Translate

06 พฤศจิกายน 2568

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๕. วิเภทกิวรรค

                        วิเภทกพีชิยเถราปทานที่ ๑ ว่าด้วยผลแห่งการถวายเมล็ดพืชสมอพิเภก
 [๓๑] พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง พระนามว่า กกุสันธะ พระองค์เสด็จหลีกออกจากหมู่ไปสู่ภายในป่า เราถือ เมล็ดพืชเครือเถาเที่ยวมา สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเข้าฌาน อยู่ ณ ระหว่างภูเขา เราเห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นเทพของทวยเทพแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้ถวายเมล็ดพืชแด่พระพุทธเจ้า ผู้เป็นทักขิไณย- บุคคล เป็นนักปราชญ์ ในกัปนี้เอง เราได้ถวายพืชใดในกาลนั้น ด้วยการถวายพืชนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งเมล็ดพืช เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระวิเภทกพีชิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ วิเภทกพีชิยเถราปทาน.
  
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค
๑. วิเภทกพีชิยเถราปทาน
         อรรถกถาวิเภทกิวรรคที่ ๔๕         
         ๔๔๑. อรรถกถาวิเภทิกมิญชิยเถราปทาน๑-
๑- บาลีว่า วิเภทกพีชิยเถราปทาน. 
         พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๔๕ ดังต่อไป 
         อปทานของท่านพระวิเภทิกมิญชิยเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า กกุสนฺโธ มหาวีโร ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พีชมิญฺชมทาสหํ ความว่า เราได้ผ่าผลสมอพิเภกแล้ว ถือเอาเมล็ดในพืชปรุงกับน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ แล.
จบอรรถกถาวิเภทิกมิญชิยเถราปทาน
-----------------------------------------------------   
                        .. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค ๑. วิเภทกพีชิยเถราปทาน จบ.
โกลทายกเถราปทานที่ ๒ ว่าด้วยผลแห่งการถวายพุทรา
 [๓๒] ครั้งนั้น เรานุ่งหนังเสือ ห่มผ้าคากรอง บำเพ็ญวัตรจริยาอย่างหนัก ใกล้อาศรมของเรามีต้นพุทรา ในกาลนั้น พระพุทธเจ้าพระนามว่า สิขี เป็นเอก ไม่มีผู้เสมอสอง ทรงทำโลกให้โชติช่วงอยู่ตลอดกาล ทั้งปวง เสด็จเข้ามายังอาศรมของเรา เรายังจิตของตนให้เลื่อมใส และถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้มีวัตรอันงามแล้ว ได้เอามือทั้งสอง กอบพุทราถวายแด่พระพุทธเจ้า ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวาย พุทราใด ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งการถวายพุทรา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ ทั้งหมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มี อาสวะอยู่ การที่เราได้มายังสำนักของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการ มาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระโกลทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ โกลทายกเถราปทาน.
เวลุวผลิยเถราปทานที่ ๓ ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะตูม
 [๓๓] เราสร้างอาศรมไว้อย่างสวยงาม ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา อาศรมนั้น เกลื่อนกล่นไปด้วยต้นมะตูม เป็นที่รวมหมู่ไม้นานาชนิด เราเห็น ผลมะตูมมีกลิ่นหอมแล้ว ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เรา ทั้งยินดีทั้งสลดใจ เอาผลมะตูมใส่หาบจนเต็ม ได้เข้าไปเฝ้าพระ- พุทธเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ แล้วถวายผลมะตูมสุกแด่พระองค์ ผู้เป็นเนื้อนาบุญ เป็นนักปราชญ์ ด้วยใจอันผ่องใส ในกัปนี้เอง เราได้ถวายผลมะตูมใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลมะตูมนั้น เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายมะตูม เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระเวลุวผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เวลุวผลิยเถราปทาน.
ภัลลาตกทายกเถราปทานที่ ๔ ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกรกฟ้า             
 [๓๔] เราตกแต่งเครื่องลาดที่ทำด้วยหญ้าแล้ว ได้ทูลอาราธนาพระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระฉวีวรรณเหมือนทองคำ มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ผู้ประหนึ่งว่าพระยารังที่กำลังดอกบาน เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด กำลังเสด็จไปทางท้ายป่าใหญ่ว่า ขอพระพุทธเจ้า ทรงโปรดอนุเคราะห์ข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์ปรารถนาจะถวาย ภิกษา พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้อนุเคราะห์ ประกอบ ด้วยพระกรุณา มีพระยศใหญ่ ได้ทรงทราบความดำริของเรา จึง เสด็จแวะที่อาศรมของเรา ครั้นแล้ว พระองค์ได้ประทับบนเครื่อง ลาดที่ทำด้วยหญ้า เราได้หยิบเอาผลไม้รกฟ้ามาถวายแด่พระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด เมื่อเรามองดูอยู่ พระพิชิตมารทรงเสวยในเวลานั้น เรายังจิตให้เลื่อมใสในทานนั้นแล้ว ได้ถวายบังคมพระพิชิตมาร ในกาลนั้น ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้ถวายผลไม้ใด ในกาลนั้น ด้วยการ ถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระภัลลาตกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ ภัลลาตกทายกเถราปทาน.
อุมมาปุปผิยเถราปทานที่ ๕ ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกผักตบ
 [๓๕] ก็ครั้นเมื่อต้นไทรอันเป็นไม้โพธิพฤกษ์ งอกงามสีเขียวขจี เราได้เอา ดอกผักตบมาบูชาไม้โพธิพฤกษ์ ในกัปนี้เอง เราได้บูชาโพธิพฤกษ์ ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา ไม้โพธิพฤกษ์ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระอุมมาปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ อุมมาปุปผิยเถราปทาน.
อัมพาฏกิยเถราปทานที่ ๖ ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกมะกอก
 [๓๖] พระมุนีพระนามว่าเวสสภูผู้อภิชาติ เสด็จเข้าไปสู่ป่ารังซึ่งมีดอกบาน สะพรั่ง ประทับอยู่ที่ซอกเขา เหมือนไกรสรสีหราช ฉะนั้น เรามี จิตผ่องใสโสมนัส เลื่อมใส ได้เอาดอกมะกอกบูชาพระมหาวีรเจ้า ผู้เป็นบุญเขตด้วยมือทั้งสองของตน ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ เอาดอกไม้บูชาใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระอัมพาฏกิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ อัมพาฏกิยเถราปทาน.
สีหาสนิกเถราปทานที่ ๗ ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาสนะทอง
 [๓๗] เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ถวายอาสนะทองแด่พระผู้มีพระภาค พระนามว่าปทุมุตระ ผู้แสวงหาประโยชน์แด่สรรพสัตว์ เราอยู่ใน โลกใดๆ คือ ในเทวโลกหรือมนุษยโลก ในโลกนั้นๆ เราได้ วิมานอันไพบูลย์ นี้เป็นผลของอาสนะทอง บัลลังก์อันสำเร็จด้วย ทองและเงิน สำเร็จด้วยแก้วปทุมราช และสำเร็จด้วยแก้วมณี เกิดแก่เรามากมาย ในกาลทุกเมื่อ เราทำอาสนะไม้โพธิของ พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระแล้ว ได้บังเกิดในสกุลสูง โอ พระธรรมเป็นธรรมดี ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำอาสนะทอง ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งอาสนะทอง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระสีหาสนิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ สีหาสนิกเถราปทาน.
ปาทปิฐิยเถราปทานที่ ๘ ว่าด้วยผลแห่งการถวายตั่งรองเท้า
 [๓๘] พระมหามุนีสัมพุทธเจ้า ผู้ประกอบด้วยพระกรุณา พระนามว่าสุเมธะ ยังสัตว์ให้ข้ามเป็นอันมากแล้ว พระองค์ผู้ทรงพระยศใหญ่ก็ได้เสด็จ นิพพาน เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ใช้ให้คนทำตั่งสำหรับ รองเท้าไว้ที่ใกล้อาสนะทอง ของพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เราทำกุศลกรรมอันมีความสุขเป็นผล มีความสุขเป็นกำไรแล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม ได้ไปสู่ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อเราผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยบุญกรรมอยู่ใน ดาวดึงส์นั้น ตั่งทองย่อมเกิดแก่เราผู้ยกเท้าก้าวไปอยู่ นรชนเหล่า ใดได้การเข้าไปฟังใกล้ๆ ทำสักการะในพระพุทธเจ้าผู้เสด็จนิพพาน แล้ว ได้สุขอันไพบูลย์ นรชนเหล่านั้นได้ลาภดีแล้ว แม้เราก็ได้ สร้างกรรมไว้ดีแล้ว เราทำตั่งสำหรับรองเท้าอันประกอบแล้วในการ ค้าขาย จึงได้ตั่งทอง เราเหยียบไปบนตั่งทองในทิศที่ไปด้วยกิจบาง อย่าง นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม ในกัปที่สามหมื่น เราได้ทำกรรมใด
                        ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งตั่ง สำหรับรองเท้า เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเรา ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
 จบ ปาทปิฐิยเถราปทาน.
เวทิยการกเถราปทานที่ ๙ ว่าด้วยผลแห่งการถวายไพรที
 [๓๙] เราได้สร้างไพรทีอย่างสวยงาม ไว้ที่โพธิพฤกษ์ของพระพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ ซึ่งเป็นไม้สูงสุดกว่าไม้ทั้งหลาย แล้วยังจิต ของตนให้เลื่อมใส เครื่องใช้สอยหลายชนิดเลิศโอฬาร ทั้งที่ทำ เสร็จและยังทำไม่เสร็จ ตกลงมาจากอากาศ นี้เป็นผลแห่งไพรที ในสงครามที่สองฝ่ายประชิดกัน อันน่ากลัว เมื่อเราเข้าไป ก็ไม่ พบสิ่งที่น่าขลาดกลัวเลย นี้เป็นผลแห่งไพรที วิมานอันงดงามและ ที่นอนอันล้นค่า เกิดขึ้นดังจะรู้ความดำริของเรา นี้ก็เป็นผลแห่ง ไพรที ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำไพรทีใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งไพรที เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระเวทิยการกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ เวทิยการกเถราปทาน.
โพธิฆรการกเถราปทานที่ ๑๐ ว่าด้วยผลแห่งการสร้างเรือนไม้โพธิ
 [๔๐] เรามีจิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ใช้คนทำเรือนไม้โพธิของพระผู้ มีพระภาคผู้เป็นใหญ่กว่าสัตว์ผู้คงที พระนามว่าสิทธัตถะ เราเข้าถึง สวรรค์ชั้นดุสิต อยู่ในเรือนแก้ว หนาว ร้อน หรือลม มิได้ถูกต้อง ตัวเราเลย ในกัปที่ ๖๕ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ วิสสุกรรมเทพบุตรได้เนรมิตนครชื่อกาสิกะ ยาว ๑๐ โยชน์ กว้าง ๘ โยชน์ให้เรา ในนครนั้นไม่มีไม้ เครือเถา และดินเลย วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตปราสาทชื่อมงคล ยาวโยชน์หนึ่ง กว้าง ครึ่งโยชน์ ให้เรา เสาปราสาท ๘๔,๐๐๐ ต้น ล้วนเป็นทองคำ พื้นสำเร็จด้วยแก้วมณี หลังคาเป็นเงิน เรือนสำเร็จด้วยทอง นี้ เราได้อยู่ครอบครองมาแล้ว นี้เป็นผลแห่งการให้เรือนเป็นทาน เราได้เสวยผลทั้งปวงนั้น ในภพทั้งที่เป็นของเทวดาและมนุษย์ วันนี้เราบรรลุนิพพานอันเป็นบทสงบระงับ ไม่มีบทใดจะยิ่งกว่า ในกัปที่สามหมื่น เราได้ให้ทำเรือนโพธิพฤกษ์ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งการให้เรือนเป็นทาน เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระโพธิฆรการกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ โพธิฆรการกเถราปทาน.
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
            ๑. วิเภทกิพีชิยเถราปทาน ๖. อัมพาฏกิยเถราปทาน
            ๒. โกลทายกเถราปทาน ๗. สีหาสนิกเถราปทาน
            ๓. เวลุวผลิยเถราปทาน ๘. ปาทปิฐิยเถราปทาน
            ๔. ภัลลาตกทายกเถราปทาน ๙. เวทิยการกเถราปทาน
            ๕. อุมมาปุปผิยเถราปทาน ๑๐. โพธิฆรการกเถราปทาน
            ในวรรคนี้ บัณฑิตได้ภาษิตคาถาไว้คำนวณได้ ๗๙ คาถา.
จบ วิเภทกิวรรคที่ ๔๕

05 พฤศจิกายน 2568

02/มหาภารตะ ตอนที่ - การเดินทางแสวงบุญของปาณฑพไปยังกุรุเกษตรอันศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับโลมาสะ

  
   มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933
ศาสนาฮินดู ปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ...
" โลมาสากล่าวว่า
               “ข้าแต่พระราชา! บัดนี้ พระผู้เป็นเจ้าแห่งสัตว์โลกในอดีตกาลได้ทรงประกอบพิธีบูชาด้วยพระองค์เอง เรียกว่าพิธีอิศติกฤตซึ่งกินเวลานานหนึ่งพันปี ส่วนอมวาริศะ โอรสของนภคะได้ประกอบพิธีบูชาใกล้ แม่น้ำ ยมุนาเมื่อทรงประกอบพิธีบูชา ณ ที่นั้นแล้ว พระองค์ได้พระราชทานปัทมะ (เหรียญทอง) จำนวน ๑๐ เหรียญ แก่เหล่าปุโรหิตที่ปรนนิบัติอยู่ และทรงได้รับความสำเร็จสูงสุดด้วยการบูชาและบำเพ็ญตบะ
 โอรสของ พระกุนตี ! นี่คือสถานที่ที่ พระยา ยาตี พระราชโอรสของพระนหุษะผู้ทรงอำนาจอันหาประมาณมิได้ ผู้ทรงดำรงชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ ทรงประกอบพิธีบูชายัญ พระองค์ได้ทรงแข่งขันกับพระอินทร์และทรงประกอบพิธีบูชายัญ ณ ที่นี้ จงดูเถิดว่าพื้นดินเต็มไปด้วยสถานที่สำหรับจุดไฟบูชายัญในรูปแบบต่างๆ และแผ่นดินดูเหมือนจะทรุดตัวลง ณ ที่นี้ภายใต้แรงกดดันจากพระราชกรณียกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของพระยายาตี
               นี่คือ ต้น ซามิซึ่งมีใบเพียงใบเดียว และนี่คือทะเลสาบอันประเสริฐสุด จงดูทะเลสาบแห่งปรศุรามและอาศรมของพระนารายณ์เถิด โอ้ ผู้พิทักษ์ผืนแผ่นดิน! นี่คือเส้นทางที่พระโอรส ของ พระริชิกาผู้ทรงพลังอันหาประมาณมิได้ เสด็จดำเนินไปบนผืนแผ่นดิน ฝึกฝน พิธีกรรม โยคะในแม่น้ำราวปยา
               โอ้ ความยินดีของเผ่ากุรุ ! จงฟังสิ่งที่ หญิง ปิศาจ (นางผี) ที่ถูกประดับด้วยสากเป็นเครื่องประดับ กล่าว (แก่ หญิง พราหมณ์ ) ขณะที่ฉันกำลังท่องตารางลำดับวงศ์ตระกูลอยู่นี้
 (นางกล่าวว่า) “เมื่อท่านได้กินนมเปรี้ยวในยุคันธาระและอาศัยอยู่ที่อชุตัสถลา และอาบน้ำในภูติลา แล้ว ท่านก็ควรอาศัยอยู่กับบุตรชายของท่าน เมื่อท่านได้ผ่านคืนหนึ่งที่นี่แล้ว หากท่านจะพักคืนที่สอง เหตุการณ์ในคืนนั้นจะต่างไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านในเวลากลางวัน โอ้ ผู้เที่ยงธรรมที่สุดใน เผ่า ภารตะ ! วันนี้เราจะพักค้างคืน ณ จุดนี้เอง โอ้ ลูกหลานแห่งเผ่าภารตะ! นี่คือธรณีประตูของทุ่งกุรุ”
 ข้าแต่พระราชา! ณ ที่แห่งนี้เอง พระยายาตี พระโอรสของพระนหุชา ทรงประกอบพิธีบูชายัญ และถวายอัญมณีมากมาย พระอินทร์ทรงพอพระทัยในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น ณ ที่แห่งนี้คือสถานที่อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์อันเลิศล้ำบนแม่น้ำยมุนา รู้จักกันในชื่อว่าพลักษวตารณา (การเสด็จลงมาจากต้นไทร) เหล่าผู้มีปัญญาอันสูงส่งเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าทางเข้าสู่สวรรค์ ข้าแต่พระราชาผู้ทรงเกียรติ! ณ ที่แห่งนี้ หลังจากประกอบพิธีบูชายัญของพระ ราชา สรัสวตะและใช้หลักบูชายัญเป็นสาก เหล่านักบุญชั้นสูงได้ประกอบพิธีจุ่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ตามที่กำหนดไว้ในตอนท้ายของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
 โอ้ กษัตริย์! พระเจ้าภารตะทรงประกอบพิธีบูชายัญ ณ ที่นี้ เพื่อเฉลิมฉลองการบูชายัญม้า พระองค์จึงทรงปล่อยม้าซึ่งเป็นเหยื่อที่ตั้งใจไว้ ณ ที่นี้ กษัตริย์องค์นั้นทรงชนะอธิปไตยของโลกด้วยธรรม ม้าหรือ? พระองค์ได้ทรงปล่อยม้าไปหลายครั้ง เพราะมีสีดำสลับกับสีตาหมากรุก โอ้ เสือในหมู่มนุษย์! ณ ที่นี้เองที่พระมารุตตะ ซึ่ง สัมวรรตตะ ผู้นำของเหล่านักบุญ ได้ทรงคุ้มครองทรงทำพิธีบูชายัญอันวิเศษได้สำเร็จ โอ้ กษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งหลาย! เมื่อทรงอาบน้ำ ณ ที่นี้แล้ว ย่อมสามารถเห็นโลกทั้งมวล และชำระล้างบาปกรรมได้ ฉะนั้น พระองค์จงอาบน้ำ ณ ที่นี้เถิด
               ไวสัมปยาณกล่าวว่า “คราวนั้น บุตรของ ปาณฑุผู้ควรสรรเสริญที่สุดก็อาบน้ำร่วมกับพี่น้องของพระองค์ ขณะที่เหล่านักบุญผู้ยิ่งใหญ่กำลังกล่าวคำสรรเสริญพระองค์”
               และท่านได้กล่าวถ้อยคำต่อไปนี้แก่โลมาสาว่า
               'โอท่านผู้ซึ่งพลังของท่านอยู่ที่ความจริงแท้! ด้วยคุณธรรมแห่งการบำเพ็ญธรรมนี้ ข้าพเจ้าจึงมองเห็นโลกทั้งมวล และจากที่นี่ ข้าพเจ้าเห็นอรชุน ผู้สมควรได้รับคำสรรเสริญมากที่สุดในบรรดาโอรสของปาณฑุ ผู้ขี่ม้าขาว
               'โลมาสะกล่าวว่า
 “ข้าแต่พระผู้ทรงฤทธิ์! เหล่าวิสุทธิชนชั้นสูงทั้งหลายย่อมเห็นดินแดนทั้งปวงเช่นนี้ จงดูพระสรัสวดี ผู้ศักดิ์สิทธิ์นี้ ณ ที่นี้ ท่ามกลางผู้คนที่ถือกันว่าเป็นที่พักพิงอันเดียว โอ้ บุรุษผู้ควรแก่การสรรเสริญยิ่ง! เมื่อได้อาบน้ำ ณ ที่นี้แล้ว ท่านจะพ้นจากบาปทั้งปวง โอ้ บุตรของกุนตี! ณ ที่นี้ เหล่าวิสุทธิชนชั้นสูงได้ประกอบพิธีบูชายัญของพระราชาสรัสวดี และวิสุทธิชนและพระราชาผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายก็กระทำเช่นเดียวกัน นี่คือแท่นบูชาของพระผู้เป็นเจ้า มีพื้นที่ห้าโยชน์โดยรอบ และนี่คือท้องทุ่งของเหล่ากุรุผู้โอ่อ่าตระการตา ซึ่งทรงนิยมประกอบพิธีบูชายัญ”
               " โลมาสากล่าวว่า
               “โอรสแห่ง วงศ์ ภารตะ ! หากมนุษย์สิ้นลมหายใจ ณ ที่แห่งนี้ พวกเขาจะไปสู่สวรรค์ โอ้พระราชา! มีคนนับพันนับพันมาตาย ณ ที่แห่งนี้
               ทักษะ ได้กล่าวคำอวยพร ณ ที่นี้ขณะที่เขากำลังประกอบพิธีบูชายัญที่นี่ (ด้วยถ้อยคำเหล่านี้)
               “บุรุษผู้ใดก็ตามที่ตาย ณ จุดนี้ จะได้รับตำแหน่งในสวรรค์”
 นี่คือแม่น้ำสรัสวดี อันศักดิ์สิทธิ์และงดงาม เปี่ยมล้นด้วยน้ำ และที่นี่ โอ้ พระผู้เป็นเจ้าแห่งมนุษย์ คือสถานที่ที่เรียกว่าวินาสนะหรือสถานที่ที่พระสรัสวดีหายไป นี่คือประตูสู่อาณาจักรนิษฐาและด้วยความเกลียดชังต่อพวกเขา พระสรัสวดีจึงเสด็จลงสู่ผืนดิน เพื่อมิให้พระนิษฐาเห็นนาง ที่นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของจโมโศภท ซึ่งพระสรัสวดีปรากฏแก่พวกเขาอีกครั้ง และ ณ ที่นี้ แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ไหลลงสู่ทะเลมาบรรจบกับนาง
 โอ้ผู้พิชิตศัตรู ณ ที่แห่งนี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่รู้จักกันในชื่อสินธุซึ่งพระนางโลปมุทระทรงรับพระมหาฤๅษีอกัสตยะเป็นพระเจ้า และโอ้ ผู้ทรงรัศมีดุจดังดวงตะวัน ณ ที่แห่งนี้คือพระตีรถ ศักดิ์สิทธิ์ ที่เรียกว่าประภาสะซึ่งเป็นสถานที่โปรดปรานของพระอินทร์และชำระล้างบาปทั้งปวง ที่นั่นมองเห็นดินแดนของพระวิษณุปาท และที่นี่คือแม่น้ำ วิปัสสนาอันศักดิ์สิทธิ์และ น่ารื่นรมย์ วสิ ษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ได้หลั่งไหลลงมาในลำธารสายนี้ หลังจากมัดพระวรกายไว้ และเมื่อพระองค์โผล่พ้นน้ำขึ้นมา พระองค์ก็ไร้พันธนาการอีกต่อไป
 ดูเถิด ข้าแต่พระราชา พร้อมด้วยพี่น้องของพระองค์ ณ แคว้นกัสมีรา อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเหล่าฤๅษีผู้ศักดิ์สิทธิ์มักไปเยี่ยมเยียน ณ ที่นี้ โอ้ วงศ์ตระกูลภารตะ เป็นสถานที่ซึ่งการประชุมเกิดขึ้นระหว่างพระอัคนีและฤๅษีกัสยปะและระหว่าง พระโอรสของ นหุษะกับฤๅษีแห่งทิศเหนือ และ โอ้ เจ้าชายผู้ยิ่งใหญ่ โน้นคือประตูของมนัสสโรวร ท่ามกลางภูเขานี้พระราม ได้เปิดช่องว่าง และที่นี่ โอ้ เจ้าชายผู้มีฤทธิ์ซึ่งไม่อาจหวั่นไหว คือแคว้นวาติขันธ์อันเลื่องชื่อ ซึ่งแม้จะอยู่ติดกับประตูของวิเทหะแต่ก็ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ
 และโอ เหล่าโคในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย มีสิ่งที่น่าทึ่งยิ่งอีกประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนี้ กล่าวคือ ในวันสิ้นยุคทุกยุคศิวะ ผู้มีพลังที่จะเปลี่ยนรูปร่างได้ตามต้องการ จะปรากฏกายพร้อมกับ พระอุมาและเหล่าบริวาร ในทะเลสาบโนนเดอร์ ผู้คนที่ปรารถนาจะรักษาสวัสดิภาพของครอบครัว ย่อมเอาใจด้วยการบูชายัญผู้ถือธนูใหญ่ปินกะในเดือนไจตราบุคคลผู้มีความศรัทธาที่สามารถควบคุมกิเลสได้ ประกอบพิธีชำระล้างในทะเลสาบแห่งนี้ ย่อมพ้นจากบาป และบรรลุถึงแดนศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ต้องสงสัย
 ณ ที่นี้คือพระ ตีรถ ศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่าอุชชานากะซึ่งพระฤๅษีวสิษฐะพร้อมด้วยพระมเหสีอรุณธตีและพระฤๅษียาวกรี ได้บรรลุความสงบสุข ณ ที่นั้น คือทะเลสาบเกาสวะ ซึ่งดอกบัวที่เรียกว่าเกาเสยะได้เติบโต และ ณ ที่นี้ยังมีฤๅษี รุกมินีอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพระนางได้บรรลุความสงบสุข หลังจากเอาชนะกิเลสตัณหาอันชั่วร้ายและความโกรธนั้นได้
 ข้าแต่เจ้าชาย ข้าพระองค์คิดว่าพระองค์ทรงได้ยินเรื่องเกี่ยวกับบุรุษผู้บำเพ็ญสมาธิภฤกุตุงคะ เบื้องหน้าพระองค์มียอดเขาสูงตระหง่าน โอ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เบื้องหน้าพระองค์มีวิษณุธารศักดิ์สิทธิ์ที่ชำระล้างบาปทั้งปวงของมนุษย์ น้ำในธารนี้ใสเย็นยิ่งนัก และนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ใช้น้ำนี้อย่างมากมาย โอ เจ้าชาย ขอทรงทอดพระเนตรแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ชลและอุปชลทั้งสองฟากฝั่งของแม่น้ำยมุนา
 โดยการถวายเครื่องบูชา ณ ที่นี้ พระเจ้าอุสินาราทรงยิ่งใหญ่กว่าพระอินทร์เสียอีก และข้าแต่พระยาภรต ปรารถนาจะทดสอบคุณงามความดีของพระอุสินาราและประทานพรให้พระองค์ พระอินทร์และพระอัคนีจึงมาปรากฏตัว ณ ลานถวายเครื่องบูชาของพระองค์ พระอินทร์ทรงมีรูปร่างเหมือนเหยี่ยว และพระอัคนีทรงมีรูปร่างเหมือนนกพิราบ จึงเสด็จเข้าไปเฝ้าพระราชาองค์นั้น นกพิราบด้วยความกลัวเหยี่ยว จึงบินโฉบลงบนพระนาภีของพระราชา ทูลขอความคุ้มครองจากพระองค์
               (" โลมาสะกล่าว) เหยี่ยวกล่าวว่า
 กษัตริย์ทั้งมวลในโลกนี้ต่างยกย่องท่านในฐานะผู้ปกครองที่เคร่งครัดในศีลธรรม เหตุใดเล่า ท่านผู้เป็นเจ้าชายจึงหยุดกระทำการอันมิได้รับอนุญาตตามพระราชกฤษฎีกา? ข้าพเจ้าอดอยากหิวโหยยิ่งนัก ท่านมิได้ยักยอกสิ่งที่พระเจ้ากำหนดไว้เป็นอาหารของข้าพเจ้าไปจากข้าพเจ้าหรือ? โดยเข้าใจว่าการกระทำเช่นนี้เป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ท่านกลับละทิ้งมัน (ด้วยการอุทิศตนให้กับการกระทำนี้)
