Translate

29 พฤศจิกายน 2568

26/มหาภารตะ ตอนที่ - การช่วยเหลือทุรโยธนะ: อรชุนให้คำมั่นสัญญาว่าจะปลดปล่อยเการพ

search-google  มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ...     
                        ยุทธิษฐิระกล่าวว่า
 “โอ้ เด็กน้อย ทำไมเจ้าจึงใช้ถ้อยคำเช่นนี้กับพวกกุรุ ผู้หวาดกลัว ซึ่งบัดนี้กำลังประสบความยากลำบากและมาหาเราเพื่อขอความคุ้มครอง! โอ้วริกอดระความแตกแยกและการโต้เถียงเกิดขึ้นในหมู่ผู้ที่มีสายเลือดเดียวกัน
 ความเป็นปรปักษ์เช่นนี้ยังคงดำเนินต่อไป แต่เกียรติยศของครอบครัวย่อมไม่อาจถูกแทรกแซงได้ หากคนแปลกหน้าคนใดพยายามจะดูหมิ่นเกียรติยศของครอบครัว ผู้ที่เป็นคนดีย่อมไม่ทนต่อการดูหมิ่นเหยียดหยามเช่นนั้นจากคนแปลกหน้า
 กษัตริย์ผู้ชั่วร้ายแห่งชาวคันธรรพ์ทรงทราบว่าพวกเราอาศัยอยู่ที่นี่มาช้านาน แต่กลับเพิกเฉยต่อพวกเรา พระองค์กลับทรงกระทำการอันน่าชังยิ่งนัก! ข้าแต่พระผู้สูงส่ง จากการยึดครองทุรโยธนะ ด้วยกำลังนี้ และการดูหมิ่นสตรีในบ้านของเราโดยคนแปลกหน้า เกียรติยศของตระกูลของเรากำลังถูกทำลาย
 ฉะนั้น เหล่าพยัคฆ์ทั้งหลาย จงลุกขึ้นและเตรียมอาวุธให้พร้อมโดยเร็ว เพื่อช่วยเหลือผู้ที่แสวงหาความคุ้มครองจากเรา และเพื่อปกป้องเกียรติของวงศ์ตระกูลของเรา เหล่าพยัคฆ์ทั้งหลาย จงให้อรชุนและฝาแฝด และตัวท่านเองผู้กล้าหาญและไร้พ่าย จงปลดปล่อยทุรโยธนะ ผู้ซึ่งบัดนี้กำลังถูกจับไปเป็นเชลย! เหล่านักรบผู้เป็นเลิศ รถที่ลุกโชนเหล่านี้ ประดับประดาด้วยเสาธงทองคำ และอาวุธทุกชนิดที่เป็นของ โอรสแห่ง ธฤตราษฎร์เตรียมพร้อมอยู่ที่นี่แล้ว
 ขอพระอินทร์เสนและพลรถศึกผู้ชำนาญทางอาวุธทั้งหลาย ทรงนำพาท่านขึ้นรถม้าอันทรงพลังที่สั่นสะเทือนอย่างลึกล้ำเหล่านี้! และขอทรงออกแรงต่อสู้กับพวกคันธรรพเพื่อปลดปล่อยทุรโยธนะ แม้แต่กษัตริย์กาศตริยาธรรมดาๆ ก็ตาม(ในบรรดาผู้ที่อยู่ที่นี่) จะปกป้องผู้ที่เดินทางมาที่นี่เพื่อหลบภัยให้ถึงขีดสุดแห่งอำนาจของตน!
 แล้วข้าจะว่าอย่างไรดี โอ วริกโกธาระ! วิงวอนขอความช่วยเหลือด้วยถ้อยคำเช่น ' รีบมาช่วยข้าเถิด !' มีใครบ้าง (ในบรรดาผู้ที่ยืนอยู่รอบตัวข้า) ที่มีจิตใจสูงส่งพอที่จะช่วยเหลือแม้แต่ศัตรูของเขา เมื่อเห็นเขากำลังหาที่กำบังด้วยมือ ที่ประสานกัน ?
 การประทานพร อำนาจอธิปไตย และการเกิดของโอรส ล้วนเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขสำราญอย่างใหญ่หลวง แต่โอรสแห่งปาณฑุทั้งหลายการปลดปล่อยศัตรูจากความทุกข์ยากนั้น เท่ากับสามสิ่งรวมกัน! สิ่งใดเล่าจะเปี่ยมสุขสำราญยิ่งกว่าทุรโยธน์ผู้จมอยู่ในความทุกข์ยาก แสวงหาชีวิตโดยอาศัยกำลังแขนของท่าน โอ้ วริกอทระ หากคำปฏิญาณที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้นั้นสิ้นสุดลงแล้ว ข้าพเจ้าก็คงจะรีบวิ่งไปช่วยเขาเสียแล้ว
 โอ ภารตะ จง พยายามทุกวิถีทางเพื่อปลดปล่อยทุรโยธนะด้วยศิลปะแห่งการประนีประนอม หากราชาแห่งคนธรรพ์ไม่อาจควบคุมด้วยศิลปะแห่งการประนีประนอมได้ ก็จงพยายามช่วยเหลือสุโยธนะด้วยการปะทะกับศัตรูอย่างเบามือ แต่หากหัวหน้าของคนธรรพ์ยังไม่ปล่อยกุรุไป แม้กระนั้นก็ต้องช่วยเหลือพวกเขาด้วยการบดขยี้ศัตรูอย่างสุดกำลัง โอ วริกอทระ บัดนี้ข้าบอกเจ้าได้เพียงเท่านี้ เพราะคำปฏิญาณของข้าได้เริ่มต้นขึ้นแล้วและยังไม่สิ้นสุด!
                        ไวสัมปยานะกล่าวต่อไปว่า “เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ของอชาตศัตรูธนัญชัย ก็ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปลดปล่อย พวกเการพด้วยความเคารพต่อคำสั่งเหล่านี้ของผู้บังคับบัญชาของเขา
                        และอรชุนก็กล่าวว่า 'หากชาวคันธรรพ์ไม่ปล่อยชาวธารตาร์ให้เป็นอิสระอย่างสันติ โลกจะต้องดื่มเลือดของกษัตริย์แห่งชาวคันธรรพ์ในวันนี้!'
                        และเมื่อพวกเการพได้ยินคำปฏิญาณของอรชุนผู้ตรัสความจริงแล้ว ข้าแต่พระราชา ก็ได้สติที่หายไปกลับคืนมา
 CCXLII - ปาณฑพเผชิญหน้ากับคันธรรพ: การต่อสู้แห่งท้องทะเล
 ไวสัมปยานะตรัสว่า “เมื่อได้ยินถ้อยคำของยุธิษฐิระเหล่าโคในหมู่มนุษย์ซึ่งมีภีมเสน เป็นผู้นำ ก็ลุกขึ้นด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุขด้วยความปิติ ต่อมา เหล่านักรบผู้เกรียงไกรเหล่านั้น โอ้ภารตะเริ่มสวมเกราะที่ทะลุผ่านไม่ได้ซึ่งนอกจากจะประดับด้วยทองคำบริสุทธิ์แล้ว ยังสวมอาวุธจากสวรรค์หลายชนิดอีกด้วย
 เหล่าปาณฑพที่สวมชุดเกราะ ขึ้นรถศึกที่ประดับประดาด้วยธงและอาวุธธนูและลูกธนู ราวกับเปลวเพลิงลุกโชน เหล่าเสือนักรบ ขี่รถม้าที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เคลื่อนพลไปยังที่แห่งนั้นโดยไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว กองทัพ กุรุ เห็นเหล่านักรบผู้เกรียงไกร บุตรแห่ง ปาณฑพเคลื่อนพลไปพร้อมกัน (เพื่อปลดปล่อยทุรโยธนะ ) จึงส่งเสียงร้องตะโกน
 ไม่นานนัก เหล่าพรานแห่งฟ้าก็เปี่ยมล้นด้วยชัยชนะ และเหล่านักรบผู้หุนหันพลันแล่น บุตรแห่งปาณฑุ ต่างเผชิญหน้ากันอย่างไม่หวั่นเกรงในป่านั้น เหล่าคันธรรพ์ต่างเปี่ยมล้นด้วยชัยชนะ เมื่อเห็นบุตรแห่งปาณฑุผู้กล้าหาญทั้งสี่นั่งอยู่บนรถรบ ต่างก็หันกลับไปหาเหล่านักรบที่กำลังรุกเข้ามา ส่วนชาวคันธรรพ์ต่างเห็นเหล่าปาณฑพปรากฏกายราวกับผู้พิทักษ์โลกที่ลุกโชนด้วยไฟ ต่างลุกขึ้นยืนพร้อมอาวุธครบมือตามลำดับการรบ และ โอ ภารตะ ตามคำกล่าวของพระเจ้ายุธิษฐิระผู้ทรงปรีชาญาณยิ่ง การปะทะกันที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการปะทะกันแบบประชิดตัว
 แต่เมื่ออรชุนผู้ข่มเหงศัตรูเห็นว่าทหารโง่เขลาของกษัตริย์แห่งคันธรรพ์ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ดีสำหรับพวกเขาได้โดยอาศัยการปะทะกันเบาๆ พระองค์จึงตรัสกับเหล่าทหารพรานที่ไร้เทียมทานแห่งท้องฟ้าด้วยน้ำเสียงประนีประนอมและตรัสว่า
                        'ทิ้งข้าไว้เถิด พี่ชายของข้า พระเจ้าสุโยธนะ '
                        เมื่อบุตรผู้มีชื่อเสียงของปาณฑุกล่าวเช่นนี้ พวกคันธรรพ์ก็หัวเราะเสียงดังและตอบพระองค์ว่า
                        “โอ้ เด็กน้อย ในโลกนี้มีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่เราจะเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ และอยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ ที่เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โอ ภารตะ เราย่อมทำตามพระบัญชาของพระองค์ผู้เดียวเสมอ! นอกจากเทพผู้ยิ่งใหญ่แล้ว ก็ไม่มีใครสามารถสั่งการเราได้!”
                        เมื่อพวกคันธรพกล่าวเช่นนี้ธนันชัยบุตรของกุนตีจึงตอบพวกเขาว่า
 การติดต่อกับภรรยาของผู้อื่นและการเผชิญหน้ากับมนุษย์อย่างเป็นปรปักษ์เช่นนี้ ล้วนเป็นการกระทำที่ทั้งน่าตำหนิติเตียนในพระราชาแห่งชาวคันธรพ และไม่เหมาะสมสำหรับพระองค์ ฉะนั้น จงปล่อยบุตรแห่งธฤตราษฎร์ เหล่านี้ ให้เปี่ยมด้วยพลังอำนาจอันเกรียงไกร และจงปลดปล่อยสตรีเหล่านี้ด้วย ตามพระบัญชาของพระเจ้ายุธิษฐิระผู้ทรงธรรม หากพวกเจ้าชาวคันธรพไม่ปล่อยบุตรแห่งธฤตราษฎร์ให้เป็นอิสระโดยสงบ ข้าจะช่วยเหลือสุโยธนะ (และพวก) ด้วยการใช้กำลังของข้า
 ธนัญชัย บุตรของ ปริตาผู้มีฝีมือใช้ธนูด้วยมือ ซ้ายได้ กล่าวแก่พวกเขาดังนี้จึงได้โปรยลูกธนูแหลมคมที่พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าใส่เหล่าพรานแห่งท้องฟ้า เหล่าคันธรรพผู้เกรียงไกรได้โจมตีด้วยลูกธนูที่หนาพอๆ กัน เหล่าปาณฑพก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีเหล่าพราหมณ์แห่งสวรรค์เหล่านั้น ครั้นแล้ว การต่อสู้ระหว่างคันธรรพผู้ว่องไวและคล่องแคล่วกับบุตรของปาณฑพผู้หุนหันพลันแล่นนั้นดุเดือดอย่างยิ่ง
 CCXLIII - การต่อสู้ระหว่างปาณฑพและคันธรรพ์: ความโกรธของอรชุน
 ไวสัมปยานะตรัสว่า “คราวนั้น เหล่าคนธรรพ์ประดับพวงมาลัยทอง เชี่ยวชาญอาวุธสวรรค์ ชูลูกศรเพลิง เผชิญหน้าปาณฑพจากทุกทิศทุกทาง และเนื่องจากโอรสของปาณฑพมีเพียงสี่องค์ และคนธรรพ์นับได้เป็นพัน การต่อสู้ที่เกิดขึ้นจึงดูแปลกประหลาด และเนื่องจากรถของกรรณะและทุรโยธนะเคยถูกพวกคนธรรพ์ทำลายเป็นร้อยชิ้น รถของวีรบุรุษทั้งสี่ที่พยายามทำลายก็ถูกทำลายเช่นกัน
 แต่แล้วเหล่าพยัคฆ์ในหมู่มนุษย์ก็เริ่มเผชิญหน้ากับฝนลูกธนูที่พุ่งเข้าใส่พวกคันธรรพ์นับพันนับหมื่น เหล่าพรานแห่งท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยพลังมหาศาล ถูกสายฝนลูกธนูนั้นบดบังไปทุกด้าน ไม่อาจเข้าใกล้บุตรแห่งปาณฑุได้ ทันใดนั้นอรชุนผู้ซึ่งถูกยั่วยุด้วยความโกรธ เล็งเป้าไปที่พวกคันธรรพ์ผู้โกรธแค้น เตรียมจะขว้างอาวุธสวรรค์ใส่พวกเขา
 ในการปะทะกันครั้งนั้น อรชุนผู้ยิ่งใหญ่ ได้ส่งคนธรรพ์จำนวนหนึ่งหมื่นคนไปยังที่ประทับของพระยม และ ใช้ อาวุธ อักเนยะ ของพระองค์ ส่วนภี มะ ธนูผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้น นักรบผู้เป็นเลิศในสนามรบ ได้สังหารเขาด้วยอาวุธของเขาลูกศรคมกริบ เหล่าคนธรรพ์นับร้อย เหล่าบุตรผู้เกรียงไกรแห่งมัตรีก็ต่อสู้ด้วยกำลัง ปะทะกับพวกคนธรรพ์นับร้อย ข้าแต่พระราชา และสังหารพวกเขาจนหมดสิ้น
 ขณะที่พวกคนธรรพ์กำลังถูกนักรบผู้เกรียงไกรสังหารด้วยอาวุธสวรรค์ พวกเขาก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พาบุตรแห่งธฤตราษฎร์ ไปด้วย ทว่าธนัญชัยบุตรของกุนตีมองเห็นพวกเขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จึงล้อมพวกเขาไว้รอบด้านด้วยตาข่ายลูกศรอันกว้างใหญ่ พวกเขาถูกขังไว้ในตาข่ายลูกศรนั้นดุจดังนกในกรง พวกเขาสาดกระบอง ลูกดอก และดาบใหญ่ใส่อรชุนด้วยความโกรธ
 แต่อรชุนผู้ชำนาญในอาวุธอันทรงประสิทธิภาพที่สุด รีบหยุดยั้งสายฝนกระบอง ลูกดอก และดาบใหญ่นั้นเสีย แล้วจึงเริ่มขวิดแขนขาของพวกคันธรรพ์ด้วยลูกศรรูปจันทร์เสี้ยว ศีรษะ ขา และแขนเริ่มร่วงลงมาจากเบื้องบน ราวกับสายฝนหิน เมื่อเห็นดังนั้น ศัตรูก็ตื่นตระหนกตกใจ
 ขณะที่พวกคันธรรพ์กำลังถูกสังหารโดยโอรสผู้ยิ่งใหญ่ของปาณฑุ พวกเขาก็เริ่มโปรยฝนลูกธนูลงมาจากท้องฟ้าใส่อรชุนผู้ซึ่งอยู่บนผืนดิน แต่อรชุนผู้ทำลายล้างศัตรูผู้นั้น มีพลังอำนาจมหาศาลสกัดกั้นฝนลูกธนูนั้นด้วยอาวุธของตนเอง และเริ่มทำร้ายพวกเขาในทางกลับกัน
 ครชุนแห่ง เผ่า กุรุได้ยิงอาวุธอันโด่งดังของพระองค์ คือสตุณกรรณ อินทราชาลเศ วระ อัคเนยะและเศวมยะเหล่าคนธรรพ์ที่ถูกอาวุธเพลิงของบุตรกุนตีเผาผลาญ เริ่มทนทุกข์ทรมานอย่างหนัก เช่นเดียวกับบุตรของดิติขณะที่ถูกเผาไหม้ด้วย สายฟ้าของศากระ และเมื่อพวกนั้นโจมตีอรชุนจากเบื้องบน พวกเขาก็ถูกขัดขวางด้วยตาข่ายลูกธนูของ พระองค์และขณะที่พวกเขาโจมตีอรชุนจากทุกทิศทุกทางบนพื้นผิวโลก พวกเขาก็ถูกขัดขวางด้วยลูกธนูรูปจันทร์เสี้ยวของพระองค์
 เมื่อเห็นพวกคนธรรพ์หวาดกลัวบุตรของกุนตีจิตรเสนก็รีบรุดไปยังธนันชัย โอภารตะพร้อมกับกระบองในมือ ขณะที่กษัตริย์คนธรรพ์กำลังรุดเข้าใส่อรชุนจากเบื้องบน อรชุน ก็ใช้ลูกธนูฟันกระบองเหล็กทั้งอันนั้นออกเป็นเจ็ดท่อนด้วยลูกธนู เมื่อเห็นกระบองอันใหญ่โตของอรชุนที่ถูกตัดเป็นชิ้นๆ ด้วยลูกธนู จิตรเสนจึงใช้วิชาของตนซ่อนตัวจากสายตาของปาณฑพแล้วเริ่มต่อสู้กับอรชุน
 ทว่า อรชุนผู้กล้าหาญ ได้ใช้อาวุธสวรรค์ของตนเองหยุดยั้งอาวุธสวรรค์ทั้งหมดที่พวกคนธรรพ์เล็งมาที่เขา และเมื่อหัวหน้าของพวกคนธรรพ์เห็นว่าตนถูกอรชุนผู้มีชื่อเสียงขัดขวางด้วยอาวุธเหล่านั้น เขาก็หายตัวไปจากสายตาโดยสิ้นเชิงด้วยพลังแห่งมายา อรชุนสังเกตเห็นว่าหัวหน้าของพวกคนธรรพ์กำลังโจมตีเขาอย่างลับๆ จึงโจมตีผู้ร้ายด้วยอาวุธสวรรค์ที่บรรเลงด้วย ม นตรา ที่ถูกต้อง
                        และธนันชัยทรงพระพิโรธหลายรูปแบบ ทรงยับยั้งไม่ให้ศัตรูหายไปด้วยอาวุธของพระองค์ที่รู้จักกันในชื่อสัพทเวทและเมื่ออรชุนผู้มีชื่อเสียงโจมตีด้วยอาวุธเหล่านั้น มิตรที่รักของพระองค์ กษัตริย์แห่งชาวคันธรรพ์ ก็ได้แสดงพระองค์ต่อพระองค์
                        และจิตเสนก็กล่าวว่า 'จงดูเราเป็นเพื่อนเจ้าที่กำลังต่อสู้กับเจ้า!'
