Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรรถกถา#๓.สารีปุตตเถราปทาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรรถกถา#๓.สารีปุตตเถราปทาน แสดงบทความทั้งหมด

12 มกราคม 2569

หน้าต่างที่ [๓] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๓. สารีปุตตเถราปทาน

        ดาบสนั้นได้รับพยากรณ์อย่างนี้แล้ว ถึงความโสมนัส เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยอำนาจปีติโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโห เม สุกตํ กมฺมํ ดังนี้.
         บรรดาบทเหล่านั้น
ศัพท์ว่า อโห เป็นนิบาต ลงในอรรถว่าน่าอัศจรรย์. อธิบายว่า กรรมคือโกฏฐาสแห่งบุญที่เราทำดีแล้ว คือทำด้วยดีแล้ว ได้แก่เชื่อแล้วกระทำแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้เป็นศาสดาคือเป็นครู เป็นกรรมน่าอัศจรรย์ คือน่าพิศวง มีอานุภาพเป็นอจินไตย. 
         เชื่อมความว่า เราได้ทำอธิการคือบุญสมภารแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ถึงความเต็มเปี่ยมคือที่สุด ได้แก่ถึงพร้อมซึ่งที่สุดอันยอดเยี่ยมในที่ทั้งปวง คือในคณะแห่งคุณทั้งสิ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นผู้น่าอัศจรรย์ คือน่าพิศวง. 
         บทว่า อปริเมยฺเย เป็นต้น ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงกุศลกรรมที่ทำไว้ในกาลอันล่วงพ้นการนับ ว่ามีผลคือวิบากในอัตภาพหลังสุดนี้แก่เรา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้วด้วยผลแห่งบุญนั้น เหมือนกำลังเร็วแห่งศรอันพ้นดีแล้ว คือหลุดไปดีแล้ว ได้แก่ที่นายขมังธนูผู้ฉลาดยิงไปแล้วฉะนั้น. 
         ท่านพระสารีบุตรเมื่อจะประกาศความเพียรเฉพาะของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อสงฺขตํ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสงฺขตํ แปลว่า ปรุงแต่งไม่ได้. 
         อธิบายว่า อันปัจจัยทั้งหลายประชุมกันทำไม่ได้. 
         เชื่อมความว่า เรานั้นแสวงหานิพพานที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้นั้น ชื่อว่าไม่หวั่นไหว เพราะไม่มีความปฏิกูลด้วยกิเลส. ชื่อว่าบท เพราะเป็นที่ตั้งแห่งบุญสมภารที่ทำไว้แล้ว. ค้นหาคือเข้าไปพิจารณาพวกเดียรถีย์ทั้งปวงคือเจ้าลัทธิทั้งสิ้น ได้แก่บุคคลผู้ก่อให้เกิดทิฏฐิ จึงท่องเที่ยว คือวนเวียนไปในภพมีกามภพเป็นต้น. 
         เมื่อจะประกาศความประสงค์ของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถาปิ พฺยาธิโต โปโส ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยาธิโต เชื่อมความว่า ชายคือบุรุษถูกพยาธิเบียดเบียนจะต้องแสวงหาโอสถฉันใด เราก็ฉันนั้น เมื่อจะแสวงหาอมตบทคือนิพพานอันปรุงแต่งไม่ได้ จึงบวชเป็นฤาษี ๕๐๐ ชาติคือในอัตภาพ ๕๐๐ ชาติอันไม่ปะปนกันคือไม่ขาดสาย ติดต่อกันไป. 
         บทว่า กุติตฺเถ สญฺจรึ อหํ ความว่า เราท่องเที่ยวไปในท่าคือทางไปอันลามก. 
         ชายผู้ต้องการแก่น คือบุรุษผู้แสวงหาแก่น. 
         บทว่า กทลึ เฉตฺวาน ผาลเย ความว่า พึงตัดต้นกล้วยแล้วผ่าออกสองซีก. 
         บทว่า น ตตฺถ สารํ วินฺเทยฺย ความว่า ก็แหละครั้นผ่าออกแล้วไม่พึงประสบ คือไม่พึงได้แก่นในต้นกล้วยนั้น. 
         เชื่อมความว่า บุรุษนั้นเป็นผู้ว่าง คือเปล่าจากแก่น. 
         เชื่อมความว่า ต้นกล้วยว่างเปล่าคือเปล่าจากแก่นฉันใด พวกเดียรถีย์คือชนมากผู้มีทิฏฐิคติต่างๆ ในโลก ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ว่างคือเปล่าจากพระนิพพานอันเป็นอสังขตะ. 
         ศัพท์ว่า เส เป็นเพียงนิบาต. 
         อธิบายในคาถานี้ว่า ในภพหลังสุดคือในชาติสุดท้าย เราได้เป็นเผ่าพันธุ์ของพราหมณ์ คือเกิดในตระกูลพราหมณ์. 
         บทว่า มหาโภคํ ฉฑฺเฑตฺวาน ความว่า เราทิ้งกองโภคทรัพย์ใหญ่เหมือนก้อนเขฬะ บวชคือปฏิบัติเป็นบรรพชิต ได้แก่เป็นผู้เว้นจากกรรมมีกสิกรรมและพาณิชกรรมเป็นต้น คือบวชเป็นดาบส.
พรรณนาปฐมภาณวารจบบริบูรณ์
         บทว่า อชฺฌายโก ฯเปฯ มุนึ โมเน สมาหิตํ ความว่า ญาณเรียกว่าโมนะ. ผู้ประกอบด้วยโมนะนั้น ชื่อว่ามุนี. ผู้มีจิตตั้งคือตั้งลงโดยชอบ ชื่อว่าตั้งมั่นในโมนะนั้น. 
         ชื่อว่านาค เพราะไม่กระทำบาปคือโทษ ได้แก่พระอัสสชิเถระ ซึ่งพระมหานาคนั้นผู้ไพโรจน์ เหมือนดอกปทุมอันแย้มบานดีแล้วฉะนั้น. 
         บทว่า ทิสฺวา เม ฯเปฯ ปุจฺฉิตุํ อมตํ ปทํ มีเนื้อความง่ายๆ ทั้งนั้น. 
         บทว่า วีถินฺตเร เชื่อมความว่า เราเข้าไป คือไปใกล้พระเถระนั้นผู้ถึงแล้วโดยลำดับ คือผู้ถึงพร้อมแล้ว ได้แก่เข้าไปแล้วในระหว่างถนนแล้วจึงถาม. 
         บทว่า กีทิสํ เต มหาวีร เชื่อมความว่า ข้าแต่มหาวีระผู้บรรลุพระอรหัต ในการประกาศพระธรรมจักรครั้งแรก ในระหว่างพระอรหันต์ทั้งหลายในศาสนาของบุรุษผู้มีปัญญาทรงจำได้ทั้งสิ้น ข้าแต่ท่านผู้มียศใหญ่ เพราะเป็นผู้มากด้วยบริวารอันเกิดตามมา พระพุทธเจ้าของท่านมีศาสนธรรมคือศาสนา กล่าวคือธรรมเทศนาเป็นเช่นไร. 
         อธิบายว่า ท่านผู้เจริญ คือท่านผู้มีหน้าอันผ่องใส ขอท่านจงบอก คือจงกล่าวคำสอนอันดีคือเจริญแก่ข้าพเจ้า. 
         ลำดับนั้น พระสารีบุตรเมื่อจะแสดงอาการที่ถาม จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โส เม ปุฏฺโฐ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส โยค อสฺสชิตฺเถโร. พระอัสสชิเถระอันเราถามแล้วคือกล่าวว่า คำสอนเป็นเช่นไร? จึงกล่าวถ้อยคำทั้งหมด. 
         เชื่อมความในตอนนี้ว่า คำสอนทั้งหมดชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะลึกโดยอรรถ ชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะลึกโดยเทศนา ธรรมและปฏิเวธ เป็นบทอันละเอียดคือเป็นพระนิพพาน เพราะประกาศปรมัตถสัจเป็นต้น เป็นธรรมฆ่าลูกศรคือกิเลส ได้แก่กระทำให้พินาศ เป็นเครื่องบรรเทาสังสารทุกข์ทั้งปวง คือเป็นธรรมทำความสิ้นสังสารทุกข์ทั้งปวง. 
         เมื่อแสดงอาการที่พระอัสสชิเถระกล่าวจึงกล่าวคำมีอาทิว่า เย ธมฺมา ดังนี้. 
         เชื่อมความว่า ธรรมเหล่าใดคือสภาวธรรมเหล่าใด พร้อมทั้งปัจจัย มีเหตุเป็นแดนเกิด คืออุบัติ เกิด เป็น เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ จากเหตุ คือจากการณ์ มีอยู่ มีพร้อม ได้อยู่, พระตถาคตตรัสเหตุคือการณ์ของธรรมเหล่านั้น. 
         บทว่า เตสญฺจ โย นิโรโธ ได้แก่ ความดับคือสภาวะแห่งการดับอันใดแห่งธรรมอันมีเหตุเหล่านั้น 
         บทว่า เอวํวาที มหาสมโณ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่ามหาสมณะ เพราะเป็นผู้ใหญ่ด้วยบริวารคือคุณมีศีล สมาธิ ปัญญาเป็นต้น และเพราะเป็นผู้กำจัดบาปได้แล้ว มีปกติตรัสอย่างนี้ คือตรัสการสงบระงับเหตุเป็นต้นเป็นปกติ ตรัสไว้. 
         ครั้นฟังธรรมที่พระเถระกล่าวแล้ว แต่นั้น เมื่อจะแสดงประการที่ตนกระทำให้ประจักษ์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โสหํ ดังนี้. คำนั้นง่ายทั้งนั้น. 
         บทว่า เอเสว ธมฺโม ยทิ ตาวเทว ความว่า แม้ถ้าว่า ไม่มียิ่งไปกว่านี้ไซร้ ก็พึงบรรลุเฉพาะเท่านี้คือเฉพาะโสดาปัตติผลนี้เท่านั้น. ก็เหมือนอย่างนั้นคือพึงบรรลุธรรมนี้แหละ. พระองค์รู้แจ้งคือแทงตลอดบทคือพระนิพพานอันไม่เศร้าโศก. บทนี้ชื่อว่าอันข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ได้เคยพบเห็น ล่วงเลยไปหลายหมื่นกัป. 
         บทว่า ยฺวาหํ ธมฺมํ คเวสนฺโต ความว่า ข้าพระองค์ใด เมื่อแสวงหาคือเสาะหาธรรมคือสันติบท จึงท่องเที่ยวไป คือวนเวียนไปในท่าที่ผิด คือท่าอันน่าเกลียด ได้แก่ท่าอันควรตำหนิ. 
         บทว่า โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต ความว่า ประโยชน์ที่ควรแสวงหานั้น ข้าพระองค์ถึงแล้วโดยลำดับ คือถึงพร้อมแล้ว ก็บัดนี้เป็นกาลที่ข้าพระองค์ไม่ประมาท คือเป็นผู้ไม่ประมาท. 
         อธิบายว่า ข้าพระองค์อันพระอัสสชิเถระให้ยินดีแล้ว คือทำความโสมนัสให้แล้ว ถึงคือบรรลุบทคือนิพพานอันไม่หวั่นไหวคือไม่เคลื่อนไหว.
         เมื่อแสวงหาคือไปหาสหายคือโกลิตมาณพ จึงได้ไปยังอาศรมบท. 
         บทว่า ทูรโตว มมํ ทิสฺวา ความว่า สหายของข้าพระองค์สำเหนียกดี เห็นข้าพระองค์มาแต่ที่ไกลจากอาศรมบท เขาเป็นผู้สมบูรณ์คือพรั่งพร้อมด้วยอิริยาบถมีการยืนและการนั่งเป็นต้น ได้กล่าวคือพูดคำที่จะกล่าวต่อไปข้างหน้านี้. 
         อธิบายว่า นี่แน่ะสหายผู้เจริญ ท่านเป็นผู้มีหน้าตาผ่องใส คือเป็นผู้ประกอบด้วยหน้าและตาผ่องใสคืองดงาม ได้แก่โชติช่วง. ราวกะว่าความเป็นมุนีท่านเห็นได้คือปรากฏแก่ท่าน. ท่านถึงความเป็นอย่างนี้ ได้บรรลุอมตนิพพานแล้ว ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ท่านได้บรรลุบทคือพระนิพพานอันไม่จุติแลหรือ. 
         บทว่า สุภานุรูโป อายาสิ ความว่า ท่านเป็นผู้สมควรแก่ความงามคือวรรณะอันผ่องใสมาแล้ว. 
         ด้วยบทว่า อาเนญฺชการิโต วิย นี้ โกลิตมาณพถามว่า นี่แน่ะท่านผู้ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาปแล้ว ท่านเป็นเหมือนผู้ฝึกมาแล้ว คือเหมือนได้ศึกษามาอย่างดีถึง ๓ เดือน เหมือนช้างถูกแทงด้วยหอกซัดเป็นต้นก็ไม่หวั่นไหว ผู้มีการฝึกอันฝึกแล้ว คือมีสิกขาอันได้ศึกษาแล้ว เป็นผู้เข้าไปสงบแล้วในบทคือพระนิพพาน. 
         อุปติสสมาณพถูกโกลิตมาณพนั้นถาม จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อมตํ มยา ดังนี้. คำนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. 
         บทว่า อปริโยสิตสงฺกปฺโป ความว่า ผู้มีความดำริยังไม่ถึงที่สุดแห่งความปรารถนาที่ปรารถนาไว้ว่า เราพึงเป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต. เราท่องเที่ยวคือหมุนไปรอบๆ ในท่าอันผิดคือในทางที่ไม่ควรไป. 
         อธิบายว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คือข้าแต่พระโคดมผู้เจริญที่สุดในโลก เพราะอาศัยคือเพราะได้บรรลุทัสสนะของพระองค์ ความดำริของข้าพระองค์คือความปรารถนาของข้าพระองค์จึงเต็มแล้ว คือบริบูรณ์แล้วด้วยการบรรลุอรหัตมรรค คือด้วยการบรรลุสาวกบารมีญาณ. 
         บทว่า ปฐวิยํ ปติฏฺฐาย ความว่า ต้นไม้ที่เกิดบนแผ่นดิน ย่อมบานคือแย้มบานในสมัย คือในฤดูเหมันต์. กลิ่นทิพย์คือกลิ่นหอมย่อมฟุ้งคือฟุ้งตลบไป ย่อมยังสัตว์ทั้งปวงคือยังเทวดาและมนุษย์ทั้งปวงให้ยินดี คือกระทำให้ประกอบด้วยโสมนัสฉันใด. 
         ในบทว่า ตเถวาหํ มหาวีร เชื่อมความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรใหญ่ คือผู้มีพระโอรสในศากยตระกูลเป็นมหาบริวาร ข้าพระองค์ตั้งอยู่เฉพาะแล้วในศาสนาของพระองค์ จึงหาคือแสวงหาสมัยคือกาลเพื่อจะบาน คือเพื่อแย้มบานด้วยอรหัตมรรคญาณฉันนั้นเหมือนกัน. 
         บทว่า วิมุตฺติปุปฺผํ ความว่า ชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นหรือหลุดพ้น. หาอยู่ คือแสวงหาดอกไม้ กล่าวคืออรหัตผลวิมุตติอันเป็นที่พ้นจากภพสงสารนั้น คือการท่องเที่ยว คือการไปในภพมีกามภพเป็นต้น ชื่อว่าภวสังสาระ. การพ้นจากภวสังสาระนั้น ชื่อว่าภวสังสารโมจนะ. 
         บทว่า วิมุตฺติปุปฺผลาเภน ความว่า ชื่อว่าวิมุตติ เพราะหลุดพ้น. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิมุตติ เพราะเป็นเครื่องหลุดพ้นแห่งบุคคลผู้มีบุญสมภารอันทำไว้แล้วคืออัครผล ได้แก่พระอรหัตผล. 
         ชื่อว่า ปุปฺผํ ดอกไม้ เพราะเป็นเครื่องบานคือแย้มบานแห่งเวไนย. 
         ดอกไม้คือวิมุตติ ชื่อว่าวิมุตติปุปผะ, การได้ชื่อว่าลาภะ, การได้ดอกไม้คือวิมุตติ ชื่อว่าวิมุตติปุปผลาภะ, ข้าพระองค์ยังสัตว์ทั้งปวงคือเหล่าสรรพสัตว์ให้ยินดี คือให้ถึงความโสมนัสด้วยการได้ดอกไม้คือวิมุตติ ได้แก่ด้วยการบรรลุนั้น. 
         ในบทว่า ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ดังนี้เป็นต้น เชื่อมความว่า 
   ข้าแต่พระองค์มีจักษุคือมีจักษุด้วยจักษุ ๕. อาณาคืออานุภาพแห่งพระปริตรมีรัตนสูตรเป็นต้น ย่อมเป็นไปในที่ประมาณเท่าใดในพุทธเขตกล่าวคือในที่แสนโกฏิจักรวาลมีประมาณเท่านั้น เว้นพระมหามุนีคือเว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่เหลือ ใครๆ อื่นผู้จะเหมือนคือเสมอด้วยปัญญาแห่งบุตรของพระองค์ คือข้าพระองค์ผู้เป็นบุตรของพระองค์ย่อมไม่มี. 
         คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น. 
         บทว่า ปฏิปนฺนา เป็นต้น ความว่า พระอริยภิกษุทั้ง ๘ เหล่านี้คือท่านผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค ๔ ท่านผู้ตั้งอยู่ในผลคือตั้งอยู่ในอรหัตผล และพระเสขะผู้พรั่งพร้อมด้วยผล คือท่านผู้ประกอบด้วยผลทั้ง ๓ เบื้องต่ำ หวังคือแสวงหาประโยชน์อันสูงสุดคือพระนิพพาน แวดล้อมพระองค์ผู้มีปัญญา คือเสวนา คบหา เข้าไปนั่งใกล้อยู่ทุกเมื่อ คือตลอดกาลทั้งปวง. 
         เป็นผู้ฉลาด คือเฉลียวฉลาดในสติปัฏฐาน ๔ กล่าวคือ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนาและธัมมานุปัสสนา ยินดีติดแน่นในการอบรมคือการเจริญโพชฌงค์ทั้ง ๗ มีสติสัมโพชฌงค์เป็นต้น. 
         พระองค์ย่อมงดงามเหมือนอุฬุราชา คือเหมือนราชาแห่งดาวคือพระจันทร์. 
         ชื่อว่า ธรณี เพราะทรงต้นไม้ ภูเขา รัตนะและสัตว์เป็นต้น, ต้นไม้ทั้งหลาย ชื่อว่า ธรณีรุหา เพราะงอกขึ้นคือเกิด และเจริญบนธรณี. ต้นไม้ทั้งหลายตั้งอยู่บนปฐพี ย่อมงอกและย่อมเจริญ คือย่อมถึงความเจริญงอกงาม ชื่อว่าย่อมถึงความไพบูลย์ คือความบริบูรณ์, ต้นไม้เหล่านั้นย่อมแสดงผล คือย่อมทรงผลโดยลำดับ. 
         เมื่อจะสรรเสริญเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สินฺธุ สรสฺสตี ดังนี้. 
         พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้นต่อไป. 
   แม่น้ำชื่อว่าสินธุวาทิ แม่น้ำชื่อว่าสรัสสดี แม่น้ำชื่อว่านันทิยะ แม่น้ำชื่อว่าจันทภาคา แม่น้ำชื่อว่าคงคา แม่น้ำชื่อว่ายมุนา แม่น้ำชื่อว่าสรภู และแม่น้ำชื่อว่ามหี. สาครเท่านั้นคือมหาสมุทรเท่านั้นย่อมรับคือรับเอา ได้แก่ทรงไว้ซึ่งแม่น้ำเหล่านี้ซึ่งไหลไปคือกำลังไปอยู่. ในกาลนั้น แม่น้ำทั้งหมดเหล่านี้ย่อมละคือทิ้งชื่อเดิม ได้แก่ชื่อและบัญญัติโวหารเดิมมีแม่น้ำสินธุวาทิเป็นต้น ย่อมรู้คือย่อมปรากฏชื่อว่าสาครเท่านั้นฉันใด. 
         วรรณะทั้ง ๔ เหล่านี้คือตระกูลทั้ง ๔ คือกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์และศูทร ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พากันบวชในสำนักของพระองค์ คือในสำนักได้แก่ในที่ใกล้พระองค์ ทรงบาตรและผ้ากาสายจีวรบำเรออยู่ ย่อมละคือย่อมสละชื่อเดิมคือบัญญัติ โวหารอันมีชื่อว่ากษัตริย์เป็นต้น พึงรู้กันคือเป็นผู้ปรากฏว่าพุทธบุตร คือว่าพุทธโอรส. 
         พระจันทร์คือดวงจันทร์ชื่อว่าปราศจากมลทิน คือมีมลทินไปปราศแล้ว ได้แก่ไม่มีมลทิน เพราะปราศจากเครื่องเศร้าหมอง ๕ ประการ คือหมอก น้ำค้าง ธุลี ควันและราหู โคจรไปอยู่ในอากาศธาตุคือท้องฟ้า ย่ำยีหมู่ดาวทั้งหมดด้วยรัศมี ไพโรจน์คือสว่างจ้าอยู่ในโลกฉันใด พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ. 
         บัวขาวและบัวเผื่อนเกิดในน้ำ คือเจริญในน้ำมีมากมาย คือล่วงพ้นการนับ ไม่เปื้อนคือไม่ติดด้วยน้ำ เปือกตมและโคลน ฉันใด สัตว์เป็นอันมากคือสัตว์ไม่มีประมาณก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดคือเจริญอยู่ในโลก อันราคะและโทสะเบียดเบียนคือผูกพันไว้ ย่อมงอกงาม เหมือนโกมุทงอกงามคือเกิดในเปือกตมฉะนั้น. ปทุม ชื่อว่า เกสรี. 
         บทว่า รมฺมเก มาเส ได้แก่ ในเดือน ๑๒ เพราะท่านกล่าวไว้ว่า ในวันเพ็ญแห่งเดือนทั้ง ๔ อันเป็นที่บานแห่งดอกโกมุท. 
         เชื่อมความว่า ดอกไม้เป็นอันมากเกิดในน้ำ ได้แก่ดอกปทุมเป็นต้นย่อมบานคือแย้มขยาย ดอกไม้ที่เกิดในน้ำย่อมล่วงเลยเดือนนั้นคือเดือน ๑๒ นั้นไปไม่ได้. 
         บทว่า สมโย ปุปฺผนาย โส ความว่า เดือน ๑๒ นั้นเป็นสมัยคือเวลาแห่งการบาน คือแย้มบาน. ดอกไม้ทั้งหลายย่อมบานฉันใด ข้าแต่พระศากยบุตร พระองค์ทรงเป็นผู้บานคือแย้มบานแล้วฉันนั้นเหมือนกัน. 
         บทว่า ปุปฺผิโต เต วิมุตฺติยา ความว่า ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ของพระองค์ กระทำบุญสมภารไว้แล้ว เป็นผู้บานแล้วคือเป็นผู้แย้มบานแล้วด้วยวิมุตติ คือด้วยญาณในอรหัตผล. 
         อธิบายว่า ปทุมที่เกิดในน้ำย่อมไม่ล่วงพ้นเวลาที่บานฉันใด สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ล่วงเลย คือไม่ล่วงพ้นคำสอนคือโอวาทานุสาสนีของพระองค์ฉันนั้น. 
         บทว่า ยถาปิ เสโล หิมวา ได้แก่ ภูเขาล้วนแล้วด้วยหินชื่อว่าหิมวันต์.
         ภูเขาหิมวันต์นั้นมีโอสถ คือมีโอสถสำหรับสัตว์ทั้งปวง คือสำหรับสัตว์ผู้ป่วยไข้ทั้งหมด เป็นที่อยู่คือเป็นบ้านเรือนของเหล่านาค อสูรและเทวดาทั้งปวงฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงเป็นประดุจโอสถ เพราะทรงปลดเปลื้องสัตว์ทั้งปวงให้พ้นจากชรา พยาธิและมรณะเป็นต้น. 
         เชื่อมความว่า ภูเขาหิมวันต์นั้นเป็นที่อยู่ของพวกนาคเป็นต้นฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้ถึงคือผู้บรรลุความเต็มเปี่ยม คือที่สุดแห่งวิชชา ๓ อภิญญา ๖ และอิทธิฤทธิ์ ก็ย่อมอาศัยพระองค์อยู่ ฉันนั้น. 
         นัยที่คาถาทั้งหลายเนื่องสัมพันธ์กันด้วยอุปมาและอุปไมย ในหนหลังหรือในเบื้องหน้า บัณฑิตพึงเข้าใจได้ดีทีเดียว. 
         ในคำว่า อาสยานุสยํ ญตฺวา นี้ อัธยาศัยคือจริยา ชื่อว่าอาสยะ, กิเลสอย่างแรงกล้า ชื่อว่าอนุสยะ. 
         อธิบายว่า ทรงทราบอัธยาศัยและอนุสัยคือความเป็นของกิเลส โดยนัยมีอาทิว่า ผู้นี้เป็นราคจริต ผู้นี้เป็นโทสจริต ผู้นี้เป็นโมหจริต. 
         บทว่า อินฺทฺริยานํ พลาพลํ ความว่า ทรงรู้อินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้นมีกำลังและไม่มีกำลังอย่างนี้ว่า มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการไม่ดี ให้รู้ได้ง่าย ให้รู้ได้ยาก. 
   บทว่า ภพฺพาภพฺเพ วิทิตฺวาน ความว่า ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ พระองค์ทรงรู้แจ้งคือทรงทำให้ประจักษ์ว่า บุคคลนี้ควรคือสามารถ บุคคลนี้ไม่ควรเพื่อรู้แจ้งธรรมที่เราแสดงแล้ว จึงทรงบันลือ คือทรงกระทำจักรวาลทั้งสิ้นให้มีการบันลือเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยการบันลืออันไม่หวาดกลัว ด้วยการบันลือดุจสีหะในการแสดงธรรม เหมือนมหาเมฆอันตั้งขึ้นในทวีปทั้ง ๔ บันลืออยู่ฉะนั้น. 
         บทว่า จกฺกวาฬปริยนฺตา ความว่า บริษัทพึงนั่งเต็มห้องจักรวาลโดยรอบ. 
   พวกเขานั่งอยู่อย่างนั้นมีทิฏฐิต่างๆ กัน คือมีการถือทัสสนะมิใช่น้อย กล่าวต่างๆ กัน เกิดแคลงใจ วิวาทกันอยู่ เพื่อจะตัดความสงสัย คือเพื่อต้องการจะตัดความรู้ผิดของพวกเขา พระองค์ผู้เป็นมุนีทรงฉลาดในข้ออุปมา คือทรงมีความชำนาญในอุปมาอุปไมย ทรงทราบจิตคือทรงทราบการเที่ยวไปแห่งจิตของสัตว์ทั้งปวง ตรัสปัญหาเดียวเท่านั้นก็ตัดความเคลือบแคลงสงสัยของสัตว์ทั้งหลายผู้นั่งอยู่ในห้องแห่งจักรวาลทั้งสิ้นเสียได้ คือทรงกระทำให้หมดความสงสัย โดยการตรัสปัญหาเดียวเท่านั้น. 
         บทว่า อุปทิสสทิเสเหว นี้ มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้. 
         ชื่อว่าอุปทิสะ เพราะเขาเห็นกัน คือเป็นของปรากฏอยู่บนน้ำ ได้แก่พวกจอกแหน. ผู้เช่นกับพวกจอกแหน ชื่อว่าอุปทิสสทิสา ได้แก่พวกมนุษย์. 
         เหมือนอย่างว่า อุปทิสะ คือจอกแหนทั้งหลายทำน้ำไม่ให้ปรากฏ แผ่ตั้งอยู่บนน้ำนั้นฉันใด พสุธาคือแผ่นดินก็ฉันนั้น พึงเต็มด้วยพวกมนุษย์ผู้เช่นกับจอกแหนนั้นนั่นแหละผู้ยืนแผ่ติดๆ กันไป. 
         มนุษย์ทั้งหมดนั้นยืนเต็มปฐพี ประนมอัญชลีคือประคองอัญชลีไว้บนศีรษะ พึงประกาศคุณพระโลกนายก คือพึงกล่าวคุณของพระพุทธเจ้าผู้โลกนายก. 
         หรือว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหมดนั้นประกาศอยู่ คือแม้จะกล่าวพระคุณอยู่ตลอดกัปคือตลอดกัปทั้งสิ้น ก็จะพึงประกาศด้วยพระคุณต่างๆ คือด้วยพระคุณมีประการต่างๆ แม้ถึงอย่างนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหมดนั้นก็จะไม่พึงถึงคือจะไม่ถึงพร้อม คือจะไม่อาจเพื่อจะนับประมาณ คือเพื่อจะกล่าวประมาณพระคุณได้. 
         พระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้าประมาณไม่ได้ คือมีพระคุณล้นเหลือ จนนับประมาณไม่ได้. ท่านแสดงความเป็นผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ด้วยคำว่า อปฺปเมยฺโย นี้. 
         อธิบายในคาถานี้ว่า 
         พระพุทธเจ้าผู้ทรงชนะแล้วคือผู้ทรงชนะกิเลส เป็นผู้อันเราประกาศคือชมเชยแล้วด้วยเรี่ยวแรงของตน คือด้วยกำลังของตน โดยอุปมาอุปไมยในหนหลังฉันใด เทวดาและมนุษย์ทั้งปวงประกาศอยู่โกฏิกัปก็ดี ร้อยโกฏิกัปก็ดี ก็จะพึงประกาศคือพึงกล่าวฉันนั้นเหมือนกัน. 
         เพื่อจะแสดงพระคุณทั้งหลายหาประมาณมิได้ซ้ำอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สเจ หิ โกจิ เทโว วา ดังนี้. 
         บทว่า ปูริตํ ปริกฑฺเฒยฺย ความว่า บุคคลใดจะพึงชักน้ำอันเต็มในมหาสมุทรรอบทุกด้าน บุคคลนั้นพึงได้ คือพึงถึงความคับแค้นคือความทุกข์เท่านั้น. 
         บทว่า วตฺเตมิ ชินสาสนํ ความว่า เราย่อมประพฤติปฏิบัติ คือรักษาพระไตรปิฎกทั้งสิ้นอันพระชินเจ้าตรัสแล้ว. 
         บทว่า ธมฺมเสนาปติ ความว่า ชื่อว่าเป็นธรรมเสนาบดี เพราะเป็นใหญ่ คือเป็นประธานในบริษัทกล่าวคือบริษัท ๔ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยธรรม คือด้วยปัญญา. 
         อธิบายว่า ในศาสนาของพระศากยบุตรคือของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราจะรักษาพระพุทธศาสนาทั้งสิ้นในวันนี้ คือในกาลที่กำลังเป็นไปอยู่นี้ เหมือนเชษฐโอรสของพระเจ้าจักรพรรดิฉะนั้น. 
         เมื่อจะแสดงความหมุนเวียนไปในสงสารของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โย โกจิ มนุโช ภารํ ดังนี้. 
         เชื่อมความในคำนี้ว่า 
   มนุษย์คนใดคนหนึ่งพึงวางภาระ คือภาระบนศีรษะไว้บนกระหม่อมคือบนศีรษะแล้วทูนไว้ คือพึงนำไป มนุษย์นั้นพึงมีความลำบากเพราะภาระนั้น คือพึงเป็นผู้ถูกภาระนั้นเบียดเบียน ครอบงำอยู่ทุกเมื่อ คือตลอดกาล. ภาระได้แก่ภาระที่แบก เราแบกไว้แล้ว คือแบกไว้มากยิ่งนัก. เราถูกไฟ ๓ กองกล่าวคือไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ เผาอยู่อย่างนั้น คือโดยประการนั้น แบกคือเป็นทุกข์ด้วยภาระคือภพ ได้แก่ภาระคือการเข้าถึงภพสงสาร เหมือนถอนภูเขาคือเหมือนถอนคือยกเขามหาเมรุบรรพตขึ้นวางไว้บนศีรษะ ท่องเที่ยวคือหมุนไปรอบๆ ในภพทั้งหลาย. 
         บทว่า โอโรปิโต จ เม ภาโร ความว่า บัดนี้ เราปลงคือวางภาระคือภพนั้น. 
         บทว่า ภวา อุคฺฆาฏิตา มยา ความว่า ภพใหม่ทุกภพเรากำจัดแล้ว. 
         กรณียะคือกรรมในการกำจัดกิเลสโดยลำดับ มรรคที่จะต้องกระทำอันใดมีอยู่ในศาสนาของพระศากยบุตร คือพระผู้มีพระภาคเจ้า กรณียะทั้งหมดนั้นเราทำเสร็จแล้ว. 
         เมื่อจะแสดงความวิเศษของตนอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ดังนี้. 
         ในคำนั้น ท่านแสดงว่า ในพุทธเขตกล่าวคือหมื่นจักรวาลมีกำหนดเพียงใดคือมีประมาณเท่าใด เว้นพระศากยะผู้ประเสริฐ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญที่สุดในศากยตระกูล บรรดาสัตว์ที่เหลือทั้งหลาย สัตว์แม้ไรๆ ผู้เสมอเราด้วยปัญญาย่อมไม่มี. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราเป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ไม่มีใครเหมือนเราดังนี้. 
         เมื่อจะแสดงอานุภาพของตนอีก จึงกล่าวคำ สมาธิมฺหิ ดังนี้เป็นต้น. คำนั้นเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น. 
         บทว่า ฌานวิโมกฺขานขิปฺปปฏิลาภี ความว่า เป็นผู้พลันได้ฌานมีปฐมฌานเป็นต้นและวิโมกข์อันเป็นโลกุตระ ๘ อันถึงการนับว่าวิโมกข์ เพราะพ้นจากโลก ชื่อว่าย่อมบรรลุได้เร็ว. 