               จากนั้นพระราชาจึงตรัสว่า
 “โอ้ เหล่านกผู้ประเสริฐที่สุดแห่งวงศ์วาน เกรงกลัวท่านและปรารถนาจะหลุดพ้นจากมือ ท่าน นกตัวนี้รีบร้อนเข้ามาหาข้าพเจ้าเพื่อขอชีวิต เมื่อนกพิราบตัวนี้แสวงหาความคุ้มครองจากข้าพเจ้าเช่นนี้ เหตุใดท่านจึงไม่เห็นคุณค่าอันสูงสุด แม้ข้าพเจ้าจะไม่ยอมมอบมันให้แก่ท่านก็ตาม และมันก็สั่นสะท้านด้วยความกลัว หวาดกลัว และกำลังแสวงหาชีวิตจากข้าพเจ้า ฉะนั้น การละทิ้งมันจึงเป็นความผิดอย่างแน่นอน ผู้ใดฆ่าพราหมณ์ ผู้ใดฆ่าวัว ซึ่งเป็นมารดาของโลกทั้งมวล และผู้ใดละทิ้งผู้ที่แสวงหาความคุ้มครอง ล้วนมีบาปเท่ากัน”
               แล้วเหยี่ยวก็ตอบว่า
 ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าแห่งผืนแผ่นดิน สรรพสัตว์ทั้งหลายดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหาร และด้วยอาหารนั้นเองที่หล่อเลี้ยงและค้ำจุนพวกเขา มนุษย์สามารถมีอายุยืนยาวได้ แม้หลังจากละทิ้งสิ่งที่รักที่สุดไปแล้ว แต่ไม่อาจดำรงอยู่ได้หากละเว้นจากอาหาร เมื่อขาดอาหาร ชีวิตของข้า ข้าแต่ผู้ปกครองมนุษย์ ย่อมต้องละทิ้งร่างกายนี้ไป และจะเข้าถึงดินแดนที่ไม่รู้จักความทุกข์ยากเช่นนี้ แต่ข้าแต่พระราชาผู้ทรงธรรม เมื่อข้าสิ้นชีวิต ภรรยาและบุตรของข้าจะต้องพินาศอย่างแน่นอน และด้วยการปกป้องนกพิราบตัวเดียวนี้
 โอ้เจ้าชาย ท่านมิได้ปกป้องชีวิตมากมายนัก คุณธรรมที่ขวางกั้นคุณธรรมอื่นนั้น ย่อมไม่ใช่คุณธรรมเลย แต่แท้จริงแล้วคืออธรรมแต่ข้าแต่พระราชา ผู้ทรงฤทธานุภาพประกอบด้วยความจริง คุณธรรมนั้นสมควรแก่พระนามซึ่งไม่ขัดแย้งกัน หลังจากทรงตั้งการเปรียบเทียบคุณธรรมที่ขัดแย้งกัน และชั่งน้ำหนักคุณธรรมของพวกมันแล้ว ข้าแต่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์ควรทรงยอมรับสิ่งที่ไม่ขัดแย้งกัน
               ฉะนั้น พระองค์ทรงรักษาสมดุลระหว่างคุณธรรมต่างๆ ไว้ได้ และทรงรับเอาสิ่งที่เหนือกว่ามาใช้หรือไม่
               เมื่อได้ยินดังนั้น พระราชาจึงตรัสว่า
               “โอ้ นกผู้วิเศษยิ่งนัก เมื่อท่านกล่าวถ้อยคำอันเปี่ยมด้วยคุณธรรมมากมาย ข้าพเจ้าจึงสงสัยว่าท่านคือสุปรณะราชาแห่งนก ข้าพเจ้าไม่ลังเลเลยที่จะประกาศว่าท่านมีความรู้แจ้งในคุณธรรมอย่างถ่องแท้ เมื่อท่านกล่าวถ้อยคำอันน่าพิศวงเกี่ยวกับคุณธรรม ข้าพเจ้าคิดว่าไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับคุณธรรมที่ท่านไม่รู้”
 แล้วท่านทั้งหลายจะถือว่าการละทิ้งบุคคลหนึ่งเพื่อแสวงหาความช่วยเหลือนั้นเป็นคุณธรรมได้อย่างไรเล่า? ความพยายามของท่านในเรื่องนี้ ข้าแต่พระผู้ครองฟ้า ล้วนแต่แสวงหาอาหาร กระนั้น ท่านยังจะบรรเทาความหิวโหยของท่านด้วยอาหารชนิดอื่นที่อุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่านั้นได้ ข้าพเจ้ายินดีอย่างยิ่งที่จะจัดหาอาหารทุกชนิดที่ท่านเห็นว่ามีรสชาติดีที่สุดให้แก่ท่าน ไม่ว่าจะเป็นวัว หมูป่า กวาง หรือควายก็ตาม
               จากนั้นเหยี่ยวก็พูดว่า
 “ข้าแต่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาจะกินเนื้อหมูป่า วัว หรือสัตว์ต่างๆ ข้าพระองค์จะกินเนื้ออื่นใดอีกเล่า? ฉะนั้น โอ วัวผู้ในหมู่กษัตริย์ทั้งหลายจงทิ้งนกพิราบตัวนี้ไว้กับข้าพระองค์เถิด ซึ่งสวรรค์ได้ทรงสถาปนาไว้เป็นอาหารของข้าพระองค์ในวันนี้ โอ ผู้ปกครองแผ่นดิน เหยี่ยวกินนกพิราบเป็นเสบียงอันนิรันดร์ โอ เจ้าชาย อย่าได้โอบกอดต้นกล้วยไว้เป็นเครื่องค้ำยัน เพราะไม่รู้ว่ามันขาดกำลัง”
               กษัตริย์ตรัสว่า
 ข้าแต่เจ้าผู้ครองฟ้า ข้ายินดีจะมอบดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ของเผ่าพันธุ์ข้านี้ให้แก่ท่าน หรือสิ่งอื่นใดที่ท่านเห็นว่าพึงปรารถนา ยกเว้นนกพิราบตัวนี้ที่เข้ามาหาข้าเพราะต้องการความคุ้มครอง ข้ายินดีมอบทุกสิ่งที่ท่านต้องการ โปรดบอกข้าว่าข้าต้องทำอย่างไรเพื่อช่วยชีวิตนกตัวนี้ แต่ข้าจะไม่คืนสิ่งนี้ให้ท่านไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น"
               เหยี่ยวกล่าวว่า
 “โอ้ ผู้ปกครองมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ หากท่านมีใจรักนกพิราบตัวนี้ ก็จงตัดเนื้อของท่านเองส่วนหนึ่ง ชั่งน้ำหนักในตาชั่งกับนกพิราบตัวนี้ เมื่อท่านพบว่าเนื้อนั้นมีน้ำหนักเท่ากับนกพิราบตัวนั้นแล้ว จงมอบเนื้อนั้นให้แก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะพอใจ”
               แล้วกษัตริย์ก็ทรงตอบว่า
               “คำขอของท่านนี้ ข้าถือว่ามันเป็นความโปรดปรานแก่ข้า ดังนั้น ข้าจะมอบแม้กระทั่งเนื้อหนังของข้าให้แก่ท่าน โดยชั่งดูด้วยตาชั่ง”
               “โลมาสา กล่าวว่า
 “ข้าแต่พระโอรสผู้เกรียงไกรของพระนางกุนตี พระราชาผู้ทรงคุณธรรมยิ่งตรัสดังนี้แล้ว จึงตัดเนื้อส่วนของตนบางส่วนไปชั่งกับนกพิราบ ครั้นเมื่อเห็นว่านกพิราบตัวนั้นมีน้ำหนักเกินเนื้อ จึงตัดเนื้อส่วนอื่นมาชั่งรวมกับเนื้อนกพิราบ เมื่อชั่งเนื้อส่วนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเนื้อบนกายหมดสิ้นแล้ว พระองค์ก็ทรงขึ้นชั่งโดยปราศจากเนื้อเลย
                "เหยี่ยวจึงกล่าวว่า
 ข้าแต่พระอินทร์กษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรม และนกพิราบตัวนี้ก็คือพระอัคนีผู้แบกเนยใสสำหรับบูชา พวกเรามายังดินแดนบูชาของพระองค์เพื่อทดสอบคุณงามความดีของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงตัดเนื้อของพระองค์ออกจากร่างกาย เกียรติยศของพระองค์จะรุ่งโรจน์ และจะเหนือกว่าผู้อื่นใดในโลก ตราบเท่าที่มนุษย์จะกล่าวถึงพระองค์ ข้าแต่พระราชาพระสิริของพระองค์จะคงอยู่ตราบนานเท่านาน และพระองค์จะประทับอยู่ในเขตศักดิ์สิทธิ์”
 พระอินทร์ตรัสคำนี้แก่พระราชาแล้วเสด็จขึ้นสวรรค์ ส่วนพระเจ้าอุสินารา ผู้ทรงคุณธรรม ทรงทำให้สวรรค์และโลกเต็มไปด้วยคุณความดีแห่งการบำเพ็ญเพียร เสด็จขึ้นสวรรค์ในรูปร่างอันผ่องใส ข้าแต่พระราชา ณ ที่นี้ เหล่าฤๅษีและเทวดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ พร้อมด้วย พราหมณ์ผู้มีคุณธรรมและจิตใจสูงส่ง ปรากฏอยู่"
                " โลมาสากล่าวว่า
 'ดูเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย สำนักสงฆ์ศักดิ์สิทธิ์ของพระเสวตเกตุบุตรของอุททาลกะผู้มีชื่อเสียงในฐานะผู้เชี่ยวชาญในมนต์ ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งแผ่ขยายไปทั่วโลก สำนักสงฆ์แห่งนี้ประดับประดาด้วยต้นมะพร้าว ณ ที่นี้ พระเสวตเกตุได้เห็นพระแม่สรัสวดีในร่างมนุษย์ และตรัสกับพระนางว่า 'ขอให้ข้าพเจ้ามีวาจาปราศัยเถิด!' ในยุค นั้น พระเสวตเกตุ บุตรของอุททาลกะ และพระอัษฏวัชราบุตรของพระกะโฑะซึ่งยืนอยู่เคียงข้างกันในฐานะอาและหลานชาย ถือเป็นผู้รอบรู้ในศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ดีที่สุด
 พราหมณ์ ทั้งสองผู้เปี่ยมด้วยพลังอันหาที่เปรียบมิได้ ผู้มีความสัมพันธ์ฉันท์ลุงกับหลาน ได้เสด็จไปยังลานบูชายัญของพระเจ้าชนกและได้ปราบวันดินในการโต้เถียงกัน ณ ที่นั้น โอรสของ พระนาง กุนตีจงเคารพสักการะอาศรมศักดิ์สิทธิ์ของพระอัษฏวักกระ พระราชนัดดาของพระองค์ ผู้ที่แม้ยังเยาว์วัย ก็ยังทำให้วันดินจมน้ำตายในแม่น้ำ หลังจากปราบวันดินในการโต้เถียง (วรรณกรรม)
               ยุทธิษฐิระ กล่าวว่า
               “โอ โลมาสะ จงบอกข้าเถิด ถึงพลังอำนาจของบุรุษผู้นี้ ผู้ซึ่งเอาชนะวันดินได้ด้วยวิธีการนี้ เหตุใดเขาจึงเกิดมาเป็นอัษฏวัชรา (ร่างกายแปดส่วนคด)”
               “โลมาสา กล่าวว่า
 'ฤๅษีอุททาลกะมีสาวกคนหนึ่งชื่อ กโหทะ ผู้มีกิเลสตัณหาอันสงบ อุทิศตนรับใช้อาจารย์อย่างสุดกำลัง และได้ศึกษาเล่าเรียนมาเป็นเวลานานพราหมณ์ได้รับใช้อาจารย์มาเป็นเวลานาน อาจารย์เห็นคุณค่าในหน้าที่ของตน จึงให้นางสุชาดา ธิดาของตน แต่งงาน และให้นางเชี่ยวชาญศาสตร์ ทั้ง สี่ นางตั้งครรภ์ ผ่องใสดุจไฟ
               และตัวอ่อนก็พูดกับพ่อขณะกำลังอ่านหนังสือ
 “โอ้ คุณพ่อครับ ท่านอ่านมาทั้งคืนแล้ว แต่ (ในบรรดาทั้งหมดนั้น) การอ่านของท่านดูไม่ถูกต้องสำหรับผม แม้แต่ตอนที่ผมยังเป็นทารก ผมก็ยังเชี่ยวชาญศาสตร์และพระเวทพร้อมทั้งแขนงต่างๆ ด้วยพระคุณของท่าน ผมขอพูดว่า โอ้ คุณพ่อครับ สิ่งที่ออกมาจากปากของท่านนั้นไม่ถูกต้อง”
               มหาฤๅษีถูกดูหมิ่นต่อหน้าเหล่าสาวก จึงโกรธและสาปแช่งบุตรที่อยู่ในครรภ์ว่า
               “เพราะท่านพูดอย่างนี้แม้ในครรภ์ ดังนั้น ท่านจึงจะถูกแบ่งออกเป็นแปดส่วนของร่างกาย”
               บุตรนั้นเกิดมาคดงอ และฤๅษีผู้ยิ่งใหญ่ก็เป็นที่รู้จักในนามอัษฏวักระ บัดนี้ เขามีลุงชื่อเศวตเกตุ ซึ่งมีอายุเท่ากับเขา
               นางสุชาดาผู้ปรารถนาทรัพย์สมบัติในครรภ์ กำลังทุกข์ทรมานเพราะความเจริญเติบโตของทารก จึงได้ปลอบใจสามีผู้ไม่มีทรัพย์สมบัติ จึงได้บอกสามีนั้นในที่ส่วนตัวว่า
               'ข้าแต่พระมหาปราชญ์ ข้าพระองค์จะจัดการอย่างไรได้ เมื่อครรภ์ครบสิบเดือนแล้ว? ท่านไม่มีสารที่ทำให้ข้าพเจ้าหลุดพ้นจากความจำเป็นได้เมื่อข้าพเจ้าได้รับการคลอดแล้ว”
               พระมเหสีตรัสดังนี้แล้ว กาโฮดาจึงไปหาพระเจ้าชนกเพื่อขอทรัพย์สมบัติ ที่นั่นเขาพ่ายแพ้ในการโต้เถียงต่อพระเจ้าวันดิน พระองค์ทรงรอบรู้ในศาสตร์แห่งการโต้แย้ง และ (ด้วยเหตุนี้) จึงถูกจุ่มลงในน้ำ
               เมื่อทรงทราบว่าบุตรเขยของตนพ่ายแพ้แก่วันดินจนต้องจมน้ำตาย อุททาลกะจึงตรัสกับนางสุชาดาธิดาของตนว่า
               “เจ้าจะต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจากอัษฎาวัคระ”
               ดังนั้นนางจึงรักษาคำปรึกษาของตนไว้ จนกระทั่งเมื่ออัษฎาวรรษเกิดมา จึงไม่ได้ยินเรื่องราวใดๆ เลย และพระองค์ทรงถือว่าอุททาลกะเป็นบิดา และเศวตเกตุเป็นพี่ชาย และเมื่ออัษฎาวรรษอายุสิบสอง พรรษ วันหนึ่งเศวตเกตุได้เห็นอุททาลกะประทับนั่งบนตักบิดา
