Translate

22 พฤศจิกายน 2568

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก รัตนะจงกรมกัณฑ์

ว่าด้วยพระพุทธองค์ทรงเนรมิตที่จงกรมแก้ว
 [๑] ก็ท้าวสหัมบดีพรหมผู้เป็นใหญ่ในโลกได้ประนมอัญชลีทูล อาราธนาพระผู้มีพระภาคว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสธุลี ในนัยน์ตาน้อย มีอยู่ในโลกนี้ ขอพระองค์ได้ทรงโปรด อนุเคราะห์แสดงธรรมแก่หมู่สัตว์นี้เถิด (พระผู้มีพระภาคผู้เป็นใหญ่กว่าโลกอุดมกว่านรชน อันหมู่พรหม ผู้ประนมอัญชลีทูลอาราธนาว่า สัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสธุลี ในนัยน์ตาน้อยมีอยู่ในโลกนี้ ขอพระองค์ได้ทรงโปรด อนุเคราะห์แสดงธรรมแก่หมู่สัตว์นี้ ขอพระสุคตเจ้าทรง โปรดแสดงธรรม ขอทรงแสดงอมตบท ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนายก ขอจงทรงโปรดอนุเคราะห์แสดงธรรมแก่สัตว์โลก) พระตถาคผู้ไม่มี บุคคลเปรียบเสมอ ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ผู้คงที่ ผู้ทรง ความรุ่งเรือง ทรงไว้ซึ่งพระกายครั้งสุดท้าย ทรงเกิดความกรุณา ในสัตว์ทั้งปวง
  
             พระผู้มีพระภาคผู้ศาสดา ได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว ได้ ตรัสว่า สัตว์เหล่าใดเงี่ยโสตลงฟัง ปล่อยศรัทธาเราจะ เปิดประตูอมตนิพพานแก่สัตว์เหล่านั้น
             ดูกรพรหม เรา สำคัญไปว่าจะลำบากเปล่า จึงไม่กล่าวธรรมมีคุณอัน ละเอียดประณีตในหมู่มนุษย์.
                         (สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐกว่ามุนีจะทรงอนุเคราะห์ เวไนยสัตว์ เสด็จจากไม้อัชปาลนิโครธ เสด็จถึงพระนครพาราณสี โดยเสด็จดำเนินไปตามลำดับ
 ก็ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ บนบัลลังก์อันประเสริฐนั้น และทรงประกาศธรรมจักร คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ มรรคอันสูงสุดแก่ปัญจวัคคีย์ พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรนั้นแล้ว ฤาษีปัญจวัคคีย์เหล่านั้น คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ พร้อม ด้วยหมู่เทวดาและพรหม ๑๘ โกฏิ ได้ธรรมาภิสมัยในสันติบาต ครั้งแรก ในกาลนั้น พระองค์ทรงแนะนำปัญจวัคคีย์แม้ทั้งหมด พร้อมด้วยหมู่พรหมและเทวดา ๑๘ โกฏิ ให้วิเศษตามลำดับ ด้วย พระธรรมเทศนาอย่างอื่น ทรงยังหมู่พรหมและเทวดาให้ได้โสดา ปัตติผลในสันติบาตนั้น แล้วเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ โดยเสด็จ ดำเนินไปตามลำดับ
 พระองค์ผู้ประเสริฐกว่ามุนี ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ก็พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงสดับดังนั้น ได้เสด็จ ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค มีบริวารเป็นอันมากประมาณ ๑๑ นหุต พระเจ้าพิมพิสารทรงบูชาพระผู้มีพระภาค ด้วยประทีป ของหอม ธูปและดอกไม้เป็นต้น ในสมาคมนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดง กามาทีนวกถา ในเวลาจบเทศนา ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐ มีพระราชาเป็นประมุขพระพุทธบิดาได้ทรงสดับข่าวนั้น ทรงส่งทูตไป ๙ นายทูตเหล่านั้นพร้อมด้วยบริวาร ๙,๐๐๐ ทูลขอ บรรพชากะพระมุนี ทูตเหล่านั้นและบริวาร ๙,๐๐๐ ได้บรรลุอรหัต ครั้งสุดท้ายกาฬุทายีอำมาตย์กับบริวาร ๑,๐๐๐ ถือเพศภิกษุแล้ว กราบทูลเชิญพระผู้มีพระภาค พระศากยมุนีผู้ประเสริฐ ทรงรับ นิมนต์แล้ว เสด็จดำเนินไปตามทางใหญ่ เสด็จไปพร้อมด้วยภิกษุ สองหมื่น พระองค์เสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์โดยการเสด็จดำเนินไป ตามลำดับ
                        ได้ทรงกระทำปาฏิหาริย์ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำโรหิณี ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางบัลลังก์นั้น ทรงแสดงมหาเวสสันตรชาดกธรรมเทศนา แก่พระพุทธบิดา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐).
 พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริว่า พรหมเหล่านี้ พร้อมด้วยเทวดาและมนุษย์ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่านรชนนี้เป็นเช่นไร ทรงมีกำลังฤทธิ์ และกำลังปัญญาเช่นไร ทรงมีกำลังพุทธเจ้าอันเป็น ประโยชน์แก่โลกเช่นไร พรหมเหล่านี้พร้อมด้วยเทวดา และมนุษย์ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่านรชนนี้เป็น เช่นนี้ทรงมีกำลังฤทธิ์และกำลังปัญญาเช่นนี้ทรงมีกำลัง พระพุทธเจ้าอันเป็นประโยชน์แก่โลกเช่นนี้.
                        เอาละ เราจักแสดงกำลังพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม เราจักนิรมิต ที่จงกรมอันประดับด้วยรัตนะในนภากาศ. 
 ภุมมเทวดา เทวดาชั้นมหาราชิกา ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตสวัตดี และ เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ต่างก็ยินดี ได้พากัน ส่งเสียงอื้ออึง แผ่นดินพร้อมด้วยเทวโลกสว่างไสว ที่อันมีในระหว่างโลกอันหนาแน่นไม่มีอะไรปิด และ ความมืดทึบได้หายไป ในกาลนั้น พรหมพร้อมทั้งเทวดา คนธรรพ์มนุษย์และรากษส ได้เห็นปาฏิหาริย์อันอัศจรรย์ แล้ว กล่าวว่ารัศมีอันสว่างจ้า ได้เกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ และในโลกอื่น ทั้งเบื้องล่างเบื้องบน และเบื้องขวาง ส่วนกว้าง พระศาสดาผู้อุดมกว่าสัตว์ไม่มีใครประเสริฐ
 ยิ่งไปกว่า เป็นนายกชั้นพิเศษ อันเทวดาและมนุษย์บูชา ทรงมีอานุภาพมาก มีลักษณะบุญนับด้วยร้อย ทรงแสดง ปาฏิหาริย์อันน่าอัศจรรย์ ฯ (ในสมาคมนั้น พระศาสดาผู้พิชิตมารเสด็จเหาะขึ้นในนภาดลแล้ว ทรงนิรมิตขุนเขาสิเนรุให้เป็นที่จงกรมอันน่ารื่นรมย์ ทวยเทพใน หมื่นโลกธาตุ มาประชุมกันในสำนักพระพิชิตมารถวายนมัสการ พระตถาคตแล้ว กระทำพุทธบูชา) 
                        ในกาลนั้น พระศาสดาผู้มีพระจักษุอุดมกว่านรชน เป็น นายกของโลกอันท้าวสหัมบดี ผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ทูลอาราธนาแล้ว ทรงพิจารณาเห็นประโยชน์ดีแล้ว จึง ทรงนิรมิตที่จงกรมเรียบร้อยสวยงามประดับด้วยรัตนะ ทั่วไป
                        พระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของโลก ทรงมีความ ชำนาญในปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง คือ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทศนาปาฏิหาริย์ และอนุศาสนีปาฏิหาริย์ ทรงนิรมิต ที่จงกรมเรียบร้อยสวยงามประดับด้วยรัตนะทั่วไป 
 ทรงแสดงขุนเขาสิเนรุอันสูงสุดในหมื่นโลกธาตุ เป็นเสาเรียงตาม ลำดับ ในที่จงกรมอันสำเร็จด้วยรัตนะ พระพิชิตมารทรงนิรมิต ที่จงกรมเกินกว่าพันที่ ล้วนแต่สำเร็จด้วยทองคำไว้รอบข้างรัตนะ จงกรม ทรงนิรมิตแผ่นกระดานทองคำติดอยู่ตามขื่อและเต้า ทรง- นิรมิตไพรทีล้วนแต่ทองคำไว้ที่ข้างทั้งสอง รัตนะจงกรมที่ทรงนิรมิต เกลื่อนไปด้วยแก้วมณีแก้วมุกดาและทรายสว่างไสวไปทั่วทิศเหมือน พระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น พระชินสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์ มี ลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ทรงเปล่งพระรัศมีรุ่งเรือง เสด็จ จงกรมอยู่บนรัตนะจงกรมนั้น ทวยเทพทั้งปวงที่มาประชุมกันต่างก็ โปรยปรายดอกมณฑารพ ดอกปทุม ดอกปาริชาตทิพย์ลงในที่ จงกรม หมู่เทพในหมื่นจักรวาลได้เห็นเช่นนั้นจึงมาประชุมกัน ต่างก็ยินดีร่าเริง เบิกบานใจหมอบลงถวายนมัสการ ทวยเทพชั้น ดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ได้เห็นพระศาสดาผู้เป็นนายกของโลก ต่างก็มีจิตเบิกบานโสมนัส. 
                        พวกนาค ครุฑ หรือแม้กินนร พร้อมด้วยเทวดาคนธรรพ์ มนุษย์และรากษส ต่างก็ได้เห็นพระศาสดาผู้ทรงเกื้อกูล อนุเคราะห์โลก เหมือนดวงจันทร์ที่ขึ้นไปในนภากาศ ฉะนั้น.
                        อาภัสสรพรหม สุภกิณหพรหม เวหัปผลพรหมและอกนิฏฐพรหม ต่างก็นุ่งผ้าขาวล้วนๆ ยืนประนมอัญชลี.
                       ต่างก็โปรยดอกมณฑารพ ๕ สี อันเจือด้วยกระแจะจันทน์ และพากันโบกผ้าอยู่ในอัมพรในกาลนั้นต่างก็เปล่งเสียง ว่า โอ พระพิชิตมารทรงเกื้อกูลอนุเคราะห์โลก.