         เมื่อจะประกาศความที่ตนแม้มีอานุภาพมากอย่างนั้น ก็เป็นผู้มีความนับถือมาก ด้วยความเคารพในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุทฺธตวิโสว ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ 
         บัดนี้ เราเป็นผู้มีความหยิ่งด้วยมานะอันวางลงแล้ว คือเป็นผู้มีความหยิ่งด้วยมานะ มีความเมาเพราะโคตรเป็นต้นอันทิ้งเสียแล้ว เหมือนงูถูกถอนพิษเสียแล้ว คือมีพิษกล้าอันเพิกทิ้งแล้ว (และ) เหมือนโคเขาขาดคือถูกตัดเขาเสียแล้ว ย่อมเข้าไปคือเข้าถึงคณะคือสำนักสงฆ์ด้วยความเคารพหนัก คือด้วยความนับถือมากด้วยความเต็มใจ. 
         บัดนี้ เมื่อจะประกาศความใหญ่แห่งปัญญาของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยทิรูปินี ดังนี้. 
         อธิบายว่า ปัญญาใหญ่ของเราเห็นปานนี้เป็นของไม่มีรูปร่าง ถ้าจะพึงมีรูปร่าง ในกาลนั้น ปัญญาของเราก็จะสมคือจะเสมอกับพระเจ้าแผ่นดิน คือพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน. 
         ครั้นแสดงความเป็นใหญ่แห่งปัญญาของตนอย่างนี้แล้ว แต่นั้นได้ระลึกถึงบุพกรรมด้วยบุพเพนิวาสานุสสติญาณ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโนมทสฺสิสฺส ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีอธิบายว่า ความเป็นใหญ่แห่งปัญญาของเรานี้ เป็นผลแห่งการสรรเสริญญาณอันเรากระทำแล้วแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี. 
         ก็ จักกศัพท์ในคำว่า ปวตฺติตํ ธมฺมจกฺกํ นี้ ย่อมเป็นไปในอรรถว่าพาหนะ เช่นในประโยคมีอาทิว่า จตุจกฺกยานํ ยานมีล้อ ๔ ล้อ. 
         เป็นไปในอรรถว่าเทศนา เช่นในประโยคว่า ปวตฺติเต จ ปน ภควตา ธมฺมจกฺเก ก็แหละ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศจักรคือธรรม. 
         เป็นไปในอรรถว่าบุญกิริยาวัตถุ คือทานมัย เช่นในประโยคมีอาทิว่า จงยังจักรคือทานให้เป็นไปแก่สัตว์ทั้งปวง. 
         เป็นไปในอรรถว่าอิริยาบถ เช่นในประโยคมีอาทิว่า ย่อมยังจักรคืออิริยาบถให้เป็นไปตลอดวันและคืน. 
         เป็นไปในอรรถว่าจักรกรด เช่นในประโยคมีอาทิว่า จักรย่อมหมุนอยู่บนกระหม่อมของคนผู้ถูกความอยากครอบงำ. 
         เป็นไปในอรรถว่าจักรรัตนะ เช่นในประโยคมีอาทิว่า พระเจ้าจักรพรรดิทรงเป็นไปด้วยอานุภาพแห่งจักร. 
         ก็ในที่นี้ จักกศัพท์นี้ย่อมเป็นไปในเทศนา. 
         เชื่อมความว่า 
   เราประกาศตาม คือประกาศไปตามได้โดยชอบคือโดยไม่ผิดแผก ได้แก่แสดงคือกระทำการแสดงพระธรรมจักร กล่าวคือพระไตรปิฎกอันพระศากยบุตรคือพระโคดมสัมพุทธเจ้าผู้คงที่ คือผู้ประกอบด้วยตาทิคุณ ทรงประกาศคือทรงแสดงไว้แล้ว. การประกาศตามคือการแสดงภพไปตามพระธรรมจักรที่ทรงแสดงแล้วนี้ เป็นผลของการสรรเสริญพระญาณที่เรากระทำแล้วแก่พระพุทธเจ้าองค์ก่อน. 
         แต่นั้น เมื่อจะแสดงผลแห่งบุญมีสัปปุริสูปนิสสยะและโยนิโสมนสิการะเป็นต้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มา เม กทาจิ ปาปิจฺโฉ ดังนี้. 
         ในคำนั้นเชื่อมความว่า 
   บุคคลผู้มีความปรารถนาลามกคือผู้ประกอบด้วยความอยากอันลามก ได้แก่มีปกติประพฤติลามก ผู้เกียจคร้านในการกระทำวัตรปฏิบัติ ในการยืนและการนั่งเป็นต้น ผู้มีความเพียรเลวในการเจริญฌาน สมาธิและมรรคเป็นต้น ชื่อว่าผู้มีสุตะน้อย เพราะเว้นจากคันถธุระและวิปัสสนาธุระ และชื่อว่าผู้ไม่มีอาจาระ เพราะเว้นจากอาจาระในอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น จงอย่าได้มาร่วมคือสมาคมกับเราในที่ไหนๆ ในกาลไรๆ เลย. 
         บทว่า พหุสฺสุโต ได้แก่ บุคคลผู้เป็นพหูสูต ๒ อย่างด้วยอำนาจปริยัติและปฏิเวธ. 
         บทว่า เมธาวี ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยเมธาคือปัญญา. 
         บทว่า สีเลสุ สุสมาหิโต ความว่า ตั้งมั่นแล้ว คือมีจิตตั้งมั่นแล้วในปาริสุทธิศีล ๔ ศีลอันสัมปยุตด้วยมรรค และอุโบสถศีลมีองค์ ๘ เป็นต้น. 
         บทว่า เจโตสมถานุยุตฺโต ได้แก่ บุคคลผู้ประกอบเอกีภาพแห่งจิต. อธิบายว่า บุคคลเห็นปานนี้จงตั้งอยู่บนกระหม่อมโดยแท้ คือจงตั้งอยู่แม้บนศีรษะอันเป็นกระหม่อมของเรา. 
         พระสารีบุตรเถระครั้นกล่าวผลานิสงส์ที่ตนได้แล้ว เมื่อจะชักชวนคนอื่นในข้อนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตํ โว วทามิ ภทฺทนฺเต ดังนี้. คำนั้นเข้าใจดีแล้วทั้งนั้น. 
   บทว่า ยมหํ ความว่า พระอัสสชิเถระใด เราเห็นครั้งแรกคือเบื้องต้น ได้เป็นผู้ปราศจากมลทิน คือเว้นจากมลทินเพราะละกิเลสทั้งหลายมีสักกายทิฏฐิเป็นต้น โดยการได้โสดาปัตติมรรค พระอัสสชิเถระนั้นเป็นอาจารย์เรา คือเป็นผู้ให้สำเหนียกโลกุตรธรรม. เราได้เป็นธรรมเสนาบดีในวันนี้ เพราะการได้ฟัง คือเพราะการพร่ำสอนของพระอัสสชิเถระนั้น. เราถึงความเต็มเปี่ยมคือถึงที่สุดในที่ทั้งปวง คือในคุณทั้งปวงเป็นผู้ไม่มีอาสวะคือไม่มีกิเลสอยู่. 
         เมื่อจะแสดงความมีความเคารพในอาจารย์ของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โย เม อาจริโย ดังนี้. 
         เชื่อมความว่า พระเถระใดชื่อว่าอัสสชิผู้เป็นสาวกของพระศาสดา ได้เป็นอาจารย์ของเรา พระเถระนั้นย่อมอยู่ในทิศใดคือในทิศาภาคใด เราทำทิศาภาคนั้นไว้เหนือศีรษะเรา คือเหนือส่วนเบื้องบนแห่งศีรษะ. 
         แต่นั้น เมื่อจะแสดงถึงความที่ตนเป็นผู้ได้ฐานันดร จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มม กมฺมํ ดังนี้. 
         เชื่อมความว่า พระโคดมคือพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นศากยะผู้ประเสริฐ คือผู้เป็นเกตุของศากยตระกูล ทรงระลึกคือทรงทราบกรรมที่ทำไว้ในกาลก่อนของเราด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งอันเลิศ คือตำแหน่งพระอัครสาวก. 
         ปฏิสัมภิทา ๔ เหล่านี้ คืออรรถปฏิสัมภิทา ธรรมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา และความแตกต่างแห่งปฏิสัมภิทาเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้แล้วในปฏิสัมภิทามรรค วิโมกข์ ๘ ว่าด้วยมรรค ๔ และผล ๔ หรือว่าด้วยรูปฌานและอรูปฌาน ได้แก่ธรรมเครื่องหลุดพ้นจากสงสาร และอภิญญา ๖ มีอิทธิวิธะการแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ เป็นต้น เรากระทำให้แจ้งแล้วคือกระทำให้ประจักษ์แล้ว. 
         บทว่า ตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ความว่า การพร่ำสอนได้แก่คำสั่งสอน กล่าวคือโอวาทของพระพุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้วคือให้สำเร็จแล้วด้วยอรหัตมรรคญาณ. 
         ศัพท์ว่า อิตฺถํ ในคำว่า อิตฺถํ สุทํ นี้ เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่าชี้แจง. อธิบายว่า โดยประการนี้. ด้วยคำนั้น ท่านบ่งถึงอปทานของพระสารีบุตรทั้งสิ้น. 
         ศัพท์ว่า สุทํ เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่าทำบทให้เต็ม. 
         บทว่า อายสฺมา เป็นคำเรียกด้วยความเคารพหนัก. 
         บทว่า สาริปุตฺโต ได้แก่ พระเถระที่เขาตั้งชื่อตามนามของมารดา. 
         บทว่า อิมา คาถาโย ความว่า ได้ภาษิต คือกล่าวคาถาว่าด้วยอปทานของพระสารีบุตรเถระทั้งมวลเหล่านี้. 
         อิติ ศัพท์ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าจบบริบูรณ์. อธิบายว่า อปทานของพระสารีบุตรทั้งมวลจบแล้ว.
จบพรรณนาสารีปุตตเถราปทาน 

หน้าต่างที่ [๒] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๓. สารีปุตตเถราปทาน

         พระดาบสครั้นแสดงสมบัติแห่งอาศรมของตน ด้วยลำดับคำมีประมาณเท่านี้แล้ว
บัดนี้ เมื่อจะแสดงคุณสมบัติมีศีลเป็นต้นของตน จึงกล่าวว่า 
               ในกาลนั้น เราเป็นดาบสชื่อสุรุจิ มีศีลสมบูรณ์ด้วยวัตร 
               เพ่งฌาน ยินดีในฌาน บรรลุอภิญญาพละ ๕. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวา ความว่า สมบูรณ์ด้วยศีล ๕ เช่นปาริสุทธิศีล ๔ อันประกอบพร้อมด้วยฌาน. 
         บทว่า วตฺตสมฺปนฺนา ความว่า บริบูรณ์ด้วยการสมาทานวัตรว่า ตั้งแต่นี้ไป เราจักไม่เสพฆราวาสและกามคุณ ๕. 
         บทว่า ฌายี ได้แก่ ผู้มีปกติเพ่ง คือมีการเพ่งเป็นปกติ ด้วยลักขณูปนิชฌานและอารัมมณูปนิชฌาน. 
         บทว่า ฌานรโต ความว่า ยินดีแล้ว คือเร้นอยู่ ได้แก่ สมบูรณ์อยู่ทุกเมื่อในฌานทั้งหลายเหล่านี้. 
         บทว่า ปญฺจาภิญฺญาพลสมฺปนโน ความว่า สมบูรณ์ด้วยพละ. 
         อธิบายว่า บริบูรณ์ด้วยอภิญญา คือปัญญาพิเศษ ๕ ประการ คืออิทธิวิธะ แสดงฤทธิ์ได้ ทิพพโสตะ หูทิพย์ ปรจิตตวิชานนะ รู้ใจคนอื่น ปุพเพนิวาสานุสสติ ระลึกชาติก่อนได้ ทิพพจักขุ ตาทิพย์. 
         เชื่อมความว่า เราเป็นดาบส โดยชื่อว่าสุรุจิ อยู่. 
         ครั้นแสดงคุณสมบัติของตนด้วยคำมีประมาณเท่านี้แล้ว เมื่อจะแสดงปริสสมบัติ คือความสมบูรณ์ด้วยบริษัท จึงกล่าวคำมีอาทิว่า 
               ศิษย์ของเราทั้งหมดนี้ เป็นพราหมณ์ ๒๔,๐๐๐ คน 
               มีชาติ มียศ บำรุงเราอยู่. 
         ในคาถานั้น เชื่อมความว่า ศิษย์ของเราทั้งหมดนี้เป็นพราหมณ์ ๒๔,๐๐๐ คน มีชาติคือสมบูรณ์ด้วยชาติกำเนิด มียศคือสมบูรณ์ด้วยบริวาร บำรุงเราอยู่. 
         มวลศิษย์ของเรานี้ เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ 
         ในตำราทำนายลักษณะ และในคัมภีร์อิติหาสะ พร้อมทั้ง 
         คัมภีร์นิฆัณฑุและคัมภีร์เกฏุภะ ถึงความเต็มเปี่ยมใน 
         ธรรมของตน. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลกฺขเณ ได้แก่ ในตำราทำนายลักษณะ. ย่อมรู้ลักษณะของสตรีและบุรุษชาวโลกีย์ทั้งปวงว่า ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้จะมีทุกข์ ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้จะมีสุข. ตำราอันประกาศลักษณะนั้น ชื่อว่าลักขณะ. ในตำราทายลักษณะนั้น. 
         บทว่า อิติหาเส ได้แก่ ในตำราอันแสดงเฉพาะคำที่พูดว่า เรื่องนี้เป็นแล้วอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นแล้วอย่างนี้. 
         เชื่อมความว่า ถึงความเต็มเปี่ยมคือที่สุดในตำราทายลักษณะและตำราอิติหาสะ. ตำราอันประกาศชื่อต้นไม้และภูเขาเป็นต้น เรียกว่านิฆัณฑุ. 
         บทว่า เกฏุเภ ได้แก่ ตำราว่าด้วยการกำหนดใช้คำกิริยา อันเป็นอุปการะแก่กวีทั้งหลาย. 
         ชื่อว่าสนิฆัณฑุ เพราะเป็นไปกับด้วยคัมภีร์นิฆัณฑุ. ชื่อว่าสเกฏุกะ เพราะเป็นไปกับด้วยคัมภีร์เกฏุภะ. 
         เชื่อมความว่า ถึงความสำเร็จในไตรเพทอันเป็นไปกับด้วยคัมภีร์นิฆัณฑุและเกฏุภะนั้น. 
         บทว่า ปทกา ได้แก่ ผู้ฉลาดในบทนาม สมาส ตัทธิต อาขยาตและกิตก์เป็นต้น. 
         บทว่า เวยฺยากรณา ได้แก่ ผู้ฉลาดในพยากรณ์มีจันทปาณินียกลาปะเป็นต้น. 
         อธิบายว่า สธมฺเม ปารมึ คตา ความว่า ถึงคือบรรลุความเต็มเปี่ยม คือที่สุดในธรรมของตน คือในธรรมของพราหมณ์ ได้แก่ไตรเพท. 
         ศิษย์ทั้งหลายของเรา เป็นผู้ฉลาดในลางดีร้าย ในนิมิต 
         และในลักษณะ ศึกษาดีแล้วในแผ่นดิน พื้นที่และอากาศ. 
         พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป :- 
         เป็นผู้ฉลาดคือเฉลียวฉลาดในลางดีร้ายมีอุกกาบาต คือดวงไฟตกและแผ่นดินไหวเป็นต้น ในนิมิตดีและนิมิตร้าย และในอิตถีลักษณะ ปุริสลักษณะและมหาปุริสลักษณะ. 
               ศิษย์ทั้งหลายของเราศึกษาดีแล้วในสิ่งทั้งปวง คือ 
         ในแผ่นดิน ในพื้นที่ และในกลางหาว คืออากาศ. 
               ศิษย์เหล่านี้เป็นผู้มักน้อย มีปัญญา มีอาหารน้อย 
         ไม่โลภ สันโดษด้วยลาภและความเสื่อมลาภ ห้อมล้อม 
         เราอยู่ทุกเมื่อ. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปิจฺฉา ได้แก่ ผู้ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารแม้มีประมาณน้อย. 
         บทว่า นิปกา คือ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา กล่าวคือปัญญาเครื่องรักษาตน. 
         บทว่า อปฺปาหารา ได้แก่ มีอาหารมื้อเดียว. อธิบายว่า บริโภคภัตมื้อเดียว. 
         บทว่า อโลลุปา ได้แก่ เป็นผู้ไม่เป็นไปด้วยตัณหาคือความอยาก. 
         บทว่า ลาภาลาเภน ความว่า ศิษย์ทั้งหลายของเราเหล่านี้สันโดษ คือมีความพอใจด้วยลาภและความไม่มีลาภ ห้อมล้อมคือบำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ คือเป็นนิตยกาล. 
               (ศิษย์ของเรา) เป็นผู้เพ่งฌาน ยินดีในฌาน เป็น 
         นักปราชญ์ มีจิตสงบ มีใจตั้งมั่น ปรารถนาความไม่มี 
         กังวล ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฌายี คือ ประกอบด้วยลักขณูปนิชฌานและในอารัมมณูปนิชฌาน. 
         อีกอย่างหนึ่ง แปลว่า ผู้มีปกติเพ่ง. 
         บทว่า ฌานรตา ได้แก่ เป็นผู้ยินดี คือแนบแน่นในฌานเหล่านั้น. 
