Translate

04 กันยายน 2567

ปาจิตติยกัณฑ์ ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๑ มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วย พูดเท็จ พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติยภาค

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 
[๑๗๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ  เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นพระ  หัตถกะ ศากยบุตรเป็นคนพูดสับปลับ ท่านเจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จ  ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้วทำให้คลาดเคลื่อน.  พวกเดียรถีย์พากันเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน พระหัตถกะ  ศากยบุตรเจรจาอยู่กับพวกเรา จึงได้กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฎิเสธ  เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้ว  ทำให้คลาดเคลื่อนเล่า.
 ภิกษุทั้งหลายได้ยินเดียรถีย์พวกนั้น เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่  จึงเข้าไปหาพระหัตถกะ ศากยบุตรถึงสำนัก ครั้นแล้วได้ถามพระหัตถกะว่าอาวุโสหัตถกะ ข่าวว่าท่านเจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ พูด  นัดหมายไว้แล้ว ทำให้คลาดเคลื่อน จริงหรือ. 
               พระหัตถกะ ศากยบุตรตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าพวกเดียรถีย์  เหล่านี้ เราต้องเอาชนะด้วยวิธีใครวิธีหนึ่ง เราไม่ควรให้ความชนะแก่เดียรถีย์  พวกนั้น. 
               บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่  ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระหัตถกะ ศากยบุตร  เจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ จึงได้กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฎิเสธเอา  เรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้ว ทำให้  คลาดเคลื่อนเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. 
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
    ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ  เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถาม พระหัตถกะ  ศากยบุตรว่า จริงหรือหัตถกะ ข่าวว่าเธอเจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ กล่าวปฏิเสธ  แล้วรับกล่าวรับแล้ว ปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้งๆ  ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้ว ทำให้คลาดเคลื่อน. 
             พระหัตถกะ ศากยบุตรทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
   ทรงติเตียน
    พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ    ไฉนเธอ  เจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ จึงได้กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฎิเสธ  เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้ว  ทำให้คลาดเคลื่อนเล่า การกระทำของเธอนั้น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส  ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั้น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยัง  ไม่เลื่อมใส และเพื่อ ความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.  
ทรงบัญญัติสิกขาบท
        พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรง ติเตียนพระหัตถกะ ศากยบุตร โดยอเนก  ปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก  ความเป็นคนมักมาก  ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลีความเกียจคร้าน  ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความ  สันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การ  ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น  ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักกับบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุ  ทั้งหลาย  อาศัยอำนาจประโยชน์๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑  เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่ง  ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อ  กำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่น  แห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑. 
            ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนั้น  ว่าดังนี้ :-  
 พระบัญญัติ ๕๐.๑ เป็นปาจิตตีย์ในเพราะสัมปชานมุสาวาท. เรื่องพระหัตถกะ ศากยบุตร จบ  
    สิกขาบทวิภังค์       บทภาชนีย์
 อาการของการกล่าวเท็จ ทั้ง ๆ ที่รู้  ไม่เห็น  ว่าเห็น ไม่ได้ยิน  ว่าได้ยิน ไม่ทราบ ว่าทราบ ไม่รู้  ว่ารู้ ไม่เห็น ว่าเห็น และได้ยิน       ไม่เห็น ว่าเห็น และทราบ ไม่เห็น ว่าเห็น และรู้    ไม่เห็น ว่าเห็น ได้ยิน และทราบ ไม่เห็น ว่าเห็น ได้ยิน และรู้  ไม่เห็น ว่าเห็น ได้ยินทราบ และรู้    ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน และทราบ ไม่ได้ยิน ว่าได้ยินและรู้   ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน และเห็น   ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน ทราบ และรู้        ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน ทราบ และเห็น
 [๑๗๔] ที่ชื่อว่า สัมปชานมุสาวาท ได้แก่ วาจา เสียงที่เปล่งถ้อยคำเป็นแนวทาง การเปล่งวาจา เจตนาที่ให้เขาเข้าใจ ทางวาจา ของบุคคล  ผู้จงใจจะพูดให้คลาดจากความจริง ได้แก่คำพูดของอนารยชน ๘ อย่าง คือ ไม่เห็น พูดว่าข้าพเจ้าเห็น ๑ ไม่ได้ยิน พูดว่าข้าพเจ้าได้ยิน ๑ ไม่ทราบ พูดว่าข้าพเจ้าทราบ ๑ ไม่รู้ พูดว่าข้าพเจ้ารู้ ๑ เห็น พูดว่าข้าพเจ้าไม่เห็น ๑ ได้ยิน พูดว่าข้าพเจ้าไม่ได้ยิน ๑ ทราบ พูดว่าข้าพเจ้าไม่ทราบ ๑ รู้ พูดว่า  ข้าพเจ้าไม่รู้ ๑. 
[๑๗๕] ที่ชื่อว่า ไม่เห็น คือ ไม่เห็นด้วยตา ที่ชื่อว่า ไม่ได้ยิน คือ ไม่ได้ยินด้วยหู. ที่ชื่อว่า ไม่ทราบ คือ ไม่ได้สูดดมด้วยจมูก ไม่ได้ลิ้มด้วยลิ้น ไม่  ได้สัมผัสด้วยกาย. ที่ชื่อว่า  ไม่รู้ คือ ไม่รู้ด้วยใจ. ที่ชื่อว่า  เห็น คือ เห็นด้วยตา. ที่ชื่อว่า  ได้ยิน คือ ได้ยินด้วยหู ที่ชื่อว่า ทราบ คือ ได้สูดดมด้วยจมูก ได้ลมด้วยลิ้น ได้สัมผัสด้วยกาย. ที่ชื่อว่า  รู้ คือ รู้ด้วยใจ. 
[๑๗๖] ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓  อย่าง คือ
               ๑ เบื้องต้น เธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ
               ๒ กำลังกล่าวก็รู้ว่ากล่าวเท็จ
               ๓  ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
 ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๔ อย่าง คือ 
               ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ
               ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ
               ๓ ครั้น  กล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว
               ๔ อำพรางความเห็น ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
 ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จ ว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ 
               ๑ เบื้องต้น เธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ
               ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ      ๓ ครั้น  กล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว
               ๔ อำพรางความเห็น
               ๕ อำพรางความความ  ถูกใจ  ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
 ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๖ อย่าง คือ 
               ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ
               ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ
               ๓ ครั้น  กล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว
               ๔ อำพรางความเห็น
               ๕ อำพรางความถูกใจ
               ๖ อำพรางความชอบใจ ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
 ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ 
               ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ
               ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ
               ๓ ครั้น  กล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ
               ๔ อำพรางความเห็น
               ๕ อำพรางความถูกใ จ
               ๖ อำพรางความชอบใจ
               ๗ อำพรางความจริง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
               ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ด้วย  อาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ ๖ อย่าง ด้วย  อาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
[๑๗๗] ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็นและได้ยินด้วย  อาการ ๓ อย่าง ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่างด้วย  อาการ ๖ อย่าง ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
               ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น และทราบ ด้วยอาการ ๓  อย่าง ด้วยอาการ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ ๖  อย่าง ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และทราบ ด้วย  อาการ ๓ อย่าง ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ  ๖ อย่าง ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และรู้ ด้วยอาการ  ๓ อย่าง ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ ๖  อย่าง ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน ทราบ และรู้ ด้วย  อาการ๓ อย่าง ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ  ๖ อย่าง ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ  ๓ อย่าง ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ  ๖ อย่าง ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และรู้ ด้วยอาการ ๓  อย่าง ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ อย่าง ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์ 
               ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และเห็น ด้วยอาการ  ๓ อย่าง ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ ๖  อย่าง ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และรู้ ด้วย  อาการ ๓ อย่าง ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ  การ ๖ อย่าง ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และเห็น ด้วย  ๓ อย่าง ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ ๖  อย่าง ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน ทราบ รู้ และเห็น
               ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวว่าข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ รู้ และเห็น ด้วย  อาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอา-  การ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ไม่ทราบ ว่าทราบ และรู้
              ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓  อย่าง ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ไม่ทราบ ว่าทราบ และเห็น
              ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และเห็น ด้วยอาการ  ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖  อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ไม่ทราบ ว่าทราบ เเละได้ยิน
              ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และได้ยิน ด้วยอาการ  ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖  อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ไม่ทราบ ว่าทราบ รู้ และเห็น
              ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ รู้ และเห็น ด้วยอาการ  ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖  อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ไม่ทราบ ว่าทราบ รู้ และได้ยิน
              ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ รู้ และได้ยิน ด้วย  อาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วย  อาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ไม่ทราบ ว่าทราบ รู้ เห็น และ ได้ยิน
              ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ รู้ เห็น และได้ยิน  ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ไม่รู้ ว่ารู้ และเห็น
              ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และเห็น ด้วยอาการ อย่าง ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ไม่รู้ ว่ารู้ และได้ยิน
              ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และได้ยิน ด้วยอาการ ๓  อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖  อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ไม่รู้ ว่ารู้ และทราบ
              ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ไม่รู้ ว่ารู้ เห็น และได้ขึ้น
              ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น และได้ยิน ด้วยอาการ  ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง .ด้วยอาการ  ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ไม่รู้ ว่ารู้ เห็น และทราบ
              ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น และทราบ ด้วยอาการ  ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง .ด้วยอาการ  ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ไม่รู้ ว่ารู้ เห็น ได้ยิน และทราบ
              ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น ได้ยิน และทราบ ด้วย  อาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วย  อาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
เห็น ว่าไม่เห็น
[๑๗๘] เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่เห็น ด้วยอาการ ๓  อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖  อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ได้ยิน ว่าไม่ได้ยิน
              ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่ได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง .ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ทราบ ว่าไม่ทราบ
              ทราบ ภิกษุรู้อยู้กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่ทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
รู้ ว่าไม่รู้
              รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่รู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วย  อาการ ๘ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วย  อาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
เห็น ว่าได้ยิน
[๑๗๙] เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓  อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖  อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
เห็น ว่าทราบ
               เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
เห็น ว่ารู้
              เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วย  อาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วย  อาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
เห็น ว่าได้ยิน และทราบ
              เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ ๓  อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖  อย่าง ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
เห็น ว่าได้ยิน และรู้
              เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
เห็น ว่าได้ยิน ทราบ และรู้  เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และรู้ ด้วยอาการ  ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ  ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ได้ยิน ว่าทราบ  ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ได้ยิน ว่ารู้  ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วย  อาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วย  อาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ได้ยิน ว่าเห็น  ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ได้ยิน ว่าทราบ และรู้  ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓  อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖  อย่าง ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ได้ยิน ว่าทราบ และเห็น  ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และเห็น ด้วยอาการ ๓  อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖  อย่าง ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ได้ยิน ว่าทราบ รู้ และเห็น  ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ รู้ และเห็น ด้วยอาการ  ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ  ๖ อย่าง ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ทราบ ว่ารู้  ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วย  อาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ทราบ ว่าเห็น  ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ ๖ อย่าง   ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ทราบ ว่าได้ยิน  ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๘ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง   ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ทราบ ว่ารู้ และเห็น  ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และเห็น ด้วยอาการ ๓  อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖  อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ทราบ ว่ารู้ และได้ยิน  ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และได้ยิน ด้วยอาการ ๓  อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖  อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ทราบ ว่ารู้ เห็น และได้ยิน ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น และได้ยิน ด้วยอาการ  ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ  ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
รู้ ว่าเห็น รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วย  อาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วย  อาการ ๗ อย่า ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
รู้ ว่าได้ยิน รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วย  อาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วย  อาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
รู้ ว่าทราบ
              รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วย  อาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วย  อาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
รู้ ว่าเห็น และได้ยิน
               รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
รู้ ว่าเห็น และทราบ
               รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง .ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วย  อาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
รู้ ว่าเห็น ได้ยิน และทราบ
               รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ  ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖  อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง .ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
เห็น สงสัย
[๑๘๐] เห็น ภิกษุสงสัย กำหนดไม่ได้ว่าเห็น จำไม่ได้ว่าเห็น หลง  ลืมว่าเห็น รู้อยู่กล่าวเท็จว่า 
               ข้าพเจ้าเห็น และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วย  อาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ข้าพเจ้าเห็น และทราบ  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ข้าพเจ้าเห็น และรู้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และทราบ  ต้องอาบัติปาจิตตีย์.  
               ข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และรู้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
               ข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน ทราบ และรู้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ 
ได้ขึ้น สงสัย
               ได้ยิน ภิกษุสงสัย กำหนดไม่ได้ว่าได้ยิน จำไม่ได้ว่าได้ยิน หลง  ลืมว่าได้ยิน รู้อยู่กล่าวเท็จว่า
               ข้าพเจ้าได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง ด้วยอาการ ๗ อย่าง  ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
               ข้าพเจ้าได้ยิน และรู้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ข้าพเจ้าได้ยิน และเห็น ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
               ข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และรู้. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และเห็น ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
               ข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ รู้ และเห็น  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
ทราบ - สงสัย
               ทราบ ภิกษุสงสัย กำหนดไม่ได้ว่าทราบ จำไม่ได้ว่าทราบ หลงลืม  ว่าทราบ รู้อยู่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ข้าพเจ้าทราบ และเห็น  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ข้าพเจ้าทราบ และได้ยิน  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ข้าพเจ้าทราบ รู้ และเห็น  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ข้าพเจ้าทราบ รู้ และได้ยิน .. . ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
               ข้าพเจ้าทราบ รู้ เห็น และได้ยิน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
               รู้ ภิกษุสงสัย กำหนดไม้ได้ว่ารู้ จำไม่ได้ว่ารู้ หลงลืมว่ารู้ รู้อยู่  กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และเห็นด้วยอาการ ๓ อย่าง  ด้วยอาการ ๔ อย่าง  ด้วยอาการ ๕ อย่าง  ด้วยอาการ ๖ อย่าง  ด้วยอาการ ๗ อย่าง   ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
               ข้าพเจ้ารู้ และได้ยิน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
               ข้าพเจ้ารู้ และทราบ .ต้องอาบัติปาจิตตีย์
               ข้าพเจ้ารู้ เห็น และได้ยิน  ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
               ข้าพเจ้ารู้ เห็น และทราบ  ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
               ข้าพเจ้ารู้ เห็น ได้ยิน และทราบ  ต้องอาบัติปาจิตตีย์. 
อนาปัตติวาร 
[๑๘๑] ภิกษุพูดพลั้ง ๑ ภิกษุพูดพลาด ๑ [ชื่อว่าพูดพลั้ง คือพูด  เร็วไป ชื่อว่าพูดพลาด คือตั้งใจว่าจักพูดคำอื่น แต่กลับพูดไปอีกอย่าง] ภิกษุ  วิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.  มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ 
               อรรถกถา ปาจิตติยกัณฑ์ ปาจิตติย์ มุสาวาทวรรคที่ ๑ สิกขาบทที่ ๑ ขุททกกัณฑวรรณนา
                   ขุททกสิกขาบทเหล่าใด สงเคราะห์ 
                   ตามวรรคเป็น ๙ วรรค ประดิษฐานอยู่ด้วยดี 
                   แล้ว บัดนี้ จะมีการพรรณนาสิกขาบท 
                   เหล่านั้น ดังต่อไปนี้:- 
                   ปาจิตตีย์ มุสาวาทวรรคที่ ๑ มุสาวาทสิขาบทที่ ๑
                   บรรดาวรรค ๙ เหล่านั้น(บรรดาขุททกสิกิขาบทเหล่านั้น)พึงทราบวินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑ แห่งมุสาวาทวรรดูก่อน. 
[แก้อรรถปฐมบัญญัติเรื่องพระหัตถกะ]
               คำว่า  หตฺถโก เป็นชื่อของพระเถระนั้น. บุตรของพวกเจ้าศากยะ  ชื่อว่าศากยบุตร.
                ได้ยินว่า ในครั้งพุทธกาล บุรุษแปดหมื่นคน ได้ออกบวช  จากศากยตระกูล. ท่านพระหัตถกะนั้น เป็นคนใดคนหนึ่ง บรรดาบุรุษ  แปดหมื่นคนนั้น. 
               บทว่า  วาทกฺขิตฺโต มีความว่า ถูกคำพูดที่ตนกำหนดไว้อย่างนี้ว่า  เราจักกระทำวาทะ (ทำการโต้วาทะกัน) ซัดไป คือ ผลักไป อธิบายว่า ดันไป  คือ ส่งไปสู่สำนักของพวกปรวาที.
               อีกอย่างหนึ่ง ท่านพระหัตถกะนั้น ถูกจิตของตนซัดไปในวาทะ. ย่อมปรากฏในสถานที่ซึ่งมีการโต้วาทะกันทุกครั้งไป. แม้เพราะเหตุนั้น  ท่านจึงชื่อว่าถูกซัดไปในวาทะ (เป็นคนพูดสับปลับ).
               ข้อว่า อวชานิตฺวา ปฏิชานาติ มีความว่า พระหัตถกะนั้น  กำหนดโทษบางอย่างในคำพูดของตนได้ ถลากไถลไปว่า นี้ไม่ใช่คำพูดของเรา  เมื่อพูดไป ๆ สังเกตได้ว่าไม่มีโทษ แล้วยอมรับว่า นี้ เป็นคำพูดของเราละ.
               ข้อว่า ปฏิชานิตฺวา อวชานาติ  นี้ เป็นคำพูดของเราเมื่อพูดต่อไปอีก  กำหนดโทษในถ้อยคำนั้นได้ ก็ถลากไถลไปว่า นี้  ไม่ใช่คำพูดของเรา ดังนี้.