 เมื่อเห็นมิตรของตนชื่อ จิตรเสน อ่อนเพลียในการต่อสู้ วัวตัวนั้นในบรรดาบุตรของปาณฑุก็ถอนอาวุธที่ยิงออกไป ส่วนบุตรคนอื่นๆ ของปาณฑุเมื่อเห็นอรชุนก็ถอนอาวุธของตน ยับยั้งม้าที่บินอยู่และอาวุธของพวกเขาถูกชักออกมาและถอนธนูออกไป ส่วนสิตเสน ภีมะ อรชุน และฝาแฝดทั้งสองนั่งถามไถ่ถึงความเป็นอยู่ของกันและกันอยู่ครู่หนึ่งบนรถของตน
 CCXLIV - อรชุนปลดปล่อยทุรโยธนะ: จุดประสงค์ของคันธรรพ์เปิดเผยต่อยุธิษฐิระ
                        ไวสัมปยานะกล่าวว่า "จากนั้น อรชุนนักธนูผู้ยิ่งใหญ่ผู้เปล่งประกายแสงได้กล่าวกับจิตรเสน ด้วยรอยยิ้ม ท่ามกลางกองทัพคนธรรพ์ ว่า “ท่านผู้กล้า ท่านมีจุดประสงค์อะไรในการลงโทษพวกเการพ ? โอ้ เหตุใดพระสุโยธนะและภริยาของท่านจึงถูกลงโทษเช่นนี้?”
                        “จิตรเสนตอบว่า
 “โอธนันชัยข้าพเจ้าได้รู้จุดประสงค์ของทุรโยธนะ ผู้ชั่วร้าย และกรรณะ ผู้ทุกข์ยาก ในการมาที่นี่ จุดประสงค์ก็คือว่า ด้วยรู้ว่าท่านเป็นเพียงผู้ลี้ภัยในป่า กำลังทุกข์ทรมานแสนสาหัสราวกับไม่มีใครดูแล ตนเองมั่งคั่ง บุรุษผู้ทุกข์ยากผู้นี้ปรารถนาที่จะพบเห็นท่านจมดิ่งอยู่ในความทุกข์ยากและเคราะห์ร้าย พวกเขามาที่นี่เพื่อเยาะเย้ยท่านและธิดาผู้ยิ่งใหญ่ของดรุปทา
                        พระเจ้าแห่งเหล่าเทพได้ทรงทราบจุดประสงค์ของพวกเขาแล้ว จึงตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า
                        “ท่านจงไปนำทุรโยธนะมาด้วยโซ่ตรวนพร้อมกับที่ปรึกษาของท่าน ธนัญชัยและพี่ชายของท่านควรได้รับการปกป้องจากท่านในสนามรบ เพราะเขาเป็นเพื่อนรักและศิษย์ของท่าน”
                        ด้วยคำตรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสรวงสวรรค์เหล่านี้ ข้าพเจ้าจึงรีบมาที่นี่ เจ้าชายผู้ชั่วร้ายผู้นี้ก็ถูกล่ามโซ่เช่นกัน บัดนี้ข้าพเจ้าจะไปยังดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ ซึ่งข้าพเจ้าจะนำพาเหล่าอสูรร้ายผู้นี้ไป ตามคำสั่งของผู้สังหารปากา !
                        อรชุนตอบว่า “โอ จิตเสน หากท่านปรารถนาจะทำสิ่งที่ข้าพเจ้าพอใจ จงปล่อยสุโยธนะไป ตามพระบัญชาของพระเจ้ายุธิษฐิระผู้ยุติธรรม เพราะเขาเป็นพี่น้องของพวกเรา!”
                        ซิตระเสนา กล่าวว่า
 "คนชั่วช้าผู้นี้เต็มไปด้วยความหลงผิดอยู่เสมอ เขาไม่สมควรได้รับการปลดปล่อย โอ ธนันชัย เขาหลอกลวงและกระทำผิดต่อทั้งพระเจ้ายุธิษฐิระผู้เที่ยงธรรมและพระกฤษณะ ยุธิษฐิระโอรสของพระนางกุนตียังไม่ทรงทราบจุดประสงค์ที่คนชั่วช้าผู้นี้มาที่นี่ ดังนั้น ขอให้พระราชาทรงทำตามพระประสงค์ของพระองค์ หลังจากที่ทรงทราบทุกสิ่งแล้ว!"
 ไวสัมปยานะกล่าวต่อไปว่า “หลังจากนี้ พวกเขาทั้งหมดก็ไปหาพระเจ้ายุธิษฐิระผู้ชอบธรรม แล้วไปเฝ้าพระเจ้าอชาตศัตรู ทูลเรื่องความประพฤติของทุรโยธนะให้พระองค์ฟังทั้งหมด เมื่ออชาตศัตรูได้ฟังคำกล่าวของพวกคนธรรพ์แล้ว ก็ทรงปลดปล่อยพวกเการพทั้งหมด และทรงปรบมือให้พวกคนธรรพ์
                        และกษัตริย์ก็ตรัสว่า
 “โชคดีสำหรับพวกเราที่ถึงแม้ท่านจะมีพละกำลังมหาศาล ท่านก็ยังไม่สามารถสังหารบุตรผู้ชั่วร้ายของธฤตราษฎร์พร้อมทั้งที่ปรึกษาและญาติมิตรทั้งหมดได้ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นี่เป็นความเมตตาอันยิ่งใหญ่ที่ชาวคันธรพได้กระทำแก่ข้าพเจ้า เกียรติยศของวงศ์ตระกูลข้าพเจ้าก็ได้รับการช่วยเหลือด้วยการปลดปล่อยคนชั่วร้ายผู้นี้ ข้าพเจ้ายินดีที่ได้พบท่านทั้งหลาย โปรดสั่งข้าพเจ้าให้กระทำสิ่งใดแก่ท่าน และเมื่อท่านได้สิ่งที่ท่านปรารถนาแล้ว จงกลับไปโดยเร็วพลัน!”
 "เมื่อบุตรผู้ชาญฉลาดของปาณฑุ กล่าวเช่นนี้แล้ว พวกคนธรรพ์ก็พอใจและพาอัปสรา ไป และเจ้าแห่งเทพเหล่าเทพบุตรได้มายังที่แห่งนั้น และได้ชุบชีวิตเหล่าคันธรรพที่ถูกสังหารในการเผชิญหน้ากับพวกกุรุด้วยการโปรยอมฤต สวรรค์ ลงมาบนตัวพวกเขา เหล่าปาณฑพก็เช่นกัน เมื่อได้ปลดปล่อยญาติพี่น้องของตนพร้อมกับเหล่านางสนมในราชสำนัก และเมื่อบรรลุผลสำเร็จอันยากลำบากนั้น (การปราบกองทัพพวกคันธรรพ) ก็มีความยินดียิ่ง เหล่านักรบผู้เกรียงไกรและทรงเกียรติที่พวกกุรุบูชา พร้อมด้วยบุตรและภรรยา ก็ลุกโชนด้วยรัศมีดุจเปลวเพลิงในลานบูชายัญ
                        แล้วยุทธิษฐิระก็กล่าวกับทุรโยธนะผู้หลุดพ้นแล้วท่ามกลางพี่น้องทั้งหลายด้วยความรักใคร่ว่า
                        “โอ เด็กน้อย อย่าทำ กิริยา หุนหันพลันแล่น เช่นนี้อีกเลย โอภารตะความหุนหันพลันแล่นหาได้ไม่ โอ บุตรแห่ง เผ่า กุรุจงยินดีกับพี่น้องทั้งปวงของเจ้าเถิด จงกลับไปยังเมืองหลวงของเจ้าตามที่เจ้าพอใจ อย่ายอมแพ้ต่อความท้อแท้หรือความเศร้าโศก!”
 ไวสัมปยาณกล่าวต่อไปว่า “เมื่อพระราชโอรสของปาณฑุเสด็จออกไปแล้ว พระเจ้าทุรโยธนะจึงทรงถวายสดุดีพระเจ้ายุธิษฐิระผู้ทรงธรรมและทรงอับอายขายหน้า พระองค์ทรงหัวใจแตกสลาย เสด็จไปยังราชธานีอย่างไม่หยุดยั้ง ดุจดังผู้ไร้ชีวิต และหลังจากที่ เจ้าชายเกา รพเสด็จไปแล้ว ยุธิษฐิระผู้กล้าหาญ พระราชโอรสของพระนางกุนตี พร้อมด้วยพระอนุชา ทรงได้รับการบูชาจากพราหมณ์และถูกห้อมล้อมด้วยพราหมณ์ผู้เปี่ยมด้วยทรัพย์สมบัติแห่งการบำเพ็ญตบะ เช่นเดียว กับ ศาก ระที่ถูกเหล่าเทพประทาน ให้ พระองค์จึงทรงเริ่มใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในป่าทไวตะ ”
CCXLV - การเข้าสู่ Hastinapura ของ Duryodhana: คำอธิบายโดยละเอียด
 พระเจ้าชนเมชัยตรัสว่า “หลังจากที่พระองค์พ่ายแพ้และถูกศัตรูจับกุมตัวไป และต่อมาได้รับการปลดปล่อยโดยโอรสผู้ยิ่งใหญ่แห่งปาณฑุด้วยกำลังอาวุธ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการเข้าสู่หัสตินาปุระของทุรโยธน์ผู้เย่อหยิ่ง ชั่วร้าย โอ้อวด เลวทราม ต่ำช้า และต่ำช้า ซึ่งมัวแต่หมิ่นประมาทโอรสของปาณฑุและโอ้อวดความเหนือกว่าของตนเองนั้น คงเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งนัก โอไวสัมปยานะ โปรดอธิบายให้ข้าพเจ้าฟังโดยละเอียด ถึงการเข้าสู่ราชธานีของเจ้าชายผู้นั้นซึ่งเต็มไปด้วยความอับอายและไร้ซึ่งความเศร้าโศก!”
