Translate

27 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๖. มูคผักขจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

         อรรถกถามูคผักขจริยาที่ ๖
         พึงทราบวินิจฉัยในมูคผักขจริยาที่ ๖ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า กาสิราชสฺส อตฺรโช คือ ในกาลเมื่อเราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี. 
         ในกาลนั้น ชื่อว่ามูคผักขะ. ชนทั้งหลายเรียกเราว่าเตมิยะ. 
         ควรเชื่อมความว่า ชนทั้งหลายทั้งปวงตั้งแต่พระมารดาพระบิดาเป็นต้นเรียกเราว่ามูคผักขะ เพราะอธิษฐานเป็นคนใบ้และเป็นคนง่อยเปลี้ย. 
         อนึ่ง เพราะพระมหาสัตว์นั้นยังหทัยของพระราชาและของอำมาตย์เป็นต้นให้ชุ่ม อันเกิดด้วยปีติและสิเนหาอย่างยิ่ง ฉะนั้นจึงได้พระนามว่า เตมิยกุมาร. 
         บทว่า โสฬสิตฺถีสหสฺสานํ คือ สนมของพระเจ้ากาสี ๑๖,๐๐๐. 
         บทว่า น วิชฺชติ ปุโม คือ ไม่มีพระโอรส มิใช่ไม่มีพระโอรสอย่างเดียวเท่านั้น แม้พระธิดาของพระองค์ก็ไม่มี. 
         บทว่า อโหรตฺตานํ อจฺจเยน นิพฺพตฺโต อหเมกโก ความว่า พระศาสดาทรงแสดงว่า โดยวันคืนล่วงไปๆ เราเกิดผู้เดียว คือโดยวันคืนน้อมล่วงไปไม่น้อยเพราะล่วงไปหลายปี เราผู้เดียวเท่านั้นที่ท้าวสักกะประทานให้แด่พระราชาพระองค์นั้นผู้ไม่มีโอรส เราเที่ยวแสวงหาโพธิญาณ ในกาลนั้นได้เกิดเป็นโอรสของพระราชา. 
         ในจริยานั้นมีเรื่องราวเป็นลำดับดังต่อไปนี้. 
         ในอดีตกาลครั้ง พระเจ้ากาสีครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี. พระองค์มีสนม ๑๖,๐๐๐ นาง. ในสนมเหล่านั้นไม่ได้บุตรหรือธิดาแม้แต่คนเดียว. 
         ชาวพระนครเกิดเดือดร้อนว่า พระโอรสแม้องค์เดียวที่จะรักษาราชวงศ์ของพวกเราไม่มีเลย จึงประชุมกัน ทูลพระราชาว่า ขอพระองค์จงปรารถนาพระโอรสเถิดพระเจ้าข้า. 
         พระราชาทรงรับสั่งกะสนม ๑๖,๐๐๐ นางว่า พวกเจ้าจงปรารถนาบุตรเถิด. พวกสนมเหล่านั้นทำการบวงสรวงพระจันทร์เป็นต้น แม้ปรารถนาก็ไม่ได้บุตร. 
         ฝ่ายพระจันทาเทวี พระธิดาของพระเจ้ามัททราช อัครมเหสีของพระราชานั้น พระนางสมบูรณ์ด้วยศีล. พระราชาตรัสว่า แม้เธอก็จงปรารถนาโอรสเถิด. ในวันเพ็ญ พระนางรักษาอุโบสถระลึกถึงศีลของตนทรงตั้งสัจจกิริยาว่า หากเรามีศีลไม่ขาด ด้วยสัจจะของเรานี้ขอให้โอรสเกิดเถิด. 
         ด้วยเดชแห่งศีลของนางนั้น อาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน. 
         ท้าวสักกะทรงรำพึงก็ทรงทราบเหตุนั้น จึงดำริว่า เราจักอนุเคราะห์นางจันทาเทวีให้ได้โอรส ทรงใคร่ครวญถึงโอรสผู้สมควรแก่พระเทวีนั้น ทรงเห็นพระโพธิสัตว์ผู้ประสงค์จะอุบัติในดาวดึงสพิภพดำรงอยู่บนดาวดึงสพิภพนั้นตราบเท่าอายุแล้วจุติจากนั้น ไปบังเกิดในเทวโลกสูงขึ้นไป จึงเสด็จเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ตรัสว่า ดูก่อนสหาย เมื่อท่านเกิดในมนุษยโลก บารมีเหล่านั้นจักบริบูรณ์ ความเจริญจักมีแก่มหาชน พระนางจันทาอัครมเหสีของพระเจ้ากาสีทรงปรารถนาพระโอรส ขอให้ท่านจงไปอุบัติในพระครรภ์ของพระนางนั้นเถิด. 
         พระโพธิสัตว์รับเทวดำรัส แล้วจึงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางจันทาเทวีนั้น. 
         เทพบุตร ๕๐๐ สหายของพระโพธิสัตว์นั้นสิ้นอายุ จุติจากเทวโลก คือปฏิสนธิในครรภ์ของภริยาอำมาตย์ทั้งหลายของพระราชานั้น. 
         พระเทวีทรงทราบว่าพระนางตั้งครรภ์แล้ว จึงกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ. พระราชารับสั่งให้ดูแลพระครรภ์. พระเทวีทรงครรภ์ครบกำหนด จึงประสูติพระราชบุตรสมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะทุกประการ. 
         ในวันนั้นเองในเรือนของพวกอำมาตย์ทั้งหลาย กุมาร ๕๐๐ ก็เกิด. 
         พระราชาทรงสดับแม้ทั้งสองประการ ทรงดำริว่า กุมารเหล่านี้จงเป็นบริวารโอรสของเรา จึงทรงส่งแม่นม ๕๐๐ และส่งเครื่องประดับของกุมารให้แก่กุมาร ๕๐๐. 
         อนึ่ง พระราชาทรงให้แม่นม ๖๔ คน ผู้มีน้ำนมอร่อย มีถันไม่หย่อนยาน เว้นจากโทษมีสูงเกินไปเป็นต้น แล้วทรงทำสักการะใหญ่แก่พระโพธิสัตว์. 
         ได้ทรงประทานพรแม้แก่พระนางจันทาเทวี. พระนางจันทาเทวีทรงรับพรไว้แล้ว. 
         พระกุมารทรงเจริญด้วยบริวารใหญ่. 
         ลำดับนั้น พวกแม่นมตกแต่งพระกุมารซึ่งมีพระชนม์ได้ ๑ เดือน นำมาเฝ้าพระราชา. พระราชาทรงแลดูพระโอรสน่ารัก จึงทรงสวมกอด ให้พระกุมารประทับนั่งบนพระเพลา ประทับนั่งทรงรื่นรมย์กับพระโอรส.
         ในขณะนั้น โจร ๔ คนถูกนำมาให้ทรงพิพากษาโทษ. 
         ในโจร ๔ คนนั้น คนหนึ่ง พระราชาทรงตัดสินให้เฆี่ยนด้วยหวายมีหนาม ๑,๐๐๐ ครั้ง. คนหนึ่ง ใส่ตรวนส่งเข้าเรือนจำ. คนหนึ่ง ให้เอาหอกทิ่มแทงบนร่างกาย. คนหนึ่ง เสียบด้วยหลาว. 
         พระมหาสัตว์สดับคำพิพากษาของพระบิดาก็เกิดสลดใจ ทรงดำริว่า โอน่าเศร้า พระบิดาของเราอาศัยความเป็นพระราชา กระทำกรรมอันจะนำไปสู่นรก เป็นกรรมหนัก. 
         รุ่งขึ้น พวกแม่นมให้พระมหาสัตว์บรรทมเหนือสิริไสยาสน์ที่ตกแต่งไว้ภายใต้เศวตฉัตร. 
         พระมหาสัตว์บรรทมหลับไปได้หน่อยหนึ่ง ทรงลืมพระเนตรแลดูเศวตฉัตรทรงเห็นสิริสมบัติใหญ่โต. ทีนั้น พระมหาสัตว์แม้ตามปกติก็ทรงสลดพระทัยอยู่แล้ว ยิ่งเกิดความกลัวหนักขึ้น. พระมหาสัตว์ทรงรำพึงอยู่ว่า เรามาสู่พระราชวังนี้จากไหนหนอ ครั้นทรงทราบว่ามาจากเทวโลก ด้วยทรงระลึกชาติได้ จึงทรงตรวจดูเหนือไปจากนั้น ทรงเห็นว่า พระองค์เคยหมกไหม้อยู่ในอุสสทนรก. ทรงตรวจดูเหนือไปจากนั้นอีกทรงเห็นความที่พระองค์เป็นพระราชาอยู่ในนครนั่นเอง. 
         ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์บรรทมดำริว่า เราครองราชสมบัติอยู่ ๒๐ ปี หมกไหม้อยู่ในอุสสทนรก ๘๐,๐๐๐ ปี. บัดนี้ เราเกิดในเรือนโจรนี้เอง. แม้พระบิดาของเราเมื่อวานนี้ เมื่อเขานำโจรมา ๔ คน ก็ตรัสพระดำรัสรุนแรงถึงปานนั้น อันจะทำให้ตกนรก. เราไม่ต้องการราชสมบัติอันจะนำความพินาศอย่างใหญ่หลวง ซึ่งยังไม่ปรากฏนี้มา. เราจะพึงพ้นไปจากเรือนโจรนี้ได้อย่างไรหนอ. 
         ลำดับนั้น เทพธิดาองค์หนึ่งได้ปลอบพระโพธิสัตว์นั้นว่า พ่อเตมิยกุมาร พ่ออย่ากลัว. ความปลอดภัยจักมีแก่ท่านเพราะอธิษฐานองค์ ๓. 
         พระมหาสัตว์สดับดังนั้นมีพระประสงค์จะพ้นจากความพินาศ คือราชสมบัติ จึงทรงอธิษฐานองค์ ๓ ตลอด ๑๖ ปี ด้วยความอธิษฐานไม่หวั่นไหว. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               กิจฺฉาลทฺธํ ปิยํปุตฺตํ ฯลฯ ผกฺโข คติวิวชฺชิโต 
         คำแปลปรากฏแล้วในบาลีแปลข้างต้น. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า กิจฺฉาลทฺธํ คือ ได้ด้วยความปรารถนามาตลอดกาลช้านาน ยาก ฝืดเคือง. 
         บทว่า อภิชาตํ คือ สมบูรณ์ด้วยชาติ. 
         ชื่อว่าทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรือง เพราะประกอบด้วยความรุ่งเรืองทางกายและความรุ่งเรืองด้วยญาณ. 
         บทว่า เสตจฺฉตฺตํ ธารยิตฺวาน, สยเน โปเสติ มํ ปิตา พระบิดารับสั่งให้กั้นเศวตฉัตร ให้เลี้ยงดูเราบนที่นอน. 
         ความว่า พระเจ้ากาสี พระบิดาของเราให้เรานอนบนที่สิริไสยาสน์ภายใต้เศวตฉัตร ตั้งแต่เราเกิดให้เลี้ยงดูเรากับด้วยบริวารใหญ่ โดยพระดำรัสว่า ธุลีหรือน้ำค้าง จงอย่าต้องกุมารนั้น. เรานอนอยู่บนที่นอนอันประเสริฐ ตื่นขึ้นแล้วมองดูได้เห็นเศวตฉัตรสีขาว. 
         บทว่า เยนาหํ นิรยํ คโต ความว่า อันเป็นเหตุให้เราไปสู่นรกในอัตภาพที่ ๓ จากอัตภาพนี้ด้วยเศวตฉัตร. 
         ท่านกล่าวถึงราชสมบัติด้วยหัวข้อว่า เศวตฉัตร. 
         บทว่า สห ทิฏฺฐสฺส เม ฉตฺตํ คือ ความสะดุ้งกลัวเกิดขึ้นแล้วแก่เราผู้เห็นเศวตฉัตรนั้น พร้อมกับความเห็นนั้น. 
         อธิบายว่า ตลอดเวลาที่เห็นนั่นเอง. 
         บทว่า ตาโส อุปฺปชฺชิ เภรโว คือ เกิดความสะดุ้งน่ากลัว เพราะเป็นโทษที่ปรากฏชัดเจนแล้ว. 
         บทว่า วินิจฺฉยํ สมาปนฺโน, กถาหํ อิมํ มุญฺจิสฺสํ ความว่า เราตรึกตรองอย่างนี้ว่า เราจะปลดเปลื้องราชสมบัติอันเป็นกาลกรรณีได้อย่างไรหนอ. 
         บทว่า ปุพฺพาสาโลหิตา มยฺหํ ความว่า เทพธิดาผู้เป็นมารดาของเราในอัตภาพหนึ่ง สิงสถิตอยู่ในเศวตฉัตรนั้น เป็นผู้ใคร่ประโยชน์ แสวงหาประโยชน์แก่เรา. 
         บทว่า สา มํ ทิสฺวาน ทุกฺขิตํ, ตีสุ ฐาเนสุ โยชยิ ความว่า เทพธิดานั้นเห็นเราประกอบด้วยทุกข์ เพราะทุกข์ใจอย่างนั้น จึงแนะนำให้เราประกอบในเหตุที่จะออกจากทุกข์ในราชสมบัติ ๓ ประการ คือ เป็นใบ้ เป็นคนง่อยเปลี้ย เป็นคนหนวก. 
         บทว่า ปณฺฑิจฺจยํ คือ ความเป็นบัณฑิต. 
         บทว่า มา วิภาวย คือ ท่านจงประกาศความเป็นบัณฑิต. 
         บทว่า พาลมโต คือ ให้เขารู้ว่าเป็นคนโง่. 
         บทว่า สพฺโพ คือ ชนภายในและชนภายนอกทั้งสิ้น. 
         บทว่า โอจินายตุ คือ คนทั้งปวงย่อมดูหมิ่นว่า พวกท่านจงนำคนกาลกรรณีนี้ออกไป. 
         บทว่า เอวํ ตว อตฺโถ ภวิสฺสติ ประโยชน์จักมีแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้.
         ความว่า เมื่อท่านถูกดูหมิ่น โดยนัยดังกล่าวแล้วอย่างนั้น ประโยชน์อันยังบารมีให้บริบูรณ์ด้วยการออกจากเรือนจักมีแก่ท่าน. 
         บทว่า เตตํ วจนํ ความว่า ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่านที่กล่าวว่า ท่านจงอธิษฐานองค์ ๓ ดังนี้. 
         บทว่า อตฺถกามาสิ เม อมฺม คือ แม่เทพธิดาท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์แก่ข้าพเจ้า. 
         บทว่า หิตกามา ท่านเป็นผู้ใคร่ความเกื้อกูล เป็นคำกล่าวโดยปริยายของคำว่า อตฺถกามา นั้นนั่นเอง. หรือว่า พึงทราบว่า ความสุขในบทว่า อตฺโถ นี้. 
         บทว่า หิตํ คือ บุญอันเป็นเหตุของความสุขนั้น. 
         บทว่า สาคเรว ถลํ ลภึ เหมือนเราได้พบฝั่งในสาคร. 
         ความว่า เราคิดว่า เราเกิดในเรือนโจร. ความพินาศใหญ่หลวงได้มีแก่เรา เราจมอยู่ในสาคร คือความโศกได้ฟังคำของเทพธิดานั้น เหมือนจมอยู่ในสาครได้เห็นฝั่งคือที่พึ่งแล้ว. 
         อธิบายว่า เราได้อุบายออกจากราชตระกูลแล้ว. 
         บทว่า ตโย องฺเค อธิฏฺฐหึ คือ เราได้อธิษฐานองค์ ๓ ประการ จนกว่าเราจะออกไปจากเรือน. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงองค์ ๓ ประการเหล่านั้นโดยสรุป จึงตรัสพระคาถาว่า มูโค อโหสึ เราเป็นใบ้ ดังนี้เป็นต้น. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ผกฺโข คือ เป็นง่อยเปลี้ย. 
         บทที่เหลือ เข้าใจง่ายดีแล้ว. 
         เมื่อพระมหาสัตว์ทรงตั้งอยู่ในนัยที่เทพธิดาให้ไว้ แล้วทรงแสดงพระองค์ด้วยความเป็นใบ้เป็นต้น ตั้งแต่ปีที่ประสูติ พระมารดาพระบิดาและพวกนางนมเป็นต้นคิดว่าธรรมดาปลายคางของคนใบ้ ช่องหูของคนหนวก มือเท้าของคนง่อยเปลี้ย มิได้เป็นอย่างนี้. ในเรื่องนี้พึงมีเหตุ. เราจักทดลองพระกุมารนี้ดู. คิดว่า เราจักทดลองด้วยน้ำนมก่อน จึงไม่ให้น้ำนมตลอดวัน. พระกุมารนั้นแม้ซูบซีดก็มิได้ร้องเพื่อต้องการน้ำนม. 