               ข้อว่า  อญฺเญนญฺํ ปฏิจรติ มีความว่า ย่อมกลบเกลื่อน คือ  ย่อมปกปิด ได้แก่ ทับถมเหตุอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุอย่างหนึ่ง คือ กล่าวเหตุว่า  รูปไม่เที่ยง เพราะเป็นของพึงรู้ได้ แล้วกลับกล่าวเหตุเป็นต้นว่า เพราะมี  ความเกิดเป็นธรรมดา.
               แต่ในกุรุนที ท่านกล่าวว่า ย่อมพูดเรื่องอื่นเป็นอันมาก เพราะเหตุ  ที่จะปกปิดปฏิญญาและความถลากไถลนั่น.
               ในคำว่า  เอตสฺส เป็นต้นนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ว่าเธอย่อม  กล่าวคำเป็นอันมากมีอาทิอย่างนี้ว่า ใครกล่าว ? กล่าวว่าอย่างไร ? กล่าวที่ไหน ?  ดังนี้ เพื่อปกปิดคำปฏิญญาและคำถลากไถลนั้น.
               ในมหาอรรถกถา ท่านกล่าวไว้อีกว่า ถลากไถลแล้วปฏิญาณ    และ  ปฏิญาณแล้วถลากไถล นั่นแหละ ชื่อว่า กลบเกลื่อนเรื่องอื่นด้วยเรื่องอื่น.
               สอง บท ว่า  สมฺปชานมุสา ภาสติ ได้แก่ กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่.
               หลาย บท ว่า  สงฺเกตํ กตฺวา วิสํวาเทติ มีความว่า ทำการนัดหมายว่า  การโต้วาทะ จงมีในประเทศชื่อโน้น ในบรรดากาลมีปุเรภัตเป็นต้น ชื่อโน้น  ดังนี้ แล้วไปก่อน หรือหลังจากเวลาที่ตนนัดหมายไว้
               แล้วกล่าวว่า จงดูเอาเถิด  ผู้เจริญ ! พวกเดียรถีย์ ไม่มาแล้ว แพ้แล้ว ดังนี้ หลีกไปเสีย.
               บทว่า  สมฺปชานมุสาวาเท ได้แก่ ในเพราะการพูดเท็จทั้งที่รู้ตัว  แล้วและกำลังรู้.
               บทว่า  วิสํวาทนปุเรกฺขารสฺส ได้แก่ ผู้พูดทำจิตที่คิดจะพูดให้  คลาดเคลื่อนไว้เป็นเบื้องหน้า. 
               เจตนายังคำพูดอันนับเนื่องในมิจฉาวาจาให้ตั้งขึ้น ชื่อว่า  วาจา. ท่านแสดงเสียงอันตั้งขึ้นด้วยเจตนานั้น ด้วยคำว่า คิรา. ทางแห่งถ้อยคำ ชื่อว่า  พยบถ. ก็วาจานั่นแล ท่านเรียกว่า พยบถ  เพราะเป็นแนวทางแม้ของชนเหล่าอื่น ผู้ถึงทิฏฐานุคติ. 
               การเปล่งวาจาที่มีความเข้าใจกันว่าคำพูด ชื่อว่าวจีเภท. วาจามี  ชนิดต่าง ๆ กันนั่นเอง ท่านเรียกอย่างนี้ (ว่าวจีเภท). 
               วจีวิญญัตติ ชื่อว่า วิญญัตติที่เป็นไปทางวาจา. ด้วยอาการอย่างนั้น  ผู้ศึกษาพึงทราบว่า ด้วยบทแรก ท่านพระอุบาลีกล่าวเพียงเจตนาล้วน, ด้วย  ๓ บทท่ามกลาง กล่าวเจตนาที่ประกอบด้วยเสียงซึ่งตั้งขึ้นด้วยเจตนานั้น. 
               ด้วย  บทเดียวสุดท้าย กล่าวเจตนาที่ประกอบด้วยวิญญัตติ. 
               โวหาร (คำพูด) ของเหล่าชนผู้ไม่ใช่พระอริยเจ้า    คือเหล่าพาลปุถุชน  ชื่อว่า  อนริยโวหาร. 
               พระอุบาลี  ครั้นแสดงสัมปชานมุสาวาทอย่าง  แล้ว   บัดนี้ เมื่อ  จะแสดงลักษณะแห่งอ   โวหาร ที่นับเป็นสัมปชานมุสาวาท ซึ่งกล่าวไว้ใน  ที่สุด จึงกล่าวคำมีอาทิว่า  อทิฏฺฐํ นาม  ดังนี้. 
[อรรถาธิบายอนริยโวหาร ๘ อย่าง]
               ในคำว่า  อทิฏฺฐํ เป็นต้นนั้น บัณฑิตพึงทราบอรรถโดยนัยนี้ว่า  ถ้อยคำ หรือ เจตนาเป็นเหตุยังถ้อยคำนั้นให้ตั้งขึ้น ของภิกษุผู้กล่าวเรื่องที่ตน  ไม่เห็นอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าเห็น ชื่อว่า อนริยโวหารอย่างหนึ่ง. 
             อีกนัยหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบสันนิษฐาน ในคำว่า อทิฏฺฐํ  ทิฏฺฐํ  เม เป็นต้นนี้ว่า อารมณ์ที่ตนไม่ได้รับด้วยอำนาจแห่งจักษุชื่อว่า ไม่เห็น, ที่ไม่ได้รับด้วยอำนาจแห่งโสตะ ชื่อว่า ไม่ได้ยิน, ที่ไม่ได้รับ ทำให้ดุจเนื่อง  เป็นอันเดียวกันกับอินทรีย์ ๓ ด้วยอำนาจแห่งฆานินทรีย์เป็นต้น ชื่อว่า ไม่ทราบ, ที่วิญญาณล้วน ๆ อย่างเดียว นอกจากอินทรีย์ ๕ ไม่ได้รับ ชื่อว่า  ไม่รู้.
              แต่ในพระบาลี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทศนาโดยนัยอันปรากฏชัด  ทีเดียวอย่างนี้ว่า ที่ชื่อว่า ไม่เห็น คือ ไม่เห็นด้วยตา ฉะนี้แล. 
              ก็บรรดาอารมณ์ที่ได้เห็นเป็นต้น ที่ตนเองก็ดี คนอื่นก็ดี   เห็นแล้ว  ชื่อว่า ทิฏฐะทั้งนั้น. อารมณ์ที่ชื่อว่า สุตะ มุตะ และวิญญาตะก็อย่างนี้ นี้  เป็นบรรยายหนึ่ง.
              ส่วนอีกบรรยายหนึ่งอารมณ์ใดที่ตนเห็นเอง อารมณ์นั้นจัดเป็นทิฎฐะแท้. ในสุตะเป็นต้น ก็มีนัยอย่างนั้น. ก็อารมณ์ใดที่คนอื่นเห็น  อารมณ์นั้น ย่อมตั้งอยู่ในฐานะแห่งอารมณ์ที่ตนได้ยิน. แม้อารมณ์มีสุตะ  เป็นต้น ก็มีนัยอย่างนี้. 
              บัดนี้ พระอุบาลีเถระ เมื่อจะยกอาบัติขึ้นแสดงด้วยอำนาจแห่งอนริย-  โวหารเหล่านั้น จึงกล่าวคำว่า    ตีหากาเรหิ เป็นต้น .    บัณฑิตพึงทราบ- เนื้อความแห่งคำว่า  ตีหากาเรหิ เป็นต้นนั้น โดยนัยดังที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว
              ในวรรณนาบาลีจตุตถปาราชิก มีอาทิอย่างนี้ว่า ภิกษุกล่าวสัมปชานมุสาวาทว่า  ข้าพเจ้าบรรลุปฐมฌาน ต้องอาบัติปาราชิกโดยอาการ ๓ ดังนี้นั่นแล.
             จริงอยู่  ในบาลีจตุตถปาราชิกนั้น ท่านกล่าวไว้เพียงคำว่า ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชึ  ข้าพเจ้าบรรลุปฐมฌานแล้ว อย่างเดียว, ในสิกขาบทนี้ กล่าวไว้ว่า  อทิฏฺฐํ  ทิฏฺฐํ เม ไม่เห็นพูดว่า ข้าพเจ้าเห็น ดังนี้. และในบาลีจตุตถปาราชิกนั้น  กล่าวไว้ว่า  อาปตฺติ ปาราชิกสฺส (ต้องอาบัติปาราชิก) ในสิกขาบทนี้  กล่าวว่า  อาปตฺตฺ ปาจิตฺติยสฺส (ต้องอาบัติปาจิตตีย์) ดังนี้. มีความแปลก  กันเพียงในวัตถุและอาบัติอย่างนี้.
