Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรรถกถา#.๒ ปัจเจกพุทธาปทาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรรถกถา#.๒ ปัจเจกพุทธาปทาน แสดงบทความทั้งหมด

11 มกราคม 2569

หน้าต่างที่ [๗] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

 พรรณนาปฏิสัลลานคาถา
         คาถาว่า ปฏิสลฺลานํ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         การเกิดขึ้นแห่งคาถานี้ เหมือนดังอาวรณคาถา
ไม่มีความพิเศษไรๆ. 
         ส่วนพรรณนาอรรถแห่งคาถานี้มีความว่า การกลับเฉพาะจากหมู่สัตว์และสังขารนั้นๆ หลีกเร้นอยู่ ชื่อว่าปฏิสัลลานะ ได้แก่ ความเป็นผู้มีปกติเสพ ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง คือความเป็นผู้เดียว ได้แก่กายวิเวก สงัดกาย. 
         จิตตวิเวก สงัดจิต ท่านเรียกว่าฌาน เพราะเผากิเลสดังข้าศึกและเพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์และลักษณะ. 
         ในคำว่า ฌาน นั้น สมาบัติ ๘ เรียกว่าฌาน เพราะเผากิเลสดังข้าศึกมีนิวรณ์เป็นต้น และเพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์มีกสิณเป็นต้น. วิปัสสนา มรรค ผล ก็เรียกว่าฌาน เพราะเผากิเลสดังข้าศึกมีสัตตสัญญาความสำคัญว่าสัตว์เป็นต้น และเพราะเข้าไปเพ่งลักษณะ. 
         แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาอารัมมณูปนิชฌานการเข้าไปเพ่งอารมณ์เท่านั้น. 
         ไม่ละ คือไม่ทิ้ง ได้แก่ไม่สละ การหลีกเร้นและฌานนั้น ด้วยอาการอย่างนั้น. 
         บทว่า ธมฺเมสุ ได้แก่ ในธรรมคือเบญจขันธ์เป็นต้นอันเข้าถึงวิปัสสนา. 
         บทว่า นิจฺจํ แปลว่า ติดต่อ คือไปเสมอๆ ได้แก่ ไม่เกลื่อนกล่นแล้ว. 
         บทว่า อนุธมฺมจารี ได้แก่ ประพฤติวิปัสสนาธรรมอันไปแล้วเนืองๆ โดยปรารภธรรมนั้นๆ เป็นไป. 
         อีกอย่างหนึ่ง ในบทว่า ธมฺเมสุ นี้ โลกุตรธรรม ๙ ชื่อว่าธรรม. ชื่อว่า อนุธรรม เพราะธรรมอันอนุโลมแก่ธรรมเหล่านั้น. 
         คำว่า อนุธรรม นี้เป็นชื่อของวิปัสสนา. ในคาถานั้นควรจะกล่าวว่า ธมฺมานํ นิจฺจํ อนุธมฺมจารี มีปกติประพฤติธรรมอนุโลมแก่ธรรมเป็นนิจ แต่เพื่อสะดวกในการประพันธ์คาถา จึงเป็นอันกล่าวว่า ธมฺเมสุ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในเรื่องวิภัตติ. 
         ในบทว่า อาทีนวํ สมฺมสิตา ภเวสุ นี้ พึงทราบวาจาประกอบความอย่างนี้ว่า พิจารณาเห็นโทษมีอาการไม่เที่ยงเป็นต้นในภพทั้ง ๓ ด้วยวิปัสสนากล่าวคือความเป็นผู้มีปกติประพฤติอันเป็นอนุโลมนั้น พึงกล่าวว่า เป็นผู้บรรลุด้วยปฏิปทาคือวิปัสสนาอันถึงยอดแห่งกายวิเวกและจิตตวิเวกนี้ด้วยอาการอย่างนี้ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป.
จบพรรณนาปฏิสัลลานคาถา
         พรรณนาตัณหักขยคาถา
         คาถาว่า ตณฺหกฺขยํ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า พระเจ้าพาราณสีองค์หนึ่งกระทำประทักษิณพระนครด้วยราชานุภาพอันใหญ่ยิ่ง. คนทั้งหลายผู้มีหทัยรำพึงถึงความงามแห่งพระสรีระของพระราชานั้น แม้ไปข้างหน้า ก็ยังกลับมาแหงนดูพระองค์ แม้ไปข้างหลังก็ดี ไปทางข้างทั้งสองก็ดี ก็ยังหันกลับมาแหงนดูพระองค์. 
         ก็ตามปกติทีเดียวชาวโลกไม่อิ่มในการดูพระพุทธเจ้า และในการดูพระจันทร์เพ็ญ มหาสมุทรและพระราชา. 
         ครั้งนั้น ฝ่ายภรรยาของกุฎุมพีนางหนึ่ง อยู่ในปราสาทชั้นบนได้เปิดหน้าต่างยืนแลดูอยู่. พระราชาทรงเห็นนางนั้น มีพระทัยปฏิพัทธ์รักใคร่ จึงสั่งอำมาตย์ว่า แน่ะพนาย เธอจงรู้ว่า หญิงนี้มีสามีหรือไม่มีสามีเท่านั้น. อำมาตย์นั้นรู้แล้ว จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ หญิงนี้มีสามีพระเจ้าข้า. 
   ทีนั้น พระราชาจึงทรงดำริว่า หญิงฟ้อนรำสองหมื่นนางเหล่านี้เปรียบปานดังนางเทพอัปสร ยังเราคนเดียวเท่านั้นให้อภิรมย์ บัดนี้ เรานั้นไม่ยินดีหญิงแม้เหล่านี้ มาทำตัณหาให้เกิดขึ้นในหญิงของชายอื่น ตัณหานั้นเกิดขึ้นแล้ว ย่อมคร่าไปสู่อบายถ่ายเดียว ดังนี้ ทรงเห็นโทษของตัณหาแล้ว ทรงดำริว่าจักข่มตัณหานั้น จึงละทิ้งราชสมบัติผนวช ทรงเห็นแจ้งอยู่ จึงได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ แล้วได้ตรัสอุทานคาถานี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตณฺหกฺขยํ ได้แก่ พระนิพพาน. 
         อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ความไม่เป็นไปแห่งตัณหาซึ่งมีโทษอันเห็นแล้วอย่างนั้น. 
         บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่ มีปกติกระทำโดยติดต่อ คือมีปกติกระทำโดยเคารพ. 
         บทว่า อเนลมูโค ได้แก่ ผู้ไม่มีน้ำลายที่ปาก. 
         อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ไม่เป็นคนบ้าและคนใบ้. ท่านอธิบายว่า เป็นบัณฑิตเป็นผู้เฉียบแหลม. 
         ชื่อว่าผู้มีสุตะ เพราะมีสุตะอันยังหิตสุขให้ถึงพร้อม. ท่านอธิบายว่า เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปริยัติ. 
         บทว่า สติมา ได้แก่ เป็นผู้ระลึกถึงสิ่งที่ได้กระทำไว้นานเป็นต้นได้. 
         บทว่า สงฺขาตธมฺโม ได้แก่ ผู้มีธรรมอันกำหนดรู้แล้วด้วยการเข้าไปพิจารณาธรรม. 
         บทว่า นิยโต ได้แก่ ผู้ถึงความเป็นผู้เที่ยงด้วยอริยมรรค. 
         บทว่า ปธานวา ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรเป็นเครื่องตั้งไว้โดยชอบ. พึงประกอบปาฐะนี้โดยนอกลำดับ. 
         ผู้ประกอบด้วยธรรมมีความไม่ประมาทเป็นต้นเหล่านั้นด้วยประการอย่างนี้นั่นแล เป็นผู้มีปธานความเพียรด้วยปธานความเพียรอันให้ถึงความแน่นอน เป็นผู้เที่ยงแท้แล้วโดยความแน่นอนที่ถึงพร้อมด้วยปธานความเพียรนั้น แต่นั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีธรรมอันพิจารณาเสร็จแล้ว เพราะได้บรรลุพระอรหัต. 
         จริงอยู่ พระอรหันต์ทั้งหลายท่านเรียกว่าผู้มีธรรมอันพิจารณาเสร็จแล้ว เพราะไม่มีธรรมที่จะต้องพิจารณาอีก. เหมือนดังที่ท่านกล่าวว่า ผู้ใดเป็นผู้มีธรรมอันพิจารณาแล้ว ผู้ใดยังเป็นพระเสขะ และผู้ใดยังเป็นปุถุชน ในพระศาสนานี้ดังนี้. 
         คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วเช่นเดียวกันแล.
จบพรรณนาตัณหักขยคาถา
         พรรณนาสีหาทิคาถา
         คาถาว่า สีโหว ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า อุทยานของพระเจ้าพาราณสีองค์หนึ่ง มีอยู่ในที่ไกล พระองค์ทรงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่เสด็จไปอุทยาน ในระหว่างทางเสด็จลงจากพระยานเสด็จเข้าไปยังที่ที่มีน้ำด้วยหวังพระทัยว่า จักชำระล้างพระพักตร์. 
         ก็ในถิ่นนั้น มีนางสีหะคลอดลูกสีหะแล้วตนก็ไปหาเหยื่อ. 
         ราชบุรุษเห็นลูกสีหะนั้นแล้วจึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ลูกสีหะ พระเจ้าข้า. 
         พระราชาทรงดำริว่า เขาว่าสีหะไม่กลัวใคร เพื่อจะทดลองลูกสีหะนั้นจึงให้ตีกลองเป็นต้นขึ้น ลูกสีหะแม้ได้ยินเสียงนั้น ก็ยังนอนอยู่อย่างนั้นแหละ เมื่อเป็นเช่นนั้น พระราชาจึงทรงตีกลองจนถึงครั้งที่สาม ในครั้งที่สาม ลูกสีหะนั้นยกศีรษะขึ้นแลดูบริษัททั้งหมด แล้วก็นอนอยู่เหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. 
         ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสว่า พวกเราจงไปตราบเท่าที่แม่ของมันยังไม่มา เมื่อกำลังเสด็จไปก็ทรงดำริว่า ลูกสีหะแม้เกิดในวันนั้น ก็ไม่สะดุ้ง ไม่กลัว ชื่อว่ากาลไรเล่า แม้เราก็พึงทิ้งความสะดุ้ง คือตัณหาและทิฏฐิ แล้วไม่สะดุ้ง ไม่กลัว. 
         พระองค์ทรงถือเอาเรื่องนั้นให้เป็นอารมณ์เสด็จไป ทรงเห็นชาวประมงจับปลาแล้วผูกไว้ที่กิ่งไม้ แล้วไปเหมือนลมไม่ติดตาข่ายที่ขึงไว้ ได้ทรงถือเอานิมิตในเรื่องนั้นอีกว่า ชื่อว่ากาลไรเล่า แม้เราก็พึงฉีกข่าย คือตัณหา ทิฏฐิและโมหะ แล้วไม่ข้องอยู่อย่างนั้นไปเสีย. 
   ครั้งนั้น พระราชาเสด็จไปยังอุทยานประทับนั่งที่ฝั่งสระโบกขรณีมีแผ่นศิลา ทรงเห็นดอกปทุมที่ถูกลมกระทบจึงน้อมลงแตะน้ำ แล้วกลับตั้งอยู่ในที่เดิมในเมื่อปราศจากลม อันน้ำไม่ฉาบทา ได้ทรงถือเอานิมิตในข้อนั้นว่า ชื่อว่ากาลไรเล่า แม้เราก็เกิดแล้วในโลก อันโลกฉาบทาไม่ได้ตั้งอยู่ เหมือนปทุมเหล่านี้เกิดแล้วในน้ำ อันน้ำฉาบทาไม่ได้ตั้งอยู่ฉะนั้น. 
         พระองค์ทรงดำริบ่อยๆ ว่า เราพึงเป็นผู้ไม่สะดุ้ง ไม่ข้องอยู่ ไม่ถูกฉาบทา เหมือนสีหะ ลมและปทุมฉะนั้น จึงทรงละราชสมบัติผนวช เห็นแจ้งอยู่ ทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณแล้ว ได้ตรัสอุทานคาถานี้. 
         ชื่อว่าสีหะ ในคาถานั้น สีหะมี ๔ จำพวก คือติณสีหะ ปัณฑุสีหะ กาฬสีหะและไกรสรสีหะ. บรรดาสีหะเหล่านั้น ไกรสรสีหะ ท่านกล่าวว่าเป็นเลิศ ไกรสรสีหะนั้นท่านประสงค์เอาในที่นี้. 
         ลมมีหลายอย่างเช่นลมทิศตะวันออกเป็นต้น. ปทุมก็มีหลายอย่างเช่นสีแดงและสีขาวเป็นต้น. บรรดาลมและปทุมเหล่านั้น ลมชนิดใดชนิดหนึ่ง และปทุมชนิดใดชนิดหนึ่งย่อมควรทั้งนั้น. 
         เพราะเหตุว่า บรรดาความสะดุ้งกลัวเป็นต้นนั้น ชื่อว่าความสะดุ้งกลัวย่อมมีเพราะรักตน อันธรรมดาความรักตนเป็นการฉาบทาด้วยตัณหา แม้ความรักตนนั้นก็ย่อมมีเพราะความโลภ อันประกอบด้วยทิฏฐิหรือปราศจากทิฏฐิก็ตาม และความรักตนแม้นั้นก็คือตัณหานั่นเอง. 
         อนึ่ง ความข้องย่อมมีแก่บุคคลผู้เว้นจากการเข้าไปพิจารณาเป็นต้นในอารมณ์นั้น เพราะโมหะ. และโมหะก็คืออวิชชา. ในตัณหาและอวิชชานั้น ละตัณหาด้วยสมถะ ละอวิชชาด้วยวิปัสสนา. 
   เพราะฉะนั้น พึงละความรักตนด้วยสมถะ ไม่สะดุ้งในลักษณะทั้งหลายมีลักษณะไม่เที่ยงและเป็นทุกข์เป็นต้น เหมือนสีหะไม่สะดุ้งกลัวในเสียงทั้งหลาย ละโมหะด้วยวิปัสสนา ไม่ข้องอยู่ในขันธ์และอายตนะเป็นต้น เหมือนลมไม่ติดตาข่าย ละโลภะและทิฏฐิอันประกอบด้วยโลภะ ด้วยสมถะเหมือนกัน ไม่ติดเปื้อนด้วยความโลภในภวสมบัติทั้งปวง เหมือนปทุมไม่ติดน้ำฉะนั้น. 
         ก็บรรดาธรรมเหล่านี้ ศีลเป็นปทัฏฐานของสมถะ สมถะเป็นปทัฏฐานของสมาธิ สมาธิเป็นปทัฏฐานของวิปัสสนา รวมความว่า เมื่อธรรม ๒ ประการสำเร็จแล้ว ขันธ์คือคุณทั้ง ๓ ย่อมเป็นอันสำเร็จได้แท้. 
         บรรดาขันธ์คือคุณเหล่านั้น บุคคลย่อมเป็นผู้กล้าหาญด้วยศีลขันธ์ คุณคือศีล. 
   บุคคลนั้นย่อมไม่สะดุ้งกลัว เหมือนสีหะไม่สะดุ้งกลัวในเสียงทั้งหลาย เพราะความที่มันเป็นสัตว์ที่ต้องโกรธ ในวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ, บุคคลผู้มีสภาวะอันแทงตลอดแล้วด้วยปัญญาขันธ์ คุณคือปัญญา ย่อมไม่ข้องอยู่ในประเภทแห่งธรรมมีขันธ์เป็นต้น เหมือนลมไม่ขังอยู่ในตาข่าย เป็นผู้มีราคะไปปราศแล้วด้วยสมาธิขันธ์ คุณคือสมาธิ ย่อมไม่แปดเปื้อนด้วยราคะ เหมือนปทุมไม่ติดน้ำฉะนั้น. 
         เมื่อเป็นอย่างนั้น บัณฑิตพึงทราบบุคคลผู้ไม่สะดุ้ง ไม่ข้องและไม่แปดเปื้อน ด้วยอำนาจการละตัณหา อวิชชา และอกุศลมูล ๓ ตามที่มีด้วยสมถะกับวิปัสสนา และด้วยคุณคือศีล สมาธิและปัญญา. 
         คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล.
จบพรรณนาสีหาทิคาถา
         พรรณนาทาฐพลีคาถา
         คาถาว่า สีโห ยถา ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า พระเจ้าพาราณสีองค์หนึ่ง เพื่อที่จะยังชนบทชายแดนที่กำเริบให้สงบ จึงทรงละหนทางเป็นที่ไปตามลำดับแห่งหมู่บ้านเสีย ถือเอาทางลัดในดง อันเป็นทางตรง เสด็จไปด้วยกองทัพใหญ่. 
         ก็สมัยนั้น ที่เชิงเขาแห่งหนึ่งมีราชสีห์นอนผิงความร้อนของพระอาทิตย์อ่อนๆ อยู่. 
         ราชบุรุษทั้งหลายเห็นราชสีห์นั้น จึงกราบทูลแด่พระราชา. 
         พระราชาทรงดำริว่า นัยว่าราชสีห์ไม่สะดุ้งกลัว จึงให้กระทำเสียงกลองและบัณเฑาะว์เป็นต้น ราชสีห์คงนอนอยู่เหมือนอย่างเดิม แม้ครั้งที่สองก็ทรงให้กระทำ ราชสีห์ก็คงนอนอยู่เหมือนอย่างเดิม ทรงให้กระทำแม้ครั้งที่สาม. ในกาลนั้น ราชสีห์คิดว่า สีหะผู้เป็นศัตรูเฉพาะต่อเรา คงจะมี จึงยืนหยัดด้วยเท้าทั้ง ๔ แล้วบันลือสีหนาท. 
         ควาญช้างเป็นต้นได้ฟังเสียงสีหนาทนั้น จึงลงจากช้างเป็นต้นแล้วเข้าไปยังพงหญ้า. หมู่ช้างและม้าต่างๆ หนีไปยังทิศใหญ่ทิศน้อย แม้ช้างของพระราชาก็พาพระราชาไปกระทบหมู่ไม้หนีไป. 
         พระราชาไม่อาจทรงช้างนั้นได้ จึงทรงโหนกิ่งไม้ไว้ แล้วจึงปล่อยให้ตกลงยังพื้นดิน แล้วเสด็จไปตามทางที่เดินได้คนเดียว ถึงสถานที่เป็นที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ตรัสถามพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ในที่นั้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายได้ยินเสียงบ้างไหม? 
         พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายทูลว่า ขอถวายพระพร ได้ยิน มหาบพิตร. 
         พระราชา. เสียงของใคร ท่านผู้เจริญ. 
         พระปัจเจกพุทธเจ้า. ครั้งแรก เสียงของกลองและสังข์เป็นต้น ภายหลังเสียงของราชสีห์. 
         พระราชา. ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายไม่กลัวหรือ. 
         พระปัจเจกพุทธเจ้า. มหาบพิตร พวกอาตมาไม่กลัวต่อเสียงไรๆ. 
         พระราชา. ท่านผู้เจริญ ก็ท่านอาจทำแม้ข้าพเจ้าให้เป็นเช่นนี้ได้ไหม 
         พระปัจเจกพุทธเจ้า. อาจ มหาบพิตร ถ้าพระองค์จักผนวช. 
         พระราชา. ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะบวช. 
         ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายให้พระราชานั้นผนวชแล้ว ให้ศึกษาอภิสมาจาริกวัตร โดยนัยดังกล่าวแล้วในเบื้องต้นนั่นแหละ. แม้พระราชานั้นก็ทรงเห็นแจ้งอยู่โดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนเหมือนกัน จึงทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ แล้วได้ตรัสอุทานคาถานี้. 
         ที่ชื่อว่าสีหะ ในคาถานั้น เพราะอดทน เพราะการฆ่าและเพราะแล่นไปรวดเร็ว. ในที่นี้ ประสงค์เอาไกรสรราชสีห์เท่านั้น. 
         ชื่อว่าทาฐพลี เพราะราชสีห์นั้นมีเขี้ยวเป็นกำลัง. 
         บททั้งสองว่า ปสยฺห อภิภุยฺย พึงประกอบกับศัพท์ จารี ว่า ปสยฺหจารี อภิภุยฺยจารี. 
         ในสองอย่างนั้น ชื่อว่าปสัยหจารี เพราะประพฤติข่ม คือข่มขี่ ชื่อว่าอภิภุยยจารี เพราะประพฤติครอบงำ คือทำให้สะดุ้งกลัว ได้แก่ทำให้อยู่ในอำนาจ. 
         ราชสีห์นี้นั้นมีปกติประพฤติข่มขี่ด้วยกำลังกาย และมีปกติประพฤติครอบงำด้วยเดช. 
         ในข้อนั้น หากใครๆ จะกล่าวว่า ราชสีห์มีปกติประพฤติข่มขี่ครอบงำอะไร. แต่นั้นพึงทำอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติว่า มิคานํ ลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ แล้วพึงกล่าวเฉพาะว่า มีปกติประพฤติข่มขี่ครอบงำมฤคทั้งหลาย. 
         บทว่า ปนฺตานิ แปลว่า ไกล. 
         บทว่า เสนาสนานิ ได้แก่ สถานที่อยู่. 
         คำที่เหลืออาจรู้ได้โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล เพราะเหตุนั้น จึงไม่ต้องให้พิสดารแล.
จบพรรณนาทาฐพลีคาถา
         พรรณนาอัปปมัญญาคาถา
         คาถาว่า เมตฺตํ อุเปกฺขํ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า พระราชาองค์หนึ่งทรงได้เมตตาฌานเป็นต้น. พระองค์ทรงดำริว่า ราชสมบัติเป็นอันตรายต่อความสุขในฌาน เพื่อจะทรงอนุรักษ์ฌาน จึงสละราชสมบัติออกผนวช เห็นแจ้งอยู่ ได้ทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ แล้วได้ตรัสอุทานคาถานี้. 
         บรรดาเมตตาเป็นต้นนั้น ความเป็นผู้ใคร่จะนำเข้าไปซึ่งหิตสุข โดยนัยมีอาทิว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้มีความสุขเถิด ดังนี้ ชื่อว่าเมตตา ความรักใคร่ปรารถนาจะให้เป็นสุข. 
         ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะบำบัดสิ่งที่มิใช่ประโยชน์เกื้อกูลและทุกข์ โดยนัยมีอาทิว่า โอหนอ สัตว์ทั้งหลายพึงพ้นจากทุกข์นี้ ดังนี้ ชื่อว่ากรุณา ความสงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์. 
         ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะไม่ให้พลัดพรากจากหิตสุข โดยนัยมีอาทิว่า สัตว์ทั้งหลายผู้เจริญจงยินดีหนอ จงยินดีด้วยดี ดังนี้ ชื่อว่ามุทิตา ความพลอยยินดี. 
         ความวางเฉยในสุขและทุกข์ โดยนัยมีอาทิว่า สัตว์ทั้งหลายจักปรากฏตามกรรมของตน ดังนี้ ชื่อว่าอุเบกขา ความวางเฉย. 
         ก็เพื่อความสะดวกในการประพันธ์คาถา ท่านกล่าวเมตตา แล้วจึงกล่าวอุเบกขา และมุทิตาทีหลัง โดยสับลำดับกัน.
         บทว่า วิมุตฺตึ ความว่า อัปปมัญญาแม้ทั้ง ๔ นี้ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะหลุดพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกของตน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พึงเจริญเมตตาวิมุตติ อุเบกขาวิมุตติ กรุณาวิมุตติและมุทิตาวิมุตติในลำดับกาล. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาเสวมาโน ความว่า เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา ทั้ง ๓ ด้วยอำนาจติกฌานและจตุกฌาน เจริญอุเบกขาด้วยอำนาจจตุกฌาน. 
         บทว่า กาเล ความว่า เจริญเมตตา ออกจากเมตตานั้นแล้วเจริญกรุณา ออกจากกรุณาแล้วเจริญมุทิตา ออกจากกรุณา หรือจากฌานที่ไม่มีปีตินอกนี้ แล้วเจริญอุเบกขานั่นแล ท่านเรียกว่าเจริญในลำดับกาล. 
         อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ เจริญในเวลามีความผาสุก. 
         บทว่า สพฺเพน โลเกน อวิรุชฺฌมาโน ความว่า ไม่พิโรธสัตวโลกทั้งปวงใน ๑๐ ทิศ. 
         จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายไม่วุ่นวาย เพราะเจริญเมตตาเป็นต้น และปฏิฆะอันเป็นตัวข้าศึกในสัตว์ทั้งหลายย่อมสงบระงับ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ไม่พิโรธด้วยสัตวโลกทั้งปวง. 
         ความสังเขปในที่นี้เพียงเท่านี้ ส่วนความพิสดาร ท่านกล่าวกถาว่าด้วยเมตตาเป็นต้นไว้ในอรรถกถาธรรมสังคหะ ชื่อว่าอัฏฐสาลินี. 
         คำที่เหลือเช่นกับที่กล่าวแล้วแล.
จบพรรณนาอัปปมัญญาคาถา
         พรรณนาชีวิตสังขยคาถา
         คาถาว่า ราคญฺจ โทสญฺจ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่ามาตังคะ อาศัยนครราชคฤห์อยู่ เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หลังสุดแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวง บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย. 
         ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายอุบัติขึ้นแล้ว เทวดาทั้งหลายมาเพื่อจะบูชาพระโพธิสัตว์ เห็นพระมาตังคปัจเจกพุทธเจ้า จึงพากันกล่าวว่า นี่แน่ะ ท่านผู้นิรทุกข์ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก. 
         พระมาตังคปัจเจกพุทธเจ้านั้นกำลังออกจากนิโรธ ได้ฟังดังนั้น เห็นตนจะสิ้นชีวิต จึงเหาะไปที่ภูเขาชื่อมหาปปาตะในหิมวันตประเทศอันเป็นที่ปรินิพพานของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วโยนร่างกระดูกของพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ปรินิพพานแล้วในกาลก่อนลงในเหว แล้วตนเองก็นั่งบนพื้นศิลา ได้กล่าวอุทานคาถานี้. 
         ราคะ โทสะ โมหะ ในคาถานั้นได้กล่าวไว้แล้วในอุรคสูตร
         บทว่า สํโยชนานิ ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐. ทำลายสังโยชน์ทั้ง ๑๐ นั้นด้วยมรรคนั้นๆ. 
         บทว่า อสนฺตสํ ชีวิตสงฺขยมฺหิ ความว่า ความแตกหมดแห่งจุติจิต เรียกว่าความสิ้นชีวิต. 
         ก็ชื่อว่าผู้ไม่สะดุ้งกลัวในความสิ้นชีวิตนั้น เพราะละความใคร่ในชีวิตได้แล้ว. 
         โดยลำดับคำเพียงเท่านี้ ท่านแสดงสอุปาทิเสสนิพพานของตน ในเวลาจบคาถา จึงปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ฉะนี้แล.
จบพรรณนาชีวิตสังขยคาถา
         คาถามีอาทิว่า (พรรณนาคาถาที่เหลือ ที่ไม่มีชื่อ รวม ๑๐ คาถา) 
            คนทั้งหลายมุ่งประโยชน์ จึงคบหาสมาคมกัน, ในทุกวันนี้ 
            มิตรทั้งหลายผู้ไม่มุ่งประโยชน์หาได้ยาก ดังนี้. 
         คาถาว่า ภชนฺติ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า พระราชาองค์หนึ่งในนครพาราณสี ทรงปกครองราชอาณาจักรอันรุ่งเรือง มีประการดังกล่าวแล้วในคาถาต้นนั่นแหละ อาพาธกล้าเกิดขึ้นแก่พระองค์ ทุกขเวทนาทั้งหลายย่อมเป็นไป. สตรีสองหมื่นนางห้อมล้อมพระองค์ กระทำการนวดฟั้นพระหัตถ์และพระบาทเป็นต้น. 
         พวกอำมาตย์คิดกันว่า พระราชาจักสวรรคตในบัดนี้ ช่างเถอะ พวกเราจะแสวงหาที่พึ่งของตน จึงไปยังสำนักของพระราชาองค์หนึ่ง ทูลขออยู่รับใช้. อำมาตย์เหล่านั้นรับใช้อยู่ในที่นั้น ไม่ได้อะไรๆ. 
         พระราชาทรงหายจากประชวรแล้วตรัสถามว่า อำมาตย์ชื่อนี้ๆ ไปไหน? จากนั้นได้ทรงสดับเรื่องราวนั้น ได้ทรงสั่นพระเศียรนิ่งอยู่. 
   ฝ่ายอำมาตย์เหล่านั้นได้ฟังข่าวว่า พระราชาทรงหายประชวรแล้วทั้งไม่ได้อะไรในที่นั้น ถูกความเสื่อมอย่างยิ่งบีบคั้น จึงกลับมาอีก ถวายบังคมพระราชาแล้วได้ยืนอยู่ ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง. และถูกพระราชานั้นตรัสถามว่า นี่แน่ะพ่อทั้งหลาย พวกท่านไปไหน จึงพากันกราบทูลว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็นสมมติเทพทรงทุรพล จึงพากันไปยังชนบทชื่อโน้น เพราะความกลัวอันเกิดจากการเลี้ยงชีพ. 
         พระราชาทรงสั่นพระเศียรแล้วดำริว่า ถ้ากระไร เราจักแสดงอาพาธนั้นอีก พวกอำมาตย์จักกระทำอย่างนั้นอีกครั้งหรือไม่. 
         พระราชาเมื่อจะทรงแสดงเวทนากล้า เหมือนโรคถูกต้องแล้วในกาลก่อน จึงได้ทรงกระทำการลวงว่าเป็นไข้. เหล่าสตรีพากันห้อมล้อม ได้กระทำกิจทั้งปวงเช่นกับครั้งก่อนนั่นแล. 
         ฝ่ายพวกอำมาตย์ก็พาชนมากกว่าก่อน หลีกไปอีกเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. 
         พระราชาทรงกระทำกรรมทุกอย่างเช่นกับครั้งก่อน จนถึงครั้งที่สาม ด้วยอาการอย่างนี้ ฝ่ายอำมาตย์เหล่านั้นก็พากันหลีกไปเหมือนอย่างนั้นนั่นแล. 
         แม้ครั้งที่สี่จากนั้น พระราชาทรงเห็นอำมาตย์เหล่านั้นมาทรงดำริว่า พุทโธ่เอ๋ย พวกอำมาตย์ผู้ละทิ้งเราผู้ป่วยไข้ไม่ห่วงใยหลีกไปจำพวกนี้ ได้กระทำกรรมที่ทำได้ยาก จึงทรงเบื่อหน่าย ได้ละราชสมบัติผนวช ทรงเห็นแจ้งอยู่ ได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภชนฺติ ความว่า เข้าไปนั่งชิดร่างกาย. 
         บทว่า เสวนฺติ ความว่า บำเรออัญชลีกรรมเป็นต้น โดยคอยฟังว่าจะให้ทำอะไร ชื่อว่าผู้มุ่งประโยชน์ เพราะมีประโยชน์เป็นเหตุ. ท่านอธิบายว่า การคบหาสมาคมไม่มีเหตุอื่น ประโยชน์เท่านั้นเป็นเหตุของคนเหล่านั้น คนทั้งหลายคบหากันเพราะประโยชน์เป็นเหตุ. 
         บทว่า นิกฺการณา ทุลฺลภา อชฺช มิตฺตา ความว่า ชื่อว่าไม่มุ่งประโยชน์ เพราะประโยชน์ที่ได้เฉพาะแก่ตนอย่างนี้ว่า พวกเราจักได้อะไรๆ จากคนนี้. มิตรทุกวันนี้ผู้ประกอบด้วยความเป็นมิตรอันประเสริฐซึ่งท่านกล่าวไว้โดยสิ้นเชิงอย่างนี้ว่า 
               มิตรมีอุปการะ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ 
               มิตรผู้แนะประโยชน์ มิตรมีความเอ็นดู ดังนี้. 
         บทว่า อตฺตฏฺฐปญฺญา ความว่า ปัญญาของชนเหล่านี้ตั้งอยู่ในตน. อธิบายว่า เห็นแก่ตน ไม่เห็นแก่คนอื่น. 
         บาลีว่า อตฺตตฺถปญฺญา ดังนี้ก็มี บาลีนั้นมีความว่า เห็นแก่ประโยชน์ของตนเท่านั้น ไม่เห็นประโยชน์ของคนอื่น. 
         ได้ยินว่า บาลีว่า ทิฏฺฐตฺถปญฺญา แม้นี้ เป็นบาลีเก่า. 
         บาลีนั้นมีใจความว่า ชนเหล่านั้นมีปัญญาในประโยชน์เดี๋ยวนี้คือในปัจจุบัน ไม่มีปัญญาในอนาคต. ท่านอธิบายว่า เห็นแก่ประโยชน์ปัจจุบัน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ภายหน้า. 
         บทว่า อสุจินา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมอันไม่สะอาด คือไม่ประเสริฐ. 
         บทว่า ขคฺควิสาณกปฺโป ความว่า ชื่อว่ามีเขาดังมีด เพราะเที่ยวทำภูเขาเป็นต้นให้เป็นจุณวิจุณ ด้วยเขาของตน เหมือนคนเอามีดดาบตัดต้นไม้ฉะนั้น. ชื่อว่าวิสาณะ เพราะมีอำนาจเช่นกับยาพิษ. ชื่อว่าขัคคะ เพราะดุจมีดดาบ. มฤคใดมีเขาดุจมีดดาบ มฤคนี้นั้นชื่อว่าขัคควิสาณะ มีเขาดุจมีด. นอของมฤคที่มีเขาดุจมีดนั้น ชื่อว่าขัคควิสาณกัปปะ คือนอแรด. 
         อธิบายว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าเปรียบเสมือนนอแรดฉะนั้น องค์เดียวไม่มีเพื่อน ไม่มีสหาย เที่ยวไปคืออยู่ เป็นไป ดำเนินไป ให้ดำเนินไป. 
         บทว่า วิสุทฺธสีลา แปลว่า ผู้มีศีลหมดจดโดยพิเศษ คือผู้มีศีลหมดจดด้วยความบริสุทธิ์ ๔ ประการ. 
         บทว่า สุวิสุทฺธปญฺญา แปลว่า ผู้มีปัญญาบริสุทธิ์ด้วยดี คือชื่อว่ามีปัญญา คือความแตกฉานในมรรคและผลอันบริสุทธิ์ เพราะเว้นจากราคะเป็นต้น. 
         บทว่า สมาหิตา แปลว่า ตั้งมั่นดี คือด้วยดี ได้แก่ มีจิตตั้งอยู่ในที่ใกล้. 
         บทว่า ชาคริยานุยุตฺตา ความว่า ความตื่น ชื่อว่าชาคระ. อธิบายว่า ก้าวล่วงความหลับ. ความเป็นแห่งความตื่นอยู่ ชื่อว่าชาคริยะ, ผู้หมั่นประกอบในความตื่นอยู่ ชื่อว่าผู้ประกอบตามในความตื่นอยู่. 
         บทว่า วิปสฺสกา ได้แก่ ผู้มีปกติเห็นโดยพิเศษว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. อธิบายว่า เริ่มตั้งวิปัสสนาอยู่. 
         บทว่า ธมฺมวิเสสทสฺสี แปลว่า ผู้มีปกติเห็นโดยพิเศษซึ่งกุศลธรรม ๑๐ ซึ่งสัจธรรม ๔ หรือโลกุตรธรรม ๙.
         บทว่า มคฺคงฺคโพชฺฌงฺคคเต ได้แก่ อริยธรรมอันถึง คือประกอบด้วยองค์แห่งมรรคมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น และด้วยโพชฌงค์มีสติสัมโพชฌงค์เป็นต้น. 
         บทว่า วิชญฺญา แปลว่า รู้ อธิบายว่า รู้โดยพิเศษ. 
         บทว่า สุญฺญตาปฺปณิหิตญฺจานิมิตฺตํ ได้แก่ สุญญตวิโมกข์ด้วยอนัตตานุปัสสนา ซึ่งอัปปณิหิตวิโมกข์ด้วยทุกขานุปัสสนา และซึ่งอนิมิตตวิโมกข์ด้วยอนิจจานุปัสสนา. 
         บทว่า อาเสวยิตฺวา ได้แก่ เจริญแล้ว. 
         ธีรชนเหล่าใดกระทำบุญสมภารไว้ ยังไม่ถึงคือยังไม่บรรลุความเป็นพระสาวกในศาสนาแห่งพระชินเจ้า ธีรชนเหล่านั้นได้กระทำบุญสมภารไว้ ย่อมเป็นพระปัจเจกชินเจ้า คือเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้สยัมภู คือผู้เป็นเอง. 
         ถามว่า ท่านเป็นอย่างไร? 
         ตอบว่า ท่านเป็นผู้มีธรรมยิ่งใหญ่ คือมีบุญสมภารใหญ่อันได้บำเพ็ญมาแล้ว มีธรรมกายมาก คือมีสภาวธรรมมิใช่น้อยเป็นร่างกาย. 
         ถามว่า ท่านเป็นอย่างไรอีก? 
         ตอบว่า ท่านมีจิตเป็นอิสระ คือเป็นไปในคติของจิต. อธิบายว่า ถึงพร้อมด้วยฌาน. 
         ผู้ข้ามห้วงทุกข์ทั้งมวล คือข้าม ได้แก่ก้าวล่วงโอฆะ คือสงสารทั้งมวล มีจิตเบิกบานคือมีจิตโสมนัส. อธิบายว่า มีใจสงบ เพราะเว้นจากกิเลสมีโกธะและมานะเป็นต้น. 
         ผู้มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือมีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือประโยชน์สูงสุด เช่นขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ อาการ ๓๒ สัจจะ ๔ และปฏิจจสมุปบาท. 
         เปรียบด้วยราชสีห์ฉะนั้น อธิบายว่า ประดุจราชสีห์ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวและไม่กลัว. ผู้เช่นกับนอแรด อธิบายว่า ชื่อว่าผู้เช่นกับนอของแรด เพราะไม่มีการคลุกคลีด้วยหมู่. 
         บทว่า สนฺตินฺทฺริยา ความว่า ผู้มีอินทรีย์มีสภาวะอันสงบแล้ว เพราะจักขุนทรีย์เป็นต้น ไม่ดำเนินไปในอารมณ์ของตนๆ. 
         บทว่า สนฺตมนา แปลว่า มีจิตสงบ, อธิบายว่า มีความดำริแห่งจิตมีสภาวะสงบแล้ว เพราะความเป็นผู้หมดกิเลส. 