               แล้วท่านก็ดึงมือเขาไว้และเมื่ออัษฎาวุกเริ่มร้องไห้ ท่านก็บอกเขาว่า
               'มันไม่ใช่ตักของพ่อคุณ'
               การสื่อสารอันโหดร้ายนี้เข้าไปตรงถึงหัวใจของอัษฎาวรรคและทำให้เขาเจ็บปวดอย่างมาก
               แล้วเขาก็กลับบ้านไปถามแม่ว่า
               พ่อของฉันอยู่ไหน?
               ครั้นแล้ว พระนางสุชาดาผู้ถูกถามก็เกิดความทุกข์ร้อนใจเป็นอันมาก เพราะเกรงว่าจะถูกสาป จึงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้พระนางฟัง
               และเมื่อพราหมณ์ได้ฟังทั้งหมดแล้ว ในเวลากลางคืนก็กล่าวแก่เสวตเกตุ ลุงของตนว่า
               “พวกเราจงไปร่วมพิธีบูชายัญของพระเจ้าชนก ซึ่งในนั้นมีสิ่งมหัศจรรย์มากมายให้ชม เราจะได้ฟังการโต้เถียงกันระหว่างพราหมณ์และรับประทานอาหารเลิศรส ความรู้ของพวกเราก็จะยิ่งทวีคูณ การสวดพระเวทศักดิ์สิทธิ์นั้นไพเราะน่าฟังและเปี่ยมไปด้วยพร”
                จากนั้นทั้งสองท่าน คือ ลุงและหลาน ก็ไปร่วมพิธีบูชายัญอันโอ่อ่าของพระเจ้าชนก เมื่อถูกขับไล่ออกจากประตูเมือง พระอัษฏวักรก็ไปพบกษัตริย์และทูลพระองค์ด้วยถ้อยคำต่อไปนี้
               (" โลมาสะกล่าว) “ อัษฎาวัคระกล่าวว่า
               เมื่อไม่ พบ พราหมณ์ระหว่างทาง เส้นทางนั้นเป็นของคนตาบอด คนหูหนวก ผู้หญิง คนแบกสัมภาระ และกษัตริย์ตามลำดับ แต่เมื่อพบพราหมณ์ระหว่างทาง เส้นทางนั้นเป็นของเขาเท่านั้น
               จากนั้นพระราชาจึงตรัสว่า
               “ข้าพเจ้าขอมอบสิทธิพิเศษให้เข้าไป พวกท่านจะเข้าไปอย่างไรก็ได้ตามที่ท่านต้องการ ไฟที่เล็กขนาดนี้ไม่ควรถูกดูหมิ่น แม้แต่พระอินทร์เองก็ยังก้มหัวให้พราหมณ์ ”
               เมื่อได้ยินเช่นนี้ อัชฏวัชราจึงกล่าวว่า
 “ข้าแต่พระราชาผู้ครองเมือง ข้าพระองค์ทั้งหลายมาเพื่อทรงเป็นสักขีพยานในพิธีบูชายัญของพระองค์ และความอยากรู้อยากเห็นของข้าพระองค์ทั้งหลายนั้นยิ่งใหญ่นัก ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ทั้งหลายมาที่นี่ในฐานะแขก ข้าพระองค์ทั้งหลายต้องการพระบัญชาจากพระองค์ให้เข้าไปได้ และข้าแต่พระราชโอรสของพระนางอินทรทุม นะ ข้าพระองค์ทั้งหลายมาเพื่อทรงเห็นพิธีบูชายัญ และเพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าชนกและสนทนากับพระองค์ แต่ผู้คุมของพระองค์ขัดขวางข้าพระองค์ทั้งหลาย และด้วยเหตุนี้ความโกรธของข้าพระองค์จึงแผดเผาข้าพระองค์ราวกับไข้”
               ผู้คุมกล่าวว่า
               “เราทำตามคำสั่งของวันดินฟังสิ่งที่ข้าจะพูด เด็กๆไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาที่นี่ และมีเพียงพราหมณ์ชราผู้รอบรู้เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป”
               อัชฏวัชรา กล่าวว่า
 “หากเป็นเช่นนี้ โอ ผู้พิทักษ์ ประตูนี้เปิดเฉพาะผู้สูงวัยเท่านั้น เราก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปได้ เราแก่แล้ว เราได้รักษาศีลศักดิ์สิทธิ์ และมีพลังจากตำราพระเวท และเราได้รับใช้ผู้บังคับบัญชา และปราบศัตรูของเรากิเลสตัณหา—และยังได้รับความเชี่ยวชาญในความรู้อีกด้วย มีคนกล่าวไว้ว่าแม้แต่เด็กผู้ชายก็ไม่ควรถูกดูหมิ่น—เพราะไฟแม้เพียงเล็กน้อยก็ลุกโชนได้เมื่อถูกสัมผัส
               ผู้คุมตอบว่า
 “โอ้ พราหมณ์หนุ่ม ข้าพเจ้าถือว่าท่านเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ดังนั้นหากท่านรู้ จงท่องบทกลอนที่แสดงถึงการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า และเป็นที่เคารพบูชาของเหล่าฤษีผู้ศักดิ์สิทธิ์ แม้จะเป็นอักษรเดียว แต่กลับมีมากมายหลายหลาก อย่าโอ้อวดเกินจริงเลย บัณฑิตทั้งหลายนั้นหาได้ยากยิ่งนัก”
               อัษฎาวรรคกล่าวว่า
               การเจริญเติบโตที่แท้จริงไม่อาจอนุมานได้จากพัฒนาการของร่างกายเพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับการเจริญเติบโตของปมของ ต้นสั ลมาลีไม่สามารถบ่งบอกถึงอายุของมันได้ ต้นไม้นั้นถูกเรียกว่าเติบโตเต็มที่ ถึงแม้จะเรียวและเตี้ยแต่ก็ให้ผล แต่ต้นไม้ที่ไม่ออกผลก็ไม่ถือว่าเติบโตแล้ว
               ผู้คุมกล่าวว่า
               “เด็กชายได้รับคำสั่งสอนจากคนแก่ และพวกเขาก็แก่ชราไปตามเวลา ความรู้นั้นมิอาจบรรลุได้ในเวลาอันสั้น เหตุใดเจ้าจึงเป็นเด็ก แล้วเจ้าจึงพูดจาเหมือนคนแก่เล่า”
               จากนั้นอัษฎาวัคระก็กล่าวว่า
 “บุคคลมิได้แก่เพียงเพราะศีรษะหงอก แต่ทวยเทพทั้งหลายถือว่าเขาแก่แล้ว แม้จะเป็นเด็กในวัยชรา แต่ก็ยังมีความรู้ เหล่าฤๅษีมิได้บัญญัติไว้ว่าบุญของคนอยู่ที่อายุ หรือผมหงอก หรือความมั่งคั่ง หรือมิตรสหาย สำหรับเราแล้ว ผู้ที่เชี่ยวชาญพระเวทนั้นยิ่งใหญ่ยิ่งนักข้ามาที่นี่แล้ว ท่านผู้เฝ้าประตู ปรารถนาจะพบท่านวันดินในราชสำนัก”
 จงไปแจ้งแก่พระเจ้าชนกผู้ทรงพวงมาลัยดอกบัวที่คอว่า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ วันนี้ท่านจะได้เห็นข้าพเจ้าโต้เถียงกับเหล่านักปราชญ์ และเอาชนะพระวันดินได้ และเมื่อคนอื่น ๆ เงียบเสียงลง พราหมณ์ผู้มีความรู้สูงส่ง และพระเจ้าแผ่นดินพร้อมด้วยเหล่าปุโรหิตชั้นสูงของพระองค์ ย่อมเป็นพยานถึงคุณความดีหรือคุณความดีของข้าพเจ้า
               ผู้คุมกล่าวว่า
               'ท่านผู้มีอายุเพียงสิบปี จะหวังเข้าในพิธีบูชานี้ได้อย่างไร ในเมื่อมีเพียงผู้รู้และมีความรู้เท่านั้นที่เข้าได้? แต่ข้าจะลองหาหนทางให้ท่านเข้าได้ ท่านเองก็ลองเองด้วยหรือ?
               แล้วอัษฎาวุกก็ทูลพระราชาว่า
 “ข้าแต่พระราชา ผู้ทรงเป็นประมุขแห่งชนก พระองค์ทรงเป็นประมุขสูงสุด และอำนาจทั้งปวงสถิตอยู่ในพระองค์ ในกาลก่อน พระเจ้ายาตีทรงเป็นผู้เฉลิมฉลองการบูชายัญ และในยุคปัจจุบัน พระองค์คือผู้แสดงศิลปะการบูชายัญนั้น เราได้ยินมาว่าชาววันดินผู้ทรงความรู้ หลังจากที่เอาชนะ (การโต้เถียง) ผู้ที่เชี่ยวชาญการถกเถียงได้แล้ว พวกเขาก็ถูกคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ซึ่งพระองค์จ้างให้จมน้ำตาย
               เมื่อได้ยินเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงมาอยู่ต่อหน้าพราหมณ์เหล่านี้ เพื่ออธิบายหลักธรรมแห่งเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า บัดนี้วันดินอยู่ที่ไหน? บอกข้าพเจ้าเถิด เพื่อข้าพเจ้าจะได้เข้าไปใกล้เขา และทำลายเขาเสีย เหมือนดังที่ดวงอาทิตย์ทำลายดวงดาว
               จากนั้นพระราชาจึงตรัสว่า
 พราหมณ์เอ๋ย เจ้าหวังจะเอาชนะวานดินได้ แม้ไม่รู้จักพลังวาจาของเขา ผู้ที่คุ้นเคยกับพลังของเขาจะพูดได้อย่างเจ้าหรือไม่? พราหมณ์ผู้รอบรู้ในพระเวทได้เปล่งวาจาออกมาแล้ว เจ้าหวังจะเอาชนะวานดินได้ เพียงเพราะเจ้าไม่รู้จักพลังวาจาของเขา พราหมณ์มากมายได้เสื่อมถอยลงต่อหน้าเขา ดังเช่นดวงดาวเบื้องหน้าดวงอาทิตย์
               ผู้คนที่ภาคภูมิใจในความรู้ของตนปรารถนาที่จะเอาชนะเขา จึงสูญเสียความรุ่งโรจน์เมื่อปรากฏตัวต่อหน้าเขา และถอนตัวออกจากที่ประทับของเขา โดยไม่กล้าแม้แต่จะพูดคุยกับสมาชิกในสภาด้วยซ้ำ
               อัษฎาวรรคกล่าวว่า
               'แวนดินไม่เคยโต้เถียงกับคนอย่างข้าเลย และด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงมองตัวเองเป็นสิงโต และคำรามราวกับสิงโต แต่วันนี้เขาได้พบกับข้านอนตายอยู่เหมือนรถเข็นบนทางหลวงซึ่งล้อถูกบิดเบี้ยวไป
               กษัตริย์ตรัสว่า
               “เขาเป็นผู้มีความรู้แท้จริงเพียงผู้เดียวที่เข้าใจถึงความสำคัญของสิ่งที่มีสามสิบส่วน สิบสองส่วนยี่สิบสี่ข้อต่อ และสามร้อยหกสิบซี่”
               อัษฎาวรรคกล่าวว่า
               ‘ขออำนาจจักรอันเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาซึ่งมีข้อต่อ 24 ข้อ ข้อต่อ 6 ข้อ ข้อต่อ 12 ข้อ และซี่ล้อ 60 ซี่ จงคุ้มครองท่าน! [1] ’
               กษัตริย์ตรัสว่า
               'ในบรรดาเทพทั้งหลาย ใครเล่าจะให้กำเนิดทารกทั้งสองที่เดินไปด้วยกันเหมือนม้าสองตัว (เทียมกับรถยนต์) และบินโฉบเฉี่ยวเหมือนเหยี่ยว และให้กำเนิดทารกจากอะไร?'
               อัษฎาวรรคกล่าวว่า
               “ขอพระเจ้าทรงโปรดให้ทั้งสองนี้[2]
               อยู่ในราชสำนักของพระองค์ แม้ในราชสำนักของศัตรูของพระองค์ก็ตาม ผู้ใดปรากฏกายขึ้น โดยมีลมเป็นพาหนะ[3]
               ก็ทรงให้กำเนิดพวกเขา และพวกเขาก็ให้กำเนิดเขาด้วย”
                        จากนั้นพระราชาจึงตรัสว่า
                        'สิ่งใดเล่าที่ไม่หลับตาแม้ขณะหลับ สิ่งใดเล่าที่ไม่เคลื่อนไหวแม้ขณะเกิดมา สิ่งใดเล่าที่ไม่มีหัวใจ และสิ่งใดเล่าที่เพิ่มขึ้นแม้ในความเร็วของมันเอง'
                        อัษฎาวรรคกล่าวว่า “เป็นปลา[4]
                        ที่ไม่หลับตาขณะนอนหลับ และเป็นไข่[5]
                        ที่ไม่เคลื่อนไหวเมื่อเกิดขึ้น เป็นหิน [6]
                        ที่ไม่มีหัวใจ และเป็นแม่น้ำ[7]
                        ที่เพิ่มขึ้นด้วยความเร็วของมันเอง”
               “กษัตริย์ตรัสว่า
 'โอ้ ผู้ทรงพลังศักดิ์สิทธิ์ ดูเหมือนว่าท่านมิใช่มนุษย์ ข้าถือว่าท่านไม่ใช่เด็กหนุ่ม หากแต่เป็นชายที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่มีชายใดจะเทียบเทียมท่านได้ในด้านวาทศิลป์ ดังนั้น ข้าจึงอนุญาตให้ท่านเข้าเฝ้าได้ นั่นคือ วานดิน'
               เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
               [1] : วงล้อนี้คือวงล้อแห่งกาลเวลา กล่าวคือ วัดตามการโคจรของสุริยคติ จันทรคติ และดวงดาว ความสำคัญของคำตอบของอัษฎาวุกคือ ขอให้บุญกุศลที่กระทำในเวลาอันสมควร ในระหว่างการหมุนวงล้อแห่งกาลเวลานี้ จงคุ้มครองท่าน
               [2] : ฟ้าร้องและฟ้าผ่า หรือ ความทุกข์และความตาย
               [3] : เมฆหรือจิตใจ
               [4] : เพศชายที่ยังคงรู้สึกตัวอยู่เสมอ
               [5] : ไข่ธรรมดาๆ
               [6] : วิญญาณที่ละทิ้งการเชื่อมต่อกับร่างกาย
               [7] : หัวใจของโยคี

