Translate

03 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๓. มังคลพุทธวงศ์

         พรรณาวงศ์พระมังคลพุทธเจ้าที่ ๓
         ดังได้สดับมา เมื่อพระโกณฑัญญศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ศาสนาของพระองค์ดำรงอยู่แสนปี เพราะพระสาวกของพระพุทธะและอนุพุทธะอันตรธาน ศาสนาของพระองค์ก็อันตรธาน. 
         ต่อจากสมัยของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า ล่วงไปอสงไขยหนึ่ง ในกัปเดียวกันนี่แล ก็บังเกิดพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือ พระมังคละ พระสุมนะ พระเรวตะ พระโสภิตะ. 
         ใน ๔ พระองค์นั้น พระมงคลพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงบำเพ็ญบารมีสิบหกอสงไขยกำไรแสนกัป ก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ทรงดำรงตลอดอายุในสวรรค์ชั้นนั้น เมื่อบุพนิมิต ๕ ประการเกิดขึ้นแล้ว ก็เกิดพุทธโกลาหลขึ้น. 
         ครั้งนั้น เทวดาในหมื่นจักรวาลก็ประชุมกันในจักรวาลนั้น จึงพากันอ้อนวอนว่า
                กาโลยํ เต มหาวีร     อุปฺปชฺช มาตุ กุจฺฉิยํ
                 สเทวกํ ตารยนฺโต     พุชฺฌสฺสุ อมตํ ปทํ.
                        ข้าแต่ท่านมหาวีระ นี้เป็นกาลอันสมควรสำหรับ
                พระองค์ โปรดเสด็จอุบัติในพระครรภ์ของพระมารดาเถิด
                พระองค์เมื่อทรงยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามโอฆสงสาร
                โปรดตรัสรู้อมตบทเถิด เจ้าข้า.
         ทรงถูกเทวดาทั้งหลายอ้อนวอนอย่างนี้แล้ว ทรงพิจารณาวิโลกนะ ๕ ประการก็จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางอุตตราเทวี ราชสกุลของพระเจ้าอุตตระผู้ยอดเยี่ยม ในอุตตระนคร ซึ่งเป็นนครสูงสุดเหนือนครทุกนคร. 
         ครั้งนั้นได้ปรากฏปาฏิหาริย์เป็นอันมาก. 
         ปาฏิหาริย์เหล่านั้นพึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว ในวงศ์ของพระทีปังกรพุทธเจ้านั่นแล. 
         นับตั้งแต่พระมงคลมหาสัตว์ผู้เป็นมงคลของโลกทั้งปวง ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางอุตตระมหาเทวีพระองค์นั้น พระรัศมีแห่งพระสรีระก็แผ่ไปตลอดเนื้อที่ประมาณ ๘๐ ศอกทั้งกลางคืนกลางวัน แสงจันทร์และแสงอาทิตย์สู้ไม่ได้ พระรัศมีนั้นกำจัดความมืดได้โดยที่พระรัศมีแห่งพระสรีระของพระองค์เกิดขึ้น ไม่ต้องใช้แสงสว่างอย่างอื่น พระพี่เลี้ยงพระนม ๖๘ นางคอยปรนนิบัติอยู่. 
         เล่ากันว่า พระนางอุตตราเทวีนั้นมีเทวดาถวายอารักขา ครบทศมาสก็ประสูติพระมังคลมหาบุรุษ ณ มงคลราชอุทยาน ชื่อว่าอุตตรมธุรอุทยาน อันมีไม้ดอกหอมอบอวล ไม้ต้นติดผลมีกิ่งและค่าคบ ประดับด้วยดอกบัวต้นและบัวสาย มีเนื้อกวาง ราชสีห์ เสือ ช้าง โคลาน ควาย เนื้อฟานและฝูงเนื้อนานาชนิดเที่ยวกันไป น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง. 
         พระมหาสัตว์พระองค์นั้นพอประสูติเท่านั้น ก็ทรงแลดูทุกทิศ หันพระพักตร์สู่ทิศอุดร ทรงย่างพระบาท ๗ ก้าว ทรงเปล่งอาสภิวาจา. 
         ขณะนั้น เทวดาสิ้นทั้งหมื่นโลกธาตุก็ปรากฏกาย ประดับองค์ด้วยทิพยมาลัยเป็นต้น ยืนอยู่ในที่นั้นๆ แซ่ซ้องถวายสดุดีชัยมงคล ปาฏิหาริย์ทั้งหลายมีนัยที่กล่าวแล้วทั้งนั้น. 
         ในวันขนานพระนามพระมหาบุรุษนั้น โหรทำนายลักษณะขนานพระนามว่ามงคลกุมาร เพราะประสูติด้วยมงคลสมบัติทุกอย่าง. 
         ได้ยินว่า พระมหาบุรุษนั้นมีปราสาท ๓ หลัง คือ ยสวา รุจิมา สิริมา. สตรีเหล่านาฏกะ [ฟ้อน, ขับ, บรรเลง] จำนวนสามหมื่น มีพระนางยสวดีเป็นประธาน ณ ปราสาทนั้นพระมหาสัตว์เสวยสุขเสมือนทิพยสุข เก้าพันปี ทรงได้พระโอรสพระนามว่าสีลวา ในพระครรภ์ของพระนางยสวดี พระอัครมเหสี ทรงม้าตัวงามนามว่าปัณฑระ ที่ตกแต่งตัวแล้ว เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ทรงผนวช มนุษย์สามโกฏิก็พากันบวชตามเสด็จพระมหาสัตว์ที่ทรงผนวชพระองค์นั้น พระมหาบุรุษอันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้วทรงบำเพ็ญความเพียรอยู่ ๘ เดือน. 
         แต่นั้นก็เสวยข้าวมธุปายาส มีโอชะทิพย์ที่เทวดาใส่ไว้อันนางอุตตรา ธิดาของอุตตรเศรษฐี ในหมู่บ้านอุตตรคามถวายแล้ว ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ สาละวัน ซึ่งประดับด้วยไม้ดอกหอมกรุ่น มีแสงสีเขียว น่ารื่นรมย์ทรงรับหญ้า ๘ กำที่อุตตระอาชีวกถวาย เสด็จเข้าไปยังต้นไม้ที่ตรัสรู้ชื่อนาคะ [กากะทิง] มีร่มเงาเย็นคล้ายอัญชันคิรี สีครามแก่ ประหนึ่งมียอด มีตาข่ายทองคลุม เว้นจากการชุมนุมของฝูงมฤคนานาพันธุ์ ประดับด้วยกิ่งหนาทึบ ที่ต้องลมอ่อนๆ แกว่งไกวคล้ายฟ้อนรำ ถึงต้นนาคะโพธิที่น่าชื่นชม ก็ทรงทำประทักษิณต้นนาคะโพธิ ประทับยืนข้างทิศอีสาน [ตะวันออกเฉียงเหนือ] ทรงลาดสันถัตหญ้า ๕๘ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิเหนือสันถัตหญ้านั้น. 
         ทรงอธิษฐานความเพียรอันประกอบด้วยองค์ ๔ ทรงทำการพิจารณาปัจจยาการ หยั่งลงโดยอำนาจอนิจจลักษณะเป็นต้นในขันธ์ทั้งหลาย ก็ทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณโดยลำดับ ทรงเปล่งอุทานว่า
                     อเนกชาติสํสารํ      สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ
                     คหการํ คเวสนฺโต    ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ
                     คหการก ทิฏฺโฐสิ     ปุน เคหํ น กาหสิ
                     สพฺพา เต ผาสุกา     ภคฺคา คหกูฏํ วิสงฺขตํ
                     วิสงฺขารคตํ จิตฺตํ     ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา.
                     เราแสวงหาตัณหานายช่างผู้สร้างเรือนเมื่อไม่พบ                ก็ท่องเที่ยวไปตลอดชาติสงสารเป็นอันมาก การเกิด                บ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนตัณหานายช่างผู้สร้างเรือน                ตัวท่านเราพบแล้ว ท่านจักสร้างเรือนไม่ได้อีกแล้ว                โครงสร้างเรือนของท่านเราหักเสียหมดแล้ว ยอดเรือน                ท่าน เราก็รื้อเสียแล้ว จิตเราถึงธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่ง
                ไม่ได้ เพราะเราบรรลุธรรมที่สิ้นตัณหาแล้ว.
         ส่วนรัศมีแห่งพระสรีระพระมงคลพุทธเจ้ามีเกินยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ รัศมีแห่งพระสรีระของพระองค์ ไม่เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ซึ่งมีรัศมีพระสรีระ ประมาณ ๘๐ ศอกบ้าง วาหนึ่งบ้างโดยรอบ ส่วนรัศมีแห่งพระสรีระของพระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นั้น แผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุเป็นนิจนิรันดร์ ต้นไม้ ภูเขา เรือน กำแพง หม้อน้ำ บานประตูเป็นต้น ได้เป็นเหมือนหุ้มไว้ด้วยแผ่นทอง. 
         พระองค์มีพระชนมายุถึงเก้าหมื่นปี. รัศมีของดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดวงดาวเป็นต้นไม่มีตลอดเวลาถึงเท่านั้น การกำหนดเวลากลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ สัตว์ทั้งหลายทำการงานกันทุกอย่างด้วยแสงสว่างของพระพุทธเจ้าเท่านั้น เหมือนทำงานด้วยแสงสว่างของดวงอาทิตย์เวลากลางวัน โลกกำหนดเวลาตอนกลางคืนกลางวัน โดยดอกไม้บานยามเย็นและนกร้องยามเช้า. 
         ถามว่า อานุภาพนี้ของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ไม่มีหรือ. 
         ตอบว่า ไม่มี หามิได้. 
         ความจริง พระพุทธเจ้าแม้เหล่านั้น เมื่อทรงประสงค์ ก็ทรงแผ่พระรัศมีไปได้ตลอดหมื่นโลกธาตุหรือยิ่งกว่านั้น แต่รัศมีแห่งพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้ามงคล แผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุเป็นนิจนิรันดร์ เหมือนรัศมีวาหนึ่งของพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ ก็ด้วยอำนาจความปรารถนาแต่เบื้องต้น. 
         เขาว่า ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ พระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงมีพระโอรสและพระชายา ในอัตภาพเช่นเดียวกับอัตภาพเป็นพระเวสสันดร ประทับอยู่ ณ ภูเขาเช่นเดียวกับเขาวงกต. 
         ครั้งนั้น ยักษ์ผู้มีศักดิ์ใหญ่ตนหนึ่งกินมนุษย์เป็นอาหาร ชอบเบียดเบียนคนทุกคน ชื่อขรทาฐิกะ ได้ข่าวว่า พระมหาบุรุษชอบให้ทาน จึงแปลงกายเป็นพราหมณ์เข้าไปหา ทูลขอทารกสองพระองค์กะพระมหาสัตว์. 
         พระมหาสัตว์ทรงดีพระทัยว่า เราจะให้ลูกน้อยสองคนแก่พราหมณ์ดังนี้ ได้ทรงประทานพระราชบุตรทั้งสองพระองค์แล้ว ทำให้แผ่นดินหวั่นไหวจนถึงน้ำ ขณะนั้น ทั้งที่พระมหาสัตว์ทรงเห็นอยู่ ยักษ์ละเพศเป็นพราหมณ์นั้นเสีย มีดวงตากลมเหลือกเหลืองดังเปลวไฟ มีเขี้ยวโง้งไม่เสมอกัน น่าเกลียดน่ากลัว มีจมูกบี้แบน มีผมแดงหยาบยาว มีเรือนร่างเสมือนต้นตาลไหม้ไฟใหม่ๆ จับทารกสองพระองค์ เหมือนกำเหง้าบัวเคี้ยวกิน. 
         พระมหาบุรุษมองดูยักษ์ พอยักษ์อ้าปากก็เห็นปากยักษ์นั้น มีสายเลือดไหลออกเหมือนเปลวไฟ ก็ไม่เกิดโทมนัสแม้เท่าปลายผม เมื่อคิดว่าเราให้ทานดีแล้ว ก็เกิดปีติโสมนัสมากในสรีระ. พระมหาสัตว์นั้นทรงทำความปรารถนาว่า ด้วยผลแห่งทานของเรานี้ ในอนาคตกาล ขอรัศมีทั้งหลายจงแล่นออกโดยทำนองนี้ เมื่อพระองค์อาศัยความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว รัศมีทั้งหลายจึงเปล่งออกจากสรีระ แผ่ไปตลอดสถานที่มีประมาณเท่านั้น. 
         บุพจริยาอย่างอื่นของพระองค์ยังมีอีก. เล่ากันว่า ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ พระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นี้เห็นเจดีย์ของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง คิดว่า ควรที่จะสละชีวิตของเราเพื่อพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ให้เขาพันทั่วทั้งสรีระโดยทำนองพันประทีปด้าม ให้บรรจุถาดทองมีค่านับแสนซึ่งมีช่อดอกไม้ตูมขนาดศอกหนึ่ง เต็มด้วยของหอมและเนยใส จุดไส้เทียนพันไส้ไว้ในถาดทองนั้น ใช้ศีรษะเทินถาดทองนั้นแล้วให้จุดไฟทั่วทั้งตัว ทำประทักษิณพระเจดีย์ของพระชินเจ้าให้เวลาล่วงไปตลอดทั้งคืน. 
         เมื่อพระโพธิสัตว์พยายามอยู่จนอรุณขึ้นอย่างนี้ ไออุ่นก็ไม่จับแม้เพียงขุมขน ได้เป็นเหมือนเวลาเข้าไปสู่ห้องดอกปทุม. 
         จริงทีเดียว ชื่อว่าธรรมนี้ย่อมรักษาบุคคลผู้รักษาตน. 
         ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
                     ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ 
                     ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ 
                     เอสานิสํโส ธมฺเม สุจิณฺเณ 
                     น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารี. 
                  ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่ 
            ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ใน 
            ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรม ย่อมไม่ไป 
               ทุคติ ดังนี้. 
