ตระปษะ กับ ภัลลิกะ
![]() |
|
กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว เทวดาทั้งหลายสรรเสริญอยู่ยังไม่ลุกจากบรรลังก์ ลืมตามองดูทุมราช(ต้นโพธิ) มีปรีติในธยานเป็นอาหาร เสวยสุข และปรีติประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นโพธิตลอด 7 ราตรี
ครั้นล่วงไปสัปดาห์หนึ่ง เทวบุตรชั้นกามาพจรถือหม้อน้ำหอมจำนวนหมื่นเข้าไปยังที่ตถาคตอยู่ แม้เทวบุตรชั้นรูปาพจรก็ถือหม้อน้ำหอมจำนวนหมื่นเข้าไปยังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้วก็เอาน้ำหอมอาบต้นโพธิและตถาคต เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร งูใหญ่ มีจำนวนเกินกว่าที่จะนับได้เอาน้ำหอมที่ตกจากกายของตถาคตลูบไล้ร่างกายของตนๆ ยังจิตให้เกิดขึ้นในอนุตตรสัมยักสัมโพธิ แม้กลับเข้าไปอยุ่ในที่อยู่ของตนแล้ว เขาเหล่านั้นมีเทวดาเป็นต้น ก็ยังไม่ปราศจากกลิ่นน้ำหอมนั้น

และด้วยกลิ่นหอมนั้นทำให้ไม่เกิดความกำหนัด และไม่มีความเปลี่ยนแปลงในอนุตตรสัมยักสัมโพธิด้วยความปรีติปราโมทย์นั้น และด้วยเกิดความคำนึงที่เคารพในตถาคต
ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรชื่อ สมันตกุสุมะ ได้เข้าประชุมในที่ประชุมนั้นด้วย สมันตกุสุมะเทวบุตรนั้น หมอบลงแทบเท้าทั้งสองของตถาคต ประณมมือพุดคำนี้กับตถาคตว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีภคะ พระตถาคตประกอบด้วยสมาธิใด ประทับอยู่ได้ตั้ง 7 ราตรี ไม่ลุกจากบรรลังก์ สมาธินี้ชื่ออะไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรนั้นพูดอย่างนี้แล้ว ตถาคตจึงตอบคำนี้กาบเทวบุตรนั้นว่า ดูกรเทวบุตร ตถาคตประกอบด้วยสมาธิใด อยู่ได้ตั้ง 7 ราตร่ ไม่ลุกจากจากบรรลังก์ สมาธินี้ชื่อว่า ปรีตยาหารวยูหะ (ขบวนการที่มีปรีติเป็นอาหาร)
ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมันตกุสุมะเทวบุตรได้สรรเสริญตถาคตด้วยคำเป็นบทปะพันธ์ว่า
1 พระองค์ผู้มีรูปล้อรถในฝ่าพระบาท มีพระบาทแนบเนียน(จรดพื้นสนิทแนบเนียน) มีซี่ล้อพันซี่ มีเดชอยู่ในกลีบดอกบัวเกิดในน้ำคือพระบาท มีพระบาทเหยียบย่ำบนมกุฎเทวดาทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอไหว้พระบาททั้ง 2 ของพระองค์ผู้เป็นกลุ่มก้อนแห่งศรี ฯ
2 เทวบุตรนั้น มีจิตบันเทิงอยู่ในกาลนั้น ไหว้ซึ่งพระบาททั้ง 2 ของพระสุคตได้ทูลคำนี้ กับพระสุคตผู้ทำลายความเห็นผิด ผู้ทรงกระทำความสงบแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
3 พระองค์ยังให้เกิดความยินดีในตระกูลศากย ทรงกระทำที่สุด(ให้หมดสิ้น) แห่งราคะ โทษะ โมหะ ทรงกระทำที่สุดแห่งความเปรี้ยว (ตรงกับนำนวนไทยว่าขมขี่น) ทรงนำความสงสัยแห่งมนุษย์และเทวดาทั้งหลายให้สิ้นไป ฯ
4 ทรงขวนขวายช่วยเหลือผู้อื่น เป็นพระพุทธมีกำลัง 10 ทรงรู้ปริมาณทั้งปวง ทรงชนะที่ง้วนแห่งแผ่นดินไม่ลุกจากบรรลังก์ตลอด 7 วัน ฯ
5 อนึ่งพระนรสีห์ทอดพระเนตรมองดู โดยไม่หลับพระเนตรตลอด 7 วัน ทรงทอดพระเนตรแล้ว มีพระจักษุบริศุทธ มีพระจักษุเหมือนกลีบดอกบัวบาน ฯ
6 อนึ่ง พระองค์ไม่ลุกจากบรรลังก์ที่โคนทุมราช (ต้นโพธิ)ตลอด 7 วัน ด้วยเหตุใด เหตุนั้น เป็นความตั้งใจ หรือว่า เหตุนั้นทั้งหมด ย่อมมีแก่พระพุทธผู้เป็นราชสีห์ประกาศลัทธิ ฯ
7 สาธุ พระองค์ผู้มีพระทนต์เรียบเสมอและสะอาด กลิ่นพระโอษฐ์ของพระทศพล(ผู้มีกำลัง 10 )หอม ตรัสพระวาจาไม่คลาดเคลื่อน ขอได้โปรดกระทำปรีติให้แก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ฯ
8 พระองค์ผู้มีพระพักตร์เหมือนดวงจันทร์ ตรัสกับเทพบุตรนั้นว่า ดูกรอมรบุตร เมื่อตถาคตพูด เธอจงฟัง ตถาคตจะพูดสักอย่างหนึ่งสำหรับปรัศนานี้ ฯ
9 พระราชาใดๆทรงอภิเษกแล้ว โดยหมู่พระญาติในที่ใดพระราชานั้นๆไม่ทรงละสถานที่นั้นตลอด 7 วัน นี่แหละเป็นธรรมดาของพระราชาทั้งหลาย ฯ
10 แม้พระทศพลก็เช่นเดียวกัน อภิเษกแล้ว ย่อมรุ่งเรือง มีความตั้งใจสมบูรณ์แล้วในคราวใด คราวนั้นทรงชนะแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดิน ย่อมไม่ทำลายบรรลังก์(*) ตลอด 7 วัน ฯ
* บรรลังก์ในที่นี้คือการนั่งขัดสมาธิเพชร ไม่ทำลายบรรลังก์คือไม่เลิกการนั่งท่าขัดสมาธิเพชรนั้น
11 นักรบผู้กล้าหาญ มองดูหมู่ข้าศึกที่พ่ายแพ้โดยไม่เหลือฉันใด แม้พระพุทธทั้งหลาย ก็มองดูเกลศที่พระองค์กำจัดแล้วที่ควงต้นโพธิฉันนั้น ฯ
12 กามและโกรธเหล่านั้น มีโมหะเป็นแดนเกิด เป็นความปรากฏตัว (รูปร่าง) ของโลกในโลกนี้ พระองค์ทำให้พินาศสิ้นแล้วเหมือนความปรากฏตัวของโจร ซึ่งโจรทั้งหลายถูกเขาล้มล้างโดยไม่เหลือที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
13 ความถือตัวต่างๆ ความทุกข์ต่างๆอันอาศัยอยู่ในบุรีคือร่างกาย ตถาคตได้กำจัดแล้ว อาศรวะ(*)ทั้งปวง ตถาคตละแล้ว และชญานอันเลิศได้เกิดขึ้นพร้อมแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
* อาศรวะ แปลว่า ความทุกข์ หรือโทษ
14 ภวตฤษณานั้นเป็นเหมือนตะไกรตัดกามซึ่งเป็นสิ่งไม่ควรทำและภวตฤษณานี้ เป็นเพื่อนเที่ยวไปด้วยกัน และอวิทยาซึ่งเกิดขึ้นโดยมีอนุศัย(*)เป็นมูล ตถาคตเผาเสียแล้วด้วยไฟคือชญานอันเฉียบแหลมที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
*อนุศัญ เกลศที่นอนประจำอยู่ในสันดานมีในคัมภีร์ฝ่ายหีนยาน 7 อย่างคือ 1 กามราคะ ความกำหนัดในกาม 2 ปฏิฆะ ความหงุดหงิดได้แก่โทษะ 3 ทฤษฏิ ความเห็นผิด 4 วิจิกิจฉา ความลังเล 5 มานะ ความถือตัว 6ภวราคะ ความกำหนัดในภพ 7 อวิทยา ความเขลาไม่รู้จริง
15 โทษอันไม่งามที่ว่า เป็นเรา เป็นของเรา ซึงมีรากหยั่งลงลึกปมอันมั่นคง คือนิวรณ์(*)ตถาคตตัดแล้วด้วยศัสตราคือชญานที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
*นิวรณ์ มี 5 อย่างคือ 1กามฉันทะ ความพอใจในกาม 2พยาปาทะ ความพยาบาทปองร้าย 3ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน 4อทัจจกุกกุจจะ ฟุ่งซ๋านและรำคาญ 5 วิจิกิจฉา ลังเลไม่แน่ใจในทางปฏิบัติ