          คำที่เหลือมีลักษณะอย่างเดียวกันแท้แล. แม้คำเป็นต้นว่า  ตีหากาเรหิ ทิฏฺฐํ เวมติโก ก็พึงทราบเนื้อความโดยนัย  ดังกล่าวแล้ว ในวรรณนาบาลีทุฏฐโทสสิกขาบทเป็นต้น อย่างนี้ว่า  ทิฏฺฐสฺส โหติ ปาราชิกํ ธมฺมํ อชฺฌาปชฺชนฺโน ทิฏฺเฐ เวนติโก (ภิกษุผู้โจทก์  นั้นได้เห็นภิกษุผู้ต้องปาราชิกธรรม มีความสงสัยในสิ่งที่ได้เห็น) ดังนี้นั่น แล.
               ก็ในสิกขาบทนี้ เพียงแต่คำบาลีเท่านั้น แปลกกัน (จากบาลีจตุตถปาราชิก) .  ส่วนในเนื้อความพร้อมทั้งเถรวาท ไม่มีการแตกต่างอะไรกันเลย. 
               สอง บท ว่า  สหสา ภณติ ความว่า ภิกษุไม่ได้ไตร่ตรอง หรือ  ไม่ได้ใคร่ครวญ พูดโดยเร็วถึงสิ่งที่ไม่เห็นว่า ข้าพเจ้าเห็น. 
               คำว่า  อญฺญํ ภณิสฺสามีติ อญฺณํ ภณติ ความว่า เมื่อตนควร  จะกล่าวคำว่า  จีวรํ (จีวร) ไพล่กล่าวว่า  จีรํ (นาน) ดังนี้เป็นต้น เพราะ  ความเป็นผู้อ่อนความคิด เพราะเป็นผู้เซอะ เพราะความพลาดพลั้ง.
             แต่ภิกษุใด  ผู้อันสามเณรเรียนถามว่า ท่านขอรับ ! เห็นอุปัชฌาย์ของกระผมบ้างไหม  ดังนี้ กระทำการล้อเลียน กล่าวว่า อุปัชฌาย์ของเธอจักเทียมเกวียนบรรทุกฟืน  ไปแล้วกระมัง หรือว่า เมื่อสามเณรได้ยินเสียงสุนัขจิ้งจอกแล้ว ถามว่า นี้เสียง  สัตว์อะไรขอรับ ! กล่าวว่า นี้เสียงของพวกคนผู้ช่วยกันยกล้อที่ติดหล่ม  ของมารดาเธอ ผู้กำลังไปด้วยยาน ดังนี้ อย่างนั้นกล่าวคำอื่นไม่ใช่เพราะเล่น  ไม่ใช่เพราะพลั้ง, ภิกษุนั่น ย่อมต้องอาบัติแท้.
            ยังมีถ้อยคำอย่างหนึ่ง ชื่อว่า  ปูรณกถา คือ ภิกษุรูปหนึ่ง ได้น้ำมันเล็กน้อยในบ้าน แล้วกลับมาสู่วิหาร  พูดกะสามเณรว่า เธอไปไหนเสีย วันนี้ บ้านมีแต่น้ำมัน อย่างเดียว ดังนี้ ก็ดี  ได้ชิ้นขนมที่เขาวางไว้ในกระเช้า และพูดกะสามเณรว่า วันนี้ คนทั้งหลาย  ในบ้าน เอากระเช้าหลายใบใส่ขนมไป ดังนี้ก็ดี นี้จัดเป็นมุสาวาทเหมือนกัน. 
               คำที่เหลือตื้นทั้งนั้นแล   สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๓ เกิดขึ้น ทางกายกับจิต ๑ ทางวาจากับจิต ๑  ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์    สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม  วจีกรรม อกุศลจิตมีเวทนา ๓ ดังนี้แล.
  มุสาวาทสิกขาบทที่ ๑ จบ

อรรถกถา นิสสัคคิยกัณฑ์ วรรคที่ ๓ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วย การน้อมลาภที่เขาจะถวายเป็นของสงฆ์ พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติยภาค

บทสรุป
               [๑๗๒] ท่านทั้งหลาย ธรรม คือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดง แล้วแล. ข้าพเจ้าขอถามท่านทั้งหลายในธรรม คือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ?
               ข้าพเจ้าขอถามแม้ครั้งที่สองว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วหรือ? 
               ข้าพเจ้าขอถามแม้ครั้งที่สามว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วหรือ? ท่านทั้งหลาย เป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว ในธรรมคือนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทเหล่านี้ เหตุนั้นจึงนิ่ง,
               ข้าพเจ้า ทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้. นิสสัคคิยกัณฑ์ จบ.
               นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ปัตตวรรคที่ ๓ สิกขาบทที่ ๑๐  พรรณนาปริณตสิกขาบท      
               ปริณตสิกขาบท ว่า เตน สมเยน เป็นต้น ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป :-   ในปริณตสิกขาบทนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บท ว่า ปูคสฺส แปลว่า หมู่. ความว่า หมู่ผู้บำเพ็ญธรรม.
               บท ว่า ปฏิยตฺตํ แปลว่า ตกแต่งแล้ว.
               ด้วยคำว่า พหู สงฺฆสฺส ภตฺตา นี้ พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ย่อมแสดงความหมายว่า สงฆ์มีภัตมากมาย คือมีทางเกิดลาภมิใช่น้อย สงฆ์ไม่บกพร่องด้วยอะไรๆ.
                บท ว่า โอโณเชถ แปลว่า พวกท่านจงถวาย.
                ถามว่า ก็การที่ภิกษุกล่าวอย่างนี้ ควรหรือ?
                ตอบว่า เพราะเหตุไร จะไม่ควร? เพราะว่าภิกษาที่เขานำมาจำเพาะนี้ เป็นของที่เขานำมาตกแต่งไว้  เพื่อประโยชน์แก่สงฆ์ในคราวหนึ่ง. ธรรมดาปยุตวาจา (การออกปากขอ) ย่อมไม่มีในปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ที่เขานำมาตระเตรียมไว้ และในส่วนที่เขาตั้งเจาะจงไว้.
               [อธิบายลาภสงฆ์และการน้อมลาภสงฆ์]
               บท ว่า สงฺฆิกํ แปลว่า ของมีอยู่แห่งสงฆ์.
               จริงอยู่ ลาภนั้นแม้ยังไม่ถึงมือ ก็จัดว่าเป็นของสงฆ์ โดยปริยายหนึ่ง เพราะเขาน้อมไปเพื่อสงฆ์แล้ว.
               แต่ในบทภาชนะ ท่านพระอุบาลีแสดงลาภของสงฆ์โดยตรงทีเดียว ด้วยอำนาจแห่งการขยายความอย่างนี้ว่า ที่ชื่อว่าของสงฆ์ ได้แก่ของที่เขาถวายแล้ว บริจาคแล้วแก่สงฆ์.
              พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัตถุที่สงฆ์ควรได้ ด้วยบท ว่า ลาภํ. ด้วยเหตุนั้นแล ในนิเทศแห่งบทว่า ลาภํ นั้น จึงตรัสคำว่า จีวรํปิ เป็นต้น.
               บท ว่า ปริณตํ ได้แก่ ที่เขาถวายสงฆ์ คือที่เขาตั้งไว้เป็นของโอนไปเพื่อสงฆ์ เอนไปเพื่อสงฆ์. ก็เพื่อทรงแสดงการณ์เป็นเหตุที่เขาน้อมลาภนั้นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบทภาชนะว่า คือที่เขาเปล่งวาจาว่า พวกข้าพเจ้าจักถวาย จักกระทำ ดังนี้.
               สอง บท ว่า ปโยเค ทุกฺกฏํ มีความว่า เป็นทุกกฏทุกประโยคที่น้อมลาภซึ่งเขาน้อมไป (เพื่อสงฆ์) มาเพื่อตน. เป็นนิสสัคคีย์เพราะได้มา คือเพราะลาภนั้นถึงมือ. แต่ถ้าว่าของนั้นเป็นอันเขาถวายสงฆ์แล้ว, จะรับเอาของที่เขาถวายสงฆ์แล้วนั้นมา ไม่ควร, พึงถวายแก่สงฆ์นั้นแล.
               ก็ภิกษุใดพลอยกินกับพวกคนวัด, สงฆ์พึงให้ตีราคาภัณฑะนั้น ปรับอาบัติแก่ภิกษุนั้น. แต่เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้รู้ว่าลาภเขาน้อมไปเพื่อสงฆ์ แล้วน้อมลาภที่เขาน้อมไปแล้ว ของพวกสหธรรมิกก็ดี ของพวกคฤหัสถ์ก็ดี โดยที่สุดแม้ของมารดา มาเพื่อตนว่า ท่านจงให้สิ่งนี้แก่เรา แล้วถือเอา. เป็นปาจิตตีย์ล้วนๆ แก่ภิกษุผู้น้อมไปเพื่อคนอื่นอย่างนี้ว่า ท่านจงให้แก่ภิกษุนี้.
               ภิกษุน้อมบาตรใบหนึ่ง หรือจีวรผืนหนึ่งมาเพื่อตน น้อมไปเพื่อคนอื่นใบหนึ่ง หรือผืนหนึ่ง, เป็นทั้งนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ทั้งสุทธิกปาจิตตีย์.
