Translate

14 มกราคม 2569

พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ พุทธวรรค อนุรุทธเถราปทานที่ ๖ (๔)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีป
                 [๖] เราได้เห็นพระผู้มีพระภาค
วีดีโอ
พระนามว่าสุเมธเชฏฐบุรุษของโลก เป็นนระผู้ องอาจ ผู้นายกของโลก เสด็จหลีกออกเร้นอยู่ จึงได้เข้าไปเฝ้าพระสุเมธ สัมพุทธเจ้า ผู้นายกของโลก แล้วได้ประคองอัญชลีทูลอ้อนวอนพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดว่า
                 ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้เชฏฐบุรุษของโลก เป็นนระ ผู้องอาจ ขอจงทรงอนุเคราะห์เถิด ข้าพระองค์ขอถวายประทีปแก่ พระองค์ผู้เข้าฌานอยู่ที่ควงไม้
                 พระสยัมภูผู้ประเสริฐธีรเจ้านั้น ทรงรับคำ แล้ว เราจึงห้อยไว้ที่ต้นไม้ประกอบยนต์ในกาลนั้น ได้ถวายไส้ตะเกียง น้ำมันพันหนึ่ง แก่พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์ของโลก ประทีปโพลงอยู่ตลอด ๗ วันแล้วดับไปเอง
                  ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เรา ละกายมนุษย์แล้ว ได้เข้าถึงวิมาน เมื่อเราเข้าถึงความเป็นเทวดา วิมาน อันบุญกุศลนิรมิตไว้เรียบร้อย ย่อมรุ่งโรจน์โดยรอบ
                 นี้เป็นผลแห่งการถวาย ประทีป เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๘ ครั้ง เวลานั้น เรามองเห็นได้ ตลอดโยชน์หนึ่งโดยรอบ ทั้งกลางวันกลางคืน เราย่อมไพโรจน์ทั่วโยชน์ หนึ่งโดยรอบ ในกาลนั้นย่อมครอบงำเทวดาทั้งปวงได้
                 นี้เป็นผลแห่งการ ถวายประทีป เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐ กัลป ใครๆ ย่อมดูหมิ่นเราไม่ได้ นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป เราได้บรรลุทิพยจักษุ ย่อมมองเห็นได้ด้วยญาณตลอดพันโลก ในศาสนาของพระพุทธเจ้า
                 นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสุเมธ เสด็จอุบัติในสามหมื่นกัลปแต่กัลปนี้ เรามีจิตผ่องใส ได้ถวายประทีปแก่ พระองค์ คุณวิเศษคือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำ ให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
                 ทราบว่า ท่านพระอนุรุทธเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบอนุรุทธเถราปทาน

52/ มหาภารตะ ตอนที่ - ความเชี่ยวชาญด้านม้าของนากุละในราชสำนักของพระเจ้าวิราตะ

Book 4 - Virata Parva | Section I -
search-google มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ..  
      ก่อนหน้า 💃🏻  อ่านต่อ
                " ไวสัมปายานะกล่าวว่า 'สักพักหนึ่งก็ได้เห็น บุตรชายผู้ทรงพลังอีกคนหนึ่งของ ปันดู รีบเร่งมุ่งหน้าไปยังพระราชา วิราตะและเมื่อเขาเข้ามาใกล้ ก็ดูเหมือนดวงอาทิตย์ที่ผุดขึ้นมาจากเมฆต่อหน้าทุกคน และเขาก็เริ่มสังเกตม้าที่อยู่รอบข้าง'"
                เมื่อเห็นเช่นนั้น กษัตริย์แห่งมัตซียาจึงตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า 'ข้าสงสัยว่าชายผู้นี้มาจากไหน ผู้มีรัศมีเจิดจรัสราวกับเทพ เขามองดูม้าของข้าอย่างตั้งใจ แท้จริงแล้วเขาต้องเชี่ยวชาญเรื่องม้าแน่ๆ รีบพาเขาเข้าพบข้าโดยเร็ว เขาเป็นนักรบและดูเหมือนเทพเจ้า!'
                และผู้ปราบศัตรูนั้นจึงเข้าเฝ้ากษัตริย์และทูลว่า
                “ขอพระราชาทรงได้รับชัยชนะ และขอพระองค์ทรงได้รับพระพร” ในฐานะผู้ฝึกม้า ข้าพเจ้าได้รับการยกย่องจากกษัตริย์มาโดยตลอด ข้าพเจ้าจะเป็นผู้ดูแลม้าของพระองค์อย่างชาญฉลาด”
                "วีราตากล่าวว่า..." 'เราจะมอบยานพาหนะ ทรัพย์สิน และที่อยู่อาศัยอันกว้างขวางให้แก่เจ้า เจ้าจะเป็นผู้ดูแลม้าของเรา แต่ก่อนอื่นจงบอกเราว่าเจ้ามาจากไหน เจ้าเป็นใคร และเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร บอกมา'รวมถึงศิลปะทุกแขนงที่คุณเชี่ยวชาญด้วย'
                นาคูลาตอบว่า
 “โอ้ ผู้ปราบศัตรู โปรดทราบว่ายุธิษฐิระเป็นพี่ชายคนโตในบรรดาบุตรชายทั้งห้าของปันธุ ข้าพเจ้าเคยทำงานดูแลม้าให้กับเขา ข้าพเจ้ารู้จักนิสัยของม้าเป็นอย่างดี และรู้ศิลปะการฝึกม้าอย่างถ่องแท้ ข้าพเจ้ายังรู้วิธีแก้ไขม้าดุร้าย และวิธีการรักษาโรคต่างๆ ของพวกมัน สัตว์ใดๆ ในมือ ของข้าพเจ้า จะไม่อ่อนแอหรือเจ็บป่วย ไม่ต้องพูดถึงม้า แม้แต่แม่ม้าในมือของข้าพเจ้าก็จะไม่ดุร้าย ผู้คนเรียกข้าพเจ้า ว่า กรันถิกะและยุธิษฐิระ บุตรชายของปันธุ ก็เรียกข้าพเจ้าเช่นนั้นเช่นกัน”
                "วีราตากล่าวว่า..."
 “ม้าทั้งหมดที่ข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าขอฝากไว้ในความดูแลของท่านตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และบรรดาคนเลี้ยงม้าและพลรถม้าทั้งหมดของข้าพเจ้า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะอยู่ใต้บังคับบัญชาของท่าน หากท่านพอใจ โปรดบอกค่าตอบแทนที่ท่านต้องการ แต่ท่านผู้มีรูปลักษณ์ดุจเทพ ตำแหน่งคนดูแลม้าไม่เหมาะสมกับท่านเลย เพราะท่านมีรูปลักษณ์ดุจกษัตริย์ และข้าพเจ้านับถือท่านมาก การปรากฏตัวของท่านที่นี่ทำให้ข้าพเจ้าพึงพอใจมาก ราวกับว่ายุธิษฐิระเองมาอยู่ด้วยที่นี่ โอ้ บุตรชายผู้บริสุทธิ์ของปันดูผู้นั้นจะอาศัยและสนุกสนานในป่าได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้เขาไร้ซึ่งคนรับใช้แล้ว”
 ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า “ ชายหนุ่มผู้นั้น ราวกับหัวหน้าแห่งคนธรรพ์ได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติจากพระราชาวิรตะผู้ทรงยินดี และเขาก็ประพฤติตนในลักษณะที่ทำให้ตนเองเป็นที่รักและถูกใจทุกคนในวัง และไม่มีใครจำเขาได้เลยขณะที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของวิรตะ และด้วยวิธีนี้เอง โอรสของปันดู ผู้ซึ่งทุกครั้งที่ได้เห็นก็ไม่เคยไร้ผล ก็ยังคงอาศัยอยู่ในดินแดนของชาวมัตสยะ และด้วยความซื่อสัตย์ต่อคำมั่นสัญญา เหล่าเจ้าแห่งแผ่นดินที่ล้อมรอบด้วยทะเลก็ใช้ชีวิตอย่างลับๆด้วยความสงบสุขอย่างยิ่ง แม้จะประสบกับความทุกข์ยากแสนสาหัสก็ตาม”
                " ชนเมชัยกล่าวว่า 'ขณะที่ใช้ชีวิตปลอมตัวอยู่ในเมืองมัตสยาสนั้น ลูกหลานของ เผ่า กุรุผู้เปี่ยมด้วยพลังอำนาจนั้น ทำอะไรกันบ้างเล่า โอผู้ฟื้นคืนชีพ!'
                “ ไวสัมปายานะกล่าวว่า
 ‘ขอทรงฟังเถิด พระเจ้าข้า สิ่งที่บรรดาลูกหลานของกุรุได้กระทำขณะที่พวกเขาปลอมตัวอยู่ในเมืองมัตสยะ และบูชากษัตริย์แห่งเมืองนั้น ด้วยพระคุณของฤๅษีตรีนาวินฑูและพระเจ้าผู้ทรงคุณธรรมสูงส่ง เหล่าปันดาวะจึงยังคงอาศัยอยู่โดยไม่มีใครจำได้ในเมืองวีราตะโอ้พระเจ้าแห่งมนุษย์ยุธิษฐิระ ในฐานะข้าราชบริพารได้ทำให้ตนเองเป็นที่พอใจของวีราตะและโอรสของพระองค์ รวมทั้งมัตสยะทั้งหมด โอรสของ ปันฑูผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งลูกเต๋าได้ให้พวกเขาเล่นลูกเต๋าตามความพอใจของตน และให้พวกเขานั่งด้วยกันในห้องเล่นลูกเต๋าเหมือนฝูงนกที่ถูกผูกติดกันด้วยเชือก
 และกษัตริย์ยุธิษฐิระผู้ทรงธรรม ผู้เปรียบเสมือนเสือในหมู่มนุษย์ โดยที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงทราบ ทรงแบ่งปันทรัพย์สินที่พระองค์ได้มาจากเมืองวิราตะให้แก่พี่น้องของพระองค์อย่างพอเพียง และภีมเสนเองก็ขายเนื้อและเสนาบดีชนิดต่างๆ ที่ตนได้รับจากกษัตริย์ให้แก่ยุธิษฐิระในราคาที่เหมาะสม และอรชุนก็แบ่งปันรายได้จากการขายผ้าเก่าที่ตนหาได้ในห้องชั้นในของพระราชวังให้แก่พี่น้องของตนทั้งหมด และสหเทวะผู้ปลอมตัวเป็นคนเลี้ยงวัวก็มอบนม โยเกิร์ต และเนยใสให้แก่พี่น้องของตน และนกุละก็แบ่งปันทรัพย์สินที่กษัตริย์มอบให้แก่เขาแก่พี่น้องของเขาเช่นกัน โดยทรงพอพระทัยกับการดูแลม้าของเขา และทราวปทีผู้ซึ่งอยู่ในสภาพที่น่าสงสาร ก็ดูแลพี่น้องเหล่านั้นทั้งหมดและประพฤติตนในลักษณะที่ไม่มีใครจำได้ และด้วยการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เหล่านักรบผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นจึงอาศัยอยู่ในเมืองหลวงของวิราตะอย่างลับๆ ราวกับว่าพวกเขายังอยู่ในครรภ์มารดาอีกครั้ง
 และบรรดาขุนนางทั้งหลาย บุตรของปันดู เกรงกลัวอันตรายจากบุตรของธฤตราษฏร์จึงหลบซ่อนตัวอยู่ที่นั่น คอยดูแลพระชายาเทราปที และหลังจากผ่านไปสามเดือน ในปีที่สี่ เทศกาลใหญ่เพื่อบูชาพระพรหมซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในดินแดนของชาวมัตสยะ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น นักกีฬาจากทุกสารทิศนับพันคน ต่างหลั่งไหลมายังที่ประทับของพระพรหมหรือพระศิวะเพื่อร่วมชมเทศกาลนั้น พวกเขามีร่างกายใหญ่โตและพละกำลังมหาศาล ดุจดังอสูรกายกาลาขันธ์ด้วยความภาคภูมิใจในพละกำลังและความแข็งแกร่ง จึงได้รับเกียรติจากกษัตริย์ ไหล่ เอว และคอของพวกเขานั้นเหมือนสิงโต ร่างกายสะอาดสะอ้าน และจิตใจสงบสุข พวกเขาเคยได้รับชัยชนะในการแข่งขันต่อหน้ากษัตริย์มาหลายครั้งแล้ว และในหมู่พวกเขามีคนหนึ่งที่โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ และท้าทายพวกเขาทั้งหมดให้ต่อสู้
 และไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขาขณะที่เขาก้าวเดินอย่างภาคภูมิใจในเวทีประลอง และเมื่อนักกีฬาทั้งหมดต่างยืนเศร้าและหมดกำลังใจ กษัตริย์แห่งมัตสยะจึงให้เขาต่อสู้กับพ่อครัวของพระองค์ และด้วยการคะยั้นคะยอจากกษัตริย์ภีมะจึงตัดสินใจอย่างไม่เต็มใจ เพราะเขาไม่สามารถขัดคำสั่งของกษัตริย์ได้อย่างเปิดเผย และเสือในหมู่มนุษย์ผู้นั้น เมื่อได้กราบไหว้กษัตริย์แล้ว ก็ก้าวเข้าไปในเวทีประลองอันกว้างใหญ่ เดินอย่างไม่ระมัดระวังราวกับเสือ และบุตรแห่งกุนตีก็คาดเข็มขัดเอวของตน สร้างความยินดีอย่างยิ่งแก่ผู้ชม และภีมะก็เรียกนักกีฬาที่รู้จักกันในนามจิมุตะผู้ซึ่งมีฝีมือเทียบเท่ากับอสูร วริตราผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง มาร่วมต่อสู้ด้วย ทั้งสองต่างมีความกล้าหาญอย่างยิ่ง และต่างก็มีพละกำลังที่น่าเกรงขาม ทั้งสองเปรียบเสมือนช้างสองตัวที่ดุร้ายและตัวใหญ่โต อายุหกสิบปีเท่ากัน และเหล่าเสือผู้กล้าหาญเหล่านั้นก็เข้าต่อสู้กันอย่างสนุกสนาน ต่างปรารถนาที่จะเอาชนะกันและกัน การต่อสู้ที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขานั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ราวกับสายฟ้าฟาดลงบนอกภูเขาหิน ทั้งสองต่างแข็งแกร่งและยินดีในพละกำลังของกันและกันอย่างยิ่ง และต่างปรารถนาที่จะเอาชนะกันและกัน ต่างฝ่ายต่างยืนหยัดอย่างกระตือรือร้นที่จะฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของคู่ต่อสู้ และทั้งคู่ต่างก็ดีใจอย่างมากและดูเหมือนช้างขนาดมหึมาที่โกรธจัด และพวกเขาก็แสดงรูปแบบการโจมตีและการป้องกันที่หลากหลายด้วยกำปั้นที่กำแน่น[1]