16 การพร่ำเพ้อของท่านมาถึงแล้วเป็นเวลานาน มีความวินาศเป็นที่สุด สกันธ์ทั้งหลายพร้อมด้วยอุปาทาน ตถาคตรู้แล้วด้วยชญานที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
17 ความมัวเมาในทวยธรรม(โลกธรรม)ของท่าน การถือผิดๆ ซึ่งจบลงด้วยนรกขุมใหญ่ ตถาคตถอนเสียแล้วโดยไม่เหลือ และจะไม่รู้เกิดอีกที่ง้วนแห่งแผ่นดิน ฯ
18 โจรป่าคือนิวรณ์ ตถาคตเผาเสียแล้วด้วยไฟคือกุศลมูล วิบรรยาสา(*) 4 อย่าง ตถาคตเผาเสียแล้วโดยไม่เหลือที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
*วิบรรยาสา ความเห็นวิปริต เห็นผิดเป็นชอบ
19 ระเบียบตรรก ซึ่งเรียบเรียงไว้ในสํชญาสุตรนั้น เป็นเรื่องนอกทาง ตถาคตเปลี่ยนแปลงโดยไม่เหลือด้วยระเบียบอันงามคือ โพธยังคะ(*)ที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
* โพธยังคะ องค์เป็นเครื่องตรัสรู้มี 7 อย่าง คือ 1 สมฤติ ความจำ 2ธรรมวิจยะ 3วีรยะ ความเพียรประติบัท 4ปรีติ ความปรีติ 5ปัสสัทธิ ความระงับหรือข่มใจ 6 สมาธิ ใจเป็นสมาธิแน่วแน่ 7 อุเปกษา ความวางเฉย หรือเพ่งสมาธินั้น
20 โมหะ 65 ซึ่งเข้าใจยาก และมละคือมลทิน 30 และอฆะ คือบาป 40 ตถาคตตัดเสียแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
21 อสังวฤตคือการไม่สังวรหรือไม่ห่อหุ้ม 16 และธาตุ 18 กฤจฉระคือความทุขข์หรือความชั่ว 25 ตถาคตตัดแล้วด้วยความตั้งมั่นที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
22 รชะคือธุลีละออง 20 ตระได้แก่แพหรือทุ่นคือเครื่องข้ามน้ำ 28 ซึ่งเป็นเครื่องทำให้เกิดความสะดุ้งกลัวของโลก ตถาคตผ่านพ้นมาแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ เพราะกำลังความเพียรและทำความบากบั่น ฯ
23 และพุทธนรรทิตะได้แก่ธรรมเป็นเครื่องบันลือความตรัสรู้ 500 ตถาคตตรัสรู้แล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ธรรมทั้งหลายครบแสน ตถาคตก็ได้ตรัสรู้ ฯ
24 อนุศัย 98 พร้อมทั้งรากเหง้าเป็นที่สุด เป็นหน่อที่จะให้เกลศอื่นๆเกิดขึ้น ตถาคตเผาแล้วด้วยไฟคือชญานที่ง้วนแห่งแผ่นดิน
25 ความสงสัย มีความคิดเห็นขัดแย้งกันเองเป็นแดนเกิด เกิดจากทฤษฏิและความเขลา มีความไม่ดีไม่งามเป็นมูล แม่น้ำคือตฤษณามีกำลังเร็ว 3 อย่าง ตถาคตได้ทำให้เหือดแห้งแล้วด้วยแสงแดดคือชญาน ฯ
26 ป่าคือเกลศมีความโกหกตอแหลและความเลิกละ มีมายา มาตสรรยะ (ความตระหนี่) โทษะ และอีรษยา (ความริษยา) เป็นต้น สิ่งเหล่านั้น ตถาคตตัดแล้ว เผาแล้วด้วยไฟคือวินัยที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
27 คำติเตียนพระอริยะเจ้า ซึ่งเป็นต้นเค้าแห่งวิวาท (พูดแก่งแงถกเถียงทะเลาะกัน) ในความหมายไม่เสมอกัน ดึงมาในทางทุรคติ เหล่านั้น ตถาคตสำรอกออกแล้วด้วยยาสำรอก(ทำให้อาเจียร) คือชญานอันประเสริฐที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
28 ตถาคตอาศัยชญานอันมีคุณ และสมาธิ จึงดับ(ทำให้ถึงที่สุด)การร้องไห้ การคร่ำครวญ ความโศก ความร่ำไรรำพรรณได้โดยไม่เหลือที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
29 มหาสมุทรคือเกลศ ครันถะคือเกลศเครื่องร้อยกรองที่ไม่มีสมาธิ ความโศก หอกเครื่องทิ่มแทงคือเกลศ ความเมาและความประมาททั้งปวง ตถาคตอาศัยนัยแห่งความสัตย์และสมาธิชนะแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
30 พงชัฏคือเกลศ ต้นไม้คือภพมีรากเหง้างอกอยู่ตลอดกัลปตถาคตตัดแล้วด้วยขวานคือสมฤติ เผาแล้วด้วยไฟคือชญานโดยไม่เหลือที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
31 มารผู้มีอำนาจในโลกทั้ง 3 มีกำลังมาก มีใจจองหอง เป็นจอมของพวกแทตย์ เพราะความเป็นใหญ่(อำนาจ) ตถาคตได้กำจัดแล้วด้วยมีดดาบคือชญานที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
32 ตฤษณาเป็นดั่งตาข่าย มีเพื่อนเที่ยวไปกัน 26มีกำลังมาก ตถาคตตัดแล้วด้วยมีดดาบคือปรัชญา เผาเสียแล้วด้วยไฟคือชญานที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
33 เกลศที่เป็นมูลรากพร้อมด้วยอนุศัยเหล่านั้น เป็นแดนเกิดทุกข์และโศก ตถาคตถอนเสียแล้วโดยไม่เหลือด้วยคมไถ(ผาล)คือกำลังปรัชญาที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
34 ตถาคตได้ชำระจักษุคือปรัชญาของสัตว์ผู้บริศุทธโดยปกติให้สะอาด ด้วยยาหยดตาคือชญาน และได้ทำลายแผ่นโมหะที่กว้างขวางใหญ่ยิ่งแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
35 ตฤษณาอันกว้างขวางเป็นที่โลดเล่นของมังกรคือความเมาเป็นไปในธาตุทั้ง 4 เป็นมหาสมุทรแห่งภพ ตถาคตตากให้แห้งแล้วด้วยแสงแดดคือสมฤติและศมถะที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
36 ไฟคือความมัวเมาปราศจากการพิจารณา เกิดจากกองไม้คืออารมณ์ ตถาคตดับไม่ให้ลุกโพลงด้วยน้ำเย็นคือรสแห่งวิโมกษ ฯ
37 แผ่นแห่งอนุศัยฉายแสงแห่งรสอร่อยปราศจากเสียงห่งวิตรรก ตถาคตกำจัดแล้วด้วยความเร็วแห่งลมคือกำลังแห่งวีรยะ (ความเพียร) นำไปสู่ความย่อยยับที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
38 ข้าศึกที่เที่ยวไปกับจิตเป็นไพรีติดตามในภพใหม่มีกำลังมากตถาคตอาศัยสมฤติและสมาธิอันปราศจากมลทิน กำจัดแล้วด้วยมีดดาบคือปรัชญาที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
39 มารและเสนามารผู้มีกำลังและมีความเพียร ยกธงชัยดีเลิศรุ่งเรืองด้วยทัพช้าง ทัพม้า ทัพรถ มีรูปที่แปลกประหลาดนั้น ตถาคตอาศัยไมตรีกำจัดแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
40 ม้าคืออินทรีย์ 6 มั่งคั่งด้วยกามคุณทั้ง 5 มัวเมาและคลั่งไคล้อยู่เสมอ ตถาคตอาศัยสมาธิอันดีงามมัดไว้แล้วโดยไม่เหลือที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
