Translate

29 พฤศจิกายน 2568

อัธยายที่ 02 สมุตสาหปริวรฺโต ทฺวิตียะ ชื่อสมุตสาหปริวรรต(ว่าด้วยความพยายาม) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

 ความพยายาม
   
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมทั้งหลายนั้น ธรรมบรรยายมีนามว่า ลลิตวิสตร อันดีงาม จัดอยู่ในประเภทพระสูตรชื่อมหาไวปุลย (มีอรรถอันไพบูลย์ใหญ่ยิ่ง) มีเท่าไร
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ ธรรมบรรยายมีนามว่าลลิตวิสตรอันดีงามจัดอยู่ในประเภทพระสูตรชื่อมหาไวปุลยชื่อมหาไวปุลย(มีอรรถอันไพบูลย์ใหญ่ยิ่ง)นั้น
                        เป็นของพระโพธิสัตว์ผู้สถิตย์อยู่ในภพอันประเสริฐชื่อว่าดุษิต(สวรรค์ชั้นดุสิต)
                        มีผู้ที่นับถือได้บูชาแล้ว ได้ปราบดาภิเษกแล้ว มีเทพยาดาตั้งแสนสดุดีชมเชยพรรณนาสรรเสริญ ได้อภิเษกแล้ว มีความตั้งใจสูง มีปัญญาอันมาจากหลักธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งปวง มีดวงตาคือญาณอันบริศุทธกว้างขวางเป็นอันดี มีปัญญากว้างขวางอันบ่มด้วยสมฤติ มติ คติ และธฤติ
                        บรรลุบารมีอย่างยอดยิ่งอันเป็นอุปายโกศลใหญ่ยิ่ง คือทาน ศีล กษนติ วีรยะ ธยานะ และปรัชญา(*1)
 เป็นผู้ฉลาดในพรหมบถ(พรหมวิหาร)คือมหาไมตรี กรุณา มุทิตา อุเบกษา เป็นผู้บรรลุสุดยอดอันสมบูรณ์ยิ่งในโพธิปักษธรรมทั้งปวง คือสฤตยุปัสถานะ สัมยักปรหาณ ฤทธิปาท อินทรีย์ พละ โพธยังคะ และมรรค ซึ่งเป็นธรรมมุ่งตรงต่อชญานทรรศนะ (เห็นด้วยญาณ) เห็นแจ้งธรรมที่เป็นสังคณะ (เกลศแทรกซึม) และอาวรณะ(อวิชชาเครื่องกำบัง) แห่งอภิญญา มีพระกายประดับด้วยลักษณะ(32ประการ)และอนุพยัญชนะ(80ประการ)อันเพียบพร้อมไปด้วยบุณยสัมภาร หาประมาณมิได้ ประพฤติตามธรรมตลอดกาลนาน พูดอย่างใดทำอย่างนั้นมีวาจีกรรมไม่มดเท็จ ทีวาจาเป็นที่เชื่อถือได้ มีใจซื่อตรง ไม่คตเคี้ยวกลับกลอก ไม่มีอะไรขัดขวาง ปราศจากมานะ ความมัวเมา ความหยิ่งจองหอง ความกลัว ความทุกข์ทั้งสิ้น มีใจสม่ำเสมอในสัตว์ทั้งปวง (ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง) มีพระพุทธเจ้าตั้งแต่แสนล้านโกฏินับไม่ถ้วนเข้ามานั่งรอบๆ
 มีพระพักตร์อันพระโพธิสัตว์จำนวนมากตั้งแสนล้านโกฏิมองแล้วมองอีก มีพระยศเป็นที่ชื่นชมยินดีของหมู่ อินทร์ พรหม อิศวร โลกบาล เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร งูใหญ่ รากษส เป็นผู้ฉลาดในบท ประเภท นิเทส อสังคะ ประติสัมพิทะ และอวตารชญานทั้งปวง เป็นผู้ได้รับมนตร์ธารณีอันไม่ฟุ้งสร้าน ไม่สิ้นสุดไม่มีขอบเขต เป็นภาชนะ คือ สมฤติอันรองรับพุทธภาษิตทั้งปวงได้เป็นนายพาณิชใหญ่ บรรทุกธรรมนาวาขึ้นสู่ระวางด้วยสินค้า คือ ธรรมรัตนะได้แก่ สมฤตยุปัสถาน สัมยักประหาณ ฤทธิปาท อินทรียะ พละ โพธยังคะ มรรค บารมี อุปายโกศล และบุณยมุ่งที่จะข้ามโอฆะทั้ง 4 มีความประสงค์เฉพาะหน้าที่จะกำจัดมานะ บำราบลัทธิอื่นทั้งหมดอย่างเต็มที่ ดำรงอยู่ในฐานเป็นยอดนักรบ ทำลายล้างหมู่ศัตรูคือเกลศ มีวัชราวุธอันประเสริฐ คือชญานเป็นเครื่องประหารเข็มแข็ง ทรงเป็นดอกบัวคือมหาบุรุษ มีรากเหง้า คือจิตตรัสรู้ มีลำก้านคือมหากรุณา สูงด้วยอัธยาศัย (คือมหากรุณาประจำอยู่ภายในใจ) รดด้วยน้ำคือความเพียรอันลึกซึ้ง
 มีช่อดอกคือความฉลาดในอุบาย มีเกสร คือโพธยังคธยาน (ฌานเป็นองค์ตรัสรู้) มีใยคือสมาธิ บัวนั้นเกิดดีแล้วในสระที่มีน้ำใสสะอาด คือหมู่แห่งคุณธรรมทั้งหลาย มีกลีบปราศจากมลทินอันแผ่กว้างดังดวงจันทร์เพ็ญไม่มีรอยรั่วคือปราศจากความมัวเมาและความถือตัว มีกลิ่นหอมตลบไปในทิศทั้งสิบกลิ่นหอมนั้นคือศีล ศรุต (การเล่าเรียนสดับฟัง) ปรสาทะ (ความเลื่อมใส) เจริญแล้วด้วยชญานในโลก ไม่เปรอะเปื้อนด้วยโลกธรรมทั้ง 8 มีกลิ่นหอมอันกระจายไปด้วยปุณยสัมภาระและชญานสัมภาระ (สะสมบุญและสะสมชญ๗นมีจำนวนมาก) เป็นบัวสัตบรรณ (100กลีบ) อันรุ่งเรืองบริศุทธพิเศษยิ่ง บานแล้วด้วยรัศมีแห่งอาทิตย์คือปรัชญาชญาน ทรงเป็นชายชาตรีสิงห์ผู้ร่ายมนตร์อย่างดียิ่งเบ่งกระแสมนตร์ออกไปคือมีฤทธิบาท 4 มีเล็บเขี้ยวอันคมดีคืออารยสัตย์ 4 มีดวงตาประกอบด้วยพรหมวิหาร 4 มีศีรษะอันสงเคราะห์ดีแล้วด้วยสังครหวัสตุ 4 มีกายสูงขึ้นตามลำดับด้วยการตรัสรู้ประตีตยสมุตปาทมีองค์ 12 มีกลุ่มขนคอคือการตรัสรู้อวิทยาอันเกิดดีแล้ว สมบูรณ์พร้อมแล้วด้วยโพธิปักษธรรม 37 ประการ
 มีปากอ้าหาวลมคือวิโมกษ 3 มีแววตาใสบริศุทธคือศมถะและวิทรรศนา อาศัยอยู่ในถ้ำซอกภูเขาคือธยาน วิโมกษ สมาธิ และสมาบัติ มีต้นไม้อันเจริญงอกงามดีแล้วอยู่ในสวนอุทยานคืออิริบททั้ง 4 อันแช่มช้อยละมุนละม่อม มีกำลังอันเจริญด้วยการฝึกซ้อมคือทศพล(*2) (กำลัง 10)และไวศารัทยะ(*3) (ความกล้าหาญ4) ปราศจากความครั่นคร้ามสยดสยองในความเจริญและความเสื่อม ระงับหมู่คณะกระต่ายป่า และมฤคคือพวกเดียรถี บรรลือมหาสีหนาทคือเปล่งเสียงประกาศ ในราตมยะ(อนัตตา) ทรงเป็นมหาบุรุษชายชาติดวงตะวันที่ส่องแสงร้อนแรงด้วยรัศมีแสงสว่างคือบุณยในหมู่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ข่มแสงหมู่หิ่งห้อยคือพวกเดียรถีด้วยรัศมีแสงสว่างคือปรัชญาอันมีวิมุกติและธยานเป็นภาคพื้น มีวีรยะ(ความเพียร) เป็นกำลังเผาผลาญเครื่องมือแห่งความมืดซึ่งได้แก่ความมืดมนคืออวิทยา ทรงเป็นมหาบุรุษเทียบเท่าดวงจันทร์ลดตัวลงในปักษ์ข้างแรม ขยายตัวขึ้นเป็นลำดับในปักษ์ข้างขึ้น เป็นที่อิ่มใจและน่าดูไม่เคืองนัยน์ตา ประดับด้วยหมู่ดวงดาวคือเทวดาตั้งแสนตน มีธยาน วิโมกษ และชญานเป็นขอบวงกลม แผ่ซ่านรัศมีจันทร์อย่างสุขสบายคือโพธยังค์(องค์ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้)
                        *1 ตามนิกายมหายานมี บารมี 6 อย่าง และคำว่าปรัชญาในที่นี้เป็นคำสันสกฤตเขียนว่า ปฺรชญา ตรงกบคำมคธว่า ปัญญา แปลเป็นไทยว่าปัญญาหรือความรู้ คำอังกฤษว่า Intellectual หาใช่ปรัชญาตามที่กระทรวงศึกษาธิการแปลออกมาจากคำอังกฤษว่า Philosophy ไม่
                        *2 ทศพละคือ ญาณมีกำลัง 10 อย่าง ได้แก่ 1ฐานาฐานญาณ ญาณกำหนดรู้ฐานะและอฐานะ  2 วิปากญาณ ณาณกำหนดรู้ผลแห่งกรรม  3 สัพพัตถคามีนีปฏิทาญาณ ญาณกำหนดรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง  4นานาธาตุญาณ ญาณกำหนดรู้ธาตุต่างๆ  5 นานาธิมุตติกญาณ ญาณกำหนดรู้อธิมุตคือ อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลายต่างๆกัน  6 อินทรียปโรปริยัตตญาณ ญาณกำหนดรู้ความยิ่งและความหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย 7 นานาติสังกิเลสาทิญาณ ญาณกำหนดรู้อาการมีความเศร้าหมองเป็นต้นแห่งธรรม มีญาณเป็นต้น  8 ปุพเพนิวาสนุสสติญาณ ญาณกำหนดระลึกขาติหนลังได้  9 จุตูปปาตญาณ ญาณกำหนดรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นต่างๆกันโดยกรรม  10  อาสวักขยญาณ ญาณรู้จักทำอาสวะให้สิ้น
                        *3 ไวศารัทยะ 4 คือ ไม่มีใครท้วงโดยธรรมในฐานะ 4 อย่างคือ 1 ปฏิญญาว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะแต่ยังมิได้ตรัสรู้  2 สํกิเลสธรรมเป็นอันตรายนิรวาณ  3 ผู้ปฏิบัติธรรมไนราณิกี คือ ธรรมเป็นเครื่องนำออกจากวัฏสงสารจะห่างไกลนิรวาณ  5 มีประหาณชญานคือชญานรู้ความสิ้นอาศวะทั้งปวง
 คลี่ขยายดอกกุมุท (บัวก้านอ่อน) คือคนที่มีความรู้สามัญและที่มีความรู้พิเศษ แวดล้อมตามลำดับชั้นด้วยหมู่ดาวที่ส่องแสงคือชุมนุมชน(บริษัท) 4 จำพวก (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ประกอบด้วยรัตนะคือโพธยังค์ 7 อย่าง ประกอบด้วยดวงจิตมีความรู้สึกสม่ำเสมอในสรรพสัตว์ไม่เลือกหน้า มีความรู้ตลอดปลอดโปร่งไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคขัดขวาง ทรงประพฤติพรตและตบะคือกุศลกรรมบถ 10 ประการ ทรงตั้งพระทัยที่จะบรรลุถึงธรรมอันวิเศษมั่งคงสมบูรณ์ยิ่ง ทรงอุบัติในวงศ์สกุลแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งเป็นผู้ยังจักรรัตนะคือพระธรรมอันประเสริฐของพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม ให้หมุนจักรรัตนะนั้นเคลื่อนไปโดยไม่มีอะไรขัดขวาง ทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยพระธรรมรัตนะทั้งปวง คือ ปรตีตยสมุตปาท อันลึกยากที่จะหยั่งถึง ไม่ล่วงละเมิดขอบเขตคือชญานและศีลเริ่มขึ้นอย่างใหญ่โตกว้างขวางฟังแล้วไม่รู้อิ่ม