         บทว่า ธีรา ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา เครื่องทรงจำ. 
         บทว่า สนฺตจิตฺตา แปลว่า ผู้มีใจสงบ. 
         บทว่า สมาหิตา ได้แก่ ผู้มีจิตแน่วแน่. 
         บทว่า อากิญฺจญฺญํ ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่มีปลิโพธกังวล. 
         บทว่า ปตฺถยนฺตา แปลว่า ปรารถนาอยู่. 
         เชื่อมความว่า ศิษย์ทั้งหลายของเราถึงซึ่งความเป็นอย่างนี้ ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ. 
               (ศิษย์ของเรา) บรรลุอภิญญาบารมี คือความยอดเยี่ยม 
         แห่งอภิญญา ยินดีในโคจร คืออาหารอันเป็นของมีอยู่ของ 
         บิดา ท่องเที่ยวไปในอากาศ มีปัญญา ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิญฺญาปารมิปฺปตฺตา ความว่า บรรลุความเต็มเปี่ยม คือที่สุดในอภิญญา ๕ ได้แก่ ทำให้บริบูรณ์แล้ว. 
         บทว่า เปตฺติเก โคจเร รตา ความว่า ยินดีแล้วในอาหารที่ได้ด้วยการไม่วิญญัติ คือการไม่ขอ อันเป็นพุทธานุญาต. 
         บทว่า อนฺตลิกฺขจรา ความว่า ไปและมาทางห้วงเวหา คืออากาศ. 
         บทว่า ธีรา ความว่า เป็นผู้มั่นคง คือมีสภาวะไม่หวั่นไหวในอันตรายมีสีหะ และพยัคฆ์เป็นต้น. อธิบายความว่า หมู่ดาบสของเราเป็นแล้วอย่างนี้ ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ. 
               หมู่ศิษย์ของเราเหล่านั้นสำรวมทวาร ๖ ไม่หวั่นไหว 
         รักษาอินทรีย์ ไม่คลุกคลี เป็นนักปราชญ์ หาผู้ทัดเทียม 
               ได้ยาก. 
         ในคาถานั้นมีความว่า สำรวมแล้ว คือกั้นแล้ว ได้แก่ปิดแล้วในทวาร ๖ มีจักขุทวารเป็นต้น และในอารมณ์ ๖ มีรูปารมณ์เป็นต้น. อธิบายว่า เป็นผู้รักษาและคุ้มครองทวาร. 
         บทว่า ทุราสทา แปลว่า เข้าถึงยาก อธิบายว่า ไม่อาจ คือไม่สมควรเข้าไปใกล้ คือกระทบกระทั่ง. 
                ศิษย์ของเราเหล่านั้นหาผู้ทัดเทียมได้ยาก ยับยั้งอยู่ 
         ตลอดราตรี ด้วยการนั่งคู้บัลลังก์ ด้วยการยืน และการจงกรม. 
         ในคาถานั้น เชื่อมความว่า ศิษย์ทั้งหลายของเรายังราตรีทั้งสิ้นให้น้อมล่วงไป คือให้ก้าวล่วงไปโดยพิเศษ ด้วยการนั่งคู้บัลลังก์ คือนั่งให้ขาอ่อนเนื่องกัน เว้นการนอน ด้วยการยืน และด้วยการจงกรม. 
               ศิษย์ทั้งหลายของเราเข้าใกล้ได้ยาก ไม่กำหนัดใน 
         อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองในอารมณ์ 
         เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่ง 
               ความหลง. 
         อธิบายความในคาถานั้นว่า 
         หมู่ศิษย์ของเราคือดาบสเหล่านั้นถึงซึ่งอาการอย่างนี้ ย่อมไม่กำหนัดคือไม่ทำความกำหนัดให้เกิดขึ้นในวัตถุอันน่ากำหนัด คืออันควรกำหนัด, ไม่ขัดเคืองคือไม่ทำความขัดเคืองในวัตถุที่น่าขัดเคือง คือควรขัดเคือง ได้แก่ ควรทำความขัดเคืองให้เกิดขึ้น, ไม่หลงคือไม่ทำความหลงในวัตถุอันน่าหลง คือควรให้หลง. อธิบายว่า เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยปัญญา. 
               ศิษย์เหล่านั้นทดลองการแผลงฤทธิ์ ประพฤติอยู่ 
         ตลอดกาลเป็นนิจ ศิษย์เหล่านั้นทำแผ่นดินให้ไหว ยาก 
         ที่ใครจะแข่งได้. 
         เชื่อมความว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นทดลองประพฤติอยู่เป็นนิตยกาลซึ่งการแผลงฤทธิ์มีอาทิว่า คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้. 
         อธิบายว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นนิรมิตแผ่นดินในอากาศบ้าง ในน้ำบ้าง แล้วทำอิริยาบถให้สั่นไหว. 
         อธิบาย (บท สารมฺเภน) ว่า อันใครๆ ไม่พึงได้ด้วยการแข่งดี คือด้วยการถือเอาเป็นคู่ คือด้วยการกระทำการทะเลาะ. 
                  ศิษย์ของเราเหล่านั้น เมื่อจะเล่นย่อมเล่นฌาน 
            ไปนำเอาผลหว้าจากต้นหว้ามา หาผู้เข้าถึงได้ยาก. 
         อธิบายว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นเมื่อเล่นกีฬา คือเล่น ได้แก่ยินดีการเล่นปฐมฌานเป็นต้น. 
         บทว่า ชมฺพุโต ผลมาเนนฺติ ความว่า ไปด้วยฤทธิ์แล้วนำเอามาซึ่งผลหว้าประมาณเท่าหม้อ จากต้นหว้าสูงร้อยโยชน์ ในหิมวันตประเทศ. 
                  ศิษย์พวกหนึ่งไปอปรโคยานทวีป พวกหนึ่งไป 
            ปุพพวิเทหทวีป พวกหนึ่งไปอุตตรกุรุทวีป ศิษย์เหล่า 
               นั้นไม่มีผู้ทัดเทียมด้วยการแสวงหา. 
         เชื่อมความในคาถาว่า ระหว่างศิษย์ของเราเหล่านั้น ศิษย์อื่นคือพวกหนึ่งไปทวีปโคยาน คืออปรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปปุพพวิเทหทวีป พวกหนึ่งไปอุตตรกุรุทวีป, ศิษย์เหล่านั้นหาผู้เข้าถึงได้ยาก ย่อมไปหาคือแสวงหา ได้แก่แสวงหาปัจจัยในสถานที่เหล่านี้. 
                  ศิษย์เหล่านั้นส่งหาบไปข้างหน้า ส่วนตนเอง 
            ไปข้างหลัง ท้องฟ้าถูกดาบส ๒๔,๐๐๐ บดบังไว้. 
         ความในคาถาว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นเมื่อไปทางอากาศ ส่งหาบคือกระเช้าอันเต็มด้วยบริขารดาบส ก็ครั้นส่งหาบนั้นไปข้างหน้าก่อนแล้ว ตนเองไปข้างหลังหาบนั้น.
         เชื่อมความ (ในบาทคาถาต่อมา) ว่า ท้องฟ้าคือพื้นอากาศมีดาบส ๒๔,๐๐๐ ผู้ไปอยู่อย่างนั้น บดบังไว้คือปิดบังไว้. 
               ศิษย์บางพวกปิ้งให้สุกด้วยไฟ บางพวกกินดิบๆ 
         บางพวกเอาฟันแทะกิน บางพวกซ้อมด้วยครกกิน บาง 
         พวกทุบด้วยหินกิน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง. 
         ในคาถานั้นมีการเชื่อมความว่า 
         ศิษย์ของเราบางเหล่าคือบางพวกปิ้งไฟคือเผาผลาผลและผักเป็นต้นแล้วจึงกิน, บางพวกไม่ปิ้งไฟคือไม่ปิ้งให้สุกด้วยไฟ กินทั้งดิบๆ, บางพวกเอาฟันนั่นแหละแทะเปลือกกิน. บางพวกตำด้วยครกคือใช้ครกตำกิน บางพวกทุบด้วยหินคือเอาหินทุบกิน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง. 
               ศิษย์ของเราบางพวกชอบสะอาด ลงอาบน้ำทั้งเช้า 
         และเย็น บางพวกเอาน้ำราดรดตัว หาผู้เข้าถึงได้ยาก. 
         ความของคาถาว่า ศิษย์ทั้งหลายของเราหาผู้เข้าถึงได้ยาก บางพวกชอบสะอาดคือต้องการความบริสุทธิ์ ลงอาบน้ำ คือเข้าไปในน้ำทั้งเช้าและเย็น. บางพวกเอาน้ำราดรดตัว. อธิบายว่า ทำการรดที่ตัวด้วยน้ำ. 
               ศิษย์ทั้งหลายของเราหาผู้ทัดเทียมมิได้ ปล่อยเล็บมือ 
         เล็บเท้าและขนรักแร้งอกยาว ขี้ฟันเขลอะ มีธุลีบนเศียร แต่ 
         หอมด้วยกลิ่นศีล. 
         ความในคาถานั้นว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นหาผู้ทัดเทียมมิได้ มีเล็บและขนยาวงอกคือเกิดที่รักแร้ทั้งสอง และที่มือและเท้า. อธิบายว่า ไม่ประดับไม่ตกแต่ง เพราะเว้นจากขุรกรรม คือโกนด้วยมีดโกน. 
         บทว่า ปงฺกทนฺตา ความว่า มีมลทินจับที่ฟัน เพราะไม่ได้กระทำให้ขาวด้วยผงอิฐหรือผงหินน้ำนม. 
         บทว่า รชสฺสิรา ได้แก่ มีศีรษะเปื้อนธุลี เพราะเว้นจากการทาน้ำมันเป็นต้น. 
         บทว่า คนฺธิตา สีลคนฺเธน ความว่า เป็นผู้มีกลิ่นหอมไปในที่ทุกแห่งด้วยกลิ่นโลกียศีล เพราะเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยศีลอันประกอบด้วยฌาน สมาธิและสมาบัติทั้งหลาย. 
         ในบทว่า มม สิสฺสา ทุราสทา มีความว่า ศิษย์ทั้งหลายของเรา ใครๆ ไม่อาจเข้าถึง คือกระทบได้ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยคุณมีประการดังกล่าวแล้วนี้. 
               ชฎิลทั้งหลายมีตบะแรงกล้า ประชุมกันเวลาเช้า 
         แล้วไปประกาศลาภน้อยลาภมากในท้องฟ้าในกาลนั้น. 
         บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ปาโตว สนฺนิปติตฺวา นี้ โต ปัจจัยลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. อธิบายว่า เป็นหมวดหมู่กันอยู่ในสำนักของเราในเวลาเช้าตรู่ทีเดียว. 
         ชฎิล คือดาบสผู้สวมชฎา มีตบะกล้า คือมีตบะปรากฏ ได้แก่มีตบะแผ่ไปแล้ว. 
         เชื่อมความในตอนนี้ว่า ชฎิลทั้งหลายประกาศลาภน้อยลาภใหญ่ คือกระทำลาภเล็กและลาภใหญ่ให้ปรากฏ ในครั้งนั้น คือในกาลนั้น จึงไปในอัมพรคือพื้นอากาศ. 
         สุรุจิดาบสเมื่อจะประกาศคุณทั้งหลายเฉพาะของดาบสเหล่านั้นอีก จึงกล่าวคำว่า เอเตสํ ปกฺกมนฺตานํ ดังนี้เป็นต้น. 
         ในคำนั้นมีความว่า เสียงดังอันเกิดจากผ้าคากรองของดาบสเหล่านี้ ผู้หลีกไปคือผู้ไปอยู่ในอากาศหรือบนบก ย่อมสะพัดไป. 
         ในบทว่า มุทิตา โหนฺติ เทวตา นี้ เชื่อมความว่า เพราะเสียงหนังเสือของเหล่าดาบสผู้ทำเสียงดังให้สะพัดไปอยู่อย่างนั้น เทวดาทั้งหลายจึงยินดี เกิดความโสมนัสว่า สาธุ สาธุ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ยินดีคือพอใจด้วย. 
         ในบทว่า ทิโส ทิสํ นี้ เชื่อมความว่า ฤาษีเหล่านั้นไปในห้องกลางหาว คือเที่ยวไปในอากาศเป็นปกติ ย่อมหลีกไปคือไปยังทิศใหญ่และทิศน้อย. 
         ในบทว่า สเก พเลนุปตฺตทฺธา นี้เชื่อมความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยกำลังร่างกาย และกำลังฌานของตน ย่อมไปในที่ที่ประสงค์จะไปตามความต้องการ. 
         เมื่อจะประกาศอานุภาพเฉพาะของดาบสเหล่านั้นอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปฐวี กมฺปกา เอเต ดังนี้. 
               ในกาลนั้น ดาบสเหล่านั้น มีความต้องการเที่ยวไป 
         ในที่ทุกแห่ง ทำแผ่นดินให้ไหว คือทำเมทนีให้เคลื่อนไหว 
         มีปกติเที่ยวไปในท้องฟ้า คือมีปกติเที่ยวไปในอากาศ. 
         บทว่า อุคฺคเตชา เป็นต้น ความว่า มีเดชพลุ่งขึ้น คือมีเดชแพร่สะพัดไป ผู้ข่มขี่ได้ยาก คือไม่อาจข่มขี่ คือครอบงำเป็นไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้ข่มได้ยาก. 
         ในบทว่า สาคโรว อโขภิยา นี้ เชื่อมความว่า เป็นผู้อันคนอื่นให้กระเพื่อมไม่ได้ คือไม่อาจให้หวั่นไหวได้ เหมือนสาคร คือเหมือนสมุทรอันคนอื่นให้กระเพื่อมไม่ได้ คือให้ขุ่นไม่ได้. 
         ในบทว่า ฐานจงฺกมิโน เกจิ นี้ เชื่อมความว่า ในระหว่างศิษย์ของเราเหล่านั้น ฤาษีบางพวกถึงพร้อมด้วยอิริยาบถยืน และอิริยาบถจงกรม ฤาษีบางพวกถือการนั่งเป็นวัตร คือถึงพร้อมด้วยอิริยาบถนั่ง ฤาษีบางพวกกินปวัตตโภชนะ คือกินใบไม้ที่หล่นเอง ชื่อว่ายากที่จะหาผู้ทัดเทียม เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยคุณทั้งหลายเห็นปานนี้. 
         เมื่อจะชมเชยดาบสทั้งหมดนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เมตฺตาวิหาริโน ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีเนื้อความว่า 
         ศิษย์ของเราเหล่านี้ชื่อว่ามีปกติอยู่ด้วยเมตตา เพราะแผ่เมตตาอันมีความเสน่หาเป็นลักษณะโดยนัยมีอาทิว่า สัตว์หาประมาณมิได้ ในจักรวาลอันหาประมาณมิได้ จงเป็นสุขเถิด ดังนี้แล้วอยู่ คือยังอัตภาพให้เป็นไปอยู่. 
         อธิบายว่า ฤาษีเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้แสวงหาประโยชน์ คือแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์คือสัตว์ทั้งปวง ไม่ยกตนคือไม่ถือตัว ไม่ข่มใครๆ คือคนไรๆ ได้แก่ไม่สำคัญโดยทำให้เป็นคนต่ำกว่า. 
         เชื่อมความ (ในคาถานี้) ว่า ศิษย์ของเราเหล่านั้นเป็นผู้ไม่สะดุ้ง คือไม่กลัวดุจราชสีห์ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยคุณคือศีล สมาธิและสมาบัติ มีเรี่ยวแรง คือถึงพร้อมด้วยกำลังกายและกำลังฌาน ดุจคชราชคือดุจพญาช้าง ยากที่จะเข้าถึงคือไม่อาจกระทบ ดุจพญาเสือโคร่งย่อมมาในสำนักของเรา. 
         ลำดับนั้น พระดาบสเมื่อจะประกาศโดยเลศ คือการแสดงอานุภาพของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วิชฺชาธรา ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีการเชื่อมความว่า วิชาธรมีการท่องมนต์เป็นต้น ภุมเทวดาผู้อยู่ที่ต้นไม้และภูเขาเป็นต้น นาคผู้ตั้งอยู่ในภาคพื้นและผู้ตั้งอยู่บนบก คนธรรพ์ เทพ รากษสผู้ดุร้าย กุมภัณฑเทพ ทานพเทพและครุฑผู้สามารถนิรมิตสิ่งที่ปรารถนาแล้วๆ ย่อมเข้าไปอาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต. อธิบายว่า อยู่ที่สระนั้น คือที่ใกล้สระ. 
         เมื่อจะพรรณนาคุณทั้งหลายของเหล่าดาบสผู้เป็นศิษย์ของตนนั่นแหละแม้อีก จึงกล่าวคำว่า เต ชฏา ขาริภริตา ดังนี้เป็นต้น. 
         คำทั้งหมดนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. 
         บทว่า ขาริภารํ ได้แก่ บริขารของดาบสมีกระบวยตักน้ำและคนโทน้ำเป็นต้น. 
         เมื่อจะประกาศคุณทั้งหลายของตนแม้อีก จึงกล่าวคำว่า อุปฺปาเต สุปิเน จาปิ ดังนี้เป็นต้น. 