         บทว่า สมาธี ได้แก่ ผู้มีจิตเป็นเอกัคคตาด้วยดี. 
         บทว่า ปจฺจนฺตสตฺเตสุ ปติปฺปจารา ความว่า มีปกติประพฤติด้วยความเอ็นดู และความกรุณาเป็นต้นในเหล่าสัตว์ในปัจจันตชนบท. 
         บทว่า ทีปา ปรตฺถ อิธ วิชฺชลนฺตา ความว่า เป็นดวงประทีป คือเป็นเช่นกับดวงประทีป อันโพลงอยู่ในโลกหน้าและโลกนี้ ด้วยการกระทำความอนุเคราะห์แก่ชาวโลกทั้งสิ้น. 
         บทว่า ปจฺเจกพุทฺธา สตตํ หิตาเม ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งมวล ติดต่อกันคือตลอดกาล. 
         บทว่า ปหีนสพฺพาวรณา ชนินฺทา ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นเป็นใหญ่ คือเป็นผู้สูงสุดแห่งมวลชน ชื่อว่าผู้ละเครื่องกั้นทั้งปวงได้แล้ว เพราะเป็นผู้ละเครื่องกั้น ๕ ประการทั้งหมดมีกามฉันทนิวรณ์เป็นต้น. 
         บทว่า ฆนกญฺจนาภา ความว่า ผู้มีรัศมีเช่นกับความสุกสกาวแห่งทองสีแดงและทองชมพูนุท. 
         บทว่า นิสฺสํสยํ โลกสุทกฺขิเณยฺยา ได้แก่ เป็นผู้ควร คือสมควรเพื่อรับทักษิณาชั้นดี คือทานชั้นเลิศของชาวโลกโดยส่วนเดียว. อธิบายว่า ชื่อว่าเป็นผู้ควรรับสุนทรทาน เพราะเป็นผู้ไม่มีกิเลส. 
         บทว่า ปจฺเจกพุทฺธา สตตปฺปิตาเม ความว่า พระพุทธะผู้บรรลุปัจเจกญาณเหล่านี้เป็นผู้แนบแน่น คืออิ่มหนำบริบูรณ์เป็นนิตย์ คือเป็นนิตยกาล. อธิบายว่า แม้จะไม่มีอาหารตลอด ๗ วัน ก็บริบูรณ์อยู่ได้ด้วยอำนาจนิโรธสมาบัติและผลสมาบัติ. 
         อสาธารณพุทธะทั้งหลายเป็นใหญ่เป็นเอก คือเป็นส่วนหนึ่ง ได้แก่ไม่เหมือน เป็นอย่างอื่น จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าปัจเจกสัมพุทธเจ้า 
         อีกอย่างหนึ่ง เพราะ ปติ ศัพท์เป็นอุปสรรคในความว่าเป็นเอก ท่านกล่าวไว้ว่า 
            ศัพท์ทั้ง ๓ นี้ คืออุปสรรค นิบาตและปัจจัย นักนิรุตติ- 
            ศาสตร์ทั้งหลายกล่าวว่า มีวิสัยแห่งอรรถมิใช่น้อย. 
         ท่านจึงเป็นใหญ่ คือเป็นประธานเป็นเจ้าของ เพราะรับอาหารมีประมาณน้อยของเหล่าทายกมากมาย แล้วให้ได้บรรลุถึงสวรรค์ และนิพพาน. 
   จริงอย่างนั้น ท่านเป็นใหญ่เป็นประธานโดยรับส่วนแห่งภัตของคนหาบหญ้า ชื่อว่าอันนภาระ เมื่อเขามองเห็นอยู่ ก็ฉันให้ดู ยังเหล่าเทวดาให้ให้สาธุการ แล้วทำนายอันนภาระผู้เข็ญใจให้ได้รับตำแหน่งเศรษฐี แล้วยังทรัพย์นับด้วยโกฏิให้เกิดขึ้น และโดยรับบิณฑบาตที่พระโพธิสัตว์เหยียบฝักปทุมอันผุดขึ้นในหลุมถ่านเพลิง ไม้ตะเคียนที่มารนิรมิตขึ้นถวาย เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นมองเห็นอยู่นั่นแหละ ได้ทำความโสมนัสให้เกิดขึ้นด้วยการเหาะไป (ดังกล่าวไว้) ในขทิรังคารชาดกและโดยที่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้เป็นโอรสของพระอัครมเหสีอรุณวตี ยังความโสมนัสให้เกิดขึ้นแก่มหาชนกโพธิสัตว์และเทวี ด้วยการเหาะมาจากเขาคันธมาทน์ ด้วยการอาราธนาของพระเทวีแห่งพระเจ้ามหาชนกแล้วรับการถวายทาน. 
   อนึ่ง ในกาลที่พระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น เมื่อฉาตกภัยเกิดขึ้นในชมพูทวีปทั้งสิ้น พาราณสีเศรษฐีทำข้าวเปลือกในฉางหกหมื่นฉางซึ่งบรรจุไว้เต็มรักษาไว้ให้หมดไป เพราะอาศัยฉาตกภัย ทำข้าวเปลือกที่ฝังไว้ในแผ่นดินและข้าวเปลือกที่บรรจุไว้ในตุ่มหกพันตุ่มให้หมดไป ข้าวเปลือกที่ขยำกับดินเหนียวแล้วทาไว้ที่ฝาปราสาททั้งสิ้นให้หมดไป ในคราวนั้นเหลือข้าวเพียงทะนานเดียวเท่านั้น จึงนอนทำความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราจักกินข้าวนี้แล้วตายวันนี้. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งมาจากเขาคันธมาทน์ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือน. 
         เศรษฐีเห็นท่านเข้าจึงเกิดความเลื่อมใส เมื่อจะบริจาคชีวิตถวาย จึงเกลี่ยภัตตาหารลงในบาตรของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จไปยังที่อยู่ เมื่อเศรษฐีมองเห็นอยู่นั่นแล ได้ฉันพร้อมกับพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ด้วยอานุภาพของตน.
         ในคราวนั้น ท่านเศรษฐีและภรรยาได้ปิดหม้อข้าวที่หุงภัตแล้วตั้งไว้.
         เมื่อความหิวเกิดขึ้นแก่เศรษฐีผู้กำลังหลับ เขาจึงลุกขึ้นกล่าวกะภรรยาว่า นางผู้เจริญ เธอจงดูสักว่าภัตอันเป็นข้าวตังในภัต. 
   นางผู้มีการศึกษาดีไม่กล่าวว่า ให้หมดแล้วมิใช่หรือ (นาง) เปิดฝาหม้อข้าว (ดู). ทันใดนั้น หม้อข้าวนั้นได้เต็มไปด้วยภัตแห่งข้าวสาลีมีกลิ่นหอมเช่นกับดอกมะลิตูม. นางกับเศรษฐีดีใจ ตนเอง คนที่อยู่ในเรือนทั้งสิ้นและชาวเมืองทั้งสิ้นพากันบริโภค. ที่ที่คนตักเอาๆ ด้วยทัพพีกลับเต็มอยู่. ข้าวสาลีมีกลิ่นหอม เต็มในฉางทั้งหกหมื่นฉาง. ชนชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นถือเอาพืชข้าวเปลือกจากเรือนของเศรษฐีนั่นแหละ จึงพากันมีความสุข
         พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ คือเป็นเจ้าของในการก้าวลงสู่ความสุข การบริบาลรักษาและการให้บรรลุสวรรค์และนิพพานในสัตตนิกายมิใช่น้อย มีอาทิอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าปัจเจกสัมพุทธเจ้า. 
         บทว่า ปจฺเจกพุทฺธานํ สุภาสิตานิ ได้แก่ คำที่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ภาษิตคือกล่าวไว้ดีแล้ว ด้วยอำนาจโอวาทและอนุสาสนี. 
         บทว่า จรนฺติ โลกมฺหิ สเทวโลกมฺหิ ความว่า ย่อมเที่ยวไป คือเป็นไปในสัตวโลก อันเป็นไปกับเทวโลก. 
         บทว่า สุตฺวา ตถา เย น กโรนฺติ พาลา ความว่า พาลชนเหล่าใดไม่กระทำ คือไม่ใส่ใจถึงคำภาษิตของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเห็นปานนั้น พาลชนเหล่านั้นย่อมเที่ยวไปคือเป็นไป. อธิบายว่า แล่นไปในกองทุกข์ คือในสงสารทุกข์ด้วยอำนาจการเกิดขึ้นบ่อยๆ. 
         บทว่า ปจฺเจกพุทฺธานํ สุภาสิตานิ ความว่า คำที่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวดีแล้ว คือกล่าวเพื่อต้องการความหลุดพ้นจากอบายทั้ง ๔. 
         ถ้อยคำเป็นอย่างไร? เป็นดุจรวงน้ำผึ้งอันหลั่งออก คือกำลังไหลออก. อธิบายว่า เป็นคำหวานเหมือนน้ำผึ้ง. 
         ความว่า แม้บัณฑิตชนเหล่าใด ผู้ประกอบด้วยการปฏิบัติ ปฏิบัติอยู่ในข้อปฏิบัติทั้งหลายตามแนวที่กล่าวแล้ว ได้ฟังคำอันไพเราะเห็นปานนั้นแล้วกระทำตามถ้อยคำ บัณฑิตชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้เห็นสัจจะ คือมีปกติเห็นสัจจะทั้ง ๔ เป็นผู้มีปัญญา คือเป็นไปกับด้วยปัญญา. 
         บทว่า ปจฺเจกพุทฺเธหิ ชิเนหิ ภาสิตา ความว่า ชื่อว่าชินะ เพราะชนะคือได้ชนะกิเลส กถาที่พระชินปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นกล่าวคือภาษิตไว้ กล่าวไว้ เป็นคำโอฬาร คือมีโอชะปรากฏอยู่คือเป็นไปอยู่. 
         เชื่อมความว่า กถาเหล่านั้น คือกถาอันพระศากยสีหะ ได้แก่พระตถาคตผู้เป็นสีหะในวงศ์แห่งศากยราช ผู้ออกบวชแล้วได้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นนระชั้นสูง คือเป็นผู้สูงสุดประเสริฐกว่านรชนทั้งหลาย ทรงประกาศไว้คือทรงทำให้ปรากฏ ได้แก่ตรัสเทศนาไว้แล้ว. เพื่อจะเฉลยคำถามว่า ทรงประกาศไว้เพื่ออะไร จึงตรัสว่า เพื่อให้รู้แจ้งธรรม. อธิบายว่า เพื่อให้รู้โลกุตรธรรม ๙ โดยพิเศษ. 
         บทว่า โลกานุกมฺปาย อิมานิ เตสํ ความว่า เพราะความเป็นผู้อนุเคราะห์โลก คือเพราะอาศัยความอนุเคราะห์แก่ชาวโลก พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นจึงกล่าวคำเหล่านี้ คือคาถาเหล่านี้ให้วิเศษ คือแต่งไว้ กล่าวไว้โดยพิเศษ. 
         บทว่า สํเวคสงฺคมติวฑฺฒนตฺถํ ความว่า เพื่อเพิ่มพูนความสังเวช เพื่อเพิ่มพูนความไม่คลุกคลี คือเพื่อเพิ่มพูนความเป็นผู้เดียว และเพื่อเพิ่มพูนความรู้ คือเพื่อเพิ่มพูนปัญญา พระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นสยัมภูสีหะ คือเป็นผู้ไม่มีอาจารย์ เป็นแล้ว เกิดแล้ว แทงตลอดแล้วเฉพาะพระองค์เอง เป็นดุจสีหะไม่กลัว ได้ประกาศคำเหล่านี้. อธิบายว่า ประกาศ เปิดเผย ทำให้ตื้นซึ่งความเหล่านี้. 
         ศัพท์ว่า อิติ เป็นนิบาตลงในอรรถจบข้อความ.
พรรณนาปัจเจกพุทธาปทาน ในวิสุทธชนวิลาสินี
อรรถกถาอปทาน จบบริบูรณ์เท่านี้

หน้าต่างที่ [๖] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

พรรณนาปาปสหายคาถา
         คาถาว่า ปาปํ สหายํ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า พระราชาองค์หนึ่งในพระนครพาราณสี
ทรงทำประทักษิณพระนครด้วยราชานุภาพอันใหญ่ยิ่ง ทรงเห็นคนทั้งหลายนำข้าวเปลือกเก่าเป็นต้นออกจากฉางไปภายนอก จึงตรัสถามอำมาตย์ว่า พนาย นี้อะไรกัน? 
         เหล่าอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า บัดนี้ข้าวเปลือกใหม่เป็นต้นจักเกิดขึ้น คนเหล่านี้จึงทิ้งข้าวเปลือกเก่าเป็นต้นเสีย เพื่อจะทำที่ว่างแก่ข้าวเปลือกใหม่เป็นต้นเหล่านั้น. 
         พระราชาตรัสว่านี่แน่ะพนาย เสบียงของพวกหมู่พลในตำหนักในฝ่ายหญิงเป็นต้น ยังเต็มบริบูรณ์อยู่หรือ. เหล่าอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ยังเต็มบริบูรณ์อยู่พระเจ้าข้า. 
         พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะพนาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงก่อสร้างโรงทาน เราจักให้ทาน ข้าวเปลือกเหล่านี้จงอย่าได้เสียหายไปโดยไม่มีการช่วยเหลือเกื้อกูลเลย. 
         ลำดับนั้น อำมาตย์ผู้มีคติในความเห็นผิดคนหนึ่งปรารภว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ทานที่ให้แล้วไม่มีผลดังนี้ แล้วจึงกราบทูลพระราชาต่อไปว่า คนทั้งที่เป็นพาลและเป็นบัณฑิต แล่นไป ท่องเที่ยวไป จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เอง ดังนี้แล้วทูลห้ามเสีย. 
         พระราชาทรงเห็นคนทั้งหลายแย่งฉางข้าวกันแม้ครั้งที่สอง แม้ครั้งที่สาม ก็ตรัสสั่งเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. แม้ครั้งที่สาม อำมาตย์ผู้มีคติในความเห็นผิดแม้นั้น ก็กล่าวคำมีอาทิว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ทานนี้คนโง่บัญญัติ แล้วทูลห้ามพระราชานั้น. 
         พระองค์ตรัสว่า แน่ะเจ้าแม้ของของเราก็ไม่ได้เพื่อจะให้หรือ เราจะได้ประโยชน์อะไรจากพวกสหายลามกเหล่านี้ ทรงเบื่อหน่าย จึงสละราชสมบัติออกผนวช เห็นแจ้งอยู่ได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณ. 
         และเมื่อจะทรงติเตียนสหายลามกผู้นั้น จึงตรัสอุทานคาถานี้. 
         เนื้อความย่อแห่งอุทานคาถานั้นมีดังต่อไปนี้. 
         สหายนี้ใดชื่อว่าผู้ลามก เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยทิฏฐิลามกอันมีวัตถุ ๑๐ ประการ. 
         ชื่อว่าผู้มักเห็นความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ เพราะเห็นความฉิบหายมิใช่ประโยชน์แม้ของคนเหล่าอื่น และเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันไม่สม่ำเสมอมีกายทุจริตเป็นต้น. 
         กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ พึงงดเว้นสหายผู้ลามกนั้น ผู้มักเห็นแต่ความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์ ผู้ตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันสม่ำเสมอ. 
         บทว่า สยํ น เสเว ได้แก่ ไม่พึงซ่องเสพสหายนั้น ด้วยอำนาจของตน.
         ท่านอธิบายว่า ก็ถ้าคนอื่นมีอำนาจจะอาจทำอะไรได้. 
         บทว่า ปสุตํ ได้แก่ ผู้ขวนขวาย. อธิบายว่า ผู้ติดอยู่ในอารมณ์นั้นๆ ด้วยอำนาจทิฏฐิ. 
         บทว่า ปมตฺตํ ได้แก่ ผู้ปล่อยจิตไปในกามคุณ ๕. 
         อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ผู้เว้นจากการทำกุศลให้เจริญ. 
         ไม่พึงซ่องเสพ ไม่พึงคบหา ไม่พึงเข้าไปนั่งใกล้สหายนั้น คือผู้เห็นปานนั้น โดยที่แท้ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้นแล.
จบพรรณนาปาปสหายคาถา
         พรรณนาพหุสสุตคาถา
         คาถาว่า พหุสฺสุตํ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         คำทั้งปวงมีอาทิว่า ได้ยินว่า ในกาลก่อนพระปัจเจกโพธิสัตว์ ๘ องค์บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสป บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตรแล้ว อุบัติขึ้นในเทวโลกดังนี้ เป็นเช่นกับที่กล่าวไว้แล้วในอนวัชชโภชีคาถานั่นแหละ. 
         ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้. 
         พระราชานิมนต์ให้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายนั่งแล้ว จึงตรัสถามว่า ท่านทั้งหลายเป็นใคร. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นทูลว่า มหาราชเจ้า อาตมาทั้งหลายชื่อว่าพหุสุตะ. 
         พระราชาทรงดำริว่า เราชื่อว่าสุตพรหมทัต ย่อมไม่อิ่มการฟัง, เอาเถอะ เราจักฟังธรรมเทศนาซึ่งมีนัยอันวิจิตรในสำนักของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ครั้นดำริแล้ว ทรงดีพระทัย ถวายน้ำทักษิโณทกแล้วทรงอังคาส ในเวลาเสร็จภัตกิจ จึงประทับนั่งในที่ใกล้พระสังฆเถระแล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านได้โปรดกล่าวธรรมกถาเถิด. 
         ท่านกล่าวว่า ขอมหาราชเจ้า จงทรงมีพระเกษมสำราญ จงมีความสิ้นไปแห่งราคะเถิด แล้วลุกขึ้น. 
         พระราชาทรงดำริว่า ท่านผู้นี้มิได้เป็นพหูสูต ท่านองค์ที่สองคงจักเป็นพหูสูต, พรุ่งนี้เราจักได้ฟังธรรมเทศนาอันวิจิตรในสำนักของท่าน จึงนิมนต์ฉันในวันพรุ่งนี้. 
         พระองค์ทรงนิมนต์จนถึงลำดับแห่งพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทุกองค์ ด้วยประการอย่างนี้. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแม้ทั้งหมดนั้นก็กล่าวบทที่เหลือให้เป็นเช่นกับองค์ที่ ๑ ทำบทหนึ่งๆ ให้แปลกกันอย่างนี้ว่า จงสิ้นโทสะเถิด จงสิ้นโมหะเถิด จงสิ้นคติเถิด จงสิ้นภพเถิด จงสิ้นวัฏฏะเถิด จงสิ้นอุปธิเถิด แล้วก็ลุกขึ้น. 
         ลำดับนั้น พระราชาทรงดำริว่า ท่านเหล่านี้กล่าวว่า พวกเราเป็นพหูสูต แต่ท่านเหล่านั้นไม่มีกถาอันวิจิตร ท่านเหล่านั้นกล่าวอะไร จึงทรงเริ่มพิจารณาอรรถแห่งคำของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น. 