41 ตถาคตอาศัยสมาธิอันไม่มีอะไรขัดขวาง บรรลุถึงการทำให้เขาคืนดีกันกับป้องกันการประหัตประหาร มีการเลิกละการทะเลาะวิวาทเป็นที่สุดที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
42 ความถือตัวทั้งภายในและภายนอกทั้งหมดได้เสื่อมสิ้นแล้วและทั้งความเจริญความเสื่อมทั้งหมดนั้นเป็นสภาพศูนย ตถาคตอาศัยสมาธิจึงรู้อย่างนี้ที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
43 สิ่งทั้งปวง ทั้งที่เป็นของมนุษย์และที่เป็นของเทวดา น่าใคร่ น่าปรารถนา มีภพดีเลิศเป็นที่สุด ตถาคตอาศัยสมาธิอันไม่กลับคืนจึงสละได้โดยไม่เหลือที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
44 เครื่องผูกพันในภพทุกภพทั้งปวงเหล่านั้นในโลกนี้ ตถาคตอาศัยวิโมกษ 3 อย่างจึงละได้โดยสิ้นเชิงด้วยกำลังแห่งปรัชญาทที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
45 สตรีทั้งหลายที่เป็นต้นเหตุ ตถาคตชนะแล้วเพราะเล็งเห็นเหตุนั่นแล ตถาคตรู้ว่าไม่เที่ยงในสิ่งที่เขาว่าเที่ยง รู่ว่าเป็นทุกข์ในสิ่งที่เขาว่าเป็นสุข ซึ่งมีอยู่ในตนที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
46 การถือเอากรรม เกิดจากสมุทัย (เหตุเป็นแดนเกิด) มีอายตนะ 6 เป็นมูล ตถาคตตัดขาด ด้วยการประหารความเห็นที่ว่าทุกอย่างเป็นของเที่ยง ที่โคนทุมราช(ต้นโพธินี้) ฯ
47 ตถาคตทำลายความมืดคือโมหะ ซึ่งเป็นความขุ่นมัว เป็นการกระทำทุจริตระคนดัวยความกระด้างและความโกรธ กระทำความมืดมานานในตัวเอง ให้มีแสงสว่างด้วยแสงแดดคือชญานที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
48 มหาสมุทรคือสังสาร ที่มีมังกรคือราคะและความมัวเมา มีลูกคลื่นและน้ำคืตฤษณา ถือเอาซึ่งทฤษฏิผิด ตถาคตข้ามด้วยเรือคือกำลังความเพียรที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
49 ตถาคตได้ตรัสรู้เป็นพุทธ ซึ่งเผาราคะเทวษะ (ความรัก ความชัง) โมหะ และวิตรรกในจิตอันเป็นเหมือนตั๊กแตนตกลงในไฟที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
50 การเคลื่อนไปข้างหน้าของจิตหาประมาณมิได้ ได้มีแล้วตั้งหมื่นโกฏิกัลป ทางเดินในสังสารลำบาก ตถาคตทำให้ไม่เหนื่อยไม่มีความร้อนที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
51 อมฤตะใด อันลัทธิอื่นทั้งปวงไม่ได้รับ เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก เป็นการสิ้นสุดชรามรณะโสกและทุกข์ อมฤตะนั้น ตถาคตตรัสรู้แล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
52 สกันธและอายตนะเป็นทุกข์ ความทุกข์มีตฤษณาเป็นแดนเกิดในเพราะเหตุใด เหตุนั้นจะไม่เกิดอีกต่อไป ตถาคตได้ไปถึงบุรีอันไม่มีภัยที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
53 ข้าศีกภายในตนจำนวนมากทั้งหมดเหล่านั้น ตถาคตตรัสรู้แล้วและเครื่องผูกมัดทั้งหลายอันจะนำไปสู่ภพใหม่ ตถาคตได้ทำการเผาเสียแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
54 รัตนะทั้งหลายเป็นอันมาก พร้อมทั้งเนื้อและนัยน์ตา ตถาคตสละแล้วตั้งหมื่นโกฏิกัลปเพราะเหตุแห่งอมฤตะ เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้น ตถาคตตรัสรู้แล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
55 ความตรัสรู้ ของผู้ซึ่งมีเสียงไพเราะน่าอภิรมย์โด่งดังในโลกทั้งหลายอันพระพุทธครั้งก่อนๆหาประมาณมิได้ตรัสรู้แล้ว ความตรัสรู้นั้น ตถาคตตรัสรู้แล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
56 ความศูนยของโลก มาถึงแล้วโดยทุกสิ่งทุกอย่าง อาศัยปรัตยัยเกิดขึ้นติดตามดูจิต เหมือนบุรีของคนธรรพ์ในพยับแดด ความศูนยนั้น ตถาคตตรัสรู้แล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
57 นัยน์ตาประเสริฐของตถาคตนั้นแล บริศุทธที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ซึ่งเห็น (โลก) ธาตุได้ทั้งหมดเหมือนเห็นผลไม้ที่วางอยู่กลางฝ่ามือ ฯ
58 การระลึกถึงที่เคยอยู่มาก่อน วิทยา 3 ตถาคตได้บรรลุแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ตถาคตระลึกชาติตั้งหมื่นกัลปหาประมาณมิได้ เหมือนตื่นจากหลับ ฯ
59 ตถาคตให้ความสว่างแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายที่มีความวิปริตสํชญา(เข้าใจผิด)มีวิปริยาสา (ความเห็นผิดเป็นชอบ) เหล่านั้นและตถาคตไม่คลาดเคลื่อน ตถาคตได้ดื่มฟองอมฤตะแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
60 ตถาคตมีกำลัง 10 เพื่อสัตว์โลก มีไมตรีในสัตว์ทั้งปวงนั้นชนะแล้วด้วยกำลังแห่งไมตรี ดื่มฟองอมฤตะแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
61 ตถาคตมีกำลัง 10 เพื่อสัตว์ใด มีความกรุณาในสัตว์ทั้งปวงนั้นชนะแล้วด้วยกำลังแห่งความกรุณาดื่มฟองอมฤตะแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
62 ตถาคตมีกำลัง 10 เพื่อสัตว์ใด มีมุทิตา(ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี) ในสัตว์ทั้งปวงนั้น ชนะด้วยกำลังแห่งมุทิตา ดื่มฟองอมฤตะแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
63 ตถาคตมีกำลัง 10 เพื่อสัตว์ใด มีอุเปกษา (ความวางเฉย) ตั้งหมื่นกัลปในสัตว์นั้น ชนะมารนั้นด้วยกำลังแห่งอุเปกษา ดื่มฟองอมฤตะแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
64 พระทศพล (ผู้มีกำลัง 10) ผู้เป็นชินสีห์ (ราชสีห์ผู้ชนะแล้ว) ในครั้งก่อนมากกว่าทรายในแม่น้ำคงคา ดื่มอันใด ตถาคตได้ดื่มอันนั้น คือฟองอมฤตะที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
65 เมื่อมารพร้อมด้วยเสนามารมาถึงที่นี้ ตถาคตพูดว่า ยังไม่ถึงฝั่งแห่งชราและมรณะจะไม่ลุกจากบรรลังก์ ฯ
66 ตถาคตทำลายอวิทยาด้วยวัชระอันเข็งคือชญานอันรุ่งโรจน์และถึงความเป็นผู้มีกำลัง 10จากนั้นจึงทำลายบรรลังก์ ฯ
67 อาศรวะทั้งหลายของตถาคตสิ้นแล้วโดยไม่เหลือ ตถาคตบรรลุถึงความเป็นอรหันต์แล้ว มารและเสนามาร ตถาคตทำลายแล้ว จากนั้นแหละ ตถาคตจึงทำลายบรรลังก์ ฯ