 พระองค์ผู้อุดมกว่าสัตว์ เป็นศาสดา เป็นยอด เป็นธง เป็นหลักไชย เป็นที่พึ่งอาศัย และเป็นประทีปของสัตว์ทั้งหลาย ทวยเทพผู้มี ฤทธิ์มากในหมื่นโลกธาตุ ต่างก็ยินดีร่าเริง เบิกบานใจ พากัน แวดล้อมถวายนมัสการ เทพบุตรและเทพกัญญา ต่างก็เลื่อมใสมีใจ ยินดีพากันบูชาพระนราสภด้วยดอกไม้ ๕ สี หมู่เทพเจ้าได้เห็น พระศาสดา ต่างก็เลื่อมใสมีใจยินดีพากันบูชาพระนราสภด้วยดอก ไม้ ๕ สี เปล่งเสียงว่า ความอัศจรรย์ โอ ขนพองสยองเกล้าไม่ เคยมีในโลก ความอัศจรรย์ขนพองสยองเกล้าเช่นนี้ ไม่เคยเป็น เทพเจ้าเหล่านี้ อยู่ในภพของตนๆ ได้เห็นความอัศจรรย์ในนภากาศ แล้ว พากันร่าเริงเป็นอันมาก
 เทพเจ้าที่อยู่ในนภากาศ พื้นดิน ป่าหญ้าและที่ประจำดวงดาว ต่างก็ยินดีร่าเริงเบิกบานใจ พากัน ประนมอัญชลีนมัสการ แม้พวกนาคที่มีอายุยืน มีบุญ มีฤทธิ์มาก ได้เห็นอัศจรรย์ในนภากาศแล้วต่างก็ยินดีมีจิตเบิกบาน ถวายนมัสการบูชาพระศาสดาผู้อุดมกว่านรชน บรรเลงสังคีต ตีกลองกันอยู่ ในอากาศกลางหาวได้เห็นอัศจรรย์ในนภากาศแล้ว ต่างก็ประโคม สังข์ บัณเฑาะว์และมโหรทึกอยู่ในอากาศเปล่งเสียงว่า
                        วันนี้ ความ อัศจรรย์ไม่เคยมี ขนพองสยองเกล้าเกิดขึ้นแก่เรา เราได้ความสำเร็จ ประโยชน์ยั่งยืน ขณะปรากฏแก่เราแล้วเพราะได้ฟังว่าพุทโธ
                        นาค เหล่านั้นเกิดปีติในขณะนั้น ต่างก็ยืนประนมอัญชลีเปล่งเสียงว่า พุทโธ พุทโธ
 หมู่สัตว์ต่างๆ ในท้องฟ้าต่างก็ประนมอัญชลีเปล่ง เสียงหึ่งๆ เสียงสาธุการและเสียงโห่กึกก้อง นาคทั้งหลายต่างก็เปล่งเสียงประสานขับร้องประโคมปรบ มือ ฟ้อนรำและต่างก็โปรยปรายดอกมณฑารพ ๕ สี อันเจือด้วยกระแจะจันทน์ ลงมาบูชาเปล่งเสียงประกาศว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ลายจักรที่พระบาทยุคลของพระองค์ฉันใด ธงไชย ธงปฏากวิเชียรก็ลอยเด่นอยู่ ฉันนั้นไม่มีใครเสมอด้วย พระรูป ศีล สมาธิ และปัญญาของพระองค์ในการประกาศธรรมจักร ไม่มีใครเสมอด้วยวิมุตติ กำลังกายของนาค ๑๐ นาค เป็นพระ กำลังกายปกติของพระองค์ในการประกาศธรรมจักรไม่มีใครเสมอ ด้วยกำลังพระฤทธิ์ของพระองค์ ท่านทั้งหลายจงนมัสการพระมหามุนี ผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง ทรงประกอบด้วยองคคุณทั้งปวง มีพระกรุณา เป็นนาถะของโลก
 พระองค์ย่อมควรแก่การอภิวาท การชมเชย การไหว้ การสรรเสริญ การนมัสการ และการบูชา ทุกอย่าง ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดกว่า บุคคลผู้ไหว้ และผู้ควรไหว้ในโลกไม่มีใครเสมอกับพระองค์ พระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก เป็นผู้ฉลาดในสมาธิและฌาน สถิต ณ เขา คิชฌกูฏ ได้เห็นพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก มองดูพระนราสภงาม เหมือนพระยารังมีดอกบานสะพรั่ง เหมือนพระจันทร์ในท้องฟ้า และเหมือนพระอาทิตย์ในเวลาเที่ยง เห็นพระองค์ผู้นายกของโลก ผู้แวดล้อมด้วยรัศมีด้านละวา งามดังต้นไม้ประจำทวีปอันรุ่งเรือง เหมือนพระอาทิตย์อุทัยส่องแสงอ่อนๆ
 พระสารีบุตรได้นิมนต์พระภิกษุขีณาสพ ๕๐๐ รูป ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว ผู้คงที่ ผู้ปราศจากมลทิน ให้มาประชุมกันในขณะนั้น กล่าวว่า พระพิชิตมารทรงแสดง ปาฏิหาริย์อันจะยังโลกให้เลื่อมใส แม้เราทั้งหลาย ก็จักไปถวาย บังคมพระองค์ในที่นั้น มาเถิด เราทั้งปวงจักไป จักทูลถามพระองค์ เราจักไปเฝ้าพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก ให้พระองค์บรรเทาความ สงสัยให้ พระภิกษุผู้มีปัญญาสำรวมอินทรีย์เหล่านั้น รับว่าสาธุแล้ว ต่างก็ถือบาตรและจีวร พากันรีบร้อนเข้าไปเฝ้าพระสารีบุตรผู้มี ปัญญามาก พร้อมด้วยพระขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน ผู้ฝึกตนด้วย การฝึกอันอุตมพากันไปเฝ้าด้วยฤทธิ์ พระสารีบุตรผู้เป็นเจ้าคณะใหญ่ แวดล้อมด้วยภิกษุเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าด้วยฤทธิ์ เปรียบเหมือนเทวดา ลอยมาในอากาศ ฉะนั้น
 พระภิกษุเหล่านั้นผู้มีวัตรอันงาม มีความ เคารพยำเกรง ไม่ไอ ไม่จาม พากันเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าเฝ้าแล้ว ได้เห็นพระสยัมภูวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ลอย เด่นอยู่ในนภากาศ เหมือนพระจันทร์ในท้องฟ้า ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกของโลกดังต้นไม้ประจำทวีปอันรุ่งเรืองเหมือนสายฟ้าใน อากาศ ดุจพระอาทิตย์ในเวลาเที่ยง พระภิกษุทั้ง ๕๐๐ องค์ ได้เห็น พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ดังห้วงน้ำอันใสแจ๋ว ดังดอก บัวบาน ต่างก็ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ ประนมอัญชลีหมอบลงถวาย นมัสการแทบพระบาทพระศาสดา พระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก เสมอ เหมือนโลกพิภพ ฉลาดในสมาธิและฌาน ถวายบังคมพระศาสดา ผู้เป็นนายกของโลกพระโมคคัลลานะผู้มีฤทธิ์มาก ไม่มีใครเสมอ
 ด้วยกำลังฤทธิ์เปรียบด้วยดอกนิลุบล เหมือนอกาลเมฆกระหึ่ม ฉะนั้นแม้พระมหากัสสปเถระ ผู้เปรียบด้วยทองคำสีรุ่งเรืองพระศาสดาทรงชมเชยสรรญเสริญตั้งไว้ว่าเป็นยอดในธุดงคคุณพระอนุรุทธะ เถระผู้เป็นเจ้าคณะใหญ่ เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้มีจักษุทิพย์เป็นพระ- ญาติผู้ประเสริฐของพระผู้มีพระภาคสถิตอยู่ไม่ไกล พระอุบาลีเถระ ผู้ฉลาดในอาบัติ อานาบัติ สเตกิจฉา พระศาสดาทรงสรรเสริญตั้งไว้ ว่าเป็นผู้เลิศในฝ่ายวินัย พระเถระผู้เป็นบุตรของนางมันตานี ปรากฏ ว่าชื่อปุณณะ ผู้แทงตลอดอรรถธรรมอันสุขุมละเอียดประเสริฐกว่า ภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก พระมุนีมหาวีรเจ้าผู้ทรงฉลาดในอุปมา ผู้ตัด ความสงสัย ทรงทราบวาระจิตของท่านเหล่านั้นแล้วจึงตรัสพระคุณ ของพระองค์ว่า ชนเหล่าใดไม่รู้สัตตนิกาย โอกาสและจักรวาล อันไม่มีที่สิ้นสุด ในสี่อสงไขยโกฏิได้ ชนเหล่านั้นก็ไม่สามารถจะ รู้ พระพุทธญาณ อันไม่มีเปรียบได้การแผลงฤทธิ์ของเรานี้ จะ อัศจรรย์อะไรในโลกเล่า ความอัศจรรย์อันไม่เคยมี น่าขนพองสยอง เกล้าอย่างอื่นมีอีกมากในกาลใด เราอยู่ในชั้นดุสิต
 ในกาลนั้น เรา ชื่อว่าสันดุสิตเทวดาในหมื่นจักรวาฬมาประนมอัญชลีเชิญเราว่า ข้าแต่ ท่านผู้มีเพียรใหญ่ เวลานี้เป็นกาลสมควรที่ท่านจะเกิดในครรภ์พระมารดา ของเชิญตรัสรู้อมตบทช่วยรื้อขนสัตว์พร้อมด้วยเทวดาให้ ข้ามเถิด ขณะเมื่อเราจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตลงสู่ครรภ์นั้นแผ่นดินใน หมื่นโลกธาตุย่อมหวั่นไหว ขณะเมื่อเรามีความรู้สึกตัวประสูติ จากครรภ์พระมารดานั้น ทวยเทพในหมื่นโลกธาตุเปล่งเสียงสาธุการ หวั่นไหว ในการลงสู่ครรภ์ประสูติและออกบวชไม่มีใครเสมอด้วย เรา เราเป็นผู้ประเสริฐสุดในกาลตรัสรู้และในการประกาศธรรมจักร โอ ความอัศจรรย์มีในโลกเพราะพระพุทธเจ้ามีคุณมาก หมื่นโลก ธาตุหวั่นไหว ๖ ครั้งมีรัศมีสว่างจ้า น่าอัศจรรย์ขนพองสยองเกล้า
 ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคผู้พิชิตมาร เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ กว่านรชน ทรงจงกรมด้วยฤทธิ์ แสดงให้โลกพร้อมทั้งเทวโลกเห็น พระศาสดาผู้เป็นนายกของโลก เสด็จจงกรมอยู่ ณ ที่จงกรมนั่นเอง ตรัสตอบ ไม่เสด็จกลับในระหว่างเหมือนดังเสด็จจงกรมอยู่ในที่จง กรม ๕ ศอก พระสารีบุตรผู้มีปัญญามากในสมาธิและฌาน ถึงความ บริบูรณ์ด้วยปัญญาได้ทูลถามพระศาสดาผู้เป็นนายกของโลกว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้อุดมกว่านรชน อภินิหารของพระองค์เช่นไร พระองค์ทรงปรารถนาพระโพธิญาณอันอุดมในกาลไร ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐานะ เมตตาและอุเบกขา เป็นเช่นไร
                        ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก บารมี ๑๐ เป็นอย่างไร อุปบารมี ๑๐ และปรมัตถบารมี ๑๐ บริบูรณ์อย่างไร (เพราะทรงอธิษฐานกรรมอะไร จึงเป็นอธิบดีเช่นไร เป็นบารมีได้ เช่นไร นักปราชญ์เช่นไรมีในโลก เมตตา กรุณา มุทิตา และ อุเบกขาเป็นเช่นไร พระองค์ทรงบำเพ็ญพุทธการกธรรมให้บริบูรณ์ เช่นไร)
                        พระศาสดาผู้มีพระสุรเสียงไพเราะดังนกการะเวกอันพระสารีบุตรทูลถามแล้ว ทรงพยากรณ์ให้เย็นใจ และทรงยังโลกพร้อม ทั้งเทวโลกให้ยินดี. 
                        พระศาสดาทรงประกาศประโยชน์แก่โลก ที่พระพุทธเจ้า ในอดีตทรงแสดงไว้ ทรงชมเชย อันพระพุทธเจ้าทรงนำ สืบๆ กันมา ด้วยพระพุทธญาณที่ไปตามปุพเพนิวาสญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก
                        ว่าท่านทั้งหลายจงทำจิตให้เกิดปีติและปราโมทย์ให้บรรเทาลูกศร คือ ความโศก ให้ได้สมบัติทั้งปวงแล้ว
                        จงฟังเราท่านทั้งหลายจงดำเนิน ไปตามมรรคอันเป็นเครื่องย่ำยีมีความเมาบรรเทาความโศก เปลื้อง ตนจากสงสาร เป็นที่สิ้นทุกข์ทั้งปวงโดยความเคารพเถิด.
 จบรัตนะจงกรมกัณฑ์

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก เถรีอปทาน ขัตติยกัญญาวรรคที่ ๔

อปทานแห่งพระเถรีที่เคยเป็นขัตติยกัญญา หมื่นแปดพันที่ ๑ ว่าด้วยบุพจริยาของพระเถรีหมื่นแปดพันรูป
 [๑๗๑] ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลายมีภพทั้งปวงสิ้นไปแล้ว ปลดเปลื้องที่ต่อแห่งภพแล้ว มิได้มีอาสวะทั้งปวงเลย ขอกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลายมีกรรมเก่า ส่วนกุศลทุกอย่าง บำเพ็ญไว้ดีแล้ว วัตถุเครื่องบริโภคก็ให้แล้วเพื่อประโยชน์แก่ พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลายบำเพ็ญกุศลกรรม ถวายเครื่องบริโภคแก่พระพุทธเจ้า
  
 พระปัจเจกพุทธเจ้า และ พระสาวกทั้งหลายเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลายมีกรรมอย่างสูงและอย่างต่ำบำเพ็ญดีแล้ว แก่ภิกษุ ทั้งหลายมีกรรมเก่าทั้งส่วนสูงทั้งส่วนต่ำทำไว้แล้ว หม่อมฉัน ทั้งหลายอันกรรมเดิม ที่เป็นกุศลนั้นนั่นแหละเตือนแล้ว เป็นผู้ พรั่งพร้อมไปด้วยกุศลกรรม ล่วงวิบัติของมนุษย์แล้ว มาเกิดใน สกุลกษัตริย์ เพราะหม่อมฉันทั้งหลายร่วมก่อสร้างกรรมโดยชาติ เดียวกันจึงได้มาเกิดมีสมภพในตระกูลกษัตริย์ร่วมกัน ในภพหลัง
 ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันทั้งหลายเป็นผู้มีรูปสมบัติ มีโภคสมบัติ มีลาภสักการะ อันมหาชนบูชาแล้ว ณ ภายในบุรี เหมือน นันทนวันของทวยเทพ หม่อมฉันทั้งหลายเบื่อหน่ายจึงพากันออก บวชเป็นภิกษุณี มีอุปาทานอยู่สองสามวัน ก็บรรลุถึงความดับ ทุกข์ทั้งหมดด้วยกัน หม่อมฉันทั้งหลาย อันชนเป็นอันมากนำจีวร บิณฑบาต เสนาสนะเภสัชปัจจัยเข้ามาสักการะบูชาแล้ว หม่อมฉัน ทั้งหลายเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาหม่อมฉันทั้งหลาย ได้ทำเสร็จแล้ว. 
                        ทราบว่า ภิกษุณีผู้เคยเป็นขัตติยกัญญา ๑๘,๐๐๐ มีพระยสวดีเถรีเป็นหัวหน้า ได้กล่าว คาถานี้เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบอปทานแห่งพระเถรีพระธิดากษัตริย์ ๑๘,๐๐๐. 
อปทานแห่งพระเถรีบุตรีพราหมณ์ แปดหมื่นสี่พันที่ ๒ ว่าด้วยบุพจริยาของพระเถรีแปดหมื่นสี่พันรูป
 [๑๗๒] ข้าแต่พระมุนี หม่อมฉันทั้งหลายมีสมภพในสกุลพราหมณ์จำนวน ๘๔,๐๐๐ มีมือและเท้าละเอียดอ่อน เกิดในศาสนาของพระองค์ ข้าแต่พระมหามุนี หญิงที่เกิดในเวสสสกุล และสุททสกุล เทวดา นาค กินนร และที่อยู่ในทวีปทั้งสี่มีมาก เกิดในศาสนาของพระองค์ หญิงบางพวกบวชแล้ว มีความเห็นธรรมทั้งปวงก็มีมาก พวกเทวดา กินนร นาค จักตรัสรู้ในอนาคต ชนทั้งหลายได้เสวยเกียรติยศ ทั้งปวง มั่งคั่งด้วยสรรพสมบัติได้ความเลื่อมใสในพระองค์ จักตรัส รู้ในอนาคต
 ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ ส่วนหม่อมฉัน ทั้งหลายเกิดในสกุลพราหมณ์ เป็นธิดาของพราหมณ์ เป็นผู้มีโชคดี ขอถวายบังคมพระยุคลบาท หม่อมฉันทั้งหลายกำจัดภพทั้งหมดแล้ว ถอนตัณหาอันเป็นรากเหง้าขึ้นแล้ว ตัดอนุสัยขาดแล้ว ทำลายสังขาร คือบุญหมดแล้ว หม่อมฉันทั้งปวงมีสมาธิเป็นโคจรชำนาญใน สมาบัติ จักอยู่ด้วยฌานและความยินดีในธรรมทุกเมื่อ ข้าแต่พระ- องค์ผู้นายก หม่อมฉันทั้งหลายยังตัณหาที่นำไปสู่ภพ อวิชชา และ แม้สังขารให้สิ้นไปแล้ว บรรลุถึงบทที่แสนยากจะเห็นได้แล้ว ทราบอยู่. 
                        พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ท่านทั้งปวงมีอุปการะแก่เราผู้เดินทางไกลตลอดกาลนานมา จงตัด ความสงสัยของบริษัทสี่แล้วจึงถึงความดับทุกข์เถิด. 