 มีพระเนตรดั่งว่ากระพุ้งดอกบัวหลวงมีความรู้กว้างขวางทรงไว้ซึ่งความประเสริฐดั่งว่าทะเล มีพระหทัยเสมอด้วย ดิน น้ำ ไฟ ลม ทรงพระกำลังแข็งแรงมั่นคงไม่สะเทือนเทียมเท่าภูเขาสุเมรุ เมื่อแนะนำก็ไม่ทอดทิ้งละเลยด้วยความโกรธ มีความรู้ผ่องใสไพบูลย์ ไม่จำนน กว้างขวางเหมือนพื้นแผ่นฟ้า มีพระอัธยาศัยบริศุทธยิ่ง ทรงให้ทานเป็นอันดี ทรงประกอบความดีมาก่อนแล้ว ทรงสร้างสมภารเป็นอย่างดี ทรงประทานตราเครื่องหมายคือความสัตย์ ทรงแสวงหากุศลมูลทั้งปวง ทรงมีวาสนาได้อบรม ทรงมีกุศลมูลทั้งปวงดั่งว่า บรมคติคือทางดำเนินอันสูงสุด ทรงกลั่นเอาแต่กุศลมูลทั้งปวงอันนำมาเสร็จสรรพแล้วนั้นในกัลปซึ่งมี 7 อสงไขย(*1) ทรงให้ทาน 7 อย่าง ทรงประพฤติประกอบในบุณยกริยาวัสตุ 5 อย่าง ทรงประพฤติสุจริตด้วยกาย 3 ด้วยวาจา 4 ด้วยใจ 3 ทรงประพฤติประกอบด้วยกุศลกรรมบถ 10 และการให้ทาน ทรงประพฤติฝึกฝน สัมยักประโยค(คือกัมมัฏฐาน) ประกอบด้วยองค์ 40 (*2)
 ทรงประพฤติปฏิบัติใฝ่พระหทัยใน สัมยักปรณิธาน (คือ ในหลักสมาธิอันสุขุมโดยชอบ) ประกอบด้วยองค์ 40 ทรงประพฤติปฏิบัติใน สมยัคธยาศยะ (คือ ธรรมเป็นเครื่องอาซัยของจิตโดยชอบ ประกอบด้วยองค์ 40 ทรงประพฤติบำเพ็ญ สัมยัควิโมกษ (คือ ความหลุดพ้นจากอำนาจใดๆทั้งสิ้น อันเป็นอิสระโดยชอบ) ประกอบด้วยองค์ 40  ทรงประพฤติธรรมอันตรงต่อ สัมยัคธิมุกติ (ได้แก่ ความถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระไม่ขึ้นอยู่กับอำนาจใดๆทั้งสิ้นอันชอบ) ประกอบด้วยองค์ 40 ทรงประพฤติถือบวชตามอย่างในสำนักพระพุทธเจ้า สีสิบแสนโกฏินิยุตะ (*3) ทรงประพฤติถวายทานในสำนักพระพุทธเจ้าห้าสิบห้าแสนโกฏินิยุตะ ทรงประพฤติบำเพ็ญอธิการ (สะสมบารมี) ในพระปรัตเยกพุทธสี่ร้อยโกฏิกึ่ง ทรงประพฤติช่วยให้สัตว์ถึงสวรรค์นิรวาณมีจำนวนนับไม่ถ้วน ทรงมุ่งต่อการตรัสรู้ อนุตตรสัมยักสัมโพธิ แต่ยังติดอยู่เพียงทรงอุบัติอีกชาติเดียว ทรงเป็นผู้ซึ่งจุติจากมนุษยโลกนี้แล้วประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุษิตเป็นเทวะบุตรสูงสุดทรงพระนามว่า เศวตเกตุ มีหมู่เทพยดาทั้งปวงพากันมาบูชาโดยเข้าใจว่าเทวะบุตรเศวตเกตุองค์นี้ เมื่อสิ้นรัศมีจากสวรรค์ชั้นดุษิตแล้วจะอุบัติในโลกมนุษย์ ไม่ช้าก็จะตรัสรู้ อนุตตรสัมยักสัมโพธิ คือ ปรัชญาตรัสรู้โดยชอบอย่างสูงสุด
                        *1 อสงไขย 7 คือ นันทอสงไขย , สุนันทอสงไขย , ปฐวีอสงไขย , มัณฑอสงไขย , ธรณีอสงไขย , สารอสงไข , ปุณฑริกอสงไขย
                        *2 กัมมัฏฐาน 40 คือ กสิณ 10 อสุภ 10 อนุสสติ 10 อัปมัญญา 4 พรมหวิหาร 4 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 จตุธาตุววัตถานะ 1
                        *3 นิยุตะมีมาตราว่า ร้อยโกฏิเป็นอยุตะ  ร้อยอยุตะเป็นนิยุตะ
 เมื่อพระโพธิสัตว์ประทับอย่างเป็นสุขในมหาวิมานนั้น อันตั้งอยู่บนพื้นที่ 3 หมื่น 2 พันชั้น ประดับด้วยเรือนยอดพื้นปราสาทอันมีบรรลังก์ ประตู ซุ้มประตูมีลวดลาย หน้าต่าง ยกฉัตร ธงชัย ธงปฏาก ตาข่ายกระดิ่งแก้ว ภู่ห้อยเพดาน เป็นพืดติดต่อด้วยดอกมณฑารพและมหามณฑารพ เดียรดาษกลาดเกลื่อนไปด้วยเสียงขับลำทำเพลงของนางอัปสรตั้งหมื่นแสนโกฏิ งามด้วยรัตนพฤกษ์ คือ จำปาออกดอกบานแฉล้ม แคฝอย ทองหลาง จิกน้อย จิกใหญ่ อโศก ไทย มะขาม ประดู่ กรรณิกา สารภี รัง ปกคลุมด้วยตาข่ายทองคำ งามด้วยหม้อใหญ่ใส่น้ำเต็ม งาด้วยจัดระเบียบสม่ำเสมอ มีพระพายรำเพยพัดดอกมะลิพุ่มเหมือนดวงดาวมีแสงสว่างอันเทวดาตั้งหมื่นแสนโกฏิหันหน้ามามอง เป็นเครื่องทำลายเกลศคือกำลังแห่งความยินดีในกามด้วยบทเพลงคือธรรมอันใหญ่ยิ่งไพบูลย์ เป็นเครื่องบำบัดความโกรธ ความหงุดหงิดใจ มานะ ความมัวเมา ความจองหองอันครอบงำอยู่แล้ว เป็นเครื่องให้เกิดความอิ่มใจ ความเลื่อมใส ความชื่นใจ ความเพียรสูงและสติปันไพบูลย์ พระองค์ประทับอย่างเป็นสุขแล้ว เมื่อการแสดงธรรมอันใหญ่ยิ่งนั้นดำเนินไปแล้ว ก็ได้มีคาถาเหล่านี้เปล่งออกมาด้วยการอัดตัวของกุศลกรรมในปางก่อนของพระโพธิสัตว์ โดยการบรรเลงดนตรีขับร้องของเทวดาตั้ง 8 หมื่น 4 พัน ตน เหล่านั้นอย่างเซ้งแซ่ ว่า
       1 ข้าแต่พระองค์ผู้สะสมบุณยอันไพบูลย์มีสติ มีมติ กระทำแสงสว่าง คือปัญญาหาที่สุดมิได้ องอาจแกล้วกล้าไพบูลย์ด้วยกำลังไม่มีใครเทียมเท่า ขอพระองค์จงระลึกถึงคำพยากรณ์ของพระทีปังกรพุทธเจ้า ฯ
       2 ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระหทัยหามลทินมิได้อย่างไพบูลย์ ขอพระองค์งจงทรงระลึกถึงโทษในการมัวเมาที่ได้สงบลงแล้ว เพราะละมลทินทั้ง 3 นั้นได้อย่างถึงขนาดเท่ากับเป็นผู้มีจิตงามบริศุทธปราศจากมลทินประพฤติติดต่อกันมาในภพทั้ง 3 เหมือนเส้นเชือก ฯ
       3 ข้าแต่พระองค์ผู้มีวงศ์ตระกูลสูง มีความเพียร มีกำลัง มีธยานและปรัชญา ซึ่งได้ปฏิบัติมาแล้วนับด้วยหมื่น(โกฏิฉ ปัลป ขอพระองค์จงทรงระลึกถึง ศมถะ ศีลพรต คือการสมาทานศีล กษมา(การอดทน) และทมะ(การข่มอินทรีย์) ฯ
       4 ข้าแต่พระองค์ผู้มีเกียรติหาที่สุดมิได้ เมื่อพระองค์จะทรงกรุณาต่อสรรพสัตว์ ขอพระองค์จงทรงระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้ง 3 นับจำนวนเป็นหมื่นๆ ซึ่งเขาได้บูชากันมาแล้ว นี่ก็ถึงเวลาแล้ว ขอพรองค์อย่าได้เพิกเฉยเสียเลย ฯ
       5 ข้าแต่พระองค์ผู้รู้วิธีจุติ ผู้กำจัดชรา มรณะ และเกลศ ผู้ปราศจากธุลีคือ เกลศ เทวดา อสูร นาค ยักษ์ คนธรรพ์ ทั้งหลายเป็นอันมากเขาตั้งตาคอยอยู่แล้ว ขอพระองค์จงจุติ จุติเถิด ฯ
       6 ถึงพระองค์จะยินดีอยู่ในที่นี้ตลอด 1000กัลป ก็ไม่มีอิ่มในทิพยสมบัติ เหมือนทะเลไม่อิ่มน้ำ ดังข้าพเจ้าขอโอกาส ขอพระองค์จงอิ่มปรัชญาและยังประชุมชนทั้งหลายผู้กระหายอยู่นานแล้วให้อิ่มปรัชญาด้วยเถิด ฯ
       7 ถึงแม้พระองค์มี(ความมี)ยศไม่ถูกติเตียน ยินดีอยู่ในสภาพเป็นที่ยินดีคือธรรม ไม่ยินดีในกามก็จริง แต่พระองค์ผู้มีพระเนตรไม่ขุ่นมัว ขอจงอนุเคราะห์โลกพร้อมทั้งเทวโลกต่อไปเถิด ฯ
       8 ถึงแม้เทพยดาตั้งหมื่นฟังธรรมของพระองค์แล้วไม่รู้อิ่มก็จริงแต่พระองค์จงมองดูสัตว์ที่อยู่ในอบายซึ่งจะได้รับความคุ้มครองป้องกันจากพระองค์อีกต่อไป ฯ
       9 ถึงแม้พระองค์มีพระเนตรแจ่มใส เห็นพระพุทธเจ้าทั้งหลายในโลกทั้ง 10 ทิศ และฟังธรรมอยู่แล้วก็จริง แต่พระองค์ก็จงจำแนกธรรมอันประเสริฐนั้นในโลกนี้ด้วย ฯ
       10 ข้าแต่พระองค์ท่าน ถึงแม้พิภพดุษิตจะงามด้วยสง่าราศีแห่งบุณยของพระองค์ก็จริง แต่พระองค์ก็จงมีพระทัยประกอบด้วยความกรุณาโปรยฝน (คือธรรม) ให้ตกลงมายังชมพูทวีปอีกต่อไปเถิด ฯ
       11 เทวดาทั้งหลายที่ยังมีรูปธาตุ คือมีรูปร่างอยู่เป็นอันมาก สละกามธาตุได้แล้วต่างพากันยินดีไปทั่วหน้า ขอให้พระองค์ประพฤติเพื่อสำเร็จผล ประสบความตรัสรู้เถิด ฯ
       12 งานของมารพระองค์กำจัดได้แล้ว พวกเดียรถีย์อื่นๆพระองค์ก็ชนะแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่ง เวลานี้ เป็นเวลาที่พระองค์ตรัสรู้สภาพทั้งมวล ขออย่าเพิกเฉยเสียเลย ฯ
       13 เมื่อโลกลุกโชนด้วยไฟคือเกลศ ข้าแต่พระองค์ผู้กล้าหาญ ขอพระองค์จงเป็นเหมือนเมฆฝนโปรยคืออมฤตธรรมดับไฟเกลศของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
       14       พระองค์เป็นแพทย์ มีความรู้ฉลาดในธาตุต่างๆ พระองค์เป็นผู้มีความสัตย์ เป็นแพทย์อย่างแท้จริง ขอพระองค์จงรีบบำบัดผู้ป่วยเป็นโรคมานานด้วยยาคือวิโมกษ 3 ให้เขาอยู่ในความสุขคือพระนิรวาณ ฯ
       15       สุนับจิ้งจอก เมื่อไม่ได้ยินเสียงคำรามของราชสีห์ ก็ยังไม่นึกกลัว พากันเห่าคำรามด้วยเสียงคำรามของสุนัขจิ้งจอก ขอพระองค์จงบรรลือสีหนาทของราชสีห์คือเสียงของพระพุทธเจ่า คุกคามให้สุนัขจิ้งจอกคือพวกเดียรถีย์อื่นๆสะดุ้งตกใจ ฯ
       16 พระองค์ผู้มีประทีปคือปรัชญาอยู่ในพระหัตถ์ อุบัติขึ้นมาด้วยกำลังแห่งพละและวีรยะในพื้นแผ่นดิน พระองค์จงตบแผ่นดินด้วยฝ่ายพระหัตถ์อันประเสริฐ ชนะมารเสียเถิด ฯ
       17 เทพผู้เป็นโลกบาลทั้ง 4 คอยจ้องจะถวายบาตรแก่พระองค์ อินทร์ พรหม หลายหมื่นคอยจ้องจะรับพระองค์ซึ่งเสด็จอุบัติแล้ว ฯ
       18 ข้าแต่พระองค์ผู้มีแนวความคิดดี พระองค์ทรงอุบัติในตระกูลใดจึงจะแสดงพระองค์ให้เป็นไปตามประวัติของพระโพธิสัตว์ได้ ขอพระองค์จงพิจารณาตระกูลนั้นด้วยพระยศอันใหญ่ยิ่ง ด้วยตระกูลที่สืบมาจากตระกูลประเสริฐหลายชั่วตระกูล และด้วยวงศ์ตระกูลสูงๆ