         ในคำนั้นเชื่อมความว่า 
   เพราะถึงความสำเร็จในศิลปะของพราหมณ์ และเพราะเป็นผู้ฉลาดในเรื่องราวของนักษัตร เราถูกใครๆ ถามถึงความเป็นไปในลักษณะแห่งอุปบาตและในสุบินว่า นักขัตฤกษ์ที่ราชกุมารนี้เกิดงามหรือไม่งาม เราเป็นผู้ศึกษามาดีแล้วในการบอกถึงความสำเร็จแห่งสุบินว่า สุบินนี้งาม สุบินนี้ไม่งาม และในการบอกลักษณะมือเท้าของสตรีและบุรุษทั้งปวง ชื่อว่าทรงไว้ซึ่งบทมนต์คือโกฏฐาสของมนต์ทำนายลักษณะทุกอย่าง ซึ่งเป็นไปอยู่ในชมพูทวีปทั้งสิ้นในกาลนั้น คือในกาลที่เราเป็นดาบส. 
         เมื่อจะประกาศการพยากรณ์ของตนให้มีพุทธคุณเป็นเบื้องหน้า จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโนมทัสสี ดังนี้. 
         ในคำนั้นเชื่อมความว่า 
         ที่ชื่อว่าอโนมะ เพราะไม่ต่ำทราม. 
         การเห็นสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยมังสจักษุ ทิพยจักษุ สมันตจักษุ ธรรมจักษุและพุทธจักษุ ชื่อว่าทัสสนะ. ทัศนะของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดไม่ต่ำทราม พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นชื่อว่าอโนมทัสสี. ชื่อว่าภควา เพราะเหตุทั้งหลายมีความเป็นผู้มีภาคยะคือบุญเป็นต้น. ชื่อว่าโลกเชษฐ์ เพราะเป็นผู้เจริญที่สุดและประเสริฐสุดของโลก. 
         โคผู้เจริญที่สุดมี ๓ พวก คือโคอุสภะ โคนิสภะและโคอาสภะ. 
         ในโค ๓ พวกนั้น โคผู้เป็นจ่าฝูงแห่งโคร้อยตัว ชื่ออุสภะ. โคผู้เป็นจ่าฝูงแห่งโคพันตัว ชื่อว่านิสภะ. โคผู้นำบุรุษที่ประเสริฐสุด, โคผู้เป็นจ่าฝูงแห่งโคแสนตัว ชื่อว่าอาสภะ โคผู้ยิ่งใหญ่, 
         นระผู้ยิ่งใหญ่แห่งนรชนทั้งหลาย ชื่อว่านราสภะ, นระผู้แทงตลอดธรรมทั้งปวง ชื่อว่าสัมมาสัมพุทธะ, นระผู้ทรงใคร่ความวิเวก คือผู้ปรารถนาความเป็นผู้เดียว เสด็จเข้าไปยังหิมวันต์คือเขาหิมาลัย. 
         บทว่า อชฺโฌคาเหตฺวา หิมวนฺตํ ความว่า หยั่งลง คือเสด็จเข้าไปใกล้เขาหิมวันต์. 
         คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น. 
         เชื่อมความว่า เราได้เห็นพระโลกนายกผู้ประทับนั่งอยู่ รุ่งเรืองคือโชติช่วงดุจดอกบัวเขียว เป็นตั่งแห่งเครื่องบูชายัญ คือเป็นตั่งแห่งเครื่องบูชาเทพคือเครื่องสังเวย สว่างจ้า คือประกอบด้วยรัศมีดังกองไฟโพลงอยู่ในอากาศดุจสายฟ้า บานสะพรั่งดุจพญารัง. 
         เทพของเทพทั้งหลาย ชื่อว่าเทวเทวะ. เพราะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นผู้เป็นเทพของเทพ เราจึงตรวจคือพิจารณาพระลักษณะ คือเหตุเป็นเครื่องให้รู้มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการของพระองค์ว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่หนอแล. 
         เชื่อมความว่า เราเห็นพระชินเจ้าผู้มีพระจักษุคือผู้มีพระจักษุ ๕ ด้วยเหตุอะไร. 
         ความในคาถานี้ว่า 
         กำหนึ่งพัน คือจักรลักษณะปรากฏที่พระบาทอันอุดม คือที่พื้นฝ่าพระบาทอันอุดม. เราได้เห็นลักษณะเหล่านั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จึงได้ตกลงคือถึงสันนิษฐาน. 
         อธิบายว่า เป็นผู้หมดความสงสัยในพระตถาคต. 
         คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น. 
         ความในคาถานี้ว่า พระสยัมภู คือพระผู้เป็นเอง. ผู้เป็นแดนเกิดแห่งพระคุณนับไม่ได้ คือเป็นแดนเกิดขึ้น ได้แก่เป็นฐานที่ตั้งขึ้นแห่งพระคุณทั้งหลายนับไม่ได้ คือประมาณไม่ได้, 
         บททั้งสองนี้เป็นอาลปนะทั้งนั้น พระองค์ทรงรื้อขนชาวโลกนี้ คือสัตวโลกนี้ด้วยดี คือทรงขนขึ้นจากสังสารให้ถึงบนบกคือนิพพาน. 
         เชื่อมความว่า มวลสัตว์เหล่านั้นมาสู่ทัสสนะของพระองค์แล้ว ย่อมข้ามคือก้าวล่วงกระแสคือความแคลงใจ ได้แก่โอฆะใหญ่ คือวิจิกิจฉา. 
         พระดาบสเมื่อจะสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตุวํ สตฺถา ดังนี้. 
   ในคำนั้นเชื่อมความว่า ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ พระองค์เป็นศาสดาคือเป็นอาจารย์ของชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก, พระองค์เท่านั้นชื่อว่าเป็นเกตุ คือเป็นของสูง เพราะอรรถว่าสูงสุด, พระองค์เท่านั้นชื่อว่าเป็นธง เพราะอรรถว่าปรากฏในโลกทั้งสิ้น. พระองค์เท่านั้นชื่อว่าเป็นเสา คือเป็นเช่นกับเสาที่ปักไว้ เพราะอรรถว่าสูงขึ้น. พระองค์เท่านั้นเป็นที่อาศัย คือเป็นฐานะที่จะพึงถึงชั้นสูงสุดของสัตว์ทั้งหลายคือของสรรพสัตว์ พระองค์เท่านั้นเป็นที่พึ่งคือเป็นฐานที่พึ่งพิง. พระองค์เท่านั้นชื่อว่าเป็นประทีป คือเป็นดุจประทีปน้ำมัน เพราะกำจัดความมืดคือโมหะของสัตวโลก เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า คือเป็นผู้สูงสุดประเสริฐสุดแห่งเหล่าเทพ พรหมและมนุษย์ผู้มี ๒ เท้า. 
         เมื่อจะสรรเสริญเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สกฺกา สมุทฺเท อุทกํ ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีอธิบายว่า ใครๆ อาจประมาณ คือนับน้ำในมหาสมุทรอันลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ได้ด้วยเครื่องตวง ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ พระญาณของพระองค์ใครๆ ไม่อาจเลยที่จะประมาณ คือนับว่ามีประมาณเท่านี้. 
         เชื่อมความว่า ใครๆ วางที่มณฑลตาชั่ง คือที่ช่องตาชั่งแล้วอาจชั่งปฐพีคือดินได้ ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ พระญาณของพระองค์ ใครๆ ไม่อาจชั่งได้เลย. 
         ความในคาถานี้ว่า ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ อากาศคือห้วงเวหาทั้งสิ้น ใครๆ อาจนับได้ด้วยเชือกหรือนิ้วมือ แต่ญาณได้แก่อากาศ คือญาณของพระองค์ ใครๆ ไม่อาจประมาณคือนับไม่ได้เลย. 
         ในบทว่า มหาสมุทฺเท อุทกํ นี้ ความว่า พึงละคือทิ้ง ได้แก่ก้าวล่วงน้ำทั้งสิ้นในสาครลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ และแผ่นดินทั้งสิ้นหนาได้ ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ คือพึงทำให้เสมอได้ จะถือเอาพระญาณของพระพุทธเจ้ามาชั่งคือทำให้เสมอ ย่อมไม่ควรด้วยอุปมา คือด้วยอำนาจอุปมา พระญาณเท่านั้นเป็นคุณชาติอันยิ่ง. 
         ข้าแต่พระผู้มีจักษุ คือข้าแต่พระผู้มีจักษุด้วยจักษุ ๕ คำนี้เป็นอาลปนะคือคำร้องเรียก. 
         โลกเป็นไปกับด้วยเทวดาทั้งหลาย คำนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. 
         เชื่อมความว่า จิตของสัตว์ทั้งหลายเหล่าใด คือมีประมาณเท่าใด ย่อมเป็นไปในระหว่างโลกพร้อมทั้งเทวโลก สัตว์ทั้งหลายผู้มีจิตเหล่านั้น คือมีประมาณเท่านั้นอยู่ในภายในข่ายคือญาณของพระองค์ คือเข้าไปในภายในข่ายคือพระญาณ. 
         อธิบายว่า ทรงเห็นสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยข่ายคือพระญาณ. 
         เชื่อมความในคาถานี้ว่า 
         ข้าแต่พระสัพพัญญูคือผู้รู้ธรรมทั้งปวงผู้เจริญ พระองค์ทรงถึงคือบรรลุพระโพธิญาณ คือพระนิพพานทั้งสิ้นด้วยพระญาณใดอันสัมปยุตด้วยมรรค ทรงย่ำยีคือครอบงำเดียรถีย์เหล่าอื่นคืออัญเดียรถีย์ทั้งหลาย ด้วยพระญาณนั้น. 
         พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย เมื่อจะประกาศอาการที่ดาบสนั้นสรรเสริญ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อิมา คาถา ถวิตฺวาน ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมา คาถา ความว่า ดาบสชื่อว่าสุรุจิโดยชื่อ แต่มาในอรรถกถาที่เหลือว่า สรทมาณพสรรเสริญคือทำการสรรเสริญด้วยคาถาทั้งหลายเหล่านี้. 
         บาลีตามอรรถกถานัยนั้นเป็นประมาณ. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสุรุจิ เพราะมีความชอบใจ คืออัธยาศัย ได้แก่นิพพานาลัยงาม, ชื่อว่าสรทะ เพราะแล่นคือไป ได้แก่เป็นไปในการฝึกอินทรีย์. ดังนั้น แม้ทั้งสองอย่างก็เป็นชื่อของดาบสนั้น. 
         สุรุจิดาบสนั้นลาดหนังเสือแล้วนั่งบนแผ่นดิน อธิบายว่า สรทดาบสนั่งเว้นโทษของการนั่ง ๖ ประการมีใกล้เกินไปเป็นต้น. 
         พระดาบสนั่งในที่นั้นแล้ว เมื่อจะสรรเสริญเฉพาะพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเท่านั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จุลฺลาสีติสหสฺสานิ ดังนี้. 
         ในบทว่า จุลฺลาสีติสหสฺสานิ ในคาถานั้นมีการเชื่อมความว่า ขุนเขาคือขุนเขาเมรุ หยั่งคือหยั่งลง ได้แก่ ลงไปในห้วงมหรรณพ คือในสาครลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงคือพุ่งขึ้น ๘๔,๐๐๐ โยชน์เพียงนั้น คือมีประมาณเท่านั้น อันท่านกล่าวไว้ในบัดนี้. 
         เขาเนรุสูงเพียงนั้นคือสูงขึ้นไปอย่างนั้น เขามหาเนรุนั้นคือขุนเขาเนรุใหญ่อย่างนั้น โดยส่วนยาว ส่วนสูงและส่วนกว้าง เป็นขุนเขาถูกทำให้ละเอียด คือถูกทำให้แหลกละเอียดถึงแสนโกฏิ โดยส่วนแห่งการนับ. 
         เชื่อมความว่า ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ พระญาณของพระองค์เมื่อตั้งคะแนนนับไว้ คือเมื่อทำร้อย พัน หรือแสนก็ตาม ให้เป็นหน่วยหนึ่งๆ แล้วตั้งไว้ในพระญาณ จุณแห่งเขาเนรุใหญ่นั้นนั่นแหละพึงสิ้นไป พระญาณของพระองค์ใครๆ ไม่อาจประมาณคือทำการประมาณได้เลย. 
         อธิบายความในคาถานี้ว่า 
         บุคคลใดพึงล้อม คือพึงทำการล้อมไว้โดยรอบ ซึ่งน้ำในมหาสมุทรทั้งสิ้น ด้วยตาข่ายตาถี่ๆ คือมีช่องละเอียด เมื่อบุคคลนั้นล้อมน้ำไว้อย่างนี้ สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เกิดในน้ำ สัตว์ทั้งหมดนั้นจะต้องถูกกักไว้ในภายในข่าย. 
         พระดาบสเมื่อจะแสดงความอุปไมยนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตเถว หิ ดังนี้. 
   ในข้อที่กล่าวมานั้น สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในน้ำ ย่อมอยู่ในภายในข่ายฉันใด ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่ คือผู้กระทำความเพียรเพื่อบรรลุพระมหาโพธิญาณก็ฉันนั้นเหมือนกัน. เดียรถีย์คือเจ้าลัทธิผิดเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอันมาก คือไม่ใช่น้อย ผู้แล่นไปในการถือผิด คือผู้เข้าไปสู่การยึดถือกล่าวคือทิฏฐิ เป็นผู้ถูกปรามาสคือการยึดมั่น ได้แก่ถูกทิฏฐิอันมีลักษณะยึดถือไปข้างหน้าโดยสภาพ ให้ลงอยู่คือปิดกั้นไว้. 
         เชื่อมความในคาถานี้ว่า เดียรถีย์เหล่านี้ทั้งหมดอยู่ในข่าย หรือเข้าไปในภายในข่ายแห่งพระญาณ ด้วยพระญาณอันบริสุทธิ์ คือไม่มีกิเลสของพระองค์ อันมีปกติเห็นโดยไม่ติดขัด คือเห็นธรรมทั้งปวงเว้นจากเครื่องกั้นเป็นปกติ อย่างนั้นเหมือนกัน. 
         บทว่า ญาณํ เต นาติวตฺตเร ความว่า พวกเดียรถีย์เหล่านั้นไม่ล่วงพ้นพระญาณของพระองค์ไปได้. 
         ในเวลาเสร็จสิ้นการสรรเสริญที่ล่วงแล้วอย่างนี้ เพื่อจะแสดงการเริ่มพยากรณ์ของตน พระดาบสจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ภควา ตมฺหิ สมเย ดังนี้ 
         ในคำนั้นเชื่อมความว่า ในสมัยใด ดาบสสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า ในสมัยนั้น คือกาลเสร็จสิ้นการสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ชื่อว่าผู้มีพระยศใหญ่ เพราะทรงมีบริวารล่วงพ้นการนับ ชื่อว่าพระชินะ เพราะทรงชนะกิเลสมารเป็นต้น ทรงออกจากสมาธิ คือจากอัปปนาสมาธิ ทรงตรวจดูสกลชมพูทวีปทั้งสิ้นด้วยทิพยจักษุ. 
         เชื่อมความในคาถานี้ว่า 
   พระสาวกนามว่านิสภะ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสีนั้น ผู้เป็นมุนี คือผู้ประกอบด้วยพระญาณกล่าวคือโมนะ อันพระขีณาสพหนึ่งแสนผู้มีจิตสงบ คือมีกิเลสในใจอันสงบระงับ ผู้เป็นตาทีบุคคล ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะเป็นผู้มีสภาพไม่หวั่นไหวในสิ่งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ผู้บริสุทธิ์คือผู้ประกอบด้วยกายกรรมเป็นต้นอันบริสุทธิ์ มีอภิญญา ๖ ผู้คงที่คือมีสภาวะอันไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ๘ ห้อมล้อมแล้ว รู้คือทราบพระดำริของพระพุทธเจ้า จึงเข้าไปเฝ้าพระโลกนายก คือได้ไปยังที่ใกล้ในทันใดนั้นเอง. 
         ท่านเหล่านั้นเป็นผู้มาแล้วอย่างนั้น ณ ที่นั้น คือ ณ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า. ทั้งที่ยังอยู่ในกลางหาวคือในอากาศ ได้กระทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. เชื่อมความว่า ท่านเหล่านั้นทั้งหมดประคองอัญชลีนมัสการอยู่ จากอากาศลงมาในสำนักของพระพุทธเจ้า. 
         พระดาบส เมื่อจะประกาศเหตุอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งการให้การพยากรณ์อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิตํ ปาตุกริ ดังนี้. 
         คำทั้งหมดนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. 
         บทว่า โย มํ ปุปฺเผน ความว่า ดาบสใดยังจิตให้เลื่อมใสในเราแล้วบูชาเราด้วยดอกไม้มิใช่น้อย และสรรเสริญคือชมเชยญาณของเราเนืองๆ คือบ่อยๆ. 
