และโมหะ  พิษเหล่านี้ย่อมไม่มีในกายและในจิตพระโพธิสัตว์เหมือนโคลนตมและฝุ่นละอองไม่มีในท้องฟ้าฉะนั้น ฯ
      52 ...... ข้าแต่พ่อ เพราะฉะนั้น เราควรกลับให้หมด ฯ บุตรมารชื่อ รติโลละ อยู่ฝ่ายซ้าย พูดว่า
      53 มีดนตรีบรรเลงทั้งพัน มีนางฟ้าแต่งตัวงามตั้งพันโกฏิ พ่อจะนำศรมณะผู้สูงสุดกว่าคนทั้งหลายมาได้ก็ด้วยการประเล้าประโลม  จริงอยู่ข้าพเจ้าจะกระทำศรมณะให้ยินดีในกาม ตออยู่ในอำนาจของพ่อ ฯ
                บุตรมารชื่อ ธรรมรติ อยู่ฝ่ายขวา พูดว่า
      54 พระศรมณะนั้น มีความยินดีในธรรมทุกเมื่อ พระองค์มีความยินดีในความอุตสาหะ มีความยินดีในธยาน และมีความยินดีเพื่ออมฤตะมีความยินดีในไมตรีที่จะปลดเปลื้องสัตว์ทั้งหลาย พระองค์ไม่ทรงกระทำความพอใจยินดีในราคะ ฯ
                บุตรมารชื่อ วาตชวะ อยู่ฝ่ายซ้าย พูดว่า
      55 ข้าพเจ้า พึงกลืนดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ได้โดยฉับไว และพึงกลืนลมซึ่งพัดอยู่ในอากาศได้ ข้าแต่พ่อ วันนี้แหละ  ข้าพเจ้าจะจับศรมณะ เหมือนกำลูกศรมีพู่แล้วโปรยไปตามลม ฯ
                บุตรมารตนหนึ่งชื่อ อจลมติ อยู่ฝ่ายขวา เขาพูดอย่างนี้ว่า
      56 ความร้ายแรงด้วยกำลังเร็วของท่านนั้นมีอย่างไร ถ้าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเขามีเหมือนอย่างนั้น และเขาสามัคคีกัน ความสามารถของท่านเพื่อทำร้ายบุทคลผู้ไม่มีใครเทียบได้ ก็ย่อมไม่มี ฯ
                บุตรมารชื่อ พรหมมติ อยู่ฝ่ายซ้าย พูดว่า
      57 ความร้ายแรงทั้งหมด จะพึงมีแก่(เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย) ผู้เช่นนั้นก็ได้ ความร้ายแรงนั้น จะไม่ทำกับผู้ทำลายมานะของพ่อได้บ้างหรือ จะป่วยกล่าวไปไย คนๆเดียวจะทำอะไรพ่อได้ เพราะว่ากิจการทั้งปวงย่อมสำเร็จได้ด้วยการรวมกันเป็นหมู่ฯ
      58 เราไม่เคยเห็นการรวมกันเป็นหมู่ของราชสีห์ แม้การรวมกันเป็นหมู่ของสัตว์มีเขา ก็ไม่เห็นมี การรวมเป็นหมู่ของผู้มีเดช  มีสัตย์ มีความบากบั่น เป็นปุรุษเลิศ ย่อมไม่มี ฯ
                บุตรมารชื่อ สรรพจัณฑาละ อยู่ฝ่ายซ้าย พูดว่า
      59 ข้าแต่พ่อ ควรมอันรุ่งโรจน์ พ่อไม่ได้ฟังแล้ว เนื่องด้วยบุตรของพ่อเหล่านี้แผดเสียงบันลือ ประกอบด้วยความเพียร ความเร็ว และกำลัง ข้าพเจ้าทั้งหลายจะรีบไปกำจัดศรมณะเสีย ฯ
                บุตรมารชื่อ สิงหนาที อยู่ฝ่ายขวา พูดว่า
      60 อันที่จริง สุนัขจิ้งจอกทั้งหลายจำนวนมากภายในป่า เมื่อราชสีห์ไม่มีในที่นี้ มันย่อมแผดเสียงบันลือ แต่เมื่อมันได้ยินเสียงบันลือของราชสีห์แล้ว มีความหวาดกลัวสะดุ้งตกใจ พากันหนีกระจัดกระจายไปทุกทิศ ฯ
      61 บุตรมารทั้งหลายนี้ เหมือนพ่อ ไม่เป็นบัณฑิต ยังไม่ได้ยินเสียงบันลือของปุรุษผู้สุงสุด เขามีความคิดเห็นของตนเอง จองหองมากพากันแผดเสียงบันลือ เมื่อมนุษย์สิงห์บันลือแล้ว เขาเหล่านั้นต่างก็ไม่มีอยู่ ฯ
                บุตรมารชื่อ อุศจินติตจินติ อยู่ฝ่ายซ้าย พูดว่า
      62 ข้าพเจ้าคิดสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมเจริญ รุ่งเรืองในที่โดยฉับพลันทำไมศรมณะนั้นจึงไม่เห็นข้อนี้ ศรมณะนั้นโง่เง่า หรือไม่ก็ไม่มีความรู้ นั่นคือ เขาจะต้องรีบลุกหนีไป ฯ
                บุตรมารชื่อ สุจิตติตารถะ อยู่ฝ่ายขวา พูดว่า
      63 พระศรมณะนี้ไม่โง่เง่าหรือไร้ความกล้าหาญดอก ท่านนั่นแหละโง่เง่าไม่รู้จักสำรวมระงับ ท่านไม่รู้ความเพียรของพระศรมณะนี้ พระศรมณะนี้จะชนะพวกท่านทั้งปวงด้วยกำลังแห่งปรัชญา ฯ
      64 เนื่องด้วยบุตรมารทั้งหลายเหมือนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา เนื่องด้วยท่านทั้งหลายประกอบด้วยความเพียรเท่านี้ ท่านทั้งหลายไม่สามารถเพื่อทำขนเส้นหนึ่งของพระศรมณะให้ไหวได้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงการจะคิดฆ่าพระองค์ ฯ
      65 ในที่นี้ ท่านทั้งหลายอย่าคิดฆ่าพระศรมณะเลย ควรมีจิตเลื่อมใสพร้อมด้วยความนับถือ กลับเสียเถิด อย่าทำสงครามเลย พระศรมณะนั้นจะเป็นราชาในภพทั้ง 3 ฯ
      ฯ เปยาลมฺ ฯ (พึงทราบโดยนัยพิสดาร แต่ยุติไว้เพียงนี้)
      ด้วยประการดังนี้ บุตรมารเหล่านั้นทั้งหมด มีพันถ้วน มีทั้งฝ่ายขวา และฝ่ายดำ ได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับมารชั่วร้ายเป็นคนละข้อๆไป
      ครั้งนั้นแล เสนาบดีของมารชั่วร้ายชื่อ ภัทรเสน เขาได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับมารชั่วร้ายว่า
      66 ใครๆที่ติดตามท่าน (มาร) ไป จะเป็นองค์ศักร เทพโลกบาล หมู่กินนร จอมอสูร และจอมครุฑก็ตาม ต่างได้กระทำอัญชลีน้อมนมัสการพระศรมณะนั้น ฯ
      67 อีกประการหนึ่ง พรหมอาภัสราผู้เป็นเทพบุตร ซึ่งติดตามไปและเทวดาชั้นศุทธาวาสทั้งหลายทั้งปวง ได้น้อมมนัสการพระศรมณะนั้น ฯ
      68 และบุตรของท่านเหล่านี้ มีปรัชญาเฉลียวฉลาด  มีกำลังมาก ก็ตามเข้าไปยังหทัยของพระโพธิสัตว์ มนัสการอยู่ ฯ
      69 เสนามารเหล่านี้ มียักษ์เป็นต้น มีจำนวนมาก แผ่ไปถึง 80 โยชน์ มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง มีจิตเลื่อมใสต่อพระโพธิสัตว์ผู้ปราศจากโทษแล ฯ
      70 เนื่องด้วยพระโพธิสัตว์ เห็นกองทัพเหล่านี้ ซึ่งน่ากลัวที่สุด ดุร้าย ทำได้ต่างๆร้ายแรง ไม่แปลกพระทัย ไม่เขยื้อน ความชนะจะมีแก่พระองค์ในวันนี้โดยเที่ยงแท้ ฯ
      71 กองทัพเหล่านี้ ตั้งอยู่ในที่ใด นกเค้าและสุนัขป่าร้องลั่นในที่นั้น เสียงร้องของกา และลา ทำให้หมดความขมักเขม่นไปโดยเร็ว ฯ
      72 ดูซิท่าน นกกระเรียนที่สำราญร่าง หงส์ นกดุเหว่า นกยูง พากันทำประทักษิณพระโพธิสัตว์ ความชนะจะมีแก่พระองค์ในวันนี้โดยเที่ยงแท้ ฯ
      73 กองทัพเหล่านี้ ตั้งอยู่ในที่ใด เขม่าและฝุ่นละอองทั้งหลายย่อมโปรยลงในที่นั้น ท่านจงทำฝนดอกไม้ให้ตกลงในพื้นดิน จงกลับคำเสียเถิด ฯ
      74 กองทัพเหล่านี้ ตั้งอยู่ในที่ใด ขวากหนามย่อมเกลื่อนกล่นมากมูลพูนกอง ในที่นั้น ท่านจงทำฝนทองปราศจากมลทินให้ตกลงในพื้นดินพึงหยุดความขมักเขม่นเสียด้วยปรัชญาเถิด ฯ