 แล้วแต่ละคนก็พุ่งเข้าใส่กันและเหวี่ยงคู่ต่อสู้กระเด็นไปไกล แล้วแต่ละคนก็จับอีกฝ่ายล้มลงและกดแนบกับพื้น แล้วแต่ละคนก็ลุกขึ้นมาและกอดอีกฝ่ายไว้ในอ้อมแขน แล้วแต่ละคนก็เหวี่ยงอีกฝ่ายอย่างรุนแรงด้วยการชกที่หน้าอก แล้วแต่ละคนก็จับขาอีกฝ่ายและหมุนตัวเหวี่ยงลงพื้น แล้วพวกเขาก็ตบกันด้วยฝ่ามือที่กระทบกันอย่างรุนแรงราวกับสายฟ้า แล้วพวกเขาก็ต่อยกันด้วยนิ้วมือที่เหยียดออกเหมือนหอกแทงเข้าไปในร่างกายของกันและกัน แล้วพวกเขาก็เตะกันอย่างรุนแรง แล้วพวกเขาก็เอาเข่าและหัวชนกัน ทำให้เกิดเสียงหินกระทบกัน และด้วยวิธีนี้ การต่อสู้ที่ดุเดือดระหว่างนักรบเหล่านั้นก็ดำเนินต่อไปโดยปราศจากอาวุธ โดยอาศัยพลังจากแขนและพลังกายและพลังใจเป็นหลัก สร้างความสุขอย่างเหลือล้นให้กับผู้ชมจำนวนมาก
 และประชาชนทั้งหลาย โอพระราชา ต่างให้ความสนใจอย่างยิ่งต่อการต่อสู้ของเหล่านักมวยปล้ำผู้ทรงพลังเหล่านั้น ที่ต่อสู้กันดุจดั่งพระอินทร์และอสูรวริตรา พวกเขาต่างส่งเสียงเชียร์และปรบมือดังสนั่น เหล่านักมวยปล้ำผู้มีอกกว้างและแขนยาวต่างก็ดึง ดัน เหวี่ยง และทุ่มกันลงพื้น พร้อมทั้งใช้เข่ากระแทกกันไปด้วย ขณะเดียวกันก็แสดงความดูถูกเหยียดหยามกันออกมาด้วยเสียงดัง พวกเขาเริ่มต่อสู้กันด้วยแขนเปล่าๆ ราวกับกระบองเหล็กแหลมคม และในที่สุด ภีมะผู้ทรงพลังและแข็งแกร่ง ผู้สังหารศัตรูของตน ก็ตะโกนเสียงดัง คว้าแขนของนักกีฬาผู้ส่งเสียงดังนั้นไว้ ดุจดั่งสิงโตจับช้าง แล้วยกเขาขึ้นจากพื้นและเหวี่ยงไปรอบๆ สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่งแก่นักกีฬาและประชาชนแห่งมัตสยะ ที่มารวมตัว กัน และหลังจากเหวี่ยงเขาหมุนไปรอบๆ ร้อยครั้งจนเขาหมดสติวริโกทาระ ผู้มีพละกำลังมหาศาล ก็จับเขาทุ่มลงกับพื้นจนตาย และเมื่อจิมุตะผู้กล้าหาญและมีชื่อเสียงถูกสังหารเช่นนั้น วิราตะและเพื่อนๆ ของเขาก็เต็มไปด้วยความยินดีอย่างยิ่ง และด้วยความยินดีอย่างล้นเหลือ กษัตริย์ผู้มีจิตใจสูงส่งจึงพระราชทานรางวัลแก่วัลลวะในทันทีด้วยพระกุเวระ อันประเสริฐ และการที่เขาฆ่านักกีฬาจำนวนมากและชายอื่นๆ อีกหลายคนที่มีพละกำลังมหาศาล ทำให้กษัตริย์พอพระทัยเป็นอย่างมาก
 และเมื่อไม่พบใครอยู่ที่นั่นเพื่อเผชิญหน้ากับเขาในสนามประลอง กษัตริย์จึงให้เขาต่อสู้กับเสือ สิงโต และช้าง และกษัตริย์ยังให้เขาต่อสู้กับสิงโตที่ดุร้ายและทรงพลังในฮาเร็มเพื่อความพึงพอใจของเหล่าสตรี และอรชุนก็ทำให้กษัตริย์และเหล่าสตรีในฮาเร็มพึงพอใจด้วยการร้องเพลงและเต้นรำ และนากุละก็ทำให้วีรตะ กษัตริย์ผู้ประเสริฐที่สุด พึงพอใจด้วยการแสดงม้าที่ว่องไวและได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีซึ่งติดตามเขาไปทุกที่และพระราชาทรงพอพระทัยในตัวเขา จึงพระราชทานของขวัญมากมายให้แก่เขา และเมื่อเห็นฝูงวัวที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีอยู่รอบๆ สหเทวะ วิราตะผู้ปราดเปรื่องในหมู่มนุษย์ จึงพระราชทานทรัพย์สมบัติหลากหลายชนิดแก่เขาด้วย และโอ้พระราชา พระนางเทราปทีทรงทุกข์ใจที่เห็นเหล่านักรบเหล่านั้นต้องทนทุกข์ทรมาน จึงถอนหายใจไม่หยุด และด้วยวิธีนี้เองที่บุคคลผู้มีชื่อเสียงเหล่านั้นจึงอาศัยอยู่ที่นั่นโดยปลอมตัวมาคอยรับใช้พระราชาวิราตะ”
                เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
                [1] : กฤตะ -- การโจมตี;ปราติกฤตะ -- การป้องกัน;สังกะตะ -- การกำแน่นบางตำราอ่านว่าสังกะตะไกความหมายจึงน่าจะเป็น 'สวมเกราะ'

Kicaka-badha Parva parentBook 4 - Virata Parva

Section XIV - กิชากะ ลูกชายของสุตะ ปรารถนาให้ดราปาดีในเมืองวิราตะ
 “ ไวสัมปายานะกล่าวว่า ‘เหล่านักรบผู้ยิ่งใหญ่ บุตรของปฤถะปลอม ตัวใช้ชีวิตอยู่ในเมือง มัตสยะเป็นเวลาสิบเดือน และโอ้พระมหากษัตริย์ แม้ว่าธิดาของ ยัชนเสนโอชนเมชัยสมควรได้รับการปรนนิบัติจากผู้อื่น แต่เธอก็ใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัสในการปรนนิบัติสุเทศนะและเมื่อประทับอยู่ในห้องของสุเทศนะ เจ้าหญิงแห่งปัญจละ ก็ทำให้สุเทศ นะและสตรีอื่นๆ ในห้องชั้นในพึงพอใจ และเมื่อปีใกล้จะสิ้นสุดลงกิจกะ ผู้เก่งกาจ ผู้บัญชาการ กองทัพของ วีรตะ บังเอิญได้พบเห็นธิดาของทรูปาทะและเมื่อได้เห็นหญิงสาวผู้มีรัศมีงดงามดุจธิดาแห่งสวรรค์ เหยียบย่างบนพื้นดินดุจเทพธิดา กิจกะผู้ถูกกามราคะเข้าสิง จึงปรารถนาจะครอบครองนาง’
                ด้วยเปลวไฟแห่งความปรารถนาที่ลุกโชน แม่ทัพของวิราตะจึงเดินมาหาสุเดศนา (น้องสาวของเขา) และกล่าวกับนางด้วยรอยยิ้มว่า
 “ข้าไม่เคยเห็นหญิงงามผู้นี้มาก่อนในพระราชวังของพระเจ้าวิราตะ ความงามของนางทำให้ข้าลุ่มหลง เหมือนกับเหล้าองุ่นใหม่ที่ทำให้ลุ่มหลงในกลิ่นหอม บอกข้าที หญิงผู้สง่างามและน่าหลงใหลผู้มีความงามดุจเทพธิดาผู้นี้คือใคร เป็นของใคร และมาจากที่ใด แน่นอน นางทำให้หัวใจข้าเจ็บปวดและทำให้ข้ายอมจำนน ดูเหมือนว่า (นอกจากนาง) ไม่มียา อื่นใด ที่จะรักษาอาการป่วยของข้าได้ โอ้สาวใช้ผู้งามของท่านผู้นี้ดูเหมือนจะมีความงามดุจเทพธิดา แน่นอน คนเช่นนางไม่เหมาะสมที่จะรับใช้ท่าน ขอให้นางปกครองข้าและทุกสิ่งที่เป็นของข้าเถิด โอ้ ขอให้นางมาประดับประดาพระราชวังอันกว้างขวางและงดงามของข้า ซึ่งประดับประดาด้วยเครื่องประดับทองคำนานาชนิด เต็มไปด้วยอาหารและเครื่องดื่มมากมาย จานชามชั้นเลิศ และความอุดมสมบูรณ์ทุกชนิด รวมทั้งช้าง ม้า และรถม้านับไม่ถ้วน”
                เมื่อได้ปรึกษากับสุเดศนะแล้ว กิจกะจึงไปหาเจ้าหญิงเทราปทีและดุจหมาป่าในป่าที่เข้าหาสิงโตตัวเมีย ก็กล่าวถ้อยคำเหล่านี้แก่พระกฤษณะด้วยน้ำเสียงที่โน้มน้าวใจ
                “ท่านเป็นใครและเป็นของใคร โอ้หญิงงาม? และโอ้หญิงผู้มีใบหน้างดงาม ท่านมาจากที่ใดมายังเมืองวิราตะ? โปรดบอกข้าทุกสิ่งเถิด โอ้หญิงงาม ความงามและความสง่างามของท่านนั้นหาที่เปรียบมิได้ ความงดงามของใบหน้าท่านนั้นหาใครเทียบได้ยาก ใบหน้าของท่านเปล่งประกายด้วยความงดงามอยู่เสมอ”ดุจดั่งพระจันทร์อันเจิดจรัส โอ้ท่านผู้มีคิ้วงดงาม ดวงตาของท่านสวยและใหญ่โตดุจกลีบดอกบัว คำพูดของท่าน โอ้ท่านผู้มีแขนขาอันงดงาม ดุจดั่งเสียงนกกาเหว่าโอ้ท่านผู้มีสะโพกงดงาม ไม่เคยมีมาก่อนในโลกนี้ที่ข้าพเจ้าจะได้เห็นหญิงใดงดงามเช่นท่าน โอ้ท่านผู้มีรูปหน้าไร้ที่ติ
 ท่านคือพระลักษมีเองหรือ ที่ประทับอยู่ท่ามกลางดอกบัว หรือท่านคือผู้มีเอวเล็กเรียว ผู้ซึ่งถูกเรียกว่าภูติ[1]หรือท่านคือองค์ใดในบรรดาเหล่านี้— หริ ศรีกีรติและกันติ —ท่านคือผู้มีใบหน้างดงาม? หรือท่านมีความงามดุจราติ ผู้ซึ่งโลดแล่นอยู่ในอ้อมกอดของเทพแห่งความรัก? ท่านผู้มีคิ้วงดงามที่สุด ท่านเปล่งประกายงดงามดุจแสงจันทร์อันงดงาม ใครในโลกนี้จะไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลแห่งความปรารถนาเมื่อได้เห็นใบหน้าของท่าน? ด้วยความงามที่หาที่เปรียบมิได้และความสง่างามอันศักดิ์สิทธิ์ที่ดึงดูดใจที่สุด ใบหน้าของท่านนั้นงดงามดุจพระจันทร์เต็มดวง รัศมีอันศักดิ์สิทธิ์นั้นคล้ายกับใบหน้าที่เปล่งประกายของพระองค์ รอยยิ้มนั้นคล้ายกับแสงนุ่มนวลของพระองค์ และขนตาของท่านดูเหมือนซี่ล้อบนจานของพระองค์? ทรวงอกทั้งสองข้างของท่าน งดงามและสมบูรณ์แบบ เปี่ยมด้วยความสง่างามที่หาที่เปรียบมิได้ ลึกกลมกลึง และไม่มีช่องว่างระหว่างกัน สมควรอย่างยิ่งที่จะประดับประดาด้วยพวงมาลัยทองคำ ทรวงอกของท่านที่มีรูปร่างคล้ายดอกตูมอันงดงาม โอ ท่านผู้มีคิ้วสวย ทรวงอกของท่านนั้น เปรียบเสมือนแส้แห่งกามที่ผลักดันข้าพเจ้าไปข้างหน้า โอ ท่านผู้มีรอยยิ้มหวาน โอ หญิงสาวผู้มีเอวเล็กเพรียวบาง เมื่อได้เห็นเอวของท่านที่มีรอยย่นสี่รอยและวัดได้เพียงหนึ่งช่วงแขน โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพราะน้ำหนักของทรวงอก และเมื่อได้มองสะโพกอันงดงามของท่านที่กว้างใหญ่ราวกับริมฝั่งแม่น้ำ ไข้แห่งความปรารถนาที่รักษาไม่หาย โอ ท่านหญิงผู้สวยงาม ก็รุมเร้าข้าพเจ้าอย่างแสนสาหัส
                เปลวไฟแห่งความปรารถนาที่ลุกโชนดุจไฟป่า และถูกโหมกระหน่ำด้วยความหวังที่หัวใจข้าปรารถนาที่จะได้อยู่ร่วมกับท่าน กำลังเผาผลาญข้าอย่างรุนแรง
                โอ้ ท่านผู้งดงามยิ่งนัก โปรดดับเปลวไฟที่ลุกโชนจากมนมาถะเถิด การได้อยู่ร่วมกับท่านเปรียบเสมือนเมฆฝน และการยอมจำนนของท่านคือสายฝนที่เมฆจะโปรยปรายลงมา โอ้ ท่านผู้มีใบหน้าดุจดวงจันทร์ ลำแสงอันรุนแรงและบ้าคลั่งของมนมาถะที่ลับคมด้วยความปรารถนาที่จะได้อยู่ร่วมกับท่าน ได้แทงทะลุหัวใจข้าด้วยความเร่าร้อน จนทะลุเข้าไปถึงแก่นแท้แล้ว
                โอ้ ท่านหญิงผู้มีดวงตาสีดำ ลำแสงอันเร่าร้อนและโหดร้ายเหล่านั้นกำลังทำให้ข้าคลั่งจนเกินจะทน ท่านควรช่วยข้าให้พ้นจากความทุกข์นี้ด้วยการยอมจำนนต่อข้าและมอบอ้อมกอดอันอบอุ่นของท่านให้แก่ข้า ประดับประดาด้วยพวงมาลัยและอัญเชิญอันงดงาม ประดับด้วยเครื่องประดับทุกชนิด โปรดสนุกสนานกับข้าเถิด โอ้ ท่านหญิงผู้แสนหวาน
 โอ้ ท่านผู้มีฝีเท้าดุจช้างในฤดูผสมพันธุ์ ผู้ซึ่งสมควรได้รับความสุขแม้บัดนี้จะถูกพรากไปจากมัน ท่านไม่ควรจมอยู่ในความทุกข์ยากนี้เลย ขอให้ความสุขสบายอันหาที่เปรียบมิได้เป็นของท่าน จงดื่มด่ำกับไวน์นานาชนิดที่หอมหวาน อร่อยล้ำ และรื่นเริง และสนุกสนานในยามพลบค่ำขอให้ท่านหญิงผู้ได้รับพร จงมีความสุขในการเพลิดเพลินกับสิ่งน่ารื่นรมย์ต่างๆ และขอให้ท่านประสบแต่ความเจริญรุ่งเรืองอันเป็นมงคล ความงามและความงามในวัยเยาว์ของท่านนั้น โอหญิงผู้แสนหวาน บัดนี้กลับไร้ประโยชน์เสียแล้ว เพราะโอหญิงผู้สวยงามและบริสุทธิ์ ผู้เปี่ยมด้วยความงดงามเช่นนี้ กลับไม่เปล่งประกายดุจพวงมาลัยอันงดงามที่วางทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ข้าพเจ้าจะละทิ้งภรรยาเก่าทั้งหมดของข้าพเจ้า ขอให้พวกนาง โอหญิงผู้มีรอยยิ้มหวาน มาเป็นทาสของท่าน และข้าพเจ้าเอง โอหญิงผู้สวยงาม ก็จะอยู่เคียงข้างท่านในฐานะทาส เชื่อฟังท่านตลอดไป โอหญิงผู้มีใบหน้างดงามที่สุด'
 เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น พระนางเทราปทีจึงตอบว่า “โอ บุตรชาย ของสุตะเอ๋ย การที่ท่านปรารถนาข้าซึ่งเป็นหญิงรับใช้ต่ำต้อย ทำงานที่น่าดูถูกเหยียดหยามอย่างการจัดแต่งทรงผมท่านปรารถนาผู้ที่ไม่สมควรได้รับเกียรตินั้น อีกทั้งข้ายังเป็นภรรยาของผู้อื่นอีกด้วย ดังนั้น ขอให้ท่านจงได้รับผลกรรม การกระทำของท่านนั้นไม่เหมาะสม ท่านจำหลักศีลธรรมได้หรือไม่ ที่ว่าคนเราควรมีความสุขเฉพาะกับภรรยาที่ตนแต่งงานด้วยเท่านั้น ดังนั้นท่านไม่ควรใจอ่อนไปกับการนอกใจ การละเว้นจากสิ่งที่ไม่เหมาะสมนั้นเป็นสิ่งที่คนดีควรศึกษาเสมอ คนบาปที่ถูกครอบงำด้วยความไม่รู้และกิเลสตัณหาจะประสบกับความอัปยศอดสูอย่างที่สุดหรือภัยพิบัติอันน่าสยดสยอง”
                " ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า 'เมื่อได้ยินคำพูดของไสรินธรี เช่นนั้น กิจกะผู้ชั่วร้ายก็สูญเสียการควบคุมประสาทสัมผัสและถูกครอบงำด้วยตัณหา แม้จะตระหนักถึงความชั่วร้ายมากมายของการผิดศีลธรรมทางเพศ ซึ่งเป็นความชั่วร้ายที่ทุกคนประณามและบางครั้งนำไปสู่การทำลายชีวิตเองก็ตาม—แล้วจึงพูดกับทราวปที'