         ด้วยผลแห่งกรรมแม้นี้ แสงสว่างแห่งพระสรีระของพระองค์จึงแผ่ไปตลอดหมื่นโลกธาตุ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ต่อจากสมัยของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า พระพุทธ 
         เจ้าผู้นำโลก พระนามว่ามงคล ก็ทรงกำจัดความมืดในโลก 
         ทรงชูประทีปธรรม. 
               รัศมีของพระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นั้น ไม่มีผู้ 
         เทียบยิ่งกว่าพระชินเจ้าพระองค์อื่นๆ ครอบงำแสงสว่าง 
         ของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ หมื่นโลกธาตุก็สว่างจ้า.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมํ ได้แก่ ความมืดในโลกและความมืดในดวงใจ. 
         บทว่า นิหนฺตฺวาน ได้แก่ ครอบงำ. 
         ในคำว่า ธมฺโมกฺกํ นี้ อุกฺกา ศัพท์นี้ใช้ในอรรถเป็นอันมาก มีเบ้าของช่างทองเป็นต้น. 
         จริงอย่างนั้น เบ้าของช่างทองทั้งหลาย พึงทราบว่า อุกฺกา ในอาคตสถานว่า สณฺฑาเสน ชาตรูปํ คเหตฺวา อุกฺกามุเข ปกฺขิเปยฺย ใช้คีมคีบทองใส่ลงในปากเบ้า. 
         ภาชนะถ่านไฟของช่างทองทั้งหลาย ก็พึงทราบว่า อุกฺกา ในอาคตสถานว่า อุกฺกํ พนฺเธยฺย อุกฺกํ พนฺธิตฺวา อุกฺกามุขํ อาลิมฺเปยฺย พึงผูกภาชนะถ่านไฟ ครั้นผูกภาชนะถ่านไฟแล้ว พึงฉาบปากภาชนะถ่านไฟ. 
         เตาไฟของช่างทอง ก็พึงทราบว่า อุกฺกา ในอาคตสถานว่า กมฺมารานํ ยถา อุกฺกา อนฺโต ฌายติ โน พหิ เปรียบเหมือนเตาของช่างทองทั้งหลาย ย่อมไหม้แต่ภายใน ไม่ไหม้ภายนอก. 
         ความเร็วของพายุ พึงทราบว่า อุกฺกา ในอาคตสถานว่า เอวํวิปาโก อุกฺกาปาโต ภวิสฺสติ มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้.
         คบเพลิง ท่านเรียกว่า อุกฺกา ในอาคตสถานว่า อุกฺกาสุ ธาริยมานาสุ เมื่อคบเพลิงทั้งหลายอันเขาชูอยู่. 
         แม้ในที่นี้คบเพลิง ท่านประสงค์ว่า อุกฺกา. เพราะฉะนั้นในที่นี้จึงมีความว่า ทรงชูคบเพลิงที่สำเร็จด้วยธรรม พระองค์ทรงชูคบเพลิงอันสำเร็จด้วยธรรมแก่โลก ซึ่งถูกความมืดคืออวิชชาปกปิดไว้ อันความมืดคืออวิชชาครอบงำไว้. 
         บทว่า อตุลาสิ ได้แก่ ไม่มีรัศมีอื่นเทียบได้ หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. 
         ความว่า มีพระรัศมีอันพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นๆ เทียบไม่ได้. 
         บทว่า ชิเนหญฺเญหิ ตัดบทเป็น ชิเนหิ อญฺเญหิ แปลว่า กว่าพระชินเจ้าพระองค์อื่นๆ. 
         บทว่า จนฺทสุริยปฺปภํ หนฺตฺวา ได้แก่ กำจัดรัศมีของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์. 
         บทว่า ทสสหสฺสี วิโรจติ ความว่า เว้นแสงสว่างของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ หมื่นโลกธาตุย่อมสว่างจ้าด้วยแสงสว่างของพระพุทธเจ้าเท่านั้น. 
         ก็พระมงคลสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุพระโพธิญาณแล้ว ทรงยับยั้ง ณ โคนต้นไม้ที่ตรัสรู้ ๗ สัปดาห์ ทรงรับคำวอนขอให้ทรงแสดงธรรมของพรหม ทรงใคร่ครวญว่าเราจะแสดงธรรมนี้แก่ใครหนอ ก็ทรงเห็นว่า ภิกษุสามโกฏิที่บวชกับพระองค์ ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย. 
         ครั้งนั้น ทรงดำริว่า กุลบุตรเหล่านี้บวชตามเราซึ่งกำลังบวชอยู่ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย พวกเขาถูกเราซึ่งต้องการวิเวกสละไว้ เมื่อวันเพ็ญเดือนวิสาขะ เข้าไปอาศัยสิริวัฒนนคร อยู่ยังชัฏสิริวัน เอาเถิด เราจักไปแสดงธรรมแก่พวกเขาในที่นั้น แล้วทรงถือบาตรจีวรของพระองค์ เหาะสู่อากาศ เหมือนพระยาหงส์ ปรากฏพระองค์ ณ ชัฏสิริวัน. 
         ภิกษุเหล่านั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงอันเตวาสิกวัตรแล้วนั่งแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงปฏิบัติมาแล้ว แก่ภิกษุเหล่านั้น. 
         ต่อจากนั้น ภิกษุสามโกฏิก็บรรลุพระอรหัต ธรรมาภิสมัยการตรัสรู้ธรรม ได้มีแก่เทวดาและมนุษย์แสนโกฏิ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงประกาศสัจจะ ๔ 
         อันประเสริฐสุด เทวดาและมนุษย์นั้นๆ ดื่มรสสัจจะ 
         บรรเทาความมืดใหญ่ได้. 
               ธรรมาภิสมัย การตรัสรู้ธรรม ได้มีแก่เทวดา 
         และมนุษย์แสนโกฏิ ในปฐมธรรมเทศนาของพระผู้มี 
         พระภาคเจ้าผู้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ที่ชั่งไม่ได้.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุโร แปลว่า ๔. 
         บทว่า สจฺจวรุตฺตเม ความว่า จริงด้วย ประเสริฐด้วย ชื่อว่าสัจจะอันประเสริฐ. 
         อธิบายว่า สัจจะสูงสุด. 
         ปาฐะว่า จตฺตาโร สจฺจวรุตฺตเม ดังนี้ก็มี ความว่า สัจจะอันประเสริฐสูงสุดทั้ง ๔. 
         บทว่า เต เต ได้แก่ เทวดาและมนุษย์นั้นนั่นอันพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงแนะนำแล้ว. 
         บทว่า สจฺจรสํ ได้แก่ ดื่มรสอมตะคือการแทงตลอดสัจจะ ๔. 
         บทว่า วิโนเทนฺติ มหาตมํ ความว่า บรรเทาคือกำจัด ความมืดคือโมหะ ที่พึงละด้วยมรรคนั้นๆ. 
         บทว่า ปตฺวาน ได้แก่ แทงตลอด. 
         ในบทว่า โพธึ นี้ โพธิศัพท์นี้
                มคฺเค ผเล จ นิพฺพาเน    รุกฺเข ปญฺญตฺติยํ ตถา
                สพฺพญฺญุเต จ ญาณสฺมึ     โพธิสทฺโท ปนาคโต.
                                      ก็โพธิศัพท์มาในอรรถ คือ มรรค ผล นิพพาน                ต้นไม้ บัญญัติ พระสัพพัญญุตญาณ.
         จริงอย่างนั้น โพธิศัพท์มาในอรรถว่ามรรค ได้ในประโยคเป็นต้นว่า โพธิ วุจฺจติ จตูสุ มคฺเคสุ ญาณํ ญาณในมรรค ๔ เรียกว่าโพธิ. 
         มาในอรรถว่าผล ได้ในประโยคเป็นต้นว่า อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย สํวตฺตติ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้พร้อม. 
         มาในอรรถว่านิพพาน ได้ในประโยคนี้ว่า ปตฺวาน โพธึ อมตํ อสงฺขตํ บรรลุพระนิพพานอันไม่ตาย ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้. 
         มาในอรรถว่าต้นอัสสัตถะ ต้นโพธิใบ ได้ในประโยคนี้ว่า อนฺตรา จ คยํ อนฺตรา จ โพธึ ระหว่างแม่น้ำคยาและต้นโพธิ. 
         มาในอรรถว่าบัญญัติ ได้ในประโยคนี้ว่า โพธิ โข ราชกุมาโร โภโต โคตมสฺส ปาเท สิรสา วนฺทติ พระราชกุมารพระนามว่าโพธิ ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระโคดม ด้วยเศียรเกล้า. 
         มาในอรรถว่าพระสัพพัญญุตญาณ ได้ในประโยคนี้ว่า ปปฺโปติ โพธึ วรภูริเมธโส พระผู้มีพระปัญญาดีอันประเสริฐดังแผ่นดิน ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ. 
         แม้ในที่นี้ก็พึงเห็นว่าลงในอรรถว่าพระสัพพัญญุตญาณ ลงในอรรถแม้พระอรหัตมรรคญาณก็ควร. 
         บทว่า อตุลํ ได้แก่ เว้นที่จะชั่งได้ คือเกินประมาณ. 
         อธิบายว่า ไม่มีประมาณ. 
         พึงถือความว่า ในปฐมธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้วทรงแสดงธรรม. 
         สมัยใด พระมงคลพุทธเจ้าทรงอาศัยนคร ชื่อจิตตะ ประทับอยู่ ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ข่มมานะของพวกเดียรถีย์ ณ โคนต้นจำปา เหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทรงทำยมกปาฏิหาริย์ที่โคนต้นคัณฑัมพพฤกษ์ แล้วประทับนั่งเหนือพื้นพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ใต้โคนต้นปาริฉัตตกะ ณ ภพดาวดึงส์ ซึ่งเป็นภพประเสริฐสำเร็จด้วยทองและเงินใหม่งดงาม เป็นแดนสำเริงสำราญของเหล่าเทวดาและอสูรหนุ่มสาว ตรัสพระอภิธรรม. 
         สมัยนั้น ธรรมาภิสมัยการตรัสรู้ธรรมได้มีแก่เทวดาแสนโกฏิ นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒. 
         สมัยใด พระเจ้าจักรพรรดิพระนามสุนันทะ ทรงบำเพ็ญจักรวรรดิวัตร ณ สุรภีนคร ทรงได้จักรรัตนะ. 
         เล่ากันว่า เมื่อพระมงคลทศพลเสด็จอุบัติขึ้นในโลก จักรรัตนะนั้นก็เขยื้อนจากฐาน. พระเจ้าสุนันทะทรงเห็นแล้ว ก็หมดความบันเทิงพระหฤทัย จึงทรงสอบถามพวกพราหมณ์ว่า จักรรัตนะนี้บังเกิดเพราะกุศลของเรา เหตุไฉนจึงเขยื้อนจากฐาน. 
         สมัยนั้น พราหมณ์เหล่านั้นจึงพยากรณ์ ถึงเหตุที่จักรรัตนะนั้นเขยื้อนแด่พระราชาว่า จักรรัตนะจะเขยื้อนจากฐาน เพราะพระเจ้าจักรพรรดิหมดพระชนมายุ เพราะพระเจ้าจักรพรรดิทรงผนวช หรือเพราะพระพุทธเจ้าปรากฏ. 
         แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระชนมายุของพระองค์ยังไม่สิ้นดอกพระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงมีพระชนมายุยืนยาว. แต่พระมงคลสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก ด้วยเหตุนั้น จักรรัตนะของพระองค์จึงเขยื้อน. 
         พระเจ้าสุนันทจักรพรรดิราชพร้อมทั้งบริษัท จึงทรงไหว้จักรรัตนะนั้นด้วยเศียรเกล้า ทรงวอนขอว่า ตราบใดเราจักสักการะพระมงคลทศพล ด้วยอานุภาพของท่าน ขอท่านอย่าเพิ่งอันตรธานไป ตราบนั้นด้วยเถิด. 
         ลำดับนั้น จักรรัตนะนั้นก็ได้ตั้งอยู่ที่ฐานตามเดิม. 
         แต่นั้น พระเจ้าสุนันทจักรพรรดิผู้มีความบันเทิงพระหฤทัยพรั่งพร้อม อันบริษัทมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์แวดล้อมแล้ว ก็เสด็จเข้าเฝ้าพระมงคลทศพลผู้เป็นมงคลของโลกทั้งปวง ทรงอังคาสพระศาสดาพร้อมทั้งพระสงฆ์สาวกให้อิ่มหนำสำราญด้วยมหาทาน ถวายผ้าแคว้นกาสีแด่พระอรหันต์แสนโกฏิรูป ถวายบริขารทุกอย่างแด่พระตถาคต ทรงทำการบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งทำความประหลาดใจสิ้นทั้งโลก แล้วเข้าเฝ้าพระมงคลพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลกทั้งปวง ทรงทำอัญชลีดั่งช่อดอกบัวอันไร้มลทิน อันรุ่งเรืองด้วยทศนขสโมธานไว้เหนือเศียรเกล้า ทรงถวายบังคมแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
         แม้พระราชโอรสของพระองค์ พระนามว่าอนุราชกุมาร ก็ประทับนั่งอย่างนั้นเหมือนกัน. 
         ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุบุพพิกถาโปรดชนเหล่านั้น ซึ่งมีพระเจ้าสุนันทจักรพรรดิเป็นประธาน พระเจ้าสุนันทจักรพรรดิพร้อมทั้งบริษัท บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔. 