68 ประตูแห่งนิวรรณ์ 5 ตถาคตทำลายหมดแล้วที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ เถาวัลย์คือตฤษณา ตถาคตตัดขาดแล้ว ดังนั้น ตถาคตจึงทำลายบรรลังก์ที่ง้วนแห่งแผ่นดินนี้ ฯ
69 ครั้นแล้ว พระมนุษยจัทนร์(พระพุทธ)นั้นเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะด้วยพระอาการชดช้อย ประทับนั่งบนภัทรสนะ (นั่งขัดสมาธิราบ) อันเป็นมหาอภิเษกที่ถูกปิดบัง(ใครมองไม่เห็น) ฯ
70 หมู่เทวดาทั้งหลาย ต่างก็โสรจสรงพระโลกพันธุ์(พระพุทธ)ผู้บรรลุบารมิตาอันมีคุณสมบัติคือกำลัง 10 ด้วยน้ำหอมต่างๆ ตั้งพันผอบรัตนะ ฯ
71 เทวดาตั้งหมื่นโกฏิห้อมล้อมด้วยการบรรเลงดนตรีตั้งพัน กระทำการบูชาอันไม่มีใครเทียม พร้อมด้วยนางอัปสรทั้งหลาย โดยพร้อมเพรียงกัน ฯ
72 เทวบุตรทั้งหลาย พูดอย่างนี้ว่า พระชิน ไม่ทำลายบรรลังก์ที่ง้วนแห่งแผ่นดินตลอด 7 วัน พร้อมด้วยเหตุใกล้ พร้อมด้วยปรัตยัยและพร้อมด้วยเหตุไกล ฯ
กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตผู้มีอภิสัมพุทธโพธิ ได้นั่งอยู่ในอาสนะนั้นตลอดสัปดาห์ต้น ด้วยคิดว่าเราได้ตรัสรู้ซึ่งอนุตตรสัมยักสัมโพธิ ในที่นี้ กระทำที่สุดแห่งทุกข์คือ ชาติ ชรา มรณะ ด้วยอนาวร(*) อันเดีเลิศในที่นี้ ในสัปดาห์ที่ 2 ตถาคตเดินจงกรม (เดินช้าๆ) ในที่จงกรมยาว เป็นากรสังเคราะห์โลกธาตุคือเทวโลกและมนุษยโลก ในสัปดาห์ที่ 3 ตถาคตมองดูควงต้นโพธิโดยไม่กระพริบตา ด้วย คิดว่า เราตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิแล้วในที่นี้ กระทำที่สุดแห่งทุกข์คือชาติ ชรา มรณะ ด้วยอนาวรอันดีเลิศ ในสัปดาห์ที่ 4 ตถาคต เดินจงกรมเป็นจงกรมของคนหนุ่ม ยึดเส้นทางจากตะวันออกไปตะวันตก
* อนาวร คือ ชญานที่ไม่มีอะไรขัดขวางสกัดกั้น
ครั้งนั้นแล มารชั่วร้าย ได้เข้ามยังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้วได้พูดกับตถาคตว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ ขอพระองค์จงปรินิรวาณเสียเถิด ข้าแต่พระสุคต ขอพระองค์จงประนิวาณเสียเถิด เวลานี้เป็นสมัยเพื่อปรินิวาณของพระผู้มีภคะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นมารพูดอย่างนี้แล้ว ตถาคตจึงพูดคำนี้กับมารชั่วร้าย ดูกรมารชั่วร้าย ตถาคตยังไม่ปรินิวาณ เมื่อยังไม่มีภิกษุเป็นเถระประติบัทกฤตยโดยเคร่งครัดแล้ว ฉลาด อ่อนโยน คงแก่เรียน เป้นพหูสูตร ประติบัทธรรมสมควรแก่ธรรม มีความสามารถแสดงความรู้ซึ่งเป็นของอาจารย์(อาจารยวาท)ได้ด้วยตนเอง และมีความมุ่งหมายที่จะใช้ธรรมกำราบลัทธิอื่นซึ่งเกิดอยู่เนืองๆสามารถแสดงธรรมพร้อมด้วยปราติหารย ดูกรมารชั่วร้าย ตถาคตยังไม่ปรินิรวาณ
เมื่อตถาคต ยังไม่ได้ประดิษฐานวงศ์แห่งพุทธะ ธรรมมะ สังฆะ ในโลก โพธิสัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้ ยังไม่ได้รับพยากรณ์ในการตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ ดูกรมารชั่วร้าย ตถาคยังไม่ปรินิวาณ เมื่อตถาคตยังไม่มีบริษัท(*) 4 ที่ประติบัทกฤตยโดยเคร่งครัดแล้ว อ่อนโยน ฉลาด คงแก่เรียน กระทั่งถึงสามารถแสดงธรรมพร้อมด้วยปราติหารย
* บริษัท 4 คือ ชุมนุมผู้ที่นับถือพระพุทธ 4 จำพวก ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ครั้งนั้นแล มารชั่วร้าย ฟังคำนี้แล้ว หลีกออกไปยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง มีความทุกข์ เสียใจ เดือดร้อน ก้มหน้า เอาไม้ขีดแผ่นดิน ด้วยคิดว่า เขาพ้นวินยเราเสียแล้ว
ครั้งนั้นแล ธิดามาร 3ตน นั้น คือ รติ อรติ และตฤษณา(รติศฺจารติศฺจตฤษฺณา จ) ได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับมารชั่วร้ายว่า
73 ข้าแต่พ่อ พ่อเสียใจทำไม ถ้าพ่อพูดหมายถึงเขา ข้าพเจ้าจะมัดเขาด้วยบ่วงราคะ(ความกำหนัด)เหมือนมัดช้างแล้วพามา ฯ
74 ข้าพเจ้า จะพาเขาผู้นั้นมาโดยเร็ว ทำให้อยู่ในอำนาจของพ่อ
มารพูดว่า
75 พระสุคต เป็นพระอรหันต์ในโลก ไม่ไปสู่อำนาจราคะ เขาพ้นวิษัยของพ่อเสียแล้ว เพราะฉะนั้น พ่อจึงโศกมาก ฯ
ครั้นแล้วธิดามารทั้ง 3 นั้น ไม่รู้กำลังตถาคตผู้เป็นพระโพธิสัตว์มาแล้ว เพราะความสับปลับ(ความไม่รอบคอบ) ของสตรี พอได้ฟังคำบิดา ก็แปลงตัวเป็นสาวรุ่นสาวกลางคน และสาวมีบุตรแล้ว ในการกระทำลวงตา พากันเข้ามายังสำนักของตถาคต แล้วแสดงสตรีมายาทั้งปวงอย่างมาก ตถาคตมิได้สนใจนางเหล่านั้น ธิดามารเหล่านั้นกลายเป็นหญิงชราคร่ำคร่าไป ครั้นแล้ว นางเหล่านั้น พากันไปยังสำนักบิดาพูดว่า
76 ข้าแต่พ่อ พ่อพูดแก่ลูกเป็นความจริง ลูกนำเขามาด้วยราคะไม่ได้ เขาพ้นวิษัยของลูกเสียแล้ว เพราะฉะนั้นลูกจึงโศกมาก ฯ
77 ถ้าพระโคดมนั้นเห็นรูปร่างที่ลูกนิรมิตแล้วไซร้ ครั้นแล้วหัวใจของพระโคดมนั้นก็น่าจะระเบิด เพื่อความพินาศของพระโคดม ฯ
กระนั้นดีแล้ว ข้าแต่พ่อ พ่อจงทำร่างกายอันชราแก่ง่อมของลูกนี้ให้หายไป
มารพูดว่า
78 พ่อไม่เห็นคนในโลกซึ่งเคลื่อนที่ได้ และเคลื่อนที่ไม่ได้ ที่สามารถทำให้พระโคดมเปลี่ยนแปลงได้ ฯ
79 ลูกจงรีบไปทูลขอโทษที่ตนทำไว้ต่อพระมุนี ร่างกายทั้งหมดจะได้กลับเป็นอย่างเดิม ตามความคิด ฯ
ครั้นแล้ว ธิดามารเหล่านั้นไปขอขมาตถาคตว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ ขอพระผู้มีภคะ โปรดรับการขอโทษของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด ขอพระสุคตโปรดรับการขอโทษของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด ซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายทำตามความโง่ ความเขลา ความไม่รอบรู้ ความไม่ฉลาด ความไม่รู้ขอบเขต ข้าพเจ้าทั้งหลายสำนึกกรรมอันตนพึงทำต่อพระผู้มีภคะ ครั้นแล้ว ตถาคตได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับธิดามารเหล่านั้นว่า
80 พวกเธอเอาเล็บไปขีดภูเขา เอาฟันไปขบเหล็ก เอาหัวไปชนภูเขา เขาขาไปหยั่งทะเลลึก ฯ