       19 ข้าแต่พระองค์ท่าน แก้วมณีจะเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ในภาชนะใด ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระปรัชญาบริศุทธ ขอพระองค์จงโปรยฝนแก้วมณีลงในภาชนะนั้น คือธงชัยชมพูทวีป เถิด ฯ
       20 คาถาซึ่งเปล่งออกมาตามเสียงขับลำทำเพลงมากมายหลายประการดั่งนี้ กระตุ้นเตือนพระทัยประกอบด้วยพระกรุณาว่า นี่ถึงเวลาแล้วอย่าทรงเพิกเฉยเสียเลย ฯ ดั่งนี้แล ฯ
                        อัธยายที่ 2ชื่อสมุตสาหปริวรรต (ว่าด้วยความพยายาม) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร  ดั่งนี้แล ฯ

Superman IV The Quest for Peace (1987) ซูเปอร์แมน 4

ซูเปอร์แมน IV: การแสวงหาสันติภาพ (1987)
 ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ยังคงดำเนินต่อไป โดยคริสโตเฟอร์ รีฟ, จีน แฮ็กแมน และมาร์โกต์ คิดเดอร์ กลับมาอีกครั้งในเรื่องราวการต่อสู้ของซูเปอร์แมน (รีฟ) กับเล็กซ์ ลูเธอร์ (แฮ็กแมน) อัจฉริยะอาชญากรผู้ชั่วร้าย หลังจากประกาศว่าเขาตั้งใจจะกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดออกไปจากโลก ซูเปอร์แมนต้องเอาชนะนิวเคลียสแมนของลูเธอร์ (มาร์ค พิลโลว์) ผู้ต่อสู้กับเขาในสถานที่สำคัญทั่วโลกก่อนที่จะออกผจญภัยสู่อวกาศ ขณะเดียวกัน เมื่อลอยส์ เลน (คิดเดอร์) เชิญซูเปอร์แมนและคลาร์ก เคนท์ไปดินเนอร์คู่ พลังของซูเปอร์แมนก็ถูกทดสอบเพื่อให้ทั้งคู่ได้ร่วมสนุกกัน มารีเอล เฮมิงเวย์ ก็ร่วมแสดงด้วย คริสโตเฟอร์ รีฟ  ยีน แฮ็กแมน  แจ็กกี้ คูเปอร์  มาร์ค แม็คลัวร์  จอน ครายเออร์  แซม วานาเมเกอร์  หมอนมาร์ค  มาริเอล เฮมิงเวย์  มาร์โกต์ คิดเดอร์
 เรื่องราวเกิดขึ้นที่ Smallville Farm เขาได้รับมรดกจากพ่อแม่ผู้ล่วงลับ ซูเปอร์แมนในบทคลาร์ก เค้นท์ ค้นพบแคปซูลที่นำเขามายังโลกและเอาโมดูลพลังงานคริปโตเนียนสีเขียวเรืองแสงออก บันทึกที่ลาร่าแม่ของเขาทิ้งไว้ระบุว่าพลังของมันสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เขากลับมาที่เมโทรโพลิส ซึ่งเขาพบว่า Daily Planet ถูกครอบครองโดย David Warfield นักธุรกิจแท็บลอยด์ที่ไล่ Perry White และจ้าง Lacy ลูกสาวของเขาเป็นบรรณาธิการคนใหม่ หลังจากมีข่าวว่าสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตอาจมีส่วนร่วมในการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ ซูเปอร์แมนจึงแก้ปัญหาด้วยการรวบรวมหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมดจากประเทศต่างๆ ใส่ลงในตาข่ายขนาดยักษ์แล้วโยนขึ้นไปบนดวงอาทิตย์
ตัวละครเด่น: ซูเปอร์แมน(คลาร์ก เคนท์) ตัวละครรอง: เดวิด วอร์ฟิลด์ (ดอนเนอร์เวิร์ส) (ปรากฏตัวครั้งเดียว)
  • เจเรมี่ (ปรากฏตัวครั้งเดียว)
  • จิมมี่ โอลเซ่น
  • เลซี่ วอร์ฟิลด์ (ปรากฏตัวครั้งเดียว)
  • ลอยส์ เลน
  • เพอร์รี่ ไวท์
  • ตัวร้าย:
              • เล็กซ์ ลูเธอร์
              • Nuclear Man (ปรากฏตัวครั้งเดียว; เสียชีวิต)
              • เลนนี่ ลูเธอร์ (ปรากฏตัวครั้งเดียว)
              • แฮร์รี่ ฮาวเลอร์(ปรากฏตัวครั้งเดียว)
              • ฌอง ปิแอร์ ดูบัวส์(ปรากฏตัวเดี่ยว)
              • นายพลโรมอฟฟ์(ปรากฏตัวครั้งเดียว)
    ตัวละครอื่นๆ: ลาร่า (เสียงเท่านั้น)  มิสเตอร์ฮอร์นส์บี้(ปรากฏตัวครั้งเดียว)  โจนาธาน เคนท์ (กล่าวถึงเท่านั้น)  ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา (บนทีวีหรือจอคอมพิวเตอร์)
    รายการ: ยานพาหนะ:
     หลังจากซูเปอร์แมนช่วยนักบินอวกาศที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศโดยปราศจากออกซิเจน เขากลับมายังโลกในฐานะคลาร์ก เคนท์ เพื่อจัดการกับการขายฟาร์มของครอบครัวหลังจากมาร์ธา เคนท์ แม่บุญธรรมเสียชีวิต โดยพบโมดูลพลังงานในยานอวกาศที่นำเขามายังโลก ซึ่งเสียงของลาร่า แม่ผู้ให้กำเนิดของเขาบอกว่าใช้ได้เพียงครั้งเดียว หลังจากนั้น เขากลับไปยังเมโทรโพลิสและพบว่าหนังสือพิมพ์เดลี่แพลเน็ตถูกซื้อกิจการโดยเดวิด วอร์ฟิลด์ เจ้าพ่อแท็บลอยด์ และเลซี ลูกสาวของเดวิด เข้ามาแทนที่เพอร์รี ไวท์ในตำแหน่งบรรณาธิการ ซึ่งเธอเริ่มเข้าหาคลาร์ก แม้ลอยส์จะเตือนเขาว่าคลาร์กเป็น "ลูกเสือที่อายุมากที่สุด" ก็ตาม
     ไม่นาน ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาก็กล่าวสุนทรพจน์ทางโทรทัศน์ว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตล้มเหลว และขณะนี้พวกเขากำลังพิจารณาสร้างระบบป้องกันนิวเคลียร์สำหรับสงครามที่อาจเกิดขึ้น เจเรมี นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ชั้นเรียนของเขากำลังดูสุนทรพจน์นี้อยู่ ได้รับแรงบันดาลใจให้เขียนจดหมายถึงซูเปอร์แมน โดยกล่าวว่าหากเขาสามารถทำลายขีปนาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดของโลกได้ โลกก็จะปลอดภัยจากการระเบิดซึ่งกันและกัน ในตอนแรกซูเปอร์แมนบอกเจเรมีว่าเขาทำแบบนั้นไม่ได้ ซึ่งเป็นคำตอบที่เดลี่แพลนเน็ตซึ่งควบคุมโดยวอร์ฟิลด์ได้นำเสนอออกมาเป็นคำพูดของซูเปอร์แมนที่ว่า "ตายซะไอ้เด็ก" แต่หลังจากพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับลอยส์ เลนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาก็ตระหนักได้ว่าโลกก็เป็นบ้านของเขาเช่นกัน และเขาไม่สามารถอยู่เฉย ๆ และเห็นพลเมืองของโลกทำลายล้างกันเองได้ เขาจึงกล่าวกับสหประชาชาติว่าเขาจะทำลายขีปนาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดโดยเริ่มทันที ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ได้รับการสนับสนุนอย่างน่าประหลาดใจจากทั่วโลก
     ในขณะเดียวกัน เล็กซ์ ลูเธอร์ ได้แหกคุกออกมาด้วยความช่วยเหลือจากเลนนี หลานชายของเขา และได้วางแผนใหม่เพื่อทำลายซูเปอร์แมน โดยการสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีพลังพิเศษที่โคลนมาจากดีเอ็นเอของซูเปอร์แมนโดยตรง ซึ่งเขาได้ตัวอย่างมาจากนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเส้นผมเพียงเส้นเดียวของซูเปอร์แมน ลูเธอร์ได้รับความช่วยเหลือจากพ่อค้าอาวุธในตลาดมืดที่จ้างมาสองสามคน ให้ติดตั้งอุปกรณ์ที่มีสิ่งที่เขาเรียกว่า "สตูว์พันธุกรรม" เข้ากับขีปนาวุธนิวเคลียร์ลูกหนึ่ง ซึ่งซูเปอร์แมนจะโยนขึ้นไปบนดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับที่เขาทำกับลูกอื่นๆ เมื่อขีปนาวุธที่มีอุปกรณ์นี้ไปถึงดวงอาทิตย์และถูกทำลาย มันก็เปลี่ยน "สตูว์" ให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือมนุษย์ที่มีพลังมหาศาลในทันที เขาบินกลับมายังโลกและพบกับลูเธอร์ที่ซ่อนตัวอยู่ในเพนท์เฮาส์ของเขา โดยเรียกเขาว่า "นิวเคลียร์แมน" สิ่งมีชีวิตเดียวที่มีพลังเจาะผิวหนังของซูเปอร์แมนและทำให้เขาอ่อนแอจนตายได้ แน่นอนว่าลูเธอร์แสดงให้หลานชายของเขาเห็นว่านิวเคลียร์แมนต้องการแสงแดดโดยตรงเพื่อดำรงชีวิต มิฉะนั้นเขาจะไร้พลัง
     วันหนึ่ง ลอยส์ เลน ได้พบกับเลซี วอร์ฟิลด์ที่อพาร์ตเมนต์ของเธอเพื่อออกเดทคู่ ซึ่งซูเปอร์แมนพยายามสร้างความบันเทิงให้พวกเขาในฐานะตัวเขาเองและคลาร์ก เคนท์ เมื่อเขาได้รับข้อความวิดีโอลับจากเล็กซ์ ลูเธอร์ บังคับให้คาล-เอลต้องไปพบกันที่เพนต์เฮาส์ของเขา ซูเปอร์แมนขัดจังหวะการเดทเพื่อจัดการกับลูเธอร์ แต่กลับพบว่าตัวเองต้องเผชิญหน้ากับนิวเคลียสแมน สิ่งมีชีวิตที่เขาสร้างขึ้น ทั้งสองต้องต่อสู้กันทั่วโลก โดยนิวเคลียสแมนก่อให้เกิดหายนะมากมาย และซูเปอร์แมนพยายามแก้ไขสถานการณ์เหล่านั้น ในที่สุดพวกเขาก็ลงเอยที่นิวยอร์ก ซึ่งนิวเคลียสแมนขู่ว่าจะทิ้งเทพีเสรีภาพไว้ใจกลางเมือง ซูเปอร์แมนหยุดเหตุการณ์นั้นและบินกลับเกาะเอลลิส แต่นิวเคลียสแมนฉวยโอกาสนี้แทงทะลุผิวหนังของซูเปอร์แมนด้วยเล็บ ซูเปอร์แมนอ่อนแรงจากการสัมผัส ร่วงลงสู่พื้นหลังจากการวางเทพีเสรีภาพกลับคืนที่เดิม จากนั้นนิวเคลียสแมนก็เตะเขาขึ้นไปบนฟ้า ทำให้เสื้อคลุมของเขาหล่นลงบนคบเพลิง
     ในไม่ช้า สำนักพิมพ์ Warfield ก็พิมพ์หนังสือ Superman Is Dead ออกมา และตอนนี้สำนักพิมพ์ก็ได้ผ้าคลุมของ Superman มาไว้ในครอบครองแล้ว เรื่องนี้ทำให้ Lois โกรธมากถึงขั้นที่เธอแย่งผ้าคลุมจากพวกเขาไป แม้ว่า David Warfield จะไล่เธอออกแล้วก็ตาม เธอไปที่อพาร์ตเมนต์ของ Clark และพบว่าเขากำลังป่วยอยู่ที่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน Lois ยื่นผ้าคลุมของ Clark Superman ให้และบอกเขาว่าเธอแค่อยากให้ Superman รู้ว่าเธอรักเขามากแค่ไหน หลังจากที่เธอจากไป Clark ก็ดึงโมดูลพลังงานออกมาจากยานอวกาศ พร้อมกับเสียงของแม่ของเขาที่บอกว่าถ้ามันสามารถฟื้นฟูพลังของเขาได้ การเสียสละครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า