 “โอ้ สตรีผู้สวยงาม โอ้ สตรีผู้มีรูปงามสง่า ท่านไม่ควรเพิกเฉยต่อข้าพเจ้า ผู้ซึ่ง โอ้ สตรีผู้มีรอยยิ้มหวาน อยู่ภายใต้อิทธิพลของมนมาทาเพราะท่าน หากท่านเพิกเฉยต่อข้าพเจ้า ผู้ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของท่านและพูดกับท่านอย่างไพเราะ ท่านผู้ขี้ขลาด โอ้ สตรีผู้มีดวงตาสีดำ จะต้องเสียใจในภายหลัง โอ้ สตรีผู้มีคิ้วงดงาม ท่านคือเจ้าแห่งอาณาจักรทั้งปวงนี้ โอ้ สตรีผู้มีเอวคอด คือข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคือผู้ที่ผู้คนในอาณาจักรนี้ดำรงชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าไม่มีใครเทียบได้ในพลังและความสามารถบนโลกนี้ ไม่มีชายใดในโลกนี้ที่เทียบเท่าข้าพเจ้าได้ในความงาม ความเยาว์วัย ความมั่งคั่ง และการครอบครองสิ่งของอันเป็นที่รักยิ่ง ทำไม โอ้ สตรีผู้เป็นมงคล ท่านจึงมีอำนาจที่จะได้เพลิดเพลินกับทุกสิ่งที่ปรารถนา ความหรูหรา และความสะดวกสบายที่ไม่มีใครเทียบได้ แต่ท่านกลับเลือกที่จะเป็นทาส” โอ สาวน้อยผู้มีใบหน้างดงาม จงรับข้าไว้เพื่อเป็นเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรนี้ ซึ่งข้าจะมอบให้แก่เจ้า และจงเพลิดเพลินไปกับสิ่งอันน่าปรารถนาทั้งหลายเถิด โอ สาวงามผู้นั้น'
                เมื่อได้ยินคำพูดที่น่ารังเกียจเหล่านั้นจากกิจกะ ธิดาผู้บริสุทธิ์ของทรูปาทะจึงตอบเขาอย่างตำหนิว่า
 “โอ บุตรแห่ง สุตะ เอ๋ย อย่าได้กระทำการโง่เขลาเช่นนั้น และอย่าได้ทำลายชีวิตของตนเอง จงรู้ไว้ว่าข้าได้รับการคุ้มครองจากสามีทั้งห้าของข้า เจ้าไม่อาจได้ข้าไป ข้ามี สามีเป็น ชาวคันธรรพ์หากพวกเขาโกรธแค้น พวกเขาจะสังหารเจ้า ดังนั้นอย่าได้นำความพินาศมาสู่ตนเอง เจ้าคิดจะเดินไปในเส้นทางที่มนุษย์ไม่อาจเดินไปได้ เจ้าผู้ชั่วร้ายเอ๋ย เจ้าก็เหมือนเด็กโง่เขลาที่ยืนอยู่บนฝั่งหนึ่งของมหาสมุทรแล้วคิดจะข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่ง แม้ว่าเจ้าจะเข้าไปในส่วนลึกของโลกก็ตาม”ไม่ว่าจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า หรือพุ่งทะยานไปยังอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทร เจ้าก็ยังไม่อาจหนีพ้นจากเงื้อมมือของเหล่าลูกหลานเทพเจ้าผู้ท่องไปในท้องฟ้า ผู้สามารถบดขยี้ศัตรูทั้งปวงได้ เหตุใดในวันนี้ โอ คิคาคา เจ้าจึงวิงวอนข้าอย่างไม่หยุดหย่อน ราวกับคนป่วยที่ปรารถนาค่ำคืนที่จะยุติชีวิตของตน เหตุใดเจ้าจึงปรารถนาข้า ราวกับทารกที่นอนอยู่บนตักมารดาปรารถนาจะจับดวงจันทร์ สำหรับเจ้าผู้วิงวอนภรรยาอันเป็นที่รักเช่นนี้ ไม่มีที่พึ่งพิงใดๆ ทั้งบนโลกหรือในท้องฟ้า โอ คิคาคา เจ้าไม่มีสติปัญญาที่จะนำพาเจ้าไปสู่ความดีและช่วยชีวิตเจ้าได้เลยหรือ?
                เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
                [1] : ภูติ, หริ, ศรี, กีรติและกันติคือสัญลักษณ์แห่งความเป็นหญิงที่แทนความเจริญรุ่งเรือง, ความอ่อนน้อมถ่อมตน, ความงาม, ชื่อเสียง และความน่ารัก ตามลำดับ
ตอนต่อไป; Section XV - ตัณหาของกิจกะที่มีต่อเทราปที - การหลอกลวงของสุเดศนะและคำอธิษฐานของเทราปที
 สรุปย่อของบทนี้: เรื่องราว revolves รอบตัวกิจากะผู้ซึ่งถูกครอบงำด้วยตัณหาที่มีต่อทราวปทีนางสนมของพระนางสุเดศนะ แม้ว่าทราวปทีจะปฏิเสธการเกี้ยวพาราสีของเขาอย่างชัดเจน แต่กิจากะก็ยังคงตื้อ ทำให้พระนางสุเดศนะต้องคิดแผนที่จะส่งทราวปทีไปหาเขาโดยอ้างว่าจะไปเอาเหล้า ทราวปทีรู้ถึงเจตนาของกิจากะ จึงแสดงความลังเลที่จะไปที่ห้องของเขา โดยอ้างถึงความจงรักภักดีต่อสามีของเธอและความกลัวที่จะถูกดูหมิ่น อย่างไรก็ตาม พระนางสุเดศนะรับรองความปลอดภัยของเธอ และทราวปทีก็ไปที่ห้องของกิจากะอย่างไม่เต็มใจ พร้อมกับอธิษฐานขอความคุ้มครองระหว่างทาง สุริยะเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ ส่งรากษสมาคุ้มครองทราวปทีอย่างลับๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเธอปลอดภัยจากการเกี้ยวพาราสีของกิจากะ
 ขณะที่เทราปทีเข้าใกล้คิจาคะ นางได้อัญเชิญพลังแห่งสัจธรรมและความจงรักภักดีอันแน่วแน่ต่อสามีทั้งสองของนางเพื่อปกป้องตนเอง แม้จะหวาดกลัว แต่รากษสที่สุริยะส่งมาก็ยืนเฝ้ารักษาการณ์อยู่ พร้อมที่จะเข้าแทรกแซงหากคิจาคะพยายามทำร้ายนาง คิจาคะเต็มไปด้วยความยินดีและความปรารถนาเมื่อเห็นเทราปทีอยู่ตรงหน้า แสดงเจตนาที่จะฉวยโอกาสจากความอ่อนแอของนาง อย่างไรก็ตาม ด้วยการคุ้มครองที่มองไม่เห็นของรากษสที่อยู่เคียงข้าง เทราปทีจึงยังคงแน่วแน่ในความตั้งใจที่จะต่อต้านการล่อลวงของคิจาคะและรักษาความซื่อสัตย์ต่อสามีทั้งสองของนาง
 ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างความปรารถนาของกิชากะและการปฏิเสธอย่างแน่วแน่ของเทราปที สร้างบรรยากาศที่น่าลุ้นระทึก ขณะที่ผู้อ่านคาดหวังผลลัพธ์ของการเผชิญหน้ากัน บทบาทของสุเดศนะในการจัดการสถานการณ์เพิ่มความซับซ้อนให้กับเรื่องราว เน้นให้เห็นถึงพลวัตอำนาจที่เกิดขึ้นภายในราชวงศ์ ความมุ่งมั่นที่ไม่เปลี่ยนแปลงของเทราปทีต่อหลักการของเธอและความชาญฉลาดในการแสวงหาความคุ้มครองจากเทพเจ้า แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของเธอเมื่อเผชิญกับความยากลำบาก ในที่สุด เรื่องราวได้ปูทางไปสู่การเผชิญหน้าอันดราม่าระหว่างตัณหาที่ไร้ขอบเขตของกิชากะและความซื่อสัตย์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงของเทราปที ซึ่งสัญญาว่าจะมีการคลี่คลายที่น่าสนใจในบทต่อไป

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๕. มหากัสสปเถราปทาน (๓)

พรรณนามหากัสสปเถราปทาน
         คำว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต เป็นต้น เป็นอปทานของท่านพระมหากัสสปเถระ. 
         แม้พระมหากัสสปเถระนี้
ก็ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญสมภารอันเป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ได้เป็นกุฎุมพีมีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิ มีนามว่าเวเทหะ อยู่ในนครหังสวดี. 
         กุฎุมพีนั้นเป็นอุบาสกนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นของเราอยู่ ในวันอุโบสถวันหนึ่ง บริโภคโภชนะดีแต่เช้าตรู่ อธิษฐานองค์อุโบสถแล้ว ถือของหอมและดอกไม้ไปวิหาร บูชาพระศาสดา นมัสการแล้วนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. 
         ก็ขณะนั้น พระศาสดาทรงตั้งพระสาวกที่สามนามว่ามหานิสภเถระ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิสภะนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้ทรงธุดงค์และกล่าวสอนเรื่องธุดงค์. 
         อุบาสกได้ฟังดังนั้นก็เลื่อมใส ในเวลาจบธรรมกถา เมื่อมหาชนลุกไปแล้ว จึงถวายบังคมพระศาสดาแล้วทูลนิมนต์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงรับภิกษาของข้าพระองค์ ในวันพรุ่งนี้. 
         พระศาสดาตรัสว่า อุบาสก ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่มาก. 
         อุบาสกทูลถามว่า ภิกษุสงฆ์มีประมาณเท่าไร พระเจ้าข้า. 
         พระศาสดาตรัสว่า มีภิกษุประมาณหกล้านแปดแสน. 
         อุบาสกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงรับภิกษาของข้าพระองค์ อย่าให้เหลือแม้สามเณรรูปเดียวไว้ในวิหาร. 
         พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว. 
         อุบาสกรู้ว่า พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว จึงไปเรือนตระเตรียมมหาทาน ในวันรุ่งขึ้นใช้ให้คนไปกราบทูลเวลาเสวยภัตตาหารแด่พระศาสดา.
         พระศาสดาทรงถือบาตรและจีวรมีภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จไปยังเรือนของอุบาสก ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้ว ในเวลาเสร็จการถวายน้ำทักษิโณทก ทรงรับข้าวยาคูเป็นต้น ได้ทรงกระทำการสละภัตตาหารเสีย. แม้อุบาสกก็นั่งอยู่ในที่ใกล้พระศาสดา. 
         ในระหว่างนั้น พระมหานิสภเถระเที่ยวบิณฑบาตอยู่ ได้ดำเนินไปยังถนนนั้นเหมือนกัน. อุบาสกเห็น จึงลุกไปไหว้พระเถระแล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงให้บาตร. 
         พระเถระจึงได้ให้บาตร. 
         อุบาสกกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงเข้าไปในที่นี้เถิด แม้พระศาสดาก็ประทับนั่งอยู่ในเรือน. 
         พระเถระกล่าวว่า ไม่ควรดอก อุบาสก. 
         เขาจึงถือเอาบาตรของพระเถระบรรจุให้เต็มด้วยบิณฑบาตแล้วถวาย. แต่นั้น เขาตามส่งพระเถระแล้วกลับมานั่งในที่ใกล้พระศาสดา แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระมหานิสภเถระ แม้เมื่อข้าพระองค์กล่าวว่า แม้พระศาสดาก็ประทับนั่งในเรือน ดังนี้ ก็ไม่ปรารถนาจะเข้ามา พระมหานิสภเถระนี้มีคุณยิ่งกว่าคุณทั้งหลายของพระองค์หรือ. 
         อันธรรมดาว่า วรรณมัจฉริยะ การตระหนี่คุณความดี ย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พระศาสดาจึงตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนอุบาสก เราทั้งหลายนั่งคอยภิกษาอยู่ในเรือน ภิกษุนั้นไม่นั่งมองดูภิกษาอย่างนั้น เราทั้งหลายอยู่เสนาสนะใกล้บ้าน ภิกษุนั้นอยู่เฉพาะในป่าเท่านั้น. เราทั้งหลายอยู่ในที่มุงบัง ภิกษุนั้นอยู่เฉพาะกลางแจ้งเท่านั้น. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคุณของพระนิสภเถระว่า คุณของเธอดังนี้และดังนี้ ประหนึ่งจะทำมหาสมุทรให้เต็ม. 
         ฝ่ายอุบาสกเป็นผู้เลื่อมใสดียิ่งขึ้น เหมือนประทีปที่ลุกโพลงอยู่ตามปกติ ถูกราดด้วยน้ำมันฉะนั้น จึงคิดว่า เราจะประโยชน์อะไรด้วยสมบัติอย่างอื่น ถ้ากระไรเราจักกระทำความปรารถนา เพื่อความเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้ทรงธุดงค์และกล่าวสอนธุดงค์ในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ในอนาคตกาล. 
         เขาจึงนิมนต์พระศาสดาอีกครั้ง แล้วถวายมหาทานโดยทำนองนั้นนั่นแหละตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ ถวายไตรจีวรแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วหมอบลงแทบพระบาทของพระศาสดา กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ถวายทานอยู่ตลอด ๗ วัน เข้าไปตั้งเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรมอันใด ด้วยเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรมอันนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติอย่างอื่น จะเป็นเทวสมบัติหรือสักกสมบัติ มารสมบัติและพรหมสมบัติก็ตาม, ก็กรรมของข้าพระองค์นี้จงเป็นอธิการความดีแก่ความเป็นเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้ทรงธุดงค์ ๑๓ เพื่อต้องการถึงฐานันดรที่พระมหานิสภเถระถึงแล้ว ในสำนักของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ในอนาคตกาล. 