   ครั้นเมื่อทรงพิจารณาอรรถของคำว่า จงสิ้นราคะเถิด จึงได้ทรงทราบว่าเมื่อราคะสิ้นไป โทสะก็ดี โมหะก็ดี กิเลสอื่นๆ ก็ดี ย่อมเป็นอันสิ้นไปได้ ทรงดีพระทัยว่า สมณะเหล่านี้เป็นพหูสูตโดยสิ้นเชิง เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้เอานิ้วมือชี้มหาปฐพีหรืออากาศ ย่อมเป็นอันชี้เอาพื้นที่ประมาณเท่าองคุลีเท่านั้นก็หามิได้ โดยที่แท้ ย่อมเป็นอันชี้เอามหาปฐพีทั้งสิ้น อากาศก็เหมือนกันแม้ฉันใด พระสมณะเหล่านี้ก็ฉันนั้น เมื่อชี้แจงอรรถหนึ่งๆ ย่อมเป็นอันชี้แจงอรรถทั้งหลายอันหาปริมาณมิได้. 
         จากนั้น พระองค์ทรงดำริว่า ชื่อว่าในกาลบางคราว แม้เราก็จักเป็นพหูสูตอย่างนั้น เมื่อทรงปรารถนาความเป็นพหูสูตเห็นปานนั้น จึงทรงสละราชสมบัติออกผนวช เห็นแจ้งอยู่ ได้ทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณ แล้วได้ตรัสอุทานคาถานี้. 
         เนื้อความย่อในอุทานคาถานี้มีดังต่อไปนี้. 
         บทว่า พหุสฺสุตํ ความว่า พหูสูตมี ๒ อย่าง คือปริยัติพหูสูตทั้งมวลโดยใจความในพระไตรปิฎก และปฏิเวธพหูสูต โดยแทงตลอดมรรค ผล วิชชาและอภิญญา. ผู้มีอาคมอันมาแล้ว ชื่อว่า ธมฺมธโร ผู้ทรงธรรม. 
         อนึ่ง ผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมอันยิ่งใหญ่ ชื่อว่า อุฬาโร ผู้ยิ่งใหญ่. 
         ผู้มียุตตปฏิภาณ. มีมุตตปฏิภาณและมียุตตมุตตปฏิภาณ ชื่อว่า ปฏิภาณวา ผู้มีปฏิภาณ. 
         อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบผู้มีปฏิภาณ ๓ อย่าง โดยปริยัติ ปริปุจฉาและอธิคม. 
         จริงอยู่ ปริยัติย่อมแจ่มแจ้งแก่ผู้ใด ผู้นั้นเป็นผู้มีปริยัติปฏิภาณ แจ่มแจ้งในปริยัติ. 
         การสอบถามย่อมแจ่มแจ้งแก่ผู้ใดซึ่งสอบถามถึงอรรถ ญาณ ลักษณะ ฐานะและอฐานะ ผู้นั้นเป็นผู้มีปริปุจฉาปฏิภาณ แจ่มแจ้งในการถาม. 
         มรรคเป็นต้นอันผู้ใดแทงตลอดแล้ว ผู้นั้นเป็นผู้มีอธิคมปฏิภาณ แจ่มแจ้งในการบรรลุ. 
   บุคคลคบมิตรนั้นคือเห็นปานนั้น ผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม ผู้ยิ่งใหญ่ มีปฏิภาณ. แต่นั้นพึงรู้ทั่วถึงประโยชน์มีประการมิใช่น้อย โดยชนิดประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่นและประโยชน์ทั้งสอง หรือโดยชนิดประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ภายหน้าและประโยชน์อย่างยิ่ง ด้วยอานุภาพของมิตรนั้น แต่นั้นบรรเทาความกังขา คือบรรเทา ได้แก่ทำให้พินาศไปซึ่งความลังเลสงสัยในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย มีอาทิว่า ในอดีตกาลอันยาวนาน เราได้มีแล้วหรือหนอ เป็นผู้ทำกิจทั้งปวงเสร็จแล้วอย่างนี้ พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉะนั้นแล.
จบพรรณนาพหุสสุตคาถา
         พรรณนาวิภูสัฏฐานคาถา
         คาถาว่า ขิฑฺฑํ รตึ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า พระราชาพระนามว่าวิภูสกพรหมทัต ในนครพาราณสี เสวยยาคูหรือพระกระยาหารแต่เช้าตรู่ แล้วให้ช่างประดับพระองค์ด้วยเครื่องประดับนานาชนิด แล้วทรงดูพระสรีระทั้งสิ้นในพระฉายใหญ่ ไม่โปรดสิ่งใดก็เอาสิ่งนั้นออก แล้วให้ประดับด้วยเครื่องประดับอย่างอื่น. 
         วันหนึ่งเมื่อพระองค์ทรงกระทำอย่างนั้น เวลาเสวยพระกระยาหารเป็นเวลาเที่ยงพอดี. พระองค์ทรงประดับค้างอยู่ จึงทรงเอาแผ่นผ้าพันพระเศียรเสวยแล้ว เสด็จเข้าบรรทมกลางวัน. เมื่อพระองค์ทรงลุกขึ้นแล้ว ทรงกระทำอยู่อย่างนั้นนั่นแลซ้ำอีก พระอาทิตย์ก็ตก. 
         แม้วันที่สอง แม้วันที่สามก็อย่างนั้น. 
         ครั้นเมื่อพระองค์ทรงขวนขวายแต่การประดับประดาอยู่อย่างนั้น โรคที่พระปฤษฎางค์ได้เกิดขึ้น. 
   พระองค์ได้มีพระดำริดังนี้ว่า พุทโธ่เอ๋ย เราแม้เอาเรี่ยวแรงทั้งหมดมาประดับประดาก็ยังไม่พอใจในการประดับที่สำเร็จแล้วนี้ ทำความดิ้นรนให้เกิดขึ้น ก็ขึ้นชื่อว่าความดิ้นรนเป็นธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการไปอบาย เอาเถอะ เราจักข่มความดิ้นรนเสีย จึงทรงสละราชสมบัติออกผนวช ทรงเห็นแจ้งอยู่ ได้ทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณ แล้วได้ตรัสอุทานคาถานี้. 
         การเล่นและความยินดีในอุทานคาถานั้นได้กล่าวมาแล้วในเบื้องต้น. 
         บทว่า กามสุขํ ได้แก่ ความสุขในวัตถุกาม. 
         จริงอยู่ แม้วัตถุกามทั้งหลายท่านก็เรียกว่าสุข เพราะเป็นอารมณ์เป็นต้นของความสุข. เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า รูปเป็นสุข ตกไปตามความสุข มีอยู่ดังนี้. เมื่อเป็นอย่างนั้น ไม่ทำให้พอใจ คือไม่ทำว่าพอละซึ่งการเล่น ความยินดีและความสุขนี้ในโลกพิภพนี้ ได้แก่ไม่ถือเอาการเล่นเป็นต้นอย่างนี้ว่า เป็นที่อิ่มใจ หรือว่าเป็นสาระ. 
         บทว่า อนเปกฺขมาโน ได้แก่ ผู้มีปกติไม่เพ่งเล็งคือไม่มักมาก ไม่มีความอยาก เพราะการไม่ทำให้พอใจนั้น. 
         ในคำว่า วิภูสฏฺฐานา วิรโต สจฺจวาที นั้น การประดับมี ๒ อย่าง คือการประดับของคฤหัสถ์และการประดับของบรรพชิต. 
         การประดับด้วยผ้าสาฎก ผ้าโพก ดอกไม้และของหอมเป็นต้น ชื่อว่าการประดับของคฤหัสถ์. การประดับด้วยเครื่องประดับคือบาตรเป็นต้น ชื่อว่าการประดับของบรรพชิต. 
         ฐานะที่ประดับก็คือการประดับนั่นเอง. ผู้คลายความยินดีจากฐานะที่ประดับนั้นด้วยวิรัติ ๓ อย่าง. 
         พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า ชื่อว่าผู้มีปกติกล่าวคำสัตย์ เพราะกล่าวคำจริงแท้.
จบพรรณนาวิภูสัฏฐานคาถา
         พรรณนาปุตตทารคาถา
         คาถาว่า ปุตฺตญฺจ ทารํ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า โอรสของพระเจ้าพาราณสีทรงอภิเษกครองราชสมบัติ ในเวลายังทรงเป็นหนุ่มอยู่ทีเดียว. 
   พระองค์เสวยสิริราชสมบัติดุจพระปัจเจกโพธิสัตว์ที่กล่าวแล้วในคาถาที่หนึ่ง วันหนึ่งทรงดำริว่า เราครองราชสมบัติอยู่ ย่อมกระทำความทุกข์ให้แก่คนเป็นอันมาก เราจะประโยชน์อะไรด้วยบาปนี้ เพื่อต้องการภัตมื้อเดียว เอาเถอะ เราจะทำความสุขให้เกิดขึ้น จึงทรงสละราชสมบัติออกผนวช เห็นแจ้งอยู่ ได้ทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณแล้ว ได้ตรัสอุทานคาถานี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธนานิ ได้แก่ รัตนะทั้งหลายมีแก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงินและทองเป็นต้น. 
         บทว่า ธญฺญานิ ได้แก่ บุพพัณชาติ ๗ ชนิด มีข้าวสาลี ข้าวเปลือก ข้าวเหนียว ข้าวละมาน ข้าวฟ่าง ลูกเดือยและหญ้ากับแก้เป็นต้น และอปรัณชาติที่เหลือ (มีถั่ว งา เป็นต้น). 
         บทว่า พนฺธวานิ ได้แก่ เผ่าพันธุ์ ๔ อย่าง มีเผ่าพันธุ์คือญาติ เผ่าพันธุ์คือโคตร เผ่าพันธุ์คือมิตร และเผ่าพันธุ์คือศิลป. 
         บทว่า ยโถธิกานิ ได้แก่ ซึ่งตั้งอยู่ตามเขตของตนๆ. 
         คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบพรรณนาปุตตทารคาถา
         พรรณนาสังคคาถา
         คาถาว่า สงฺโค เอโส ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า ในนครพาราณสี ได้มีพระราชาพระนามว่าปาทโลลพรหมทัต พระองค์เสวยยาคูและพระกระยาหารแต่เช้าตรู่ แล้วทอดพระเนตรละคร ๓ อย่างในปราสาททั้ง ๓. 
         การฟ้อนชื่อว่ามี ๓ อย่าง คือการฟ้อนอันมาจากพระราชาองค์ก่อน ๑ การฟ้อนอันมาจากพระราชาต่อมา ๑ การฟ้อนอันตั้งขึ้นในกาลของตน ๑. 
         วันหนึ่ง พระองค์เสด็จไปยังปราสาทที่มีนางฟ้อนสาวแต่เช้าตรู่. หญิงฟ้อนเหล่านั้นคิดว่าจักทำพระราชาให้ยินดี จึงพากันประกอบการฟ้อน การขับและการประโคมเป็นที่ประทับใจอย่างยิ่ง ประดุจนางอัปสรประกอบถวายแก่ท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทวดาฉะนั้น. 
         พระราชาไม่ทรงยินดีด้วยดำริว่า นี้ไม่น่าอัศจรรย์สำหรับคนสาว จึงเสด็จไปยังปราสาทที่มีนางฟ้อนปูนกลาง. หญิงฟ้อนแม้เหล่านั้นก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. 
         พระองค์ก็ไม่ทรงยินดีเหมือนอย่างนั้น แม้ในหญิงฟ้อนปูนกลางนั้น จึงเสด็จไปยังปราสาทที่มีหญิงฟ้อนเป็นคนแก่. แม้หญิงฟ้อนเหล่านั้นก็ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น. 
         พระราชาทรงเห็นการฟ้อนเสมือนกระดูกเล่นแสดง และได้ทรงฟังการขับไม่ไพเราะ เพราะหญิงฟ้อนเหล่านั้นเป็นไปล่วง ๒-๓ ชั่วพระราชาแล้วจึงเป็นคนแก่ จึงเสด็จไปยังปราสาทที่มีหญิงฟ้อนสาวๆ ซ้ำอีก แล้วเสด็จไปยังปราสาทที่มีหญิงปูนกลางซ้ำอีก. 
         พระองค์ทรงเที่ยวไปแม้อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ ก็ไม่ทรงยินดีในปราสาทไหนๆ จึงทรงดำริว่า หญิงฟ้อนเหล่านี้ประสงค์จะยังเราให้ยินดี จึงเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดประกอบการฟ้อน การขับและการประโคม ประดุจนางอัปสรทั้งหลาย ประสงค์จะให้ท้าวสักกะจอมเทวดาทรงยินดี จึงประกอบถวายฉะนั้น. เรานั้นไม่ยินดีในที่ไหนๆ ทำให้รกโลก. 
         ก็ขึ้นชื่อว่าความโลภนี้เป็นธรรมที่ตั้งแห่งการไปสู่อบาย เอาเถอะ เราจักข่มความโลภเสีย จึงสละราชสมบัติแล้วทรงผนวช เจริญวิปัสสนาแล้วได้ทำให้แจ้งปัจเจกโพธิญาณ จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้. 
         เนื้อความแห่งอุทานคาถานั้นว่า :- 
         พระราชาทรงชี้แจงเครื่องใช้สอยของพระองค์ด้วยบทว่า สงฺโค เอโส นี้. เพราะเครื่องใช้สอยนั้นชื่อว่าสังคะ เพราะเป็นที่ข้องอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย ดุจช้างเข้าไป (ติด) อยู่ในเปือกตมฉะนั้น. 
         ในบทว่า ปริตฺตเมตฺถ โสขฺยํ นี้ ความสุขชื่อว่านิดหน่อย เพราะอรรถว่าต่ำช้า โดยจะต้องให้เกิดขึ้นด้วยสัญญาวิปริต ในเวลาใช้สอยกามคุณ ๕ หรือโดยนับเนื่องในธรรมอันเป็นกามาวจร คือเป็นของชั่วครู่เหมือนความสุขในการเห็นการฟ้อนด้วยแสงสว่างแห่งแสงฟ้าแลบ. อธิบายว่า เป็นไปชั่วคราว.
   ก็ในบทว่า อปฺปสฺสาโท ทุกฺขเมเวตฺถ ภิยฺโย นี้ ความยินดีใดที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุขโสมนัสอาศัยกามคุณ ๕ เหล่านี้เกิดขึ้นใด นี้เป็นความยินดีในกามทั้งหลาย ความยินดีนั้นคือทุกข์ ในความเกี่ยวข้องนี้ ที่ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็โทษของกามทั้งหลายเป็นอย่างไร? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรในพระศาสนานี้ ย่อมเลี้ยงชีวิตด้วยฐานะแห่งศิลปะใด คือด้วยการตีตรา หรือด้วยการคำนวณดังนี้ ว่าด้วยการเทียบเคียงกัน ทุกข์นั้นมีน้อย ประมาณเท่าหยาดน้ำ โดยที่แท้ ทุกข์เท่านั้นมีมากยิ่งเช่นกับน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ในความเกี่ยวข้องนี้ มีความยินดีน้อย ทุกข์เท่านั้นมากยิ่ง. 
         บทว่า คโฬ เอโส ความว่า ความเกี่ยวข้องคือกามคุณ ๕ นี้ เปรียบดังเบ็ด โดยแสดงความยินดีแล้วฉุดลากมา. 
         บทว่า อิติ ญตฺวา มติมา ความว่า บุรุษผู้มีความรู้คือเป็นบัณฑิต รู้อย่างนี้แล้วพึงละความเกี่ยวข้องทั้งหมดนั้นแล้วเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้นแล.
จบพรรณนาสังคคาถา
         พรรณนาสันทาลคาถา
         คาถาว่า สนฺทาลยิตฺวาน ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? 
         ได้ยินว่า ในนครพาราณสี ได้มีพระราชาพระนามว่าอนิวัตตพรหมทัต พระราชานั้นเข้าสู่สงครามไม่ชนะ หรือทรงปรารภกิจอื่นไม่สำเร็จจะไม่กลับมา. เพราะฉะนั้น ชนทั้งหลายจึงรู้จักพระองค์อย่างนั้น. 
         วันหนึ่ง พระองค์เสด็จไปพระราชอุทยาน. 
         ก็สมัยนั้น ไฟป่าเกิดขึ้น ไฟนั้นไหม้ไม้แห้งและหญ้าสดเป็นต้นลามไปไม่กลับเลย. 
         พระราชาทรงเห็นดังนั้น จึงทรงทำนิมิตอันมีไฟป่านั้นเป็นเครื่องเปรียบให้เกิดขึ้นว่า ไฟป่านี้ฉันใด ไฟ ๑๑ กองก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไหม้สัตว์ทั้งปวงลามไปไม่กลับมา ทำมหันตทุกข์ให้เกิดขึ้น. ชื่อว่าเมื่อไร เพื่อให้ทุกข์นี้หมดสิ้น แม้เราก็จะเผากิเลสทั้งหลายไม่ให้กลับมาด้วยไฟคืออริยมรรคญาณ เหมือนไฟนี้ไหม้ลามไปไม่พึงหวนกลับมา ฉะนั้น. 
         แต่นั้น พระองค์เสด็จไปครู่หนึ่ง ได้ทรงเห็นชาวประมงกำลังจับปลาในน้ำ ปลาใหญ่ตัวหนึ่งเข้าไปภายในแหของชาวประมงเหล่านั้น ได้ทำลายแหหนีไป. ชาวประมงเหล่านี้จึงพากันส่งเสียงว่า ปลาทำลายแห หนีไปแล้ว. 
         พระราชาได้ทรงสดับคำแม้นั้น จึงทรงทำนิมิตอันมีปลานั้นเป็นข้อเปรียบเทียบว่า ชื่อว่าเมื่อไร แม้เราก็จะทำลายข่ายคือตัณหาและทิฏฐิ ด้วยอริยมรรคญาณ พึงไปไม่ติดข้องอยู่. 
         พระองค์จึงทรงสละราชสมบัติผนวช ปรารภวิปัสสนา ได้ทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณและได้ตรัสอุทานคาถานี้. 
         ในบทที่สองของคาถานั้น สิ่งที่ทำด้วยด้ายเรียกว่า ชาละ. น้ำเรียกว่า อัมพุ. ชื่อว่าอัมพุจารี เพราะเที่ยวไปในน้ำนั้น. คำว่า อัมพุจารี นั้นเป็นชื่อของปลา. ปลาในน้ำชื่อว่า สลิลัมพุจารี. อธิบายว่า เหมือนปลาทำลายแหไปในแม่น้ำนั้น. 
         ในบาทที่สาม สถานที่ที่ถูกไฟไหม้เรียกว่า ทัฑฒะ. อธิบายว่า ไฟย่อมไม่หวนกลับมายังที่ที่ไหม้แล้ว คือจะมาเกิดที่นั้นไม่ได้ ฉันใด เราก็จะไม่หวนกลับมายังสถานที่ คือกามคุณที่ถูกเผาไหม้ด้วยไฟคือมรรคญาณ คือจะไม่มาในกามคุณนั้นต่อไปฉันนั้น. 
         คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบพรรณนาสันทาลคาถา
         พรรณนาโอกขิตตจักขุคาถา
         คาถาว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า ในนครพาราณสี พระราชาพระนามว่าจักขุโลลพรหมทัต เป็นผู้ทรงขวนขวายการดูละคร เหมือนพระเจ้าปาทโลลพรหมทัต. 
         ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้. 
         พระเจ้าปาทโลลพรหมทัตนั้นเป็นผู้ไม่สันโดษเสด็จไปในที่นั้นๆ. ส่วนพระเจ้าจักขุโลลพรหมทัตพระองค์นี้ทอดพระเนตรการละครนั้นๆ ทรงเพลิดเพลินอย่างยิ่ง เสด็จเที่ยวเพิ่มความอยาก โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนทอดพระเนตรการแสดงละคร. 
         ได้ยินว่า พระองค์ทรงเห็นภรรยาของกุฎุมพีนางหนึ่งซึ่งมาดูการแสดง ได้ยังความกำหนัดรักใคร่ให้เกิดขึ้น. แต่นั้นทรงถึงความสลดพระทัยขึ้นมา จึงทรงดำริว่า เฮ้อ! เราทำความอยากนี้ให้เจริญอยู่ จักเป็นผู้เต็มอยู่ในอบาย เอาละ เราจักข่มความอยากนั้น จึงออกผนวชแล้วได้เห็นแจ้งอยู่ ได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ. 
         เมื่อจะทรงติเตียนการปฏิบัติแรกๆ ของพระองค์ จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้อันแสดงคุณซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิบัตินั้น. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ แปลว่า ผู้มีจักษุทอดลงเบื้องล่าง. 
         ท่านอธิบายไว้ว่า วางกระดูกคอ ๗ ข้อไว้โดยลำดับแล้วเพ่งดูชั่วแอก เพื่อจะดูสิ่งที่ควรเว้นและสิ่งที่ควรจะถือเอา. แต่ไม่ใช่เอากระดูกคางจรดกระดูกหทัย เพราะเมื่อเป็นอย่างนั้น ความเป็นผู้มีจักษุทอดลงก็ย่อมจะไม่เป็นสมณสารูป. 
         บทว่า น จ ปาทโลโล ความว่า ไม่เป็นเหมือนคนเท้าคัน โดยความเป็นผู้ใคร่จะเข้าไปท่ามกลางคณะ ด้วยอาการอย่างนี้ คือเป็นคนที่ ๒ ของคนคนเดียว เป็นคนที่ ๓ ของคน ๒ คน คือเป็นผู้งดเว้นจากการเที่ยวจาริกไปนานและเที่ยวจาริกไปไม่กลับ. 
         บทว่า คุตฺตินฺทฺริโย ความว่า เป็นผู้มีอินทรีย์อันคุ้มครองด้วยอำนาจอินทรีย์ที่เหลือดังกล่าวแล้ว เพราะบรรดาอินทรีย์ทั้ง ๖ ในที่นี้ ท่านกล่าวมนินทรีย์ไว้เป็นแผนกหนึ่งต่างหาก. 
         บทว่า รกฺขิตมานสาโน ความว่า มานสานํ ก็คือ มานสํ นั่นเอง. ชื่อว่าผู้รักษาใจ เพราะรักษาใจนั้นไว้ได้. ท่านอธิบายว่า เป็นผู้รักษาจิตไว้ได้โดยประการที่ไม่ถูกกิเลสปล้น. 
         บทว่า อนวสฺสุโต ความว่า ผู้เว้นจากการถูกกิเลสรั่วรดในอารมณ์นั้นๆ ด้วยการปฏิบัตินี้. 
         บทว่า อปริฑยฺหมาโน ได้แก่ ไม่ถูกไฟกิเลสเผา. 
         อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ไม่ถูกกิเลสรั่วรดภายนอก ไม่ถูกไฟกิเลสเผาในภายใน. 
         คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบพรรณนาโอกขิตตจักขุคาถา
         พรรณนาปาริจฉัตตกคาถา
         คาถาว่า โอหารยิตฺวา ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า ในนครพาราณสีมีพระราชาอีกองค์พระนามว่าจาตุมาสิกพรหมทัต เสด็จไปเล่นอุทยานทุกๆ ๔ เดือน. 
         วันหนึ่ง พระองค์เสด็จเข้าไปยังอุทยาน ในเดือนกลางของฤดูคิมหันต์ ทรงเห็นต้นทองหลางดารดาษด้วยใบ มีกิ่งและค่าคบประดับด้วยดอก ที่ประตูอุทยาน ทรงถือเอาหนึ่งดอกแล้วเสด็จเข้าไปยังอุทยาน. 
         ลำดับนั้น อำมาตย์คนหนึ่งผู้อยู่บนคอช้าง คิดว่า พระราชาทรงถือเอาดอกชั้นเลิศไปแล้ว จึงได้ถือเอาหนึ่งดอกเหมือนกัน. หมู่พลทั้งหมดต่างได้ถือเอาโดยอุบายเดียวกัน. พวกที่ไม่ชอบดอก แม้ใบก็ถือเอาไป. 
         ต้นไม้นั้นไม่มีใบและดอก ได้มีอยู่สักว่าลำต้นเท่านั้น. 
         เวลาเย็น พระราชาเสด็จออกจากอุทยาน ทรงเห็นดังนั้น จึงทรงดำริว่า ทำไมคนจึงทำกับต้นไม้นี้ ตอนเวลาที่เรามา ต้นไม้นี้ยังประดับด้วยดอก เช่นกับแก้วประพาฬที่ระหว่างกิ่งอันมีสีดุจแก้วมณี มาบัดนี้กลับไม่มีใบและดอก. 
         เมื่อกำลังทรงดำริอยู่ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้ไม่มีดอก มีใบสะพรั่งในที่ไม่ไกลต้นทองหลางนั้นเอง และพระองค์ครั้นทรงเห็นแล้ว ได้มีพระดำริดังนี้ว่า ต้นไม้นี้เป็นที่ตั้งแห่งความอยากได้ของชนเป็นอันมาก เพราะมีกิ่งเต็มด้วยดอก ด้วยเหตุนั้น จึงถึงความพินาศไปโดยครู่เดียวเท่านั้น ส่วนต้นไม้อื่นต้นนี้คงตั้งอยู่เหมือนเดิม เพราะไม่เป็นที่ตั้งแห่งความอยากได้. 
         ก็ราชสมบัตินี้เล่า ก็เป็นที่ตั้งแห่งความอยากได้ เหมือนต้นไม้มีดอกฉะนั้น ส่วนภิกขุภาวะไม่เป็นที่ตั้งแห่งความอยากได้ เหมือนต้นไม้ที่ไม่มีดอก. เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ราชสมบัติแม้นี้ยังไม่ถูกชิงเหมือนต้นไม้นี้ ตราบนั้น เราจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะบวช เหมือนต้นทองหลางต้นอื่นนี้ที่ไม่มีใบดารดาษอยู่ฉะนั้น. 
         พระองค์จึงทรงสละราชสมบัติผนวช ทรงเห็นแจ้งอยู่ ได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ แล้วได้ตรัสอุทานคาถานี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บาทคาถาว่า กาสายวตฺโถ อภินิกฺขมิตฺวา นี้ พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า เสด็จออกจากตำหนักเป็นผู้นุ่งห่มผ้ากาสายะ. 
         คำที่เหลืออาจรู้แจ้งได้โดยนัยดังกล่าวแล้วแล เพราะเหตุนั้น จึงไม่ต้องกล่าวให้พิสดาร.
จบพรรณนาปาริจฉัตตกคาถา         จบวรรคที่ ๓
         พรรณนารสเคธคาถา
         คาถาว่า รเสสุ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า พระเจ้าพาราณสีองค์หนึ่ง อันบุตรอำมาตย์ทั้งหลายห้อมล้อมอยู่ในอุทยาน ทรงเล่นอยู่ในสระโบกขรณีอันมีแผ่นศิลา. พ่อครัวของพระองค์เอารสของเนื้อทุกชนิดมาหุงอันตรภัต (อาหารว่าง) อันปรุงอย่างดีเยี่ยม ประดุจอมฤตรสแล้วน้อมเข้าไปถวาย. 
         พระองค์ทรงติดในรสนั้น ไม่ทรงประทานอะไรๆ แก่ใครๆ เสวยเฉพาะพระองค์เท่านั้น. ทรงเล่นน้ำอยู่ จึงเสด็จออกไปในเวลาพลบค่ำเกินไป แล้วรีบๆ เสวย. บรรดาคนที่พระองค์เคยเสวยร่วมด้วยในกาลก่อนนั้น พระองค์มิได้ทรงระลึกถึงใครๆ. 
         ครั้นภายหลัง ทรงยังการพิจารณาให้เกิดขึ้น ทรงทราบว่า โอ! เราถูกความอยากในรสครอบงำ ลืมชนทั้งปวงเสีย บริโภคเฉพาะคนเดียวนั้น ได้กระทำกรรมอันลามกแล้ว เอาเถอะ เราจักข่มความอยากในรสนั้น ครั้นทรงดำริแล้วจึงสละราชสมบัติผนวช เจริญวิปัสสนากระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ. 
         เมื่อจะทรงติเตียนการปฏิบัติอันมีในก่อนของพระองค์ จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้ อันแสดงคุณตรงกันข้ามกับการปฏิบัตินั้น. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รเสสุ ได้แก่ ในของควรลิ้มอันต่างด้วยรสเปรี้ยว รสหวาน รสขม รสเผ็ด รสเค็ม รสแสบและรสฝาดเป็นต้น. 
         บทว่า เคธํ อกรํ แปลว่า ไม่กระทำความอยากได้. อธิบายว่า ไม่ยังตัณหาให้เกิดขึ้น. 
         บทว่า อโลโล ไม่หมกมุ่นในความวิเศษของรสทั้งหลายอย่างนี้ว่า เราจักลิ้มสิ่งนี้ เราจักลิ้มสิ่งนี้. 
         บทว่า อนญฺญโปสี ได้แก่ ผู้เว้นจากสัทธิวิหาริกที่จะต้องเลี้ยงดูเป็นต้น. อธิบายว่า เป็นผู้สันโดษด้วยเหตุสักว่าทรงร่างกายไว้. 
         อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า ชื่อว่าผู้ไม่เลี้ยงดูคนอื่น เพราะไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อนที่เรามีปกติกระทำความอยากในรสทั้งหลายในอุทยาน เลี้ยงดูคนอื่น ละตัณหาอันเป็นเหตุให้โลภกระทำความอยากในรสทั้งหลายนั้นเสีย แล้วไม่ทำอัตภาพอื่นซึ่งมีตัณหาเป็นมูลรากให้บังเกิดต่อไป.
         อีกอย่างหนึ่ง ในบทนี้มีเนื้อความดังนี้ว่า กิเลสทั้งหลายเรียกว่าอัญญะ เพราะอรรถว่ายังอัตภาพให้เกิด. ชื่อว่า อนัญญโปสี เพราะไม่เลี้ยงดูกิเลสเหล่านั้น. 
         บทว่า สปทานจารี ได้แก่ มีปกติเที่ยวไปไม่แวะออก (นอกทาง) คือมีปกติเที่ยวไปโดยลำดับ อธิบายว่า ไม่ละลำดับเรือน เข้าไปบิณฑบาตติดต่อกันไป ทั้งตระกูลมั่งคั่งและตระกูลเข็ญใจ. 
         บทว่า กุเล กุเล อปฺปฏิพทฺธจิตฺโต ได้แก่ มีจิตไม่ข้องอยู่ในตระกูลกษัตริย์เป็นต้นตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ด้วยอำนาจกิเลส. อธิบายว่า เป็นผู้ใหม่อยู่เป็นนิตย์ อุปมาดังพระจันทร์. 
         คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบพรรณนารสเคธคาถา
         พรรณนาอาวรณคาถา
         คาถาว่า ปหาย ปญฺจาวรณานิ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า พระราชาองค์หนึ่งในนครพาราณสี เป็นผู้ได้ปฐมฌาน. เพื่อจะทรงอนุรักษ์ฌานนั้น พระองค์จึงทรงละราชสมบัติออกผนวช เห็นแจ้งอยู่ จึงทรงบรรลุพระปัจเจกโพธิญาณ เมื่อจะทรงแสดงปฏิปัตติสัมปทาของพระองค์ จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้.
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจาวรณานิ ได้แก่ นิวรณ์ ๕ นั่นเอง. 
         นิวรณ์ ๕ นั้น โดยใจความได้กล่าวไว้แล้วในอุรคสูตร. 
         ก็เพราะเหตุที่นิวรณ์เหล่านั้นกั้นจิตไว้ เหมือนหมอกเป็นต้นกั้นดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ฉะนั้น จึงเรียกว่าเป็นเครื่องกั้นจิต. อธิบายว่า พึงละ คือละขาดซึ่งนิวรณ์เหล่านั้น ด้วยอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิ. 
         บทว่า อุปกฺกิเลเส ได้แก่ อกุศลธรรมซึ่งเข้าไปเบียดเบียนจิต. 
         อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ อภิชฌาเป็นต้นซึ่งกล่าวไว้ในวัตโถปมสูตรเป็นต้น. 
         บทว่า พฺยปนุชฺช แปลว่า บรรเทา. อธิบายว่า ละขาดด้วยวิปัสสนาและมรรค. 
         บทว่า สพฺเพ ได้แก่ ไม่เหลือ. 
         บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยสมถวิปัสสนาอย่างนี้ ชื่อว่าผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย เพราะละทิฏฐินิสัยได้แล้วด้วยปฐมมรรค, ตัดโทษคือความเสน่หา อธิบายว่า ตัณหาและราคะอันเป็นไปในไตรธาตุ ด้วยมรรคที่เหลือ. 
         จริงอยู่ ความเสน่หาเท่านั้นท่านเรียกว่า สิเนหโทษ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อคุณ. 
         คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบพรรณนาอาวรณคาถา
         พรรณนาวิปิฏฐิคาถา
         คาถาว่า วิปิฏฺฐิกตฺวาน ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า พระราชาองค์หนึ่งในนครพาราณสี ได้เป็นผู้ได้จตุตถฌาน.
         แม้พระราชานั้น เพื่อจะอนุรักษ์ฌาน ก็ทรงสละราชสมบัติออกผนวช เห็นแจ้งอยู่ ได้ทรงทำให้แจ้งปัจเจกโพธิญาณ เมื่อจะทรงแสดงปฏิปัตติสัมปทาของพระองค์ จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปิฏฺฐิกตฺวาน แปลว่า กระทำไว้ข้างหลัง. อธิบายว่า ทิ้งคือละ. 
         บทว่า สุขญฺจ ทุกฺขํ ได้แก่ ความยินดีและความไม่ยินดีทางกาย. 
         บทว่า โสมนสฺสโทมนสฺสํ ได้แก่ ความยินดีและความไม่ยินดีทางใจ.
         บทว่า อุเปกฺขํ ได้แก่ อุเบกขาในจตุตถฌาน. 
         บทว่า สมถํ ได้แก่ สมาธิในจตุตถฌานเท่านั้น. 
         บทว่า วิสุทฺธํ ความว่า ชื่อว่าบริสุทธิ์ยิ่ง เพราะพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึก ๙ ประการ คือนิวรณ์ ๕ และวิตก วิจาร ปีติ สุข. อธิบายว่า ปราศจากอุปกิเลส ดุจทองคำอันขัดแล้ว. 
         ส่วนวาจารวบรวมความมีดังต่อไปนี้. 
         กระทำสุขและทุกข์ในกาลก่อนเท่านั้นไว้ข้างหลัง อธิบายว่า กระทำทุกข์ไว้ข้างหลังในอุปจารแห่งปฐมฌาน กระทำสุขไว้ข้างหลังในอุปจารแห่งตติยฌาน. 
         นำ อักษรที่กล่าวไว้เบื้องต้นกลับไปไว้เบื้องปลาย สำเร็จรูปว่า โสมนสฺสํ โทมนสฺสญฺจ วิปิฏฺฐิกตฺวาน ปุพฺเพว ทำโสมนัสและโทมนัสก่อนๆ ไว้ข้างหลัง ดังนี้. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงว่า ทำโสมนัสไว้ข้างหลังในอุปจารแห่งจตุตถฌาน และทำโทมนัสไว้ข้างหลังในอุปจารแห่งทุติยฌาน. 
         จริงอยู่ ฌานเหล่านี้เป็นฐานสำหรับละโสมนัสและโทมนัสโดยอ้อม. แต่เมื่อว่าโดยตรง ปฐมฌานเป็นฐานสำหรับละทุกข์ ทุติยฌานเป็นฐานสำหรับละสุข จตุตถฌานเป็นฐานสำหรับละโสมนัส. 
         เหมือนดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า คำทั้งปวงมีอาทิว่า พระโยคีเข้าถึงฌานที่หนึ่งอยู่ ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้วในฌานที่หนึ่งนี้ ย่อมดับสิ้นเชิง. กระทำทุกข์โทมนัสและสุขไว้ข้างหลังในฌาน ๓ มีปฐมฌานเป็นต้น ชื่อว่าในกาลก่อนฉันใด ในที่นี้ก็ฉันนั้น กระทำโสมนัสไว้ข้างหลังในจตุตถฌาน ได้อุเบกขาและสมถะอันบริสุทธิ์ด้วยปฏิปทานี้ แล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียว. 
         คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว ฉะนี้แล.
จบพรรณนาวิปิฏฐิคาถา
         พรรณนาอารัทธวีริยคาถา
         คาถาว่า อารทฺธวีริโย ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า พระราชาปัจจันตประเทศองค์หนึ่งมีทหารหนึ่งพันเป็นกำลัง เป็นผู้มีราชสมบัติเพียงเล็กน้อย แต่เป็นผู้มีพระปัญญามาก. 
         วันหนึ่ง พระองค์ทรงดำริว่า เราเป็นผู้มีราชสมบัติน้อยก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น เรามีปัญญาอาจสามารถเพื่อยึดเอาชมพูทวีปทั้งสิ้นได้ จึงทรงส่งทูตไปยังพระราชาใกล้เคียงว่า ภายใน ๗ วันพระเจ้าสามันตราชจงมอบราชสมบัติให้แก่เรา หรือว่าจะทำการรบกับเรา. 
         จากนั้น พระองค์ก็ให้ประชุมเหล่าอำมาตย์ของพระองค์แล้วตรัสว่า เรายังมิได้บอกกล่าวท่านทั้งหลายเลย กระทำกรรมไปโดยพลการ เราส่งสารอย่างนี้ไปให้แก่พระราชาโน้นแล้ว เราควรกระทำอย่างไร. เหล่าอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์อาจให้ทูตนั้นกลับได้หรือ พระเจ้าข้า. 
         พระราชาตรัสว่า ไม่อาจ ทูตจักไปแล้ว. 
         อำมาตย์กราบทูลว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น พระองค์ได้ทรงทำพวกข้าพระบาทให้พินาศเสียแล้ว เพราะการตายด้วยศาสตราของคนอื่นลำบาก เอาเถิดพวกข้าพระบาทจะฆ่ากันและกันตาย จะฆ่าตัวตาย จะแขวน (คอตาย) จะกินยาพิษ (ตาย). 
         บรรดาอำมาตย์เหล่านั้นคนหนึ่งๆ พรรณนาเฉพาะความตายเท่านั้น ด้วยประการอย่างนี้. 
         ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสว่า เราจะประโยชน์อะไรด้วยอำมาตย์เหล่านี้ นี่แน่ะพนาย ทหารทั้งหลายของเรามีอยู่. 
         ลำดับนั้น ทหารพันคนก็ลุกขึ้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระบาทเป็นทหาร ข้าแต่มหาราช ข้าพระบาทเป็นทหาร. 
         พระราชาทรงดำริว่า เราจักทดลองทหารเหล่านี้จึงรับสั่งให้จัดแจงเชิงตะกอนใหญ่แล้วตรัสว่า นี่แน่ะพนาย เรื่องนี้เรากระทำลงไปด้วยความผลุนผลัน อำมาตย์ทั้งหลายคัดค้านเราเรื่องนั้น เรานั้นจักเข้าสู่เชิงตะกอน ใครจักเข้าไปกับเรา ใครจะเสียสละชีวิตเพื่อเรา. 
         เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว ทหาร ๕๐๐ คนก็ลุกขึ้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พวกข้าพระบาทจักเข้าไปพระเจ้าข้า. 
         ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสกะทหารอีก ๕๐๐ คนนอกนี้ว่า พ่อทั้งหลาย บัดนี้ท่านทั้งหลายจักทำอะไร. 
         ทหารเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช นี้มิใช่การกระทำเยี่ยงลูกผู้ชาย อันนี้เป็นจริยาของผู้หญิง อีกอย่างหนึ่ง มหาราชก็ได้ส่งทูตไปแก่พระราชาฝ่ายข้าศึกแล้ว พวกข้าพระบาทนั้นจักรบกับพระราชานั้นจนตาย.
         แต่นั้นพระราชาจึงตรัสว่า พวกท่านบริจาคชีวิตเพื่อเรา จึงจัดกองทัพอันประกอบด้วยองค์ ๔ อันทหารพันคนนั้นห้อมล้อมเสด็จไปประทับนั่งในเขตแดนแห่งราชอาณาจักร. 
         พระราชาฝ่ายข้าศึกนั้นได้ทรงสดับเรื่องราวนั้น ทรงพระพิโรธว่า ชะช้า! พระราชาน้อยๆ นั้น ไม่เพียงพอแม้แก่ทาสของเรา จึงพา หมู่พลทั้งปวงออกไปเพื่อจะสู้รบ. 
         พระราชาน้อยนั้นทรงเห็นพระราชาฝ่ายข้าศึกยกออกมา จึงตรัสกะหมู่พลว่า นี่แน่ะพ่อทั้งหลาย พวกท่านมีไม่มาก ท่านทั้งหมดจงรวมกันถือดาบและโล่ รีบไปตรงหน้าพระราชานี้. ทหารเหล่านั้นได้กระทำเหมือนอย่างนั้น. 
         ทีนั้น กองทัพของพระราชานั้น ได้แยกออกเป็นสองฝ่ายให้ระหว่างทหารเหล่านั้น จึงจับเป็นพระราชานั้นได้ แล้วถวายแก่พระราชาของตนผู้เสด็จมาด้วยหวังพระทัยว่า จักฆ่าพระราชานั้น. 
         พระราชาฝ่ายข้าศึกทูลขออภัยพระราชาน้อยนั้น. 
         พระราชาทรงให้อภัยแก่พระราชาฝ่ายข้าศึกแล้วให้ทรงกระทำการสบถ ทรงทำไว้ในอำนาจของพระองค์แล้วทรงมุ่งเข้าหาพระราชาอื่นพร้อมกับพระราชาฝ่ายข้าศึกนั้น ทรงตั้งอยู่ในเขตแดนแห่งราชอาณาจักรของพระราชานั้นแล้วทรงส่งสารไปว่า จะให้ราชสมบัติแก่เราหรือว่าจะรบ.
         พระราชานั้นทรงส่งสารมาว่า หม่อมฉันย่อมทนไม่ได้แม้แต่การรบครั้งเดียว แล้วมอบถวายราชสมบัติ. พระราชาน้อยทรงจับพระราชาทั้งปวงได้โดยอุบายนี้ แล้วได้ทรงจับเอาแม้พระเจ้าพาราณสีไว้ในภายใน. 
         พระราชาน้อยนั้นอันพระราชา ๑๐๑ องค์ห้อมล้อม ทรงครอบครองราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้น จึงทรงดำริว่า เมื่อก่อนเราเป็นพระราชาน้อย แต่บัดนี้ เราเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งมณฑลในชมพูทวีปทั้งสิ้น เพราะญาณสมบัติของตน ก็ญาณของเรานั้นแลประกอบด้วยความเพียรอันเป็นโลกิยะ ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อคลายกำหนัด ไฉนหนอ เราพึงแสวงหาโลกุตรธรรมด้วยญาณนี้.
         ลำดับนั้น พระองค์จึงทรงมอบราชสมบัติแก่พระเจ้าพาราณสี และตั้งบุตรและทาระไว้ในชนบทของพระองค์ ทรงละสิ่งทั้งปวง เสด็จออกผนวช ปรารภวิปัสสนาแล้วทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ เมื่อจะทรงแสดงวิริยสมบัติของพระองค์ จึงได้ตรัสอุทานคาถานี้. 
         ในอุทานคาถานั้น พึงทำวิเคราะห์ดังต่อไปนี้. 
         ชื่อว่าผู้ปรารภความเพียรเพราะมีความเพียรอันปรารภแล้ว. ด้วยบทนี้ทรงแสดงถึงความที่พระองค์เป็นผู้มีความเพียรใหญ่. พระนิพพาน ท่านเรียกว่าปรมัตถะ. การบรรลุพระนิพพานนั้น ชื่อว่าปรมัตถปัตติ. เพื่อบรรลุพระนิพพานอันชื่อว่าปรมัตถะนั้น. ด้วยบทนี้ ทรงแสดงถึงผลที่พึงบรรลุด้วยการปรารภความเพียรนั้น. 
         ด้วยบทว่า อลีนจิตฺโต นี้ ทรงแสดงถึงความไม่หดหู่ของจิตและเจตสิกซึ่งมีความเพียรเป็นผู้อุปถัมภ์. 
         ด้วยบทว่า อกุสีตวุตฺติ นี้ ทรงแสดงถึงการไม่จมลงแห่งกาย ในการยืนและการจงกรมเป็นต้น. 
         ด้วยบทว่า ทฬฺหนิกฺกโม นี้ ทรงแสดงถึงความเพียรที่เริ่มตั้งไว้ซึ่งเป็นไปอย่างนี้ว่า กามํ ตโจ จ นหารุ จ จะเหลือแต่หนังและเอ็นก็ตามดังนี้. ซึ่งบุคคลเริ่มตั้งไว้ในอนุบุพสิกขาเป็นต้น ท่านเรียกว่า กระทำให้แจ้งปรมัตถสัจจะด้วยกาย. 
         อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทว่า ทฬฺหนิกฺกโม นี้ทรงแสดงถึงความเพียรอันสัมปยุตด้วยมรรค. 
         ก็ความเพียรนั้น ชื่อว่ามั่น เพราะถึงความบริบูรณ์แห่งการอบรม ชื่อว่าเป็นเครื่องก้าวออก เพราะออกจากปฏิปักษ์โดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น แม้บุคคลผู้พร้อมพรั่งด้วยความเพียรนั้น ท่านเรียกว่าทัฬหนิกมะ เพราะมีความเพียรเครื่องก้าวออกอันมั่น. 
         บทว่า ถามพลูปปนฺโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยกำลังแรงกายและกำลังญาณในขณะมรรค. อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยพละกำลังอันเป็นเรี่ยวแรง. ท่านอธิบายว่า เป็นผู้ประกอบด้วยกำลังญาณอันมั่นคง. 
         ด้วยบทว่า ถามพลูปปนฺโน นี้ ท่านแสดงถึงความประกอบพร้อมด้วยวิปัสสนาญาณแห่งความเพียรนั้น จึงทำปธานคือความเพียรเครื่องประกอบให้สำเร็จ. 
         อีกอย่างหนึ่ง พึงประกอบบาททั้ง ๓ ด้วยความเพียรอันเป็นชั้นต้น ชั้นกลางและชั้นสูง. 
         คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล.
จบพรรณนาอารัทธวีริยคาถา

10 มกราคม 2569

หน้าต่างที่ [๕] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน

พรรณนาอายติภยคาถา
         คาถาว่า เอวํ ทุติเยน ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า พระเจ้าพาราณสีองค์หนึ่ง
ยังเป็นหนุ่มอยู่ทีเดียวมีพระประสงค์จะทรงผนวช จึงสั่งอำมาตย์ทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงพาพระเทวีมาแล้วให้ทรงบริหารราชสมบัติ เราจักบวช. 
         อำมาตย์ทั้งหลายทูลให้ทรงทราบว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่อาจรักษาราชสมบัติที่หาพระราชามิได้ พระราชาใกล้เคียงทั้งหลายจักพากันมาปล้นชิงเอา ขอพระองค์จงทรงรอจนตราบเท่าพระโอรสสักองค์หนึ่งเสด็จอุบัติขึ้น. 
         พระราชาทรงมีพระทัยอ่อนจึงทรงรับคำ. 
   ลำดับนั้น พระเทวีทรงตั้งครรภ์. พระราชาทรงสั่งอำมาตย์เหล่านั้นอีกว่า พระเทวีทรงมีพระครรภ์ ท่านทั้งหลายจงอภิเษกพระโอรสผู้ประสูติแล้วในราชสมบัติ แล้วจงบริหารราชสมบัติ เราจักบวช. อำมาตย์ทั้งหลายทูลพระราชาให้ทรงทราบแม้อีกว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้อที่พระเทวีจักประสูติพระโอรสหรือพระธิดานั้นรู้ได้ยาก เพราะเหตุนั้น ขอพระองค์จงทรงรอเวลาประสูติก่อน. ทีนั้น พระเทวีได้ประสูติพระโอรส. แม้คราวนั้น พระราชาก็ทรงสั่งอำมาตย์ทั้งหลายเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. อำมาตย์ทั้งหลายพากันทูลพระราชาให้ทรงทราบด้วยเหตุมากมายแม้อีกว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงรอจนกว่าพระโอรสจะเป็นผู้สามารถ. 
   ลำดับนั้น เมื่อพระกุมารเป็นผู้สามารถแล้วพระราชารับสั่งให้อำมาตย์ทั้งหลายประชุมกันแล้วตรัสว่า บัดนี้ พระกุมารนี้เป็นผู้สามารถแล้ว ท่านทั้งหลายจงอภิเษกพระกุมารนั้นในราชสมบัติแล้วปรนนิบัติ ครั้นตรัสแล้ว ไม่ให้โอกาสแก่พวกอำมาตย์ ให้นำบริขารทั้งปวงมีผ้ากาสายะเป็นต้นมาจากตลาด ทรงผนวชในภายในบุรีนั่นเอง แล้วเสด็จออกไปเหมือนพระมหาชนก. 
   ปริชนทั้งปวงพากันร่ำไรมีประการต่างๆ ติดตามพระราชาไป. พระราชาเสด็จไปตราบเท่ารัชสีมาของพระองค์ แล้วเอาไม้เท้าขีดรอยพลางตรัสว่า ไม่ควรก้าวล่วงรอยขีดนี้. มหาชนนอนลงบนแผ่นดินทำศีรษะไว้ที่รอยขีดร่ำไรอยู่ กล่าวว่า นี่แน่ะพ่อ บัดนี้ อาชญาของพระราชาจะทำอะไรแก่พระองค์ได้ จึงให้พระกุมารก้าวล่วงรอยขีดไป. พระกุมารทูลว่า พระเจ้าพ่อ พระเจ้าพ่อ แล้ววิ่งไปทันพระราชา. 
         พระราชาทรงเห็นพระกุมารแล้วทรงดำริว่า เราบริหารมหาชนนี้ครองราชสมบัติ บัดนี้ เราไม่อาจบริหารทารกคนเดียวได้หรือ จึงพาพระกุมารเข้าป่า ทรงเห็นบรรณศาลาที่พระปัจเจกพุทธเจ้าในปางก่อนทั้งหลายอยู่มาแล้วในป่านั้น จึงสำเร็จการอยู่พร้อมกับพระโอรส. 
         ลำดับนั้น พระกุมารทรงทำความคุ้นเคยในที่นอนอย่างดีเป็นต้น เมื่อมานอนบนเครื่องลาดทำด้วยหญ้า หรือบนเตียงเชือก จึงทรงกันแสง. เป็นผู้อันความหนาวและลมเป็นต้นถูกต้องเข้าก็ทูลว่า หนาวเสด็จพ่อ ร้อนเสด็จพ่อ ยุงกัดเสด็จพ่อ หิวเสด็จพ่อ ระหายเสด็จพ่อ. 
   พระราชามัวแต่ทรงปลอบโยนพระกุมารอยู่นั่นแล ทำให้เวลาล่วงไปตลอดราตรี แม้เวลากลางวันทรงเที่ยวบิณฑบาตแล้วนำภัตตาหารเข้าไปให้พระกุมารนั้น. ภัตตาหารสำรวม มากไปด้วยข้าวฟ่าง ลูกเดือยและถั่วเขียวเป็นต้น แม้ไม่ชอบใจก็เสวยภัตตาหารนั้นด้วยอำนาจของความหิว พอล่วงไป ๒-๓ วันก็ทรงซูบซีดเหมือนปทุมที่วางไว้ในที่ร้อน. ส่วนพระราชาไม่ทรงมีประการอันแปลก เสวยได้ด้วยกำลังแห่งการพิจารณา. 
         ลำดับนั้น พระราชา เมื่อจะทรงให้พระกุมารยินยอมจึงตรัสว่า นี่แน่ะพ่อ ในนคร ย่อมจะหาอาหารประณีตได้ พวกเราจงพากันไปในนครนั้นเถิด. พระกุมารรับว่า ดีละเสด็จพ่อ. แต่นั้น พระราชาทรงให้พระกุมารอยู่ข้างหน้า แล้วพากันกลับมาตามทางที่มาแล้วนั่นแหละ. 
         ฝ่ายพระเทวีชนนีของพระกุมาร ทรงดำริว่า บัดนี้ พระราชาจักไม่ทรงพาพระกุมารไปอยู่ป่านาน พอล่วงไป ๒-๓ วันเท่านั้นก็จักเสด็จกลับ จึงให้กระทำรั้วไว้ในที่ที่พระราชาเอาไม้เท้าขีดไว้นั่นแหละ แล้วสำเร็จการอยู่. 
         พระราชาประทับยืนอยู่ในที่ไม่ไกลจากรั้วของพระเทวีนั้น แล้วทรงส่งพระกุมารไปว่า ดูก่อนพ่อ มารดาของเจ้านั่งอยู่ที่นี่ เจ้าจงไป. 
         พระองค์ได้ประทับยืนดูด้วยหวังพระทัยว่าใคร ๆ อย่าได้เบียดเบียนเขาเลย จนกระทั่งพระกุมารนั้นถึงที่นั้น พระกุมารได้วิ่งไปยังสำนักของพระมารดา. 
         พวกบุรุษผู้ทำการอารักขาเห็นพระกุมารนั้นเสด็จมา จึงกราบทูลพระเทวี. พระเทวีห้อมล้อมด้วยหญิงฟ้อนสองหมื่นนางต้อนรับเอาไว้แล้ว และตรัสถามถึงความเป็นไปของพระราชา ได้ทรงสดับว่า เสด็จมาข้างหลัง จึงทรงสั่งคนไปคอยรับ. 
         ฝ่ายพระราชาได้เสด็จไปยังที่อยู่ของพระองค์ในทันใดนั้นเอง. 
         คนทั้งหลายไม่พบพระราชาจึงพากันกลับมา. 
         ลำดับนั้น พระเทวีทรงหมดหวัง จึงพาพระโอรสไปยังพระนครอภิเษกไว้ในราชสมบัติ. 
         ฝ่ายพระราชาประทับนั่งอยู่ในที่อยู่ของพระองค์ ทรงเห็นแจ้งบรรลุพระโพธิญาณแล้ว ได้กล่าวอุทานคาถานี้ ในท่ามกลางพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ณ ควงต้นไม้สวรรค์. 
         อุทานคาถานั้น โดยใจความง่ายทั้งนั้น. 
         ก็ในอุทานคาถานี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้. 
   การเปล่งวาจาสนทนาหรือวาจาเครื่องเกี่ยวข้องด้วยอำนาจความเสน่หาในกุมารนั้นนี้ใด เกิดแล้วแก่เราผู้ยังกุมารนั้นให้ยินยอมอยู่ โดยการอยู่ร่วมกับกุมารคนหนึ่งผู้เป็นเพื่อน. ผู้ประกาศให้ทราบความหนาวและความร้อนเป็นต้น. ถ้าเราไม่สละกุมารนั้นไซร้ แม้กาลต่อจากนั้นไป การเปล่งวาจาสนทนาหรือวาจาเครื่องเกี่ยวข้องนั้น ก็จักมีอยู่เหมือนอย่างนั้น. การเปล่งวาจาสนทนาหรือวาจาเครื่องเกี่ยวข้องกับเพื่อนจะพึงมีแก่เราจนถึงในบัดนี้. 
         เราเล็งเห็นภัยนี้ต่อไปข้างหน้าว่า การเปล่งวาจาสนทนาและวาจาเครื่องเกี่ยวข้องทั้งสองนี้ จะกระทำอันตรายแก่การบรรลุคุณวิเศษ จึงทิ้งกุมารนั้นแล้วปฏิบัติโดยแยบคาย จึงได้บรรลุปัจเจกโพธิญาณ. 
         คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบพรรณนาอายติภยคาถา
         พรรณนากามคาถา
         คาถาว่า กามา หิ จิตฺรา ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า บุตรของเศรษฐีในนครพาราณสี ยังหนุ่มแน่นทีเดียวได้ตำแหน่งเศรษฐี. เขามีปราสาท ๓ หลังอันเหมาะแก่ฤดูทั้ง ๓. เขาให้บำเรอด้วยสมบัติทั้งปวงดุจเทพกุมาร. 
         ครั้งนั้น เขายังเป็นหนุ่มอยู่ทีเดียวคิดว่าจักบวช จึงลาบิดามารดา. 
         บิดามารดาห้ามเขาไว้ เขาก็ยังรบเร้าอยู่เหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. บิดามารดาจึงห้ามเขาแม้อีกโดยประการต่างๆ ว่า พ่อเอย เจ้าเป็นคนละเอียดอ่อน การบรรพชาทำได้ยาก เช่นกับการการเดินไปๆ มาๆ บนคมมีดโกน. 
         เขาก็ยังรบเร้าอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ. 
         บิดามารดาจึงคิดว่า ถ้าลูกคนนี้บวช ความโทมนัสย่อมเกิดมีแก่พวกเรา ห้ามเขาได้ ความโทมนัสย่อมจะเกิดมีแก่เขา. เออก็ความโทมนัสจงมีแก่พวกเราเถิด จงอย่ามีแก่เขาเลย จึงอนุญาตให้บวช. 
         แต่นั้น บุตรของเศรษฐีนั้นไม่สนใจปริชนทั้งปวงผู้ปริเทวนาการอยู่ ไปยังป่าอิสิปตนะ บวชในสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย. เสนาสนะอันประเสริฐยังไม่ถึงเขา เขาจึงลาดเสื่อลำแพนบนเตียงน้อยแล้วนอน. เขาเคยชินที่นอนอย่างดีมาแล้ว จึงได้มีความลำบากยิ่งตลอดคืนยังรุ่ง. เมื่อราตรีสว่างแล้ว เขาทำบริกรรมสรีระแล้วถือบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตพร้อมกับพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย. 
         บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น พระพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้แก่กว่า ได้เสนาสนะเลิศและโภชนะเลิศ. พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นนวกะ ได้อาสนะและโภชนะอันเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น. 