         ลำดับนั้น พระศาสดาทรงสำรวจบุพจริยาของชนเหล่านั้น ทรงเห็นอุปนิสสัยแห่งบาตรจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ ก็ทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาซึ่งประดับด้วยข่ายจักร ตรัสว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในทันทีภิกษุทุกรูปก็มีผมขนาดสองนิ้ว ทรงบาตรจีวรสำเร็จด้วยฤทธิ์ ถึงพร้อมด้วยอาการอันสมควรแก่สมณะ ประหนึ่งพระเถระ ๖๐ พรรษา แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรม ในสวรรค์ชั้น 
         ดาวดึงส์ ภพของท้าวสักกะจอมทวยเทพ ธรรมาภิสมัย 
         ครั้งที่ ๒ ได้มีแก่เทวดาแสนโกฏิ. 
               สมัยใด พระเจ้าสุนันทจักรพรรดิเสด็จเข้าไปเฝ้า 
         พระสัมพุทธเจ้า สมัยนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐได้ 
         ทรงลั่นธรรมเภรีอันสูงสุด. 
               สมัยนั้น หมู่ชนที่ตามเสด็จพระเจ้าสุนันทะมี 
         จำนวนเก้าสิบโกฏิ ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมดไม่มีเหลือ 
         เป็นเอหิภิกขุ.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุรินฺทเทวภวเน ความว่า ในภพของท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพอีก. 
         บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ พระอภิธรรม. 
         บทว่า อาหนิ ได้แก่ ตี. 
         บทว่า วรุตฺตมํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐได้ทรงลั่นธรรมเภรีอันสูงสุด. 
         บทว่า อนุจรา ได้แก่ เสวกผู้ตามเสด็จประจำ. 
         บทว่า อาสุํ ได้แก่ ได้มีแล้ว. ปาฐะว่า ตทาสิ นวุติโกฏิโย ดังนี้ก็มี. 
         ความว่า หมู่ชนของพระเจ้าสุนันทจักรพรรดิพระองค์นั้นได้มีแล้ว. 
         ถ้าจะถามว่า หมู่ชนนั้นมีจำนวนเท่าไร ก็จะตอบได้ว่า มีจำนวนเก้าสิบโกฏิ. 
         เล่ากันว่า ครั้งนั้น เมื่อพระมงคลโลกนาถประทับอยู่ ณ เมขลบุรี. 
         ในนครนั้นนั่นแล สุเทวมาณพและธัมมเสนมาณพ มีมาณพพันหนึ่งเป็นบริวาร พากันบวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. 
         เมื่อคู่พระอัครสาวกพร้อมบริวารบรรลุพระอรหัต ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ พระศาสดาทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ในท่ามกลางภิกษุแสนโกฏิ นี้เป็นการประชุมครั้งแรก. 
         ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ในการประชุมของบรรพชิต ในสมาคมญาติอันยอดเยี่ยม ณ อุตตรารามอีก นี้เป็นการประชุมครั้งที่ ๒. 
         ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในท่ามกลางภิกษุเก้าหมื่นโกฏิ ในสมาคมคณะภิกษุพระเจ้าสุนันทจักรพรรดิ นี้เป็นการประชุมครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                  พระมงคลพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีการ 
            ประชุม ๓ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ ประชุมภิกษุแสนโกฏิ. 
                  ครั้งที่ ๒ ประชุมภิกษุแสนโกฏิ ครั้งที่ ๓ ประชุม 
            ภิกษุเก้าสิบโกฏิ ครั้งนั้น เป็นการประชุมภิกษุขีณาสพ ผู้ 
            ไร้มลทิน. 
         ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพราหมณ์ชื่อว่าสุรุจิ ในหมู่บ้านสุรุจิพราหมณ์ เป็นผู้จบไตรเพทพร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ ทั้งประเภทอักขรศาสตร์ ชำนาญร้อยกรอง ชำนาญร้อยแก้ว ทั้งเชี่ยวชาญในโลกายตศาสตร์และมหาปุริสลักษณศาสตร์. 
         ท่านสุรุจิพราหมณ์นั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมกถาอันไพเราะของพระทศพลแล้วเลื่อมใสถึงสรณะ นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์สาวกว่า พรุ่งนี้ ขอพระองค์โปรดทรงรับอาหารของข้าพระองค์ด้วยเถิด. 
         ท่านพราหมณ์นั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ท่านพราหมณ์ ท่านต้องการภิกษุจำนวนเท่าไร จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุบริวารของพระองค์มีเท่าไรเล่า พระเจ้าข้า. 
         ครั้งนั้น เป็นการประชุมครั้งที่ ๑ เพราะฉะนั้น เมื่อตรัสว่ามีแสนโกฏิ สุรุจิพราหมณ์จึงนิมนต์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเป็นเช่นนั้น ขอพระองค์โปรดทรงรับอาหารของข้าพระองค์ พร้อมกับภิกษุทุกรูปพระเจ้าข้า. 
         พระศาสดาจึงทรงรับนิมนต์ 
         พราหมณ์ ครั้นนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้นแล้วก็กลับไปบ้านตนคิดว่า ภิกษุจำนวนถึงเท่านี้ เราก็สามารถถวายข้าวต้มข้าวสวยและผ้าได้ แต่สถานที่ท่านจะนั่งกันจักทำอย่างไร. 
         ความคิดของท่านพราหมณ์นั้นก็ร้อนไปถึงพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสหัสนัยน์สักกเทวราช ซึ่งสถิตอยู่เหนือยอดขุนเขาพระเมรุ ระยะทางแปดหมื่นสี่พันโยชน์. 
         ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงเห็นอาสน์ร้อนขึ้นมา ก็เกิดปริวิตกว่า ใครหนอประสงค์จะให้เราเคลื่อนย้ายจากที่นี้ ทรงเล็งทิพยเนตรตรวจดูมนุษยโลกก็เห็นพระมหาบุรุษ คิดว่า พระมหาสัตว์ผู้นี้นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน คิดถึงเรื่องสถานที่ภิกษุสงฆ์นั้นจะนั่ง แม้เราก็ควรจะไปที่นั้นแล้วรับส่วนบุญ จึงปลอมตัวเป็นนายช่างไม้ถือมีดและขวานแล้วปรากฏตัวต่อหน้าพระมหาบุรุษ กล่าวว่า ใครหนอมีกิจที่จะจ้างเราทำงานบ้าง. 
         พระมหาสัตว์เห็นแล้วก็ถามว่า ท่านสามารถทำงานของเราได้หรือ. 
         เขาบอกกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าศิลปะที่เราไม่รู้ ไม่มี ผู้ใดประสงค์จะให้ทำสิ่งไรๆ ไม่ว่าจะเป็นมณฑป ปราสาทหรือนิเวศน์เป็นต้นไรๆ อื่น เราก็สามารถทำได้ทั้งนั้น. 
         พระมหาสัตว์บอกว่า ถ้าอย่างนั้นเรามีงาน. เขาถามว่า งานอะไรเล่า นายท่าน. พระมหาสัตว์บอกว่า เรานิมนต์ภิกษุจำนวนแสนโกฏิ เพื่อฉันอาหารวันพรุ่งนี้ ท่านจักต้องสร้างมณฑปสำหรับภิกษุเหล่านั้นนั่งนะ. เขากล่าวว่า ได้สิ พ่อคุณ. 
         เขากล่าวว่า ดีละ ถ้าอย่างนั้นเราจักทำ แล้วก็ตรวจดูภูมิประเทศแห่งหนึ่ง ภูมิประเทศเหล่านั้นประมาณสิบสองโยชน์ พื้นเรียบเหมือนวงกสิณน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง. เขาคิดอีกว่า มณฑปที่เห็นเป็นแก่นไม้สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการจงผุดขึ้น ณ ที่ประมาณเท่านี้ แล้วตรวจดู ในทันใด มณฑปที่ชำแรกพื้นดินผุดโผล่ขึ้นก็เสมือนมณฑปจริง มณฑปนั้นมีหม้อเงินอยู่ที่เสาทอง มีหม้อทองอยู่ที่เสาเงิน มีหม้อแก้วประพาฬอยู่ที่เสาแก้วมณี มีหม้อแก้วมณีอยู่ที่เสาแก้วประพาฬ มีหม้อรัตนะ ๗ อยู่ที่เสารัตนะ ๗. 
         ต่อนั้น เขาตรวจดูว่าข่ายกระดิ่งจงห้อยระหว่างระยะของมณฑป พร้อมกับการตรวจดู ข่ายกระดิ่งก็ห้อย ซึ่งเมื่อต้องลมพานอ่อนๆ ก็เปล่งเสียงไพเราะ น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง เหมือนอย่างดนตรีเครื่อง ๕ ได้เป็นเหมือนเวลาบรรเลงทิพยสังคีต. 
         เขาคิดว่า พวงของหอม พวงดอกไม้ พวงใบไม้และพวงรัตนะ ๗ ของทิพย์ จงห้อยลงเป็นระยะๆ. พร้อมกับคิด พวงทั้งหลายก็ห้อย. อาสนะ เครื่องลาดมีค่าเป็นของกับปิยะและเครื่องรองทั้งหลาย สำหรับภิกษุจำนวนแสนโกฏิ จงชำแรกแผ่นดินผุดโผล่ขึ้น ในทันใด ของดังกล่าวก็ผุดขึ้น. เขาคิดว่าหม้อน้ำ จงตั้งอยู่ทุกๆ มุมๆ ละหม้อ ทันใดนั่นเองหม้อน้ำทั้งหลายเต็มด้วยน้ำสะอาดหอมและเป็นกัปปิยะมีรสอร่อย เย็นอย่างยิ่ง มีปากปิดด้วยใบตองก็ตั้งขึ้น. 
         ท้าวสหัสสนัยน์นั้น ทรงเนรมิตสิ่งของมีประมาณเท่านี้แล้ว เข้าไปหาพราหมณ์กล่าวว่า นายท่าน มานี่แน่ะ ท่านเห็นมณฑปของท่านแล้ว โปรดให้ค่าจ้างแก่เราสิ. 
         พระมหาสัตว์ไปตรวจดูมณฑปนั้น เมื่อเห็นมณฑปนั่นแลสรีระก็ถูกปีติ ๕ อย่างถูกต้อง แผ่ซ่านมิได้ว่างเว้นเลย. 
         ครั้งนั้น พระมหาสัตว์เมื่อแลเห็นก็คิดอย่างนี้ว่า มณฑปนี้มิใช่ฝีมือมนุษย์สร้าง อาศัยอัธยาศัยของเรา คุณของเรา จึงร้อนถึงภพของท้าวสักกเทวราช ต่อนั้น ท้าวสักกจอมทวยเทพจึงทรงเนรมิตมณฑปนี้แน่แล้ว. 
         พระมหาสัตว์คิดว่า การจะถวายทานวันเดียวในมณฑปเห็นปานนี้ไม่สมควรแก่เรา จำเราจะถวายตลอด ๗ วัน. 
         ธรรมดาทานภายนอกแม้มีประมาณเท่านั้น ก็ยังไม่อาจทำหัวใจของพระโพธิสัตว์ให้พอใจได้ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายอาศัยจาคะ ย่อมจะชื่อว่าพอใจ ก็แต่ในเวลาที่ตัดศีรษะที่ประดับแล้วหรือควักลูกตาที่หยอดแล้ว หรือถอดเนื้อหัวใจให้เป็นทาน.
         จริงอยู่ ในสิวิชาดก เมื่อพระโพธิสัตว์ของเราสละทรัพย์ห้าแสนกหาปณะทุกๆ วัน ให้ทาน ๕ แห่ง คือท่ามกลางนครและที่ประตูทั้ง ๔. ทานนั้นไม่อาจให้เกิดความพอใจในจาคะได้เลย. แต่สมัยใด ท้าวสักกเทวราชปลอมตัวเป็นพราหมณ์มาขอจักษุทั้งสองข้าง. สมัยนั้น พระโพธิสัตว์นั้นก็ควักจักษุเหล่านั้นให้ กำลังทานนั่นแหละจึงเกิดความร่าเริง จิตมิได้เปลี่ยนแปลงแม้แต่เท่าปลายเส้นผม. 
         ด้วยประการดังกล่าวมานี้ พระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทั้งหลายอาศัยแต่ทานภายนอกจึงมิได้อิ่มเลย เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษแม้พระองค์นั้นคิดว่า เราควรถวายทานแก่ภิกษุจำนวนแสนโกฏิ จึงให้ภิกษุเหล่านั้นนั่ง ณ มณฑปนั้นแล้วถวายทาน ชื่อว่าควปานะ [ขนมแป้งผสมนมโค] ๗ วัน. 
         โภชนะที่เขาบรรจุหม้อขนาดใหญ่ๆ ให้เต็มด้วยน้ำนมโคแล้วยกตั้งบนเตา ใส่ข้าวสารทีละน้อยๆ ลงที่น้ำนมซึ่งสุกโดยเคี่ยวจนข้นแล้วปรุงด้วยน้ำผึ้งคลุกน้ำตาลกรวดละเอียดและเนยใสเข้าด้วยกัน เรียกกันว่าควปานะ 
         ในบาลีนั้น ควปานะนี้นี่แหละ เขาเรียกว่าโภชนะอร่อยมีรส ๔ ดังนี้ก็มี. 
         แต่มนุษย์ทั้งหลายไม่อาจอังคาสได้ แม้แต่เทวดาทั้งหลายที่อยู่ช่องว่างช่องหนึ่งจึงอังคาสได้ สถานที่นั้นแม้มีขนาดสิบสองโยชน์ ก็ยังไม่พอรับภิกษุเหล่านั้นได้เลย แต่ภิกษุเหล่านั้นนั่งโดยอานุภาพของตนๆ. 
         วันสุดท้าย พระมหาบุรุษให้เขาล้างบาตรภิกษุทุกรูป บรรจุด้วยเนยใส เนยข้น น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเป็นต้น ได้ถวายพร้อมด้วยไตรจีวร ผ้าจีวรที่ภิกษุสังฆนวกะในที่นั้นได้แล้วก็เป็นของมีค่านับแสน. 
