Translate

20 พฤศจิกายน 2568

หน้าต่างที่ ๓ / ๑๒. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค ๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน ๕๕๐. อรรถกถาจูฬสุคันธเถราปทาน

           เนื้อความในอรรถกา มีทั้งหมด ๑๒ หน้าต่าง.
อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒]
                        ยสวรรคที่ ๕๖#-         
                        นทีกัสสปเถราปทานที่ ๒ (๕๕๒)         
                        ว่าด้วยบุพจริยาของพระนทีกัสสปเถระ #- วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา (มีอยู่) จึงนำมาเพิ่มให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ. 
               [๑๔๒] ข้าพเจ้าปฏิเสธความเป็นผู้มียศ 
               สูงแล้ว บวชเป็นดาบส ถือเอาผลมะม่วงสุกอัน 
               มีรสเลิศ ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนาม 
               ว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นใหญ่ที่สุดในโลก ผู้คงที่ 
               ผู้เป็นพระศาสดา ซึ่งกำลังเสด็จจาริกไป เพื่อ 
               บิณฑบาต. 
                     ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าได้อุปบัติเป็น 
               จอมเทวดา เป็นนราสพ ผู้เป็นใหญ่ในโลก ได้ 
               ดำรงตำแหน่งอันมั่นคง ครั้นละโลกนั้นแล้ว ก็ 
               เป็นผู้มีชัยในเบื้องหน้า. 
                     ในแสนกัปแต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้ถวาย 
               ผลไม้ใดไว้ ในครั้งนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น 
               ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย อันนี้เป็นผลแห่งการ 
               ถวายผลไม้อันมีรสเลิศ. 
                     ข้าพเจ้า ได้เผากิเลสทั้งหลายชิ้นแล้ว 
               ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่. 
                     ข้าพเจ้าได้เป็นผู้มาดีแล้วแล คำสอน 
               ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว. 
                     ปฏิสัมภิทา ๔ ฯลฯ คำสอนของพระพุทธ 
               เจ้า ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว. 
         ทราบว่า ท่านพระนทีกัสสปเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ไว้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบนทีกัสสปเถราปทาน
               ยศวรรคที่ ๕๖         
               ๕๕๒. อรรถกถานทีกัสสปเถราปทาน         
               พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :- 
               อปทานของท่านพระนทีกัสสปเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภวคโต ดังนี้. 
               แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ. 
               ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งได้มองเห็นพระศาสดาเสด็จไปบิณฑบาตแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้น้อมถวายผลมะม่วงผลหนึ่งมีสีดุจมโนศิลาซึ่งบังเกิดผลครั้งแรก ของต้นมะม่วงที่ตนเองปลูกไว้. 
               ด้วยบุญกรรมอันนั้น เขาจึงท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดเป็นน้องชายของท่านอุรุเวลกัสสปะ ในตระกูลพราหมณ์ ในแคว้นมคธะ ไม่ปรารถนาอยู่เป็นฆราวาส เพราะมีอัธยาศัยเพื่อออกจากทุกข์ จึงบวชเป็นพระดาบสได้พร้อมกับพวกพระดาบสจำนวน ๓๐๐ คน ช่วยกันสร้างอาศรมอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา. ได้มีสมัญญาว่านทีกัสสปะ เพราะอาศัยอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ และเพราะมีโคตรว่ากัสสปะ. 
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานอุปสมบท ด้วยความเป็นเอหิภิกขุแก่เขาพร้อมทั้งบริษัทด้วย. นทีกัสสปะนั้นดำรงอยู่ในพระอรหัต ด้วยพระธรรมเทศนาอาทิตตปริยายสูตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ คยาสีสประเทศ. 
               ในเรื่องนั้นมีอนุปุพพิกถาดังต่อไปนี้ :- 
         พระศาสดาทรงประทานอนุญาตให้ยสกุลบุตรได้บวชแล้ว ได้เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาเพื่อทรมานชฎิล ๓ พี่น้อง ณ อุรุเวลาประเทศ. ก็โดยสมัยนั้นแล ชฎิล ๓ พี่น้องคือ อุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะและคยากัสสปะ ย่อมอยู่อาศัยในอุรุเวลประเทศ. 
         บรรดาชฎิลทั้ง ๓ นั้น อุรุเวลกัสสปชฎิลเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า เป็นผู้เลิศ เป็นประมุข เป็นปาโมกข์ ของพวกชฎิล ๕๐๐ คน. นทีกัสสปชฎิลเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า เป็นผู้เลิศ เป็นประมุข เป็นปาโมกข์ของพวกชฎิล ๓๐๐ คน, คยากัสสปชฎิลก็เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า เป็นผู้เลิศ เป็นประมุข เป็นปาโมกข์ของพวกชฎิล ๒๐๐ คน. 
         ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังอาศรมของอุรุเวลกัสสปชฎิล ครั้นเข้าไปหาแล้ว ได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า กัสสปะ ถ้าท่านไม่มีความหนักใจแล้วไซร้ เราจะขอพักอาศัยอยู่ที่โรงไฟนี้สักราตรีหนึ่งเถิด. 
         อุรุเวลกัสสปะกล่าวว่า มหาสมณะ เราไม่มีความหนักใจอะไรเลย แต่ว่า นาคราชดุร้าย มีฤทธิ์ มีพิษ มีพิษร้ายแรงอาศัยอยู่ในโรงไฟนั้น เขาอย่าเบียดเบียนท่านเลย. 
         แม้ถึงวาระที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นอีก ฯลฯ แม้ถึงวาระที่ ๓ ฯลฯ เขาอย่าเบียดเบียนท่านเลย. พระศาสดาตรัสว่า ถึงอย่างไร เขาก็ไม่เบียดเบียนเราดอก กัสสปะ ขอท่านจงอนุญาตโรงไฟให้เราเถิด. 
         อุรุเวลกัสสปะกล่าวว่า มหาสมณะ ตามใจท่าน ท่านจงอยู่ตามสบายเถิด. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จเข้าไปยังโรงไฟ ทรงปูลาดสันถัตหญ้า ประทับนั่ง คู้บัลลังก์ ทรงตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้าอย่างมั่นคง. 
         นาคราชนั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปแล้ว เดือดดาลใจ จึงบังหวนควัน. 
         ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระดำริว่า ถ้าอย่างไร เราพึงครอบงำเดชด้วยเดชให้จรดผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อใน กระดูกของนาคราชนี้. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรุงแต่งอิทธาภิสังขารเช่นนั้น ทรงบังหวนควันแล้ว. ลำดับนั้นแล นาคราชเจ้าไม่สามารถจะอดทนความลบหลู่ได้โพลงไฟขึ้นแล้ว. 
         แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทรงเข้าเตโชกสิณโพลงไฟขึ้นแล้ว. 
         โรงไฟมีกองไฟ ๒ กอง ลุกโพลงดุจแสงพระอาทิตย์ ลุกโชติช่วงโพลงไปทั่ว. 
         ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นพากันแวดล้อมโรงไฟแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเราเอ๋ย! พระมหาสมณะผู้มีพระรูปพระโฉมอันแสนจะงดงาม กำลังถูกนาคราชเบียดเบียนอยู่. 
         ลำดับนั้นแล เมื่อราตรีนั้นผ่านไป พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้เดชครอบงำเดชของนาคราชนั้น จนจรดถึงผิว หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกและเยื่อในกระดูกแล้วจับใส่ในบาตร แสดงให้อุรุเวลกัสสปชฎิลได้เห็นประจักษ์แล้ว ตรัสว่า กัสสปะ นาคราชของท่านนี้ได้ถูกเราใช้เดชครอบงำเดชจนหมดฤทธิ์แล้ว. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะนี้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากนักหนา จึงได้ใช้เดชครอบงำเดชของนาคราชที่ดุร้ายมีฤทธิ์ มีพิษ มีพิษร้ายแรงนี้ได้ ถึงกระนั้น ก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา. 
                     พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ใกล้แม่น้ำ 
               เนรัญชราได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลว่า กัสสปะ 
               ถ้าว่าความไม่หนักใจ มีอยู่แก่ท่านไซร้ วันนี้ 
               เราจะขอพักอาศัยอยู่ ณ ที่โรงไฟ. 
                     อุรุเวลกัสสปะกล่าวว่า มหาสมณะ ข้าพ- 
               เจ้าไม่มีความหนักใจแต่อย่างไรเลย ข้าพเจ้าผู้ 
               ประสงค์ความผาสุก จึงห้ามท่านว่า นาคราชดุร้าย 
               มีฤทธิ์ มีพิษ มีพิษร้าย มีอยู่ในที่นั้น นาคราชนั้น 
               อย่าเบียดเบียนท่านเลย. 
                     พระศาสดาตรัสว่า ถึงอย่างไร นาคราช 
               ก็ไม่พึงเบียดเบียนเราแน่ กัสสปะ ขอท่านจง 
               อนุญาตโรงไฟให้เราเถิด 
                     พระศาสดาทรงทราบว่า อุรุเวลกัสสปะ 
               นั้น อนุญาตให้แล้ว ไม่ทรงหวาดกลัว ก้าวล่วง 
               เสียได้ซึ่งภัย เสด็จเข้าไปแล้ว. 
                     นาคราช พอได้เห็นพระฤๅษีเจ้า (พระ- 
               พุทธเจ้า) เข้าไปจึงเดือดดาลใจ บังหวนควันแล้ว 
               พระศาสดา ทรงมีพระหฤทัยอันสม่ำเสมอ มีน้ำ 
               พระทัยเยี่ยมยอด แม้ (จะถูก) นาคราชในร่าง 
               มนุษย์ บังหวนควันในที่นั้นก็ตาม. 
                     ส่วนนาคราชไม่สามารถจะอดกลั้นต่อ 
               ความลบหลู่ได้ ได้บังหวนควันโพลงไฟทั่วแล้ว. 
               พระศาสดาทรงเป็นผู้ฉลาดอย่างยอดเยี่ยมในเตโช- 
               ธาตุกสิณ ได้ทรงบังหวนควันจนโพลงไฟทั่วแล้ว 
               โรงไฟมีเปลวไฟโพลงของทั้งสองฝ่าย ลุกโพลง 
               โชติช่วง ดุจแสงพระอาทิตย์. พวกชฎิลพากัน 
               พูดว่า ชาวเราเอ่ย! พระมหาสมณะ ผู้มีรูปงาม 
               ยิ่ง กำลังถูกนาคราชเบียดเบียนอยู่.
                     พอราตรีนั้นผ่านไป เปลวไฟของนาคราช 
               นั้นก็ถูกเบียดเบียน. ส่วนพระศาสดาก็คงทรงมี 
               พระฤทธิ์อยู่ เปลวไฟจึงมีวรรณะมากมาย สีเขียว 
               สีแดง สีหงสบาท สีเหลือง และสีแก้วผลึก 
               มีเป็นสีเปลวไฟหลายสีมากมายที่พระกายของ 
               พระอังคีรส. พระศาสดา ทรงให้นาคราชขดลง 
               ในบาตรแล้ว แสดงแก่พราหมณ์ว่า กัสสปเอ่ย 
               นี่อย่างไร นาคราชของท่านถูกเราใช้เดชทำลาย 
               เดชของนาคราชนั้นแล้วแล. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลเลื่อมใสยิ่งแล้วในอิทธิปาฏิหาริย์นี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ ขอพระองค์จงประทับอยู่ในที่นี้เท่านั้นเถิด ข้าพเจ้าจักถวายภัตรเป็นประจำแก่พระองค์.
จบปาฏิหาริย์ครั้งแรก
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลจากอาศรมของอุรุเวลกัสสปชฎิลนัก. 
         ลำดับนั้นแล ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เมื่อปฐมยามแห่งราตรีล่วงไปแล้ว มีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยืนอยู่ทั้ง ๔ ทิศ เปรียบเหมือนกองไฟใหญ่. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล พอราตรีนั้นล่วงพ้นไป จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ เมื่อปฐมยามแห่งราตรีล่วงไปแล้ว ใครหนอแลมีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระองค์ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ถวายบังคมพระองค์แล้ว ได้ยืนอยู่ในทิศทั้ง ๔ เปรียบด้วยกองไฟอันใหญ่ยิ่ง. 
         พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ท่านเหล่านั้นคือท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้ามาหาเรา ก็เพื่อฟังธรรม. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งท้าวมหาราชทั้ง ๔ เข้าเฝ้าเพื่อฟังธรรม ถึงอย่างไร ก็ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้วประทับอยู่ในราวป่านั้นนั่นแล.
จบปาฏิหาริย์ครั้งที่สอง
         ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะ เมื่อปฐมยามแห่งราตรีล่วงพ้นผ่านไป มีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประทับยืน ณ ที่สมควรด้านหนึ่งเปรียบเหมือนกองไฟใหญ่ มีรัศมีมากกว่าและประณีตกว่ารัศมีสีแสงที่มีมาก่อน. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล เมื่อราตรีนั้นล่วงผ่านไป จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ ใครกันหนอแล เมื่อปฐมยามแห่งราตรีผ่านไป มีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระองค์ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้ถวายบังคมพระองค์ ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เปรียบเหมือนกองไฟใหญ่ยิ่ง มีรัศมีมากกว่าและประณีตกว่ารัศมีสีแสงที่มีมาก่อน. 
         พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ผู้นั้นคือท้าวสักกะเทวานมินทะเข้ามาหาเรา ก็เพื่อฟังธรรม. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งแม้ท้าวสักกะทวานมินทะก็ยังเข้ามาเฝ้าเพื่อฟังธรรม ถึงอย่างไรก็ยังไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว ประทับอยู่ที่ราวป่านั้นนั่นแล.
จบปาฏิหาริย์ครั้งที่สาม
         ลำดับนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม เมื่อปฐมยามแห่งราตรีผ่านพ้นไป ทรงมีรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งเปรียบเหมือนกองไฟอันใหญ่ยิ่ง มีรัศมีมากกว่าและประณีตกว่าแสงสีที่มีมาก่อน. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลเมื่อราตรีนั้นผ่านพ้นไป จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ ใครหนอแล เมื่อปฐมยามแห่งราตรีผ่านไปแล้ว ทรงมีพระรัศมีงดงามยิ่งนัก ยังราวป่าทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระองค์ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมพระองค์แล้วได้ยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เปรียบเหมือนกองไฟอันใหญ่ยิ่ง มีรัศมีมากกว่าและประณีตกว่าแสงสีที่มีมาก่อน. 
         พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ผู้นั้นคือท้าวสหัมบดีพรหมเข้ามาหาเรา เพื่อฟังธรรม. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งแม้ท้าวสหัมบดีพรหมยังเข้าไปเฝ้าเพื่อฟังธรรมเลย ถึงอย่างไรก็ตงไม่เป็นพระอรหันต์ เหมือนเราแน่นอน. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว ประทับอยู่ที่ราวป่านั้นนั่นแล.
จบปาฏิหาริย์ครั้งที่สี่
         ก็โดยสมัยนั้นแล มหายัญได้ตั้งขึ้นเฉพาะแล้วเพื่ออุรุเวลกัสสปชฎิลและชาวแคว้นอังคะและมคธะทั้งสิ้น ตั้งใจถือเอาขาทนียะโภชนียะเป็นอันมากมุ่งหน้าไป. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า บัดนี้ มหายัญตั้งขึ้นแล้วเพื่อเรา ชาวแคว้นอังคะและมคธะทั้งสิ้นจักถือเอาขาทนียะโภชนียะเป็นอันมากมุ่งหน้าไป ถ้าว่า พระมหาสมณะจักกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ในหมู่มหาชน ลาภและสักการะจักเจริญยิ่งแก่พระมหาสมณะ ลาภและสักการะของเราจักเสื่อมไป โอ ทำไฉน พระมหาสมณะไม่พึงมาในวันพรุ่งนี้. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทราบถึงความปริวิตกทางใจของอุรุเวลกัสสปชฎิลด้วยใจแล้ว เสด็จไปยังอุตตรกุรุ ทรงนำเอาบิณฑบาตมาจากที่นั้นแล้ว เสวยใกล้สระอโนดาดแล้ว ได้ทรงกระทำการพักผ่อนเวลากลางวันในที่นั้นนั่นแหละ. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล ครั้นราตรีนั้นล่วงผ่านไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ภัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ เพราะเหตุไรหนอ เมื่อวานนี้ พระองค์จึงไม่เสด็จมา พวกเราได้แบ่งขาทนียะและโภชนียะวางไว้สำหรับพระองค์แล้ว. 
         พระศาสดาตรัสว่า กัสสป เธอได้มีความคิดอย่างนี้มิใช่หรือว่า บัดนี้แล มหายัญเกิดขึ้นเฉพาะเพื่อเรา และชาวแคว้นอังคะและมคธะทั้งสิ้นจักถือเอาขาทนียะโภชนียะเป็นอันมากมุ่งหน้าไป ถ้าว่า พระมหาสมณะจักกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ในหมู่มหาชนไซร้ ลาภและสักการะของพระมหาสมณะก็จักเจริญยิ่งขึ้น ส่วนลาภสักการะของเราก็จักเสื่อมสิ้นไป โอ ทำไฉน พระมหาสมณะจะไม่พึงมาในวันพรุ่งนี้ ดังนี้ 
         ดูก่อนกัสสป เรานั้นแลได้ทราบความปริวิตกทางใจของท่านด้วยใจ จึงไปยังอุตตรกุรุ นำเอาบิณฑบาตมาจากที่นั้นแล้วฉันใกล้สระอโนดาต ได้ทำการพักผ่อนกลางวันในที่นั้นนั่นเอง. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก จึงจักทราบชัดถึงจิตใจได้ด้วยใจ ชื่อเห็นปานนี้ ถึงอย่างไรก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว ประทับอยู่ ณ ป่านั้นนั่นแล.
จบปาฏิหาริย์ครั้งที่ห้า
         ก็โดยสมัยนั้นแล ผ้าบังสุกุลเกิดขึ้นแล้วแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่าเราจะพึงซักผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล. 
         ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะได้ทรงทราบถึงความปริวิตกแห่งพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงใช้มือขุดสระโบกขรณีเสร็จแล้ว ก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงซักผ้าบังสุกุลในสระโบกขรณีนี้เถิด. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า เราพึงขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอแล. 
         ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะได้ทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงทรงยกแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่แผ่นศิลานี้เถิด. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า เราจะพึงห้อยตากผ้าบังสุกลในที่ไหนหนอแล. 
         ลำดับนั้นแล เทพยดาผู้สิงสถิตอยู่ ณ ที่ต้นไม้รกฟ้า ได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงน้อมเอากิ่งไม้ลงมาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงตากผ้าบังสุกุลไว้ที่กิ่งไม้นี้. 
         ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า เราพึงเปลี่ยนผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล. 
         ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะได้ทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว จึงได้ยกเอาแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปลี่ยนผ้าบังสุกุล ณ ที่นี้เถิด. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล พอเมื่อราตรีนั้นผ่านพ้นไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงกาลเวลาแล้ว ภัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าแต่พระมหาสมณะ เพราะเหตุไรในกาลก่อนสระโบกขรณีนี้ไม่มีในที่นี้ เย็นนี้จึงมีสระโบกขรณีในที่นี้ได้ ก้อนศิลานี้ในกาลก่อนไม่มีวางไว้ ใครยกเอาก้อนศิลานี้มาวางไว้ กิ่งแห่งต้นรกฟ้านี้ในกาลก่อนมิได้น้อมลง เย็นนี้มีกิ่งไม้น้อมลงแล้ว. 
         พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป ผ้าบังสุกุลได้เกิดขึ้นแก่เราในที่นี้ ดูก่อนกัสสป เราได้มีความดำรินี้ว่า เราจะพึงซักผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล กัสสป. ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจ จึงใช้ฝ่ามือขุดสระโบกขรณีแล้ว ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงซักผ้าบังสุกุลในที่นี้เถิด. 
         ดูก่อนกัสสป เย็นนี้ เทวดาซึ่งมิใช่มนุษย์ใช้ฝ่ามือขุดเป็นสระโบกขรณี. 
         ดูก่อนกัสสป เราได้มีความดำริว่า เราจะพึงขยำผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล ดูก่อนกัสสป ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะ ได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจ จึงได้เอาแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงขยำผ้าบังสุกุล ณ ที่แผ่นศิลานี้เถิด ดูก่อนกัสสป เย็นวานนี้ เทวดามิใช่มนุษย์จึงได้วางแผ่นศิลาไว้แล้ว. 
         ดูก่อนกัสสป เราได้มีความดำริว่า เราจะพึงตากผ้าบังสุกุลในที่ไหนหนอแล ดูก่อนกัสสป ลำดับนั้นแล เทพยดาผู้สิงสถิตอยู่ ณ ต้นรกฟ้าได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจแล้วจึงน้อมเอากิ่งไม้ลงมาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงห้อยตาก ณ ที่กิ่งไม้นี้เถิด ก็ต้นรกฟ้านั้นสูงแค่เอื้อมถึง. 
         ดูก่อนกัสสป เราได้มีความดำริว่าเราจะพึงเปลี่ยนผ้าบังสุกุล ณ ที่ไหนหนอแล. ดูก่อนกัสสป ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะเทวานมินทะได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของเราด้วยใจ ยกเอาแผ่นศิลาใหญ่มาวางไว้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปลี่ยนผ้าบังสุกุล ณ ที่นี้เถิด ดูก่อนกัสสป แผ่นศิลานี้เทวดามิใช่มนุษย์ยกมาวางไว้. 
         ลำดับนั้นแล ท่านอรุเวลกัสสปได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะนี้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ซึ่งแม้ท้าวสักกะเทวานมินทะก็ยังมาทำการช่วยเหลือถึงที่ ถึงอย่างไรก็ไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้วก็ประทับอยู่ ณ ราวป่านั้นนั่นแล. 
         ลำดับนั้นแล อุระเวลกัสสปชฎิล พอเมื่อราตรีนั้นผ่านพ้นไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นพอเข้าไปเฝ้าแล้ว จึงกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะเจ้า บัดนี้ถึงภัตกาลแล้ว ภัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว. 
         พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เธอไปก่อนเถอะแล้ว เราจะตามไป ดังนี้แล้ว เสด็จส่งท่านอุรุเวลกัสสปชฎิล. 
         ชมพูทวีปย่อมปรากฏมีต้นหว้า จึงทรงถือเอาผลจากต้นหว้านั้นแล้ว รีบเสด็จมาประทับนั่ง ณ ที่โรงไฟก่อนกว่า. 
         อุรุเวลกัสสปชฎิลพอได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่โรงไฟจึงกราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระสมณะ พระองค์เสด็จมาโดยหนทางไหน พระเจ้าข้า ข้าพระองค์หลีกไปก่อนกว่าพระองค์ แต่ทำไม พระองค์จึงมาถึงก่อนกว่าข้าพระองค์ แล้วยังประทับนั่ง ณ ที่โรงไฟ (อย่างสำราญเสียอีก). 
         พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เราส่งเธอ ณ ที่นั้นแล้ว ชมพูทวีปเกิดมีต้นหว้าใหญ่ เราจึงเก็บผลหว้าจากต้นหว้านั้นแล้ว มานั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่า ดูก่อนกัสสป ผลหว้านี้แลสมบูรณ์ด้วยสีสมบูรณ์ด้วยกลิ่น สมบูรณ์ด้วยรสชาติ ถ้าเธอประสงค์ก็จงบริโภคเถิด. 
         อุรุเวลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พอแล้ว พระองค์เท่านั้นสมควรแก่ผลไม้นั้น พระองค์เท่านั้นจงบริโภคผลไม้นั้นเถิด. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากแล ทรงส่งเราให้ไปก่อนกว่าแล้ว ชมพูทวีปก็ปรากฏมีต้นหว้าขึ้น เก็บผลไม้จากต้นหว้านั้น มาถึงประทับนั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่าเรา ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยภัตรของอุรุเวลกัสสปชฎิลแล้ว ประทับอยู่ ณ ราวป่านั้นแล. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิล เมื่อพอว่าราตรีนั้นล่วงไปแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงได้กราบทูลภัตกาลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ บัดนี้ถึงภัตกาลแล้ว ภัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว. 
         พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เธอจงไปก่อน เราจะตามไปแล้วทรงส่งอุรุเวลกัสสปชฎิลไป ชมพูทวีปปรากฏมีต้นหว้าขึ้น ต้นมะม่วงมีไม่ไกลต้นหว้านั้นนัก ฯลฯ ต้นมะขามป้อมมีไม่ไกลกว่าต้นหว้านั้นนัก ฯลฯ ต้นสมอไทยมีไม่ไกลต้นกว้านั้นนัก ฯลฯ จึงไปยังดาวดึงส์ ถือเอาดอกปาริฉัตตกะมาประทับนั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่า. 
         อุรุเวลกัสสปชฎิลได้เห็นแล้วแลซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่ง ณ โรงไฟ ครั้นได้เห็นแล้วจึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พระองค์เสด็จมาโดยหนทางไหน ข้าพระองค์หลีกไปก่อนกว่าพระองค์ พระองค์นั้นกลับมาประทับนั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่าข้าพระองค์. 
         พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เราส่งเธอในที่นั้นแล้ว ก็ไปยังดาวดึงส์ ถือเอาดอกปาริฉัตตกะ มานั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่า ดูก่อนกัสสป ดอกปาริฉัตตกะนี้แลสมบูรณ์ด้วยสี สมบูรณ์ด้วยกลิ่น ถ้าเธอประสงค์ก็จงถือเอาเถิด.
         อุรุเวลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พอแล้ว พระองค์เท่านั้นสมควรแก่ดอกไม้นั้น พระองค์เท่านั้นจงถือเอาดอกไม้นั้นเถิด. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากกมายนักแล ทรงส่งเราไปล่วงหน้าก่อนแล้ว พระองค์เสด็จไปยังดาวดึงส์ เลือกเก็บดอกปาริฉัตตกะแล้วมาประทับนั่ง ณ โรงไฟก่อนกว่าเราอีก ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
         ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นมีความประสงค์เพื่อจะทำการบูชาไฟ แต่ไม่อาจเพื่อจะผ่าฟืนได้. 
         ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นจึงได้มีความคิดว่า ต้องเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะเป็นแน่ อย่างมิต้องสงสัย พวกเราจึงไม่อาจจะผ่าฟืนได้. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป พวกของเธอจงผ่าฟืนเถิด. อุรุเวลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่มหาสมณะ พวกชฎิลจะผ่าฟืน. 
         พวกชฎิลได้ผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อนครั้งเดียวเท่านั้น. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ทรงบันดาลให้พวกเราผ่าฟืนทั้งหลายได้ ถึงอย่างไรก็คงจะไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
         ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นมีความประสงค์จะบูชาไฟแต่ไม่อาจเพื่อจะก่อไฟได้. ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นได้มีความคิดว่า คงจะเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะแน่นอน อย่างมิต้องสงสัย พวกเราจึงไม่อาจเพื่อจะก่อไฟได้. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป ไฟจงลุกโพลงขึ้นเถิด. อุรุเวลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ ขอไฟจงลุกโพลงขึ้นเถิด. 
         พวกชฎิลได้ให้กองไฟ ๕๐๐ กองลุกโพลงขึ้นแล้วคราวเดียวเท่านั้น. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดนี้ว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ทรงสามารถบันดาลแม้กระทั่งไฟให้ลุกโพลงขึ้นได้ ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
         ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นบูชาไฟแล้ว แต่ไม่สามารถเพื่อจะทำการดับไฟได้. ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นได้มีความคิดว่า คงเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะอย่างมิต้องสงสัย พวกเราจึงไม่สามารถเพื่อจะทำการดับไฟได้. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป พวกชฎิลจงดับไฟเถิด. อุรุเวลกัสสปกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ พวกชฎิลจงดับไฟเถิด. พวกชฎิลพากันดับไฟ ๕๐๐ กองคราวเดียวเท่านั้น. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดนี้ว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ซึ่งบันดาลให้เราดับไฟได้ ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