     ในขณะเดียวกัน ลูเธอร์ก็ดีใจกับเงินทั้งหมดที่พ่อค้าอาวุธของเขาทำได้จากการตายของซูเปอร์แมนและการติดอาวุธใหม่ให้กับโลก แม้ว่าเขาจะเลือกที่จะยุติความร่วมมือและเอากำไรทั้งหมดไปเอง โดยใช้พลังของนิวเคลียร์แมนเพื่อสื่อสารประเด็นนี้ ลูเธอร์รู้สึกมั่นใจแล้วว่าเขามีสิ่งมีชีวิตที่มีพลังพิเศษอยู่ในมือ อย่างไรก็ตาม นิวเคลียร์แมนเริ่มมีความปรารถนาต่อเลซี่ วอร์ฟิลด์เมื่อเขาเห็นรูปของเธอในหนังสือพิมพ์ ซูเปอร์แมนซึ่งมีพลังและสุขภาพที่ฟื้นคืนแล้ว รู้สึกถึงสิ่งนี้และพยายามขัดขวางนิวเคลียร์ไม่ให้เข้าถึงเลซี่ ขณะที่เขาข่มขู่ชาวเมืองเมโทรโพลิสด้วยพลังของเขา ซูเปอร์แมนหลอกให้นิวเคลียร์แมนเข้าไปในลิฟต์โดยสาร แล้วลากมันออกไปสู่อวกาศ ทิ้งไว้ที่ด้านมืดของดวงจันทร์ ซึ่งเขาจะคงอยู่ในสภาวะเฉื่อยชาและไร้พลังเนื่องจากขาดแสงอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม แสงอาทิตย์บางส่วนเล็ดลอดเข้าไปในลิฟต์โดยสารและเติมพลังให้กับนิวเคลียร์แมน ส่งผลให้เกิดการต่อสู้กับซูเปอร์แมนบนดวงจันทร์ ซึ่งทำให้ชาวคริปโตเนียนหมดพลังแต่ยังไม่หมดพลัง เขากลับมายังโลก ลักพาตัวเลซี่ วอร์ฟิลด์ และลากเธอออกไปสู่อวกาศ ขณะที่ซูเปอร์แมนผลักดวงจันทร์ให้เคลื่อนไปข้างหน้าดวงอาทิตย์ ทำให้นิวเคลียร์แมนสูญเสียพลัง ซูเปอร์แมนรีบพาเลซี่กลับไปยังเมโทรโพลิสอย่างรวดเร็ว จากนั้นส่งนิวเคลียร์แมนไปยังใจกลางเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งที่นั่นเขากลายเป็นแหล่งพลังงานอันทรงพลัง
     ไม่นาน เดวิด วอร์ฟิลด์ ก็เฝ้ามองเพอร์รี ไวท์ ฟื้นฟูเดลี่แพลนเน็ตให้กลับมาเป็นหนังสือพิมพ์ที่น่าเชื่อถือดังเช่นเคย โดยกล่าวว่าเขากู้เงินมาซื้อหุ้นที่เหลือของหนังสือพิมพ์ ทำให้เดวิดเหลือเพียงผู้ถือหุ้นรายย่อยและปกป้องไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบอีกต่อไป จิมมี่ โอลเซนและลอยส์ เลนดีใจที่ได้งานเก่ากลับคืนมา ในงานแถลงข่าวที่ลอยส์เข้าร่วม ซูเปอร์แมนบอกกับประชาชนว่าหนทางเดียวที่โลกจะมีสันติภาพที่แท้จริงได้ก็คือ หากพวกเขาต้องการมันมากเสียจนรัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องมอบมันให้พวกเขา
     ตอนจบของภาพยนตร์ ขณะที่ลูเธอร์และหลานชายพยายามหลบหนี ซูเปอร์แมนก็จับพวกเขาไว้และขับรถหนีไป เขาพาเลนนี่ไปที่บอยส์ทาวน์ก่อน ซึ่งบาทหลวงผู้เป็นประธานจะคอยดูแลและสั่งสอนเขาอย่างดี จากนั้นเขาก็พาลูเธอร์กลับไปยังคุกที่เขาหลบหนีออกมา บอกให้ลูเธอร์รู้ว่าเขารู้จุดอ่อนของนิวเคลียร์แมน และจะได้เจอเขาในอีกยี่สิบปีข้างหน้า

    หน้าต่างที่ ๑๒ / ๑๒ อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์

     อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์ เนื้อความในพระไตรปิฎก เนื้อความในอรรถกา มีทั้งหมด ๑๒ หน้าต่าง. อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒]
      ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตนั้นใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่า ไม่ควรมีแต่พุทธการกธรรมเพียงเท่านี้ ก็เห็นศีลบารมีเป็นอันดับสอง จึงสอนตนเองอย่างนี้ว่า ดูก่อนสุเมธบัณฑิตตั้งแต่นี้ไป ท่านควรบำเพ็ญศีลบารมี ขึ้นชื่อว่าเนื้อจามรีไม่อาลัยแม้แต่ชีวิต ย่อมรักษาขนหางของตนอย่างเดียวฉันใด ตั้งแต่นี้ไป ท่านไม่อาลัยแม้แต่ชีวิต รักษาศีลอย่างเดียวฉันนั้น แล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า จึงอธิษฐานศีลบารมีอันดับสองไว้มั่น. 
             ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                   พุทธธรรมเหล่านั้น ไม่ใช่จักมีแต่เพียงเท่านี้ 
             เท่านั้น เราจึงเลือกเฟ้นพุทธธรรมแม้อื่นๆ ที่ช่วย 
             อบรมบ่มโพธิญาณ. 
                   ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นศีลบารมีอันดับ 
             สอง ซึ่งพระผู้แสวงคุณทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ พากัน 
             ซ่องเสพอยู่เป็นประจำ. 
                   ท่านจงสมาทานศีลบารมีอันดับสองนี้ไว้มั่นก่อน 
             จงบำเพ็ญศีลบารมี ผิว่า ท่านต้องการจะบรรลุพระโพธิ 
             ญาณ. 
                   เนื้อจามรี รักษาขนหางที่ติดอยู่ในที่บางแห่ง 
             ยอมตายอยู่ในที่นั้น ไม่ยอมให้ขนหางกระจุย ฉันใด 
                   ท่านจงทำศีลทั้งหลายให้บริบูรณ์ในฐานะ ๔ 
             จงบริรักษ์ศีลทุกเมื่อ เหมือนจามรีรักษาขนหางฉันนั้น 
             เหมือนกัน.
             แก้อรรถ         
             บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เหเต ได้แก่ น หิ เอเตเยว มิใช่พุทธธรรมเหล่านั้นเท่านั้น. 
             บทว่า โพธิปาจนา ได้แก่ บ่มมรรค หรืออบรมบ่มพระสัพพัญญุตญาณ. 
             บทว่า ทุติยํ สีลปารมึ ความว่า ธรรมดาศีลเป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมทุกอย่าง ผู้ตั้งอยู่ในศีลย่อมไม่เสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งย่อมได้คุณส่วนโลกิยะและโลกุตระทุกอย่าง เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นศีลบารมีเป็นอันดับสองว่า ควรบำเพ็ญศีลบารมี. 
             บทว่า อาเสวิตนิเสวิตํ ได้แก่ เจริญแล้วและทำให้มากแล้ว. 
             บทว่า จมรี ได้แก่ เนื้อจามรี. 
             บทว่า กสฺมิญฺจิ ได้แก่ ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง คือในต้นไม้เถาวัลย์และเรียวหนามเป็นต้นแห่งใดแห่งหนึ่ง. 
             บทว่า ปฏิลคฺคิตํ แปลว่า ติดอยู่. 
             บทว่า ตตฺถ ความว่า ขนหางติดอยู่ในที่ใด มันก็ยืนยอมตายในที่นั้น. 
             บทว่า น วิโกเปติ ได้แก่ ไม่ตัด. 
             บทว่า วาลธึ ได้แก่ ไม่ตัดขนหางไป. อธิบายว่า ยอมตายในที่นั้นนั่นแหละ. 
             บทว่า จตูสุ ภูมีสุ สีลานิ ความว่า ศีลทั้งหลายแจกเป็น ๔ ฐานะ คือปาติโมกขสังวรศีล อินทรียสังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล และปัจจยสันนิสสิตศีล. 
             แต่เมื่อว่าโดยภูมิ ศีล ๔ แม้นั้นนั่นแล นับเนื่องในภูมิ ๒ นั่นแล. 
             บทว่า ปริปูรย ได้แก่ จงให้บริบูรณ์ โดยไม่มีขาดเป็นท่อน เป็นช่องด่างพร้อยเป็นต้น. 
             บทว่า สพฺพทา ได้แก่ ทุกเวลา. 
             บทว่า จมรี วิย ได้แก่ เหมือนเนื้อจามรี. 
             คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ ก็มีความง่ายทั้งนั้นแล. 
             ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตนั้นใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่าพุทธการกธรรมมิใช่มีเพียงเท่านี้ ก็เห็นเนกขัมมบารมีเป็นอันดับสาม จึงสอนตนเองอย่างนี้ว่า
             ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี บุรุษที่อยู่ในเรือนจำมานาน ย่อมไม่รักเรือนจำนั้น ที่แท้ก็เอือมระอา ไม่อยากอยู่แม้ฉันใด แม้ตัวท่านก็จงเห็นภพทั้งปวงเป็นเสมือนเรือนจำ จงเอือมระอาอยากพ้นไปจากภพทั้งปวง มุ่งหน้าต่อเนกขัมมะอย่างเดียว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเป็นดังนั้น ท่านก็จักเป็นพระพุทธเจ้าได้. 
             แล้วอธิษฐานเนกขัมมบารมีอันดับสามไว้มั่น. 
             ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                   พุทธธรรมเหล่านั้น มิใช่จักมีเพียงเท่านี้เท่านั้น 
             เราจึงเลือกเฟ้นพุทธธรรมแม้อื่นๆ ซึ่งจะช่วยอบรมบ่ม 
             โพธิญาณ. 
                   ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้น ก็เห็นเนกขัมมบารมี 
             อันดับสาม ซึ่งพระผู้แสวงคุณทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ 
             ซ่องเสพกันอยู่เป็นประจำ. 
                   ท่านจงสมาทานเนกขัมมบารมีอันดับสามนี้ไว้ 
             ให้มั่นก่อน จงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี ผิว่า ท่านต้องการ 
             จะบรรลุพระโพธิญาณ. 