         ลำดับนั้น พระมารดาของพระกุมาร ทรงดำริว่า ลูกของเราคงหิว. พวกเจ้าจงให้น้ำนมแก่ลูกเราเถิด แล้วให้พวกแม่นมให้น้ำนม. พวกแม่นมไม่ให้น้ำนมเป็นระยะๆ อย่างนี้ แม้ทดลองอยู่ปีหนึ่งก็ยังไม่เห็นช่องทาง. 
         แต่นั้นพวกแม่นมคิดว่า ธรรมดาเด็กย่อมชอบขนมและของเคี้ยว. ชอบผลาผล. ชอบของเล่น. ชอบอาหาร จึงนำของปลอบใจเหล่านั้นๆ เข้าไปให้ ปลอบใจด้วยการทดลองก็ไม่เห็นช่องทางตลอด ๕ ปี. 
         ลำดับนั้น พวกแม่นมคิดว่า ธรรมดาเด็กย่อมกลัวไฟ กลัวช้างตกมัน กลัวงู กลัวคนเงื้อดาบ. เราจักทดลองด้วยเหตุเหล่านั้น จึงตระเตรียมดังกล่าวโดยที่มิให้เกิดความเสียหายแก่พระกุมารด้วยอาการเหล่านั้นได้ แล้วให้เข้าไปแสดงโดยอาการอันน่ากลัวอย่างยิ่ง. 
         พระมหาสัตว์ทรงรำพึงถึงภัยในนรก จึงไม่หวั่นไหวด้วยทรงเห็นว่า นรกน่ากลัวยิ่งกว่านี้ ร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า. พวกแม่นมทดลองอยู่แม้อย่างนี้ก็ไม่เห็นช่องทาง จึงคิดว่า ธรรมดาเด็กต้องการดูมหรสพ จึงให้สร้างโรงมหรสพ เอาม่านกั้นพระมหาสัตว์ แล้วให้ประโคมด้วยเสียงสังข์และเสียงกลองให้กึกก้องเป็นอันเดียวกันในทันที ณ ข้างทั้ง ๒ ของพระกุมารผู้ไม่รู้เรื่องเลย จุดตะเกียงส่องในที่มืด ให้แสงสว่าง เอาน้ำอ้อยทาทั่วตัวให้นอนในที่มีแมลงวันชุม ไม่ให้อาบน้ำเป็นต้น เข้าไปคอยดูกุมารนอนบนอุจจาระ ปัสสาวะ. เสียดสีด้วยการเยาะเย้ย และด่าว่า กุมารซึ่งนอนจมมูตรและกรีส. ทำกระเบื้องไฟไว้ใต้เตียง แล้วเผาให้ร้อนบ้าง. 
         แม้ทดลองอยู่ด้วยอุบายหลายๆ อย่าง อย่างนี้ก็ไม่เห็นช่องทางของพระกุมารนั้น. 
         พระมหาสัตว์ทรงรำพึงถึงภัยในนรกเท่านั้น ในที่ทั้งปวงไม่ทรงทำลายการตั้งใจ ไม่ไหวติง. พวกแม่นมทดลองอย่างนี้ถึง ๑๕ ปี ครั้นพระชนม์ได้ ๑๖ พระพรรษา พวกแม่นมคิดว่า คนง่อยเปลี้ยก็ตาม คนใบ้ คนหนวกก็ตาม จะไม่กำหนัดในสิ่งควรกำหนัด จะไม่อยากเห็นในสิ่งควรเห็น ย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น เราจะหานาฏศิลป์มาทดลองพระกุมาร จึงเอาน้ำหอมอาบพระกุมาร ประดับประดาดุจเทพบุตรเชิญขึ้นบนปราสาท อันมีแต่ความบันเทิงเบิกบานอย่างเดียว ด้วยดอกไม้ของหอมและพวงมาลัยเป็นต้นเหมือนเทพวิมาน จึงให้สตรีล้วนมีรูปร่างงดงาม พราวด้วยเสน่ห์ เปรียบด้วยเทพอัปสรคอยบำเรอว่า พวกเจ้าจงให้พระกุมารอภิรมย์ด้วยความเป็นของเที่ยงเป็นต้น. สตรีเหล่านั้นต่างก็พยายามเพื่อจะเข้าไปทำตามนั้น. 
         พระกุมาร เพราะพระองค์สมบูรณ์ด้วยพระปัญญา จึงทรงกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะด้วยทรงหวังว่า สตรีเหล่านี้อย่าได้สัมผัสร่างกายของเราเลย. สตรีเหล่านั้น เมื่อไม่ได้สัมผัสร่างกายของพระกุมาร จึงคิดว่า พระกุมารนี้มีพระวรกายกระด้าง คงไม่ใช่มนุษย์แน่. คงจักเป็นยักษ์ จึงพากันกลับไป. 
         พระมารดาพระบิดา ไม่ทรงสามารถที่จะยึดถือได้ด้วยการทดลองใหญ่ ๑๖ ครั้ง และด้วยการทดลองเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายครั้งตลอด ๑๖ ปีอย่างนี้ จึงทรงขอร้องต่างๆ กันและหลายครั้งว่า เตมิยกุมารลูกรัก พ่อและแม่รู้ว่าลูกไม่เป็นใบ้ เพราะปาก หูและเท้าอย่างนี้มิใช่ของคนใบ้ คนหนวกและคนง่อยเปลี้ยเลย. ลูกเป็นบุตรที่พ่อและแม่ปรารถนาจะได้มา ลูกอย่าให้พ่อแม่ต้องพินาศเสียเลย จงปลดเปลื้องข้อครหาจากราชสำนักในชมพูทวีปทั้งสิ้นเถิด. 
         พระกุมารนั้น แม้พระมารดาพระบิดาทรงขอร้องอยู่อย่างนี้ ก็บรรทมทำเป็นไม่ได้ยิน.
         ลำดับนั้น พระราชารับสั่งให้บุรุษผู้ฉลาดตรวจดูพระบาททั้งสอง ช่องพระกรรณทั้งสอง พระชิวหาและพระหัตถ์ทั้งสองแล้ว ทรงสดับคำที่อำมาตย์กราบทูลว่า บัดนี้ ผู้ชำนาญการทายลักษณะ กล่าวว่า ผิว่า พระบาทเป็นต้นของพระกุมารนี้ เหมือนของคนไม่ง่อยเปลี้ยเป็นต้น พระกุมารนี้ก็จะไม่เป็นง่อยเปลี้ย ใบ้และหนวกจริง. เห็นจะเป็นกาลกรรณี. เมื่อคนกาลกรรณีเช่นนี้อยู่ในพระราชวัง จะปรากฏอันตราย ๓ อย่าง คืออันตรายของชีวิต ๑ อันตรายของเศวตฉัตร ๑ อันตรายของพระมเหสี ๑. แต่ในวันประสูติเพื่อมิให้พระองค์ทรงเสียพระทัย จึงกล่าวว่า กุมารนี้มีบุญลักษณะครบถ้วน ทรงกลัวภัยอันตราย จึงมีพระบัญชาว่า พวกท่านจงไปให้กุมารนั้นบรรทมในรถอวมงคล นำออกทางประตูหลังแล้วฝังเสียในป่าช้าผีดิบ. 
         พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้น ทรงร่าเริงยินดีอย่างยิ่งว่า ความปรารถนาของเราเป็นเวลาช้านาน จักถึงความสำเร็จ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เราอธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้อยู่ ๑๖ ปี 
               ครั้งนั้นเสนาบดีเป็นต้น ตรวจมือเท้าลิ้นและ 
               ช่องหูของเรา แล้วเห็นความไม่บกพร่องของ 
               เรา ติเตียนว่า เราเป็นคนกาลกรรณี ทีนั้นชาว 
               ชนบท เสนาบดีและปุโรหิตทั้งปวง ร่วมใจกัน 
               ทั้งหมด พลอยดีใจในการรับสั่งให้นำไปทิ้ง. 
                     เรานั้นได้ฟังความประสงค์ของเสนาบดี 
               เป็นต้นนั้นแล้ว ร่าเริงดีใจ เราประพฤติตบะมา 
               เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นจะสำเร็จแก่เรา. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า มทฺทิย คือ ตรวจด้วยการลูบคลำ. 
         บทว่า อนูนตํ คือ มือเป็นต้นไม่บกพร่อง. 
         บทว่า นินฺทิสุํ คือ ติเตียนว่า แม้มีอวัยวะไม่บกพร่องอย่างนี้ แต่เฉยเมยดุจคนใบ้เป็นต้นก็ไม่ควรครองราชสมบัติ. พระกุมารนี้เป็นคนกาลกรรณี. 
         บทว่า ฉฑฺฑนํ อนุโมทิสุํ ความว่า ชาวชนบททั้งปวง พวกราชบุรุษมีเสนาบดีและปุโรหิตเป็นหัวหน้ามาเพื่อเฝ้าพระราชา ร่วมใจกันทั้งหมด ไม่แสดงอาการสยิ้วหน้าที่พระราชารับสั่งให้นำเราไปทิ้งด้วยการฝังลงในแผ่นดิน เพื่อผ่านพ้นอันตราย ต่างพลอยดีใจด้วยมีสีหน้าเบิกบานว่า ดีแล้ว ควรทำทีเดียว. 
         บทว่า โส เม อตฺโถ สมิชฺฌถ ความว่า เราประพฤติสะสมความประพฤติ ความประพฤติที่ทำได้ยากด้วยอธิษฐานความเป็นใบ้เป็นต้น เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นจะสำเร็จแก่เรา. 
         พึงทราบความสัมพันธ์ด้วยคำที่เหลือว่า 
         เรานั้นได้ฟังความประสงค์ของเสนาบดีเหล่านั้น มีพระมารดาพระบิดาเป็นต้นของเรา แล้วร่าเริงด้วยความสำเร็จ ความประสงค์ของเรา ดีใจด้วยการไม่ไตร่ตรอง แล้วอนุญาตให้ฝังลงในแผ่นดิน. 
         เมื่อพระราชามีพระบัญชาให้ฝังพระกุมารลงในแผ่นดินอย่างนี้แล้ว พระนางจันทาเทวีทรงสดับเรื่องราวนั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระราชา ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ พระองค์ทรงประทานพรให้แก่หม่อมฉัน หม่อมฉันยังยึดถือพรนั้นไว้. บัดนี้ ขอพระองค์โปรดประทานพรนั้นแก่หม่อมฉันเถิด. 
         พระราชาตรัสว่า จงรับพรเถิด. 
         พระเทวีทูลว่า ขอพระองค์ทรงประทานราชสมบัติแก่โอรสของหม่อมฉันเถิด. ตรัสว่า โอรสของเจ้าเป็นกาลกรรณี. เราไม่อาจให้ได้ดอก. ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ เมื่อพระองค์ไม่ทรงให้ตลอดชีวิต ก็ขอโปรดให้ ๗ ปีเถิด. ตรัสว่า ก็ไม่อาจให้ได้อีก. ทูลว่า ขอได้โปรดให้ ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี ๗ เดือน ๖ เดือน ๕ เดือน ๔ เดือน ๓ เดือน ๒ เดือน ๑ เดือน ครึ่งเดือน ๗ วันเถิด. ตรัสว่า ดีแล้วจงรับได้. 
         พระเทวีตกแต่งพระโอรส ทรงให้ตีกลองป่าวประกาศในพระนครว่า นี้เป็นราชสมบัติของเตมิยกุมาร แล้วให้พระโอรสขึ้นคอช้าง ยกเศวตฉัตรให้พระโอรส ซึ่งทำประทักษิณพระนครเสด็จกลับมา แล้วบรรทม ณ สิริไสยาสน์ที่ตกแต่งแล้ว ทรงขอร้องอยู่ตลอดคืนว่า พ่อเตมิยะ แม่นอนไม่หลับมา ๑๖ ปีแล้ว เพราะอาศัยลูกร้องจนนัยน์ตาแม่บวมแล้ว. หัวใจของแม่เพียงจะแตกด้วยความเศร้าโศก. แม่รู้ว่าลูกไม่ง่อยเปลี้ยเป็นต้น ลูกอย่าทำให้แม่หมดที่พึ่งเลย. 
         พระเทวีขอร้องโดยทำนองนี้ล่วงไป ๖ วัน. 
         ในวันที่ ๖ พระราชาตรัสเรียกสุนันทสารถีมา แล้วตรัสว่า พรุ่งนี้เจ้าจงนำพระกุมารโดยรถอวมงคลออกไปแต่เช้าตรู่ ฝังลงในแผ่นดินที่ป่าช้าผีดิบ กลบดินให้เรียบ แล้วจงกลับ. 
         พระเทวีได้สดับดังนั้น ตรัสว่า ลูกเอ๋ย พระเจ้ากาสีมีพระบัญชาให้ฝังลูกที่ป่าช้าผีดิบในวันพรุ่งนี้. พรุ่งนี้ ลูกก็จักถึงความตาย. 
         พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้น จึงร่าเริงยินดีอย่างยิ่งว่า ดูก่อนเตมิยะ เจ้าทำความเพียรมา ๑๖ ปีจะถึงที่สุดแล้ว. แต่พระหทัยของพระมารดา พระโพธิสัตว์ได้เป็นดุจมีอาการแตกสลายไป. 
         เมื่อราตรีนั้นผ่านไป สารถีนำรถมาแต่เช้าตรู่ จอดไว้ที่ประตู เข้าไปยังห้องสิริ ทูลว่า ข้าแต่พระเทวี พระองค์อย่าทรงพิโรธหม่อมฉันเลย. หม่อมฉันทำตามพระราชบัญชา แล้วผลักพระเทวีด้วยหลังมือ ซึ่งบรรทมกอดพระโอรสออก แล้วอุ้มพระกุมารลงจากปราสาท. 
         พระเทวีทรงทุบพระอุระ ทรงพระกันแสงร่ำไห้ด้วยพระสุรเสียงดัง ทรงล้มลงบนพื้นกว้าง. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงมองดูพระมารดา ทรงดำริว่า เมื่อเราไม่พูด พระมารดาจักเศร้าโศกสุดกำลัง แม้อยากจะพูดแต่ก็อดกลั้นไว้ด้วยพระดำริว่า หากเราจักพูด ความพยายามที่เราทำมาตลอด ๑๖ ปีก็จะเป็นโมฆะ. แต่เมื่อเราไม่พูด จักเป็นปัจจัยแก่ตัวเราและแก่พระมารดาพระบิดา. 
         สารถีคิดว่า เราจักนำพระมหาสัตว์ขึ้นรถ แล้วจักแล่นรถไป มุ่งไปทางประตูทิศตะวันตก แต่กลับแล่นมุ่งไปทิศตะวันออก. รถออกจากพระนครด้วยอานุภาพของเทวดา แล่นไปยังที่ประมาณ ๓ โยชน์. 
         พระมหาสัตว์ทรงยินดีเป็นที่ยิ่ง. แนวป่า ณ ที่นั้น ได้ปรากฏแก่สารถีดุจป่าช้าผีดิบ. สารถีคิดว่า ที่นี้ดีแล้ว จึงหยุดรถจอดไว้ข้างทางแล้วลงจากรถ เปลื้องเครื่องประดับของพระมหาสัตว์ออกห่อวางไว้ ถือเอาจอบ เริ่มขุดหลุมไม่ไกลนัก. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ราชบุรุษทั้งหลายอาบน้ำให้เรา ไล้ทา 
               ด้วยของหอม สวมราชมงกุฎราชาภิเษกแล้ว 
               มีฉัตรที่บุคคลถือไว้ให้ทำประทักษิณพระนคร 
               ดำรงเศวตฉัตรอยู่ ๗ วัน พอดวงอาทิตย์ขึ้น 
               สารถีอุ้มเราขึ้นรถเข้าป่า สารถีหยุดรถไว้ ณ 
               โอกาสหนึ่ง ปล่อยรถเทียมม้าพอพ้นมือ ก็ขุด 
               หลุมเพื่อจะฝังเราเสีย ในแผ่นดิน. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า นหาเปตฺวา คือ ให้อาบน้ำด้วยหม้อน้ำหอม ๑๖ หม้อ. 
         บทว่า อนุลิมฺปิตฺวา คือ ให้ลูบไล้ด้วยของหอม. 
         บทว่า เวเฐตฺวา ราชเวฐนํ คือ สวมราชมงกุฎที่พระเศียร อันเป็นไปตามประเพณีของพระเจ้ากาสีทั้งหลาย. 