      75 ท่านเห็นในความฝันครั้งก่อน ถ้าท่านไม่ไป(ไม่กลับ)มันจะปรากฏขึ้น พระฤษี(พระโพธิสัตว์) จะทำเสนาให้เป็นขี้เถ้า โดยความแหลกลานเหมือนทำกับขี้เถ้า ฯ
      76 เพราะเหตุที่พระราชาผู้เป็นฤษีองค์ประเสริฐนั้น โกรธกับพระราชาพรหมทัต ได้มีมาแล้ว ทำให้ป่าทัณฑกะถูกไฟไหม้ ถึงกับหญ้าไม่เกิดด้วยฝนจำนวนมาก ฯ
      77 ฤษีทั้งหลายเหล่าใดในโลกทั้งปวง ประพฤติพรตประกอบด้วยตบะ พระโพธิสัตว์นี้ยังเป็นใหญ่กว่าฤษีเหล่านั้น เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง ฯ
      78 ท่านไม่เคยได้ยินดอกหรือ ลักษณะงามในกายของพระโพธิสัตว์รุ่งโรจน์ และพระองค์เสด็จออกจากพระราชวัง จะเป็นพระพุทธชนะเกลศ ฯ
      79 พระชินบุตรทั้งหลาย (พระศราวก) สร้างรูปเช่นนี้ไว้ให้ปรากฏ เพื่อบูชา จริงอยู่ พระโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตว์ประเสริฐ ทรงรับการบูชานั้นโดยแท้ ฯ
      80 เนื่องด้วยพระอุณาโลมบริศุทธที่สุด รุ่งโรจน์ พระองค์กระทำให้ฉวัดเฉวียนไปในที่ตั้งหมื่นโกฏิเกษตร พระองค์ทรงทำลายกำลังของมารได้โดยไม่ต้องสงสัย ฯ
      81 เนื่องด้วยพระเศียรของพระองค์ เทวดาทั้งหลายไม่อาจมองดูได้รูปพรหม (พรหมมีรูป) ทั้งหลายก็ไม่อาจมองดูได้ พระองค์จะบรรลุความเป็นสรวัชญ ไม่ใช่เวลาอื่นแท้เทียว ฯ
      82 เนื่องด้วย ภูเขาเมรุ จักรวาล ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ องค์ศักร พรหม ต้นไม้ ภูเขาประเสริฐ ทั้งหมดน้อมลงยังพื้นดิน ฯ
      83 พระโพธิสัตว์ ปราศจากความสงสัย มีกำลังแห่งบุณย มีกำลังแห่งปรัชญา มีกำลังแห่งชญาณ มีกำลังแห่งกษานติ และมีกำลังแห่งวีรยะ ฝ่ายมารไม่มีกำลัง ฯ
      84 ช้างขยี้ภาชนะดิบ (ยังไม่ได้เผา) ฉันใด ราชสีห์ขยี้สุนัขป่า ฉันใด หรือดวงอาทิตย์เมื่อเทียบกับหิ่งห้อย ฉันใด พระสุคตเมื่อเทียบกับกองทัพของมาร ก็ฉันนั้น ฯ
                บุตรมารอีกตนหนึ่งได้ยินคำนั้นแล้ว มีตาแดงเข้มเพราะโกรธมาก ได้พูดว่า
      85 ท่านพูดสรรเสริญคนคนหนึ่งเกินประมาณ อันที่จริงคนคนเดียวจะสามารถทำอะไรได้ ท่านมองดูกองทัพที่มีกำลังมาก ไม่น่ากลัวดอกหรือ ฯ
                ทันใดนั้น บุตรมารชื่อ มารประมรรทกะ อยู่ฝ่ายขวา พูดว่า
      86 ในโลก ดวงอาทิตย์ ไม่มีกิจที่จะต้องช่วยเหลือ ดวงจันทร์ ราชสีห์ พระเจ้าจักรพรรดิ์ก็ไม่มีกิจที่จะต้องช่วยเหลือ พระโพธิสัตว์ที่ประทับนั่งอย่างแน่นอนที่ใต้ต้นโพธิก็ไม่มีกิจที่จะต้องช่วยเหลือ ฯ
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ทรงส่ายพระพักตร์เสมอด้วยดอกบัวบาน เพราะเหตุที่จะทรงกระทำให้มารอ่อนกำลัง มารชั่วร้าย เห็นพระโพธิสัตว์แล้วหนีไป และมารเข้าใจว่าเสนาของเรานับถือพระโพธิสัตว์เสียแล้วดังนั้น จึงถอยหนี แล้วหวลกลับมาอีกพร้อมด้วยบริวารยกชูเครื่องประหารต่างๆ และยกภูเขาโตเท่าภูเขาเมรุขึ้นเบื้องบนพระโพธิสัตว์ และพวกมารเหล่านั้น ทุ่มเครื่องประหารและภูเขาเหล่านั้นลงบนพระโพธิสัตว์มันกลายเป็นวิมานตั้งอยู่ในเพดานดอกไม้ และมารที่มีตาเป็นพิษ มีงูพิษ มีลมหายใจเป็นพิษ ก็พ่นเปลวไฟออกมา พิษและมณฑลเปลวไฟ ตั้งอยู่เป็นประภามณฑล(รัศมีวงกลม)ของพระโพธิสัตว์
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ทรงลูบพระเศียรด้วยพระหัตถ์ขวา มารแลเห็นแล้ว หัวหน้าฝ่ายขวาของมารคิดว่า มีดาบในพระหัตถ์ของพระโพธิสัตว์ดั่งนี้หนีไปแล้วไม่ได้หนีไปไกลเท่าไร ดั้งนั้นจึงกลับมาอีก ครั้นกลับมาแล้ว ก็ยกชูเครื่องประหารหลายอย่าง  คือ ดาบ ธนู หอก โตมร(คทาเหล็ก) ขวาน อาวุธปาลงเบื้องต่ำ สาก หลาวเหล็ก คทา จักร วัชระ (ตรีศูลหรือสามง่าม) ฆ้อน ท่อนไม้ ก้อนหิน บ่วง ก้อนเหล็ก ซึ่งน่ากลัวมาก ทุ่มลงเบื้องบนพระโพธิสัตว์ เครื่องอาวุธเหล่านั้น พอยกขึ้นทุ่ม ก็เป็นเหมือนพวงมาลัยดอกไม้หลายอย่าง เป็นเหมือนเพดานดอกไม้สถิตอยู่และดอกไม้แก้วมุกดาทั้งหลายก็เกลื่อนกลาดแผ่นดิน พวงมาลัยและเครื่องแขวนทั้งหลาย ก็ประดับต้นโพธิแล้ว มารชั่วร้ายเห็นขบวนการเหล่านั้นปรากฏแก่พระโพธิสัตว์มีใจได้รับประทุษฐร้านด้วยความริษยาและความตระหนี่ ได้พูดกับพระโพธิสัตว์ว่า เฮ้ยราชกุมาร ลุก ลุก ไปเสวยราชสมบัติเสียเถิด บุณยของท่านยังมีอยู่ ท่านจะบรรลุโมกษะได้ที่ไหน
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้ตรัสกับมารชั่วร้ายดวยพระวาจาเฉียบแหลมลึกซึ้ง ดังกังวาลสุภาพอ่อนหวานว่า ดูกรมารชั่วร้าย ท่านถึงความเป็นใหญ่ในกามด้วยยัชญพิธี (*) ปราศจากอุปสรรคครั้งเดียว  ส่วนเราได้บูชายัชญปราศจากอุปสรรคตั้งหมื่นแสนโกฏิยัชญพิธีเป็นอันมาก เราตัดมือเท้าควักลูกตาตัดศีรษะให้แก่คนยากจนทั้งหลาย เราได้ยกบ้านเรือนทรัพย์สมบัติข้าวเปลือกที่นอนที่อยู่อาศัยที่เดินเล่นอุทยานทั้งหลายโดยอเนกให้แก่ผู้ขอทั้งหลายด้วยความปรารถนา เพื่อจะเปลื้องสัตว์ทั้งหลายให้รอดพ้น
                * ยัชญพิธี หรือ ยัชญ คือ การบูชายัญ พิธีการบูชาพลีทาน พรือการให้ทาน หรือถวายเครื่องสักการะแก่ผู้ควรเคารพ
                ครั้งนั้นแล มารชั่วร้าย ได้พูดตอบพระโพธิสัตว์ด้วยคำเป็นบทประพันธ์ว่า
      87 ยัชญพิธีปราศจากโทษ ปราศจากอุปสรรคในภพก่อนที่เราบูชาแล้วท่านก็เป็นพยานได้ในที่นั้นๆ แต่ในที่นี้พยานของท่านไม่มีสักน้อยท่านแพ้แล้วด้วยการกล่าววาจาพล่อยๆอะไรออกมา
      พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ดูกรมารชั่วร้าย แม่นม(แผ่นดิน)ผู้อุ้มชูทุกสิ่งทุกอย่างนี้ (ภูตธาตรี) เป็นหลักฐานของเรา
      ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ ทรงแผ่จิตมีไมตรีกรุณาเป็นเบื้องหน้าไปยังมารและพรรคพวกของมาร ไม่ครั่นคร้ามเหมือนราชสีห์ ไม่สะดุ้งตกพระหทัย ไม่ครั่นคร้าม ไม่กลัว ไม่อ่อนแอ ไม่ปั่นป่วนพระหทัย  ไม่สะทกสะท้าน ปราศจากความกลัวขนลุกขนพอง ทรงลูบพระกายของพระองค์ด้วยพระหัตถ์ขวา ซึ่งสะสมเครื่องอุปกรณ์คือกุศลมูลหาประมาณมิได้ตลอดกัลปไม่สิ้นสุด (พระหัตถ์ขวานั้น) อ่อน นุ่ม นิ่ม ประดับด้วยเล็บแดงงดงามที่สุด ปกคลุมด้วยเพดานข่าย มีศังข์ ธงชัย ปลา กลศ (หม้อน้ำ) สวัสติกะ ขอช้าง จักร คทา อยู่กลางพระหัตถ์ แล้วทรงตบแผ่นดินประกอบด้วยพระอาการแช่มช้อย และได้ตรัสเป็นบทประพันธ์นี้ในเวลานั้นว่า