                   บุรุษอยู่ในเรือนจำมานาน ระทมทุกข์ ย่อมไม่ 
             เกิดความรักในเรือนจำนั้น แสวงหาทางพ้นอย่างเดียว 
             ฉันใด. 
                   ท่านจงเห็นภพทั้งปวงเหมือนเรือนจำ มุ่งหน้า 
             ต่อเนกขัมมะ เพื่อหลุดพ้นจากภพ ฉันนั้นเหมือนกัน.
             แก้อรรถ         
             บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺทุฆเร แปลว่า เรือนจำ. 
             บทว่า จิรวุฏฺโฐ แปลว่า อยู่มาตลอดกาลนาน. 
             บทว่า ทุขฏฺฏิโต ได้แก่ ถูกทุกข์บีบคั้น. 
             บทว่า น ตตฺถ ราคํ ชเนติ ความว่า ไม่ยังความคิด ความรักให้เกิดให้อุบัติในเรือนจำนั้นได้. อธิบายว่า ไม่ยังความรักให้เกิดในเรือนจำนั้นอย่างนี้ว่า เราพ้นเรือนจำนี้แล้วจักไม่ไปในที่อื่น บุรุษผู้นั้นจะแสวงหาความหลุดความพ้นไปทำไมเล่า. 
             บทว่า เนกฺขมฺมาภิมุโข ได้แก่ จงมุ่งหน้าต่อการออกบวช. 
             บทว่า ภวโต ได้แก่ จากภพทั้งปวง. บทว่า ปริมุตฺติยา ได้แก่ เมื่อหลุดพ้น 
             ปาฐะว่า เนกฺขมฺมาภิมุโข หุตฺวา สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ ดังนี้ก็มี. 
             คำที่เหลือในข้อนั้นมีความง่ายทั้งนั้นแล. 
             ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตนั้นใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่า อันพุทธการกธรรมมิใช่มีเพียงเท่านี้เท่านั้น ก็เห็นปัญญาบารมีอันดับสี่ แล้วสอนตนเองอย่างนี้ว่า 
             ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญแม้ปัญญาบารมี ท่านไม่พึงเว้นคนชั้นต่ำชั้นกลางและชั้นสูงไรๆ เข้าไปหาบัณฑิตทุกท่าน แล้วถามปัญหา. 
             ภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ไม่เว้นตระกูลทั้งหลายมีตระกูลต่ำเป็นต้นไรๆ เที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับ ย่อมได้อาหารพอยังอัตภาพให้เป็นไปได้เร็วฉันใด แม้ท่านก็จงเข้าไปหาบัณฑิตทุกท่านถามปัญหา ก็จักเป็นพระพุทธเจ้าได้ฉันนั้นเหมือนกัน.
             แล้วอธิษฐานปัญญาบารมีอันดับสี่ไว้มั่น. 
             ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                   พุทธธรรมเหล่านั้น มิใช่จักมีเพียงเท่านี้เท่านั้น 
             จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยอบรมบ่ม 
             พระโพธิญาณ. 
                   ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้น ก็เห็นปัญญาบารมี 
             อันดับสี่ ซึ่งพระผู้แสวงคุณทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ 
             ซ่องเสพกันอยู่เป็นประจำ. 
                   ท่านจงสมาทานปัญญาบารมี อันดับสี่นี้ไว้ให้มั่น 
             จงบำเพ็ญปัญญาบารมี ผิว่า ท่านต้องการจะบรรลุ 
             พระโพธิญาณ. 
                   เหมือนอย่างว่า ภิกษุเมื่อขอก็ขอทั้งตระกูลชั้นต่ำ 
             ตระกูลชั้นกลางและตระกูลชั้นสูง ไม่เว้นตระกูลทั้ง 
             หลายเลย ดังนั้นจึงได้อาหารพอยังอัตภาพให้เป็นไป 
             ได้ ฉันใด. 
                   ท่านสอบถามชนผู้รู้ทุกเวลา ถึงฝั่งปัญญาบารมี 
             แล้ว ก็จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้ฉันนั้นเหมือนกัน.
             แก้อรรถ         
             บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขนฺโต ได้แก่ ผู้เที่ยวไปบิณฑบาต. 
             บทว่า หีนมุกฺกฏฺฐมชฺฌิเม ความว่า ตระกูลทั้งชั้นต่ำ ชั้นสูงและชั้นกลาง. ท่านทำเป็นลิงควิปลาส. 
             บทว่า น วิวชฺเชนฺโต ได้แก่ ไม่บริหาร. อธิบายว่า ภิกษุละลำดับเรือนเที่ยวบิณฑบาต ชื่อว่าเว้นไม่ทำอย่างนั้น. 
             บทว่า ปริปุจฺฉนฺโต ความว่า เข้าไปหาบัณฑิต ผู้มีชื่อเสียงในที่นั้นๆ สอบถามโดยนัยเป็นต้นว่า ท่านเจ้าข้า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษดังนี้. 
             บทว่า พุธํ ชนํ ได้แก่ ชนผู้เป็นบัณฑิต. ปาฐะว่า พุเธ ชเน ดังนี้ก็มี.
             บทว่า ปญฺญาย ปารมึ ได้แก่ ฝั่งแห่งปัญญาบารมี. ปาฐะว่า ปญฺญาปารมิตํ คนฺตฺวา ดังนี้ก็มี. 
             คำที่เหลือในข้อแม้นี้ก็มีความง่ายเหมือนกันแล. 
             ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตนั้นใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่า อันพุทธการกธรรมทั้งหลายมิใช่เพียงเท่านี้เท่านั้น ก็เห็นวิริยบารมีอันดับห้า จึงสอนตนเองอย่างนี้ว่า 
             ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านต้องบำเพ็ญแม้แต่วิริยบารมี ราชสีห์ พระยามฤค มีความเพียรมั่นคงในอิริยาบถทั้งหมดแม้ฉันใด แม้ตัวท่านก็ต้องมีความเพียรมั่นคง มีความเพียรไม่ท้อถอยในอิริยาบถทั้งปวง ในภพทั้งปวงอยู่ฉันนั้น จึงจักเป็นพระพุทธเจ้าได้ อธิษฐานวิริยบารมีอันดับห้าไว้อย่างมั่นคง. 
             ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                พุทธธรรมเหล่านั้นจักมีเพียงเท่านี้เท่านั้นก็หาไม่ 
             จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่นๆ ซึ่งจะช่วยอบรมบ่ม 
             โพธิญาณ. 
                ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นวิริยบารมีอันดับห้า 
          ซึ่งพระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ ซ่องเสพ 
          กันเป็นประจำ. 
                ท่านจงสมาทาน วิริยบารมีอันดับห้านี้ไว้ให้มั่นก่อน 
          จงบำเพ็ญวิริยบารมี ผิว่าท่านต้องการจะบรรลุพระโพธิญาณ. 
                   ราชสีห์พระยามฤค มีความเพียรไม่ท้อถอยใน 
             อิริยาบถนอน ยืน เดิน ประคองใจทุกเมื่อ ฉันใด. 
                   ท่านจงประคองความเพียรไว้ให้มั่นในภพทั้งปวง 
             ถึงฝั่งแห่งวิริยบารมีแล้ว ก็จักบรรลุพระสัมโพธิญาณฉันนั้น 
             เหมือนกัน.
             แก้อรรถ         
             บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลีนวิริโย แปลว่า มีความเพียรไม่ย่อหย่อน. 
             บทว่า สพฺพภเว ได้แก่ ในภพที่เกิดแล้วเกิดอีก. อธิบายว่า ในภพทั้งปวง. 
             ปาฐะว่า อารทฺธวิริโย หุตฺวา สมฺโพธึ ปาปุณิสฺสสิ ดังนี้ก็มี 
             คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ ก็ง่ายเหมือนกันแล. 
             ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตนั้นใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่า อันพุทธการกธรรมทั้งหลายมิใช่พึงมีเพียงเท่านี้เท่านั้น ก็เห็นขันติบารมีอันดับหกจึงสอนตนเองอย่างนี้ว่า 
             ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านต้องบำเพ็ญขันติบารมี ต้องอดทนทั้งในการยกย่อง ทั้งในการดูหมิ่น เหมือนอย่างว่า ชนทั้งหลายย่อมทิ้งของสะอาดบ้าง ของไม่สะอาดบ้าง ลงบนแผ่นดิน แผ่นดินก็ไม่ทำความรักหรือความขัดเคือง ด้วยเหตุนั้น ย่อมอดทนอดกลั้นได้ทั้งนั้นฉันใด แม้ตัวท่านก็ต้องอดทนในการยกย่องและดูหมิ่นของคนทั้งปวงได้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันจึงจักเป็นพระพุทธเจ้าได้. 
             ก็อธิษฐานขันติบารมีอันดับหกไว้มั่นคง. 
             ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                   พุทธธรรมเหล่านั้นจักมีเพียงเท่านี้เท่านั้นก็หาไม่ 
             จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่นๆ ซึ่งจะช่วยอบรมบ่มพระ 
             โพธิญาณ. 
                   ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นขันติบารมีอันดับ 
             หก ซึ่งพระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ 
             ซ่องเสพกันมาเป็นประจำ. 
                   ท่านจงสมาทานขันติบารมี อันดับหกนี้ไว้ให้มั่น 
             ก่อน ท่านจงมีใจไม่เป็นสองในขันติบารมีนั้น ก็จักบรรลุ 
             พระสัมโพธิญาณได้. 
                   ขึ้นชื่อว่าแผ่นดิน ย่อมทนสิ่งของที่เขาทิ้งลงมา 
             สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้างทุกอย่าง ไม่ทำความยินดี 
             ยินร้าย ฉันใด. 
                   แม้ตัวท่าน ก็ต้องอดทนการยกย่องและการดูหมิ่น 
             ของชนทั้งปวง ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงฝั่งแห่งขันติบารมี 
             แล้ว ก็จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
             แก้อรรถ         
             บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในขันติบารมีนั้น. 
             บทว่า อเทฺวชฺฌมานโส ได้แก่ มีใจส่วนเดียว. 
             บทว่า สุจิมฺปิ ได้แก่ ของสะอาดมีจันทน์หญ้าฝรั่นของหอมดอกไม้เป็นต้นบ้าง. 
             บทว่า อสุจิมฺปิ ได้แก่ ของไม่สะอาดมีซากงู สุนัข คนและมูตร น้ำลาย น้ำมูกเป็นต้นบ้าง. 
             บทว่า สหติ ได้แก่ อดกลั้น. 
             บทว่า นิกฺเขปํ ได้แก่ นิกฺขิตฺตํ อันเขาทิ้งแล้ว. 
             บทว่า ปฏิฆํ ได้แก่ ความโกรธ. 
             บทว่า ตยา คือ เพราะพฤติการณ์นั้น หรือเพราะเหตุที่ทิ้งของนั้น.
             ปาฐะว่า ปฏิฆํ ทยํ ดังนี้ก็มี 
             ปาฐะนั้นมีความว่า ไม่ทำความยินดียินร้าย เพราะการทิ้งของนั้น. 
             บทว่า สมฺมานาวมานกฺขโม ความว่า แม้ตัวท่านก็จงทนการยกย่องและการดูหมิ่นของคนทั้งปวง. 
             พุทธบริษัททั้งหลายสวดกันว่า ตเถว ตฺวมฺปิ สมฺภเว สมฺมานนวิมานกฺขโม ดังนี้ก็มี ปาฐะว่า ขนฺติยา ปารมึ คนฺตฺวา ดังนี้ก็มี. ความว่า ถึงโดยบำเพ็ญขันตินั้นให้เป็นบารมี. 
             คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ก็ง่ายเหมือนกันแล. 
             ต่อแต่นี้ไป จักไม่กล่าวความมีประมาณเท่านี้ กล่าวแต่ที่แปลกกัน แสดงปาฐะอื่นไป. 
             ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่า อันพุทธการกธรรมทั้งหลายมิใช่มีแต่เพียงเท่านี้เท่านั้น ก็เห็นสัจบารมีอันดับเจ็ด จึงสอนตนเองอย่างนี้ว่า 
             ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านพึงบำเพ็ญแม้แต่สัจบารมี เมื่อสายฟ้าแม้ตกลงตรงกระหม่อม ท่านก็อย่าพูดเท็จทั้งรู้ โดยอคติมีฉันทาคติเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์เป็นอาทิ ธรรมดาดาวประกายพรึก ถึงละทางโคจรของตนในฤดูทุกฤดู ก็ไม่โคจรไปทางอื่น โคจรอยู่ในทางของตนเท่านั้นแม้ฉันใด ถึงตัวท่านละสัจจะก็ไม่พูดเท็จฉันนั้นเหมือนกัน ก็จักเป็นพระพุทธเจ้าได้. 