ก่อนหน้า                        > 🧌🧣<                          อ่านต่อ

: ตอนต่อไป; การเสียสละของ Vrihadyumna: เรื่องราวของ Arvavasu และ Paravasu
   สรุปโดยย่อของบท: เรื่องราวที่เล่าโดยLomasaหมุนรอบเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างพิธีบวงสรวงของพระเจ้า Vrihadyumna โดยมีพระราชโอรสสองพระองค์คือArvavasuและParavasu ช่วยเหลือ Paravasu ในช่วงเวลาแห่งความสับสน ได้ฆ่าพระบิดาโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นกวางในความมืดของราตรี Paravasu รู้สึกผิดจึงสารภาพกับ Arvavasu น้องชายของเขา ซึ่งรับหน้าที่ประกอบพิธีบวงสรวงเพียงลำพัง ขณะที่ Paravasu พยายามหาทางชดใช้ความผิดฐานฆ่าพราหมณ์Arvavasuถูกปฏิเสธจากข้าราชบริพารของกษัตริย์ ซึ่งได้รับแจ้งเหตุการณ์นี้จาก Paravasu นำไปสู่การเนรเทศพระองค์ไปยังป่า
แม้จะถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม แต่อรวาสุก็ยังคงยืนยันความบริสุทธิ์ของตนและบำเพ็ญตบะอย่างหนักเพื่อขอความคุ้มครองจากเทพสุริยเทพ เหล่าเทพผู้เปี่ยมด้วยความศรัทธาและความบริสุทธิ์ของอรวาสุ จึงได้แต่งตั้งอรวาสุขึ้นเป็นหัวหน้านักบวชประจำเครื่องบูชาอีกครั้ง พร้อมทั้งประทานพรต่างๆ แก่เขา ด้วยการแทรกแซงจากเทพเจ้า บิดาของอรวาสุจึงกลับคืนชีพ พี่ชายของอรวาสุได้รับการอภัยบาป และบุคคลอื่นๆ ก็ฟื้นคืนชีพเช่นกัน เหล่าเทพยาวาครีได้ซักถามเหล่าเทพเกี่ยวกับความตายของอรวาสุเอง ซึ่งพวกเขาได้อธิบายถึงความสำคัญของความพยายามและความทุ่มเทในการแสวงหาความรู้
ในที่สุด เหล่าเทพก็เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ทิ้งยุธิษฐิ ระ ไว้กับอาศรมศักดิ์สิทธิ์ที่เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น โดยทรงรับรองว่าการประทับอยู่ที่นั่นจะชำระล้างบาปทั้งปวง เรื่องราวเน้นย้ำถึงแก่นแท้ของการให้อภัย การไถ่บาป และความยุติธรรมของพระเจ้าเมื่อเผชิญกับโศกนาฏกรรมและข้อกล่าวหาอันผิดเพี้ยน ด้วยศรัทธาอันแน่วแน่และการอุทิศตนเพื่อการชดใช้บาปของอรวาสุ พระองค์ไม่เพียงแต่ได้รับการอภัยโทษให้แก่พี่ชายเท่านั้น แต่ยังได้รับพรและความโปรดปรานจากสวรรค์อีกด้วย เรื่องราวนี้จึงเป็นบทเรียนทางศีลธรรมเกี่ยวกับความสำคัญของความซื่อสัตย์ ความไว้วางใจ และผลที่ตามมาจากการกระทำของตนเอง

01/มหาภารตะ ตอนที่ - พิธีบูชายัญของ Cyavana: การปะทะกับพระอินทร์และการต่อสู้ของอสูร