      88 แผ่นดิน เป็นที่ดำรงอยู่ของสัตว์โลกทั้งปวง ไม่เป็นของฝ่ายไหน สม่ำเสมอในสิ่งที่เคลื่อนได้ และสิ่งที่เคลื่อนไม่ได้แผ่นดินนี้เป็นประมาณของเรา ความเท็จของเราไม่มี แผ่นดินจงให้ความเป็นพยานแก่เราในที่นี้ ฯ
      และมหาปฤถิวีนี้ พอพระโพธิสัตว์สัมผัสแล้วได้สั่น ได้สั่นทั่ว ได้สั่นพร้อมได้ดัง ได้ดังทั่ว ได้ดังพร้อม ด้วยวิการทั้ง 6 นั่นเหมือนถาดทองเหลือง(*) ของชาวมคธ เมื่อเอาไม้ตี ย่อมดัง ดังครวญครางฉันใด มหาปฤถิวี เมื่อพระโพธิสัตว์เอาพระหัตถ์ตบ ก็ดัง ดังครวญครางฉันนั้น
                * ศัพท์ว่ากำสปาตรี คำว่า กำส หรือ กาสฺย แปลว่าทองเหลือง แต่อันที่จริงได้แก่ ทองแดง ทองขาว หรือทองห้าว หรือทองล่องหินที่เขาทำขันน้ำ เรียกว่าขันล่องหิน
      89 มารชั่วร้ายผู้กระด้างพร้อมทั้งกองทัพ ได้ยินเสียงของนางเมทินี(แผ่นดิน)นั้นแล้ว มีความสะดุ้งกลัว ตกใจแล้ว พากันหนีไปหมดเหมือนสุนัขจิ้งจอกในป่าได้ยินเสียงบันลือของราชสีห์หรือกาหรือเมื่อก้อนดินตกลงมา ก็หนีไปโดยเร็ว ฯ
      ครั้งนั้นแล มารชั่วร้าย มีความทุกข์ เสียใจ ใจไม่อยู่กับตัว หน้าด้าน ไม่ยอมแพ้ เพราะมานะยังไม่ยอมกลับ ยังไม่หนี ยืนกลับหลังหันมาเรียกเสนาที่อยู่เบื้องหลังว่าท่านทั้งหลายจงสามัคคีกัน รออยู่สักครู่ก่อน จนกว่าเราจะสั่ง ถ้าเราสามารถทำให้ศรมณะนั้นลุกขึ้นด้วยความสุภาพเรียบร้อยได้ สัตว์ประเสริฐอย่างนี้อย่าเพิ่งพินาศไปเร็วพลันเลย
      ครั้งนั้นแล มารชั่วร้ายเรียกธิดาของตนมาว่า เจ้าทั้งหลายผู้เป็นสาว จงไป จงเข้าไปยังควงต้นโพธิ จงทดลองพระโพธิสัตว์ดูว่า เป็นผู้มีราคะหรือไม่มีราคะ  โง่หรือฉลาด ตาบอดหรือตาดี เจริญหรือเสื่อม ขลาดหรือปราดเปรื่อง นางฟ้าเหล่านั้นได้ยินคำนี้แล้ว จึงเข้าไปยังที่ซึ่งมีควงต้นโพธิและที่ซึ่งพระโพธิสัตว์ประทับนั่งอยู่ ครันเข้าไปถึงแล้ว ยืนอยู่เบื้องหน้าพระโพธิสัตว์ แสดงมายาสตรี 32 อย่าง นั่นคืออย่างไร? อาการ 32 เป็นอย่างไร ? นั่นคือ บ้างก็นังหน้าไว้กึ่งหนึ่งในที่นั้น บ้างก็แสดงนมให้ตั้งแข็ง บ้างก็แสดงระเบียบฟันด้วยการหัวเราะกึ่งหนึ่ง บ้างก็ชูแขนแสดงรักแร้อันบิด บ้างก็แสดงริมฝีปากเปรียบเทียบกับผลตำลึงสุก บ้างก็หรีตาชำเลืองมองพระโพธิสัตว์ ครั้นสบตากันแล้วรีบหลับตา บ้างก็แสดงนมทำลับๆล่อๆ บ้างก็แสดงผ้านุ่งหลวมๆให้ตะโพกพร้อมทั้งเครื่องประดับสะเอว
      บ้างก็แสดงตะโพกโดยนุ่งผ้าแพรบางๆพร้อมทั้งให้เครื่องประดับสะเอว บ้างก็ขยับลูกพรวนที่ข้อเท้าให้มีเสียงดัง ฌณะ ฌณะ(ดัง แฉะ แฉะ) บ้างก็แสดงรอยเจิมจุดเดียวที่หว่างนม บ้างก็แสดงการเปลือยกึ่งขาอ่อน บ้างก็แสดงให้นกพิลาป นกแก้ว นกสาลิกา เกาะที่ศีรษะและบ่าของตน บ้างก็มองพระโพธิสัตว์ด้วยการใช้หางตากึ่งหนึ่งบ้างก็นุ่งห่มมาดีแล้วทำเป็นหลุดหลุ่ย  บ้างก็สั่นเครื่องประดับเอว บ้างก็เดินกรีดกรายไปยังที่นี่ที่นั่นเหมือนเดินวนเวียน บ้างก็ฟ้อนรำ บ้างก็ขับร้อง  บ้างก็ชมดชม้อย และทำอาย บ้างก็โยกขาอ่อนเหมือนต้นกล้วยต้องลม บ้างก็เปล่งเสียงลึกๆ บ้างก็นุ่งห่มเรียบร้อยเดินสั่นกระดิ่งหัวเราะไป บ้างก็ทึ่งเสื้อผ้าและเครื่องประดับลงบนแผ่นดิน บ้างก็แสดงเครื่องประดับทั้งปวงเปิดเผยองค์ที่ลับ บ้างก็แสดงแขนชโลมลูบด้วยของหอม บ้างก็แสดงต่างหูชโลมลูบด้วยของหอม บ้างก็คลุม หน้าด้วยเครื่องคลุม และเปิดออกให้เห็นเป็นระยะๆ บ้างก็หัวเราะเบิกบานเล่นสนุกซ้อมความจำ
      แล้วยืนอยู่เหมือนอายอีก บ้างก็แสดงเป็นหญิงสาว เป็นหญิงมีบุตรแล้ว และเป็นหญิงกลางคน บ้างก็เชื้อเชิญพระโพธิสัตว์ด้วยการประกอบกาม บ้างก็เอาดอกไม้บานโปรยพระโพธิสัตว์ และยืนอยู่เบื้องหน้าดูใจพระโพธิสัตว์ และจ้องดูพระพักตร์ว่า พระองค์จะมองดูด้วยอินทรีย์แห่งความกำหนัด หรือว่าจะห่างไกล จะสบตาหรือไม่นางฟ้าทั้งหลายเหล่านั้น เห็นพระพักตร์พระโพธิสัตว์บริศุทธ ปราศจากมลทินเหมือนมณฑลดวงจันทร์พ้นจากราหู เหมือนดวงอาทิตย์แรกขึ้น เหมือนหลักชัยล้วนแล้วด้วยทอง เหมือนดอกบัวบาน  เหมือนไฟรดด้วยน้ำมันเนย ไม่ไหวหวั่นเหมือนเขาเมรุเหมือนจักรวาลพลุ่งขึ้น เหมือนช้างสำรวมอินทรีย์ มีจิตสงบระงับแล้ว
      ครั้งนั้น นางฟ้าธิดามาร ได้กล่าวบทประพันธ์เหล่านี้มีประมาณมาก เพื่อประเล้าประโลมพระโพธิสัตว์ว่า
      90 ในฤดูประเสริฐ คือฤดูวสันต์(*)ได้มาถึงแล้ว  เป็นที่รื่นรมย์ที่รัก ต้นไม้ผลิตอกออกใบสะพรั่ง รูปของพระองค์เป็นรูปดี รูปงามวิจิตรด้วยลักษณะดี ทำให้ผู้อื่นตกอยู่ในอำนาจได้ฯ
                * ฤดูวสันต์ คือฤดูใบไม้ผลิ นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ถึงกลางเดือน 6
      91 เราเกิดมาดีแล้ว ตั้งมั่นอยู่ดีแล้ว เป็นเหตุแห่งความสุข เป็นที่สรรเสริญของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ลุกขึ้นไว เสวยวัยกำลังหนุ่มเหน้า ความตรัสรู้ยากที่จะได้ จงกลับพระหทัยเสียเถิดฯ
      92 พระองค์มองดูนางเทพกันยาที่ตกแต่งงามดีแล้วก่อน ที่ได้เตรียมตัวประดับประดามาแล้ว เพราะพระองค์เป็นเหตุ ใครมองดูรูปนางฟ้านี้แล้ว จะไม่กำหนัดยินดีในราคะ แม้จะมีชีวิตเหี่ยวแห้งเหมือนตันไม้เฒ่าบ้างหรือ ฯ
      93 พระเกศาอ่อนนุ่ม หอมดี ประกอบด้วยกลิ่นหอมประเสริฐ ทรงมงกุฎและแผ่นต่างหู มีพระพักตร์เป็นผู้คงแก่เรียน มีพระนลาฏงาม มีพระพักตร์ผัดเครื่องลูบไล้ไว้งาม มีพระเนตรงามกว้างบริศุทธเหมือนดอกบัว ฯ
      94 มีพระพักตร์เหมือนดวงจันทร์เต็มดวง มีพระโอษฐ์บนล่างเหมือนผลตำลึงสุกงาม มีพระทนต์งามขาวสะอาดเหมือนศังข์
                เหมือนดอกมะลิและหิมะ ที่รัก พระองค์จงดูนางผู้มีความกระสันอย่างแรงกล้าในเมถุนกรรม ฯ
      95 ผู้ซึ่งมีนมแข็งอวบตั้งตรง ท่ามกลางองค์มีรอยขึด 3 รอย งามดี มีเนินตะโพกงารมแผ่กว้างเป็นอย่างดี นาถ พระองค์จงดูนางผู้มากด้วยความรักยิ่งฯ
      96 ผู้ซึ่งมีขาอ่อนเหมือนงวงช้าง แขนสวมกำไลอยู่เป็นนิตย์ตะโพกมีการประดับด้วยเข็มขัดสายห้อยอันประเสริฐ นาถ พระองค์จงดูนางรับใช้ของพระองค์เหล่านี้ ฯ
      97 ผู้ซึ่งเดินช้าๆเหมือนการเดินทางหงส์ เจรจาไพเราะจับใจน่ารักนัก ผู้ซึ่งประดับเป็นอย่างดีเช่นนี้เป็นผู้ฉลาดยิ่งในเมถุนกรรมอันเป็นทิพย์ ฯ