         ครั้งนั้น พระศาสดาเมื่อทรงทำอนุโมทนา ทรงใคร่ครวญดูว่า มหาบุรุษผู้นี้ได้ถวายมหาทานเห็นปานนี้จักเป็นใครกันหนอ ก็ทรงเห็นว่า ในอนาคตกาล เขาจักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ ในที่สุดสองอสงไขยกำไรแสนกัป แต่นั้นจึงทรงเรียกพระมหาสัตว์มาแล้วทรงพยากรณ์ว่า ล่วงกาลประมาณเท่านี้ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ. 
         ลำดับนั้น พระมหาบุรุษสดับคำพยากรณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็มีหัวใจปลาบปลื้ม คิดว่า พระองค์ตรัสว่าเราจักเป็นพระพุทธเจ้า เราก็ไม่ต้องการอยู่ครองเรือนจึงละสมบัติเห็นปานนั้นเสียเหมือนก้อนเขฬะ บวชในสำนักของพระศาสดา เรียนพระพุทธวจนะ ยังอภิญญาและสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด มีฌานไม่เสื่อม ดำรงอยู่จนตลอดอายุ ที่สุดอายุบังเกิดแล้วในพรหมโลก. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               สมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ ชื่อว่าสุรุจิ เป็นผู้คง 
         แก่เรียน ทรงมนต์ จบไตรเพท. 
               เราเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถึงพระองค์เป็นสรณะ 
         แล้วบูชาพระสงฆ์มีพระสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วย 
         ของหอมและดอกไม้ ครั้นบูชาด้วยของหอมและดอกไม้ 
         แล้วก็เลี้ยงให้อิ่มหนำสำราญด้วยขนมควปานะ. 
               พระมงคลพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นยอดของสัตว์สองเท้า 
         แม้พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็น 
         พระพุทธเจ้า ในกัปที่ประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป. 
               ตถาคตออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุงกบิลพัศดุ์แล้ว 
         ตั้งความเพียรกระทำทุกกรกิริยาแล้ว ฯลฯ๑- พวกเราจัก 
         อยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้. 
               เราฟังพระดำรัสของพระมงคลพุทธเจ้านั้นแล้ว 
         ก็ยังจิตให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นไป แล้วอธิษฐานข้อวัตรยิ่งขึ้น 
         เพื่อบำเพ็ญบารมีให้สมบูรณ์. 
               ครั้งนั้น เราเพิ่มพูนปีติเพื่อบรรลุพระสัมโพธิญาณ 
         อันประเสริฐ ก็ถวายเคหะของเราแด่พระพุทธเจ้า แล้วบวช 
         ในสำนักของพระองค์. 
               เราเล่าเรียนพระสูตร พระวินัยและนวังคสัตถุศาสน์ 
         ทั้งหมด ยังศาสนาพระชินเจ้าให้งดงาม 
               เราอยู่ในพระศาสนานั้น อย่างไม่ประมาท เจริญ 
         พรหมวิหารภาวนา ก็ถึงฝั่งอภิญญา เข้าถึงพรหมโลก. 
๑- ดูความพิศดารในวงศ์พระสุมนพุทธเจ้าที่ ๔ หน้า ๓๕๘.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คนฺธมาเลน ได้แก่ ด้วยของหอมและดอกไม้. 
         คำว่า ควปานะ นี้ได้กล่าวมาแล้ว. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ฆตปาเนน ดังนี้ก็มี. 
         บทว่า ตปฺปยึ แปลว่า ให้อิ่มหนำสำราญแล้ว. 
         บทว่า อุตฺตรึปิ วตมธิฏฺฐสึ ได้แก่ อธิษฐานข้อวัตรยวดยิ่งขึ้น. 
         บทว่า ทสปารมิปูริยา ได้แก่ เพื่อทำบารมี ๑๐ ให้เต็ม. 
         บทว่า ปีตึ ได้แก่ ความยินดีแห่งใจ. 
         บทว่า อนุพฺรูหนฺโต ได้แก่ ให้เจริญ. 
         บทว่า สมฺโพธิวรปตฺติยา ได้แก่ เพื่อบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า. 
         บทว่า พุทฺเธ ทตฺวาน ได้แก่ บริจาคแด่พระพุทธเจ้า. 
         บทว่า มํ เคหํ ความว่า บริจาคเคหะคือสมบัติทุกอย่างของเรา แด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เพื่อเป็นปัจจัย ๔. 
         บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในพระพุทธศาสนานั้น. 
         บทว่า พฺรหฺมํ ได้แก่ เจริญพรหมวิหารภาวนา. 
         ก็พระผู้มีพระภาคมงคลพุทธเจ้ามีพระนครชื่อว่าอุตตรนคร แม้พระชนกของพระองค์เป็นกษัตริย์ พระนามว่าพระเจ้าอุตตระ แม้พระชนนีพระนามว่าพระนางอุตตระ คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระสุเทวะและพระธรรมเสนะ มีพระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระปาลิตะ มีคู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระสีวลาและพระอโสกา ต้นไม้ที่ตรัสรู้ชื่อต้นนาคะ [กากะทิง] พระสรีระสูง ๘๘ ศอก พระชนมายุประมาณเก้าหมื่นปี. ส่วนพระชายาพระนามว่ายสวดี พระโอรสพระนามว่าสีวละ เสด็จอภิเนษกรมณ์โดยยานคือม้า ประทับ ณ พระวิหาร อุตตราราม อุปัฏฐากชื่ออุตตระ. 
         เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นดำรงพระชนม์อยู่เก้าหมื่นปีก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน หมื่นจักรวาลก็มืดลงพร้อมกัน โดยเหตุอย่างเดียวเท่านั้น มนุษย์ทุกจักรวาลก็พากันร่ำไห้คร่ำครวญเป็นการใหญ่. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระมงคลพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีนคร 
         ชื่ออุตตรนคร มีพระชนกพระนามว่าพระเจ้าอุตตระ พระ 
         ชนนีพระนามว่าพระนางอุตตรา. 
               มีคู่พระอัครสาวก ชื่อว่า พระสุเทวะ พระธรรมเสนะ 
         มีพระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระปาลิตะ. 
               มีคู่พระอัครสาวิกาชื่อพระสีวลาและพระอโสกา ต้น 
         ไม้ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เรียกว่าต้นนาคะ. 
               พระมหามุนี สูง ๘๘ ศอก พระรัศมีแล่นออกจาก 
         พระสรีระนั้นหลายแสน. 
               ในยุคนั้น ทรงมีพระชนมายุเก้าหมื่นปี พระองค์ 
         ดำรงพระชนม์อยู่เท่านั้น ก็ทรงยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ 
         ข้ามโอฆสงสาร. 
               คลื่นในมหาสมุทร ใครๆ ไม่อาจนับคลื่นเหล่านั้น
         ได้ฉันใด สาวกของพระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นั้น ใครๆ 
         ก็ไม่อาจนับสาวกเหล่านั้นได้ ฉันนั้นเหมือนกัน. 
               พระมงคลสัมพุทธเจ้าผู้นำโลก ยังดำรงอยู่เพียงใด 
         ความตายของผู้ยังมีกิเลสในศาสนาของพระองค์ ก็ไม่มี 
         เพียงนั้น. 
               พระผู้มีพระยศใหญ่พระองค์นั้น ทรงชูประทีป 
         ธรรม ยังมหาชนให้ข้ามโอฆสงสาร แล้วก็เสด็จดับขันธ 
         ปรินิพพาน เหมือนดวงไฟลุกโพลงแล้วก็ดับไปฉะนั้น. 
               พระองค์ ครั้นทรงแสดงความที่สังขารทั้งหลาย 
         เป็นสภาวธรรมแล้ว ก็เสด็จดับขันธปรินิพพานเหมือน 
         กองไฟลุกโพลงแล้วก็ดับ เหมือนดวงอาทิตย์ส่องแสง 
         สว่างแล้ว ก็อัสดงคตฉะนั้น.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตโต ได้แก่ จากพระสรีระของพระมงคลพุทธเจ้าพระองค์นั้น. 
         บทว่า นิทฺธาวตี ก็คือ นิทฺธาวนฺติ พึงเห็นว่าเป็นวจนะวิปลาส. 
         บทว่า รํสี ก็คือ รัศมีทั้งหลาย. 
         บทว่า อเนกสตสหสฺสี ก็คือ หลายแสน. 
         บทว่า อูมี ได้แก่ ระลอกคลื่น. 
         บทว่า คเณตุเย แปลว่า เพื่อคำนวณ คือนับ. 
         อธิบายว่า คลื่นในมหาสมุทร ใครๆ ไม่อาจนับว่าคลื่นในมหาสมุทรมีเท่านี้ฉันใด แม้สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ใครๆ ก็ไม่อาจนับได้ ที่แท้เกินที่จะนับได้ ก็ฉันนั้น. 
         บทว่า ยาว ได้แก่ ตลอดกาลเพียงใด. 
         บทว่า สกิเลสมรณํ ตทา ความว่า บุคคลเป็นไปกับด้วยกิเลสทั้งหลาย ชื่อว่าผู้เป็นไปกับด้วยกิเลส. ความตายของผู้เป็นไปกับด้วยกิเลส ชื่อว่าสกิเลสมรณะ ความตายของผู้มีกิเลส. ความตายของผู้มีกิเลสนั้นไม่มี. 
         เขาว่า สมัยนั้น สาวกทั้งหลายในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว ก็พากันปรินิพพานหมด ผู้เป็นปุถุชนหรือเป็นพระโสดาบันเป็นต้นก็ยังไม่ทำกาลกิริยา [ตาย]. 
         อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สมฺโมหมารณํ ตทา ดังนี้ก็มี. 
         บทว่า ธมฺโมกฺกํ แปลว่า ประทีปธรรม. 
         ไฟ ท่านเรียกว่า ธูมเกตุ แต่ในที่นี้พึงเห็นว่าประทีป เพราะฉะนั้น จึงมีความว่า เหมือนประทีปส่องแสงแล้วก็ดับไป. 
         บทว่า มหายโส ได้แก่ พระผู้มีบริวารมาก. 
         อาจารย์บางพวก กล่าวว่า นิพฺพุโต โส สสาวโก. 
         บทว่า สงฺขารานํ ได้แก่ สังขตธรรมธรรมที่มีปัจจัย. 
         บทว่า สภาวตฺตํ ได้แก่ สามัญลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้น. 
         บทว่า สุริโย อตฺถงฺคโต ยถา ความว่า ดวงอาทิตย์ซึ่งมีรัศมีนับพัน กำจัดกลุ่มความมืดทั้งหมด และส่องสว่างหมดทั้งโลก ยังถึงอัสดงคตฉันใด แม้พระมงคลพุทธเจ้าผู้เป็นดั่งดวงอาทิตย์ ผู้ทำความแย้มบานแก่เวไนยสัตว์ผู้เป็นดั่งดงบัว ทรงกำจัดความมืดในโลกทั้งภายในทั้งภายนอกทุกอย่าง ทรงรุ่งเรืองด้วยพระรัศมีแห่งพระสรีระของพระองค์ ก็ถึงความดำรงอยู่ไม่ได้ก็ฉันนั้น. 