                        พระเถรีเหล่านั้น ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระมุนีแล้วแสดง ฤทธิ์ต่างๆ บางพวกแสดงแสงสว่าง บางพวกแสดงมืด บางพวก แสดงพระจันทร์ พระอาทิตย์ บางพวกแสดงทะเล พร้อมด้วยปลา
                        บางพวกแสดงเขาสิเนรุ บางพวกแสดงเขาสัตตบริภัณฑ์ บางพวก แสดงต้นปาริฉัตตกะ บางพวกแสดงภพดาวดึงส์ บางพวกแสดง ภพยามาด้วยฤทธิ์บางพวกแสดงเป็นเทวดาชาวดุสิต บางพวกแสดง เป็นเทวดาชาวนิมมานรดี
                        บางพวกแสดงเป็นเทวดาชาวปรนิมมิตวสวัตดีมีอิสระมาก บางพวกแสดงเป็นพรหม บางพวกแสดงที่ จงกรมอันควรแก่ค่ามาก บางพวกนิรมิตเพศเป็นพรหมแสดง สุญญตธรรม
 พระเถรีทั้งปวงครั้นแสดงฤทธิ์มีชนิดต่างๆ แล้วก็ แสดงกำลังถวายพระศาสดา ครั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระยุคลบาท กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนีหม่อมฉันทั้งหลายเป็นผู้มีความชำนาญ ในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ รู้บุพเพนิวาสญาณและทิพจักษุอันหมดจดวิเศษ มีอาสวะ ทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันทั้งหลายมีญาณในอรรถะธรรมะนิรุตติ และปฏิภาณเกิดขึ้น แล้วในสำนักของพระองค์ ความสมาคมกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ เป็นนาถะของโลก
 พระองค์ทรงแสดงแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลายมีอธิการเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์จงทรงระลึกถึงกุศลกรรมก่อน ของหม่อมฉันทั้งหลาย หม่อมฉันทั้งหลายก่อสร้างบุญก็เพื่อ ประโยชน์แก่พระองค์ ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้พระมหามุนี พระนามว่าปทุมุตระ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระนครหงสวดีเป็นที่อยู่ อาศัยแห่งสกุลของพระสัมพุทธเจ้า มีแม่น้ำคงคาไหลผ่านทางประตู พระนครหงสวดี ในกาลทั้งปวงภิกษุทั้งหลายเดือดร้อนเพราะแม่น้ำ ไปไหนไม่ได้ น้ำเต็มเปี่ยมวันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้าง สัปดาห์หนึ่งบ้าง เดือนหนึ่งบ้าง สี่เดือนบ้าง ภิกษุเหล่านั้นจึงไป ไม่ได้
 ครั้งนั้น รัฐบุรุษผู้หนึ่งมีนามว่าชัชชิยะ มีทรัพย์เป็นสาระ ของประโยชน์ของตนเห็นภิกษุทั้งหลาย ได้ให้นายช่างจัดสร้าง สะพานที่ฝั่งนี้แห่งแม่น้ำคงคา ครั้งนั้นประชาชน ให้นายช่างสร้าง สะพานที่แม่น้ำคงคาด้วยทรัพย์หลายแสนและรัฐบุรุษนั้น ได้ให้นาย ช่างสร้างวิหารที่ฝั่งโน้นถวายแก่สงฆ์ สตรี บุรุษ สกุลสูงและต่ำ เหล่านั้น ได้ ให้สร้างสะพานและวิหาร ให้มีส่วนเท่ากันกับของ รัฐบุรุษนั้นหม่อมฉันทั้งหลายและมนุษย์เหล่าอื่น ในพระนครและ ในชนบท มีจิตเลื่อมใส ย่อมเป็นธรรมทายาทแห่งพระพุทธเจ้า พระองค์นั้น สตรี บุรุษ กุมารและกุมารีมากด้วยกันต่างก็ขนเอา ทรายมาเกลี่ยลงที่สะพานและวิหาร กวาดถนนแล้วยกต้นกล้วย หม้อมีน้ำเต็มและธงขึ้น จัดธูป จุรณ และดอกไม้เป็นสักการะ แด่พระศาสดา
 ครั้นสร้างสะพานและวิหารแล้ว นิมนต์พระพุทธเจ้า ถวายมหาทานแล้วปรารถนาความตรัสรู้ พระมหามุนีปทุมุตระมหาวีรเจ้าผู้เป็นที่เคารพแห่งสรรพสัตว์ ทรงทำอนุโมทนาแล้ว ตรัสพยากรณ์ว่า เมื่อแสนกัปล่วงไปแล้ว จึงมีภัทรกัป บุรุษนี้ได้ความสุข ในภพน้อยภพใหญ่แล้ว จักบรรลุโพธิญาณ บุรุษและสตรีที่ทำ หัตถกรรมทั้งหมด จักมีในที่เฉพาะหน้าในอนาคตกาล ด้วยวิบาก แห่งกรรมนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ประชาชนเหล่านั้นเกิด ในเทวโลกแล้ว เป็นบริจาริกาแห่งพระองค์ เสวยทิพยสุขและ มนุษยสุขมากมายท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ตลอดกาลนาน ใน กัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ 
 หม่อมฉันทั้งหลายมีกุศลกรรมอันทำดี แล้ว ย่อมได้รูปสมบัติ โภคสมบัติ ยศ ความสรรเสริญและ ความสุขเป็นที่รัก ซึ่งเป็นผลที่ปรารถนาทั้งปวงเนืองๆ ในหมู่มนุษย์ ที่ละเอียดอ่อน และในเทวโลก ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลัง หม่อมฉัน ทั้งหลายเกิดในสกุลพราหมณ์ มีมือและเท้าละเอียดอ่อน และได้ มาในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นดังว่าพระนิเวศน์แห่งพระศากยบุตร ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันทั้งหลายย่อมไม่เห็นแผ่นดินที่เขาไม่ ตกแต่ง และไม่เห็นภาคพื้นที่เป็นทางเดินลื่น แม้ตลอดกาลทั้งปวง เมื่อหม่อมฉันทั้งหลายอยู่ในอคารสถาน ประชุมชนก็นำสักการะทุก อย่างมาให้ตลอดกาลทั้งปวงเพราะผลแห่งกุศลกรรมในกาลก่อน หม่อมฉันทั้งหลายละอคารสถานแล้ว บวชเป็นภิกษุณีข้ามทาง สงสารได้แล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก พวกทายกทายิกาหลายพัน แต่ที่นั้นๆ นำจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและเภสัชปัจจัยมาให้ เสมอไป หม่อมฉันทั้งหลายเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... 
                        พระพุทธศาสนา หม่อมฉันทั้งหลายได้ทำเสร็จแล้ว. 
                        ทราบว่า ภิกษุณีบุตรีพราหมณ์ ๘๔,๐๐๐ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้เฉพาะพระพักตร์พระผู้มี พระภาค ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบอปทานแห่งพระเถรีบุตรีพราหมณ์ ๘๔,๐๐๐. 
อุปลทายิกาเถริยาปทานที่ ๓ ว่าด้วยบุพจริยาของพระอุปลทายิกาเถรี
 [๑๗๓] พระเถรีกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า มีกษัตริย์องค์หนึ่งพระนามว่าอรุณ ครองราชสมบัติในพระนคร อรุณวดี หม่อมฉันเป็นมเหสีของท้าวเธอ บอกบุคคลบางคนว่า หม่อมฉันนั่งอยู่ในที่ลับคิดอย่างนี้ว่า กุศลที่เราจะเอาไปที่เราทำไว้ไม่ มีเลย เราจะต้องไปสู่นรกอันมีความเร่าร้อนมาก ทั้งเผ็ดร้อนร้ายแรง แสนทารุณเป็นแน่ในเรื่องนี้เราไม่มีความสงสัยเลย ครั้นหม่อมฉัน คิดอย่างนี้แล้ว ยังใจให้ร่าเริงเข้าไปเฝ้าพระราชสวามีแล้ว กราบทูล ว่า ข้าแต่พระขัตติยาธิบดีผู้ประเสริฐ หม่อมฉันเป็นสตรี จะไม่ เคยเป็นบุรุษมิได้มี ขอพระองค์ได้โปรดประทานสมณะองค์หนึ่งแก่ หม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจักนิมนต์ท่านให้ฉัน ครั้งนั้นพระราชาได้ ประทานสมณะองค์หนึ่งผู้อบรมอินทรีย์แล้วแก่หม่อมฉัน
 หม่อมฉัน มีใจยินดีรับบาตรของท่านมาแล้ว เอาภัตตาหารอย่างประณีตใส่จน เต็ม ครั้นแล้วได้ถวายผ้าผืนใหญ่ให้ท่านครอง แล้วได้ถวายบาตร นั้น พร้อมด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอมและน้ำมันเครื่องไล้ทาอย่างดี ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปภพดาวดึงส์ ได้ครองตำแหน่ง พระมเหสีแห่งเทวราชหนึ่งพันองค์ได้ครองตำแหน่งพระมเหสีแห่ง พระเจ้าจักรพรรดิหนึ่งพันองค์ และครองตำแหน่งพระมเหสีแห่ง พระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยจะคณานับมิได้ ทั้งได้ศุภผลอื่น มีอย่างต่างๆ มากมายซึ่งเป็นผลกรรมแห่งบิณฑบาตในคราวนั้น หม่อมฉันมีสีกายเหมือนดอกบัว เป็นหญิงมีรูปงาม น่าดู น่าชม
 ถึงพร้อมด้วยองค์สมบัติทั้งปวงเป็นอภิชาตสตรี ทรงไว้ซึ่งความ เปล่งปลั่งในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลัง หม่อมฉันเกิดในศากิยสกุล เป็น ธิดาแห่งพระเจ้าสุทโธนมหาราช เป็นหัวหน้าแห่งนารีหนึ่งพันเบื่อ หน่ายในอาคารสถาน จึงออกบวชเป็นภิกษุณีถึงราตรีที่ ๗ ก็ได้บรรลุ จตุราริยสัจ หม่อมฉันไม่สามารถจะประมาณจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชปัจจัย ที่ทายกทายิกานำมาถวายได้ นี้เป็น ผลแห่งบิณฑบาต ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า ขอพระองค์พึงทรง ระลึกถึงกุศลกรรมครั้งก่อนของหม่อมฉัน หม่อมฉันสละวัตถุทาน เป็นอันมากเพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ หม่อมฉัน ได้ถวายทานใดในครั้งนั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น หม่อมฉันไม่รู้สึก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาตทาน
 หม่อมฉันรู้จักคติสอง คือ เทวดา หรือมนุษย์ มิได้รู้จักคติอื่นเลย นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาตทาน รู้จักแต่สกุลสูงซึ่งเป็นสกุลมหาศาลมีทรัพย์มาก มิได้รู้จักสกุลอื่น นี่เป็นผลแห่งบิณฑบาตทาน หม่อมฉันท่องเที่ยวไปในภคน้อยภพ ใหญ่ อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว ย่อมไม่เห็นสิ่งที่ไม่พอใจเลย นี้ เป็นผลแห่งโสมนัส ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความ ชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญใน เจโตปริยญาณ ย่อมรู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพจักษุอันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติและปฏิญาณเกิดขึ้น แล้วในสำนักของพระองค์ ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.
                        ทราบว่า พระอุปลทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้เฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาค ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบอุปลทายิกาเถริยาปทาน.
สิงคาลมาตาเถริยาปทานที่ ๔ ว่าด้วยบุพจริยาของพระสิงคาลมาตาเถรี
 [๑๗๔] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลอำมาตย์ที่รุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆ เป็นตระกูล มั่งคั่ง เจริญ มีทรัพย์มาก ในพระนครหงสวดี ดิฉันมีมหาชนเป็น บริวารไปกับบิดา ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วออกบวชเป็น ภิกษุณี ครั้นบวชแล้ว เว้นบาปกรรมทางกาย ละวจีทุจริตชำระ อาชีวะบริสุทธิ์ มีความเลื่อมใสเพราะเคารพมากในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ขวนขวายในการฟังธรรม มีความเห็น พระพุทธเจ้าเป็นปกติ ในครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังภิกษุณีองค์หนึ่งซึ่ง เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายสัทธาธิมุติ จึงปรากฏตำแหน่ง นั้นแล้วได้บำเพ็ญไตรสิกขา
 ครั้งนั้น พระสุคตเจ้าผู้มีพระอัธยาศัย ประกอบด้วยกรุณา ตรัสกะดิฉันว่าบุคคลผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหว ตั้ง มั่นดีในพระตถาคต มีศีลงามที่พระอริยะรักใคร่สรรเสริญ มีความ เลื่อมใสในพระสงฆ์ มีความเห็นตรง นักปราชญ์เรียกผู้นั้นว่า เป็น ผู้ไม่ขัดสน ชีวิตของผู้นั้นไม่เป็นหมัน เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มี ปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงหมั่น ประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใสและความเห็นธรรม ดิฉันได้ ฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว มีความเบิกบานใจ ได้ทูลถามถึงความ ปรารถนาดีของดิฉัน ครั้งนั้นพระสุคตเจ้าผู้นำชั้นพิเศษผู้มีปัญญาไม่ ทราม มีพระคุณนับไม่ถ้วน ทรงพยากรณ์ว่าท่านเลื่อมใสใน พระพุทธเจ้า มีธรรมงาม จักได้ตำแหน่งนั้นที่ท่านปรารถนาดีแล้ว
 ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม มีสมภพใน วงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจักได้เป็น ธรรมทายาทแห่งพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรม นิรมิต เป็นมารดาแห่งสิงคาลมาณพ จักได้เป็นสาวิกา ของพระศาสดาครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว มี ความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายก ของโลก ด้วยความปฏิบัติทั้งหลาย จนสิ้นชีวิต ด้วยกุศลกรรม ที่ได้ทำไว้แล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกาย มนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉัน เกิดในสกุลเศรษฐีมีความเจริญ สั่งสมรัตนะไว้มาก ในพระนคร- ราชคฤห์อันอุดม บุตรของดิฉันชื่อสิงคาลมณพ ยินดีในทางผิด แล่นไปสู่ทิฏฐิอันรกชัฏ มีการบูชาทิศเป็นเบื้องหน้า ย่อมไหว้ทิศ ต่างๆ พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นพิเศษ เสด็จเข้าไปสู่พระนครราชคฤห์ เพื่อทรงรับบิณฑบาต ทอดพระเนตรเห็นบุตรของดิฉันแล้ว ประทับ อยู่ที่หนทาง ตรัสแสดงธรรมแก่บุตรของดิฉัน แต่เขายังมีความ เห็นผิดอยู่อย่างเดิม ธรรมาภิสมัยได้มีแก่บุรุษและสตรี ๒ โกฏิ
 ครั้งนั้นดิฉันไปในที่ประชุมนั้นได้ฟังสุคตภาษิตแล้ว ได้บรรลุโสดา- ปัตติผลแล้วออกบวชเป็นภิกษุณี ได้เห็นพระพุทธเจ้าเป็นปกติ เจริญพุทธานุสสติอยู่ไม่นาน ก็ได้บรรลุอรหัตผล ดิฉันได้เห็น พระพุทธเจ้าอยู่ร่ำไปมิได้เบื่อชมพระรูปเป็นที่เพลินตา เป็นพระรูป ที่เกิดแต่พระบารมีทั้งปวง เป็นดังว่าเรือนหลวงที่ประกอบด้วยสิริ มีพระลักษณะงามทั่วไป พระพิชิตมารโปรดในคุณสมบัตินั้น จึงทรง ตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ภิกษุณีมารดาของสิงคาลมาณพ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายสัทธาธิมุต ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ ย่อมรู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพจักษุ อันหมดจดวิเศษ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้ มีอีก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้นในสำนักของพระองค์ ดิฉันเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ... 