         บทว่า อภิสิญฺจิตฺวา คือ อภิเษกโดยแบบแผนราชาภิเษกในราชตระกูลนั้น. 
         บทว่า ฉตฺเตน กาเรสุํ ปุรํ ปทกฺขิณํ คือ มีเศวตฉัตรกั้นให้เราทำประทักษิณพระนคร. 
         บทว่า สตฺตาหํ ธารยิตฺวาน ความว่า ดำรงเศวตฉัตรของเราที่พระนางจันทาเทวี พระมารดาของเราได้ด้วยพรอยู่ ๗ วัน. 
         บทว่า อุคฺคเต รวิมณฺฑเล ความว่า แต่นั้น ในวันรุ่งขึ้น พอดวงอาทิตย์ขึ้น สุนันทสารถีก็นำเราออกจากพระนคร ด้วยรถที่ไม่เป็นมงคล เข้าไปยังป่า เพื่อฝังเราลงในพื้นดิน. ความว่า สารถีหยุดรถของเราซึ่งเทียมม้าที่แอกไว้ในโอกาสหนึ่ง ด้วยหลีกออกจากทาง. 
         บทว่า หตฺถมุจฺจิโต คือ พ้นจากมือ. อธิบายว่า มีมือพ้นจากคันรถ. 
         อีกอย่างหนึ่ง บทว่า หตฺถมุจฺจิโต คือ พ้นจากมือ. อธิบายว่า ปล่อย. 
         บทว่า กาสุํ คือ หลุม. บทว่า นิขาตุํ คือ เพื่อฝัง. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระองค์อธิษฐาน ประพฤติสิ่งที่ทำได้ยากตลอด ๑๖ ปี ด้วยอธิษฐานเป็นใบ้เป็นต้น จึงตรัสสองคาถาว่า :- 
                     พระราชาทรงคุกคามการอธิษฐาน ที่เรา 
               อธิษฐานไว้ด้วยเหตุต่างๆ แต่เราไม่ทำลายการ 
               อธิษฐานนั้น เพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง 
               เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หามิได้ เราจะ 
               เกลียดตนเองก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณ 
               เป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้นแหละ เราจึง 
               อธิษฐานองค์ ๓. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ตชฺเชนฺโต วิวิธการณา คือ พระราชาทรงคุกคามด้วยเหตุต่างๆ. 
         ความว่า ทรงคุกคามด้วยเหตุหลายประการมีห้ามน้ำนมเป็นต้น ตั้งแต่เรามีอายุได้ ๒ เดือนจนกระทั่งอายุ ๑๖ ปี คือให้ลำบากด้วยอาการกำจัดภัย. 
         บทที่เหลือเข้าใจได้ง่ายแล้ว. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อสุนันทสารถีกำลังขุดหลุม คิดว่านี้เป็นการพยายามของเรา จึงลุกขึ้นแล้วบีบพระหัตถ์และพระบาทของพระองค์ ทรงทราบว่าเรามีกำลังอยู่ จึงทรงดำริจะเสด็จลงจากรถ. 
         ทันใดนั้นเอง ที่วางพระบาทของพระมหาสัตว์ก็ผุดขึ้นดุจถุงหนังเต็มด้วยลมตั้งขึ้นจรดท้ายรถ. พระมหาสัตว์เสด็จลง ทรงดำเนินไปๆ มาๆ เล็กน้อย ทรงทราบว่า เรามีกำลังพอที่จะไปได้ แม้ตั้ง ๑๐๐ โยชน์ จึงทรงจับรถข้างท้ายแล้วยกขึ้นดุจยานน้อยสำหรับเด็กเล่น ทรงสังเกตว่า หากสารถีจะพึงทำร้ายเรา. เราก็มีกำลังพอที่จะป้องกันการทำร้ายได้ ทรงคิดที่จะตกแต่งพระองค์. 
         ขณะนั้นเอง ภพของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน. ท้าวสักกะทรงทราบเหตุนั้น จึงมีเทวบัญชากะวิษณุกรรมว่า ท่านจงไปตกแต่งพระโอรสของพระเจ้ากาสี. 
         วิษณุกรรมรับเทวบัญชาแล้ว จึงตกแต่งพระมหาสัตว์นั้นด้วยเครื่องอลังการอันเป็นของทิพย์และของมนุษย์ ดุจท้าวสักกะ. 
         พระมหาสัตว์เสด็จไปยังสถานที่ที่สารถีกำลังขุดหลุม ด้วยเทพลีลาประทับยืนริมหลุมตรัสว่า :- 
                     ดูก่อนสารถี ท่านรีบร้อนขุดหลุมไป 
               ทำไม ดูก่อนสหาย เราถามท่าน ขอท่านจง 
               บอกเราเถิดว่า ท่านจักทำอะไรแก่หลุม. 
         สารถีมิได้เงยหน้าดู กล่าวว่า :- 
                     พระโอรสของพระราชา เป็นใบ้ ง่อย 
               เปลี้ย ไม่มีความรู้สึก. พระราชามีพระบัญชา 
               ให้เราฝังพระโอรสนั้นในป่า. 
         พระมหาสัตว์ ตรัสว่า:- 
                     ดูก่อนสารถี เราไม่หนวก ไม่ใบ้ ไม่ 
               ง่อยเปลี้ยและไม่วิกล หากท่านฝังเราในป่า 
               ท่านพึงทำสิ่งที่ไม่ชอบธรรม. 
                     ดูก่อนสารถี ท่านจงดู ขาและแขน 
               ของเรา และจงฟังเราพูด. หากท่านฝังเรา 
               ในป่า ท่านพึงทำสิ่งที่ไม่ชอบธรรม. 
         สารถีนั้นหยุดขุดหลุมแหงนดู เห็นรูปสมบัติของพระมหาสัตว์ ไม่รู้ว่าเป็นมนุษย์หรือเทวดา จึงถามว่า :- 
                     ท่านเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็น 
               ท้าวสักกะจอมเทพ. ท่านเป็นใคร เป็นลูก 
               ของใคร เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร. 
         พระมหาสัตว์จึงทรงแสดงธรรม โดยนัยมีอาทิว่า :- 
                     เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ 
               ท้าวสักกะ เราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี ที่ 
               ท่านจะฝังในหลุมนี้แหละ. ท่านอาศัยเราผู้ 
               เป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น เป็นอยู่. 
                     ดูก่อนสารถี หากท่านฝังเราในป่า ท่าน 
               พึงทำสิ่งที่ไม่ชอบธรรม. บุคคลพึงนั่งหรือพึง 
               นอนใต้ร่มไม้ใด ไม่พึงหักกิ่งไม้นั้น เพราะผู้ 
               ทำลายมิตร เป็นคนลามก. พระราชาเหมือน 
               ต้นไม้ เราเหมือนกิ่งไม้. 
                     ดูก่อนสารถี ท่านเหมือนบุรุษที่เข้าไป 
               อาศัยร่มเงา. หากท่านฝังเราในป่า ท่านพึงทำ 
               สิ่งที่ไม่ชอบธรรม. 
         แล้วสารถีก็ทูลวิงวอนเพื่อขอให้พระโพธิสัตว์เสด็จกลับ จึงตรัสถึงเหตุที่ไม่กลับ และความพอใจในการบรรพชา ตลอดถึงเรื่องราวของพระองค์ในภพที่ล่วงไปแล้วมีภัยในนรกเป็นต้น เพราะเหตุแห่งความพอใจในการบรรพชานั้นโดยพิสดาร. 
         แม้เมื่อสารถีนั้นประสงค์จะบวช เพราะธรรมกถานั้น และเพราะการปฏิบัตินั้น จึงตรัสคาถานี้ว่า :- 
                     ดูก่อนสารถี ท่านจงนำรถกลับไป แล้ว 
               เป็นคนไม่มีหนี้กลับมา เพราะบรรพชาเป็น 
               ของคนไม่มีหนี้. ข้อนี้ฤๅษีทั้งหลายสรรเสริญ 
               แล้ว. 
         แล้วก็ทรงส่งสารถีกลับไปแจ้งแด่พระราชา. 
         สารถีนำรถและเครื่องอาภรณ์ไปเฝ้าพระราชา ทูลความนั้นให้ทรงทราบ. 
         ในทันใดนั้นเอง พระราชาทรงดำริว่า เราจักไปหาพระมหาสัตว์จึงเสด็จออกจากพระนคร พร้อมด้วยจตุรงคเสนา นางสนมและชาวพระนคร ชาวชนบท. 
         แม้พระมหาสัตว์ ครั้นทรงส่งสารถีกลับไปแล้ว ก็มีพระประสงค์จะทรงผนวช. ท้าวสักกะทรงทราบจิตของพระโพธิสัตว์ จึงมีเทวบัญชากะวิษณุกรรมว่า เตมิยบัณฑิตประสงค์จะทรงผนวช ท่านจงเนรมิตอาศรมบทและเครื่องบริขารของบรรพชิตให้แก่พระมหาสัตว์นั้น. 
         วิษณุกรรมจึงไปเนรมิตอาศรมในราวป่าประมาณ ๓ โยชน์ ทำให้สมบูรณ์ด้วยที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน ที่จงกรม สระโบกขรณี ผลไม้และต้นไม้ และเนรมิตเครื่องบริขารของบรรพชิตทั้งปวง เสร็จแล้วกลับที่อยู่ของตน. 
         พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ทรงทราบว่าท้าวสักกะประทานให้ จึงเสด็จเข้าสู่บรรณศาลา เปลื้องผ้าออก ถือเพศเป็นดาบส นั่งบนเครื่องลาดทำด้วยไม้ ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิด ประทับนั่งในอาศรมด้วยความสุขในการบรรพชา. 
         แม้พระเจ้ากาสีก็เสด็จไปตามทางที่สารถีได้ทูลไว้ แล้วเสด็จเข้าสู่อาศรม. พระมหาสัตว์ทรงร่วมกันปฏิสันถาร แล้วทรงเชื้อเชิญให้ครองราชสมบัติ. เตมิยบัณฑิตทรงปฏิเสธแล้วทูลให้พระราชาเกิดสังเวชด้วยธรรมิกถาปฏิสังยุต ด้วยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น และปฏิสังยุตด้วยโทษของกามอันเป็นของต่ำช้าด้วยอาการหลายอย่าง. 
         พระราชาทรงสลดพระทัย ทรงเบื่อหน่ายในการครองเรือน มีพระประสงค์จะทรงผนวช จึงตรัสถามพวกอำมาตย์และสนมทั้งหลาย. แม้ทั้งหมดก็ประสงค์จะบวช. 
         ลำดับนั้น พระราชาทรงทราบว่า นางสนมกำนัลใน ๑๖,๐๐๐ คน ตั้งแต่พระนางจันทาเทวีเป็นต้น และพวกอำมาตย์เป็นต้น ประสงค์จะบวช จึงรับสั่งให้ตีกลองป่าวประกาศในพระนครว่า ผู้ใดประสงค์จะบวชในสำนักพระโอรสของเรา ผู้นั้นก็จงบวชเถิด. ทรงให้เปิดห้องพระคลังทองเป็นต้นแล้วทรงบริจาค. 
         อนึ่ง ชาวพระนครละทิ้งตลาดอันยาวเหยียดและปิดประตูเรือนไปเฝ้าพระราชา. พระราชาทรงผนวชในสำนักของพระมหาสัตว์ พร้อมด้วยมหาชน. อาศรมบทประมาณ ๓ โยชน์ที่ท้าวสักกะประทานเต็มพอดี. 
         พระราชาสามนตราชทั้งหลายได้ทรงสดับว่า พระเจ้ากาสีทรงผนวช จึงดำริว่าจักยึดราชสมบัติในกรุงพาราณสี จึงเสด็จเข้าพระนคร ทรงเห็นพระนครเช่นกับเทพนครและพระราชนิเวศน์เช่นกับเทพวิมานเต็มไปด้วยรัตนะ ๗ ประการ ทรงคิดว่าจะพึงมีภัยเพราะอาศัยทรัพย์นี้ เสด็จออกกลับไปในทันใดนั้นเอง. 
         พระมหาสัตว์ทรงสดับการมาของพระราชาเหล่านั้น จึงเสด็จไปชายป่าประทับนั่ง ทรงแสดงธรรมอยู่บนอากาศ. 
         พระราชาเหล่านั้นทั้งหมด พร้อมด้วยบริวารก็พากันบวชในสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น. 
         ด้วยประการฉะนี้ ได้เป็นมหาสมาคมอื่นๆ อีกมากมาย. 
         ฤๅษีทั้งหมดบริโภคผลาผล แล้วบำเพ็ญสมณธรรม. ผู้ใดวิตกถึงกามวิตกเป็นต้น พระโพธิสัตว์ทรงทราบจิตของผู้นั้น แล้วเสด็จไป ณ ที่นั้น ประทับนั่งแสดงธรรมบนอากาศ. 
         พระราชานั้นทรงได้สัปปายะในการฟังธรรม จึงยังสมาบัติและอภิญญาให้เกิด. แม้ผู้อื่นๆ ก็เป็นอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ทั้งหมดเมื่อสิ้นชีวิตก็ไปบังเกิดในพรหมโลก. 
         แม้สัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายที่มีใจเลื่อมใสในพระมหาสัตว์ แม้ในหมู่ฤๅษีก็ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นกามภูมิ ๖ ชั้น. 
         พรหมจรรย์ของพระมหาสัตว์ยังเป็นไปอยู่ ตลอดกาลยาวนาน. 
         เทพธิดาสิงสถิตอยู่ ณ เศวตฉัตรในครั้งนั้นได้เป็นนางอุบลวรรณาในครั้งนี้. 
         สารถี คือพระสารีบุตรเถระ. 
         พระมารดาพระบิดา คือตระกูลมหาราช. 
         บริษัททั้งหลาย คือพุทธบริษัท. 
         เตมิยบัณฑิต คือพระโลกนาถ. 
         อธิษฐานบารมีของพระมหาสัตว์นั้นถึงที่สุดในจริยานี้. 
         แม้บารมีที่เหลือพึงเจาะจงกล่าวตามสมควร. 
         อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้ คือ 
         ความกลัวนรกตั้งแต่ประสูติได้หนึ่งเดือน. ความกลัวบาป. ความรังเกียจราชสมบัติ. การอธิษฐานความเป็นใบ้เป็นต้นอันมีเนกขัมมะเป็นนิมิต และความไม่หวั่นไหวแม้ในการประชุมวิโรธิปัจจัย (ข้าศึก, ผู้ทำร้าย).
                  จบอรรถกถามูคผักขจริยาที่ ๖
จบอธิษฐานบารมี

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๕. โสณนันทปัณฑิตจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

         อรรถกถาโสณนันทปัณฑิตจริยาที่ ๕
         พึงทราบวินิจฉัยในโสณนันทปัณทิตจริยาที่ ๕ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า นคเร พฺรหฺมวฑฺฒเน คือ ในนครชื่อว่าพรหมวัทธนะ. 
         บทว่า กุลวเร คือ ในตระกูลเลิศ. บทว่า เสฏฺเฐ คือ น่าสรรเสริญที่สุด.
         บทว่า มหาสาเล คือ มหาศาล. บทว่า อชายหํ คือ เราได้เกิดแล้ว. 
         ท่านอธิบายไว้ว่า 
         ในกาลนั้น เราได้เกิดในกรุงพาราณสีอันได้ชื่อว่าพรหมวัทธนะ ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล เพราะมีสมบัติถึง ๘๐ โกฏิ เป็นผู้เลิศโดยความเป็นผู้สูงด้วยเป็นอภิชาตบุตร เป็นผู้ประเสริฐโดยความเป็นผู้มีวิชา. 
         ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระมหาสัตว์จุติจากพรหมโลกบังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาลคนหนึ่งมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในพรหมวัทธนนคร. 
         ในวันตั้งชื่อกุมารนั้น มารดาบิดาตั้งชื่อว่าโสณกุมาร. 
         ครั้นโสณกุมารนั้นเดินได้ สัตว์อื่นจุติจากพรหมโลกได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของมารดาพระโพธิสัตว์ชื่อว่านันทกุมาร. 
         มารดาบิดาเห็นรูปสมบัติของบุตรทั้งสองผู้เจริญวัยเรียนพระเวท สำเร็จศิลปะทุกอย่าง ยินดีร่าเริงคิดว่า จักผูกพันให้อยู่ครองเรือน ได้กล่าวกะโสณกุมารก่อนว่า ลูกรัก พ่อแม่จักนำทาริกาจากตระกูลที่สมควรมาให้ลูก. ลูกจงปกครองสมบัติเถิด. 