         บทว่า ตมหํ ความว่า เราจักประกาศ คือจักกระทำดาบสนั้นให้ปรากฏ. ท่านทั้งหลายจงฟังคือจงกระทำอารมณ์ในการที่จะฟัง คือจงใส่ใจคำเรากล่าว. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงประทานการพยากรณ์ จึงตรัสว่า ปจฺฉิเม ภวสมฺปตฺเต ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีอธิบายว่า 
         เมื่อภพอันมีในสุดท้าย คือเป็นที่สุดถึงพร้อมแล้ว ดาบสนี้จักถึงความเป็นมนุษย์คือชาติกำเนิดมนุษย์ ได้แก่จักเกิดขึ้นในมนุษย์โลก. นางพราหมณีชื่อว่าสารี เพราะเป็นผู้มีสาระด้วยสาระทั้งหลาย มีสาระคือรูปทรัพย์ตระกูลโภคทรัพย์และสาระคือบุญเป็นต้น จักตั้งครรภ์. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มมูลพยากรณ์ว่า อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป ดังนี้. 
         ในมูลพยากรณ์นี้ พึงเห็นว่า พระอัครสาวกทั้งสองบำเพ็ญบารมีหนึ่งอสงไขยแสนกัปก็จริง แม้ถึงอย่างนั้น เพื่อความสะดวกในการประพันธ์คาถา ท่านจึงถือเอาอันตรกัปแล้วกล่าวไว้อย่างนั้น. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานพยากรณ์ว่า จักได้เป็นพระอัครสาวกโดยชื่อว่าสารีบุตร พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นครั้นประทานพยากรณ์แล้ว เมื่อจะสรรเสริญดาบสนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า อยํ ภาคีรถี (บาลีว่า ภาคีรสี) ดังนี้. 
   อธิบายว่า ระหว่างแม่น้ำ ๕ สายนี้ คือ คงคา ยมุนา สรภู มหี อจิรวดี แม่น้ำใหญ่สายที่หนึ่งชื่อว่าภาคีรถีนี้ เกิดจากเขาหิมวันต์ คือไหลมาจากเขาหิมวันต์ คือเกิดจากสระอโนดาต ไหลไปถึงทะเลใหญ่คือห้วงน้ำใหญ่ ย่อมถึงคือเข้าไปยังมหาสมุทรคือมหาสาครฉันใด สารีบุตรนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้อาจหาญในเวททั้งสามของตน คือเป็นผู้กล้าหาญมีญาณไม่พลั้งพลาด คือมีญาณแผ่ไปในเวททั้งสามอันเป็นไปอยู่ในตระกูลของตน ถึงความเต็มเปี่ยมด้วยปัญญาคือถึงที่สุดแห่งสาวกญาณของตน จักยังสัตว์ทั้งหลายคือสัตว์ทั้งมวลให้อิ่ม คือให้อิ่มหนำ คือจักกระทำความอิ่มหนำให้. 
         บทว่า หิมวนฺตมุปาทาย ความว่า กระทำภูเขาหิมาลัยให้เป็นต้นแล้วกระทำห้วงน้ำใหญ่คือมหาสมุทร ได้แก่สาครอันมีน้ำเป็นภาระให้เป็นที่สุด ในระหว่างนี้คือในท่ามกลางภูเขาและสาครนี้ ทรายใดคือกองทรายประมาณเท่าใดมีอยู่ว่าด้วยการนับคือว่าด้วยอำนาจการนับทรายนั้นนับไม่ถ้วน คือล่วงพ้นการนับ. 
         บทว่า ตมฺปิ สกฺกา อเสเสน ความว่า แม้ทรายนั้น ใครๆ อาจคือพึงอาจนับได้หมด. เชื่อมความว่า การนับนั้นย่อมมีได้ด้วยประการใด. ที่สุดคือปริโยสานแห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่มีเลยด้วยประการนั้น. 
         บทว่า ลกฺเข ฯเปฯ ภวิสฺสติ ความว่า เมื่อคะแนน ได้แก่คะแนนแห่งญาณ คือเวลาหนึ่งของญาณ ที่ใครๆ วางคือตั้งไว้มีอยู่ ทรายในแม่น้ำคงคาพึงสิ้นไป คือพึงถึงความหมดสิ้นไป. 
         ในบทว่า มหาสมุทฺเท นี้ เชื่อมความว่า คลื่นทั้งหลายคือกลุ่มคลื่นชนิดหนึ่งคาวุตเป็นต้น ในมหาสาครทั้ง ๔ อันลึกได้ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ว่าถึงการนับ นับไม่ถ้วนคือเว้นจากการนับ ย่อมมีด้วยประการใด ที่สุดคือความสิ้นสุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตร จักไม่มีด้วยประการนั้น. 
         เชื่อมความในคาถานี้ว่า 
         พระสารีบุตรนั้นมีปัญญาอย่างนี้ ยังพระสัมพุทธเจ้าชื่อว่าโคตมะ เพราะเป็นโคตมโคตร ผู้เป็นใหญ่ในศากยตระกูล ชื่อว่าผู้เป็นศากยะผู้ประเสริฐ ให้ทรงโปรดแล้ว คือทำความยินดีแห่งจิตด้วยวัตรปฏิบัติ ศีลและอาจาระเป็นต้น ถึงความเต็มเปี่ยมคือที่สุดแห่งสาวกญาณด้วยปัญญา จักเป็นอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. 
         อธิบายความในคาถานี้ว่า 
         พระสารีบุตรนั้นได้รับตำแหน่งอัครสาวกอย่างนี้แล้ว จักประกาศตามพระธรรมจักรคือพระสัทธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าศากยบุตรทรงประกาศแล้ว คือทรงทำให้ปรากฏแล้ว ด้วยสภาวะอันไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ คือจักทรงจำไว้ ไม่ให้พินาศ. จักยังฝนคือธรรม ได้แก่ฝนคือพระธรรมเทศนาให้ตกลง ได้แก่จักแสดง ประกาศ เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้นเป็นไป. 
         เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้โคตมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงรู้ยิ่งสิ่งทั้งหมดนั้นคือทรงรู้ด้วยญาณวิเศษ ประทับนั่งในหมู่ภิกษุ คือในท่ามกลางพระอริยบุคคล จักทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันเลิศ คือในตำแหน่งอันสูงอันเป็นที่อภิรมย์แห่งหมู่ของคุณความดีมีปัญญาทั้งสิ้นเป็นต้น.

หน้าต่างที่ [๑] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๓. สารีปุตตเถราปทาน

พรรณนาสารีปุตตเถราปทาน
         ต่อจากนั้น
เพื่อจะสังวรรณนาคาถารวบรวมเถราปทาน ท่านจึงกล่าวว่า อถ เถราปทานํ สุณาถ ดังนี้. 
         อรรถแห่ง อถ ศัพท์ และ อปทาน ศัพท์ ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น. 
         ก็บรรดาศัพท์เหล่านี้ เถร ศัพท์นี้เป็นไปในอรรถมิใช่น้อย มีอรรถว่า กาล มั่นคง บัญญัติ ชื่อ และใหญ่ เป็นต้น. 
         จริงอย่างนั้น เถรศัพท์ที่ใช้ในความหมายว่ากาล เช่นในประโยคมีอาทิว่า เถโรวสฺสิกานิ ปูตีนิ จุณฺณกชาตานิ แปลว่า ท่อนกระดูกทั้งหลายที่ฝนตกชะอยู่เกินเวลานานปีแล้ว ผุป่นละเอียดไป. อธิบายว่า ฝนตกชะอยู่นาน คือตกเป็นเวลานาน. 
         ใช้ในความหมายว่ามั่นคง เช่นในประโยคมีอาทิว่า เถโรปิ ตาว มหา แปลว่า เพียงเป็นผู้มั่นคง เป็นใหญ่ก่อน. อธิบายว่า เป็นผู้มีศีลมั่นคง. 
         ใช้ในความหมายว่าบัญญัติ เช่นในประโยคมีอาทิว่า เถโร อยมายสฺมา มหลฺลโก แปลว่า ท่านผู้มีอายุนี้เป็นคนแก่คนเฒ่า. อธิบายว่า เป็นเพียงโลกบัญญัติ. 
         ใช้ในความหมายว่าชื่อ เช่นในประโยคมีอาทิว่า จุนฺทตฺเถโร ผุสฺสตฺเถโร พระจุนทเถระ พระผุสสเถระ. อธิบายว่า เขาตั้งชื่อไว้อย่างนี้. 
         ใช้ในความหมายว่าคนใหญ่ เช่นในประโยคมีอาทิว่า เถโร จายํ กุมาโร มม ปุตฺเตสุ บรรดาลูกๆ ของข้าพเจ้า กุมารนี้เป็นคนใหญ่ (คนหัวปี). อธิบายว่า เด็กคนโต. 
         แต่ในที่นี้ เถระ ศัพท์นี้ใช้ในความหมายว่า กาลและมั่นคง. เพราะฉะนั้น ชื่อว่าเถร เพราะดำรงอยู่มาสิ้นกาลนาน. 
         อีกอย่างหนึ่ง ท่านผู้ประกอบด้วยคุณมีศีล อาจาระและมัทวะอันมั่นคงยิ่ง เรียกว่าเถระ. 
         พระเถระและเถระ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าพระเถระทั้งหลาย. อปทานคือเหตุแห่งพระเถระทั้งหลาย ชื่อว่าเถราปทาน. เชื่อมความว่า ท่านทั้งหลายจงฟังเถราปทานนั้น. 
         คำมีอาทิว่า หิมวนฺตสฺส อวิทูเร ลมฺพโก นาม ปพฺพโต ดังนี้ เป็นอปทานของท่านพระสารีบุตร. เรื่องของท่านผู้มีอายุนั้นและของพระมหาโมคคัลลานเถระ พึงทราบอย่างนี้. 
         ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในที่สุดหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ท่านพระสารีบุตรบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล เป็นผู้ชื่อว่าสรทมาณพโดยชื่อ, ท่านพระมหาโมคคัลลานะบังเกิดในตระกูลคหบดีมหาศาล โดยชื่อมีชื่อว่าสิริวัฑฒนกุฏุมพี. 
   คนทั้งสองนั้นเป็นสหายเล่นฝุ่นด้วยกัน บรรดาคนทั้งสองนั้น สรทมาณพ เมื่อบิดาล่วงลับไปแล้ว ได้ครอบครองทรัพย์อันเป็นของตระกูล. วันหนึ่ง อยู่ในที่ลับคิดว่า ชื่อว่าความตายของสัตว์เหล่านี้เป็นสิ่งที่แน่นอน เพราะฉะนั้น เราควรเข้าถือการบวชอย่างหนึ่ง แสวงหาทางหลุดพ้น จึงเข้าไปหาสหายแล้วกล่าวว่า สหาย เราอยากบวช ท่านจักอาจบวชไหม. เมื่อสหายนั้นกล่าวว่าไม่อาจ จึงกล่าวว่า ช่างเถอะ เฉพาะเราเท่านั้นจักบวช แล้วให้เปิดคลังรัตนะให้มหาทานแก่คนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น แล้วไปยังเชิงเขาบวชเป็นฤาษี. 
         เมื่อสรทมาณพนั้นบวชได้มีเหล่าบุตรพราหมณ์ประมาณ ๗๔,๐๐๐ คนบวชตาม. สรทดาบสนั้นทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด แล้วจึงบอกกสิณบริกรรมแก่ชฎิลเหล่านั้น. ชฎิลทั้งหมดนั้นก็ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดขึ้น. 
   สมัยนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ ได้ยังเหล่าสัตว์ให้ข้ามจากโอฆะสงสารใหญ่ วันหนึ่ง มีพระประสงค์จะสงเคราะห์สรทดาบสและเหล่าอันเตวาสิก พระองค์เดียวไม่มีเพื่อน ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จไปทางอากาศ ทรงดำริว่า จงรู้ว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อสรทดาบสนั้นเห็นอยู่นั่นแล จึงเสด็จลงจากอากาศ ประทับยืนบนแผ่นดิน. 
   สรทดาบสพิจารณามหาบุรุษลักษณะในพระสรีระของพระศาสดา แล้วลงสันนิษฐานว่า ท่านผู้นี้เป็นพระสัพพัญญูพุทธะแท้เทียว จึงได้กระทำการต้อนรับ ให้ปูลาดอาสนะถวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดแล้ว สรทดาบสนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ในสำนักของพระศาสดา. 
   สมัยนั้น ชฎิลประมาณ ๗๔,๐๐๐ ผู้เป็นอันเตวาสิกของสรทดาบสนั้น ถือผลไม้น้อยใหญ่อันประณีตๆ มีโอชะมาอยู่ ได้เห็นพระศาสดาเกิดความเลื่อมใส แลดูอาการนั่งแห่งอาจารย์ของตนและพระศาสดา แล้วพากันกล่าวว่า ท่านอาจารย์ เมื่อก่อนพวกข้าพเจ้าสำคัญว่า ใครๆ ผู้จะใหญ่กว่าท่านไม่มี ก็บุรุษนี้เห็นจะใหญ่กว่าท่าน. สรทดาบสกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย พวกเธอพูดอะไร พวกเธอปรารถนาจะกระทำเขาสิเนรุอันสูงหกล้านแปดแสนโยชน์ ให้เสมอกับเมล็ดพันธุ์ผักกาด พวกเธออย่ากระทำเราให้เท่ากับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย. 
         ลำดับนั้น ดาบสเหล่านั้น ครั้นได้ฟังคำของอาจารย์แล้วพากันคิดว่า ท่านผู้นี้เป็นอุดมบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทีเดียวหนอ ทั้งหมดจึงหมอบลงที่พระบาทไหว้พระศาสดา. 
   ทีนั้น อาจารย์จึงกล่าวกะพวกศิษย์นั้นว่า นี่แน่ะพ่อทั้งหลาย ไทยธรรมของพวกเราอันสมควรแก่พระศาสดา ไม่มี และพระศาสดาก็เสด็จมา ณ ที่นี้ในเวลาภิกขาจาร เอาเถอะ พวกเราจักถวายไทยธรรมตามกำลังผลาผลอันประณีตใดๆ พวกเธอได้นำมาแล้ว พวกเธอก็จงนำเอาผลาผลไม้นั้นๆ มาเถิด ครั้นให้นำมาแล้ว จึงล้างมือทั้งสอง ให้ตั้งผลาผลไม้ ลงในบาตรของพระตถาคตด้วยตนเอง เมื่อพระศาสดาสักว่าทรงรับผลาผลไม้ เทวดาทั้งหลายได้ใส่ทิพโอชาเข้าไป. แม้น้ำ พระดาบสก็ได้กรองถวายด้วยตนเองเหมือนกัน. 
         จากนั้น เมื่อพระศาสดาทรงทำกิจด้วยโภชนะให้เสร็จแล้วประทับนั่ง ดาบสให้เรียกเหล่าอันเตวาสิกทั้งหมดมาแล้วนั่งกล่าวสาราณียกถาอยู่ในสำนักของพระศาสดา. 
         พระศาสดาทรงดำริว่า อัครสาวกทั้งสองจงมาพร้อมกับหมู่ภิกษุ. ทันใดนั้น พระอัครสาวกมีพระขีณาสพหนึ่งแสนเป็นบริวาร ก็มาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. 
   ลำดับนั้น สรทดาบสจึงเรียกเหล่าอันเตวาสิกมาว่า พ่อทั้งหลายควรทำการบูชาด้วยอาสนะดอกไม้แก่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์ เพราะฉะนั้น พวกเธอจงนำดอกไม้มา. ทันใดนั้น เหล่าอันเตวาสิกจึงนำดอกไม้ทั้งหลายอันสมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นมาด้วยฤทธิ์ แล้วปูลาดอาสนะดอกไม้ประมาณหนึ่งโยชน์แก่พระพุทธเจ้า ปูลาดอาสนะดอกไม้ประมาณ ๓ คาวุตแก่พระอัครสาวกทั้งสอง ปูลาดอาสนะดอกไม้ชนิดกึ่งโยชน์เป็นต้น แก่เหล่าภิกษุที่เหลือ ปูลาดอาสนะดอกไม้ประมาณอุสภะแก่ภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์. 
         ครั้นปูลาดอาสนะทั้งหลายอย่างนี้แล้ว สรทดาบสจึงประคองอัญชลี ตรงพระพักตร์ของพระตถาคต แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์เสด็จขึ้นยังอาสนะดอกไม้นี้ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้ เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้ว พระอัครสาวกทั้งสองและเหล่าภิกษุที่เหลือ ก็นั่งบนอาสนะอันถึงแก่ตนๆ. 
   พระศาสดาทรงเข้านิโรธสมาบัติด้วยพระประสงค์ว่า ผลใหญ่จงมีแก่ดาบสเหล่านั้น. ฝ่ายพระอัครสาวกทั้งสองและภิกษุที่เหลือ รู้ว่าพระศาสดาทรงเข้านิโรธสมาบัติ จึงพากันเข้านิโรธสมาบัติ. พระดาบสได้ยืนกั้นฉัตรดอกไม้แด่พระศาสดาสิ้นกาลหาระหว่างมิได้ตลอด ๗ วัน. พระดาบสนอกนี้ฉันมูลผลาหารจากป่าแล้ว ในเวลาที่เหลือก็ได้ยืนประคองอัญชลีอยู่. 