                        พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. 
                        ทราบว่า ท่านพระภิกษุณีมารดาสิงคาลมาณพได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบสิงคาลมาตาเถริยาปทาน.
สุกกาเถริยาปทานที่ ๕ ว่าด้วยบุพจริยาของพระสุกกาเถรี
 [๑๗๕] ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้นายกของโลกพระนามว่า วิปัสสี มีพระเนตรงาม ทรงเห็นแจ้งซึ่งธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้น แล้ว ครั้งนั้น หม่อมฉันเกิดในสกุลหนึ่งในพระนครพันธุมดี ได้ฟัง ธรรมของพระมุนีแล้ว ออกบวชเป็นภิกษุณี เป็นผู้มีสุตะมาก ทรง ธรรม มีปฏิภาณ กล่าวธรรมกถาไพเราะ ปฏิบัติตามพระพุทธศาสนา ครั้งนั้น หม่อมฉันแสดงธรรมกถาเพื่อประโยชน์แก่ประชุมชนทุก สมัย หม่อมฉันเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดในภพดุสิต เป็น เทพธิดามียศ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่า สิขี มีพระรัศมีดังไฟ สง่าอยู่ในโลกด้วยยศประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
 แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันบวชแล้ว เป็นผู้ฉลาด ในพุทธศาสนา ยังพระพุทธพจน์ให้กระจ่างแล้วไปสู่ภพดาวดึงส์ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่าเวสสภูมีธรรมดังว่ายานใหญ่ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว หม่อมฉัน ก็เป็นเหมือนอย่างก่อน บวชแล้วเป็นผู้ทรงธรรม ยังพุทธศาสนา ให้กระจ่างแล้ว ไปสู่เมืองมรุน่ายินดี ได้เสวยความสุขมากในภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้อุดมพระนามว่ากกุสันธะประเสริฐกว่านรชน เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันก็เป็นเหมือนอย่างก่อน บวชแล้ว ก็ยังพุทธศาสนาให้กระจ่างจนตลอดชีวิต เคลื่อนจาก อัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ เหมือนดังไปสู่ที่อยู่ของตน ในภัทรกัปนี้แล พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า โกนาคมน์ผู้ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต อุดมกว่าสรรพสัตว์เสด็จอุบัติ ขึ้นแล้ว
 แม้ในครั้งนั้น หม่อมฉันบวชในศาสนาของพระองค์ผู้คงที่ เป็นพหูสูตทรงธรรม ยังพุทธศาสนาให้กระจ่างในภัทรกัปนี้เหมือน กัน พระมุนีพระนามว่ากัสสป มีพระคุณประเสริฐ เป็นสรณะ แห่งสัตว์โลก ไม่มีข้าศึก ถึงที่สุดแห่งมรณะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว หม่อมฉันบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระปรีชากว่าประชากร พระองค์นั้นศึกษาพระสัทธรรมแล้วคล่องแคล่วในปริปุจฉา ข้าแต่ พระมหามุนี หม่อมฉันมีศีลงาม มีความละอาย ฉลาดในไตรสิกขา แสดงธรรมกถามากจนตลอดชีวิต ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น และด้วย การตั้งเจตน์จำนงไว้ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ไปสู่ภพ ดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ หม่อมฉันเกิดในสกุลเศรษฐีที่เจริญ สั่งสมรัตนะไว้มาก ในพระนครราชคฤห์อันอุดม เมื่อพระผู้มี พระภาคผู้เป็นนายกของโลกอันภิกษุขีณาสพหนึ่งพัน เป็นบริวาร สรรเสริญแล้ว เสด็จเข้าไปสู่เมืองราชคฤห์. 
                        พระผู้มีพระภาคทรงฝึกอินทรีย์แล้ว พ้นขาดจากสรรพกิเลส มีวรรณะเปล่งปลั่งดังแท่งทองสิงคี พร้อมด้วยพระขีณาสพซึ่ง เคยเป็นชฎิล ผู้ฝึกอินทรีย์แล้ว พ้นขาดจากสรรพกิเลสเสด็จ เข้าไปสู่เมืองราชคฤห์. 
 หม่อมฉันได้เห็นพระพุทธานุภาพ และได้ฟังธรรมมีคุณเป็นที่ประชุม แล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า บูชาพระองค์ผู้มีพลธรรมมาก เวลาต่อ หม่อมฉันออกบวชเป็นภิกษุณีในสำนักพระธรรมทินนาเถรี หม่อมฉันเผากิเลสทั้งหลายในเมื่อกำลังปลงผม บวชแล้วไม่นาน ศึกษาศาสนธรรมทั่วแล้ว แต่นั้นได้แสดงธรรมในสมาคมแห่ง มหาชน เมื่อหม่อมฉันกำลังแสดงอยู่ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่ประชุมชน หลายพันมียักษ์ตนหนึ่งได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิดอัศจรรย์ใจ เลื่อมใส ต่อหม่อมฉัน ได้ไปยังพระนครราชคฤห์ พวกมนุษย์ในพระนครราชคฤห์อันหม่อมฉันทำแล้วอย่างไร ได้ดื่มธรรมดังว่าน้ำผึ้งอยู่ มนุษย์เหล่าใดไม่นั่งใกล้ภิกษุณีชื่อสุกกาผู้แสดงอมตบท อันเป็นเหตุ ไม่ให้ถอยกลับ ให้เกิดความชื่นใจ มีรสโอชา มนุษย์เหล่านั้นเห็น จะเป็นเหมือนพวกคนมีปัญญาเดินทางไกลหาน้ำฝนดื่ม
                        ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญใน ทิพโสตธาตุ มีความชำนาญในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณ และทิพจักษุอันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพ ใหม่มิได้มีอีก
                        ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติและปฏิภาณ เกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์ ดิฉัน เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. 
                        ทราบว่า ท่านพระสุกกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.  จบสุกกาเถริยาปทาน. 
จบภาณวารที่ ๕.
อภิรูปนันทาเถริยาปทานที่ ๖ ว่าด้วยบุพจริยาของพระอภิรูปนันทาเถรี
 [๑๗๖] ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่าปัสสี มีพระเนตรงาม มีพระจักษุในธรรมทั้งปวง เสด็จ อุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลใหญ่ที่มั่งคั่งเจริญ ในพระนคร พันธุมดี เป็นหญิงมีรูปงาม น่าพึงใจและเป็นที่บูชาของประชุมชน ได้เข้าเฝ้าพระพุทธวิปัสสีผู้มีความเพียรมาก เป็นนายกของโลก ได้ ฟังธรรมแล้วถึงพระองค์เป็นสรณะ สำรวมอยู่ในศีล เมื่อพระผู้มี พระภาคพระองค์นั้นผู้มีพระคุณสูงสุดกว่านรชน ปรินิพพานแล้ว ดิฉันได้เอาฉัตรทองบูชาไว้ ณ เบื้องบนแห่งพระสถูปที่บรรจุพระธาตุ ดิฉันเป็นผู้มีจาคะอันสละแล้ว มีศีลจนตลอดชีวิตเคลื่อนจากอัตภาพ นั้น ละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์
 ครั้งนั้น ดิฉัน ครอบงำเทพธิดาทั้งหมดด้วยฐานะ ๑๐ ประการ คือ ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อายุ วรรณะ สุข ยศ และความเป็น อธิบดี รุ่งโรจน์ปรากฏอยู่ ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในพระนคร กบิลพัสดุ์เป็นธิดาของศากยราชนามว่าเขมกะ มีนามปรากฏว่านันทา ประชุมชนกล่าวว่า ดิฉันเป็นผู้หนึ่งซึ่งมีความถึงพร้อมด้วยรูปงาม น่าชม เมื่อดิฉันเติบโตเป็นสาว (รู้จัก) ตกแต่งรูปและผิวพรรณ พวกศากยราชมีความวิวาทกันมากเพราะตัวดิฉัน ครั้งนั้น พระบิดา ของดิฉันกล่าวว่า พวกศากยราชอย่าฉิบหายเสียเลย จึงให้ดิฉัน บวชเสีย ครั้นดิฉันบวชแล้วได้ฟังว่า พระตถาคตเจ้าผู้มีพระคุณ สูงสุดกว่านรชน ทรงติรูป จึงไม่เข้าไปเฝ้า เพราะดิฉันชอบรูปกลัว จะพบพระพุทธเจ้า จึงไม่ไปรับโอวาท
 ครั้งนั้น พระพิชิตมารทรง ให้ดิฉันเข้าไปสู่สำนักของพระองค์ด้วยอุบาย พระองค์ทรงฉลาดใน ทางอุบาย ทรงแสดงหญิง ๓ ชนิด ด้วยฤทธิ์ คือ หญิงสาวสวย เหมือนรูปเทพอัปสร หญิงแก่ หญิงตายแล้ว ดิฉันเห็นหญิงทั้ง ๓ แล้ว มีความสลดใจ ไม่ยินดีในซากศพหญิงที่ตายแล้ว มีความ เบื่อหน่ายในภพเฉยอยู่ ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคนายกของโลก ตรัสกะดิฉันว่า
 ดูกรนันทาท่านจงดูร่างกายที่ทุรนทุราย ไม่สะอาด โสโครก ไหลเข้าถ่ายออกอยู่ ที่พวกพลาชนปรารถนากัน ท่านจง อบรมจิตให้เป็นสมาธิมีอารมณ์อย่างเดียวด้วยอสุภเถิด รูปนี้เป็นฉัน ใด รูปท่านนั้นก็เป็นฉันนั้น รูปท่านนั้นเป็นฉันใด รูปนี้ก็เป็นฉัน นั้น เมื่อท่านพิจารณาเห็นรูปนั้น อย่างนี้ มิได้เกียจคร้านทั้งกลาง คืนกลางวัน แต่นั้นก็จะเบื่อหน่ายอยู่ด้วยปัญญาของตน ดิฉันผู้ไม่ ประมาท พิจารณาในร่างกายนี้อยู่โดยแยบคาย ก็เห็นกายนี้ทั้งภาย ในภายนอกตามความเป็นจริง เมื่อเป็นเช่นนั้น ดิฉันจึงเบื่อหน่าย ในกาย และไม่ยินดีเป็นภายใน ไม่ประมาท ไม่เกาะเกี่ยว เป็น ผู้สงบเย็นแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญ ในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณ และทิพจักษุอันหมดจดวิเศษ หม่อมฉันสิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี
                        ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันมีญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้นแล้วในสำนักของพระองค์ ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนา ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. 
                        ทราบว่า ท่านพระอภิรูปนันทาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบอภิรูปนันทาเถริยาปทาน.
อัฑฒกาสีเถริยาปทานที่ ๗ ว่าด้วยบุพจริยาของพระอัฑฒกาสีเถรี
 [๑๗๗] ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ทรงพระยศ มาก มีพระนามว่ากัสสป ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิตเสด็จอุบัติขึ้น แล้ว ครั้งนั้น ดิฉันบวชในศาสนาของพระองค์สำรวมในปาติโมกข์ และอินทรีย์ ๕ รู้จักประมาณในอาสนะต่ำ ประกอบความเพียรใน ความเป็นผู้ตื่นอยู่ บำเพ็ญเพียรมีจิตชั่ว ได้ด่าภิกษุณีองค์หนึ่งผู้ ปราศจากอาสวะครั้งเดียวว่านางเพศยา ด้วยบาปกรรมนั้นนั่นแหละ ดิฉันต้องหมกไหม้อยู่ในนรก ด้วยกรรมที่ยังเหลืออยู่นั้น ดิฉันเกิด ในสกุลหญิงแพศยา ถูกขายให้บุรุษอื่นอยู่โดยมาก ในชาติหลัง ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีในแคว้นกาสี มีความถึงพร้อมด้วยรูปดุจดัง นางเทพอัปสรในหมู่เทวดา ด้วยผลแห่งพรหมจรรย์ประชุมชนเห็น ดิฉันมีรูปน่าชม จึงตั้งดิฉันไว้ในความเป็นหญิงแพศยาในพระนคร ราชคฤห์ที่อุดม ด้วยผลที่ด่าภิกษุณีนั้นดิฉัน ได้ฟังพระสัทธรรมที่ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐตรัสแล้วเป็นผู้ประกอบด้วยบุพพวาสนา ได้ บวชเป็นภิกษุณี แต่เมื่อไปสู่สำนักพระพิชิตมารเพื่อจะอุปสมบท พบพวกนักเลงดักอยู่ที่หนทาง ได้แล้วซึ่งทูตอุปสมบท ดิฉันมีกรรม ทุกอย่างทั้งบุญและบาปหมดสิ้นไปแล้ว ข้ามพ้นสงสารทั้งปวงแล้ว และความเป็นหญิงแพศยาก็สิ้นไปแล้ว.
                        ทราบว่า ท่านพระอัฑฒกาสีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบอัฑฒกาสีเถริยาปทาน. 