               ในบาตรและจีวรมาก ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.
               ข้อนี้ สมจริงดังคำที่พระอุบาลีเถระกล่าวไว้ว่า๑-
               ภิกษุพึงต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ และอาบัติ
               ปาจิตตีย์ล้วน ที่ตรัสไว้ในขุททกสิกขาบทพร้อมกัน,
               ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว.
๑- วิ. ปริ. เล่ม ๘/ข้อ ๑๓๑๒/หน้า ๕๓๑.
               ก็ปัญหานี้ ท่านกล่าวหมายเอาการน้อม (ลาภ).
               ฝ่ายภิกษุใดทราบว่า ผ้าอาบน้ำฝนเขาน้อมไปเพื่อสงฆ์แม้ในเรือนของมารดา ในสมัยแห่งผ้าอาบน้ำฝนแล้วน้อมเอาไปเพื่อตน เป็นนิสสัคคีย์แก่ภิกษุนั้น.
               น้อมไปเพื่อผู้อื่น เป็นปาจิตตีย์ล้วน.
               พวกชาวบ้านปรึกษากันว่า พวกเราจักกระทำสังฆภัต จึงนำเนยใสและน้ำมันเป็นต้นมา. ถ้าแม้นภิกษุอาพาธรู้ว่าเขาน้อมไปเพื่อถวายสงฆ์แล้ว ยังขออะไรๆ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์เหมือนกัน.
               ก็ถ้าภิกษุอาพาธนั้นถามว่า เนยใสเป็นต้นของพวกท่านที่นำมา มีอยู่หรือ? เมื่อพวกเขาตอบว่า มีอยู่ขอรับ! แล้วกล่าวว่า พวกท่านจงให้แก่เราบ้าง ดังนี้ สมควร.
               ถ้าแม้นพวกอุบาสก รังเกียจภิกษุอาพาธนั้น พูดว่า แม้สงฆ์ ย่อมได้เนยใสเป็นต้นที่พวกเราถวายนี้แหละ. นิมนต์ท่านรับเถิด ขอรับ! แม้อย่างนี้ ก็ควร.
               ข้อว่า สงฺฆสฺส ปริณตํ อญฺญสงฺฆสฺส มีความว่า น้อมลาภที่เขาน้อมไปเพื่อถวายสงฆ์ในวัดหนึ่ง หรือที่เขาน้อมไปเฉพาะวัดอื่นด้วยพูดว่า พวกท่านจงถวายแก่สงฆ์ในวัดชื่อโน้น.
               บท ว่า เจติยสฺส วา มีความว่า น้อมไปเพื่อเจดีย์อย่างนี้ว่า ถวายสงฆ์จะมีประโยชน์อะไร? พวกท่านจงทำการบูชาแก่พระเจดีย์ ดังนี้ก็ดี.
               ในคำว่า เจติยสฺส ปริณตํ นี้ มีวินิจฉัยดังนี้ :-
                แม้จะบูชาดอกไม้ที่เจดีย์อื่น จากต้นไม้ดอกที่เขากำหนดปลูกไว้ เพื่อประโยชน์แก่เจดีย์อื่น ก็ไม่ควร. แต่เห็นฉัตรหรือธงแผ่นผ้าที่เขาบูชาไว้แก่เจดีย์หนึ่ง แล้วให้ถวายของที่เหลือแก่เจดีย์อื่น สมควรอยู่.
                สอง บท ว่า ปุคฺคลสฺส ปริณตํ มีความว่า ชั้นที่สุดแม้อาหารที่เขาน้อมไปเพื่อสุนัข ภิกษุน้อมไปเพื่อตัวอื่นอย่างนี้ว่า ท่านอย่าให้แก่สุนัขตัวนี้ ดังนี้ ก็เป็นทุกกฏ.
                แต่ถ้าพวกทายกกล่าวว่า พวกเราอยากจะถวายภัตแก่สงฆ์, อยากจะบูชาพระเจดีย์. อยากจะถวายบริขารแก่ภิกษุรูปหนึ่ง, จักถวายตามความพอใจของพวกท่าน, ขอท่านโปรดบอก, พวกเราจะถวายในที่ไหน?
                เมื่อพวกทายกกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นพึงบอกพวกเขาว่า พวกท่านจงถวายในที่ซึ่งพวกท่านปรารถนา. แต่ถ้าพวกทายกถามอย่างเดียวว่า พวกข้าพเจ้าจะถวาย ณ ที่ไหน, ภิกษุพึงกล่าวตามนัยที่มาแล้วในบาลีนั่นแล.
               คำที่เหลือในสิกขาบทนี้ตื้นทั้งนั้น.
               สิกขาบทนี้มี ๓ สมุฏฐาน เกิดขึ้นทางกายกับจิต ๑ ทางวาจากับจิต ๑ ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม วจีกรรม อกุศลจิต มีเวทนา ๓ ฉะนี้แล.
               พรรณนาปริณตสิกขาบท ในอรรถกถาพระวินัย
                 ชื่อสมันตปาสาทิกา จบ
                   ติงสกกัณฑ์ จบ.

นิสสัคคิยกัณฑ์ วรรคที่ ๓ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วย การน้อมลาภที่เขาจะถวายเป็นของสงฆ์ พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติยภาค

เรื่องพระฉัพพัคคีย์
[๑๖๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ในพระนครสาวัตถี มีชาวบ้านหมู่หนึ่งจัดภัตตาหารพร้อมทั้งจีวรไว้ถวายสงฆ์ ด้วยตั้งใจว่าจักให้ฉันแล้วจึงให้ครองจีวร ณ เวลาเดียวกัน นั้นแล. 
               พระฉัพพัคคีย์ได้เข้าไปหาชาวบ้านหมู่นั้น ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะชาวบ้านหมู่นั้นว่า ท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านจงให้จีวรเหล่านี้แก่พวกอาตมา.
               ชาวบ้านหมู่นั้นกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า พวกกระผมจะถวายไม่ได้ เพราะพวกกระผม จัดภิกษาหารพร้อมทั้งจีวรไว้ถวายพระสงฆ์ทุกปี. 
               พระฉัพพัคคีย์กล่าวว่า ดูกรท่านทั้งหลาย ทายกของสงฆ์มีมาก, ภัตตาหารของสงฆ์ก็มีมาก, พวกอาตมาอาศัยพวกท่าน เห็นอยู่แต่พวกท่าน จึงอยู่ในที่นี้. ถ้าพวกท่านไม่ให้แก่พวกอาตมา, เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าจักให้แก่พวกอาตมา, ขอพวกท่านจงให้จีวรเหล่านี้ แก่พวกอาตมาเถิด.
               เมื่อชาวบ้านหมู่นั้น ถูกพระฉัพพัคคีย์แค่นไค้ จึงได้ถวายจีวรตามที่ได้จัดไว้แก่พระฉัพพัคคีย์แล้วอังคาสพระสงฆ์เฉพาะภัตตาหาร.
              บรรดาภิกษุที่ทราบว่า เขาจัดภัตตาหารพร้อมทั้งจีวรไว้ถวายพระสงฆ์, แต่ไม่ทราบว่าเขาได้ถวายจีวรแก่พระฉัพพัคคีย์ไปแล้ว จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ขอพวกท่านจงน้อมถวายจีวรแก่พระสงฆ์เถิด.
              ชาวบ้านหมู่นั้นกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า จีวรตามที่ได้จัดไว้ไม่มี, เพราะพระคุณเจ้าเหล่า พระฉัพพัคคีย์น้อมไปเพื่อตนแล้ว.
              บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์รู้อยู่ จึงได้น้อมลาภที่เข้าน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อตนเล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
  ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอรู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน จริงหรือ?
             พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
ทรงติเตียน
 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน พวกเธอรู้อยู่ จึงได้น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อตนเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว, โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และ เพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.
ทรงบัญญัติสิกขาบท
 พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความจำกัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย, ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย     อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ 
                        เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ 
                        เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ 
                        เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ 
                        เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ 
                        เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ 
                        เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ 
                        เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ 
                      เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ 
                             เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ 
                             เพื่อถือตามพระวินัย ๑.
               ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
               พระบัญญัติ ๔๙. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุใด รู้อยู่ น้อมลาภที่เขาน้อมไว้เป็นของจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.    เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ.
สิกขาบทวิภังค์
[๑๗๐] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อนึ่ง ... ใด.
 บท ว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าประพฤติภิกขาจริยวัตร. ชื่อว่า ภิกษุเพราะอรรถว่าทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว. ชื่อว่า ภิกษุโดยสมญา. ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นเอหิภิกขุ. ชื่อว่า ภิกษุเพราะอรรถว่าเป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้เจริญ. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่ามีสารธรรม. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นพระเสขะ. ชื่อว่า ภิกษุเพราะอรรถว่าเป็นพระอเสขะ. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ นี้ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
               ที่ชื่อว่า รู้อยู่ คือ รู้เอง หรือคนอื่นบอกเธอ หรือเจ้าตัวบอก.