เพราะฉะนั้น ตถาคตรับการขอโทษของพวกเธอซึ่งยังเป็นเด็ก นั่นเพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่าผู้ใดเห็นโทษโดยความเป็นโทษ แสดงโทษ(ขอโทษ) และจะถึงการสังวร(ไม่ทำต่อไป) ผู้นั้นเจริญในธรรมวินัยเป็นของพระอารยะ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสัปดาห์ที่ 5 ตถาคตอยู่ในพิภพของมุจิลินทนาคราช เป็นวันฟ้าวันฝนตลอดสัปดาห์ ครั้งนั้นแล มุจิลินนาคราชออกจากที่อยู่ของตน พ้นกายตถาคตด้วยขนด 7 รอบ แผ่พังพานบังไว้ โดยคิดว่า ลมหนาวอย่าแผ้วพานพระกายของพระผู้มีภคะ เลย นาคราชเป็นจำนวนมาก แม้ในทิศตะวันออกอีกทิศหนึ่ง ก็มาพันกายตถาคตด้วยขนด 7 รอบ แผ่พังพานบังไว้ โดยคิดว่า ลมหนาวอย่าแผ้วพานพระกายของพระผู้มีภคะ เลย นาคราชมาจากทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศเหนือก็เช่นเดียวกับนาคราชในทิศตะวันออก พ้นกายตถาคตด้วยขนด 7 รอบ แผ่พังพานบังไว้
โดยคิดว่า ลมหนาวอย่าแผ้วพานพระกายของพระผู้มีภคะ เลย และขนดนั้นตั้งอยู่ด้วยความสูงแห่งกองขนดของนาคราชเหมือนขุนเขาเมรุ ความสุขเช่นที่มีแก่นาคราชทั้งหลายเหล่านั้นย่อมมี เพราะอยู่ใกล้กายตถาคตตลอด 7 คืน 7 วัน ซึ่งนาคราชทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้รับมาก่อนเลย ครั้นล่วงสัปดาห์นั้นไปแล้ว นาคราชทั้งหลายทราบว่าพ้นวันฟ้าวันฝนแล้ว จึงคลายขนดออกจากกายตถาคต ไหว้บาทตถาคตด้วยศีรษะ(กราบ)ทำประทักษิณ 3 รอบ แล้วไปสู่พิภพของตนๆแม้มุจิลินทนาคราช ไหว้บาทตถาคตด้วญศีรษะ ทำประทักษิณ 3 รอบ แล้ว เข้าไปสู่ที่ของตน
ในสัปดาห์ที่ 3 ตถาคตจากพิภพของมุจิลินทไปสู่โคนต้นนิโครธ(*1)ของคนเลื้ยงแพะ มีอยู่ในระหว่างพิภพของมุจิลินทกับไม้นิโครธของคนเลื้ยงแพะ ที่ริมฝั่งแม่น้ำไนรัญชนา มีพวกปริพาชกผู้เฒ่าเร่ร่อนเป็นศราวกของอาชีวกนิครนถ์ ชื่อโคตมะ(*2)เป็นต้น เห็นตถาคตแล้ว พากันพูดว่า เออก็วันฟ้าวันฝนนี้ พระโคตมะผู้มีภคะยังเวลาให้ผ่านไปด้วยความสุขเป็นอย่างดี
*1 นิโครธ แปลเป็นไทยว่าไม่ไทรหรือไม้กร่าง ไม้เสียบ ไม้เรือด
*2 โคตมะ เจ้าลัทธิ ปรัชญานิกายหนึ่งคือ นฺยาย ว่าด้วยวิชาตรรกศาสตร์ก็ชื่อนี้เหมือนกัน
ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคต ได้เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
81 สุโข วิเวกสฺตุษฺฏสฺย ศฺรุตธรฺมสฺย ปศฺยตะ|
อวฺยาพธฺยํ สุขํ โลเก ปราณิภูเตษุ สํยตะ||
คำแปล ความวิเวกของผู้ยินดี ฟังธรรมแล้วเห็น(ธรรมนั้น)แล้ว ย่อมเป็นสุข ความไม่ผูกพยาบาท สำรวมอินทรีย์ ในสัตว์มีชีวิตทั้งหลาย ย่อมเป็นสุขในโลก ฯ
82 สุขา วิราคตา โลเก ปาปานํ สมติกฺรมะ |
อสฺมินฺ มานุษฺยวิษเย เอตทฺว ปรมํ สุขมฺ ||
คำแปล ความปราศจากกำหนัด การก้าวล่วงบาปทั้งหลาย ย่อมเป็นสุขในโลกนี่แหละ(ทำได้ดังกล่าวมานี้) เป็นสุขยอดยิ่งในวิษัยของมนุษย์นี้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเห็นโลกหมกไหม้ เร่าร้อนไปด้วยชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โศก ปริเทวะ ทุกขะ เทามนัสย อุปายาส ในที่นั้นตถาคตได้เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
83 อยํ โลกะ สํตาปชาตะ ศพฺทสฺปรฺศรสรูปคนฺไธ |
ภยภีโต ภยํ ภูโย มารฺคเต ภวตฺฤษฺณยา ||
คำแปล โลกนี้เกิดความเดือดร้อนด้วยเสียง สปรรศ รส รูป กลิ่น เดินทางไปสู่ความกลัวเพราะเป็นภัย อันเกิดแต่ความใคร่ในภพ(ภวตฤษณา) ฯ
ในสัปดาห์ที่ 7 ตถาคตอยู่ที่โคนต้นตารายณ(*1)ก็ในสมัยนั้นแล พณิช(พ่อค้า) สองคนพี่น้องอยู่อุตตราบถ(ทางเหนือ) ชื่อ ตระปุษะ กับ ภัลลิกะ ทั้งสองเป็นบัณฑิตลาดขนสินค้าต่างๆมีความร่ำรวยมาก จากทางใต้ไปทางเหนือกับพวกพ่อค้าหมู่ใหญ่ มีเกวีนน 500 บรรทุกสินค้าเต็ม เขามีโคลากเกวียน 2 ตัว ชื่อสุชาตะตัวหนึ่ง ชื่อ กีรติตัวหนึ่ง เป็นโคแสนรู้ เขาทั้งสองไม่มีภัยติดขัด ที่ใดโคลากเกวียนตัวอื่นลากไปไม่ได้ ที่นั้นโคลากเกวียน 2 ตัวนั้นใช้ได้ และที่ใดมีภัยเฉพาะหน้า ที่นั้นโคลากเกวียน 2 ตัวนั้นจะหยุดนิ่งเหมือนผูกไว้กับหลัก โคลากเกวียน 2 ตัวนั้นไม่ลากเกวียนด้วยการลงปฏัก
แต่ทั้ง 2 ลากเกวียนด้วยดอกอุบลกำหนึ่ง หรือด้วยพวงมาลัยดอกมะลิเกวียนทั้งหมดของพ่อค้าเหล่านั้นหยุดอยู่กับที่ไม่เคลื่อน เพราะเทวดาที่สิงอยู่ในป่าไม้โพธิใกล้ต้นตารายณ วัตถุทั้งหลายมีผ้าเป็นต้น และเครื่องเกวียนทั้งปวงฉีกขาดบุบสลาย ล้อเกวียนจมลงในแผ่นดินถึงดุม เกวียนเหล่านั้นแม้พยายามทุกอย่างก็ไม่เคลื่อน พ่อค้าเหล่านั้นมีความสนเท่ห์และกลัวว่าในที่นี้มีเหตุอะไรหนอ นี่เป็นความผิดปรกติอะไร ซึ่งเกวียนเหล่านี้เกยแห้ง พณิชทั้ง 2 นั้นเอาโคลากเกวียน 2 ตัว คือสุชาตะ กับ กีรติเข้าเทียม แม้โคลากเกวียวนทั้ง 2 นั้นให้ลากด้วยดอกอุบลกำหนึ่ง และด้วยพวงมาลัยดอกมะลิก็ไม่ยอมลาก พ่อค้าเหล่านั้นคิดกันว่าคงจะมีภัยอะไรสักอย่างหนึ่งอยู่ข้างหน้าไม่ต้องสงสัยซึ่งโคทั้งสองนี้ไม่ลาก พณิชทั้ง 2 จึงส่งม้าใช้ไปล่วงหน้า
ม้าใช้กลับมาแล้วไม่ปรากฏว่ามีภัยอะไร เทวดานั้นปรากฏตนขึ้นปลอบว่าอย่ากลัวเลย แม้โคทั้ง 2 นั้นลากเกวียนไปทางที่ตถาคตอยู่ จนกระทั่งพ่อค้าเหล่านั้นเห็นตถาคตลุกโพลงเหมือนไฟประดับด้วยมหาปุรุษลักษณะ 32 ประการ รุ่งเรืองอยู่ด้วยสง่าราศี เหมือนดวงอาทิตย์แรกขึ้น พ่อค้าเหล่านั้นครั้นเห็นแล้วมีความสนเท่ห์ว่านี่พรหมมาถึงที่นี่หรือ หรือว่าองค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย หรือว่าเป็นไวศรวณะ หรือเป็นอาทิตย์และจันทร์ เป็นเทวดาประจำภูเขา หรือว่าเป็นเทวดาประจำแม่น้ำ องค์ใดองค์หนึ่ง ลำดับนั้น ตถาคตแสดงผ้าย้อมน้ำฝาดให้ปรากฏ พ่อค้าทั้งหลายจึงพูดว่า พับผ้าย้อมน้ำฝาดนี้เป็นของบรรพชิต ผ้าของเราไม่มีอย่างนี้ พ่อค้าเหล่านั้นได้ความเลื่อมใสแล้ว จึงพูดกันอย่างนี้ว่า เวลานี้จะเป็นเวลาบริโภคของบรรพชิต มีอะไรบ้างไหม ?