  
   มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933
ศาสนาฮินดู ปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ...
" โลมาสากล่าวว่า
 บัดนี้ข่าวคราวได้มาถึงสารยาตีว่ากายวันได้กลับเป็นหนุ่มแล้ว พระองค์จึงเสด็จไปยังอาศรมของพระโอรสภฤคุ พร้อมด้วยเหล่าทหาร ทรงพอพระทัยยิ่งนัก ทอดพระเนตรเห็นกายวันและสุกันยาประดุจดังบุตรสองคนที่ถือกำเนิดจากสวรรค์ ความยินดีของพระองค์และพระมเหสีของพระองค์ยิ่งใหญ่ ประหนึ่งพระราชาได้พิชิตโลกทั้งมวล กษัตริย์ผู้ครองพิภพพร้อมด้วยพระมเหสีของพระองค์ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากพระมเหสีนั้น พระราชาประทับนั่งใกล้พระมเหสี ทรงสนทนาอย่างไพเราะเป็นมงคล
               ข้าแต่พระราชา พระราชโอรสของภฤคุได้ตรัสถ้อยคำอันไพเราะน่าฟังแก่พระราชาดังนี้:
               “ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์จะทรงประกอบพิธีทางศาสนาที่พระองค์จะทรงประกอบ ดังนั้น ขอให้ทรงจัดหาสิ่งของที่จำเป็นมาให้เถิด”
               ณ ที่นั้น ผู้พิทักษ์ผืนแผ่นดิน Saryati ก็ได้ประสบกับความปีติยินดีอย่างที่สุด และข้าแต่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงพอพระทัยต่อข้อเสนอของ Cyavana และในวันมงคลวันหนึ่ง ซึ่งเหมาะแก่การเริ่มต้นพิธีบูชายัญ Saryati ทรงรับสั่งให้สร้างศาลบูชายัญที่งดงามตระการตา และประดับประดาด้วยสิ่งอันพึงปรารถนาทั้งปวงอย่างงดงาม
               ณ ที่นั้น ไซยาวนะ บุตรของภฤคุ ได้ประกอบพิธีให้กษัตริย์เป็นปุโรหิต บัดนี้จงฟังข้าเล่าเหตุการณ์อัศจรรย์ที่เกิดขึ้น ณ ที่นั้น ไซยาวนะตักน้ำโสมปริมาณหนึ่งเพื่อถวายแด่เหล่าอัสวินซึ่งเป็นแพทย์ประจำเทพ
               ขณะที่พระอินทร์กำลังถวายเครื่องบูชาแก่ฝาแฝดสวรรค์พระอินทร์ก็ทรงห้ามปรามโดยตรัสว่า
               'ในความเห็นของฉัน ทั้งสองคนนี้ซึ่งเป็นแอสวินไม่มีสิทธิ์ได้รับน้ำโซมาเป็นเครื่องบูชา'
               พวกเขาคือแพทย์ของเหล่าเทพในสวรรค์ อาชีพนี้ของพวกเขาทำให้พวกเขาไม่มีสิทธิ์ (ในเรื่องโสมะ) ทันใดนั้น ไซยาวนะก็กล่าวว่า
 'ทั้งสองพระองค์นี้เป็นผู้กล้าหาญ มี ดวงวิญญาณ อันเกรียงไกรและเปี่ยมด้วยความงามและความสง่างามอย่างหาที่เปรียบมิได้ และทั้งสองพระองค์ได้เปลี่ยนข้าพเจ้าให้เป็นชายหนุ่มผู้เยาว์นิรันดร์ ดุจดังเทพบุตร เหตุใดท่านและเทพบุตรอื่นจึงมีสิทธิ์ดื่มน้ำโสมกลั่น แต่มิใช่พวกเขาเล่า? โอ้ เทพบุตรแห่งเทพบุตร โอ้ ผู้ทำลายเมืองศัตรู! ขอให้ท่านรู้เถิดว่า เทพอัสวินก็จัดเป็นเทพเช่นกัน เมื่อได้ยินดังนั้น พระอินทร์จึงตรัสว่า “ทั้งสองนี้ฝึกฝนศาสตร์แห่งการรักษาโรค ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นเพียงผู้รับใช้ และเมื่อแปลงกายตามความพอใจแล้ว พวกเขาก็ท่องเที่ยวไปในโลกของสัตว์โลก แล้วพวกเขาจะอ้างสิทธิ์ในโสมะโดยชอบธรรมได้อย่างไร”
“โลมาสา กล่าวว่า
               เมื่อเทพเจ้าแห่งสวรรค์ตรัสถ้อยคำที่เหมือนกันนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บุตรของภฤคุก็ละทิ้งพระอินทร์และนำเครื่องบูชาที่ตั้งใจจะทำไปถวาย
               ขณะที่เขากำลังจะดื่มน้ำโสมในปริมาณมากเพื่อนำไปถวายให้เหล่าอัสวินทั้งสอง วาลาผู้ทำลายล้างอสูร(พระอินทร์) ทรงสังเกตการกระทำของเขา และตรัสกับเขาว่า
               'หากเจ้าหยิบโซมะขึ้นมาเพื่ออุทิศให้แก่เหล่าเทพ ข้าจะขว้างสายฟ้าที่มีรูปร่างน่ากลัวใส่เจ้า ซึ่งเหนือกว่าอาวุธทั้งหมดที่มีอยู่'
               พระอินทร์ บุตรของภฤคุ ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์จึงทอดพระเนตรยิ้มแย้ม แล้วทรงสำรวมน้ำโสมในปริมาณมากเพื่อถวายแด่เหล่าอัสวิน ทันใดนั้น พระเจ้าของ สาจีก็ทรงเหวี่ยงสายฟ้ารูปร่างน่าสะพรึงกลัวใส่พระอินทร์ ขณะที่พระอินทร์กำลังจะปล่อยสายฟ้านั้น แขนของพระองค์ก็ถูกบุตรของภฤคุทำให้เป็นอัมพาต
 เมื่อพระกายของพระองค์เป็นอัมพาตแล้ว ไซยาวนะก็สวดบทสวดศักดิ์สิทธิ์และถวายเครื่องบูชาบนกองไฟ เมื่อบรรลุถึงเป้าหมายแล้ว บัดนี้พระองค์ก็ทรงพยายามทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นเสีย ต่อมา ด้วยอานุภาพแห่งพลังแห่งการบำเพ็ญตบะของนักบุญผู้นั้น วิญญาณร้ายจึงบังเกิด เป็นอสูรกายขนาดใหญ่ ชื่อว่า มาตะมีพลังมหาศาลและรูปร่างมหึมา ร่างกายของพระองค์ไม่อาจวัดได้ด้วยอสูรหรือเทพเจ้า
 และพระโอษฐ์ของพระองค์นั้นน่ากลัวและมีขนาดใหญ่โต และมีฟันที่คมกริบ ขากรรไกรข้างหนึ่งวางอยู่บนพื้นดิน และอีกข้างหนึ่งเหยียดยาวไปถึงฟ้า พระองค์มีเขี้ยวสี่เขี้ยว แต่ละเขี้ยวยาวถึงหนึ่งร้อยโยชน์และเขี้ยวที่เหลือก็ยาวถึงสิบโยชน์มีรูปร่างคล้ายหอคอยบนพระราชวัง และอาจเปรียบได้กับปลายหอก ทั้งสองแขนของพระองค์เปรียบเสมือนเนินเขา ยื่นยาวถึงหนึ่งหมื่นโยชน์และทั้งสองแขนก็ใหญ่เท่ากัน
 ดวงตาทั้งสองข้างของเขาเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ใบหน้าของเขาดุจดั่งเพลิงไหม้ที่มอดไหม้ไปในจักรวาล เขาเลียปากด้วยลิ้นที่ไม่เคยหยุดพักเหมือนสายฟ้า ปากของเขาอ้ากว้าง แววตาของเขาดูน่าสะพรึงกลัว ราวกับจะกลืนกินโลกด้วยกำลัง ปีศาจพุ่งเข้าใส่สวรรค์ซึ่งใช้ประกอบพิธีบูชายัญร้อยครั้ง เจตนาของเขาคือการกลืนกินเทพองค์นั้น โลกก็กึกก้องไปด้วยเสียงดังกึกก้องและน่าสะพรึงกลัวที่อสูรเปล่งออกมา
" โลมาสากล่าวว่า
 เมื่อเทพผู้ทำพิธีบูชาร้อยครั้ง ( พระอินทร์ ) ได้เห็นมา ทาอสูรมีท่าทางน่ากลัว เดินเข้ามาหาด้วยปากอ้า ตั้งใจจะกลืนกินมัน และมีรูปร่างเหมือนเทพแห่งความตายเองในขณะที่แขนของเขายังคงเป็นอัมพาต เขาเลียมุมปากซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความกลัว
               จากนั้น พระเจ้าแห่งสวรรค์ทรงทนทุกข์ทรมานด้วยความหวาดกลัว จึงตรัสกับพระนางฌานว่า
               โอ บุตรแห่ง ภฤคุ ! โอพราหมณ์ ! แท้จริงข้าบอกความจริงแก่เจ้าเองว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เหล่าอสูร ทั้งสอง จะมีสิทธิ์ดื่มน้ำโสมโปรดเมตตาข้าด้วยเถิด! ภารกิจของข้าจะไม่มีวันสูญเปล่า
               ขอให้นี่เป็นกฎเกณฑ์ และข้ารู้ดี โอ นักบุญแห่งวรรณะนักบวช! ว่างานของเจ้าไม่มีวันสูญสิ้น เหล่าอัสวินทั้งสองจะมีสิทธิ์ดื่มน้ำโสม เพราะเจ้าได้มอบสิทธิ์ให้แก่พวกเขาแล้ว
               โอ้ บุตรภฤคุ ข้าพเจ้าทำเช่นนี้ก็เพื่อเผยแพร่พระนามแห่งฤทธานุภาพของท่าน และจุดประสงค์ของข้าพเจ้าคือเพื่อให้ท่านมีโอกาสแสดงฤทธานุภาพของท่าน จุดประสงค์อีกประการหนึ่งคือเพื่อให้พระนามของพระบิดาแห่งสุกันยา นี้ แพร่หลายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ฉะนั้น ขอท่านโปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด ขอให้เป็นไปตามที่ท่านปรารถนาเถิด
 เมื่อพระอินทร์ตรัสดังนี้แล้ว ความโกรธของพระ ยมโลกอันเกรียงไกร ก็สงบลงอย่างรวดเร็ว และทรงปลดปล่อยพระอินทร์ผู้ทำลายเมืองศัตรูให้เป็นอิสระ และพระมเหสีผู้ทรงอำนาจ โอ้ พระราชา! ทรงแจกจ่ายมาดา ( หมายถึงความมึนเมา) และทรงแบ่งมาดา (หมายถึงความมึนเมา) ออกเป็นชิ้นๆ ในเครื่องดื่ม ในสตรี ในการพนัน และในกีฬากลางแจ้ง แม้แต่มาดาองค์ เดียวกันนี้ ที่ถูกสร้างมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว เมื่อทรงขับไล่มาดา อสูรลงมาแล้ว ทรงสนองพระอินทร์ด้วยยาพิษและทรงช่วยพระเจ้าซาร์ยาตีในการบูชาเทพเจ้าทั้งปวงร่วมกับพระอสูรทั้งสอง และทรงเผยแพร่พระนามแห่งอำนาจเหนือโลกทั้งปวง เหล่าผู้เปี่ยมด้วยวาจาก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในป่า โดยมีสุกันยา ภรรยาที่รักของพระองค์ร่วมอยู่ด้วย
 นี่คือทะเลสาบของพระองค์ ส่องประกายดุจดังเสียงนกร้อง ณ ที่นี้ พระองค์พร้อมด้วยพระอนุชาในครรภ์ ทรงถวายเครื่องบูชาแด่บรรพบุรุษและเหล่าทวยเทพ และ โอ้ ผู้ปกครองแผ่นดิน! โอ วงศ์ตระกูลภารตะ ! เมื่อเสด็จเยือนทะเลสาบแห่งนี้และพระสิกขาแล้ว พระองค์จะเสด็จไปยัง ป่า สัญธวะและทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำเทียมเล็กๆ มากมาย
 โอ้พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ โอ้ เชื้อพระวงศ์แห่งวงศ์ภารตะ! พระองค์จะทรงสัมผัสน้ำในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด และสวดบทสวดของพระศานุ ( พระศิวะ ) สำเร็จในกิจการทั้งปวง เพราะนี่คือจุดบรรจบของสองยุคสมัยในโลกนี้ โอ้ บุรุษผู้ควรสรรเสริญยิ่ง คือทวาปารและเทรตะเป็นเวลาอันสามารถทำลายบาปทั้งปวงของบุคคลได้ โอ้ บุตรของ พระนางกุนตี ! ณ ที่นี้ ท่านจงชำระล้างบาป เพราะจุดนี้สามารถขจัดบาปทั้งปวงของบุคคลได้
 โน้นคือเนินเขา Archika เป็นที่พำนักของเหล่าบุรุษผู้มีจิตใจงดงาม ผลผลิตจากทุกฤดูกาลเติบโตที่นี่ทุกเวลา และสายน้ำก็ไหลรินตลอดกาล เป็นสถานที่อันวิเศษยิ่งสำหรับเหล่าเทพ และยังมีกองหินศักดิ์สิทธิ์รูปทรงต่างๆ ที่เหล่าเทพสร้างขึ้น
 โอ้ยุธิษฐิระ ! นี่คือสถานที่อาบน้ำแห่งดวงจันทร์ และเหล่านักบุญทั้งหลายกำลังเฝ้าอยู่ ณ ที่นี้ทุกด้านโดยรอบ พวกเขาคือผู้อาศัยในป่าวาลคิลยะและปาวากะผู้ดำรงชีวิตอยู่เพียงในอากาศ เหล่านี้คือยอดเขาสามยอดและตาน้ำสามแห่ง เจ้าจงเดินวนรอบพวกมันทีละแห่ง แล้วเจ้าจงชำระล้างกายด้วยความพอใจ
               ข้าแต่พระราชา พระสันตนุและพระสุนากะผู้ทรงเป็นประมุขของมนุษย์ และพระนาระและพระนารายณ์ ต่างก็ได้ บรรลุถึงดินแดนอันเป็นนิรันดร์จากสถานที่นี้
               ณ ที่นี้ เหล่าทวยเทพต่างบรรทมอยู่เนืองนิตย์ เฉกเช่นบรรพบุรุษ พร้อมด้วยเหล่านักบุญผู้เกรียงไกร ณ เนินอารชิกะนี้ พวกท่านทั้งหลายต่างประกอบกิจวัตรบำเพ็ญตบะ จงถวายเครื่องบูชาแด่พวกท่านเถิด โอ ยุธิษฐิระ! พวกท่านและเหล่านักบุญทั้งหลาย กินข้าวที่หุงด้วยน้ำนม ณ ที่นี้ โอ้ ผู้พิทักษ์มนุษย์!นี่คือยมุนาแห่งน้ำพุที่ไม่มีวันหมด
               พระกฤษณะทรงบำเพ็ญตบะ ณ ที่นี้ โอรส ของ ปาณฑุโอ้ ผู้ที่ลากศพศัตรูของพระองค์มา! พี่น้องฝาแฝด ภีมเสน กฤษณะ และพวกเราทุกคนจะร่วมเดินทางไปกับพระองค์ ณ สถานที่แห่งนี้ โอ้ พระผู้เป็นเจ้าแห่งมนุษย์ นี่คือบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นของพระอินทร์
               ณ ที่นี้ เทพผู้สร้างและผู้แจกจ่าย และวรุณก็เสด็จขึ้นเบื้องบน และประทับ ณ ที่นี้เช่นกัน ข้าแต่พระราชา! ทรงรักษาความอดกลั้นและทรงมีศรัทธาอันสูงสุด ภูเขาอันประเสริฐและเปี่ยมด้วยพระพรนี้ เหมาะสมสำหรับบุคคลผู้มีเมตตาและใจกว้าง
               นี่คือยมุนาอันเลื่องชื่อ โอ้พระราชา! ที่มีเหล่านักบุญผู้ยิ่งใหญ่เสด็จมาเยือน เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอันหลากหลาย ศักดิ์สิทธิ์ และทำลายความหวาดกลัวบาป
               ณ ที่นั้นพระมณฑป ทรง ถือธนูอันทรงพลังทำพิธีบูชายัญเพื่อเทพเจ้า และพระโสมกะบุตรของพระนางกุนตี ผู้เป็นบุตรของสหเทวะผู้ทรงทำของขวัญอันวิเศษยิ่งก็ทำพิธีบูชายัญ เช่นเดียวกัน
ยุทธิษฐิระ กล่าวว่า
 “โอ้พราหมณ์ ผู้ยิ่งใหญ่ เสือตัวนั้นในหมู่กษัตริย์ทั้งหลาย คือมณฑตะบุตรของยุวนัสวะ ถือกำเนิดขึ้นได้อย่างไร แม้แต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ผู้ประเสริฐสุด ทรงเลื่องลือเหนือ โลกทั้งสาม ? และพระองค์ผู้เปี่ยมด้วยรัศมีอันหาประมาณมิได้ บรรลุถึงอำนาจสูงสุดที่แท้จริงได้อย่างไร ในเมื่อโลกทั้งสามอยู่ภายใต้การกดขี่ของพระองค์ เช่นเดียวกับที่อยู่ภายใต้การกดขี่ของพระวิษณุ ผู้มีดวง วิญญาณอันเกรียงไกร?”
 ข้าพเจ้าปรารถนาจะได้ยินเรื่องราวทั้งหมดนี้เกี่ยวกับชีวิตและความสำเร็จของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงปรีชาญาณพระองค์นั้น ข้าพเจ้ายังปรารถนาจะได้ยินว่าพระนามมณฑปของพระองค์มีที่มาอย่างไร เช่นเดียวกับที่เป็นของพระอินทร์ ผู้ทรงรุ่งเรืองยิ่ง และพระองค์ผู้เปี่ยมด้วยพละกำลังอันหาที่เปรียบมิได้ได้ประสูติมาอย่างไร เพราะท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งการเล่าเรื่องราว
" โลมาสากล่าวว่า
 ข้าแต่พระราชา ขอทรงสดับฟังด้วยพระทัยเถิด พระนามแห่งมณฑปอันเป็นของพระราชาผู้ทรงพระวิญญาณอันยิ่งใหญ่นั้น เป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกา ยุวนัสวะ ผู้ปกครองโลก ถือกำเนิดจาก เผ่าของ อิกษวากุผู้พิทักษ์โลกผู้นี้ประกอบพิธีบูชายัญมากมาย ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องของขวัญอันวิเศษ และบุรุษผู้มีคุณธรรมผู้ประเสริฐที่สุดได้ประกอบพิธีบูชายัญม้าเป็นพันครั้ง และท่านยังประกอบพิธีบูชายัญอันสูงส่งอื่นๆ อีกด้วย ซึ่งท่านได้ถวายเครื่องบูชาอย่างมากมาย แต่กษัตริย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ไม่มีพระโอรส พระองค์มีพระทัยเข้มแข็งและทรงปฏิญาณอย่างเคร่งครัด จึงทรงโอนหน้าที่ราชการให้เสนาบดี และทรงพำนักอยู่ในป่าอย่างไม่ขาดสาย และด้วยพระทัยอันสูงส่ง พระองค์จึงทรงอุทิศพระองค์เองเพื่อทำตามพระบัญชาอันศักดิ์สิทธิ์
 กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว องค์ผู้คุ้มครองมนุษย์ผู้นั้น โอ้ ราชา! ได้ทรงถือศีลอด พระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานจากความหิวโหย จิตวิญญาณภายในของพระองค์ดูเหมือนจะแห้งผากด้วยความกระหายน้ำ และ (ในสภาพเช่นนี้) พระองค์ได้เสด็จเข้าไปยังอาศรมภฤคุในคืนนั้นเอง โอ้ ราชาแห่งราชา! นักบุญผู้ยิ่งใหญ่ผู้เป็นที่โปรดปรานของเผ่าพันธุ์ภฤคุ ได้ประกอบพิธีทางศาสนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พระนางสุทุมนีประสูติโอรส
 โอ้พระราชาแห่งราชา! ณ ที่นั้น มีไหน้ำขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ อ่างนี้บรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ด้วยบทสวดสรรเสริญพระเจ้า ซึ่งได้บรรจุน้ำนี้ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และน้ำนั้นก็เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์พระมเหสีของสุทยุมนีจะทรงดื่มเหล้านั้น ทรงให้กำเนิดบุตรที่เปรียบเสมือนเทพ เหล่านักบุญผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นได้วางไหไว้บนแท่นบูชาและเข้านอน เพราะอ่อนเพลียจากการอดนอนตลอดคืน ขณะที่สุทยุมนีเดินผ่านพวกเขาไป ลิ้นของพระองค์แห้งผากและทรงกระหายน้ำอย่างยิ่ง กษัตริย์ทรงต้องการน้ำมาก พระองค์จึงเสด็จเข้าไปในอาศรมนั้นและทรงขอน้ำ
 ครั้นเมื่ออ่อนเพลียแล้ว พระองค์ก็ทรงร้องเสียงแผ่วเบา ดังมาจากลำคอแห้งผาก คล้ายเสียงร้องแผ่วเบาของนก และเสียงของพระองค์ก็ไม่อาจเข้าถึงพระกรรณได้ ทันใดนั้น พระราชาทอดพระเนตรเห็นไหน้ำเต็ม พระองค์จึงรีบเสด็จเข้าไปหา ทรงดื่มน้ำแล้วทรงวางไหลง น้ำเย็นลง และเนื่องจากพระราชาทรงกระหายน้ำยิ่งนัก กระแสน้ำที่ไหลมาช่วยบรรเทาความกระหายของพระราชาผู้รอบรู้