 ไวสัมปยานะตรัสว่า “เมื่อพระเจ้ายุธิษฐิระผู้ชอบธรรม ทรงปล่อยตัวแล้ว สุโยธนะ โอรสของธฤตราษฎร์ทรงก้มพระเศียรลงด้วยความละอาย ทรงเศร้าโศกเสียใจ เสด็จไปอย่างช้าๆ พระเจ้าแผ่นดินพร้อมด้วยกองทัพทั้งสี่ เสด็จไปยังนครของพระองค์ พระทัยแตกสลายด้วยความโศกเศร้า ทรงครุ่นคิดถึงความพ่ายแพ้ในดินแดนอันอุดมด้วยหญ้าและน้ำ พระราชาทรงตั้งค่ายพักแรมบนผืนดินอันน่ารื่นรมย์ตามที่พระองค์พอพระทัยยิ่งนัก มีช้าง รถม้า และทหารราบประจำการอยู่โดยรอบ
                        ขณะที่พระเจ้าทุรโยธนะประทับนั่งบนแท่นสูงอันประดับด้วยรัศมีแห่งไฟ พระองค์มีพระพักตร์ดุจพระจันทร์ภายใต้สุริยุปราคา เมื่อรุ่งอรุณ มาถึง พระเจ้า กรรณะก็เสด็จเข้าไปหาพระองค์และตรัสว่า
                        “โอรสแห่งคันธารี ช่างโชคดีเหลือเกิน ที่ท่านยังมีชีวิตอยู่! ช่างโชคดีเหลือเกินที่เราได้พบกันอีกครั้ง! ด้วยโชคช่วย ท่านได้ปราบเหล่าคนธรรพ์ที่สามารถแปลงร่างได้ตามต้องการ”
 และโอ บุตรแห่ง เผ่า คุรุข้าพเจ้าโชคดีเท่านั้นที่ได้พบพี่น้องของท่านนักรบผู้เกรียงไกรทั้งหลาย จงได้รับชัยชนะจากการเผชิญหน้านั้น โดยปราบศัตรูได้สำเร็จ! ส่วนตัวข้าพเจ้าเองที่ถูกพวกคันธรรพ์โจมตี ข้าพเจ้าได้หลบหนีไปต่อหน้าท่าน ไม่อาจรวบรวมกำลังพลที่บินอยู่ได้ ถูกศัตรูโจมตีด้วยกำลังทั้งหมด ร่างกายของข้าพเจ้าถูกลูกศรของศัตรูทำลาย ข้าพเจ้าจึงแสวงหาความปลอดภัยในการหลบหนี
 อย่างไรก็ตาม โอภารตะข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจยิ่งนักที่ได้เห็นพวกท่านทุกคนปลอดภัยทั้งกายและใจ พร้อมด้วยภรรยา กองทหาร และยานพาหนะ จากการปะทะกันอันเหนือมนุษย์นั้น โอ ภารตะ ยังมีบุรุษอีกผู้หนึ่งในโลกนี้ที่สามารถบรรลุสิ่งที่ท่านได้บรรลุในสงครามกับพี่น้องของท่านในวันนี้
                        ไวสัมปยาณะกล่าวต่อไปว่า “เมื่อกษัตริย์กรณะตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ก็ทรงตอบผู้ปกครองชาวอังคะด้วยเสียงสะอื้นไห้”
CCXLVI - Duryodhana ได้รับการช่วยเหลือจาก Gandharvas โดย Pandavas
                        " ทุรโยธนะกล่าวว่า
 “โอราเทยะท่านไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่โกรธเคืองคำพูดของท่าน ท่านคิดว่าข้าสามารถปราบพวกคันธรรพ ที่เป็น ศัตรูได้ด้วยพลังของข้าเอง โอ้ เหล่าทหารกล้า พี่น้องของข้า ได้ร่วมรบกับพวกคันธรรพมาเป็นเวลานานแล้วด้วยความช่วยเหลือจากข้า การต่อสู้ของพวกคันธรรพนั้นยิ่งใหญ่มาก
 แต่เมื่อเหล่าคนธรรพ์ผู้กล้าหาญเหล่านั้น อาศัยพลังมายาอันมากมาย ขึ้นสู่ท้องฟ้าและเริ่มต่อสู้กับพวกเราที่นั่น การเผชิญหน้ากับพวกเราก็สิ้นสุดลง บัดนี้ความพ่ายแพ้และแม้กระทั่งการถูกจองจำกลายเป็นของเรา พวกเราพร้อมด้วยบริวาร ที่ปรึกษา บุตร ภรรยา กองทหาร และยานพาหนะ ต่างถูกพวกเขานำพาไปในท้องฟ้าด้วยความโศกเศร้า
                        ในเวลานั้น ทหารของเราและนายทหารผู้กล้าหาญบางคนได้ไปหาบุตรของปาณฑุ ด้วยความโศกเศร้า ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่ไม่เคยปฏิเสธการช่วยเหลือผู้ที่ร้องขอ
                        แล้วพวกเขาไปหาพวกเขาแล้วกล่าวว่า
 “นี่คือพระเจ้าทุรโยธนะ พระโอรสของธฤตราษฎร์พร้อมกับเหล่าพระอนุชา มิตรสหาย และพระมเหสี กำลังถูกชาวคันธรพจับไปเป็นเชลยบนฟ้า ขอพระองค์ทรงพระเจริญ โปรดปลดปล่อยกษัตริย์พร้อมกับเหล่าสตรีในราชสำนัก! อย่าได้ทรงถูกเหยียดหยามต่อสตรีชาวกุรุ ทุกคน ”
 และเมื่อทั้งสองกล่าวเช่นนี้แล้ว บุตรคนโตของปาณฑุผู้เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ อันบริสุทธิ์ จึงได้ประนีประนอมกับพี่น้องของตนและสั่งให้พวกเขาปลดปล่อยพวกเรา ต่อมา เหล่าวัวปาณฑพ ในหมู่มนุษย์ ได้ไล่ทันพวกคนธรรพ์ ร้องขอให้พวกเราปลดปล่อยด้วยถ้อยคำอันแผ่วเบา แม้จะสามารถทำได้ด้วยกำลังอาวุธก็ตาม และเมื่อพวกคนธรรพ์ถูกเรียกด้วยถ้อยคำประนีประนอมเช่นนี้แล้ว ปฏิเสธที่จะปลดปล่อยพวกเราอรชุน ภีมะและฝาแฝดผู้เปี่ยมด้วยพลังอันมหาศาล ได้ยิงธนูใส่พวกคนธรรพ์
 ทันใดนั้น เหล่าคนธรรพ์ก็ละทิ้งการต่อสู้ หนีไปในท้องฟ้า ลากเอาความโศกเศร้าของเราไปด้วยความปิติยินดี ทันใดนั้น เราเห็นเครือข่ายลูกศรกระจายอยู่โดยรอบโดยธนันชัยซึ่งกำลังยิงอาวุธสวรรค์ใส่ศัตรูเช่นกัน เมื่ออรชุนเห็นขอบฟ้าปกคลุมด้วยเครือข่ายลูกศรแหลมคมหนาทึบ เพื่อนของเขาซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าคนธรรพ์ก็ปรากฏตัวขึ้น
 และพระสิตเสนและอรชุนกอดกัน ซักถามถึงความเป็นอยู่ของกันและกันเหล่าโอรสของปาณฑุก็เข้าโอบกอดหัวหน้าเผ่าคันธรรพ์ด้วย และได้รับการโอบกอดจากท่าน มีการซักถามถึงมารยาทระหว่างกันด้วย เหล่าคันธรรพ์ผู้กล้าหาญจึงละทิ้งอาวุธและเสบียงของตน เข้าสังคมกับปาณฑพอย่างเป็นมิตร ส่วนสิตเสนและธนัญชัยก็เคารพบูชากันและกัน
ตอนต่อไป; CCXLVII - ความตั้งใจของทุรโยธนะ: ดุษสาสนะวิงวอนพี่ชายให้ยอมใจอ่อน
ก่อนหน้า                   💃🏻💃🏻💃🏻                         อ่านต่อ
 สรุปโดยย่อของบท: ทุรโยธนะรู้สึกอับอายขายหน้าหลังจากได้รับการช่วยเหลือจากพี่น้องปาณฑพจึงตัดสินใจอดอาหารตายด้วยความอับอาย ปฏิเสธที่จะกลับบ้านพร้อมกับพี่น้องและมิตรสหาย แต่เลือกที่จะตายด้วยความหิวโหย ในความทุกข์ระทม พระองค์จึงเสนอ พระราชอำนาจแก่ ดุษสสนะ ผู้เป็นพี่ชาย แต่ดุษสนะกลับขอร้องให้พระองค์ยอมอ่อนข้อ โดยกล่าวว่าพระองค์ไม่อาจปกครองได้หากปราศจากพระองค์กรรณะจึงเข้าแทรกแซง เร่งเร้าให้ทุรโยธนะละทิ้งแผนการและกลับบ้านเพื่อปลอบโยนพี่น้องและปกครองอาณาจักร แม้กรรณะจะวิงวอนอย่างไร ทุรโยธนะก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะจบชีวิตลงด้วยความอับอายและสิ้นหวัง
 ดุษสาสนะโศกเศร้าจนล้นใจ ขอร้องทุรโยธนะให้เปลี่ยนใจและไม่ละทิ้งหน้าที่ในการปกครอง พระองค์วิงวอนพี่ชายพร้อมเสนอที่จะช่วยเหลือให้ครองราชย์เป็นเวลาหนึ่งร้อยปี คำวิงวอนจากใจจริงของดุษสาสนะทำให้ทุรโยธนะหลั่งน้ำตา แต่พระองค์ยังคงแน่วแน่ในการตัดสินใจอดอาหารตาย กรรณะเข้ามาให้คำปรึกษาแก่พี่น้องทั้งสอง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความอดทนและการไม่ยอมแพ้ต่อความโศกเศร้า พระองค์ทรงเร่งเร้าให้ทุรโยธนะกลับไปยังเมืองและช่วยเหลือพี่น้อง โดยชี้ให้เห็นว่าพี่น้องปาณฑพเพียงทำหน้าที่ของตนในการปลดปล่อยพระองค์ แม้กรรณะจะกล่าวถ้อยคำอันชาญฉลาด แต่ทุรโยธนะก็มุ่งมั่นที่จะทำตามแผนการทำลายตนเอง ซึ่งเต็มไปด้วยความรู้สึกละอายใจและความพ่ายแพ้

อัธยายที่ 03 กุลปริศฺทฺธิปริวรฺตสฺตฺฤตียะ ชื่อ กุลปริศุทธิปริวรรต (ว่าด้วยตระกูลบริศุทธ) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

ตระกูลบริสุทธิ์
  
 กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์เมื่เทวดาทั้งหลายเตือนว่าถึงเวลาแห่งธรรมและกล่าวสรรเสริญแล้ว พระองค์จึงเสด็จออกจากมหาวิมาน ก้าวขึ้นสู่มหาปราสาทชื่อธรรโมจจยะ ซึ่งเป็นที่พระโพธิสัตว์ประทับนั่งแสดงธรรมแก่เหล่าเทวดาชั้นดุษิตนั้น
 ครั้นเสด็จขึ้นไปแล้ว ทรงประทับนั่งบนบังลังก์ชื่อสุธรรม ครั้งนั้น เทวดาที่มีสภาพเสมอกันกับพระโพธิสัตว์ ประทับอยู่ในยานเท่าๆกับยานของพระโพธิสัตว์ก็พากันขึ้นสู่ปราสาทนั้นด้วย พวกพระโพธิสัตว์ที่มีประวัติมาเท่าๆกัน ประชุมกันทั้ง 10 ทิศ และเทวะบุตรผู้เป็นบริวารของพระโพธิสัตว์ทั้งหมดนั้นก็ประทับนั่งบนบังลังก์ของตนๆ ตามปัจจัยอันสมควร ไม่มีคณะนางอัปสร ไม่มีเทวะบุตรชั้นสามัญ มีแต่บริวารที่มีอัธยาศัยเสมอกันเป็นจำนวนบริวาร 68 พันโกฏิ
      ดั่งนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อนี้ไปอีก 12 ปี พระโพธิสัตว์จึงจะเสด็จลงสู่ครรภ์พระมารดา
 ครั้งนั้น เทวะบุตรชาวสวรรค์ชั้นสุทธาวาสได้มายังชมพูทวีป ทำให้เพศทิพย์หายไป แปลงตัวเป็นพราหมณ์สอนพระเวทแก่พราหมณ์ทั้งหลายว่า ผู้ใดลงสู่ครรภ์มีอาการดั่งนี้ ผู้นั้นจะประกอบด้วยลักษณะหมาบุรุษ 32 ประการ ผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะเช่นนี้ จะมีคติ 2 อย่าง ไม่ใช่ 3 อย่าง คือ ถ้าผู้นั้นอยู่ครองเรือน จะได้เป็นพระราชาจักรพรรดิ มีมหาสมุทร 4 เป้นราชอาณาจักร เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระราชาเพราะธรรม และเป็นผู้ประกอบด้วยรัตนะ 7 ประการ รัตนะของพระองค์ 7 อย่างเหล่านี้ได้แก่ จักรรัตนะ หัสติรัตนะ อัศวรัตนะ สตรีรัตนะ มณีรัตนะ คฤหบดีรัตนะ ปรินายกรัตนะ
 พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยจักรรัตนะนั้น เป็นอย่างไร เป็นอย่างนี้ คือ เมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ในโลกนี้ได้มูรธาภิเษกแล้ว เสวยพระกระยาหารตามปรกตินั้นแล้ว ครันถึงวันดิถี 15 ค่ำ สรงน้ำดำเกล้า งดเว้นพระกระยาหาร เสด็จขึ้นไปยังปราสาทชั้นบน  แวดล้อมด้วยหญิงชาววัง จักรรัตนจะปรากฏขึ้นในทิศตะวันออก จักรรัตนทิพย์ของพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ ซึ่งได้มูรธาภิเษกแล้วนั้น มีกำ 1000 ซี่ พร้อมด้วยกง และดุม มีสีเหมือนทองคำสร้างขึ้นด้วยกรรม สูง 7 ชั่วลำตาล เห็นได้รอบบริเวณภายในเมืองเล่ากันว่า เมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์พระองค์ใดได้มูรธาภิเษกแล้ว เสวยพระกระยาหารตามปรกตินั้นแล้ว ครั้นถึงวันดิถี 15 ค่ำ สรงน้ำดำเกล้างดเว้นพระกระยาหาร เสด็จขึ้นไปยังปราสาทชั้นบน แวดล้อมด้วยหญิงชาววัง
 จักรรัตนทิพย์จะปรากฏขึ้นในทิศตะวันออก  พระราชาพระองค์นั้นแหละเป็นพระราชาจักรพรรดิพระองค์ทรงพระดำริว่า เราเป็นราชาจักพรรดิ์แน่หรือ ถ้ากระไร เราจะทดลองจักรรัตนทิพย์ดู ครั้นแล้วพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ ได้มูรธาภิเษกแล้ว ก็ทรงพระภูษาเฉวีงบ่าข้างหนึ่งจดพระชานุมณฑล (เข่า) เบื้องขวาลงบนแผ่นดิน ทรงปรารถนาและทรงผลักจักรทิพย์ด้วยพระหัตถ์เบื้องขวาว่าด้งนี้ จักรทิพย์ผู้มีอำนาจ จงหมุนแล่นไปโดยธรรม อย่าหมุนแล่นไปโดยอธรรม ครั้งนั้นจักรทิพย์นั้น พระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้วสั่งให้หมุนแล่นไป ก็หมุนแล่นไปทางทิศตะวันออกโดยอากาศด้วยฤทธิ์เป็นอย่างดี พระราชาจักพรรดิ์พร้อมด้วยกองพล 4 เหล่า ก็เสด็จตามไป จักรรัตนทิพย์นั้น ไปหยุดอยู่ในท้องที่แผ่นดินใด พระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกก็ประทับอยู่ในท้องที่แผ่นดินนั้นพร้อมด้วยกองพล 4 เหล่า
 ครั้งนั้น พระราชาผู้ปกครองท้องถิ่นที่ด้านทิศตะวันออกนั้นๆ ถือถาดเงินเต็มไปด้วยทองคำผง บ้างก็ถือถาดทองคำเต็มไปด้วยเงินผง ต้อนรับพระราชาจักรพรรดิว่า เชิญเสด็จมาเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ขอต้อนรับพระองค์ นี่ราชสมบัติของพระองค์ มั่งคั่ง กว้างขวาง ปราศจากภยันตราย มีอาหารอุดมสมบูรณ์ น่ารื่นรมย์ คลาคล่ำไปด้วยคนจำนวนมาก ขอพระองค์ได้โปรดรับราชสมบัติของพระองค์ ซึ่งตามมาถึงแล้ว เมื่อพระราชาทั้งหลายกราบทูลดั่งนี้ พระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว ได้รับการเชิญให้คุ้มครองป้องกันแล้วตรัสแก่พระราชา ผู้ครองท้องที่เหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงปกครองราชสมบัติของตนโดยธรรมเถิด
 อนึ่ง ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงอย่าฆ่าสัตว์มีชีวิต อย่าถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ อย่าประพฤติผิดในกาม(ความใคร่ทางเพศ) อย่ากล่าวเท็จ อย่าให้อธรรมเกิดขึ้นในแคว้นของข้าพเจ้า อย่าพอใจประพฤติอธรรม นัยว่าพระราชาวรรณะกษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว มีชัยชนะในด้านทิศตะวันออกอย่างนี้ จักรรัตนะมีชัยชนะในด้านทิศตะวันออกแล้วก็แล่นลงสู่สมุทรด้านทิศตะวันออก ข้ามสมุทรด้านทิศตะวันออก
 ครั้นข้ามได้แล้ว จึงแล่นไปทางทิศโดยอากาศด้วยฤทธิ์เป็นอย่างดี พระราชาจักรพรรดิพร้อมด้วยกองพล 4 เหล่า ก็เสด็จตามไป ทรงมีชัยชนะในด้านทิศใต้เช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในก่อน แล้วทรงมีชัยชนะในด้านทิศตะวันตกและเหนือ เหมือนทรงมีชัยชนะในด้านทิศใต้ ครั้นมีชัยชนะในด้านทิศเหนือแล้ว จักรรัตนะก็หยั่งลงสู่สมุทรด้านทิศเหนือ เมื่อหยั่งลงแล้วก็ข้ามสมุทรทิศเหนือ ครั้นข้ามแล้วก็กลับมาสู่ราชธานีโดยอากาศด้วยฤทธืเป็นอย่างดี แล้วมาตั้งเพลาเบื้องบนที่ประตูภายในเมือง พระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภเษกแล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยจักรรัตนะดังกล่าวมานี้
 พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยหัสติรัตนะนั้นเป็นอย่างไร เป็นอย่างนี้ คือ เมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ในโลกนี้ได้มูรธาภิเษกแล้ว หัสติรัตนะได้เกิดขึ้นเหมือนดั่งกล่าวแล้วในก่อน หัสติรัตนะนั้นเผือกล้วนมีลักษณะที่ปรากฏเป็นอย่างดี 7 อย่าง คือ กระพองเป็นสีทอง ลึงค์เป็นสีทอง เครื่องประดับเป็นทอง คลุมด้วยตาข่ายทอง มีฤทธิ์เหาะได้ มีความสุขสบายเป็นปรกติ ซึ่งพระยาช้างนี้มีชื่อว่าโพธิ และในกาลเมื่อพระราชาวรรณะกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว มีพระประสงค์จะทอลองหัสติรัตนะนั้น จึงขึ้นทรงหัสติรัตนะนั้นในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น เสด็จไปรอบแผ่นดินใหญ่นี้ซึ่งมีสมุทรเป็นคูเมือง มีสมุทรล้อมรอบ แล้วเสด็จกลับมายังราชธานี เสวยพระกระยาหารมื้อเช้า พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยหัสติรัตนะ ดั่งกล่าวมานี้
      พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยอัศวรัตนะนั้นเป็นอย่างไร?
 ก็แหละเมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว อัศวรัตนะย่อมเกิดขึ้น เหมือนดั่งกล่าวแล้วในก่อน อัศว(ม้า)นั้นสีนิล(เขียว)หัวสีดำ มีผมเหมือนเส้นหญ้ามุญชะ (หญ้าซุ้มกระต่าย) หน้ามีสง่า ลึงค์สีทอง เครื่องประดับเป็นทองคลุมด้วยตาข่ายทอง มีฤทธิ์เหาะได้ มีความสุขสบายเป็นปรกติ ซึ่งพญาอัศวนี้มีชื่อว่า พาลาหกะ และในกาลเมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว มีพระประสงค์จะทดลองอัศวรัตนะจึงขึ้นทรงอัศวรัตนะในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น เสด็จเที่ยวไปรอบแผ่นดินใหญ่นี้ซึ่งมีสมุทรเป็นคูเมือง มีสมุทรล้อมรอบ แล้วเสด็จกลับมายังราชธานีเสวยพระกระยาหารมื้อเช้า พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยอัศวรัตนะ ดังกล่าวมานี้
      พระราชาจักพรรดิ์ประกอบด้วยมณีรัตนะนั้นเป็นอย่างไร?
 เมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ในโลกนี้  ได้มูรธาภิเษกแล้ว มณีรัตนะย่อมเกิดขึ้นเหมือนดังกล่าวแล้ว มณีรัตนะนั้นเป็นแก้วไพฑูรย์สีเขียวบริศุทธ เจียระไนเรียบร้อย 8 เหลี่ยม นัยว่าภายในเมืองทั้งสิ้นย่อมสว่างรุ่งเรืองด้วยรัศมีแห่งมณีรัตนะนั้น และในกาลเมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้วมีพระราชประสงค์จะทดลองมณีรัตนะนั้น ก็ยกมณีรัตนะขึ้นที่ยอดธงเวลาเที่ยงคืนในราตรีมีความมืดและมีหมอก และเสด็จไปพระราชอุทยาน เพื่อทอดพระเนตรพื้นที่ให้ถนัด นัยว่า กองพล 4 เหล่านั้น สว่างรอบด้วยรัศมีแห่งมณีรัตนะตลอดเนื้อที่รอบๆโยชน์หนึ่ง นัยว่าคนเหล่าใดอาศัยอยู่ในแดนรอบๆแห่งมณีรัตนะนั้น คนเหล่านั้น ได้รับแสงมณีรัตนะส่งสว่างจำกันได้ เห็นกันได้ พูดกันได้ ลุกขึ้นเถิด ท่านผู้มีหน้าแจ่มใส ทำงานกันเถิด วางของขายที่ตลาดเถิด เราเข้าใจว่ารุ่งแจ้งแล้ว ตะวันขึ้นแล้ว พระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว ประกอบด้วยมณีรัตนะดังได้กล่าวมานี้
      พระราชาจักรพรรดิที่ประกอบด้วยสตรีรัตนะนั้นเป็นอย่างไร?
 เมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ในโลกนี้ ได้มูรธาภิเษกแล้ว สตรีรัตนะย่อมเกิดขึ้นเหมือนดั่งกล่าวแล้ว สตรีรัตนะนั้นมีวรรณะเป็นกษัตริย์เหมือนกัน ไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำเกินไป ไม่ผอมเกินไป ไม่ขาวเกินไป ไม่ดำเกินไป มีรูปร่างสวย น่ารัก น่าดู ขุมขนทั้งปวงแห่งสตรีรัตนะนั้นระเหยหอมออกมาเหมือนกลิ่นแก่นจันทน์ ปากมีกลิ่นระเหยหอมออกมาเหมือนกลิ่นดอกอุบล มีสัมผัสนุ่มนวลเหมือนฝักมะกล่ำเครือ ในเวลาหนาว ร่างกายของนางนั้นสัมผัสอุ่น ในเวลาร้อนสัมผัสเย็น สตรีรัตนะนั้นนอกจากพระราชาจักรพรรดิแล้ว ไม่มีความกำหนัดยินดีในบุรุษอื่นแม้แต่ด้วยใจคิด จะป่วยกล่าวไปไยถึงทำความกำหนัดในบุรุษอื่นด้วยร่างกาย พระราชาจักรพรรดิ ประกอบด้วยสตรีรัตนะดั่งกล่าวมานี้
      พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยคฤหบดีรัตนะนั้นอย่างไร?
 เมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ในโลกนี้ ได้มูรธาภิเษกแล้ว คฤหบดีรัตนะย่อมเกิดขึ้นเหมือนดังกล่าวแล้ว เป็นบัณฑิต ฉลาด มีปรัชญา มีทิพยจักษุ คฤหบดีรัตนะนั้นเห็นขุมทรัพย์ทั้งมีเจ้าของและไม่มีเจ้าของในเนื้อที่ 1 โยชน์โดยรอบด้วยทิพยจักษุ ขุมทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของก็เอามาทำประโยชน์แก่พระราชาจักรพรรดิ พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยคฤหบดีรัตนะดังกล่าวนี้
      พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยปริณายกรัตนะอย่างไร?
 เมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ในโลกนี้ ได้มูรธาภิเษกแล้ว ปริณายกรัตนะย่อมเกิดขึ้นเหมือนดั่งกล่าวแล้ว เป็นบัณฑิต ฉลาด มีปรัชญา พระราชาจักรพรรดิเพียงแต่ทรงพระดำริจะให้จัดกองทัพ ปริณายกรัตนะก็จัดกองทัพที่ควรจัดขึ้นมาแล้ว พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยปริณายกรัตนะดั่งกล่าวนี้
 พระราชาจักรพรรดิจักประกอบด้วยรัตนะ 7 ประการเหล่านี้ พระองค์จักมีพระโอรส 1000 องค์ ล้วนแกล้วกล้าสามารถ มีรูปร่างกำยำ ปราบปรามทหารฝ่ายปรปักษ์ได้ พระราชาจักรพรรดินั้นทรงชนะแผ่นดินทั้งหมด อันมีมหาสมุทรเป็นที่สุด ไม่ให้มีเสี้ยนหนาม โดยไม่ใช้อาชญา ไม่ใช้ศัสตรา ทรงปกครองแล้ว ถ้าไม่ทรงครองเรือนจะเสด็จออกบรรพชาเป็นผู้ไม่มีเรือน ก็จะทรงละฉันทราคะได้ กลายเป็นผู้นำ เป็นเทพไม่มีใครเทียบเท่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดั่งนี้แล
      อนึ่ง เทวะบุตรทั้งหลายอื่นๆ มายังชมพูทวีปบอกแก่พระปรัตเยกพุทธทั้งหลายว่า ข้าแต่ท่านผู้ควรเคารพ ขอท่านทั้งหลายจงชำระพุทธเกษตรคือเขตแดนของพระพุทธเจ้าให้สะอาดบริศุทธ นับจากนี้ไปอีก 12 ปี พระโพธิสัตว์ก็จะลงสู่ครรภ์พระมารดา
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้นแล มีพระปรัตเยกพุทธองค์หนึ่ง มีนามว่ามาตังคะ อยู่ที่ไหล่เขาโคลางคุละในมหานครราชคฤห์ ท่านได้ยินเสียงนั้นแล้ว จึงเดินเข้าไปในภูเขา (หิน)เหมือนเดินเข้าไปในโคลน เข้าเตโชธาตุสมาบัติแล้ว เหาะขึ้นสูง 7 ชั่วลำตาล แล้วดับขันธปรินิรวาณ ดี เสลด เอ็น กระดูก เนื้อ และเลือดของพระปรัตเยกพุทธ ที่มีอยู่นั้นทั้งหมดก็ย่อยยับไปด้วยเตโชธาตุ เหลือแต่ศีรษะอันบริศุทธตกอยู่ที่พื้นดิน และเศีรษะนั้นเป็นที่รู้จักกันว่า ฤษีบท(รอยพระฤษี) จนทุกวันนี้
 ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ยังมีอีก นัยว่าในสมัยนั้น ยังมีพระปรัตเยกพุทธ 500 องค์อยู่ในป่าฤษีปัตนะมฤคทาวะใกล้เมืองพาราณสี พระปรัตเยกพุทธเหล่านั้น ได้ยินเสียงนั้นแล้ว (เสียงเทวดาสั่งให้ทำความสะอาดพื้นที่) ก็เข้าเตโชธาตุสมาบัติแล้ว เหาะขึ้นสูง 7 ชั่วลำตาล แล้วดับขัธปรินิรวาณด้วยเตโชธาตุนั้น ดี เสลด เนื้อ กระดูก เอ็น และเลือดของพระปรัตเยกพุทธทั้งหลาย ที่มีอยู่นั้นทั้งหมด ก็ย่อยยับไปด้วยเตโชธาตุเหลือแต่ศีรษะอันบริศุทธตกอยู่ที่พื้นดิน ที่นี่จึงเรียกว่า ฤษิปัตนะ(ฤษีตก) เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นั้นมา จึงเกิดนามเป็นที่รู้กันว่า ฤษิปัตนะ อนึ่งกวางทั้งหลายที่ได้รับอภัยทาน(ห้ามฆ่าหรือห้ามทำร้าย) ก็ได้อาศัยอยู่ในที่นี้คือที่ฤษิปัตนะนี้ เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สถานที่แห่งที่อยู่ของกวางนั้นจึงมีนามเป็นที่รู้กันว่า มฤคทาวะ(ป่าเป็นที่อยู่ของกวางหรือป่ากวาง)
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุษิตดั่งนี้แล ได้ทรงเลือกมหาวโลกิตะ (ฐานะอันผู้มียศใหญ่ยิ่งเลือก) 4 อย่าง มหาวิโลกิตะ 4 อย่างนั้น เป็นอย่างไร? นั่นคือ เลือกกาล เลือกทวีป เลือกประเทศ เลือกตระกูล
      ดูกนภิกษุทั้งหลาย มีเหตุอะไร พระโพธิสัตว์เลือกกาล พระโพธิสัตว์ย่อมไม่ลงสู่ครรภ์พระมารดาในเวลาที่สัตว์ในโลกเริ่มจะเกิดขึ้นในเบื้องต้นกำลังจะเจริญขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นละก็ต่อเวลาใดโลกฉลาด ตั้งอยู่ด้วยอาการอันดี รู้จักชาติ รู้จักชรา รู้จักพยาธิ รู้จักมรณะ เวลานั้นแหละ พระโพธิสัตว์จึงจะลงสู่ครรภ์พระมารดา
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีเหตุอะไร พระโพธิสัตว์เลือกทวีป พระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เกิดในปัจจันตประเทศทั้งหลาย ไม่เกิดในปุรพวิเทหทวีป ไม่เกิดในอปรโคทานียทวีป  ไม่เกิดในอุตรกุรุทวีป เมื่อเป็นเช่นนั้นละก็ย่อมเกิดในชมพูทวีปเท่านั้น
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีเหตุอะไรพระโพธิสัตว์เลือกประเทศ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เกิดในปัจจันตชนบททั้งหลายที่หมู่มนุษย์มีตาบอดแต่กำเนิด ประสาทเสื่อม หูหนวกและเป็นใบ้ ไม่สามารถหยั่งรู้สุภาษิตและทุภาษิต เมื่อเป็นเช่นนั้นละก็ย่อมเกิดแต่ในชนบททั้งหลายที่เป็นท่ามกลางเท่านั้น
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีเหตุอะไรพระโพธิสัตว์เลือกตระกูล พระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เกิดในตระกูลต่ำ คือตระกูลจัณฑาล ตระกูลช่างสานเสื่อ ตระกูลช่างทำรถ และตระกูลเทดอกไม้ เมื่อเป็นเช่นนั้นละก็ย่อมเกิดใน 2 ตระกูล คือตระกูลพราหมณ์และตะกูลกษัตริย์เท่านั้น  เมื่อใดโลกนับถือพราหมณ์มาก เมื่อนั้นพระโพธิสัตว์ก็เกิดในตระกูลพราหมณ์ เมือใดโลกนับถือกษัตริย์มาก เมื่อนั้นพระโพธิสัตว์จึงเกิดในตระกูลกษัตริย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ขณะนี้โลกนับถือกษัตริย์มาก พระโพธิสัตว์จึงเกิดในตระกูลกษัตริย์ อาศัยประโยชน์ที่ได้เล็งเห็นนั้น พระโพธิสัตว์ซึ่งประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุษิตจึงเลือกมหาวิโลกิตะ 4 อย่าง
 และครั้นเลือกอย่างนี้แล้ว ก็นิ่งอยู่       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดังนั้นแหละ เทวะบุตรทั้งหลายเหล่านั้นจึงสอบถามเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ขึ้นว่า พระโพธิสัตว์จะตั้งอยู่ในตระกูลประเสริฐไหน ในพระมารดามีสภาพอย่างไร บรรดาพวกเทวะบุตรเหล่านั้น เทวะบุตรพวกหนึ่งพูดขึ้นว่า ตระกูลไวเทหิ ในมคธชนบทเป็นตระกูลมั่งคั่ง กว้างขวาง ปลอดภัย อาหารอุดมสมบูรณ์ นี่แหละสมควรจะเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์นั้น ฝ่ายเทวะบุตรอีกพวกหนึ่งพูดว่า ตระกูลไวเทหิไม่สมควร เพราะเหตุใด เพราะตระกูลไวเทหินั้น มารดาไม่บริศุทธ บิดาไม่บริศุทธ เป็นตระกูลไม่ยืดเยื้อ ไม่มั่นคง มีบุณยน้อย ไม่ได้อภิเษกด้วยบุณยอันไพบูรณ์ เป็นแต่เฉียดประเทศของคนที่มีตระกูลดี ไม่ดาษดาไปด้วยอุทยาน สระ และบ่อน้ำ เหมือนเมืองเล็กๆที่อยู่ชายแดน เพราะฉะนั้น ตระกูลนั้นจึงไม่สมควร
 เทวะบุตรอีกพวกหนึ่งพูดว่า นี่ก็อีก ตระกูลเกาศลมีวาหนะมาก มีบริวารมาก มีทรัพย์มาก ตระกูลนี้แหละสมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์ ฝ่ายเทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า ตระกูลเกาศลไม่สมควร เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่า ตระกูลเกาศลนั้น มีช้างก็ตายหมด ไม่บริศุทธทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา มีแต่คนเลวอาศัย ไม่ใช่ตระกูลรุ่งเรืองไม่มีทรัพย์รัตนะและขุมทรัพย์มากมาย เพราะฉะนั้นตระกูลเกาศล จึงไม่สมควร
 เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า ตระกูลวังศะราชนี้มั่งคั่ง กว้างขวาง ปลอดภัย มีอาหารอุดมสมบูรณ์ ตระกูลนี้แหละสมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์ ฝ่ายเทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า ตระกูลวังศะราชนี้ ได้ไม่สมควร เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่า ตระกูลวังศะราชนี้ เป็นตระกูลสามัญ ดุร้าย ไม่มีเดชรุ่งเรือง มีข้าศึกกระหนาบอยู่รอบข้าง การกระทำของมารดาบิดาและของตนเองไม่มีเดชอำนาจ พระราชาในตระกูลนั้นถืออุจเฉท คือลัทธิปฏิเสธบุญบาป เพราะเหตุนั้น ตระกูลวังศะราชจึงไม่สมควร
 เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า เมืองไวศาลีนี้ เป็นมหานครคือเป็นเมืองใหญ่ มั่งคั่งกว้างขวาง ปลอดภัย มีอาหรอุดมสมบูรณ์ น่ารื่นรมย์คลาคล่ำไปด้วยคนจำนวนมาก ประดับด้วยเรือนยอดพื้นปราสาทอันมีบัลลังก์ประตู ซุ้มประตูมีลวดลาย หน้าต่าง มีลาน สวนดอกไม้และราวไพรออกดอกสะพรั่ง อาจกล่าวได้ว่าเป็นเมืองสวรรค์ เมืองนี้แหละสมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์ เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า เมืองนี้ก็ไม่สมควรเพราะเหตุใด เพราะเหตุว่า พวกเมืองไวศาลี ไม่รู้ลัทธินยายคือวิชาตรรกวิทยาของกันและกันไม่มีประพฤติธรรม ไม่อยู่ในอารักขาของคนชั้นสูง คนชั้นกลาง คนแก่กว่า คนเป็นผู้ใหญ่กว่า สำคัญไปคนเดียวว่า เราเป็นราชา เราเป็นราชา ไม่ยอมเป็นศิษย์ใคร ไม่เข้าหาธรรม เพราะฉะนั้น เมืองไวศาลีจึงไม่สมควร
 เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า ตระกูลปัชโชตนี้มีกำลังมาก มีพาหนะมาก ได้ชัยชนะเหนือหัวของเสนาพระราชาฝ่ายอื่น ตระกูลนี้แหละสมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์ เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า ตระกูลปัชโชตก็ไม่สมควร เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่า พวกชัชโชตโหดร้าย กลับกลอก ร้ายกาจ หยาบช้า ทำกาสับปลับ ไม่ชี้กรรม เพราะฉะนั้นตระกูลปัชโชตจึงไม่สมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์
 เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า เมืองมถุรานี้ มั่งคั่ง กว้างขวาง ปลอดภัย มีอาหารอุดมสมบูรณ์ คลาคล่ำไปด้วยคนจำนวนมาก เป็นราชธานีของพระเจ้าสุพาหุ ตระกูรกังสะใหญ่ยิ่งกว่าตระกูลศุรเสนะ  ราชธานีนี้แหละควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์ แต่เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า ราชธานีนี้ก็ยังไม่สมควร  เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่า พระราชาทัสยุประสูตในวงศ์ตระกูลมิจฉาทิฎฐิ การบังเกิดในตระกูลมิจฉาทิฎฐิไม่สมควรแก่พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้าย (ปัจฉิมภพ หรืออจริมภพ) เพราะเหตุนั้น ราชธานีมถุรานี้ จึงไม่สมควร
 เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า พระราชาในมหานครหัสตินปุระนี้ประสูติจากตระกูลวงศ์ปาณฑพ เป็นผู้กล้าหาญ มีวีรยะ (ความเพียร) ประกอบด้วยรูปร่างดีงาม บรรดาตระกูลที่ย่ำยีทหารของพระราชาฝ่ายอื่น ก็ได้แก่ตระกูลนี้ จึงสมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์  เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า  ตระกูลนั้นก็ไม่สมควร เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่าวงศ์ตระกูลนั้น พวกที่ประสูติแต่ตระกูลปาณฑพ สำส่อนเป็นอย่างยิ่ง พระราชายุธิษฐิระ ว่ากันว่าเป็นบุตรพระยม พระราชาภีมะเสนก็เป็นบุตรพระพาย พระราชาอรชุนก็ว่าเป็นบุตรพระอินทร์ พระนกุลและพระสหเทพก็ว่าเป็นอัศวินบุตรพระอาทิตย์ เพราะเหตุนั้น ตระกูลนั้น จึงไม่สมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์
 เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า เมื่อมิถิลานี้เป็นที่รื่นรมย์ยิ่ง เป็นสถานที่สถิตย์แห่งพระจาสุมิตร ราชวงศ์มิถิลา พระราชาองค์นั้นประกอบด้วยพลนิกายยิ่ง คือมีทหารช้าง ทหารม้า ทหารรถ ทหารราบ มาก มีทรัพย์เครื่องอุปกรณ์ คือ เงิน ทอง แก้วมณี แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ สังขศิลา(ไข่มุก) แก้วประพาฬ เหรียญทอง เหรียญเงิน มาก มีกำลังและความแกล้วกล้าเป็นที่ครั่นคร้ามของท้าวพญาสามนตราชทั้งปวง รักในการผูกมิตรและประพฤติธรรม ตระกูลนี้แหละสมควรเป็นที่ตั้งครรภ์แห่งพระโพธิสัตว์  เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า ตระกูลนี้ ไม่สมควรเป็นที่ตั้งครรภ์แห่งพระโพธิสัตว์ ถึงพระราชาพระองค์นั้นจะมีมิตรดีและประกอบในคุณธรรมอย่างว่านี้  แต่ก็ทรงชราเกินไปไม่สามารถให้เกิดบุตรได้ และทั้งมีบุตรมากเกินไปด้วย เพราะฉะนั้น ตระกูลนั้นจึงไม่สมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์และเทวะบุตรทั้งหลายพิจารณาเลือกราชตระกูลทั้งหลายที่สูงในชนบท 16 แห่ง อันมีอยู่ในชมพูทวีปอย่างนี้ ก็ได้มองเห็นตระกูลทั้งหลายเหล่านั้นประกอบด้วยโทษ
 เมื่อพระโพธิสัตว์และเทวะบุตรเหล่านั้น มีความคิดและมนสิการ คือครุ่นคำนึงอยูในใจ มีเทวะบุตรตนหนึ่งชื่อ ชญานเกตุธวัช เป็นผู้ไม่เปลี่ยนแปลง ทำความเด็ดเดี่ยวเพี่อโพธิญาณในมหายานนี้ เทวะบุตรผู้นั้นจึงกล่าวคำนี้แก่สภาโพธิสัตว์และเทพเป็นจำนวนมากว่า ดูกรท่านผุ้ควรเคารพ เรื่องนี้เราจะต้องเข้าไปถามพระโพธิสัตว์พระองค์นั้นว่า พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้ายจะเกิดในตระกูลที่ถึงพร้อมด้วยคุณอย่างใด ?  พระโพธิสัตว์และเทวะบุตรทั้งหลาย รับว่า สาธุ (ดีแล้ว) จึงประนมมือเดินเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ถามว่า ข้าแต่สัตบุรุษ พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้าย จะเกิดในตระกูลรัตนะที่ถึงพร้อมด้วยคุณอย่างใด
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้พิจารณาดูคณะพระโพธิสัตว์หมู่ใหญ่และคณะเทวดานั้น แล้วดรัสว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ตระกูลที่ถึงพร้อมด้วยอาการ 64 อย่าง
      เป็นตระกูลที่พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้ายจะไปบังเกิด 
      อาการ 64 อย่างนั้น เป็นอย่างไร นั่นคือ
 เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงดี เป็นตระกูลที่ไม่ต่ำต้อย และไม่เบียดเบียนใคร เป็นตระกูลมีเชื้อชาติเป็นตระกูลมีโคตรนามสกุล เป็นตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยยุคบรรพบุรุษ เป็นตระกูลสมบูรณ์ด้วยยุคบุรุษมีเหล่ากอ เป็นตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยยุคบุรุษมีลักษณะดี เป็นตระกูลสมบูรณ์ด้วยบุรุษเรืองนาม เป็นตระกูลที่มีหญิงมาก มีชายมาก เป็นตระกูลไม่ครั่นคร้าม เป็นตระกูลไม่อนาถา เป็นตระกูลไม่ละโมภ เป็นตระกูลมีศีล เป็นตระกูลมีปัญญา เป็นตระกูลมีอำมาตย์คอยดูแลให้บริโภคทรัพย์สมบัติ เป็นตระกูลที่ตั้งมั่นด้วยศิลปอันไม่เป็นหมัน(มีศิลปไม่ตายด้าน) เป็นตระกูลมีผู้บริโภคทรัพย์สมบัติ และมีมิตรมั่นคง เป็นตระกูลไม่เบียดเบียนสัตว์เดียรัจฉานเป็นตระกูลกตัญญูรู้บุญคุณที่ผู้อื่นมีแก่ตน และกตเวทีรู้ตอบแทนบุญคุณ  เป็นตระกูลไม่มีฉันทาคติ ไม่มีโทษาคติ ไม่มีโมหาคติและไม่มีภยาคติ เป็นตระกูลไม่มีโทษ ไม่กลัว เป็นตระกูลไม่อยู่ด้วยความหลง เป็นตระกูลที่มีอาหารเป็นล่ำเป็นสัน เป็นตระกูลที่ฝังใจในการงาน ฝังใจในการบริจาค และฝังใจในการให้ทานเป็นตระกูลที่เชื่อถือในความพยายาม เป็นตระกูลที่มีความก้าวหน้ามั่นคง เป็นตระกูลที่มีความก้าวหน้าแข็งแรง เป็นตระกูลก้าวหน้าอย่างประเสริฐ เป็นตระกูลบูชาฤษี บุชาเทวดา บูชาเจดีย์ บูชาบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นตระกูลที่ไม่ผูกเวรกับใครเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้ง 10 ทิศ เป็นตระกูลที่มีบริวารมาก เป็นตระกูลที่มีบริวารไม่แตกกัน เป็นตระกูลที่มีอำนาจมาก เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงมาก  เป็นตระกูลนับถือมารดา เป็นตระกูลนับถือบิดา เป็นตระกูลนับถือสมณะ เป็นตระกูลนับถือพราหมณ์ เป็นตระกูลมียุ้งฉางคลังเงินคลังข้าวมาก เป็นตระกูลมีเงิน ทอง แก้ว มณี แก้วมุกดา เหรียญเงิน เหรียญทอง และเครื่องอุปกรณ์ในการหาทรัพย์มาก  เป็นตระกูลมีช้าง ม้า อูฐ โค และแพระมาก เป็นตระกูลมีคนใช้หญิงชายและคนงานมาก เป็นตระกูลที่โครข่มขี่ได้ยาก เป็นตระกูลมีความประสงค์สำเร็จทุกประการ เป็นตระกูลจักรพรรดิ เป็นตระกูลสะสมคุณเป็นเครื่องช่วยเหลือกุศลแต่ปางก่อน เป็นตระกูลสืบเนื่องมาแต่ตระกูลพระโพธิสัตว์ เป็นตระกูลไม่มีโทษด้วยชาติหรือลัทธิทั้งปวงในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์ สมณะ พราหมณ์
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ตระกูลประกอบด้วยอาการ 64 อย่างนี้แล พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้ายจะไม่เกิด
 ดูกรท่านผู้ควรเคารพ พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสูดท้าย ย่อมลงสู่ครรภ์สตรีมีชื่อเสียง มีลักษณะดียิ่งมีการคบหาสมาคมยั่งยืนไม่ขาดวิ่น ถึงพร้อมด้วยชาติ ถึงพร้อมด้วยตระกูล ถึงพร้อมด้วยรูป ถึงพร้อมด้วยนาม(รูปงาม นามเพาะ) ถึงพร้อมด้วยตะโพกมีทรงผึ่งผาย(ตะโพกกว้าง) ยังไม่มีบุตร ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยการบริจาค มีหน้ายิ้มแย้ม ถนัดขวา ฉลาด ได้รับการขัดเกลาไว้เรียบร้อย ใจคอกว้างขวางไม่คับแคบ เป็นพระหูสูตร เป็นบัณฑิต ไม่จองหอง ไม่มีมารยา ไม่โกรธ ไม่ริษยา ไม่ตระหนี่ หนักแน่น ไม่เหลาะแหละเหลวไหล ไม่ปากร้าย ถึงพร้อมด้วยกษานติและเสารัภยะ(อดทนและเสี่ยม) ถึงพร้อมด้วยหรีและอปัตราปย(ความละอายและความเกรงกลัว) มีความกำหนัด ความเกลียดชังและหลงน้อย ปราศจากโทษแห่งสตรี(ไม่นอกใจสามี) อุทิศตนให้แก่สามีคนเดียว(ปรติวรรตา)
       พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้าย ย่อมลงสู่ครรภ์แห่งสตรีผู้ถึงพร้อมด้วยคุณทุกประการ
       ดูกรท่านผู้ควรนับถิอ พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้าย ย่อมลงสู่ครรภ์แห่งสตรีผู้ประกอบด้วยลักษณะ 32 อย่าง เหล่านี้แล
       ดูกรท่านผู้ควรนับถิอ นัยว่าพระโพธิสัตว์ไม่ลงสู่ครรภ์มารดาในเดือนข้างแรม หากแต่ว่า พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้ายลงสู่ครรภ์มารดาผู้งดเว้นอาหารในวันปัณรสีขึ้น 15 ค่ำ พระจันทร์ประกอบด้วยบุษยฤกษ์(ฤกษ์ปุยฝ้ายที่ 8 ราชาฤกษ์)
 ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์และเทวะบุตรทั้งหลายเหล่านั้น ได้ฟังเรื่องตระกูลบริศุทธและมารดาบริศุทธเช่นนี้จากสำนักพระโพธิสัตว์ ต่างก็พากันคิดในใจว่า ตระกูลที่ประกอบด้วยคุณลักษณะล้วนๆอย่างที่ท่านสัตบุรุษผู้นี้ได้ชี้แจง จะเป็นตระกูลไหนหนอ เมื่อตรึกตรองอยู่ ก็นึกขึ้นได้ว่า อ้อ ศากยตระกูลเป็นตระกูลมั่งคั่ง กว้างขวาง ปลอดภัย มีอาหารอุดมสมบูรณ์ น่ารื่นรมย์ คลาคล่ำไปด้วยคนจำนวนมาก พระราชาทรงพระนามว่าศุทโธทนะ ซึ่งมีพระมารดาและพระบิดา พระชายาบริศุทธ ไม่มึความตรากตรำลำบาก รอบรู้ในอาการของตนเป็นอย่างดี รุ่งเรืองด้วยเดชคือบุณย มีตระกูลสืบเนื่องมาจากตระกูลจักรพรรดิจำนวนมากในตระกูลมหาสมมต(ตระกูลใหญ่ที่ยกย่องกันทั่วไป) มีขุมทรัพย์และรัตนะหาประมาณมิได้ เป็นผู้เล็งเห็นกรรม(เชื่อกรรม) ปราศจากความเห็นลามก เป็นพระราชาเอกในศากยวิษัยทั้งสิ้น เป็นที่บูชานับถือ
 เป็นที่เลื่อมใสน่าชมของหมู่ชนคือเศรษฐี คฤหบดี และอำมาตย์ทั้งหลาย  น่าเลื่อมใส น่าดู ไม่แก่เกินไป ไม่หนุ่มเกินไป มีรูปร่างงาม ประกอบด้วยคุณทั้งปวง รู้ศิลป รู้กาล รู้ตน รู้ธรรม รู้ความจริงอันถ่องแท้ รู้โลก รู้ลักษณะ เป็นพระราชาตั้งอยู่ในธรรมทรงปกครองสัตว์ทั้งหลาย ที่ได้ก่อสร้างกุศลมูลไว้โดยธรรม ประทับในมหานครชื่อ กบิลพัสตุ์ ผู้ใดที่เกิดในเมืองกบิลพัสตุ์นั้น ก็มีสภาพอย่างเดียวกัน พระราชาศุทโธทนะ มีพระเทวีทรงพระนามว่า มายา เป็นธิดาแห่งศากยบดี ทรงพระนามว่า สุประพุทธ พระนางเป็นสาวรุ่น ถึงพร้อมด้วยรูปและวัย ยังมีพระราชโอรสและพระราชธิดา ยังไม่พ้นวัยที่จะมีพระราชโอรสและพระราชธิดา มีรูปร่างงาม น่าชมเหมือนรูปวาด ประดับด้วยเครื่องตกแต่งทั้งปวงแล้วเหมือนเทพธิดา
 ปราศจากโทษแห่งสตรี(ไม่นอกใจสามี) มีวาจาสัตย์ ไม่พูดกระด้าง ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเหลาะแหละแหลวไหล ไม่มีวาจาเป็นโทษ มีเสียงเหมือนนกดุเหว่า ไม่พูกกลับกลอก พูดอ่อนหวานน่ารัก ปราศจากความโกรธ ความมัวเมา ความถือตัว ความกระด้างและความฉุนเฉียวทั้งปวง ไม่ริษยา พูดเหมาะแห่เวลา ถึงพร้อมด้วยการบริจาค มีศีล ยินดีเฉพาะในสามี อุทิศตนให้แก่สามีคนเดียว ปราศจากการคิดคำนึงถึงชายอื่น มีพระเศียร พระกรรณ พระนาสิกได้ส่วนรับกัน มีพระเกศาเหมือนแมลงภู่ตัวประเสริฐ มีพระนลาตงาม มีพระโชนงงาม ไม่มีอาการหน้านิ่วคิ้วขมวด มีหน้ายิ้มแย้ม ปราศัยทักทายก่อน มีพระวาจาสุภาพอ่อนหวานถือเอาแต่สิ่งที่เป็นอุดมมงคล ชื่อตรง ไม่คดค้อม ไม่จองหอง ไม่มีมายา