         พระศาสดาทรงตรวจดูว่า อุบาสกนี้ปรารถนาตำแหน่งใหญ่หลวง จักสำเร็จหรือไม่หนอ ทรงเห็นว่าสำเร็จ จึงตรัสพยากรณ์ว่า ท่านปรารถนาตำแหน่งอันเป็นที่ชื่นใจ, ในอนาคตกาล ในที่สุดแสนกัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมจักอุบัติขึ้น ท่านจักเป็นพระสาวกที่สามของพระพุทธเจ้านั้น จักเป็นผู้ชื่อว่ามหากัสสปเถระ. อุบาสกได้ฟังดังนั้น จึงมนสิการว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสเป็นสอง ได้สำคัญสมบัตินั้น ประหนึ่งจะพึงได้ในวันรุ่งขึ้น. 
         เขาให้ทาน สมาทานศีล แล้วรักษาไว้ตลอดชั่วอายุ กระทำบุญกรรมมีประการต่างๆ กระทำกาละแล้วไปบังเกิดในสวรรค์.
         จำเดิมแต่นั้น อุบาสกนั้นเสวยสมบัติอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เมื่อพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปอาศัยพันธุมดีนคร ประทับอยู่ในเขมมฤคทายวัน จึงจุติจากเทวโลก บังเกิดในตระกูลพราหมณ์แก่ตระกูลหนึ่ง. 
         ก็ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีตรัสธรรม ในปีที่ ๗. ได้มีความโกลาหลอย่างใหญ่หลวง. เหล่าเทวดาในชมพูทวีปทั้งสิ้นบอกกันว่า พระศาสดาจักตรัสธรรม. 
         พราหมณ์ได้ยินข่าวนั้น. 
         พราหมณ์นั้นมีผ้าสาฎกสำหรับนุ่งผืนเดียวเท่านั้น นางพราหมณีก็มีผ้าสาฎกสำหรับนุ่งผืนเดียวเหมือนกัน. แต่คนทั้งสองมีผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้น. พราหมณ์นั้นจึงปรากฏในพระนครทั้งสิ้นว่า เอกสาฎกพราหมณ์. 
         พราหมณ์นั้น เมื่อมีการประชุมพวกพราหมณ์ด้วยกิจเฉพาะบางอย่าง จึงเว้นนางพราหมณีไว้ในเรือน ตนเองห่มผ้าผืนนั้นไป. เมื่อมีการประชุมพวกนางพราหมณี ตนเองก็อยู่ในเรือน นางพราหมณีจึงห่มผ้าผืนนั้นไป. 
         ก็ในวันนั้น พราหมณ์นั้นกล่าวกะนางพราหมณีว่า นี่แน่ะนางผู้เจริญ เธอจักฟังธรรมกลางคืนหรือกลางวัน. 
         นางพราหมณีกล่าวว่า นาย ดิฉันเป็นมาตุคามมีชาติขลาดกลัว ไม่อาจฟังธรรมในตอนกลางคืน ดิฉันจักฟังกลางวัน จึงเว้นพราหมณ์นั้นไว้ในเรือน ห่มผ้านั้นไปวิหารพร้อมกับเหล่าอุบาสิกา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ฟังธรรมแล้วได้ไปกับพวกอุบาสิกา. 
         ทีนั้น พราหมณ์จึงเว้นนางพราหมณีไว้ในเรือน แล้วห่มผ้านั้นไปวิหาร. 
         ก็สมัยนั้น พระศาสดาประทับนั่งบนธรรมาสน์ที่ประดับประดา อยู่ในท่ามกลางบริษัท ทรงจับพัดอันวิจิตรตรัสธรรมกถา เสมือนทำคงคา ในอากาศให้หลั่งลง และดุจกระทำเขาสิเนรุให้เป็นโม่แล้วกวนสาครฉะนั้น. 
         เมื่อพราหมณ์นั่งอยู่ท้ายสุดบริษัทฟังธรรมอยู่ ปีติมีวรรณะ ๕ ประการ ทำสรีระให้เต็มเกิดขึ้น ในเวลาปฐมยามทีเดียว. เขาจึงพับผ้าที่ห่มแล้วคิดว่าจักถวายแด่พระทศพล. ทีนั้น ความตระหนี่อันแสดงโทษตั้งพันเกิดแก่พราหมณ์นั้น เขาคิดว่า นางพราหมณีและเรามีผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้น ชื่อว่าผ้าห่มไรๆ อื่น ย่อมไม่มี เราไม่อาจเพื่อจะไม่ห่มผ้าเที่ยวไปข้างนอกได้ ดังนี้ จึงได้เป็นผู้ประสงค์จะไม่ถวายแม้โดยประการทั้งปวง. 
         ครั้นเมื่อปฐมยามล่วงไป แม้ในมัชฌิมยาม ปีติก็เกิดแก่เขาเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. เขาคิดเหมือนอย่างนั้น ได้เป็นผู้ประสงค์จะไม่ถวายอย่างนั้นเหมือนกัน. ครั้นเมื่อมัชฌิมยามล่วงไป ปีติเกิดขึ้นแก่เขา แม้ในปัจฉิมยามเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. ในกาลนั้น เขาชนะความตระหนี่ พับผ้าแล้ววางไว้แทบพระบาทของพระศาสดา แต่นั้น จึงงอมือซ้าย เอามือขวาปรบบันลือ ๓ ครั้ง ว่า ชิตํ เม ชิตํ เม เราชนะแล้วๆ. 
         สมัยนั้น พระเจ้าพันธุมราชประทับนั่งสดับธรรมอยู่ภายในม่านหลังธรรมาสน์. 
         ก็ธรรมดาพระราชาย่อมไม่ทรงโปรดเสียงว่า ชิตํ เม เราชนะ. พระราชาจึงทรงสั่งบุรุษว่า พนาย เธอจงไปถามพราหมณ์นั่นว่า เขาพูดอะไร. 
         พราหมณ์อันบุรุษนั้นมาถามแล้ว จึงกล่าวว่า พวกคนที่เหลือขึ้นยานคือช้างเป็นต้น ถือดาบและโล่เป็นต้น จึงชนะเสนาของพระราชาอื่น ข้อนั้นไม่น่าอัศจรรย์ ส่วนเราชนะจิตอันตระหนี่ ได้ถวายผ้าห่มแด่พระทศพล เหมือนคนเอาค้อนทุบหัวโคโกงที่เดินตามมาข้างหลัง ทำให้มันหนีไปฉะนั้น. ความตระหนี่ที่เราชนะนั้นน่าอัศจรรย์. 
         บุรุษนั้นจึงกลับมากราบทูลเรื่องราวนั้นแก่พระราชา. 
         พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะพนาย เราทั้งหลายไม่รู้ความเหมาะสมแก่พระทศพล พราหมณ์ย่อมรู้ ดังนี้. ทรงเลื่อมใสพราหมณ์นั้นได้ทรงส่งคู่ผ้าไปให้. 
         พราหมณ์เห็นดังนั้นจึงคิดว่า พระราชาไม่ทรงประทานอะไรๆ ครั้งแรกแก่เราผู้นั่งนิ่ง แล้วได้ประทานแก่เราผู้กล่าวคุณทั้งหลายของพระศาสดา ผ้าคู่นี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยพระคุณทั้งหลายของพระศาสดา จึงสมควรแก่พระศาสดาเท่านั้น ครั้นคิดแล้วได้ถวายคู่ผ้าแม้นั้นแก่พระทศพล. 
         พระราชาตรัสถามว่า พราหมณ์กระทำอย่างไร. ทรงสดับว่า เขาถวายคู่ผ้าแม้นั้นแก่พระตถาคตเท่านั้น จึงให้ส่งคู่ผ้า ๒ คู่แม้อื่นไปให้. พราหมณ์ก็ได้ถวายคู่ผ้าแม้เหล่านั้นแก่พระศาสดา. พระราชาทรงให้ส่งคู่ผ้า ๔ คู่แม้อื่นอีกไปประทาน รวมความว่า ตรัสอย่างนั้นแล้วทรงให้ส่งคู่ผ้าไปจนกระทั่ง ๓๒ คู่. 
         ลำดับนั้น พราหมณ์คิดว่า การกระทำดังนี้ย่อมเป็นเสมือนจะให้เพิ่มขึ้นๆ (มากๆ) แล้วจึงรับเอา คือรับเอาคู่ผ้า ๒ คู่ คือคู่หนึ่งเพื่อตน คู่หนึ่งเพื่อนางพราหมณี แล้วได้ถวายเฉพาะตถาคต ๓๐ คู่ และตั้งแต่นั้น เขาเป็นผู้คุ้นเคยกับพระศาสดา. 
         ครั้นวันหนึ่ง ในฤดูหนาวเย็น พระราชาทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์นั้นฟังธรรมอยู่ในสำนักของพระศาสดา จึงประทานผ้ากัมพลแดงที่พระองค์ห่มอันมีค่าแสนหนึ่ง แล้วตรัสว่า ตั้งแต่นี้ไป ท่านจงห่มผ้ากัมพลนี้ฟังธรรม. 
         พราหมณ์คิดว่า เราจะประโยชน์อะไรด้วยผ้ากัมพลนี้อันจะนำเข้าไปในกายอันเปื่อยเน่านี้ จึงกระทำเพดานในเบื้องบนเตียงของพระตถาคตในภายในพระคันธกุฎีแล้วก็ไป. 
         อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปยังพระวิหารแต่เช้าตรู่ ประทับนั่งในสำนักของพระศาสดา ในภายในพระคันธกุฎี. ขณะนั้น พระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ ประการกระทบที่ผ้ากัมพล. ผ้ากัมพลเปล่งแสงเจิดจ้า. พระราชาทรงแหงนดู ทรงจำได้ รับสั่งว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี่ผ้ากัมพลของกระหม่อมฉันๆ ให้เอกสาฎกพราหมณ์. 
         พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร พระองค์บูชาพราหมณ์ พราหมณ์บูชาเราตถาคต. 
         พระราชาทรงดำริว่า พราหมณ์รู้สิ่งที่ควร เราไม่รู้ จึงทรงเลื่อมใส ได้ทรงกระทำสิ่งที่เป็นอุปการะแก่หมู่คนทั้งหมดนั้นให้เป็น ๘ หมวดหมวดละ ๘ สิ่ง ทรงให้ทานชื่อว่าสัพพัตถกะ (สารพัดประโยชน์) แล้วทรงตั้งพราหมณ์ไว้ในตำแหน่งปุโรหิต.
         ฝ่ายพราหมณ์นั้นเข้าไปตั้งสลากภัต ๖๔ ที่ คือชื่อว่าหมวดละแปด ๘ ที่ เป็น ๖๔ ที่ แล้วให้ทานรักษาศีลตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในสวรรค์. 
         จุติจากสวรรค์นั้นอีก ในกัปนี้บังเกิดในตระกูลกุฎุมพีในนครพาราณสี ระหว่างพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะและพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ. เขาอาศัยความเจริญอยู่ครองเรือน วันหนึ่ง เดินเที่ยวพักผ่อนอยู่ในป่า. 
         ก็สมัยนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้ากระทำจีวรกรรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ เมื่อผ้าอนุวาตไม่เพียงพอจึงเริ่มพับเก็บไว้. เขาเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุไร ท่านจึงพับเก็บไว้. 
         พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ผ้าอนุวาตไม่เพียงพอ. เขาจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงทำด้วยผ้านี้ แล้วถวายผ้าห่ม ได้กระทำความปรารถนาว่า ความเสื่อมไรๆ จงอย่าใดมีแก่ข้าพเจ้าในที่ที่เกิดแล้วๆ. 
         เมื่อภรรยากับน้องสาวก่อการทะเลาะกัน พระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปบิณฑบาตแม้ในเรือนของเขา. 
         ครั้งนั้น น้องสาวของเขาได้ถวายบิณฑบาตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วหมายเอาภรรยาของเขาตั้งความปรารถนาว่า เราพึงเว้นหญิงพาลเห็นปานนี้ ๑๐๐ โยชน์. นางยืนอยู่ที่ลานบ้านได้ยินเข้าจึงคิดว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านี้จงอย่าได้บริโภคภัตที่หญิงนี้ถวาย จึงรับบาตรเทภัตทิ้งเสีย แล้วได้บรรจุให้เต็มด้วยเปือกตมถวาย. 
         น้องสาวของเขาเห็นจึงกล่าวว่า นางหญิงพาล เจ้าจงด่าหรือจงประหารเราก่อนเถอะ ก็การทิ้งภัตจากบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ได้บำเพ็ญบารมีมาสองอสงไขยเห็นปานนี้แล้วให้เปือกตม ไม่ควร. 
         ครั้งนั้น ภรรยาของเขาเกิดการพิจารณาขึ้นมาได้. 
         นางจึงกล่าวว่า โปรดหยุดก่อนเจ้าข้า แล้วเทเปือกตมทิ้ง ล้างบาตรแล้วระบมด้วยผงเครื่องหอม บรรจุให้เต็มด้วยภัตอันประณีต และด้วยของมีรสอร่อยทั้งสี่ให้เต็ม แล้ววางบาตรอันแพรวพราวด้วยเนยใสมีสีดังกลีบปทุมลาดไว้ข้างบน ลงในมือของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้กระทำความปรารถนาว่า บิณฑบาตนี้เกิดโอภาสได้ ฉันใด ร่างกายของเราจงเกิดโอภาส ฉันนั้นเถิด. 
         พระปัจเจกพุทธเจ้าอนุโมทนาแล้วเหาะไปยังอากาศ. 
         ผัวเมียทั้งสองแม้นั้นดำรงอยู่ตลอดชั่วอายุ เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในสวรรค์. จุติจากสวรรค์นั้นอีก เกิดเป็นอุบาสกในตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิในนครพาราณสี ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า
         ฝ่ายภรรยาบังเกิดเป็นธิดาของเศรษฐีผู้เช่นนั้นเหมือนกัน. เมื่อเขาเจริญวัยแล้ว บิดามารดาจึงนำธิดาของเศรษฐีนั้นนั่นแหละมา. 
         ด้วยอานุภาพของกรรมอันลามกซึ่งมีวิบากอันไม่น่าปรารถนาในชาติก่อน เมื่อนางสักว่าเข้าไปยังตระกูลสามี เรือนทั้งสิ้น จำเดิมแต่ระหว่างธรณีประตูเข้าไป เกิดกลิ่นเหม็นประดุจหลุมคูถที่เขาเปิดไว้ฉะนั้น. 
         กุมารถามว่า นี่กลิ่นของใคร ได้ฟังว่าของธิดาเศรษฐี. จึงกล่าวว่า จงนำนางออกไป แล้วให้ส่งไปยังเรือนตระกูลของนางทันที. 
         นางกลับมาโดยทำนองนั้นนั่นแล ๗ ฐานะ. 