         เขาได้เป็นผู้มีความทุกข์อย่างยิ่ง แม้เพราะโภชนะอันเศร้าหมองนั้น. พอล่วงไป ๒-๓ วันเท่านั้น เขาก็ซูบผอมมีผิวพรรณหมองคล้ำเบื่อหน่าย ในเพราะสมณธรรมยังไม่ถึงความแก่กล้านั้น. แต่นั้น จึงสั่งทูตให้บอกแก่บิดามารดาแล้วสึก. 
         พอ ๒-๓ วัน เขาได้กำลังแล้วประสงค์จะบวชแม้อีก.แต่นั้น เขาจึงบวชเป็นครั้งที่สอง แล้วก็สึกไปอีก. 
         ในครั้งที่สามเขาบวชอีก ปฏิบัติโดยชอบเห็นแจ้งแล้ว กระทำให้แจ้งปัจเจกโพธิญาณแล้วกล่าวอุทานคาถานี้ ได้กล่าวแม้พยากรณ์คาถานี้แหละในท่ามกลางพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายซ้ำอีก. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามา ได้แก่ กาม ๒ อย่าง คือ วัตถุกาม ๑ กิเลสกาม ๑. 
         ใน ๒ อย่างนั้น ธรรมคืออารมณ์มีปิยรูปเป็นต้น ชื่อว่าวัตถุกาม ประเภทของราคะทั้งหมด ชื่อว่ากิเลสกาม. ก็ในที่นี้ ประสงค์เอาวัตถุกาม. 
         กามทั้งหลายวิจิตรงดงามโดยอเนกประการมีรูปเป็นต้น. ชื่อว่าอร่อย เพราะเป็นที่ชอบใจของชาวโลก. ชื่อว่าเป็นที่รื่นรมย์ใจ เพราะทำใจของพาลปุถุชนให้ยินดี. 
         บทว่า วิรูปรูเปน ได้แก่ ด้วยรูปต่างๆ. 
         ท่านกล่าวอธิบายว่า ด้วยสภาวะหลายอย่าง. 
         จริงอยู่ กามเหล่านั้นวิจิตรงดงามด้วยอำนาจรูปเป็นต้นมีรูปต่างๆ ชนิด ด้วยอำนาจสีเขียวเป็นต้นในรูปเป็นต้น. อธิบายว่า กามทั้งหลายแสดงความชอบใจโดยประการนั้นๆ ด้วยรูปต่างๆ นั้นๆ อย่างนี้ ย่ำยีจิตอยู่คือไม่ให้ยินดีในการบวช. 
         คำที่เหลือในคาถานี้ปรากฏชัดแล้ว แม้บทสรุปก็พึงประกอบด้วยบท ๒ บท หรือ ๓ บท แล้วพึงทราบโดยนัยดังกล่าวในคาถาแรกนั้นแล.
จบพรรณนากามคาถา
         พรรณนาอีติคาถา
         คาถาว่า อีติ จ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า หัวฝีเกิดขึ้นแก่พระเจ้าพาราณสี เวทนากล้าได้เพิ่มมากขึ้น หมอทั้งหลายทูลว่า เว้นสัตถกรรมการผ่าตัด จะไม่มีความผาสุก พระราชาทรงให้อภัยหมอเหล่านั้น แล้วให้กระทำการผ่าตัด. หมอเหล่านั้นผ่าหัวฝีนั้นแล้ว นำหนองและเลือดออกมา กระทำให้ไม่มีเวทนาแล้ว เอาผ้าพันแผล. และถวายคำแนะนำพระราชาใน (การเสวย) เนื้อและพระกระยาหารอันเศร้าหมอง. 
         พระราชาทรงมีพระสรีระซูบผอม เพราะโภชนะเศร้าหมอง. และหัวฝีของพระราชานั้นก็แห้งไป. พระราชาทรงมีสัญญาว่าทรงผาสุก จึงเสวยพระกระยาหารอันสนิท. ด้วยเหตุนั้น จึงทรงเกิดพละกำลัง ทรงเสพเฉพาะในการเสพเท่านั้น.
         หัวฝีของพระราชานั้นก็ถึงสภาวะอันมีในก่อนนั่นแหละ เมื่อเป็นอย่างนั้น พระองค์จึงทำให้การผ่าตัดจนถึง ๓ ครั้ง อันหมอทั้งหลายละเว้นแล้ว (จากการรักษา) จึงทรงเบื่อหน่าย ละราชสมบัติใหญ่ออกบวชเข้าป่า เริ่มวิปัสสนา ๖ พรรษาก็ทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณ ได้กล่าวอุทานคาถานี้แล้วไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะ. 
         ที่ชื่อว่า อีติ จัญไรในคาถานั้น เพราะอรรถว่ามา. 
         คำว่า อีติ นี้เป็นชื่อของเหตุแห่งความฉิบหายอันเป็นส่วนแห่งอกุศลที่จรมา. เพราะฉะนั้น แม้กามคุณเหล่านี้ก็ชื่อว่าจัญไร เพราะอรรถว่านำมาซึ่งความฉิบหายมิใช่น้อย และเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุมอนัตถพินาศ. 
         แม้หัวฝีก็หลั่งของไม่สะอาดออกมา เป็นของบวมขึ้น แก่จัดและแตกออก เพราะฉะนั้น กามคุณเหล่านี้จึงชื่อว่าดุจหัวฝี เพราะหลั่งของไม่สะอาด คือกิเลสออกมา และเพราะมีภาวะบวมขึ้น แก่จัดและแตกออก โดยการเกิดขึ้น การคร่ำคร่าและแตกพังไป. 
         ชื่อว่าอุปัทวะ เพราะอรรถว่ารบกวน. อธิบายว่า ทำอนัตถพินาศให้เกิดครอบงำ ท่วมทับไว้. คำว่า อุปัทวะ นี้เป็นชื่อของหัวฝีคือราคะเป็นต้น. เพราะฉะนั้น แม้กามคุณเหล่านี้ ก็ชื่อว่าอุปัทวะ เพราะนำมาซึ่งความพินาศคือการไม่รู้แจ้งพระนิพพานเป็นเหตุ และเพราะเป็นวัตถุที่ตั้งโดยรอบแห่งอุปัทวกรรมทุกชนิด. 
         ก็เพราะเหตุที่กามคุณเหล่านี้ทำความกระสับกระส่ายเพราะกิเลสให้เกิด ทำความไม่มีโรคกล่าวคือศีล หรือความโลภให้เกิดขึ้น ปล้นเอาความไม่มีโรคซึ่งเป็นไปตามปกติ ฉะนั้น กามคุณเหล่านั้นจึงชื่อว่าดุจโรค เพราะอรรถว่าปล้นความไม่มีโรคนี้. 
         อนึ่ง ชื่อว่าดุจลูกศร เพราะอรรถว่าเข้าไปเรื่อยๆ ในภายใน เพราะอรรถว่าเสียบเข้าในภายใน และเพราะอรรถว่าถอนออกยาก. ชื่อว่าเป็นภัย เพราะนำมาซึ่งภัยในปัจจุบันและภัยในภายหน้า. 
         ชื่อว่า เมตํ เพราะตัดบทออกเป็น เม เอตํ. 
         คำที่เหลือในคาถานี้ปรากฏชัดแล้ว. 
         แม้คำสรุปก็พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
   จบพรรณนาอีติคาถา
         พรรณนาสีตาลุกคาถา
         คาถาว่า สีตญฺจ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า ในนครพาราณสี ได้มีพระราชาพระนามว่าสีตาลุกพรหมทัต พระราชานั้นทรงผนวชแล้วอยู่ในกุฎีที่มุงบังด้วยหญ้าในป่า ก็ในสถานที่นั้น ในฤดูหนาวก็หนาวจัด ในฤดูร้อนก็ร้อนจัด เพราะเป็นสถานที่โล่งแจ้ง. ในโคจรคามก็ไม่ได้ภิกษาเพียงพอแก่ความต้องการ แม้น้ำดื่มก็หาได้ยาก. ทั้งลม แดด เหลือบและสัตว์เลื้อยคลานก็เบียดเบียน. 
         พระราชานั้นได้มีพระดำริดังนี้ว่า ในที่ประมาณกึ่งโยชน์จากที่นี้ไป มีถิ่นที่สมบูรณ์ อันตรายอันเบียดเบียนเหล่านี้แม้ทุกชนิดก็ไม่มี ในถิ่นที่นั้น ถ้ากระไรเราพึงไปในถิ่นที่นั้น เราอยู่ผาสุกอาจได้บรรลุความสุข. 
         พระองค์ได้ทรงดำริต่อไปอีกว่า ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่เป็นผู้มักมากในปัจจัย และย่อมทำจิตเห็นปานนี้ให้อยู่ในอำนาจของตนได้ ย่อมไม่ตกอยู่ในอำนาจของจิต เราจักไม่ไปละ ครั้นทรงพิจารณาอย่างนี้แล้วจึงไม่เสด็จไป. 
         พระองค์ทรงพิจารณาจิตที่เกิดขึ้นอย่างนี้จนถึงครั้งที่สามทำจิตให้กลับแล้ว. 
         แต่นั้นพระองค์ก็ประทับอยู่ในที่เดิมนั้นแหละ ถึง ๗ พรรษาปฏิบัติชอบอยู่ กระทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณ ตรัสอุทานคาถานี้ แล้วได้เสด็จไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะ. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีตญฺจ ความว่า ความหนาวมี ๒ อย่าง คือความหนาวมีธาตุภายในกำเริบเป็นปัจจัย และความหนาวมีธาตุภายนอกกำเริบเป็นปัจจัย. 
         แม้ความร้อนก็มี ๒ อย่างเหมือนกัน. 
         แมลงวันสีน้ำตาลชื่อว่าเหลือบ. 
         บทว่า สิรึสปา ความว่า ทีฆชาติชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งเลื้อยคลานไป. 
         คำที่เหลือปรากฏชัดแล้ว. 
         แม้บทสรุปพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
   จบพรรณนาสีตาลุกคาถา
         พรรณนานาคคาถา
         คาถาว่า นาโคว ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
   ได้ยินว่า ในนครพาราณสี มีพระราชาองค์หนึ่งครองสมบัติอยู่ ๒๐ ปี สวรรคตแล้วไหม้อยู่ในนรก ๒๐ ปีเหมือนกัน แล้วเกิดในกำเนิดช้างในหิมวันตประเทศ มีสกนธ์กายเกิดพร้อมแล้ว มีร่างกายทั้งสิ้นดุจสีปทุม ได้เป็นช้างใหญ่จ่าโขลงตัวประเสริฐ. เฉพาะลูกช้างทั้งหลายย่อมกินกิ่งไม้หักที่ช้างนั้นหักลงแล้วๆ แม้ในการหยั่งลงน้ำ พวกช้างพังก็เอาเปือกตมมาไล้ทาช้างนั้น. 
         เรื่องทั้งหมดได้เป็นเหมือนเรื่องของช้างปาลิไลยกะ. 
         ช้างนั้นเบื่อหน่ายจึงหลีกออกไปจากโขลง. แต่นั้น โขลงช้างก็ติดตามช้างนั้นไปตามแนวของรอยเท้า. ช้างนั้นแม้หลีกไปอย่างนั้นถึงครั้งที่ ๓ โขลงช้างก็ยังติดตามอยู่นั่นแหละ.
         ลำดับนั้น ช้างนั้นจึงคิดว่า บัดนี้ หลานของเราครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี ถ้ากระไรเราพึงไปยังอุทยาน. ตามชาติกำเนิดอันมีในก่อนของตน หลานนั้นจักรักษาเราไว้ในอุทยานนั้น. 
         ลำดับนั้น เมื่อโขลงช้างพากันหลับในตอนกลางคืน ช้างนั้นจึงละโขลงเข้าไปยังอุทยานนั้นนั่นแหละ. พนักงานรักษาอุทยาน เห็นเข้า จึงกราบทูลแด่พระราชา พระราชาทรงแวดล้อมด้วยเสนา โดยหวังพระทัยว่าจักจับช้าง. ช้างบ่ายหน้าไปเฉพาะพระราชา. 
         พระราชาทรงดำริว่า ช้างมาตรงหน้าเรา จึงผูกสอดลูกศรประทับยืนอยู่. 
         ลำดับนั้น ช้างคิดว่า พระราชานี้คงจะยิงเรา จึงกล่าวด้วยถ้อยคำมนุษย์ว่า ข้าแต่ท่านพรหมทัต พระองค์อย่ายิงข้าพระองค์เลย ข้าพระองค์เป็นพระอัยกาของพระองค์. 
         พระราชาตรัสว่า ท่านพูดอะไร แล้วตรัสถามเรื่องราวทั้งปวง. 
         ฝ่ายช้างก็กราบทูลเรื่องทั้งปวงในราชสมบัติ ในนรกและในกำเนิดช้าง ให้ทรงทราบ. 
         พระราชาตรัสว่า ดีละ ท่านอย่ากลัว และอย่าให้ใครๆ กลัว แล้วให้เข้าไปตั้งเสบียง คนอารักขาและสิ่งของสำหรับช้างแก่ช้าง. 
   อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จบนคอช้างตัวประเสริฐทรงดำริว่า พระอัยกานี้ครองราชสมบัติอยู่ ๒๐ ปีแล้วไหม้ในนรก แล้วเกิดใน กำเนิดดิรัจฉานด้วยเศษแห่งวิบากที่เหลือ แม้ในกำเนิดนั้นก็อดกลั้นการกระทบกระทั่งในการอยู่เป็นหมู่คณะไม่ได้ จึงมาที่นี้. โอ! การอยู่เป็นหมู่คณะลำบากหนอ. แต่ความเป็นผู้เดียวอยู่เป็นสุขแล. จึงทรงเริ่มวิปัสสนาบนคอช้างนั้นนั่นเอง ได้กระทำให้แจ้งพระปัจเจกโพธิญาณแล้ว. 
         พระราชานั้นทรงมีความสุขด้วยโลกุตรสุข. 
         พวกอำมาตย์เข้าไปหมอบกราบแล้วทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ได้เวลาเสด็จไปแล้ว พระเจ้าข้า. 
         ลำดับนั้น พระราชาตรัสว่า เราไม่ได้เป็นพระราชา แล้วได้ตรัสคาถานี้ โดยนัยอันมีในก่อนนั่นแล. 
         คาถานั้นว่าโดยอรรถแห่งบท ปรากฏชัดแล้ว. 
         ก็ในที่นี้ ประกอบคำอธิบายไว้ดังต่อไปนี้. 
   ก็คาถานั้น ท่านกล่าวโดยความถูกต้อง มิใช่กล่าวตามที่ได้ฟังกันมา. ช้างนี้ชื่อว่านาคะ เพราะไม่มาสู่ภูมิที่ตนยังมิได้ฝึก เพราะเป็นผู้ฝึกตนแล้วในศีลทั้งหลายที่พระอริยะใคร่หรือเพราะเป็นผู้มีร่างกายใหญ่โตฉันใด ชื่อว่าในกาลไหนๆ แม้เราก็ฉันนั้น พึงเป็นผู้ชื่อว่านาค เพราะไม่มาสู่ภูมิที่ยังไม่ได้ฝึก เพราะเป็นผู้ฝึกแล้วในศีลทั้งหลายที่พระอริยเจ้าใคร่ เพราะไม่กระทำบาป และเพราะไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก หรือเพราะเป็นผู้มีสรีระคุณใหญ่. 
         อนึ่ง ช้างนี้ละโขลง อยู่ในป่าตามความชอบใจ ด้วยความสุขในความเป็นผู้เดียวเที่ยวไป พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรดฉันใด ชื่อว่าในกาลไหนๆ แม้เราก็ฉันนั้น พึงเว้นหมู่คณะเสีย อยู่ในป่าตามความชอบใจด้วยความสุขในการอยู่ผู้เดียว คืออาศัยในป่าตลอดกาลที่ปรารถนา โดยประการที่จะมีความสุขแก่ตน พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไปเหมือนนอแรด. 
         อธิบายว่า พึงเป็นผู้เดียวเที่ยวไป. 
         อนึ่ง ช้างนี้ชื่อว่ามีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว เพราะเป็นผู้มีขันธ์ซึ่งตั้งอยู่ถูกที่ใหญ่โต ฉันใด ชื่อว่าในกาลไหนๆ แม้เราก็ฉันนั้น เป็นผู้ชื่อว่ามีขันธ์เกิดพร้อมแล้ว เพราะเป็นผู้มีขันธ์คือกองแห่งศีลอันเป็นของพระอเสขะอันยิ่งใหญ่. 
         อนึ่ง ช้างนี้ชื่อว่าปทุมี มีสีเหมือนปทุม เพราะมีตัวเช่นกับปทุม หรือเพราะเกิดในตระกูลช้างปทุมฉันใด ชื่อว่าในกาลไหนๆ แม้เราก็ฉันนั้น พึงเป็นผู้ชื่อว่าปทุมี เพราะเป็นผู้ซื่อตรงเช่นกับปทุม หรือเพราะเป็นผู้เกิดในปทุมคือริยชาติ. 
         อนึ่ง ช้างนี้เป็นผู้โอฬารยิ่งด้วยเรี่ยวแรงและกำลังเป็นต้นฉันใด ชื่อว่าในกาลไหนๆ แม้เราก็ฉันนั้น พึงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความเป็นผู้มีกายสมาจารอันบริสุทธิ์เป็นต้น หรือด้วยศีล สมาธิและปัญญา เป็นเครื่องชำแรกกิเลสเป็นต้น. 
         เราคิดอยู่อย่างนี้จึงเริ่มวิปัสสนา แล้วได้บรรลุพระปัจเจกสัมโพธิญาณฉะนี้แล.
จบพรรณนานาคคาถา
         พรรณนาอัฏฐานคาถา
         คาถาว่า อฏฺฐาน ตํ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า โอรสของพระเจ้าพาราณสียังทรงเป็นหนุ่มอยู่ทีเดียว มีพระประสงค์จะผนวช จึงทูลอ้อนวอนพระชนกชนนี. พระชนกชนนีทรงห้ามพระโอรสนั้น. พระโอรสนั้นแม้จะถูกห้ามก็ยังทรงรบเร้าอยู่นั่นแหละว่าจักบวช.
         แต่นั้น พระชนกชนนีได้ตรัสคำทั้งปวงแล้วทรงอนุญาต เหมือนบุตรเศรษฐีที่กล่าวไว้ในเบื้องต้น. และทรงให้พระโอรสปฏิญาณว่า บวชแล้วต้องอยู่ในพระอุทยานเท่านั้น. 
         พระโอรสได้ทรงกระทำอย่างนั้นแล้ว. 
   พระมารดาของพระองค์ทรงห้อมล้อมด้วยหญิงฟ้อนสองหมื่นนาง เสด็จไปพระอุทยานแต่เช้าตรู่ ให้พระโอรสดื่มยาคู และในระหว่างก็ทรงให้เคี้ยวของควรเคี้ยวเป็นต้น ทรงสนทนาอยู่กับพระโอรสนั้นจนกระทั่งเที่ยง จึงเสด็จเข้าพระนคร. ฝ่ายพระบิดาก็เสด็จมาในเวลาเที่ยง ให้พระโอรสนั้นเสวย แม้พระองค์ก็เสวยด้วย ทรงสนทนากับพระโอรสนั้นตลอดวัน. ในเวลาเย็น ทรงวางคนผู้ปรนนิบัติไว้ แล้วเสด็จเข้าพระนคร. 
         พระโอรสนั้นไม่เงียบสงัดอยู่ตลอดทั้งวันและคืนด้วยประการอย่างนี้. 