               ที่ชื่อว่า เป็นของจะถวายสงฆ์ ได้แก่ ของที่เขาถวายแล้ว บริจาคแล้ว แก่สงฆ์.
               ที่ชื่อว่า ลาภ ได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัชบริขาร อันเป็นปัจจัยของภิกษุไข้ โดยที่สุด แม้ก้อนแห่งจุรณ ไม้ชำระฟัน ด้ายชายผ้า.
               ที่ชื่อว่า ที่เขาน้อมไว้ คือเขาได้เปล่งวาจาไว้ว่า จักถวาย จักกระทำ, ภิกษุน้อมมาเพื่อตนในประโยคที่ทำ. เป็นทุกกฏ. ได้มา. เป็นนิสสัคคีย์ คือเป็นของจำต้องเสียสละ
แก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.
              ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละลาภนั้น อย่างนี้:-
วิธีเสียสละ    เสียสละแก่สงฆ์
               ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่านั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า
               ท่านเจ้าข้า ลาภนี้เขาน้อมไปเป็นของจะถวายสงฆ์. ข้าพเจ้ารู้อยู่ น้อมมาเพื่อตน เป็นของจำจะสละ. ข้าพเจ้าสละลาภนี้แก่สงฆ์.
               ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ. ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนลาภที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
               ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. ลาภนี้ของภิกษุมีชื่อนี้เป็นของจำจะสละ. เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว. สงฆ์พึงให้ลาภนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.
เสียสละแก่คณะ
               ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า
               ท่านเจ้าข้า ลาภนี้เขาน้อมไปเป็นของจะถวายสงฆ์. ข้าพเจ้ารู้อยู่ น้อมมาเพื่อตน เป็นของจำจะสละ. ข้าพเจ้าสละลาภนี้แก่ท่านทั้งหลาย.
               ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ. ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนลาภที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
               ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. ลาภนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ.เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว. ท่านทั้งหลายพึงให้ลาภนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.
เสียสละแก่บุคคล
               ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า:-
               ท่าน ลาภนี้เขาน้อมไปเป็นของจะถวายสงฆ์. ข้าพเจ้ารู้อยู่ น้อมมาเพื่อตนเป็นของจำจะสละ. ข้าพเจ้าสละลาภนี้แก่ท่าน.
               ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ. ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนลาภที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้ลาภนี้แก่ท่าน ดังนี้.
               บทภาชนีย์ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ลาภที่เขาน้อมไว้ ภิกษุสำคัญว่าเขาน้อมไว้ น้อมมาเพื่อตน, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ทุกกฏ ลาภที่เขาน้อมไว้ ภิกษุสงสัย น้อมมาเพื่อตน, ต้องอาบัติทุกกฏ.
               ไม่ต้องอาบัติ ลาภที่เขาน้อมไว้        ภิกษุสำคัญว่าเขาไม่ได้น้อมไว้ น้อมมาเพื่อตน, ไม่ต้องอาบัติ.
               ทุกกฏ ลาภที่เขาน้อมไว้เพื่อสงฆ์ ภิกษุน้อมมาเพื่อสงฆ์หมู่อื่นก็ดี เพื่อเจดีย์ก็ดี, ต้องอาบัติทุกกฏ
               ลาภที่เขาน้อมไว้เพื่อเจดีย์ ภิกษุน้อมมาเพื่อเจดีย์อื่นก็ดี เพื่อสงฆ์ก็ดี เพื่อคณะก็ดี เพื่อบุคคลก็ดี. ต้องอาบัติทุกกฏ. 
               ลาภที่เขาน้อมไว้เพื่อบุคคล ภิกษุน้อมมาเพื่อบุคคลอื่นก็ดี เพื่อสงฆ์ก็ดี เพื่อคณะก็ดี เพื่อเจดีย์ก็ดี, ต้องอาบัติทุกกฏ
               ลาภที่เขาไม่ได้น้อมไว้ ภิกษุสำคัญว่าเขาน้อมไว้              น้อมมาเพื่อตน, ต้องอาบัติทุกกฏ.
               ลาภที่เขาไม่ได้น้อมไว้ ภิกษุสงสัย ..., ต้องอาบัติทุกกฏ.
               ไม่ต้องอาบัติ ลาภที่เขาไม่ได้น้อมไว้ ภิกษุสำคัญว่า เขาไม่ได้น้อมไว้ น้อมมาเพื่อตน, ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
[๑๗๑] ภิกษุอันพวกทายกถามว่า จะถวายที่ไหน ดังนี้ บอกแนะนำว่า ไทยธรรมของ พวกท่าน พึงได้รับการใช้สอย พึงได้รับการปฏิสังขรณ์ หรือพึงตั้งอยู่ได้นาน ในที่ใด ก็หรือจิตของพวกท่านเลื่อมใสในภิกษุรูปใด ก็จงถวายในที่นั้น หรือภิกษุรูปนั้นเถิดดั่งนี้ ๑, ภิกษุวิกลจริต ๑, ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล.
ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ จบ.    นิสสัคคิยปาจิตตีย์ วรรคที่ ๓ จบ.
หัวข้อประจำเรื่อง
            ๑. ปัตตสิกขาบท ว่าด้วยบาตร
            ๒. อูนปัญจพันธนสิกขาบท ว่าด้วยบาตรมีแผลหย่อนห้า
            ๓. เภสัชชสิกขาบท ว่าด้วยเภสัช
            ๔. วัสสิกสาฏิกสิกขาบท ว่าด้วยผ้าอาบน้ำฝน
            ๕. จีวรอัจฉินทนสิกขาบท ว่าด้วยการให้จีวรแล้วชิงเอามา
             ๖. สุตตวิญญัตติสิกขาบท ว่าด้วยการขอด้ายมาเอง
             ๗. เปสการสิกขาบท ว่าด้วยการสั่งช่างหูก ให้ทอจีวร
             ๘. อัจเจกจีวรสิกขาบท ว่าด้วยอัจเจกจีวร
             ๙. สาสังกสิกขาบท ว่าด้วยเสนาสนะป่าเป็นที่มีรังเกียจ และ
             ๑๐. ปริณตสิกขาบท ว่าด้วยการน้อมลาภ ที่เขาจะถวายเป็นของสงฆ์
             รวม ๑๐ สิกขาบทเหล่านี้ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้วดังนี้แล.

อรรถกถา นิสสัคคิยกัณฑ์ วรรคที่ ๓ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วย เสนาสนะป่าเป็นที่มีรังเกียจ พระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติยภาค

               นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ปัตตวรรคที่ ๓ สิกขาบทที่ ๙ พรรณนาสาสังกสิกขาบท   
               สาสังกสิกขาบทว่า เตน สมเยน เป็นต้น ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป :- ในสาสังกสิกขาบทนั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
       สอง บท ว่า วุฏฺฐวสฺสา อารญฺญเกสุ มีความว่า ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น แม้ในกาลก่อน ก็อยู่ในป่าเหมือนกัน. แต่ภิกษุเหล่านั้นอยู่จำพรรษาในเสนาสนะใกล้แดนบ้าน ด้วยสามารถแห่งปัจจัย เพราะเป็นผู้มีจีวรคร่ำคร่า เป็นผู้มีจีวรสำเร็จแล้ว ปรึกษากันว่า บัดนี้พวกเราหมดกังวลแล้ว จักกระทำสมณธรรม จึงพากันอยู่ในเสนาสนะป่า.
               บท ว่า กตฺติกโจรกา ได้แก่ พวกโจรในเดือน ๑๒.
               บท ว่า ปริปาเตนฺติ มีความว่า ย่อมรบกวน คือ วิ่งขวักไขว่ไปมาในที่นั้นๆ แล้วทำให้หวาดเสียว ให้หนีไป.
               สอง บท ว่า อนฺตรฆเร นิกฺขิปิตุํ ได้แก่ เพื่อเก็บไว้ในภายในบ้าน.    พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตให้เก็บไว้ในละแวกบ้าน เพื่อสงวนจีวรไว้ เพราะธรรมดาว่า ปัจจัยทั้งหลายเป็นของหาได้ยากโดยชอบธรรม.
               จริงอยู่ ภิกษุผู้มีความขัดเกลา ไม่อาจเพื่อจะขอจีวร แม้กะมารดา. แต่พระองค์ไม่ทรงห้ามการอยู่ป่า เพราะเป็นการสมควรแก่ภิกษุทั้งหลาย.
               ในคำว่า อุปวสฺสํ โข ปน นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
               บท ว่า อุปวสฺสํ คือ เข้าอยู่แล้ว. มีคำอธิบายว่า เข้าอยู่จำพรรษาแล้ว. แท้จริง บัณฑิตพึงเห็นนิคหิตในคำว่า อุปวสฺสํ นี้ ดุจในคำมีคำว่า อุปสมฺปชฺชํ เป็นต้น. ความว่า เข้าถึงฤดูฝนและอยู่แล้ว (เข้าจำพรรษาและปวารณาแล้ว).