         สมัยนั้น พระกัสสปทศพลปรินิพพานแล้ว. ชนทั้งหลายก่อพระเจดีย์ของพระองค์สูงโยชน์หนึ่ง ด้วยอิฐทองคำมีค่าแสนหนึ่ง. เมื่อเขากำลังพากันก่อเจดีย์นั้นอยู่ ธิดาเศรษฐีนั้นคิดว่า เรากลับแล้วในฐานะทั้ง ๗ เราจะประโยชน์อะไรด้วยชีวิต จึงให้หักยุบสิ่งของเครื่องประดับของตนให้กระทำเป็นอิฐทองคำ ยาว ๑ ศอก กว้าง ๑ คืบ สูง ๔ นิ้ว. แต่นั้นจึงถือเอาก้อนหรดาลและมโนศิลา แล้วถือดอกอุบล ๘ กำไปยังที่ที่ก่อพระเจดีย์. 
         ก็ขณะนั้น แถวอิฐแห่งหนึ่งวงมาขาดอิฐสำหรับเชื่อมต่อ. ธิดาเศรษฐีจึงกล่าวกะนายช่างว่า ท่านจงวางอิฐของเราก้อนนี้ลงในที่นี้. 
         นายช่างกล่าวว่า แม่นาง ท่านมาได้เวลาพอดี ท่านจงวางด้วยตัวเองเถิด. 
         นางจึงขึ้นไปเอาน้ำมันเคลือบก้อนหรดาลและมโนศิลาแล้ว เอาเครื่องเชื่อมนั้นตั้งติดอิฐ. แล้วทำการบูชาด้วยดอกอุบล ๘ กำนั้นในเบื้องบน ไหว้แล้วทำความปรารถนาว่า ในที่ที่เกิดแล้วๆ ขอให้กลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากกายของข้าพเจ้า ขอให้กลิ่นอุบลฟุ้งออกจากปาก เสร็จแล้วไหว้พระเจดีย์ กระทำประทักษิณแล้วได้กลับไปเรือน. 
         ขณะนั้นเอง สติปรารภถึงนางเกิดขึ้นแก่บุตรเศรษฐีผู้ที่นำนางไปเรือนครั้งแรก. แม้ในพระนครก็มีการป่าวร้องการนักขัตฤกษ์. 
         บุตรเศรษฐีนั้นกล่าวกะพวกอุปัฏฐากว่า ธิดาเศรษฐีที่นำมาที่นี้อยู่ไหน. 
         พวกอุปัฏฐากกล่าวว่า อยู่ที่เรือนของตระกูลครับนาย. 
         บุตรเศรษฐีกล่าวว่า พวกท่านจงไปนำนางมา เราจักเล่นนักขัตฤกษ์. 
         อุปัฏฐากเหล่านั้นไปไหว้นางแล้วยืนอยู่. ผู้อันนางถามว่า นี่แน่ะพ่อทั้งหลาย พวกท่านมาทำไมกัน จึงพากันบอกเรื่องราวนั้นแก่นาง. นางกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย เราเอาสิ่งของเครื่องประดับบูชาพระเจดีย์เสียแล้ว เราไม่มีเครื่องประดับ. 
         อุปัฏฐากเหล่านั้นจึงไปบอกแก่บุตรเศรษฐี. บุตรเศรษฐีกล่าวว่า พวกท่านจงนำนางมาเถอะ นางจักได้เครื่องประดับ. อุปัฏฐากเหล่านั้นจึงนำนางมา. พร้อมกับให้นางเข้าไปยังเรือน กลิ่นจันทน์และกลิ่นอุบลฟุ้งไปตลอดทั้งเรือน. 
         บุตรเศรษฐีถามนางว่า นางผู้เจริญ ทีแรก กลิ่นเหม็นฟุ้งออกจากร่างกายของเธอ แต่บัดนี้ กลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากร่างกายของเธอ กลิ่นอุบลฟุ้งออกจากปาก, นี่อะไรกัน? 
         นางจึงบอกกรรมที่ตนกระทำตั้งแต่ต้น. 
         บุตรเศรษฐีคิดว่า พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์หนอ จึงเลื่อมใส ให้เอาเสื้อที่ทำด้วยผ้ากัมพลหุ้มพระเจดีย์ทองอันสูงหนึ่งโยชน์ แล้วได้ประดับประดาด้วยปทุมทอง ขนาดเท่าล้อรถในที่นั้นๆ เหล่าปทุมทองที่ห้อยมีประมาณ ๑๒ ศอก. 
         บุตรเศรษฐีนั้นดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นตลอดชั่วอายุ จุติจากอัตภาพนั้นไปบังเกิดในสวรรค์ จุติจากสวรรค์นั้นอีก แล้วมาบังเกิดในตระกูลอำมาตย์ตระกูลหนึ่ง ในที่ประมาณหนึ่งโยชน์จากนครพาราณสี. 
         ส่วนภรรยาของเขาจุติจากเทวโลกเกิดเป็นราชธิดาพระองค์ใหญ่ในราชสกุล เมื่อคนทั้งสองนั้นถึงความเจริญวัยแล้ว เขาป่าวร้องงานนักขัตฤกษ์ในบ้านที่อยู่ของกุมาร.
         กุมารนั้นกล่าวกะมารดาว่า แม่จ๋า แม่จงให้ผ้าสาฎกฉัน ฉันจักเล่นงานนักขัตฤกษ์. มารดาจึงได้นำผ้าที่ซักแล้วมาให้. กุมารกล่าวว่า แม่จ๋า ผ้าผืนนี้หยาบ. มารดาจึงได้นำผ้าผืนอื่นมาให้. แม้ผ้าผืนนั้น เขาก็ปฏิเสธเสีย. 
         ทีนั้น มารดาจึงกล่าวกะเขาว่า นี่แน่ะพ่อ พวกเราเกิดในเรือนเช่นไร พวกเราไม่มีบุญเพื่อจะได้ผ้าที่เนื้อละเอียดกว่านี้. กุมารกล่าวว่า แม่จ๋า ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปยังที่ที่จะได้. มารดากล่าวว่า ลูกเอ๋ย แม่ปรารถนาจะให้เจ้าได้ราชสมบัติในนครพาราณสี ในวันนี้ทีเดียว. กุมารไหว้มารดาแล้วกล่าวว่า ฉันไปละแม่. มารดากล่าวว่า ไปเถอะพ่อ. 
         ก็กุมารนั้นออกไปตามกำหนดของบุญ ไปถึงนครพาราณสี แล้วนอนคลุมโปงอยู่บนแผ่นศิลาอันเป็นมงคลในอุทยาน. 
         ก็วันนั้นเป็นวันที่ ๗ ที่พระเจ้าพาราณสีสวรรคต. 
         อำมาตย์ทั้งหลายทำการถวายพระเพลิงแล้ว นั่งอยู่ที่พระลานหลวง ปรึกษากันว่า พระราชาทรงมีแต่พระธิดาองค์เดียว ไม่มีพระโอรส ราชสมบัติที่ไม่มีพระราชาจักพินาศ ใครควรเป็นพระราชา. 
         พวกอำมาตย์ต่างกล่าวว่า ท่านจงเป็น ท่านจงเป็น. 
         ปุโรหิตกล่าวว่า ไม่ควรเลือกมาก พวกเราจักปล่อยผุสสรถ. 
         อำมาตย์เหล่านั้นจึงเทียมม้าสินธพ ๔ ตัว มีสีดังดอกโกมุทแล้ววางราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่างและเศวตฉัตรไว้บนผุสสรถนั้น แล้วปล่อยรถไป ให้ประโคมดนตรีตามหลังไป รถออกทางประตูด้านทิศตะวันออก มุ่งหน้าไปยังอุทยาน. อำมาตย์บางพวกกล่าวว่า รถบ่ายหน้ามุ่งไปอุทยาน เพราะความคุ้นเคย พวกเราจงให้รถกลับ. 
         ปุโรหิตกล่าวว่า พวกท่านอย่าให้รถกลับ. รถไปกระทำประทักษิณกุมารแล้วทำท่าจะเกยขึ้นก็หยุดอยู่. 
         ปุโรหิตเลิกชายผ้าห่มตรวจดูพื้นเท้ากล่าวว่า ทวีปนี้จงยกไว้ ผู้นี้สมควรครองราชสมบัติในมหาทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวาร แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงประโคมดนตรี แล้วให้ประโคมดนตรี ๓ ครั้ง. 
         ลำดับนั้น กุมารเปิดหน้าแลดูอยู่พลางกล่าวว่า ท่านทั้งหลายพากันมาด้วยกรรมอะไร. อำมาตย์ทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่เทวะ ราชสมบัติถึงแก่พระองค์. กุมารกล่าวว่า พระราชาของพวกท่านไปไหน. พวกอำมาตย์กล่าวว่า ข้าแต่นาย พระราชาเสด็จไปสู่ความเป็นเทวดาเสียแล้ว. กุมารกล่าวว่า ล่วงไปกี่วันแล้ว. 
         อำมาตย์. วันนี้เป็นวันที่ ๗. 
         กุมาร. พระโอรสหรือพระธิดาไม่มีหรือ. 
         พวกอำมาตย์. ข้าแต่เทวะ พระธิดามี, พระโอรสไม่มี. 
         กุมารกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เราจักครองราชสมบัติ. 
         อำมาตย์เหล่านั้นจึงให้สร้างมณฑปสำหรับอภิเษกขึ้นในทันใดนั้น แล้วประดับประดาพระราชธิดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง พาไปอุทยาน ได้กระทำการอภิเษกแก่กุมาร. 
         ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลายจึงนำผ้ามีค่าแสนหนึ่งเข้าไปเพื่อกุมารผู้ทำการอภิเษกแล้ว. 
         พระกุมารตรัสว่า พ่อทั้งหลาย นี้อะไรกัน. 
         พวกอำมาตย์. ข้าแต่เทวะ ผ้าสำหรับนุ่ง. 
         พระกุมาร. พ่อทั้งหลาย ผ้าเนื้อหยาบมิใช่หรือ. 
         พวกอำมาตย์. ข้าแต่เทวะ บรรดาผ้าสำหรับใช้สอยของมนุษย์ ผ้าที่เนื้อนุ่มกว่านี้ไม่มี. 
         พระกุมาร. พระราชาของท่านทั้งหลาย ทรงนุ่งผ้าเห็นปานนี้หรือ. 
         พวกอำมาตย์. ข้าแต่เทวะ พระเจ้าข้า. 
         พระกุมารตรัสว่า พระราชาของท่านทั้งหลายเห็นจะไม่มีบุญ แล้วให้นำพระสุวรรณภิงคารมาด้วยพระดำรัสว่า ท่านทั้งหลายจงนำสุวรรณภิงคารมา เราจักได้ผ้า แล้วเสด็จลุกขึ้นไปล้างพระหัตถ์ บ้วนพระโอฐแล้วเอาพระหัตถ์วักน้ำประพรมไปในทิศตะวันออก ต้นกัลปพฤกษ์ ๘ ต้นชำแรกแผ่นดินทึบผุดขึ้น. ทรงวักน้ำประพรมไปในทิศใต้ ทิศตะวันตกและทิศเหนืออีก รวมความว่าทรงประพรมไปทั้ง ๔ ทิศ. ต้นกัลปพฤกษ์ ๓๒ ต้นผุดขึ้นโดยทำให้มีทิศละ ๘ ต้นๆ ในทิศทั้งปวง. 
         พระกุมารนั้นทรงนุ่งผ้าทิพย์ผืนหนึ่ง ทรงห่มผืนหนึ่ง แล้วตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงเที่ยวตีกลองป่าวร้องอย่างนี้ว่า ในแว่นแคว้นของพระเจ้านันทราช สตรีทั้งหลายผู้กรอด้าย อย่ากรอด้ายเลย แล้วให้ยกฉัตร ประดับตกแต่งเสด็จไปบนคอช้างตัวประเสริฐ เสด็จเข้าพระนคร ขึ้นสู่ปราสาทเสวยมหาสมบัติอยู่. 
         เมื่อเวลาดำเนินไปอยู่อย่างนี้ พระเทวีเห็นสมบัติของพระราชาแล้ว ทรงแสดงอาการของผู้มีความสงสารว่า โอ น่าสงสารหนอ ท่านผู้มีตบะ, ถูกพระราชาตรัสถามว่า เทวี นี้อะไรกัน? จึงทูลว่า ข้าแต่เทวะ สมบัติของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก ผลแห่งกรรมดีที่พระองค์ทรงเชื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายแล้วกระทำไว้ในอดีต แต่เดี๋ยวนี้ พระองค์ไม่ทรงกระทำบุญอันเป็นปัจจัยแก่อนาคต. 
         พระราชาตรัสว่า เราจักให้แก่ใคร ผู้มีศีลไม่มี. 
         พระเทวีทูลว่า เทวะ ชมพูทวีปไม่สูญจากพระอรหันต์ทั้งหลาย, เทวะ ขอพระองค์จงตระเตรียมทานไว้ หม่อมฉันจักได้พระอรหันต์. 
         ในวันรุ่งขึ้น พระราชาทรงให้ตระเตรียมทานไว้ที่ประตูด้านทิศตะวันออก. พระเทวีทรงอธิษฐานองค์อุโบสถแต่เช้าตรู่ นอนพังพาบ บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก ณ ปราสาทชั้นบน แล้วกล่าวว่า ถ้าพระอรหันต์ทั้งหลายมีอยู่ในทิศนี้ พรุ่งนี้ ขอจงมารับภิกษาของข้าพเจ้าทั้งหลาย. ในทิศนั้นไม่มีพระอรหันต์ จึงได้ประทานสักการะนั้นแก่คนกำพร้าและยาจกทั้งหลาย. 
         ในวันรุ่งขึ้น ทรงตระเตรียมทานไว้ที่ประตูด้านทิศใต้ ไม่ได้พระทักขิไณยบุคคลเหมือนอย่างนั้นแหละ. 
         แม้ในวันรุ่งขึ้นก็ทรงตระเตรียมไว้ที่ประตูด้านทิศตะวันตก ก็ไม่ได้พระทักขิไณยบุคคลเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. 
         แต่ในวันที่ได้ตระเตรียมไว้ที่ประตูด้านทิศเหนือ เมื่อพระเทวีนิมนต์เหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. 
         พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นพี่ชายของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ ผู้เป็นโอรสของพระนางปทุมวดี ซึ่งอยู่ในหิมวันตประเทศ เรียกพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นน้องชายมาว่า ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พระเจ้านันทราชนิมนต์ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงรับนิมนต์ของท้าวเธอเถิด. 
         พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นรับนิมนต์แล้ว 
         ในวันรุ่งขึ้นล้างหน้าที่สระอโนดาตแล้ว เหาะมาทางอากาศลงที่ประตูด้านทิศเหนือ. คนทั้งหลายเห็นแล้ว จึงไปกราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่เทวะ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์มาแล้ว. 
         พระราชาพร้อมกับพระเทวีพากันไปไหว้แล้วนำขึ้นสู่ปราสาท ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ณ ปราสาทนั้น ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระราชาทรงหมอบลงแทบเท้าของพระสังฆเถระ พระเทวีทรงหมอบลงแทบเท้าพระสังฆนวกะ แล้วตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักไม่ลำบากเรื่องปัจจัย และข้าพเจ้าทั้งหลายจักไม่เสื่อมจากบุญ ขอท่านทั้งหลายจงให้ปฏิญญาแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อจะอยู่ในที่นี้ตลอดชั่วอายุ. ให้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นทำปฏิญญาแล้ว ทำที่อยู่อาศัยให้พร้อมเสร็จด้วยอาการทุกอย่าง คือบรรณศาลา ๕๐๐ ที่จงกรม ๕๐๐ ในพระอุทยาน แล้วให้อยู่ในที่นั้น. 