             แล้วอธิษฐานสัจบารมีอันดับเจ็ดไว้มั่น. 
             ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                   พุทธธรรมเหล่านั้นจักมีเพียงเท่านี้เท่านั้นก็หาไม่ 
             จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่นๆ ซึ่งจะช่วยอบรมบ่มพระ 
             โพธิญาณ. 
                   ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้น ก็เห็นสัจบารมีอันดับเจ็ด 
             ซึ่งพระผู้แสวงคุณทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ ซ่องเสพกันเป็น 
             ประจำ. 
                   ท่านจงสมาทานสัจบารมีอันดับเจ็ดนี้ไว้มั่นก่อน 
             ท่านมีวาจาไม่เป็นสองในสัจบารมีนั้น ก็จักบรรลุพระสัมโพธิ 
             ญาณ. 
                   ธรรมดาดาวประกายพรึก เป็นดังตาชั่งของโลก 
             พร้อมทั้งเทวโลก ไม่ว่าในฤดูฝนฤดูหนาวฤดูร้อน ไม่โคจร 
             ออกนอกวิถีโคจรเลย แม้ฉันใด. 
                   ถึงตัวท่าน ก็อย่าเดินออกนอกวิถีทางในสัจจะทั้ง 
             หลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงฝั่งสัจบารมีแล้วก็จักบรรลุพระ 
             สัมโพธิญาณ.
             แก้อรรถ         
             บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในสัจบารมี. 
             บทว่า อเทฺวชฺฌวจโน แปลว่า มีวาจาไม่เท็จ. 
             บทว่า โอสธี นาม แปลว่า ดาวประกายพรึก. 
             ในการถือเอายา ชนทั้งหลายแลเห็นดาวประกายพรึกขึ้นจึงถือเอายา เพราะฉะนั้น เขาจึงเรียกว่าดาวประกายพรึก. 
             บทว่า ตุลาภูตา ได้แก่ เป็นเครื่องวัด. 
             บทว่า สเทวเก แปลว่า ของโลกพร้อมทั้งเทวโลก. 
             บทว่า สมเย ได้แก่ ในฤดูฝน. 
             บทว่า อุตุวสฺเส ได้แก่ ในฤดูหนาวฤดูร้อน. ปาฐะว่า สมเย อุตุวฏฺเฏ ดังนี้ก็มี. 
             ปาฐะนั้นมีความว่า บทว่า สมเย ได้แก่ ฤดูร้อน. 
             บทว่า อุตุวฏฺเฏ ได้แก่ ฤดูหนาวและฤดูฝน. ได้แก่ ฤดูหนาวและฤดูฝน. 
             บทว่า น โอกฺกมติ วีถิโต ดาวประกายพรึกย่อมไม่โคจรออกจากวีถี คือไม่โคจรไปนอกวิถีโคจรของตนในฤดูนั้นๆ คือ โคจรไปทิศปัจฉิม ๖ เดือน โคจรไปทิศบูรพา ๖ เดือน. 
             อีกนัยหนึ่ง ยา มีขิง ดีปลี พริกเป็นต้น ชื่อว่าโอสธี. 
             บทว่า น โวกฺกมติ ความว่า ยาขนานใดๆ สามารถให้ผล ยาขนานนั้นๆ ให้ผลแล้ว ไม่ให้ผลของตัวเองก็ไม่สูญหายไป. 
             บทว่า วีถิโต ได้แก่ จากทางไป. อธิบายว่า ยาแก้ดีก็รักษาดี แก้ลมก็รักษาลม แก้เสมหะก็รักษาเสมหะ. 
             คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ ก็ง่ายเหมือนกันแล. 
             ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตนั้นใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่า อันพุทธการกธรรมทั้งหลายมีเท่านี้เท่านั้นก็หาไม่ ก็เห็นอธิษฐานบารมีอันดับแปด จึงสอนตนเองอย่างนี้ว่า 
             ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านต้องบำเพ็ญแม้แต่อธิษฐานบารมี ตั้งอธิษฐานใดไว้ ก็เป็นผู้ไม่คลอนแคลนในอธิษฐานนั้น. ชื่อว่าภูเขา เมื่อลมพัดมากระทบทุกทิศก็ไม่หวั่นไม่ไหว นิ่งอยู่ในที่ของตนเท่านั้นฉันใด ถึงตัวท่านเมื่อไม่คลอนแคลนในอธิษฐานของตน ก็จักเป็นพระพุทธเจ้าฉันนั้นเหมือนกัน. 
             ก็อธิษฐานอธิษฐานบารมีอันดับแปดไว้มั่น 
             และด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                   พุทธธรรมเหล่านั้นจักมีแต่เพียงเท่านี้เท่านั้นก็หาไม่ 
             จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่นๆ ซึ่งจะช่วยอบรมบ่มพระ 
             โพธิญาณ. 
                   ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นอธิษฐานบารมีอันดับ 
             แปด ซึ่งพระผู้แสวงคุณทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ ซ่องเสพกัน 
             เป็นประจำ. 
                   ท่านจงสมาทานอธิษฐานบารมีอันดับแปดนี้ไว้ให้ 
             มั่นก่อน ท่านเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอธิษฐานบารมีนั้นแล้ว 
             ก็จักบรรลุพระโพธิญาณได้. 
                   ภูเขาหิน ที่ไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีแล้ว ย่อมไม่ไหว 
             ด้วยลมแรงกล้า ย่อมตั้งอยู่ในฐานของตน ฉันใด. 
                   ถึงตัวท่านก็จงไม่หวั่นไหวในอธิษฐานบารมีทุกเมื่อ 
             ฉันนั้นเหมือนกัน ท่านถึงฝั่งแห่งอธิษฐานบารมีแล้ว จึงจัก 
             บรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
             แก้อรรถ         
             บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสโล ได้แก่ ที่สำเร็จด้วยหิน. 
             บทว่า อจโล ได้แก่ ไม่คลอนแคลน. 
             บทว่า สุปฺปติฏฺฐิโต ได้แก่ ชื่อว่าตั้งมั่นด้วยดี เพราะไม่คลอนแคลนนั่นแล. 
             ปาฐะว่า ยถาปิ ปพฺพโต อจโล นิขาโต สุปฺปติฏฺฐิโต ดังนี้ก็มี. 
             บทว่า ภุสวาเตหิ ได้แก่ ด้วยลมมีกำลัง. 
             บทว่า สกฏฺฐาเนว ได้แก่ ในฐานของตนนั่นแหละ. อธิบายว่า ในฐานตามที่ตั้งอยู่นั่นแล. 
             คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ ก็ง่ายเหมือนกันแล. 
             ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตนั้นก็ใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่าอันพุทธการกธรรมทั้งหลายจะพึงมีเพียงเท่านี้เท่านั้นก็หาไม่ เห็นเมตตาบารมีอันดับเก้าแล้ว ก็สอนตนเองอย่างนี้ว่า 
             ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านต้องบำเพ็ญเมตตาบารมี ท่านพึงมีจิตเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งในผู้มีประโยชน์เกื้อกูล ทั้งในผู้ไม่มีประโยชน์เกื้อกูล เปรียบเหมือนน้ำย่อมเอิบอาบทำความเย็นเป็นอย่างเดียวกัน ทั้งบาปชน ทั้งกัลยาณชน แม้ฉันใด ถึงตัวท่าน มีจิตเป็นอย่างเดียวกันด้วยเมตตาจิตในสรรพสัตว์ทั้งหลาย ก็จักเป็นพระพุทธเจ้า ฉันนั้นเหมือนกัน. 
             อธิษฐานเมตตาบารมีอันดับเก้าไว้นั่นแล. 
             ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                   พุทธธรรมเหล่านั้นจักมีเพียงเท่านี้เท่านั้นก็หามิได้ 
             จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่นๆ ซึ่งจะช่วยอบรมบ่มพระ 
             โพธิญาณ. 
                   ครั้งนั้น เราเมื่อเลือกเฟ้นก็เห็นเมตตาบารมีอันดับ 
             เก้า ซึ่งพระผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทั้งหลาย พระองค์ก่อนๆ ซ่อง 
             เสพกันมาเป็นประจำ. 
                   ท่านจงสมาทานเมตตาบารมีอันดับเก้านี้ไว้มั่นก่อน 
             จงเป็นผู้ไม่มีผู้เสมอด้วยเมตตา ผิว่า ท่านต้องการบรรลุพระ 
             โพธิญาณ. 
                   ธรรมดาน้ำย่อมแผ่ความเย็นไปเสมอกัน ทั้งในคนดี 
             และคนชั่ว ย่อมพัดพาซึ่งมลทินคือธุลีไป แม้ฉันใด. 
                   ท่านจงแผ่เมตตาไปสม่ำเสมอ ในคนที่เป็นประโยชน์ 
             เกื้อกูล และชนที่ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลฉันนั้นเหมือนกัน 
             ท่านถึงฝั่งแห่งเมตตาบารมีแล้ว ก็จักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้.
             แก้อรรถ         
             บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสโม โหหิ ได้แก่ จงเป็นผู้ไม่มีผู้เสมือนด้วยเมตตาภาวนา. 
             ในคำนั้น ปาฐะว่า ตฺวํ สมสโม โหหิ ดังนี้ก็มี. ปาฐะนั้นมีความง่ายแล. 
             บทว่า สมํ ได้แก่ ชั่งได้. บทว่า ผรติ ได้แก่ ถูกต้อง. 
             บทว่า ปวาเหติ ได้แก่ ชำระ. บทว่า รโช ได้แก่ ธุลีที่จรมา. 
             บทว่า มลํ ได้แก่ มลทินมีมลทินคือเหงื่อเป็นต้นซึ่งเกิดขึ้นที่สรีระ.
             ปาฐะว่า รชมลํ ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. 
             บทว่า หิตาหิเต ได้แก่ ผู้มีประโยชน์และผู้ไม่มีประโยชน์. อธิบายว่า มิตรและอมิตร. 
             บทว่า เมตฺตาย ภาวย ได้แก่ จงเจริญเพิ่มพูนเมตตา. 
             คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ก็ง่ายเหมือนกันแล. 
             ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตนั้นใคร่ครวญยิ่งขึ้นไปว่า อันพุทธการกธรรมทั้งหลายจะพึงมีเพียงเท่านี้เท่านั้นหามิได้ เห็นอุเบกขาบารมีอันดับสิบ จึงสอนตนเองอย่างนี้ว่า 
             ดูก่อนสุเมธบัณฑิต ตั้งแต่นี้ไป ท่านต้องบำเพ็ญอุเบกขาบารมีพึงวางตัวเป็นกลาง ทั้งในสุข ทั้งในทุกข์ ขึ้นชื่อว่าแผ่นดิน ย่อมเป็นกลางในผู้ใส่ของสะอาดบ้างแม้ฉันใด ถึงตัวท่าน เมื่อวางตัวเป็นกลางได้ในสุขและทุกข์ก็จักเป็นพระพุทธเจ้าได้ฉันนั้น. 
             ก็อธิษฐานอุเบกขาบารมีอันดับสิบไว้มั่น. 
             ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                   พุทธธรรมเหล่านั้นจักมีเพียงเท่านี้เท่านั้นก็หามิได้ 
             จำเราจักเลือกเฟ้นพุทธธรรมอื่นๆ ซึ่งจะช่วยอบรมบ่มพระ 
             โพธิญาณ. 
                   ครั้งนั้น เมื่อเราเลือกเฟ้นก็เห็นอุเบกขาบารมีซึ่งพระ 
             ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ทั้งหลายพระองค์ก่อนๆ ซ่องเสพกันมา 
             เป็นประจำ. 
                   ท่านจงสมาทานอุเบกขาบารมี อันดับสิบนี้ไว้ให้มั่น 
             ก่อน ท่านจงเป็นผู้มั่นคงดั่งตาชั่งก็จักบรรลุพระโพธิญาณได้. 
                   ธรรมดาแผ่นดิน ย่อมวางเฉยต่อสิ่งของที่เขาทิ้งลง 
             ไม่ว่าสะอาด ไม่สะอาด แม้ทั้งสองอย่างเว้นความยินดียินร้าย 
             แม้ฉันใด. 
                   ท่านจงเป็นดั่งตาชั่งในสุขและทุกข์ทุกเมื่อฉันนั้น 
             เหมือนกัน ท่านถึงฝั่งแห่งอุเบกขาบารมีแล้ว ก็จักบรรลุพระ 
             สัมโพธิญาณได้.