 ถึงพร้อมด้วยหรี อปัตราปยะ (ความละอายและความกลัว) ไม่เหลาะแหละเหลวไหล หนักแน่น ไม่ปากร้าย ไม่พูดพร่ำเพรื่อ มีความกำหนัดความเกลียดชังและความหลงเบาบาง ถึงพร้อมด้วยกษานติและเสารัภยะ มีความรู้ระวังรักษาพระหัตถ์ พระบาท พระเนตรเป็นอย่างดี มีพระหัตถ์ พระบาทนิ่มและอ่อน มีสัมผัสนุ่มนวลเหมือนสัมผัสฝักมะกล่ำเครือ มีพระเนตรบริศุทธเหมือนกลีบดอกบัวสาย และบัวเขียวสดๆ มีพระนาสิกโด่งน่ารัก มีอวัยวะประจำอยู่ตามสภาพเป็นอันดี มีอวัยวะน้อยใหญ่ได้ส่วนสัดดีแล้ว ขัดเกลาไว้เรียบร้อยเหมือนคทาซึ่งเป็นอาวุธขององค์อินทร์ มีอวัยวะไม่มีที่ตำหนิ ริมพระโอษฐ์แดงเหมือนลูกตำลึงสุก พระทนต์งาม พระศอเรียว แต่งพระองค์ขึ้น
 มีพระหทัยดี มีพระเนตรบริศุทธเหมือนดอกมะลิ พระอังสาผึ่ง พระพาหาเรียวงาม พระอุทรนูนเหมือนคันธนู ประปรัศว์ไม่ผิดปรกติ วงพระนาภีลึก พระโสณี(ตะโพก) กลมกว้างเรียบและแน่นหนา มีพระวรกายเสมือนแม้นกับเพชรแท่ง มีต้นพระชงฆ์ (ขาอ่อน) เหมือนงวงช้างชิดกันเสมอ มีลำพระชงฆ์เหมือนแข้งเนื้อทราย มีฝ่าพระหัตถ์ฝ่าพระบาทเหมือนอาบด้วยน้ำครั่ง(แดง) เป็นที่น่ารื่นรมย์แก่นัยน์ตาโลก มีจักษุประสาทว่องไว เป็นที่น่าอิ่มเอิบใจและน่ารักประเสริฐเลิศด้วยรูปของสตรีรัตนะ มีรูปทรงเหมือนแสร้งนิรมิต จึงกำหนดพระนามว่า "มายา" เป็นหญิงเชียวชาญในกลาศาสตร์ (กลาศาสตร์ คือศิลป มี64 อย่าง) ประทับอยู่ท่ามกลางนางสนมกำนัลของพระศุทโธทนะมหาราช ปรากฏเหมือนนางอัปสรในสวนนันทวันพระนางมายานี้แหละสมควรเป็นพระชนนีของพระโพธิสัตว์ ความบริศุทธของตระกูลซึ่งพระโพธิสัตว์อ้างถึงนั้น จะปรากฏได้ก็แต่ในศากยตระกูลเท่านั้น
        มีคำกล่าวไว้ในข้อนี้ว่า
        1 พระโพธิสัตว์ผู้บริศุทธ ผู้สะสมธรรม ประทับบนธรรมมาสน์ในปราสาทอันสูงด้วยธรรม แวดล้อมด้วยเทพยดาผู้มีสภาพธรรมเสมอกันและพระโพธิสัตว์ ผู้มียศใหญ่ยิ่งทั้งหลาย ฯ
        2 เทวดาและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั่งอยู่ในปราสาทนั้น คิดว่าตระกูลไหนหนอที่เป็นตระกูลบริศุทธ สมควรที่พระโพธิสัตว์จะไปบังเกิดและมารดาบิดาที่ไหนจะมีภาวะบริศุทธ อันสมควรที่พระโพธิสัตว์จะไปบังเกิด ฯ
        3 เมื่อได้พิจารณาตรวจดูทั่วชมพูทวีปว่า กษัตริย์ราชตระกูลใดเป็นผู้มีใจสูงก็คิดเห็นว่า กษัตริย์ทั้งหมดประกอบด้วยโทษ และเห็นแต่ศากยตระกูลเท่านั้น ที่ปราศจากโทษ ฯ
        4 พระราชาศุทโธทนะ เป็นผู้มีตระกูลสูงในราชตระกูล มีพระวรกายอันบริศุทธ ในวงศ์เจ้าแผ่นดิน เมืองกบิลพัสดุ์ก็มั่งคั่ง กว้างขวาง ไม่วุ่นวาย ประกอบด้วยคนมีความเคารพ และมีสาธุชนตั้งอยู่ในธรรม ฯ
        5 แม้สัตว์ทั้งปวงอื่นๆในเมืองกบิลพัสดุ์ก็งดงาม ประดับด้วยอุทยาน สวนสำราญ และทางเดินเล่น ฯ
        6 คนทั้งปวงประกอบด้วยมหากวี และนักรบ มีช้างแพร่หลาย มีรัตนะ 9 อย่าง ทั้งเรียนจบในวิชาธนูและเพลงอาวุธ แต่มิได้เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อชีวิต(ไม่ฆ่าใคร) ฯ
        7 อัครมเหษีของพระเจ้าศุทโธทนะ ถึงความเป็นผู้เลิศในสตรีนับเป็นพันๆเป็นที่รื่นรมย์ใจ มีรูปร่างเหมือนแสร้งทำ พระนางทรงพระนามว่า มายาเทวี ฯ
        8 พระนางมีรูปงามเหมือนเทพกันยา มีพระวรกายได้ส่วนสัดเป็นอย่างดี มีอวัยวะงามปราศจากมลทิน เทวดาหรือมนุษย์เห็นพระนางแล้วไม่รู้อิ่มเลย ฯ
        9 พระนางนั้น ไม่กำหนัดด้วยราคะ ไม่โกรธด้วยโทษะ สุภาพเรียบร้อย อ่อนโยน มีพระวาจาชื่อตรงแช่มช้อย ไม่ก้าวร้าวหยาบคาย จับใจมีพระพักตร์อันยิ้มแย้ม ไม่มีพระพักตร์นิ่วคิ้วขมวด ฯ
        10 มีหรี อัตราปยะ ประพฤติธรรม ไม่ถือพระองค์ ไม่กระด้างไม่เหลาะแหละเหลวไหล ไม่ริษยา ไม่ไว้พระองค์(ไม่จองหอง) ไม่มีมายา ยินดีในการบริจาคพร้อมด้วยจิตเมตตา ฯ
        11 ทรงเห็นกรรม(เชื่อกรรม) ปราศจากการประพฤติผิด ตั้งอยู่ในความสัตย์ ระมัดระวังกายใจ ไม่มีกระแสดโทษแห่งสตรีซึ่งมีอยู่มากในแผ่นดิน ฯ
        12 ไม่มีหญิงใด ในมนุษยโลก คนธรรพโลก หรือเทวโลก จะเสมอด้วยพระนางมายา หญิงอื่นที่สมควรเป็นพระมารดาของพระโพธิสัตว์ผู้ฤษี(แสวงธรรม) จะมีแต่ไหน ฯ
        13 พระนางมายานั้น บำเพ็ญบารมีไม่บกพร่องได้เป็นพระมารดาของพระโพธิสัตว์มาแล้วตั้ง 500 ชาติ และพระราชาศุทโธทนะ ก็ได้เป็นบิดามาแล้วในชาตินั้นๆ เพราะฉะนั้น พระนางประกอบด้วยคุณธรรม จึงสมควรเป็นพระมารดา ฯ
        14 พระนางได้รับพร พระราชาสามีทรงอนุญาตแล้ว ให้ประพฤติพรตเหมือนพระดาบส ทรงประพฤติพรตพร้อมด้วยประพฤติธรรม พระองค์จึงประพฤติตลอดเวลา 32 เดือนตามความประสงค์ ฯ
        16 เทวดา อสูร หรือมนุษย์ ก็ตาม ที่อาจจะมองดูพระนางด้วยราคะจิตนั้นไม่มีเลย มีแต่มองดูอย่างเป็นมารดาหรือธิดาไปหมด ต่างก็ประพฤติอิริยาบถเป็นคุณงามความดีอันน่าปรารถนา ฯ
        17 ราชตระกูลอันไพศาล ย่อมเจริญด้วยเหตุแห่งศุภกรรม (กรรมดีงาม) ของพระนางมายาเทวี แม้ประเทศราชก็ไม่กำเริบ เกียรติและยศย่อมเจริญในพระเจ้าแผ่นดิน ฯ
        18 อนึ่ง พระนางมายา เป็นภาชนะที่รองรับอันสมควรฉันใดพระโพธิสัตว์ก็ย่อมเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งฉันนั้น จงเห็นว่า พระนางมายาผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างยิ่งผู้เดียว มีใจกรุณาและเป็นพระมารดาผู้ประเสริฐ ฯ
        19 ในชมพูทวีป ไม่มีหญิงอื่นที่สามารถรองรับพระเจ้าอยู่หัวได้เว้นไว้แต่พระนางมายา ผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างยิ่ง มีกำลังถึงหมื่นช้างสาร ฯ
        20 เทวะบุตรและพระโพธิสัตว์ผู้มีใจสูงเหล่านั้น เป็นผู้มีปัญญาอันไพศาล สรรเสริญพระนางมายาฝู้เป็นพระมารดาประกอบด้วยคุณสมบัติว่าเป็นผู้สมควรแก่ผู้ที่จะทำให้ตระกูลศากยชื่นชมยินดี (คือพระโพธิสัตว์) โดยนัยดังพรรณนามานี้แล ฯ
                        อัธยายที่ 3 ชื่อกุลปริศุทธิปริวรรต ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสูตร  ดังนี้แล ฯ

อัธยายที่ 02 สมุตสาหปริวรฺโต ทฺวิตียะ ชื่อสมุตสาหปริวรรต(ว่าด้วยความพยายาม) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

 ความพยายาม
   
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมทั้งหลายนั้น ธรรมบรรยายมีนามว่า ลลิตวิสตร อันดีงาม จัดอยู่ในประเภทพระสูตรชื่อมหาไวปุลย (มีอรรถอันไพบูลย์ใหญ่ยิ่ง) มีเท่าไร
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ ธรรมบรรยายมีนามว่าลลิตวิสตรอันดีงามจัดอยู่ในประเภทพระสูตรชื่อมหาไวปุลยชื่อมหาไวปุลย(มีอรรถอันไพบูลย์ใหญ่ยิ่ง)นั้น
                        เป็นของพระโพธิสัตว์ผู้สถิตย์อยู่ในภพอันประเสริฐชื่อว่าดุษิต(สวรรค์ชั้นดุสิต)
                        มีผู้ที่นับถือได้บูชาแล้ว ได้ปราบดาภิเษกแล้ว มีเทพยาดาตั้งแสนสดุดีชมเชยพรรณนาสรรเสริญ ได้อภิเษกแล้ว มีความตั้งใจสูง มีปัญญาอันมาจากหลักธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งปวง มีดวงตาคือญาณอันบริศุทธกว้างขวางเป็นอันดี มีปัญญากว้างขวางอันบ่มด้วยสมฤติ มติ คติ และธฤติ
                        บรรลุบารมีอย่างยอดยิ่งอันเป็นอุปายโกศลใหญ่ยิ่ง คือทาน ศีล กษนติ วีรยะ ธยานะ และปรัชญา(*1)
 เป็นผู้ฉลาดในพรหมบถ(พรหมวิหาร)คือมหาไมตรี กรุณา มุทิตา อุเบกษา เป็นผู้บรรลุสุดยอดอันสมบูรณ์ยิ่งในโพธิปักษธรรมทั้งปวง คือสฤตยุปัสถานะ สัมยักปรหาณ ฤทธิปาท อินทรีย์ พละ โพธยังคะ และมรรค ซึ่งเป็นธรรมมุ่งตรงต่อชญานทรรศนะ (เห็นด้วยญาณ) เห็นแจ้งธรรมที่เป็นสังคณะ (เกลศแทรกซึม) และอาวรณะ(อวิชชาเครื่องกำบัง) แห่งอภิญญา มีพระกายประดับด้วยลักษณะ(32ประการ)และอนุพยัญชนะ(80ประการ)อันเพียบพร้อมไปด้วยบุณยสัมภาร หาประมาณมิได้ ประพฤติตามธรรมตลอดกาลนาน พูดอย่างใดทำอย่างนั้นมีวาจีกรรมไม่มดเท็จ ทีวาจาเป็นที่เชื่อถือได้ มีใจซื่อตรง ไม่คตเคี้ยวกลับกลอก ไม่มีอะไรขัดขวาง ปราศจากมานะ ความมัวเมา ความหยิ่งจองหอง ความกลัว ความทุกข์ทั้งสิ้น มีใจสม่ำเสมอในสัตว์ทั้งปวง (ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง) มีพระพุทธเจ้าตั้งแต่แสนล้านโกฏินับไม่ถ้วนเข้ามานั่งรอบๆ
 มีพระพักตร์อันพระโพธิสัตว์จำนวนมากตั้งแสนล้านโกฏิมองแล้วมองอีก มีพระยศเป็นที่ชื่นชมยินดีของหมู่ อินทร์ พรหม อิศวร โลกบาล เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร งูใหญ่ รากษส เป็นผู้ฉลาดในบท ประเภท นิเทส อสังคะ ประติสัมพิทะ และอวตารชญานทั้งปวง เป็นผู้ได้รับมนตร์ธารณีอันไม่ฟุ้งสร้าน ไม่สิ้นสุดไม่มีขอบเขต เป็นภาชนะ คือ สมฤติอันรองรับพุทธภาษิตทั้งปวงได้เป็นนายพาณิชใหญ่ บรรทุกธรรมนาวาขึ้นสู่ระวางด้วยสินค้า คือ ธรรมรัตนะได้แก่ สมฤตยุปัสถาน สัมยักประหาณ ฤทธิปาท อินทรียะ พละ โพธยังคะ มรรค บารมี อุปายโกศล และบุณยมุ่งที่จะข้ามโอฆะทั้ง 4 มีความประสงค์เฉพาะหน้าที่จะกำจัดมานะ บำราบลัทธิอื่นทั้งหมดอย่างเต็มที่ ดำรงอยู่ในฐานเป็นยอดนักรบ ทำลายล้างหมู่ศัตรูคือเกลศ มีวัชราวุธอันประเสริฐ คือชญานเป็นเครื่องประหารเข็มแข็ง ทรงเป็นดอกบัวคือมหาบุรุษ มีรากเหง้า คือจิตตรัสรู้ มีลำก้านคือมหากรุณา สูงด้วยอัธยาศัย (คือมหากรุณาประจำอยู่ภายในใจ) รดด้วยน้ำคือความเพียรอันลึกซึ้ง
 มีช่อดอกคือความฉลาดในอุบาย มีเกสร คือโพธยังคธยาน (ฌานเป็นองค์ตรัสรู้) มีใยคือสมาธิ บัวนั้นเกิดดีแล้วในสระที่มีน้ำใสสะอาด คือหมู่แห่งคุณธรรมทั้งหลาย มีกลีบปราศจากมลทินอันแผ่กว้างดังดวงจันทร์เพ็ญไม่มีรอยรั่วคือปราศจากความมัวเมาและความถือตัว มีกลิ่นหอมตลบไปในทิศทั้งสิบกลิ่นหอมนั้นคือศีล ศรุต (การเล่าเรียนสดับฟัง) ปรสาทะ (ความเลื่อมใส) เจริญแล้วด้วยชญานในโลก ไม่เปรอะเปื้อนด้วยโลกธรรมทั้ง 8 มีกลิ่นหอมอันกระจายไปด้วยปุณยสัมภาระและชญานสัมภาระ (สะสมบุญและสะสมชญ๗นมีจำนวนมาก) เป็นบัวสัตบรรณ (100กลีบ) อันรุ่งเรืองบริศุทธพิเศษยิ่ง บานแล้วด้วยรัศมีแห่งอาทิตย์คือปรัชญาชญาน ทรงเป็นชายชาตรีสิงห์ผู้ร่ายมนตร์อย่างดียิ่งเบ่งกระแสมนตร์ออกไปคือมีฤทธิบาท 4 มีเล็บเขี้ยวอันคมดีคืออารยสัตย์ 4 มีดวงตาประกอบด้วยพรหมวิหาร 4 มีศีรษะอันสงเคราะห์ดีแล้วด้วยสังครหวัสตุ 4 มีกายสูงขึ้นตามลำดับด้วยการตรัสรู้ประตีตยสมุตปาทมีองค์ 12 มีกลุ่มขนคอคือการตรัสรู้อวิทยาอันเกิดดีแล้ว สมบูรณ์พร้อมแล้วด้วยโพธิปักษธรรม 37 ประการ
 มีปากอ้าหาวลมคือวิโมกษ 3 มีแววตาใสบริศุทธคือศมถะและวิทรรศนา อาศัยอยู่ในถ้ำซอกภูเขาคือธยาน วิโมกษ สมาธิ และสมาบัติ มีต้นไม้อันเจริญงอกงามดีแล้วอยู่ในสวนอุทยานคืออิริบททั้ง 4 อันแช่มช้อยละมุนละม่อม มีกำลังอันเจริญด้วยการฝึกซ้อมคือทศพล(*2) (กำลัง 10)และไวศารัทยะ(*3) (ความกล้าหาญ4) ปราศจากความครั่นคร้ามสยดสยองในความเจริญและความเสื่อม ระงับหมู่คณะกระต่ายป่า และมฤคคือพวกเดียรถี บรรลือมหาสีหนาทคือเปล่งเสียงประกาศ ในราตมยะ(อนัตตา) ทรงเป็นมหาบุรุษชายชาติดวงตะวันที่ส่องแสงร้อนแรงด้วยรัศมีแสงสว่างคือบุณยในหมู่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ข่มแสงหมู่หิ่งห้อยคือพวกเดียรถีด้วยรัศมีแสงสว่างคือปรัชญาอันมีวิมุกติและธยานเป็นภาคพื้น มีวีรยะ(ความเพียร) เป็นกำลังเผาผลาญเครื่องมือแห่งความมืดซึ่งได้แก่ความมืดมนคืออวิทยา ทรงเป็นมหาบุรุษเทียบเท่าดวงจันทร์ลดตัวลงในปักษ์ข้างแรม ขยายตัวขึ้นเป็นลำดับในปักษ์ข้างขึ้น เป็นที่อิ่มใจและน่าดูไม่เคืองนัยน์ตา ประดับด้วยหมู่ดวงดาวคือเทวดาตั้งแสนตน มีธยาน วิโมกษ และชญานเป็นขอบวงกลม แผ่ซ่านรัศมีจันทร์อย่างสุขสบายคือโพธยังค์(องค์ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้)
                        *1 ตามนิกายมหายานมี บารมี 6 อย่าง และคำว่าปรัชญาในที่นี้เป็นคำสันสกฤตเขียนว่า ปฺรชญา ตรงกบคำมคธว่า ปัญญา แปลเป็นไทยว่าปัญญาหรือความรู้ คำอังกฤษว่า Intellectual หาใช่ปรัชญาตามที่กระทรวงศึกษาธิการแปลออกมาจากคำอังกฤษว่า Philosophy ไม่
                        *2 ทศพละคือ ญาณมีกำลัง 10 อย่าง ได้แก่ 1ฐานาฐานญาณ ญาณกำหนดรู้ฐานะและอฐานะ  2 วิปากญาณ ณาณกำหนดรู้ผลแห่งกรรม  3 สัพพัตถคามีนีปฏิทาญาณ ญาณกำหนดรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง  4นานาธาตุญาณ ญาณกำหนดรู้ธาตุต่างๆ  5 นานาธิมุตติกญาณ ญาณกำหนดรู้อธิมุตคือ อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลายต่างๆกัน  6 อินทรียปโรปริยัตตญาณ ญาณกำหนดรู้ความยิ่งและความหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย 7 นานาติสังกิเลสาทิญาณ ญาณกำหนดรู้อาการมีความเศร้าหมองเป็นต้นแห่งธรรม มีญาณเป็นต้น  8 ปุพเพนิวาสนุสสติญาณ ญาณกำหนดระลึกขาติหนลังได้  9 จุตูปปาตญาณ ญาณกำหนดรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นต่างๆกันโดยกรรม  10  อาสวักขยญาณ ญาณรู้จักทำอาสวะให้สิ้น
                        *3 ไวศารัทยะ 4 คือ ไม่มีใครท้วงโดยธรรมในฐานะ 4 อย่างคือ 1 ปฏิญญาว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะแต่ยังมิได้ตรัสรู้  2 สํกิเลสธรรมเป็นอันตรายนิรวาณ  3 ผู้ปฏิบัติธรรมไนราณิกี คือ ธรรมเป็นเครื่องนำออกจากวัฏสงสารจะห่างไกลนิรวาณ  5 มีประหาณชญานคือชญานรู้ความสิ้นอาศวะทั้งปวง
 คลี่ขยายดอกกุมุท (บัวก้านอ่อน) คือคนที่มีความรู้สามัญและที่มีความรู้พิเศษ แวดล้อมตามลำดับชั้นด้วยหมู่ดาวที่ส่องแสงคือชุมนุมชน(บริษัท) 4 จำพวก (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ประกอบด้วยรัตนะคือโพธยังค์ 7 อย่าง ประกอบด้วยดวงจิตมีความรู้สึกสม่ำเสมอในสรรพสัตว์ไม่เลือกหน้า มีความรู้ตลอดปลอดโปร่งไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคขัดขวาง ทรงประพฤติพรตและตบะคือกุศลกรรมบถ 10 ประการ ทรงตั้งพระทัยที่จะบรรลุถึงธรรมอันวิเศษมั่งคงสมบูรณ์ยิ่ง ทรงอุบัติในวงศ์สกุลแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งเป็นผู้ยังจักรรัตนะคือพระธรรมอันประเสริฐของพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม ให้หมุนจักรรัตนะนั้นเคลื่อนไปโดยไม่มีอะไรขัดขวาง ทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยพระธรรมรัตนะทั้งปวง คือ ปรตีตยสมุตปาท อันลึกยากที่จะหยั่งถึง ไม่ล่วงละเมิดขอบเขตคือชญานและศีลเริ่มขึ้นอย่างใหญ่โตกว้างขวางฟังแล้วไม่รู้อิ่ม
 มีพระเนตรดั่งว่ากระพุ้งดอกบัวหลวงมีความรู้กว้างขวางทรงไว้ซึ่งความประเสริฐดั่งว่าทะเล มีพระหทัยเสมอด้วย ดิน น้ำ ไฟ ลม ทรงพระกำลังแข็งแรงมั่นคงไม่สะเทือนเทียมเท่าภูเขาสุเมรุ เมื่อแนะนำก็ไม่ทอดทิ้งละเลยด้วยความโกรธ มีความรู้ผ่องใสไพบูลย์ ไม่จำนน กว้างขวางเหมือนพื้นแผ่นฟ้า มีพระอัธยาศัยบริศุทธยิ่ง ทรงให้ทานเป็นอันดี ทรงประกอบความดีมาก่อนแล้ว ทรงสร้างสมภารเป็นอย่างดี ทรงประทานตราเครื่องหมายคือความสัตย์ ทรงแสวงหากุศลมูลทั้งปวง ทรงมีวาสนาได้อบรม ทรงมีกุศลมูลทั้งปวงดั่งว่า บรมคติคือทางดำเนินอันสูงสุด ทรงกลั่นเอาแต่กุศลมูลทั้งปวงอันนำมาเสร็จสรรพแล้วนั้นในกัลปซึ่งมี 7 อสงไขย(*1) ทรงให้ทาน 7 อย่าง ทรงประพฤติประกอบในบุณยกริยาวัสตุ 5 อย่าง ทรงประพฤติสุจริตด้วยกาย 3 ด้วยวาจา 4 ด้วยใจ 3 ทรงประพฤติประกอบด้วยกุศลกรรมบถ 10 และการให้ทาน ทรงประพฤติฝึกฝน สัมยักประโยค(คือกัมมัฏฐาน) ประกอบด้วยองค์ 40 (*2)
 ทรงประพฤติปฏิบัติใฝ่พระหทัยใน สัมยักปรณิธาน (คือ ในหลักสมาธิอันสุขุมโดยชอบ) ประกอบด้วยองค์ 40 ทรงประพฤติปฏิบัติใน สมยัคธยาศยะ (คือ ธรรมเป็นเครื่องอาซัยของจิตโดยชอบ ประกอบด้วยองค์ 40 ทรงประพฤติบำเพ็ญ สัมยัควิโมกษ (คือ ความหลุดพ้นจากอำนาจใดๆทั้งสิ้น อันเป็นอิสระโดยชอบ) ประกอบด้วยองค์ 40  ทรงประพฤติธรรมอันตรงต่อ สัมยัคธิมุกติ (ได้แก่ ความถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระไม่ขึ้นอยู่กับอำนาจใดๆทั้งสิ้นอันชอบ) ประกอบด้วยองค์ 40 ทรงประพฤติถือบวชตามอย่างในสำนักพระพุทธเจ้า สีสิบแสนโกฏินิยุตะ (*3) ทรงประพฤติถวายทานในสำนักพระพุทธเจ้าห้าสิบห้าแสนโกฏินิยุตะ ทรงประพฤติบำเพ็ญอธิการ (สะสมบารมี) ในพระปรัตเยกพุทธสี่ร้อยโกฏิกึ่ง ทรงประพฤติช่วยให้สัตว์ถึงสวรรค์นิรวาณมีจำนวนนับไม่ถ้วน ทรงมุ่งต่อการตรัสรู้ อนุตตรสัมยักสัมโพธิ แต่ยังติดอยู่เพียงทรงอุบัติอีกชาติเดียว ทรงเป็นผู้ซึ่งจุติจากมนุษยโลกนี้แล้วประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุษิตเป็นเทวะบุตรสูงสุดทรงพระนามว่า เศวตเกตุ มีหมู่เทพยดาทั้งปวงพากันมาบูชาโดยเข้าใจว่าเทวะบุตรเศวตเกตุองค์นี้ เมื่อสิ้นรัศมีจากสวรรค์ชั้นดุษิตแล้วจะอุบัติในโลกมนุษย์ ไม่ช้าก็จะตรัสรู้ อนุตตรสัมยักสัมโพธิ คือ ปรัชญาตรัสรู้โดยชอบอย่างสูงสุด
                        *1 อสงไขย 7 คือ นันทอสงไขย , สุนันทอสงไขย , ปฐวีอสงไขย , มัณฑอสงไขย , ธรณีอสงไขย , สารอสงไข , ปุณฑริกอสงไขย
                        *2 กัมมัฏฐาน 40 คือ กสิณ 10 อสุภ 10 อนุสสติ 10 อัปมัญญา 4 พรมหวิหาร 4 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 จตุธาตุววัตถานะ 1
                        *3 นิยุตะมีมาตราว่า ร้อยโกฏิเป็นอยุตะ  ร้อยอยุตะเป็นนิยุตะ
 เมื่อพระโพธิสัตว์ประทับอย่างเป็นสุขในมหาวิมานนั้น อันตั้งอยู่บนพื้นที่ 3 หมื่น 2 พันชั้น ประดับด้วยเรือนยอดพื้นปราสาทอันมีบรรลังก์ ประตู ซุ้มประตูมีลวดลาย หน้าต่าง ยกฉัตร ธงชัย ธงปฏาก ตาข่ายกระดิ่งแก้ว ภู่ห้อยเพดาน เป็นพืดติดต่อด้วยดอกมณฑารพและมหามณฑารพ เดียรดาษกลาดเกลื่อนไปด้วยเสียงขับลำทำเพลงของนางอัปสรตั้งหมื่นแสนโกฏิ งามด้วยรัตนพฤกษ์ คือ จำปาออกดอกบานแฉล้ม แคฝอย ทองหลาง จิกน้อย จิกใหญ่ อโศก ไทย มะขาม ประดู่ กรรณิกา สารภี รัง ปกคลุมด้วยตาข่ายทองคำ งามด้วยหม้อใหญ่ใส่น้ำเต็ม งาด้วยจัดระเบียบสม่ำเสมอ มีพระพายรำเพยพัดดอกมะลิพุ่มเหมือนดวงดาวมีแสงสว่างอันเทวดาตั้งหมื่นแสนโกฏิหันหน้ามามอง เป็นเครื่องทำลายเกลศคือกำลังแห่งความยินดีในกามด้วยบทเพลงคือธรรมอันใหญ่ยิ่งไพบูลย์ เป็นเครื่องบำบัดความโกรธ ความหงุดหงิดใจ มานะ ความมัวเมา ความจองหองอันครอบงำอยู่แล้ว เป็นเครื่องให้เกิดความอิ่มใจ ความเลื่อมใส ความชื่นใจ ความเพียรสูงและสติปันไพบูลย์ พระองค์ประทับอย่างเป็นสุขแล้ว เมื่อการแสดงธรรมอันใหญ่ยิ่งนั้นดำเนินไปแล้ว ก็ได้มีคาถาเหล่านี้เปล่งออกมาด้วยการอัดตัวของกุศลกรรมในปางก่อนของพระโพธิสัตว์ โดยการบรรเลงดนตรีขับร้องของเทวดาตั้ง 8 หมื่น 4 พัน ตน เหล่านั้นอย่างเซ้งแซ่ ว่า
       1 ข้าแต่พระองค์ผู้สะสมบุณยอันไพบูลย์มีสติ มีมติ กระทำแสงสว่าง คือปัญญาหาที่สุดมิได้ องอาจแกล้วกล้าไพบูลย์ด้วยกำลังไม่มีใครเทียมเท่า ขอพระองค์จงระลึกถึงคำพยากรณ์ของพระทีปังกรพุทธเจ้า ฯ
       2 ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระหทัยหามลทินมิได้อย่างไพบูลย์ ขอพระองค์งจงทรงระลึกถึงโทษในการมัวเมาที่ได้สงบลงแล้ว เพราะละมลทินทั้ง 3 นั้นได้อย่างถึงขนาดเท่ากับเป็นผู้มีจิตงามบริศุทธปราศจากมลทินประพฤติติดต่อกันมาในภพทั้ง 3 เหมือนเส้นเชือก ฯ
       3 ข้าแต่พระองค์ผู้มีวงศ์ตระกูลสูง มีความเพียร มีกำลัง มีธยานและปรัชญา ซึ่งได้ปฏิบัติมาแล้วนับด้วยหมื่น(โกฏิฉ ปัลป ขอพระองค์จงทรงระลึกถึง ศมถะ ศีลพรต คือการสมาทานศีล กษมา(การอดทน) และทมะ(การข่มอินทรีย์) ฯ
       4 ข้าแต่พระองค์ผู้มีเกียรติหาที่สุดมิได้ เมื่อพระองค์จะทรงกรุณาต่อสรรพสัตว์ ขอพระองค์จงทรงระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้ง 3 นับจำนวนเป็นหมื่นๆ ซึ่งเขาได้บูชากันมาแล้ว นี่ก็ถึงเวลาแล้ว ขอพรองค์อย่าได้เพิกเฉยเสียเลย ฯ
       5 ข้าแต่พระองค์ผู้รู้วิธีจุติ ผู้กำจัดชรา มรณะ และเกลศ ผู้ปราศจากธุลีคือ เกลศ เทวดา อสูร นาค ยักษ์ คนธรรพ์ ทั้งหลายเป็นอันมากเขาตั้งตาคอยอยู่แล้ว ขอพระองค์จงจุติ จุติเถิด ฯ
       6 ถึงพระองค์จะยินดีอยู่ในที่นี้ตลอด 1000กัลป ก็ไม่มีอิ่มในทิพยสมบัติ เหมือนทะเลไม่อิ่มน้ำ ดังข้าพเจ้าขอโอกาส ขอพระองค์จงอิ่มปรัชญาและยังประชุมชนทั้งหลายผู้กระหายอยู่นานแล้วให้อิ่มปรัชญาด้วยเถิด ฯ
       7 ถึงแม้พระองค์มี(ความมี)ยศไม่ถูกติเตียน ยินดีอยู่ในสภาพเป็นที่ยินดีคือธรรม ไม่ยินดีในกามก็จริง แต่พระองค์ผู้มีพระเนตรไม่ขุ่นมัว ขอจงอนุเคราะห์โลกพร้อมทั้งเทวโลกต่อไปเถิด ฯ
       8 ถึงแม้เทพยดาตั้งหมื่นฟังธรรมของพระองค์แล้วไม่รู้อิ่มก็จริงแต่พระองค์จงมองดูสัตว์ที่อยู่ในอบายซึ่งจะได้รับความคุ้มครองป้องกันจากพระองค์อีกต่อไป ฯ
       9 ถึงแม้พระองค์มีพระเนตรแจ่มใส เห็นพระพุทธเจ้าทั้งหลายในโลกทั้ง 10 ทิศ และฟังธรรมอยู่แล้วก็จริง แต่พระองค์ก็จงจำแนกธรรมอันประเสริฐนั้นในโลกนี้ด้วย ฯ
       10 ข้าแต่พระองค์ท่าน ถึงแม้พิภพดุษิตจะงามด้วยสง่าราศีแห่งบุณยของพระองค์ก็จริง แต่พระองค์ก็จงมีพระทัยประกอบด้วยความกรุณาโปรยฝน (คือธรรม) ให้ตกลงมายังชมพูทวีปอีกต่อไปเถิด ฯ
       11 เทวดาทั้งหลายที่ยังมีรูปธาตุ คือมีรูปร่างอยู่เป็นอันมาก สละกามธาตุได้แล้วต่างพากันยินดีไปทั่วหน้า ขอให้พระองค์ประพฤติเพื่อสำเร็จผล ประสบความตรัสรู้เถิด ฯ
       12 งานของมารพระองค์กำจัดได้แล้ว พวกเดียรถีย์อื่นๆพระองค์ก็ชนะแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่ง เวลานี้ เป็นเวลาที่พระองค์ตรัสรู้สภาพทั้งมวล ขออย่าเพิกเฉยเสียเลย ฯ
       13 เมื่อโลกลุกโชนด้วยไฟคือเกลศ ข้าแต่พระองค์ผู้กล้าหาญ ขอพระองค์จงเป็นเหมือนเมฆฝนโปรยคืออมฤตธรรมดับไฟเกลศของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
       14       พระองค์เป็นแพทย์ มีความรู้ฉลาดในธาตุต่างๆ พระองค์เป็นผู้มีความสัตย์ เป็นแพทย์อย่างแท้จริง ขอพระองค์จงรีบบำบัดผู้ป่วยเป็นโรคมานานด้วยยาคือวิโมกษ 3 ให้เขาอยู่ในความสุขคือพระนิรวาณ ฯ
       15       สุนับจิ้งจอก เมื่อไม่ได้ยินเสียงคำรามของราชสีห์ ก็ยังไม่นึกกลัว พากันเห่าคำรามด้วยเสียงคำรามของสุนัขจิ้งจอก ขอพระองค์จงบรรลือสีหนาทของราชสีห์คือเสียงของพระพุทธเจ่า คุกคามให้สุนัขจิ้งจอกคือพวกเดียรถีย์อื่นๆสะดุ้งตกใจ ฯ
       16 พระองค์ผู้มีประทีปคือปรัชญาอยู่ในพระหัตถ์ อุบัติขึ้นมาด้วยกำลังแห่งพละและวีรยะในพื้นแผ่นดิน พระองค์จงตบแผ่นดินด้วยฝ่ายพระหัตถ์อันประเสริฐ ชนะมารเสียเถิด ฯ
       17 เทพผู้เป็นโลกบาลทั้ง 4 คอยจ้องจะถวายบาตรแก่พระองค์ อินทร์ พรหม หลายหมื่นคอยจ้องจะรับพระองค์ซึ่งเสด็จอุบัติแล้ว ฯ
       18 ข้าแต่พระองค์ผู้มีแนวความคิดดี พระองค์ทรงอุบัติในตระกูลใดจึงจะแสดงพระองค์ให้เป็นไปตามประวัติของพระโพธิสัตว์ได้ ขอพระองค์จงพิจารณาตระกูลนั้นด้วยพระยศอันใหญ่ยิ่ง ด้วยตระกูลที่สืบมาจากตระกูลประเสริฐหลายชั่วตระกูล และด้วยวงศ์ตระกูลสูงๆ
       19 ข้าแต่พระองค์ท่าน แก้วมณีจะเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ในภาชนะใด ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระปรัชญาบริศุทธ ขอพระองค์จงโปรยฝนแก้วมณีลงในภาชนะนั้น คือธงชัยชมพูทวีป เถิด ฯ
       20 คาถาซึ่งเปล่งออกมาตามเสียงขับลำทำเพลงมากมายหลายประการดั่งนี้ กระตุ้นเตือนพระทัยประกอบด้วยพระกรุณาว่า นี่ถึงเวลาแล้วอย่าทรงเพิกเฉยเสียเลย ฯ ดั่งนี้แล ฯ
                        อัธยายที่ 2ชื่อสมุตสาหปริวรรต (ว่าด้วยความพยายาม) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร  ดั่งนี้แล ฯ

Superman IV The Quest for Peace (1987) ซูเปอร์แมน 4

ซูเปอร์แมน IV: การแสวงหาสันติภาพ (1987)
 ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ยังคงดำเนินต่อไป โดยคริสโตเฟอร์ รีฟ, จีน แฮ็กแมน และมาร์โกต์ คิดเดอร์ กลับมาอีกครั้งในเรื่องราวการต่อสู้ของซูเปอร์แมน (รีฟ) กับเล็กซ์ ลูเธอร์ (แฮ็กแมน) อัจฉริยะอาชญากรผู้ชั่วร้าย หลังจากประกาศว่าเขาตั้งใจจะกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดออกไปจากโลก ซูเปอร์แมนต้องเอาชนะนิวเคลียสแมนของลูเธอร์ (มาร์ค พิลโลว์) ผู้ต่อสู้กับเขาในสถานที่สำคัญทั่วโลกก่อนที่จะออกผจญภัยสู่อวกาศ ขณะเดียวกัน เมื่อลอยส์ เลน (คิดเดอร์) เชิญซูเปอร์แมนและคลาร์ก เคนท์ไปดินเนอร์คู่ พลังของซูเปอร์แมนก็ถูกทดสอบเพื่อให้ทั้งคู่ได้ร่วมสนุกกัน มารีเอล เฮมิงเวย์ ก็ร่วมแสดงด้วย คริสโตเฟอร์ รีฟ  ยีน แฮ็กแมน  แจ็กกี้ คูเปอร์  มาร์ค แม็คลัวร์  จอน ครายเออร์  แซม วานาเมเกอร์  หมอนมาร์ค  มาริเอล เฮมิงเวย์  มาร์โกต์ คิดเดอร์
 เรื่องราวเกิดขึ้นที่ Smallville Farm เขาได้รับมรดกจากพ่อแม่ผู้ล่วงลับ ซูเปอร์แมนในบทคลาร์ก เค้นท์ ค้นพบแคปซูลที่นำเขามายังโลกและเอาโมดูลพลังงานคริปโตเนียนสีเขียวเรืองแสงออก บันทึกที่ลาร่าแม่ของเขาทิ้งไว้ระบุว่าพลังของมันสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เขากลับมาที่เมโทรโพลิส ซึ่งเขาพบว่า Daily Planet ถูกครอบครองโดย David Warfield นักธุรกิจแท็บลอยด์ที่ไล่ Perry White และจ้าง Lacy ลูกสาวของเขาเป็นบรรณาธิการคนใหม่ หลังจากมีข่าวว่าสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตอาจมีส่วนร่วมในการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ ซูเปอร์แมนจึงแก้ปัญหาด้วยการรวบรวมหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมดจากประเทศต่างๆ ใส่ลงในตาข่ายขนาดยักษ์แล้วโยนขึ้นไปบนดวงอาทิตย์
ตัวละครเด่น: ซูเปอร์แมน(คลาร์ก เคนท์) ตัวละครรอง: เดวิด วอร์ฟิลด์ (ดอนเนอร์เวิร์ส) (ปรากฏตัวครั้งเดียว)
  • เจเรมี่ (ปรากฏตัวครั้งเดียว)
  • จิมมี่ โอลเซ่น
  • เลซี่ วอร์ฟิลด์ (ปรากฏตัวครั้งเดียว)
  • ลอยส์ เลน
  • เพอร์รี่ ไวท์
  • ตัวร้าย:
              • เล็กซ์ ลูเธอร์
              • Nuclear Man (ปรากฏตัวครั้งเดียว; เสียชีวิต)
              • เลนนี่ ลูเธอร์ (ปรากฏตัวครั้งเดียว)
              • แฮร์รี่ ฮาวเลอร์(ปรากฏตัวครั้งเดียว)
              • ฌอง ปิแอร์ ดูบัวส์(ปรากฏตัวเดี่ยว)
              • นายพลโรมอฟฟ์(ปรากฏตัวครั้งเดียว)
    ตัวละครอื่นๆ: ลาร่า (เสียงเท่านั้น)  มิสเตอร์ฮอร์นส์บี้(ปรากฏตัวครั้งเดียว)  โจนาธาน เคนท์ (กล่าวถึงเท่านั้น)  ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา (บนทีวีหรือจอคอมพิวเตอร์)
    รายการ: ยานพาหนะ:
     หลังจากซูเปอร์แมนช่วยนักบินอวกาศที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศโดยปราศจากออกซิเจน เขากลับมายังโลกในฐานะคลาร์ก เคนท์ เพื่อจัดการกับการขายฟาร์มของครอบครัวหลังจากมาร์ธา เคนท์ แม่บุญธรรมเสียชีวิต โดยพบโมดูลพลังงานในยานอวกาศที่นำเขามายังโลก ซึ่งเสียงของลาร่า แม่ผู้ให้กำเนิดของเขาบอกว่าใช้ได้เพียงครั้งเดียว หลังจากนั้น เขากลับไปยังเมโทรโพลิสและพบว่าหนังสือพิมพ์เดลี่แพลเน็ตถูกซื้อกิจการโดยเดวิด วอร์ฟิลด์ เจ้าพ่อแท็บลอยด์ และเลซี ลูกสาวของเดวิด เข้ามาแทนที่เพอร์รี ไวท์ในตำแหน่งบรรณาธิการ ซึ่งเธอเริ่มเข้าหาคลาร์ก แม้ลอยส์จะเตือนเขาว่าคลาร์กเป็น "ลูกเสือที่อายุมากที่สุด" ก็ตาม
     ไม่นาน ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาก็กล่าวสุนทรพจน์ทางโทรทัศน์ว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตล้มเหลว และขณะนี้พวกเขากำลังพิจารณาสร้างระบบป้องกันนิวเคลียร์สำหรับสงครามที่อาจเกิดขึ้น เจเรมี นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ชั้นเรียนของเขากำลังดูสุนทรพจน์นี้อยู่ ได้รับแรงบันดาลใจให้เขียนจดหมายถึงซูเปอร์แมน โดยกล่าวว่าหากเขาสามารถทำลายขีปนาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดของโลกได้ โลกก็จะปลอดภัยจากการระเบิดซึ่งกันและกัน ในตอนแรกซูเปอร์แมนบอกเจเรมีว่าเขาทำแบบนั้นไม่ได้ ซึ่งเป็นคำตอบที่เดลี่แพลนเน็ตซึ่งควบคุมโดยวอร์ฟิลด์ได้นำเสนอออกมาเป็นคำพูดของซูเปอร์แมนที่ว่า "ตายซะไอ้เด็ก" แต่หลังจากพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับลอยส์ เลนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็ตระหนักได้ว่าโลกก็เป็นบ้านของเขาเช่นกัน และเขาไม่สามารถอยู่เฉย ๆ และเห็นพลเมืองของโลกทำลายล้างกันเองได้ เขาจึงกล่าวกับสหประชาชาติว่าเขาจะทำลายขีปนาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดโดยเริ่มทันที ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ได้รับการสนับสนุนอย่างน่าประหลาดใจจากทั่วโลก
     ในขณะเดียวกัน เล็กซ์ ลูเธอร์ ได้แหกคุกออกมาด้วยความช่วยเหลือจากเลนนี หลานชายของเขา และได้วางแผนใหม่เพื่อทำลายซูเปอร์แมน โดยการสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีพลังพิเศษที่โคลนมาจากดีเอ็นเอของซูเปอร์แมนโดยตรง ซึ่งเขาได้ตัวอย่างมาจากนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเส้นผมเพียงเส้นเดียวของซูเปอร์แมน ลูเธอร์ได้รับความช่วยเหลือจากพ่อค้าอาวุธในตลาดมืดที่จ้างมาสองสามคน ให้ติดตั้งอุปกรณ์ที่มีสิ่งที่เขาเรียกว่า "สตูว์พันธุกรรม" เข้ากับขีปนาวุธนิวเคลียร์ลูกหนึ่ง ซึ่งซูเปอร์แมนจะโยนขึ้นไปบนดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับที่เขาทำกับลูกอื่นๆ เมื่อขีปนาวุธที่มีอุปกรณ์นี้ไปถึงดวงอาทิตย์และถูกทำลาย มันก็เปลี่ยน "สตูว์" ให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือมนุษย์ที่มีพลังมหาศาลในทันที เขาบินกลับมายังโลกและพบกับลูเธอร์ที่ซ่อนตัวอยู่ในเพนท์เฮาส์ของเขา โดยเรียกเขาว่า "นิวเคลียร์แมน" สิ่งมีชีวิตเดียวที่มีพลังเจาะผิวหนังของซูเปอร์แมนและทำให้เขาอ่อนแอจนตายได้ แน่นอนว่าลูเธอร์แสดงให้หลานชายของเขาเห็นว่านิวเคลียร์แมนต้องการแสงแดดโดยตรงเพื่อดำรงชีวิต มิฉะนั้นเขาจะไร้พลัง
     วันหนึ่ง ลอยส์ เลน ได้พบกับเลซี วอร์ฟิลด์ที่อพาร์ตเมนต์ของเธอเพื่อออกเดทคู่ ซึ่งซูเปอร์แมนพยายามสร้างความบันเทิงให้พวกเขาในฐานะตัวเขาเองและคลาร์ก เคนท์ เมื่อเขาได้รับข้อความวิดีโอลับจากเล็กซ์ ลูเธอร์ บังคับให้คาล-เอลต้องไปพบกันที่เพนต์เฮาส์ของเขา ซูเปอร์แมนขัดจังหวะการเดทเพื่อจัดการกับลูเธอร์ แต่กลับพบว่าตัวเองต้องเผชิญหน้ากับนิวเคลียสแมน สิ่งมีชีวิตที่เขาสร้างขึ้น ทั้งสองต้องต่อสู้กันทั่วโลก โดยนิวเคลียสแมนก่อให้เกิดหายนะมากมาย และซูเปอร์แมนพยายามแก้ไขสถานการณ์เหล่านั้น ในที่สุดพวกเขาก็ลงเอยที่นิวยอร์ก ซึ่งนิวเคลียสแมนขู่ว่าจะทิ้งเทพีเสรีภาพไว้ใจกลางเมือง ซูเปอร์แมนหยุดเหตุการณ์นั้นและบินกลับเกาะเอลลิส แต่นิวเคลียสแมนฉวยโอกาสนี้แทงทะลุผิวหนังของซูเปอร์แมนด้วยเล็บ ซูเปอร์แมนอ่อนแรงจากการสัมผัส ร่วงลงสู่พื้นหลังจากการวางเทพีเสรีภาพกลับคืนที่เดิม จากนั้นนิวเคลียสแมนก็เตะเขาขึ้นไปบนฟ้า ทำให้เสื้อคลุมของเขาหล่นลงบนคบเพลิง
     ในไม่ช้า สำนักพิมพ์ Warfield ก็พิมพ์หนังสือ Superman Is Dead ออกมา และตอนนี้สำนักพิมพ์ก็ได้ผ้าคลุมของ Superman มาไว้ในครอบครองแล้ว เรื่องนี้ทำให้ Lois โกรธมากถึงขั้นที่เธอแย่งผ้าคลุมจากพวกเขาไป แม้ว่า David Warfield จะไล่เธอออกแล้วก็ตาม เธอไปที่อพาร์ตเมนต์ของ Clark และพบว่าเขากำลังป่วยอยู่ที่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน Lois ยื่นผ้าคลุมของ Clark Superman ให้และบอกเขาว่าเธอแค่อยากให้ Superman รู้ว่าเธอรักเขามากแค่ไหน หลังจากที่เธอจากไป Clark ก็ดึงโมดูลพลังงานออกมาจากยานอวกาศ พร้อมกับเสียงของแม่ของเขาที่บอกว่าถ้ามันสามารถฟื้นฟูพลังของเขาได้ การเสียสละครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า
     ในขณะเดียวกัน ลูเธอร์ก็ดีใจกับเงินทั้งหมดที่พ่อค้าอาวุธของเขาทำได้จากการตายของซูเปอร์แมนและการติดอาวุธใหม่ให้กับโลก แม้ว่าเขาจะเลือกที่จะยุติความร่วมมือและเอากำไรทั้งหมดไปเอง โดยใช้พลังของนิวเคลียร์แมนเพื่อสื่อสารประเด็นนี้ ลูเธอร์รู้สึกมั่นใจแล้วว่าเขามีสิ่งมีชีวิตที่มีพลังพิเศษอยู่ในมือ อย่างไรก็ตาม นิวเคลียร์แมนเริ่มมีความปรารถนาต่อเลซี่ วอร์ฟิลด์เมื่อเขาเห็นรูปของเธอในหนังสือพิมพ์ ซูเปอร์แมนซึ่งมีพลังและสุขภาพที่ฟื้นคืนแล้ว รู้สึกถึงสิ่งนี้และพยายามขัดขวางนิวเคลียร์ไม่ให้เข้าถึงเลซี่ ขณะที่เขาข่มขู่ชาวเมืองเมโทรโพลิสด้วยพลังของเขา ซูเปอร์แมนหลอกให้นิวเคลียร์แมนเข้าไปในลิฟต์โดยสาร แล้วลากมันออกไปสู่อวกาศ ทิ้งไว้ที่ด้านมืดของดวงจันทร์ ซึ่งเขาจะคงอยู่ในสภาวะเฉื่อยชาและไร้พลังเนื่องจากขาดแสงอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม แสงอาทิตย์บางส่วนเล็ดลอดเข้าไปในลิฟต์โดยสารและเติมพลังให้กับนิวเคลียร์แมน ส่งผลให้เกิดการต่อสู้กับซูเปอร์แมนบนดวงจันทร์ ซึ่งทำให้ชาวคริปโตเนียนหมดพลังแต่ยังไม่หมดพลัง เขากลับมายังโลก ลักพาตัวเลซี่ วอร์ฟิลด์ และลากเธอออกไปสู่อวกาศ ขณะที่ซูเปอร์แมนผลักดวงจันทร์ให้เคลื่อนไปข้างหน้าดวงอาทิตย์ ทำให้นิวเคลียร์แมนสูญเสียพลัง ซูเปอร์แมนรีบพาเลซี่กลับไปยังเมโทรโพลิสอย่างรวดเร็ว จากนั้นส่งนิวเคลียร์แมนไปยังใจกลางเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งที่นั่นเขากลายเป็นแหล่งพลังงานอันทรงพลัง
     ไม่นาน เดวิด วอร์ฟิลด์ ก็เฝ้ามองเพอร์รี ไวท์ ฟื้นฟูเดลี่แพลนเน็ตให้กลับมาเป็นหนังสือพิมพ์ที่น่าเชื่อถือดังเช่นเคย โดยกล่าวว่าเขากู้เงินมาซื้อหุ้นที่เหลือของหนังสือพิมพ์ ทำให้เดวิดเหลือเพียงผู้ถือหุ้นรายย่อยและปกป้องไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบอีกต่อไป จิมมี่ โอลเซนและลอยส์ เลนดีใจที่ได้งานเก่ากลับคืนมา ในงานแถลงข่าวที่ลอยส์เข้าร่วม ซูเปอร์แมนบอกกับประชาชนว่าหนทางเดียวที่โลกจะมีสันติภาพที่แท้จริงได้ก็คือ หากพวกเขาต้องการมันมากเสียจนรัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องมอบมันให้พวกเขา
     ตอนจบของภาพยนตร์ ขณะที่ลูเธอร์และหลานชายพยายามหลบหนี ซูเปอร์แมนก็จับพวกเขาไว้และขับรถหนีไป เขาพาเลนนี่ไปที่บอยส์ทาวน์ก่อน ซึ่งบาทหลวงผู้เป็นประธานจะคอยดูแลและสั่งสอนเขาอย่างดี จากนั้นเขาก็พาลูเธอร์กลับไปยังคุกที่เขาหลบหนีออกมา บอกให้ลูเธอร์รู้ว่าเขารู้จุดอ่อนของนิวเคลียร์แมน และจะได้เจอเขาในอีกยี่สิบปีข้างหน้า