         คาถาที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระมังคลพุทธเจ้า

อัธยายที่ 8 เทวกุโลปนยนปริวรฺโต ' ษฏมะ ชื่อเทวกุโลปนยนปริวรรต (ว่าด้วยการนำไปสู่วิหารเทวรูป) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

วิหารเทวรูป
  
 กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์เกิดแล้ว ตกเวลาราตรี หญิง 20000 ก็คลอดกุมารในตระกูลกษัตริย์ พราหมณ์ เจ้าแขวง คฤหบดีมหาศาล ในยามราตรีนั้นเอง มารดาบิดาของกุมารทั้งปวงเหล่านั้น ได้ถวายแก่พระโพธิสัตว์เพื่อให้ปฏิบัติบำรุงและรับใช้พระโพธิสัตว์ พระราชาศุทโธทนะก็ได้ประทานหญิงสาวอีก 20000 คน เพื่อให้ปฏิบัติบำรุง และรับใช้พระโพธิสัตว์ มิตร อมตย์ ญาติสาโลหิตก็ได้ถวายหญิงสาว 20000 คนเพื่อให้ปฏิบัติบำรุง และรับใช้พระโพธิสัตว์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 ครั้งนั้นแล ศากยทั้งหลายที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ ได้ประชุมกันแล้วเข้าเฝ้าพระราชาศุทโธทนะ ทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์ควรทราบว่า จะต้องนำพระกุมารไปสู่วิหาร พระราชาดตรัสว่าดีแล้ว เราจะต้องนำกุมารไปสู่วิหาร ถ้ากระนั้นต้องตกแต่งพระนคร ประดับประดาถนนหลวง ทางสี่แพร่ง ตลาด ถนน ซอย ที่สำคัญๆให้งดงาม ห้ามกันคนที่ไม่เป็นมงคล คือคนตาข้างเดียว คนง่อย คนหูหนวก คนตาบอดสองข้าง คนใบ้ คนจรจัด คนมีรูปร่างพิกลพิการ คนมีอินทรีย์ไม่ครบถ้วน  นำเอาคนที่มีลักษณะเป็นมงคลเข้ามา จงให้ตีกลองประกาศงานทำบุณย เคาะระฆัง ประกาศงานมงคล จงให้ประดับตกแต่งประตูเมืองอันประเสริฐ จงให้บรรเลงประโคมดนตรีส่งเสียงไพเราะเจริญใจ จงให้ประชุมพระราชาประเทศราชทั้งปวง จงรวบรวมคณะเศรษฐี คฤหบดี อมาตย์ คนเฝ้าประตูให้อยู่ในที่แห่งเดียวกัน จงให้เทียมรถสำหรับหญิงสาว จงให้จัดตั้งหม้อใส่น้ำเต็ม จงให้ประชุมพราหมณ์ทั้งหลายผู้สังวัธยายมนตร์ จงให้ตกแต่งวิหารทั้งหลาย
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย กิจการทั้งหมดตามที่ได้กล่าวมาแล้วก็ได้ทำเสร็จเรียบร้อยด้วยประการฉะนี้แล
                        ครั้นแล้ว พระราชาศุทโธทนะ เสด็จเข้าสู่พระราชวังของพระองค์ ตรัสเรียกพระนางมหาประชาบดีโคตมีมา แล้วตรัสว่า เธอจงตกแต่งกุมาร เราจะพาไปวิหารพระนางมหาประชาบดีโคตมี รับสนองพระโองการว่า สาธุ (พระเจ้าข้า) แล้วจึงประดับประดาพระกุมาร
 ขณะเมื่อพระกุมารกำลังได้รับการประดับประดา มีพระพัตกตร์แช่มชื่น ปราศจากหน้านิ่วคิ้วขมวด ตรัสกับพระมารดาสะใภ้(แม่เลี้ยง) ด้วยพระวาจากอ่อนหวานอย่างยิ่งว่า ข้าแต่พระมารดา เขาจะพาลูกไปไหน  พระนางมหาประชาบดีโคตมีตรัสตอบว่า เขาจะพาไปวิหารน่ะซิลูก ครั้นแล้ว พระกุมาร ได้แต่อมยิ้ม มีพระพักตร์แช่มชื่น ตรัสกับพระมารดาสะใภ้(แม่เลี้ยง) เป็นคำประพันธ์ว่า
       1 เมื่อลูกเกิดในโลกนี้ มนุษย์โลกก้ไหวหวั่น องค์ศักร(อินทร์) พรหม อสูร พระยานาค จันทร์ อาทิตย์ และไวศรวณะ ขันธกุมาร ก็ได้พากันมาน้อมเศียรนมัสการตามลำดับฯ
       2 เทวดาอื่นๆเหล่าไหน จะสูงวิเศษไปกว่าลูก ข้าแต่พระมารดา วันนี้พระมารดาไหว้ลูกในที่นี้ ลูกจะต้องเป็นเทวดาเหนือเทวดาทั้งหลายสูงสุดกว่าเทวดาทั้งปวง เทวดาเท่ากันกับลูกไม่ได้ หรือจะเหนือกว่าลูกได้อย่างไร ฯ
       3 ข้าแต่พระมารดา ชุมนุมชนเห็นลูกแล้ว พึงถึงปีติเป็นไปตามโลกเขาจะมีใจเฟื่องฟูต่อลูก จะกระทำความเคารพนับถือเหลือประมาณ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะรู้ว่า กุมารนี้เป็นเทวดาเหนือเทวดาทั้งหลายฯ
                        กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
                        เมื่อถนนหลวง ทางสี่แพร่ง และร้านตลาดที่สำคัญๆ ภายในเมืองถูกตกแต่งงดงามหาประมาณมิได้ ปรากฏเฉพาะหน้าด้วยสีสรรทั้งปวงอันเป็นการเฉลิม และเป็นมิ่งมงคล พระราชาศุทโธทนะจึงให้ประดับรถของพระกุมาร
                        แวดล้อมไปด้วยคณะพราหมณ์ เจ้าแขวง เศรษฐี คฤหบดี อมาตย์ พระราชาประเทศราช คนเฝ้าประตู มิตรและญาติ ทรงนำหน้า พาพระกุมารไปโดยหนทางที่อบอวลไปด้วยควันธูป เดียรดาษไปด้วยแก้วมุกดา และดอกไม้
                        เดินแถวด้วยขบวนทหารม้า หหารช้าง ทหารรถ และทหารราบ ยกธงชัย และงปตาก ประโคมด้วยดนตรี ต่างๆ เทวดาแสนหนึ่ง ขับรถพระโพธิสัตว์ เทพบุตร และนางอัปสรหลายหมื่นแสนโกฏิไปในท้องฟ้าได้โปรยดอกไม้ลงมา และประโคมดนตรีทั้งหลาย
 พระราชาศุทโธทนะทรงนำพระกุมารเข้าไปสู่วิหารด้วยราชพยุหขบวนใหญ่ ด้วยราชฤทธิ์ใหญ่ยิ่ง และด้วยราชานุภาพใหญ่ยิ่ง ด้วประการฉะนี้แล ในขณะที่พระบิดาให้ประทีป พื้นที่พระโพธิสัตว์ย่างประบาทขวาเข้าไป เหล่าเทวรูปอื่นๆซึ่งไม่มีจิตใจในวิหารนั้น คือรูปศิวะ สกันทะ นารายณ์ กุเวร จันทร์ อาทิตย์ ไวศรพณะ ศกร พรหม โลกบาล เป็นต้น เทวรูปเหล่านั้นลุกขึ้นจากสถานที่ของตนๆล้มลง ณ พื้นที่ที่พระโพธิสัตว์ย่างพระบาท เทวดา และมนุษย์ตั้งแสนในที่นั้น ต่างก็เปล่งเสียงร้องอื้ออึงคะนึงนับเป็นแสนๆ โดยส่งเสียงเป็นอันเดียวกันแสดงความยินดีว่า ฮิ้ว ฮิ้ว ต่างก็โยนผ้าขึ้นมหานครกบิลพัสดุ์ก็ไหวหวั่นไปด้วยอาการพิเศาประเสริฐยิ่งทั่วทุกแห่ง ฝนดอกไม้ทิพย์ตกลงมา ดนตรีตั้งแสนไม่มีใครไปแตะต้อง ก็บรรลือสั่นขึ้นมา เทวรูปที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าทั้งหลายองค์ใด เทพเจ้าองค์นั้นๆก็ได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์เหล่านี้ เพื่อแสดงสภาพของตนๆว่า
       4 ขุนเขาเมรุเป็นบรรพตประเสริฐ จะไม่อ่อนน้อมต่อเมล็ดพันธุ์ผักกาดเลย หรือว่ามหาสมุทรเป็นที่อยู่ของนาคราช จะไม่อ่อนน้อมต่อน้ำในรอยเท้าโคเลย ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ซึ่งส่องแสง ได้ส่องแสงแล้วจะไม่อ่อนน้อมต่อหิ่งห้อยเลย ทำไมผู้มีปรัชญามีบุณย มีตระกูล จึงไม่อ่อนน้อมต่อเทวดาทั้งหลายฯ
       5 จริงอยู่ โลกอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใดแล้ว ได้ลาภ ได้สวรรค์ ได้นิรวาณ ท่านผู้นั้นต้องเป็นสยัมภู (ผู้เป็นเอง)ที่สุดในโลก เหมือนภูเขาสุเมรุ มหาสมุทร ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ ฉันใด เทวดาในเทวโลกและมนุษย์บางคน อาศัยความทะนงตนก็ฉันนั้น ซึ่งทีแท้เขาเป็นเหมือนเมล็ดพันธัผักกาด  น้ำในรอยเท้าโค หรือหิ่งห้อยฯ
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคต ผู้มหาสัตว์เสด็จเข้าไปในวิหารนี้ กำลังทอดพระเนตรอยู่ ดวงจิตของเทวบุตรทั้งหลายตั้ง 32 แสน ก็ได้ผุดขึ้นในอนุตตรสัมยักสัมโพธิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ ถูกเขาพาไปสู่วิหาร พระองค์ทรงเพิกเฉยด้วยอาการใด อาการนั้น มีเหตุ มีปัจจัย ดั่งนี้แล 
                        อัธยายที่ 8 ชื่อเทวกุโลปนยนปริวรรต (ว่าด้วยการนำไปสู่วิหารเทวรูป)ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตระ ดั่งนี้แล

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก สุมนพุทธวงศ์ที่ ๔ ว่าด้วยพระประวัติพระสุมนพุทธเจ้า

สุมนพุทธวงศ์ที่ ๔ ว่าด้วยพระประวัติพระสุมนพุทธเจ้า
 [๕] ในสมัยต่อมาจากพระพุทธมงคล มีพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุมนะ ไม่มีใครเสมอเหมือนโดยธรรมทั้งปวง อุดมกว่าสรรพสัตว์ ครั้งนั้น พระศาสดาทรงตีกลองอมฤตเภรีในเมขลบุรี พระศาสนาของพระ องค์มีองค์ ๙ ประกอบด้วยธรรมอันขาว พระศาสดาพระองค์นั้น ทรงชำระกิเลสแล้ว ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม ทรงสร้างนคร คือ พระสัทธรรม
  
              เป็นเมืองประเสริฐสุด ทรงสร้างถนนใหญ่ คือ สติปัฏฐานอันเลิศล้ำ ไม่มีอะไรคั่น ไม่คด เป็นถนนตรง ไพบูลย์ กว้างขวาง ทรงลาดสามัญผล ๕ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ และสมาบัติ ๘ ไว้บนถนนนั้น
             ชนเหล่าใดเป็นผู้ไม่ประมาท ประกอบด้วยหิริและความเพียร ชนเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมถือเอา คุณอันประเสริฐนี้ได้ตามสบาย พระศาสดาทรงรื้อขนมหาชนขึ้นด้วย โยคธรรมนั้นอย่างนี้ ทรงยังเทวดาและมนุษย์แสนโกฏิให้ตรัสรู้ใน ครั้งแรก
                        ในกาลเป็นที่ทรงแสดงธรรมครั้งที่ ๒ ที่พระมหาวีรเจ้า ตรัสสอนหมู่เดียรถีย์ เทวดาและมนุษย์แสนโกฏิได้ตรัสรู้ธรรม
                        ในกาลเมื่อเทวดาและมนุษย์ผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกันมาทูลถาม ปัญหานิโรธ อันเป็นความสงสัยแห่งใจ
                        ในการทรงแสดงธรรม เครื่องแสดงนิโรธแม้ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่เทวดา และมนุษย์เก้าหมื่นโกฏิ
                        พระสุมนบรมศาสดาทรงมีการประชุม พระสาวกขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบคงที่ ๓ ครั้ง เมื่อพระ ผู้มีพระภาคทรงจำพรรษาแล้ว ในวันสังฆปวารณา พระตถาคตทรง ปวารณาพร้อมด้วยพระสาวกแสนโกฏิ
                        ต่อแต่นั้นในการประชุมที่ ภูเขาทองอันสุกอร่ามพระสาวกมาประชุมกันครั้งที่ ๒ เก้าหมื่นโกฏิ
                        ในกาลเมื่อท้าวสักกเทวราชเสด็จเข้าเฝ้า เพื่อทรงเยี่ยมพระพุทธเจ้า พระสาวกมาประชุมกันครั้งที่ ๓ แปดหมื่นโกฏิ
                        สมัยนั้นเราเป็น พญานาคราชมีฤทธิ์มาก มีนามชื่อว่าอตุละ เป็นผู้ก่อสร้างกุศล เจริญขึ้น ครั้งนั้น เราพร้อมด้วยหมู่ญาติออกจากนาคพิภพ เอาดนตรี ทิพย์ไปบรรเลงบูชาพระพิชิตมารพร้อมด้วยพระสงฆ์ ถวายข้าวน้ำให้ พระสงฆ์สาวกแสนโกฏิ ฉันจนเพียงพอ แล้วถวายผ้าเฉพาะรูปละคู่ ได้เข้าถึงพระพิชิตมารกับทั้งพระสงฆ์นั้นเป็นสรณะ แม้พระสุมนพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่านี้จักได้ เป็นพระพุทธเจ้าในโลก
       ................ ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใส อย่างยิ่ง เราอธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมีให้ยิ่งขึ้น พระมหากษัตริย์พระนามว่าสุทัตตะ เป็นพระชนกของพระสุมนบรมศาสดา พระชนนีพระนามว่าสิริมา
                        พระองค์ทรงครอบครองอคารสถานอยู่ เก้าพันปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อว่าจันทะ สุจันทะและวฏังสะ มีพระสนมนารีกำนัลในหกล้านสามแสนนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม
                        พระมเหสีพระนามว่าวฏังสกี พระราช โอรสพระนามว่าอนูปโม พระพิชิตมารทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยพระยาคชสารยานพระที่นั่งต้น ทรงบำเพ็ญ เพียร ๑๐ เดือนเต็ม
                        พระมหาวีรสุมนเจ้าผู้เป็นนายกของโลก อัน พรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ เมขลนคร อันเป็นเมืองประเสริฐสุด พระองค์ทรงมีพระสรณเถระ และพระ- ภาวิตัตตเถระเป็นพระอัครสาวก ทรงมีพระเถระนามว่าอุเทนเป็น พระพุทธอุปัฏฐาก พระโสณาเถรีและพระอุปโสณาเถรีเป็นพระ- อัครสาวิกา
                        แม้พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนพระองค์นั้น ก็ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้กากะทิง วรุณอุบาสกและสรณอุบาสกเป็นอัคร อุปัฏฐากจาลาอุบาสิกาและอุปจาลาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา
                        พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น พระองค์สูง ๙๐ ศอก มีพระรัศมีเปล่งปลั่งดัง ทองคำล้ำค่า ส่องสว่างจ้าไปในหมื่นโลกธาตุ ขณะนั้น มนุษย์มีอายุ เก้าหมื่นปี พระองค์ดำรงพระชนมายุอยู่เท่านั้น ทรงช่วยหมู่ชนให้ ข้ามพ้นวัฏสงสารได้มากมาย
                        พระสัมพุทธเจ้าทรงช่วยคนที่ควรข้าม ให้ข้าม ทรงช่วยคนที่ควรตรัสรู้ให้ตรัสรู้ แล้วเสด็จปรินิพพาน เหมือนพระจันทร์ดับ พระขีณาสพเหล่านั้น
                        และพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเปรียบพระองค์นั้น แสดงรัศมีอันไม่มีอะไรเสมอเหมือนแล้ว นิพพาน ญาณและรัตนตรัยอันไม่มีอะไรเทียบเคียงเหล่านั้นหายไป หมดสิ้น สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระสุมนพุทธเจ้าผู้ทรงยศ เสด็จนิพพาน ณ อังคาราม พระสถูปของพระองค์สูง ๔ โยชน์ ประดิษฐานอยู่ ณ อังคารามนั้นแล.