   พอล่วงไปได้ ๗ วัน พระศาสดาทรงออกจากนิโรธสมาบัติ แล้วตรัสเรียกพระนิสภเถระอัครสาวกว่า เธอจงกระทำอนุโมทนาอาสนะดอกไม้แก่ดาบสทั้งหลาย. พระเถระตั้งอยู่ในสาวกบารมีญาณ ได้กระทำอนุโมทนาอาสนะดอกไม้แก่ดาบสทั้งหลายเหล่านั้น ในเวลาจบเทศนาของพระนิสภเถระนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระอโนมเถระทุติยอัครสาวกว่า แม้เธอก็จงแสดงธรรมแก่ดาบสเหล่านี้. 
         ฝ่ายพระอโนมเถระพิจารณาพระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก แล้วกล่าวธรรมแก่ดาบสเหล่านั้น ธรรมาภิสมัยการตรัสรู้ธรรม มิได้มีด้วยเทศนาของพระอัครสาวกทั้งสอง. 
         ลำดับนั้น พระศาสดาทรงตั้งอยู่ในพุทธวิสัย แล้วทรงเริ่มพระธรรมเทศนา. ในเวลาจบเทศนา ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันที่เหลือแม้ทั้งหมด เว้นสรทดาบสบรรลุพระอรหัตแล้ว. พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ ตรัสกะชฎิลเหล่านั้นว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด. ทันใดนั้น ชฎิลเหล่านั้นมีเพศดาบสอันตรธานหายไป ได้เป็นผู้ทรงบริขาร ๘ ดุจพระเถระมีพรรษา ๖๐ ฉะนั้น. 
         ส่วนสรทดาบส เพราะความที่ตนเป็นผู้เกิดปริวิตกขึ้นเวลาแสดงธรรมว่า โอหนอ แม้เราก็พึงเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตเหมือนพระนิสภเถระนี้ ได้มีจิตส่งไปอื่น จึงไม่ได้อาจเพื่อจะทำให้รู้แจ้งมรรคผล. 
         ลำดับนั้น จึงถวายบังคมพระศาสดา แล้วได้กระทำความปรารถนาเหมือนอย่างนั้น. 
         พระศาสดาทรงเห็นว่าจะสำเร็จโดยหาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์ว่า ล่วงไปหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป แต่กัปนี้ไป อัครสาวกของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า จักมีนามว่าสารีบุตร ดังนี้แล้วตรัสธรรมกถา มีภิกษุสงฆ์เป็นบริวารแล่นไปยังอากาศแล้ว. 
         ฝ่ายสรทดาบสก็ได้ไปยังสำนักของสิริวัฑฒกุฎุมพีผู้สหาย แล้วกล่าวว่า สหาย เราปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้จะอุบัติขึ้นในอนาคต ณ ที่บาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี แม้ท่านก็จงปรารถนาตำแหน่งทุติยสาวกของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น. 
   สิริวัฑฒกุฎุมพีได้ฟังการชี้แจงดังนั้น จึงให้กระทำที่ประมาณ ๘ กรีสที่ประตูนิเวศน์ของตนให้มีพื้นราบเรียบ แล้วโรยดอกไม้มีข้าวตอกเป็นที่ ๕ ให้สร้างมณฑปมุงด้วยอุบลเขียว ให้ลาดอาสนะสำหรับพระพุทธเจ้า ให้ลาดอาสนะสำหรับภิกษุทั้งหลาย แล้วตระเตรียมเครื่องสักการะและสัมมานะมากมาย แล้วให้สรทดาบสไปนิมนต์พระศาสดามายังมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วัน แล้วให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ครองผ้าทั้งหลายอันควรค่ามาก แล้วได้กระทำความปรารถนาเพื่อความเป็นทุติยสาวก. 
         พระศาสดาทรงเห็นความสำเร็จของสิริวัฑฒกุฎุมพีนั้นโดยหาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์โดยนัยดังกล่าวแล้ว ทรงทำอนุโมทนาภัตแล้วเสด็จหลีกไป. 
         สิริวัฑฒกุฎุมพีร่าเริงแจ่มใส กระทำกุศลกรรมตลอดชั่วอายุ แล้วบังเกิดในกามาวจรเทวโลก ในวาระจิตที่ ๒ สรทดาบสเจริญพรหมวิหาร ๔ แล้วบังเกิดในพรหมโลก. 
         จำเดิมแต่นั้น ท่านไม่กล่าวถึงกรรมในระหว่างของสหายทั้งสอง. 
         ก็สรทดาบสถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางรูปสารีพราหมณี ในอุปติสสคาม ไม่ไกลนครราชคฤห์ ก่อนกว่าการอุบัติขึ้นแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย. ในวันนั้นเอง แม้สหายของสรทดาบสนั้น ก็ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางโมคคัลลีพราหมณี ในโกลิตคาม ไม่ไกลนครราชคฤห์เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น โมคคัลลานะ ชื่อว่าโมคคัลลานะ เพราะเป็นบุตรของนางโมคคัลลีพราหมณี. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าโมคคัลลานะ เพราะเกิดโดยโมคคัลลีโคตร. 
         อีกอย่างหนึ่ง ในเวลาที่มารดายังเป็นกุมาริกา บิดามารดาของนางกุมาริกานั้นเรียกชื่อว่า มุคคลี เพราะถือเอาคำว่า มาอุคฺคลิ มา อุคฺคลิ อย่ากลืน อย่ากลืน. ชื่อว่าโมคคัลลานะ เพราะเป็นบุตรของนางมุคคลีนั้น. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าโมคคัลลานะ เพราะเป็นผู้อาจ คือสามารถในการได้ ในการถือเอา ในการรู้แจ้งมรรคมีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น. 
   ได้ยินว่า ตระกูลทั้งสองนั้นเป็นสหายเนื่องกันมา ๗ ชั่วสกุล. บิดามารดาได้ให้การบริหารครรภ์แก่คนทั้งสองนั้นในวันเดียวกัน. พอล่วงไปได้ ๑๐ เดือน บิดามารดาก็เริ่มตั้งแม่นม ๖๖ คน แก่คนทั้งสองนั้นแม้ผู้เกิดแล้ว. ในวันตั้งชื่อ บิดามารดาตั้งชื่อบุตรของนางรูปสารีพราหมณีว่า อุปติสสะ เพราะเป็นบุตรของตระกูลผู้เป็นหัวหน้าในอุปติสสคาม. ตั้งชื่อของบุตรนอกนี้ว่า โกลิตะ เพราะเป็นบุตรของตระกูลผู้เป็นหัวหน้าในโกลิตคาม. คนทั้งสองนั้นเจริญอยู่ด้วยบริวารใหญ่ อาศัยความเจริญเติบโตแล้ว ได้ถึงความสำเร็จศิลปะทั้งปวง. 
   อยู่มาวันหนึ่ง คนทั้งสองนั้นกำลังดูมหรสพบนยอดเขาในกรุงราชคฤห์ เห็นมหาชนประชุมกัน เพราะญาณถึงความแก่กล้า จึงเกิดความคิดขึ้นโดยแยบคายได้ความสังเวชว่า คนเหล่านี้ทั้งหมดภายในร้อยปีเท่านั้น ก็จะเข้าไปยังปากของมัจจุราช จึงทำการตัดสินใจว่า เราทั้งหลายควรแสวงหาโมกขธรรม และเมื่อจะแสวงหาโมกขธรรมนั้น ควรได้การบรรพชาอย่างหนึ่ง จึงพากันบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชกพร้อมกับมาณพ ๕๐๐ คน. 
   จำเดิมแต่คนทั้งสองนั้นบวชแล้ว สัญชัยปริพาชกได้เป็นผู้ถึงลาภอันเลิศและยศอันเลิศ. โดย ๒-๓ วันเท่านั้น คนทั้งสองนั้นก็เรียนลัทธิของสัญชัยได้ทั้งหมด ไม่เห็นสาระในลัทธินั้น ได้เหนื่อยหน่ายลัทธินั้น จึงถามปัญหากะสมณพราหมณ์ที่เขาสมมติกันว่าเป็นบัณฑิตในที่นั้นๆ สมณพราหมณ์เหล่านั้นผู้ถูกคนทั้งสองคนถามแล้ว ไม่ยังการแก้ปัญหาให้สำเร็จได้ โดยที่แท้ คนทั้งสองนั้นนั่นเองพากันแก้ปัญหาให้แก่สมณพราหมณ์เหล่านั้น. 
         เมื่อเป็นอย่างนั้น คนทั้งสองนั้น เมื่อจะแสวงหาโมกขธรรม (ต่อไป) จึงได้ทำกติกาว่า ในเราทั้งสอง คนใดบรรลุอมตะก่อน คนนั้นจงบอกแก่อีกคนหนึ่ง. 
         ก็สมัยนั้น เมื่อพระศาสดาของเราทั้งหลายทรงบรรลุพระปฐมาภิสัมโพธิญาณแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร ทรงทรมานชฎิลพันคนมีอุรุเวลกัสสปเป็นต้น แล้วประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์โดยลำดับ. 
   วันหนึ่ง อุปติสสปริพาชกไปยังปริพาชการาม เห็นท่านพระอัสสชิเถระเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์ คิดว่า บรรพชิตผู้สมบูรณ์ด้วยมารยาทเห็นปานนี้ เราไม่เคยเห็น ชื่อว่าธรรมอันละเอียดจะพึงมีในบรรพชิตนี้ จึงเกิดความเลื่อมใส มองดูท่านผู้มีอายุเพื่อจะถามปัญหา ได้ติดตามไปข้างหลัง. 
   ฝ่ายพระเถระได้บิณฑบาตแล้ว ไปยังโอกาสอันเหมาะสม เพื่อจะบริโภค. ปริพาชกได้ลาดตั่งปริพาชกของตนถวาย และในเวลาเสร็จภัตกิจ ได้ถวายน้ำในคนโทของตนแก่พระเถระ. ปริพาชกนั้นกระทำอาจริยวัตรอย่างนี้แล้ว กระทำปฏิสันถารกับพระเถระผู้กระทำภัตกิจเสร็จแล้วจึงถามว่า ใครเป็นศาสดาของท่านหรือ หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร? 
   พระเถระอ้างเอาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันปริพาชกนั้นถามอีกว่า ก็ศาสดาของท่านผู้มีอายุมีวาทะอย่างไร คิดว่า เราจักแสดงความที่พระศาสนานี้เป็นของลึกซึ้ง จึงประกาศว่าตนยังเป็นผู้ใหม่ และเมื่อจะแสดงธรรมในพระศาสนาแก่ปริพาชกนั้นโดยสังเขป จึงกล่าวคาถาว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เป็นต้น. 
   ปริพาชกได้ฟังเฉพาะสองบทแรกเท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติมรรคและโสดาปัตติผลอันสมบูรณ์ด้วยนัยพันหนึ่ง สองบทหลังจบลง ในเวลาเขาเป็นพระโสดาบัน. ก็ในเวลาจบคาถา เขาเป็นพระโสดาบัน เมื่อคุณวิเศษในเบื้องบนยังไม่เป็นไป จึงกำหนดว่า เหตุในพระศาสนานี้จักมี จึงกล่าวกะพระเถระว่า ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าขยายธรรมเทศนาให้สูงเลย เท่านี้แหละพอแล้ว พระศาสดาของเราทั้งหลายอยู่ที่ไหน. 
         พระอัสสชิกล่าวว่า อยู่ที่พระเวฬุวัน. 
         ปริพาชกกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ท่านจงล่วงหน้าไป ข้าพเจ้าจะเปลื้องปฏิญญาที่ทำไว้แก่สหายของข้าพเจ้าแล้วจักพาสหายนั้นมาด้วย แล้วไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กระทำประทักษิณ สั่งพระเถระแล้วได้ไปยังปริพาชการาม. 
         โกลิตปริพาชกเห็นอุปติสสปริพาชกนั้นกำลังมาแต่ไกล คิดว่า สีหน้าไม่เหมือนวันอื่น อุปติสสะนี้จักบรรลุอมตธรรมเป็นแน่จึงยกย่องการบรรลุคุณวิเศษของอุปติสสะนั้น โดยอาการนั้นแหละ แล้วถามถึงการบรรลุอมตธรรม. 
         ฝ่ายอุปติสสะนั้นก็ปฏิญญาแก่โกลิตะนั้นว่า ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าบรรลุอมตธรรมแล้ว จึงได้กล่าวคาถานั้นนั่นแหละ. 
         ในเวลาจบคาถา โกลิตะดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วกล่าวว่า พระศาสดาของพวกพวกเราอยู่ที่ไหน. 
         อุปติสสะกล่าวว่า อยู่ที่พระเวฬุวัน. 
         โกลิตะกล่าวว่า ผู้มีอายุ ถ้าอย่างนั้น พวกเราจงมา จักเฝ้าพระศาสดา. 
         อุปติสสะเป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ตลอดกาลทั้งปวงทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงได้เป็นผู้ใคร่จะประกาศคุณของพระศาสดาแก่สัญชัย แล้วนำสัญชัยแม้นั้นไปยังสำนักของพระศาสดาด้วย. 
   สัญชัยปริพาชกนั้นถูกความหวังในลาภครอบงำ ไม่ปรารถนาจะเป็นอันเตวาสิก จึงปฏิเสธว่า เราไม่อาจเป็นตุ่มสำหรับตักวิดน้ำ คนทั้งสองนั้นเมื่อไม่อาจให้สัญชัยปริพาชกนั้นยินยอมได้ด้วยเหตุหลายประการ จึงได้ไปยังพระเวฬุวันพร้อมกับอันเตวาสิก ๒๕๐ คนผู้ประพฤติตามโอวาทของตน. 
   พระศาสดาทรงเห็นคนเหล่านั้นมาจากที่ไกล จึงตรัสว่า นี้จักเป็นคู่สาวกของเรา จักเป็นคู่อันเจริญเลิศ แล้วทรงแสดงธรรมตามจริยาแห่งบริษัทของคนทั้งสองนั้น ให้ดำรงอยู่ในพระอรหัต แล้วได้ประทานอุปสมบทด้วยความเป็นเอหิภิกขุ บาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ได้มา แม้แก่พระอัครสาวก เหมือนมาแก่ภิกษุเหล่านั้น แต่กิจแห่งมรรคสามเบื้องบนของพระอัครสาวกยังไม่สำเร็จ เพราะเหตุไร? เพราะสาวกบารมีญาณเป็นคุณยิ่งใหญ่. 
   บรรดาพระอัครสาวกนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ในวันที่ ๗ แต่บวชแล้วกระทำสมณธรรมอยู่ที่บ้านกัลลวาลคาม ในมคธรัฐ เมื่อถีนมิทธะก้าวลงอยู่ อันพระศาสดาให้สังเวชแล้ว บรรเทาถีนมิทธะ (ความโงกง่วง) ได้ กำลังฟังธาตุกรรมฐานรอยู่ทีเดียว ได้บรรลุมรรคเบื้องบนทั้ง ๓ ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ. 
   ท่านพระสารีบุตรล่วงไปได้กึ่งเดือนแต่การบรรพชา อยู่ในถ้ำสุกรขตะ (ที่ปรากฏโดยมากว่า สุกรขาตา) ในกรุงราชคฤห์กับพระศาสดา เมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนาแนวแห่งปริคคหสูตร แก่ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลานของตน ส่งญาณไปตามพระธรรมเทศนา จึงถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ เหมือนบุคคลบริโภคภัตที่เขาคดมาเพื่อผู้อื่นฉะนั้น ดังนั้น สาวกบารมีญาณของพระอัครสาวกทั้งสองได้ถึงที่สุดในที่ใกล้พระศาสดาทีเดียว. 
         ท่านพระสารีบุตรบรรลุสาวกบารมีญาณอย่างนี้แล้วจึงรำพึงว่า สมบัตินี้เราได้ด้วยกรรมอะไร ได้รู้กรรมนั้นแล้ว เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยอำนาจความปีติโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า หิมวนฺตสฺส อวิทูเร ดังนี้. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า 
            ในที่ไม่ไกลหิมวันตประเทศ มีภูเขาชื่อลัมพกะ เราสร้าง 
            อาศรมไว้อย่างดี (และ) สร้างบรรณศาลาไว้อย่างดี. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิมวนฺตสฺส ความว่า ที่ชื่อว่าหิมวา เพราะประเทศนั้นมีหิมะ. ในที่ไม่ไกล คือในที่ใกล้หิมวันตประเทศนั้น. อธิบายว่า ในป่าอันเนื่องกับเขาหิมาลัย. 
         บทว่า ลมฺพโก นาม ปพฺพโต ความว่า ภูเขาเจือด้วยดินร่วนอันมีชื่ออย่างนั้น. 
         บทว่า อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ความว่า อาศรม คืออรัญวาสที่ทำไว้เพื่อเรา คือเพื่อประโยชน์แก่เรา ณ ที่ภูเขาชื่อลัมพกะนั้น ชื่อว่าอาศรม เพราะสงบเงียบโดยทั่วไป คือโดยรอบ. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอาศรม เพราะเป็นที่ไม่มีความดิ้นรนคือความกระวนกระวายแก่ผู้เข้าไปแล้ว, 
         อรัญวาสอันเป็นอย่างนี้ เราทำไว้ดีแล้ว. อธิบายว่า สร้างไว้ด้วยอาการอันดี เช่นที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน กุฎีและปะรำเป็นต้น. 