         เมื่อกาลเวลาล่วงไปอย่างนี้ เมื่อปัจจันตชนบทของพระราชาเกิดจลาจลขึ้น พระราชาตรัสว่า เราจะไปปราบปรามปัจจันตชนบทให้สงบราบคาบ เธออย่าประมาทพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายดังนี้ ทรงโอวาทพระเทวีแล้วเสด็จไป. 
         เมื่อพระราชายังไม่ทันจะเสด็จกลับมา อายุสังขารของพระปัจเจกพุทธเจ้าก็สิ้นไป. 
         พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมดนั่นแลปรินิพพานแล้วด้วยประการดังนี้ คือ พระมหาปทุมปัจเจกพุทธเจ้าเล่นฌานอยู่ตลอดยามสามแห่งราตรี ในเวลาอรุณขึ้น ได้ยืนเหนี่ยวแผ่นกระดานสำหรับเหนี่ยว ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. 
         ฝ่ายพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่เหลือก็ปรินิพพานโดยอุบายนั้น. 
         วันรุ่งขึ้น พระเทวีจัดแจงที่นั่งสำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วโปรยดอกไม้อบธูป ประทับนั่งแลดูการมาของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ครั้นไม่เห็นมาจึงส่งพวกบุรุษไปด้วยพระดำรัสว่า นี่แน่ะพ่อทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงไป จงรู้พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่ผาสุกอย่างไร. 
         บุรุษเหล่านั้นพากันไป แล้วเปิดประตูบรรณศาลาของพระมหาปทุม เมื่อไม่เห็นท่านในที่นั้น จึงไปยังที่จงกรม เห็นท่านยืนพิงแผ่นกระดานสำหรับเหนี่ยว จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ได้เวลาแล้ว. สรีระของท่านผู้ปรินิพพานแล้วจักพูดได้อย่างไร. 
         บุรุษเหล่านั้นกล่าวว่า เห็นจะหลับ จึงเอามือลูบที่หลังเท้า รู้ว่าปรินิพพานแล้ว เพราะเท้าทั้งสองเย็นและแข็ง จึงไปยังสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่สอง รู้ได้อย่างนั้นเหมือนกัน จึงไปยังสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ที่สาม เขาแม้ทั้งหมดรู้ว่าท่านปรินิพพานแล้วอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ จึงพากันกลับมายังราชสกุล อันพระเทวีตรัสถามว่า พ่อทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้าไปไหน จึงกราบทูลว่า ปรินิพพานแล้ว พระเจ้าข้า. 
         พระเทวีทรงกันแสงคร่ำครวญ เสด็จออกไป ณ ที่นั้นพร้อมกับพวกชาวเมือง ทรงให้กระทำสาธุกีฬา แล้วทรงให้ทำฌาปนกิจสรีระของพระปัจเจกพุทธจ้าทั้งหลาย แล้วให้เอาพระธาตุทั้งหลายมาก่อพระเจดีย์ไว้. 
         พระราชาทรงปราบปรามปัจจันตชนบทให้สงบราบคาบแล้วเสด็จกลับมา จึงตรัสถามพระเทวีผู้เสด็จมาต้อนรับว่า พระนางผู้เจริญ เธอไม่ประมาทในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลายหรือ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายสบายดีหรือ. 
         พระเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายปรินิพพานเสียแล้ว. 
         พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ทรงดำริว่า ความตายยังเกิดขึ้นแก่บัณฑิตทั้งหลายแม้เห็นปานนี้ ความพ้นจากความตาย จักมีแก่พวกเรามาแต่ไหน. พระองค์ไม่เสด็จเข้าพระนคร เสด็จไปยังพระอุทยานทันที แล้วรับสั่งให้เรียกพระโอรสองค์ใหญ่มา ทรงมอบราชสมบัติให้แก่พระโอรสนั้นแล้ว ทรงผนวชเป็นสมณะด้วยพระองค์เอง. 
         ฝ่ายพระเทวีทรงดำริว่า เมื่อพระราชาทรงผนวชแล้ว เราจักทำอะไร จึงทรงผนวชในพระอุทยานเหมือนอย่างนั้นแหละ. ทั้งสองพระองค์ทรงทำฌานให้เกิดแล้ว จุติจากอัตภาพนั้นไปบังเกิดในพรหมโลก. 
         เมื่อพระราชาและพระเทวีทั้งสองนั้น อยู่ในพรหมโลกนั้นนั่นแหละ พระศาสดาของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวรแล้ว เสด็จถึงนครราชคฤห์โดยลำดับ. เมื่อพระศาสดาเสด็จอาศัยอยู่ในนครราชคฤห์นั้น ปิปผลิมาณพนี้บังเกิดในท้องของภรรยากบิลพราหมณ์ ในพราหมณคามชื่อว่า มหาติตถะ. 
         นางภัททกาปิลานีนี้บังเกิดในท้องของภรรยาพราหมณ์โกสิยโคตร ในสาคลนคร แคว้นมัททราฐ. 
         เมื่อคนทั้งสองนั้นเติบโตโดยลำดับ เมื่อปิปผลิมาณพบรรลุวัยที่ ๒๐ นางภัททาบรรลุวัยที่ ๑๖ บิดามารดาแลดูบุตรแล้วจึงคาดคั้นว่า นี่แน่ะพ่อ เจ้าก็เจริญวัยแล้ว สมควรดำรงวงศ์สกุล. 
         มาณพกล่าวว่า คุณพ่อคุณแม่อย่าได้กล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้ในคลองแห่งโสตของผมเลย กระผมจักปฏิบัติตราบเท่าที่คุณพ่อคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ต่อเมื่อคุณพ่อคุณแม่ล่วงลับไปแล้ว กระผมจักออกบวช. ล่วงไปได้ ๒-๓ วัน บิดามารดาก็กล่าวอีก. ฝ่ายมาณพนั้นก็ปฏิเสธอีก. ตั้งแต่นั้น มารดาคงกล่าวอยู่เนืองๆ ทีเดียว. 
         มาณพคิดว่าจักให้มารดายินยอม จึงให้ทองคำสีสุกปลั่งพันลิ่มแล้วให้พวกช่างทองทำรูปหญิง ในเวลาเสร็จกรรมมีการขัดและการบุรูปนั้นเป็นต้น จึงให้รูปนั้นนุ่งผ้าแดง ให้ประดับดอกไม้และเครื่องอลังการต่างๆ อันเพียบพร้อมไปด้วยทอง แล้วกล่าวว่า คุณแม่ ผมได้อารมณ์เห็นปานนี้จึงจักอยู่ครองเรือน เมื่อไม่ได้ก็จักไม่อยู่. 
         นางพราหมณีผู้มีปัญญาคิดว่า บุตรของเรามีบุญ ได้ให้ทานสร้างอภินีหารไว้แล้ว เมื่อทำบุญทั้งหลายในชาติก่อน คงจะไม่ได้ทำคนเดียว. หญิงผู้ทำบุญร่วมกับบุตรของเรานี้จักเป็นหญิงเปรียบปานรูปทองเป็นแน่. นางจึงให้เชิญพราหมณ์ ๘ คนมา เลี้ยงดูให้อิ่มหนำด้วยโภคะทั้งปวงแล้ว ยกรูปทองขึ้นบนรถ แล้วส่งไปด้วยคำว่า พ่อทั้งหลาย พวกท่านจงพากันไป เห็นทาริกาเห็นปานนี้ ในตระกูลที่มีชาติ โคตรและโภคะเป็นต้น เสมอกันกับเราทั้งหลายในที่ใด จงให้รูปทองนี้แหละให้เป็นอาการแสดงความสัตย์จริงไว้ในที่นั้น.
         พราหมณ์เหล่านั้นพากันออกไปด้วยคิดว่า นี่เป็นการงานของพวกเรา แล้วปรึกษากันว่า พวกเราจักได้ที่ไหน ขึ้นชื่อว่ามัททราฐเป็นตำหนักฝ่ายใน พวกเราจักไปยังมัททราฐ แล้วได้ไปยังสาคลนครในมัททราฐ. ตั้งรูปทองนั้นไว้ที่ท่าสำหรับอาบน้ำ ในแคว้นมัททราฐนั้น แล้วนั่งอยู่ ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง. 
         ลำดับนั้น แม่นมของนางภัททาให้นางภัททาอาบน้ำแต่งตัวแล้ว ตนเองไปท่าน้ำเพื่อจะอาบ เห็นรูปทองจึงคิดว่า แม่ภัททานี้แนะนำไม่ได้ มายืนอยู่ที่นี้เพื่ออะไร จึงตีที่ข้างหลัง รู้ว่าเป็นรูปทองจึงกล่าวว่า เราทำความสำคัญให้เกิดขึ้นว่า เป็นธิดาแห่งแม่เจ้าของเรา หญิงนี้ เมื่อธิดาแห่งแม่เจ้าแม้รับเอาผ้านุ่งแล้ว ก็จะไม่เหมือน. 
         ลำดับนั้น พราหมณ์เหล่านั้นจึงถามแม่นมนั้นว่า ได้ยินว่า ธิดาแห่งนายของท่านเห็นปานนี้. แม่นมนั้นกล่าวว่า ธิดาแห่งแม่เจ้าของเราเป็นหญิงมีรูปงามกว่ารูปเปรียบทองนี้ร้อยเท่า พันเท่า จริงอย่างนั้น เธอนั่งอยู่ในห้องประมาณ ๑๒ ศอก แม้จะไม่มีประทีป ก็กำจัดความมืดได้ด้วยแสงสว่างจากร่างกาย. 
         พวกพราหมณ์กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เราทั้งหลายจะไปยังสำนักแห่งบิดามารดาของนาง แล้วยกรูปทองขึ้นรถตามแม่นมนั้นไป แล้วยืนอยู่ที่ประตูเรือนให้บอกถึงการมา. 
         พราหมณ์ปฏิสันถารแล้วถามว่า ท่านทั้งหลายมาจากไหน? 
         พราหมณ์เหล่านั้นกล่าวว่า เราทั้งหลายมาจากเรือนของกบิลพราหมณ์ ณ บ้านมหาติตถคามในแคว้นมคธ ด้วยเหตุชื่อนี้. พราหมณ์กล่าวว่า ดีละพ่อ พราหมณ์นั้นมีชาติ โคตรและทรัพย์สมบัติเสมอกับเรา เราจักให้ทาริกา แล้วรับเครื่องบรรณาการไว้. 
         พราหมณ์เหล่านั้นจึงส่งข่าวแก่กบิลพราหมณ์ว่า ทาริกาชื่อว่าภัททา พวกเราได้แล้ว ท่านจงรู้กิจที่ควรกระทำต่อไป. 
         บิดามารดาได้ฟังข่าวนั้นแล้ว จึงบอกแก่ปิปผลิมาณพว่าได้นางทาริกาแล้ว. 
         ปิปผลิมาณพคิดว่า เราคิดว่าจักไม่ได้ พราหมณ์เหล่านี้ส่งข่าวมาว่าได้แล้ว, เราไม่มีความต้องการ จักส่งหนังสือไป แล้วไปในที่ลับเขียนหนังสือว่า แม่ภัททาจงได้สามีผู้สมควรแก่ชาติโคตรและโภคทรัพย์ของตนเถิด เราจักออกบวช ท่านอย่าได้ร้อนใจในภายหลัง. 
         ฝ่ายนางภัททาได้ฟังว่า นัยว่า บิดามารดาประสงค์จะให้เราแก่ผู้โน้น จึงไปในที่ลับเขียนหนังสือว่า ลูกเจ้าจงได้ทาริกาผู้เหมาะสมแก่ชาติโคตรและโภคทรัพย์ของตน เราจักบวช ท่านจงอย่าได้ร้อนใจภายหลัง. 
         หนังสือทั้งสองฉบับมาประจวบกันระหว่างทาง. พวกนางภัททาถามว่า นี้หนังสือของใคร. พวกปิปผลิมาณพตอบว่า หนังสือนี้ปิปผลิมาณพส่งไปให้นางภัททา. เมื่อพวกปิปผลิมาณพกล่าวว่า นี้หนังสือของใคร และเมื่อพวกนางภัททากล่าวว่า หนังสือนี้นางภัททาส่งไปให้ปิปผลิมาณพ คนเหล่านั้นจึงอ่านหนังสือทั้งสองฉบับแล้วกล่าวกันว่า ท่านทั้งหลายจงดูการกระทำของพวกเด็กๆ ดังนี้ แล้วฉีกทิ้งไปในป่า แล้วเขียนหนังสือฉบับอื่นซึ่งเสมอเหมือนกับหนังสือนั้น แล้วส่งไปทั้งข้างนี้และข้างนี้. ดังนั้น หนังสือของกุมารและกุมาริกาจึงเหมือนกัน เป็นหนังสือเอื้อเฟื้อและเกื้อกูลแก่ทางโลกเท่านั้น เพราะเหตุนั้น คนทั้งสองนั้นแม้จะไม่ต้องการก็ได้มาร่วมกัน. 
         ในวันนั้นเอง ฝ่ายปิปผลิมาณพก็ให้นางภัททาถือดอกไม้พวงหนึ่ง. ฝ่ายนางภัททาก็วางดอกไม้เหล่านั้นไว้ท่ามกลางที่นอน. คนทั้งสองบริโภคอาหารเย็นแล้วเริ่มเข้านอน. ในสองคนนั้น มาณพขึ้นที่นอนทางด้านขวา นางภัททาขึ้นทางด้านซ้าย แล้วกล่าวว่า พวกเราจักรู้ชัดแจ้งว่า ดอกไม้ในด้านของผู้ใดเหี่ยว ราคะจิตเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้นั้น ใครๆ ไม่พึงติดพวงดอกไม้นี้. ก็คนทั้งสองนั้นไม่หลับเลยตลอดราตรีทั้งสิ้น เพราะกลัวจะถูกต้องร่างกายของกันและกัน ให้เวลาล่วงไปแล้ว. 
         ก็ในเวลากลางวัน แม้แต่ความยิ้มแย้มก็ไม่ได้กระทำ. คนทั้งสองไม่เกี่ยวข้องกันด้วยอามิสทางโลก ไม่จัดแจงการงานตราบเท่าที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ เมื่อบิดามารดากระทำกาละแล้ว จึงจัดแจง. สมบัติของมาณพมีมากมาย ผงทองคำที่เขาเพิกออกจากร่างกายแล้วทิ้งไปในวันหนึ่งเท่านั้น ควรได้ประมาณ ๑๒ ทะนานโดยทะนานมคธ. มาณพมีบึงใหญ่ติดเครื่องยนต์ ๖๐ แห่ง มีเนื้อที่ทำงาน ๑๒ โยชน์ มีบ้าน ๑๔ บ้านขนาดเมืองอนุราธปุระ มีพลช้าง ๑๔ กอง พลม้า ๑๔ กองและพลรถ ๑๔ กอง. 
         วันหนึ่ง เขาขี่ม้าตัวที่ประดับแล้วอันมหาชนแวดล้อม ไปยังสถานที่ทำการงานยืนอยู่ปลายนา เห็นพวกนกมีกาเป็นต้นดึงสัตว์ทั้งหลายมีไส้เดือนเป็นต้น ขึ้นมาจากที่แบะออกด้วยไถแล้วกินอยู่ จึงถามว่า พ่อทั้งหลาย นกเหล่านี้กินอะไร. บริวารชนบอกว่า ข้าแต่เจ้า มันกินไส้เดือน. 