               และบท ว่า อุปวสฺสํ นี้ สัมพันธ์ด้วยคำนี้ว่า ตถารูเปสุ ภิกฺขุ เสนาสเนสุ วิหรนฺโต แปลว่า ภิกษุอยู่ในเสนาสนะเห็นปานนั้น.
           ท่านกล่าวอธิบายไว้อย่างไร? ท่านกล่าวไว้ว่า ภิกษุเข้าถึงฤดูฝนและอยู่แล้ว (เข้าจำพรรษาและปวารณาแล้ว) จะอยู่ในเสนาสนะป่าที่รู้กันว่าเป็นที่รังเกียจ มีภัยจำเพาะหน้าเห็นปานนั้น ตลอดกาลอันเป็นที่สุดแห่งวันเพ็ญเดือนกัตติกาหลัง ต่อจากนั้นมา เมื่อปรารถนาพึงเก็บจีวร ๓ ผืนผืนใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้านได้
               อนึ่ง เพราะว่า ภิกษุใดเข้าจำพรรษาแล้ว         อยู่มาจนถึงวันเพ็ญเดือนกัตติกาต้น, ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้อยู่ภายในแห่งพวกภิกษุผู้อยู่จำพรรษาแล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะไม่ทรงทำการวิจารณ์พยัญชนะที่รกรุงรังยิ่งนี้ แสดงบุคคลผู้ควรแก่การเก็บจีวรอย่างเดียวในบทภาชนะ จึงตรัสคำว่า วุฏฺฐวสฺสานํ ดังนี้.
               ถึง บท ว่า วุฏฺฐวสฺสานํ นั้นก็สัมพันธ์กับคำนี้ว่า ภิกษุเมื่ออยู่ในเสนาสนะ.
               จริงอยู่ ในคำว่า วุฏฺฐวสฺสานํ นี้มีใจความดังนี้ว่า อยู่ในเสนาสนะทั้งหลาย ของพวกภิกษุผู้อยู่จำพรรษาแล้ว.               มีคำอธิบายว่า ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งอยู่ภายในแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เห็นปานนี้.
               ลักษณะแห่งป่า ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วในวรรณนาแห่งอทินนาทาน.
               ส่วนความแปลกกันดังต่อไปนี้ :-
              ถ้าว่า วัดมีเครื่องล้อม พึงวัดตั้งแต่เสาเขื่อนแห่งบ้านซึ่งมีเครื่องล้อม และจากสถานที่ควรล้อมแห่งบ้านที่ไม่ได้ล้อมไป จนถึงเครื่องล้อมวัด. ถ้าเป็นวัดที่ไม่ได้ล้อม, สถานที่ใดเป็นแห่งแรกเขาทั้งหมด จะเป็นเสนาสนะก็ดี โรงอาหารก็ดี สถานที่ประชุมประจำก็ดี ต้นโพธิ์ก็ดี เจดีย์ก็ดี, ถ้าแม้นมีอยู่ห่างไกลจากเสนาสนะ พึงวัดเอาที่นั้นให้เป็นเขตกำหนด.
          ถ้าแม้นว่า มีหมู่บ้านอยู่ใกล้, พวกภิกษุอยู่ที่วัด ย่อมได้ยินเสียงของพวกชาวบ้าน, แต่ไม่อาจจะไปทางตรงได้ เพราะมีภูเขาและแม่น้ำเป็นต้นกั้นอยู่. และทางใดเป็นทางตามปกติของบ้านนั้น ถ้าแม้นจะต้อง โดยสารไปทางเรือ, ก็พึงกำหนดเอาที่ห้าร้อยชั่วธนู จากบ้านโดยทางนั้น. แต่ภิกษุใดปิดกั้นหนทางในที่นั้นๆ เพื่อยังบ้านใกล้ให้ถึงพร้อมด้วยองค์. ภิกษุนี้ พึงทราบว่า ผู้ขโมยธุดงค์.
               บท ว่า สาสงฺกสมฺมตานิ แปลว่า รู้กันว่า เป็นที่มีรังเกียจ. อธิบายว่า เขารู้กันแล้วอย่างนั้น.
               แต่ในบทภาชนะ เพื่อจะทรงแสดงการณ์เป็นเหตุให้เสนาสนะเหล่านั้นเป็นที่รู้กันว่า เป็นที่มีรังเกียจ จึงตรัสคำมีว่า อาราเม อารามูปจาเร เป็นต้น. เสนาสนะที่เป็นไปกับด้วยภัยเฉพาะหน้า
               ชื่อว่า สปฏิภยะ (มีภัยเฉพาะหน้า). อธิบายว่า มีภัยร้ายแรงชุกชุม.
               แต่ในบทภาชนะ เพื่อทรงแสดงการณ์เป็นเหตุให้เสนาสนะเหล่านั้นเป็นที่มีภัยจำเพาะหน้า จึงตรัสคำว่า อาราเม อารามูปจาเร เป็นต้น.
               ข้อว่า สมนฺตา โคจรคาเม นิกฺขิเปยฺย มีความว่า เมื่อมีองค์ครบพึงเก็บไว้ ในโคจรคามที่ตนพอใจ ในทุกทิศาภาคโดยรอบแห่งเสนาสนะ
               ในเสนาสนะป่านั้น มีองคสมบัติดังต่อไปนี้ :-
           ภิกษุเข้าพรรษาในวันเข้าพรรษาแรก ปวารณาในวันมหาปวารณา, นี้เป็นองค์อันหนึ่ง. ถ้าภิกษุเข้าพรรษาในวันเข้าพรรษาหลังก็ดี มีพรรษาขาดก็ดี ย่อมไม่ได้เพื่อจะเก็บไว้. เป็นเดือน ๑๒ เท่านั้น,  นี้เป็นองค์ที่ ๒. นอกจากเดือน ๑๒ ไป ย่อมไม่ได้เพื่อจะเก็บ.เป็นเสนาสนะที่ประกอบด้วยประมาณอย่างต่ำ ๕๐๐ ชั่วธนูเท่านั้น, นี้เป็นองค์ที่ ๓. ในเสนาสนะที่มีขนาดหย่อน หรือมีขนาดเกินคาวุตไป ย่อมไม่ได้ (เพื่อจะเก็บไว้).
               จริงอยู่ ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตแล้วอาจเพื่อกลับมาสู่วัดทันเวลาฉัน ในเสนาสนะใด, เสนาสนะนั้น ทรงประสงค์เอาในสิกขาบทนี้.
               แต่ภิกษุผู้รับนิมนต์ไว้ไปสิ้นทางกึ่งโยชน์บ้าง โยชน์หนึ่งบ้าง แล้วกลับมาเพื่อจะอยู่. ที่นี้ไม่ใช่ประมาณ. เป็นเสนาสนะมีความรังเกียจ และมีภัยเฉพาะหน้าเท่านั้น, นี้เป็นองค์ที่ ๔.
               จริงอยู่ ภิกษุผู้อยู่ในเสนาสนะ ไม่มีความรังเกียจ ไม่มีภัยเฉพาะหน้า แม้ประกอบด้วยองค์ก็ไม่ได้ เพื่อจะเก็บไว้ ฉะนี้แล.
               สอง บท ว่า อญฺญตฺร ภิกฺขุสมฺมติยา มีความว่า เว้นไว้แต่โกสัมพิกสมมติ ที่ทรงอนุญาตไว้ในอุทโทสิตสิกขาบท. ก็ถ้าว่า มีภิกษุได้สมมตินั้นไซร้, จะอยู่ปราศจากเกิน ๖ ราตรีไปก็ได้.
            คำว่า ปุน คามสีมํ โอกฺกมิตฺวา มีความว่า ถ้ามีเสนาสนะอยู่ทางทิศตะวันออกจากโคจรคาม และภิกษุนี้จะไปยังทิศตะวันตก, เธอไม่อาจจะมายังเสนาสนะให้ทันอรุณที่ ๗ ขึ้น แวะลงสู่แม้คามสีมาพักอยู่ในสภาหรือในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ทราบข่าวคราวแห่งจีวรแล้วจึงหลีกไป ควรอยู่. ภิกษุผู้ไม่อาจอย่างนั้น พึงยืนอยู่ในที่ที่ตนไปแล้วนั้นนั่นแล ปัจจุทธรณ์ (ถอน) เสีย. 
            จีวรจักตั้งอยู่ ในฐานแห่งอติเรกจีวร ฉะนี้แล.                                   คำที่เหลือในสิกขาบทนี้ ตื้นทั้งนั้นแล.
            สิกขาบทนี้มีกฐินเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้นทางกายกับวาจา ๑ ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นอกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ดังนี้แล.
สาสังกสิกขาบท จบ.