 จบสุมนพุทธวงศ์ที่ ๕

29/มหาภารตะ ตอนที่ - ความเมตตาของปาณฑพ: คำวิงวอนของกวางและการเคลื่อนตัวของป่า

search-google มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ...     
                        พระเจ้าชนเมชัยตรัสว่า “เมื่อทรงส่งทุรโยธนะ แล้ว เหล่าโอรสผู้เกรียงไกรของปาณฑุ ได้ ทำอะไรในป่านั้น พระองค์จำเป็นต้องบอกเรื่องนี้แก่ข้าพระองค์”
                        ไวสัมปยานะตรัสว่า “กาลครั้งหนึ่ง ขณะที่ยุธิษฐิระนอนอยู่ใน ป่า ทไวตะ ในเวลากลางคืน กวางตัวหนึ่งสำเนียงสำเนียงสะอื้นไห้ ปรากฏตัวต่อหน้าพระองค์ในความฝัน กวางเหล่านั้นยืนประสานมือ กัน ร่างกายสั่นสะท้านไปทั่วร่างของกษัตริย์องค์สำคัญที่สุดนั้น ตรัสว่า
                        “บอกฉันมาสิว่าเธอต้องการจะพูดอะไร เธอเป็นใคร? และเธอต้องการอะไร?”
                        เมื่อบุตรของกุนตี ผู้มีชื่อเสียง ปาณ ฑพ เข้ามาหา กวางเหล่านั้น ซึ่งเป็นส่วนที่เหลือของสัตว์ที่ถูกฆ่า ก็ตอบเขาไปว่า
 “โอ้ภารตะ กวางเหล่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่หลังจากถูกฆ่าไปแล้ว พวกเราจะถูกกำจัดให้สิ้นซาก ฉะนั้น พระองค์จึงทรงเปลี่ยนที่อยู่ โอ้ พระราชาผู้ทรงอำนาจ พี่น้องของพระองค์ล้วนเป็นวีรบุรุษ ชำนาญอาวุธ พวกเขาทำให้ทหารพรานป่าลดจำนวนลง พวกเราผู้เหลืออยู่น้อยนิด เหลืออยู่เพียงเมล็ดพันธุ์ โอ้ ผู้มีจิตใจอันเข้มแข็ง ด้วยพระกรุณาของพระองค์ โอ้ พระราชาแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย ขอให้พวกเราเจริญงอกงามยิ่งขึ้น”
                        ยุธิษฐิระผู้ชอบธรรมทอดพระเนตรเห็นกวางเหล่านี้ ซึ่งเหลืออยู่เพียงเมล็ดพืชหลังจากถูกทำลายไปแล้ว สั่นสะท้านและหวาดกลัว พระองค์ก็ทรงเศร้าโศกยิ่งนัก พระราชาทรงมุ่งพระทัยในสวัสดิภาพแห่งสรรพสัตว์ จึงตรัสแก่พวกเขาว่า
                        'ก็จงเป็นไปเถิด ข้าพเจ้าจะทำตามที่ท่านพูด'
                        ครั้นตื่นขึ้นจากนิมิตดังกล่าวแล้ว กษัตริย์ผู้ทรงเกียรติทรงสงสารกวางตัวนั้น จึงตรัสแก่พี่น้องของพระองค์ที่ชุมนุมกันอยู่ว่า
 กวางเหล่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่หลังจากถูกฆ่าไปแล้ว ได้เข้ามาหาข้าพเจ้าในเวลากลางคืน หลังจากที่ข้าพเจ้าตื่นขึ้นแล้ว โดยกล่าวว่า ' พวกเรายังคงดำรงอยู่เหมือนสายสัญญาณของพวกเรา ขอพระองค์ทรงพระเจริญ! ขอพระองค์ทรงโปรดเมตตาพวกเราด้วยเถิด ' และพวกมันก็พูดจริง เราควรสงสารผู้ที่อาศัยอยู่ในป่านี้ เรากินพวกมันมาเป็นเวลาหนึ่งปีกับแปดเดือนด้วยกัน ดังนั้น เราจึงควรกลับไปยังป่ากัมยากะอัน แสนโรแมนติกอีกครั้ง ซึ่งเป็นป่าที่ดีที่สุดที่อุดมไปด้วยสัตว์ป่า ตั้งอยู่บริเวณหัวทะเลทราย ใกล้ทะเลสาบตรินาวินทุและขอให้เราใช้เวลาที่เหลืออย่างเพลิดเพลินที่นั่น'
 แล้ว,ข้าแต่พระราชา เหล่าปาณฑพผู้ชำนาญในศีลจึงเสด็จไป (จากที่นั่น) อย่างรวดเร็ว พร้อมด้วยพราหมณ์และผู้ที่อาศัยอยู่กับพวกเขาทั้งหมด และพระอินทร์เสนและบริวารอื่นๆ ตามมา เมื่อเสด็จไปตามทางที่นักเดินทางได้เดินมา พรั่งพร้อมด้วยข้าวสารชั้นเลิศและน้ำใสสะอาด ในที่สุดพวกเขาได้เห็นสถานศักดิ์สิทธิ์ของกัมยกะ ซึ่งเปี่ยมด้วยคุณธรรมแห่งการบำเพ็ญตบะ และเมื่อเหล่าผู้ศรัทธาเข้าสู่สรวงสวรรค์ เหล่า เการพผู้เป็นเลิศแห่งเผ่าภารตะท่ามกลางเหล่าพราหมณ์ เหล่าโคผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นก็เข้าไปในป่านั้น
 CCLVII - ยุธิษฐิระแสวงหาปัญญาของวยาสะ: การบำเพ็ญตบะกับการกุศล
 ไวสัมปยานะตรัสต่อไปว่า “โอ วัวแห่ง เผ่า ภารตะ เหล่า ปาณฑพผู้มีจิตใจสูงส่งอาศัยอยู่ในป่า ทุกข์ยากแสนสาหัสนานถึงสิบปี แม้จะสมควรแก่ความสุข แต่บุรุษผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นก็ครุ่นคิดถึงสถานการณ์ของตน ใช้ชีวิตอย่างทุกข์ยาก ดำรงชีวิตด้วยผลไม้และรากไม้ และฤๅษีผู้เป็นราชสีห์ ยุธิษฐิระ ผู้มีอาวุธอันเกรียงไกรนั้น ใคร่ครวญว่าความทุกข์ยากแสนสาหัสที่พี่น้องของตนได้รับนั้น เกิดจากความผิดของตนเอง และเมื่อระลึกถึงความทุกข์ที่เกิดจากการพนันของตนแล้ว ย่อมไม่สามารถหลับใหลได้อย่างสงบ
 และเขารู้สึกราวกับหัวใจถูกแทงด้วยหอก และเมื่อนึกถึงถ้อยคำอันรุนแรงของปาณฑพบุตรแห่งสุตะ ขณะ ระงับพิษแห่งโทสะของตนไว้ เขาก็ใช้เวลาอย่างสมถะ ถอนหายใจยาว อรชุน ทั้งสองฝาแฝด และเทราปทีผู้ยิ่งใหญ่ และภีมะผู้ยิ่งใหญ่ผู้ทรงอำนาจที่สุดในบรรดามนุษย์ทั้งปวง ต่างประสบกับความเจ็บปวดแสนสาหัสเมื่อทอดพระเนตรไปยังยุธิษฐิระ และเมื่อคิดว่าเหลือเวลาอีกไม่นาน (จากการเนรเทศ) เหล่าวัวกระทิงท่ามกลางมนุษย์ ที่ถูกครอบงำด้วยโทสะและความหวัง และด้วยการทุ่มเทความพยายามต่างๆ ทำให้ร่างกายของพวกมันมีรูปร่างที่แทบจะแตกต่างออกไป
 ครั้นต่อมาอีกครู่หนึ่ง ฤๅษีวยาส บุตรของสัตยวดีได้มาเฝ้าปาณฑพ เมื่อเห็นพระองค์เสด็จเข้ามาใกล้ ยุ ธิษฐิระ บุตรของ กุนตีก็ก้าวเข้าไปต้อนรับพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สูงส่งนั้น เมื่อพระฤๅษีวยาสทรงถวายบังคมแล้วบุตรแห่งวิญญาณอันสงบของปาณฑพก็ ทรงถวายบังคมพระฤๅษี วยา สแล้ว จึงประทับนั่งลงเบื้องหน้า พระฤๅษีวยาสด้วยความปรารถนาจะฟัง
                         และเมื่อเห็นหลานชายของตนเอนกายและใช้ชีวิตอยู่ในป่าด้วยผลผลิตจากถิ่นทุรกันดาร ฤๅษีผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความกรุณา ได้กล่าวคำเหล่านี้ด้วยสำเนียงที่แฝงไปด้วยน้ำตา
 “โอ้ ยุธิษฐิระผู้ทรงฤทธิ์ โอ้ บุคคลผู้มีคุณธรรมสูงสุด ผู้ใดไม่บำเพ็ญตบะอย่างสมถะย่อมไม่บรรลุความสุขอันใหญ่หลวงในโลกนี้ มนุษย์ทั้งหลายย่อมประสบทั้งความสุขและความทุกข์สลับกันไป เพราะแท้จริงแล้ว โอ โคผู้ประเสริฐในหมู่มนุษย์ ไม่มีผู้ใดจะสุขสำราญได้ตลอด ผู้มีปัญญาสูงส่ง ย่อมรู้ชัดว่าชีวิตมีขึ้นมีลง ย่อมไม่เปี่ยมสุขหรือโศกเศร้า เมื่อสุขมาถึงก็พึงยินดี เมื่อทุกข์มาถึงก็พึงอดทน เฉกเช่นผู้หว่านพืชต้องอดทนรอเวลา ไม่มีสิ่งใดประเสริฐกว่าการบำเพ็ญตบะ โดยการบำเพ็ญตบะย่อมได้ผลอันใหญ่หลวง
 โอ้ ภารตะ ท่านรู้หรือไม่ว่าไม่มีสิ่งใดที่การบำเพ็ญตบะทำไม่ได้ ความจริง ความจริงใจ การปราศจากความโกรธ ความยุติธรรม การควบคุมตนเอง การยับยั้งชั่งใจ ภูมิคุ้มกันจากความอาฆาตพยาบาท ความไร้เดียงสา ความศักดิ์สิทธิ์ และความละอายต่อประสาทสัมผัสข้าแต่พระมหาราช สิ่งเหล่านี้ทำให้บุคคลบริสุทธิ์จากบุญกุศล บุคคลโง่เขลาติดอยู่ในอบายมุขและสัตบุรุษ ย่อมถึงกาลอวสานในภพหน้า และไม่มีความสุข กรรมที่กระทำในโลกนี้ย่อมได้รับผลในโลกหน้า ฉะนั้น บุคคลควรบำเพ็ญตบะด้วยการบำเพ็ญตบะและรักษาศีล
 ข้าแต่พระราชา บุคคลผู้ปราศจากมารยาและมีจิตใจเบิกบาน ควรให้ทานตามกำลังความสามารถ โดยลงไปหาผู้รับและถวายสักการะ ผู้ที่พูดความจริงย่อมบรรลุชีวิตที่ปราศจากปัญหา ผู้ที่ปราศจากโทสะย่อมบรรลุความบริสุทธิ์ และผู้ปราศจากความพยาบาทย่อมบรรลุความอิ่มเอมใจอย่างสูงสุด ผู้ที่ควบคุมสติและอกุศลของตนได้ จะไม่รู้จักความทุกข์ และผู้มีสติสงบย่อมไม่ตกอยู่ในความโศกเศร้าเมื่อผู้อื่นเจริญรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด
 บุรุษผู้ให้สิ่งที่ตนพึงได้และเป็นผู้ประทานพร ย่อมได้รับความสุขและได้มาซึ่งความสุขทุกประการ ขณะที่บุรุษผู้ปราศจากความริษยาย่อมได้รับความสบายอย่างสมบูรณ์ ผู้ใดให้เกียรติผู้ที่ควรได้รับเกียรติ ย่อมได้เกิดในตระกูลอันรุ่งโรจน์ และผู้ใดที่ควบคุมสติของตนได้ จะไม่ได้มาซึ่งความโชคร้าย บุรุษผู้มีจิตใจใฝ่ในความดี หลังจากได้ชำระหนี้ธรรมชาติแล้ว จึงได้บังเกิดใหม่ด้วยจิตที่ชอบธรรม
                        ยุทธิษฐิระกล่าวว่า “โอ้ ผู้ทรงคุณธรรมอันสูงส่ง โอ้ ผู้ทรงฤทธานุภาพผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ประทานพรและการปฏิบัติธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมีประสิทธิผลมากกว่าในโลกหน้า และสิ่งใดปฏิบัติได้ยากกว่ากัน?”