      98 ผู้ซึ่งศึกษาการขับร้องฟ้อนรำ มีรูปร่างงาม เกิดขึ้นเพื่อเหตุแห่งเมถุนกรรม ถ้าพระองค์ไม่ทรงปรารถนานางซึ่งมีความกระสันอย่างแรงกล้าในกาม พระองค์จะถูกเขาหลอกลวงอย่างหนักอย่างแรงกล้าในโลกนี้แล ฯ
      99 ถ้าใครเห็นขุมทรัพย์แล้วหนีไป เขาเป็นคนไม่รู้จักความสุข เกิดแต่ทรัพย์ มีใจโง่เขลา ผู้ใดไม่เสพหญิงผู้มีความรักมาหาด้วยตนเอง ผู้นั้นเป็นผู้ไม่รู้จักราคะ(ความใคร่) พระองค์เหมือนกันนั่นเทียวแล ฯ ดั่งนี้ ฯ
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์มิได้หลับพระเนตร มีพระพักตร์เบิกบาน พระโอษฐ์ยิ้มแย้มไม่บิดเบี้ยว ไม่มีราคะ ไม่มีโทษะ ไม่มีโมหะ เพราะมีอินทรีย์ไม่กำเริบ มีพระวรกายมิได้ตกแต่ง ไม่สะเทือนเหมือนภูเขาหิน ไม่เหลวไหล ไม่แตกร้าว  ไม่ถูกบีบคั้น  ตรัสตอบธิดามารเหล่านั้นด้วยพระวาจาสุภาพอ่อนหวานก้องกังวาลเกินกว่าเสียงพรหม น่าจับใจไพเราะด้วยกระแสเสียงดังเหมือนเสียงนกการเวก เพราะพระองค์มีชญานเป็นประธาน ด้วยความรู้อันมั่นคง ด้วยการอยู่ใตบังคับของพระองค์เอง และเพราะพระองค์ละเกลศได้อย่างเด็ดขาด(ตรัสตอบ) ด้วยคำเป็นบทประพันธ์หลายบทว่า
      100 ดูกรนางผู้เจริญ กามทั้งหลายรวบรวมไว้ซึ่งทุกข์เป็นอันมาก เป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่าธยานและตบะอันมั่นคงของผู้ไม่มีปรัชญา ผู้ไม่อิ่มด้วยกามคุณในสตรีทั้งหลายย่อมเสื่อมไปเราจะทำให้ผู้ไม่มีปรัชญาทั้งหลายอิ่มด้วยปรัชญา ฯ
      101 เพราะเสพกาม ตฤษณาทั้งหลายจึงเจริญขึ้นอีก เหมือนใครคนหนึ่งดื่มน้ำเกลือ แน่ะนางผู้เจริญ คนในโลกนี้ ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น แต่เราได้เป็นผู้ขวนขวายเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่นแล้ว ฯ
      102 รูปร่างของเธอเปรียบเสมอด้วยฟองน้ำหรือต่อมน้ำ เปลี่ยนแปลงได้ตามความคิดนึกของตนเหมือนการเล่นกล และเหมือนฝันสนุก ไม่ยั่งยืน ไม่เต็มที่ เป็นที่ล่อจิตคนพาลคนไม่มีปรัชญาทุกเมื่อ ฯ
      103 ตา มีหนังหุ้มเช่นเดียวกับต่อมน้ำ แข็งเป็นก้อนเลือดโปนออกมาเหมือนเป็นฝีหัวใหญ่ ท้อง สะสมมูตรและอุจจาระเปียกไปด้วยของไม่สะอาด เป็นเครื่องยนต์แห่งความทุกข์ที่เกิดขึ้นด้วยกรรมเกลศ ฯ
      104 คนเขลา อ่อนความรู้และไม่มีความรู้ ย่อมกำหนดที่อาศัยเป็นไปต่างๆโดยความงาม เขาย่อมท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ อันเป็นมูลแห่งความทุกข์ตลอดกาลนาน จะเสวยเวทนาที่เป็นทุกข์มากอยู่ในนรก ฯ
      105 ตะโพก ถ่ายเทสิ่งที่มีกลิ่นเหมืนสกปรก มีขาอ่อนและแข้งติดต่อกันไปตามลำดับเหมือนเครื่องยนต์ เรามองเห็นเธอเป็นเหมือนเล่นกลเธอย่อมเป็นไปโดยประการต่างๆ เพราะเหตุปรัตยัย ฯ
      106 เราเห็นกามคุณทั้งหลายว่าปราศจากคุณ และเสื่อมจากคุณเป็นทางนอกเหนือและเป็นกาผิดจากทางของอารยชญาน (ชญานของพระอารยะ) เสมอด้วยเปลวไฟมีพิษและเหมือนงูใหญ่โกรธ คนพาล สยบอยู่ในกามคุณนี้แล เข้าใจว่าเป็นสุข ฯ
      107 ผู้ใดตกเป็นทาสกามแห่งหญิงทั้งหลาย ผู้นั้นอยู่นอกทางศีลอยู่นอกทางธยาน มีมติเลวทราม อยู่ห่างไกลชญาน ปั่นป่วนในความกำหนัด ละความยินดีในธรรม รื่นรมย์อยู่ด้วยกามทั้งหลาย ฯ
      108 เรามิได้อยู่ร่วมด้วยราคะและมิได้อยู่ร่วมด้วยโทษะ มิได้อยู่ร่วมด้วยกาลซึ่งไม่เที่ยง ไม่งาม ไม่ใช่ตัวตน และเราไม่ร่วมด้วยความใคร่ ความปรารถนาที่น่ายินดีซึ่งควรเว้น จิตของเราพ้นแล้วเหมือนลมในอากาศ ฯ
      109 สัตว์โลกในโลกนี้ สมบูรณ์ด้วยกามเช่นนี้ กัลปพร้อมทั้งสัตวโลกทั้งหลายนั้นจะต้องอยู่กันอย่างยัดเยียด ราคะ โทษะ โมหะ ไม่มีแก่เราแน่ะนางผู้เจริญ เราเป็นชิน (ผู้ชนะ) มีใจเสมอด้วยอากาศ ฯ
      110 ถึงแม้ว่า ในโลกนี้ นางฟ้าซึ่งปราศจากเลือดและกระดูกปราศจากมลทินอย่างยิ่ง สวยงาม นางฟ้าทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ก็ยังตั้งอยู่ในภัยอันใหญ่ยิ่ง เป็นผู้ปราศจากภาวะที่เที่ยง ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน ฯ
      ครั้งนั้นแล นางฟ้าธิดามารเหล่านั้น เป็นผู้ศึกษามาดีแล้ว เกิดราคะความเมามัว และความหยิ่งในมายาสตรีมีอัตรามาก และแสดงอารมณ์ที่น่าปรารถนา ตกแต่งร่างกายแสดงมายาสตรีประเล้าประโลมพระโพธิสัตว์
                ในที่นี้มีคำกล่าวไว้ว่า
      111 ธิดามารทั้งหลาย เป็นหญิงสาวประเสริฐประกอบด้วยความยินดีในตฤษณา มีความยินดีในเมถุนกรรม อ่อนหวาน งามยิ่ง ด่วนเข้าไปหา เหมือนลมพัด นางเหมือนหน่ออ่อนๆและเหมือนเถาวัลย์อ่อนๆ ฟ้องรำประเล้าประโลมพระราชบุตรผู้เสด็จไปยังกอพุ่มไม้(ต้นโพธิ)ว่า ฯ
      112 ฤดูนี้ เป็นสมัยวสันต์กาลประเสริฐเลิศ เป็นฤดูประเสริฐหญิงชายพากันรื่นเริงหรรษา ไม่มีความมืดและฝุ่นผง ระคนไปด้วยหมู่นก โดยเสียงร้องของนกดุเหว่า หงส์และนกยูง เป็นการปรากฏเพื่อเสวยความยินดีในกามคุณของกามเทพ ฯ
      113 พระองค์ยินดีในศีลตั้งพันกัลป ประพฤติพรตและตบะ ไม่ไหวหวั่นเหมือนขุนเขาเมรุ มีพระวรกายเหมือนดวงอาทิตย์อ่อน มีพระวาจาก้องเหมือนฟ้าลั่น และไพเราะ บันลือเหมือนราชสีห์บันลือ ทรงกระทำประโยชน์ในโลก ตรัสพระวาจาประกอบด้วยประโยชน์ ฯ
      114 ทรงวิวาทกับกาม จองเวร ทะเลาะกับกามซึ่งกระทำภัยคือมรณะ ซึ่งพาลชนซ่องเสพ ผู้รู้เว้นแล้วทุกเมื่อ สัตว์บุทคลถึงความตายในที่ใด ที่นั้นพระสุคตทั้งหลายถึงความไม่ตาย พระองค์จะชนะมาร เป็นพระอรหันต์ มีกำลัง 10 (*)ในวันนี้ ฯ
                *กำลัง 10 คือ ทศพลชญาณ
      115 ธิดามาร ผู้มีหน้างามเหมือนดอกบัว แสดงมายาอยู่ ได้ยินพระวาจาแล้ว ทูลว่า พระองค์จะเป็นพระราชา เป็นเจ้าแผ่นดินผู้เป็นใหญ่องค์ประเสริฐ ทรงพระกำลัง เมื่อคณะหญิงสาวประเสริฐบรรเลงดนตรีตั้งพัน ประโยชน์อะไรด้วยการครองเพศเป็นมุนีของพระองค์ เลิกเสียเถิด จงเสวยความยินดีเถิด ฯ
                พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      116 เราจะเป็นราชาในภพทั้ง 3 ในพื้นฟ้าและพื้นดินโดยชอบธรรม เป็นอิศวระ ประกาศธรรมจักร เป็นทศพล เป็นผู้มีกำลัง มีบุตรที่เป็นไศกษยะ (*)นับจำนวนตั้งหมื่น ประชุมกันเนืองนิตย์นอบน้อมแล้ว ไม่ยินดีด้วยอารมณ์ทั้งหลาย ใจมีความยินดีเหมือนกัน แต่ยินดีในธรรม ฯ