ปุณณิกาเถริยาปทานที่ ๘ ว่าด้วยบุพจริยาของพระปุณณิกาเถรี [๑๗๘] ดิฉันบวชเป็นภิกษุณีในศาสนาของพระพุทธเจ้า ๖ พระองค์ คือ พระวิปัสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมน์ ผู้คงที่ พระกัสสป เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลมีปัญญา สำรวมอินทรีย์ เป็นพหูสูต ทรงธรรมสอบถามอรรถแห่งธรรม ศึกษาธรรมแล้ว มีกระแสธรรม เป็นผู้นั่งใกล้แสดงพุทธศาสนาในท่ามกลาง ประชุมชน ดิฉันมีศีลเป็นที่รักแต่ถือตัวจัดเพราะความเป็นพหูสูตนั้น ในภพครั้งหลังนี้ดิฉันเกิดในเรือนแห่งนางกุมภทาสี ของอนาถ บิณฑิกเศรษฐีในพระนครสาวัตถีอันอุดม ดิฉันไปตักน้ำ ได้เห็น โสตถิยพราหมณ์หนาวสั่นอยู่ในกลางน้ำ ครั้นเห็นแล้วได้กล่าวว่า ดิฉันมาตักน้ำในคราวหนาว กลัวภัยแต่อาชญา และระแวงภัย คือ การด่าด้วยวาจาของเจ้านายจึงต้องลงน้ำร่ำไป
 ดูกรพราหมณ์ท่านกลัว อะไร จึงลงน้ำเสมอ มีตัวสั่น รู้สึกหนาวมากดูกรนางปุณณิกา ผู้เจริญ ท่านรู้จักสอบถามข้าพเจ้าผู้ทำกุศลกรรม กำจัดบาปกรรม (ดิฉันกล่าวว่า) บุคคลใดเป็นผู้ใหญ่ก็ตาม เป็นเด็กก็ตาม ทำบาปกรรม บุคคลนั้น จะพ้นจากบาปกรรม เพราะความอาบน้ำได้หรือ เมื่อพราหมณ์นั้นกลับขึ้นมาดิฉันได้บอกซึ่งบทอันประกอบด้วยธรรม และอรรถ พราหมณ์ได้ฟังธรรมบทนั้น แล้วมีความสลดใจ บวช แล้วได้เป็นพระอรหันต์ เพราะดิฉันเกิดในสกุลทาสี ยังทาสทาสี ๙๙ คนให้ครบ ๑๐๐ คน เจ้านายนั้นจึงตั้งชื่อให้ดิฉันว่าปุณณาและ ปลดดิฉันให้เป็นไทย ดิฉันให้เศรษฐีอนุโมทนาบุญนั้นแล้ว ออก บวชเป็นภิกษุณี โดยกาลไม่นานนักก็ได้บรรลุอรหัต
 ข้าแต่พร มหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและทิพจักษุอันหมดจด วิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก หม่อมฉัน มีญาณอันปราศจาก มลทิน บริสุทธิ์ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด หม่อมฉันมี ปัญญามากเพราะภาวนา มีสุตะเพราะพาหุสัจจะเกิดในสกุลต่ำเพราะ มานะ แต่มิได้มีกุศลกรรมวิบัติไปเลย ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... 
                        พระพุทธศาสนา ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว. 
                        ทราบว่า ท่านพระปุณณิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบปุณณิกาเถริยาปทาน. 
อัมพปาลีเถริยาปทานที่ ๙ ว่าด้วยบุพจริยาของพระอัมพปาลีเถรี              
 [๑๗๙] ดิฉันเกิดในสกุลกษัตริย์ เป็นภคินีแห่งพระมหามุนีพระนามว่าปุสสะ ผู้มีพระรัศมีงามรุ่งเรือง มีธรรมดังว่าเทริดดอกไม้บนศีรษะ ดิฉันได้ ฟังธรรมของพระองค์แล้วมีจิตเลื่อมใสถวายมหาทานแล้ว ปรารถนา ซึ่งรูปสมบัติ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าสิขี ผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลก ทรงยังโลกให้รุ่งเรือง เป็นสรณะใน ไตรโลกเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลพราหมณ์ใน เมืองอรุณอันน่ารื่นรมย์ โกรธแล้ว ด่าภิกษุณีองค์หนึ่งผู้มีจิตพ้นแล้ว จากกิเลสว่า ท่านเป็นหญิงเพศยา ประพฤติอนาจารประทุษร้าย พุทธศาสนา ครั้นด่าอย่างนี้แล้ว ดิฉันต้องไปสู่นรกอันร้ายกาจ เพรียบพร้อมไปด้วยมหันตทุกข์ เพราะกรรมอันลามกนั้น เคลื่อน จากนรกนั้นแล้วมาเกิดในหมู่มนุษย์เป็นผู้มีลามกธรรม เป็นเหตุให้ เดือดร้อนครองความเป็นหญิงเพศยาอย่างหมื่นชาติยังมิได้พ้นจากบาป กรรมนั้น เปรียบเหมือนคนกินยาพิษอันร้ายแรง ดิฉันได้บวชเป็น ภิกษุณีมีเพศประเสริฐในศาสนาพระพุทธกัสสป ได้ไปเกิดในภพ ดาวดึงส์ เพราะผลแห่งบรรพชากรรมนั้น
 ในภพนี้ซึ่งเป็นภพหลัง ดิฉันเป็นอุปปาติกสัตว์เกิดในระหว่างกิ่งต้นมะม่วง จึงมีชื่อว่าอัมพปาลีตามนิมิตนั้น ดิฉันมีประชาชนหลายพันโกฏิ แห่ห้อมมาบวช ในพุทธศาสนาเป็นโอรสธิดาแห่งพระพุทธเจ้า บรรลุถึงฐานะอันไม่ หวั่นไหว ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุและในเจโตปริยญาณ รู้บุพเพนิวาสญาณและทิพจักษุ อันหมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มีอีก หม่อมฉันมีญาณอันปราศจากมลทิน บริสุทธิ์ ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด หม่อมฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดสิ้นแล้ว ตัด กิเลสเครื่องผูกดังช้างพังตัดเชือกแล้วเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่ หม่อมฉันได้มาในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นการมาดี แล้วหนอ วิชชา ๓ หม่อมฉันบรรลุแล้วโดยลำดับ
                        พระพุทธศาสนา หม่อมฉันได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันทำให้แจ้งชัดแล้ว
                        พระพุทธศาสนาหม่อมฉันได้ทำเสร็จแล้วดังนี้. 
                        ทราบว่า ท่านพระอัมพปาลีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบอัมพปาลีเถริยาปทาน.
 เสลาเถริยาปทานที่ ๑๐ ว่าด้วยบุพจริยาของพระเสลาเถรี
 [๑๘๐] ในภัทกัปนี้ พระพุทธเจ้าพละนามว่ากัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่ง พราหมณ์ มียศมากประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลอุบาสก ในพระนครสาวัตถีอันประเสริฐ เห็นพระพิชิตมารผู้ประเสริฐพระองค์นั้น และฟังธรรมเทศนาแล้ว ถึงพระองค์ผู้มีเพียรเป็นสรณะแล้วสมาทานศีลทั้งหลาย ครั้งหนึ่ง พระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้น ผู้องอาจกว่านรชน ทรงประกาศอภิสัม- โพธิญาณของพระองค์ในสมาคมแห่งมหาชนว่า เรามีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชาและแสงสว่าง ในธรรมที่ไม่เคยฟังมาในกาลก่อนและ ในอริยสัจมีทุกขอริยสัจเป็นต้น ดิฉันได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เล่าเรียน สอบถามภิกษุณีทั้งหลาย ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำแล้วนั้น และด้วย การเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์
 ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในสกุลแห่งเศรษฐีใหญ่ ดิฉันได้เข้าเฝ้า พระพุทธเจ้า ได้ฟังสัทธรรมอันประกาศมัจจุ บวชแล้ว ค้นคว้า อรรถธรรมทั้งปวง ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว ได้บรรลุอรหัต โดยกาลไม่นานเลย ข้าแต่มหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญ ในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ และในเจโตปริยญาณรู้ปุพเพนิวาสญาณ และทิพจักษุอันหมดจดพิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีก หม่อมฉันมีญาณอันปราศจากมลทิน บริสุทธิ์ ในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิญาณ เพราะอำนาจพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดหม่อมฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้หมด สิ้นแล้วตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างพังตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ อยู่ การที่หม่อมฉันได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ หม่อมฉันบรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนาหม่อมฉันได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิวาท ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ หม่อมฉันทำให้แจ้งชัด แล้ว 
                        พระพุทธศาสนาหม่อมฉันได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                         ทราบว่า ท่านพระเสลาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบเสลาเถริยาปทาน. 
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
 ๑. อัฏฐารสหัสสขัตติยกัญญาเถริยาปทาน ๒. จตุราสีติสหัสสพราหมณกัญญาเถริยา- *ปทาน ๓. อุปลทายิกาเถริยาปทาน ๔. สิงคาลมาตาเถริยาปทาน ๕. สุกกาเถริยาปทาน ๖. อภิรูปนันทาเถริยาปทาน ๗. อัฑฒกาสีเถริยาปทาน ๘. ปุณณิกาเถริยาปทาน ๙. อัมพปา- *ลีเถริยาปทาน ๑๐. เสลาเถริยาปทาน. 
จบขัตติยกัญญาวรรคที่ ๔.
                 จบอปทาน.

19/มหาภารตะ ตอนที่ - การตีความของ Fowler ผู้มีคุณธรรมเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์และความเข้าใจทางจิตวิญญาณ

 search-google    มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ...    
                        " มาร์กันเดยะกล่าวต่อ “ข้าแต่พระเจ้ายุธิษฐิระ ขอทรงฟังสิ่งที่ พราหมณ์ผู้ล่าสัตว์ผู้มีคุณธรรมกล่าวตอบเขาว่าอย่างไร”
                        นักล่ากล่าวว่า
 จิตใจมนุษย์ในตอนแรกมุ่งไปที่การแสวงหาความรู้ เมื่อได้ความรู้แล้ว โอ้ พราหมณ์ผู้ประเสริฐ พวกเขาก็ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับกิเลสตัณหาและความปรารถนา เพื่อจุดประสงค์นั้น พวกเขาจึงลงแรงทำงานอันใหญ่หลวง และปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความสุขที่ปรารถนาอย่างแรงกล้า ทั้งในด้านความงาม รสชาติ ฯลฯ ตามมาด้วยความรักใคร่ ต่อมาด้วยความอิจฉาริษยา ต่อมาด้วยความโลภ และในที่สุดก็ดับสูญแห่งแสงสว่างทางจิตวิญญาณทั้งปวง
 และเมื่อมนุษย์ถูกครอบงำด้วยความโลภและความริษยาเช่นนี้ สติปัญญาของพวกเขาก็จะไม่ถูกชี้นำโดยความชอบธรรมอีกต่อไป และพวกเขาก็ปฏิบัติธรรมเยาะเย้ยคุณธรรม ปฏิบัติธรรมด้วยความหน้าซื่อใจคด พวกเขาพอใจที่จะแสวงหาทรัพย์สมบัติด้วยวิธีที่ไร้เกียรติด้วยทรัพย์สมบัติที่ได้มา หลักแห่งปัญญาในตัวพวกเขาจึงหลงใหลในวิถีทางอันชั่วร้ายเหล่านั้น และเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะทำบาป
 และเมื่อพราหมณ์ผู้ประเสริฐ มิตรสหายและผู้มีปัญญาของพวกเขาโต้แย้ง พวกเขาก็พร้อมจะตอบอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งไม่น่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากการติดอยู่ในความชั่ว พวกเขาจึงมีบาปสามประการ พวกเขาทำบาปทั้งทางความคิด วาจา และการกระทำ เพราะพวกเขาติดอยู่ในความชั่ว คุณสมบัติที่ดีของพวกเขาจึงสูญสิ้นไป และบุคคลผู้ทำความชั่วเหล่านี้ก็สร้างมิตรภาพกับบุคคลที่มีอุปนิสัยคล้ายคลึงกัน และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงประสบความทุกข์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
 มนุษย์ผู้ทำบาปมีธรรมชาติเช่นนี้ และบัดนี้ได้ยินเรื่องราวของมนุษย์ผู้มีคุณธรรม เขามองเห็นความชั่วร้ายเหล่านี้ด้วยญาณหยั่งรู้ทางจิตวิญญาณ และสามารถแยกแยะระหว่างความสุขและความทุกข์ และเต็มเปี่ยมไปด้วยความเอาใจใส่ต่อมนุษย์ผู้มีคุณธรรม และจากการปฏิบัติธรรม จิตใจของเขาจึงโน้มเอียงไปสู่ความชอบธรรม
                        พราหมณ์ตอบว่า “ท่านได้อธิบายศาสนาได้อย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งไม่มีใครอธิบายได้ พลังจิตวิญญาณของท่านยิ่งใหญ่นัก และท่านก็ปรากฏแก่ข้าพเจ้าเสมือนฤๅษี ผู้ยิ่งใหญ่ ”
                        นายพรานตอบว่า
 พราหมณ์ ผู้ยิ่งใหญ่ได้รับการบูชาด้วยเกียรติเช่นเดียวกับบรรพบุรุษของเรา และได้รับการเอาใจด้วยเครื่องเซ่นไหว้อาหารก่อนผู้อื่นเสมอ บัณฑิตในโลกนี้ย่อมทำสิ่งที่น่ายินดีแก่พวกเขาด้วยสุดหัวใจ โอ้ พราหมณ์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ท่านฟังว่าสิ่งใดที่พวกเขาพอใจ หลังจากที่ได้กราบไหว้พราหมณ์ทั้งมวลแล้ว ท่านทั้งหลายจงเรียนรู้ปรัชญาพราหมณ์จากข้าพเจ้าเถิด
 จักรวาลนี้อันหาที่สุดมิได้ อุดมด้วยธาตุอันยิ่งใหญ่ ล้วนเป็นพรหมไม่มีอะไรสูงส่งไปกว่านี้อีกแล้ว ดิน น้ำ ลม ไฟ และฟ้า ล้วนเป็นธาตุอันยิ่งใหญ่ รูป กลิ่น เสียง สัมผัส และรส ล้วนเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของธาตุเหล่านี้ ธาตุเหล่านี้ก็มีคุณสมบัติที่สัมพันธ์กัน
 และในบรรดาคุณสมบัติสามประการ ซึ่งแต่ละประการจะค่อย ๆ มีลักษณะเฉพาะตามลำดับ ลำดับความสำคัญคือ สติสัมปชัญญะ ซึ่งเรียกว่า จิต ลำดับที่เจ็ดคือ ปัญญา ถัดมาคือ อัตตา ตามด้วย ประสาทสัมผัสทั้งห้า วิญญาณ และคุณธรรมเรียกว่าสัตตวะราชะและตมัส คุณสมบัติ ทั้งสิบเจ็ดประการนี้กล่าวกันว่าเป็นคุณสมบัติที่ไม่รู้จักหรือเข้าใจไม่ได้ ข้าพเจ้าได้อธิบายสิ่งเหล่านี้ให้ท่านฟังแล้ว ท่านยังต้องการทราบอะไรอีกเล่า?