   ก็สมัยนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอาทิจจพันธุ์ อยู่ในเงื้อมเขานันทมูลกะ. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงรำพึงอยู่ได้เห็นพระกุมารนั้นว่า กุมารนี้อาจบวชได้ แต่ไม่อาจตัดชัฏได้. เบื้องหน้าแต่นั้นทรงรำพึงต่อไปว่า พระกุมารจักเบื่อหน่ายโดยธรรมดาของตนได้หรือไม่หนอ. ลำดับนั้น ทราบว่า พระกุมารเมื่อทรงเบื่อหน่ายเองโดยธรรมดาจักเป็นเวลานานมาก จึงดำริว่าเราจักให้อารมณ์แก่พระกุมารนั้นดังนี้ แล้วมาจากพื้นมโนศิลาโดยนัยก่อน แล้วได้ยืนอยู่ในอุทยาน. 
         บริษัทของพระราชาเห็นเข้าจึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเสด็จมา. 
         พระราชาทรงมีพระทัยปราโมทย์ว่า บัดนี้โอรสของเราจะไม่รำคาญ จักอยู่กับพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า จึงทรงอุปัฏฐากพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าโดยเคารพ แล้วขอให้อยู่ในอุทยานนั้น รับสั่งให้กระทำทุกสิ่งมีบรรณศาลา ที่พักกลางวันและที่จงกรมเป็นต้น เสร็จแล้วนิมนต์ให้อยู่. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นอยู่ในที่นั้น วันหนึ่งได้โอกาสจึงถามพระกุมารว่า พระองค์เป็นอะไร? 
         พระกุมารตรัสว่า ข้าพเจ้าเป็นบรรพชิต. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่เป็นผู้เช่นนี้. 
         ลำดับนั้น เมื่อพระกุมารตรัสว่า ท่านผู้เจริญ บรรพชิตทั้งหลายเป็นผู้เช่นไร อะไรไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า. 
         พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ท่านไม่เพ่งดูการกระทำอันไม่สมควรแก่ท่าน พระมารดาของท่านเสด็จมาในเวลาเช้าพร้อมกับพวกสตรีสองหมื่นนาง กระทำอุทยานให้ไม่เงียบสงัด. 
         อนึ่ง พระบิดาของท่านก็เสด็จมาพร้อมกับหมู่พลใหญ่ ทำให้ไม่เงียบสงัดในตอนเย็น บริษัทผู้ปรนนิบัติทำให้ไม่เงียบสงัดตลอดราตรีทั้งสิ้น มิใช่หรือ ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่เป็นเช่นกับท่าน แต่ท่านเป็นผู้เป็นเช่นนี้ ดังนี้แล้วแสดงธรรมเครื่องอยู่อย่างใดอย่างหนึ่งในหิมวันตประเทศด้วยฤทธิ์แก่พระกุมารผู้ยืนอยู่ ณ ที่นั้นนั่นแหละ. 
         พระกุมารเห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในหิมวันตประเทศนั้น ผู้ยืนพิงแผ่นกระดานสำหรับยึด ผู้กำลังจงกรม และผู้กำลังทำการย้อมและการเย็บเป็นต้น จึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายไม่ได้มาในที่นี้ แต่การบรรพชาท่านทั้งหลายอนุญาตแล้ว. 
   พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า เจริญพร ท่านอนุญาตการบรรพชาจำเดิมแต่กาลที่บวชแล้ว ชื่อว่าสมณะทั้งหลายย่อมได้เพื่อจะกระทำการออกไปจากทุกข์แก่ตน และเพื่อจะไปยังถิ่นที่ต้องการที่ปรารถนา กรรมมีประมาณเท่านี้แหละย่อมควร. ครั้นกล่าวแล้วจึงยืนอยู่ในอากาศ กล่าวกึ่งคาถานี้ว่า ข้อที่จะได้สัมผัสวิมุตติอันเกิดขึ้นในสมัยนั้น มิใช่ฐานะของผู้ยินดีในการคลุกคลีดังนี้ เป็นผู้ที่ใครๆ ยังเห็นอยู่นั่นแล ได้ไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะทางอากาศ. 
         เมื่อพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าเสด็จไปอย่างนั้นแล้ว พระกุมารนั้นเสด็จเข้าไปยังบรรณศาลาของตนแล้วก็นอน. ฝ่ายบุรุษผู้อารักขาประมาทเสียว่า พระกุมารนอนแล้ว บัดนี้จักไปไหนได้ จึงก้าวลงสู่ความหลับ. 
         พระกุมารรู้ว่าบุรุษนั้นประมาทแล้ว จึงถือบาตรจีวรเข้าไปป่า. 
         ก็พระกุมารนั้นยืนอยู่ในที่นั้นเริ่มวิปัสสนา กระทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณแล้วไปยังสถานที่ของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า. และในที่นั้น ถูกถามว่า บรรลุได้อย่างไร จึงกล่าวกึ่งคาถาที่พระอาทิจจพันธุปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวไว้ให้ครบบริบูรณ์. 
         ความของคาถานั้นว่า บทว่า อฏฺฐาน ตํ ตัดเป็น อฏฺฐานํ ตํ ท่านอธิบายว่า อการณํ ตํ แปลว่า ข้อนั้นมิใช่เหตุ. ท่านลบนิคคหิต. เหมือนในคำมีอาทิว่า อริยสจฺจาน ทสฺสนํ ดังนี้. 
         บทว่า สงฺคณิการตสฺส แปลว่า ผู้ยินดีในหมู่คณะ. 
         บทว่า ยํ เป็นคำกล่าวเหตุ ดุจในคำมีอาทิว่า ยํ หิรียติ หิรียิตพฺเพน แปลว่า เพราะละอายด้วยสิ่งที่ควรละอาย. 
         บทว่า ผสฺเส ได้แก่ พึงบรรลุ. 
         บทว่า สามยิกํ วิมุตฺตึ ได้แก่ โลกิยสมาบัติ. 
         จริงอยู่ สมาบัติอันเป็นฝ่ายโลกิยะนั้น ท่านเรียกว่า สามยิกา วิมุตฺติ เพราะหลุดพ้นจากข้าศึกทั้งหลายในสมัยที่แน่วแน่ๆ เท่านั้น. ซึ่งสามยิกวิมุตตินั้น. 
         พระกุมารตรัสว่า เราใคร่ครวญคำของพระอาทิจจพันธุปัจเจกสัมพุทธเจ้าดังนี้ว่า บุคคลพึงบรรลุวิมุตติด้วยเหตุใด เหตุนั้นมิใช่ฐานะ คือเหตุนั้นย่อมไม่มีแก่ผู้ยินดีในการคลุกคลีดังนี้ จึงละความยินดีในการคลุกคลี ปฏิบัติโดยแยบคาย จึงได้บรรลุแล้ว. 
         คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล.
จบพรรณนาอัฏฐานคาถา
จบวรรคที่ ๒
         พรรณนาทิฏฐิวิสูกคาถา
         คำว่า ทิฏฺฐีวิสูกานิ ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า พระเจ้าพาราณสีองค์หนึ่งไปในที่ลับแล้วทรงดำริว่า ความร้อนเป็นต้นอันกำจัดความหนาวเป็นต้นมีอยู่ฉันใด วิวัฏฏะอันกำจัดวัฏฏะมีอยู่ฉันนั้นหรือไม่หนอ. 
         พระองค์จึงตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า พวกท่านรู้จักวิวัฏฏะไหม? อำมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า รู้พระเจ้าข้า. 
         พระราชาตรัสถามว่า วิวัฏฏะนั้นคืออะไร? แต่นั้นอำมาตย์ทั้งหลายจึงกล่าวถึงความเที่ยงและความขาดสูญ โดยนัยมีอาทิว่า โลกมีที่สุด. 
   พระราชาทรงดำริว่า อำมาตย์พวกนี้ไม่รู้ อำมาตย์พวกนี้ทั้งหมดเป็นไปในคติของทิฏฐิ ทรงเห็นความที่พระองค์เองทรงเป็นที่ขัดกันและไม่เหมาะสมกันแก่อำมาตย์เหล่านั้น แล้วทรงดำริว่า วิวัฏฏะอันกำจัดวัฏฏะย่อมมี ควรแสวงหาวิวัฏฏะนั้น จึงทรงละราชสมบัติออกผนวช เจริญวิปัสสนาอยู่ ได้ทรงทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณแล้ว. ได้ตรัสอุทานคาถานี้ และพยากรณ์คาถาในท่ามกลางพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย. 
         ความของคาถานั้นว่า บทว่า ทิฏฺฐีวิสูกานิ ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒. 
         จริงอยู่ ทิฏฐิเหล่านั้นชื่อว่าเป็นข้าศึก เพราะอรรถว่าเป็นข้าศึก เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องแทง และเพราะอรรถว่าทวนต่อมรรคสัมมาทิฏฐิ เมื่อเป็นอย่างนั้น ข้าศึกของทิฏฐิ หรือข้าศึกคือทิฏฐิ ชื่อว่าทิฏฐีวิสูกะ. 
         บทว่า อุปาติวตฺโต แปลว่า ก้าวล่วงแล้วด้วยมรรคคือทัสสนะ. 
         บทว่า ปตฺโต นิยามํ ความว่า บรรลุถึงนิยตภาวะความเป็นผู้แน่นอน โดยความเป็นผู้ไม่ตกไปเป็นธรรมดา และโดยความเป็นผู้มีสัมโพธิญาณเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. 
         อีกอย่างหนึ่ง บรรลุปฐมมรรคกล่าวคือสัมมัตตนิยาม. 
         ท่านกล่าวความสำเร็จกิจในปฐมมรรค และการได้เฉพาะปฐมมรรคนั้น ด้วยลำดับคำมีประมาณเท่านี้. 
         บัดนี้ ท่านแสดงการได้เฉพาะมรรคที่เหลือ ด้วยคำว่า ปฏิลทฺธมคฺโค นี้. 
         บทว่า อุปฺปนฺนญาโณมฺหิ แปลว่า เราเป็นผู้มีพระปัจเจกสัมโพธิญาณเกิดขึ้นแล้ว. 
         ท่านแสดงผล ด้วยบทว่า อุปฺปนฺนญาโณมฺหิ นี้. 
         บทว่า อนญฺญเนยฺโย ความว่า อันคนเหล่าอื่นไม่ต้องแนะนำว่า นี้จริง. 
         ท่านแสดงความเป็นพระสยัมภู ด้วยบทว่า อนญฺญเนยฺโย นี้. 
         อีกอย่างหนึ่ง แสดงถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญเอง เพราะไม่มีความเป็นผู้อันคนอื่นจะพึงแนะนำในพระปัจเจกสัมโพธิญาณที่ได้บรรลุแล้ว. 
         อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เป็นไปล่วงข้าศึกคือทิฏฐิ ด้วยสมถะและวิปัสสนา บรรลุถึงความแน่นอนด้วยมรรคเบื้องต้น มีมรรคอันได้แล้วด้วยมรรคที่เหลือทั้งหลาย มีญาณเกิดขึ้นแล้ว ด้วยผลญาณ ชื่อว่าอันคนอื่นไม่ได้แนะนำ เพราะได้บรรลุธรรมทั้งหมดนั้นด้วยตนเอง. 
         คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว ฉะนี้แล.
จบพรรณนาทิฏฐีวิสูกคาถา
         พรรณนานิลโลลุปคาถา
         คาถาว่า นิลฺโลลุโป ดังนี้เป็นต้น มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร? 
         ได้ยินว่า พ่อครัวของพระเจ้าพาราณสีหุงพระกระยาหารในระหว่าง (เสวย) เห็นเป็นที่พอใจมีรสอร่อย แล้วน้อมเข้าไปถวายด้วยหวังใจว่า ชื่อแม้ไฉน พระราชาคงจะประทานทรัพย์ให้แก่เรา. 
         พระกระยาหารนั้นโดยเฉพาะกลิ่นเท่านั้น ก็ทำความเป็นผู้ใคร่เสวยให้เกิดแก่พระราชา ทำพระเขฬะในพระโอฐให้เกิดขึ้น ก็เมื่อคำข้าวคำแรกสักว่าใส่เข้าในพระโอฐ เอ็นหมื่นเจ็ดพันเอ็นได้เป็นประหนึ่งน้ำอมฤตถูกต้องแล้ว. 
         พ่อครัวคิดว่า จักประทานเราเดี๋ยวนี้ จักประทานเราเดี๋ยวนี้. 
         ฝ่ายพระราชาทรงดำริว่า พ่อครัวสมควรแก่การสักการะ แล้วทรงดำริต่อไปว่า ก็เราได้ลิ้มรสแล้วสักการะ เกียรติศัพท์อันเลวก็จะแพร่ไปว่า พระราชาองค์นี้เป็นคนโลภ หนักในรส ดังนี้ จึงมิได้ตรัสคำอะไรๆ. 
         เมื่อเป็นอย่างนั้น พ่อครัวก็ยังคงคิดอยู่ว่า ประเดี๋ยวจักประทาน ประเดี๋ยวจักประทาน จนกระทั่งเสวยเสร็จ. 
         ฝ่ายพระราชาก็มิได้ตรัสอะไรๆ เพราะกลัวต่อการติเตียน. 
         ลำดับนั้น พ่อครัวคิดว่า ชิวหาวิญญาณของพระราชานี้ เห็นจะไม่มี ในวันที่สองจึงน้อมพระกระยาหารอันมีรสไม่อร่อยเข้าไปถวาย. 
         พระราชาพอได้เสวยแม้ทรงทราบอยู่ว่า แน่ะผู้เจริญ วันนั้นพ่อครัวควรแก่การตำหนิหนอ แต่ก็ทรงพิจารณาเหมือนในครั้งก่อน จึงมิได้ตรัสอะไรๆ เพราะกลัวการติเตียน. 
         ลำดับนั้น พ่อครัวคิดว่า พระราชา ดีก็ไม่ทรงทราบ ไม่ดีก็ไม่ทรงทราบ จึงถือเอาเครื่องเสบียงทุกชนิดด้วยตัวเอง แล้วหุงต้มเฉพาะบางอย่างถวายพระราชา. 
         พระราชาทรงพระดำริว่า โอหนอ ความโลภ ชื่อว่าเราผู้กินบ้านเมืองถึงสองหมื่นเมือง ยังไม่ได้แม้สักว่าข้าวสวย เพราะความโลภของพ่อครัวนี้ ทรงเบื่อหน่ายละราชสมบัติออกผนวชเห็นแจ้งอยู่ ได้ทำให้แจ้งพระปัจเจกสัมโพธิญาณ ได้ตรัสคาถานี้โดยนัยก่อนนั่นแล. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิลฺโลลุโป แปลว่า ไม่มีความโลภ. 
         จริงอยู่ บุคคลใดถูกความอยากในรสครอบงำ บุคคลนั้นย่อมโลภจัด โลภแล้วๆ เล่าๆ. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โลลุปะ ผู้โลภ. เพราะฉะนั้น พระราชานี้เมื่อจะทรงห้ามความเป็นผู้ถูกเรียกว่าเป็นคนโลภ จึงตรัสว่า นิลโลลุปะ ผู้ไม่มีความโลภ. 
         ในบทว่า นิกฺกุโห นี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้. 
         เรื่องสำหรับหลอกลวง ๓ อย่างไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นท่านเรียกว่าผู้ไม่หลอกลวง ก็จริง ถึงอย่างนั้น ในคาถานี้ ชื่อว่าผู้ไม่หลอกลวง เพราะไม่ถึงความประหลาดใจในโภชนะอันเป็นที่พอใจเป็นต้น. 
         ในบทว่า นิปฺปิปาโส นี้ ความอยากจะดื่ม ชื่อว่าความกระหาย, ชื่อว่าผู้ไม่กระหาย เพราะไม่มีความอยากจะดื่มนั้น. อธิบายว่า ผู้เว้นจากความประสงค์จะบริโภคเพราะความโลภในรสอร่อย. 
         ในบทว่า นิมฺมกฺโข นี้ มักขะ ความลบหลู่คุณท่าน มีลักษณะทำคุณความดีของคนอื่นให้ฉิบหาย. ชื่อว่าผู้ไม่มีความลบหลู่คุณท่าน เพราะไม่มีมักขะนั้น ท่านกล่าวหมายเอาความไม่มีการลบหลู่คุณของพ่อครัว ในคราวที่พระองค์ทรงเป็นคฤหัสถ์. 
         ในบทว่า นิทฺธนฺตกสาวโมโห นี้ ธรรม ๖ ประการ คือกิเลส ๓ มีราคะเป็นต้นและทุจริต ๓ มีกายทุจริตเป็นต้น พึงทราบว่า กสาวะ น้ำฝาด เพราะอรรถว่าไม่ผ่องใสตามที่เกิดมี เพราะอรรถว่าให้ละภาวะของตนแล้ว ให้ถือภาวะของผู้อื่น และเพราะอรรถว่าดุจตะกอน. 
         เหมือนดังท่านกล่าวไว้ว่า 
         บรรดาธรรมเหล่านั้น กิเลสดุจน้ำฝาด ๓ เป็นไฉน? กิเลส 
         ดุจน้ำฝาด ๓ เหล่านี้ คือกิเลสดุจน้ำฝาดคือราคะ โทสะ 
         และโมหะ บรรดาธรรมเหล่านั้น กิเลสดุจน้ำฝาด ๓ แม้อื่น 
         อีกเป็นไฉน ? คือกิเลสดุจน้ำฝาดทางกาย ทางวาจา และ 
         ทางใจ ดังนี้. 
         บรรดากิเลสดุจน้ำฝาดเหล่านั้น ชื่อว่าผู้มีโมหะดุจน้ำฝาดอันขจัดแล้ว เพราะเป็นผู้ขจัดกิเลสดุจน้ำฝาด ๓ เว้นโมหะ และเพราะเป็นผู้ขจัดโมหะอันเป็นมูลรากของกิเลสดุจน้ำฝาดทั้งหมดนั้น. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเป็นผู้มีโมหะดุจน้ำฝาดอันขจัดแล้ว เพราะเป็นผู้ขจัดกิเลสดุจน้ำฝาดทางกาย วาจา ใจ ๓ นั่นแหละ และชื่อว่าเป็นผู้มีโมหะ. อันขจัดแล้ว เพราะเป็นผู้ขจัดโมหะแล้ว. 
         บรรดากิเลสดุจน้ำฝาดนอกนี้ ความที่กิเลสดุจน้ำฝาดคือราคะถูกขจัด สำเร็จแล้วด้วยความเป็นผู้ไม่มีความโลภเป็นต้น ความที่กิเลสดุจน้ำฝาดคือโทสะถูกขจัด สำเร็จแล้วด้วยความเป็นผู้ไม่มีการลบหลู่คุณท่าน. 
         บทว่า นิราสโย แปลว่า ผู้ไม่มีตัณหา. 
         บทว่า สพฺพโลเก ภวิตฺวา ความว่า เป็นผู้เว้นจากภวตัณหาและวิภวตัณหาในโลกทั้งสิ้น คือในภพทั้ง ๓ หรือในอายตนะ ๑๒. 
         คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. 
         อีกอย่างหนึ่ง กล่าวบาททั้ง ๓ แล้วพึงทำการเชื่อมความในบทว่า เอโก จเร นี้ แม้อย่างนี้ว่า พึงอาจเป็นผู้เดียวเที่ยวไป ดังนี้.
จบพรรณนานิลโลลุปคาถา