         มาณพกล่าวว่า บาปที่พวกนกทำจะมีแก่ใคร. บริวารชนตอบว่า ข้าแต่เจ้าจะมีแก่ท่าน. 
         เขาจึงคิดว่า ถ้าบาปที่นกเหล่านี้ทำมีแก่เราละ ก็ทรัพย์ ๘๗ โกฏิจักทำอะไรแก่เรา การงาน ๑๒ โยชน์จักทำอะไร บึงติดเครื่องยนต์จักทำอะไร และบ้าน ๑๔ บ้านจักทำอะไร, เราจักมอบสมบัติทั้งหมดนี้แก่นางภัททากาปิลานี แล้วจักออกบวช. 
         ขณะนั้น นางภัททากาปิลานีหว่านเมล็ดงา ๓ หม้อในระหว่างไร่ พวกแม่นมแวดล้อมนั่งอยู่ เห็นพวกกากินสัตว์ในเมล็ดงา จึงถามว่าแม่ทั้งหลาย กาเหล่านี้กินอะไร? พวกแม่นมกล่าวว่า กินสัตว์จ้ะ แม่เจ้า. 
         นางภัททาถามว่า อกุศลจะมีแก่ใคร? พวกแม่นมตอบว่า มีแก่ท่านจ้ะ แม่เจ้า. 
         นางจึงคิดว่า เราได้ผ้า ๔ ศอกและภัตสักว่าข้าวสุกทะนานหนึ่งย่อมควร ก็ถ้าอกุศลที่สัตว์เหล่านี้ทำจะเป็นของเรา แม้พันภพ เราก็ไม่อาจยกหัวขึ้นจากวัฏฏะได้ เมื่อลูกเจ้าพอมาถึงเท่านั้น เราจักมอบสมบัติทั้งหมดแก่ลูกเจ้าแล้วจักออกบวช. 
         มาณพมาแล้วอาบน้ำขึ้นสู่ปราสาท นั่งบนบัลลังก์อันควรค่ามาก. 
         ลำดับนั้น บริวารชนน้อมนำโภชนะอันสมควรแก่พระเจ้าจักรพรรดิเข้าไปให้แก่มาณพ. คนทั้งสองบริโภคแล้ว เมื่อบริวารชนออกไปแล้ว จึงไปในที่ลับนั่งในที่ผาสุก. 
         ลำดับนั้น มาณพจึงกล่าวกะนางภัททาว่า นี่แน่ะภัททา เธอเมื่อมายังเรือนนี้ นำทรัพย์มีประมาณเท่าไรมา นางภัททากล่าวว่า ข้าแต่เจ้า นำมาห้าหมื่นห้าพันเล่มเกวียน. 
         มาณพกล่าวว่า ทรัพย์ทั้งหมดนั้นและสมบัติอันมีประเภทอาทิอย่างนี้ คือทรัพย์ ๘๗ โกฏิในเรือนนี้และบึงติดเครื่องยนต์ ๖๐ บึงซึ่งมีอยู่ทั้งหมดนั้น ฉันขอมอบแก่เธอเท่านั้น. 
         นางภัททากล่าวว่า ข้าแต่เจ้า ก็ท่านเล่าจะไปไหน. มาณพกล่าวว่า ฉันจักบวช. 
         นางภัททากล่าวว่า ข้าแต่เจ้า แม้ฉันก็นั่งคอยการมาของท่าน แม้ฉันก็จักบวช. 
         ภพทั้งสามปรากฏแก่คนทั้งสองนั้น เหมือนกุฎีใบไม้ถูกไฟติดทั่วแล้วฉะนั้น. คนทั้งสองนั้นกล่าวว่า เราทั้งสองจักบวช จึงให้คนไปนำจีวรที่ย้อมด้วยรสน้ำฝาดและบาตรดินมาจากร้านตลาด แล้วให้กันและกันปลงผมแล้วกล่าวว่า พระอรหันต์เหล่าใดมีอยู่ในโลก เราทั้งหลายบวชอุทิศพระอรหันต์เหล่านั้นดังนี้ แล้วบวช ใส่บาตรในถุงคล้องที่ไหล่แล้วลงจากปราสาท. 
         บรรดาทาสและกรรมกรในเรือน ใครๆ จำไม่ได้. 
         ครั้งนั้น คนทั้งสองนั้นออกจากบ้านพราหมณ์ไปทางประตูบ้านทาส พวกชาวบ้านทาสจำได้ด้วยอำนาจอาการและท่าทาง. ทาสเหล่านั้นร้องไห้ หมอบลงที่เท้าแล้วกล่าวว่า ข้าแต่เจ้า เหตุไร ท่านทั้งหลายจึงกระทำพวกข้าพเจ้าให้เป็นคนอนาถาหาที่พึ่งมิได้. 
         คนทั้งสองกล่าวว่า นี่แน่ะพนาย เราทั้งสองบวชด้วยเห็นว่า ภพทั้งสามเป็นประดุจบรรณศาลาอันไฟติดทั่วแล้ว ถ้าเราทั้งสองจะทำท่านทั้งหลาย แต่ละคนให้เป็นไทไซร้ แม้ร้อยปีก็ไม่พอ ท่านทั้งหลายจงชำระศีรษะของพวกท่าน แล้วจงเป็นไทเลี้ยงชีวิตอยู่เถิด. 
         เมื่อทาสเหล่านั้นร้องไห้อยู่นั่นแหละได้พากันหลีกไปแล้ว.
         พระเถระเดินไปข้างหน้าหันกลับมามองดู พลางคิดว่า นางภัททากาปิลานีนี้เป็นหญิงมีค่าควรแก่ชมพูทวีปทั้งสิ้น เดินมาข้างหลังเรา. ก็ข้อที่ใครๆ จะพึงคิดอย่างนี้ว่า คนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ไม่อาจเว้นจากกัน กระทำกรรมอันไม่สมควร เป็นฐานะที่จะมีได้. จึงยังความคิดให้เกิดขึ้นว่า ใครๆ พึงประทุษร้ายด้วยใจอันลามกอย่างนี้แล้ว พึงทำอบายให้เต็ม ดังนี้ พลางเดินไปข้างหน้า เห็นทางสองแพร่งจึงได้หยุดอยู่ที่ต้นทางนั้น. 
         ฝ่ายนางภัททามาถึงจึงไหว้แล้วได้ยืนอยู่. 
         ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะนางภัททาว่า นี่แน่ะภัททา มหาชนเห็นหญิงผู้เช่นท่านเดินมาข้างหลังเรา มีจิตคิดประทุษร้ายในพวกเราว่า คนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ไม่อาจเว้นจากกัน จะพึงเป็นผู้ยังอบายให้เต็ม. ในทางสองแพร่งนี้ ท่านจงถือเอาทางหนึ่ง เราจักไปโดยทางหนึ่ง. 
         นางภัททากล่าวว่า เจ้าข้า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า มาตุคามเป็นปลิโพธกังวลของบรรพชิตทั้งหลาย, คนทั้งหลายจะพึงแสดงโทษแก่พวกเราว่า คนเหล่านี้แม้บวชแล้วก็ไม่เว้นจากกัน ดังนี้แล้วทำประทักษิณ ๓ ครั้งไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ในที่ทั้ง ๔ แห่ง แล้วประคองอัญชลีอันรุ่งเรืองด้วยการประชุมนิ้วทั้ง ๑๐ แล้วกล่าวว่า ความสนิทสนมโดยความเป็นมิตรที่ทำไว้ในกาลนานประมาณแสนกัป แตกในวันนี้ ท่านนั่นแหละชื่อว่าเป็นเบื้องขวา ทางขวาย่อมควรแก่ท่าน ดิฉันชื่อว่ามาตุคาม เป็นผู้มีชาติเบื้องซ้าย ทางซ้ายย่อมควรแก่ดิฉัน ดังนี้จึงไหว้แล้วเดินทางไป. 
         ในเวลาที่ชนทั้งสองนั้นเป็นสองฝ่าย มหาปฐพีนี้ได้ไหวครวญครางประหนึ่งจะกล่าวว่า เราแม้สามารถรองรับเขาจักรวาลและเขาสิเนรุเป็นต้น ก็ไม่สามารถรองรับคุณทั้งหลายของท่านทั้งสองได้. เหมือนเสียงสายฟ้าดังอยู่ในอากาศ เขาจักรวาลบันลือลั่น. 
         ฝ่ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ในพระคันธกุฎี ในพระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงสดับเสียงแผ่นดินไหว ทรงรำพึงว่า ปฐพีไหวเพื่ออะไรหนอ ทรงทราบว่า ปิปผลิมาณพและนางภัททากาปิลานีละสมบัติประมาณไม่ได้ บวชอุทิศเรา, เพราะกำลังแห่งคุณความดีของคนทั้งสอง การไหวแห่งปฐพีนี้จึงเกิดในที่ที่คนทั้งสองนั้นพรากจากกัน, แม้เราก็ควรทำการสงเคราะห์คนทั้งสองนี้ จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี ทรงถือบาตรและจีวรเอง ไม่บอกใครๆ ในบรรดาพระมหาเถระ ๘๐ องค์ ทรงทำการต้อนรับสิ้นหนทาง ๓ คาวุต ทรงนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ควงไม้พหุปุตตนิโครธ ในระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมืองนาลันทา. 
         ก็พระองค์ประทับนั่ง มิได้ทรงนั่งอย่างภิกษุผู้ถือบังสุกุลเป็นวัตรรูปใดรูปหนึ่ง ทรงถือเอาเพศของพระพุทธเจ้า แล้วประทับนั่งเปล่งพระพุทธรัศมีประมาณ ๘๐ ศอก. 
         ขณะนั้น พระพุทธรัศมีมีขนาดเท่าร่มใบไม้ ล้อเกวียนและเรือนยอดเป็นต้น แผ่ฉวัดเฉวียนไปรอบๆ กระทำให้เหมือนเวลาที่พระจันทร์พันดวงและพระอาทิตย์พันดวงขึ้นอยู่ฉะนั้น ได้ทำระหว่างป่านั้นให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน. 
         ระหว่างป่าไพโรจน์ด้วยสิริแห่งพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ เหมือนท้องฟ้าไพโรจน์ด้วยหมู่ดาวอันโชติช่วง และเหมือนน้ำไพโรจน์ด้วยกอบัวอันบานสะพรั่งฉะนั้น. ตามปกติลำต้นนิโครธขาว ใบเขียว ผลสุกแดง. แต่วันนั้น ต้นนิโครธทั้งต้นได้มีสีเหมือนสีทองไปหมดทั้งต้น. 
         พระมหากัสสปเถระเห็นดังนั้นจึงคิดว่า ผู้นี้จักเป็นพระศาสดาของเราทั้งหลาย เราบวชอุทิศพระศาสดาพระองค์นี้ จึงน้อมตัวลงเดินไปจำเดิมแต่ที่ที่ตนเห็นแล้ว ไหว้ในที่ ๓ แห่งแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ดังนี้. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระมหากัสสปเถระนั้นว่า ดูก่อนกัสสป ถ้าเธอพึงทำความเคารพนับถือนี้แก่แผ่นดิน แผ่นดินแม้นั้นก็ไม่พึงอาจรองรับไว้ได้ ความเคารพนับถืออันเธอผู้รู้ความที่พระตถาคตเป็นผู้มีคุณมากอย่างนี้กระทำแล้ว ย่อมไม่อาจทำแม้ขนของเราให้ไหว ดูก่อนกัสสป เธอจงนั่ง เราจะให้ทรัพย์มรดกแก่เธอ. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานอุปสมบทแก่พระมหากัสสปเถระนั้นด้วยโอวาท ๓ ข้อ. 
         ก็ครั้นให้แล้วจึงเสด็จออกจากควงไม้พหุปุตตนิโครธ ทรงทำพระเถระให้เป็นปัจฉาสมณะแล้วทรงเดินทางไป. 
         พระสรีระของพระองค์งดงามด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ของพระมหากัสสปประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๗ ประการ, พระเถระนั้นติดตามรอยพระบาทของพระศาสดา เหมือนเอาเรือทองพ่วงไปฉะนั้น. 
         พระศาสดาเสด็จไปตามทางได้หน่อยหนึ่ง แล้วทรงแวะลงจากทาง ทรงแสดงพระอาการจะประทับนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง พระเถระรู้ว่าพระศาสดาประสงค์จะประทับนั่ง จึงลาดสังฆาฏิอันเป็นแผ่นผ้าเก่าของตนทำให้เป็น ๔ ชั้น. 
         พระศาสดาประทับนั่งบนสังฆาฏินั้น เอาพระหัตถ์ลูบคลำผ้าพลางตรัสว่า กัสสป สังฆาฏิอันเป็นแผ่นผ้าเก่าผืนนี้ของเธอ อ่อนนุ่ม. 
         พระเถระนั้นรู้ว่า พระศาสดาตรัสความที่สังฆาฏิของเราอ่อนนุ่ม จักประสงค์จะทรงห่ม จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงห่มผ้าสังฆาฏิเถิด พระเจ้าข้า. 
         พระศาสดาตรัสว่า กัสสป เธอจักห่มอะไร. 
         พระเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เมื่อได้ผ้าสำหรับห่มของพระองค์จึงจักห่ม พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า กัสสป ก็เธอจักอาจครองผ้าบังสกุลอันเก่าเพราะการใช้สอยผืนนี้ได้หรือ เพราะว่า ในวันที่เราถือเอาผ้าบังสุกุลผืนนี้ มหาปฐพีกระทำน้ำเป็นที่สุดรอบหวั่นไหวแล้ว ธรรมดาว่าจีวรเก่าอันเป็นเครื่องใช้สอยของพระพุทธเจ้าผืนนี้ บุคคลผู้มีคุณนิดหน่อยไม่อาจครองได้ จีวรนี้อันภิกษุผู้ถือบังสุกุลเป็นวัตรมาแต่กำเนิด ผู้ฉลาดสามารถในการบำเพ็ญปฏิบัติเท่านั้นครองจึงจะควร ดังนี้ แล้วทรงเปลี่ยนจีวรกับพระเถระ. 
         ครั้นทรงเปลี่ยนจีวรกันอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห่มจีวรของพระเถระ พระเถระห่มจีวรของพระศาสดา. ขณะนั้น มหาปฐพีนี้แม้จะไม่มีจิตใจ ก็หวั่นไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดินเป็นที่สุด ประหนึ่งจะพูดว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงทำสิ่งที่ทำได้ยาก, ชื่อว่าจีวรที่ห่มของพระองค์เคยแลกเปลี่ยนกับสาวก ไม่ได้มีแล้ว ข้าพระองค์ไม่อาจรองรับพระคุณของพระองค์ไว้ได้. 
         ฝ่ายพระเถระมิได้ทำความถือตัวว่า เราได้จีวรเครื่องบริโภคใช้สอยของพระพุทธเจ้า บัดนี้ เราจะทำอะไรให้ยิ่งขึ้น ได้สมาทานธุดงค์คุณ ๑๓ ในสำนักของพระศาสดาเท่านั้น ได้เป็นปุถุชนอยู่ประมาณ ๗ วัน. ในวันที่ ๘ ก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. 