         ก็โดยสมัยนั้นแล ในราตรีที่เย็นหนาว ในสมัยที่มีหิมะตกในวันที่หนาวที่สุด ๘ วันในฤดูหิมะตก พวกชฎิลเหล่านั้นต่างก็พากันอาบน้ำโผล่ขึ้นบ้าง ดำลงบ้างในแม่น้ำเนรัญชรา กระทำการโผล่ขึ้นและดำลงบ้าง. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงเนรมิตเชิงกรานก่อไฟขึ้นประมาณ ๕๐๐ ที่ ซึ่งพวกชฎิลเหล่านั้นต่างก็พากันผิงไฟ. 
         ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นจึงคิดว่า คงจะเป็นอิทธานุภาพของพระมหาสมณะเป็นแน่มิต้องสงสัย จึงเกิดมีการเนรมิตเชิงกรานก่อไฟขึ้น. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดนี้ว่า พระมหาสมณะมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากนักแล ทรงเนรมิตเขิงกรานก่อไฟขึ้นมาก ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
         ก็โดยสมัยนั้นแล มหาเมฆก้อนใหญ่ตกลงมา มิใช่ตามฤดูกาล ได้มีน้ำท่วมมาก พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในประเทศถิ่นที่ใด ประเทศถิ่นที่นั้นก็ไม่มีน้ำท่วม. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า ไฉนไหนเราจะพึงยังน้ำนั้นให้เป็นขอบสูงขึ้นไปในทิศโดยรอบได้. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงยังน้ำนั้นให้เป็นขอบสูงขึ้นไปในทิศโดยรอบ เสด็จจงกรมตรงกลางที่มีพื้นเป็นธุลีฟุ้งขึ้น. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลคิดว่า พระมหาสมณะ อย่าได้ถูกน้ำท่วมทับพัดพาไปเลย จึงได้ไปยังถิ่นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่พร้อมกับพวกชฎิลมากมาย โดยมีเรือเป็นพาหนะ. 
         อุรุเวลกัสสปชฎิลได้เห็นแล้วแลซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ผู้ทรงเนรมิตน้ำนั้นให้เป็นขอบสูงขึ้นโดยรอบ ทรงจงกรมตรงกลางที่มีพื้นเป็นฝุ่นฟุ้งขึ้น. ครั้นได้เห็นแล้วจึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ นี่พระองค์หรือ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัสสป นี้เราเอง แล้วเสด็จเหาะขึ้นสู่เวหาส ได้เสด็จขึ้นไปพร้อมกับเรือ. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้มีความคิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ซึ่งแม้กระทั่งน้ำก็ยังไม่พัดพาไปได้ ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเราแน่. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า เป็นเวลานานหนอ จึงจักมีโมฆบุรุษเช่นนี้โดยที่คิดว่า พระมหาสมณะทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมากนักแล ถึงอย่างไรก็คงไม่เป็นพระอรหันต์เช่นกับเราแน่ดังนี้ ถ้ากระไร เราพึงทำชฎิลนี้ให้เกิดความสังเวช.
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะอุรุเวลกัสสปชฎิลนั้นว่า ดูก่อนกัสสป เธอยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ทั้งยังไม่ได้เข้าถึงแม้อรหัตมรรคด้วย เธอจักเป็นพระอรหันต์ หรือว่าจักเข้าถึงอรหัตมรรค ด้วยปฏิปทาใด ปฏิปทาแม้นั้นของเธอยังไม่มีเลย. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลได้ซบศีรษะลงที่พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้การบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. 
         พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกัสสป เธอแลเป็นนายกผู้คอยแนะนำ เป็นผู้เลิศเป็นประมุข เป็นประธานของพวกชฎิล ๕๐๐ คน เธอจงบอกลาพวกชฎิลเหล่านั้นเสียก่อน พวกชฎิลเหล่านั้นจักได้ทำตามที่เธอสำคัญเข้าใจได้. 
         ลำดับนั้นแล อุรุเวลกัสสปชฎิลจึงเข้าไปหาพวกชฎิลเหล่านั้น ครั้นเข้าไปหาแล้วจึงได้กล่าวกะชฎิลเหล่านั้นว่า ชาวเราเอ่ย เราต้องการจะประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ ขอพวกท่านจงทำตามที่ท่านผู้เจริญเข้าใจเถิด. 
         พวกชฎิลกล่าวว่า ชาวเราเอ่ย ตั้งแต่กาลนานมาแล้ว พวกเราได้มีความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่งในพระมหาสมณะ ถ้าท่านผู้เจริญจักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะไซร้ แม้พวกเราทั้งหมดก็จักประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะนั้นด้วยเหมือนกัน. 
         ลำดับนั้นแล ชฎิลเหล่านั้นจึงปล่อยให้สิ่งเจือปนด้วยเส้นผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชาไฟ ลอยไปในน้ำแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงซบศีรษะลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วตรัสต่อไปอีกว่า ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด. 
         พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น. 
         นทีกัสสปชฎิลได้เห็นแล้วซึ่งมวยผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชาไฟ ลอยน้ำมา ครั้นเขาได้เห็นแล้วจึงมีความคิดว่าคงจะมีอันตรายแก่พระพี่ชายของเราแน่ จึงส่งชฎิลไปสืบว่าท่านจงไปให้รู้เรื่องพี่ชายของเราให้ได้ ดังนี้ และตนเองพร้อมกับชฎิล ๓๐๐ คนได้ไปหาท่านอุรุเวลกัสสป ครั้นเข้าไปหาแล้วจึงกล่าวกะท่านอุรุเวลกัสสปนั้นว่า พี่กัสสป การบวชนี้เป็นสิ่งประเสริฐดีหรือ. 
         ท่านอุรุเวลกัสสปตอบว่า ใช่ การบวชแบบนี้เป็นสิ่งประเสริฐแน่. 
         ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นจึงได้เอามวยผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชาไฟ ลอยน้ำไปแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว จึงซบศีรษะลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วจึงได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วตรัสอีกว่า ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด. 
         พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น. 
         คยากัสสปชฎิลได้เห็นแล้วซึ่งมวยผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชาไฟ อันลอยน้ำมา ครั้นเขาได้เห็นแล้วจึงได้มีความคิดว่า อันตรายจะมีแก่พี่ชายทั้งสองของเราแน่นอน แล้วได้ส่งชฎิลไปสืบให้รู้ว่า พวกท่านจงไป จงรู้เรื่องราวแห่งพี่ชายของเราดังนี้ และตนเองพร้อมด้วยพวกชฎิล ๒๐๐ คนจึงพากันเข้าไปหาท่านอุรุเวลกัสสป ครั้นเข้าไปหาแล้วจึงได้กล่าวกะท่านอุรุเวลกัสสปนั้นว่า ข้าแต่พี่กัสสป การทำอย่างนี้ประเสริฐแล้วหรือ. 
         ท่านอุรุเวลกัสสปตอบว่า ใช่แล้ว การทำอย่างนี้เป็นสิ่งประเสริฐแน่. 
         ลำดับนั้นแล พวกชฎิลเหล่านั้นจึงได้พากันลอยมวยผม ชฎา สาแหรก เครื่องบูชาไฟในน้ำแล้วพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงได้ซบศีรษะลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วตรัสอีกว่า ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด. 
         พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุเหล่านั้น. 
                     ด้วยการอธิษฐานของพระผู้มีพระภาคเจ้า 
               ปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ วิธี ซึ่งมีโดยนัยนี้คือ พวกชฎิล 
               ผ่าฟืน ๕๐๐ ท่อนไม่ออก พอผ่าฟืนออกแล้ว ก็ 
               ก่อไฟไม่ติด พอก่อไฟติดแล้ว จะดับไฟก็ดับไม่ได้ 
               ครั้นพอดับไฟได้แล้ว ก็ทรงนิรมิตเชิงกราน ๕๐๐ 
               ที่ให้. 
                     ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ 
               อยู่ในอุรุเวลาตามความพอพระทัย ทรงพร้อมกับ 
               ภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ร่วมกับปราณชฎิลทั้งหมด 
               ๑,๐๐๐ คน เสด็จหลีกจาริกไปยังคยาสีสะประเทศ 
                     ได้ทราบว่า ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า 
               ประทับอยู่ ณ คยาสีสะประเทศ ใกล้แม่น้ำคยา 
               พร้อมกับภิกษุจำนวน ๑,๐๐๐. 
                     ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส 
               เตือนภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวง 
               เป็นของร้อน ภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่า ชื่อว่า 
               สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็น 
               ของร้อน รูปทั้งหลายก็เป็นของร้อน วิญญาณ 
               อาศัยจักษุก็เป็นของร้อน.
                     จักษุสัมผัสก็เป็นของร้อน ความเสวย 
               อารมณ์นี้เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้ 
               อันใด เป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข 
               ก็ดี แม้อันนั้นก็เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร 
               ร้อนเพราะไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ 
               ร้อนเพราะความเกิด เพราะความแก่ และเพราะ 
               ความตาย เพราะความเศร้าโศก เพราะความคร่ำ 
               ครวญ เพราะความทุกข์ เพราะความโทมนัส 
               เพราะความคับแค้นใจ เราจึงกล่าวว่าเป็นของ 
               ร้อน. 
                     โสตเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายก็เป็น 
               ของร้อน ฯลฯ ฆานะเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลาย 
               ก็เป็นของร้อน ฯลฯ ลิ้นเป็นของร้อน รสก็เป็น 
               ของร้อน ฯลฯ กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะก็ 
               เป็นของร้อน ฯลฯ ใจเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลาย 
               ก็เป็นของร้อน 
                     มโนวิญญาณก็เป็นของร้อน มโนสัมผัส 
               ก็เป็นของร้อน ความเสวยอารมณ์นี้เกิดขึ้นเพราะ 
               มโนสัมผัสเป็นปัจจัยแม้อันใดเป็นสุขก็ดี เป็น 
               ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ดี แม้อันนั้นก็เป็น 
               ของร้อน ร้อนเพราะอะไร ร้อนเพราะไฟคือราคะ 
               เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ร้อนเพราะ 
               ความเกิด เพราะความแก่ และความตาย เพราะ 
               ความเศร้าโศก เพราะความคร่ำครวญ เพราะ 
               ความทุกข์ เพราะความโทมนัส เพราความคับ 
               แค้นใจ เราจึงกล่าวว่าเป็นของร้อนแล. 
                     ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้เห็น 
               ได้ฟังแล้วอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในจักษุ ย่อม 
               เบื่อหน่ายในรูป ย่อมเบื่อหน่ายในวิญญาณที่ 
               อาศัยจักษุ ย่อมเบื่อหน่ายในสัมผัสอาศัยจักษุ 
               ความเสวยอารมณ์นี้ เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสแม้ 
               อันใด เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่ 
               สุขก็ดี ย่อมเบื่อหน่ายในความเสวยอารมณ์นั้น 
               ย่อมเบื่อหน่ายในโสต ย่อมเบื่อหน่ายในกลิ่น ฯลฯ 
               ย่อมเบื่อหน่ายในฆานะ ย่อมเบื่อหน่ายในกลิ่น ฯลฯ 
               ย่อมเบื่อหน่ายในชิวหา ย่อมเบื่อหน่ายในรสทั้งหลาย 
               ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในกาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน 
               โผฏฐัพพะ ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ ย่อมเบื่อ 
               หน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน 
               โผฏฐัพพะ ฯลฯ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ ย่อมเบื่อ 
               หน่ายแม้ในธรรมทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ใน 
               มโนวิญญาณ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในมโนสัมผัส 
                     ความเสวยอารมณ์นี้เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัส 
               เป็นปัจจัยแม้อันใด เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ 
               ทุกข์ ไม่ใช่สุขก็ดี ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในความเสวย 
               อารมณ์นั้น เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด 
               เพราะคลายความกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อจิต 
               หลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว 
                     พระอริยสาวกนั้น ย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้น 
               แล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจอื่นที่ควรทำได้ 
               ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้ 
               มีอีกต่อไป ดังนี้. 
         ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังตรัสไวยากรณ์นี้อยู่ จิตของภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปนั้นก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นแล. 
         เพราะได้ฟังอาทิตตปริยายเทศนาอย่างนี้ พระนทีกัสสปเถระจึงได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๕ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บท อคฺคผลํ คือ ผลอันสูงสุด หรือผลที่ตนเก็บเอาในครั้งแรกแห่งต้นมะม่วงที่ตนเองได้ปลูกไว้. 
         คำที่เหลือมีเนื้อความพอที่จะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถานทีกัสสปเถราปทาน

19 พฤศจิกายน 2568

หน้าต่างที่ ๑ / ๑๒. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค ๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน ๕๕๐. อรรถกถาจูฬสุคันธเถราปทาน

          เนื้อความในอรรถกา มีทั้งหมด ๑๒ หน้าต่าง.
อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒]
               พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :- 
               อปทานของท่านพระจูฬสุคันธเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้. 
               แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านได้บังเกิดในตระกูลซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในกรุงพาราณสี บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้ว นมัสการอยู่ทุกเมื่อ ถวายมหาทาน นำเอาของหอมโดยชาติ ๔ อย่าง#- ฉาบไล้พระคันธกุฎีพระผู้มีพระภาคเจ้า เดือนละ ๗ ครั้ง. 
                #- กลิ่นหญ้าฝรั่น กลิ่นกฤษณา กลิ่นกำยาน กลิ่นบุปผชาติ. กลิ่น ๔ อย่างนี้เรียกว่าจตุชาติคันธะ หรือเรียกว่าจตุชาติสุคันธะ. 

               เขาได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอให้กลิ่นหอมอย่างดียิ่งจงบังเกิดแก่สรีระของข้าพระองค์ในสถานที่ที่ได้เกิดแล้วเกิดแล้วเถิด. 
               พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพยากรณ์กะเขาแล้ว. 
               เขาดำรงอยู่จนตลอดอายุ บำเพ็ญบุญไว้เป็นอันมาก จุติจากอัตภาพนั้นไปบังเกิดในเทวโลก กระทำกลิ่นสรีระให้หอมฟุ้งทั่วกามาวจรโลก จึงได้ปรากฏชื่อว่า สุคันธเทวบุตร
               เทพบุตรนั้นได้เสวยสมบัติเทวโลกแล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ได้บังเกิดในตระกูลที่มีโภคะมากมาย. ด้วยกลิ่นแห่งสรีระของมารดาเขา เรือนทั้งสิ้นและพระนครทั้งสิ้น ได้มีกลิ่นหอมเป็นอันเดียวกัน. 
               ในขณะที่เขาเกิดแล้ว สาวัตถีนครทั้งสิ้นได้เป็นคล้ายกับผอบของหอม. ด้วยเหตุนั้น มารดาบิดาจึงได้ตั้งชื่อเขาว่าสุคันธะ. 
               เขาได้ถึงความเจริญวัยแล้ว. ในคราวนั้น พระศาสดาได้เสด็จถึงสาวัตถี ได้ทรงรับพระเชตวันมหาวิหาร. นายสุคันธะนั้นเห็นพระศาสดาพระองค์นั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส บวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔. 
               ตั้งแต่วันที่ท่านเกิดขึ้นจนถึงปรินิพพาน ในระหว่างนี้ กลิ่นหอมเท่านั้นฟุ้งตลบไปในที่ทั้งหลายเช่นที่นอนและที่ยืนเป็นต้น. แม้พวกเทวดาก็ยังโปรยจุณทิพย์และดอกไม้หอมทิพย์ลงถวาย. 
               ก็พระเถระนั้น ครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้วระลึกถึงบุรพกรรมของตน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้. 
               คำนั้นทั้งหมดมีเนื้อความพอที่จะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียว เพราะมีนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง และเพราะมีเนื้อความง่าย. 
               ความต่างกันแห่งบุญและความต่างกันแห่งชื่ออย่างเดียวเท่านั้นเป็นความแปลกกันแล.
จบอรรถกถาจูฬสุคันธเถราปทาน
               รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ 
                           ๑. ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน 
                           ๒. กังขาเรวตเถราปทาน 
                           ๓. สีวลิเถราปทาน 
                           ๔. วังคีสเถราปทาน 
                           ๕. นันทกเถราปทาน 
                           ๖. กาฬุทายีเถราปทาน 
                           ๗. อภยเถราปทาน 
                           ๘. โลมสติยเถราปทาน 
                           ๙. วนวัจฉเถราปทาน 
                           ๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน 
               และในวรรคนี้มีคาถา ๓๑๖ คาถา.
จบภัททิยวรรคที่ ๕๕
                รวมวรรค 
                           ๑. กณิการวรรค 
                           ๒. ผลทายกวรรค 
                           ๓. ติณทายกวรรค 
                           ๔. กัจจายนวรรค 
                           ๕. ภัททิยวรรค 
               บัณฑิตคำนวณคาถาไว้แผนกหนึ่ง รวมได้ ๙๘๔ คาถา และประกาศอปทานรวมได้ ๕๕๖ อปทาน พร้อมกับอุทานคาถา มีคาถารวม ๖๒๑๘ คาถา.
จบ พุทธาปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน และเถราปทานแต่เท่านี้

หน้าต่างที่ ๒ / ๑๒. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค ๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน ๕๕๐. อรรถกถาจูฬสุคันธเถราปทาน

           เนื้อความในอรรถกา มีทั้งหมด ๑๒ หน้าต่าง.
อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒]
ยสวรรคที่ ๕๖#-         
         ยสเถราปทานที่ ๑ (๕๕๑)         
         ว่าด้วยบุพจริยาของพระยสเถระ
#- วรรคนี้ในบาลีไทย ขาดหายไป แต่ของฉบับภาษาอื่นและอรรถกถา จึงนำมาเพิ่มให้ครบ พร้อมทั้งเพิ่มเลขข้อต่อจากข้อ ๑๔๐ ไปตามลำดับ. 