               ครั้นแล้ว เหล่าวิสุทธิชนผู้มั่งคั่งด้วยฤๅษีเหล่านั้นก็ตื่นขึ้นจากนิทรา ทุกคนต่างเห็นว่าน้ำในไหนั้นหายไปแล้ว จึงประชุมกันและซักถามกันว่าใครกันที่เป็นผู้ลงมือ ยุวันสวะจึงยอมรับตามตรงว่าเป็นการกระทำของเขา
               จากนั้น บุตรแห่งภฤคุผู้เป็นที่เคารพนับถือได้กล่าวแก่พระองค์ว่า
               “ไม่ถูกต้อง น้ำนี้มีคุณธรรมลึกลับแฝงอยู่ และถูกวางไว้ที่นั่นเพื่อหวังให้เจ้ามีบุตร เมื่อได้บำเพ็ญตบะอย่างสาหัสแล้ว ข้าพเจ้าได้ใส่คุณธรรมแห่งการบำเพ็ญธรรมลงในน้ำนี้ เพื่อหวังให้เจ้ามีบุตร
 โอ้พระราชาผู้ทรงฤทธิ์เดชและพละกำลังอันเกรียงไกร! พระองค์จะต้องประสูติโอรสผู้ทรงพละกำลังและความกล้าหาญอันหาที่สุดมิได้ พระองค์จะทรงเพิ่มพูนกำลังด้วยมนตรา และด้วยความกล้าหาญของพระองค์ พระองค์จะทรงส่งพระอินทร์ไปยังที่ประทับของเทพแห่งความตาย ข้าพเจ้าได้เตรียมน้ำนี้ไว้เช่นนี้ พระองค์ได้ทรงดื่มน้ำนี้ พระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลย แต่บัดนี้ เป็นไปไม่ได้ที่พวกเราจะย้อนรอยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แท้จริงแล้วสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำนั้น ย่อมเป็นคำสั่งของโชคชะตา
 ข้าแต่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยความกระหาย พระองค์จึงได้ทรงดื่มน้ำที่ปรุงด้วยบทสวดศักดิ์สิทธิ์ และเปี่ยมด้วยคุณธรรมแห่งการงานทางศาสนาของข้าพเจ้า พระองค์จึงทรงโปรดประทานโอรสที่มีคุณธรรมดังที่ทรงพรรณนาไว้ข้างต้นนี้แก่พระองค์ เพื่อจุดประสงค์นี้ เราจึงจะถวายเครื่องบูชาแด่พระองค์อย่างวิเศษยิ่ง เพื่อว่าแม้พระองค์จะทรงกล้าหาญเพียงใด พระองค์ก็จะทรงประทานโอรสที่ทัดเทียมกับพระอินทร์ พระองค์จะไม่ทรงประสบความทุกข์ทรมานใดๆ อันเนื่องมาจากอาการเจ็บครรภ์
               ครั้นล่วงไปหนึ่งร้อยปีแล้ว พระราชโอรสองค์หนึ่งซึ่งฉายแสงดุจดวงตะวัน เสด็จมาประทับเบื้องซ้ายของพระราชา ทรงมีพระวิญญาณบริบูรณ์ บังเกิดเป็นพระราชโอรส พระราชโอรสนั้นทรงมีพละกำลังบริบูรณ์ ส่วนยุวนัสวะก็ไม่สิ้นพระชนม์ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด
               ครั้นแล้วพระอินทร์ผู้มีพละกำลังมหาศาลก็เสด็จมาเยี่ยมเยียนพระองค์
               และเหล่าเทวดาได้สอบถามพระอินทร์ผู้ยิ่งใหญ่
               'เด็กคนนี้จะดูดอะไรนักหนา?'
               แล้วพระอินทร์ก็เอานิ้วชี้ของตนเข้าไปในปาก และเมื่อผู้ถือสายฟ้ากล่าวว่า “เขาจะดูดข้า” เหล่าชาวสวรรค์พร้อมด้วยพระอินทร์ก็ร่วมกันตั้งชื่อทารกว่า “มณฑาตะ” ( แปลว่าข้าจะดูด) ต่อมาเมื่อทารกได้ลิ้มรสนิ้วชี้ที่พระอินทร์ยื่นออกมาแล้ว ก็มีพละกำลังมหาศาล และตัวเขาก็ยาวขึ้นสิบสามศอก โอ้พระราชา
 โอ้พระราชาผู้ยิ่งใหญ่! ความรู้อันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด พร้อมด้วยศาสตร์แห่งอาวุธอันศักดิ์สิทธิ์ ล้วนได้รับมาจากเด็กหนุ่มผู้ปราดเปรื่องผู้นั้น ผู้ซึ่งได้รับความรู้ทั้งหมดนี้ด้วยพลังแห่งความคิดอันเรียบง่ายและไร้ความช่วยเหลือ และทันใดนั้น ธนูก็เฉลิมฉลองภายใต้พระนามของอัชกาวะและลูกศรที่ทำจากเขาสัตว์จำนวนหนึ่ง พร้อมด้วยเสื้อคลุมเกราะที่ทะลุผ่านไม่ได้ ได้มาครอบครองพระองค์ในวันเดียวกันนั้นเอง โอ้ วงศ์ ตระกูล ภารตะ ! และพระองค์ได้รับการสถาปนาโดยพระอินทร์เอง และทรงพิชิตโลกทั้งสามด้วยวิถีทางอันชอบธรรม เช่นเดียวกับที่พระวิษณุทรงกระทำด้วยสามก้าวย่างของพระองค์
 และวงล้อรถของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่นั้นก็ดุจดังวงล้อมที่ไม่อาจต้านทานได้ตลอดเส้นทาง (ตลอดทั่วพิภพ) และอัญมณีทั้งหลายก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกษัตริย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์นั้นโดยพระประสงค์ของพระองค์เอง นี่คือผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติของพระองค์ โอ้ องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งผืนดิน พระองค์ทรงประกอบพิธีบูชายัญมากมายหลายรูปแบบ โดยถวายเงินสินบนแก่เหล่านักบวชอย่างมากมาย
 ข้าแต่พระราชา! ผู้ทรงฤทธานุภาพอันเกรียงไกรและรัศมีอันหาประมาณมิได้ ทรงสร้างกองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทรงบำเพ็ญกุศลอันวิจิตร จนได้ครองราชย์เคียงข้างพระอินทร์ พระราชาผู้ทรงปรีชาญาณและมีความเลื่อมใสในพระธรรมวินัยอันแน่วแน่ ทรงประกาศพระโอวาท และด้วยพระปรีชาสามารถนี้ ทรงพิชิตแผ่นดิน พร้อมด้วยท้องทะเล แหล่งกำเนิดอัญมณี และเมืองทั้งมวล (หรือ [ ของ?—JBH ] แผ่นดิน) ได้อย่างราบคาบ ข้าแต่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่! ลานบูชายัญที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้นั้น มีอยู่ทั่วทุกสารทิศ โดยรอบ ไม่มีแม้แต่จุดเดียว แต่มีเครื่องหมายไว้
 โอ้พระราชาผู้ยิ่งใหญ่! ว่ากันว่าพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอำนาจได้ประทานพรให้พราหมณ์โคหนึ่งหมื่นปัทมะเมื่อเกิดภัยแล้งต่อเนื่องกันสิบสองปี พระราชาผู้ทรงอำนาจได้ประทานฝนให้พืชผลงอกงาม โดยไม่ทรงสนใจพระอินทร์ผู้ทรงสายฟ้าฟาด ซึ่งยังคงจ้องมองพระองค์อยู่ ผู้ปกครองแคว้นคันธา ระผู้ทรงอำนาจ ประสูติในราชวงศ์จันทรา ทรงน่าเกรงขามดุจเมฆาคำราม ถูกพระองค์ปลงพระชนม์ ทรงใช้ศรฟาดพระองค์อย่างสาหัส
 ข้าแต่พระราชา! พระองค์ทรงมีจิตวิญญาณอันสูงส่ง ทรงคุ้มครองมนุษย์ทั้งสี่เหล่า และด้วยพละกำลังอันเกรียงไกร ทรงคุ้มครองโลกทั้งมวลให้พ้นจากอันตราย ด้วยพระชนม์ชีพอันบริสุทธิ์และชอบธรรมของพระองค์ นี่คือที่ซึ่งพระองค์ทรงรุ่งเรืองดุจดวงตะวัน ทรงถวายบูชาแด่เทพเจ้า ดูเถิด! บัดนี้ อยู่ท่ามกลางทุ่งกุรุตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ข้าแต่พระอุปัชฌาย์แห่งผืนดิน! ข้าพระองค์ได้ทูลขอต่อพระองค์ถึงชีวิตอันยิ่งใหญ่ของมณฑป และวิถีแห่งการประสูติของพระองค์ ซึ่งเป็นการเกิดอันพิเศษยิ่งนัก
               ไวสัมปยานะกล่าวว่า "โอ้ ลูกหลานของเผ่าภารตะ! บุตรของ กุนตีได้รับการกล่าวโดยนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ โลมะสะ ทันที และได้ตั้งคำถามใหม่ต่อเขาเกี่ยวกับโสมกะ "
               ยุทธิษฐิระกล่าวว่า
               “โอ้ ผู้พูดที่เก่งกาจที่สุด! พระราชา โสมากะ ทรงมีพระอำนาจและพละกำลังมากเพียงไร? ข้าพเจ้าปรารถนาจะฟังเรื่องราวอันแน่ชัดเกี่ยวกับพระราชกิจและพระอำนาจของพระองค์”
" โลมาสากล่าวว่า
 “โอ ยุธิษฐิระ! มีพระเจ้าโสมกะทรงพระนามว่า ทรงมีพระมเหสีถึงหนึ่งร้อยองค์ โอ้ พระราชา ล้วนแต่สมพระสวามี พระองค์ทรงดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่สามารถหาพระโอรสจากใครได้แม้แต่องค์เดียว ตลอดระยะเวลานั้นพระองค์ก็ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อพระองค์ทรงชราภาพแล้ว และทรงพยายามทุกวิถีทางที่จะหาพระโอรส ก็ได้ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง ชื่อว่า จันตุ เกิด จากศตวรรษแห่งสตรี
               โอ้ ผู้ปกครองมนุษย์ทั้งหลาย! บรรดามารดาทั้งหลายเคยนั่งล้อมบุตรชายของตน และต่างก็มอบสิ่งของอันอาจก่อให้เกิดความสุขและความสำราญแก่บุตรของตน วันหนึ่งมดตัวหนึ่งได้ต่อยเด็กชายที่สะโพก เด็กชายจึงกรีดร้องเสียงดังเพราะความเจ็บปวดจากการถูกต่อย
               ทันใดนั้น บรรดามารดาก็โศกเศร้าอย่างยิ่งเมื่อเห็นเด็กถูกมดต่อย พวกเธอจึงยืนล้อมรอบเขาและส่งเสียงร้อง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว และเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดก็ดังไปถึงพระกรรณขององค์กษัตริย์แห่งแผ่นดิน ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ท่ามกลางเหล่าเสนาบดี โดยมีปุโรหิตประจำตระกูลอยู่ข้างๆ จากนั้นพระราชาจึงทรงส่งข่าวไปทูลถามว่าเกิดอะไรขึ้น
 และราชทูตได้อธิบายแก่เขาอย่างแม่นยำถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับลูกชายของเขา โซมากาจึงลุกขึ้นพร้อมกับเหล่าเสนาบดี รีบไปยังห้องของเหล่าสตรี เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว โอ้ ผู้ปราบศัตรู! เขาได้ปลอบโยนลูกชายของเขา และเมื่อทำเช่นนั้นและเสด็จออกจากห้องของเหล่าสตรีแล้ว กษัตริย์ประทับอยู่กับปุโรหิตประจำตระกูลและเหล่าเสนาบดี
"โสมะกะจึงพูดอย่างนี้ว่า
 'โอ้ การมีบุตรชายเพียงคนเดียว! ข้าพเจ้าขอเลือกเป็นคนไม่มีบุตรดีกว่า เมื่อพิจารณาถึงความเจ็บป่วยของสัตว์ทั้งหลาย การมีบุตรชายคนเดียวจึงเป็นเรื่องลำบากยิ่งนัก โอ้พราหมณ์ ! โอ้ พระเจ้าข้า! ด้วยความปรารถนาว่าข้าพเจ้าจะมีบุตรชายหลายคน ข้าพเจ้าจึงได้สมรสกับภรรยาหลายสิบคนในศตวรรษนี้ หลังจากตรวจดูจนแน่ใจแล้วว่าเหมาะสมสำหรับข้าพเจ้า แต่พวกเธอกลับไม่มีบุตรเลย พวกเธอได้พยายามทุกวิถีทางและทุ่มเทความพยายามอย่างมาก จึงได้ให้กำเนิดบุตรชายคนเดียว คือ จันตุ
 โศกเศร้าใดเล่าจะยิ่งใหญ่กว่านี้เล่า? โอ้ ผู้ทรงเกียรติยิ่งในวรรณะสองชาติ! ข้าพเจ้าแก่ชราแล้ว ภรรยาทั้งหลายของข้าพเจ้าก็แก่ตามไปด้วย แต่บุตรคนเดียวนี้เปรียบเสมือนลมหายใจจากรูจมูกของพวกเธอ และสำหรับข้าพเจ้าแล้ว พระองค์ก็ทรงเป็นฉันเช่นกัน แต่มีพิธีใดเล่าที่การฉลองจะทำให้ได้บุตรครบร้อยคน? (และหากมีพิธีเช่นนั้น) จงบอกข้าพเจ้าว่าพิธีนั้นยิ่งใหญ่หรือเล็ก ง่ายหรือยาก
               "บาทหลวงประจำครอบครัวกล่าวว่า
               “มีพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่มนุษย์สามารถมีบุตรได้หนึ่งศตวรรษโดยอาศัยพิธีกรรมนั้น หากท่านทำได้ โอ โสมากะ ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ท่านฟัง”
               "โสมาคากล่าวว่า
               “ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว พิธีที่บุตรหนึ่งร้อยคนจะได้ถือกำเนิดขึ้นนั้น ท่านก็รับไว้ได้เหมือนที่เคยทำมาแล้ว ขอให้ตัวท่านผู้เป็นสุขอธิบายเรื่องนี้ให้ข้าพเจ้าฟัง”
               "พระสงฆ์ประจำตระกูลจึงกล่าวว่า
               “ข้าแต่พระราชา! ข้าพเจ้าขอถวายเครื่องบูชาแด่พระองค์ และพระองค์ต้องถวายจันตุโอรสของพระองค์ในเครื่องบูชานั้น ในอนาคตอันใกล้นี้ บุตรที่งดงามจะบังเกิดแก่พระองค์หนึ่งศตวรรษ เมื่อไขมันของจันตุจะถูกเผาเป็นเครื่องบูชาแด่เทพเจ้า
               มารดาทั้งหลายจะได้กลิ่นควันนั้น และให้กำเนิดบุตรมากมาย กล้าหาญและแข็งแรง และจันตุก็จะบังเกิดเป็นบุตรที่ถือกำเนิดจากพระองค์เองอีกครั้งใน (มารดา) นั้นเอง และบนหลังของเขาจะมีเครื่องหมายทองคำปรากฏ”
               (" โลมาสะกล่าว) " โซมากากล่าวว่า
               “โอ้พราหมณ์ ! สิ่งใดที่พึงกระทำ จงกระทำอย่างเที่ยงตรงตามความจำเป็นเถิด ข้าพเจ้าปรารถนาจะมีบุตรหลายคน ข้าพเจ้าจึงจะทำตามที่ท่านกำหนดไว้ทุกประการ”
               “โลมาสา กล่าวว่า "แล้วพระสงฆ์ก็ประกอบพิธีบูชายัญโดย นำ จันตุไปเป็นเครื่องบูชา แต่มารดาทั้งหลายสงสารจึงจับตัวบุตรไป และพวกเขาร้องว่า “พวกเราพินาศแล้ว!”
 พวกเขาโศกเศร้าเสียใจอย่างแสนสาหัส จึงคว้าตัวจันตุไว้ด้วยมือขวาแล้วร้องไห้อย่างน่าสงสาร แต่ปุโรหิตผู้ประกอบพิธีได้จับมือเด็กหนุ่มไว้และดึงตัวเขาไว้ ดังนกออสเปรย์ตัวเมีย พวกเขากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด! แต่ปุโรหิตลากลูกชายไป ฆ่าเขาเสีย แล้วถวายเครื่องเผาบูชาจากไขมันของเขาในสภาพที่เหมาะสม และ โอ้ ความยินดีแห่งเผ่ากุรุ ! ขณะที่กำลังถวายไขมัน เหล่ามารดาผู้ทุกข์ทรมานได้กลิ่นของมัน แล้วจู่ๆ ก็ร่วงลงสู่พื้น (และสลบไป) ทันใดนั้น สตรีที่งดงามเหล่านั้นก็ตั้งครรภ์ โอ้ พระผู้เป็นเจ้าแห่งมนุษย์! โอ้ ลูกหลานแห่ง เผ่า ภารตะ ! เมื่อสิบเดือนผ่านไป บุตรของโสมกะครบหนึ่งศตวรรษก็ถือกำเนิดขึ้นจากสตรีเหล่านั้น
 โอ้ พระราชาแห่งแผ่นดิน! จันตุได้เป็นพระโอรสองค์โต เกิดจากพระมารดาเดิม ทรงเป็นที่รักยิ่งของเหล่าสตรี บุตรของพวกเธอเองก็มิได้เป็นเช่นนั้น บนพระวรกายของพระองค์มีตราทองคำ และบุตรแห่งศตวรรษนั้น พระองค์ทรงมีคุณธรรมอันประเสริฐยิ่ง ครั้นแล้ว ภิกษุตระกูลโสมกะผู้นั้นก็จากโลกนี้ไป เช่นเดียวกับโสมกะผู้นั้น บัดนี้ พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้นถูกย่างในนรกอันน่าสะพรึงกลัว แล้วพระองค์ก็ทรงซักถามเขาว่า
               ‘เหตุใดท่านจึงถูกเผาในนรกนี้ โอ้ พราหมณ์!’
               แล้วปุโรหิตประจำตระกูลก็เผาเขาด้วยไฟอย่างรุนแรง แล้วพูดกับเขาว่า
               'นี่คือผลจากการที่ข้าพเจ้าได้ประกอบพิธีถวายเครื่องบูชาแด่พระองค์'
               ข้าแต่พระราชา เมื่อพระราชาผู้ทรงฤทธานุภาพได้ยินดังนั้น จึงตรัสกับเทพ ผู้ทรง ลงโทษวิญญาณ ที่ล่วงลับไปแล้วดังนี้
               “ข้าจะเข้ามาทางนี้ ปล่อยนักบวชผู้ทำพิธีของข้าไปเถิด ชายผู้กลับใจคนนี้กำลังถูกไฟนรกเผาเพราะข้าเพียงผู้เดียว”
               " พระธรรมราชาจึงทรงตอบอย่างนี้ว่า
               “ไม่มีใครจะเพลิดเพลินหรือทุกข์เพราะการกระทำของผู้อื่นได้ โอ้ ผู้พูดที่วิเศษที่สุด! สิ่งเหล่านี้คือผลจากการกระทำของคุณ ดูได้ที่นี่”
               "โสมาคากล่าวว่า “หากปราศจากพราหมณ์ผู้นี้ ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าก็ไม่ปรารถนาที่จะไปสู่แดนอันเป็นสุข ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกับบุรุษผู้นี้ ไม่ว่าจะในที่สถิตของเหล่าทวยเทพ หรือในนรก เพราะโอ ธรรมราชา!
               กรรมของข้าพเจ้าก็เหมือนกับกรรมที่เขาได้กระทำไว้ และผลของกรรมดีหรือกรรมชั่วของเราทั้งสอง ย่อมต้องเท่ากัน”
               “ธรรมราชาตรัสว่า
               “โอ้พระราชา! หากพระองค์ปรารถนาเช่นนี้ ก็จงลิ้มรสผลแห่งการกระทำนั้นร่วมกับพระองค์ ตราบเท่าที่พระองค์จะทรงกระทำ แล้วพระองค์จะเสด็จไปยังแคว้นอันเป็นสุข”
               “โลมาสา กล่าวว่า
 กษัตริย์ผู้มีนัยน์ตาดุจดอกบัวทรงกระทำทุกสิ่งอย่างถูกต้องตามพระบัญชาของพระองค์ และเมื่อบาปของพระองค์ถูกชำระล้าง พระองค์ก็ทรงถูกปล่อยตัวพร้อมกับพระสงฆ์ โอ้ พระราชา! พระองค์ทรงโปรดปรานพระสงฆ์มาก พระองค์ทรงได้รับพรอันประเสริฐที่พระองค์พึงได้รับจากการกระทำอันดีงามของพระองค์ และทรงแบ่งปันทุกสิ่งแก่พระสงฆ์ประจำตระกูล นี่คืออาศรมของพระองค์ซึ่งดูงดงามยิ่งนักในสายตาของเรา
 ใครก็ตามจะบรรลุถึงดินแดนอันเป็นมงคลได้ หากเขาใช้เวลาหกคืนที่นี่เพื่อควบคุมกิเลสของตน โอ้ ราชาแห่งราชาทั้งหลาย! โอ้ ผู้นำแห่งเผ่ากุรุ ! บัดนี้ ปราศจากความหวาดหวั่นและการควบคุมตนเองแล้ว เราต้องพักอยู่ที่นี่หกคืน จงเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้เถิด"