             แก้อรรถ         
             บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุลาภูโต ได้แก่ ตั้งอยู่ในความเป็นกลาง คันตาชั่งที่เขาชั่งเท่ากัน ก็ตั้งอยู่เท่ากันไม่หกลง ไม่กระดกขึ้น ฉันใด แม้ตัวท่านก็ต้องเป็นเสมือนตาชั่งในสุขและทุกข์ทั้งหลาย จึงจักบรรลุพระสัมโพธิญาณได้ ฉันนั้นเหมือนกัน. 
             บทว่า โกปานุนยวชฺชิตา ได้แก่ เว้นความยินดียินร้าย. 
             ปาฐะว่า ทยาโกปวิวชฺชิตา ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. 
             คำที่เหลือพึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้วในขันติบารมีนั่นแล. 
             แต่นั้น สุเมธบัณฑิต ครั้นเลือกเฟ้นบารมีธรรม ๑๐ นี้แล้ว ต่อจากนั้นก็คิดว่าธรรมที่ทำความเป็นพระพุทธเจ้าอันช่วยอบรมบ่มพระโพธิญาณอันพระโพธิสัตว์ทั้งหลายพึงบำเพ็ญในโลกนี้ มีเพียงเท่านี้เท่านั้น ไม่มียิ่งไปกว่า แต่ว่าบารมีเหล่านี้ไม่มีอยู่แม้ในอากาศเบื้องบน ไม่มีอยู่แม้ในทิศทั้งหลายมีทิศบูรพาเป็นต้น แต่ว่าตั้งอยู่ในระหว่างเนื้อหัวใจของเราเท่านั้น เห็นว่าบารมีเหล่านั้นตั้งอยู่ในหัวใจตนอย่างนี้แล้ว ก็อธิษฐานบารมีเหล่านั้นทั้งหมดไว้มั่น. 
             เมื่อพิจารณาบ่อยๆ ก็พิจารณาทั้งอนุโลม ทั้งปฏิโลม จับปลายเอามาชนต้น จับต้นเอามาชนปลาย จับกลางเอามาชนทั้งสองข้าง จับปลายทั้งสองข้างเอามาชนกลาง บริจาคสิ่งของภายนอกชื่อบารมี บริจาคอวัยวะชื่ออุปบารมี บริจาคชีวิตชื่อปรมัตถบารมี รวมเป็นบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ รวมบารมี ๓๐ ทัศ พิจารณาเหมือนหมุนกลับน้ำมันในยนตร์. 
             เมื่อสุเมธบัณฑิตนั้นพิจารณาบารมี ๑๐ อยู่ ด้วยเดชแห่งธรรม มหาปฐพีอันกว้างหนาสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ก็ส่งเสียงร้องก้องกัมปนาทสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ประหนึ่งกำอ้อที่ถูกช้างเหยียบ และประหนึ่งเครื่องยนตร์หีบอ้อยที่บีบคั้น ปั่นหมุนประหนึ่งล้อแป้นทำภาชนะดินและล้อยนตร์บีบคั้นน้ำมันฉะนั้น. 
             ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                   ธรรมซึ่งช่วยอบรมบ่มพระโพธิญาณ ในโลกมี 
             เพียงเท่านี้เท่านั้น ที่สูงนอกไปจากนั้นไม่มี ท่านจง 
             ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านั้นอย่างมั่นคง. 
                   เมื่อเรากำลังพิจารณาธรรมเหล่านี้ โดยลักษณะ 
             แห่งกิจคือสภาวะ หมื่นแผ่นพสุธาก็หวาดไหวเพราะ 
             เดชแห่งธรรม. 
                   ปฐพีไหวส่งเสียงร้อง เหมือนยนตร์หีบอ้อยบีบ 
             อ้อย แผ่นดินก็ไหวเหมือนลูกล้อในยนตร์บีบน้ำมันงา 
             ฉะนั้น.
             แก้อรรถ         
             บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตฺตกาเยว ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า บารมี ๑๐ ที่ยกแสดงไม่ขาดไม่เกิน. 
             บทว่า ตตุทฺธํ ความว่า ที่สูงไปกว่าบารมี ๑๐ นั้นไม่มี. 
             บทว่า อญฺญตฺร แปลว่า อื่น. 
             ลักษณะศัพท์พึงถือตามคัมภีร์ศัพท์ศาสตร์. 
             ความว่า พุทธการกธรรมอื่นจากบารมี ๑๐ นั้นไม่มี. 
             บทว่า ตตฺถ ได้แก่ บารมี ๑๐ เหล่านั้น. 
             บทว่า ปติฏฺฐห แปลว่า จงตั้งอยู่. ความว่า จงทำให้บริบูรณ์ตั้งอยู่. 
             บทว่า เม ธมฺเม ได้แก่ บารมีธรรม. 
             บทว่า สมฺมสโต ได้แก่ ทรงสอบสวน. 
             พึงเห็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถอนาทระ. 
             บทว่า สภาวสรสาลฺกขเณ ความว่า ทรงพิจารณาโดยลักษณะที่มีกิจคือหน้าที่ กล่าวคือสภาวะความจริง. 
             บทว่า ธมฺมเตเชน ได้แก่ ด้วยเดชคืออำนาจแห่งการรู้จักเลือกเฟ้นบารมี. 
             รัตนะเรียกว่า วสุ ในบทว่า วสุธา. ธรรมชาติใดทรงไว้ซึ่งรัตนะนั้นหรือรัตนะทรงอยู่ในธรรมชาตินั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า วสุธา ทรงไว้ซึ่งรัตนะหรือเป็นที่ทรงรัตนะ. ธรรมชาตินั้นคืออะไร คือเมทนีแผ่นดิน. 
             บทว่า ปกมฺปถ แปลว่า ไหวแล้ว. 
             อธิบายว่า ก็เมื่อสุเมธบัณฑิตกำลังเลือกเฟ้นบารมีทั้งหลาย ด้วยเดชแห่งญาณของสุเมธบัณฑิตนั้น หมื่นแผ่นปฐพีก็กัมปนาท. 
             บทว่า จลติ ได้แก่ ไหว. มี ๖ ประการ. 
             บทว่า รวติ ได้แก่ บันลือส่งเสียงร้อง. 
             บทว่า อุจฺฉุยนฺตํว ปีฬิตํ แปลว่า เหมือนยนตร์หีบอ้อยบีบอ้อย. 
             ปาฐะว่า คุฬยนฺตํว ปีฬิตํ ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. 
             บทว่า เตลยนฺเต แปลว่าในยนตร์ที่คั้นน้ำมัน. 
             บทว่า ยถา จกฺกํ ได้แก่ เหมือนยนตร์ที่มีล้อใหญ่ของผู้ใช้ยานมีล้อ [ล้อรถ-เกวียน]. 
             บทว่า เอวํ ความว่า ยนตร์ที่ใช้ลูกกลมคั้นน้ำมัน ย่อมหมุน ย่อมสั่นฉันใด เมทนีคือแผ่นดินนี้ก็สั่นฉันนั้น. 
             คำที่เหลือแม้ในข้อนี้ก็ง่ายเหมือนกันแล. 
             เมื่อมหาปฐพีไหวอยู่อย่างนี้ มนุษย์ชาวรัมมนครที่เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่อาจยืนอยู่ได้ ก็ล้มสลบเหมือนต้นสาละใหญ่ ถูกยุคันธวาตะพัดกระหน่ำ ภาชนะดินมีหม้อเป็นต้นก็หมุนกระทบกันและกันแหลกเป็นจุรณไป. 
             มหาชนหวาดกลัวก็เข้าไปหาพระศาสดา ทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ไม่รู้เหตุนี้ว่า นี้เป็นอาการหมุนตัวของนาค หรือของภูต ยักษ์ เทวดาพวกหนึ่งหรือพระเจ้าข้า อนึ่ง เล่ามหาชนนี้ทั้งหมดถูกภัยรบกวนจักเป็นความชั่วของโลกนี้ หรือเป็นความดีพระเจ้าข้า ขอโปรดตรัสบอกเหตุนี้ด้วยเถิด. 
             ครั้งนั้น พระศาสดาทรงสดับคำของชนเหล่านั้นแล้วตรัสว่า 
             พวกท่านอย่ากลัวกันเลย อย่าคิดอะไรเลย ไม่มีภัยที่เกิดจากเหตุการณ์นี้แก่พวกท่านดอก. ผู้ใดเราพยากรณ์ว่า วันนี้ สุเมธบัณฑิตจักเป็นพระพุทธเจ้านามว่าโคตมะ ในอนาคตกาล ผู้นั้นกำลังพิจารณาบารมีทั้งหลายในบัดนี้ ด้วยเดชแห่งธรรมของท่านผู้กำลังพิจารณานั้น ทั่วหมื่นโลกธาตุจึงไหวและส่งเสียงร้องพร้อมๆ กัน.
             ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                   บริษัทที่อยู่ในที่เฝ้าพระพุทธเจ้า ก็ตัวสั่นงันงกอยู่ 
             ในที่นั้น พากันนอนสลบอยู่เหนือพื้นดิน. 
                   หม้อเป็นอันมากหลายร้อยหลายพัน กระทบกัน 
             และกัน แหลกเป็นจุรณอยู่ในที่นั้น. 
                   มหาชนทั้งหลาย หวาดสะดุ้งกลัวหมุนวนมีใจ 
             ถูกบีบ ก็พากันมาประชุมเข้าเฝ้าพระทีปังกรพุทธเจ้า 
             ทูลถามว่า 
                   ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ เหตุดีเหตุชั่วจักมีแก่ 
             โลกหรือ โลกถูกเหตุนั้นรบกวนทั้งโลกหรือ ขอพระองค์ 
             โปรดทรงบรรเทาความกลัวนั้นด้วยเถิด. 
                   ครั้งนั้น พระมหามุนีทีปังกรทรงยังมหาชนเหล่า 
             นั้นให้เข้าใจแล้วตรัสว่า พวกท่านจงวางใจ อย่ากลัวใน 
             การที่แผ่นดินไหวทั้งนี้เลย. 
                   วันนี้ เราพยากรณ์ผู้ใดว่าจักเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ 
             นั้นกำลังพิจารณาธรรมก่อนๆ ที่พระชินเจ้าทรงเสพแล้ว. 
                   เมื่อท่านผู้นั้นกำลังพิจารณาธรรมคือพุทธภูมิไม่ 
             เหลือเลย ด้วยเหตุนั้น หมื่นแผ่นปฐพีนี้ในโลกพร้อมทั้ง 
             เทวโลก จึงไหว.
             แก้อรรถ         
             บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาวตา แปลว่า มีประมาณเท่าใด. 
             บทว่า อาสิ แปลว่า ได้มีแล้ว. ปาฐะว่า ยา ตทา ปริสา อาสิ ดังนี้ก็มี. 
             ปาฐะนั้นมีความว่า บริษัทใดตั้งอยู่ในที่นั้น. 
             บทว่า ปเวธมานา แปลว่า ไหวอยู่. 
             บทว่า สา ได้แก่ บริษัทนั้น. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในที่เข้าเฝ้านั้น. 
             บทว่า เสติ แปลว่า นอนแล้ว. บทว่า ฆฏา แปลว่า แห่งหม้อทั้งหลาย. 
             คำนี้เป็นปฐมาวิภัตติ ลงในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ ความว่า หลายพันแห่งหม้อทั้งหลาย. 
             บทว่า สญฺจุณฺฌมถิตา แปลว่า เป็นจุรณด้วย แหลกด้วย. ความว่า แหลกเป็นจุรณ. 
             บทว่า อญฺญมญฺญํ ปฆฏฺฏิตา แปลว่า กระทบซึ่งกันและกัน. 
             บทว่า อุพฺพิคฺคา ได้แก่ มีใจหวาด. บทว่า ตสิตา ได้แก่ เกิดสะดุ้ง. 
             บทว่า ภีตา ได้แก่ กลัวภัย. 
             บทว่า ภนฺตา ได้แก่ มีใจแปรปรวน. อธิบายว่า มีใจหมุนไปผิดแล้ว 
             คำเหล่านี้ทั้งหมดเป็นไวพจน์ของกันและกัน. 
             บทว่า สมาคมฺม ได้แก่ มาประชุมกัน. หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. 
             บทว่า อุปทฺทุโต ได้แก่ ถูกย่ำยี. 
             บทว่า ตํ วิโนเทหิ ได้แก่ จงบรรเทา. อธิบายว่า จงกำจัดภัยที่คุกคามนั้น. 
             บทว่า จกฺขุม ได้แก่ ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ด้วยจักษุ ๕. 
             บทว่า เตสํ ตทา ได้แก่ ครั้งนั้น ยังชนเหล่านั้น. 
             คำนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถทุติยาวิภัตติ. 
             บทว่า สญฺญาเปสิ ได้แก่ ให้รู้ให้ตื่น. 
             บทว่า วิสฺสตฺถา ได้แก่ มีจิตสนิทสนม. 
             บทว่า มา ภาถ แปลว่า อย่ากลัว. 
             บทว่า ยมหํ ตัดบทเป็น ยํ อหํ หมายถึงสุเมธบัณฑิต. 
             บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ บารมีธรรม. บทว่า ปุพฺพกํ ได้แก่ ของเก่า. 
             บทว่า ชินเสวิตํ ความว่า อันพระชินเจ้าทั้งหลายเสพแล้ว ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์. 
             บทว่า พุทฺธภูมึ ได้แก่ บารมีธรรม. บทว่า เตน ได้แก่ ด้วยเหตุที่พิจารณานั้น. 
             บทว่า กมฺปิตา ได้แก่ ไหวแล้ว. บทว่า สเทวเก ได้แก่ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก. 
             ต่อนั้น มหาชนฟังพระดำรัสของพระตถาคตแล้วก็ร่าเริงยินดี พากันถือดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้นออกจากรัมมนคร เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ บูชาด้วยดอกไม้ของหอมเป็นต้น ไหว้แล้ว ทำประทักษิณแล้ว กลับเข้าไปยังรัมมนคร. 
             ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาบารมี ๑๐ กระทำอธิษฐานวิริยะให้มั่น แล้วลุกขึ้นจากอาสนะ. 
             ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                   เพราะฟังพระพุทธดำรัส ใจของมหาชนก็สงบเย็น 
             ในทันที ทุกคนจึงเข้ามาหาเรา พากันกราบไหว้เราอีก. 
                   ครั้งนั้น เรายึดถือพระพุทธคุณ ทำใจไว้มั่น น้อม 
             นมัสการพระทีปังกรพุทธเจ้าแล้วจึงลุกขึ้นจากอาสนะ.
             แก้อรรถ         
             บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มโน นิพฺพายิ ความว่า ใจของมหาชนผู้มีใจหวาด เพราะแผ่นดินไหว ก็สงบเย็น. 
             อธิบายว่า ถึงความสงบ เพราะฟังเหตุที่แผ่นดินไหวนั้น. 
             ปาฐะว่า ชโน นิพฺพายิ ดังนี้ก็มี ปาฐะนั้นง่ายเหมือนกัน. 
             บทว่า สมาทิยิตฺวา ได้แก่ ถือเอาโดยชอบ. อธิบายว่า สมาทาน. 
             บทว่า พุทฺธคุณํ ได้แก่ บารมีทั้งหลาย. 
             คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น. 
             ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ผู้เอ็นดูสรรพสัตว์กำลังลุกขึ้นจากอาสนะ เทวดาสิ้นทั้งหมื่นจักรวาลก็ประชุมกันบูชาด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้นอันเป็นทิพย์ ก็เปล่งสดุดีมงคลเป็นต้นว่า 
             ข้าแต่ท่านสุเมธดาบสผู้เป็นเจ้า วันนี้ ท่านปรารถนาความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ แทบบาทมูลของพระทีปังกรทศพล ขอความปรารถนานั้นจงสำเร็จแก่ท่านโดยไม่มีอันตรายเถิด ภัยหรือความหวาดกลัวในความปรารถนานั้นอย่าได้มีแก่ท่านเลย โรคแม้จำนวนเล็กน้อยก็จงอย่าเกิดในสรีระของท่าน ท่านจงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายแล้วแทงตลอดพระสัมมาสัมโพธิญาณโดยเร็ว 
             ต้นไม้ดอกต้นไม้ผลย่อมออกดอก ออกผลตามฤดูกาล ฉันใด แม้ตัวท่านก็อย่าล่วงเลยฤดูสมัยนั้นเสีย จงสัมผัสพระโพธิญาณโดยพลันเทอญ. 
             ครั้นเปล่งสดุดีอย่างนี้แล้วก็พากันกราบไหว้แล้วกลับไปยังเทวสถานของตนๆ. 
             ฝ่ายพระโพธิสัตว์อันเทวดาทั้งหลายสดุดีแล้ว ดำริว่า เราจักบำเพ็ญบารมี ๑๐ แล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า ในที่สุดสี่อสงไขยกำไรแสนกัป แล้วอธิษฐานความเพียรไว้มั่นคง โลดขึ้นสู่อากาศ ไปยังหิมวันตประเทศที่มีคณะฤษี. 
             ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                   เทวดาถือดอกไม้ทิพย์ มนุษย์ถือดอกไม้มนุษย์ 
             เทวดาและมนุษย์ทั้งสองโปรยดอกไม้ทั้งหลาย แก่เรา 
             ผู้กำลังลุกขึ้นจากอาสนะ. 
                   ก็เทวดาและมนุษย์ทั้งสองนั้น พากันแซ่ซ้อง 
             สวัสดีว่า ความปรารถนาของท่านยิ่งใหญ่ ท่านจงได้ 
             ความปรารถนานั้น สมปรารถนาเถิด. 
                   ขอเสนียดจัญไรจงปราศไป ความโศก โรคจง 
             พินาศไป อันตรายทั้งหลายจงอย่ามีแก่ท่าน ขอท่าน 
             จงสัมผัสพระโพธิญาณอันสูงสุดโดยเร็วเถิด. 
                   ต้นไม้ดอก ย่อมออกดอกบานเมื่อถึงฤดูกาล ฉัน 
             ใด ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านจงบานด้วยพุทธญาณ 
             ฉันนั้นเหมือนกันเถิด. 
                   พระสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงบำเพ็ญบารมี 
             ๑o ฉันใด ข้าแต่ท่านมหาวีระ ท่านก็จงบำเพ็ญบารมี 
             ๑o ฉันนั้นเถิด. 
                   พระสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตรัสรู้ที่โพธิมัณฑ 
             สถานฉันใด ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านจงตรัสรู้ที่ 
             โพธิมัณฑสถานของพระชินเจ้าฉันนั้นเถิด. 
                   พระสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงประกาศพระ 
             ธรรมจักรฉันใด ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านจงประกาศ 
             พระธรรมจักร ฉันนั้นเถิด. 
                   ดวงจันทร์ในราตรีเพ็ญเต็มดวง รุ่งโรจน์ ฉันใด 
             ท่านมีมโนรถเต็มแล้ว จงรุ่งโรจน์ในหมื่นโลกธาตุ 
             ฉันนั้นเถิด. 
                   ดวงอาทิตย์พ้นจากราหูแล้วย่อมรุ่งโรจน์ฉันใด 
             ท่านพ้นจากโลกแล้วก็จงรุ่งโรจน์ด้วยสิริ ฉันนั้นเหมือน 
             กันเถิด. 
                   แม่น้ำทุกสาย ย่อมไหลลงสู่มหาสมุทร ฉันใด 
             โลกพร้อมทั้งเทวโลก ขอจงชุมนุมยังสำนักของท่าน 
             ฉันนั้นเถิด. 
                   ครั้งนั้น เรานั้นอันเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น 
             สดุดีสรรเสริญแล้ว ก็สมาทานบารมีธรรม ๑o ประการ 
             เมื่อจะยังธรรมเหล่านั้นให้บริบูรณ์จึงเข้าไปในป่าใหญ่.
             แก้อรรถ         
             บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพํ ความว่า เทวดาทั้งหลายถือดอกไม้ทิพย์มีดอกมณฑารพ ดอกปาริฉัตตกะ ดอกไม้กัลปพฤกษ์ ดอกบัวเป็นต้น มนุษย์ทั้งหลายก็ถือดอกไม้มนุษย์. 
             บทว่า สโมกิรนฺติ ความว่า โปรยปรายลงบนตัวเรา. 
             บทว่า วุฏฺฐหนฺตสฺส ได้แก่ กำลังลุกขึ้น. 
             บทว่า เวทยนฺติ ได้แก่ ให้ทรงรู้แล้ว ให้ทรงเข้าใจแล้ว. 
             บทว่า โสตฺถี แปลว่า ความสวัสดี. 
             บัดนี้ เพื่อแสดงอาการที่ให้ทรงรู้ จึงกล่าวว่า ความปรารถนาของท่านยิ่งใหญ่เป็นต้น. 
             อธิบายว่า ข้าแต่ท่านสุเมธบัณฑิต ท่านปรารถนาตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ ท่านจงได้ตำแหน่งนั้นสมปรารถนาเถิด. 
             บทว่า สพฺพีติโย ความว่า ชื่ออีติ เพราะเป็นที่มาของอันตราย, อันตรายทั้งปวง ชื่อว่าสัพพีติยะ ได้แก่อุปัทวะ. 
             บทว่า วิวชฺชนฺตุ ได้แก่ อย่ามีเลย. 
             บทว่า โสโก โรโค วินสฺสตุ ความว่า โศกกล่าวคือความเศร้า และโรคกล่าวคือความเสียดแทง จงพินาศไป. 
             บทว่า เต ได้แก่ ตว แก่ท่าน. 
             บทว่า มา ภวนฺตฺวนฺตรายา ได้แก่ อันตรายทั้งหลายจงอย่ามี. 
             บทว่า ผุส ได้แก่ จงถึง จงบรรลุ. 
             บทว่า โพธึ ได้แก่ พระอรหัตมรรคญาณ ถึงพระสัพพัญญุตญาณก็ควร. 
             บทว่า อุตฺตมํ ได้แก่ ประเสริฐสุด. 
             พระอรหัตมรรคญาณ ท่านกล่าวสูงสุด เพราะให้พระพุทธคุณทั้งปวง. 
             บทว่า สมเย ความว่า เมื่อถึงสมัยออกดอกบานของต้นไม้นั้นๆ. 
             บทว่า ปุปฺผิโน ได้แก่ ต้นไม้ดอก. 
             บทว่า พุทฺธญาเณหิ ได้แก่ ด้วยพุทธญาณ ๑๘. 
             บทว่า ปุปฺผสุ ได้แก่ จงออกดอก. 
             บทว่า ปูรยุํ ได้แก่ บำเพ็ญแล้ว. 
             บทว่า พุชฺฌเร ได้แก่ ตรัสรู้แล้ว. 
             บทว่า ชินโพธิยํ ได้แก่ ในความตรัสรู้ของพระชินเจ้าคือของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. 
             อธิบายว่า ที่โคนต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ. 
             บทว่า ปุณฺณมาเย ได้แก่ ในราตรีเพ็ญ. บทว่า ปุณฺณมโน ได้แก่ มีมโนรถเต็มแล้ว. 
             บทว่า ราหุมุตฺโต ได้แก่ พ้นจากราหู คือโสพภานุ. 
             บทว่า ตาเปน ได้แก่ ด้วยแสงร้อนแรง แสงสว่าง. 
             บทว่า โลกา มุจฺจิตฺวา ความว่า เป็นผู้อันโลกธรรมฉาบทาไม่ได้แล้ว.
             บทว่า วิโรจ ได้แก่ จงรุ่งเรือง. บทว่า สิริยา ได้แก่ ด้วยพุทธสิริ. 
             บทว่า โอสรนฺติ ได้แก่ ย่อมเข้าไปสู่มหาสมุทร. 
             บทว่า โอสรนฺตุ ได้แก่ จงเข้าไป. บทว่า ตวนฺติเก ความว่า สู่สำนักของท่าน. 
             บทว่า เตหิ ได้แก่ อันเทวดาทั้งหลาย. 
             บทว่า ถุตปฺปสตฺโถ ได้แก่ ชมแล้วและสรรเสริญแล้ว หรืออันพระทีปังกรพุทธเจ้าเป็นต้นที่เทวดามนุษย์ชมแล้ว ทรงสรรเสริญแล้ว เหตุนั้นจึงชื่อว่าผู้อันพระพุทธเจ้าที่เทวดามนุษย์ชมแล้วทรงสรรเสริญแล้ว. 
             บทว่า ทส ธมฺเม ได้แก่ บารมีธรรม ๑๐. 
             บทว่า ปวนํ แปลว่า ป่าใหญ่. อธิบายว่า เข้าไปป่าใหญ่ใกล้ธัมมิกบรรพต. 
             คาถาที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล.
             จบพรรณนาเรื่องความปรารถนาของท่านสุเมธ         
      แห่งอรรถกถาพุทธวงศ์ ชื่อ มธุรัตถวิลาสินี