         พระมหาสัตว์กล่าวว่า ลูกไม่ต้องการอยู่ครองเรือน ลูกจะปฏิบัติพ่อแม่ตลอดชีวิต เมื่อพ่อแม่ล่วงลับแล้วลูกจักบวช. 
         เพราะในกาลนั้น ภพแม้ทั้งสามได้ปรากฏแก่พระมหาสัตว์ดุจเรือนถูกไฟไหม้ และดุจอยู่ในหลุมถ่านเพลิง. 
         อนึ่งโดยความพิเศษอย่างยิ่ง พระมหาสัตว์มีอัธยาศัยในเนกขัมมะ ได้น้อมใจไปในการบวช. 
         มารดาบิดาไม่ทราบความประสงค์ของพระมหาสัตว์ แม้กล่าวอยู่บ่อยๆ ก็มิได้ทำใจของพระโพธิสัตว์นั้นให้เห็นดีงามได้ จึงเรียกนันทกุมารมากล่าวว่า ลูกรัก ถ้าเช่นนั้น ลูกจงปกครองทรัพย์สมบัติเถิด. 
         แม้นันทกุมารก็กล่าวว่า ลูกไม่เอาศีรษะรับน้ำลายที่พี่ชายของลูกถ่มทิ้งไว้ แม้ลูกก็จะบวชกับพี่ชาย เมื่อพ่อแม่ล่วงลับไป. 
         มารดาบิดาจึงคิดว่า คนหนุ่มๆ เหล่านี้ยังจะละกามทั้งหลายอย่างนี้ได้ ก็เราทำไมจะละไม่ได้เล่า ด้วยเหตุนั้น เราทั้งหมดจักบวช. จึงกล่าวว่า ลูกรักประโยชน์อะไรของพวกลูกที่จะบวชต่อเมื่อพ่อแม่ล่วงลับไป พ่อแม่จักบวชพร้อมกับลูกด้วย แล้วให้สิ่งที่ควรให้แก่พวกญาติ ทำทาสให้เป็นไททูลแด่พระราชา สละทรัพย์ทั้งหมดบริจาคมหาทาน. 
         ชนทั้ง ๔ ออกจากพรหมวัทธนนครอาศัยสระใหญ่ดารดาษด้วยบัวหลวงบัวขาวในหิมวันตประเทศสร้างอาศรมในราวป่าน่ารื่นรมย์ พากันบวชอยู่ ณ ที่นั้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               ตทาปิ โลกํ ทิสฺวาน ฯลฯ ปาวิสิมฺหา มหาวนํ. 
         คำแปลปรากฏแล้วในบาลีแปลข้างต้น. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ตทาปิ คือ ในครั้งเราได้เป็นพราหมณกุมารชื่อว่าโสณะ ในพรหมวัทธนนคร. 
         บทว่า โลกํ ทิสฺวาน คือ เห็นสัตวโลกแม้ทั้งสิ้นด้วยปัญญาจักษุ. 
         บทว่า อนฺธีภูตํ คือ ถึงความมืดด้วยปราศจากปัญญาจักษุ. 
         บทว่า ตโมตฺถฏํ คือ ถูกความมืดครอบงำ. 
         บทว่า จิตฺตํ ภวโต ปติกุฏติ คือ จิตของเราเบื่อหน่ายหดหู่ ท้อแท้จากภพมีกามภพเป็นต้น ด้วยพิจารณาวัตถุให้เกิดสังเวชมีชาติเป็นต้น. 
         บทว่า ตุตฺตเวคหตํ วิย เหมือนช้างถูกสับด้วยขอด้วยกำลัง. 
         หัวมีหนามเหล็กเรียกว่าตุตฺตะ ไม้ยาวเรียกว่าปโตทะ. ช้างอาชาไนยถูกสับด้วยขอนั้นด้วยกำลัง เป็นผู้ถึงความสลดใจฉันใด จิตของเราถึงความสลดด้วยการพิจารณาโทษของกามฉันนั้น. ท่านแสดงไว้ดังนี้. 
         บทว่า ทิสฺวาน วิวิธํ ปาปํ เราเห็นความลามกหลายๆ อย่าง คือเราเห็นความลามกของสัตว์เหล่านั้นผู้มีกรรมลามกมีปาณาติบาตเป็นต้นและนิมิตของกรรมลามกนั้นหลายๆ อย่าง ที่ผู้ครองเรือนทั้งหลายกระทำด้วยอำนาจอคติมีฉันทาคติและโทสาคติเป็นต้น อันเป็นนิมิติของผู้ครองเรือน. 
         บทว่า เอวํ จินฺเตสหํ ตทา คือ เราจึงคิดในขณะที่เป็นโสณกุมารอย่างนี้ว่า เมื่อไรหนอ เราจึงจะตัดความผูกพันในเรือน ดุจช้างใหญ่ตัดเครื่องผูกทำด้วยเหล็กได้ฉะนั้น แล้วเข้าป่าด้วยการออกจากเรือน.
          บทว่า ตทาปิมํ นิมนฺตึสุ แม้ในกาลนั้น พวกญาติเชื้อเชิญเรา. 
         คือมิใช่ในขณะที่เราเป็นอโยฆรบัณฑิตอย่างเดียวเท่านั้น. ที่จริงแล้ว แม้ในขณะที่เราเป็นโสณกุมารนั้น ญาติทั้งหลายมีมารดาบิดาเป็นต้นผู้บริโภคกาม ผู้มีอัธยาศัยในกาม เชื้อเชิญเราด้วยโภคะอันมากมายว่า ลูกเอ๋ย ลูกจงมาปกครองทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏินี้เถิด จงดำรงวงศ์ตระกูลเถิด.
         บทว่า เตสมฺปิ ฉนฺทมาจิกฺขึ คือ เราได้บอกความพอใจของตนแก่ญาติของเราแม้เหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลายอย่าเชื้อเชิญเราด้วยกามโภคะเหล่านั้นเลย. เราได้บอกถึงอัธยาศัยที่น้อมไปในบรรพชา. 
         อธิบายว่า พวกท่านจงปกครองตามอัธยาศัยเถิด. 
         บทว่า โสปิ มํ อนุสิกฺขนฺโต แม้นันทกุมารนั้นก็ศึกษาตามเรา. 
         ความว่า เราพิจารณาถึงโทษในกามทั้งหลายมีหลายประการโดยนัยมีอาทิว่า ชื่อว่ากามทั้งหลายเหล่านี้มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก แล้วศึกษาศีลเป็นต้น ชอบใจการบวช. 
         แม้นันทบัณฑิตนั้นก็ศึกษาตามเรา ด้วยการออกบวชของเขาอย่างนั้น ย่อมชอบใจการบวช. 
         บทว่า อหํ โสโณ จ นนฺโท จ คือ ในกาลนั้น เราคือโสณะ และนันทะน้องชายของเรา. 
         บทว่า อุโภ มาตาปีตา มม คือ มารดาและบิดาของเราเกิดความสลดใจว่า บุตรเหล่านี้ยังละกามทั้งหลายได้แม้ในเวลาเป็นหนุ่มอย่างนี้ ก็เราทำไมจะละไม่ได้เล่า. 
         บทว่า โภเค ฉฑฺเฑตฺวา ความว่า เราทั้ง ๒ คนไม่คำนึงถึงมหาโภคะสมบัติ ๘๐ โกฏิ สละได้ดุจก้อนน้ำลาย เข้าป่าใหญ่ในหิมวันตประเทศ ด้วยอัธยาศัยมุ่งต่อบรรพชา. 
         ก็ครั้นเข้าไปแล้วได้สร้างอาศรมอยู่ ณ ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์นั้นบวชเป็นดาบสอยู่ ณ ที่นั้น. พี่น้องสองคนบำรุงมารดาบิดา. 
         นันทบัณฑิตคิดว่า เราจักให้มารดาบิดาบริโภคผลาผลที่เรานำมาเท่านั้น จึงนำผลาผลที่เหลือเมื่อวานนี้และในที่ที่ตนหาอาหารในวันก่อนๆ มาแต่เช้าตรู่ให้มารดาบิดาบริโภค. 
         มารดาบิดาบริโภคผลาผลเหล่านั้นแล้วบ้วนปากรักษาอุโบสถ. 
         ส่วนโสณบัณฑิตไปไกลหน่อยนำผลไม้ที่สุกดีแล้ว มีรสเอร็ดอร่อยน้อมเข้าไปให้มารดาบิดา. 
         ลำดับนั้น มารดาบิดากล่าวกะโสณบัณฑิตว่า ลูกเอ๋ย เราบริโภคผลาผลที่น้องนำมาแล้วจึงรักษาอุโบสถ บัดนี้เราไม่ต้องการแล้ว. 
         ผลาผลของโสณบัณฑิตนั้น ไม่ได้บริโภคจึงเสีย แม้ในวันรุ่งขึ้นก็อย่างนั้นเหมือนกัน ด้วยประการอย่างนี้ โสณบัณฑิตจึงไปไกลนำมาเพราะได้อภิญญา ๕. แต่มารดาบิดาก็ยังไม่บริโภค. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า มารดาบิดาเป็นคนแบบบาง. ก็นันทะนำผลาผลดิบบ้าง สุกไม่ดีบ้าง มาให้มารดาบิดาบริโภค. เมื่อเป็นเช่นนั้น มารดาบิดาจักอยู่ได้ไม่นาน เราจักห้ามนันทะนั้น. จึงเรียกนันทะมากล่าวว่า ดูก่อนนันทะ ตั้งแต่นี้ไปน้องจะนำผลาผลมา จงรอให้พี่กลับก่อน เราจักให้มารดาบิดาบริโภคร่วมกัน. 
         แม้เมื่อโสณบัณฑิตกล่าวอย่างนี้แล้ว นันทบัณฑิตหวังได้บุญจึงไม่ทำตาม. พระมหาสัตว์ปรบมือไล่นันทบัณฑิตผู้มาบำรุงมารดาบิดากล่าวว่า น้องไม่ทำตามคำของบัณฑิต พี่เป็นพี่. มารดาบิดาเป็นภาระของพี่เอง พี่จักบำรุงมารดาบิดาเอง น้องจงไปจากที่นี้ไปอยู่เสียที่อื่น. 
         นันทบัณฑิตถูกพี่ชายไล่ไม่อาจอยู่ในที่นั้นได้ จึงไหว้พระโพธิสัตว์ แล้วบอกเรื่องราวแก่มารดาบิดาเข้าไปยังบรรณศาลาของตน เพ่งกสิณในวันนั้นเอง ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิด แล้วคิดว่า 
         เราจักนำทรายรัตนะมาจากเชิงเขาสิเนรุ เกลี่ยบริเวณบรรณศาลาของพี่ชายของเราแล้วขอขมา หรือว่านำน้ำมาจากสระอโนดาตแล้วจึงขอขมา. หรืออีกอย่างหนึ่ง พี่ชายของเราพึงยกโทษให้ด้วยอำนาจแห่งเทวดา เราจักนำมหาราช ๔ และท้าวสักกเทวราชมาแล้วจึงขอขมา อย่างนี้ก็ไม่งาม. 
         พระราชาเมืองพรหมวัทธนะพระนามว่ามโนชะ นี้เป็นพระอัครราชาทั่วชมพูทวีป เราจักนำพระราชาทั้งหมด ตั้งต้นแต่พระเจ้ามโนชะนั้นมาแล้วขอขมา เมื่อเป็นอย่างนี้ คุณของพี่ชายของเราจักครอบงำไปทั่วชมพูทวีป และจักปรากฏดุจดวงจันทร์และดวงอาทิตย์. 
         ทันใดนั้นเอง นันทบัณฑิตได้ไปด้วยฤทธิ์ ลงที่ประตูพระราชนิเวศน์ของพระราชานั้นในพรหมวัทธนนคร ให้คนไปทูลแด่พระราชาว่า มีดาบสองค์หนึ่งประสงค์จะเฝ้าพระองค์. 
         ครั้นพระราชทานโอกาสให้เข้าเฝ้าได้ จึงเข้าไปเฝ้าทูลว่า อาตมภาพจะยึดราชสมบัติทั่วชมพูทวีป ด้วยกำลังของตนนำมาถวายพระองค์. 
         พระราชาตรัสถามว่า พระคุณท่านจะยึดราชสมบัติทั่วชมพูทวีปมาให้ได้อย่างไร. ทูลว่า มหาราช อาตมภาพจะไม่ฆ่าใครๆ จะยึดด้วยฤทธิ์ของตนเท่านั้นแล้วนำมาถวาย แล้วพาพระราชาพร้อมด้วยเสนาหมู่ใหญ่ไปถึงแคว้นโกศล พักค่ายไว้ไม่ไกลพระนคร ส่งทูตไปทูลแด่พระเจ้าโกศลว่า จะรบหรือจะยอมอยู่ในอำนาจ. 
         เมื่อการรบกับพระเจ้าโกศลซึ่งทรงพิโรธเตรียมการรบเสด็จออกมาเริ่มขึ้นแล้ว ด้วยฤทธานุภาพของตน นันทบัณฑิตได้ทำโดยที่นักรบทั้งสองฝ่ายมิได้ทำร้ายกัน. แล้วตระเตรียมด้วยการนำคำโต้ตอบกันโดยที่พระเจ้าโกศล ทรงยอมอยู่ในอำนาจของพระราชานั้น. 
         โดยอุบายนี้ นันทบัณฑิตยังพระราชาทั่วชมพูทวีปให้ตกอยู่ในอำนาจของพระราชานั้นหมดสิ้น. 
         พระราชานั้นทรงยินดีกับนันทบัณฑิต ตรัสกะนันทบัณฑิตว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระคุณท่านได้ทำเหมือนอย่างที่ปฏิญญาไว้แล้ว. พระคุณท่านเป็นผู้มีอุปการะมากแก่ข้าพเจ้า. ข้าพเจ้าจักทำอะไรตอบแทนพระคุณท่านได้เล่า. ข้าพเจ้าปรารถนาจะให้ราชสมบัติกึ่งหนึ่งในชมพูทวีปทั้งสิ้นแก่พระคุณท่าน. การกำหนดช้าง ม้า รถ แก้วมณี แก้วมุกดา แก้วประพาฬ เงินทอง ทาสหญิงทาสชายและบริวารชนจะทำอย่างไร. 
         นันทบัณฑิตได้ฟังดังนั้นทูลว่า มหาราช อาตมภาพไม่ต้องการราชสมบัติ แม้พาหนะช้างเป็นต้นก็ไม่ต้องการ. ก็แต่ว่ามารดาบิดาของอาตมาบวชอยู่ในอาศรมโน้นในแคว้นของพระองค์. อาตมภาพบำรุงมารดาบิดาเหล่านั้น ถูกโสณบัณฑิตพี่ชายของอาตมาผู้แสวงหาคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ไล่ในเพราะความผิดอย่างหนึ่ง. อาตมภาพจักพาพระองค์ไปหาพี่ชายขอขมา. ขอพระองค์จงทรงเป็นเพื่อนในการให้พี่ชายของอาตมายกโทษให้เถิด. 
         พระราชาทรงรับแวดล้อมด้วยนักรบมีประมาณ ๒๔ อักโขภินีกับพระราชาร้อยเอ็ด นันทบัณฑิตนำหน้า. 
         ครั้นถึงอาศรมบทนั้นจึงปล่อยระยะไว้สี่อังคุละ นำน้ำมาจากสระอโนดาดด้วยเครื่องหาบซึ่งตั้งอยู่บนอากาศ เตรียมน้ำดื่ม กวาดบริเวณ แล้วเข้าไปหาพระมหาสัตว์ผู้อิ่มด้วยความยินดีในฌานนั่งอยู่ใกล้มารดาบิดา แล้วขอขมา. 
         พระมหาสัตว์ให้นันทบัณฑิตดูแลมารดา ตนเองบำรุงบิดาจนตลอดชีวิต. 
         พระมหาสัตว์แสดงธรรมแด่พระราชาเหล่านั้นด้วยพุทธลีลาว่า :- 
                     ความยินดีความบันเทิงอันผู้รู้พึงได้ เพราะ 
               บำรุงบำเรอมารดาให้ท่านหัวเราะแจ่มใสอยู่ทุกเมื่อ. 
                     ความยินดีความบันเทิงอันผู้รู้พึงได้ เพราะ 
               บำรุงบำเรอบิดาให้ท่านหัวเราะแจ่มใสอยู่ทุกเมื่อ. 