แล้วพูดว่า ข้าวคั่วคลุกน้ำผึ้งและอ้อยควั่น(*2)มีอยู่ พ่อค้าเหล่านั้นนำเอาข้าวคั่วคลุกน้ำผึ้งและอ้อยควั่นเข้ามายังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้วน้อมศีรษะลงกราบบาทตถาคต ทำประทักษิณ 3 รอบ แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งแล้ว พ่อค้าเหล่านั้นจึงพูดกับ ตถาคตว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ ขอพระองค์โปรดรับบิณฑบาตของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่ออาศัยความอนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย
*1 มคธเป็นราชายตนะ แปลเป็นไทยว่า ไม้เกด
*2 อ้อยควั่น ท่านผูกศัพท์ว่า ลิขิตกา อิกฺษวะ
ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดอย่างนี้ว่า การที่ตถาคตรับบิณฑบาตด้วยมือทั้ง 2 นี้ไม่ดีเลย พระตถาคตผู้เป็นพระสัมยักสัมพุทธครั้งก่อนๆ ท่านรับด้วยอะไร ? แล้วตถาคตก็ทราบว่าท่านรับด้วยบาตร
กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขณะนั้นมหาราชทั้ง 4 มาจากทิศทั้ง 4 ทราบว่าเวลานี้เป็นเวลาแห่งโภชนะของตถาคต จึงถือบาตรทำด้วยทองมา 4 ใบ น้อมเข้ามาถวายแต่พระผู้มีภคะ ขอพระองค์โปรดรับบาตร (4ใบ) ทำด้วยทอง เพื่ออาศัยความอนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ตถาคตเห็นว่าบาตรเหล่านี้ไม่สมควรแก่ศรมณะ จึงไม่รับ เช่นเดียวกันคือ มหาราชทั้ง 4 ถือบาตรเงินล้วน 4 ใบบาตรแก้วไพฑูรย์ล้วน 4 ใบ บาตรแก้วผลึกล้วน 4 ใบ บาตรแก้วทับทิมล้วน 4 ใบ บาตรเพชรล้วน 4 ใบน้อมเข้ามาถวายแก่ตถาคต ตถาคตเห็นว่าบาตรเหล่านี้ไม่สมควรแก่ศรมณะ จึงไม่รับ ครั้นแล้วมหาราชทั้ง 4 ถือบาตรรัตนะทั้งหมดล้วน 4 ใบ น้อมเข้าไปถวายตถาคต ตถาคตเห็นว่าบาตรเหล่านี้ไม่สมควรแก่ศรมณะ จึงไม่รับ
ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดอย่างนี้อีกว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ พระตถาคตผู้เป็นพระอรหันสัมยักสัมพุทธะครั้งก่อนๆ ทรงรับบาตรชนิดไหน? แล้วตถาคตก็ทราบว่าท่านทรงรับบาตรทำด้วยศิลา ตถาคตคิดอยู่แต่ในใจอย่างนี้
ครั้งนั้นแล ไวศรวณะเป็นมหาราช เชิญมหาราชมาอีก 3 ตนว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย บัดนี้แล เทวบุตรผู้มีกายสีเขียวให้บาตรทำด้วยศิลา 4 ใบอีกแล้วเรื่องนี้ เราคิดอย่างนี้ว่า เราจะใช้บาตรนี้ ครั้นแล้ว เทวบุตรผู้มีกายสีเขียว ชื่อไวโรจนะ เขาพูดอย่างนี้กับเราว่า
84 ท่านทั้งหลายอย่าใช้บาตรนี้เป็นภาชนะ จงตั้งบาตรเหล่านี้ไว้เป็นเจดีย์ของท่าน ต่อเมื่อพระชินทรงพระนามว่า ศากยมุนีปรากฏขึ้นแล้วจงน้อมนำบาตรนี้เข้าไปถวายแก่พระองค์ ฯ
85 ข้าแต่ท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย เวลานี้เป็นเวลาสมควรแล้วที่จะน้อมเข้าไปให้เป็นเครื่องใช้ของพระศากยมุนี เราทั้งหลายจะถวายบาตร เหล่านี้มอบไว้เป็นที่บูชาพร้อมด้วยการบันลือเสียงสังคีตดนตรี ฯ
86 บาตรนั้น เป็นภาชนะซึ่งเป็นธรรมล้วน ไม่แตก แต่ภาชนะที่เป็นศิลาล้วนเหล่านี้แตกได้ ผู้อื่นไม่ควรรับ ถ้ากระไรเราไปเพื่อถวายบาตรนี้แก่พระศากยมุนรีเถิด ฯ
ครั้งนั้นแล มหาราชทั้ง 4 มีชนของตนๆเป็นพวรรพวก มีดอกไม้เครื่องเผาเอาควันของหอม พวงมาลัย เครื่องลูบทาบรรเลงเครื่องดนตรี ทั้งร้องรับขับประโคมเครื่องสังคีต ถือบาตรเหล่านั้นด้วยมือของตนๆเข้าไปยังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้วทำบูชาตถาคต น้อมนำบาตรเหล่านั้นที่เต็มด้วยดอกไม้ทิพย์ถวายแก่ตถาคต
ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีความดำริว่า ก็มหาราชทั้ง 4 นี้แล มีศรัทธา มีความเลื่อมใส น้อมนำบาตรศิลา 4 ใบมาให้เรา และบาตรศิลาทั้ง 4 ใบก็ไม่ควรแก่เรา เมื่อเป็นดั่งนั้นเรา จะรับบาตรศิลาของผู้เดียว อีก 3 ท่านก็จะเสียใจอย่ากระนั้นเลย เราจะรับบาตรทั้ง 3 ใบนี้แล้วอธิษฐานให้เป็นบาตรศิลาใบเดียว
ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตยื่นมือขวาออกไปแล้วกล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับมหาราชไวศรวณะว่า
87 ท่านจงน้อมนำภาชนะให้แก่พระสุคต ท่านจะถึงซึ่งภาชนะ(ส่วนเหมาะสม) ในยานดีเลิศ ด้วยการถวายภาชนะโดยความอ่อนน้อมต่อตถาคต สมฤติ และมติ จะไม่เสี่ยมโดยแท้แล ฯ
ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตรับบาตรจากสำนักของมหาราชไวศรวณะเพื่ออาศัยความอนุเคราะห์ ครั้นแล้วได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับมหาราชธฤตราษฏรว่า
88 ผู้ใดถวายภาชนะแก่ตถาคต สมฤติ ปรัชญา ของผู้นั้นจะไม่เสื่อมเลย และจะผ่านเวลาด้วยความสุขอย่างยิ่ง กระทั่งตรัสรู้บทซึ่งเป็นความเย็น(นิรวาณ)ฯ
ครั้งนั้นแล ตถาคตรับบาตรากสำนักของมหาราชธฤตราษฏร เพื่ออาศัยความอนุเคราะห์ ครั้นแล้วได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับมหาราชวิรูฒกะว่า
89 ท่านถวายภาชนะบริศุทธแก่ตถาคตผู้มีจิตบริศุทธ ท่านจะเป็นผู้มีจิตบริศุทธโดยเร็ว จะถูกเขาสรรเสริญในเทวโลกและมนุษยโลก ฯ
ครั้งนั้นแล ตถาคตรับบาตรจากสำนักของมหาราชวิรูฒกะ เพื่ออาศัยความอนุเคราะห์ ครั้นแล้วได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับมหาราชวิรูปากษะว่า
90 ท่านถวายด้วยศรัทธา ซึ่งภาชนะที่ไม่แตกร้าวแก่ตถาคตผู้มีศีลไม่ขาดวิ่น มีความประพฤติไม่ขาด มีจิตไม่ขาด บุณยและทักษิณาของท่านจะไม่ขาด ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตรับบาตรจากสำนักมหาราชวิรูปากษะ เพื่ออาศัยความอนุเคราะห์ ครั้นแล้ว อธิษฐานให้เป็นบาตรใบเดียวด้วยกำลังแห่งอธิมุกติ (ความหลุดพ้นจากเกลศ) แล้วเปล่งอุทานนี้ในเวลสนั้นว่า
91 ทตฺตานิ ปาตฺราณิ ปุเร ภเว มยา
ผลปูริตา ปฺรมณิยา จ กฤตฺวา |
เตเนมิ ปาตฺราศฺจตุระ สุสํสฺถิตา
ททนฺติ เทวาศจฺตุโร มหรฺทฺธิกา |
ตถาคตให้บาตรทั้งหลายในภพก่อน กระทำให้มีผลเต็มที่ด้วยสิ่งที่น่ารักด้วยผลแห่งการกระทำนั้น ตถาคตมีบาตรตั้งอยู่ 4 ใบ เทพผู้มีฤทธิ์มาก 4 ตนถวาย ฯ
ในที่นี้ มีคำกล่าวไว้ว่า
92 พระพุทธนั้น ทรงมีปรัชญา ทรงแลดูต้นโพธิอันประเสริฐตลอด 7 ราตรี เป็นการแลดูความหมายยอดเยี่ยม และแผ่นดินไหวแล้ว ด้วยประการทั้ง 6 พระพุทธผู้เป็นนรสีห์มีการเสด็จเหมือนราชสีห์ ทรงลุกขึ้นแล้ว ฯ
93 ทรงเสด็จไปสู่โคนต้นตารายณตามลำดับ มีพระยานนาคเอาขนดแวดวงโดยรอบ ทรงประทับนั่งไม่ไหวหวั่นเหมือนภูเขาเมรุ พระมุนีทรงเข้าทยานและสมาธิ ฯ
94 และในกาลนั้น ตระปุษะ ภัลลิกะ สองพี่น้องพร้อมด้วยหมู่พ่อค้ามีเกวียน 5 เล่มเหล่านั้นเต็มไปด้วยทรัพย์เข้าไปในป่าสาละกำลังมีดอกเต็ม ฯ
95 ล้อเกวียนได้จมลงในแผ่นดินทันทีประมาณแค่เพลาเกวียนด้วยเดชแห่งพระมหาฤษี(พระพทธ) พ่อค้าเหล่านั้นเห็นล้อเกวียนจมอยู่เช่นนั้น มหาภัยเกิดขึ้นแล้วแก่หมู่พ่อค้า ฯ
96 พ่อค้าเหล่านั้นมีมือถือดาบ ศร และหอก ทำเป็นค้นหากวางในป่า ว่านั่นมันเป็นอะไร เขาเหล่านั้นเห็นพระชิน ผู้มีพระพักตร์เหมือนดวงจันทร์ในสารทกาล เหมือนดวงอาทิตย์พ้นเมฆ ฯ
97 เขาเหล่านั้นหายโกรธแล้ว มหดความกระด้าง ประณมมือขนศีรษะ สงสัยแล้วถามว่านั่นเป็นใคร เทวดากล่าววาจาลงมาจากฟ้าว่า นี่แหละเป็นพระพุทธผู้ทรงกระทำประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก ฯ
98 พระองค์ไม่ได้เสวยข้า น้ำ มา 7 คืน 7 วันแล้ว ด้วยจิตกรุณานี้ ถ้าท่านทั้งหลายปรารถนาความสงบเกลศของตนไซร้ จงยังพระองค์ผู้มีกายจิตเจริญแล้วให้บริโภคเถิด ฯ
99 พ่อค้าเหล่านั้นได้ยินเสียงไพเราะนั้นแล้วไหว้และทำประทักษิณพระชิน ครั้นแล้วเขาเหล่านั้นมีปรีติพร้อมด้วยสหายทั้งหลายคิดจะถวายบิณฑบาตแก่พระชิน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในสมัยนั้น ฝูงโคของพ่อค้าตระปุษะ ภัลลิกะ เข้าไปในตลาดในเมือง ครั้งนั้นโคเหล่านั้นหลั่งน้ำนมออกมาเป็นฟองน้ำมันเนย ในกาลนั้น ในสมัยนั้น คนเลี้ยงโคทั้งหลายจึงถือเอาฟองน้ำมันเนยนั้นเข้าไปยังที่ตระปุษะ ภัลลิกะอยู่ ครั้นแล้วก็บอกสภาพนี้ว่า ท่านทั้งหลายเกิดเป็นผู้วิเศษแล้ว เพราะเหตุที่โคทั้งหมดเหล่านี้หลั่งน้ำมนออกมาเป็นฟองน้ำมันเนย เพราะฉะนั้น ที่เป็นดั่งนี้ ท่านมีความสุขหรือไม่เล่า ?