                     [๑๔๑] ครั้งเมื่อข้าพเจ้าเกิดเป็นพญานาค 
               ได้นำพระพุทธเจ้า พระนามว่า สุเมธะ พร้อม 
               ด้วยพระภิกษุสงฆ์ผู้ดำลงสู่มหาสมุทร สู่ภาคพื้นที่ 
               อยู่ของข้าพเจ้า อันสำเร็จด้วยการเนรมิตเป็นอย่าง 
               ดี มีสระโบกขรณี ที่เนรมิตเป็นอย่างดี มีเสียง 
               นกจากพรากร่ำร้องขับกล่อมอยู่. 
                     ภพที่อยู่นั้น มุงบังด้วยดอกมณฑารพ 
               ด้วยดอกปทุมและดอกอุบล นที ก็ไหลผ่านไปใน 
               ที่นั้น ๆ มีท่าขึ้นลงเป็นที่รื่นรมย์ใจ. 
                     คลาคล่ำไปด้วยหมู่ปลาและเต่า หมู่นก 
               นานาพันธุ์ ก็โบยบินอยู่เบื้องบน นกยูงและนก 
               กะเรียนก็ร่อนร้อง นกดุเหว่าก็ร่ำร้องซ้องสำเนียง 
               เสนาะ. 
                     นกเขา นกคับแค นกจากพราก นก 
               เป็ดน้ำ นกกะทา นกสาลิกา นกกะปูด นก 
               ออกก็มีอยู่ในที่นั้น. 
                     หมู่หงส์ และนกกระเรียน ส่งเสียงร้อง 
               ดัง นกแสกสีน้ำตาลก็มีมาก ภพที่อยู่นั้น สมบูรณ์ 
               ด้วยรัตนะทั้ง ๗ ประการ เช่นแก้วมณี แก้วมุกดา 
               และแก้วประพาฬ. 
                     ต้นไม้เล่า ก็สำเร็จด้วยทองทั้งสิ้น ลำต้น 
               ต่างก็โอนเอนไปมา ส่องแสงแวววาวทั้งวันทั้งคืน 
               ภพที่อยู่มีทุกสิ่งตลอดกาล. 
                     มีนักดนตรีหญิงหกหมื่น ขับกล่อมทั้ง 
               เย็นทั้งเช้า มีสตรีหนึ่งหมื่นหกพันนาง แวดล้อม
                บำรุงเราตลอดกาล. 
                     ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส มีใจเป็นสุข ถวาย 
               บังคมพระพุทธเจ้า พระนามว่า สุเมธะ ผู้เป็น 
               นายกของโลกผู้มีพระยศใหญ่นั้น ในกาลที่พระ- 
               องค์เสด็จออกจากภพของข้าพเจ้า. 
                     ครั้นข้าพเจ้าถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า 
               แล้ว ทูลนิมนต์พระองค์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ 
               พระสุเมธพุทธเจ้าผู้จอมปราชญ์ ผู้เป็นนายกของ 
               โลก พระองค์นั้น ทรงรับนิมนต์แล้ว. 
                     ครั้นแล้ว ทรงแสดงธรรมกถาแก่ข้าพ- 
               เจ้า ข้าพเจ้าได้ส่งพระมหามุนีเสด็จกลับแล้ว 
               ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงกลับเข้าสู่ภพ 
               ของข้าพเจ้า. 
                     ข้าพเจ้า บอกกับบริวารชนทั้งหมดที่ 
               กำลังประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้นว่า ในเวลาเช้าวัน 
               รุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าจักเสด็จมายังภพของเรา. 
                     พวกเราเหล่าใด ทั้งที่อยู่ในสำนักของ 
               พระองค์แม้พวกเราเหล่านั้น ไม่ใช่จะได้ลาภโดย 
               ง่ายนัก จึงพวกเราจักบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ประ- 
               เสริฐ ผู้เป็นพระศาสดา. 
                     เมื่อเรา จัดตั้งภัตตาหารและน้ำฉันเสร็จ 
               แล้ว จึงไปกราบทูลภัตกาล พระพุทธเจ้า ผู้เป็น 
               นายกของโลกพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ผู้ชำนาญ 
               ในฤทธิ์จำนวนหนึ่งแสนรูป จะเสด็จเข้ามาแล้ว. 
                     ข้าพเจ้าได้ทำการต้อนรับพระองค์ ด้วย 
               การประโคมด้วยดนตรีเครื่องห้า พระองค์ ผู้เป็น 
               บุรุษสูงสุด ประทับนั่งบนตั่งอันสำเร็จด้วยทองคำ 
               ล้วน. 
                     ได้มีการมุงบังในเบื้องบน ครั้งนั้น 
               อาสนะสำเร็จด้วยทองทั้งนั้น พัดวีชนี ก็พัด 
               โบกพระองค์ผู้ไม่มีใครยิ่งกว่า พร้อมด้วยพระ- 
               ภิกษุสงฆ์. 
                     ได้อังคาส พระพุทธองค์ พร้อมด้วย 
               พระภิกษุสงฆ์ ให้อิ่มหนำ ด้วยข้าวและน้ำอัน 
               เพียงพอ แล้วได้ถวายคู่ผ้าแด่พระองค์ และพระ- 
               ภิกษุสงฆ์องค์ละคู่. 
                     พระสุเมธพุทธเจ้า พระองค์นั้น ผู้ควร 
               รับเครื่องบูชา ประทับนั่งในท่ามกลางพระภิกษุ 
               สงฆ์แล้ว จะตรัสพระดำรัส จึงตรัสพระคาถา 
               เหล่านี้ ว่า 
                     บุคคลใด อังคาสเราด้วยข้าวและน้ำ ให้ 
               เราเหล่านี้ทั้งหมดอิ่มพอแล้ว เราจะสรรเสริญผู้นั้น 
               พวกท่านจงฟังเรากล่าวเถิด. 
                     ตลอดกาล ๑,๘๐๐ กัป ผู้นั้น จักชื่นชม 
               ยินดีอยู่ในเทวโลก จักชื่นชมอยู่ในความเป็น 
               พระราชา ๑,๐๐๐ ครั้ง แล้วจักเป็นพระเจ้าจักร- 
               พรรดิ. 
                     เมื่ออุบัติในกำเนิดใด ก็อุบัติแต่ในกำเนิด 
               เทวดาและมนุษย์เท่านั้น เครื่องมุงบังอันสำเร็จ 
               ด้วยทองล้วน ก็จักกั้นอยู่เบื้องบนเขา. 
                     ในกัปที่สามหมื่น พระมหาบุรุษ พระ- 
               นามว่า โคตมะ โดยพระโคตร จักทรงสมภพใน 
               พระราชวงศ์แห่งพระเจ้าโอกกากราช จักเป็น 
               พระศาสดาในโลก. 
                     เขาจักเป็นทายาทในธรรมของพระองค์ 
               จักเป็นพระโอรส โดยธรรมเนรมิต เพราะกำหนด 
               รู้อาสวะทั้งสิ้นแล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพ- 
               พาน. 
                     เมื่อเขานั่งในท่ามกลางพระภิกษุสงฆ์ 
               เขาจักบรรลือสีหนาท มนุษย์ทั้งหลาย จักสร้าง 
               ฉัตรเบื้องบนจิตกาธานแล้วฌาปนกิจบนจิตกาธาน 
               ภายใต้ฉัตร. 
                     สามัญผลเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าโดยลำดับ 
               บรรดากิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาหมดสิ้นแล้ว 
               เมื่ออยู่ในเรือนยอด หรือโคนต้นไม้ ข้าพเจ้าก็ 
               ไม่มีความหวาดกลัวเลย. 
                     ในกัปที่สามหมื่น ข้าพเจ้า ได้ถวาย 
               ทานใดไว้ในกาลนั้น เพราะทานนั้นในกาลนี้ 
               ข้าพเจ้ามิได้รู้จักทุคติเลย อันนี้เป็นผลของการ 
               ถวายทานทั้งสิ้น. 
                     ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลายหมดสิ้นแล้ว 
               ภพทั้งหลาย ข้าพเจ้าถอนขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าตัด 
               เครื่องผูกพันขาดสิ้นแล้ว เสมือนช้างตัดเครื่อง 
               ผูกออกแล้วฉะนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่. 
                     ข้าพเจ้าได้เป็นผู้มาดีแล้วแล ข้าพเจ้า
                ได้บรรลุวิชชาสามในสำนักของพระพุทธเจ้า ของ 
               เรา คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำ 
               เสร็จแล้ว.
                     ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ 
               ข้าพเจ้าได้กระทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของ 
               พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กระทำเสร็จแล้ว. 
         ทราบว่า ท่านพระยสเถระได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้แล.
จบยสเถราปทาน
               ยศวรรคที่ ๕๖         
               ๕๕๑. อรรถกถายสเถราปทาน         
               พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๕๖ ดังต่อไปนี้ :- 
               อปทานของท่านพระยสเถระมีคำเริ่มต้นว่า มหาสมุทฺทํ โอคฺคยฺห ดังนี้. 
               แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ท่านได้เป็นนาคราชผู้มีอานุภาพมาก ได้นำภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไปยังภพของตนแล้วได้ถวายมหาทาน. ได้ถวายไตรจีวรที่มีค่ามากให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองได้ถวายคู่แห่งผ้า และเครื่องสมณบริขารทั้งปวงอันมีค่ามากกว่าพระภิกษุรูปละคู่. 
               ด้วยบุญกรรมอันนั้น เขาได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก. 
               ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ได้เกิดเป็นบุตรเศรษฐี นำเอารัตน ๗ ประการบูชารอบต้นมหาโพธิ์. 
               ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ได้บวชแล้วในพระศาสนา ได้บำเพ็ญสมณธรรม. 
               ด้วยความประพฤติอย่างนี้ เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเฉพาะแต่สุคติอย่างเดียว. 
               ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เป็นบุตรของเศรษฐีผู้มีสมบัติมาก ในกรุงพาราณสี ได้บังเกิดในท้องของธิดาเศรษฐี ชื่อนางสุชาดาผู้ถวายข้าวปายาสผสมน้ำนมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าถึงชื่อ เขาชื่อว่ายสะ เป็นผู้ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง. 
         ยสะนั้นมีปราสาท ๓ หลัง คือหลังหนึ่งสำหรับอยู่ในฤดูหนาว หลังหนึ่งสำหรับอยู่ในฤดูร้อน หลังหนึ่งสำหรับในฤดูฝน. เขาอยู่ในปราสาทฤดูฝนตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน มีนักดนตรีสตรีล้วนบำเรออยู่ มิได้ลงมายังพื้นปราสาทชั้นล่างเลย. เขาอยู่บนปราสาทประจำฤดูหนาวตลอด ๔ เดือน ปิดบานประตูหน้าต่างอย่างสนิทดี อยู่ประจำบนปราสาทนั้นนั่นแล. เขาอยู่บนปราสาทประจำฤดูร้อน อันสมบูรณ์ด้วยบานประตูและหน้าต่างมากมาย อยู่ประจำบนปราสาทนั้นนั่นแล. 
               กิจการงานที่เกี่ยวกับการนั่งเป็นต้น บนภาคพื้นไม่มี เพราะมือและเท้าของเขาละเอียดอ่อน. เขาลาดพื้นให้เต็มไปด้วยปุยนุ่นและปุยงิ้วเป็นต้นแล้ว จึงทำการงานบนหมอนที่รองพื้นนั้น. 
               เมื่อความเพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้ง ๕ กำลังบำเรอขับกล่อมอยู่ ยสกุลบุตรนอนหลับก่อนเขา คล้ายเทวบุตรผู้อยู่ในเทวโลกอย่างนั้นแล แม้เมื่อพวกบริวารชนนอนหลับ และประทีปน้ำมันยังลุกโพลงอยู่ตลอดราตรี. 
               ครั้นต่อมา ยสกุลบุตรตื่นก่อนเขาทั้งหมด ได้พบเห็นบริวารชนของตนนอนหลับไหล บางนางก็มีพิณอยู่ที่รักแร้ บางนางก็มีตะโพนอยู่ที่ข้างลำคอ บางนางก็มีเปิงมางอยู่ที่รักแร้ บางนางก็สยายผม บางพวกก็มีน้ำลายไหล บางพวกก็บ่นเพ้อละเมอ บางพวกก็นอนแบมือคล้ายซากศพในป่าช้า. 
               ครั้นได้มองเห็นแล้ว โทษจึงได้ปรากฏชัดแก่ยสกุลบุตรนั้น จิตเบื่อหน่ายแล้วมีความดำรงมั่น. 
               ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรจึงได้เปล่งอุทานว่า ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่วุ่นวายหนอ ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่ขัดข้องหนอ. 
               ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรจึงสวมรองเท้าทองคำ เข้าไปยังประตูนิเวศน์ พวกอมนุษย์เปิดประตูแล้วด้วยคิดว่า ใครๆ อย่าทำอันตรายแก่ยสกุลบุตร เพื่อจะได้ออกจากเรือนบวช ดังนี้. 
               ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรจึงเข้าไปยังประตูพระนคร พวกอมนุษย์เปิดประตูแล้วด้วยคิดว่า ใครๆ อย่าทำอันตรายแก่ยสกุลบุตร เพื่อจะได้ออกจากเรือนไปบวชดังนี้. 
               ลำดับนั้น ยสกุลบุตรจึงได้เข้าไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันแล. 
               ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นในเวลาเช้ามืด เสด็จจงกรมในเวลาจงกรม. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นยสกุลบุตรแต่ไกลเทียว ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว จึงเสด็จลงจากที่จงกรม ประทับนั่งบนบัญญัตตาอาสน์. 
               ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรได้เปล่งอุทานในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่วุ่นวายหนอ ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่ขัดข้องหนอ ดังนี้. 
               ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะยสกุลบุตรนั้นว่า ยสะ ที่นี่แลไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ยสะ เธอจงมานั่งเถิด เราจักแสดงธรรมให้เธอฟัง. 
               ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรดีใจร่าเริงว่า เราได้ยินว่าที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้องดังนี้แล้ว ดีใจ ถอดรองเท้าทองคำออกแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. 
               พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษของกามทั้งหลาย ความต่ำช้าคือสังกิเลส แล้วทรงประกาศอานิสงส์ในเนกธัมมะ แก่ยสกุลบุตรผู้นั่งแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้วแล. 
               ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทราบถึงยสกุลบุตรนั้นว่า มีจิตสมควร มีจิตอ่อนโยน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตร่าเริง มีจิตแจ่มใส จึงได้ทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงเองอันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธและมรรค. 
               จิตอันปราศจากธุลี จิตอันปราศจากมลทิน คือธรรมจักษุได้เกิดขึ้นแก่ยสกุลบุตร ณ ที่นั่งนั้นนั่นเองว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเหตุเป็นแดนเกิด สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนผ้าอันบริสุทธิ์สะอาดปราศจากจุดดำ พึงควรรับน้ำย้อมที่ดีได้ทันที. 
               ลำดับนั้นแล มารดาของยสกุลบุตรนั้นไปยังปราสาท มองไม่เห็นยสกุลบุตร จึงเข้าไปหาท่านเศรษฐีคฤหบดี พอเข้าไปหาแล้วจึงกล่าวกะท่านเศรษฐีคฤหบดีนั่นว่า ท่านคฤหบดี ยสะ บุตรของท่านไม่เห็นปรากฏ. 
               ลำดับนั้นแล ท่านเศรษฐีคฤหบดีจึงส่งพวกทูตม้าเร็วไปทั้ง ๔ ทิศแล้ว ตนเองก็เข้าไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน. ท่านเศรษฐีคฤหบดีได้พบแต่รองเท้าทองคำถอดไว้ ครั้นเห็นแล้วจึงได้ติดตามเข้าไป. 
               พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นเศรษฐีคฤหบดีผู้มาแต่ที่ไกลทีเดียว ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า ไฉนหนอ เราพึงแสดงฤทธิ์ให้เศรษฐีคฤหบดีผู้นั่งอยู่แล้วในที่นี้มองไม่เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่แล้วในที่นี้ ดังนี้. 
               ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้แสดงฤทธิ์อย่างพระดำริแล้ว.
               ลำดับนั้น เศรษฐีคฤหบดีจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เห็นยสกุลบุตรบ้างไหม? 
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านคฤหบดี เชิญนั่งก่อน ท่านนั่งแล้วในที่นี้ ก็จะพึงได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่แล้วในที่นี้. 
               ต่อมาเศรษฐีคฤหบดีคิดว่า นัยว่าเรานั่งแล้วในที่นี้เท่านั้น จักได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่แล้วในที่นี้เป็นแน่ ดังนี้แล้ว จึงร่าเริงดีใจ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้ว. 
               พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่เศรษฐีคฤหบดีผู้นั่งอยู่แล้ว ณ ที่สมควรนั้นแล ฯลฯ ท่านเศรษฐีคฤหบดีเป็นผู้มีความเชื่อในคำสั่งสอนของพระศาสดา โดยมิต้องอาศัยผู้อื่นเป็นปัจจัย ได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 
               ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระดำรัสน่ายินดียิ่งนัก 
               ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระดำรัสน่ายินดียิ่งนัก 
               ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือจุดไฟให้สว่างไสวในที่มืด ด้วยคิดว่ารูปทั้งหลาย ย่อมปรากฏแก่คนนัยน์ตาดี ดังนั้นฉันใด 
               พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้นเช่นกัน ทรงแสดงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายแล้วแล. 
               ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรมเจ้า และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพระองค์ขอถึงสรณะจนตลอดชีวิต. 
               ท่านเศรษฐีนั้นได้เป็นอุบาสก (ผู้กล่าวถึงสรณะ ๓) คนแรกในโลกแล. 
               ลำดับนั้นแล เมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตร. ยสกุลบุตรได้พิจารณาถึงภูมิธรรมดาตามที่ตนเห็นแล้ว ตามที่ตนทราบแล้ว จิตหลุดพ้นจากอาสาวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า เมื่อเราแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตร ยสกุลบุตรก็พิจารณาถึงภูมิธรรมตามที่ตนเห็นแล้ว ตามที่ตนทราบแล้ว จิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น ยสกุลบุตรไม่สมควรเวียนมา เพื่อความเป็นคนเลว เพื่อบริโภคกามคุณ เหมือนคนครองเรือนในกาลก่อน ถ้ากระไรเราพึงระงับอิทธาภิสังขารนั้นเสีย. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงระงับอิทธาสังขารนั้นเสีย ท่านเศรษฐีคฤหบดีได้เห็นแล้วซึ่งยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่แล้วแล ครั้นได้เห็นแล้วจึงได้กล่าวกะยสกุลบุตรนั้นว่า พ่อยสะเอ๋ย! มารดาของเจ้ากำลังได้ประสบความเศร้าโศกปริเทวนาการมา เจ้าจงให้ชีวิตแก่มารดาเถิด. 
               ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรได้แลดูพระผู้มีพระภาคเจ้า.
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านเศรษฐีคฤหบดีนั้นว่า ท่านคฤหบดี ท่านจะสำคัญยสกุลบุตรนั้นอย่างไร ธรรมที่ยสกุลบุตรได้เห็นแล้ว ได้ทราบแล้วด้วยเสกขญาณ ด้วยเสกขทัสสนะเหมือนกับท่าน แต่เมื่อยสกุลบุตรนั้นพิจารณาถึงภูมิธรรมตามที่ตนเห็นแล้ว ตามที่ตนทราบแล้ว จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น เขาเป็นผู้สมควรเพื่อจะเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว เพื่อบริโภคกามคุณ เหมือนคนครองเรือนในกาลก่อนอย่างนั้นหรือ. 
         ท่านเศรษฐีกราบทูลว่า มิใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. 
         พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ธรรมที่ยสกุลบุตรได้เห็นแล้ว ได้ทราบแล้วด้วยเสกขญาณ ด้วยเสกขทัสสนะเหมือนกับท่าน แต่เมื่อยสกุลบุตรนั้นได้พิจารณาถึงภูมิธรรมตามที่ตนเห็นแล้ว ตามที่ตนทราบแล้ว จิตก็หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น ท่านคฤหบดี. ยสกุลบุตรแลเป็นผู้ไม่สมควรเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว เพื่อบริโภคกามคุณ เหมือนกับคนครองเรือน ในกาลก่อนเลย. 
         ท่านเศรษฐีคฤหบดีได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นลาภของยศกุลบุตรแล้วหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยสกุลบุตรได้ดีแล้วหนอ จิตของสกุลบุตรหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงรับนิมนต์เสวยภัตตาหาร ในวันพรุ่งนี้ โดยมียสกุลบุตรเป็นปัจฉาสมณะเถิด. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพแล้ว. 
         ลำดับนั้นแล ท่านเศรษฐีคฤหบดีทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว จึงลุกขึ้นจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป. 
         ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตร เมื่อเศรษฐีคฤหบดีหลีกไปไม่นาน ก็ได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด.
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วได้ตรัสว่า ธรรมเรากล่าวไว้ดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด. 
         พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น. 
         ก็ครั้นท่านเป็นพระอรหันต์แล้วเกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า มหาสมุทฺทํ โอคฺคยฺห ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมุทฺทํ มีความหมายว่า ชื่อว่าสมุทร เพราะอันบุคคลพึงแสดงชี้ด้วยดี ด้วยแหวนตรา. 
         อีกความหมายหนึ่ง ชื่อว่าสมุทร เพราะผุดขึ้น กระเพื่อม ชำระด้วยดี คือทำเสียงครั่นครื้น ย่อมเคลื่อนไหวเป็นลูกคลื่น. 
         สมุทรนั้นด้วย ใหญ่ด้วย ชื่อว่ามหาสมุทร ซึ่งมหาสมุทรนั้น. 
         บทว่า โอคฺคยฺห ความว่า จมลงแล้ว เข้าไปภายใน คือเข้าไปภายในมหาสมุทรนั้น. 
         ก็คำว่า โอคฺคยฺห ความว่าไหลท่วมเข้าไปในภายในคือไหลเข้าไปภายในมหาสมุทรนั้น. 
         บทนั้นพึงทราบว่าเป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ. 
         บทว่า ภวนํ เม สุมาปิตํ ความว่า ชื่อว่าภวนะ เพราะเป็นที่มี ที่เกิด ที่อยู่อาศัย คือเป็นที่เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยอิริยาบถ ๔ ในที่อยู่นั้น วิมานนั้นเป็นของเรา ปราสาทนั้นคือนครที่เราสร้างไว้แล้วเป็นอย่างดีด้วยเรือนยอดมีปราการ ๕ แห่ง. หมายความว่า สร้างเป็นอย่างดีด้วยกำลังของตน. 
         บทว่า สุนิมฺมิตา โปกฺขรณี ความว่า ชื่อว่าโปกขรณี เพราะเป็นสระใหญ่ดี ถึง ไป เป็นไป สร้างไว้แล้วโดยครู่เดียว. 
         อธิบายว่า เพราะสร้างให้มีพร้อมด้วยปลา เต่า ดอกไม้ ทราย ท่าลงและน้ำหวานเป็นต้น. 
         บทว่า จกฺกวากูปกูชิตา เชื่อมความว่า สระโปกขรณีนั้นมีนกจากพราก ไก่ป่าและหงส์ เป็นต้นร้องกึกก้องบันลือเสียง. 
         เบื้องหน้าต่อแต่นี้ไป การพรรณนาถึงแม่น้ำ ป่า สัตว์ปีกชนิดสองเท้าและสี่เท้า การได้พบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ และการนิมนต์แล้วถวายทานตามลำดับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ทุกประเด็นบัณฑิตพอจะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียว. 
         ในบทว่า โลกาหุติปฏิคฺคหํ นี้มีความหมายว่า เครื่องบูชาและสักการะในโลก เรียกว่า โลกาหุติ
         พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรับเครื่องบูชาและสักการะของชาวโลก คือกามโลก, รูปโลกอรูปโลก เพราะเหตุนั้น จึงรวมเรียกว่า โลกาหุติปฏิคฺคหํ
         อธิบายว่า ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธะ. 
         เรื่องราวเกี่ยวกับการประทานพยากรณ์ และการบรรลุพระอรหัตผลที่เหลือ บัณฑิตพอจะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียว.
จบอรรถกถายสเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน จูฬสุคันธเถราปทานที่ ๑๐ ว่าด้วยบุพจริยาของพระจูฬสุคันธเถระ