                *ไศกษยะ ได้แก่ ผู้อยู่ในภูมิอารย 3 จำพวก คือโสดา สกทาคามี อนาคามี อไศกษยะ ได้แก่ ผู้ตั้งอยู่ในภูมิอรหัต
                ธิดามารเหล่านั้นทูลว่า
      117 ตราบใด วัยรุ่นยังไม่คล้อยไป ยังอยู่ในปรถมวัย ตราบใดพยาธิยังไม่ก้าวเข้ามา และความชรายังไม่มีแก่พระองค์ ตราบใด พระองค์ยังทรงไว้ซึ่งรูปงามและวัยรุ่น และวัยก็ยังเป็นสุขอยู่ ตราบนั้นซิหนอพระองค์จงเสวยความยินดีในกาม มีพระพักตร์ยิ้มแย้ม ฯ
      118 ตราบใด กษณะอันประเสริฐยากที่จะได้เป็นอมฤตะเราได้แล้วในวันนี้ และตราบใด กษณะอันชั่วช้าในบุรีของอสูรและของเทวดาทั้งหลายเราเว้นเสียแล้ว และตราบใด ร่างกายยังไม่กำเริบด้วยชราพยาธิและมรณะตราบนั้น เราจะทำทางที่ดี เป็นทางไปสู่บุรีที่ไม่มีภัย(อภยบุรี) ฯ
      119 พระองค์อันเทวดาผู้ประเสริฐในสวรรค์ชั้น ยามา สยามาและดุษิตสรรเสริญแล้ว เหมือนเจ้าแห่งไตรทศ(*)มีนางฟ้าในเมืองสวรรค์ห้อมล้อม และพระองค์ทรงตกอยู่ในอำนาจหญิงสาวในเมืองมาร ยินดีในกามกระทำความยินดีอย่างไพบูลย์กับพวกข้าพเจ้าทุกเมื่อ จงเสวยกามสนุกสนาน ฯ
                * ไตรทศ แปลว่าผู้มีความเป็นไป 3 อย่าง คือ 1 สัมภวะ การเกิดปรากฏขึ้น 2 ภาวะ มีสภาพเป็นอยู่ 3 มรณะ การจุติหรือตาย ได้แก่เทวดา คือเทวดาไม่มีแก่และไม่ป่วยไข้ เมื่อเกิดก็เกิดเป็นตัวตนขึ้นมา เมื่อจุติก็หายวับไป ไม่ป่วยเสวยทุกขเวทนา
                พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      120 กาม ปรวนแปรเหมือนน้ำค้างที่ใบหญ้าตอนเช้า เหมือนเมฆฤดูศรทะ(*) และเหมือนความโกรธของนางนาค  (โกรธง่ายหายเร็ว) เป็นเหตุแห่งภัยอย่างร้ายแรง องค์ศักรและเทพชั้นยามาชั้นดุษิต ก็ตกอยู่ในอำนาจมาร เมื่อปรารถนานารีแล้วถึงความวิบัติ ใครเล่าจะยินดีในกามฯ
                * ฤดูศรทะ คือฤดูที่ตกอยู่ในเดือนพฤศจิกายน และเดือนที่ดวงจันทร์ ใกล้หมู่ดาวอัศวินี หรือฤดูใบไม้ร่วง
                ธิดามารเหล่านั้นทูลว่า
      121 พระองค์จงทอดพระเนตรนางผู้นี้กำลังบานแย้ม เหมือนต้นไม้ประเสริฐมีหน่ออ่อนๆ ร้องเสียงหวานเหมือนเสียงร้องของนกดุเหว่าและนกกระทาดง น่ารักเหมือนหน่อไผ่อ่อนๆเขียวสดน่ารักงอกขึ้นบนพื้นดิน ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนรสิงหะ พระองค์จะเสพ จะรื่นรมย์ กับนางสาวทั้งหลายในป่า หรือไม่ฯ
                พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      122 ไม่มีหน่อเหล่านี้ เพราะอำนาจแห่งฤดูกาล ผึ้งทั้งหลายมีความหิวและกระหายก็บินไปสู่ดอกไม้ ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมายังพื้นดิน จะแผดเผาให้เหือดแห้งเมื่อใด เมื่อนั้นอมฤตะซึ่งพระชินในปางก่อนบริโภคแล้วจะปรากฏแก่เราในที่นี้ฯ
                ธิดามารเหล่านั้นทุลว่า
      123 ขอพระองค์จงทอดพระเนตรนางผู้มีหน้าเหมือนด้วงจันทร์เหมือนดอกบัวสดๆก่อน นางมีวาจาไพเราะจับใจ สุภาพ มีฟังขาวเหมือนหิมะ และเงินยวง นางเช่นนี้หาได้ยาก จะหาในเมืองสวรรค์และในเมืองมนุษย์ได้ที่ไหน นางเหล่านั้นซึ่งเทวดาผู้ประเสริฐยังต้องการอยู่เสมอพระองค์จงรับเอานางนี้ไว้เถิดฯ
                พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      124 เราเห็นตอรกลางวันของร่างกายสกปรก เต็มไปด้วยหมู่หนอนค่ำคร่า ต่ำทราม แตกง่าย และถึงความไม่มีสุขสภาพใด กระทำความสุขอย่างยอดยิ่งให้แก่โลกทั้งเคลื่อนที่ได้ และเคลื่อนที่ไม่ได้เราจะได้สภาพนั้นอยันไม่ตาย ซึ่งพุทธิชนทั้งหลายแล้ว บูชาแล้วฯ
      125 ธิดามารเหล่านั้น งามน่าปรารถนาด้วยมายาศิลป 64 อย่าง น่าชิม ผูกลูกพรวน และเครื่องประดับสะเอว ยินยอมแล้วมีเครื่องนุ่งห่มหลุดลุ่ย ถูกศรคือกาม มีหน้าแย้มสรวล พร้อมด้วยความยียวน ทุลว่า ข้าแต่อารยบุตร ถ้าพระองค์ไม่คบ พระองค์จะทำอะไรผิดไปกระมังฯ
      126 พระโพธิสัตว์ ทรงทราบโทษในภพทั้งปวง ทรงกำจัดธุลีคือเกลศแล้ว ตรัสว่า กามทั้งหลาย เช่นกับมีด หอก หลาว ประกอบด้วยอุปมาเหมือนน้ำผึ้ง และมีดโกน เหมือนหัวงู และไฟสุมขอน(*) เรารู้แล้วในที่นี้ เพราะฉะนั้น เราจึงละหมู่นารีซึ่งเป็นหญิงสาว ผู้ผลาญคุณความดีฯ
                * ไฟที่คุกรุ่นอยู่ในขอนไม้ขนาดใหญ่ ดับยาก, โดยปริยายหมายถึง อารมณ์รัก โกรธ หรือแค้นเป็นต้นที่ร้อนรุ่มอยู่ในใจ.
      127 ธิดามารเหล่านั้น ไม่สามารถประเล้าประโลมพระสุคตผู้เสด็จลีลาเหมือนลูกช้า ด้วยการกระทำคุณสมบัติของหญิงสาวตั้งหลายหมื่นอย่างก็เกิดมีความละอาย มีหรีโอตระปาตตะ หมอบลงแล้วแทบพระบาทของพระมุนี เกิดความเคารพ ความยินดี ความรัก กระทำประโยชน์ในการสดุดีทั้งหลายฯ
      128 พระโพธิสัตว์ มีพระพักตร์เหมือนดวงจันทร์ในฤดูศรทะ เช่นเดียวกับกระพุ่งดอกบัวปราศจากมลทิน และเช่นเดียวกับไฟบูชายัชญ เมื่อหยอดน้ำมันเนยลงไปเหมือนภูเขาทอง ยังความคิดที่คิดไว้ให้สำเร็จ ทรงประพฤติในประณิธานของพระองค์ตั้งร้อยชาติ พระองค์ข้ามพ้นด้วยพระองค์เองแล้ว ยังสัตว์โลกที่ถึงความวิบัติให้ข้าพ้นด้วยฯ
      129 ธิดามารเหล่านั้น สดุดีพระองค์ผู้เสมือนดอกรรณิกาและดอกจำปา ด้วยวิธีเป็นอันมาก กระทำประทักษิณพระองค์ผู้ไม่ไหวหวั่นเหมือนภูเขา อย่างเคารพยอดยิ่ง แล้วไปซบศีรษะลงที่บิดา พูดคำนี้ว่าข้าแต่พ่อ ศัตรูของผู้เป็นครูเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายกลัวต่อพระโพธิสัตว์แล้ว
      130 ดูซิ พระองค์มีพระเนตรเหมือนกลีบบัว มีพระพักตร์ยิ้มแย้มพระองค์มองไปยังคน ไม่ทรงมีความกำหนัด และไม่ทรงสยิ้วพระพักตร์ ภุเขาเมรุอาจไหวได้ มหาสมุทรอาจแห้งได้ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อาจตกลงมาได้ แต่พระองค์ เห็นโทษ ไม่ตกอยู่ในอำนาจหญิงสาวในไตรภพฯ
      ครั้งนั้นแล มารชั่วร้าย ได้ยินคำนี้แล้ว มีความทุกข์เหลือขนาด เสียใจ ไม่มีใจอยู่กับตัว มีใจประทุษร้าย เรียกธิดาของตนเหล่านั้นมาว่า เจ้าผู้เจริญทั้งหลาย ทำไมเจ้าไม่อาจจะทำให้พระโพธิสัตว์นั้นลุกขึ้นจากควงต้นโพธิหรือ อย่าโง่เลย อย่าไม่รุ้อะไร ทำไมพระโพธิสัตว์ไม่เห็นรูปร่างงามของพวกเจ้าดอกหรือ ?