ในเรื่องนี้ พวกพราหมณ์ที่โลภมากพูดอย่างนี้ว่า ที่เป็นดั่งนั้นไม่เป็นมงคลแก่พราหมณ์ทั้งหลาย ต้องบูชามหายัชญ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในสมัยนั้นแล พราหมณ์ชื่อ ศิบัณฑี เคยเป็นยาติสายโลหิตของตระปุษะ ภัลลิกะ ผู้เป็นพ่อค้า ไปเกิดอยู่ในพรหมโลก พรหมศิขัณฑีนั้นจำแลงเป็นพราหมณ์ ได้กล่าวกับพ่อค้าเหล่านั้นด้วยคำเป็นบทประพันธ์ว่า
100 ความตั้งใจของท่านทั้งหลายในครั้งก่อนขอให้พบพระโพธิสัตว์ผู้เป็นตถาคต ขอให้พระตถาคตบริโภคชนะของเราทั้งหลายแล้วยังจักรคือธรรมให้หมุน(แสดงธรรมจักร)ฯ
101 ความตั้งใจของท่านทั้งหลายนี้นั้นสมบูรณ์แล้ว ได้พบพระโพธิสัตว์ผู้เป็นตถาคต ท่านน้อมนำอาหารเข้าไปถวาย พระตถาคตบริโภคแล้วยังจักรคือธรรมให้หมุน (แสดงธรรมจักร)ฯ
102 โคของท่านทั้งหลายหลั่งน้ำนมออกมาเป็นน้ำมันเนย ถือว่าเป็นมงคลดี เป็นฤกษ์ดี นั่นเป็นอานุภาพของพระมหาฤษี(พระพุทธ)ผู้มีบุณยกรรมนั้น ฯ
103 พรหมศิขัณฑีเตือนพ่อค้าอย่างนี้แล้ว ก็ไปสู่เทวโลก พ่อค้าทั้งปวงมีใจเฟื่องฟู ได้เรียกตระปุษะมาว่า ฯ
104 คราวใด โค 1000 ตัว มีน้ำนม ฉะนั้น คราวนั้นท่านจงนำน้ำนมนั้นไม่ให้เหลือใส่โอชะเลิศลงไป พ่อค้าเหล่านั้นทำน้ำนมนั้นสำเร็จเป็นโภชนะ(อาหาร)โดยความเคารพ ฯ
105 ถาดรัตนะชื่อจันทระมีค่าแสนปละ(*) ขัดสะอาดปราศจากมลทินใส่เครื่องไทยธรรม เต็มด้วยโภชนะ ฯ
* ปละหนึ่ง เท่ากับราคา 1 ชั่ง คือ 80 บาท
106 แล้วถึงน้ำผึ้งและถาดรัตนะเข้าไปยังโคนต้นตารายณ ที่พระศาสดาประทับ ทูลว่า ขอพระองค์โปรดรับความภักดี และโปรดอนุเคราะห์ข้าพเจ้าทั้งหลาย ฯ
107 พระศาสดาทรงทราบเจตนาเดิมของสองพี่น้อง ซึ่งไปจากต้นโพธิ ทรงรับบริโภคแล้วเพื่ออนุเคราะห์ ครั้นบริโภคเสร็จแล้วทรงโยนถาดขึ้นไปบนพื้นฟ้า ฯ
108 อนึ่ง เทวราชชื่อ สุพรหม ได้รับถาดรัตนะประเสริฐนั้นไว้สหายกับพวกเทวดาอื่นๆ บูชาถาดนั้นในพรหมโลกแม้ทุกวันนี้ ฯ
109 ทิศทำความสวัสดีและมงคลทิพย์ ยังประโยชน์ให้สำเร็จ ประทักษิณทั้งปวงซึ่งทำกับศาสดา จงเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายโดยพลัน ฯ
110 ศรีจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ศรีอยู่ในมือขวาจงมีในมือซ้ายของท่านทั้งหลาย ศรีในอวัยวะทั้งปวงเหมือนพวงมาลัย จงสถิตบนศีรษะของท่านทั้งหลาย
111 ทิศทั้ง 10 จงเป็นมหาลาภแก่พ่อค้าทั้งหลายผู้แสวงหาทรัพย์ผู้เดินทาง ผู้มาถึง และพ่อค้าเหล่านั้นจงตั้งอยู่ในความสุข ฯ
112 ท่านทั้งหลายไปทิศตะวันออกด้วยกิจการใดๆ ดาวฤกษ์ทั้งหลายจงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายซึ่งอยู่ในทิศนั้น ฯ
113 ทิศตะวันออกมีดาวฤกษ์เหล่านี้ คือกฤติกา โรหิณี มฤคศิระ อรรทระ ปุนรรวสุ ปุษยะ และอาเศลษะ
114 ดาวฤกษ์ ดวงนี้เป็นโลกบาล(คุ้มครองรักษาโลก)อันลือนาม เทวดาที่สิงอยู่ในภาคตะวันออก จงป้องกันรักษาด้วยประการทั้งปวง ฯ
115 และราชาผู้เป็นใหญ่ของดาวฤกษ์เหล่านั้นมีชื่อปรากฏว่าธฤตราษฏร ขอให้ธฤตราษฏรผู้เป็นเจ้าคนธรรพ์ทั้งปวงนั้น จงป้องกันรักษาพร้อมด้วยอาทิตยเทพ ฯ
116 แม้บุตรของธฤตราษฏรนั้นก็มีมาก มีชื่ออินทระอย่างเดียวกัน เป็นผู้ฉลาด มีถึง 801 ตน มีกำลังมาก แม้บุตรทั้งหลายเหล่านั้น จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความสุข ฯ
117 ในภาคทิศตะวันออก มีเทกุมารี 8 นาง ชื่อชยันตี วิชยันดี สิทธารถา อปราชิตา ฯ
118 นันโทตตรา นันทิเสนา นันทินี นันทิวรรธนี แม้เทพกุมารีเหล่านั้น จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
119 ในภาคทิศตะวันออกแลมีเจดีย์(*)ชื่อจาปละ พระชิน(พระพุทธ)ทั้งหลายประทับอยู่แล้ว และพระอรหันต์ทั้งหลายผู้อภิบาลรักษารู้กันแล้ว แม้เจดีย์นั้นจงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
* ฉบับของราเชนทฺรลาล ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1877 ว่าใช้ศัพท์ว่า เจฏิกำ แปลว่า เทวดารับใช้ แต่ในฉบับนี้ใช้ศัพท์ว่า เจติยํ ซึ่งแปลว่าเจดีย์
120 และทิศทั้งหลายจงเกษม(ปลอดภัย)แก่ท่านทั้งหลาย และอย่าให้ท่านทั้งหลายถึงความชั่วเลย ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้ประโยชน์ จงกลับถึงบ้าน เทพยดาทั้งปวงป้องกันรักษาแล้วฯ
121 ท่านทั้งหลายไปทิศใต้ด้วยกิจการใดๆ ดาวฤกษ์ทั้งหลายจงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายซึ่งอยู่ในทิศนั้น ฯ
122 ทิศใต้มีดาวฤกษ์เหล่านี้ คือ มฆะ และผลคุณะ 2 ดวง(*)หัสตะ ผละจิตราเป็นที่ 5 สวาติและวิศาขะ ฯ
*ผาลคุณะมี 2 ดวง คือ ปูรวผาลคุณะ กับอุตตรผาลคุณะ
123 ดาวฤกษ์ 7 ดวงตั่งนี้เหล่านั้น เป็นโลกบาลอันลือนามประจำอยู่ในภาคใต้ ดาวฤกษ์เหล่านั้นจงป้องกันรักษาท่านทั้งหลายด้วยประการทั้งปวง ฯ
124 และราชาผู้ยิ่งใหญ่ของดาวฤกษ์เหล่านั้น เป็นที่รู้กันว่า วิรูฒกะเป็นใหญ่แก่กุมภัณฑ์ทั้งปวง จงป้องกันรักษาพร้อมด้วยยมะเทพ ฯ
125 แม้บุตรของวิรูฒกะนั้นก็มีมาก มีชื่ออินทระอย่างเดียวกันเป็นผู้ฉลาด มีถึง 801 ตน มีกำลังมาก แม้บุตรทั้งหลายเหล่านั้น จงคุ้มครองรักษาโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
126 ในภาคทิศใต้นี้ มีเทพกุมารี 8 นาง ชื่อ ศริยามตี ยศมดี ยศปราปตา ยโศธรา
127 สุอุตถิตา สุประถมา สุประพุทธา สุขาวหา แม้เทพกุมารี เหล่านั้น จงคุ้มครองรักษาโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