 CCX - มาร์กันเดยะ: คุณสมบัติของธาตุทั้งห้า
                        " มาร์กันเดยะกล่าวต่อ “โอ้ภารตะพราหมณ์ถูกพรานล่าสัตว์ผู้มีศีลธรรมซักถามแล้ว จึงกลับมากล่าวพระธรรมที่น่าชื่นใจนี้อีกครั้ง
                        พราหมณ์กล่าวว่า “โอ้ ผู้รักษาศาสนาที่ประเสริฐที่สุด มีคำกล่าวไว้ว่าธาตุใหญ่มี 5 ประการ ท่านช่วยอธิบายคุณสมบัติของธาตุใดธาตุหนึ่งใน 5 ประการให้ข้าพเจ้าทราบโดยละเอียดได้หรือไม่”
                        นายพรานตอบว่า
 ดิน น้ำ ไฟ ลม และฟ้า ล้วนมีคุณสมบัติที่ซ้อนทับกัน ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ท่านฟัง ดิน โอ้ พราหมณ์ มีคุณสมบัติห้าประการ น้ำสี่ ไฟสาม และอากาศและฟ้ารวมกันเป็นสามประการ เสียง สัมผัส รูป กลิ่น และรส คุณสมบัติห้าประการนี้ล้วนเป็นของดิน เสียง สัมผัส รูป และรส โอ้ พราหมณ์ผู้เคร่งครัด ได้ถูกอธิบายแก่ท่านว่าเป็นคุณสมบัติของน้ำ และเสียง สัมผัส และรูป คือคุณสมบัติสามประการของไฟและลม มีคุณสมบัติสองประการ เสียงและสัมผัส และเสียงคือคุณสมบัติของฟ้า
 และ โอ้ พราหมณ์ คุณสมบัติทั้งสิบห้าประการนี้ซึ่งแฝงอยู่ในธาตุทั้งห้า มีอยู่ในทุกสสารที่ประกอบกันเป็นจักรวาลนี้ และสสารเหล่านี้มิได้ขัดแย้งกัน แต่สสารเหล่านี้มีอยู่อย่างสมดุล โอ พราหมณ์ เมื่อจักรวาลทั้งหมดนี้ถูกเหวี่ยงเข้าสู่ภาวะสับสน สรรพสัตว์ทุกตัวในความสมบูรณ์แห่งกาลเวลาก็จะรับเอาสสาร อีกสสารหนึ่ง เกิดขึ้นและดับไปตามลำดับ และสสารพื้นฐานทั้งห้านี้ซึ่งประกอบกันเป็นโลกที่เคลื่อนไหวและนิ่งอยู่นั้นก็ปรากฏอยู่
 สิ่งใดที่รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เรียกว่าวยักตะ (รู้ได้หรือเข้าใจได้) และสิ่งใดที่อยู่เหนือการรับรู้ของประสาทสัมผัส และรับรู้ได้ด้วยการคาดเดาเท่านั้น เรียกว่าอวยักตะ (ไม่ใช่วยักตะ ) เมื่อบุคคลดำเนินตามวินัยแห่งการสำรวจตนเอง หลังจากได้ระงับประสาทสัมผัสที่มีบทบาทตามวัตถุประสงค์เฉพาะของตนในสภาวะภายนอก เช่น เสียง รูป ฯลฯ แล้ว เขาจะมองเห็นวิญญาณของตนเองแผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล และจักรวาลก็สะท้อนอยู่ในตัวเขาเอง
 ผู้ใดที่แต่งงานกับกรรม เก่าของตน แม้ว่าจะชำนาญในปัญญาทางจิตวิญญาณขั้นสูงสุด ก็รู้เพียงการ ดำรงอยู่เชิงวัตถุของ วิญญาณ ของตนเท่านั้น แต่บุคคลที่วิญญาณของตนไม่เคยได้รับผลกระทบจากสภาวะเชิงวัตถุรอบๆ ตัว ก็ไม่เคยตกอยู่ภายใต้ความชั่วร้าย เนื่องมาจากการดูดซับวิญญาณนั้นในจิตวิญญาณพื้นฐานของพรหม
 เมื่อบุคคลหนึ่งได้เอาชนะอำนาจของมายาแล้ว คุณธรรมอันสูงส่งของพระองค์ อันประกอบด้วยแก่นแท้แห่งปัญญาทางจิตวิญญาณ หันเหไปสู่การตรัสรู้ทางจิตวิญญาณ ซึ่งส่องสว่างสติปัญญาของสรรพสัตว์ บุคคลเช่นนี้ถูกขนานนามโดยพระวิญญาณผู้ทรงปรีชาญาณและทรงอำนาจทุกประการว่า เป็นผู้ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ดำรงอยู่ด้วยตนเอง ไม่แปรเปลี่ยน ไม่มีรูปร่าง และหาสิ่งใดเปรียบมิได้
 โอ้ พราหมณ์ สิ่งที่ท่านได้ถามเรานั้น เป็นเพียงผลของการฝึกตนเท่านั้น และการฝึกตนนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการควบคุมอารมณ์เท่านั้น จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ สวรรค์และนรกต่างก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเรา เมื่อควบคุมอารมณ์ได้ ก็จะนำไปสู่สวรรค์ เมื่อควบคุมอารมณ์ได้ ก็จะนำไปสู่ความพินาศ การบังคับอารมณ์ได้นี้คือหนทางสูงสุดในการบรรลุแสงสว่างทางจิตวิญญาณ อารมณ์ของเราเป็นรากฐาน (เหตุ) ของความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ และยังเป็นรากฐานของความเสื่อมทางจิตวิญญาณอีกด้วย โดยการหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์เหล่านี้ บุคคลย่อมทำความชั่ว และเมื่อควบคุมอารมณ์เหล่านี้ได้ เขาก็จะได้รับความหลุดพ้น
 บุคคลผู้รู้จักยับยั้งชั่งใจและเชี่ยวชาญอายตนะทั้งหกที่มีอยู่ในธรรมชาติ ย่อมไม่แปดเปื้อนด้วยบาป และด้วยเหตุนี้ ความชั่วจึงไม่มีอำนาจเหนือเขา ตัวตนทางกายของมนุษย์เปรียบเสมือนรถม้า จิตวิญญาณเปรียบเสมือนคนขับรถม้า และประสาทสัมผัสเปรียบเสมือนม้า บุคคลที่คล่องแคล่วย่อมขับขี่ไปอย่างไม่สับสน ดุจคนขับรถม้าผู้สงบนิ่งกับม้าที่ฝึกมาอย่างดี บุคคลผู้นี้คือผู้ขับขี่ที่เก่งกาจ ผู้รู้จักควบคุมม้าป่าเหล่านั้นอย่างอดทน ซึ่งเป็นอายตนะทั้งหกที่มีอยู่ในธรรมชาติของเรา
 เมื่อประสาทสัมผัสของเราควบคุมไม่ได้ดุจดังม้าบนทางสายหลัก เราต้องควบคุมมันอย่างอดทน เพราะด้วยความอดทน เราย่อมเอาชนะมันได้อย่างแน่นอน เมื่อจิตของมนุษย์ถูกครอบงำด้วยประสาทสัมผัสใดประสาทสัมผัสหนึ่งที่พลุ่งพล่าน เขาก็สูญเสียสติสัมปชัญญะ และกลายเป็นเหมือนเรือที่ถูกพายุพัดกระหน่ำกลางมหาสมุทร มนุษย์ถูกหลอกด้วยมายาคติ โดยหวังจะเก็บเกี่ยวผลแห่งสิ่งทั้งหกนี้ ซึ่งผลของสิ่งเหล่านี้จะถูกศึกษาโดยผู้มีญาณทิพย์ ผู้ซึ่งเก็บเกี่ยวผลแห่งการรับรู้อันแจ่มชัดของตน
 CCXI - คุณธรรมแห่งสัตตวะ ราชส และตมัส: คำอธิบายของฟาวเลอร์
                        มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า "โอภารตะเมื่อพราหมณ์ผู้ล่าสัตว์ได้อธิบายข้อลึกลับเหล่านี้แล้ว ก็ได้สอบถามพราหมณ์ผู้ล่าสัตว์ ด้วยความสนใจอย่างยิ่งอีกครั้งเกี่ยวกับเรื่องที่ละเอียดอ่อนเหล่านี้
                        พราหมณ์กล่าวว่า “ท่านอธิบายให้ฉันฟังอย่างตรงไปตรงมาว่า บัดนี้ฉันใด ฉันก็ถามท่านอย่างสมควรแล้ว ถึงคุณธรรมของคุณสมบัติของสัตตวะราชาและตมัส ตามลำดับ ”
                        นายพรานตอบว่า
 เอาล่ะ ข้าจะบอกสิ่งที่ท่านถามมา ข้าจะอธิบายคุณธรรมแต่ละข้อแยกกัน ท่านฟังเถิด ในบรรดาคุณธรรมเหล่านั้นตมัสมีลักษณะเป็นมายา (ทางจิตวิญญาณ) ราชาสัญชาตญาณ (มนุษย์ให้กระทำ) สัตตวะมีความยิ่งใหญ่ และด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวกันว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาคุณธรรมเหล่านั้น ผู้ใดที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของอวิชชาทางจิตวิญญาณอย่างมากมาย ผู้ที่โง่เขลา ไร้สติ และหลงฝัน ผู้ที่เกียจคร้าน ไร้พลัง และถูกครอบงำด้วยความโกรธและความเย่อหยิ่ง ย่อมกล่าวกันว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของตมัส
 และโอ ฤๅษีพราหมณ์บุรุษผู้ประเสริฐผู้นี้เป็นผู้พูดจาไพเราะ มีความคิดรอบคอบ ปราศจากความริษยา ขยันขันแข็งในการแสวงหาผลอันพึงปรารถนา และมีอุปนิสัยอบอุ่น ย่อมกล่าวได้ว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของราชาและผู้ใดที่แน่วแน่ อดทน ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของความโกรธที่ปราศจากความพยาบาท และไม่ฉลาดในการกระทำเพราะขาดความปรารถนาเห็นแก่ตัวที่จะเก็บเกี่ยวผล เป็นคนฉลาดและอดทน ถือว่าตนอยู่ภายใต้อิทธิพลของสัตตวะ
 เมื่อบุคคลใดมีคุณลักษณะแห่งสัตตวะแล้ว ถูกโลกียะครอบงำ เขาก็ย่อมประสบความทุกข์ แต่เมื่อตระหนักถึงความสำคัญอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว เขาก็เกลียดโลกียะ เมื่อนั้นความรู้สึกเฉยเมยต่อโลกียะก็เริ่มเข้ามาครอบงำเขา ความเย่อหยิ่งของเขาจึงลดน้อยลง ความถูกต้องชอบธรรมกลับเด่นชัดขึ้น และอารมณ์ทางศีลธรรมที่ขัดแย้งกันก็กลับคืนดีกัน และเมื่อนั้น การยับยั้งชั่งใจในเรื่องใดๆ ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป
 พราหมณ์ บุรุษผู้นี้อาจจะเกิดใน วรรณะ ศูทรก็ได้ แต่หากเขามีคุณสมบัติที่ดี เขาก็สามารถบรรลุถึงระดับไวศยะและกษัตริย์ ได้เช่นกัน และหากเขายึดมั่นในความถูกต้อง เขาก็สามารถบรรลุถึงระดับพราหมณ์ได้ ข้าพเจ้าได้อธิบายคุณธรรมเหล่านี้ให้ท่านฟังแล้ว ท่านปรารถนาจะเรียนรู้สิ่งใดอีกเล่า?
 CCXII - คำสอนของมาร์กันเดยะเกี่ยวกับจิตวิญญาณและโยคะ
                        ( มาร์กันเดยะกล่าวต่อ)
                        พราหมณ์จึงถามว่า 'ไฟ (พลังชีวิต) รวมกับธาตุดิน (สสาร) กลายมาเป็นโครงสร้างทางกาย (ของสิ่งมีชีวิต) ได้อย่างไร และอากาศ (ลมหายใจแห่งชีวิต) ตามธรรมชาติของที่ตั้ง (กล้ามเนื้อและเส้นประสาท) กระตุ้นให้เกิดการกระทำ (โครงร่างทางกาย) ได้อย่างไร?'