      ครั้งนั้นแล ธิดามารเหล่านั้น ตอบบิดาของตนด้วยคำเป็นประพันธ์ ว่า
      131 พระโพธิสัตว์พูดสุภาพ ไพเราะ แต่ไม่มีความรัก และพิจารณาดูสิ่งลี้ลับอย่างลึกซึ้ง และไม่เป็นผู้ประทุษร้าย ประพฤติภิกษาจารและประพฤติพรหมจรรย์ และมิได้โง่เขลา พระวรกายเต็มทุกอย่าง พระหทัยลึกมากฯ
      132 พระองค์รู้โทษของอิสตรีทั่วไป โดยไม่ต้องสงสัย มีพระหทัยเว้นจากกามทั้งหลาย และไม่มีความยินดีในราคะ พระองค์ไม่มีในสวรรค์หรือในแผ่นดิน ในที่นี้ ไม่ว่าพระองค์จะเป็นมนุษย์หรือเทวดา เพราะความประพฤติในจิตของพระองค์ มีความรอบรู้ฯ
      133 ข้าแต่พ่อ มายาสตรีที่แสดงไว้ในที่นั้น  ทำให้ใจของผู้มีราคะนั้น เหลวงไปได้ พระโพธิสัตว์เห็นมายาสตรีนั้นแล้ว จิตของพระองค์ไม่กระเทือนแม้แต่น้อย พระองค์ไม่ไหวหวั่น ตั้งมั่นเหมือนขุนเขาศิลาฯ
      134 พระองค์เพียบพร้อมด้วยเดชแห่งบุณยตั้งร้อย เต็มไปด้วยเดชแห่งคุณ ทรงประพฤติในศีลและในตบะหลายโกฏิกัลป พรหมและเทพจดาผู้มีเดชดีงามซึ่งเป็นสัตว์บริศุทธ ต่างก็สยบศีรษะลงแทบพระบาทนมัสการพระองค์ฯ
      135 พระองค์ทรงกำจัดมารและเสนามารทั้งหลายได้โดยไม่ต้องสงสัย จะทรงบรรลุซึ่งโพธิอันเลิศตามมติของพระชินปางก่อน ข้าแต่พ่อ พ่ออย่าพอใจเลย อย่าพอใจในสงครามหรือในการวิวาท เมื่อผู้มีกังทั้งหลายทำสงครามกัน กาทำสงครามนี้ ก็จะมีแต่ความลำบากมากฯ
      136 ข้าแต่พ่อ พ่อจงดูพระโพธิสัตว์เป็นหมื่นๆทรงมณีรัตน์เป็นปิ่น อยู่กันด้วยความเคารพในท้องฟ้า มีถือถือแก้ว ร่างกายสวมพวงมาลัยดอกไม้อันวิจิตร พระทศพลทั้งหลาย คอยดูแลอยู่แล้วเพื่อการบูชาฯ
      137 อันใด มีเจตนาหรือไม่ก็ตาม เป็นต้นไม้ ภูเขา ครุฑ องค์อินทร์จอมเทวดา ยักษ์ ได้หันหน้านอบน้อมพระองค์ผู้เปรียบเหมือนภูเขาซึ่งมีคุณ วันนี้ กลับดีกว่า นะพ่อนะฯ
อีกประการหนึ่ง
      138 ผู้ไม่ข้ามหาสมุทรนั้น ก็ไม่ถึงฝั่ง ผู้ไม่ขุดต้นไม้นั้น ก็ถอนรากเหง้าไม่ขึ้น ผู้ไม่รบกวนเขา เขาก็พอทนได้ต่อไป เขาเสียใจด้วยวิธีใด ไม่ควรทำเขาด้วยวิธีนั้นฯ
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้น เทพธิดารักษาต้นโพธิ 8ตน นั่นคือ ศรี วฤทธิ ตปา เศรยสี วิทุ โอโชพลา สัตยวาทินี และสมังคินี เทพธิดาเหล่านี้ นั้น บูชาพระโพธิสัตว์ เพิ่มพูนสง่าราศี พระโพธิสัตว์ด้วยอาการ 16สรรเสริญขึ้นว่า
      139 ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธ พระองค์งามเหมือนดวงจันทร์ในปักษ์ข้างขึ้น ข้าแต่พระองค์ผู้มีความรู้บริศุทธ พระองค์รุ่งเรืองเหมือนดวงอาทิตย์กำลังขึ้นฯ
      140  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธ พระองค์เบิกบานเหมือนบัวกลางน้ำ  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธ พระองค์ทรงบันลือสิงหนาทเหมือนราชสีห์เที่ยวไปตามราวไพรฯ
      141  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์เลิศ พระองค์ตระหง่านเหมือนขุนเขากลางมหาสมุทร  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธ พระองค์เด่นเหมือนภูเขาจักรวาลฯ
      142  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์เลิศ พระองค์ยากที่ใครจะหยั่งถึงเหมือนมหาสมุทร เต็มไปด้วยรัตนะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งของโลก พระองค์มีปรัชญากว้างขวางเหมือนอากาศไม่มีขอบเขตฯ
      143  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธ พระองค์มีปรัชญาตั้งมั่นเป็นอย่างดีเหมือนพื้นดินเป็นทีอาศัยของสัตว์ทั้งปวง  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์เลิศ พระองค์มีปรัชญาไม่ขุ่นมัวเหมือนสระอโนดาต มีน้ำใสอยู่เสมอฯ
      144  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์เลิศ พระองค์มีปรัชญาไม่มีที่อยู่ประจำเหมือนลมไม่ติดขัดทุกเมื่อในโลกทั่วไป  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์เลิศ พระองค์ยากที่ใครจะเข้าถึงเหมือนพระราชาผู้มีเดชมาก ละอหังการได้ทั้งหมดฯ
      145  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์เลิศ พระองค์มีกำลังเหมือนนารายณ์ ยากที่ใครจะดูถูกได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งของโลก พระองค์มีสมาทาน(ยึดมั่น)มั่นคง ว่าจะไม่ลุกจากควงต้นโพธิฯ
      146  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์เลิศ พระองค์ไม่เสด็จกลับเหมือนมือขององค์อินทร์ชูวัชระไว้  ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์เลิศ พระองค์ได้ลาภเป็นอย่างดี จะเพียบพร้อมด้วยทศพลไม่นานฯดังนี้ฯ
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทพธิดาผู้รักษาต้นโพธิ ได้เพิ่มพูนสง่าราศี พระโพธิสัตว์มีอาการ16ดั่งนี้แล
                ดูกรภิกษุทั้งหลายในที่นั้น เทวบุตรชั้นศุทธาวาสได้ทำมารชั้วร้ายให้อ่อนกำลังด้วยอาการ 16 อย่าง อาการ16 อย่างนั้น เป็นไฉน? นั่นคือ
      147 ดูกรมารชั่วร้าย ท่านถูกกำจัดแล้วเหมือนนกกระเรียนแก่ซบเซาอยู่  ดูกรมารชั่วร้าย ท่านอ่อนกำลังแล้วเหมือนช้างแก่ติดหล่มฯ
      148 ดูกรมารชั่วร้าย ท่านเหลือผู้เดียว แพ้แล้วเหมือนความยินยอมของคนกล้า ดูกรมารชั่วร้าย ท่านไม่มีเพื่อน เหมือนคนเดือนร้อนด้วยโรค(คนป่วย) ถูกเขาทิ้งไว้ในดงฯ
      149 ดูกรมารชั่วร้าย ท่านหมดกำลังแล้วเหมือนโคถึกลำบากด้วยของบรรทุก ดูกรมารชั่วร้าย ท่านถูกเขาทั้งแล้ว เหมือนต้นไม้ถูกลมถอนฯ
      150 ดูกรมารชั่วร้าย ท่านตั้งอยู่ในทางผิด เหมือนสารถีพลาดจากถนน ดูกรมารชั่วร้าย  ท่านเป็นผู้อนาถาเสื่อมสิ้นแล้ว เหมือนคนเข็ญใจ มีแต่ความริษยาฯ
      151 ดูกรมารชั่วร้าย ท่านปากร้ายเหมือนนกกาคะนอง ดูกรมารชั่วร้าย ท่านถูกมานะครอบงำเหมือนคนอกตัญญูดื้อด้านฯ
      152 ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ ท่านจะต้องหนีเหมือนสุนัขป่าหนีเสียงบันลือของราชสีห์ ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ ท่านจะต้องถูกกำจัดเหมือนนกถูกลมเวรัมภวาต(ลมบ้าหมู) ซัดแล้วฯ
      153 ดูกรมารชั่วร้าย ท่านไม่รู้กาละ เหมือนผู้ภิกษาจารสิ้นบุณย ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ ท่านจะต้องถูกเขางดเว้น(บอกศาลา) เหมือนภาชนะแตกเต็มไปด้วยฝุ่นผงฯ
      154 ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ ท่านจะต้องถูกพระโพธิสัตว์บำราบเหมือนงูถูกบำราบด้วยมนตร์ ดูกรมารชั่วร้าย ท่านหมดกำลังแล้วด้วยประการทั้งปวง เหมือนนักเลงโตถูกตัดมือเท้าแล้วฯ
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรชั้นศุทธาวาส ได้กระทำมารชั่วร้ายให้อ่อนกำลังด้วยอาการ 16 อย่าง ดังนี้แล
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรบำรุงต้นโพธิได้ตัดขาดมารชั่วร้ายด้วยอาการ 16 อย่าง อาการ16อย่าง เป็นไฉน? นั่นคือ
      155 ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้จะแพ้พระโพธิสัตว์ เหมือนทหารฝ่ายข้าศึกแพ้ผู้กล้าหาญ ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้จะถูกพระโพธิสัตว์ปราบเหมือนผู้กำลังน้อยถูกผู้มีกำลังมากปราบฯ