🧌🗣 : ตอนต่อไป ;

               ตอนที่ - การเดินทางแสวงบุญของปาณฑพไปยังกุรุเกษตรอันศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับโลมาสะ
 สรุปโดยย่อของบทนี้: โลมาสะ เล่า ให้พระเจ้ายุธิษฐิระ ฟัง ถึงการบูชายัญโบราณที่กษัตริย์และนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่กระทำ ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งพวกเขายืนอยู่ในปัจจุบัน พระองค์ทรงเล่าถึงการที่พระอมวริศะและพระยาติประกอบพิธีกรรมอันวิจิตรบรรจงและได้รับพรจากความศรัทธาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พระองค์ยังทรงกล่าวถึงความสำคัญของ ต้น ซามิทะเลสาบแห่งปรศุรามและอาศรมของพระนารายณ์ในพื้นที่นั้น โลมาสะทรงบรรยายถึงผลกระทบอันลึกซึ้งของการบูชายัญและการบำเพ็ญตบะของกษัตริย์ในอดีต โดยเน้นย้ำถึงพลังทางจิตวิญญาณและความเคารพนับถือของสถานที่นั้น พระองค์ทรงอธิบายตำนานและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อนำทางยุธิษฐิระไปสู่เส้นทางแห่งธรรมและความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณ
เมื่อทรงสดับฟังคำตรัสของโลมาสะ ยุธิษฐิระและพระอนุชาจึงตัดสินใจสรงน้ำศักดิ์สิทธิ์และรับพรจากเหล่านักบุญที่สถิตอยู่ ณ ที่นั้น ยุธิษฐิระแสดงความกตัญญูต่อโอกาสที่ได้เป็นสักขีพยานในแดนสวรรค์ และกล่าวถึงการได้เห็นอรชุน น้องชายของตน ในนิมิตอันศักดิ์สิทธิ์ โลมาสะยืนยันว่านิมิตอันศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้เป็นไปได้สำหรับผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญทางจิตวิญญาณของการแสวงบุญ
โลมาสะนำทางยุธิษฐิระไปยัง แม่น้ำ สรัสวดี อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเหล่านักบุญและกษัตริย์ได้ประกอบพิธีกรรมโบราณและพบความสงบสุขในพระพักตร์ของเทพี ท่านส่งเสริมให้ยุธิษฐิระอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อชำระล้างบาปและรับพรจากเหล่าเทพ โลมาสะบรรยายถึงความยิ่งใหญ่ของแท่นบูชาเทพเจ้าแห่งสรรพสัตว์และทุ่งนาของพระกุรุ ผู้สูงศักดิ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องความมุ่งมั่นในพิธีกรรมบูชายัญ ท่านเน้นย้ำถึงความสำคัญของความบริสุทธิ์ ความศรัทธา และความประพฤติอันชอบธรรมในการเข้าถึงพลังทางจิตวิญญาณของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

04 พฤศจิกายน 2568

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๑๐. ชัมพูผลิยเถราปทาน

ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกหว้า
 [๓๐] เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ ผู้ ทรงยศอันสูงสุด กำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาตอยู่ ข้าพระองค์มีใจ เลื่อมใส ได้ถือเอาผลชมพู่อย่างดีมาถวายแด่พระศาสดา ผู้เป็นทัก- ขิไณยบุคคล เป็นนักปราชญ์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าสัตว์เชษฐ- บุรุษของโลกประเสริฐกว่านรชน เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงเป็น ผู้ละความชนะและความแพ้แล้ว ได้ถึงฐานะที่ไม่หวั่นไหวในกัปที่ แสนแต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้อย่างดีเป็น ทาน ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
  
                        พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระชัมพูผลิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ ชัมพูผลิยเถราปทาน.
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
         ๑. เอกวิหาริยเถราปทาน ๖. กลัมพทายกเถราปทาน
         ๒. เอกสังขิยเถราปทาน ๗. อัมพาฏกทายกเถราปทาน
         ๓. ปาฏิหิรสัญญกเถราปทาน ๘. หรีตกิทายกเถราปทาน
         ๔. ญาณัตถวิกเถราปทาน ๙. อัมพปิณฑิยเถราปทาน
         ๕. อุจฉุขัณฑิกเถราปทาน ๑๐. ชัมพูผลิยเถราปทาน
         บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๘๖ คาถา.
จบ เอกวิหาริวรรคที่ ๔๔

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๙. อัมพปิณฑิยเถราปทาน

ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะม่วง
 [๒๙] ครั้งนั้น เราเป็นพญาช้างมีงางอนงาม ทรงกำลังพิริยะกล้าว่องไว เที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ ได้เห็นพระผู้นำโลก เราได้หยิบเอาชิ้นมะม่วง มาถวายแด่พระศาสดา พระมหาวีรเจ้า พระนามว่าสิทธัตถะ นายก ของโลก ทรงรับประเคน เมื่อเราเพ่งดูอยู่ พระพิชิตมารได้ทรง เสวยในกาลนั้น เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระชินเจ้าพระองค์นั้น จึง เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต เราจุติจากดุสิตนั้นแล้ว ได้เป็นพระเจ้าจักร พรรดิราช เสวยสมบัติโดยอุบายเช่นนั้นแหละ เรามีตนส่งไปเพื่อ ความเพียรสงบระงับ ไม่มีอุปธิกิเลส กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใดใน กาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย ผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
  
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระอัมพปิณฑิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อัมพปิณฑิยเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค
๙. อัมพปิณฑิยเถราปทาน
         อรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔         
         แม้ในวรรคที่ ๔๔ อปทานทั้งหมดก็ปรากฏชัดแล้วเหมือนกัน.   ความต่างแห่งบุญและความต่างแห่งผลอย่างเดียวเท่านั้น เป็นความแปลกกัน.
         จบอรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔         
         -----------------------------------------------------         
               อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
               ๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน
               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค
               ๑. วิเภทกพีชิยเถราปทาน
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๙. 
อัมพปิณฑิยเถราปทาน จบ.