                        มาร์กันเดยะกล่าวว่า “โอยุธิษฐิระเมื่อพราหมณ์ถามเรื่องนี้แก่พราหมณ์แล้ว พราหมณ์ผู้ล่าสัตว์ก็ตอบโดยกล่าวแก่พราหมณ์ผู้มีจิตใจสูงส่งนั้นว่า
                        (นักล่าสัตว์กล่าวว่า) :—
 'จิตวิญญาณสำคัญที่ปรากฏชัดในฐานแห่งจิตสำนึก ก่อให้เกิดการกระทำของโครงร่างกายภาพ และวิญญาณซึ่งปรากฏอยู่ในทั้งสองสิ่งนี้ ย่อมกระทำการ (ผ่านทั้งสองสิ่งนี้) อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ล้วนเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณอย่างแยกไม่ออก และจิตวิญญาณคือสมบัติอันสูงสุดของสรรพสัตว์ เป็นแก่นแท้ของจิตวิญญาณสูงสุดและเราเคารพบูชามัน จิตวิญญาณคือหลักการสร้างชีวิตให้แก่สรรพสัตว์ และจิตวิญญาณคือปุรุ ษ (วิญญาณ) อันเป็นนิรันดร์ จิตวิญญาณนั้นยิ่งใหญ่ เป็นสติปัญญาและอัตตาและเป็นฐานอัตวิสัยของคุณสมบัติต่างๆ ของธาตุ
 ดังนั้น ขณะที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ (ในโครงร่างกาย) กายนี้จะได้รับการค้ำจุนความสัมพันธ์ทั้งภายนอกและภายใน (กับวัตถุหรือจิตใจ) ด้วยลมปราณละเอียดที่เรียกว่าปราณและหลังจากนั้น สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดก็จะไปตามทางของตนเองด้วยการกระทำของลมปราณละเอียดอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่าสัมมานะลมปราณนี้แปรสภาพเป็น ลม อปานะและได้รับการสนับสนุนจากหัวกระเพาะ คอยนำเอาของเสียของร่างกาย เช่น ปัสสาวะ ฯลฯ ไปยังไตและลำไส้
 ลมนั้นปรากฏอยู่ในธาตุทั้งสาม คือ ความพยายาม ความพยายาม และกำลัง และในสภาวะเช่นนั้น ผู้ที่ศึกษาในวิทยาศาสตร์กายภาพจะเรียกว่า ลม อุทานและเมื่อปรากฏให้เห็นโดยการปรากฏที่จุดเชื่อมต่อทุกจุดของร่างกายมนุษย์ จะรู้จักกันในชื่อวยาน
 และความร้อนภายในจะแผ่กระจายไปทั่วเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายของเรา และได้รับการสนับสนุนจากอากาศเหล่านี้ ความร้อนนี้จะเปลี่ยนแปลงอาหาร เนื้อเยื่อ และสารต่างๆ ในร่างกายของเรา เมื่อปราณะและอากาศอื่นๆ รวมตัวกัน ปฏิกิริยา (การรวมกัน) จึงเกิดขึ้น และความร้อนที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าความร้อนภายในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งเป็นสาเหตุของการย่อยอาหารของเรา
 ลมปราณและ ลม อปานะแทรกอยู่ใน ลม สะมานะและ ลม อุทานความร้อนที่เกิดจากการรวมตัวของลมทั้งสองทำให้เกิดการเจริญเติบโตของร่างกาย (ประกอบด้วยธาตุทั้งเจ็ด กระดูก กล้ามเนื้อ ฯลฯ) และส่วนที่ขยายไปถึงทวารหนักเรียกว่าอปาณและจากจุดนั้น หลอดเลือดแดงจึงเกิดขึ้นในลมทั้งห้า คือ ปราณฯลฯ
 ลมปราณซึ่งได้รับความร้อนจะพุ่งเข้าปะทะบริเวณปลายสุดของ บริเวณ อปานะแล้วจึงสะท้อนกลับออกมาทำปฏิกิริยากับความร้อน เหนือสะดือคือบริเวณอาหารที่ยังไม่ย่อย และเบื้องล่างคือบริเวณย่อยอาหาร
 และปราณะและลมปราณอื่น ๆ ของระบบทั้งหมดก็สถิตอยู่ที่สะดือ หลอดเลือดแดงที่ออกจากหัวใจจะวิ่งขึ้นลง และในทิศทางเฉียง พวกมันบรรจุแก่นแท้ที่ดีที่สุดของอาหารของเรา และถูกกระทำโดยลมปราณทั้งสิบนี่คือวิถีทางที่โยคี ผู้อดทน ซึ่งเอาชนะความยากลำบากทั้งปวง และมองทุกสิ่งด้วยสายตาที่เที่ยงธรรมและเท่าเทียมกัน โดยมีวิญญาณสถิตอยู่ในสมอง จะค้นพบจิตวิญญาณสูงสุดปราณะและ ลม อปานะจึงปรากฏอยู่ในร่างกายของสรรพสัตว์
 จงรู้ว่าวิญญาณนั้นปรากฏกายในรูปแบบที่ปลอมตัวเป็นรูปร่าง ในสภาวะอัญรูป 11 ประการ (ของระบบสัตว์) และถึงแม้จะเป็นนิรันดร์ แต่สภาวะปกติของวิญญาณนั้นก็ถูกปรับเปลี่ยนไปตามสิ่งที่มากับวิญญาณ เหมือนกับไฟที่ชำระล้างในกระทะของมัน ซึ่งเป็นนิรันดร์ แต่วิถีของวิญญาณนั้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม และสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับร่างกายนั้นมีความเกี่ยวข้องกับร่างกายในลักษณะเดียวกับหยดน้ำที่ตกลงบนพื้นผิวมันวาวของใบบัวที่มันกลิ้งอยู่
 จงรู้เถิดว่าสัตตวะราชาและตมัสคือคุณลักษณะของชีวิตทั้งปวง และชีวิตคือคุณลักษณะของวิญญาณ และประการหลังก็เป็นคุณลักษณะของวิญญาณสูงสุด สสารที่ไร้ความรู้สึกและไร้ความรู้สึกคือฐานของหลักธรรมแห่งชีวิต ซึ่งทำงานอยู่ในตัวมันเองและชักนำให้เกิดกิจกรรมในผู้อื่น สิ่งที่กระตุ้นให้โลกทั้งเจ็ดกระทำนั้น เรียกว่าสูงส่งที่สุดโดยผู้มีญาณทิพย์สูงส่ง ดังนั้น ในองค์ประกอบทั้งหมดนี้ วิญญาณนิรันดร์จึงไม่ปรากฏ แต่ถูกรับรู้โดยผู้รอบรู้ในศาสตร์แห่งวิญญาณ เนื่องด้วยญาณทิพย์อันสูงส่งของพวกเขา
 บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ โดยการชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ ย่อมสามารถทำลายผลดีและผลชั่วจากการกระทำของตนได้ และบรรลุถึงความสุขนิรันดร์ด้วยการตรัสรู้ของจิตวิญญาณภายใน สภาวะแห่งความสงบสุขและการชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์นี้ เปรียบได้กับสภาวะของบุคคลผู้นอนหลับสนิทในสภาวะจิตใจเบิกบาน หรือความสว่างไสวของตะเกียงที่ตัดแต่งด้วยมืออัน ประณีต
 บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์เช่นนี้ ดำรงชีวิตด้วยอาหารเหลือเฟือ ย่อมมองเห็นพระวิญญาณสูงสุดที่สะท้อนอยู่ในจิตของตน และด้วยการฝึกสมาธิในยามราตรีและยามดึก เขาจะเห็นพระวิญญาณสูงสุดซึ่งไร้ซึ่งคุณลักษณะใดๆ ส่องสว่างดุจดวงประทีปในแสงแห่งดวงใจ และด้วยเหตุนี้ เขาจึงบรรลุถึงความหลุดพ้น ความโลภและความโกรธต้องถูกปราบปรามด้วยทุกวิถีทาง เพราะการกระทำนี้ถือเป็นคุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่มนุษย์สามารถปฏิบัติได้ และถือเป็นหนทางที่มนุษย์จะข้ามผ่านทะเลแห่งความทุกข์ยากและความทุกข์ยากนี้ไปได้
 มนุษย์ต้องรักษาความชอบธรรมของตนไว้ไม่ให้ถูกครอบงำด้วยผลร้ายของความโกรธ รักษาคุณธรรมของตนไว้ไม่ให้ถูกครอบงำด้วยผลของความเย่อหยิ่ง ศึกษาหาความรู้จากผลของความฟุ้งเฟ้อ และรักษาจิตวิญญาณของตนไว้ไม่ให้ถูกครอบงำด้วยมายาคติ ความเมตตากรุณาคือคุณธรรมที่ดีที่สุด ความอดทนคือพลังที่ดีที่สุด ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติทางจิตวิญญาณของเราเป็นความรู้ที่ดีที่สุด และความซื่อสัตย์คือพันธะทางศาสนาที่ดีที่สุด การกล่าวความจริงนั้นดี และความรู้เกี่ยวกับความจริงก็อาจดีได้เช่นกัน แต่สิ่งที่นำไปสู่ประโยชน์สูงสุดในบรรดาสรรพสัตว์นั้น เรียกว่า สัจธรรมสูงสุด
 ผู้ที่กระทำการใดผู้ที่สละทุกสิ่งเพื่อสนองความต้องการแห่งการสละตน ย่อมเป็นผู้ปฏิบัติโดยปราศจากจุดมุ่งหมายเพื่อหวังผลตอบแทนหรือพรใดๆ ผู้ที่สละทุกสิ่งเพื่อสนองความต้องการแห่งการสละตน ย่อมเป็น ผู้มีปัญญาอย่างแท้จริง และเนื่องจากเราไม่สามารถสอนการเชื่อมต่อกับพรหมได้แม้แต่พระอาจารย์ทางจิตวิญญาณของเราเอง—ท่านเพียงแต่ให้เบาะแสแก่เราถึงความลึกลับ การสละโลกวัตถุจึงเรียกว่าโยคะ
 เราจะต้องไม่ทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตใด ๆ และต้องอยู่ร่วมกันอย่างมีไมตรีจิตกับทุกสรรพสิ่ง และในการดำรงอยู่ปัจจุบันนี้ เราจะต้องไม่แก้แค้นสิ่งมีชีวิตใด ๆ ทั้งสิ้น การสละตน ความสงบสุขทางจิตใจ การสละความหวัง และการวางใจเป็นกลาง สิ่งเหล่านี้คือหนทางที่จะบรรลุถึงการตรัสรู้ทางจิตวิญญาณได้เสมอ และความรู้เกี่ยวกับตนเอง (ธรรมชาติทางจิตวิญญาณของตนเอง) คือความรู้ที่ดีที่สุด
 ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า บุคคลควรละทิ้งความปรารถนาทางโลกทั้งปวง และตั้งมั่นในความเฉยเมยอันมั่นคง ซึ่งความทุกข์ทั้งปวงล้วนสงบนิ่ง พึงปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนาของตนด้วยปัญญามุนีผู้ปรารถนาจะบรรลุโมกษะ (ความหลุดพ้น) ซึ่งหาได้ยากยิ่ง จะต้องมีความเพียรอดทน อดกลั้น และต้องละทิ้งความปรารถนาอันแรงกล้าที่ผูกมัดตนไว้กับสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ พวกเขาเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าคุณสมบัติของพระวิญญาณสูงสุด
 คุณะ (คุณสมบัติหรือคุณลักษณะ) ที่เรารับรู้อยู่นั้น ลดทอนตัวเองลงเหลือเพียงคุณะ (อคุณะ) ในพระองค์ พระองค์มิได้ถูกผูกมัดด้วยสิ่งใด และรับรู้ได้เพียงการขยายและพัฒนาการของวิสัยทัศน์ทางจิตวิญญาณของเรา ทันทีที่ความหลงผิดของอวิชชาถูกขจัดออกไป ความสุขอันบริสุทธิ์สูงสุดนี้ก็จะบรรลุถึง โดยการละทิ้งวัตถุแห่งความสุขและความทุกข์ และด้วยการสละความรู้สึกที่ผูกมัดเขาไว้กับสิ่งต่างๆ บนโลกนี้ มนุษย์ก็สามารถบรรลุพรหม (วิญญาณสูงสุดหรือความหลุดพ้น) ได้ โอ้ พราหมณ์ผู้ประเสริฐ บัดนี้ข้าพเจ้าได้อธิบายเรื่องทั้งหมดนี้ให้ท่านฟังคร่าวๆ แล้ว ดังที่ข้าพเจ้าได้ยิน ท่านปรารถนาจะทราบอะไรอีกเล่า?
 CCXIII - ความสำคัญของการรับใช้พ่อแม่: บทเรียนเรื่องความศรัทธา
                        " มาร์กันเดยะกล่าวว่า เมื่อพราหมณ์ผู้นั้นได้อธิบายเรื่องลึกลับแห่งความรอดทั้งหมดนี้ให้ฟังแล้วเขาก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงกล่าวกับพราหมณ์ผู้ล่านกว่า
                        “สิ่งทั้งหมดที่คุณอธิบายมานั้นมีเหตุผล และสำหรับฉันแล้ว ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับความลึกลับของศาสนาที่คุณไม่รู้เลย”
                        นายพรานตอบว่า
 “โอ้ พราหมณ์ผู้ประเสริฐและยิ่งใหญ่ ท่านจงรับรู้ด้วยตาของท่านเอง ถึงคุณธรรมทั้งหมดที่ข้าพเจ้าอ้าง และด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงบรรลุถึงภาวะอันเป็นสุขนี้ ท่านผู้เจริญ โปรดลุกขึ้นเถิด ท่านผู้เคารพ และรีบเข้าไปในห้องภายในนี้โดยเร็ว โอ้ ท่านผู้มีคุณธรรม เป็นการสมควรที่ท่านควรพบบิดามารดาของข้าพเจ้า”
                        มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า
 พราหมณ์จึงตรัสดังนี้แล้วเข้าไปเห็นคฤหาสน์หลังหนึ่งที่งดงามและงดงาม เป็นคฤหาสน์อันโอ่อ่า แบ่งออกเป็นสี่ห้อง เป็นที่เคารพบูชาของเหล่าเทพ ราวกับเป็นพระราชวังแห่งหนึ่งของเหล่าเทพ มีที่นั่งและเตียง มีกลิ่นหอมอบอวล บิดามารดาผู้เป็นที่เคารพนับถือของพระองค์ นุ่งห่มผ้าขาว รับประทานอาหารเสร็จก็นั่งอย่างสบายใจ นายพรานมองดูทั้งสอง กราบลงตรงหน้า ก้มศีรษะลงแทบเท้า
 บิดามารดาของเขาซึ่งชราภาพแล้วได้กล่าวกับเขาว่า “จงลุกขึ้นเถิด บุรุษผู้มีความศรัทธา จงลุกขึ้นเถิด ขอให้ความชอบธรรมคุ้มครองท่าน เรามีความยินดีในความศรัทธาของท่านมาก ขอท่านจงลุกขึ้นเถิดขอให้ท่านมีอายุยืนยาว มีความรู้ สติปัญญาสูง และสมปรารถนาทุกประการ ท่านเป็นบุตรที่ดีและมีคุณธรรม เพราะท่านดูแลพวกเราอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสม แม้แต่ในหมู่เทวดา ท่านก็ไม่มีเทพอื่นให้บูชา
 โดยการปราบตนเองอยู่เสมอ ท่านจึงได้รับอำนาจควบคุมตนเองของพราหมณ์และปู่ย่าตายายและบรรพบุรุษของท่านทั้งหลายต่างก็ยินดีในคุณธรรมที่ยับยั้งตนเองและความเลื่อมใสศรัทธาที่ท่านมีต่อพวกเรา ความสนใจของท่านที่มีต่อพวกเราไม่เคยจางหายไปในความคิด คำพูด หรือการกระทำ และดูเหมือนว่าในเวลานี้ท่านไม่มีความคิดอื่นใดในใจ (นอกจากจะเอาใจพวกเรา) ดังพระรามพระโอรสของพระนางชมัททกนิทรงบากบั่นเพื่อเอาใจบิดามารดาผู้ชรา พระองค์ก็ทรงทำเพื่อเอาใจพวกเราเช่นกัน โอ้ พระโอรส และยิ่งไปกว่านั้นอีก
 จากนั้นนายพราหมณ์ก็แนะนำพราหมณ์ให้พ่อแม่ของเขารู้จัก และพวกเขาก็ต้อนรับเขาด้วยคำทักทายตามปกติ และพราหมณ์ก็รับการต้อนรับของพวกเขาและถามว่าพวกเขาพร้อมด้วยลูกๆ และคนรับใช้ของพวกเขาสบายดีที่บ้านหรือไม่ และมีสุขภาพดีอยู่เสมอในช่วงเวลานั้น (ของชีวิต) หรือไม่
                        คู่สามีภรรยาสูงอายุตอบว่า 'โอ้ พราหมณ์ ที่บ้านพวกเราทุกคนสบายดีพร้อมบริวารของพวกเรา ท่านผู้เป็นที่รักยิ่ง ท่านมาถึงที่นี่ได้โดยไม่มีปัญหาเลยหรือ?'