                     การสงเคราะห์เหล่านี้แลในโลกตามสมควร 
               ในธรรมนั้นๆ คือ การให้ การเจรจาถ้อยคำอ่อน 
               หวาน การประพฤติเป็นประโยชน์ การวางตนเสมอ 
               ต้นเสมอปลาย ดุจลิ่มรถที่แล่นไปฉะนั้น. 
                     การสงเคราะห์เหล่านี้ไม่พึงมี มารดาย่อม 
               ไม่ได้การนับถือหรือการบูชา เพราะเหตุแห่งบุตร. 
               หรือบิดาย่อมไม่ได้การนับถือหรือการบูชา เพราะ 
               เหตุแห่งบุตร. 
                     เพราะบัณฑิตทั้งหลาย เพ่งเล็งโดยชอบ 
               ถึงการสงเคราะห์เหล่านี้ ฉะนั้นจึงถึงความเป็น 
               ผู้ยิ่งใหญ่และได้ความสรรเสริญ. 
                     มารดาบิดาท่านกล่าวว่าเป็นพรหม เป็น 
               บุรพาจารย์และเป็นผู้ควรบูชาของบุตรทั้งหลาย 
               เป็นผู้อนุเคราะห์สัตว์. 
                     เพราะฉะนั้นแล บัณฑิตพึงนอบน้อม พึง 
               สักการะมารดาบิดาเหล่านั้น ด้วยข้าว ด้วยน้ำ 
               ด้วยผ้า ด้วยที่นอน ด้วยเครื่องนุ่งห่ม ด้วยน้ำ 
               อาบ และด้วยการล้างเท้า. 
                     บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น 
               ในโลกนี้ ด้วยการบำรุงบำเรอในมารดาบิดาทั้ง 
               หลาย. บุคคลนั้นละจากโลกนี้ไปแล้วย่อมบันเทิง 
               ในสวรรค์ 
         พระราชาทั้งหมดเหล่านั้นครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว ก็ทรงเลื่อมใสพร้อมกับกองพล. 
         ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ยังพระราชาเหล่านั้นให้ตั้งอยู่ในศีล ๕ แล้วให้โอวาทว่า ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทในทานเป็นต้นเถิด. แล้วก็ปล่อยไป. 
         พระราชาเหล่านั้นทั้งหมดทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ครั้นสวรรคตก็ไปบังเกิดในสวรรค์. 
         พระโพธิสัตว์ให้นันทบัณฑิตดูแลมารดา ด้วยกล่าวว่า ตั้งแต่นี้น้องจงบำรุงมารดาตนเองบำรุงบิดาจนตลอดชีวิต. ทั้งสองพี่น้องเมื่อถึงแก่กรรมก็ไปเกิดบนพรหมโลก. 
         มารดาบิดาในครั้งนั้นได้เป็นตระกูลมหาราชในครั้งนี้. 
         นันทบัณฑิต คือพระอานนทเถระ
         พระราชา คือพระสารีบุตรเถระ. 
         พระราชาร้อยเอ็ด คือพระอสีติมหาเถระและพระเถระรูปอื่นๆ. 
         บริษัท ๒๔ อักโขภินี คือพุทธบริษัท. 
         โสณบัณฑิต คือพระโลกนาถ. 
         เนกขัมมบารมียอดเยี่ยมอย่างยิ่งของโสณบัณฑิตนั้นก็จริง แม้ถึงอย่างนั้นก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้ คือ 
         ความเป็นผู้ไม่คำนึงในกามทั้งหลายโดยสิ้นเชิง. 
         ความเป็นผู้มีความเคารพยำเกรงอย่างแรงกล้าในมารดาบิดาทั้งหลาย. 
         ความไม่อิ่มด้วยการบำรุงมารดาบิดา แม้เมื่อมีการบำรุงมารดาบิดาเหล่านั้นอยู่ ก็ยังกาลเวลาทั้งหมดให้น้อมไปด้วยสมาบัติวิหารธรรมด้วยประการฉะนี้.
                                จบอรรถกถาโสณนันทปัณฑิตจริยาที่ ๕
จบเนกขัมมบารมี

26 ธันวาคม 2568

44/มหาภารตะ ตอนที่ - ความศรัทธาของปริธาต่อพราหมณ์ - เรื่องราวแห่งการรับใช้ด้วยความศรัทธา

search-google มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ..  
      ก่อนหน้า 💃🏻  อ่านต่อ
 ไวสัมปายานะกล่าวว่า "และหญิงสาวผู้ถือศีลอย่างเคร่งครัดนั้น โอ้พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยการรับใช้ด้วยใจบริสุทธิ์พราหมณ์ ผู้ถือศีลอย่างเคร่งครัดผู้นั้นจึงสามารถทำให้พระองค์พอพระทัยได้ และโอ้พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด พราหมณ์ผู้ประเสริฐที่สุดผู้นั้นกล่าวว่า 'เราจะกลับมาในเช้าวันรุ่งขึ้น' แต่บางครั้งพวกเขาก็มาในตอนเย็นหรือตอนกลางคืน อย่างไรก็ตาม หญิงสาวนั้นบูชาพระองค์ตลอดเวลาด้วยอาหารและเครื่องดื่มอันอุดมสมบูรณ์ รวมถึงที่นอน และเมื่อวันเวลาผ่านไป ความเอาใจใส่ของนางที่มีต่อพระองค์ในเรื่องอาหาร ที่นั่ง และที่นอน ก็เพิ่มมากขึ้นแทนที่จะลดลง"
 และโอ้พระราชา แม้เมื่อพราหมณ์ตำหนินาง ติเตียนการจัดการใดๆ ของนาง หรือกล่าวถ้อยคำที่รุนแรงกับนางปริถะก็ไม่ได้ทำสิ่งใดที่ทำให้เขาไม่พอใจ และในหลายโอกาส พราหมณ์ก็กลับมาหลังจากเวลานัดหมายผ่านไปนานแล้ว และในหลายโอกาส (เช่น ในช่วงดึกดื่น) เมื่อหาอาหารได้ยาก เขากล่าวว่า 'ขออาหารหน่อย!'
 แต่ในทุกโอกาสที่กล่าวว่า 'ทุกอย่างพร้อมแล้ว' พระปฤถะก็ทรงจัดเตรียมอาหารไว้ตรงหน้า และเช่นเดียวกับศิษย์ ลูกสาว หรือน้องสาว หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ดุจดั่งอัญมณีล้ำค่าผู้มีจิตใจภักดีผู้นั้น โอพระราชา ได้ทำให้พราหมณ์ผู้ประเสริฐที่สุดพึงพอใจ และพราหมณ์ผู้ประเสริฐที่สุดก็พอใจในความประพฤติและการปรนนิบัติของนาง และเขาก็ได้รับความเอาใจใส่จากนางเหล่านั้น โดยให้คุณค่าอย่างเหมาะสม และโอ้ภารตะบิดาของนางถามนางทุกเช้าและเย็นว่า "โอ้ลูกสาวเอ๋ย พราหมณ์พอใจกับการปรนนิบัติของเจ้าหรือไม่?"
                        และหญิงสาวผู้มีชื่อเสียงท่านนั้นมักจะตอบว่า 'ดีเยี่ยม!'
                        และด้วยเหตุนี้กุณติโภชาผู้มีจิตใจสูงส่งได้ประสบกับความสุขอย่างที่สุด และเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปีเต็ม นักพรตผู้ประเสริฐที่สุดผู้นั้นก็ไม่พบข้อบกพร่องใดๆ ในตัวปฤถะผู้ทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้เขาเลย ด้วยความพอใจ เขาจึงกล่าวแก่เธอว่า
                        “โอ้ สาวน้อยผู้อ่อนโยน ข้าพอใจในความเอาใจใส่ของเจ้าเหลือเกิน โอ้ สาวงาม! โอ้ สาวผู้ได้รับพร เจ้าขอพรแม้เพียงสิ่งที่ยากจะได้รับจากผู้ชายในโลกนี้ และหากได้รับแล้ว เจ้าจะมีชื่อเสียงเหนือกว่าหญิงทั้งปวงในโลกนี้”
                         เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นกุนตีจึงกล่าวว่า
                         'ทุกสิ่งทุกอย่างได้สำเร็จลุล่วงไปเพื่อข้าพเจ้าแล้ว เนื่องจากท่านผู้เป็นหัวหน้าแห่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญในพระเวทและบิดาของข้าพเจ้าได้โปรดปรานข้าพเจ้า! ส่วนพรต่างๆ นั้น ข้าพเจ้าถือว่าได้รับมาแล้วทั้งสิ้น โอพราหมณ์!'
                         จากนั้นพราหมณ์จึงกล่าวว่า
 “โอสาวน้อยผู้อ่อนโยน หากเจ้าไม่ประสงค์จะขอพรจากข้า โปรดรับมนต์ นี้ ไปจากข้าเพื่ออัญเชิญเหล่าเทพ! เทพองค์ใดก็ตามที่เจ้าอัญเชิญด้วยมนต์ นี้ จะปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าและอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้า ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ด้วยมนต์ นี้ เทพองค์นั้นจะปรากฏในรูปลักษณ์ที่อ่อนโยนและอยู่ในท่าทีที่เชื่อฟังดุจทาส จะตกอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้า!”
 ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า "เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนั้น หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ไร้ที่ติผู้นั้น ไม่อาจปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามความประสงค์ของผู้ประเสริฐที่สุดในบรรดาผู้เกิดใหม่สองครั้งได้เป็นครั้งที่สอง ด้วยความกลัวคำสาปแช่ง โอพระราชา จากนั้น พราหมณ์ผู้นั้นก็ได้ถ่ายทอดมนต์ ต่างๆ ที่ท่องไว้ในตอนต้นของอถรรว เวท ให้แก่หญิงสาวผู้มีกายไร้ที่ติผู้นั้น " และโอ้พระราชา เมื่อพระองค์ได้ทรงถ่ายทอดมนต์ เหล่านั้นแก่พระนาง แล้ว พระองค์จึงตรัสกับพระนางกุนติโภชาว่า
                        'ข้าแต่พระมหากษัตริย์ ข้าพระองค์ได้พำนักอยู่ในพระราชวังของพระองค์อย่างมีความสุข ได้รับความเคารพนับถือและได้รับความโปรดปรานจากพระธิดาของพระองค์เสมอมา บัดนี้ข้าพระองค์จะขอตัวไปก่อน'
                        เมื่อกล่าวเช่นนั้นแล้ว เขาก็หายตัวไปในทันที เมื่อพระราชาเห็นพราหมณ์หายตัวไปในทันที ก็ทรงตกตะลึง และพระราชาจึงทรงปฏิบัติต่อพระธิดาของพระองค์คือพระนางปฤถะด้วยความเคารพอย่างเหมาะสม
ดูวีดีโอเจ้าของยูทูป กด Search "mahabharata" @Bronbo
CCCIV - การพบกันระหว่างสุริยะกับกุนตี: เรื่องราวแห่งพลังและคุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์
                          ไวสัมปายานะกล่าวว่า "เมื่อพราหมณ์ ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดท่านนั้น ออกไปทำธุระอื่น หญิงสาวก็เริ่มพิจารณาถึงคุณธรรมของมนต์ เหล่านั้น "
                          และเธอก็พูดกับตัวเองว่า ' มนต์ เหล่านั้น ที่ผู้มีจิตใจสูงส่งได้มอบให้แก่ข้า มีลักษณะอย่างไร ? ข้าจะทดสอบพลังของมันโดยไม่ชักช้า'
 ขณะที่เธอกำลังคิดเช่นนั้น เธอก็พลันรู้สึกถึงสัญญาณบ่งบอกถึงช่วงเวลาที่เธอต้องการแต่งงาน และเมื่อช่วงเวลาที่เธอต้องการแต่งงานมาถึง ในขณะที่เธอยังไม่ได้แต่งงาน เธอก็หน้าแดงด้วยความอับอาย และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นว่า ขณะที่เธอนั่งอยู่ในห้องของเธอ บนเตียงอันหรูหรา เธอก็ได้เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และทั้งความคิดและสายตาของหญิงสาวผู้มีรูปร่างงดงามนั้น ก็จ้องมองไปยังดวงอาทิตย์อย่างไม่ละสายตา เธอมองแล้วมองเล่าไปยังดวงอาทิตย์นั้นโดยไม่รู้สึกอิ่มเอมกับความงามของดวงอาทิตย์ยามเช้า
 แล้วนางก็ได้รับพลังมองเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาทันที จากนั้นนางก็ได้เห็นเทพเจ้าผู้มีรูปงาม สวมเกราะและประดับด้วยต่างหู และเมื่อได้เห็นเทพเจ้าองค์นั้น โอพระเจ้าแห่งมนุษย์ นางก็เกิดความสงสัยในพลังของมนต์ต่างๆและด้วยเหตุนี้หญิงสาวจึงตั้งใจจะอัญเชิญพระองค์ และเมื่อได้หันไปพึ่ง...ด้วย ปราณายามะนางได้อัญเชิญพระผู้สร้างแห่งวัน และเมื่อนางอัญเชิญเช่นนั้นแล้ว โอพระราชา พระผู้สร้างแห่งวันก็ปรากฏพระองค์อย่างรวดเร็ว
 พระองค์มีพระวรกายสีเหลืองนวลดุจน้ำผึ้ง มีพระกรรณอันทรงพลัง และพระศอมีลายเป็นริ้วคล้ายเปลือกหอยสังข์ ทรงสวมกำไลและมงกุฎ เสด็จมาพร้อมพระพักตร์ยิ้มแย้ม ส่องสว่างไปทุกทิศทุกทาง ด้วยพลังแห่งโยคะพระองค์จึงทรงแยกกายออกเป็นสองร่าง ร่างหนึ่งยังคงแผ่ความร้อน อีกร่างหนึ่งปรากฏต่อหน้าพระนางกุนตี และพระองค์ตรัสกับกุนตีด้วยถ้อยคำที่ไพเราะยิ่งนักว่า
                        “โอ้ หญิงสาวผู้อ่อนโยน ข้าพเจ้าถูก มนต์ สะกดจน ยอมจำนน ข้าพเจ้าจึงมายังที่แห่งนี้ด้วยความนอบน้อมต่อท่าน ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ข้าพเจ้าควรทำอย่างไรเล่า โอ้พระราชินีโปรดบอกข้าพเจ้าเถิด เพราะข้าพเจ้าจะทำทุกวิถีทางที่ท่านบัญชา”
                        เมื่อได้ยินพระดำรัสเหล่านั้นจากเทพเจ้า กุนตีจึงกล่าวว่า “โอ้ ท่านผู้ทรงเกียรติ โปรดกลับไปยังที่ที่ท่านจากมาเถิด! ข้าพเจ้ามาวิงวอนท่านด้วยความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น โปรดอภัยให้ข้าพเจ้าด้วย โอ้ ท่านผู้ทรงเกียรติ!”
                        จากนั้น สุริยาจึงกล่าวว่า
 “โอ้ หญิงสาวผู้มีเอวเล็กเพรียวบาง ข้าจะกลับไปยังที่ที่ข้าจากมาตามที่เจ้าได้กล่าวไว้! เมื่อได้อัญเชิญเทพมาแล้ว ก็ไม่ควรส่งเขากลับไปโดยเปล่าประโยชน์ ความตั้งใจของเจ้า โอผู้ได้รับพร คือการมีบุตรชายจากพระสุริยะเทพ ผู้ซึ่งจะมีเกราะและต่างหู และผู้ซึ่งจะมีพละกำลังเหนือใครในโลกนี้!” ฉะนั้น โอหญิงสาวผู้มีท่าทางสง่างามดุจช้าง จงยอมจำนนต่อข้าเถิด! แล้วเจ้าจะได้มีบุตรชายตามความปรารถนา! โอหญิงสาวผู้อ่อนโยน โอผู้มีรอยยิ้มหวาน ข้าจะกลับไปหลังจากได้รู้จักเจ้าแล้ว! หากเจ้าไม่ทำให้ข้าพอใจในวันนี้ด้วยการเชื่อฟังคำพูดของข้า ข้าจะสาปแช่งเจ้า บิดาของเจ้า และพราหมณ์ ผู้นั้น ด้วย ความโกรธ
 เพราะความผิดของเจ้า ข้าจะทำลายล้างพวกมันทั้งหมดอย่างแน่นอน และข้าจะลงโทษอย่างเหมาะสมแก่บิดาผู้โง่เขลาของเจ้าผู้ไม่รู้ถึงความผิดของเจ้า และแก่พราหมณ์ผู้มอบมนต์คาถาให้เจ้าโดยไม่รู้ถึงอุปนิสัยและนิสัยใจคอของเจ้า! ณ ที่นั้นคือเหล่าเทพทั้งหลายในสวรรค์ โดยมีปุรันดาราเป็นประมุข พวกเขากำลังมองดูข้าด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ข้าถูกเจ้าหลอกลวง โอท่านหญิง! จงดูเหล่าทูตสวรรค์เหล่านั้นเถิด เพราะบัดนี้เจ้ามีสายตาแห่งทูตสวรรค์แล้ว! ก่อนหน้านี้ข้าได้ประทานสายตาแห่งทูตสวรรค์แก่เจ้าแล้ว ซึ่งเป็นผลให้เจ้ามองเห็นข้าได้!
 ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า "จากนั้นเจ้าหญิงก็เห็นเหล่าเทพยืนอยู่บนท้องฟ้า แต่ละองค์อยู่ในอาณาเขตของตน[1]เช่นเดียวกับที่เจ้าหญิงเห็นเทพเจ้าผู้เจิดจรัสยิ่งที่เปล่งประกายด้วยรัศมี คือ พระสุริยะเอง และเมื่อเห็นพวกเขาทั้งหมด เจ้าหญิงก็ตกใจกลัวและใบหน้าของเธอก็แดงก่ำด้วยความอับอาย จากนั้นเธอก็หันไปพูดกับสุริยาว่า
 “โอ้ ท่านเจ้าแห่งรัศมี โปรดกลับไปยังดินแดนของท่านเถิด เพราะความเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า การกระทำอันโหดร้ายของท่านนี้จึงนำมาซึ่งความทุกข์ระทมแก่ข้าพเจ้า! มีเพียงบิดา มารดา และผู้บังคับบัญชาเท่านั้นที่มีอำนาจในการยกกายบุตรสาวของตนให้ผู้อื่นได้ ข้าพเจ้าจะไม่ยอมเสียสละคุณธรรมของตนเด็ดขาด เพราะในโลกนี้ การรักษาพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ถือเป็นหน้าที่สูงสุดของสตรี และได้รับการยกย่องอย่างสูง!” โอ้ ท่านผู้มั่งคั่งและมั่งคั่ง ข้าพเจ้าเพียงแต่ต้องการเรียกท่านมาด้วยความไร้เดียงสา เพื่อทดสอบพลังแห่งมนต์ ของข้าพเจ้าเท่านั้น เมื่อพิจารณาว่านี่เป็นฝีมือของเด็กหญิงวัยเยาว์ ท่านจึงควรอภัยโทษให้แก่นางด้วยเถิด!
                        จากนั้นสุริยะก็กล่าวว่า
 “โอ กุนตี ข้าพเจ้าพูดกับท่านเพราะท่านคิดว่าท่านเป็นหญิงสาว”ต่อเจ้าอย่างอ่อนโยนเช่นนี้ ข้าจะไม่ยอมให้แก่ผู้ที่ไม่เป็นเช่นนั้น โอ้ กุนตี จงยอมจำนนเถิด! เจ้าจะได้รับความสุขอย่างแน่นอน ในเมื่อ โอ้ หญิงสาวผู้ขี้อาย เจ้าได้วิงวอนข้าด้วยมนต์แล้วจึงไม่เหมาะสมที่ข้าจะจากไปโดยไม่บรรลุเป้าหมายใดๆ เพราะหากข้าทำเช่นนั้น ข้าก็จะ... โอ้ เจ้าผู้มีเรือนร่างไร้ที่ติ จงเป็นที่หัวเราะเยาะของคนทั้งโลก และโอ้หญิงสาวผู้สวยงาม จงเป็นที่กล่าวขานในหมู่เทพทั้งหลาย จงยอมจำนนต่อข้าเถิด! ด้วยเหตุนี้เจ้าจะได้บุตรชายที่มีลักษณะเหมือนข้า และเจ้าจะได้รับการสรรเสริญมากมายทั่วโลก”
                        เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
[1] : ในภาษาต้นฉบับ Vimanam หมายถึง รถยนต์ 
CCCV - การพบกันระหว่างกุนตีกับสุริยะ: การกำเนิดของกรรณะ
                        ไวสัมปายานะกล่าวว่า "ถึงแม้หญิงสาวผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นจะกล่าวถ้อยคำหวานต่างๆ นานาแก่เทพเจ้าผู้มีรัศมีนับพันองค์นั้น นางก็ไม่อาจห้ามปรามพระองค์ได้"
                        และเมื่อนางไม่สามารถห้ามปรามผู้ขับไล่ความมืดได้ ในที่สุดด้วยความกลัวคำสาป นางจึงครุ่นคิดอยู่นานว่า “โอ้พระราชา!
 'พ่อผู้บริสุทธิ์ของข้าพเจ้า และพราหมณ์ ผู้นั้น จะ รอดพ้นจาก คำสาปแช่งของ พระสุริยะ ผู้พิโรธ เพื่อข้าพเจ้าได้อย่างไร? แม้ว่าพลังและการบำเพ็ญตบะจะสามารถทำลายบาปได้ แต่แม้แต่คนซื่อสัตย์ หากยังเยาว์วัย ก็ไม่ควรหลงเชื่ออย่างโง่เขลา การกระทำอย่างโง่เขลาเช่นนั้นทำให้ข้าพเจ้าตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากลัวในวันนี้ อันที่จริง ข้าพเจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือของเทพองค์นี้อย่างสิ้นเชิง ท่านครับ ข้าพเจ้าจะทำบาปได้อย่างไรโดยการยอมจำนนต่อเขา?'
                        ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า "ด้วยความหวาดกลัวคำสาปแช่ง และครุ่นคิดอยู่แต่ในใจ ประสาทสัมผัสของนางจึงมึนงงอย่างสิ้นเชิง และนางก็สับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร"
                        ด้วยความกลัวว่าหากนางเชื่อฟังเทพเจ้า จะถูกเพื่อนตำหนิ และหากนางไม่เชื่อฟัง จะถูกเทพเจ้าสาปแช่ง ในที่สุดหญิงสาวจึงกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ต่อเทพเจ้า ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความเขินอาย โอ้พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด
 “โอ้พระเจ้า ในเมื่อบิดา มารดา และเพื่อนฝูงของข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ การละเมิดหน้าที่ของข้าพเจ้าเช่นนี้จึงไม่ควรเกิดขึ้น หากข้าพเจ้ากระทำการอันผิดกฎหมายนี้ต่อพระองค์ ชื่อเสียงของเผ่าพันธุ์นี้ในโลกนี้จะถูกทำลายเพราะข้าพเจ้า แต่หากพระองค์ โอพระองค์ผู้ทรงเป็นเลิศในบรรดาผู้ทรงประทานความอบอุ่น ทรงเห็นว่าการกระทำนี้เป็นการกระทำอันเป็นกุศล ข้าพเจ้าก็จะสนองพระประสงค์ของพระองค์ แม้ว่าญาติพี่น้องของข้าพเจ้าอาจไม่ได้มอบข้าพเจ้าให้แก่พระองค์ก็ตาม! ขอให้ข้าพเจ้าคงความบริสุทธิ์หลังจากที่ได้มอบตนเองแด่พระองค์! แท้จริงแล้ว คุณธรรม ชื่อเสียง ความรุ่งโรจน์ และชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งปวงล้วนตั้งมั่นอยู่ในพระองค์!”
 เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ สุริยาจึงตอบว่า “โอ้ เจ้าผู้มีรอยยิ้มหวาน ทั้งบิดา มารดา หรือผู้เหนือกว่าคนใดของเจ้า ก็ไม่มีความสามารถที่จะยกเจ้าให้ใครได้! ขอให้สิ่งดีงามจงมีแก่เจ้าเถิด โอ้หญิงสาวผู้สวยงาม! จงฟังคำพูดของข้า! เพราะหญิงพรหมจรรย์ปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกับทุกคน นางจึงได้รับฉายาว่า กัญญา ซึ่งมาจากรากศัพท์กามะที่แปลว่า ปรารถนา ดังนั้น โอ้ เจ้าผู้มีสะโพกงดงามและผิวพรรณขาวผ่อง หญิงพรหมจรรย์นั้น โดยธรรมชาติแล้วเป็นอิสระในโลกนี้ เจ้าจะไม่กระทำบาปใดๆ เลย โอ้หญิงสาว หากเจ้าปฏิบัติตามคำขอของข้า”
 แล้วข้าพเจ้าผู้ปรารถนาความสุขของสรรพสัตว์ทั้งปวง จะกระทำการอยุติธรรมได้อย่างไร? กฎของธรรมชาติคือ มนุษย์ทุกคนไม่ควรถูกผูกมัดด้วยข้อจำกัดใดๆ สภาวะตรงกันข้ามคือ...การบิดเบือนสภาพธรรมชาติ เจ้าจะต้องคงความเป็นพรหมจรรย์หลังจากที่ได้ปรนนิบัติเราแล้ว และบุตรชายของเจ้าก็จะมีพละกำลังมหาศาลและมีชื่อเสียงโด่งดัง'
                        จากนั้นกุนตีจึงกล่าวว่า 'โอ้ ผู้ขจัดความมืด หากข้าพเจ้าได้บุตรชายจากท่าน ขอให้เขาได้สวมเสื้อเกราะและต่างหู ขอให้เขามีแขนที่แข็งแรงและเปี่ยมด้วยพละกำลัง!'
                        เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ สุริยาจึงตอบว่า
                        “โอ้ หญิงสาวผู้แสนอ่อนโยน บุตรชายของท่านจะมีแขนอันทรงพลัง ประดับประดาด้วยต่างหูและเกราะอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งต่างหูและเกราะของเขาจะทำจากน้ำอมฤตและเกราะของเขาก็จะไม่มีวันถูกทำลาย”
                        จากนั้นกุนตีก็กล่าวว่า
 “หากเครื่องประดับและต่างหูอันงดงามของบุตรชายที่ท่านจะให้กำเนิดแก่ข้าพเจ้านั้น ทำจากน้ำอมฤต จริง ๆ แล้ว โอ้พระเจ้า โอ้เทพเจ้าผู้เป็นที่เคารพยิ่ง ขอให้พระประสงค์ของท่านสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี! ขอให้เขาเป็นผู้ทรงพลัง แข็งแกร่ง กระฉับกระเฉง และหล่อเหลา ดุจดังท่าน และขอให้เขามีคุณธรรมด้วย!”
                        จากนั้นสุริยาจึงกล่าวว่า “โอ้ เจ้าหญิง โอ้ หญิงสาวผู้เลิศล้ำ ต่างหูคู่นี้ได้รับมอบจากอดิติโอ้ หญิงผู้ขี้อาย ข้าจะมอบต่างหูคู่นี้ รวมทั้งชุดเกราะอันงดงามนี้ ให้แก่โอรสของท่าน!”
                        จากนั้นกุนตีก็กล่าวว่า “ตกลง ท่านผู้ทรงเกียรติ! หากบุตรชายของข้าพเจ้า ผู้เป็นเจ้าแห่งแสงสว่าง เป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็จะสนองความพอใจของท่านตามที่ท่านตรัส!”
                        ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า "เมื่อได้ยินคำพูดของนาง สุริยะจึงกล่าวว่า" 'ก็แล้วแต่!'
                        และเทพผู้พิทักษ์แห่งท้องฟ้า ศัตรูของสวรภานุ ผู้ ซึ่งจิตใจจดจ่ออยู่กับโยคะได้เข้าสิงกุนตี และสัมผัสที่สะดือของนาง ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวผู้นั้นจึงตกอยู่ในภวังค์ด้วยพลังของพระสุริยะ
                        แล้วหญิงผู้เคร่งศาสนาคนนั้นก็ล้มลงบนเตียง หมดสติไป สุริยะจึงกล่าวกับเธอว่า “บัดนี้ ข้าจะจากไปแล้ว โอเจ้าผู้มีสะโพกงดงาม! เจ้าจะให้กำเนิดบุตรชายผู้ซึ่งจะเป็นผู้เก่งกาจที่สุดในบรรดาผู้ใช้อาวุธทั้งปวง และในขณะเดียวกันเจ้าจะต้องคงความเป็นพรหมจารีไว้”
                        ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า "แล้วโอ้ พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อพระอาทิตย์ผู้ส่องแสงเจิดจรัสกำลังจะเสด็จจากไป หญิงสาวผู้นั้นก็กล่าวแก่พระองค์ด้วยความเขินอายว่า... 'ก็แล้วแต่!'
 และด้วยเหตุนี้เอง ธิดาของพระเจ้ากุนติโภชาผู้ถูกพระสุริยะทรงรบเร้า จึงได้ทรงอ้อนวอนขอให้มีโอรสจากพระองค์ และทรงล้มลงสลบไปบนพระแท่นบรรทมอันประเสริฐนั้น ดุจดั่งเถาวัลย์ที่หักโค่น และด้วยเหตุนี้เอง เทพเจ้าแห่งรัศมีอันรุนแรงจึงได้เข้าสิงร่างของนางด้วยพลังแห่งโยคะ ทำให้นางส ลบไปเช่นกัน และทรงสถิตอยู่ในครรภ์ของนาง เทพเจ้าผู้นั้นไม่ได้ล่วงละเมิดทางเพศนาง และหลังจากที่พระสุริยะเสด็จจากไป นางก็ได้สติกลับคืนมา
ตอนต่อไป; CCCVI - กำเนิดของกรรณะ: ปริธาปกปิดบุตรชายของตน
 สรุปย่อของบทนี้: ปริธา หญิงสาวผู้ตั้งครรภ์บุตรชายผู้มีคุณสมบัติดุจเทพเจ้า ได้ปกปิดการตั้งครรภ์เพื่อหลีกเลี่ยงความอับอาย หลังจากคลอดบุตรแล้ว นางได้วางทารกแรกเกิดลงในตะกร้าและปล่อยลงสู่แม่น้ำอัศวะ พร้อมกับคำอวยพรและความปรารถนาที่จะปกป้องคุ้มครองจากเทพเจ้าต่างๆ ด้วยน้ำตา ตะกร้าลอยไปตามกระแสน้ำ ผ่านแม่น้ำหลายสาย จนกระทั่งถึงเมืองจัมปะ ซึ่งถูกพบโดย ผู้ปกครองราชวงศ์ สุตะ เด็กน้อยผู้มีคุณสมบัติดุจเทพเจ้า รอดชีวิตจากการเดินทางด้วยการคุ้มครองจากสวรรค์และชะตาที่ถูกกำหนดไว้
 ด้วยความโศกเศร้า ปริธาคร่ำครวญถึงความจำเป็นที่จะต้องจากลาลูกชาย และภาวนาอย่างสุดซึ้งขอให้เขามีสุขภาพแข็งแรงและปลอดภัย แม้จะเจ็บปวดจากการพลัดพราก เธอก็ฝากลูกไว้ในความดูแลของแม่น้ำและพรของเทพเจ้า โดยหวังว่าเขาจะมีชะตาชีวิตที่ดี คุณสมบัติพิเศษของทารก รวมถึงเกราะและต่างหูจากสวรรค์ ทำให้เขาโดดเด่นและปกป้องเขาในระหว่างการเดินทางผ่านแม่น้ำ การเสียสละและความรักของปริธาที่มีต่อลูกชายนั้นเห็นได้ชัดจากน้ำตาแห่งการร่ำลาและความปรารถนาดีจากใจจริงสำหรับอนาคตของเขา
 ขณะที่ตะกร้าลอยไปตามกระแสน้ำ ชะตากรรมของเด็กน้อยยังคงไม่แน่นอน แต่เชื้อสายศักดิ์สิทธิ์และเครื่องรางคุ้มครองทำให้เขารอดชีวิตมาได้ อย่างน่าอัศจรรย์ ตะกร้าไปถึงเมืองจัมปา ที่ซึ่ง ผู้ปกครองชาว สุตะ พบเข้า และเลี้ยงดูเด็กคนนั้นเสมือนเป็นลูกของตนเอง การเดินทางของเด็กแรกเกิดผ่านแม่น้ำเป็นสัญลักษณ์ของเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้และการชี้นำของเทพเจ้า นำพาเขาไปสู่บ้านและครอบครัวใหม่ การมาถึงของเด็กน้อยในจัมปาถือเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ในชีวิตของเขา โดยได้รับการชี้นำจากมรดกแห่งสวรรค์และได้รับการปกป้องจากพลังที่มองไม่เห็น
 ผู้ปกครองแห่งสุตะที่พบเด็กในตะกร้าต่างประหลาดใจในคุณสมบัติอันศักดิ์สิทธิ์ของเด็ก และตระหนักว่าเขาเป็นสิ่งมีชีวิตพิเศษและได้รับพร แม้จะเกิดมาภายใต้สถานการณ์ที่ลึกลับ เด็กก็ได้รับการต้อนรับเข้าสู่บ้านของผู้ปกครองด้วยความเคารพและยกย่อง รูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์และคุณสมบัติอันศักดิ์สิทธิ์ของเขาทำให้เขาแตกต่างจากผู้อื่น บ่งบอกถึงชะตากรรมอันพิเศษและความยิ่งใหญ่ในอนาคต การตัดสินใจของผู้ปกครองที่จะรับเลี้ยงและเลี้ยงดูเด็กสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในต้นกำเนิดอันศักดิ์สิทธิ์และศักยภาพแห่งความยิ่งใหญ่ของเขา
 เด็กน้อยผู้นี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ในการดูแลของเจ้าผู้ครองแคว้นสุตะแห่งจัมปะ เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความรักและความชื่นชมในคุณสมบัติพิเศษของเขา การเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมใหม่จะหล่อหลอมอุปนิสัยและเตรียมเขาให้พร้อมสำหรับความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า ความผูกพันระหว่างเด็กที่ถูกรับเลี้ยงและครอบครัวใหม่ของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นด้วยโชคชะตา นำไปสู่อนาคตที่เต็มไปด้วยการผจญภัย บททดสอบ และการบรรลุเป้าหมายอันศักดิ์สิทธิ์ การเดินทางของเด็กน้อยจากความถูกทอดทิ้งสู่การถูกรับเลี้ยง เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันน่าทึ่งแห่งความกล้าหาญ โชคชะตา และการแทรกแซงจากพระเจ้า

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๔. ภิงสจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

         อรรถกถาภิงสจริยาที่ ๔
         พึงทราบวินิจฉัยในภิงสจริยาที่ ๔ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า ยทา โหมิ กาสีนํ ปุรวรุตฺตเม ในกาลเมื่อเราอยู่ในแคว้นกาสีอันประเสริฐสุด. 