      156 ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ ท่านจะถูกพระโพธิสัตว์ครอบงำเหมือนแสงหิ่งห้อยถูกรัศมีดวงอาทิตย์ครอบงำ ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้จะถูกพระโพธิสัตว์กำจัดเหมือนกำหญ้ามุญชะ(หญ้าซุ้มกระต่าย) ถูกพายุกำจัดฯ
      157 ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ท่านจะสะดุ้งกลัวโดยพระโพธิสัตว์เหมือนสุนัขจิ้งจอกสะดุ้งกลัวโดยราชสีห์ ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ท่านจะถูกพระโพธิสัตว์ทำให้ล้มเหมือนต้นมหาสาละรากขาดฯ
      158 ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ท่านจะย่อยยับดดยพระโพธิสัตว์ เหมือนนครของข้าศึกย่อยยับโดยมหาราชา ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ท่านจะเหือดแห้งโดยพระโพธิสัตว์ เหมือนน้ำในรอยเท้าโคเหือดแห้งโดยแดดจัดฯ
      159 ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ท่านจะหนีโดยพระโพธิสัตว์ เหมือนนักเลงอันธพาลพ้นโทษ  ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ท่านจะแตกตื่นโดยพระโพธิสัตว์ เหมือนฝูงผึ้งแตกตื่นโดยไฟไหม้ฯ
      160 ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ท่านจะยุ่งใจโดยพระโพธิสัตว์ เหมือนพระธรรมราชากับราษฎรชั่วร้าย ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ท่านจะซบเซาโดยพระโพธิสัตว์ เหมือนนกกระเรียนแก่ขนปีกลุ่ยฯ
      161 ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ท่านจะสิ้นเนื้อประดาตัวโดยพระโพธิสัตว์ เหมือนคนหมดเสบียงกรังในดงกันดาร ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ท่านจะโอดครวญโดยพระโพธิสัตว์ เหมือนคนสำเภาแตกในมหาสมุทรฯ
      162 ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ท่านจะต้องฉิบหายวายวอด เหมือนหญ้าและไม้ยืนต้นต้องไฟบรรลัยกัลป ดูกรมารชั่วร้าย วันนี้ท่านจะต้องกระจัดกระจายโดยพระโพธิสัตว์ เหมือนยอดภูเขากระจัดกระจายโดยมหาวัชระ(ถูกฟ้าผ่า)ฯ
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรผู้ปฏิบัติบำรุงต้นโพธิได้ตัดขาดมารร้ายด้วยอาการ 16 อย่าง ดั่งนี้แล แต่มารชัวร้ายก็ยังไม่กลับ
                ในที่นี้ มีคำกล่าวไว้ว่า
      163 หมู่เทวดาได้ยินคำกล่าวขานของเทวบุตรเหล่านั้น มารนั้นยังไม่กลับ และพูดว่าท่านทั้งหลายจงตัดขาด จงฆ่า จงรบกวนศรมณะนี้เสีย อย่าไว้ชีวิตเลย ศรมณะนั้นข้ามด้วยพระองค์เองแล้วจะยังผู้อื่นให้ข้ามพ้นวิษัยของเราด้วย เราพูดไว้บ้างแล้วว่า ความพ้นอย่างอื่น ย่อมไม่มี ควรให้ศรมณะลุกขึ้นก้าวหนีไปเสีย ฯ
      164 ขุนเขาเมรุอาจเคลื่อนจากที่ สัตวโลกทั้งปวงอาจไม่มี หมู่ดาวทั้งปวงพร้อมทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ อาจตกจากฟ้าลงมายังแผ่นดิน ผู้มีฤทธิ์อาจทำสัตว์ทั้งปวงให้มีความคิดนึกอย่างเดียวกัน มหาสมุทรอาจแห้ง แต่เราผู้เข้าไปสู่โคนต้นทุมราช(ต้นโพธิ) จะไม่เคลื่อนตามวิธีของเราฯ
                มารพูดว่า
      165 ข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ในกาม เทวดาพร้อมทั้งหมู่ทานพ มนุษย์และสัตว์เดียรัจฉานที่อยู่ในโลกทั้งปวงนี้ ข้าพเจ้าแผ่ไปถึง เขาเหล่านั้นตกอยู่ในอำนาจของข้าพเจ้าทั้งสิ้น พระองค์จงลุกขึ้น พระองค์อยู่ในวิษัยของข้าพเจ้าจงทำตามคำฯ
                พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      166 ถ้าท่านเป็นใหญ่ในกาม แต่ท่านก็ไม่เป็นใหญ่ต่อผู้คงแก่เรียน เราเป็นใหญ่ในธรรม ท่านจงดูเราให้แน่ชัด ถ้าท่านไม่ไปสู่ทุรคติท่านก็เป็นใหญ่ในกามได้ แต่เราไม่อยู่ในอำนาจของท่านซึ่งคอยดูอยู่ เราจะบรรลุโพธิ 
      167 ข้าแต่ศรมณะ พระองค์องค์เดียว ทำอะไรอยู่ในป่า พระองค์ปรารถนาสิ่งใด สิ่งนั้นเมื่อทำถูกแล้วก็ได้ง่าย ความปรารถนาของพระดาบสภฤคุและอังคีรสเป็นต้นนั้น ยังไม่บรรลุขทอันประเสริฐ(โมกษ) พระองค์เป็นมนุษย์ธรรมดา จะบรรลุได้ที่ไหน ฯ
                พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      168 ตบะอันไม่มีใครรู้มาก่อนนั้น ฤษีทั้งหลายผู้มีความรู้ ถูกความโกรธครอบงำแล้ว  ผู้ใคร่ต่อเทวโลก ผู้มีความสงสัยในตนว่า เที่ยงหรือไม่เที่ยง และผู้อ้างโมกษ(นิรวาณ)ว่ามีสถานที่ มีการไปถึง มีที่ตั้ง ได้บำเพ็ญแล้ว ฯ
      169 ฤษีเหล่านั้น ปราศจากความหมายอย่างถ่องแท้ กล่าวถึงอาตมันว่า ซ่านไปทั่วทุกแห่ง บ้างก็ว่าอาตมันเที่ยงแท้ บ้างก็ว่าอาตมันมีรูป บ้างก็ว่าอาตมันไม่มีรูป และบ้างก็ว่าอาตมันไม่มีคุณสมบัติแห่งคุณสมบัติทั้งหลาย และบ้างก็ว่าอาตมันเป็นผู้ทำอะไรได้ บ้างก็ว่าทำอะไรไม่ได้ ฯ
      170 เราอยู่บนอาสนะในที่นี้ จะบรรลุโพธิอันปราศจากธุลีคือเกลศ ดูกรมาร เราจะชนะท่านผู้ซึ่งถูกทำลายแล้วพร้อมทั้งไพร่พลพร้อมทั้งกองทัพและเราเว้นแล้วซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดและการเกิดแห่งโลกนี้ นิรวาณเป็นความระงับทุกข์และเป็นความเย็น ฯ
      171 มารโกรธแล้ว ประทุษร้ายแล้ว เดือดดาลแล้ว และพูดคำหยาบคายออกมาอีกว่า จงจับพระโคดม พระโคดมนั่นแหละพระองค์เดียวอยู่ในป่า ท่านทั้งหลายจงจับให้ได้ จงไปทำให้ตกอยู่ในอำนาจต่อหน้าเราโดยเร็วโดยมอบตัวให้เรา จงไปเร็ว จงทำต่างๆใส่ตรวนคู่อย่างทาสชั้นต่ำไว้ที่ประตูรือนของเรา เราจะดูศรมณะนี้ด้วยตนเอง ว่าเขามีความเร่าร้อนด้วยความทุกข์เป็นทาสของเทวดาทั้งหลาย วิ่งสิ่งเสียงร้องไปต่างๆนาๆโดยเร็ว ฯ
                พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      172  ท่านอาจใช้เท้าเขียนรูปภาพในอากาศ กระทำแปลกๆหลายอย่างเป็นอันมาก โดยทำให้เป็นอย่างๆไป ท่านอาจให้คนวิ่งไปยังทิศน้อยทิศใหญ่โดยเร็ว ให้มัดลมไว้ด้วยบ่วงด้วยความพยายามเป็นอย่างดี ท่านอาจกระทำดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ให้มืด มืดตื้อ มืดมิด ให้อากาศและในพื้นดินในวันนี้ แต่ผู้เช่นท่านต่อให้ป่าวร้องบริวารจำนวนมากก็ไม่อาจยังเราให้เคลื่อนจากพุ่มไม้ได้ ฯ
      173 พยุหแสนยาของมารมีกำลังนั้นตั้งขึ้นแล้วด้วยเสียงศังข์ เสียงกลองใหญ่ กลองเล็ก แสดงความโอดครวญ ใครเห็นกองทัพของมารซึ่งมีความกลัวอย่างยิ่ง ก็จะร้องว่า โธ่บุตรเอ๋ย โธ่ลูกเอ๋ย โธ่ที่รักเอ๋ย ทำไมจึงศูนย์สิ้นเสียแล้ว ฯ
      174 พระโพธิสัตว์ผิวเหลืองเหมือนทองชมพูนท และเหมือนกระพุ้งกลีบดอกจำปา ละเอียดอ่อน เทวดาและมนุษย์สรรเสริญแล้ว เป็นผู้ควรบุชา หมู่ยักษ์รากษสพูดว่าวันนี้ ท่านจะถึงความพินาศในสงคราม ท่านจะตกอยู่ในอำนาจของมาร เหมือนดวงจันทร์ตกอยู่ในอำนาจของราหู ฯ
      175 พระสุคต ตรัสกับหมู่ยักษ์รากษสเหล่านั้นด้วยพระสุรเสียง เหมือนเสียงพรหมและเหมือเสียงนกการเวกว่า ผู้ใดเป็นผู้ไม่รู้ ปรารถนาจะให้อากาศสะดุ้งกลัว ผู้นั้น พึงปรารถนาจะจับเราจากต้นโพธิตามวิธีของเขานั้น ฯ
      176 และผู้ใด เอาเชือกวงล้อมรอบเทวโลก และวิดน้ำมหาสมุทรด้วยเส้นขน และทำลายภูเขาประเสริฐล้วนแล้วด้วยเพชรได้ชั่วเวลาฉับพลันแต่ผู้นั้นจะเบียดเบียนเราผู้อยู่ที่ต้นโพธิไม่ได้ ฯ