 [๑๔๐] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้ามีพระนามว่ากัสสปผู้เป็นพงศ์พันธุ์พรหม ทรงพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ได้เสด็จอุบัติขึ้น แล้ว พระองค์สมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ มีพระรัศมีล้อมรอบข้างละวา ประกอบด้วยข่ายรัศมี ทรงยังสัตว์ให้ยินดีได้เหมือนพระจันทร์ แผดแสงเหมือนพระ อาทิตย์ ทำให้เยือกเย็นเหมือนเมฆ เป็นบ่อเกิดแห่งคุณเหมือน สาคร มีศีลเหมือนแผ่นดิน มีสมาธิเหมือนขุนเขาหิมวันต์ มี ปัญญาเหมือนอากาศ ไม่ข้องเหมือนกับลม 
  
 ครั้งนั้น เราเกิดใน สกุลใหญ่ มีทรัพย์และธัญญาหารมากมาย เป็นที่สั่งสมแห่งรัตนะ ต่างๆ ในพระนครพาราณสี เราได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้เป็นนายก ของโลก ซึ่งประทับนั่งอยู่กับบริวารมากมาย ได้สดับอมตธรรมอัน นำมาซึ่งความยินดีแห่งจิต พระพุทธองค์ทรงพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีนักษัตฤกษ์ดีเหมือนพระจันทร์ ทรงสมบูรณ์ด้วย อนุพยัญชนะ บานเหมือนต้นพญารัง
 อันข่ายคือพระรัศมีแวดวง มีพระรัศมีรุ่งเรือง เหมือนภูเขาทอง มีพระรัศมีล้อมรอบด้านละวา มีรัศมีนับด้วยร้อยเหมือนอาทิตย์ มีพระพักตร์เหมือนทองคำ เป็นพระพิชิตมารผู้ประเสริฐ เป็นเหมือนภูเขาอันให้เกิดความยินดี มีพระหฤทัยเต็มด้วยพระกรุณา มีพระคุณปานดังสาคร มีพระเกียรติ ปรากฏแก่โลก เหมือนเขาสิเนรุซึ่งเป็นภูเขาสูงสุด มีพระยศ เป็นที่ปลื้มใจ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นเดียวกับอากาศ เป็น นักปราชญ์ มีพระทัยไม่ข้องในที่ทั้งปวงเหมือนลม เป็นผู้นำ เป็น ที่พึ่งของสรรพสัตว์เหนือแผ่นดิน เป็นมุนีผู้สูงสุด อันโลกไม่เข้า ไปฉาบทาได้เหมือนปทุมน้ำไม่ติด ฉะนั้น เป็นผู้เช่นกับกองไฟเผา หญ้าคือวาทะลวงโลก
 พระองค์เป็นเสมือนยาบำบัดโรค ทำให้ยา พิษคือกิเลสพินาศ ประดับด้วยกลิ่นคือคุณเหมือนภูเขาคันธมาทน์ เป็นนักปราชญ์ที่เป็นบ่อเกิดของคุณ ดุจดังสาครเป็นบ่อเกิดแห่ง รัตนะทั้งหลาย ฉะนั้น และเป็นเหมือนม้าสินธพอาชาไนย เป็นผู้ นำไปซึ่งมลทินคือกิเลส ทรงย่ำยีมารและเสนามารเสียได้ เหมือน นายทหารใหญ่ผู้มีชัยโดยพิเศษ ทรงเป็นใหญ่เพราะรัตนะคือ โพชฌงค์เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงเป็นผู้เยียวยาพยาธิ คือ โทสะเหมือนกับหมอใหญ่ ทรงเป็นหมอผ่าฝีคือทิฏฐิ เหมือน ศัลยแพทย์ผู้ประเสริฐสุด
 ครั้งนั้น พระองค์ทรงส่องโลกให้โชติช่วง อันมนุษย์และทวยเทพสักการะ เป็นดังพระอาทิตย์ส่องแสงสว่าง ให้แก่นรชน ทรงแสดงพระธรรมเทสนาในบริษัททั้งหลาย พระ- องค์ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ว่า บุคคลจะมีโภคทรัพย์มากได้เพราะให้ ทาน จะเข้าถึงสุคติก็เพราะศีล จะดับกิเลสได้เพราะภาวนา ดังนี้ บริษัททั้งหลายฟังเทศนานั้น อันให้เกิดความแช่มชื่นมากไพเราะ ทั้งเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด มีรสใหญ่ ประหนึ่งน้ำอมฤต เราได้ สดับพระธรรมเทศนาอันไพเราะดี ก็เลื่อมใสในพระศาสนาของพระ พิชิตมาร จึงถึงพระสุคตเจ้าเป็นสรณะ นอบน้อมตราบเท่าสิ้นชีวิต ครั้งนั้น เรานั้นได้เอาของหอมมีชาติ ๔ ทาพื้นพระคันธกุฎีของพระมหามุนีเดือนหนึ่ง ๘ วัน โดยตั้งปณิธานให้สรีระที่ปราศจากกลิ่น หอมให้มีกลิ่นหอม
 ครั้งนั้น พระพิชิตมารได้ตรัสพยากรณ์เราผู้อยาก ได้กายมีกลิ่นหอมว่านระใด เอาของหอมทาพื้นพระคันธกุฎีคราว เดียว ด้วยผลของกรรมนั้น นระนี้เกิดในชาติใดๆ จักเป็นผู้มีตัว หอมทุกชาติไป จักเป็นผู้เจริญด้วยกลิ่นคือคุณ จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ในภพสุดท้ายใน บัดนี้ เราเกิดในสกุลอันมั่งคั่ง เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์มารดา มารดา เป็นหญิงมีกลิ่นตัวหอม และในเวลาที่เราคลอดจากครรภ์มารดานั้น พระนครสาวัตถีหอมฟุ้งเหมือนกับถูกอบด้วยกลิ่นหอมทุกอย่าง
 ขณะนั้นฝนดอกไม้อันหอมหวน กลิ่นทิพย์อันน่ารื่นรมย์ใจ และ ธูปมีค่ามาก หอมฟุ้งไป เราเกิดในเรือนหลังใด เรือนหลังนั้น เทวดาได้เอาธูปและดอกไม้ล้วนแต่มีกลิ่นหอม และเครื่องหอมมา อบ ก็ในเวลาที่เรายังเยาว์ ตั้งอยู่ในปฐมวัย พระศาสดาผู้เป็น สารถีฝึกนระ ทรงแนะนำบริษัทของพระองค์ที่เหลือแล้ว เสด็จมา ยังพระนครสาวัตถี พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นทั้งหมด ครั้ง นั้น เราได้พบพุทธานุภาพจึงออกบวช เราเจริญธรรม ๔ ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุติอันยอดเยี่ยม แล้วบรรลุธรรม เป็นที่สิ้นอาสวะในคราวที่เราออกบวช ในคราวที่เราเป็นพระ อรหันต์ และในคราวที่เราจักนิพพาน ได้มีฝนมีกลิ่นหอมตกลงมา
 ก็กลิ่นสรีระอันประเสริฐสุดของเรา ครอบงำจันทน์อัน มีค่า ดอกจำปาและดอกอุบลเสีย และเราไปในที่ใดๆ ก็ย่อมจะข่มขี่กลิ่นเหล่านี้เสียโดยประการทั้งปวง ฟุ้งไป เช่นนั้นเหมือนกัน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่อง ผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มายังสำนัก ของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุ แล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด แล้ว
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระจูฬสุคันธเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ จูฬสุคันธเถราปทาน.
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
                   ๑. ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน  ๒. กังขาเรวตเถราปทาน ๓. สีวลิเถราปทาน ๔. วังคีส- *เถราปทาน ๕. นันทกเถราปทาน  ๖. กาฬุทายีเถราปทาน ๗. อภยเถราปทาน ๘. โลมสติย- *เถราปทาน ๙. วนวัจฉเถราปทาน ๑๐. จูฬสุคันธเถราปทาน และในวรรคนี้มีคาถา ๓๑๖ คาถา.
จบ ภัททิยวรรคที่ ๕๕
รวมวรรค
                   ๑. กณิการวรรค  ๒. ผลทายกวรรค  ๓. ติณทายกวรรค  ๔. กัจจายนวรรค  ๕. ภัททิยวรรค
                   บัณฑิตคำนวณคาถาไว้แผนกหนึ่ง รวมได้ ๙๘๔ คาถา และประกาศอปทานรวมได้ ๕๕๖ อปทาน พร้อมกับอุทานคาถา มีคาถารวม ๖๒๑๘ คาถา.
จบ พุทธาปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน และเถราปทานแต่เท่านี้
อรรถาธิบาย เนื้อความพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๓.๑ ข้อ [๑๔๐].
๕๕. ภัททิยวรรค จูฬสุคันธเถราปทานที่ ๑๐
          เนื้อความในพระไตรปิฎก
          เนื้อความในอรรถกา มีทั้งหมด ๑๒ หน้าต่าง.
                         ๑. ๕๕๐. อรรถกถาจูฬสุคันธเถราปทาน
                        ๒. ยสวรรคที่ ๕๖ ยสเถราปทานที่ ๑ (๕๕๑)
                        ๓. นทีกัสสปเถราปทานที่ ๒ (๕๕๒)
                          ๔. คยากัสสปเถราปทานที่ ๓ (๕๕๓)
                        ๕. กิมิลเถราปทานที่ ๔ (๕๕๔)
                          ๖. วัชชีปุตตเถราปทานที่ ๕ (๕๕๕)
                        ๗. อุตตรเถราปทานที่ ๖ (๕๕๖)
                        ๘. อปรอุตตรเถราปทาน ๗ (๕๕๗)
                          ๙. ภัททชิเถราปทานที่ ๘ (๕๕๘)
                        ๑๐. สิวกเถราปทานที่ ๙ (๕๕๙)
                         ๑๑. อุปวานเถราปทานที่ ๑๐ (๕๖๑)
                        ๑๒. รัฐปาลเถราปทานที่ ๑๑ (๕๖๑)

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน วนวัจฉเถราปทานที่ ๙ ว่าด้วยบุพจริยาของพระวนวัจฉเถระ

  
 [๑๓๙] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้ามีพระนามว่ากัสสปะผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของ พรหม ทรงพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ได้เสด็จ อุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น เราบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 ประพฤติพรหมจรรย์ตราบเท่าสิ้นชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เพราะ กรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์ นั้นแล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติจากนั้นแล้ว ได้เป็นนกพิราบ อยู่ในป่า ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ ยินดีในฌานทุกเมื่อ อาศัยอยู่ในป่า นั้น ท่านเป็นผู้มีจิตเมตตาประกอบด้วยกรุณา มีหน้าเบิกบานทุกเมื่อ วางเฉย มีความเพียรมาก ฉลาดในอัปปมัญญา มีความดำริปราศจาก นิวรณ์ มีอัธยาศัยใคร่ประโยชน์แก่สรรพสัตว์ โดยไม่นาน เราคุ้น เคยในพระสาวกของพระสุคตนั้น เมื่อเราเข้าไปจับอยู่แทบเท้าของ
 ท่านผู้อ่านนั่งอยู่ในอาศรม ณ ครั้งนั้น บางครั้งท่านก็ให้เหยื่อ บางครั้ง ท่านก็แสดงธรรมเทศนา ครั้งนั้น เราเข้าไปหาท่านผู้เป็นโอรสของ พระพิชิตมารด้วยความรักอันไพบูลย์ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไป สวรรค์ปานดังจากที่อยู่แล้วกลับไปเรือนของตัว ฉะนั้น เราจุติจาก สวรรค์แล้วเกิดในมนุษย์ด้วยบุญกรรม ได้ทิ้งเรือนออกบวชโดยมาก เราเป็นสมณะ ดาบส พราหมณ์ ปริพาชกอยู่ในป่ากว่าร้อยชาติ ก็ใน ภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราหยั่งลงสู่ครรภ์ภรรยาของพราหมณ์วัจฉโคตร ในพระนครกบิลพัสดุ์ อันน่ารื่นรมย์ เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์ มารดา ของเราแพ้ท้องในเวลาที่เราใกล้จะคลอด ท่านตัดสินใจที่จะอยู่ใน ป่า ต่อนั้น มารดาของเราได้คลอดเราภายในป่าอันน่ารื่นรมย์ เมื่อ เราออกจากครรภ์มารดา ชนทั้งหลายเอาผ้ากาสวะรับรองเราขณะนั้น
 พระสิทธัตถราชกุมารผู้เป็นธงชัยของศากยวงศ์ ก็ประสูติ เราเป็น สหายรักสนิทชิดชอบของพระองค์ เมื่อพระองค์ละยศอันไพบูลย์ เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์เพื่อสาระประโยชน์แก่สัตว์ แม้เราก็บวช แล้วเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์ เราพบท่านพระกัสสปผู้อยู่ป่าน่าสรรเสริญ บอกกล่าวธุดงค์ จึงได้สดับข่าวว่า พระพิชิตมารเสด็จอุบัติขึ้น แล้วก็ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นสารถีฝึกนระ พระองค์ได้ทรง แสดงพระธรรมเทศนา ประกาศประโยชน์ทุกประการแก่เรา ต่อนั้น เราก็ได้บวชแล้วเข้าไปป่าตามเดิม เมื่อเราอยู่ในป่านั้น เป็นผู้ไม่ ประมาทก็ได้เห็นอภิญญา ๖ โอ เราเป็นผู้มีลาภอันได้ดีแล้ว เป็น ผู้อันพระศาสดาผู้เป็นกัลยาณมิตรทรงอนุเคราะห์แล้ว เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้. 
                        ทราบว่า ท่านพระวนวัจฉเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบ วนวัจฉเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค
๙. วนวัจฉเถราปทาน
         ๕๔๙. อรรถกถาวนวัจฉเถราปทาน
         พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :- 
         อปทานของท่านพระวนวัจฉเถระมีคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้. 
         แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้สดับพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เกิดศรัทธาบวชแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ได้อย่างบริสุทธิ์ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปบังเกิดในเทวโลก จุติจากเทวโลกนั้นไปบังเกิดในกำเนิดนกพิราบ อยู่ใกล้พวกภิกษุผู้อยู่ในป่า. 
         เขามีเมตตาจิตในหมู่ภิกษุเหล่านั้น ได้ฟังธรรมจุติจากอัตภาพนั้น ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงกบิลพัสดุ์. 
         ในเวลาที่เขาอยู่ในท้องของมารดานั่นแลหะ มารดาได้เกิดการแพ้ท้อง เพื่อจะอยู่ใบป่า และเพื่อคลอดในป่า. การออกจากครรภ์ได้มีแก่มารดาผู้อยู่ในป่า ตามอำนาจแห่งความปรารถนานั้นแล้ว. และพวกญาติได้เอาท่อนผ้ารับเขาผู้คลอดจากครรภ์แล้ว. 
         เวลานั้นเป็นเวลาที่พระโพธิสัตว์ก็ได้ทรงอุบัติขึ้นแล้ว. พระราชาทรงมีรับสั่งให้พวกคนนำเด็กนั้นมาแล้ว เลี้ยงไว้ร่วมกับพระโพธิสัตว์. 
         ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เสด็จออกสู่พระมหาภิเนษกรมณ์ ผนวชแล้ว ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาตลอดเวลา ๖ ปี เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว. นายวนวัจฉะนั้นไปหาพระมหากัสสปะเลื่อมใสแล้วในโอวาทของท่าน ได้ทราบจากสำนักของท่านว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้ว จึงไปเฝ้าพระศาสดา ได้ฟังธรรมแล้วจึงบวช ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยอภิญญา ๖. 
         ท่านบรรลุพระอรหัตแล้วระลึกถึงบุรพกรรมของตน ได้เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า พฺรหฺมพนฺธุ มหายโส นี้ได้แก่ เป็นพวกพร้องคือญาติของพวกพราหมณ์. 
         พึงทราบว่า ในเมื่อควรจะกล่าวว่า พฺราหฺมณพนฺธุ แต่ท่านได้กล่าวไว้ว่า พฺรหฺมพนฺธุ ก็เพื่อความสะดวกแก่การประพันธ์คาถา. 
         ชื่อว่า มหายโส เพราะมียศแผ่ปกคลุมไปในโลกทั้ง ๓. 
         คำที่เหลือทั้งหมดมีเนื้อความพอที่จะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาวนวัจฉเถราปทาน 

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน โลมสติยเถราปทานที่ ๘ ว่าด้วยบุพจริยาของพระโลมสติยเถระ

  
 [๑๓๘] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัปผู้เป็น (เผ่าพันธุ์) พรหม มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น เราและสหายชื่อจันทนะ ได้บรรพชาในพระศาสนา บำเพ็ญกิจ พระศาสนาที่ท้ายร้านตลาด จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เข้าถึงสวรรค์ชั้น ดุสิตทั้งสองคน ครอบงำเทพบุตรที่เหลือในดุสิตนั้น ด้วยการฟ้อน การขับ การประโคม และองค์ ๑๐ มีรูปเป็นต้นอันเป็นทิพย์ อยู่ เสวยมหันตสุขตราบเท่าสิ้นอายุ จุติจากดุสิตนั้นแล้ว จันทนเทพบุตร เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ 
 ส่วนเราเกิดเป็นโอรสของเจ้าศากยะในพระ นครกบิลพัสดุ์ ในคราวที่พระศาสดาผู้นายกของโลก อันพระอุทายี เถระเชิญเสด็จมาถึงพระนครกบิลพัสดุ์ เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เจ้า ศากยะ ครั้งนั้น พวกเจ้าศากยะมีมานะจัด ไม่รู้จักคุณของพระพุทธเจ้า เป็นคนกระด้างเพราะชาติ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่นอบน้อมพระสัมพุทธเจ้า พระพิชิตมารผู้เป็นมุนี ทรงทราบความดำริของเจ้าศากยะเหล่านั้น จึง ได้เสด็จจงกรมในอากาศยังธุลีพระบาทให้ตกลง เหมือนเมฆยังฝน ให้ตกโพลงแล้วเหมือนเปลวไฟลุกโพลงอยู่ ฉะนั้น ทรงแสดงพระรูป ที่ไม่กระสับกระส่าย แล้วทรงหายไปเสียอีก แม้พระองค์เดียวก็เป็น มากองค์ได้ แล้วกลับเป็นพระองค์เดียวอีก ทรงแสดงความมืดและ แสงสว่าง
 ทรงทำพระปาฏิหาริย์มากมาย ทรงปราบพวกพระญาติให้ หมดมานะ ขณะนั้นเอง มหาเมฆอันตั้งขึ้นในทวีปทั้ง ๔ ยังฝนให้ตก ลงแล้ว ก็ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทสนาเวสสันดรชาดก คราวนั้น กษัตริย์เหล่านั้นทุกๆ พระองค์ กำจัดความเมาอันเกิดจาก ชาติได้แล้ว ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ ในการนั้น พระเจ้าสุทโธท- นะได้ตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน มีจักษุโดย รอบ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ ที่หม่อมฉันถวายบังคมพระบาท ทั้งสองของพระองค์ ก็ในครั้งพระองค์ประสูติ แผ่นดิน ไหว หม่อมฉันก็ได้ถวายบังคม และครั้งที่เงาไม้หว้าไม่ เอนเอียง หม่อมฉันก็ถวายบังคมพระองค์ฯ.
 ครั้งนั้น เราเห็นพุทธานุภาพนั้นแล้ว เป็นผู้อัศจรรย์ใจจึงได้บรรพชา เป็นคนบูชามารดา จึงได้อาศัยอยู่ในพระนครกบิลพัสดุ์นั่นเอง ครั้งนั้น จันทเทพบุตรได้เข้ามาหาเราแล้ว ถามถึงนัยแห่งผู้มีราตรีเดียวเจริญ ทั้งย่อและพิสดาร ครั้งนั้น เราอันจันทเทพบุตรตักเตือนแล้ว เข้าไป เฝ้าพระศาสดาผู้นำของนรชน ได้สดับภัทเทกรัตตคาถา เป็นผู้สลดใจ รักใคร่ป่า ได้บอกลามารดาว่า จักอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว เมื่อถูกมารดา ห้ามปรามว่า ท่านเป็นคนละเอียดอ่อน เราได้ตอบว่า เราจักทำหญ้าคา หญ้าเลา แฝก หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย ให้แหลกละเอียดทั้งหมด ด้วยอก พอกพูนวิเวก ครั้งนั้น เราได้เข้าป่านึกถึงคำสอนของพระ พิชิตมาร คือ ภัทเทกรัตโตวาทว่า ผู้มีปัญญาไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วง ไปแล้ว
 ไม่ควรหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึงสิ่งใดที่ล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็ละ ไปแล้ว และสิ่งใดที่ยังไม่มาถึง สิ่งนั้นก็ยังไม่ได้ไม่ถึง ก็บุคคลใด เห็นแจ้งธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ในที่นั้นๆ ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอน แคลน บุคคลนั้นมารู้แจ้งธรรมนั้นแล้ว ควรเจริญธรรมนั้นไว้เนืองๆ ความเพียรควรทำเสียในวันนี้แหละ เพราะใคร่เล่าจะพึงรู้ว่าความตาย จะมีในวันพรุ่งนี้ การผัดเพี้ยนกับพระยามัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น ย่อมไม่มีเลย มุนีผู้สงบระงับ ย่อมกล่าวสรรเสริญบุคคลผู้มีธรรมเป็น เครื่องอยู่ มีความเพียรเผากิเลสไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลาง คืนอย่างนี้นั้นแลว่า ผู้มีราตรีเดียวเจริญ ดังนี้แล้ว ได้บรรลุอรหัต เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระโลมสติยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบ โลมสติยเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค
๘. โลมสติยเถราปทาน
               ๕๔๘. อรรถกถาโลมกังคิยเถราปทาน๑-
               ๑- บาลีว่า โลมสติยเถราปทาน. 
               พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :- 
               อปทานของท่านพระโลมสกังคิยเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้. 
               แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ได้มีศรัทธาเลื่อมใสแล้ว. อีกคนหนึ่งชื่อว่า จันทนะ ได้เป็นสหายของเขา. พวกเขาทั้งสองคนได้ฟังพระธรรมเทศนาในสำนักของพระศาสดาแล้วมีใจเลื่อมใส บวชแล้วได้รักษาศีลจนตลอดชีวิต ได้เสวยทิพยสุขจนตลอดพุทธันดรหนึ่งแล้ว. 
               ทั้งสองคนนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ คนหนึ่งได้มาบังเกิดในตระกูลสักยะ อีกคนหนึ่งที่มีชื่อว่าจันทนะ ได้บังเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในภพดาวดึงส์. 
         ลำดับนั้น ท่านได้มองเห็นอิทธิปาฏิหาริย์ฝนโบกขรณีพรรษที่พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพระกาฬุทายีผู้เลื่อมใสในสักยตระกูล กราบทูลให้ทรงยินดีแล้ว ทรงกระทำการข่มมานะของพวกเจ้าสักยะ แสดงพระธรรมคือเวสสันดรชาดกแล้วมีใจเลื่อมใสบวชแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาภัทเทกรัตตสูตรที่ตรัสไว้แล้วในมัชฌิมนิกาย อยู่ในป่า อนุสรณ์ถึงเทศนาคำสั่งสอนในภัทเทกรัตตสูตรแล้ว ส่งญาณไปตามลำดับของเทศนานั้น ตั้งใจบำเพ็ญกัมมัฏฐาน ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว. 
               ครั้นท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตนเกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อิมมฺหิ ภทฺทเก กปฺเป ดังนี้. 
               คำว่า กัป ในคำว่า กปฺเป นั้นมี ๔ อย่างเท่านั้นคือ สารกัป วรกัป มัณฑกัปและภัททกัป. 
               ในบรรดากัปทั้ง ๔ อย่างนั้น พระพุทธเจ้าองค์เดียวทรงอุบัติขึ้นในกัปใด กัปนี้ชื่อว่าสารกัป
               พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์หรือ ๓ พระองค์ ทรงอุบัติขึ้นในกัปใด กัปนี้ชื่อว่าวรกัป
               พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในกัปใด กัปนี้ชื่อว่ามัณฑกัป
               พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในกัปใด กัปนี้ชื่อว่าภัททกัป. 
               แต่ในที่อื่นท่านกล่าวกัปไว้ ๕ อย่าง อย่างนี้คือ :- 
               กัปมี ๕ อย่างคือ สารกัป มัณฑกัป สารมัณฑกัป 
               วรกัปและภัททกัป. พระผู้นำโลกย่อมทรงอุบัติขึ้น 
               ในบรรดากัปทั้ง ๕ อย่างเหล่านี้ตามลำดับคือ :- 
               พระพุทธเจ้า ๑ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในสารกัป 
               พระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในมัณฑกัป 
               พระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในสารมัณฑกัป 
               พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในวรกัป 
               พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในภัททกัป. 
               บรรดาบทเหล่านั้น กัปนี้ได้มีชื่อว่าภัททกัป เพราะประดับไปด้วยพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า พระโคดมพุทธเจ้าและพระเมตเตยยพุทธเจ้า. 
               เชื่อมความว่า เพราะฉะนั้น พระกัสสปพุทธเจ้าผู้นำโลกทรงอุบัติขึ้นแล้วในภัททกัปนี้. 
               คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาโลมสกังคิยเถราปทาน