Translate

02 ธันวาคม 2568

บทที่ 7 หยวนเส้าต่อสู้กับกงซุนซานที่แม่น้ำ ปาน ซุนเจี้ยนข้ามแม่น้ำใหญ่เพื่อโจมตีหลิวเปียว นิยายรักสามก๊ก 三國演烹 三国演义 Romance of the Three Kingdoms

                        สามก๊ก (三國演義; 三国演义; Sānguó Yǎnyì)เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 ที่เชื่อกันว่าประพันธ์โดยหลัว กวนจง เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่วุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นในปี ค.ศ. 169 และสิ้นสุดลงด้วยการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวในปี ค.ศ. 280 โดยราชวงศ์จินตะวันตก นวนิยายเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจาก บันทึกสามก๊ก (三國志)ที่เขียนโดยเฉินโชว 
                       เรื่องราวนี้ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และเทพนิยาย นำเสนอชีวิตของขุนนางและข้าราชบริพารที่พยายามจะเข้ามาแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย หรือฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แม้ว่านวนิยายจะติดตามตัวละครนับร้อย แต่จุดสนใจหลักอยู่ที่กลุ่มอำนาจสามกลุ่มที่เกิดขึ้นจากซากปรักหักพังของราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็ก่อตั้งเป็นสามรัฐ ได้แก่ โจเว่ย ซู่ฮั่น และอู่ตะวันออก นวนิยายกล่าวถึงแผนการ การต่อสู้ส่วนตัวและทางทหาร การชิงอำนาจ และการต่อสู้ดิ้นรนของรัฐเหล่านี้เพื่อครองความเป็นใหญ่เป็นเวลาเกือบ 100 ปี 
                        สามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่นวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมจีน มีจำนวนคำทั้งหมด 800,000 คำ และตัวละครเอกเกือบพันตัว (ส่วนใหญ่เป็นตัวละครทางประวัติศาสตร์) ใน 120 บท นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ได้รับความรักมากที่สุดในเอเชียตะวันออก และอิทธิพลทางวรรณกรรมในภูมิภาคนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับผลงานของเชกสเปียร์ที่มีต่อวรรณกรรมอังกฤษ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านกันอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนยุคปลายจักรวรรดิและยุคใหม่ เฮอร์เบิร์ต ไจล์สกล่าวว่าในหมู่ชาวจีนเอง นวนิยายเรื่องนี้ถือเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
วีดีโอ : สามก๊ก 2010 ตอนที่ 7 ช่อง 13 Three Kingdoms
ก่อนหน้า👩🏽‍🎤                                                       🧚🏻‍♂️อ่านต่อ
 
 เมื่อจบบทสุดท้ายซุนเกี๋ยนและพวกของเขาถูกล้อมโดยกองกำลังของหลิวเปียวต้องขอบคุณความพยายามอย่างไม่เห็นแก่ตัวของแม่ทัพทั้งสามของเขาเฉิงผู่ฮวงไกและหานตังยังไม่รวมถึงการสูญเสียกำลังพลไปครึ่งหนึ่ง ที่ทำให้ซุนเกี๋ยนสามารถหาทางออกและเดินทางกลับแดนใต้ได้ นับแต่นั้นมาซุนเกี๋ยนและหลิวเปียวกลายเป็นศัตรูคู่แค้น
 หลังจากออกเดินทางจากลั่วหยางเพื่อกลับไปทางตะวันออกหยวนเส้าและกองกำลังของเขาได้ตั้งค่ายอยู่ที่กองบัญชาการเหอเน่ย์หยวนเส้าขาดแคลนเสบียงเพียงพอสำหรับกองทัพของเขา และ หา นฟู่ผู้เลี้ยงแกะแห่งมณฑลจี๋ก็ส่งสายลับพร้อมข้าวมาเลี้ยงดูเขาอยู่เรื่อยเฟิงจี๋ที่ปรึกษาของหยวนเส้าเสนอว่า "ลูกผู้ชายตัวจริงย่อมยึดครองดินแดนทั้งหมดเป็นของตน ทำไมท่านถึงเลือกที่จะพึ่งพาอาหารจากคนอื่น ในเมื่อมณฑลจี๋ร่ำรวยด้วยทรัพย์สมบัติมากมายเช่นนี้ ท่านนายพล เหตุใดท่านจึงไม่ยึดครองไว้เองเล่า"
                        หยวนเส้าบอกเขาว่า “ฉันยังไม่ได้คิดแผนที่ดี ๆ เลย”
 “ท่านน่าจะให้คนแอบนำจดหมายไปให้กงซุนจ้านสั่งการบุกโจมตีมณฑลจีโดยสัญญาว่าจะโจมตีจากอีกฝั่งด้วย” เฟิงจี้เสนอ “นั่นจะทำให้กงซุนจ้านระดมกำลังพลอย่างแน่นอน และเมื่อหานฟู่ผู้โง่เขลารับรู้ถึงภัยคุกคามเช่นนี้ เขาคงจะเสนอมอบอำนาจการควบคุมมณฑลให้กับท่านอย่างแน่นอน ท่านนายพล ท่านจะสามารถยึดครองทั้งหมดได้โดยไม่ต้องขยับนิ้วแม้แต่น้อย”
 หยวนเส้าประทับใจกับความคิดนี้มาก จึงส่งจดหมายไปให้กงซุนจ้านเมื่อกงซุนจ้านได้รับจดหมายและอ่านข้อเสนอให้บุกมณฑลจี๋และแบ่งครึ่ง เขาก็ดีใจมากจนระดมพลในวันนั้น เขาไม่รู้เลยว่าหยวนเส้ายังแอบส่งสายลับไปแจ้งฮั่นฝูถึงการโจมตีของเขา
 หานฟู รีบเรียก ซุนเฉินและซินผิงที่ปรึกษามาถามว่าจะทำอย่างไรซุนเฉินบอกเขาว่า “กงซุนจ้านจะนำทัพจากแคว้นหยานและไตบุกโจมตีเราโดยตรง และเราจะต้านทานการโจมตีของพวกเขาไม่ได้ เมื่อมีเล่าปี่กวนอูและจางเฟยคอยช่วยเหลือ เขาจะเป็นศัตรูที่ยากจะรับมือ แต่หยวนเปิ่นชู่กลับมีไหวพริบและความกล้าหาญเหนือกว่าใคร และมีขุนพลชื่อดังมากมาย ท่านแม่ทัพ ทำไมไม่ขอให้เขาร่วมบริหารกิจการของแคว้นกับท่านล่ะ ท่านคงจะดีกับท่าน ส่วนท่านก็ไม่ต้องกลัวกงซุนจ้าน อีกต่อไป ”
 ฮั่นฟู่กำลังจะส่งกวนชุน ขุนนางคนหนึ่งของเขาไปเชิญหยวนเส้าให้เข้ามณฑล แต่เกิ้งอู๋ เสนาบดีใหญ่ของเขา กลับคัดค้าน “ท่านแม่ทัพหยวนเส้าเป็นแม่ทัพที่โดดเดี่ยว กองทัพอ่อนล้า พึ่งพาอาศัยท่านดุจทารกน้อยในอ้อมกอดแม่ พอน้ำนมหยุดไหล เขาก็อดตายทันที ทำไมท่านถึงอยากมอบอำนาจหน้าที่ของมณฑลให้เขา ท่านก็เท่ากับนำเสือมาอยู่ท่ามกลางฝูงแกะ”
                        หานฟู่ตอบว่า “ข้าเคยเป็นข้าราชการรับใช้ตระกูลหยวน และข้ารู้ดีว่าความสามารถและพรสวรรค์ของข้าเทียบไม่ได้กับเบ๊นชู่ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่คนโบราณก็ยังยอมสละอำนาจต่อหน้านักปราชญ์ ทำไมท่านสุภาพบุรุษทั้งหลายต้องหวาดระแวงเช่นนี้?”
                        เกิงหวู่ถอนหายใจ “จังหวัดจี้จบสิ้นแล้ว!”
                        เจ้าหน้าที่ของ ฮั่นฟู่กว่าสามสิบคนลาออกจากตำแหน่งและลาออกเกิงอู่และกวนชุนเลือกที่จะหลบซ่อนตัวอยู่นอกเมืองหลวงของมณฑลเพื่อรอการมาถึงของหยวนเส้า
 พวกเขารอไม่นานนัก หยวนเส้าก็มาถึงพร้อมกับทหารของเขาหลายวัน ทั้งคู่ชักดาบออกมาและรีบออกจากที่ซ่อน หวังจะลอบสังหารหยวนเส้าแต่ทว่าเยี่ยนเหลียงแม่ทัพของหยวนเส้ากลับตัดหัวเกิงหวู่ตรงที่เขายืนอยู่ ขณะที่เหวินโจวฟันกวนชุนจนตาย
 เมื่อหยวนเส้าเข้ามาในเมือง เขาก็แต่งตั้งหานฟู่เป็นแม่ทัพผู้ปลุกพลัง แต่เขาก็ชิงอำนาจที่แท้จริงของหานฟู่ ไปทั้งหมดด้วยการแบ่งหน้าที่ของมณฑลให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาเอง ได้แก่ เทียนเฟิง จู โช่วสวีโหยวและเฟิงจีเมื่อตระหนักว่าสายเกินไปที่จะเสียใจและสำนึกผิด หานฟู่จึงละทิ้งครอบครัวและขี่ม้าหนีไปหาจางเหมี่ยว ผู้ว่าราชการจังหวัดเฉินหลิว
                        เมื่อทราบว่ามณฑลจี้ เป็น ของ หยวนเส้า แล้วกงซุนจ้านจึง ส่ง กงซุนเยว่น้องชายไปพบ โดยหวังว่าหยวนเส้าจะแบ่งให้ หยวนเส้าจึงบอกกงซุนเยว่ว่า “ให้น้องชายของเจ้ามาหาข้าเอง ข้ามีเรื่องต้องปรึกษา”
                        กงซุนเยว่จึงขอตัวลาไป ทว่าห่างจากเมืองไม่ถึงห้าสิบลี้ ก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามาจากข้างทาง ประกาศว่า “พวกเราคือแม่ทัพของผู้ช่วยเสนาบดี ตงจั๋ว !” พวกเขายิงธนูชุดใหญ่สังหารกงซุนเยว่เหล่าลูกน้องจึงหนีกลับไปยังกงซุนจ้านและแจ้งข่าวการตายของพี่ชายให้ทราบ
                        กงซุนจ้านโกรธ จัด “ หยวน เส้าหลอกข้าให้ระดมกำลังพลโจมตีหานฟู่เพียงเพื่อยึดมณฑลเป็นของตน ตอนนี้เขาส่งสายลับปลอมตัวเป็น ทหารของ ตงจั๋วเพื่อยิงพี่ชายข้าตาย ข้าจะไม่ยอมแก้แค้นความอยุติธรรมเหล่านี้ได้อย่างไร”
 เขาระดมพลทั้งหมดที่มีและเริ่มบุกโจมตีมณฑลจีเมื่อหยวนเส้ารู้ว่ากองทัพของกงซุนจ้าน กำลังเข้ามาใกล้ เขาก็นำทัพออกไปสกัดกั้น กองทัพทั้งสองพบกันที่สะพานริมแม่น้ำปัน โดย หยวนเส้าอยู่ฝั่งตะวันออกและกงซุนจ้าน อยู่ฝั่งตะวันตก กงซุน จ้าน ตะโกน จากบนหลังม้าบนสะพานว่า “เจ้าคนหลอกลวง เจ้ากล้าดียังไงมาโกงข้า”
                        หยวนเส้าก็บังคับม้าไปยังปลายสะพานเช่นกัน ชี้ไปที่กงซุนจ้าน แล้ว ตอบว่า “หานฟู่ยอมยกมณฑลจีให้ข้าเพราะเขาไม่เท่าเทียมกับกฎเกณฑ์ แล้วเจ้าจะกังวลอะไร”
                        กงซุนจ้านตอบว่า “ข้าเคยยกย่องเจ้าให้เป็นผู้นำพันธมิตร เพราะคิดว่าเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม แต่บัดนี้ข้าเห็นเจ้าอย่างที่เจ้าเป็นอยู่จริง ๆ เป็นคนโง่เขลาหัวใจหมาป่า พฤติกรรมดุจสุนัข เจ้าจะแสดงหน้าต่อหน้าโลกได้อย่างไร”
                        “ใครจะจับเขา” หยวนเส้า ร้อง ด้วยความโกรธ
 คำพูดแทบจะหลุดออกจากปากของเขาเมื่อเหวินโจวควบม้าออกไปพร้อมหอกที่ถืออยู่ พุ่งตรงลงสะพานกงซุนจ้านควบม้าขึ้นมาจากด้านข้างเพื่อเข้าต่อสู้กับเหวินโจวแต่หลังจากผ่านไปประมาณสิบรอบ เมื่อรู้สึกว่าตามไม่ทันกงซุนจ้านจึงหยุดและหนีไปเหวินโจวใช้ข้อได้เปรียบไล่ตามเขา และแม้ว่ากงซุนจ้านจะพยายามหลบอยู่หลังแนวของตนเอง แต่เหวินโจวก็กระโจนตามมาและพุ่งทะลุขบวนของศัตรู พุ่งเข้าใส่ไปมา นายทหารผู้ทรงพลังสี่นายที่รับใช้กงซุนจ้านเข้ามาเผชิญหน้า แต่เหวินโจวแทงหอกของเขาจนร่วงลงมาหนึ่งนาย และอีกสามคนก็หนีไป จากนั้นเหวินโจวก็ทะลวงผ่านอีกฝั่งของ ลูกน้อง กงซุนจ้านเมื่อเห็นหุบเขาใกล้ๆ กงซุนจ้าน ก็ ถอยหนีไป ขณะที่เหวินโจวเร่งม้าและตะโกนว่า "ลงจากหลังม้าและยอมจำนนทันที!"
                        ธนูและกระบอกธนูของ กงซุนจ้านหลุดจากไหล่ หมวกเหล็กร่วงลงพื้น เส้นผมปลิวไสวไปตามหลัง ขณะที่เขาขี่ม้าเข้าออกระหว่างเนินเขาที่ลาดชัน ทันใดนั้น ม้าของเขาก็สะดุดล้มลง กลิ้งไปมาที่เชิงเขา
 เหวินโจวเตรียมหอกของเขาอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมโจมตี แต่ทันใดนั้น ผู้นำหนุ่มผู้มีท่าทางสง่างามก็ปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลังเนินหญ้าด้านซ้าย ขี่ม้าอย่างแข็งแกร่งและถือหอกอันแข็งแกร่ง เขาขี่ม้าตรงไปยังเหวินโจวขณะที่กงซุนจ้านคลานขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อมองดู
 ชายหนุ่มผู้นี้รูปร่างสูงปานกลาง คิ้วหนา ตาโต ใบหน้ากว้าง กรามใหญ่ ชายหนุ่มผู้มีบุคลิกโดดเด่น แม้จะแลกหมัดหนักๆ กับเหวินโจว ไปห้าสิบหกสิบครั้งแล้ว ชายหนุ่มก็ยังคงยืนหยัดได้ ในที่สุดกองกำลังกู้ภัยก็มาถึงเหวินโจวหันหลังกลับและขี่ม้าออกไป ชายหนุ่มไม่ได้ไล่ตามไป
                        กงซุนซานรีบวิ่งลงเนินเขาและถามชายหนุ่มว่าเขาเป็นใคร
                        ชายหนุ่มโค้งคำนับต่ำและตอบว่า “ฉันคือจื่อหลงผู้เป็นจ้าวหยุนจากเจิ้นติงในฉางซาน ”
                        “จริงๆ แล้วข้าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของหยวนเส้าแต่เมื่อข้าเห็นว่าเขาไม่มีความตั้งใจที่จะจงรักภักดีต่อกษัตริย์ของเขาหรือช่วยเหลือประชาชน ข้าจึงละทิ้งเขา และตั้งใจจะเสนอบริการของข้าให้กับท่าน จึงมาพบท่านที่นี่”
                        กงซุนซานรู้สึกดีใจมากและพาจ่าวหยุนกลับไปที่ค่ายของเขา จากนั้นพวกเขาก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ครั้งใหม่ทันที
 วันรุ่งขึ้นกงซุนจ้านเตรียมการรบโดยแบ่งกองทัพออกเป็นสองกลุ่ม ดุจดังปีกนก เขามีทหารม้าประมาณห้าพันนาย ส่วนใหญ่ขี่ม้าขาวตามธรรมเนียมปฏิบัติ เพราะในช่วงแรกๆ ของการรบกับชาวเฉียง เขาเป็นที่รู้จักในนาม “แม่ทัพม้าขาว” เพราะมักจะนำม้าขาวมาประจำการแถวหน้าเสมอ อันที่จริง ชาวเฉียงมักจะหนีทันทีที่เห็น จึงทำให้เขามีกำลังพลจำนวนมากติดตัวไว้เสมอ
 หยวนเส้าสั่งให้หยานเหลียงและเหวินโจวนำทัพหน้าของตนเอง แต่ละคนมีพลธนูและพลหน้าไม้หนึ่งพันนาย และพวกเขาก็แยกออกเป็นสองกลุ่มทางซ้ายและขวา สั่งให้ยิงใส่ฝ่ายเดียวกันในกองทัพของกงซุนจ้าน เขายังสั่งให้ ฉู่ยี่นำทัพกลางด้วยพลธนูแปดร้อยนายและพลทหารหนึ่งหมื่นห้าพันนายหยวนเส้าเองก็นำทัพม้าและพลเดินเท้าหลายหมื่นนายไปเป็นกำลังสำรอง
 เนื่องจากจู้หยุนเพิ่งเข้ารับราชการ และกงซุนจ้านยังไม่แน่ใจในเจตนารมณ์ของตน จึงสั่งให้จู้หยุนบัญชาการกองพลด้านหลัง พร้อมกับมอบหมายให้หยานกัง แม่ทัพคนสำคัญของเขา นำทัพหน้ากงซุนจ้านนำทัพที่เหลือไปประจำการตรงกลาง เขาขี่ม้าประจำตำแหน่งบนสะพานข้างธงแดงขนาดมหึมา บนนั้นมีคำว่า “แม่ทัพ” ปักด้วยทองคำ
 ตลอดช่วงเช้า กลองดังก้องราวกับประกาศการโจมตี แต่กองทัพของหยวนเส้า ไม่ได้เคลื่อนไหว ฉู่ยี่ได้สั่งให้พลธนูซ่อนตัวอยู่หลังโล่โดยปล่อยธนูให้หลวม ไม่ยิงจนกว่าจะได้ยินเสียงระเบิดของระเบิดสัญญาณ ในที่สุดแยนกังก็เริ่มตีกลองของตัวเองและปลุกเร้าความบ้าคลั่ง เดินทัพตรงไปยังฉู่ยี่แต่แม้กองทัพของแยนกัง จะเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ พลของฉู่ยี่ ก็ยังคงก้มตัวลงโดยไม่ขยับเขยื้อน จากนั้นทันทีที่ทหารของ แยนกังกำลังจะถึง ระเบิดสัญญาณก็ดังขึ้น ทันใดนั้นพลธนูแปดร้อยคนก็เริ่มยิงธนูชุดแยนกังรีบสั่งถอนกำลัง แต่ฉู่ยี่ตบหลังม้าและหมุนดาบ และในทันทีเขาก็ฟันแยนกังลงจากหลังม้ากองทัพของกงซุนจ้าน ได้รับความสูญเสียอย่างหนัก แม้ปีกทั้งสองข้างจะพยายามรักษาศูนย์กลางไว้ แต่กลับถูกตรึงไว้ด้วยลูกธนูที่ยิงโดย พลธนูของ เหยียนเหลียงและเหวินโจวที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ต่อมา ทหารของ หยวนเส้าก็เริ่มรุกคืบตัดผ่านสะพาน ส่วนฉวีอี้ก็ควบม้าไปข้างหน้า แม้กระทั่งตัดศีรษะ ผู้ถือธงของ กงซุนจ้านและตัดธงปักของเขาลง เมื่อเห็นธงของเขาร่วงลงกงซุนจ้านก็หันหลังกลับและควบม้าออกจากสะพานไป
 ฉู่ยี่นำทัพบุกโจมตีกองหลังของกงซุนจ้าน แต่ จู่ๆ จู่ๆ ก็ ปรากฏตัวขึ้น กระโดดโลดเต้นพร้อมหอกเตรียมโจมตี เขาควบตรงเข้าหาฉู่ยี่หลังจากประลองกำลังกันไม่กี่ครั้งจู่ๆก็แทงหอกทะลุฉู่ยี่จนล้มลง จากนั้น จู่ๆ ก็พุ่งเข้าใส่ทหาร หยวนพุ่งเข้าใส่ราวกับมีสนามรบเป็นของตัวเองกงซุนจ้านรวบรวมกำลังพลและหันกลับมาโจมตีอีกครั้ง และตอนนี้เป็น ทหารของ หยวนเส้าที่เริ่มสูญเสียอย่างหนัก
 จากตำแหน่งที่อยู่ด้านหลังกองทัพของตนเองหยวนเส้าเพิ่งได้ยินข่าวว่าชวีอี๋ได้นำศีรษะของผู้ถือธงของกงซุนจ้าน ไป และกำลังไล่ล่ากองกำลังที่พ่ายแพ้อย่างขะมักเขม้น สมมติว่าการรบครั้งนี้ได้ชัยชนะแล้ว หยวนเส้าจึงนำเทียนเฟิงออกไปพร้อมกับพลหอกสั้น ๆ ไม่กี่ร้อยนายและพลธนูอีกไม่กี่สิบนาย เพื่อสังเกตการณ์การรบครั้งสุดท้าย
                        “อา กงซุนจ้าน ” หยวนเส้าพูดขณะหัวเราะ “เจ้าช่างไร้ค่าเสียจริง!”
 ขณะที่เขากำลังพูดประโยคนี้อยู่จู่ๆ จู่ๆ จู่ๆ จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นในสายตาพลธนูของหยวน เส้าพยายามจัดกลุ่มเพื่อยิงเขา แต่ จู่ๆ จู่ๆก็แทงพวกเขาด้วยหอก ส่วนที่เหลือก็หนีไป ตามมาติดๆ กองทหารของ กงซุนจ้านที่รวมพลกัน กระจายกำลังล้อมหยวนเส้าและพรรคพวกไว้
                        เทียนเฟิงตกใจและร้องออกมาว่า “ท่านชาย โปรดปกป้องท่านภายในกำแพงนี้ด้วย!”
                        แต่หยวนเส้ากลับโยนหมวกลงพื้นแล้วประกาศว่า “ลูกผู้ชายตัวจริงจะยืนหยัดแม้ต้องเผชิญความตาย! ใครจะขี้ขลาดถึงขั้นหลบอยู่ในกำแพงกันเล่า?”
 ด้วยแรงบันดาลใจจากคำพูดที่กล้าหาญนี้ทหารของหยวนเส้า จึงตัดสินใจสู้รบแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตของตนเอง แต่ จูหยุนก็ไม่สามารถฝ่าฟันไปได้ ในไม่ช้ากองกำลังหลักของหยวนเส้าที่เหลือก็เข้ามา ขณะเดียวกันเหยียนเหลียงก็เปลี่ยนทิศทางเพื่อเสริมกำลังนายของตนเช่นกัน การต่อสู้ประชิดเลือดก็เกิดขึ้นอีกครั้งจูหยุนทำได้เพียงปกป้องกงซุนจ้านนานพอที่จะลอดผ่านวงล้อมและกลับไปยังสะพานกองทัพของหยวนเส้าบีบ ทหารของก งซุนจ้านให้กลับขึ้นไปบนสะพาน และเมื่อพวกเขาฝ่าฟันข้ามอีกครั้ง ทหารของ กงซุนจ้าน จำนวนนับไม่ถ้วน ก็ตกลงไปในแม่น้ำและจมน้ำตาย
                        หยวนเส้ากำลังนำทัพไล่ตาม ทว่าก่อนที่พวกเขาจะเดินทางได้ห้าลี้ เสียงตะโกนโหวกเหวกก็ดังขึ้นจากด้านหลังเนินเขา และทหารกลุ่มใหม่ก็เดินทัพเข้าสู่สนามรบ นำโดยแม่ทัพสามนาย ได้แก่เสวียนเต๋อ กวนหยุนชางและจางอี้เต๋อ
 ที่ผิงหยวนพวกเขาได้ทราบถึงการต่อสู้ระหว่างกงซุนจ้านและหยวนเส้าจึงรีบลงมือช่วยเหลือทันที เมื่อเผชิญหน้ากับพี่น้องทั้งสาม ซึ่งแต่ละคนถืออาวุธทรงพลังของตนเอง ต่างพุ่งเข้าใส่อย่างดุเดือดและตรงเข้ามาหาหยวนเส้าก็ตั้งตัวไม่ทัน วิญญาณของเขาราวกับจะทะยานขึ้นสู่สรวงสวรรค์ เขาจึงทิ้งดาบอันล้ำค่าลงพื้น หันหลังม้าหนีอย่างเร่งรีบ ขณะที่เหล่าทหารต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดเพื่อกลับข้ามสะพานกงซุนจ้านตัดสินใจดึงทหารของตนกลับคืน และพวกเขาก็ถอยกลับไปยังค่าย
                        หลังจากที่เสวียนเต๋อกวนหยูและจางเฟยอธิบายเสร็จแล้วกงซุนจ้านก็บอกพวกเขาว่า “หากเจ้าไม่เดินทางมาไกลขนาดนี้เพื่อช่วยพวกเราเสวียนเต๋อพวกเราคงจะต้องลำบากมากแน่”
                        กงซุนจ้านยังใช้โอกาสนี้แนะนำพี่น้องทั้งสองให้จ้าวหยุนรู้จักเสวียนเต๋อหลงใหล ชายผู้นี้ทันที จนเขาตั้งใจว่าจะไม่แยกจากเขาไป
                        หลังจากย้ายค่ายของตนเองแล้ว หยวนเส้าก็ยังคงตั้งรับและไม่เปิดศึกอีกต่อไป ทั้งสองฝ่ายจึงอยู่ในภาวะชะงักงันนานกว่าหนึ่งเดือน มีคนนำข่าวการเผชิญหน้าระหว่างพวกเขามาที่เมืองฉางอันเพื่อแจ้งสถานการณ์ ให้ ตงจั๋ว ทราบ
                        หลี่หรูแนะนำเขาว่า “หยวนเส้าและกงซุนจ้านยังคงเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลในยุคสมัยของเรา ในเมื่อทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือดที่แม่น้ำปัน ท่านควรออกคำสั่งในนามของโอรสสวรรค์และส่งทูตไปเจรจาสันติภาพระหว่างกัน ทั้งสองจะซาบซึ้งในการแทรกแซงของราชสำนักและจะเชื่อฟังท่านอย่างแน่นอน”
 ต้งจั๋วรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับความคิดนี้ วันรุ่งขึ้นจึงได้ส่งราชครูหม่าหมี่และเสนาบดีจ้าวฉี เดินทางไป พร้อมกับพระราชโองการ เมื่อเสนาบดีทั้งสองเข้าใกล้จุดปะทะหยวนเส้าเดินทางออกไปหนึ่งร้อยลี้เพื่อต้อนรับการมาถึงของพวกเขา พร้อมกับโค้งคำนับสองครั้งด้วยความเคารพขณะรับพระราชโองการ วันรุ่งขึ้น ทูตได้เดินทางไปยัง ค่ายของ กงซุนจ้านเพื่อนำคำสั่งมายังกงซุนจ้านเช่นกันกงซุนจ้าน จึง ส่งทูตของตนเองไปยังหยวนเส้าพร้อมกับจดหมายที่ตกลงจะสงบศึกกัน เสนาบดีทั้งสองจึงเดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อรายงานความสำเร็จของภารกิจ ในวันเดียวกันนั้นกงซุนจ้านได้นำกองทัพกลับไปยังดินแดนของตน โดยใช้โอกาสนี้ยื่นคำร้องขอให้หลิวเสวียนเต๋อดำรงตำแหน่งเสนาบดีแห่งผิงหยวน
                        ขณะที่เซวียน เต๋อ กำลังกล่าวอำลาจ่าวหยุนเขาจับมือชายคนนั้นไว้ด้วยน้ำตาในดวงตา ไม่ต้องการเห็นเขาไป
                        จ้าวหยุนถอนหายใจ “เมื่อก่อนข้าถูกหลอกให้คิดว่ากงซุนจ้านเป็นวีรบุรุษผู้สูงศักดิ์ แต่จากสิ่งที่ข้าเห็นในตัวเขาตั้งแต่นั้นมา เขาก็ไม่ดีไปกว่าหยวนเส้าเลย !”
                        “ตอนนี้เจ้าต้องยอมรับใช้เขาก่อน” เสวียนเต๋อบอกเขา “สักวันหนึ่งเราจะได้พบกันอีกครั้ง”
                        ชายทั้งสองร้องไห้อย่างโล่งใจเมื่อพวกเขาแยกจากกัน
 ที่หนานหยาง เมื่อหยวนชู่ พี่ชายของเขาได้ข่าวว่าหยวนเส้าเพิ่งยึดครองมณฑลจีหยวนชู่จึงส่งสายลับไปขอม้าหนึ่งพันตัว แต่หยวนเส้ากลับปฏิเสธ ทำให้หยวนชู่ โกรธแค้น และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งสองก็เริ่มมีความเป็นศัตรูกัน ขณะเดียวกันหยวนชู่ยังส่งสายลับไปยังมณฑลจิงเพื่อขอให้หลิวเปียวยืมธัญพืชสองร้อยหน่วย แต่หลิวเปียวก็ปฏิเสธเช่นกัน ทำให้หยวนชู่โกรธแค้น ในเวลานี้หยวนชู่จึงแอบส่งจดหมายถึงซุนเกี๋ยนเพื่อขอให้เขาออกปฏิบัติการต่อต้านหลิวเปียวจดหมายมีใจความดังนี้
 “เมื่อ ก่อนตอนที่ หลิวเปียวขวางทางกลับบ้าน มันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของเบญจฉู่ พี่ชายของข้า และตอนนี้ เบญจฉู่กำลังเจรจาลับกับหลิวเปียวเพื่อโจมตีแดนใต้อย่างกะทันหัน เจ้าควรโจมตีก่อนโดยรวบรวมกำลังพลอย่างรวดเร็วเพื่อต่อสู้กับหลิวเปียวขณะเดียวกันข้าจะยึดเบญจฉู่ให้เจ้า เพื่อแก้แค้นศัตรูทั้งสอง และเจ้าจะยึดแคว้นจิงส่วนข้า จะยึดแคว้น จี้อย่าเข้าใจผิด!”
                        “ ถ้าอย่างนั้นก็หลิวเปียว !” ซุนเจี้ยน กล่าว ขณะอ่านจดหมายจบ “เขาเคยขัดขวางทางกลับบ้านฉันไว้จริงๆ นะ ถ้าฉันไม่คว้าโอกาสนี้ไว้แก้แค้นตอนนี้ ใครจะรู้ว่าฉันจะต้องรออีกนานแค่ไหน”
                        ซุนเจี้ยนเรียกกัปตันของเขา รวมทั้งเฉิงปู้หวางไกและฮั่นตังเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวคิดนี้เพิ่มเติม
                        เฉิงปูเตือนเขาว่า “หยวนซู่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม อย่าด่วนเชื่อเขา”
                        “ฉันต่างหากที่ต้องการแก้แค้น” ซุนเจี๋ยน กล่าว “เธอคิดว่าฉันต้องให้หยวนซู่ช่วยโน้มน้าวฉันอย่างนั้นเหรอ”
                        และเขารีบส่งหวงไกไปเตรียมกองเรือรบล่วงหน้าเพื่อล่องไปตามแม่น้ำแยงซี โดยส่วนใหญ่มีอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียง ส่วนลำใหญ่มีอาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับบรรทุกม้าศึกซุนเกี๋ยนได้กำหนดวันเดินทางของกองทัพไว้แล้ว
 เมื่อรายละเอียดแรกสุดเกี่ยวกับ การเตรียมการของ ซุนเกี๋ยนเริ่มเดินทางขึ้นแม่น้ำแยงซี ก็ได้มีการรายงานให้หลิวเปียว ทราบ หลิวเปียวรู้สึกประหลาดใจจึงรีบเรียกเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหารมาหารือเรื่องนี้ แต่ไควเหลียงแนะนำเขาว่า “ไม่ต้องกังวลมากนัก เพียงให้หวงซู่นำกองทหารรักษาการณ์ที่เจียงเซียเป็นกองหน้าไปก่อนเถิด ท่านลอร์ด ขณะที่ท่านนำกำลังพลส่วนใหญ่ของภูมิภาคนี้มาเป็นกองหนุนซุนเกี๋ยนจะต้องข้ามแม่น้ำและลุยน้ำเพื่อมาที่นี่ เขาจะสามารถสร้างความเสียหายอะไรได้บ้าง”
                        หลิวเปียวเห็นด้วย และเขาสั่งให้หวงซู่เตรียมตัวด้วยตัวเอง ในขณะที่หลิวเปียวจัดการนำกองทัพหลักตามหลังเขาขึ้นมา
                        ในเวลานั้นซุนเกี๋ยนมีบุตรชายหกคนและบุตรสาวหนึ่งคน ภรรยาคนแรกของเขาคือเลดี้วูได้ให้กำเนิดบุตรชายสี่คนแรก ได้แก่ ซุนเซ่อชื่อปั๋ว ฝู ซุนกวนชื่อจงโหมว ซุน อี้ ชื่อชู่ ปี้ ซุนกวงชื่อจีจั๋ว
                        และน้องสาว ของ เลดี้วูได้ให้กำเนิดบุตรชายคนที่ห้าและบุตรสาว ได้แก่ ซุนหลางชื่อจ่าวอัน
ซุนเหริน
                        บุตรชายคนที่หกซุนเส้าชื่อกงหลี่ได้รับการรับเลี้ยงจากตระกูลหยูซุนเกี๋ยนยังมีน้องชายหนึ่งคน คือซุนจิงชื่อโยวไถ
 ขณะที่ซุนเกี๋ยนกำลังจะออกเดินทางซุนจิงก็พา บุตรชายของ ซุนเกี๋ยน ทั้งหมด มายืนเรียงแถวหน้าม้าและก้มศีรษะลง ขณะที่ซุนเกี๋ยนพยายามเกลี้ยกล่อมไม่ให้ไป “ ตงจั๋วกำลังผูกขาดอำนาจเหนือราชสำนัก โอรสสวรรค์เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ไร้อำนาจ และแทบทุกหนแห่งในสี่คาบสมุทรกำลังตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวาย เหล่าขุนศึกต่างพยายามแย่งชิงอำนาจ เราเพิ่งสร้างความมั่นคงให้กับแดนใต้ได้เพียงบางส่วน การระดมพลมหาศาลเพียงเพื่อแก้แค้นความคับแค้นส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง พี่ชาย โปรดคิดให้รอบคอบ”
                        แต่ซุนเจี๋ยนกลับตอบเพียงว่า “น้องชาย อย่าพูดอะไรอีกเลย หากข้าตั้งใจจะอวดเจตจำนงไปทั่วทั้งอาณาจักรสักวันหนึ่ง ข้าจะทนปล่อยให้การดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้ได้อย่างไร”
                        “ถ้าท่านพ่อยืนกรานที่จะไป” ซุนเซ่อ บุตรชายคนโตกล่าว “ข้าพเจ้าก็อยากไปกับท่านด้วย”
                        ซุนเจี๋ยนยินยอม พ่อกับลูกจึงขึ้นเรือไปด้วยกัน จากนั้นกองเรือก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ฝานเฉิง
 หวงจื่อได้วางพลธนูและพลธนูไว้ตามริมฝั่งแม่น้ำ และทันทีที่พวกเขาเห็น เรือของ ซุนเกี๋ยนแล่นเข้ามาถึงฝั่ง พวกเขาก็เริ่มยิงธนูใส่เรือเป็นชุดๆ ซุนเกี๋ยนสั่งไม่ให้เคลื่อนไหวโดยพลการซุนเกี๋ยนจึงให้ทหารซ่อนตัวอยู่ในเรือ โดยให้เรือเข้ามาใกล้ฝั่งเพื่อดึงดูดความสนใจของพลธนูก่อนจะถอยกลับ พวกเขายังคงใช้กลยุทธ์นี้ต่อไปอีกสามวัน ยกพลขึ้นบกผิดพลาดหลายสิบครั้งตามแนวฝั่ง ทหารของ หวงจื่อไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการยิงธนูทุกครั้งที่เรือเข้ามาใกล้ ในที่สุดลูกธนูก็หมดลงซุนเกี๋ยนจึงเก็บลูกธนูที่ยิงใส่เรือของเขาไว้ได้ ทำให้ได้ลูกธนูมามากกว่าหนึ่งแสนลูก วันหนึ่งเมื่อลมสงบซุนเกี๋ยนจึงสั่งให้ลูกธนูระดมยิงเข้าฝั่ง เมื่อไม่สามารถยึดครองพื้นที่ได้พลธนูของหวงจื่อ
                        จึงได้แต่หลบหนีไป ในที่สุดซุนเกี๋ยนก็ส่งกองทัพของเขาขึ้นไปบนฝั่งเฉิงผู่และหวงไก๋จึงแยกออกเป็นสองกองพลมุ่งตรงไปยังค่ายของหวงจู่ ขณะที่ หานตงตามมาด้วยกำลังพลที่เหลือ พวกเขาโจมตีจากสามทิศทาง เอาชนะหวงจู่ อย่างราบคาบ ซึ่งทิ้งฟานเฉิงและถอยทัพไปยังเติงเฉิง
                        ซุนเกี๋ยนสั่งให้หวงไก๋อยู่ด้านหลังเพื่อคุ้มกันกองเรือ ซุนเกี๋ยน จึงนำทัพออกไล่ล่าข้าศึกหวงจู่ๆก็ออกจากเมืองและเตรียมทัพในสนามรบ เมื่อซุนเกี๋ยนจัดทัพของตนเองเรียบร้อยแล้ว เขาก็ขี่ม้าออกไปรออยู่ใต้ธงรบที่ประตูค่ายซุนเซ็กขี่ม้าของตนเคียงข้างบิดา สวมชุดเกราะเต็มยศและถือหอกไว้ในมือ
                        หวงจื่อขี่ม้าออกไปพร้อมกับแม่ทัพสองนาย คือจางหูแห่งเจียงเซียและเฉินเซิง แห่งเซียงหยาง หวงจื่อโบกแส้พลางร้องตะโกนว่า “เจ้าพวกกบฏชั่วร้ายจากแดนใต้ กล้าดียังไงมารุกรานดินแดนของญาติของราชวงศ์ปกครอง”
 และเขาสั่งให้จางหู่ขี่ม้าออกไปเพื่อขอการดวลทันทีหานตังโผล่ออกมาจากขบวนของซุนเจี๋ยน เพื่อรับมือกับความท้าทาย ทั้งสองปะทะกันนานกว่าสามสิบรอบ ก่อนที่ เฉินเซิงจะสังเกตเห็นว่าพลังของจางหู่กำลังลดลง จึงรีบขี่ม้าออกไปช่วย ทว่าเมื่อซุนเซิงเห็นสิ่งที่เฉินเซิงกำลังทำอยู่ เขาก็วางหอกลง เอื้อมมือไปหยิบธนู และยิงธนูออกไป ทันทีที่สายธนูดีด เฉิน เซิง ก็ ร่วงลงจากหลังม้าซุนเซิงยิงเข้าที่ใบหน้าของเขาเต็มๆ จางหู่กลั้นเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกขณะที่เขามองดูสหายของเขาล้มลงกับพื้น เขาไม่สามารถตอบสนองต่อการโจมตีครั้งต่อไปได้ทันเวลา และดาบของหานตังที่ฟันเข้าที่ศีรษะของเขาขาดไปครึ่งหนึ่ง
 จากนั้น เฉิงผู่ก็ควบม้าตรงไปข้างหน้า ตั้งใจจะคว้าตัวหวงจื่อขณะที่ยังว่างอยู่ แต่หวงจื่อถอดหมวกเกราะออก หลุดจากหลังม้า แล้ววิ่งหนีเอาชีวิตรอดโดยหลบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางทหารราบซุนเกี๋ยนนำการโจมตีและเอาชนะข้าศึกได้อย่างเฉียบขาด เขารุกคืบขึ้นไปจนถึงแนวแม่น้ำฮั่นใกล้เซียงหยาง พร้อมกับสั่งให้หวงไกนำกองเรือขึ้นไปตามแม่น้ำหยางจื่อเพื่อจอดเทียบท่าที่ปากแม่น้ำฮั่น
 หวงจื่อรวบรวมกำลังพลที่พ่ายแพ้ไปพบหลิวเปียวที่เซียงหยาง โดยโต้แย้งว่าพวกเขาไม่อาจเผชิญหน้า กับ ซุนเกี๋ยนได้หลิว เปียว รู้สึกไม่สบายใจ จึงเรียกประชุมสภาและขอคำแนะนำจากไควเหลียง ไควเหลียงกล่าวว่า “ตอนนี้กำลังพลของเราที่พ่ายแพ้ใหม่ไม่มีใจสู้แล้ว ทางเลือกเดียวคือการเสริมกำลังป้องกันและหลีกเลี่ยงการสู้รบ แต่ตราบใดที่เราแอบส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากหยวนเส้าการปิดล้อมครั้งนี้ก็จะสลายไปเอง”
 แต่ไฉ่เหมากลับอุทานว่า “ คำแนะนำของ จื่อโหรวมันแย่มาก! ทหารข้าศึกอยู่ใต้กำแพงเมืองเรา ผู้บัญชาการของพวกเขาอยู่ที่แม่น้ำฮั่น เราจะยอมสงบศึกและรอความตายได้อย่างไรกัน ข้าเองก็ไม่มีความสามารถอะไรนักหรอก แต่ข้าขอแค่นำกองทัพออกจากเมืองไปก็พอแล้ว ข้าจะจัดการให้สิ้นซากในศึกเดียว”
 หลิวเปียวอนุญาตไฉ่เหมา จึง นำทหารกว่าหมื่นนายออกจากเซียงหยางและตั้งทัพที่เทือกเขาเซียนซุนเกี๋ยนนำทัพผู้รุกรานซึ่งตอนนี้ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เดินหน้าเข้าปะทะทันที เมื่อไฉ่เหมาขี่ม้าออกจากขบวนซุนเกี๋ยนจึงถามแม่ทัพว่า “ชายคนนั้นเป็นน้องชายของ ภรรยาใหม่ของ หลิวเปียวใครจะร่วมมือกับข้าจับตัวเขา”
                        เฉิงผู่ตั้งหอกหนามเหล็กขึ้นขี่ออกไป ปะทะกับไฉ่เหมาแต่เพียงไม่กี่การต่อสู้ไฉ่เหมาก็พ่ายแพ้ซุนเกี๋ยนจึงนำทัพบุกโจมตี สังหารศัตรูจนศพเกลื่อนกลาดไปทั่วสนามรบไฉ่เหมาจึงหนีกลับเซียงหยาง
                        ไค่เหลียงเสนอว่า เนื่องจากไฉ่เหมาละเลยแผนการอันชอบธรรมของตนและสร้างความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ตามกฎหมายทหาร เขาจึงควรถูกตัดศีรษะ แต่หลิวเปียวไม่เต็มใจที่จะลงโทษพี่ชายของภรรยาที่เพิ่งแต่งงานใหม่
                        ซุนเกี๋ยนแบ่งกองทัพออกเป็นสี่กลุ่ม ปิดล้อมเซียงหยาง โจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันหนึ่ง พายุรุนแรงพัดกระหน่ำจนเสากลาง ค่ายของ ซุนเกี๋ยน หักไปครึ่งหนึ่ง ขณะธงประจำค่ายของเขามีตราประจำตำแหน่ง “แม่ทัพ” กำกับไว้
                        ฮันดังกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่ลางดีเลย บางทีเราควรยุติการรณรงค์ไว้ก่อน”
                        แต่ซุนเจี๋ยนตอบว่า “ข้าชนะทุกศึกแล้ว และเซียงหยางจะเป็นของข้าในเร็ววันนี้ ทำไมข้าต้องปลดทหารเพียงเพราะลมพัดเสาธงขาดด้วยล่ะ”
                        และแทนที่จะฟังคำแนะนำของฮันตัง เขากลับโจมตีเซียงหยางด้วยความดุร้ายยิ่งขึ้น
 ไควเหลียงบอกหลิวเปียวว่า “เมื่อข้าเฝ้าดูท้องฟ้ายามค่ำคืนเพื่อหาความเปลี่ยนแปลงใดๆ บนท้องฟ้า ข้าสังเกตเห็นดาวของแม่ทัพดวงหนึ่งกำลังจะตก และเมื่อพิจารณาจากตำแหน่งของดาวบนท้องฟ้าแล้ว ก็น่าจะหมายถึงซุนเกี๋ยน อย่างแน่นอน ท่านเจ้าข้า ท่านควรส่งจดหมายไปหาหยวนเส้าทันที เพื่อขอความช่วยเหลือจากท่าน”
 หลิวเปียวเขียนจดหมายฉบับนั้นออกมา แล้วถามว่าใครกันที่กล้าฝ่าวงล้อมเข้ามาส่งจดหมาย ทันใดนั้นก็มีแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่นามลู่กงเสนอ ตัวไป ไคว่เหลียงกล่าวกับเขาว่า “ในเมื่อเจ้ากล้าพอที่จะไป จงฟังคำแนะนำของข้า จงนำทหารห้าร้อยนายไปพร้อมกับพลธนูฝีมือดีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วบุกทะลวงแนวปิดล้อมของข้าศึกไปยังเทือกเขาเซียน ข้าศึกจะไล่ตามเจ้าอย่างแน่นอน ดังนั้นจงส่งกำลังพลหนึ่งร้อยนายขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อหาหินใช้ พร้อมกับส่งพลธนูและหน้าไม้อีกร้อยนายไปซ่อนตัวในป่า เมื่อข้าศึกไล่ตามมาใกล้ อย่าใช้เส้นทางที่เร็วที่สุด แต่จงเดินตามเส้นทางที่คดเคี้ยวและอ้อมค้อม จนกว่าจะนำพวกเขาไปยังที่ที่กองทหารซุ่มโจมตีอยู่
 จากนั้นจึงปล่อยก้อนหินและลูกธนูทั้งหมดออกไปพร้อมกัน หากเจ้าสู้และชนะที่นั่น จงส่งพลุสัญญาณสีแดงเข้มขึ้นไป ทหารที่เหลือของเราจะเคลื่อนพลออกจากเมืองทันทีเพื่อติดตามชัยชนะ และหากไม่มีใครไล่ตามเจ้า อย่าจุดพลุสัญญาณ แต่จงออกเดินทาง คืนนี้พระจันทร์จะไม่แจ่มใสนัก ดังนั้นจงออกจากเมืองตอนพลบค่ำ”
 หลฺหวี่กงใช้เวลาที่เหลือของวันเตรียมการและเลือกผู้ที่เขาจะพาไปด้วย เมื่อพลบค่ำลง เขาเปิดประตูเมืองด้านตะวันออกอย่างลับๆ และนำทัพออกไปซุนเกี๋ยนอยู่ในเต็นท์ของเขา แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครม เขาก็ขึ้นม้าและขี่ม้าออกจากค่ายพร้อมกับทหารม้าเพียงสามสิบนายเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น นายทหารคนหนึ่งบอกเขาว่า "ทหารกลุ่มหนึ่งต่อสู้ฝ่าฟันและมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาเซียน"ซุนเกี๋ยน ไม่รอช้าที่จะรวบรวมนายพล เขา ก็ขี่ม้าไล่ตามอย่างกระชั้นชิดพร้อมกับทหารม้าเพียงสามสิบนาย
 เมื่อ กองทัพของ ซุนเกี๋ยนมองเห็นข้าศึกหลฺหวี่กงได้ส่งกองกำลังทั้งสองไปยังเนินเขาและป่าเพื่อเตรียมการซุ่มโจมตี ม้า ของ ซุนเกี๋ยนนั้นว่องไวเป็นพิเศษ เขาขี่ม้านำหน้าทหารคุ้มกันเพื่อเข้าประชิดศัตรู พร้อมกับตะโกนว่า "หยุดตรงนั้น!"ลือกงหันหลังม้าและควบม้าเข้าหาซุนเกี๋ยนราวกับจะดวลกับเขา แต่หลังจากการต่อสู้เพียงครั้งเดียว เขาก็หันหลังกลับและควบม้าออกไป ไปตามทางลงสู่เนินเขาซุนเกี๋ยนไล่ตามเขาไป แต่ในที่สุดก็มองไม่เห็นศัตรู
 ขณะที่ซุนเกี๋ยนหันหลังกลับจากเนินเขา เสียงฆ้องก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ก้อนหินจำนวนมากร่วงลงมาจากยอดเขา พร้อมกับลูกธนูจำนวนมากพุ่งออกมาจากป่า ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือดนี้ซุนเกี๋ยนถูกก้อนหินและลูกธนูจำนวนมากยิงใส่จนเหลือเพียงเลือดและเครื่องใน ทั้งตัวเขาและม้าก็ตายคาที่กลางหุบเขาเซียน ขณะนั้นเขามีอายุเพียงสามสิบหกปีเท่านั้น
                         ลือกง สังหารทหารม้าคุ้มกันของ ซุนเกี๋ยนทั้ง 30 นาย จากนั้นจึงปล่อยพลุสีแดงเข้มขึ้น เมื่อได้รับสัญญาณนี้หวงจู๋ไควเยว่และไฉ่เหมาต่างนำกองพลออกจากเมืองเพื่อบุกโจมตีแนวข้าศึก กองทัพของฝ่ายใต้ตกอยู่ในความสับสนอลหม่าน
                         เมื่อหวงไกได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากทางเซียงหยางราวกับจะสะเทือนสะท้านไปทั่วฟ้า เขาจึงนำทหารที่อยู่กับกองเรือเดินทัพไปยังจุดที่เกิดการรบ เขาบังเอิญวิ่งเข้าใส่ กองกำลังของ หวงจู่และภายในสองการต่อสู้ เขาก็จับหวงจู่เป็นเชลยได้
 เฉิงผู่กำลังปกป้องซุนเซ็กและพยายามหาทางออกอย่างสิ้นหวัง ทันใดนั้นเขาก็บังเอิญไปพบลู่กงเขาจึงรีบเร่งม้าศึกไปข้างหน้า เพียงไม่กี่การต่อสู้ก็แทง หอกเข้าใส่ ลู่กงจนล้มลง การสังหารหมู่ระหว่างทั้งสองฝ่ายดำเนินไปตลอดทั้งคืน จนกระทั่งรุ่งเช้า ทั้งสองฝ่ายจึงแยกย้ายกันไปตั้งหลักใหม่หลิวเปียวจึงสั่งให้กองทัพของเขากลับเข้าเมือง
 ซุนเซ็ก เดินทางถึงแม่น้ำหานอีก ครั้งจึงได้ทราบว่าบิดาของเขาถูกยิงธนูจนเสียชีวิต และร่างของเขาถูก ทหารของ หลิวเปียว นำ ตัวกลับไปยังเซียงหยาง เสียงคร่ำครวญดังก้องไปทั่วกองทัพ กองทัพเต็มไปด้วยเสียงร่ำไห้และน้ำตา
                        “ฉันจะกลับบ้านได้อย่างไรโดยทิ้งศพพ่อไว้กับพวกเขา” ซุนเซ่อ ร้อง ขึ้น
                        หวงไกกล่าวว่า “เรามีหวงจู่เป็นเชลยศึกอยู่ที่นี่ เชิญใครสักคนเข้าไปในเมืองเพื่อหารือเรื่องสันติภาพ มอบเชลยศึกของเราให้แก่ท่านเจ้าเมืองเถิด”
 เขาพูดไม่ทันจบก็มีคนในกองทัพคนหนึ่งชื่อฮวนเจี๋ยเดินเข้ามาพูดว่า “ข้ามีประวัติกับหลิวเปียวข้ายินดีที่จะเข้าเมืองในฐานะทูต” ซุนเซ็กเห็นด้วย จากนั้น ฮวนเจี๋ยก็เข้าไปในเซียงหยางและพบกับหลิวเปียวเพื่ออธิบายภารกิจหลิวเปียวบอกเขาว่า “ข้าได้เตรียมโลง ศพและศีรษะของ เหวิน ไถไว้ที่นี่แล้ว หากท่านปล่อยและส่งหวงจู่ กลับ ทันที พวกเราแต่ละคนก็สามารถสลายกองทัพและละเว้นจากการละเมิดดินแดนของอีกฝ่ายได้”
 ฮวนเจี๋ยทำความเคารพและวางแผนจะขอตัวกลับ แต่จากเชิงบันไดกวยเหลียง ก็เข้ามาพูดว่า “อย่า อย่า! ปล่อยให้ข้าพูดเถอะ ข้าจะจัดการให้เกราะอกของกองทัพใต้ไม่กลับมาแม้แต่น้อย ตัดหัว ฮวนเจี๋ยก่อนแล้วค่อยใช้กำลังของข้า”

อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒. โกณฑัญญพุทธวงศ์

         พรรณนาวงศ์พระโกณฑัญญพุทธเจ้าที่ ๒         
         ดังได้สดับมา เมื่อพระผู้มีพระเจ้าทีปังกรเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ศาสนาของพระองค์ดำรงอยู่แสนปี. เพราะอันตรธานแห่งพระสาวกทั้งหลายของพระพุทธะและอนุพุทธะแม้ศาสนาของพระองค์ก็อันตรธาน. 
         ต่อมาภายหลังศาสนาของพระองค์ ล่วงไปอสงไขยหนึ่ง พระศาสดาพระนามว่าโกณฑัญญะก็อุบัติในกัปหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงบำเพ็ญบารมีมาสิบหกอสงไขยแสนกัป อบรมบ่มพระญาณแก่กล้าแล้ว ทรงดำรงอยู่ในอัตภาพเช่นเดียวกับอัตภาพเป็นพระเวสสันดร จุติจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ดำรงอยู่ในดุสิตนั้น จนตลอดพระชนมายุ ประทานปฏิญาณแก่เทวดาทั้งหลาย จุติจากดุสิต ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสุชาดาเทวี ในราชสกุลของพระเจ้าสุนันทะ กรุงรัมมวดี. 
         ในขณะที่พระองค์ทรงถือปฏิสนธิ ก็บังเกิดพระปาฏิหาริย์ ๓๒ ประการดังกล่าวไว้ในวงศ์ของพระทีปังกรพุทธเจ้า. 
         พระองค์มีเหล่าเทวดาถวายอารักขา ถ้วนทศมาสก็ประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ทรงเป็นยอดของสรรพสัตว์ บ่ายพระพักตร์ทางทิศอุดร เสด็จย่างพระบาทได้ ๗ ก้าว ทรงแลดูทุกทิศ ทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดแห่งโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ตั้งแต่บัดนี้ ไม่มีการเกิดอีก. 
         ต่อนั้น ในวันขนานพระนามของพระโพธิสัตว์นั้น พระประยูรญาติทั้งหลายก็ขนานพระนามว่า โกณฑัญญะ. ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงมีพระโคตร เป็นโกณฑัญญโคตร. เขาว่า พระองค์มีปราสาท ๓ หลังน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง ชื่อว่า รามะปราสาท สุรามะปราสาท สุภะปราสาท.๑- 
๑- บาลีเป็น รุจิ สุรุจิ และสุภะปราสาท 
         ทั้ง ๓ หลังนั้นมีสตรีฝ่ายนาฏกะ ผู้ชำนาญการฟ้อนรำ การขับร้องและการบรรเลง ประจำอยู่ถึงสามแสนนาง. พระองค์มีพระมเหสีพระนามว่ารุจิเทวี มีพระโอรสพระนามว่าวิชิตเสนะ ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่หมื่นปี. 
         พระโพธิสัตว์นั้นทรงเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตายและนักบวช เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยรถทรงเทียมม้า ทรงผนวชแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ เดือน. 
         โกณฑัญญกุมารกำลังผนวชอยู่ คนสิบโกฏิก็บวชตามเสด็จโกณฑัญญกุมารนั้น อันคนเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ก็ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ เดือน ณ ดิถีเพ็ญเดือนวิสาขะเสวยข้าวมธุปายาสรสอร่อยอย่างยิ่ง ซึ่งธิดาเศรษฐีชื่อว่ายโสธรา ผู้มีเต้าถันอวบอิ่มเท่ากัน ณ บ้าน สุนันทคาม ถวายแล้ว ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ ป่าต้นสาละ ที่ประดับด้วยผลใบอ่อนและหน่อ. 
         เวลาเย็นทรงละหมู่แล้วทรงรับหญ้า ๘ กำที่สุนันทะอาชีวกถวายมาแล้ว ทรงทำประทักษิณต้นสาลกัลยาณี [ต้นขานาง] ๓ ครั้ง ทรงสำรวจดูทิศบูรพา ทรงทำต้นไม้ที่ตรัสรู้ไว้เบื้องพระปฤษฎางค์ ทรงปูลาดหญ้ากว้าง ๕๘ ศอก ทรงนั่งขัดสมาธิ อธิษฐานความเพียรมีองค์ ๔ ทรงกำจัดกองกำลังของมาร. 
         ในราตรีปฐมยามทรงชำระปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ในมัชฌิมยามทรงชำระทิพยจักษุ ในปัจฉิมยามทรงพิจารณาปัจจยาการ ทรงออกจากจตุตถฌานที่มีอานาปานสติเป็นอารมณ์ ทรงหยั่งสำรวจในปัญจขันธ์ ก็ทรงเห็นลักษณะทั้งหลายด้วยปัญญาอันสม่ำเสมอ โดยอุทยัพพญาณ ทรงเจริญวิปัสสนาจนถึงโคตรภูญาณ ทรงแทงตลอดมรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ ญาณกำหนดกำเนิด ๔ ญาณกำหนดคติ ๕ อสาธารณญาณ ๖ และพระพุทธคุณทั้งสิ้น ทรงมีความดำริบริบูรณ์แล้ว ประทับนั่ง ณ โคนไม้ที่ตรัสรู้ ทรงเปล่งอุทานอย่างนี้ว่า 
               เราแสวงหาตัณหานายช่างผู้สร้างเรือน เมื่อไม่พบ 
         จึงต้องท่องเที่ยวไปตลอดชาติสงสารเป็นอันมาก ชาติความ 
         เกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนตัณหานายช่างผู้สร้างเรือน เรา 
         เห็นท่านแล้ว ท่านจักสร้างเรือนอีกไม่ได้ โครงสร้างเรือนของ 
         ท่านเราหักหมดแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อออกแล้ว จิตของเราถึง 
         ธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาแล้ว. 
               คติแห่งไฟที่ลุกโพลง ที่ภาชนะสัมฤทธิ์ที่นายช่างตี 
         ด้วยพะเนินเหล็กกำจัดแล้วก็สงบเย็นลงโดยลำดับ ไม่มีใครรู้ 
         คติความไปของมันได้ ฉันใด. คติของพระขีณาสพผู้หลุดพ้น 
         โดยชอบ ข้ามเครื่องผูกคือกามโอฆะ บรรลุสุขอันไม่หวั่นไหว 
         ก็ไม่มีใครจะรู้คติของท่านได้ ฉันนั้น.๒- 
๒- ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๗๘. 
         ทรงยับยั้งอยู่ด้วยสุขในผลสมาบัติ ณ โคนโพธิพฤกษ์ ๗ สัปดาห์ในสัปดาห์ที่ ๘ ทรงอาศัยการอาราธนาของพรหม ทรงใคร่ครวญว่า เราจะแสดงธรรมครั้งแรกแก่ใครเล่าหนอ ก็ได้ทรงเห็นภิกษุ ๑๐ โกฏิซึ่งบวชกับพระองค์ว่า
         กุลบุตรพวกนี้สะสมกุศลมูลไว้ จึงบวชตามเราซึ่งกำลังบวช บำเพ็ญเพียรกับเรา บำรุงเรา เอาเถิด เราจะพึงแสดงธรรมแก่กุลบุตรพวกนี้ก่อนใครหมด. 
         ครั้นทรงใคร่ครวญอย่างนี้แล้ว ก็ทรงตรวจดูว่า ภิกษุเหล่านั้น บัดนี้อยู่ที่ไหนก็ทรงเห็นว่าอยู่กันที่เทวะวัน กรุงอรุนธวดีระยะทาง ๑๘ โยชน์แต่ที่นี้ จึงทรงอันตรธานจากโคนโพธิพฤกษ์ไปปรากฏที่เทวะวัน เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้หรือคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น. 
         สมัยนั้น ภิกษุสิบโกฏิเหล่านั้นอาศัยกรุงอรุนธวดีอยู่ที่เทวะวัน. 
         ก็แลเห็นพระทศพลทรงพุทธดำเนินมาแต่ไกล พากันมีใจผ่องใสรับเสด็จ รับบาตร จีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปูลาดพุทธอาสน์ ทำความเคารพ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่งแวดล้อม ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง. 
         ณ ที่นั้น พระโกณฑัญญทศพลอันหมู่มุนีแวดล้อมแล้ว ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์อันรุ่งโรจน์ ประดุจท้าวสหัสนัยน์อันหมู่เทพชั้นไตรทศแวดล้อม ประดุจดวงรัชนีกรในฤดูสารทที่โคจร ณ พื้นนภากาศอันไร้มลทิน ประดุจดวงจันทร์เพ็ญ อันหมู่ดาวแวดล้อม. 
         ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสพระธัมมจักกัปวัตตนสูตร มีปริวัฏ ๓ อาการ ๑๒ อันยอดเยี่ยม ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงซ่องเสพแล้ว แก่ภิกษุเหล่านั้น ทรงยังเทวดาและมนุษย์แสนโกฏิ มีภิกษุสิบโกฏิเป็นประธานให้ดื่มอมฤตธรรม. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
            ภายหลังสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระ 
      นามว่าโกณฑัญญะผู้นำโลก ผู้มีพระเดชไม่มีที่สุด ผู้มีบริวาร 
      ยศกำหนดไม่ได้ มีพระคุณประมาณมิได้ ยากที่ผู้ใดจะเข้า 
      เฝ้า มีพระขันติอุปมาดังแผ่นธรณี มีพระศีลคุณอุปมาดังสาคร 
      มีพระสมาธิอุปมาดังเขาเมรุ มีพระญาณอุปมาดังท้องนภากาศ. 
            พระพุทธเจ้าทรงประกาศอินทรีย์ พละ โพชฌงค์และ 
      มรรคสัจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ทุกเมื่อ. 
            เมื่อพระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้นำโลกทรงประกาศพระ 
      ธรรมจักร อภิสมัยการตรัสรู้ธรรมครั้งแรกก็ได้มีแก่เทวดาและ 
      มนุษย์แสนโกฏิ.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทีปงฺกรสฺส อปเรน ความว่า ในสมัยต่อจากสมัยของพระทีปังกรศาสดา. 
         บทว่า โกณฺฑญฺโญ นาม ได้แก่ เป็นพระนามาภิไธยที่ทรงได้รับโดยพระโคตรของพระองค์. 
         บทว่า นายโก ได้แก่ เป็นผู้นำวิเศษ. 
         บทว่า อนนฺตเตโช ได้แก่ มีพระเดชไม่มีที่สุด ด้วยเดชแห่งพระศีลคุณพระญาณและบุญ. เบื้องต่ำแต่อเวจี เบื้องบนถึงภวัคคพรหม เบื้องขวางโลกธาตุอันไม่มีที่สุด ในระหว่างนี้ แม้บุคคลผู้หนึ่งชื่อว่าเป็นผู้สามารถที่จะยืนมองพระพักตร์ของพระองค์ไม่มีเลย ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า อนนฺตเตโช. 
         บทว่า อมิตยโส ได้แก่ มีบริวารยศไม่มีที่สุด. 
         จริงอยู่ แสนปีของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ตลอดจนถึงสมัยเสด็จดับขันธปรินิพพาน ในระหว่างนี้ จำนวนภิกษุบริษัทกำหนดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่า อมิตยโส. แม้ผู้มีเกียรติคุณที่กำหนดมิได้ ก็ตรัสว่า อมิตยโส. 
         บทว่า อปฺปเมยฺโย ได้แก่ ผู้ประมาณมิได้ โดยปริมาณหมู่แห่งคุณ เหตุนั้นจึงชื่อว่า อปฺปเมยฺโย มีพระคุณหาประมาณมิได้.
         เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า 
                            พุทฺโธปิ พุทฺธสฺส ภเณยฺย วณฺณํ 
                          กปฺปมฺปิ เจ อญฺญมภาสมาโน 
                     ขีเยถ กปฺโป จิรทีฆมนฺตเร 
                       วณฺโณ น ขีเยถ ตถาคตสฺส. 
            ถ้าแม้ว่าพระพุทธเจ้า พึงตรัสสรรเสริญพระคุณของ 
            พระพุทธเจ้า โดยไม่ตรัสเรื่องอื่นเลย แม้ตลอดทั้งกัป. 
            กัปที่มีในระหว่างกาลอันยาวนาน ก็จะพึงสิ้นไป แต่ 
            การสรรเสริญพระคุณของพระตถาคต ยังหาสิ้นไปไม่.
         เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงเรียกว่าอัปปเมยยะ เพราะทรงมีหมู่พระคุณประมาณมิได้. 
         บทว่า ทูราสโท ได้แก่ เป็นผู้อันใครๆ เข้าเฝ้าได้ยาก. 
         อธิบายว่า ความเป็นผู้อันใครๆ ไม่อาจเบียดเสียดกันเข้าไปเฝ้า ชื่อว่าทุราสทะ คือเป็นผู้อันใครๆ ไม่มีอำนาจเทียบเคียงได้. 
         บทว่า ธรณูปโม ได้แก่ ผู้เสมอด้วยแผ่นธรณี. 
         บทว่า ขมเนน ได้แก่ เพราะพระขันติ พระพุทธเจ้า ท่านเรียกว่าผู้อุปมาด้วยแผ่นธรณี เพราะไม่ทรงหวั่นไหวด้วยอิฐารมณ์และอนิฐารมณ์ มีลาภและไม่มีลาภเป็นต้น เหมือนมหาปฐพีอันหนาถึงสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ไม่ไหวด้วยลมปกติฉะนั้น. 
         บทว่า สีเลน สาครูปโม ได้แก่ ทรงเสมอด้วยสาคร เพราะไม่ทรงละเมิดขอบเขตด้วยศีลสังวร. 
         จริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรตั้งอยู่เป็นปกติ ไม่ล่วงขอบเขต ดังนี้.
อนันตะ ความไม่มีที่สุด ๔ ประการ
         บทว่า สมาธินา เมรูปโม ได้แก่ ทรงเป็นผู้เสมอคือเสมือนด้วยขุนเขาเมรุ เพราะไม่มีความหวั่นไหวอันจะเกิดแต่ธรรมที่เป็นข้าศึกต่อสมาธิ หรือว่ามีพระสรีระมั่นคง เหมือนขุนเขาเมรุ. 
         ในบทว่า ญาเณน คคนูปโม นี้ ท่านทำอุปมาด้วยอากาศที่ไม่มีที่สุด เพราะพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีที่สุด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนันตะ ไม่มีที่สุดไว้ ๔ อย่าง เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า 
               สตฺตกาโย จ อากาโส จกฺกวาฬา จนนฺตกา 
               พุทฺธญาณํ อปฺปเมยฺยํ น สกฺกา เอเต วิชานิตุํ. 
               หมู่สัตว์ ๑ อากาศ ๑ จักรวาล ไม่มีที่สุด ๑ 
               พระพุทธญาณ หาประมาณมิได้ ๑ ทั้ง ๔ 
               นี้อันใครๆ ไม่อาจรู้ได้. 
         เพราะฉะนั้น จึงทรงทำอุปมาญาณอันไม่มีที่สุด ด้วยอากาศที่ไม่มีที่สุดแล. 
         บทว่า อินฺทฺริยพลโพชฺฌงฺคมคฺคสจฺจปฺปกาสนํ ความว่า แม้สติปัฏฐาน สัมมัปปธานและอิทธิบาท ก็เป็นอันทรงถือเอาด้วย ด้วยการถือเอาอินทรีย์ พละ โพชฌงค์และมรรคสัจเหล่านี้ เพราะฉะนั้น จึงทรงประกาศแสดงธรรมเป็นเครื่องประกาศโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการโดยสังเขป ๔ มีอินทรีย์เป็นต้น. 
         บทว่า หิตาย แปลว่า เพื่อประโยชน์เกื้อกูล. 
         บทว่า ธมฺมจกฺกํ ปวตฺเตนฺเต ได้แก่ เมื่อทรงให้เทศนาญาณเป็นไปอยู่. 
         ต่อจากนั้น ในมหามงคลสมาคม เทวดาในหมื่นจักรวาล เนรมิตอัตภาพอันละเอียด ประชุมกันในจักรวาลนี้นี่แล. 
         เล่ากันว่า ในมหามงคลสมาคมนั้น เทพบุตรองค์หนึ่งทูลถามมงคลปัญหากะพระโกณฑัญญทศพล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสมงคลทั้งหลายโปรดเทพบุตรองค์นั้น. ในมหามงคลสมาคมนั้น เทวดาเก้าหมื่นโกฏิบรรลุพระอรหัต. จำนวนพระอริยบุคคลมีพระโสดาบันเป็นต้นกำหนดไม่ได้เลย. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมนอกไป 
         จากนั้น โปรดมนุษย์และเทวดาทั้งหลายในสมาคม 
         อภิสมัยการตรัสรู้ธรรมครั้งที่ ๒ ก็ได้มีแก่เทวดาเก้า 
         หมื่นโกฏิ.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตโต ปรมฺปิ ได้แก่ แม้ในส่วนอื่นอีก จากนั้น. 
         บทว่า เทเสนฺเต ได้แก่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม. 
         บทว่า นรมรูนํ ได้แก่ แก่มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย. 
         ครั้งใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ย่ำยีมานะของเดียรถีย์ ทรงแสดงธรรม ณ ภาคพื้นนภากาศ. ครั้งนั้น มนุษย์และเทวดาแปดหมื่นโกฏิ บรรลุพระอรหัต ผู้ที่ตั้งอยู่ในผล ๓ เกินที่จะนับได้. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
            ครั้งใด พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงย่ำยีพวกเดียรถีย์ 
            จึงทรงแสดงธรรมโปรด ครั้งนั้น อภิสมัยการตรัสรู้ธรรม 
            ครั้งที่ ๓ จึงได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ.
         แก้อรรถ         
         พึงนำ ตทาศัพท์ มาจึงจะเห็นความในคาถานั้นว่า ครั้งใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยจึงได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ. 
         ได้ยินว่า พระโกณฑัญญศาสดาตรัสรู้พระอภิสัมโพธิญาณแล้ว พรรษาแรก ทรงอาศัยกรุงจันทวดี ประทับอยู่ ณ พระวิหารจันทาราม ในที่นั้น ภัททมาณพ บุตรของพราหมณ์มหาศาลชื่อสุจินธระ และสุภัททมาณพ บุตรของยโสธรพราหมณ์ ฟังพระธรรมเทศนาเฉพาะพระพักตร์ของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า มีใจเลื่อมใส ก็บวชในสำนักของพระองค์ พร้อมกับมาณพหมื่นหนึ่งแล้วบรรลุพระอรหัต. 
         ครั้งนั้น พระโกณฑัญญศาสดาอันภิกษุแสนโกฏิมีพระสุภัททเถระ เป็นประธานแวดล้อมแล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ณ เพ็ญเดือนเชษฐะ (เดือน ๗) นั้นเป็นการประชุมครั้งที่ ๑. 
         ต่อจากนั้น เมื่อพระโอรสของพระโกณฑัญญศาสดา พระนามว่าวิชิตเสนะ ทรงบรรลุพระอรหัต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ณ ท่ามกลางภิกษุพันโกฏิมีพระวิชิตเสนะนั้นเป็นประธาน นั้นเป็นการประชุมครั้งที่ ๒. 
         สมัยต่อมา พระทศพลเสด็จจาริก ณ ชนบท ทรงยังพระเจ้าอุเทนซึ่งมีชนเก้าสิบโกฏิเป็นบริวารให้ทรงผนวชพร้อมด้วยบริษัท เมื่อพระเจ้าอุเทนนั้นทรงบรรลุพระอรหัตแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพระอรหันต์เก้าสิบโกฏิมีพระเจ้าอุเทนนั้นเป็นประธานแวดล้อมแล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นั้นเป็นการประชุมครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ 
            ทรงมีการประชุมภิกษุ ผู้เป็นพระขีณาสพ ไร้มลทิน 
            ผู้มีจิตสงบผู้คงที่ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ประชุมภิกษุแสน 
            โกฏิ ครั้งที่ ๒ ประชุมภิกษุพันโกฏิ ครั้งที่ ๓ ประชุม 
            ภิกษุเก้าสิบโกฏิ. 
         ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่าวิชิตาวี ประทับอยู่ ณ กรุงจันทวดี. 
         เล่ากันว่า พระองค์อันคนชั้นดีเป็นอันมากแวดล้อมแล้ว ทรงปกครองแผ่นดิน อันเป็นที่อยู่แห่งน้ำและขุมทรัพย์ พร้อมทั้งขุนเขาสุเมรุและยุคันธร ทรงไว้ซึ่งรัตนะหาประมาณมิได้โดยธรรม ไม่ใช้อาชญา ไม่ใช้ศัสตรา.
         ครั้งนั้น พระโกณฑัญญพุทธเจ้าอันพระขีณาสพแสนโกฏิแวดล้อมแล้ว เสด็จจาริก ณ ชนบท เสด็จถึงกรุงจันทวดีโดยลำดับ. 
         เล่ากันว่า พระเจ้าวิชิตาวีทรงสดับข่าวว่า เขาว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จถึงนครของเราแล้ว จึงออกไปรับเสด็จ จัดแจงสถานที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า นิมนต์เพื่อเสวยภัตตาหาร ณ วันรุ่งขึ้นพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์. 
         วันรุ่งขึ้นก็ทรงให้เขาจัดภัตตาหารเป็นอย่างดีแล้ว ได้ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์นับได้แสนโกฏิ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. พระโพธิสัตว์ทรงให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยแล้ว จบอนุโมทนา ทรงทูลขอว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์เมื่อจะทรงทำการสงเคราะห์มหาชน ขอโปรดประทับอยู่ในนครนี้นี่แหละตลอดไตรมาส ได้ทรงถวายอสทิสทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เป็นนิตย์ ตลอดไตรมาส. 
         ครั้งนั้น พระศาสดาทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์ว่าจักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ ในอนาคตกาล แล้วทรงแสดงธรรมแก่พระองค์. ท้าวเธอทรงสดับธรรมกถาของพระศาสดาแล้ว ทรงมอบราชสมบัติ ออกทรงผนวช ทรงเล่าเรียนพระไตรปิฎก ทำสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดแล้วมีฌานไม่เสื่อม ก็บังเกิดในพรหมโลก. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่าวิชิตาวี เป็นใหญ่ 
            เหนือปฐพี มีสมุทรสาครเป็นที่สุด. 
                  เรายังพระขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน ผู้แสวงคุณอันยิ่ง 
            ใหญ่แสนโกฏิ พร้อมด้วยพระผู้ทรงเป็นนาถะเลิศแห่ง 
            โลก ให้อิ่มหนำด้วยข้าวน้ำอันประณีต. 
                  พระโกณฑัญญพุทธเจ้าผู้นำโลก แม้พระองค์ 
            นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่า จักเป็นพระพุทธเจ้าผู้มีคุณ 
            ที่ประมาณมิได้ในโลก ในกัปต่อจากกัปนี้. 
                  พระตถาคตจักออกทรงผนวชจากกรุงกบิลพัสดุ์ 
            อันรื่นรมย์ ทรงกระทำความเพียร คือกระทำทุกกรกิริยา. 
                  พระตถาคตจักประทับนั่งที่โคนต้นอชปาล 
            นิโครธ รับมธุปายาส ณ ที่นั้น แล้วเสด็จไปสู่ฝั่งแห่ง 
            แม่น้ำเนรัญชรา. 
                  พระชินเจ้าพระองค์นั้น ครั้นเสวยมธุปายาส 
            ที่ฝั่งเนรัญชรานั้นแล้ว ก็เสด็จไปที่ควงโพธิพฤกษ์ 
            ตามเส้นทางที่มีผู้จัดแจงไว้. 
         ลำดับนั้น พระองค์ผู้ทรงพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณโพธิมณฑ์อันประเสริฐสุด จักตรัสรู้ (พระสัมมาสัมโพธิญาณ) ณ ควงไม้อัสสัตถพฤกษ์. 
               ท่านผู้นี้จักมีพระชนนีพุทธมารดา พระนามว่ามายา 
         มีพระชนกพุทธบิดา พระนามว่าสุทโธทนะ ท่านผู้นี้จักมี 
         พระนามว่า โคตมะ 
               จักมีอัครสาวก ชื่อว่าโกลิตะและอุปติสสะ ผู้ไม่มี 
         อาสวะ ผู้ปราศจากราคะ ผู้มีจิตสงบและมั่นคง จักมีพุทธ 
         อุปัฏฐากชื่อ อานันทะ บำรุงพระชินะนั้น. 
               จักมีอัครสาวิกา ชื่อว่าเขมาและอุบลวรรณา ผู้ไม่มี 
         อาสวะ ผู้ปราศจากราคะ ผู้มีจิตสงบและมั่นคง. ต้นไม้ที่ 
         ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเรียกว่าอัสสัตถะ 
         ต้นโพธิใบ. 
               จักมีอัครอุปัฏฐาก ชื่อว่าจิตตะและหัตถะอาฬวกะ 
         จักมีอัครอุปัฏฐายิกา ชื่อว่านันทมาตาและอุตตรา พระ 
         ชนมายุของพระโคตมะผู้มียศพระองค์นั้น ประมาณ 
         ๑๐๐ ปี. 
               มนุษย์และเทวดาทั้งหลายฟังพระดำรัสของพระผู้ 
         แสวงคุณยิ่งใหญ่ ไม่มีผู้เสมอนี้แล้ว ก็พากันปลื้มใจว่า 
         ผู้นี้เป็นหน่อพุทธางกูร. 
               เทวดาในหมื่นโลกธาตุ พากันโห่ร้องปรบมือหัวร่อ 
         ร่าเริง ประคองอัญชลีนมัสการ กล่าวว่า 
               ผิว่า พวกเราพลาดคำสอนของพระโลกนาถพระ 
         องค์นี้ไซร้ ในอนาคตกาล พวกเราก็จักอยู่ต่อหน้าท่าน 
         ผู้นี้. 
               มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อจะข้ามแม่น้ำ พลาดท่าน้ำ 
         ตรงหน้า ก็ถือท่าน้ำข้างหลังข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉันใด. 
               พวกเราทุกคน ผิว่า พ้นพระชินเจ้าพระองค์นี้ไป 
         ในอนาคตกาล ก็จักอยู่ต่อหน้าท่านผู้นี้ ฉันนั้น. 
               เราได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยังจิตให้ 
         เลื่อมใสยิ่งๆ ขึ้นไป เมื่อจะให้สำเร็จประโยชน์นั้น นั่น 
         แล จึงถวายมหาราชสมบัติแด่พระชินเจ้า ครั้นถวาย 
         มหาราชสมบัติแล้ว ก็บวชในสำนักของพระองค์. 
               เราเล่าเรียนพระสูตร พระวินัย นวังคสัตถุศาสน์ 
         ทุกอย่าง ยังศาสนาของพระชินเจ้าให้งดงาม. 
               เราอยู่อย่างไม่ประมาท ในพระศาสนานั้น ใน 
         อิริยาบถนั่งนอนและเดิน ก็ถึงฝั่งแห่งอภิญญาเข้าถึง 
         พรหมโลก.
         แก้อรรถ
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหํ เตน สมเยน ได้แก่ เราในสมัยนั้น.
         บทว่า วิชิตาวี นาม ได้แก่ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามอย่างนี้. 
         ในบทว่า สมุทฺทํ อนฺตมนฺเตน นี้ ความว่า เราเป็นใหญ่ ตลอดปฐพีที่ตั้งจักรวาลบรรพต ทำจักรวาลบรรพตเป็นเขตแดน ทำสมุทรสาครเป็นที่สุด ความเป็นใหญ่มิใช่ปรากฎด้วยเหตุมีประมาณเพียงเท่านี้. 
         เล่ากันว่า ด้วยอานุภาพแห่งจักรรัตนะ พระเจ้าจักรพรรดิเสด็จไปยังบุพวิเทหทวีป ซึ่งมีขนาดแปดพันโยชน์ ทางส่วนบนสมุทร มีเขาสิเนรุอยู่เบื้องซ้าย ในที่นั้น พระเจ้าจักรพรรดิจะประทานโอวาทว่า ไม่ควรฆ่าสัตว์มีชีวิต ไม่ควรถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้ ไม่ควรประพฤติผิดในกามทั้งหลาย ไม่ควรพูดเท็จ ไม่ควรดื่มน้ำเมา จงบริโภคของตามที่บริโภคได้. 
         เมื่อประทานโอวาทอย่างนี้แล้ว จักรรัตนะนั้นก็เหาะสู่อากาศหยั่งลงสมุทรด้านทิศบูรพา หยั่งโดยประการใดๆ คลื่นที่หดตัวก็แตกกระจาย เมื่อเดินลงก็เดินลงสู่น้ำในมหาสมุทร ชั่วโยชน์เดียว ตั้งอยู่น่าดูอย่างยิ่ง เหมือนฝาแก้วไพฑูรย์ แก้วมณี ทั้งสองข้างภายในสมุทร โดยประการนั้นๆ จักรรัตนะนั้นไปตลอดที่มีสาครด้านทิศบูรพาเป็นที่สุดอย่างนั้นก็หมุนกลับ. 
         เมื่อจักรรัตนะนั้นหมุนกลับ บริษัทนั้นก็อยู่ทางปลาย พระเจ้าจักรพรรดิอยู่ตรงกลาง ตัวจักรรัตนะอยู่ท้าย จักรรัตนะแม้นั้นกระทบน้ำมีมณฑลดื่มเป็นที่สุดเท่านั้น เหมือนไม่ยอมพรากชายน้ำ จึงเข้าสู่ริมฝั่ง.
พระเจ้าจักรพรรดิทรงแผ่ศักดานุภาพ
         พระเจ้าจักรพรรดิทรงชนะบุพวิเทหทวีปซึ่งมีสมุทรด้านทิศบูรพาเป็นที่สุดอย่างนี้แล้ว มีพระราชประสงค์จะทรงชนะชมพูทวีป ซึ่งมีสมุทรด้านทิศทักษิณเป็นที่สุดจึงมุ่งพระพักตร์ไปทางทิศทักษิณ เสด็จไปตามทางที่จักรรัตนะแสดง. จักรรัตนะนั้น ครั้นชนะชมพูทวีปซึ่งมีขนาดหมื่นโยชน์แล้ว ก็ขึ้นจากสมุทรด้านทิศทักษิณ ก็ไปโดยนัยที่กล่าวแล้วแต่หนหลัง เพื่อชนะอปรโคยานทวีปซึ่งมีขนาดเจ็ดพันโยชน์. 
         ครั้นชนะอปรโคยานทวีปนั้นซึ่งมีสาครเป็นที่สุดแล้ว ก็ขึ้นจากสมุทรด้านทิศปัจฉิมไปอย่างนั้นเหมือนกัน เพื่อชนะอุตตรกุรุทวีป ซึ่งมีขนาดแปดพันโยชน์ ก็ชนะอย่างนั้นเหมือนกัน ทำอุตตรกุรุทวีปนั้น มีสมุทรเป็นที่สุด ก็ขึ้นแม้จากสมุทรด้านทิศอุดร. 
         ความเป็นใหญ่เป็นอันพระเจ้าจักรพรรดิทรงประสบแล้วเหนือปฐพี ที่มีสาครเป็นที่สุด ด้วยเหตุมีประมาณเพียงเท่านี้ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า เราเป็นใหญ่เหนือปฐพีมีสมุทรเป็นที่สุด. 
         บทว่า โกฏิสตสหสฺสานํ ได้แก่ แสนโกฏิ. หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. 
         บทว่า วิมลานํ ได้แก่ พระขีณาสพทั้งหลาย. 
         บทว่า สห โลกคฺคนาเถน ความว่า แสนโกฏิกับด้วยพระทศพล. 
         บทว่า ปรมนฺเนน แปลว่า ด้วยข้าวอันประณีต. 
         บทว่า ตปฺปหึ แปลว่า ให้อิ่มแล้ว. 
         บทว่า อปริเมยฺยิโต กปฺเป ความว่า ล่วงไปสามอสงไขยกำไรแสนกัปนับตั้งแต่กัปนี้ คือในภัทรกัปนี้. 
         บทว่า ปธานํ แปลว่า ความเพียร. 
         บทว่า ตเมว อตฺถํ สาเธนฺโต ความว่า บำเพ็ญประโยชน์คือทานบารมีอันทำความเป็นพระพุทธเจ้านั้นนั่นแลให้สำเร็จ ให้เป็นผล. 
         บทว่า มหารชฺชํ ได้แก่ ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. 
         บทว่า ชิเน ได้แก่ ในพระผู้มีพระภาคเจ้า หรือพึงเห็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถจตุตถีวิภัตติ. 
         บทว่า อทํ แปลว่า ได้ให้แล้ว. 
         พึงเห็นการเชื่อมความด้วยบทนี้ว่า เอวมตฺถํ สาเธนฺโต อาจารย์บางพวกสวดว่า มหารชฺชํ ชิเน ททึ ดังนี้ก็มี. 
         บทว่า ททิตฺวาน ได้แก่ สละ. 
         บทว่า สุตฺตนฺตํ ได้แก่ สุตันตปิฏก. 
         บทว่า วินยํ ได้แก่ วินัยปิฏก. 
         บทว่า นวฺงคํ ได้แก่ นวังสัตถุศาสน์มีสุตตะเคยยะเป็นต้น. 
         บทว่า โสภยึ ชินสาสนํ ได้แก่ ประดับพร้อมด้วยอาคมและอธิคมอันเป็นโลกิยะ. 
         บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. 
         บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยสติ. 
         บทว่า พฺรหฺมโลกมคญฺฉหํ ตัดบทเป็น พฺรหฺมโลกํ อคญฺฉึ อหํ.
         พระโกณฑัญญพุทธเจ้าพระองค์นี้มีพระนครชื่อว่ารัมมวดี พระชนกทรงพระนามว่าพระเจ้าสุนันทะ พระชนนีพระนามว่าพระนางสุชาดาเทวี. คู่พระอัครสาวกคือพระภัททะและพระสุภัททะ พระอุปัฏฐากชื่อว่าอนุรุทธะ คู่พระอัครสาวิกาคือพระติสสาและพระอุปติสสา ต้นไม้ที่ตรัสรู้คือต้นสาลกัลยาณี [ขานาง] พระสรีระสูง ๘๘ ศอก พระชนมายุประมาณแสนปี พระองค์มีพระมเหสีพระนามว่ารุจิเทวี มีพระโอรสพระนามว่าวิชิตเสนะ มีอุปัฏฐากพระนามว่าเจ้าจันทะ ประทับอยู่ ณ พระวิหารจันทารามแล. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงคุณยิ่งใหญ่ 
         มีพระนครชื่อว่ารัมมวดี มีพระชนกพระนามว่าพระเจ้า 
         สุนันทะ มีพระชนนีพระนามว่าพระนางสุชาดา. 
               พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีคู่ 
         พระอัครสาวก ชื่อว่าพระภัททะและพระสุภัททะ พุทธ 
         อุปัฏฐาก ชื่อว่าพระอนุรุทธะ. 
               พระโกณฑัญญพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีคู่ 
         พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระติสสา และ พระอุปติสสา 
         มีต้นไม้ที่ตรัสรู้ ชื่อว่าต้นสาลกัลยาณี. 
               พระมหามุนีพระองค์นั้น สูง ๘๘ ศอก สง่างาม 
         เหมือนดวงจันทร์ เหมือนดวงอาทิตย์เที่ยงวัน ฉะนั้น. 
               ในยุคนั้น ทรงมีพระชนมายุแสนปี พระองค์มี 
         พระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น ก็ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้าม 
         โอฆสงสาร. 
               แผ่นเมทนี งดงาม ด้วยพระขีณาสพทั้งหลาย 
         ผู้ไร้มลทิน ก็เหมือนท้องนภากาศ งดงามด้วยเหล่า 
         ดวงดาวทั้งหลาย พระโกณฑัญญพุทธเจ้าพระองค์นั้น 
         ก็ทรงงดงามอย่างนั้น. 
               พระขีณาสพแม้เหล่านั้น หาประมาณมิได้ อัน 
         โลกธรรมให้ไหวมิได้ ยากที่สัตว์จะเข้าไปหา พระผู้มี 
         ยศใหญ่เหล่านั้น แสดงตัวเหมือนสายฟ้าแลบแล้วต่าง 
         ก็ดับขันธปรินิพพาน. 
               พระวรฤทธิ์ของพระชินเจ้า ที่ไม่มีผู้เทียบได้นั้น 
         และพระสมาธิที่พระญาณอบรมแล้ว ทั้งนั้นก็อันตรธาน 
         ไปหมดสิ้น สังขารทุกอย่างก็ว่างเปล่าโดยแน่แท้.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาลกลฺยาณิโก ได้แก่ ต้นสาลกัลยาณี ต้นสาลกัลยาณีนั้นเกิดในสมัยมีพระพุทธเจ้าและสมัยมีพระเจ้าจักรพรรดิเท่านั้น ไม่เกิดในสมัยอื่น.
         เล่ากันว่า ต้นสาลกัลยาณีนั้นผุดขึ้นวันเดียวเท่านั้น. 
         บทว่า ขีณาสเวหิ วิมเลหิ วิจิตฺตา อาสิ เมทนี ความว่า แผ่นเมทนีนี้รุ่งเรืองด้วยผ้ากาสาวะ งดงามด้วยพระขีณาสพทั้งหลายน่าดูอย่างยิ่ง 
         ศัพท์ว่า ยถา หิ เป็นนิบาตลงในอรรถอุปมา. 
         บทว่า อุฬูภิ แปลว่า ด้วยดวงดาวทั้งหลาย. อธิบายว่า แผ่นเมทนีนี้งดงามด้วยพระขีณาสพทั้งหลาย ชื่อว่าสง่างามเหมือนท้องนภากาศงดงามด้วยหมู่ดาวทั้งหลาย. 
         บทว่า อสงฺโขพฺภา ได้แก่ ไม่กำเริบ ไม่วิการด้วยโลกธรรม ๘ ประการ. 
         บทว่า วิชฺชุปาตํว ทสฺเสตฺวา แปลว่า แสดงตัวเหมือนสายฟ้าแลบ. 
         ปาฐะว่า วิชฺชุปฺปาตํ ว ดังนี้ก็มี. 
         ความจริง ครั้งพระโกณฑัญญพุทธเจ้า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อปรินิพพานก็โลดขึ้นสู่อากาศชั่ว ๗ ต้นตาล รุ่งโรจน์ไปรอบๆ เหมือนสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆสีน้ำเงินแก่ เข้าเตโชธาตุแล้วก็ปรินิพพาน เหมือนไฟหมดเชื้อ ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า แสดงตัวเหมือนสายฟ้าแลบ. 
         บทว่า อตุลิยา แปลว่า ชั่งไม่ได้ ไม่มีผู้เสมือน. 
         บทว่า ญาณปริภาวิโต แปลว่า อันญาณให้เจริญแล้ว. 
         คาถาที่เหลือง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยที่กล่าวมาแต่หนหลังแล. 
               พระโกณฑัญญสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพาน 
         ณ พระวิหารจันทาราม ที่น่ารื่นรมย์ เขาสร้างพระเจดีย์สำหรับ 
         พระองค์ เจ็ดโยชน์. 
               พระธาตุทั้งหลาย ของพระศาสดาพระองค์นั้นไม่กระจัด 
         กระจาย คงดำรงอยู่เป็นแท่งเดียว เหมือนรูปปฏิมาทอง. 
         มนุษย์ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นช่วยกันเอาหินอ่อนสีเหลืองก่อแทนดิน ใช้น้ำมันและเนยแทนน้ำสร้างจนแล้วเสร็จแล.
จบพรรณนาวงศ์พระโกณฑัญญพุทธเจ้า

28/มหาภารตะ ตอนที่ - ภีษมะแนะนำสันติภาพขณะที่กรรณปฏิญาณว่าจะพิชิตเพื่อทุรโยธน์

search-google  มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ...     
                        พระเจ้าชนเมชัยตรัสว่า
 “เมื่อบุตรผู้มีจิตใจสูงส่งของพระปริตาอาศัยอยู่ในป่า บุรุษผู้ยิ่งใหญ่และนักธนูผู้เกรียงไกรเหล่านั้น คือบุตรแห่งธฤตราษฎร์ ทำอะไร ? และบุตรแห่งพระอาทิตย์กรรณะ บุตร แห่ง ศกุนี ผู้เกรียงไกรภีษมะโดรนะและคริปาทำอะไร? ท่านจงบอกเรื่องนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด”
                        พระไวสัมปยาณะตรัสว่า
                        "เมื่อพวกปาณฑพไปจากสุโยธนะ ด้วยประการฉะนี้ และเมื่อได้รับการปลดปล่อยจาก โอรสของ ปาณฑุแล้ว เสด็จมายังหัสตินาปุระ ภีษมะจึงกล่าวคำเหล่านี้แก่โอรสของธฤตราษฎร์ว่า
 “โอ้ ลูกเอ๋ย เมื่อเจ้าตั้งใจจะไปอาศรม เราเคยบอกเจ้าไว้แล้วว่า การเดินทางของเจ้าไม่เป็นที่พอใจของเรา แต่เจ้ากลับทำเช่นนั้น โอ้ วีรบุรุษ เจ้าจึงถูกศัตรูจับตัวไปเป็นเชลย และถูกปาณฑพผู้รอบรู้ในศีลธรรมช่วยเหลือ แต่กระนั้นท่านไม่ละอายเลยหรือ แม้แต่ต่อหน้าท่าน โอรสแห่งคันธารีพร้อมด้วยกองทัพของท่าน โอรสของ สุตะก็ตกใจกลัว หนีจากสงครามของพวกคันธรรพ์โอ้พระราชา
 และ โอ้ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย โอ้ ราชโอรสของกษัตริย์! ขณะที่ท่านกับกองทัพของท่านกำลังร่ำไห้อย่างทุกข์ระทม ท่านก็ได้ประจักษ์ถึงวีรกรรมของปาณฑพผู้มีจิตใจสูงส่ง และ โอ้ ผู้มีอาวุธอันเกรียงไกร บุตรผู้ชั่วร้ายของพระสุตะ กรรณะ โอ้ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะในศาสตร์แห่งอาวุธ วีรกรรม หรือศีลธรรม กรรณะ โอ้ ท่านผู้อุทิศตนเพื่อคุณธรรม ก็มิใช่หนึ่งในสี่ของปาณฑพ ฉะนั้น เพื่อสวัสดิภาพแห่งเผ่าพันธุ์นี้ ข้าพเจ้าคิดว่าการสิ้นสุดแห่งสันติภาพเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาสำหรับปาณฑพผู้มีจิตใจสูงส่ง
 'เมื่อภีษมะทรงกล่าวคำนี้แล้ว พระราชโอรสของธฤตราษฎร์ก็ทรงพระสรวลพระทัยยิ่งนัก แล้วเสด็จออกเรือไปกับพระราชโอรสของสุวลทันที ครั้นแล้ว เหล่าพลธนูผู้เกรียงไกรเหล่านั้น พร้อมด้วยกรรณะและทุสสาสน์ ทรงนำหน้า จึงเสด็จตามพระราชโอรสผู้ทรงอำนาจยิ่งของธฤตราษฎร์ไป ภีษมะ ปู่ของชาวกุรุทรงก้มพระเศียรลงด้วยความละอาย แล้วเสด็จไปยังห้องส่วนพระองค์ โอรสของพระราชา
                        และข้าแต่พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อภีษมะเสด็จออกไปแล้ว บุตรของธฤตราษฏร์ผู้เป็นจอมราษฎร์ผู้เป็นจอมราษฎร์ก็เสด็จกลับมายังที่นั้นอีก และเริ่มปรึกษาหารือกับที่ปรึกษาของพระองค์
                        “อะไรคือสิ่งที่ดีสำหรับฉัน? อะไรที่ยังต้องทำต่อไป? และเราจะนำสิ่งดีๆ เหล่านั้นมาพูดคุยกันในวันนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร”
                        กรรณะกล่าวว่า
 “ โอรสของคุรุทุรโยธนะ เจ้าจงใส่ใจถ้อยคำที่ข้ากล่าวเถิด ภีษมะมักตำหนิเราและสรรเสริญปาณฑพ และจากความเคียดแค้นที่เขามีต่อเจ้า เขาก็เกลียดชังข้าด้วย และข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าแห่งมนุษย์ทั้งหลาย ต่อหน้าเจ้า เขามักจะร้องทุกข์ต่อข้าเสมอ โอภารตะ ข้าจะไม่มี วันได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ที่ภีษมะได้กล่าวต่อหน้าเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งยกย่องปาณฑพและตำหนิเจ้า โอ้ ผู้ปราบปรามศัตรู!”
 ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ทรงบัญชาให้ข้าพร้อมด้วยข้าราชบริพาร กองทัพ และยานพาหนะ ข้าราชบริพารจะพิชิตแผ่นดินอันอุดมด้วยภูเขา ป่าไม้ และผืนป่า แผ่นดินนี้ถูกพิชิตโดยปาณฑพผู้ทรงอำนาจทั้งสี่แล้ว ข้าจักพิชิตมันให้พระองค์โดยลำพังอย่างไม่ต้องสงสัย ขอให้ภีษมะผู้ชั่วร้ายยิ่งแห่งเผ่ากุรุนั้น จงเห็นเถิด ผู้ซึ่งประณามผู้ที่ไม่สมควรถูกตำหนิ และสรรเสริญผู้ที่ไม่ควรสรรเสริญ
                        ขอให้เขาเป็นพยานถึงพลังอำนาจของข้าในวันนี้ และตำหนิตัวเองเถิด ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ทรงบัญชาข้า ชัยชนะจะเป็นของพระองค์อย่างแน่นอน ด้วยอาวุธของข้า ข้าแต่พระราชา ข้าพเจ้าขอสาบานต่อพระองค์อย่างนี้
                        “ข้าแต่พระราชา ผู้เป็นโคแห่งเผ่าภารตะ เมื่อได้ฟังถ้อยคำของกรรณะแล้ว ผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งมนุษย์ผู้นั้นก็ทรงพอพระทัยอย่างยิ่ง จึงตรัสแก่กรรณะว่า
 “ข้าได้รับพร ข้าพเจ้าได้รับความโปรดปรานจากท่าน เพราะท่านมีพละกำลังมหาศาล ทรงห่วงใยข้าเสมอมา ชีวิตของข้าพเจ้าจึงบังเกิดผลในวันนี้ ดังเช่นที่ท่านผู้กล้า ทรงปรารถนาจะปราบศัตรูทั้งปวง ขอพระองค์ทรงโปรดทรงช่วยท่านด้วยเถิด ขอพระองค์ทรงบัญชาให้ข้าพเจ้าทำสิ่งใด”
 ข้าแต่พระผู้ปราบศัตรู หลังจากได้รับคำกล่าวเช่นนี้จากพระโอรสผู้ทรงปัญญาของธฤตราษฏระแล้ว กรรณะจึงทรงบัญชาการจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นทั้งหมดสำหรับการเดินทาง และในวันจันทรคติอันเป็นมงคล ในช่วงเวลาอันเป็นมงคล ภายใต้อิทธิพลของดวงดาวซึ่งเทพมงคลทรงเป็นประธาน นักธนูผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ได้รับเกียรติจากผู้เกิดสองครั้ง ได้รับการอาบด้วยวัตถุมงคลและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และได้รับการบูชาด้วยวาจาที่เปล่งออกมา ด้วยเสียงสั่นของรถโลกที่มีวัตถุเคลื่อนที่และวัตถุที่อยู่นิ่ง”
 CCLII - การพิชิตของกรรณะ: การยอมจำนนต่อกษัตริย์และบรรณาการ
 ไวสัมปยานะตรัสต่อไปว่า “ครั้งนั้น โอ วัวในหมู่ชาวภารตะ กรรณะผู้กล้าหาญผู้นั้นได้ถูกกองทัพใหญ่ล้อมไว้ ล้อมเมืองทรูปาท อันงดงาม ไว้ หลังจากการต่อสู้อันดุเดือด เขาได้ปราบวีรบุรุษผู้นั้นลงได้ และ โอ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ทรงให้ทรูปาทถวายเงิน ทอง และแก้วมณี และทรงถวายบรรณาการ และ โอ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย เมื่อปราบเขาลงได้แล้ว (กรรณะ) ก็ได้ปราบเจ้าชาย (ทรูปาท) เหล่านั้นลงได้ และทรงให้พวกนั้นถวายบรรณาการ
 แล้วเสด็จขึ้นเหนือไปปราบกษัตริย์ (แห่งดินแดนนั้น) และเมื่อทรงปราบพระภคทัต ได้ แล้ว พระราชโอรสของพระราธาก็เสด็จขึ้นสู่ภูเขาหิมาวัตอันเกรียงไกร ทรงต่อสู้กับศัตรูตลอดทาง พระองค์เสด็จไปทุกทิศทุกทาง ทรงพิชิตและนำกษัตริย์ทุกพระองค์ที่อาศัยอยู่ในหิมาวัตมาอยู่ภายใต้การปกครอง และทรงให้ชำระหนี้
 ไทย จากนั้นก็เสด็จลงมาจากภูเขาและรีบเร่งไปทางทิศตะวันออก พระองค์ทรงทำลายล้างพวกอังคะบังคะกาลิงคะมัณฑิกะและมคธะ คาร์กขันธ์และยังรวมเอาพวกอวาสีระโยธ ยะ และอจิกษัร ไว้ด้วย เมื่อพิชิตดินแดนทางทิศตะวันออกได้แล้ว กรรณะจึงไปปรากฏตัวต่อหน้าพระภูษิตภูมิและเมื่อยึดพระภูษิตภูมิได้แล้ว พระองค์ทรงทำลายเกวลี มฤตติกาวติ โมหนะปัตรณะ ตริปุระและโกศลและบังคับให้คนเหล่านี้ทั้งหมดถวายบรรณาการ
                        จากนั้นเมื่อเสด็จไปทางทิศใต้ กรรณะได้ปราบเหล่ารถศึกผู้ยิ่งใหญ่ (ของดินแดนนั้น) และในทักษิณัตยะบุตร ชายของ สูตะได้ขัดแย้งกับรุกมี
                        หลังจากต่อสู้มาอย่างยากลำบาก รุกมีจึงพูดกับลูกชายของสุตะว่า
 “ข้าแต่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ข้าพระองค์มีความยินดีในพระกำลังและฤทธิ์อำนาจของท่าน ข้าพระองค์จะไม่ทำผิดต่อท่าน ข้าพระองค์เพียงแต่ทำตามคำปฏิญาณของกษัตริย์ เท่านั้น ข้าพระองค์ยินดีมอบเหรียญทองให้ท่านมากเท่าที่ท่านปรารถนา”
 เมื่อพบกับรุกมีแล้ว กรรณะก็เสด็จไปยังปันทยะและภูเขาศรี โดยการสู้รบ เขาได้ให้ การละ พระเจ้านิลาพระราชโอรสของเวนุดารี และกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่องค์อื่นๆ ที่ประทับทางทิศใต้ ถวายบรรณาการ ต่อมาเมื่อเสด็จไปยังพระราชโอรส ของ สีสุปาลพระราชโอรสของพระสุตะได้ปราบพระองค์ลง และพระโอรสผู้ทรงอำนาจยิ่งนั้นยังทรงนำผู้ปกครองใกล้เคียงทั้งหมดมาอยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์ด้วย
 และ โอ วัวแห่ง เผ่า ภารตะเมื่อปราบพวกอวันตี ได้สำเร็จ และสงบศึกกับพวกเขาแล้ว และเมื่อได้พบกับพวกวฤษณีแล้วพระองค์ก็ทรงยึดครองดินแดนตะวันตกได้ และเมื่อเสด็จมาถึงเขตแดนของวรุณแล้ว พระองค์ก็ทรงให้กษัตริย์ทั้งชาวยาวณะและชาววรรวระถวายบรรณาการ
                        และเมื่อได้พิชิตโลกทั้งตะวันออก ตะวันตก เหนือ และใต้แล้ว วีรบุรุษผู้นั้นก็สามารถนำชาติต่างๆ ของชาวมเลจชะ ชาว ภูเขา ชาวภัทระชาวโรหิตกชาวอักเนยะและชาวมาลาวะ ลงมาอยู่ภายใต้การปกครอง โดย ไม่ต้องช่วยเหลือใด ๆ
                        และเมื่อพระบุตรของพระสุตะ ทรงปราบพวกรถศึกอันเกรียงไกรซึ่งมีพวก นาคจิต เป็นผู้นำแล้ว ก็ได้นำพวก สะสะกะและยาวณะ มาอยู่ ภายใต้การปกครองของพระองค์
 เมื่อทรงพิชิตโลกและนำพาให้อยู่ภายใต้อำนาจแล้ว ราชรถผู้เกรียงไกรและเสือผู้เกรียงไกรในหมู่มนุษย์ก็เสด็จกลับมายังหัสตินาปุระ เทพแห่งมนุษย์ผู้นั้น คือบุตรของ ธฤตราษฏร์พร้อมด้วยบิดา พี่น้อง และมิตรสหาย เสด็จมาหาพลธนูผู้เกรียงไกรผู้มาถึง และถวายความเคารพแด่กรรณะผู้สวมมงกุฎนักรบบุญ.
 และกษัตริย์ทรงประกาศพระราชกิจของพระองค์ว่า “สิ่งที่ข้าไม่ได้รับจากภีษมะ โทร ณะกฤษณะหรือวหลิกะข้าได้รับมาจากท่านแล้ว ขอความดีจงมีแก่ท่าน! ช่างต้องพูดยาวเสียจริง! โอ กรณะ จงฟังคำของข้า! ข้ามีที่พึ่งในท่าน โอ ผู้นำแห่งมนุษย์ โอ้ เสือในหมู่มนุษย์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าปาณฑพและกษัตริย์องค์อื่นๆ ที่สวมมงกุฎแห่งความรุ่งเรืองทั้งหลายนั้น มิได้มาสู่ส่วนสิบหกของท่านเลย โอ กรณะ นักธนูผู้ยิ่งใหญ่ ท่านเห็นธฤตราษฎร์และคันธารี ผู้เลื่องชื่อ เฉกเช่น ที่อาทิตย์ทรงถือสายฟ้า”
 ทันใดนั้นเอง ข้าแต่พระราชา ก็มีเสียงโห่ร้องขึ้นในนครหัสตินาปุระ พร้อมกับเสียงโห่ร้องว่าโอ้!และอนิจจา!และ โอ้ พระเจ้าแผ่นดิน กษัตริย์บางพระองค์สรรเสริญพระองค์ (กรรณะ) ขณะที่บางพระองค์ติเตียนพระองค์ ขณะที่บางพระองค์ก็นิ่งเงียบ ข้าแต่พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อได้พิชิตแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ด้วยภูเขา ป่าไม้ ท้องฟ้า มหาสมุทร ทุ่งนา ผืนแผ่นดินสูงต่ำ เมือง และเกาะแก่งต่างๆ ในเวลาอันสั้น ข้าแต่พระเจ้าแผ่นดิน ทรงนำกษัตริย์ทั้งหลายมาอยู่ใต้อำนาจ และเมื่อทรงมีทรัพย์สมบัติอันไม่เสื่อมสูญ พระราชโอรสของพระสุตจึงได้ปรากฏพระองค์ต่อพระพักตร์พระราชา
 ครั้นแล้ว โอ ผู้ทรงปราบปรามศัตรู เมื่อเข้าไปในพระราชวัง วีรบุรุษผู้นั้นเห็นธฤตราษฎร์กับคันธารี โอ เสือในหมู่มนุษย์ ผู้รอบรู้ในศีลธรรม ทรงจับพระบาทของพระองค์ไว้ดุจบุตร ธฤตราษฎร์จึงโอบกอดด้วยความรักใคร่ แล้วทรงไล่พระองค์ไป นับแต่นั้นเป็นต้นมา โอ กษัตริย์ โอ ภารตะ กษัตริย์ทุรโยธนะและศกุนี โอรสของสุวล ทรงคิดว่าโอรสของปริตา ถูกกรรณะพ่ายแพ้ในสงครามไปแล้ว
 CCLIII - กรรณะแนะนำให้พระไวษณพถวายบูชาแด่ทุรโยธน์
                        ไวสัมปยาณะตรัสต่อไปว่า “ข้าแต่พระราชา โอ้ มหาบุรุษ ผู้ทรงฆ่าวีรบุรุษศัตรู บุตร ของ พระสุตะ ได้กล่าวคำเหล่านี้แก่ทุรโยธนะว่า
 “ข้าแต่เการพทุรโยธนะ พระองค์ทรงระลึกถึงถ้อยคำที่ข้าจะบอกเจ้า และข้าแต่ผู้ปราบปรามศัตรู เมื่อได้ฟังถ้อยคำของข้าแล้ว พระองค์ก็ทรงกระทำตามทุกประการ บัดนี้ โอ้ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ โอ้ วีรบุรุษ แผ่นดินนี้ปราศจากศัตรูแล้ว พระองค์ทรงปกครองแผ่นดินนี้ดุจดังพระศากยมุนี ผู้ทรงพระปรีชา สามารถ ทรงทำลายศัตรูเสียแล้ว”
                        ไวสัมปยานะกล่าวต่อไปว่า “เมื่อกรรณะ ได้กล่าวอย่างนี้แล้ว กษัตริย์ก็ตรัสกับเขาอีกว่า
 “โอ เหล่าโคในหมู่มนุษย์ สิ่งใดที่เจ้าไม่อาจเข้าถึงได้ ผู้ที่เจ้าพึ่งพาอาศัย และผู้ที่เจ้าปรารถนาจะรักษาไว้ บัดนี้ ข้าพเจ้ามีเจตนาที่เจ้าตั้งใจฟังอย่างแท้จริง เมื่อได้เห็นการบูชาอันประเสริฐที่สุด คือราชสุยะ ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเหล่า ปาณฑพได้กระทำความปรารถนาก็ผุดขึ้นในข้าพเจ้า (เพื่อเฉลิมฉลอง) โอรสของสุตะ โปรดทำให้ความปรารถนาของข้าพเจ้านี้เป็นจริงเถิด”
 เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้ว กรรณะจึงได้กล่าวแก่พระราชาดังนี้ว่า บัดนี้ ผู้ปกครองแผ่นดินทั้งปวงได้อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์แล้ว ขอพระองค์ทรงเรียกพราหมณ์ ชั้นสูงมา และขอพระองค์ทรงโปรดทรงจัดเตรียมเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับการบูชายัญด้วยเถิด โอ้ ผู้ปราบศัตรูทั้งหลาย ขอทรงโปรดให้ฤทวิชาตามที่กำหนดไว้ และทรงรอบรู้ในพระเวทจงประกอบพิธีกรรมตามพระบัญญัติของพระองค์เถิด โอ้ พระราชา และขอทรง โปรดให้การบูชายัญอันยิ่งใหญ่ของ พระองค์ มีมากมายเหลือคณา นับด้วยเถิดในเนื้อสัตว์และเครื่องดื่ม และยิ่งใหญ่ด้วยส่วนประกอบต่างๆ เริ่มต้น
                        “ข้าแต่พระราชา เมื่อได้ทรงรับคำตรัสของกรณะแล้วพระราชโอรสของธฤตราษฏระ จึงทรงเรียกปุโรหิตมาตรัสคำเหล่านี้แก่พระองค์ว่า
                        'ท่านได้โปรดฉลองการเสียสละที่ดีที่สุดแก่ข้าพเจ้าอย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งราชสุยะได้จัดเตรียมไว้พร้อมกับทักษิณา อันดีเลิศ '
                        พราหมณ์ผู้ประเสริฐที่สุดจึงทูลพระราชาว่า
“ข้าแต่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเหล่าเการพขณะที่ยุธิษฐิระยังมีชีวิตอยู่ การบูชาอันประเสริฐสุดนี้ไม่อาจกระทำได้ในราชวงศ์ของพระองค์ โอ้ พระราชโอรส! ยิ่งกว่านั้น ข้าแต่กษัตริย์ ธฤตราษฎร์ บิดาของพระองค์ ผู้มีอายุยืนยาว ทรงพระชนม์อยู่ ด้วยเหตุนี้ ข้าแต่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย การบูชานี้จึงไม่อาจกระทำโดยพระองค์ได้ โอ้ พระเจ้าข้า ยังมีการบูชาอันยิ่งใหญ่อีกประการหนึ่ง คล้ายกับการบูชาของพระราชาสุยะ
 ข้าแต่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ขอพระองค์ทรงเฉลิมฉลองการถวายเครื่องบูชานั้นเถิด โปรดฟังถ้อยคำของข้า ผู้ปกครองแผ่นดินทั้งปวงเหล่านี้ ผู้ซึ่งได้เป็นบรรณาการแด่พระองค์ ข้าแต่กษัตริย์ จักถวายเครื่องบรรณาการแด่พระองค์ด้วยทองคำ ทั้งบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ ข้าแต่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ขอพระองค์ทรงไถนา (เพื่อถวายเครื่องบูชา) ด้วยทองคำนั้น และขอพระองค์ทรง
 โอ ภารตะ จงไถพรวนดินสำหรับบูชายัญ ณ ที่นั้น โอ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย จงเริ่มต้นบูชายัญด้วยพิธีกรรมอันสมควร และบูชายัญที่บริสุทธิ์ด้วยมนตร์อันอุดมด้วยเครื่องบูชาอย่างไม่มีที่ติ ชื่อของบูชายัญที่คู่ควรแก่ผู้มีคุณธรรมนั้นคือไวษณพไม่มีใครเคยทำบูชายัญนี้มาก่อน นอกจากพระวิษณุ โบราณ
 การบูชายัญอันทรงพลังนี้ แข่งขันกับการบูชายัญอันประเสริฐที่สุด นั่นคือราชาสุยะเอง ยิ่งไปกว่านั้น มันชอบเราด้วย และเพื่อประโยชน์ของท่าน (ในการฉลอง) ยิ่งกว่านั้น มันยังสามารถฉลองได้โดยปราศจากการรบกวนใดๆ (ด้วยการทำเช่นนั้น) ความปรารถนาของท่านก็จะสัมฤทธิ์ผล
                        "เมื่อพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวคำเหล่านี้แล้ว พระราชโอรสของธฤตราษฏร์ ทรงตรัสคำเหล่านี้แก่กรรณะ พี่น้องของพระองค์ และพระราชโอรสของสุวล
                        ข้าพเจ้าไม่สงสัยเลยว่า ถ้อยคำของพราหมณ์นั้นถูกใจข้าพเจ้าอย่างยิ่ง หากท่านชอบใจด้วย ก็จงกล่าวออกมาโดยเร็วพลัน
                        พวกเขาทั้งหมดจึงได้ทูลต่อพระราชาว่า 'ก็เป็นเช่นนั้น'
                        แล้วพระราชาทรงแต่งตั้งบุคคลให้ทำหน้าที่ของตนทีละคน และทรงโปรดให้ช่างฝีมือทั้งหมดสร้างคันไถ (สำหรับบูชายัญ) และข้าแต่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ทุกสิ่งที่ทรงบัญชาให้กระทำก็ค่อยๆ สำเร็จไปทีละน้อย
 CCLIV - การเสียสละของทุรโยธนะ: คำเชิญถึงปาณฑพและกษัตริย์
                        ไวสัมปยานะกล่าวต่อไปว่า “จากนั้นช่างฝีมือทั้งหมด ที่ปรึกษาหลัก และวิทุระ ผู้มีปัญญาสูงส่ง ก็กล่าวแก่บุตรของธฤตราษฏระ ว่า
                        “การจัดเตรียมเครื่องบูชาอันเลิศนั้นได้สำเร็จแล้ว โอ พระราชา และเวลาก็มาถึงแล้ว โอภารตะและไถทองคำอันล้ำค่ายิ่งก็ถูกสร้างขึ้นแล้ว”
 เมื่อได้ยินดังนั้น โอรสของธฤตราษฎร์ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงรับสั่งให้เริ่มการบูชายัญชั้นเลิศ จากนั้นจึงทรงเริ่มการบูชายัญอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยมนตร์และอุดมไปด้วยอาหาร โอรสของคันธารีจึงได้รับการสถาปนาอย่างถูกต้องตามพระบัญญัติ ธฤตราษฎร์ วิฑูรผู้เลื่องชื่อภีษมะโทรณะกรีปกรรณะและคันธารีผู้มีชื่อเสียง ต่างมีความยินดียิ่ง และโอรสของทุรโยธนะผู้ยิ่งใหญ่ก็ทรงรีบเร่งทูตทั้งหลายได้เชิญเจ้าชายและพราหมณ์ขึ้นพาหนะไปตามทางที่ทรงกำหนดไว้
                        แล้ว ดุษสาสน์ได้กล่าว แก่ทูตผู้หนึ่งว่า เมื่อจะออกเดินทาง “เจ้าจงไปยังป่าทไวตะ โดยเร็ว และเชิญพราหมณ์และคนชั่วพวกปาณฑพ ไปในป่านั้นโดยสมควร ”
                        จากนั้นท่านก็ไปที่นั่น และกราบไหว้พี่น้องปาณฑพทั้งหมดแล้วกล่าวว่า
 ข้าแต่กษัตริย์ทุรโยธนะ ทรง มีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลด้วยฤทธานุภาพอันหาที่สุดมิได้ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และทรงเป็นใหญ่แห่ง กุรุ ทรง กำลังทรงฉลองการพลีกรรม กษัตริย์และพราหมณ์ต่างเสด็จมาจากทิศต่างๆ ข้าแต่กษัตริย์ ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งจาก เการพ ผู้มีจิตใจสูงส่ง กษัตริย์และเจ้าแห่งมนุษย์ผู้นี้ พระราชโอรสของธฤตราษฎร์ ทรงเชิญพระองค์ ดังนั้น พระองค์จึงควรได้ทรงร่วมเป็นสักขีพยานในการพลีกรรมอันน่ารื่นรมย์ของกษัตริย์พระองค์นี้
 เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ของผู้ส่งสาร เสือในหมู่กษัตริย์ กษัตริย์ยุธิษฐิระก็ตรัสว่า “ขออวยพรให้พระเจ้า สุโยธนะ ผู้ทรงเพิ่มพูนเกียรติภูมิให้แก่บรรพบุรุษของพระองค์กำลังทรงฉลองการเสียสละอันประเสริฐนี้ เราควรจะไปที่นั่นเสียที แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ เพราะจนกว่าจะครบปีที่สิบสาม เราจะต้องรักษาคำปฏิญาณของเรา”
                        เมื่อได้ยินคำพูดของยุธิษฐิระผู้ชอบธรรมแล้วภีมะก็กล่าวถ้อยคำเหล่านี้ว่า 'แล้วพระเจ้ายุธิษฐิระผู้เที่ยงธรรมจะไปที่นั่น เมื่อพระองค์จะทรงเหวี่ยงพระองค์ (ทุรโยธนะ) เข้าไปในกองไฟที่จุดด้วยอาวุธ เจ้าพูดกับสุโยธนะอย่างนั้นหรือ
                        เมื่อเมื่อสิ้นปีที่สิบสามแล้ว พระเจ้าแห่งมนุษย์ปาณฑพ จะทรงเทเนยบริสุทธิ์แห่งความโกรธของพระองค์ลงบน ธฤตราษฎร์ในศึกสงครามเมื่อนั้นเราจะมา!
 ข้าแต่พระราชา เหล่าปาณฑพอื่นมิได้กล่าวสิ่งใดอันน่าสะอิดสะเอียน เมื่อเสด็จกลับมา ทูตได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นแก่บุตรของธฤตราษฎร์ให้ฟัง ต่อมา มีบุรุษชั้นสูงมากมาย ขุนนางจากแคว้นต่างๆ และพราหมณ์ผู้มีคุณธรรมสูงส่งมายังนครธฤตราษฎร์ เมื่อได้รับการต้อนรับอย่างเรียบร้อยตามระเบียบ ขุนนางเหล่านั้นก็มีความยินดียิ่งและมีความยินดียิ่ง
                        และพระมหากษัตริย์องค์สำคัญที่สุด คือ ธฤตราษฎร์ ซึ่งมีเหล่าเการพล้อม รอบ ได้ ทรงประสบความปิติยินดีอย่างที่สุด และได้ตรัสกับวิทุระว่า “ข้าแต่กษัตริย์โปรดรีบทำอย่างนี้เถิด เพื่อให้ทุกคนที่อยู่ภายในบริเวณบูชายัญได้รับอาหาร ได้อิ่มเอมและอิ่มใจ”
 ครั้นแล้ว วิทุระผู้ทรงคุณวุฒิผู้รอบรู้ในศีลธรรม ทรงรับรองคำสั่งนั้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ทรงเลี้ยงอาหารและเครื่องดื่มตามระเบียบอย่างรื่นเริง พร้อมด้วยพวงมาลัยหอมและอาภรณ์นานาชนิด ทรงสร้างศาลา (เป็นที่ประทับ) กษัตริย์องค์นี้ทรงเลี้ยงรับรองเหล่าเจ้าชายและพราหมณ์เป็นพันๆ ประทานทรัพย์สมบัตินานาชนิดแก่พวกเขา แล้วทรงอำลา เมื่อพระราชาทั้งหลายเสด็จออกจากพระราชวังแล้ว เสด็จเข้าไปยังหัสตินาปุระโดยมีพระอนุชาโอรสของกรรณะและสุวละโอรสอยู่เคียงข้าง
 CCLV - การเสียสละของทุรโยธนะและคำปฏิญาณของกรรณะ: กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งภารตะ
 ไวสัมปยาณะกล่าวว่า "ข้าแต่พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทุรโยธนะกำลังเสด็จเข้า (เมือง) พวกนักเทศน์ก็สรรเสริญเจ้าชายผู้ทรงฤทธิ์ที่ไม่เคยเสื่อมคลาย และคนอื่นๆ ต่างก็ยกย่องนักธนูผู้ยิ่งใหญ่และกษัตริย์องค์สำคัญยิ่งนั้น และชาวเมืองก็โรยข้าวสารทอดกรอบและน้ำจันทน์ลงบนเขาว่า
                        “ขอพระเจ้าอวยพระพรให้การบูชาของพระองค์สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีโดยปราศจากอุปสรรค”
                        และบางคนที่อยู่ในที่นั้นพูดจาหยาบคายกว่านั้น กล่าวแก่เจ้าแห่งโลกนั้นว่า
                        'แน่นอนว่าการเสียสละของท่านนี้ไม่อาจเทียบได้กับ การเสียสละของ ยุธิษฐิระและนี่ก็ไม่ถึงหนึ่งในสิบหกของการเสียสละนั้น'
                        กษัตริย์องค์นั้นทรงตรัสดังนี้ว่า คนบางคนที่ประมาทต่อผลที่ตามมาได้กล่าวแก่พระองค์ แต่มิตรสหายของพระองค์กลับกล่าวว่า
                        “การเสียสละของท่านนี้เหนือกว่าการเสียสละอื่นๆ ทั้งหมดพระยยาติ พระนหุษะพระมณฑปและพระภารตะที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์โดยการฉลองการเสียสละเช่นนี้ ล้วนไปสู่สวรรค์”
 เมื่อทรงสดับฟังถ้อยคำอันน่ายินดีจากมิตรสหายแล้ว กษัตริย์องค์นั้น ผู้เป็นโคแห่งเผ่าภารตะ ทรงพอพระทัย จึงเสด็จเข้ากรุงและเสด็จไปยังที่ประทับในที่สุด ครั้นแล้ว ข้าแต่พระราชา ทรงบูชาพระบาทของพระบิดา พระมารดา และพระบิดาที่มีภีษมะโธรณะและคริปา เป็นประมุข และ พระวิฑูรผู้มีปัญญาและได้รับความเคารพบูชาจากเหล่าพระอนุชา พระวิฑูรผู้เป็นที่โปรดปรานของเหล่าพระอนุชา ประทับนั่งบนอาสนะอันเลิศ ล้อมรอบด้วยพระอนุชาพระราชโอรสของพระสุต จึงทรงลุกขึ้นตรัสว่า
 “ด้วยโชคลาภเถิด โอ้ ผู้ทรงเกียรติแห่งเผ่าภารตะ การเสียสละอันยิ่งใหญ่นี้ของท่านได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่เมื่อบุตรของปริตาถูกสังหารในสนามรบ และท่านได้เสร็จสิ้น การเสียสละ ราชสุยะแล้วข้าแต่พระเจ้าแห่งมนุษย์ทั้งหลาย ขอถวายเกียรติแด่ท่านอีกครั้งหนึ่ง”
                        ครั้งนั้น กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้เป็นโอรสของธฤตราษฎร์ ผู้มีชื่อเสียง ได้ตอบพระองค์ว่า
                        “ท่านได้กล่าวคำนี้ไว้จริงแล้ว เมื่อใดเล่า โอ้ บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อเหล่าปาณฑพ ผู้มีใจชั่ว ถูกสังหาร และเมื่อ ข้าได้ยกย่อง ราชาสุยะ ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว เมื่อนั้น ท่านจงให้เกียรติข้าเช่นนี้อีกครั้ง โอ้ วีรบุรุษ”
                        เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้ว โอ ภารตะเการพก็โอบกอดกรรณะแล้วเริ่มนึกถึงราชสุยะซึ่งเป็นเครื่องบูชาอันประเสริฐที่สุด กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นก็ทรงปราศรัยแก่เหล่ากุรุที่อยู่รอบๆ พระองค์ ด้วยว่า
                        “เมื่อไรเล่า เราผู้เป็นพวกเการพเมื่อได้สังหารปาณฑพทั้งหมดแล้ว จักเฉลิมฉลองการบูชายัญอันมีค่าและสำคัญที่สุด นั่นคือการบูชายัญราชาสุยะ ”
 แล้วกรรณะก็ตรัสแก่เขาว่า “จงฟังข้าเถิด ช้างในหมู่กษัตริย์ทั้งหลาย! ตราบใดที่ข้ายังไม่สังหารอรชุนข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดล้างเท้า และข้าจะไม่ลิ้มรสเนื้อ และข้าจะรักษาคำปฏิญาณ ของ อสูร[1]และผู้ใดที่วิงวอนขอสิ่งใดจากข้า ข้าจะไม่พูดว่า ‘ ข้าไม่มี ’ เลย เมื่อกรรณะได้ปฏิญาณไว้เช่นนี้ว่าจะสังหารฝัลคุนะในสนามรบ เหล่าพลรถศึกและพลธนูผู้เกรียงไกร บุตรแห่งธฤตราษฏร์ก็ส่งเสียงโห่ร้องอย่างกึกก้อง บุตรแห่งธฤตราษฏร์ต่างคิดว่าปาณฑพถูกพิชิตไปแล้ว
 ครั้งนั้น กษัตริย์ทุรโยธนะผู้สง่างาม ทรงละทิ้งวัวเหล่านั้นไว้ในหมู่มนุษย์ เสด็จเข้าไปในห้องประทับของตน เหมือนพระเจ้ากุเวรเสด็จเข้าไปในสวนของจิตรรถส่วนเหล่าพลธนูผู้เกรียงไกรเหล่านั้น ก็เสด็จไปยังห้องของตนเช่นกัน โอ้ ภารตะ
 “ในขณะนั้น พวกปาณฑพผู้กล้าหาญเหล่านั้น ต่างตื่นเต้นกับถ้อยคำที่ผู้ส่งสารกล่าว และพวกเขาก็ไม่ทำอย่างนั้นอีก (นับแต่นั้นเป็นต้นมา)ประสบความสุขน้อยที่สุด โอ้ กษัตริย์องค์สำคัญยิ่ง เหล่าสายลับได้นำข่าวกรองมาเกี่ยวกับคำปฏิญาณของโอรสแห่งสุตะที่จะสังหารวิชัย เมื่อได้ยินดังนั้น โอ พระผู้เป็นเจ้าแห่งมนุษย์ โอรสแห่ง ธรรมะก็เกิดความวิตกกังวลอย่างยิ่ง เมื่อเห็นว่ากรรณะแห่งจดหมายที่ไม่อาจทะลุทะลวงได้นั้นเก่งกาจยิ่งนัก และเมื่อระลึกถึงความทุกข์ยากทั้งหมดแล้ว พระองค์ก็ไม่พบความสงบสุขเลย และผู้มีจิตใจสูงส่งผู้นั้นเต็มไปด้วยความวิตกกังวล จึงตัดสินใจละทิ้งป่ารอบทไวตวันอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ดุร้าย
 ขณะนั้น พระราชโอรสของธฤตราษฎร์เริ่มครองแผ่นดิน พร้อมด้วยเหล่าพี่น้องผู้กล้าหาญของพระองค์ เช่นเดียวกับภีษมะ โดรณา และคริปา ด้วยความช่วยเหลือของพระราชโอรสของสุตะผู้ทรงสวมมงกุฎแห่งเกียรติยศแห่งสงคราม ทุรโยธนะทรงมุ่งมั่นในความผาสุกของเหล่าผู้ปกครองแผ่นดิน และทรงบูชาพราหมณ์ ชั้นสูง ด้วยการถวายเครื่องบูชาอันมากมาย และวีรบุรุษและปราบศัตรูผู้นี้ ข้าแต่พระราชา ทรงประกอบกิจทำความดีแก่พี่น้อง โดยทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ว่า การให้และการเสพสุขคือหนทางเดียวของทรัพย์สมบัติ
                        เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
 [1] : ปฏิญาณของเหล่าอสูรคือ (ตามคำกล่าวของ Burdwan Pundits) ว่าจะไม่ดื่มเหล้า เป็นการสมเหตุสมผลมากกว่าที่จะสมมติว่ากรรณะสาบานว่าจะละทิ้งมารยาทและการปฏิบัติอันประณีตของเหล่าอารยะและยึดถือตามแบบฉบับของเหล่าอสูร จนกระทั่งความปรารถนาอันแรงกล้านั้นสัมฤทธิ์ผล
 ตอนต่อไป; CCLVI - ความเมตตาของปาณฑพ: คำวิงวอนของกวางและการเคลื่อนตัวของป่า
ก่อนหน้า                   💃🏻💃🏻💃🏻                         อ่านต่อ
 สรุปโดยย่อของบท:
 ยุธิษฐิระ ขณะนอนหลับอยู่ใน ป่า ทไวตะ ได้รับการเยี่ยมเยียนจากกวางที่ร้องขอความเมตตา เนื่องจากพวกเขาคือผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่จากการสังหารหมู่ของ ปาณฑพ ยุธิษฐิระรู้สึกสะเทือนใจกับคำวิงวอนของพวกเขา จึงตัดสินใจออกจากป่าเพื่อให้กวางได้ขยายพันธุ์และเจริญเติบโต เหล่าปาณฑพพร้อมด้วยพราหมณ์และบริวาร มุ่งหน้าไปยังป่ากัมยกะซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่า เมื่อถึงป่า พวกเขาตัดสินใจที่จะใช้เวลาอย่างสงบสุขที่นั่น แสดงความเมตตาต่อสัตว์ที่เคยล่าเพื่อเป็นอาหาร เหล่าปาณฑพซึ่งยึดมั่นในศีลธรรม เลือกที่จะชดใช้ความผิดและอยู่ร่วมกับชาวป่าอย่างสงบสุขในที่อยู่ใหม่

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก โกณฑัญญพุทธวงศ์ที่ ๒ ว่าด้วยพระประวัติพระโกณฑัญญะพุทธเจ้า

โกณฑัญญพุทธวงศ์ที่ ๒ ว่าด้วยพระประวัติพระโกณฑัญญะพุทธเจ้า
   [๓] สมัยต่อมาจากพระพุทธทีปังกร พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า
   โกณฑัญญะ เป็นนายกของโลก ทรงพระเดชไม่มีที่สุด มีพระยศ
   นับมิได้ ประมาณไม่ได้ ยากที่จะรู้ พระองค์มีขันติเปรียบด้วยถนน
   มีศีลเปรียบด้วยสาคร มีสมาธิเปรียบด้วยเขาสุเมรุ มีญาณเปรียบ
   ด้วยอากาศ ทรงประกาศอินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรคและอริยสัจ
   ในกาลทุกเมื่อ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ เมื่อพระพุทธ-
   โกณฑัญญะ ผู้เป็นนายกของโลกทรงประกาศธรรมจักร
  
                     ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่มนุษย์และเทวดาแสนโกฏิ ต่อแต่นั้นเมื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาในสมาคมมนุษย์และเทวดา
                       ธรรมาภิสมัยครั้ง ที่ ๒ ได้มีแก่มนุษย์และเทวดาเก้าหมื่นโกฏิ ในเมื่อทรงแสดงธรรมย่ำยีพวกเดียรถีย์ 
                        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่เทวดาและมนุษย์แปดหมื่นโกฏิ พระพุทธโกณฑัญญะผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง ทรงประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบคงที่ ๓ ครั้ง การประชุมครั้งที่ ๑ มีพระสาวกแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ พันโกฏิ ครั้งที่ ๓ เก้าสิบโกฏิ
                        สมัยนั้นเราเป็นพระมหากษัตริย์พระนามว่า
   วิชิตาวี เป็นใหญ่ในแผ่นดิน โดยมีสมุทรสาครเป็นขอบเขต เรา
   นิมนต์พระสงฆ์สาวกผู้ปราศจากมลทิน ผู้แสวงหาคุณใหญ่ พร้อม
   ด้วยพระศาสดาผู้เป็นนาถะชั้นเลิศของโลก ให้ฉันภัตตาหารอย่างดี
   แม้พระพุทธโกณฑัญญะผู้เป็นนายกของโลกพระองค์นั้น ก็ทรง
   พยากรณ์ว่าผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ... ข้ามแม่น้ำใหญ่
   ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสอย่าง
   ยิ่ง เราเมื่อจะยังประโยชน์นั้นให้สำเร็จ ได้ถวายราชสมบัติอันใหญ่
   หลวงแก่พระพิชิตมาร ครั้นแล้วก็ออกบวชในสำนักของพระองค์
   เราได้เล่าเรียนพระสูตรพระวินัย อันเป็นนวังคสัตถุศาสน์ทั้งปวง
   แล้ว ทำพระศาสนาของพระพิชิตมารให้งดงาม เราเป็นผู้ไม่ประมาท
   ในคำสั่งสอนของพระองค์ทั้งเวลานั่ง ยืน และ เดิน ถึงความสำเร็จ
   ในอภิญญาแล้วได้ไปยังพรหมโลก พระนครชื่อ รัมมวดี พระมหา-
   กษัตริย์ พระนามว่า สุนันทะ พระนางสุชาดา เป็นพระชนกชนนี
   ของพระพุทธโกณฑัญญะ ผู้แสวงหาคุณใหญ่หลวงพระองค์ประทับ
   อยู่ ณ ท่ามกลางเรือนสองหมื่นปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓
   ปราสาทชื่อ รุจิ สุรุจิ และสุภะ ทรงมีพระสนมนารีกำนัลใน
   สามแสน ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่า รุจิเทวี
   พระราชโอรสพระนามว่าชีวิตเสน พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔
   ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยรถราชยาน ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐
   เดือนเต็ม พระพุทธโกณฑัญญมหาวีรเจ้าผู้อุดมกว่าสัตว์อันพรหมทูล
   อาราธนาแล้วทรงประกาศพระธรรมจักรแก่เทวดาและมนุษย์ในป่า
   มหาวัน พระองค์ทรงมีพระภัททเถระและพระสุภัททเถระเป็นอัคร-
   สาวก มีพระเถระนามว่า อนุรุทธะเป็นอุปัฏฐาก มีพระติสสาเถรี
   และพระอุปติสสาเถรีเป็นอัครสาวิกา มีไม้สาละต้นงามเป็นไม้โพธิ์
   ตรัสรู้ โสณอุบาสกและอุปโสณอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก นันทา
   อุบาสิกา และสิริมาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระมหามุนี
   พระองค์นั้น สูง ๘๘ ศอก ทรงงามดั่งพระจันทร์ และเหมือน
   พระอาทิตย์ในเวลาเที่ยง
 ในขณะนั้น สัตว์ทั้งหลายอายุแสนปี พระองค์ทรงดำรงพระชนมายุอยู่เท่านั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมาย พื้นเมทนีงามวิจิตรไปด้วยพระขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน พระองค์ย่อมงามด้วยพระขีณาสพเหมือนท้องฟ้า ย่อมงามด้วยหมู่ดาว ฉะนั้น พระมหานาคแม้เหล่านั้นมีคุณอันประมาณไม่ได้ นับไม่ถ้วน ยากที่จะรู้ได้ ท่านผู้ทรงยศเหล่านั้นนิพพานแล้วเหมือนแสงสายฟ้าตก พระพิชิตมารมีพระฤทธิ์ไม่มีที่เปรียบ มีสมาธิอันพระญาณอบรมทุกอย่างหายไปหมดสิ้น สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระโกณฑัญญพุทธเจ้าผู้ทรงศิริเสด็จนิพพานที่นันทาราม พระเจดีย์ของพระองค์สูง ๗ โยชน์ เขาสร้างไว้ที่นันทารามนั้น.
จบโกณฑัญญพุทธวงศ์ที่ ๒