         มีอธิบายว่า เราเจริญเติบโตอยู่ในกรุงพาราณสี อันเป็นนครประเสริฐของแคว้นที่ได้ชื่อว่า กาสี. 
         บทว่า ภคินี จ ภาตโร สตฺต, นิพฺพตฺตา โสตฺติเย กุเล น้องหญิงชาย ๗ คนเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล. 
         ความว่า พวกเราทั้งหมด ๘ คน คือ พี่ชาย น้องชาย ๗ คน คือ ๖ คนมีอุปกัญจนะเป็นต้นและเรา กับน้องสาวคนเล็กชื่อกัญจนเทวี ในกาลนั้นเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ชื่อว่าโสตติยะ เพราะไม่ยินดีในการเชื้อเชิญด้วยมนต์. 
         ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรพราหมณ์มหาศาลมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในกรุงพาราณสี มีชื่อว่ากัญจนกุมาร. ครั้นเมื่อกัญจนกุมารเดินได้ ได้มีบุตรอื่นเกิดขึ้นอีกชื่อว่าอุปกัญจนกุมาร. ตั้งแต่นั้นมา ชนทั้งหลายพากันเรียกพระมหาสัตว์ว่ามหากัญจนกุมาร. โดยลำดับอย่างนี้ได้มีบุตรชาย ๗ คน. ส่วนน้องคนเล็กเป็นธิดาคนเดียวชื่อว่ากัญจนเทวี. 
         พระมหาสัตว์ครั้นเจริญวัยได้ไปเมืองตักกศิลา เล่าเรียนศิลปะทุกอย่างสำเร็จแล้วก็กลับ. 
         ลำดับนั้น มารดาบิดาประสงค์จะผูกพระมหาสัตว์ให้อยู่ครองเรือน จึงกล่าวว่า พ่อและแม่จะนำทาริกาจากตระกูลที่มีชาติเสมอกับตนมาให้ลูก. 
         พระมหาสัตว์กล่าวว่า แม่และพ่อจ๋า ลูกไม่ต้องการอยู่ครองเรือน เพราะโลกสันนิวาสทั้งหมดมีภัยเฉพาะหน้าสำหรับลูกดุจถูกไฟไหม้ ผูกมัดดุจเรือนจำ ปรากฏเป็นของน่าเกลียดดุจที่เทขยะ จิตของลูกมิได้กำหนัดในกามทั้งหลาย. พ่อแม่ยังมีลูกอื่นอยู่อีก ขอให้ลูกเหล่านั้นอยู่ครองเรือนเถิด. 
         แม้มารดาบิดาสหายทั้งหลายขอร้องก็ไม่ปรารถนา. 
         ครั้งนั้น พวกสหายถามพระโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนสหาย ก็ท่านปรารถนาอะไรเล่า จึงไม่อยากบริโภคกาม. 
         พระโพธิสัตว์จึงบอกถึงอัธยาศัยในการออกบวชของตนแก่สหายเหล่านั้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               เอเตสํ ปุพฺพโช อาสึ หิริสุกฺกมุปาคโต 
                     ฯลฯ 
               มาตาปิตา เอวมาหุ สพฺเพว ปพฺพชาม โภ. 
         มีคำแปลปรากฏแล้วในตอนต้น. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า เอเตสํ ปุพฺพโช อาสึ คือ ในกาลนั้น เราเป็นพี่ใหญ่ของน้องหญิงชาย ๗ คนมีอุปกัญจนะเป็นต้นเหล่านั้น. 
         บทว่า หิริสุกฺกมุปาคโต ประกอบด้วยหิริและธรรมขาว. 
         มีอธิบายว่า เรามีธรรมงามคือหิริมีลักษณะเกลียดบาป ชื่อว่าเป็นธรรมขาว เพราะมีธรรมขาวเป็นวิบาก และเพราะชำระสันดานให้บริสุทธิ์. เราเกลียดบาปเป็นอย่างยิ่ง. 
         บทว่า ภวํ ทิสฺวาน ภยโต, เนกฺขมฺมาภิรโต อหํ เราเห็นภพโดยความเป็นภัย จึงยินดีอย่างยิ่งในเนกขัมมะ. 
         มีอธิบายว่า เราเห็นภพทั้งหมดมีกามภพเป็นต้น มีภัยเฉพาะหน้าโดยความเป็นของน่ากลัว ดุจเห็นช้างดุแล่นมา ดุจเห็นเพชฌฆาตเงื้อมดาบมาเพื่อประหาร ดุจเห็นสีหะ ยักษ์ รากษส สัตว์มีพิษร้าย อสรพิษและถ่านเพลิงที่ร้อน แล้วยินดีในบรรพชา เพื่อพ้นจากนั้น ออกบวชคิดว่า เราพึงบำเพ็ญสัมมาปฏิบัติอันเป็นธรรมจริยา และพึงยังฌานและสมาบัติให้เกิดขึ้นได้อย่างไรหนอ ดังนี้จึงยินดีในบรรพชา กุศลธรรมและปฐมฌานเป็นต้น ในกาลนั้น. 
         บทว่า ปหิตา คือ อันมารดาบิดาส่งมา. 
         บทว่า เอกมานสา พวกสหายร่วมใจ คือพวกสหายที่มีอัธยาศัยเสมอกัน มีความพอใจเป็นอันเดียวกัน มีความประพฤติเป็นที่พอใจกับเรามาก่อน กล่าวคำน่าเกลียด ไม่เป็นที่พอใจของเราเพราะมารดาบิดาส่งมา.
         บทว่า กาเมหิ มํ นิมนฺเตนฺติ คือ มีใจร่วมกันกับมารดาบิดาเชื้อเชิญเราด้วยกามทั้งหลาย. 
         บทว่า กุลวํสํ ธาเรหิ เชื้อเชิญท่านดำรงวงศ์ตระกูล. มีอธิบายว่า พวกเขาเชื้อเชิญเราว่า ขอให้ท่านอยู่ครองเรือนดำรงวงศ์ตระกูลของตนเถิด. 
         บทว่า ยํ เตสํ วจนํ วุตฺตํ คือ คำใดที่สหายที่รักของเราเหล่านั้นกล่าวแล้ว. 
         บทว่า คิหิธมฺเม สุขาวหํ ความว่า เป็นเครื่องนำสุขมาให้ในธรรมของคฤหัสถ์ คือ เมื่อความเป็นคฤหัสถ์มีอยู่ ชื่อว่าจะนำสุขมาให้ เพราะนำความสุขอันเป็นไปในปัจจุบันและเป็นไปในภพหน้ามาให้ เพราะบุรุษผู้ตั้งอยู่ในความเป็นคฤหัสถ์ เป็นผู้ปฏิบัติตามระเบียบที่ถูกต้อง. 
         บทว่า ตํ เม อโหสิ กฐินํ คำนั้นเป็นเหมือนคำหยาบ คือคำของพวกสหายของเราเหล่านั้น และของมารดาบิดา เป็นเหมือนคำหยาบ ดุจเผาที่หูทั้งสองข้าง เช่นเดียวกับผาลอันร้อนตลอดวัน เพราะไม่เป็นที่พอใจของเรา เพราะเรายินดียิ่งแล้วในการบวชโดยส่วนเดียวเท่านั้น.
         บทว่า เต มํ ตทา อุกฺขิปนฺตํ ความว่า สหายของเราเหล่านั้นได้ถามเราผู้ซัดไป ทิ้งไป ห้ามไปซึ่งกามทั้งหลายที่มารดาบิดานำเข้าไปหลายครั้งด้วยการเชื้อเชิญตน. 
         บทว่า ปตฺถิตํ มม ความว่า ความปรารถนาด้วยกามนี้หรือจะบริสุทธิ์กว่าการบรรพชานี้ ด้วยเหตุนั้น พวกสหายจึงถามถึงความปรารถนานั้นของเรา ซึ่งเราปรารถนาแล้วว่า ท่านปรารถนาอะไรเล่าเพื่อน ถ้าท่านไม่บริโภคกาม. 
         บทว่า อตฺถกาโม คือ ผู้ใคร่ประโยชน์ตน. อธิบายว่า กลัวบาป. 
         บาลีว่า อตฺตกาโม บ้าง. 
         บทว่า หิเตสินํ คือ สหายที่รักผู้แสวงหาประโยชน์ให้แก่เรา. 
         อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อตฺถกามหิเตสินํ คือผู้ใคร่ประโยชน์และแสวงหาประโยชน์ บทนั้นไม่ดี. 
         บทว่า ปิตุํ มาตุญฺจ สาวยุํ ความว่า สหายของเราเหล่านั้นรู้ความพอใจในบรรพชาของเราไม่เปลี่ยนแปลง จึงบอกคำของเราอันแสดงถึงความใคร่จะบรรพชาแก่บิดาและมารดา ได้กล่าวว่า พ่อแม่ทั้งหลายท่านจงรู้เถิด มหากาญจนกุมารจักบวช โดยส่วนเดียวเท่านั้น. มหากาญจนกุมารนั้น ใครๆ ไม่สามารถจะนำเข้าไปในกามทั้งหลายด้วยอุบายไรๆ ได้. 
         บทว่า มาตาปิตา เอวมาหุ ความว่า ในกาลนั้น มารดาบิดาของเราฟังคำของเราที่พวกสหายของเราบอก จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ พวกเราทั้งหมดจะบวชบ้าง. ผิว่า มหากาญจนกุมารชอบใจการบวช แม้พวกเราก็ชอบใจสิ่งที่ลูกเราชอบ เพราะฉะนั้น เราทั้งหมดก็จะบวช. 
         บทว่า โภ เป็นคำเรียกพราหมณ์เหล่านั้น. 
         ปาฐะว่า ปพฺพชาม โข บ้าง ความว่า เราจะบวชเหมือนกัน. 
         น้องชาย ๖ มีอุปกัญจนะเป็นต้นและน้องสาวกัญจนเทวี รู้ความพอใจในบรรพชาของพระมหาสัตว์ ได้ประสงค์จะบวชเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น แม้ชนเหล่านั้นอันมารดาเชื้อเชิญให้อยู่ครองเรือนก็ไม่ปรารถนา. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราทั้งหมดก็จะบวชเหมือนกันนะท่านพราหมณ์ทั้งหลาย. 
         ก็และครั้นสหายทั้งหลายกล่าวอย่างนี้แล้ว มารดาบิดาจึงเรียกพระมหาสัตว์แจ้งความประสงค์แม้ของตนๆ แก่พระมหาสัตว์แล้วกล่าวว่า ลูกรัก ถ้าลูกประสงค์จะบวชให้ได้ ลูกจงสละทรัพย์ ๘๐ โกฏิอันเป็นของลูกตามสบายเถิด. 
         ลำดับนั้น พระมหาบุรุษบริจาคทรัพย์นั้นแก่คนยากจนและคนเดินทางเป็นต้น แล้วออกบวชเข้าไปยังหิมวันตประเทศ. 
         มารดาบิดา น้องชาย ๖ น้องหญิง ๑ ทาส ๑ ทาสี ๑ และสหาย ๑ ละฆราวาสได้ไปกับพระมหาสัตว์นั้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               มารดาบิดาทั้งสอง และน้องหญิงชายทั้ง ๗ 
               ของเรา สละทรัพย์นับไม่ถ้วน เข้าไปยังป่าใหญ่.
         แต่ในอรรถกถาชาดก ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรม พระมหาสัตว์ทำกิจที่ควรทำแก่มารดาบิดาเหล่านั้น แล้วจึงออกบวช. 
         ก็ครั้นชนเหล่านั้นมีพระโพธิสัตว์เป็นประมุข เข้าไปยังหิมวันตประเทศอย่างนั้นแล้ว จึงอาศัยสระปทุมสระหนึ่ง สร้างอาศรมในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ บวชแล้ว ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยอาหารอันเป็นรากไม้และผลไม้ในป่า. 
         บรรดานักบวชเหล่านั้น ชน ๘ คนมีอุปกัญจนะเป็นต้น ผลัดเวรกันหาผลไม้ แบ่งส่วนของตนและคนนอกนั้นไว้บนแผ่นหินแผ่นหนึ่ง ให้สัญญาระฆัง ถือเอาส่วนของตนๆ เข้าไปยังที่อยู่. แม้พวกที่เหลือก็ออกจากบรรณศาลาด้วยสัญญาณระฆัง ถือเอาส่วนที่ถึงของตนๆ ไปยังที่อยู่บริโภคแล้วบำเพ็ญสมณธรรม. 
         ครั้นต่อมาได้นำเอาเหง้าบัวมาบริโภคเหมือนอย่างนั้น. ฤๅษีเหล่านั้นมีความเพียรกล้า มีอินทรีย์มั่นคงอย่างยิ่ง กระทำกสิณบริกรรมอยู่ ณ ที่นั้น. 
         ลำดับนั้น ด้วยเดชแห่งศีลของฤๅษีเหล่านั้น ภพของท้าวสักกะหวั่นไหว ท้าวสักกะทราบเหตุนั้น ทรงดำริว่าจักทดลองฤๅษีเหล่านี้ ด้วยอานุภาพของตนจึงทำให้ส่วนของพระมหาสัตว์หายไปตลอด ๓ วัน. 
         ในวันแรกพระมหาสัตว์ไม่เห็นส่วนของตน คิดว่า คงจะลืมส่วนของเรา. 
         ในวันที่ ๒ คิดว่า เราจะมีความผิดกระมัง. ไม่ตั้งส่วนของเราคงจะไล่เรากระมัง. 
         ในวันที่ ๓ คิดว่า เราจักฟังเหตุการณ์นั้นแล้วจักให้ขอขมา จึงให้สัญญาณระฆังในเวลาเย็น เมื่อฤๅษีทั้งหมดประชุมกันด้วยสัญญาณนั้น จึงบอกเรื่องนั้นให้ทราบ 
         ครั้นฟังว่า ฤๅษีเหล่านั้นได้แบ่งส่วนไว้ให้ทั้ง ๓ วัน จึงกล่าวว่า พวกท่านแบ่งส่วนไว้ให้เรา แต่เราไม่ได้ มันเรื่องอะไรกัน? 
         ฤๅษีทั้งหมดฟังดังนั้นก็ได้ถึงความสังเวช. 
         ณ อาศรมนั้น แม้รุกขเทวดาก็ลงมาจากภพของตน นั่งในสำนักของฤๅษีเหล่านั้น. ช้างเชือกหนึ่งหนีจากเงื้อมมือของพวกมนุษย์เข้าป่า. วานรตัวหนึ่งหนีจากเงื้อมมือของหมองูพ้นแล้ว เพราะจะให้เล่นกับงู ได้ทำความสนิทสนมกับฤๅษีเหล่านั้น ในกาลนั้นก็ได้ไปหาฤๅษีเหล่านั้น ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. 