                        “วยาสะกล่าวว่า
 “โอ้ ลูกเอ๋ย ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดปฏิบัติได้ยากยิ่งไปกว่าการทำบุญ มนุษย์ทั้งหลายกระหายทรัพย์สมบัติยิ่งนัก ทรัพย์สมบัติก็ได้มาด้วยความยากลำบาก ยิ่งกว่านั้น บุรุษผู้กล้าหาญผู้ยิ่งใหญ่ สละชีวิตอันมีค่า ย่อมดำดิ่งสู่ห้วงมหาสมุทรและผืนป่าเพื่อทรัพย์สมบัติ บ้างก็ทำเกษตรกรรมและเลี้ยงโค บ้างก็ทำเป็นทาสรับใช้
                        ฉะนั้น การจะสละทรัพย์สมบัติที่ได้มาด้วยความลำบากเช่นนี้จึงเป็นเรื่องยากยิ่งนัก เนื่องจากไม่มีสิ่งใดปฏิบัติได้ยากไปกว่าการทำบุญ ดังนั้น ในความเห็นของฉัน แม้แต่การให้ทานก็ยังประเสริฐกว่าทุกสิ่ง
 พึงระลึกไว้เป็นพิเศษว่า ทรัพย์สมบัติที่ได้มาอย่างมีเกียรตินั้น ควรมอบให้กับผู้มีศรัทธาในกาลและสถานที่อันสมควร แต่การมอบทรัพย์สมบัติที่ได้มาอย่างผิดๆ นั้นไม่อาจช่วยให้ผู้ให้พ้นจากความชั่วร้ายแห่งการเกิดได้ มีคำกล่าวไว้ว่า การให้แม้เพียงเล็กน้อยด้วยจิตบริสุทธิ์ในเวลาอันควรและแก่ผู้รับที่เหมาะสม ย่อมได้รับผลอันไม่รู้จบในโลกหน้า ในเรื่องนี้ มีเรื่องเล่าเก่าแก่เกี่ยวกับผลที่มุทคาล ได้มาจาก การถวายเพียงโทรณา[1]ของข้าวโพด
 เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง: [1] : เป็นการวัดที่เล็กมาก
 CCLVIII - การกระทำอันดีงามของฤาษีมุทคาลและบททดสอบของทุรวาสะ - เรื่องราวจากกุรุเกษตร
                        ยุทธิษฐิระกล่าวว่า
 "เหตุใดท่านผู้มีจิตใจสูงส่งจึงได้ถวายข้าวโพดหนึ่งโดรณา? และท่านผู้เจริญด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ ท่านได้ถวายข้าวโพดแก่ใครและด้วยวิธีใด? ท่านจงบอกข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าถือว่าชีวิตของผู้มีศีลผู้นั้นได้บังเกิดผล ซึ่งบุคคลผู้มีศีลทั้งหก ย่อมพอใจในการปฏิบัติของตน"
                        " วยาสะกล่าวว่า
 ข้าแต่พระราชา ในกุรุเกษตรมีฤษีผู้หนึ่ง อาศัยอยู่ ชื่อ มุทคาลท่านเป็นผู้มีคุณธรรม ปราศจากความอาฆาตพยาบาท และมีสติสัมปชัญญะต่ำ ท่านเคยดำเนินชีวิตตามหลักศีลและอุญชะ[1]แม้จะ ดำรง ชีวิต ดุจนกพิราบ แต่ฤษีผู้นี้กลับมีใจเคร่งครัดอย่างยิ่ง ต้อนรับแขกเหรื่อ ประกอบพิธีบูชาที่เรียกว่า อิสติกฤตและประกอบพิธีกรรมอื่นๆ ฤษีผู้นี้พร้อมด้วยพระโอรสและพระมเหสี ได้เสวยพระกระยาหารเป็นเวลาสองสัปดาห์ และในช่วงสองสัปดาห์ที่เหลือ ก็ได้ดำเนินชีวิตแบบนกพิราบ เก็บข้าวโพด ได้หนึ่ง โดรนา
 และในการเฉลิมฉลอง การบูชายัญ แบบทรรศน์และปารณมัสยะผู้ที่ปราศจากมารยา มักจะใช้เวลาทั้งวันด้วยการรับประทานอาหารที่เหลือหลังจากเหล่าเทพและแขกได้เสวยแล้ว และในวันจันทรคติอันเป็นมงคล พระอินทร์ผู้เป็นเจ้าแห่งโลกทั้งสามพร้อมด้วยเหล่าเทพยดา ได้ทรงเสวยอาหารที่ถวายในการบูชายัญของพระองค์ โอ้ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงอำนาจ
 และบุคคลผู้นั้นซึ่งประพฤติตนเป็นมุนีด้วยใจเบิกบาน ได้เลี้ยงรับรองแขกด้วยอาหารในวันเช่นนั้นด้วย และเมื่อผู้มีจิตใจสูงส่งผู้นั้นแจกจ่ายอาหารด้วยความยินดี ข้าวโพดที่เหลือก็เพิ่มขึ้นทันทีที่มีแขกปรากฏตัว และด้วยอานุภาพอันบริสุทธิ์ที่ฤๅษีแจกจ่าย อาหารของท่านก็เพิ่มขึ้นมากจนพราหมณ์ ผู้รอบรู้หลายร้อยคน ได้รับอาหารนั้น
                        ("วยาสะกล่าวต่อ)
                        “และข้าแต่พระราชา เกิดขึ้นเมื่อได้ยินมุทคาลผู้มีคุณธรรมเป็นผู้รักษาศีล มุนีทุร วาสะมีที่สำหรับคลุมกายแต่เพียงอย่างเดียว[2]สวมเครื่องประดับเหมือนคนบ้า และเศียรไม่มีผม จึงมาที่นั่นพลางกล่าวคำดูถูกต่างๆ นานา ว่า “โอ้ ปาณฑพ”
                        ครั้นถึงที่แล้วพระมุนีผู้ประเสริฐ ที่สุด จึงได้กล่าวแก่พราหมณ์ว่า “ท่านผู้เป็นพราหมณ์ชั้นสูง จงทราบเถิดว่าเรามาที่นี่เพื่อหาอาหาร”
                        จากนั้น มุทคาลจึงกล่าวแก่ฤๅษีว่า 'ยินดี!' แล้วจึงถวายน้ำล้างเท้าและปากแก่นักพรตผู้บ้าคลั่งผู้นั้น ผู้ซึ่งถือศีลอดในการเลี้ยงแขก ถวายอาหารเลิศรสแก่ท่านอย่างเคารพฤๅษี ผู้หิวโหย หิวโหยจนอาหารที่ท่านถวายหมดเกลี้ยง
                        จากนั้น มุทคาละก็จัดอาหารให้พระองค์อีก ครั้นเมื่อเสวยอาหารหมดแล้ว ก็ทาร่างกายด้วยอสูรกายอันโสมม แล้วเสด็จไปเช่นเดิม ในฤดูกาลถัดมา พระองค์ก็เสด็จกลับมาเสวยอาหารทั้งหมดที่พระผู้มีปัญญาผู้นั้นประทานให้ ครั้น เมื่อไม่ได้เสวยอาหารใดๆ พระมุทคาละก็กลับไปหาข้าวโพดตาม วิถีอุนชาอีกครั้ง
 ความหิวโหยไม่อาจรบกวนความสงบเยือกเย็นของพระองค์ได้ ความโกรธ ความหลอกลวง ความรู้สึกต่ำต้อย หรือความปั่นป่วนใจก็ไม่สามารถแทรกซึมเข้าสู่หัวใจของพราหมณ์ผู้ประเสริฐที่สุดผู้ดำเนิน ชีวิตแบบ อุนชาพร้อมด้วยบุตรและภรรยาได้ ด้วยเหตุนี้ ทุรวาสะจึงได้ตัดสินใจแล้ว และได้ปรากฏตัวต่อหน้าเหล่าฤๅษีผู้ประเสริฐที่สุดผู้ดำเนินชีวิตตามแบบอุนชา ถึงหกครั้งติดต่อกัน กระนั้น มุนี ผู้นั้นก็ ไม่รู้สึกถึงความปั่นป่วนใจใดๆ ในหัวใจของมุคละ และพระองค์ก็ทรงพบว่าหัวใจอันบริสุทธิ์ของนักพรตผู้มีจิตใจบริสุทธิ์นั้นบริสุทธิ์อยู่เสมอ
 แล้วฤๅษีผู้มีความยินดีจึงกล่าวกับมุทคาละตรัสว่า “ไม่มีสัตว์อื่นใดในโลกนี้ที่ไร้ซึ่งความหลงผิดและเป็นผู้ใจบุญเหมือนท่าน ความหิวโหยขับไล่ความชอบธรรมออกไปไกล และพรากความอดทนทั้งหมดของมนุษย์ไป ลิ้นที่หลงใหลในอาหารอันโอชะ ดึงดูดผู้คนให้เข้าหามัน”
 ชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร จิตใจนั้นแปรปรวน ยากที่จะควบคุมให้สงบนิ่งได้ สมาธิและประสาทสัมผัสทั้งหลายย่อมประกอบด้วยความเคร่งครัดแบบนักพรต การละทิ้งสิ่งที่ได้มาด้วยความทุกข์ยากด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์นั้นคงเป็นเรื่องยาก แต่ท่านผู้เจริญ สิ่งเหล่านี้ท่านได้บรรลุแล้วโดยสมควร เราจึงรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณและอิ่มเอมใจเมื่ออยู่ร่วมกับท่าน ความอดกลั้น ความอดทน ความยุติธรรม การควบคุมประสาทสัมผัสและสติปัญญา ความเมตตา และคุณธรรม ทั้งหมดนี้ได้ฝังแน่นอยู่ในท่านแล้ว
 ท่านได้พิชิตโลกต่าง ๆ ด้วยการกระทำ และด้วยเหตุนี้จึงได้เข้าสู่หนทางแห่งความงาม แม้แต่ชาวสวรรค์ก็ยังประกาศถึงกุศลอันยิ่งใหญ่ของท่าน โอ้ ท่านผู้รักษาคำปฏิญาณ ท่านจะได้ขึ้นสวรรค์แม้เพียงร่างกายของท่านเอง
                        ("วยาสะกล่าวต่อ)
 ขณะที่มุนีทุรวาสะ กำลังพูดอยู่นั้น ทูตสวรรค์ก็ปรากฏกายต่อหน้ามุทคาละบนรถที่เทียมด้วยหงส์และนกกระเรียน แขวนไว้ด้วยกระดิ่งที่ประณีต มีกลิ่นหอมอันศักดิ์สิทธิ์ มีภาพวาดที่งดงาม และมีพลังที่จะเดินทางไปทุกหนทุกแห่งตามใจชอบ
                        แล้วพระองค์ได้ตรัสกับฤๅษีพราหมณ์ว่า “โอ้ พระผู้เจริญ จงขึ้นรถม้าที่ได้มาด้วยการกระทำของเจ้าเถิด เจ้าบรรลุผลแห่งการบำเพ็ญตบะแล้ว!”
                        ("วยาสะกล่าวต่อ)
 ขณะที่ทูตสวรรค์กำลังพูดอยู่นั้น ฤๅษีก็บอกเขาว่า “ข้าแต่ทูตสวรรค์ ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านอธิบายคุณลักษณะของผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่นให้ข้าพเจ้าฟัง พวกเขามีกิเลสตัณหาอะไรบ้าง และมีจุดประสงค์อะไร? และข้าแต่ทูตสวรรค์ ความสุขในสวรรค์ประกอบด้วยอะไรบ้าง และมีข้อเสียอะไรบ้าง? บุคคลผู้มีคุณธรรมในสายตระกูลที่ดี ต่างประกาศว่า มิตรภาพกับผู้ศรัทธานั้น เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเดินไปกับพวกเขาเพียงเจ็ดก้าวเท่านั้น
                        โอ้พระเจ้า ในนามของมิตรภาพนั้น ข้าพเจ้าขอวิงวอนพระองค์
                        “ท่านจงบอกความจริงแก่ข้าพเจ้าโดยไม่ลังเล และบอกสิ่งที่ดีสำหรับข้าพเจ้าในเวลานี้ เมื่อได้ฟังท่านแล้ว ข้าพเจ้าจะพิจารณาตามคำของท่านว่าข้าพเจ้าควรดำเนินตามแนวทางใด”
                        เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
 [1] : การเก็บเกี่ยว (1) รวงข้าวโพดและ (2) เมล็ดพืชแต่ละเมล็ดที่ชาวนาทิ้งไว้ในทุ่งหลังจากที่พวกเขารวบรวมและขนฟ่อนข้าวไปแล้ว เรียกว่าวิถีชีวิตแบบศิลาและแบบอุนชา
[2] : เปลือย.