         บทว่า ปณฺณสาลา ได้แก่ บรรณศาลาสำหรับเป็นที่อาศัยอยู่ มุงด้วยใบไม้มีแฝกและหญ้าปล้องเป็นต้น. 
               แม่น้ำมีฝั่งตื้น มีท่าดี เป็นที่รื่นรมย์ใจ เกลื่อนกล่น 
               ด้วยทรายขาวสะอาด มีอยู่ไม่ไกลอาศรมของเรา. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺตานกูลา ได้แก่ แม่น้ำไม่ลึก. 
         บทว่า สุปติตฺถา แปลว่า มีท่าดี. 
         บทว่า มโนรมา ได้แก่ ประทับใจ คือเป็นที่ยังใจให้เอิบอาบ, 
         บทว่า สุสุทฺธปุลินากิณฺณา ได้แก่ เกลื่อนกลาดด้วยทราย ปานประหนึ่งว่ากลีบแก้วมุกดาขาวดี. อธิบายว่า เป็นท้องทราย. 
         อธิบายว่า แม่น้ำคือแม่น้ำน้อยที่เป็นอย่างนี้นั้น ได้มีอยู่ในที่ไม่ไกลคือในที่ใกล้อาศรมของเรา. 
         ก็บทว่า อสฺสมํ พึงทราบว่า เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. 
         ที่ใกล้อาศรมของเรานั้น มีแม่น้ำไม่มีก้อนกรวด ตลิ่งไม่ชัน 
         น้ำจืดสนิท ไม่มีกลิ่นเหม็น ไหลไป ทำให้อาศรมของเรางาม. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสกฺขรา ความว่า ชื่อว่าไม่มีกรวด คือเว้นจากกรวด เพราะท่านกล่าวว่า เกลื่อนกลาดด้วยทราย. 
         บทว่า อปพฺภารา แปลว่า เว้นจากเงื้อม อธิบายว่า ฝั่งไม่ลึก. 
         บทว่า สาทุ อปฺปฏิคนฺธิกา ความว่า แม่น้ำคือแม่น้ำน้อย มีน้ำมีรสอร่อย เว้นจากกลิ่นเหม็น ไหลไปคือเป็นไป ทำอาศรมบทของเราให้งาม. 
            ฝูงจระเข้ มังกร ปลาร้าย และเต่าว่ายน้ำเล่นอยู่ใน 
            แม่น้ำนั้น แม่น้ำไหลไป ทำให้อาศรมของเรางาม. 
         ในคาถานั้น เชื่อมความว่า จระเข้ มังกร ปลาฉลาม คือปลาร้ายและเต่า ได้เล่นอยู่ในแม่น้ำนี้. เชื่อมความว่า แม่น้ำคือแม่น้ำน้อยไหล คือไหลไป ทำให้อาศรมของเรางาม. 
         ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน 
         ปลานกกระจอก ว่ายโลดโดดอยู่ ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม.
         อธิบายว่า ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน และปลานกกระจอก มัจฉาชาติทั้งหมดนี้ โดดไปข้างโน้นข้าง นี้ คือไหลไปกับแม่น้ำ ทำให้อาศรมบทของเรางาม. 
               ที่สองฝั่งแม่น้ำ มีหมู่ไม้ดอก หมู่ไม้ผล ห้อยย้อย 
               อยู่ทั้งสองฝั่ง ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภ กูเลสุ ความว่า ที่ข้างทั้งสองของแม่น้ำนั้นมีต้นไม้ที่มีดอกประจำ มีผลประจำ ห้อยอยู่ทั้งสองฝั่ง คือน้อมลงเบื้องล่างที่ฝั่งทั้งสองของแม่น้ำ ย่อมทำให้อาศรมของเรางาม. 
         ไม้มะม่วง ไม้รัง หมากเม่า แคฝอย ไม้ย่างทราย บานอยู่เป็น 
         นิจ มีกลิ่นหอมดุจกลิ่นทิพย์ ฟุ้งตลบไปในอาศรมของเรา. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺพา เป็นต้น ความว่า มะม่วงเป็นพวงมีรสหวานอร่อย ต้นรัง ต้นหมากเม่า ต้นแคฝอย ต้นย่างทราย ต้นไม้เหล่านี้มีดอกบานอยู่เป็นนิจ. มีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นทิพย์ ฟุ้ง คือฟุ้งตลบไปรอบๆ อาศรมของเรา. 
         ไม้จำปา ไม้อ้อยช้าง ไม้กระทุ่ม กากะทิง บุนนาคและลำเจียก 
         บานสะพรั่งมีกลิ่นหอมดังกลิ่นทิพย์ ฟุ้งไปในอาศรมของเรา. 
         ในคาถานั้นมีอธิบายว่า 
         ไม้จำปา ไม้อ้อยช้าง ไม้กระทุ่มมีดอกเหมือนวงกลมทองคำ ไม้กากะทิง ไม้บุนนาคและไม้ลำเจียกหอม ไม้ทั้งหมดนี้มีดอกบาน คือบานสะพรั่ง กลิ่นตลบคือส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปในอาศรมของเรา เหมือนกลิ่นทิพย์.
            ต้นลำดวน ต้นอโศก ต้นกุหลาบ ไม้ปรู และไม้มะกล่ำ 
            หลวง มีดอกบานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา. 
         ในคาถานั้น เชื่อมความว่า ต้นลำดวนดอกบาน ต้นอโศกดอกบาน ต้นกุหลาบดอกบาน ต้นปรูดอกบานและมะกล่ำหลวงดอกบาน ไม้เหล่านี้บานสะพรั่งงดงามอยู่ใกล้อาศรมของเรา. 
               การะเกด พะยอมขาว พิกุล และมะลิซ้อน ส่ง 
               กลิ่นหอมอบอวล ทำอาศรมของเราให้งดงาม. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกตกา ได้แก่ กอสุคนธการะเกด. อธิบายว่า ต้นพะยอมขาว พิกุล กอมะลิซ้อน รุกขชาติทั้งหมดนี้ส่งกลิ่นหอมตลบ ทำให้อาศรมของเรางามไปทั่ว. 
            ไม้เจตพังคี ไม้กรรณิการ์ ไม้ประดู่ และไม้อัญชันเป็น 
            อันมาก ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ทำให้อาศรมของเรางาม. 
         เชื่อมความว่า ไม้ทั้งหลายมีเจตพังคีเป็นต้นเหล่านี้ ทำอาศรมของเราให้งามไปทั่ว ส่งกลิ่นหอมอบอวลอยู่. 
            บุนนาค บุนนาคเขา และต้นโกวิฬาร์ (ไม้สวรรค์) ดอก 
            บานสะพรั่ง หอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม. 
         อธิบายว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีบุนนาคเป็นต้น ส่งกลิ่นหอมตลบ ทำให้อาศรมของเรางาม. 
               ไม้ราชพฤกษ์ อัญชันเขียว ไม้กระทุ่ม และพิกุล 
               มีมาก ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ทำอาศรมของเราให้งาม. 
         เชื่อมความว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีต้นราชพฤกษ์เป็นต้น ส่งกลิ่นหอมตลบ ทำให้อาศรมของเรางาม. 
            ถั่วดำ ถั่วเหลือง กล้วย และมะกรูด เจริญเติบโต 
            ด้วยน้ำหอม ออกผลสะพรั่ง. 
         ในคาถานั้นมีใจความว่า พุ่มถั่วดำเป็นต้นเหล่านี้ เจริญเติบโตด้วยน้ำหอมแห่งเครื่องหอมมีจันทน์เป็นต้น ทรงผลดุจทอง ทำให้อาศรมของเรางดงาม. 
               ปทุมอย่างหนึ่งบาน ปทุมอย่างหนึ่งกำลังเกิด 
               ปทุมอย่างหนึ่งดอกร่วง บานอยู่ในบึงในกาลนั้น. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺเญ ปุปฺผนฺติ ปทุมา ความว่า ในบึง ในที่ไม่ไกลอาศรมของเรา ปทุมอย่างหนึ่งคือบางพวกบาน ปทุมบางพวกเกิดอยู่คือบังเกิดอยู่ ปทุมบางพวกมีดอกร่วงคือมีเกสรในกลีบโรยไป. 
            ปทุมกำลังเผล็ดดอกตูม เหง้าบัวไหลไป กระจับ 
            เกลื่อนด้วยใบ งามอยู่ในบึง ในกาลนั้น. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คพฺภํ คณฺหนฺติ ปทุมา ความว่า ในกาลนั้น คือในสมัยที่เราเป็นดาบสอยู่ ปทุมบางเหล่ากำลังเผล็ดดอกตูมอยู่ในภายในบึง เหง้าบัวคือรากปทุม กำลังไหลไปคือไหลไปจากภายในเปือกตมนี้เหมือนงาช้าง. ความว่า กระจับทั้งหลายเป็นกอ ดารดาษด้วยใบและดอก งดงามอยู่. 
            ไม้ตาเสือ จงกลนี ไม้อุตตรี และชบา บานอยู่ในบึง 
            ส่งกลิ่นหอมตลบอยู่ในกาลนั้น. 
         อธิบายความว่า ในกาลนั้น คือในสมัยที่เราอยู่ ณ ที่ใกล้บึง กอตาเสือ กอจงกลนี กอชื่ออุตตรี และกอชบา กอไม้ทั้งหมดนี้บานคือออกดอก พาเอากลิ่นหอมมา ทำบึงให้งดงาม. 
         ปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน 
         ปลาสังกุลา และปลารำพัน ย่อมอยู่ในบึง ในกาลนั้น. 
         เชื่อมความว่า ในกาลนั้น คือในสมัยที่เราอยู่ หมู่ปลามีปลาสลาดเป็นต้น ไม่กลัวย่อมอยู่ในบึง. 
               ฝูงจระเข้ ปลาฉลาม ปลาฉนาก ผีเสื้อน้ำ เต่า 
               และงูเหลือม ย่อมอยู่ในบึง ในกาลนั้น. 
         เชื่อมความว่า ในกาลนั้น คือในสมัยที่เราอยู่ ฝูงปลามีจระเข้เป็นต้นเหล่านี้ ไม่กลัว ไม่มีอันตราย ย่อมอยู่ในบึง ใกล้อาศรมของเรา. 
            ฝูงนกคับแค นกเป็ดน้ำ นกจากพรากที่เที่ยวไปในน้ำ 
            นกดุเหว่า นกแขกเต้า และนกสาลิกา ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิต 
               อยู่ใกล้สระนั้น. 
         ในคาถานั้น เชื่อมความว่า นกคับแค นกเป็ดน้ำ นกจากพรากที่เที่ยวไปในน้ำ นกดุเหว่า นกแขกเต้า และนกสาลิกา อาศัยสระใกล้อาศรมของเรา คือเข้าไปอาศัยสระนั้นเป็นอยู่. 
               ฝูงนกกวัก ไก่ฟ้า นกกะลิงป่า นกต้อยตีวิด 
               นกแขกเต้า ย่อมอาศัยสระนั้นเลี้ยงชีวิต. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุกุตฺถกา ได้แก่ นกที่มีชื่ออย่างนั้น. 
         บทว่า กุฬีรกา ได้แก่ นกที่มีชื่ออย่างนั้น. 
         เชื่อมความว่า นกกะลิงป่า นกต้อยตีวิดและนกแขกเต้า นกทั้งหมดนี้ย่อมอาศัยสระใกล้อาศรมของเรานั้นเป็นอยู่. 
            ฝูงหงส์ นกกระเรียน นกยูง นกดุเหว่า ไก่ นกค้อนหอย 
            นกโพระดก ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น. 
         อธิบายว่า ฝูงนกมีหงส์เป็นต้นเหล่านี้ทั้งหมด เข้าไปอาศัยสระนั้นเป็นอยู่ คือเลี้ยงชีวิตอยู่. 
               ฝูงนกแสก นกหัวขวาน นกเขาเหยี่ยว และนกกาน้ำ 
               นกมากมาย เข้าไปอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น. 
         ในคาถานั้นมีอธิบายว่า นกแสก นกหัวขวาน นกเขา นกเหยี่ยวและนกกาน้ำ นกมากมายบนบก ย่อมเป็นอยู่ คือสำเร็จความเป็นอยู่ ณ สระนั้น คือ ณ ที่ใกล้สระนั้น. 
            เนื้อฟาน หมู จามรี กวาง ละมั่ง เนื้อทรายเป็นอันมาก 
            เลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น. 
         ในคาถานั้นมีใจความว่า มฤคเหล่านี้มีเนื้อฟานเป็นต้น เลี้ยงชีวิตอยู่ ณ สระนั้น คือใกล้สระนั้น. ทุติยาวิภัตติใช้ในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. 
         ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาใน เสือดาว โขลงช้าง 
         แยกกันเป็น ๓ พวก อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น. 
         เชื่อมความว่า สัตว์จตุบทมีสีหะเป็นต้นเหล่านี้ เว้นจากอันตราย เป็นอยู่ใกล้สระนั้น. 
               พวกกินนร วานร คนทำงานในป่า สุนัขไล่เนื้อ 
               และนายพราน ย่อมอาศัยเป็นอยู่ใกล้สระนั้น. 
         ในคาถานี้มีความหมายว่า สัตว์เหล่านี้มีกินนรเป็นต้นซึ่งมีชื่ออย่างนี้ ย่อมอยู่ใกล้สระนั้น. 
               มะพลับ มะหาด มะซาง หมากเม่า เผล็ดผลอยู่ 
               เป็นนิจ ในที่ไม่ไกลจากอาศรมของเรา. 
         ในคาถานั้น เชื่อมความว่า ไม้ทั้งหลายมีมะพลับเป็นต้นเหล่านี้ เผล็ดผลมีรสอร่อย ในที่ไม่ไกลจากอาศรมของเรา ตลอดกาลทั้ง ๓ คือฤดูหนาว ฤดูร้อนและฤดูฝน เป็นประจำ. 
               ต้นคำ ต้นสน ต้นสะเดา สะพรั่งด้วยผลมีรสหวาน 
               เผล็ดผลเป็นประจำอยู่ในที่ไม่ไกลอาศรมของเรา. 
         ในคาถานั้นมีความว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีต้นคำเป็นต้นเหล่านี้ มีผลเป็นสำคัญ มีผลอร่อย มีผลอันอุดมมาร่วมกัน คือประกอบพร้อมดี ได้แก่สะพรั่งพร้อม เผล็ดผลเป็นประจำ งดงามอยู่ในที่ใกล้อาศรมของเรา. 
               ต้นสมอ มะขามป้อม มะม่วง หว้า สมอพิเภก กระเบา 
               ไม้รกฟ้า และมะตูม ต้นไม้เหล่านั้นเผล็ดผลอยู่. 
         เชื่อมความว่า ต้นไม้มีสมอเป็นต้นเหล่านั้น เกิดอยู่ในที่ใกล้อาศรมของเรา เผล็ดผลอยู่เป็นนิจ. 
               เหง้ามัน มันอ้อน นมแมว มันนก กะเม็ง และคัดมอน 
               มีอยู่มากมายใกล้อาศรมของเรา. 
         เชื่อมความว่า มูลผลทั้งหลายมีเหง้ามันเป็นต้นเหล่านี้ หวาน มีรสอร่อย มีอยู่เป็นอันมาก ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา. 
               ณ ที่ไม่ไกลอาศรมของเรา มีสระน้ำสร้างไว้ดีแล้ว 
               มีน้ำใสเย็น มีท่าน้ำราบเรียบ เป็นที่รื่นรมย์ใจ. 
         ในคาถานั้น มีความว่า ในที่ไม่ไกลอาศรม คือในที่ใกล้อาศรมได้มีสระน้ำสร้างไว้ดีแล้ว คือเขาสร้างให้ควรแก่การขึ้นและการลงด้วยดี มีน้ำใสคือมีน้ำใสแจ๋ว น้ำเย็น มีท่าราบเรียบ คือมีท่าดี เป็นที่รื่นรมย์ใจ คือกระทำความโสมนัสให้. 
               ดารดาษด้วยปทุมและอุบล สะพรั่งด้วยบุณฑริก 
               ปกคลุมด้วยบัวขมและบัวเผื่อน กลิ่นหอมตลบไป. 
         ในคาถานั้นมีความว่า สระทั้งหลายดารดาษ คือบริบูรณ์ด้วยปทุมบัวหลวงและอุบลบัวขาว ประกอบคือสะพรั่งด้วยบุณฑริกบัวขาว เกลื่อนกลาดคือเป็นกลุ่มๆ ด้วยบัวขมและบัวเผื่อน กลิ่นหอมฟุ้งตลบคือฟุ้งไปรอบด้าน. 
         ในกาลนั้น เราอยู่ในอาศรมที่สร้างไว้อย่างดี น่ารื่นรมย์ใน 
         ป่าที่มีดอกไม้บาน สมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทั้งมวลอย่างนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ สพฺพงฺคสมฺปนฺเน ความว่า ในกาลนั้น คือในกาลเป็นดาบสอยู่ในอาศรม คือในอรัญวาสอันน่ารื่นรมย์ที่สร้างอย่างดี ในป่าอันเป็นชัฏด้วยไม้ดอกและไม้ผล สมบูรณ์คือบริบูรณ์ด้วยองค์ประกอบมีแม่น้ำเป็นต้นทุกชนิด.