         ในขณะนั้น อุปกัญจนดาบสน้องของพระโพธิสัตว์ ลุกขึ้นไหว้พระโพธิสัตว์ แล้วแสดงความเคารพพวกที่เหลือ ถามขึ้นว่า ข้าพเจ้าเริ่มตั้งสัญญาณแล้วจะได้เพื่อยังตนให้บริสุทธิ์หรือ เมื่อฤๅษีเหล่านั้นกล่าวว่าได้ซิ จึงยืนขึ้นในท่ามกลางหมู่ฤๅษี. 
         เมื่อจะทำการแช่ง จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า :- 
               ท่านพราหมณ์ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่านไป 
               ผู้นั้นจงได้ม้า โค ทอง เงิน ภริยาและสิ่งพอใจ 
               ณ ที่นี้ จงพรั่งพร้อมด้วยบุตรและภริยาเถิด. 
         เพราะอุปกัญจนดาบสนั้นตำหนิวัตถุกามว่า ความทุกข์ทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น ในเพราะการพลัดพรากจากวัตถุอันเป็นที่รัก จึงกล่าวคาถานี้. 
         หมู่ฤๅษีได้ฟังดังนั้นจึงปิดหูด้วยกล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านอย่ากล่าวอย่างนั้น คำแช่งของท่านหนักเกินไป. 
         แม้พระโพธิสัตว์ก็กล่าวว่า คำแช่งของท่านหนักเกินไป อย่าถือเอาเลยพ่อคุณ นั่งลงเถิด. 
         แม้ฤๅษีที่เหลือก็ทำการแช่ง ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ตามลำดับว่า :- 
                     ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน 
               ไป ผู้นั้นจงทรงไว้ซึ่งมาลัยและจันทน์แดง จาก 
               แคว้นกาสี. สมบัติเป็นอันมากจงมีแก่บุตร. 
               จงทำความเพ่งอย่างแรงกล้าในกามทั้งหลาย. 
                     ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน 
               ผู้นั้นจงมีข้าวเปลือกมาก สมบูรณ์ด้วยกสิกรรม 
               มียศ จงได้บุตร จงเป็นคฤหัสถ์ จงมีทรัพย์ จง 
               ได้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง ไม่เห็นความเสื่อม 
               จงครองเรือน. 
                     ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน
               ผู้นั้นเป็นกษัตริย์ จงเป็นผู้ทำการข่มขี่ จงเป็น 
               พระราชายิ่งกว่าพระราชา ทรงพลัง จงมียศ 
               จงครองแผ่นดินพร้อมด้วยทวีปทั้ง ๔ เป็นที่สุด. 
                     ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน 
               ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ จงไม่ปราศจากราคะ จง 
               ขวนขวายในฤกษ์ยาม และในวิถีโคจรของ 
               นักษัตรผู้เป็นเจ้าแว่นแคว้น มียศ จงบูชาผู้นั้น. 
                     ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน 
               โลกทั้งปวง จงสำคัญผู้นั้นว่า ผู้คงแก่เรียน ผู้มี 
               เวทพร้อมด้วยมนต์ทุกอย่าง ผู้มีตบะ. ชาวชนบท 
               พิจารณาเห็นแล้ว จงบูชาผู้นั้น. 
                     ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน 
               ผู้นั้นจงบริโภค บ้านส่วยอันหนาแน่นด้วยสิ่งทั้ง 
               ๔ อันบริบูรณ์พร้อมที่ท้าววาสวะประทาน จงไม่ 
               ปราศจากราคะ เข้าถึงมรณะ. 
                     ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน 
               ผู้นั้นเป็นผู้ใหญ่บ้าน จงบันเทิงอยู่ด้วยการฟ้อน 
               รำ การขับร้องในท่ามกลางสหาย ผู้นั้นอย่าได้ 
               ความเสื่อมเสียไรๆ จากพระราชา. 
                     ท่านพราหมณ์ หญิงใดได้ลักเหง้าบัวของ 
               ท่าน หญิงนั้นเป็นอัครชายา ทรงชนะหญิงทั่ว 
               ปฐพี จงดำรงอยู่ในความเป็นผู้เลิศกว่าหญิง 
               ๑,๐๐๐ จงเป็นผู้ประเสริฐกว่าหญิงทั่วแดน. 
                     ท่านพราหมณ์ หญิงใดได้ลักเหง้าบัวของ 
               ท่าน หญิงนั้น ไม่หวั่นไหว บริโภคของอร่อยใน 
               ท่ามกลางฤๅษีทั้งหลาย ที่ประชุมกันทั้งหมด. 
               จงเที่ยวอวดด้วยลาภ. 
                     ท่านพราหมณ์ ผู้ใดได้ลักเหง้าบัวของท่าน 
               ผู้นั้นจงเป็นผู้ดูแลวัดในมหาวิหาร จงเป็นผู้ดูแล 
               การก่อสร้าง ในคชังคลนคร จงทำหน้าต่างเสร็จ 
               เพียงวันเดียว. 
                     ท่านพราหมณ์ ช้างใดได้ลักเหง้าบัวของ 
               ท่าน ช้างนั้นถูกคล้องด้วยบ่วง ๑๐๐ บ่วงในที่ ๖ 
               แห่ง จงนำออกจากป่าน่ารื่นรมย์ไปสู่ราชธานี 
               ช้างนั้นถูกเบียดเบียนด้วยขอมีด้ามยาว.
                     ท่านพราหมณ์วานรใดได้ลักเหง้าบัวของ 
               ท่าน วานรนั้น ประดับดอกรักที่คอ หลังหูประดับ 
               ด้วยดีบุก ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว จงนำเข้าไปต่อ 
               หน้างู ผูกติดกับผ้าเคียนพุง จงเที่ยวไปตลอด. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ติพฺพํ คือ จงทำการเพ่งอย่างหนักในวัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลาย. 
         บทว่า ปุตฺเต คิหี ธนิมา สพฺพกาเม คือ จงได้บุตร จงเป็นคฤหัสถ์ จงมีทรัพย์ ด้วยทรัพย์ ๗ อย่าง จงได้ความใคร่ทั้งปวงมีรูปเป็นต้น. 
         บทว่า วยํ อปสฺสํ คือ แม้ในเวลาแก่ก็ไม่เห็นความเสื่อมของตน จงครองเรือนอันสำเร็จด้วยกามคุณ ๕. 
         บทว่า ราชาภิราชา คือ เป็นพระราชายิ่งในระหว่างพระราชาทั้งหลาย. 
         บทว่า อวีตราโค ยังไม่ปราศจากราคะ คือมีความอยากด้วยอยากในตำแหน่งปุโรหิต. 
         บทว่า ตปสฺสินํ คือ ตบะและศีล จงสำคัญผู้นั้นว่าเป็นผู้มีศีล. 
         บทว่า จตุสฺสทํ คือ หนาแน่นด้วยสิ่ง ๔ อย่าง คือด้วยมนุษย์ทั้งหลาย เพราะมีมนุษย์เกลื่อนกล่น ๑ ด้วยข้าวเปลือก เพราะมีข้าวเปลือกมาก ๑ ด้วยไม้ เพราะไม้หาได้ง่าย ๑ ด้วยน้ำ เพราะมีน้ำสมบูรณ์ ๑. 
         บทว่า วาสเวน คือ ไม่หวั่นไหว ดุจท้าววาสวะประทาน. 
         อธิบายว่า ยังพระราชาให้ทรงโปรดปรานด้วยอานุภาพพรที่ได้จากท้าววาสวะ อันท้าววาสวะนั้นประทานบ้าง. 
         บทว่า อวีตราโค คือ ยังไม่ปราศจากราคะ จงเป็นผู้จมลงในเปือกตมคือกาม ดุจสุกรในเปือกตมฉะนั้น. 
         บทว่า คามณี คือ ผู้ใหญ่บ้าน.
         บทว่า ตํ คือ หญิงนั้น. 
         บทว่า เอกราชา คือ พระอัครราชา. 
         คำว่า อิตฺถีสหสฺสสฺส ท่านกล่าวเป็นบทตั้งไว้. 
         อธิบายว่า จงดำรงอยู่ในฐานะอันเลิศกว่าหญิง ๑๖,๐๐๐. 
         บทว่า สีมนฺตินีนํ คือ หญิงทั้งหลาย. 
         บทว่า สพฺพสมาคตานํ คือ นั่งในท่ามกลางฤๅษีทั้งหลายที่มาประชุมกันทั้งหมด. 
         บทว่า อปิกมฺปมานา ไม่หวั่นไหว คือไม่ชักช้าจงบริโภคอาหารมีรสอร่อย. 
         บทว่า จราตุ ลาเภน วิกตฺถมานา คือ แต่งตัวน่ารัก เพราะลาภเป็นเหตุ จงเที่ยวไปเพื่อให้เกิดลาภ. 
         บทว่า อาวาสิโก คือ ผู้ดูแลวัด. 
         บทว่า คชงฺคลายํ คือ ในนครมีชื่ออย่างนี้. 
         ได้ยินว่า ในนครนั้นมีทัพพสัมภาระหาได้ง่าย. 
         บทว่า อาโลกสนฺธึ ทิวสํ คือ จงทำหน้าต่างบานเดียวให้เสร็จในวันเดียว. 
         นัยว่า เทพบุตรนั้นเมื่อครั้งศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้า อาศัยคชังคลนคร เป็นพระสังฆเถระผู้ดูแลวัดในมหาวิหารประมาณโยชน์หนึ่ง กระทำการก่อสร้างในวิหารได้รับทุกข์อย่างมาก ท่านกล่าวหมายถึงพระสังฆเถระนั้น. 
         บทว่า ปาสสเตหิ คือ หลายบ่วง. 
         บทว่า ฉมฺหิ ได้แก่ ในที่ ๖ แห่ง คือ ที่เท้า ๔ ที่คอ ๑ ที่ส่วนเอว ๑. 
         บทว่า ตุตฺเตหิ คือ ไม้ด้ามยาวมีหนามสองข้าง. 
         บทว่า ปาจเนหิ คือ ปฏักสั้นหรือหอก. 
         บทว่า อลกฺกมาลี ได้แก่ ดอกรักคือประกอบด้วยมาลัยดอกรักที่หมองูคล้องไว้ที่คอ. 
         บทว่า ติปุกณฺณปิฏฺโฐ คือ หลังหูประดับด้วยดีบุก. 
         บทว่า ลฏฺฐิหโต คือ หมองูสอนวานรให้เล่นกับงู ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว. 
         ฤๅษีเหล่านั้นเกลียดการบริโภคกาม การอยู่ครองเรือนและทุกข์ที่ตนได้รับทั้งหมด จึงกล่าวแช่งอย่างนั้นๆ. 
         ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ดำริว่า เมื่อดาบสเหล่านี้ทำการแช่ง แม้เราก็ควรทำบ้าง. 
         เมื่อจะทำการแช่ง จึงกล่าวคาถานี้ว่า :- 
                     ผู้ใดแลกล่าวสิ่งที่ไม่สูญหายว่าสูญหาย 
               ผู้นั้นจงได้และจงบริโภคกามทั้งหลาย หรือว่า 
               ข้าแต่เทวะผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดไม่เคลือบ- 
               แคลงอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นั้นจงเข้าถึงมรณะ 
               ในท่ามกลางเรือนเถิด. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า โภนฺโต คือผู้เจริญทั้งหลาย. 
         บทว่า สงฺกติ คือ ย่อมไม่สงสัย. 
         บทว่า กญฺจิ คือ อย่างใดอย่างหนึ่ง.
         ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงทราบว่า ฤๅษีทั้งหมดเหล่านี้ไม่มีความเพ่งในกามทั้งหลาย จึงทรงสลดพระทัย เมื่อจะทรงแสดงว่า บรรดาฤๅษีเหล่านี้แม้ผู้ใดผู้หนึ่งก็มิได้นำเหง้าบัวไป. แม้ท่านก็มิได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่สูญหายว่าหาย. 
         ที่แท้ ข้าพเจ้าประสงค์จะทดลองพวกท่านจึงทำให้หายไปดังนี้ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า 
                     ข้าพเจ้า เมื่อจะทดลองจึงถือเอาเหง้าบัว 
               ของฤๅษีที่ฝั่งแม่น้ำ แล้วเก็บไว้บนบก. ฤๅษี 
               ทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ลามก ย่อมอาศัยอยู่. 
               ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ นี่เหง้าบัวของท่าน. 
         พระโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้น จึงต่อว่าท้าวสักกะว่า :- 
                     ท่านเทวราชผู้เป็นท้าวสหัสนัยน์ พวก 
               อาตมาไม่ใช่นักฟ้อนรำของท่าน ไม่ใช่ผู้ควร 
               จะพึงเล่นของท่าน ไม่ใช่ญาติของท่าน ไม่ใช่ 
               สหายของท่าน ที่พึงทำการรื่นเริง ท่านอาศัย 
               ใครจึงเล่นกับพวกฤๅษี. 
         ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงขอให้ฤๅษีนั้นยกโทษให้ด้วยพระดำรัสว่า :-
                     ข้าแต่ท่านผู้เป็นดังพรหม ท่านเป็นอาจารย์ 
               ของข้าพเจ้า และเป็นบิดาของข้าพเจ้า เงาเท้าของ 
               ท่านนี้จงเป็นที่พึ่งแห่งความผิดพลาดของข้าพเจ้า 
               ท่านผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน ขอท่านจงอดโทษสัก 
               ครั้งเถิด บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่มีความโกรธเป็น 
               กำลัง. 
         พระมหาสัตว์ได้ยกโทษให้แก่ท้าวสักกเทวราชแล้ว ตนเองเมื่อจะยังหมู่ฤๅษีให้ยกโทษให้ จึงกล่าวว่า :- 
                     การอยู่ในป่าของพวกฤๅษี แม้คืนเดียวก็เป็น 
               การอยู่ที่ดี พวกเราได้เห็นท้าววาสวะภูตบดี. ท่าน 
               ผู้เจริญทั้งหลายจงดีใจเถิด เพราะพราหมณ์ใดได้ 
               เหง้าบัวคืนแล้ว. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า น เต นฏา ความว่า ท่านเทวราช พวกอาตมามิใช่นักฟ้อนรำของท่าน หรือมิใช่ผู้อันใครๆ จะพึงล้อเล่น มิใช่ญาติของท่าน มิใช่สหายของท่าน ที่ควรทำการร่าเริง. เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านอาศัยใคร คือใครเป็นผู้อุปถัมภ์. 
         อธิบายว่า ท่านเล่นกับพวกฤๅษีเพราะอาศัยอะไร. 
         บทว่า เอสา ปติฏฺฐา คือ เงาเท้าของท่านนี้จงเป็นที่พึ่งแห่งความผิดพลาดของข้าพเจ้าในวันนี้เถิด. 
         บทว่า สุวาสิตํ ความว่า การอยู่ในป่านี้แม้เพียงคืนเดียวของพวกฤๅษี เป็นการอยู่ดีแล้ว เพราะเหตุไร? เพราะพวกเราได้เห็นท้าววาสวะภูตบดี หากว่าพวกเราอยู่ในนคร พวกเราก็จะไม่เห็นท้าววาสวะนี้. 
         บทว่า โภนฺโต คือ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย แม้ทั้งหมดจงดีใจ คือจงยินดี จงยกโทษให้แก่ท้าวสักกเทวราชเถิด เพราะเหตุไร? เพราะอาจารย์ของเราได้เหง้าบัวแล้ว. 
         ท้าวสักกะทรงไหว้หมู่ฤๅษีแล้วกลับสู่เทวโลก. 
         แม้หมู่ฤๅษียังฌานและอภิญญาให้เกิด แล้วได้ไปสู่พรหมโลก. 
         น้องชายทั้ง ๖ คนมีอุปกัญจนะเป็นต้น ในครั้งนั้นได้เป็นพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะและพระอานนทเถระ ในครั้งนี้. 
          น้องสาว คือนางอุบลวรรณา. 
  ทาสี คือนางขุชชุตตรา. 
ทาส คือจิตตคฤหบดี. 
     รุกขเทวดา คือสาตาถิระ. 
    ช้าง คือช้างปาลิไลยยะ. 
วานร คือมธุวาสิฏฐะ. 
   ท้าวสักกะ คือกาฬุทายี. 
         มหากัญจนดาบส คือพระโลกนาถ. 
         แม้ในจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมี ๑๐ ของพระโพธิสัตว์โดยนัยดังที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีความไม่คำนึงถึงในกามทั้งหลายเป็นต้น ส่วนเดียวเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาภิงสจริยาที่ ๔