 CCLIX - พรและข้อเสียของเขตสวรรค์ที่อธิบายโดยพระเวท
                        (" วยาสะกล่าวต่อ)
 ทูตสวรรค์กล่าวว่า “โอ้ มหาปราชญ์ ท่านมีปัญญาอันเรียบง่าย เพราะท่านได้บรรลุถึงความสุขอันประเสริฐในสวรรค์แล้ว ท่านก็ยังคงคิดใคร่ครวญอย่างคนโง่เขลา โอ้มุนี ดินแดนที่เรียกว่าสวรรค์นั้น อยู่เหนือพวกเรา ดินแดนเหล่านั้นสูงตระหง่าน เต็มไปด้วยมรรคผลอันประเสริฐ และโอ มหาปราชญ์ มักถูกจัดวางด้วยเทวรูปเสมอ ผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้า ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า ผู้ที่ไม่เคยบำเพ็ญตบะอย่างสมถะ และผู้ที่ไม่ได้ทำพิธีบูชาอันใหญ่หลวง ย่อมไม่สามารถซ่อมแซมที่นั่นได้”
 เฉพาะบุรุษผู้มีจิตใจ ดีงาม ผู้มีจิตใจสงบ ผู้มีสติปัญญาอยู่ในการควบคุม ผู้มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ปราศจากอคติ และบุคคลผู้มุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรม และวีรบุรุษและบุรุษผู้มีร่องรอยแห่งการต่อสู้ หลังจากได้ประกอบพิธีกรรมอันทรงเกียรติด้วยสติปัญญาและสติปัญญาที่สงบแล้วจงบรรลุถึงดินแดนเหล่านั้นเถิดพราหมณ์ซึ่งได้มาด้วยการกระทำอันดีงามเท่านั้น และมีผู้ที่ประพฤติดีอาศัยอยู่
 โอมุทคละ ที่นั่น มีโลกอันสวยงาม สุกใส และรุ่งโรจน์มากมายนับไม่ถ้วนตั้งอยู่แยกกัน มอบสิ่งปรารถนาทั้งปวงให้แก่เหล่าเทพ เทวดาสัทธยะและไวศวะมหาฤๅษี ยามะ ธรรมะ คนธรรพ์และอัปสราและที่ นั่นมีพระ เมรุกษัตริย์แห่งขุนเขาครอบคลุมพื้นที่สามหมื่นสามพันโยชน์
 และ ณ ที่นั้น โอ มุทคาละ คือสวนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพ มีนันทนะเป็นหัวหน้า เป็นที่อยู่ของบุคคลผู้กระทำความดีทั้งหลาย ไม่มีความหิวกระหาย ไม่มีความเกียจคร้าน ไม่มีความกลัว ไม่มีสิ่งน่ารังเกียจหรืออัปมงคลใดๆ กลิ่นทั้งปวงของสถานที่นั้นช่างหอมหวาน สายลมทั้งปวงช่างหอมหวานจับต้อง และเสียงทั้งปวงในที่นั้นช่างน่าหลงใหล โอ ฤๅษี ทั้งหูและใจ ไม่มีความโศกเศร้า ไม่มีความชราภาพ ไม่มีความเหนื่อยยาก และไม่มีความสำนึกผิดใดๆ อยู่ที่นั่น
 โอ้มุนี โลกนั้น ซึ่งได้มาด้วยผลแห่งกรรมของตน ย่อมมีลักษณะเช่นนี้ บุคคลย่อมดำรงอยู่ในโลกนั้นด้วยคุณความดีของตน และบุคคลผู้สถิตอยู่ในโลกนั้นก็ดูผ่องใส โอ้ มุทคาละ โลกนี้ด้วยคุณความดีของตนเท่านั้น มิใช่เพราะคุณความดีของบิดามารดา และไม่มีเหงื่อ ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีปัสสาวะ
 และ ณ ที่นั้น โอมุนีฝุ่นผงย่อมไม่ทำให้เสื้อผ้าเปื้อน และพวงมาลัยอันวิจิตรงดงามของพวกเขา หอมกลิ่นสวรรค์ ไม่เคยจางหาย โอ้ พราหมณ์ พวกเขาแบกรถยนต์เช่นนี้ (ที่ข้าพเจ้านำมา) และ โอ้ ฤๅษีผู้ยิ่งใหญ่ ปราศจากความริษยา ความเศร้าโศก ความเหนื่อยล้า ความเขลา และความอาฆาตพยาบาท บุคคลผู้บรรลุสวรรค์แล้ว จงดำรงอยู่ในแดนเหล่านั้นอย่างเป็นสุข และ โอ้ โคในหมู่มุนีสูงส่งยิ่งขึ้นไปในแดนเหล่านี้ ยังมีบุคคลอื่นที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมชั้นสูงแห่งสวรรค์
 ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ ดินแดนอันสวยงามและรุ่งโรจน์ของพระพรหมนั้นถือเป็นที่หนึ่ง โอ พราหมณ์ จงซ่อมแซมฤๅษีที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ด้วยบุญกุศล ณ ที่นั้น และที่นั่นมีสัตว์บางตนที่ชื่อว่าริภูสถิต อยู่ พวกมันคือเทพเจ้าของเหล่าทวยเทพ ดินแดนของพวกมันได้รับพรอันสูงสุด แม้แต่เหล่าเทพก็ยังเคารพบูชา พวกมันเปล่งประกายด้วยแสงของตนเอง และประทานสิ่งปรารถนาทุกอย่าง พวกมันไม่ทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดที่สตรีอาจก่อขึ้น ไม่มีทรัพย์สมบัติทางโลก และปราศจากมารยาริภูไม่ได้ดำรงชีพด้วยเครื่องบูชา และแม้แต่ด้วยอมฤต
                        และพวกเขาก็เปี่ยมล้นด้วยรูปแห่งสวรรค์จนไม่อาจรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส และเหล่าเทพนิรันดร์แห่งสวรรค์เหล่านี้มิได้ปรารถนาความสุขเพื่อความสุข และมิได้เปลี่ยนแปลงไปในวัฏจักรแห่งกัลป์
 แท้จริง ความเสื่อมสลายหรือความเสื่อมสลายของพวกเขาอยู่ที่ไหนเล่า? สำหรับพวกเขาไม่มีปีติ ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ และพวกเขาไม่มีทั้งสุขและทุกข์ เหตุใดพวกเขาจึงจะมีความโกรธและความเกลียดชัง โอ้มุนี ? โอ้ มุทคาละ แม้แต่เทพก็ยังปรารถนาถึงสถานะสูงสุดของพวกเขา และการหลุดพ้นอันสูงสุดนั้น ซึ่งยากที่จะบรรลุได้นั้น ผู้ที่อยู่ใต้ความปรารถนาย่อมไม่สามารถบรรลุได้
 จำนวนของเทพเหล่านั้นมีสามสิบสามองค์ นักปราชญ์ทั้งหลายจงไปประจำถิ่นของตน หลังจากที่ได้รักษาศีลอันประเสริฐ หรือได้ถวายทานตามบัญญัติแล้ว ท่านทั้งหลายก็บรรลุความสำเร็จนั้นได้โดยง่ายด้วยกุศลผลบุญของท่าน ท่านทั้งหลายพึงเสวยสุขในสภาพอันพึงได้นั้นด้วยผลอันรุ่งโรจน์อันเกิดจากความเพียรอันเคร่งครัดของท่านเถิด โอ้ พราหมณ์ สวรรค์อันประกอบด้วยโลกต่างๆ ก็เป็นเช่นนี้แล
                        ("วยาสะกล่าวต่อ)
 “ข้าพเจ้าได้อธิบายเรื่องความสุขของสวรรค์ชั้นฟ้าทั้งหลายแก่ท่านทั้งหลายดังนี้แล้วบัดนี้ท่านได้ฟังข้อด้อยบางประการจากข้าพเจ้าบ้างหรือไม่ ว่าในแดนสวรรค์ บุคคลใดเมื่อได้รับผลจากกรรมที่ตนได้กระทำไปแล้ว ย่อมไม่สามารถกระทำกรรมอื่นใดได้ และเขาต้องรับผลของกรรมนั้นจนกว่าจะหมดสิ้นไปโดยสิ้นเชิง และยิ่งไปกว่านั้น เขาย่อมตกต่ำลงได้เมื่อหมดบุญหมดรูปแล้ว ในความเห็นของข้าพเจ้า โทษของสวรรค์ก็หมดสิ้นไปเช่นกัน
 การตกต่ำของบุคคลผู้มีจิตใจเปี่ยมล้นด้วยความสุขนั้น โอ มุทคาละ สมควรได้รับการประกาศว่าเป็นความผิด และความไม่พอใจและความเสียใจที่ตามมาจากการอยู่ในที่ต่ำต้อยกว่า หลังจากที่ได้สัมผัสดินแดนอันรุ่งโรจน์และรุ่งเรืองกว่านั้น คงยากที่จะทนได้ และจิตสำนึกของผู้ที่กำลังจะตกต่ำนั้นก็มึนงงและกระวนกระวายด้วยอารมณ์ และเมื่อพวงมาลัยของผู้ที่กำลังกำลังจะตกต่ำจางหายไป ความกลัวก็เข้ามารุกรานจิตใจของพวกเขา โอ มุทคาละ ข้อเสียอันใหญ่หลวงเหล่านี้แผ่ขยายไปถึงดินแดนแห่งพรหมด้วย
 ในสวรรค์ชั้นฟ้าทั้งหลาย บุคคลผู้ประพฤติธรรมแล้วมีคุณธรรมมากมายเหลือคณานับ โอ้มุนีนี่แหละคือคุณลักษณะอีกอย่างหนึ่งของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งด้วยคุณธรรมเหล่านั้น พวกเขาจึงได้เกิดในหมู่มนุษย์ แล้วจึงบรรลุถึงลาภและความสุขอันประเสริฐ ผู้ใดไม่ศึกษาหาความรู้ในโลกนี้ ก็ย่อมได้มาด้วยชาติที่ต่ำต้อย ผลของกรรมที่กระทำในโลกนี้ย่อมได้รับในโลกหน้า
 โอ้ พราหมณ์ โลกนี้ถูกบัญญัติให้เป็นโลกแห่งการกระทำ ส่วนโลกอื่น ๆ ถูกบัญญัติให้เป็นโลกแห่งผล ข้าพเจ้า โอ มุทคาละ ได้ทรงโปรดประทานแก่ท่านแล้ว ดังนี้ บัดนี้ ด้วยพระกรุณาของท่าน เราจะออกเดินทางโดยเร็วพลัน
                        “วยาสะกล่าวต่อ
                        'เมื่อได้ฟังพระวาจานี้แล้ว มุทคาละก็เริ่มครุ่นคิดในใจ ครั้นใคร่ครวญดีแล้วมุนีผู้ประเสริฐ ที่สุด จึงได้กล่าวแก่ทูตสวรรค์ดังนี้
 “ข้าแต่ทูตสวรรค์ ข้าพระองค์ขอคารวะท่าน ขอพระองค์จงเสด็จไปอย่างสงบเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มิได้เกี่ยวข้องกับความสุข หรือสวรรค์ที่มีข้อบกพร่องอันเด่นชัดเช่นนี้ บุคคลผู้ได้เสพสวรรค์ย่อมประสบความทุกข์ยากแสนสาหัสและความเสียใจอย่างสุดซึ้งในโลกนี้ ฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ปรารถนาสวรรค์ ข้าพระองค์จะแสวงหาดินแดนอันบริสุทธิ์ที่มนุษย์ไม่ต้องคร่ำครวญ เจ็บปวด หรือกระวนกระวาย พระองค์ได้ทรงอธิบายข้อบกพร่องอันใหญ่หลวงของสวรรค์เหล่านี้แก่ข้าพระองค์แล้ว บัดนี้พระองค์ได้ทรงอธิบายดินแดนอันปราศจากข้อบกพร่องแก่ข้าพระองค์แล้วหรือ”
                        จากนั้นทูตสวรรค์ก็กล่าวว่า
 เหนือที่ประทับของพระพรหมนั้น มีบัลลังก์อันสูงสุดของพระวิษณุบริสุทธิ์ นิรันดร์ และสว่างไสว รู้จักกันในชื่อของปรพรหมณ ที่นั้น โอ้ พราหมณ์ บุคคลที่ยึดมั่นในอารมณ์ทั้งหลายไม่อาจซ่อมแซมได้ และผู้ที่ตกอยู่ภายใต้ความเย่อหยิ่ง ความโลภ ความไม่รู้ ความโกรธ และความริษยา ก็ไม่อาจเข้าถึงที่นั้นได้ มีเพียงผู้ที่ปราศจากความรักใคร่ ผู้ที่ปราศจากความเย่อหยิ่ง ผู้ที่ปราศจากอารมณ์ขัดแย้ง ผู้ที่ยับยั้งอารมณ์ของตน ผู้ที่อุทิศตนให้กับสมาธิและโยคะเท่านั้น ที่สามารถซ่อมแซมที่นั่นได้
 เมื่อได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้แล้วพระมุนีก็ทรงอำลาทูตสวรรค์ และพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงดำเนิน ชีวิตแบบ อุญชะก็ทรงมีความอิ่มเอมใจอย่างที่สุด ครั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงสรรเสริญและทรงติเตียนอย่างเท่าเทียมกัน ก้อนอิฐ ก้อนหิน และทองคำก็ปรากฏเป็นพระเนตรของพระองค์เช่นเดียวกัน พระองค์ทรงอาศัยหนทางที่จะบรรลุพรหมทรงบำเพ็ญสมาธิอยู่เสมอ และเมื่อทรงได้รับอำนาจโดยอาศัยความรู้ และได้รับความเข้าใจอันยอดเยี่ยม พระองค์ก็ทรงบรรลุถึงภาวะแห่งการหลุดพ้นอันสูงสุด ซึ่งถือว่าเป็นนิจนิรันดร์
 ดังนั้นคุณก็เช่นกันโอรส ของพระนาง กุนตีท่านไม่ควรโศกเศร้าเลย แม้ท่านจะถูกพรากจากอาณาจักรอันรุ่งเรือง แต่ท่านจะได้รับมันกลับคืนมาด้วยความเพียรอันเคร่งครัดในธรรม ความทุกข์หลังความสุข และความสุขหลังความทุกข์ ล้วนหมุนวนเวียนรอบตัวมนุษย์ ดุจดังเส้นรอบวงของวงล้อที่หมุนรอบแกน เมื่อปีที่สิบสามผ่านไปแล้ว ท่านผู้เปี่ยมด้วยพลังอันหาประมาณมิได้ จะได้รับอาณาจักรที่บิดาและปู่ของท่านครอบครองอยู่กลับคืนมา ดังนั้น จงปล่อยความเร่าร้อนในหัวใจของท่านออกไปเถิด!
                        ไวสัมปยาณะกล่าวต่อไปว่า “เมื่อได้กล่าวคำนี้แก่ บุตรของ ปาณฑุแล้วพระวยาสผู้เคารพบูชาก็กลับไปยังอาศรมของตนเพื่อประกอบพิธีกรรมบำเพ็ญตบะ”
 ตอนต่อไป; CCLX - แผนการของทุรโยธนะต่อปาณฑพในป่า
ก่อนหน้า                   💃🏻💃🏻💃🏻                         อ่านต่อ
 ทุรโยธนะและสหายผู้ชั่วร้ายของเขา ด้วยความริษยาที่มีต่อชาวปาณฑพจึงพยายามทำร้ายพวกเขาขณะที่พวกเขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในป่า การมาถึงของทุรโยธนะผู้บำเพ็ญตบะผู้ฉุนเฉียว เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ทำตามเจตนาอันชั่วร้ายของตน ทุรโยธนะทดสอบความอดทนและการต้อนรับของทุรโยธนะ ในที่สุดก็ได้มอบพรให้ ซึ่งเจ้าชายทรงใช้ทันทีเพื่อขอเข้าเฝ้าชาวปาณฑพในช่วงเวลาที่เทราปดีจะอ่อนแอและโดดเดี่ยว ทุรโยธนะและเหล่าสหายพอใจกับแผนการอันชาญฉลาดของตน จึงเดินทางกลับบ้าน โดยเชื่อมั่นว่าศัตรูของพวกเขากำลังตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงเนื่องจากการมาเยือนของทุรโยธนะ