128 ในภาคทิศใต้นี้ มีเจดีย์นั้นจงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
129 ทิศทั้งหลายจงเกษมแก่ท่านทั้งหลาย และอย่าให้ท่านทั้งหลายถึงความชั่วเลย ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้ประโยชน์ จงกลับถึงบ้านเทพยดาทั้งปวงป้องกันและรักษาแล้วฯ
130 ท่านไปทิศตะวันตกด้วยกิจการใดๆ ดาวฤกษ์ทั้งหลายจงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายซึ่งอยู่ในทิศนั้น ฯ
131 ดาวฤกษ์มี 7 ดวง คืออนุราธา เชษฐา มูละผู้มีความเพียรมั่นคง อาษาฒะ 2 ดวง(*) อภิชะ ศรวณะ ฯ
* อาษาฒะมี 2 ดวง คือปูรวะอาษาฒะ และ อุตตระอาษาฒะ
132 ดาวฤกษ์ 7 ดวง ดั่งนี้เหล่านั้น เป็นโลกบาลอันลือนามประจำอยู่ในภาคตะวันตก ดาวฤกษ์เหล่านั้นจงป้องกันรักษาท่านทั้งหลายทุกเมื่อ ฯ
133 และราชาผู้เป็นใหญ่ของดาวฤกษ์เหล่านั้นเป็นที่รู้กันว่าวิรูปากษะ วิรูปากษะนั้น เป็นใหญ่แก่นาคทั้งปวง จงป้องกันรักษาพร้อมด้วยวรุณะเทพ ฯ
134 แม้บุตรทั้งหลายของวิรูปากษะนั้นก็มีมาก มีชื่ออินทระอย่างเดียวกัน เป็นผู้ฉลาด มีถึง 801 ตน มีกำลังมาก แม้บุตรทั้งหลายเหล่านั้น จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
135 ในภาคทิศตะวันตกนี้มีเทพกุมารี 8 นาง ชื่อ อลัมพุศา มิศรเกศี ปุณฑริกา และอรุณา ฯ
136 เอกาทศานวมิกา ศีตา กฤษณา และเทราปที แม้เทพกุมารีเหล่านั้น จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
137 ในภาคทิศตะวันตกนี้ มีภูเขาชื่ออัษฏังคะ เป็นสถานที่ตั้งแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ จงให้ประโยชน์ 8 อย่าง(*)แก่ท่านทั้งหลายแม้ภูเขานั้น จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
* ประโยชน์ 8 อย่าง ท่านใช้ศัพท์ว่า อษฺฏมรฺถํ แต่ในฉบับของราเชนฺทรลาล ใช้ศัพท์ว่า อิษฺฏมรฺถํ แปลว่าซึ่งประโยชน์ที่ตนปรารถนา
138 และทิศทั้งหลายจงเกษมแก่ท่านทั้งหลาย และอย่าให้ท่านทั้งหลายถึงความชั่วเลย ขอให้ท่านทั้งหลายจงมีประโยชน์ จงกลับถึงบ้านเทพดาทั้งปวงป้องกันรักษาแล้ว ฯ
139 ท่านทั้งหลายไปทิศเหนือด้วยกิจการใดๆ ดาวฤกษ์ทั้งหลายจงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายซึ่งอยู่ในทิศนั้นฯ
140 ดาวฤกษ์มี 7 ดวง คือธนิษฐา ศตภิษา และดาวฤกษ์อื่น 2 ดวง คือปูรวะ และอุตตระ(*) เรวตี อัศวินี และภรณี ฯ
* ได้แก่ ปูรวะภัทรปทะ และ อุตตระภัทรปทะ
141 ดาวฤกษ์ 7 ดวงตั่งนี้เหล่านั้น เป็นโลกบาลอันลือนามประจำอยู่ในภาคเหนือ ดาวฤกษ์เหล่านั้นจงป้องกันรักษาท่านทั้งหลายทุกเมื่อ ฯ
142 และราชาเป็นใหญ่ของดาวฤกษณ์เหล่านั้น ชื่อกุเพระ ใช้คนเป็นพาหนะ เป็นใหญ่แก่ยักษ์ทั้งปวง จงป้องกันรักษาพร้อมด้วยมาณภัทระเทพ ฯ
143 แม้บุตรของกุเพระ นั้น ก็มีมาก มีชื่ออินทระอย่างเดียวกัน เป็นผู้ฉลาด มีถึง 801ตน มีกำลังมาก แม้บุตรทั้งหลายเหล่านั้น จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
144 ในทิศเหนือนี้ มีเทพกุมารี 8 นาง ชื่อ อิลาเทวี สุราเทวี ปฤถวี และปัทมาวดี ฯ
145 อาศา ศรัทธา หิรี ศิรี แม้เทพกุมารีเหล่านั้น เป็นผู้ใกล้ชิดมหาราช(กุเพระ) จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
146 ที่อยู่ของยักษ์และภูตทั้งหลายชื่อจิตรกูฏ และสุทรรศนะ แม้ที่อยู่นั้น จงคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายโดยให้ปราศจากโรค และโดยให้มีความปลอดภัย ฯ
147 และทิศทั้งหลายจงเกษมแก่ท่านทั้งหลาย และอย่าให้ท่านทั้งหลายถึงความชั่วเลย ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้ประโยชน์ จงกลับถึงบ้าน เทพยดาทั้งปวงป้องกันรักษาแล้ว ฯ
148 ดาวฤกษ์มี 28 ดวง มี4ทิศ ทิศละ 7 ดวง และมีเทพกันยา 32 นาง มี 4ทิศ ทิศละ 8 นาง ฯ
149 ศรมณะมี 8 พราหมณะ(มี 8) ชาวนิคมในชนปท (มี 8)เทวดามี 8 เขาเหล่านั้นพร้อมทั้งองค์อินทร์ จงป้องกันรักษาท่านทั้งหลายด้วยประการทั้งปวง ฯ
150 เมื่อท่านทั้งหลายไป ขอจงมีความสวัสดี เมื่อท่านทั้งหลายกลับ ของจงมีความสวัสดี ท่านทั้งหลายจงเห็นญาติมีความสวัสดี ญาติทั้งหลายจงเห็นท่านมีความสวัสดี ฯ
151 ยักษ์ทั้งหลายพร้อมด้วยองค์อินทร์ มหาราชทั้งหลาย (โลกบาลทั้ง 4 อนุเคราะห์พระอรหันต์แล้ว ท่านทั้งหลายไปในที่ทั้งปวงมีความสวัสดีแล้ว จะบรรลุอมฤตะ อันเป็นความเกษม(ปลอดภัย) ฯ
152 พราหมณ์ทั้งหลายได้รับการป้องกันรักษาโดยองค์อินทร์ป้องกันรักษา แล้วท่านทั้งหลายได้รับการอนุเคราะห์ทุกเมื่อ โดยผู้มีจิตวิมุกติแล้ว โดยผู้ไม่มีอาสวะและโดยนาคและยักษ์ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงคุ้มครองรักษาอายุไว้ได้ตลอดร้อยปีฯ
153 พระโลกนาถผู้เป็นที่เคารพของผู้ทำความเคารพทั้งหลายเป็นผู้ชี้เป็นผู้นำและเป็นผู้พิเศษของผู้ทำความเคารพเหล่านั้นหาผู้เปรียบมิได้ท่านจะเป็นพระชิน(พระพุทธ) มีนามว่า มธุสัมภวะด้วยกุศลกรรมนี้ ฯ
154 นี้คือคำพยากรณ์ครั้งแรกของพระชินผู้นำพิเศษของโลกโดยไม่ขัดข้อง พระโพธิสัตว์เป็นอันมากซึ่งเมื่อได้รับคำพยากรณ์ในความตรัสรู้โพธิแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ฯ
155 สองพี่น้องพร้อมด้วยสหายเหล่านั้น ได้ฟังคำพยากรณ์ของพระชินนี้แล้ว มีจิตเฟื่องฟูด้วยปรีติอย่างยิ่ง ถึงซึ่งพระพุทธและพระธรรมเป็นศรณะ(ที่พึ่งที่ระลึก)ดั่งนี้ ฯ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น