                        มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า พราหมณ์ตอบว่า ‘ใช่ ฉันมี’ จากนั้นนายพราหมณ์จึงกล่าวแก่พราหมณ์ว่า
 ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า บิดามารดาของข้าพเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ เป็นรูปเคารพที่ข้าพเจ้าบูชา สิ่งใดที่สมควรแก่เทพเจ้า ข้าพเจ้าก็กระทำแก่ท่าน ข้าพเจ้าบูชาเทพเจ้า ๓๓ องค์ โดยมีพระอินทร์เป็นประมุขฉันใด บิดามารดาผู้เฒ่าของฉันทั้งหลายก็ฉันนั้น ข้าพเจ้าก็บูชาฉันนั้น ข้าพเจ้าก็กระทำด้วยความเพียรต่อรูปเคารพทั้งสองนี้ฉันนั้น ข้าพเจ้าก็กระทำด้วยความเพียรต่อรูปเคารพทั้งสองนี้ฉันนั้น
 บิดามารดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย โอ้ พราหมณ์ เหล่านี้คือเทพเจ้าสูงสุด ข้าพเจ้าแสวงหาความพอพระทัยของพวกท่านอยู่เสมอด้วยการถวายดอกไม้ ผลไม้ และอัญมณี พวกท่านเปรียบเสมือนไฟศักดิ์สิทธิ์สามดวงที่เหล่าผู้รู้ได้กล่าวถึง และโอ้ พราหมณ์ พวกท่านเปรียบเสมือนเครื่องบูชาหรือพระเวท สี่ ประการ ลมปราณห้าประการ ภรรยา บุตร และมิตรสหายของข้าพเจ้าทั้งหลาย ล้วนอุทิศแด่พวกท่าน (อุทิศตนเพื่อการรับใช้พวกท่าน) และข้าพเจ้าก็มักจะไปเยี่ยมพวกท่านอยู่เสมอพร้อมกับภรรยาและบุตร
 โอ้พราหมณ์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าช่วยพวกเขาอาบน้ำ ล้างเท้า และให้อาหารด้วย มือ ของข้าพเจ้าเองข้าพเจ้ากล่าวแต่สิ่งที่พึงใจเท่านั้น เว้นสิ่งที่พึงใจไว้ ข้าพเจ้าถือว่าการทำสิ่งที่พึงใจพวกเขานั้นเป็นหน้าที่อันสูงสุด แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจกล่าวโทษได้อย่างเคร่งครัดก็ตาม
 โอ้ พราหมณ์ ข้าพเจ้าหมั่นเพียรดูแลท่านทั้งสองอยู่เสมอ บิดามารดาทั้งสอง คือไฟศักดิ์สิทธิ์ดวงวิญญาณและพระอุปัชฌาย์ ทั้งห้านี้ โอ้ พราหมณ์ผู้ประเสริฐ บุคคลผู้แสวงหาความเจริญรุ่งเรืองควรเคารพอย่างสูงยิ่ง โดยการรับใช้ท่านทั้งสองอย่างถูกต้อง ย่อมได้รับผลบุญแห่งการธำรงรักษาไฟศักดิ์สิทธิ์ไว้ชั่วกาลนาน และเป็นหน้าที่อันเป็นนิรันดร์และมิอาจเปลี่ยนแปลงของคฤหัสถ์ทั้งปวง
 CCXIV - เรื่องราวของพราหมณ์และฟาวเลอร์ - คุณธรรมและการไถ่บาป
                        " มาร์กันเดยะกล่าวต่อ 'นักล่าสัตว์ผู้มีคุณธรรมได้แนะนำบิดามารดาของตนให้พราหมณ์ผู้เป็นครู ผู้สูงสุดรู้จัก แล้วได้พูดกับพราหมณ์ผู้นั้นอีกครั้งดังต่อไปนี้
                        'จงจดจำพลังแห่งคุณธรรมนี้ของข้าพเจ้าไว้ ซึ่งพลังภายในของข้าพเจ้าวิสัยทัศน์ทางจิตวิญญาณแผ่ขยายออกไป ด้วยเหตุนี้ สตรีผู้ซื่อสัตย์และสุขุมรอบคอบผู้อุทิศตนต่อสามีของเธอจึงได้บอกท่านว่า “สวัสดีมิถิลาเพราะมีพรานล่าสัตว์อาศัยอยู่ เขาจะอธิบายความลับของศาสนาให้ท่านฟัง”
                        พราหมณ์กล่าวว่า “โอ้ ท่านชายผู้เคร่งศาสนา ท่านมุ่งมั่นปฏิบัติตามพันธกรณีทางศาสนาอย่างเคร่งครัด และเมื่อนึกถึงคำพูดของหญิงผู้มีน้ำใจและซื่อสัตย์ต่อสามีของท่าน ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านมีคุณสมบัติที่ดีทุกประการจริงๆ”
                        นายพรานตอบว่า
 “ข้าแต่พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่สงสัยเลยว่า สิ่งที่นางผู้นั้นซึ่งซื่อสัตย์ต่อสามีของนาง ได้กล่าวแก่ท่านเกี่ยวกับข้าพระองค์นั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวโดยรู้ข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้แล้ว โอ้ พราหมณ์ ข้าพระองค์ได้อธิบายเรื่องทั้งหมดนี้ให้ท่านฟังเพื่อเป็นการอนุเคราะห์ บัดนี้ ท่านผู้เจริญ โปรดฟังข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะอธิบายสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ท่าน”
 โอ้พราหมณ์ผู้ประเสริฐ ท่านมีอุปนิสัยดีไม่มีที่ติ ท่านได้ทำผิดต่อบิดามารดา เพราะท่านละทิ้งบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อศึกษาพระเวทท่านไม่ได้ประพฤติตนเหมาะสมในเรื่องนี้ เพราะพ่อแม่ผู้สูงวัยและนักพรตของท่านได้สูญเสียท่านไปอย่างไร้ร่องรอย
 จงกลับไปบ้านเพื่อปลอบใจพวกท่านเถิด ขอคุณธรรมนี้จงอย่าทอดทิ้งท่านเลย ท่านมีจิตใจสูงส่ง มีคุณธรรมแห่งการบำเพ็ญตบะ และอุทิศตนต่อศาสนามาโดยตลอด แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนไร้ประโยชน์สำหรับท่าน จงกลับไปปลอบใจบิดามารดาของท่านโดยเร็วเถิด จงใส่ใจคำพูดของข้าพเจ้าบ้าง อย่าทำอย่างอื่นเลย ข้าจะบอกท่านว่าอะไรดีสำหรับท่าน โอ้ พราหมณ์ฤๅษีจงกลับไปบ้านในวันนี้เถิด
                        พราหมณ์ตอบว่า “สิ่งที่ท่านกล่าวนั้นเป็นความจริงอย่างแน่นอน ขอให้ท่านประสบความเจริญรุ่งเรืองเถิด โอ้ ท่านผู้มีธรรมะ ฉันมีความยินดีในตัวท่านมาก”
                        นักล่ากล่าวว่า
 “โอ้ พราหมณ์ เมื่อท่านเพียรปฏิบัติธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ โบราณ และนิรันดร์ ซึ่งแม้แต่ผู้มีจิตบริสุทธิ์ก็ยากที่จะบรรลุได้ ท่านก็ปรากฏแก่ข้าพเจ้าเสมือนเทพบุตร จงกลับไปหาบิดามารดาของท่าน และจงรีบเร่งให้เกียรติบิดามารดาของท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะมีธรรมใดสูงส่งกว่านี้อีก”
                        พราหมณ์ตอบว่า
 'ด้วยโชคอันประเสริฐเพียงประการเดียวที่ข้าฯ ได้มาถึงที่นี่ และด้วยโชคอันเดียวกันนี้เองที่ข้าฯ ได้ร่วมทางกับท่าน เป็นเรื่องยากยิ่งนักที่จะหาบุคคลใดในหมู่พวกเราที่สามารถอธิบายความลึกลับของศาสนาได้อย่างถ่องแท้ ในบรรดาผู้คนนับพัน มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งศาสนา ข้าฯ ดีใจยิ่งนัก โอ้ ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ที่ได้มิตรภาพกับท่าน ขอให้ท่านเจริญรุ่งเรือง ข้าฯ เกือบจะตกนรก แต่ท่านช่วยดึงข้าฯ ออกมาได้ โชคชะตากำหนดให้เป็นเช่นนั้น เพราะท่าน (โดยไม่คาดคิด) ได้มาขวางทางข้าฯ
 และ โอ้ บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ กษัตริย์ยายาตี ผู้ล่วงลับ ได้รับการช่วยเหลือจากหลานชายผู้มีคุณธรรม (บุตรชายของธิดา) ฉันรู้ดีว่าท่านได้ช่วยเหลือฉันนั้น ฉันจะเคารพบิดามารดาของฉันตามคำแนะนำของท่าน เพราะบุรุษผู้มีจิตใจไม่บริสุทธิ์ย่อมไม่สามารถอธิบายความลึกลับของบาปและความชอบธรรมได้ เนื่องจากเป็นเรื่องยากมากที่บุคคลผู้เกิดใน ชนชั้น ศูทรจะเรียนรู้ความลึกลับของศาสนานิรันดร์ ฉันไม่ถือว่าท่านเป็นศูทร
 เรื่องนี้ต้องมีปริศนาบางอย่างอย่างแน่นอน ท่านคงได้ครอบครองทรัพย์สมบัติของศูทรเพราะผลกรรม ในอดีตของท่านเอง โอ้ ท่านผู้มีใจกว้าง ข้าพเจ้าปรารถนาจะรู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ โปรดบอกข้าพเจ้าด้วยความตั้งใจและตามความประสงค์ของท่านเถิด
                        “นักล่าสัตว์ตอบว่า
 “โอ้ พราหมณ์ผู้ประเสริฐพราหมณ์ทั้งหลายควรแก่การเคารพจากข้า โปรดฟังเรื่องราวในอดีตชาตินี้เถิด โอ้ ผู้ปราศจากบาปของฉัน โอ้ บุตรแห่งพราหมณ์ผู้ประเสริฐ เดิมทีฉันเคยเป็นพราหมณ์ ศึกษาพระเวท มามาก และเป็นศิษย์เวดัง ที่เชี่ยวชาญ ด้วยความผิดของฉันเอง ฉันจึงตกต่ำลงมาถึงสภาพปัจจุบัน
 กษัตริย์องค์หนึ่งทรงเชี่ยวชาญวิชาธนู (ศาสตร์แห่งธนู) เป็นเพื่อนของข้าพเจ้า และด้วยมิตรสหายของพระองค์ โอ้ พราหมณ์ ข้าพเจ้าก็เชี่ยวชาญวิชาธนูเช่นกัน วันหนึ่งพระราชาพร้อมด้วยเหล่าเสนาบดีและนักรบผู้เก่งกาจของพระองค์เสด็จออกล่าสัตว์ พระองค์ทรงฆ่ากวางได้เป็นจำนวนมากใกล้อาศรม ข้าพเจ้า โอ้ พราหมณ์ผู้ประเสริฐ ยิงธนูอันน่าสะพรึงกลัวออกไปด้วย
                        และฤๅษี องค์หนึ่ง ถูกลูกศรนั้นฟาดจนหัวงอ เขาล้มลงกับพื้นและกรีดร้องเสียงดังว่า 'ข้าพเจ้ามิได้ทำอันตรายผู้ใดเลย มนุษย์ผู้ทำบาปเช่นนี้เล่า?'
                        ข้าแต่พระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถือว่าเขาเป็นกวางตัวหนึ่ง จึงเข้าไปเฝ้าและพบว่าเขาถูกลูกศรของข้าพเจ้าแทงทะลุร่าง ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าโศกเสียใจยิ่งนักเพราะความชั่วของข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจึงกล่าวแก่ฤๅษีผู้มีคุณธรรมอันสูงส่งผู้นั้น ซึ่งกำลังร้องไห้เสียงดังอยู่บนพื้นว่า
                        “ข้าพเจ้าได้กระทำการนี้ไปโดยไม่รู้ตัว โอ้ฤๅษี ” และข้าพเจ้าก็ได้กล่าวแก่พระมุนี อีก ว่า 'ท่านคิดว่าการอภัยความผิดทั้งหมดนี้สมควรหรือไม่'
                        แต่พราหมณ์ฤๅษีโกรธจัดและเฆี่ยนตีข้าพเจ้าว่า “เจ้าจะต้องเกิดมาเป็นนักล่าที่โหดร้ายในชนชั้นศูทร”
 ตอนต่อไป; CCXV - มาร์กันเดยะ: เรื่องราวของฟาวเลอร์และพราหมณ์

ก่อนหน้า                        > 🧌 <                          อ่านต่อ 

 สรุปโดยย่อของบทนี้: เรื่องราวเริ่มต้นด้วยการที่ฟาวเลอร์ยิงฤาษี โดยไม่ได้ตั้งใจ และถูกสาปแช่งเพราะการกระทำของเขา แม้จะถูกสาปแช่ง ฟาวเลอร์ก็ยังคงดำเนินชีวิตที่ดีงาม และในที่สุดก็ได้รับพรจากฤๅษี ชาติในอดีตของฟาวเลอร์ถูกเปิดเผย แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากศูทรสู่พราหมณ์ ผ่านการกระทำอันดีงามและความจงรักภักดีต่อบิดามารดา พราหมณ์ที่ฟังเรื่องราวของฟาวเลอร์ต่างยอมรับในปัญญาและยกย่องอุปนิสัยของเขา โดยกล่าวว่าพราหมณ์ ที่แท้จริง นั้นถูกกำหนดโดยคุณธรรมของพวกเขามากกว่าการเกิด ฟาวเลอร์จึงถ่ายทอดปัญญาเกี่ยวกับธรรมชาติของความโศกเศร้าและความสำคัญของความรู้ทางจิตวิญญาณในการเอาชนะความทุกข์ทางจิตใจ เรื่องราวจบลงด้วยการที่ฟาวเลอร์และพราหมณ์แยกทางกัน โดยพราหมณ์แสดงความชื่นชมในปัญญาและคุณธรรมของฟาวเลอร์