         ลำดับนั้น พระศาสดาทรงสรรเสริญพระเถระนั้น โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัสสปเปรียบเสมอด้วยพระจันทร์ เข้าไปยังตระกูลทั้งหลาย ไม่คะนองกาย ไม่คะนองจิต เป็นผู้ใหม่อยู่เป็นนิตย์ ไม่เย่อหยิ่งในตระกูลทั้งหลาย ดังนี้, 
         ในกาลต่อมา เมื่อประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า ทรงตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้ทรงธุดงค์และกล่าวสอนธุดงค์ว่า ภิกษุทั้งหลาย กัสสปนี้เป็นผู้เลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้ทรงธุดงค์และกล่าวสอนธุดงค์ ดังนี้. 
         ท่านพระมหากัสสปอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ได้รับความเป็นพระมหาสาวกแล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความประพฤติในชาติก่อน ด้วยความโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ความว่า ได้ยินว่า จำเดิมแต่กาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเสด็จออกจากพระครรภ์ของพระมารดา ในสมัยที่ย่างพระบาท ปทุมแสนกลีบทำลายแผ่นดินผุดขึ้น ณ พระบาทที่ทรงเหยียบแล้วๆ เพราะฉะนั้น คำว่า ปทุมุตฺตรสฺส นั้นจึงได้เป็นพระนามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. 
         ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะสัตว์หนึ่งๆ ในบรรดาสัตตนิกายทั้งสิ้น กระทำบุญคนละร้อย (พระองค์) ทรงกระทำบุญได้ร้อยเท่าของบุญนั้น.
         บทว่า โลกเชฏฺฐสฺส ตาทิโน ความว่า ผู้เป็นประธานของสัตวโลก ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะทรงถึงความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์. 
         บทว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งของสัตวโลก ปรินิพพานแล้วด้วยขันธปรินิพพาน. อธิบายว่า เสด็จไปสู่ที่แลไม่เห็น. 
         ด้วยบทว่า ปูชํ กุพฺพนฺติ สตฺถุโน นี้ เชื่อมความว่า เล่นสาธุกีฬากระทำการบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ได้พระนามว่า พระศาสดา เพราะทรงสั่งสอนชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก. 
         ด้วยบทว่า อคฺคึ จินนฺตี ชนตา นี้ เชื่อมความว่า หมู่ชนก่อไฟทำให้เป็นกองเพื่อต้องการจะเผา ร่าเริง ยินดี โดยทั่วกัน คือโดยรอบๆ ร่าเริง ยินดี โดยปการะคือแต่ละอย่างๆ กระทำบูชาอยู่.
         บทว่า เตสุ สํเวคชาเตสุ ความว่า เมื่อหมู่ชนเหล่านั้นถึงความสังเวช ได้ความสะดุ้ง ความปีติ คือความร่าเริงเกิดขึ้น คือปรากฏแก่เรา. 
         บทว่า ญาติมิตฺเต สมาเนตฺวา ความว่า ประชุมเผ่าพันธุ์และสหายของเรา คือทำให้เป็นกลุ่ม. เชื่อมความว่า เราได้กล่าวคือพูดคำนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่หลวงปรินิพพานแล้ว คือได้เสด็จไปสู่ที่ที่ไม่เห็นแล้ว. 
         ศัพท์ว่า หนฺท ในคำว่า หนฺท ปูชํ กโรม เส นี้ เป็นนิบาตบอกอรรถ คือการสละ. อธิบายว่า เพราะเหตุนั้น พวกเราทุกคนผู้มาประชุมกัน จงทำการบูชา. 
         ศัพท์ว่า เส เป็นนิบาต. 
         บทว่า สาธูติ เต ปฏิสฺสุตฺวา ความว่า ญาติและมิตรของเราเหล่านั้นฟังตอบแล้ว คือรับคำเราว่า สาธุ คือดี ได้แก่เจริญ ทำความร่าเริงคือปีติอย่างยิ่ง คืออย่างเหลือล้นให้เกิดแล้ว คือให้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา. 
         แต่นั้น เมื่อจะแสดงการก่อสร้างบุญที่ตนได้ทำไว้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า พุทฺธสฺมึ โลกนาถมฺหิ ดังนี้. 
         ในคำนั้น เชื่อมความว่า เราสร้างเองและให้คนอื่นสร้างเจดีย์อันพุ่งขึ้น คือสูงขึ้น ๑๐๐ ศอก กว้าง ๑๕๐ ศอก สูงขึ้นในท้องฟ้าคือในอากาศดุจวิมาน ให้เป็นการสร้างอย่างดี คือให้เป็นการสร้างด้วยอาการอันดี มีค่า แล้วกระทำคือได้กระทำการสะสมบุญ ได้แก่บุญราศีคือกองบุญ. 
         บทว่า กตฺวาน อคฺฆิยํ ตตฺถ ความว่า ทำเองและให้คนอื่นทำให้มีค่าวิจิตรคืองดงาม ด้วยถ่องแถวแห่งตาล คือด้วยแนวแห่งต้นตาล ยังจิตของตนให้เลื่อมใส บูชาพระเจดีย์ชั้นสูงสุด ด้วยบทว่า เจติยํ ปูชยุตฺตมํ เชื่อมความว่า เราบูชาพระเจดีย์อันสูงสุด คือที่เขาบรรจุพระธาตุของพระพุทธเจ้าไว้. 
         เมื่อจะแสดงความใหญ่มหึมาของพระเจดีย์นั้น จึงกล่าวคำว่า อคฺคิกฺขนฺโธว ดังนี้เป็นต้น. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺคิกฺขนฺโธว เชื่อมความว่า พระเจดีย์นั้นย่อมส่องแสงด้วยรัตนะ ๗ ประการเหมือนกองไฟโพลงอยู่ในอากาศ สว่างไสวคือโชติช่วงตลอดจตุรทิศคือทิศทั้งสี่ เหมือนต้นพญารังบานคือมีดอกบาน และเหมือนสายรุ้งในอากาศ. 
         บทว่า ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา เชื่อมความว่า เรายังจิตคือใจให้เลื่อมใส คือทำความโสมนัสในห้องบรรจุพระธาตุอันโชติช่วงผู้นั้น แล้วทำกุศลคือบุญเป็นอันมาก คือมีประการต่างๆ ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตนั้น ได้ระลึกถึงบุญกรรมอย่างนี้ว่า เราได้ทำบุญมีประมาณเท่านี้ ในห้องบรรจุพระธาตุ และในพระศาสนา ตายแล้วจึงเข้าถึงคือเกิดยังไตรทศ คือภพดาวดึงส์เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้นฉะนั้น. 
         เมื่อจะประกาศสมบัติของตนที่ได้ในเทวโลกที่เกิดขึ้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สหสฺสยุตฺตํ ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีอธิบายว่า เราอยู่ยังยานอันเทียมด้วยม้า คือรถทิพย์อันเทียมด้วยม้าสินธพพันตัว. เรามีภพคือมีวิมานสูงตระหง่าน ๗ ชั้น. 
         อธิบายว่า ในวิมานนั้นได้มีกูฏาคารพันหลังสำเร็จด้วยทองคำทั้งสิ้น. 
         เชื่อมความว่า ด้วยเดชของตน คือด้วยอานุภาพของตน เราย่อมรุ่งเรืองคือโชติช่วง ทำทิศทั้งปวงคือทั้งสิบทิศให้สว่างไสวอยู่. 
         ในวิมานที่ปรากฏแก่เรานั้น มีหอคอย คือศาลาหน้ามุขแม้หลังอื่นอยู่. ศาลาหน้ามุขเป็นอย่างไร? เชื่อมความว่า ในกาลนั้น หอคอยแม้เหล่านั้นสำเร็จด้วยทับทิม คือสำเร็จด้วยแก้วมณีแดง โชติช่วงไปตลอด ๔ ทิศด้วยแสงสว่างคือรัศมี. 
         อธิบายว่า เราครอบงำเทวดาทั้งปวง คือเทวดาในเทวโลก ๖ ชั้นทั้งสิ้น. 
         หากจะมีผู้ถามว่า เป็นผลของอะไร? 
         ขอตอบว่า นี้เป็นผลแห่งบุญกรรมที่เราทำไว้แล้ว. 
         แต่นั้น เมื่อจะแสดงมนุษย์สมบัติ จึงกล่าวคำว่า สฏฺฐิกปฺปสหสฺสมฺหิ ดังนี้เป็นต้น. 
         ในคำนั้น เชื่อมความว่า ในที่สุดหกหมื่นกัป ภายหลังกัปนี้ไป เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดินามว่าอุพพิทธะ มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต คือมีมหาทวีป ๔ เป็นที่สุด เป็นผู้ชนะคือชนะข้าศึกทั้งปวงครอบครองแผ่นดิน คือครองราชสมบัติ. 
         บทว่า ตเถว ภทฺทเก กปฺเป คือ ในกัปชื่อว่าภัททกะ เพราะเป็นกัปที่ประดับด้วยพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์. 
         เชื่อมความในตอนนี้ว่า เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่ เป็นประธานในทวีปทั้งสี่ ๓๐ ครั้ง คือ ๓๐ ชาติ สมบูรณ์คือพรั่งพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการมีจักรรัตนะเป็นต้น ยินดีในกรรมของตน คือยินดี ได้แก่ยึดแน่นอยู่ในกรรมของตน ได้แก่ทศพิธราชธรรม. 
         เมื่อจะแสดงสมบัติที่เสวยในคราวที่ตนเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จึงกล่าวคำว่า ตตฺถาปิ ภวนํ มยฺหํ ดังนี้เป็นต้น. 
         ในคำนั้น เชื่อมความว่า ในความเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้น ภพของเราคือปราสาทของเรา สูงขึ้นเหมือนสายรุ้งกินน้ำ คือสูงขึ้นไปโดยชนิดเป็นชั้น ๗ ชั้นเป็นต้นเหมือนสายฟ้า ตั้งสว่างจ้าอยู่ในอากาศ ว่าโดยส่วนยาวและส่วนสูง ๒๔ โยชน์ ว่าโดยส่วนกว้าง ๑๒ โยชน์. 
         อธิบายว่า ได้มีนครชื่อว่ารัมมณะ เพราะเป็นที่ติดใจของชนทั้งปวง. ท่านแสดงว่า นครที่สมบูรณ์ด้วยกำแพงและเสาระเนียดมั่นคงสูงประมาณ ๑๒ หรือ ๓๐ ศอก. 
         ตทฑฺฒกํ ตัดบทเป็น ตโต อฑฺฒกํ อธิบายว่า ประมาณ ๒๕๐ โยชน์. 
         บทว่า ปกฺขิตฺตา ปณฺณวีสติ ความว่า จัดร้านขายของ ๒๐ ร้านคือเขตกำหนดถนนติดๆ กัน. 
         บทว่า พฺรหฺมญฺญกุลสมฺภูโต แปลว่า เกิดในตระกูลพราหมณ์. 
         คำที่เหลือ เข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้ว ฉะนี้แล.
จบพรรณนามหากัสสปเถราปทาน

13 มกราคม 2569

พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ พุทธวรรค มหากัสสปเถราปทานที่ ๕ (๓)

ว่าด้วยผลแห่งการสร้างพุทธเจดีย์
[๕] ในกาลเมื่อพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระเชฏฐบุรุษของโลก ผู้คงที่
วีดีโอ
ผู้เป็นนาถะของโลก นิพพานแล้ว ชนทั้งหลายทำการบูชาพระศาสดา หมู่ชน
                มีจิตร่าเริง เบิกบาน บันเทิง เมื่อเขาเหล่านั้นเกิดความสังเวช ปีติย่อมเกิด แก่เรา เราประชุมญาติและมิตรแล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า
                พระมหาวีรเจ้า ปรินิพพานแล้ว เชิญเรามาทำการบูชากันเถิด พวกเขารับคำว่าสาธุแล้ว ทำความร่าเริงให้เกิดแก่เราอย่างยิ่งว่า พวกเราจักทำทานก่อสร้างบุญ ใน พระพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก
                เราได้สร้างเจดีย์อันมีค่าทำอย่างเรียบร้อย สูงร้อยศอก สร้างปราสาทร้อยห้าสิบศอก สูงจรดท้องฟ้า
                ครั้นสร้างเจดีย์ อันมีค่างดงามด้วยระเบียบอันดีไว้ที่นั้นแล้ว ได้ยังจิตของตนให้เลื่อมใส บูชาเจดีย์อันอุดม ปราสาทย่อมรุ่งเรือง ดังกองไฟโพลงอยู่ในอากาศ เช่น พระยารังกำลังดอกบาน
                ย่อมสว่างจ้าทั่วสี่ทิศเหมือนสายฟ้าในอากาศ เรา ยังจิตให้เลื่อมใสในห้องพระบรมธาตุนั้น ก่อสร้างกุศลเป็นอันมาก ระลึก ถึงกรรมเก่าแล้ว ได้เข้าถึงไตรทศ
              เราอยู่บนยานทิพย์อันเทียมด้วยม้าสินธพ พันตัว วิมานของเราสูงตระหง่าน สูงสุดเจ็ดชั้น กูฏาคาร (ปราสาท) พันหนึ่ง สำเร็จด้วยทองคำล้วน ย่อมรุ่งเรือง ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว ด้วยเดชของตน ในกาลนั้น ศาลาหน้ามุขแม้เหล่าอื่นอันสำเร็จด้วยแก้วมณี มีอยู่ แม้ศาลาหน้ามุขเหล่านั้นก็โชติช่วงด้วยรัศมีทั่วสี่ทิศโดยรอบกูฏาคาร อันบังเกิดขึ้นด้วยบุญกรรม อันบุญกรรมนิรมิตไว้เรียบร้อย สำเร็จด้วย แก้วมณีโชติช่วงทั่วทิศน้อยทิศใหญ่โดยรอบ โอภาสแห่งกูฏาคารอันโชติช่วง อยู่เหล่านั้น เป็นสิ่งไพบูลย์
                เราย่อมครอบงำเทวดาทั้งปวงได้ นี้เป็นผล แห่งบุญกรรม เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครอบครองแผ่นดิน มีสมุทรสาครสี่เป็นขอบเขต ในหกหมื่นกัลป์
                ในภัทรกัลป์นี้ เราได้เป็นเหมือน อย่างนั้น ๓๓ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีกำลังมาก ยินดีในกรรมของตน สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔
                ในครั้งนั้น ปราสาท ของเราสว่างไสวดังสายฟ้า ด้านยาว ๒๔ โยชน์ ด้านกว้าง ๑๒ โยชน์ พระนครชื่อรัมมกะ มีกำแพงและค่ายมั่นคงด้านยาว ๕๐๐ โยชน์ ด้านกว้าง ๒๕๐ โยชน์ คับคั่งด้วยหมู่ชน เหมือนเทพนครของชาวไตรทศ เข็ม ๒๕ เล่ม เขาใส่ไว้ในกล่องเข็ม ย่อมกระทบกันและกัน เบียดเสียดกันเป็นนิจ ฉันใด
                แม้นครของเราก็ฉันนั้น เกลื่อนด้วยช้างม้าและรถ คับคั่งด้วยหมู่มนุษย์ น่ารื่นรมย์ เป็นนครอุดม
                เรากินและดื่มอยู่ในนครนั้น แล้วไปเกิดเป็น เทวดาอีกในภพที่สุด กุศลสมบัติได้มีแล้วแก่เรา เราสมภพในสกุลพราหมณ์ สั่งสมรัตนะมาก ละเงินประมาณ ๘๐ โกฏิ เสียแล้วออกบวช คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระมหากัสสปเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.
จบมหากัสสปเถราปทาน.