นิสสัคคิยกัณฑ์ วรรคที่ ๓ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๙ ว่าด้วย เสนาสนะป่าเป็นที่มีรังเกียจพระวินัยปิฎก เล่ม ๒ มหาวิภังค์ ทุติยภาค

เรื่องภิกษุหลายรูป
[๑๖๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายออกพรรษาแล้วยังยับยั้งอยู่ใน เสนาสนะป่า. พวกโจรเดือน ๑๒ เข้าใจว่า ภิกษุทั้งหลายได้ลาภแล้ว จึงพากันเที่ยวปล้น. ภิกษุ ทั้งหลายได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
 ทรงอนุญาตให้เก็บจีวรไว้ในละแวกบ้าน
 ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่ ในเสนาสนะป่า เก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้านได้. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่ใน เสนาสนะป่า เก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้านได้, จึงเก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ใน ละแวกบ้าน แล้วอยู่ปราศเกิน ๖ คืน. จีวรเหล่านั้น หายบ้าง ฉิบหายบ้าง ถูกไฟไหม้บ้าง ถูกหนูกัดบ้าง. ภิกษุทั้งหลายมีแต่ผ้าไม่ดี มีแต่จีวรปอน, จึงถามกันขึ้นอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย เพราะเหตุใด พวกท่านจึงมีแต่ผ้าไม่ดี มีแต่จีวรปอน?
 ครั้นแล้วภิกษุเหล่านั้นได้แจ้งเรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย. บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุทั้งหลายจึงเก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้านแล้วอยู่ปราศเกิน ๖ คืนเล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
             ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกภิกษุเก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้าน แล้วอยู่ปราศเกิน ๖ คืน จริงหรือ?
             ภิกษุทั้งหลาย ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
ทรงติเตียน
 พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้เก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้าน แล้วอยู่ปราศเกิน ๖ คืน เล่า? การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่ เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว, โดยที่แท้ การกระทำของภิกษุ โมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็น อย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว. 
ทรงบัญญัติสิกขาบท  
 พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยาย ดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่ง  ความ เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การ ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย, ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่ เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า 
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจ ประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑.
               ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
พระบัญญัติ
  ๔๘. ๙. อนึ่ง ภิกษุจำพรรษาแล้ว จะอยู่ในเสนาสนะป่า ที่รู้กันว่าเป็นที่มี รังเกียจ มีภัยจำเพาะหน้า ตลอดถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒, ปรารถนาอยู่ พึงเก็บจีวร ๓ ผืนๆ ใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้านได้. และปัจจัยอะไรๆ เพื่อจะอยู่ปราศจากจีวรนั้นจะพึงมีแก่ภิกษุนั้น, ภิกษุนั้นพึงอยู่ปราศจากจีวรนั้นได้ ๖ คืนเป็นอย่างยิ่ง, ถ้าเธออยู่
ปราศยิ่งกว่านั้น เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เรื่องภิกษุหลายรูป จบ.
สิกขาบทวิภังค์
             [๑๖๖] บทว่า อนึ่ง ... จำพรรษาแล้ว คือ ภิกษุออกพรรษาแล้ว. วันเพ็ญเดือน ๑๒ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ตรงกับวันปุรณมีดิถีเป็นที่เต็ม ๔ เดือน ในกัตติกมาส.
             คำว่า เสนาสนะป่า เป็นต้น ความว่า เสนาสนะที่ชื่อว่า ป่านั้นมีระยะไกล ๕๐๐ ชั่วธนู เป็นอย่างน้อย.
             ที่ชื่อว่า เป็นที่รังเกียจ คือ ในอาราม อุปจารแห่งอาราม มีสถานที่อยู่ ที่กิน ที่ยืน ที่นั่ง ที่นอน ของพวกโจรปรากฏอยู่.
             ที่ชื่อว่า มีภัยเฉพาะหน้า คือ ในอาราม อุปจารแห่งอาราม มีมนุษย์ถูกพวกโจร ฆ่า ปล้น ทุบตี ปรากฏอยู่.
             คำว่า ภิกษุ  จะอยู่ในเสนาสนะป่า  ความว่า ภิกษุจะยับยั้งอยู่ในเสนาสนะเห็นปานนั้น.
             บท ว่า ปรารถนาอยู่ คือ พอใจอยู่.
             คำว่า จีวร ๓ ผืนๆ ใดผืนหนึ่ง ได้แก่ ผ้าสังฆาฏิ ผ้าอุตราสงค์ หรือผ้าอันตรวาสก.
             คำว่า พึงเก็บ ... ไว้ในละแวกบ้านได้ คือ พึงเก็บไว้ในโคจรคามโดยรอบได้.
             คำว่า และปัจจัยอะไรๆ เพื่อจะอยู่ปราศจากจีวรนั้น จะพึงมีแก่ภิกษุนั้น คือ มีเหตุ มีกิจจำเป็น.
             คำว่า ภิกษุนั้นพึงอยู่ปราศจากจีวรนั้นได้ ๖ คืนเป็นอย่างยิ่ง ความว่า พึงอยู่ปราศจากได้เพียง ๖ คืนเป็นอย่างมาก.
             บท ว่า เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ คือ ยกเว้นภิกษุผู้ได้รับสมมติ.
             คำว่า ถ้าเธออยู่ปราศยิ่งกว่านั้น ความว่า เมื่ออรุณที่ ๗ ขึ้นมา, จีวรนั้นเป็นนิสสัคคีย์ คือ เป็นของจำต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้นอย่างนี้:-
วิธีเสียสละ   เสียสละแก่สงฆ์
             ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า
             ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า อยู่ปราศแล้วเกิน ๖ คืนเป็นของจำจะสละ เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ. ข้าพเจ้าสละจีวรนี้แก่สงฆ์.
             ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
             ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้เป็นของจำจะสละ. เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว. สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.
เสียสละแก่คณะ 
             ภิกษุรูปนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า
             ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า อยู่ปราศแล้วเกิน ๖ คืน เป็นของจำจะสละเว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ. ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.
             ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ. ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
             ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ.เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว. ท่านทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.
เสียสละแก่บุคคล
             ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า:-
             ท่าน จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า อยู่ปราศแล้วเกิน ๖ คืน เป็นของจำจะสละ เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ. ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน.
             ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ. ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.
บทภาชนีย์   นิสสัคคิยปาจิตตีย์
[๑๖๗] จีวรเกิน ๖ คืน ภิกษุสำคัญว่าเกิน อยู่ปราศ เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
             จีวรเกิน ๖ คืน ภิกษุสงสัย อยู่ปราศ เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
             จีวรเกิน ๖ คืน ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ถึง อยู่ปราศ เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ, เป็นนิสสัคคีย์ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
             จีวรยังไม่ได้ถอน ภิกษุสำคัญว่าถอนแล้ว อยู่ปราศ เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
             จีวรยังไม่ได้สละ ภิกษุสำคัญว่าสละแล้ว อยู่ปราศ เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
             จีวรยังไม่หาย ภิกษุสำคัญว่าหายแล้ว อยู่ปราศ เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
             จีวรยังไม่ฉิบหาย ภิกษุสำคัญว่าฉิบหายแล้ว อยู่ปราศ เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
             จีวรยังไม่ถูกไฟไหม้ ภิกษุสำคัญว่าถูกไฟไหม้แล้ว อยู่ปราศ เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
             จีวรยังไม่ถูกชิงไป ภิกษุสำคัญว่าถูกชิงไปแล้ว อยู่ปราศ เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
             ทุกกฏ จีวรเป็นนิสสัคคีย์ ภิกษุไม่ได้สละ บริโภค, ต้องอาบัติทุกกฏ. จีวรยังไม่ถึง ๖ ราตรี ภิกษุสำคัญว่าเกิน ..., ต้องอาบัติทุกกฏ. จีวรยังไม่ถึง ๖ ราตรี ภิกษุสงสัย ..., ต้องอาบัติทุกกฏ.
             ไม่ต้องอาบัติ จีวรยังไม่ถึง ๖ ราตรี ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ถึง ๖ ราตรี บริโภค, ไม่ต้องอาบัติ.
อนาปัตติวาร
[๑๖๘] ภิกษุอยู่ปราศ ๖ ราตรี ๑, ภิกษุอยู่ปราศไม่ถึง ๖ ราตรี ๑,            ภิกษุอยู่ปราศ ๖ ราตรี  แล้วกลับมายังคามสีมา อยู่แล้วหลีกไป ๑, ภิกษุถอนเสียภายใน ๖ ราตรี ๑, ภิกษุสละให้ไป ๑, จีวรหาย ๑, จีวรฉิบหาย ๑, จีวรถูกไฟไหม้ ๑, จีวรถูกชิงเอาไป ๑, ภิกษุถือวิสาสะ ๑, ภิกษุได้สมมติ ๑, ภิกษุวิกลจริต ๑, ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล.
ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๙ จบ.