      177 มารผู้มีจิตประทุษร้ายคอยอยู่ตลอดยุค(*) มือถือดาบคมไม่ใส่ฝัก พูดว่า ดูกรศรมณะ ลุกขึ้นเร็ว ไปเสียตามความคิดเห็นของเราวันนี้ อย่าต้องให้เราตัดไม้เรียวสดๆ เฆี่ยนท่านเลย ฯ
                * ยุคมี 4 คือ กฤตยุค  ไตรดายุค  ทวาปรยุค  และกลียุค
                พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      178 เทวโลกและพื้นดินทั้งหมดนี้ ถ้าเต็มไปด้วยมาร ดาบมีอยู่ในมือของมารทั้งปวง เหมือนภูเมรุอันประเสริฐมีอยู่ในมือของมารทั้งปวง มารเหล่านั้น ถ้าไม่สามารถจะยังเส้นขนของเราให้ไหวได้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงจะฆ่าเรา ท่านอย่างประทุษร้ายเราเลย เราระลึกถึงท่านผู้อ่อนแอ ตกอยู่ในแม่น้ำไม่มีฝั่ง ฯ
      179 มารทั้งหลาย เจาะยอดภูเขาหินให้มีไฟลุกโพลงขึ้น ขว้างต้นไม้พร้อมทั้งรากทั้งโคน และขว้างเหล็กแดง และแปลงตัวเป็น อูษฎร์ โค ช้าง มีหน้าตาน่ากลัว เป็นงูพิษ พระยานาค มีตาเป็นพิษร้ายแรง ฯ
      180 มารทั้งหลาย ตั้งขึ้นมาเหมือนเมฆคำรณอยู่ในทิศทั้ง 4 เป็นฟ้าผ่าลงมา และเป็นฝนเหล็กแดงตกลงมา จะทำลายพื้นแผ่นดิน ขยี้ต้นไม้ด้วยดาบหอกขวานที่คม และลูกศรพร้อมทั้งอาบยาพิษ ฯ
      181 บ้างก็เอามือตั้งหลายร้อยมือยกศรตั้งร้อย บ้างก็เอาปากคาบงูพิษ พ่นพิษเป็นไฟ บ้างก็จับสัตว์น้ำทั้งหลายในทะเลมีมังกรเป็นต้น บ้างก็เป็นครฑฆ่านาค ฯ
      182 บ้างก็มีตาโปนเหมือนภูเขาสุเมรุ บ้างก็โกรธขว้างภูเขาให้เป็นไฟไหม้ร้อน และบ้างก็มายังพื้นแผ่นดินทำให้แผ่นดินไหว บ้างก็วิ่งไปเบื้องต่ำกระโดดโลดเต้นด้วยความคะนอง ฯ
      183 บ้างก็ล้มลงเบื้องหน้าเบื้องหลัง เบื้องซ้าย เบื้องขวา ของพระโพธิสัตว์แล้ว พูดว่าอนิจจา ลูกของท่าน บ้างก็มีมือเท้าพิปริต มีศีรษะเป็นไฟลุกโพลง พ่นไฟออกทางตาสว่างเหมือนสายฟ้า ฯ
      184 ฝ่ายพระโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธ เห็นกองทัพของมารเหล่านั้นทำกิริยาอาการผิดแปลกต่างๆเหมือนเล่นกล ทรงเห็นว่า ไม่มีมารอยู่ในที่นั้น ไม่มีกองทัพ ไม่มีโลก ไม่มีตัวตน โลกทั้ง 3 หมุนเวียนเหมือนดวงจันทร์ ฯ
      185 ตาไม่ใช่หญิงชายและไม่ใช่ตัวตน หู จมูก ลิ้น และกาย ก็เช่นเดียวกัน(ไม่ใช่ตัวตน) ตัวตนศูนยทั้งภายในภายนอก ธรรมเหล่านี้ อาศัยปรัตยัยเกิดขึ้น ล่วงพ้นผู้ทำและผู้รับรู้ ฯ
      186 เรานั้น กระทำวาจาให้เป็นจริง พูดจริงทุกเมื่อ ซึ่งธรรมเหล่านี้อันเป็นสภาพศูนยในโลกนี้ตามคำจริง คนเหล่าใด มีความสุภาพ เป็นฝ่ายประพฤติตามในวินัย คนเหล่านั้นเห็นอาวุธในมือ(ผู้อื่น) เหมือนพวงมาลัย ฯ
      187 เรามีตาข่ายเลิศประดับในมือขวา มีเล็บแดงงาม มีลายกงจักรซึ่งมีซี่ตั้งพันบันเทิงด้วยบุณยอันงามเหมือนรัศมีทองชมพูนท ตั้งแต่พระเศียรถึงพระบาทมีสัมผัสนุ่มนวล ฯ
      188 เหยียดพระหัตถ์ออกเหมือนสายฟ้าในอากาศ พูดออกไปเป็นคำที่มีอำนาจเป็นพยานของเรา ยัชญพิธีของเราอันวิจิตรเราได้บูชามาแล้ว ในครั้งก่อนตั้งหมืนกัลป ยาจกไม่ได้แค่นได้เราเลย เราก็ให้ไปแล้ว ฯ
      189 น้ำเป็นพยานของเรา ไฟและลมก็เช่นเดียวกันเป็นพยานของเรา พรหมประชาบดีพร้อมทั้งดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ซึ่งมีแสงสว่างก็เช่นเดียวกันเป็นพยานของเรา พระพุทธทั้งหลายซึ่งอยู่ในทิศทั้ง 10 เหล่านั้นก็เป็นพยานของเรา องค์แห่งความตรัสรู้ตั้งขึ้นด้วยศีลและพรตในตัวเราก็เป็นพยานของเราฯ
      190 ทานของเราก็เป็นพยาน ศีลและกษานติก็เช่นเดียวกัน วีรยะก็เป็นพยาน ธยานและปรัชญาก็เช่นเดียวกัน อภิชญามีจำนวน 4 ของเรา ก็เป็นพยานของเราได้เช่นเดียวกัน การประพฤติเพื่อตรัสรู้ตามลำดับทั้งหมดของราก็เป็นพยานในที่นี้ ฯ
      191 สัตว์ทั้งหมดในทิศทั้ง 10 มีประมาณเพียงใด อันใดที่เป็นบุญยเป็นกำลัง เป็นศีลและเป็นชญาน ในสัตว์มีประมาณเพียงนั้น ยัชญใดๆไม่จำกัดเขตที่คนชั่วในกลียุคบูชาแล้ว สิ่งเหล่านั้นไม่ถึงส่วนเสี้ยวแห่งเส้นผมของเราผู้มีสมฤติ ฯ
      192 พระโพธิสัตว์นั้น เอาพระหัตถ์แตะพื้นดินประกอบด้วยพระอาการแช่มช้อย แผ่นดินนี้ก็ดังขึ้นเหมือนเสียงตีถาดทองเหลือง มารได้ยินเสียงแล้ว ก็จากแผ่นดินไป ได้ยินแต่คำว่า ฆ่า จับ เผ่ากฤษณะ ฯ
      193 มารมีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ สิ้นเดชแล้ว หน้าถอดสี เห็นตนเองมีความชราครอบงำ ทุกอก ร้องไห้ เดือดร้อนด้วยภัย เป็นผู้อนาถา ใจหมุนเวียน ใจของมารถึงโมหะ (สิ้นสติสมฤดี) แล้ว ฯ
      194 รากษส กุมภัณฑ์ ปีศาจ กลัวพากันวิ่งหนี หลงไม่ได้ทาง ไม่มีที่หลบหลีกป้องกัน หลับตา ร้องไห้ เหมือนนกกำลังจะตกลงในไฟเผา ฯ
      195 แม่ พี่หญิง น้องหญิง บิดา บุตร และพีชายน้องชาย ต่างถามกันในที่นั้นว่า เห็นเขาที่ไหนหรือ เขาไปไหน รบกัน เบียดเบียนกัน เช่นนั้น เราจะต้องถึงความวิบัติ ชีวิตหมดโอกาส ฯ
      196 กองทัพมารนั้น กว้างขวางใหญ่โต ไม่กระเทือน แตกกระจายแล้วก็ห่างไกลกันไป รวมกันไม่ติดตลอด7วัน ต่างก็เสื่อมโทรม เมื่อพบกัน ได้แต่พูดว่า รอดชีวิตได้ก็ยังดี ฯ
      197 ในครั้งนั้น เทพธิดาประจำต้นโพธิ ทำความกรุณา ตักน้ำมาจากท่าน้ำรดพระโพธิสัตว์ผู้เป็นเผ่ากฤษณะแล้วบอกว่า เฮ้ยมาร รีบลุกขึ้นไปเสีย  อย่าชักช้า สำหรับผู้ยกของหนักเหล่านั้นย่อมเป็นอย่างนี้เอง ฯ
                มารพูดว่า
      198 เราได้รับทุกข์ภัย ความวิบัติ ความโศก ความพินาศ เสียงแช่งด่า ความอัปยศอดสู และความอนาถา พ่ายแพ้แก่พระโพธิสัตว์ผู้บริศุทธยิ่งในวันนี้ เพราะไม่ฟังคำอ่อนหวานมีประโยชน์ของลูก ฯ
      199 ผู้ที่ทำผิดในผู้ที่ไม่มีความผิดนั้น ย่อมได้รับโทษเป็นอเนก คือภัย ทุกข์ วิบัติ อนาถา เสียงแช่งด่า ถูกฆ่า และถูกจองจำ เพราะความเป็นผู้ไม่รู้ ฯ
      200 เทวดา อสูร ครุฑ รากษส จอมกินนร พรหม ศักร เทพชั้นปรนิรมิต จนถึงเทพชั้นอกนิษฐ์ พากันพูดว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ชนะผู้กล้าหาญในโลก ความชนะของพระองค์ซึ่งเป็นอยู่เช่นนี้นั้น มารและเสนามาร ได้หนีจากพระองค์ไปแล้ว ฯ
      201 เทวดาต่างพากันให้มุกดาหาร หางนกยูง ธงชัย ฉัตร ธง ปตาก ดอกไม้ ผงเนื้อไม้ กฤษณา จันทน์ เป็นฝนตกลงมา และพูดว่าจงบรรเลงดนตรีอย่างหนัก และการชนะข้าศึกด้วยความไม่เบียดเบียน (ชนะมือเปล่า)ของพระองค์ผู้กล้าหาญ เป็นความชนะสดใสที่พุ่มไม้(โพธิ) ฯ
      202 และพระองค์จะได้โพธิในวันนี้ ณ อาสนะประเสริฐนี้โดยแท้ และจะได้รับทศพลที่เป็นอาเวณิกธรรม (พุทธการธรรม) และวันนี้พระองค์ผู้กล้าหาญจะได้รับพุทธวิษัยทั้งหมด พระองค์ชนะมารชั่วร้าย และพรรคพวกของมารกมากมาย ด้วยพระไมตรี ฯ
      203 เมื่อมารทำการรังควานเป็นไปในสนามรบในโลกนี้ ผู้ใดเห็นความแกล้วกล้าของพระองค์ผู้พร้อมที่จะตรัสรู้ และผู้ใดเห็นใจซึ่งตั้งอยู่ในความตรัสรู้เป็นพระพุทธองค์ประเสริฐ ผู้นั้นคือผู้บำเพ็ญบารมีบารมิตามาแล้ว 60 หมื่นโกฏิกัลป ฯ ดั่งนี้ ฯ
                อัธยยาที่ 21 ซื่อมารธรรษณปริวรรต (ว่าด้วยการรังควานของมาร) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ

ไม่มีความคิดเห็น: