Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอกุตตริกะ. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอกุตตริกะ. แสดงบทความทั้งหมด

05 กุมภาพันธ์ 2568

พระไตรปิฏก พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร เอกุตตริกะ หมวด ๑๐ ว่าด้วยอาฆาตวัตถุเป็นต้น หมวด ๑๑ ว่าด้วยบุคคลเป็นต้น

   ทำบุญ 
หมวด ๑๐ ว่าด้วยอาฆาตวัตถุเป็นต้น
   [๑๐๐๐] อาฆาตวัตถุมี ๑๐. อุบายกำจัดอาฆาตวัตถุมี ๑๐. วินีตวัตถุมี ๑๐. มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐. สัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐. อันตคาหิกทิฏฐิมี ๑๐. มิจฉัตตะมี ๑๐. สัมมัตตะมี ๑๐. อกุศลกรรมบถมี ๑๐. กุศลกรรมบถมี ๑๐. จับสลากไม่เป็นธรรมมี ๑๐. จับสลากเป็นธรรมมี ๑๐. สามเณรมีสิกขาบท ๑๐. สามเณรประกอบด้วยองค์ ๑๐ พึงให้สึกเสีย.

ว่าด้วยองค์ของพระวินัยธร
   [๑๐๐๑] พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๑๐ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน ๑ ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น ๑ ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของตนและไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่นแล้วปรับอาบัติ ๑ ปรับอาบัติโดยไม่เป็นธรรม ๑ ปรับอาบัติไม่ตามปฏิญญา ๑ ไม่รู้อาบัติ ๑ ไม่รู้มูลของอาบัติ ๑ ไม่รู้เหตุเกิดของอาบัติ ๑ ไม่รู้ความดับของอาบัติ ๑ ไม่รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอาบัติ ๑.
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๑๐ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน ๑ กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น ๑ กำหนดที่สุดถ้อยคำของตนและกำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่นแล้วปรับอาบัติ ๑ ปรับอาบัติตามธรรม ๑ ปรับอาบัติตามปฏิญญา ๑ รู้อาบัติ ๑ รู้มูลของอาบัติ ๑ รู้เหตุเกิดของอาบัติ ๑ รู้ความดับของอาบัติ ๑ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอาบัติ ๑.
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๑๐  นับว่า เป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้อธิกรณ์ ๑ ไม่รู้มูลของอธิกรณ์  ๑ ไม่รู้เหตุเกิดของอธิกรณ์ ๑ ไม่รู้ความดับของอธิกรณ์ ๑ ไม่รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอธิกรณ์ ๑ ไม่รู้วัตถุ ๑ ไม่รู้เหตุเป็นเค้ามูล ๑ ไม่รู้บัญญัติ ๑ ไม่รู้อนุบัญญัติ ๑ ไม่รู้ทางแห่งถ้อยคำอันเข้าอนุสนธิกันได้ ๑.
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๑๐  นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้อธิกรณ์ ๑ รู้มูลของอธิกรณ์  ๑ รู้เหตุเกิดของอธิกรณ์ ๑ รู้ความดับของอธิกรณ์ ๑ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งอธิกรณ์ ๑ รู้วัตถุ ๑ รู้เหตุเป็นเค้ามูล ๑ รู้บัญญัติ ๑ รู้อนุบัญญัติ ๑ รู้ทางแห่งถ้อยคำอันเข้าอนุสนธิกันได้ ๑.
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๑๐  นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้ญัตติ ๑ ไม่รู้การตั้งญัตติ ๑ ไม่ฉลาดในเบื้องต้น ๑  ไม่ฉลาดในเบื้องปลาย ๑ ไม่รู้กาล ๑ ไม่รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ ไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจ ไม่ใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ ๑.
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๑๐ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้ญัตติ ๑ รู้การตั้งญัตติ ๑ ฉลาดในเบื้องต้น ๑ ฉลาดในเบื้องปลาย ๑ รู้กาล ๑ รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑  เป็นผู้ยึดถือ ใส่ใจใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ ๑.
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๑๐ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ ไม่ผู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ จำปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้โดยพิสดาร จำแนกไม่ดี สวดไม่คล่องแคล่ว วินิจฉัยไม่ถูกต้อง
โดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ๑ ไม่รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ๑.
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๑๐  นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ จำปาติโมกข์ทั้งสองได้ โดยพิสดาร จำแนกดี สวดคล่องแคล่ววินิจฉัยถูกต้อง โดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ๑
รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ๑.

ว่าด้วยอุพพาหิกาเป็นต้น
   [๑๐๐๒] ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๑๐ สงฆ์พึงสมมติด้วยอุพพาหิกา. พระตถาคตทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสาวกทั้งหลาย  เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐. การเข้าไปสู่ภายในพระราชฐานมีโทษ ๑๐. ทานวัตถุมี ๑๐. รัตนะมี ๑๐. ภิกษุสงฆ์มีวรรค ๑๐. คณะสงฆ์มีวรรค ๑๐ พึงให้อุปสมบท.
ผ้าบังสุกุลมี ๑๐. จีวรสำหรับใช้สอยมี ๑๐. ทรงอติเรกจีวรมี ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง. น้ำสุกกะมี ๑๐ สตรีมี ๑๐. ภรรยามี  ๑๐. ภิกษุในพระนครเวสาลีแสดงวัตถุ ๑๐. บุคคลไม่ควรไหว้มี ๑๐. เรื่องสำหรับด่ามี ๑๐.  กล่าวคำส่อเสียดด้วยอาการ ๑๐. เสนาสนะมี ๑๐. ขอพร ๑๐. งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมี
๑๐.  งดปาติโมกข์เป็นธรรมมี ๑๐. ยาคูมีอานิสงส์ ๑๐. อกัปปิยะมังสะมี ๑๐. สิกขาบทว่าด้วยอย่างยิ่งมี ๑๐. ภิกษุมีพรรษา ๑๐ ฉลาด สามารถควรให้บรรพชา อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก. ภิกษุณีมีพรรษา ๑๐ ฉลาดสามารถ ควรให้บรรพชาอุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้
สามเณรีอุปัฏฐาก. ภิกษุณีมีพรรษา ๑๐ ฉลาด สามารถ พึงยินดีการสมมติให้บวช. ภิกษุณีมีพรรษา ๑๐ ควรให้สิกขาแก่สตรีคฤหัสถ์.  หมวด ๑๐ จบ

หัวข้อประจำหมวด
   [๑๐๐๓] อาฆาตวัตถุ ๑ อุบายกำจัด ๑ วินีตวัตถุ ๑ มิจฉาทิฏฐิ ๑ สัมมาทิฏฐิ ๑ อันตคาหิกทิฏฐิ ๑ มิจฉัตตะ ๑ สัมมัตตะ ๑ อกุศลกรรมบถ ๑ กุศลธรรมบถ ๑ จับสลากเป็นธรรม ๑ จับสลากไม่เป็นธรรม ๑ สามเณร ๑ นาสนะ ๑ ถ้อยคำ ๑ อธิกรณ์ ๑ ญัตติ ๑ อาบัติเบา ๑ อาบัติเบาอีก ๑ อาบัติหนัก ๑
จงรู้ฝ่ายดำ  ฝ่ายขาว เหล่านี้ไว้ อุพพาหิกา ๑ สิกขาบท ๑  ภายในพระราชฐาน ๑ ทานวัตถุ ๑ รัตนะ ๑ คณะสงฆ์ทสวรรค ๑ คณะสงฆ์ทสวรรคให้อุปสมบท ๑ ผ้าบังสุกุล ๑ จีวรสำหรับใช้สอย ๑ สิบวัน ๑ น้ำสุกกะ ๑ สตรี ๑ ภรรยา ๑ วัตถุสิบ ๑ คนไม่ควรไหว้ ๑ เรื่องสำหรับด่า ๑ คำส่อเสียด ๑
เสนาสนะ ๑ พร ๑ งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม ๑ งดปาติโมกข์เป็นธรรม ๑ ยาคู ๑ มังสะ ๑ อย่างยิ่ง ๑ ภิกษุ ๑ ภิกษุณี ๑ ให้บวช ๑ สตรีคฤหัสถ์ ๑ หมวดสิบ พระผู้มีพระภาค ทรงประกาศไว้ดีแล้วแล.  หัวข้อประจำหมวด ๑๐ จบ

หมวด ๑๑ ว่าด้วยบุคคลเป็นต้น
   [๑๐๐๔] บุคคล ๑๑ จำพวก ที่เป็นอนุปสัมบันไม่ควรให้อุปสมบท ที่เป็นอุปสัมบันควรให้สึกเสีย. รองเท้าไม่ควรมี ๑๑. ชนิด. บาตรไม่สมควรมี ๑๑ ชนิด. จีวรไม่สมควรมี ๑๑ ชนิด. สิกขาบทเป็นยาวตติยกะมี ๑๑. พึงถามคันตรายิกธรรม ๑๑ ของภิกษุณี. จีวรควรอธิษฐานมี ๑๑.
จีวรไม่ควรวิกัปมี ๑๑. จีวรเป็นนิสสัคคีย์เมื่อรุ่งอรุณที่ ๑๑. ลูกดุมที่สมควรมี ๑๑. ลูกถวินที่สมควรมี ๑๑. แผ่นดินไม่สมควรมี ๑๑. แผ่นดินที่สมควรมี ๑๑. การระงับนิสัยมี ๑๑. บุคคลไม่ควรไหว้มี ๑๑. สิกขาบทที่ว่าด้วยอย่างยิ่งมี ๑๑.  ขอพร ๑๑. โทษแห่งสีมามี ๑๑. บุคคลผู้ด่าบริภาษต้องได้รับโทษ ๑๑ อย่าง.
   เมื่อเมตตาเจโตวิมุติอันบุคคลเสพมาแต่แรก ให้เจริญแล้วทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานที่เทียมดีแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้ง ประพฤติสั่งสมเนืองๆ ปรารภสม่ำเสมอดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ ๑๑ อย่าง คือ หลับเป็นสุข ๑ ตื่นเป็นสุข ๑ ไม่ฝันร้าย ๑ เป็นที่รักของพวกมนุษย์ ๑  เป็นที่รักของพวกอมนุษย์ ๑
   เทพยดารักษา ๑ ไฟก็ดี ยาพิษก็ดีศาตราก็ดี ไม่ต้องบุคคลนั้น ๑ จิตตั้งมั่นได้รวดเร็ว ๑ สีหน้าผุดผ่อง ๑ ไม่หลงทำกาละ ๑ เมื่อยังไม่บรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งขึ้นไปย่อมเกิดในพรหมโลก ๑ เมื่อเมตตาเจโตวิมุติอันบุคคลเสพมาแต่แรก ให้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานที่เทียมดีแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้ง ประพฤติสั่งสมเนืองๆ ปรารภสม่ำเสมอดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ ๑๑ นี้แล.  หมวด ๑๑ จบ
หัวข้อประจำหมวด
   [๑๐๐๕] ให้สึก ๑ รองเท้า ๑ บาตร ๑ จีวร ๑ สิกขาบทเป็นยาวตติยะ ๑ พึงถาม ๑ อธิษฐาน ๑ วิกัป ๑ อรุณ ๑ ลูกดุม ๑ ลูกถวิน ๑ แผ่นดินไม่ควร ๑ แผ่นดินควร ๑ นิสัย  ๑ บุคคลไม่ควรไหว้ ๑ อย่างยิ่ง ๑ พร ๑ โทษสีมา ๑ ด่า ๑ เมตตา จัดเป็นหมวด ๑๑.
เอกุตตริกะ จบ
หัวข้อลำดับหมวด
   [๑๐๐๖] หมวดยิ่งกว่าหนึ่งไม่มีมลทิน คือ หมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๓ หมวด ๔ หมวด ๕ หมวด ๖ หมวด ๗ หมวด ๘ หมวด ๙ หมวด ๑๐ และหมวด ๑๑ อันพระพุทธเจ้าผู้มหาวีระ มีธรรมอันปรากฏแล้ว ผู้คงที่ ทรงแสดงแล้ว เพื่อความเกื้อกูล แก่สรรพสัตว์แล.
หัวข้อลำดับหมวด ๑๑ จบ
อรรถกถา ปริวาร เอกุตตริกะ หมวด ๑๐ [ พรรณนาหมวด ๑๐ ]วินิจฉัยในหมวด ๑๐ พึงทราบดังนี้
   สองบทว่า ทส อาฆาตวตฺถูนิ ได้แก่ อาฆาตวัตถุ ๙ ที่กล่าวแล้วในหมวด ๙ กับข้อนี้ว่า ก็หรือ อาฆาตย่อมเกิดขึ้นในอัฏฐานะ จึงรวมเป็น ๑๐. แม้อุบายกำจัดอาฆาต พึงทราบอุบาย ๙ ที่กล่าวแล้วในหมวด ๙ นั้นรวมเป็น ๑๐ ทั้งข้อนี้ว่า ก็หรือ อาฆาตเกิดในอัฏฐานะ จึงกำจัดอาฆาตเสีย ด้วยพิจารณาว่า ข้อนั้น เราจะพึงได้ในผู้นี้จากไหน. 
   สองบทว่า ทส วินีตวตฺถูนิ ได้แก่ วินีตวัตถุ ๑๐ กล่าวคือเว้นจากอาฆาตวัตถุ ๑๐. 
   สองบทว่า ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ ได้แก่ พึงทราบด้วยอำนาจแห่งวัตถุว่า ผลแห่งทานอันบุคคลให้แล้ว ไม่มี เป็นอาทิ. 
   สัมมาทิฏฐิ พึงทราบด้วยอำนาจวัตถุว่า ผลแห่งทานอันบุคคลให้แล้วมีอยู่ เป็นอาทิ. 
   ส่วนอันตคาหิกทิฏฐิ พึงทราบด้วยอำนาจแห่งความเห็นว่า โลกเที่ยงเป็นอาทิ. 
   มิจฉัตตะ ๑๐ มีมิจฉาทิฏฐิเป็นต้น มีมิจฉาวิมุตติเป็นปริโยสาน. ทิฏฐิที่ตรงกันข้าม เป็นสัมมัตตะ. 
   การจับสลาก ทรงแสดงแล้วในสมถขันธกะ. 
   หลายบทว่า ทสหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อุพฺพาหิกาย สมฺมนฺนิตพฺโพ ได้แก่ ด้วยองค์ ๑๐ ที่ตรัสไว้ในสมถขันธกะ โดยนัยมีคำว่า เป็นผู้มีศีล เป็นต้น. 
   โทษ ๑๐ ประการ ในการเข้าสู่ภายในวังหลวง ได้ทรงแสดงแล้วในราชสิกขาบท.๑- 
   สองบทว่า ทส ทานวตฺถูนิ ได้แก่ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ระเบียบ ของหอม เครื่องทา ที่นอน ที่พัก เชื้อประทีป. 
   สองบทว่า ทส รตนานิ ได้แก่ แก้ว ๑๐ ประการ มีมุกดา มณี ไพฑูรย์เป็นต้น. 
   สองบทว่า ทส ปํสุกูลานิ มีความว่า อุปสัมบันพึงทำความขวนขวายในจีวรเหล่านี้ คือ ผ้าที่ตกที่ป่าช้า ผ้าที่ตกที่ประตูตลาด ผ้าที่หนูกัด ผ้าที่ 
   ปลวกกัด ผ้าที่ถูกไฟไหม้ ผ้าที่โคกัด ผ้าที่แพะกัด ผ้าห่มจอมปลวก ผ้าที่เขาทิ้งในที่อภิเษก ผ้าที่เขานำไปสู่ป่าช้าแล้วนำกลับมา. 
   ในอรรถกถากุรุนทีกล่าวว่า จีวรสาธารณะ ๑๐ นั้น ได้แก่ จีวร ๑๐ ชนิด ด้วยอำนาจจีวรที่พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวว่า ภิกษุฉัพพัคคีย์ ย่อมทรงจีวรทั้งหลายมีจีวรเขียวล้วนเป็นต้น. 
   แต่ในมหาอรรถกถากล่าวว่า ได้แก่ จีวร ๑๐ ชนิด เพิ่มผ้าอาบน้ำหรือผ้าคาดนม (ของภิกษุณี) เข้าในจีวรที่ควร ๙ ชนิด. 
 บุคคลที่ไม่ควรไหว้ ได้แสดงแล้วในเสนาสนขันธกะ. 
 อักโกสวัตถุ ได้แสดงแล้วในโอมสวาทสิกขาบท.๒- 
 อาการ ๑๐ ได้แสดงแล้วในเปสุญญสิกขาบท.๓- 
    สองบทว่า ทส เสนาสนานิ ได้แก่ เตียง ตั่ง ฟูก หมอน เครื่องรองรักษาพื้น เสื่อสำหรับปูทับข้างบน ท่อนหนังสำหรับรองนั่ง ผ้าปูนอน เครื่องลาดทำด้วยหญ้า เครื่องลาดทำด้วยใบไม้. 
    หลายบทว่า ทส วรานิ ยาจึสุ มีความว่า นางวิสาขาได้ขอพร ๘ ประการ, พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงขอพร ๑ หมอชีวกได้ขอพร ๑. 
    อานิสงส์แห่งยาคูและอกัปปิยมังสะ ได้ทรงแสดงแล้วในเภสัชชขันธกะ. 
         บทที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล. 
๑- มหาวิภงฺค. ๒/๔๘๔.  ๒- มหาวิภงฺค. ๒/๑๖๔.  ๓- มหาวิภงฺค. ๒/๖๘๔.
พรรณนาหมวด ๑๐ จบ.

อรรถกถา ปริวาร เอกุตตริกะ หมวด ๑๑ [ พรรณนาหมวด ๑๑ ]วินิจฉัยในหมวด ๑๑ พึงทราบดังนี้
   บทว่า เอกาทส ได้แก่ บุคคล ๑๑ พวก มีบัณเฑาะก์เป็นต้น. 
   สองบทว่า เอกาทส ปาทุกา ได้แก่ เขียงเท้า ๑๐ อย่าง เป็นวิการแห่งรัตนะ เขียงเท้าไม้ ๑, ส่วนเขียงเท้าทำด้วยหญ้าสามัญ หญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่ายเป็นต้น จัดเข้าพวกเขียงเท้าไม้เหมือนกัน. 
   สองบทว่า เอกาทส ปตฺตา ได้แก่ บาตรที่ทำด้วยรตนะ ๑๐ ชนิด รวมทั้งบาตรที่ทำด้วยทองแดงหรือทำด้วยไม้. 
   สองบทว่า เอกาทส จีวรานิ ได้แก่ จีวรเขียวล้วนเป็นต้น. 
   สองบทว่า เอกาทส ยาวตติยกา ได้แก่ อุกขิตตานุวัตติกา ๑ สังฆาทิเสสของภิกษุณี ๘ อริฏฐสิกขาบท ๑ จัณฑกาฬีสิกขาบท ๑. 
   อันตรายิกธรรมทั้งหลาย อันภิกษุณีผู้สวดกรรมวาจาพึงถาม มีข้อว่า น สีมนิมิตฺตา เป็นต้น ชื่อว่าอันตรายิกธรรม ๑๑. 
   หลายบทว่า เอกาทส จีวรานิ อธิฏฺฐาตพฺพานิ ได้แก่ ไตรจีวร ผ้าอาบน้ำฝน ผ้านิสีทนะ ผ้าปูนอน ผ้าปิดฝี ผ้าเช็ดหน้า บริขารโจล ผ้าอาบน้ำ ผ้าคาดนม. 
   บทว่า น วิกปฺเปตพฺพานิ มีความว่า จีวร ๑๑ ชนิดนั้นแล จำเดิมแต่กาลที่อธิษฐานแล้ว ไม่ควรวิกัปป์. 
   ลูกดุมและลูกถวิน มี ๑๑ อย่าง รวมทั้งที่ถักด้วยด้าย. ทั้งหมดนั้นได้แสดงแล้วในขุททกขันธกะ. 
   ปฐพี ได้แสดงแล้วในปฐวีสิกขาบท.๑- 
   ระงับนิสัย จากอุปัชฌาย์ ๕ จากอาจารย์ ๖ รวมเป็น ๑๑ อย่างนี้. 
   บุคคลไม่ควรไหว้ รวมทั้งบุคคลผู้เปลือยกายจึงเป็น ๑๑, บุคคลไม่ควรไหว้ทั้งหมดนั้น ได้แสดงแล้วในเสนาสนขันธกะ. 
   อย่างยิ่ง ๑๑ พึงทราบในอย่างยิ่ง ๑๔ ที่กล่าวแล้วในหนหลัง แต่จัดด้วยอำนาจหมวด ๑๑. 
   สองบทว่า เอกาทส วรานิ ได้แก่ พร ๑๐ ประการที่กล่าวแล้วในหนหลัง กับพรที่พระนางมหาปชาบดีทูลขอ. 
   สีมาโทษ ๑๑ อย่าง จักมาในกัมมวรรค โดยนัยมีคำว่า สมมติสีมาเล็กเกินนัก เป็นอาทิ. 
   ขึ้นชื่อว่า โทษ ๑๑ ประการ ในบุคคลผู้ด่า ผู้กล่าวขู่ พึงทราบโดยพระบาลีว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นใด ผู้ด่า ผู้กล่าวขู่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย มักด่าว่าพระอริยะ, ข้อที่ภิกษุนั้นไม่พึงประสบความฉิบหาย ๑๑ อย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นมิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส. ความฉิบหาย ๑๑ อย่าง คืออะไรบ้าง?
   คือ ภิกษุนั้นไม่บรรลุคุณที่ไม่บรรลุ ๑ เสื่อมจากคุณที่ได้บรรลุแล้ว ๑ สัทธรรมของภิกษุนั้นไม่ผ่องใส ๑ ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้มีความดูหมิ่นในพระสัทธรรม ๑ เบื่อหน่ายประพฤติพรหมจรรย์ ๑ ต้องอาบัติที่เศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง ๑ ลาสิกขาเวียนมาเป็นคนเลว ๑ ถูกความเจ็บไข้คือโรคอย่างหนัก ๑
   ถึงความคลั่งเป็นบ้า ๑ ย่อมหลงใหลทำกาลกิริยา ๑ เบื้องหน้าแต่มรณะเพราะแตกแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ๑. ก็พระพุทธวจนะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์ว่า สัทธรรม ในบทว่า สทฺธมฺมสฺส นี้. 
   บทว่า อาเสวิตาย ได้แก่ เสพมาตั้งแต่แรก. 
   บทว่า ภาวิตาย ได้แก่ ให้สำเร็จ หรือให้เจริญ. 
   บทว่า พหุลีกตาย ได้แก่ กระทำบ่อยๆ. 
   บทว่า ยานีกตาย ได้แก่ ทำให้คล้ายยานที่เทียมไว้ดีแล้ว. 
   บทว่า วตฺถุกตาย ได้แก่ ทำให้เป็นคุณตั้งมั่น โดยประการที่จะตั้งมั่น. 
   บทว่า อนุฏฺฐิตาย ได้แก่ ประพฤติเนืองๆ. อธิบายว่า อธิษฐานเป็นนิตย์. 
   บทว่า ปริจิตาย ได้แก่ สะสมโดยรอบ คือ สะสมในทิศทั้งปวงคือ สะสมทั่วถึง. อธิบายว่า ให้เจริญยิ่งๆ. 
   บทว่า สุสมารทฺธาย ได้แก่ ปรารภดีพร้อม. อธิบายว่า น้อมเข้าไปสู่ความเป็นผู้ชำนาญ. 
   สองบทว่า น ปาปกํ สุปินํ มีความว่า ไม่ฝันเห็นเฉพาะที่ลามกเท่านั้น, แต่ย่อมฝันเห็นที่ดี คือ ที่เป็นเหตุแห่งความเจริญ. 
   สองบทว่า เทวตา รกฺขนฺติ มีความว่า อารักขเทวดาทั้งหลายย่อมจัดตั้งการรักษาที่ชอบธรรม. 
   หลายบทว่า ตุวฏํ จิตฺตํ สมาธิยติ ได้แก่ จิตย่อมตั้งมั่น (เป็นสมาธิ) เร็ว. 
   สองบทว่า อุตฺตรึ อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต มีความว่า เมื่อไม่กระทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต ซึ่งยิ่งกว่าเมตตาฌานขึ้นไป คงเป็นเสขบุคคลหรือปุถุชนก็ตาม เมื่อทำกาลกิริยา ย่อมเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก. 
         คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล. 
๑- มหาวิภงฺค. ๒/๒๓๐.
         เอกุตตริกวัณณนามีพรรณนาหมวด ๑๑ เป็นที่สุดจบ.

พระไตรปิฏก พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร เอกุตตริกะ หมวด ๘ ว่าด้วยอานิสงส์เป็นต้น หมวด ๙ ว่าด้วยอาฆาตวัตถุเป็นต้น

หมวด ๘ ว่าด้วยอานิสงส์เป็นต้น
   [๙๙๖] ภิกษุเห็นอานิสงส์ ๘ ไม่พึงยกภิกษุนั้นฐานไม่เห็นอาบัติ. ภิกษุเห็นอานิสงส์ ๘ พึงแสดงอาบัตินั้น เพราะความเชื่อแม้ต่อผู้อื่น. อาบัติสังฆาทิเสสเป็นยาวตติยกะมี ๘. ประจบตระกูลด้วยอาการ ๘. จีวรบังเกิดมีมาติกา ๘. กฐินเดาะมีมาติกา ๘. น้ำปานะมี ๘ ชนิด. พระเทวทัตต์ มีจิตอันอสัทธรรม ๘ อย่าง ครอบงำย่ำยี จึงไปสู่อบาย ตกรก ชั่วกัป ช่วยไม่ได้. โลกธรรมมี ๘. ครุธรรมมี ๘. อาบัติปาฏิเทสนียะมี ๘. มุสาวาทมี ๘ องค์อุโบสถมี ๘ องค์แห่งความเป็นทูตมี ๘. วัตรแห่งเดียรถีย์มี ๘. อัจฉริยะอัพภูตธรรมในมหาสมุทรมี ๘. อัจฉริยะอัพภูตธรรมในพระธรรมวินัยนี้มี ๘. ภัตตาหารที่ไม่เป็นเดนมี ๘.
 ภัตตาหารที่เป็นเดนมี ๘. เภสัชเป็นนิสสัคคิยะเมื่อรุ่งอรุณที่ ๘. ปาราชิกมี ๘. ภิกษุณียังวัตถุที่ ๘ ให้บริบูรณ์สงฆ์พึงนาสนะเสีย. ภิกษุณียังวัตถุที่ ๘ ให้บริบูรณ์แม้แสดงอาบัติแล้วก็ไม่เป็นอันแสดง. อุปสมบทมีวาจา ๘. พึงลุกรับภิกษุณี ๘ พวก. พึงให้อาสนะแก่ภิกษุณี ๘ พวก. อุบาสิกาขอพร ๘. ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ สงฆ์พึงสมมติให้เป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี การทรงวินัยมีอานิสงส์  ๘. สิกขาบทที่ว่าด้วยอย่างยิ่งมี ๘. ภิกษุผู้ถูกลงตัสสปาปิยสิกากรรมพึงประพฤติชอบในธรรม  ๘. งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมี ๘. งดปาติโมกข์เป็นธรรมมี ๘.  หมวด ๘ จบ

หัวข้อประจำหมวด
   [๙๙๗] ไม่ยกภิกษุนั้น ๑ เชื่อผู้อื่น ๑ อาบัติสังฆาทิเสสเป็นยาวตติยกะ ๑ ประจบ ๑ มาติกา ๑ กฐินเดาะ ๑  น้ำปานะ ๑ อสัทธรรมครอบงำ ๑ โลกธรรม ๑ ครุธรรม ๑ อาบัติปาฏิเทสนียะ ๑ มุสาวาท ๑ อุโบสถ ๑ องค์แห่งทูต ๑ ติตถิยวัตร ๑ มหาสมุทร ๑ อัพภูตธรรมในพระธรรมวินัย ๑
   โภชนะไม่เป็นเดน ๑ โภชนะเป็นเดน ๑ เภสัชเป็นนิสสัคคีย์ ๑ ปาราชิก ๑ วัตถุที่แปด ๑ ไม่แสดง ๑ อุปสมบท ๑ ลุกรับ ๑ ให้อาสนะ ๑ พร ๑ ให้โอวาท ๑ อานิสงส์ ๑ อย่างยิ่ง ๑ ประพฤติในธรรมแปด ๑ งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม ๑ งดปาติโมกข์เป็นธรรม ๑ พระผู้มีพระภาคทรงประกาศหมวดแปดไว้ดีแล้วแล.  หัวข้อประจำหมวด  ๘ จบ
หมวด ๙ ว่าด้วยอาฆาตวัตถุเป็นต้น
   [๙๙๘] อาฆาตวัตถุมี ๙. อุบายกำจัดอาฆาตวัตถุมี ๙. วินีตวัตถุมี ๙. อาบัติสังฆาทิเสสเป็นปฐมาปัตติกะมี ๙. สงฆ์แตกกันเพราะภิกษุ ๙ รูป. โภชนะอันประณีตมี ๙. เป็นทุกกฏเพราะมังสะ ๙ ชนิด. ปาติโมกขุทเทศมี ๙. สิกขาบทที่ว่าด้วยอย่างยิ่งมี ๙. ธรรมมีตัณหาเป็นมูลมี ๙. มานะมี ๙.
   จีวรที่ควรอธิษฐานมี  ๙. จีวรที่ไม่ควรวิกัปมี ๙. จีวรพระสุคตยาว ๙ คืบ. การให้ไม่เป็นธรรมมี ๙. การรับไม่เป็นธรรมมี ๙. บริโภคไม่เป็นธรรมมี ๙. การให้เป็นธรรมมี ๓. การรับเป็นธรรมมี ๓. บริโภคเป็นธรรมมี ๓. สัญญัติไม่เป็นธรรมมี ๙. สัญญัติเป็นธรรมมี ๙. กรรมไม่เป็นธรรมหมวด ๙
มี ๒ หมวด. กรรมเป็นธรรมหมวด ๙ มี ๒ หมวด. งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมี ๙. งดปาติโมกข์เป็นธรรมมี ๙.  หมวด ๙ จบ

หัวข้อประจำหมวด
   [๙๙๙] อาฆาตวัตถุ ๑ อุบายกำจัด ๑ วินีตวัตถุ ๑ อาบัติเป็นปฐมาปัตติกะ ๑ สงฆ์แตกกัน ๑ โภชนะประณีต ๑ มังสะ ๑ อุเทศ ๑ อย่างยิ่ง ๑ ตัณหา ๑ มานะ ๑ อธิษฐาน ๑ วิกัป ๑ คืบ ๑ ให้ ๑ รับ  ๑ บริโภค ๑ ให้รับ และบริโภคที่เป็นธรรมอย่างละสาม ๑ สัญญัติที่ไม่เป็นธรรม ๑ ที่เป็นธรรม ๑ หมวด ๙ สองหมวดสองอย่าง ๑ งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม ๑ เป็นธรรม ๑.
หัวข้อประจำหมวด ๙ จบ
 อรรถกถา ปริวาร เอกุตตริกะ หมวด ๘ [ พรรณนาหมวด ๘ ]วินิจฉัยในหมวด ๘ พึงทราบดังนี้
   บทว่า อฏฺฐานิสํเส ได้แก่ อานิสงส์ ๘ ที่ตรัสไว้ในโกสัมพิกขันธกะอย่างนี้ คือ เราทั้งหลายจักไม่ทำอุโบสถกับภิกษุนี้ จักเว้นภิกษุนี้เสีย ทำอุโบสถ ไม่พึงปวารณากับภิกษุนี้, จักไม่ทำสังฆกรรมกับภิกษุนี้, จักไม่นั่งบนอาสนะกับภิกษุนี้, จักไม่นั่งในที่ดื่มยาคูกับภิกษุนี้, จักไม่นั่งในหอฉันกับภิกษุนี้, จักไม่อยู่ใน
ที่มุงอันเดียวกันกับภิกษุนี้, จักไม่ทำการกราบ, ลุกขึ้นรับ, อัญชลีกรรม สามีจิกรรม, ตามลำดับผู้แก่กับภิกษุนี้, เว้นภิกษุนี้เสีย จึงจักทำ แม้ในหมวด ๘ ที่ ๒ ก็นัยนี้แล. 
   จริงอยู่ แม้หมวด ๘ ที่ ๒ นั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ในโกสัมพิกขันธกะอย่างนี้เหมือนกัน. 
   สองบทว่า อฏฺฐ ยาวตติยกา ได้แก่ สังฆาทิเสสที่เป็นยาวตติยกะ ๔ ในสังฆาทิเสส ๑๓ ของภิกษุทั้งหลาย สังฆาทิเสสที่เป็นยาวตติยกะ ๔ ที่ไม่ทั่วไปด้วยพวกภิกษุ ในสังฆาทิเสส ๑๗ ของภิกษุณีทั้งหลาย จึงรวมเป็นยาวตติยกะ ๘. 
   หลายบทว่า อฏฺฐหากาเรหิ กุลานิ ทูเสติ มีความว่า ย่อมประทุษร้ายตระกูล ด้วยอาการ ๘ เหล่านี้ คือ ด้วยดอกไม้บ้าง, ผลไม้บ้าง, จุณณ์บ้าง, ดินเหนียวบ้าง, ไม้สีฟันบ้าง, ไม้ไผ่บ้าง, เยียวยาทางแพทย์บ้าง, รับใช้ส่งข่าวบ้าง. 
   มาติกา ๘ (เพื่อเกิดขึ้นแห่งจีวร) กล่าวแล้วในจีวรขันธกะมาติกา ๘ ข้อหลัง (เพื่อรื้อกฐิน) ได้กล่าวแล้วในกฐินขันธกะ. 
   สองบทว่า อฏฺฐหิ อสทฺธมฺเมหิ มีความว่า ด้วยลาภ มิใช่ลาภ ด้วยยศ มิใช่ยศ ด้วยสักการะ มิใช่สักการะ ด้วยความเป็นผู้มีปรารถนาลามก ด้วยความเป็นผู้มีปาปมิตร. 
   ชื่อว่าโลกธรรม ๘ คือ ยินดีในลาภ ยินร้ายในมิใช่ลาภ ยินดีในยศ สรรเสริญ สุข ยินร้ายในมิใช่ยศ นินทา ทุกข์. 
   สองบทว่า อฏฺฐงฺคิโก มุสาวาโท ได้แก่ มุสาวาทที่ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ๗ องค์ที่มาในบาลีกับองค์นี้ คือ ตั้งความหมายจึงเป็นมุสาวาทประกอบด้วยองค์ ๘. 
   สองบทว่า อฏฺฐ อุโปสถงฺคานิ ได้แก่ องค์ ๘ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า :- 
   ไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาของที่เขาไม่ให้ ไม่พึงกล่าวเท็จ ไม่พึงดื่มน้ำเมา พึงเว้นจากเมถุนธรรมความประพฤติไม่ประเสริฐ 
   ไม่พึงบริโภคอาหาร ในเวลาวิกาลตลอดราตรี ไม่พึงทัดทรงระเบียบ ดอกไม้ ไม่พึงไล้ทาเครื่องหอม พึงนอนบนเตียงบนพื้น หรือบน เครื่องลาดที่สมควร บัณฑิตทั้งหลายกล่าวอุโบสถมีองค์ ๘ นี้แล  อันพระพุทธเจ้าผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ทรงประกาศแล้ว๑- 
   สองบทว่า อฏฺฐ ทูเตยฺยงฺคานิ ได้แก่ องค์ ๘ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสังฆเภทขันธกะ โดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ฟังด้วย เป็นผู้ให้ผู้อื่นฟังด้วย. 
   ติตถิยวัตร ได้ทรงแสดงแล้วในมหาขันธกะ.๒- 
   ของเคี้ยวของฉัน ไม่เป็นเดนและเป็นเดน ได้ทรงแสดงแล้วในปวารณาสิกขาบท.๓- 
   สองบทว่า อฏฺฐนฺนํ ปจฺจุฏฺฐาตพฺพํ มีความว่า ในโรงฉันพึงลุกขึ้นรับแก่ภิกษุณีผู้แก่ทั้งหลาย แม้อาสนะก็พึงให้แก่ภิกษุณีเหล่านั้นแท้. 
   บทว่า อุปาสิกา ได้แก่ นางวิสาขา. 
   สองบทว่า อฏฺฐานิสํสา วินยธเร มีความว่า พึงทราบอานิสงส์ ๘ เพราะเติมอานิสงส์ ๓ นี้ คือ อุโบสถ ปวารณา สังฆกรรม เป็นหน้าที่ของวินัยธรนั้น เข้าในอานิสงส์ ๕ ที่กล่าวแล้วในหมวด ๕. 
   สองบทว่า อฏฺฐ ปรมานิ ได้แก่ พึงทราบอย่างยิ่งทั้งหลาย ที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นเอง แต่จัดด้วยอำนาจหมวด ๘. 
   หลายบทว่า อฏฺฐสุ ธมฺเมสุ สมฺมาวตฺติตพฺพํ ได้แก่ ในธรรม ๘ ที่ทรงแสดงในสมถขันธกะ โดยนัยมีข้อว่า ไม่พึงงดอุโบสถแก่ภิกษุผู้ปกตัตต์ ไม่พึงงดปวารณาแก่ภิกษุผู้ปกตัตต์ เป็นอาทิ. 
         คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล. 
๑- องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๕๑๐.  ๒- มหาวคฺค. เล่ม ๔/ข้อ ๑๐๐/ หน้า ๑๔๓.  ๓- มหาวิภงฺค. เล่ม ๒/ข้อ ๕๐๔/หน้า ๓๓๒.
พรรณนาหมวด ๘ จบ.
 อรรถกถา ปริวาร เอกุตตริกะ หมวด ๙ [ พรรณนาหมวด ๙ ]วินิจฉัยในหมวด ๙ พึงทราบดังนี้
   สองบทว่า นว อาฆาตวตฺถูนิ ได้แก่ อาฆาตวัตถุ ๙ มีผูกอาฆาตว่า เขาได้ประพฤติไม่เป็นประโยชน์แก่เรา เป็นอาทิ. 
   สองบทว่า นว อาฆาตปฏิวินยา ได้แก่ อุบายกำจัดอาฆาต ๙ มีข้อว่า บุคคลย่อมกำจัดอาฆาตเสีย ด้วยคิดว่า เมื่อเราผูกอาฆาตอยู่ว่า เขาได้ประพฤติไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ความไม่ประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์นั้น เราจะพึงได้ในบุคคลนี้ จากไหน ดังนี้เป็นอาทิ. 
   สองบทว่า นว วินีตวตฺถูนิ ได้แก่ ความงด ความเว้น ความกำจัดเสียด้วยอริยมรรค จากวัตถุแห่งอาฆาต ๙. 
   หลายบทว่า นวหิ สงฺโฆ ภิชฺชติ ได้แก่ ความแตกแห่งสงฆ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อุบาลี ความร้าวแห่งสงฆ์และความแตกแห่งสงฆ์ ย่อมมีภิกษุ ๙ รูปบ้าง เกินกว่า ๙ รูปบ้าง ดังนี้. 
   สองบทว่า นว ปรมานิ ได้แก่ พึงทราบอย่างยิ่งทั้งหลายที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล แต่จัดด้วยอำนาจหมวด ๙. 
   ธรรมชื่อว่ามีตัณหาเป็นมูล ได้แก่ ความแสวงอาศัยตัณหา ลาภอาศัยความแสวง. ตัดสินอาศัยลาภ. ความรักด้วยความพอใจอาศัยตัดสิน. ความตกลงใจอาศัยความรักด้วยความพอใจ. ความหวงอาศัยความตกลงใจ. ความตระหนี่อาศัยความหวง. ความอารักขาอาศัยความตระหนี่. การฉวยไม้พลอง
   การฉวยศัสตรา ทะเลาะแก่งแย่งโต้เถียง กล่าวว่า มึงๆ ความส่อเสียดและกล่าวเท็จ มีความอารักขาเป็นเหตุ. 
   บทว่า นววิธมานา ได้แก่ มานะของบุคคล ผู้ดีกว่าว่า "เราเป็นคนดีกว่า" เป็นต้น. 
   สองบทว่า นว จีวรานิ มีความว่า จีวรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยนัยมีอาทิว่า ไตรจีวร หรือว่า ผ้าอาบน้ำฝน.๑- 
   บทว่า น วิกปฺเปตพฺพานิ มีความว่า จำเดิมแต่กาลที่ภิกษุอธิษฐานแล้ว ไม่ควรวิกัปป์. 
   หลายบทว่า นว อธมฺมิกานิ ทานานิ มีความว่า ทานที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า น้อมลาภที่เขานำมาเพื่อสงฆ์ ไปเพื่อสงฆ์หมู่อื่นก็ตาม เพื่อเจดีย์ก็ตาม เพื่อบุคคลก็ตาม. น้อมลาภที่เขานำมาเพื่อเจดีย์ ไปเพื่อเจดีย์อื่นก็ตาม เพื่อสงฆ์ก็ตาม, เพื่อบุคคลก็ตาม น้อมลาภที่เขานำมาเพื่อบุคคล ไปเพื่อบุคคลอื่นก็ตาม เพื่อสงฆ์ก็ตาม เพื่อเจดีย์ก็ตาม. 
   หลายบทว่า นวปฏิคฺคหา ปริโภคา ได้แก่ รับและบริโภคทานเหล่านั้นเอง. 
   หลายบทว่า ตีณิ ธมฺมิกานิ ทานานิ ได้แก่ ทาน ๓ นี้ คือ ให้ของที่เขาถวายสงฆ์แก่สงฆ์เท่านั้น, ให้ของที่เขาถวายเจดีย์แก่เจดีย์เท่านั้น, ให้ของที่เขาถวายบุคคลแก่บุคคลเท่านั้น. แม้การรับและบริโภค ก็คือรับและบริโภคทาน ๓ นั้นแล. 
   หลายบทว่า นว อธมฺมิกา สญฺญตฺติโย ได้แก่ ติกะ ๓ ที่ทรงแสดงแล้วในสมถขันธกะอย่างนี้ คือ บุคคลเป็นอธัมมวาที, ภิกษุมากหลายเป็นอธัมมวาที, สงฆ์เป็นอธัมมวาที. แม้บัญญัติที่ชอบธรรมก็ทรงแสดงแล้วในสมถขันธกะนั้นแล โดยนัยมีอาทิว่า บุคคลเป็นธัมมวาที ดังนี้. 
   หมวดเก้า ๒ หมวด ในกรรมไม่เป็นธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้แล้วด้วยอำนาจแห่งปาจิตตีย์ ในนิทเทสแห่งสิกขาบทที่ ๑ แห่งโอวาทวรรค.๒- 
   หมวดเก้า ๒ หมวด ในกรรมเป็นธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแล้ว ด้วยอำนาจแห่งทุกกฏ ในนิทเทสแห่งสิกขาบทที่ ๑ แห่งโอวาทวรรคนั้นเหมือนกัน. 
         คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้น ฉะนี้แล. 
๑- ติจีวรนฺติ วา วสฺสิกสาฏิกาติ วา   ๒- มหาวิภงฺค ๒/๑๗๑
พรรณนาหมวด ๙ จบ.

พระไตรปิฏก พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร เอกุตตริกะ หมวด ๖ ว่าด้วยความไม่เคารพเป็นต้น ว่าด้วยองค์ ๖ แห่งพระอุปัชฌาย์ หมวด ๗ ว่าด้วยอาบัติเป็นต้น

หมวด ๖ ว่าด้วยความไม่เคารพเป็นต้น
   [๙๘๘] ความไม่เคารพมี ๖. ความเคารพมี ๖. วินีตวัตถุมี ๖ สามีจิกรรมมี ๖. สมุฏฐานอาบัติมี ๖. อาบัติมีอันตัดเป็นวินัยกรรมมี ๖. ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๖. การทรงวินัยมีอานิสงส์ ๖. สิกขาบทที่ว่าด้วยอย่างยิ่งมี ๖ ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวร ๖ ราตรี. จีวรมี ๖ ชนิด. น้ำย้อมมี ๖. ชนิด อาบัติเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจามี ๖ อาบัติเกิดแต่วาจากับจิตมิใช่กายมี ๖. อาบัติเกิดแต่กายวาจาและจิตมี ๖. กรรมมี ๖. มูลแห่งวิวาทมี ๖. มูลแห่งการโจทมี ๖. สาราณียธรรมมี ๖. ผ้าอาบน้ำฝนยาว ๖ คืบพระสุคต จีวรพระสุคตกว้าง ๖ คืบพระสุคต. นิสัยระงับจากพระอาจารย์มี ๖. อนุบัญญัติในการอาบน้ำมี ๖. ภิกษุถือเอาจีวรที่ทำค้างไว้แล้วหลีกไป เก็บเอาจีวรที่ทำค้างแล้วหลีกไป.
ว่าด้วยองค์ ๖ แห่งพระอุปัชฌาย์
   [๙๘๙] ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ :-
 เป็นผู้ประกอบด้วยกองศีล ของพระอเสขะ ๑
 เป็นผู้ประกอบด้วยกองสมาธิ ของพระอเสขะ ๑
 เป็นผู้ประกอบด้วยกองปัญญา ของพระอเสขะ ๑
 เป็นผู้ประกอบด้วยกองวิมุตติ  ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ ของพระอเสขะ ๑
 เป็นผู้มีพรรษาสิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ  ๑.
   ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ:-
   เป็นผู้ประกอบด้วยกองศีลของพระอเสขะด้วยตน และชักชวนผู้อื่นในกองศีลของพระอเสขะ ๑
   เป็นผู้ประกอบด้วยกองสมาธิของพระอเสขะด้วยตน และชักชวนผู้อื่นในกองสมาธิของพระอเสขะ ๑
   เป็นผู้ประกอบด้วยกองปัญญาของพระอเสขะด้วยตน และชักชวนผู้อื่นในกองปัญญาของพระอเสขะ ๑
   เป็นผู้ประกอบด้วยกองวิมุตติของพระอเสขะด้วยตน และชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติของพระอเสขะ ๑
   เป็นผู้ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะของพระอเสขะด้วยตน และชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติญาณทัสสนะของพระอเสขะ ๑.
   เป็นผู้มีพรรษาสิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑.
 ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ มีศรัทธา ๑ มีความละอาย ๑ มีความเกรงกลัวบาป ๑ ปรารภความเพียร ๑ มีสติตั้งมั่น ๑ มีพรรษาสิบ  หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑.
 ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ ไม่มีศีลวิบัติในอธิศีล ๑ ไม่มีอาจารวิบัติในอัชฌาจาร ๑ ไม่มีทิฏฐิวิบัติในอติทิฏฐิ ๑ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก ๑ มีปัญญา ๑ มีพรรษาสิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑.
 ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ อาจพยาบาลเอง หรือสั่งให้ผู้อื่นพยาบาลอันตวาสิกหรือสิทธิวิหาริกผู้อาพาธ ๑ อาจระงับเองหรือวานผู้อื่นให้ช่วยระงับความกระสันอันเกิดขึ้นแล้ว ๑ อาจบรรเทาเองหรือวานผู้อื่นให้ช่วยบรรเทาความเบื่อหน่ายอันเกิดขึ้นโดยธรรม ๑ รู้จักอาบัติ ๑  รู้จักวิธีออกจากอาบัติ ๑ มีพรรษาได้สิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑
 ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ อาจฝึกปรืออันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริกในสิกขาอันเป็นส่วนอภิสมาจาร ๑ อาจแนะนำอันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริกในสิกขาเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ๑ อาจแนะนำในธรรมอันยิ่งขึ้นไป ๑ อาจแนะนำในวินัยอันยิ่งขึ้นไป ๑ อาจเปลื้องทิฏฐิผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม ๑ มีพรรษาได้สิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑.
 ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ รู้อาบัติ ๑  รู้สิ่งมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบา ๑ รู้อาบัติหนัก ๑ จำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกดี สวดคล่องแคล่ว วินิจฉัยถูกต้องโดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ  ๑ มีพรรษาได้สิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑.
ว่าด้วยงดปาติโมกข์
             [๙๙๐] งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมี ๖. งดปาติโมกข์เป็นธรรมมี ๖.    หมวด ๖ จบ
หัวข้อประจำหมวด
   [๙๙๑] อคารวะ ๑ คารวะ ๑ วินีตวัตถุ ๑ สามีจิกรรม ๑ สมุฏฐานอาบัติ ๑ สิกขาบทมีการตัดเป็นวินัยกรรม ๑ อาการ ๑ อานิสงส์ ๑ สิกขาบทว่าด้วยอย่างยิ่ง ๑ อยู่ปราศ ๖ ราตรี ๑ จีวร ๑ น้ำย้อม ๑ อาบัติเกิดแต่กายกับจิต ๑ วาจากับจิต ๑ กายวาจาและจิต ๑ กรรม ๑ มูลแห่งวิวาท ๑
   มูลแห่งการโจท ๑ ด้านยาว ๑ ด้านกว้าง ๑ นิสัยระงับ ๑ อนุบัญญัติ ๑ ถือเอาจีวรที่ทำค้าง ๑ เก็บเอาจีวรที่ทำค้าง ๑ อเสขธรรม ๑ ชักชวนผู้อื่นในอเสขธรรม  ๑ มีศรัทธา ๑ อธิศีล ๑ พยาบาลผู้อาพาธ ๑ ฝึกปรือในอภิสมาจาร ๑ รู้อาบัติ ๑ งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม ๑ งดปาติโมกข์เป็นธรรม  ๑.  หัวข้อประจำหมวด ๖ จบ

หมวด ๗ ว่าด้วยอาบัติเป็นต้น
   [๙๙๒] อาบัติมี ๗. กองอาบัติมี ๗. วินีตวัตถุมี ๗. สามีจิกรรมมี ๗. ทำตามปฏิญญาไม่ชอบธรรมมี ๗. ทำตามปฏิญญาชอบธรรมมี ๗. กิจ ๗ อย่างภิกษุไปด้วยสัตตาหกรณียะไม่ต้องอาบัติ. ทรงวินัยมีอานิสงส์ ๗. สิกขาบทว่าด้วยอย่างยิ่งมี ๗.  เพราะอรุณขึ้นเป็นนิสสัคคิย์มี ๗. สมถะมี ๗.
กรรมมี ๗. ข้าวเปลือกดิบมี ๗. สร้างกุฎีด้านกว้างร่วมใน ๗ คืบ. คณะโภชน์ อนุบัญญัติมี ๗. ภิกษุรับประเคนเภสัชแล้วเก็บไว้ฉันได้  ๗ วันเป็นอย่างยิ่ง. ภิกษุถือเอาจีวรที่ทำเสร็จแล้วหลีกไป. เก็บจีวรที่ทำเสร็จแล้วหลีกไป. ภิกษุไม่เห็นอาบัติ. ภิกษุเห็นอาบัติ ภิกษุทำคืนอาบัติ. งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมี ๗. งดปาติโมกข์เป็นธรรมมี ๗.
ว่าด้วยองค์ของพระวินัยธร
   [๙๙๓] ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๗ เป็นพระวินัยธรได้ คือรู้อาบัติ ๑ รู้สิ่งมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบา ๑ รู้อาบัติหนัก ๑ เป็นผู้มีศีล สำรวมในปาติโมกข์สังวร ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจรอยู่ เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑ สำหรับฌาน ๔ ฝ่ายกุศลเจตสิก
   เป็นเครื่องอยู่สบายในปัจจุบัน เธอเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ไม่มีอาสวะเพราะสิ้นอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ด้วยตนเองในปัจจุบันนี้แหละเข้าถึงอยู่ ๑.
   ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๗ เป็นพระวินัยธรได้ คือรู้อาบัติ ๑ รู้สิ่งมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบา ๑ รู้อาบัติหนัก ๑ เป็นผู้มีสุตะมาก ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ  ธรรมเหล่านั้นใดไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์สิ้นเชิง ธรรมเห็น
ปานนั้น เธอสดับมาก ทรงไว้ สั่งสมด้วยวาจาเพ่งด้วยใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ๑ สำหรับฌาน ๔ ฝ่ายกุศลเจตสิกเป็นเครื่องอยู่สบายในปัจจุบัน เธอเป็นผู้ได้ตามความปรารถนาได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ  ปัญญาวิมุติไม่มีอาสวะเพราะสิ้นอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบันนี้แหละ เข้าถึงอยู่ ๑.
   ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๗ เป็นพระวินัยธรได้ คือ รู้อาบัติ ๑ รู้สิ่งมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบา ๑ รู้อาบัติหนัก ๑  จำปาติโมกข์ทั้งสองได้โดยพิสดาร จำแนกดี สวดคล่องแคล่ว วินิจฉัยถูกต้อง โดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ  ๑ สำหรับฌาน ๔ ฝ่ายกุศลเจตสิก เป็นเครื่องอยู่สบายในปัจจุบัน
   เธอเป็นผู้ได้ตามความปรารถ ได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ไม่มีอาสวะเพราะสิ้นอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบันนี้แหละเข้าถึงอยู่ ๑.
   ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๗ เป็นพระวินัยธรได้ คือ รู้อาบัติ ๑ รู้สิ่งมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบา ๑ รู้อาบัติหนัก ๑  ระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้างสองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง หกชาติบ้าง เจ็ดชาติบ้าง แปดชาติบ้าง เก้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง
สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่าในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น มีกำหนดอายุเท่านั้น
   ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้น มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ ย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้
   ย่อมเล็งเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจ
มิจฉาทิฏฐิ สัตว์เหล่านั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบายทุคคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ สัตว์เหล่านั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ย่อมเล็งเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติเลวประณีต
มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบันนี้แหละ เข้าถึงอยู่ ๑.
       พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๗ ย่อมงาม คือ รู้อาบัติ ๑ รู้สิ่งมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบา ๑ รู้อาบัติหนัก ๑  เป็นผู้มีศีล ... สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑ สำหรับฌาน ๔ ฝ่ายกุศลเจตสิก เป็นเครื่องอยู่สบายในปัจจุบัน เธอเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบันนี้แหละ เข้าถึงอยู่ ๑.
       พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๗ ย่อมงาม คือรู้อาบัติ ๑ รู้สิ่งมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบา ๑ รู้อาบัติหนัก ๑ เป็นผู้มีสุตะมาก ... แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ๑ สำหรับฌาน ๔ ฝ่ายกุศลเจตสิก เป็นเครื่องอยู่สบายในปัจจุบัน เธอเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันนี้แหละเข้าถึงอยู่ ๑.
       พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๗ ย่อมงาม คือ รู้อาบัติ ๑ รู้สิ่งมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบา ๑ รู้อาบัติหนัก ๑ จำปาติโมกข์ทั้งสองได้โดยพิสดาร จำแนกดี สวดคล่องแคล่ว วินิจฉัยถูกต้อง โดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ  ๑ สำหรับฌาน ๔ ฝ่ายกุศลเจตสิก เป็นเครื่องอยู่สบายในปัจจุบัน เธอเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ไม่มีอาสวะเพราะสิ้นอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบันนี้แหละเข้าถึงอยู่ ๑.
       พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๗ ย่อมงาม คือ รู้อาบัติ ๑ รู้สิ่งมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบา ๑ รู้อาบัติหนัก ๑ ระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก ... ๑ เล็งเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์เป็นไปตามกรรม ... ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันนี้แหละ เข้าถึงอยู่ ๑.
ว่าด้วยอสัทธรรมและสัทธรรม
   [๙๙๔] อสัทธรรม ๗ คือ ไม่มีศรัทธา ๑ ไม่มีความละอาย ๑ ไม่มีความเกรงกลัว ๑ มีการฟังน้อย ๑ เกียจคร้าน ๑ หลงลืมสติ ๑ มีปัญญาทราม ๑.
   สัทธรรมมี ๗ คือ มีศรัทธา ๑ มีความละอาย ๑ มีความเกรงกลัว ๑ มีการฟังมาก ๑ ปรารภความเพียร ๑ มีสติตั้งมั่น ๑ มีปัญญา ๑.    หมวด ๗ จบ
หัวข้อประจำหมวด
   [๙๙๕] อาบัติ ๑ กองอาบัติ ๑ วินีตวัตถุ ๑ สามีจิกรรม ๑ ทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม ๑ ทำตามปฏิญญาเป็นธรรม ๑ สัตตาหะไปไม่ต้องอาบัติ ๑ อานิสงส์ ๑ อย่างยิ่ง ๑ อรุณ ๑ สมถะ ๑ กรรม ๑ ข้าวเปลือกดิบ ๑ สร้างกุฎีด้านกว้าง ๑ คณะโภชน์ ๑ เจ็ดวันเป็นอย่างยิ่ง ๑ ถือเอา ๑ เก็บไป ๑
   ไม่เห็นอาบัติ ๑ เห็นอาบัติ ๑ ทำคืนอาบัติ ๑ งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม ๑ งดปาติโมกข์เป็นธรรม ๑ วินัยธร ๔ อย่าง ๑ ภิกษุงาม ๔ อย่าง ๑ อสัทธรรม ๗ อย่าง ๑ สัทธรรม ๗ อย่าง ๑ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้แล้วแล.
หัวข้อประจำหมวด ๗ จบ
อรรถกถา ปริวาร เอกุตตริกะ หมวด ๖ [ พรรณนาหมวด ๖ ]
วินิจฉัยในหมวด ๖ พึงทราบดังนี้
   สองบทว่า ฉ สามีจิโย ได้แก่ สามีจิกรรม ๖ เฉพาะในภิกขุปาฏิโมกข์เหล่านี้ คือ ภิกษุนั้นก็เป็นอันมิได้อัพภาน, และภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นก็เป็นอันพระพุทธเจ้าจะพึงทรงติเตียน นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น, ว่า ท่านจงทวงเอาทรัพย์ของท่านคืน, ทรัพย์ของท่านอย่าได้ฉิบหายเสียเลย ดังนี้ นี้เป็นสามีจิกรรมใน
เรื่องนั้น, ว่า ภิกษุ นี้บาตรของท่าน พึงทรงไว้ กว่าจะแตก ดังนี้ นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น, นำออกจากที่นั้นแล้วพึงแบ่งปันกับภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น, อันภิกษุผู้ศึกษาอยู่ ควรรู้ถึง, ควรสอบถาม, ควรตริตรอง, นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น, ด้วยหมายว่า ของผู้ใด ผู้นั้นจักได้เอาไป นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น. 
   สองบทว่า ฉ เฉทนกา ได้แก่ อาบัติ ๕ ที่กล่าวไว้ในหมวด ๕ กับผ้าสำหรับอาบน้ำของภิกษุณีรวมเป็น ๖. 
   บทว่า ฉหากาเรหิ ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่ละอาย, ความไม่รู้, ความเป็นผู้สงสัยแล้วขืนทำ, ความเป็นผู้มีความสำคัญว่าควร ในของที่ไม่ควร, ความเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่ควร ในของที่ควร, ความลืมสติ. 
   ในอาการ ๖ นั้น เมื่อต้องอาบัติ เพราะไตรจีวรและสัตตาหกาลิกก้าวล่วง ๑ ราตรี ๖ ราตรีและ ๗ วันเป็นต้น ชื่อว่าต้องเพราะความลืมสติ. ที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล. 
   หลายบทว่า ฉ อานิสํสา วินยธเร ได้แก่ อานิสงส์ ๕ ที่กล่าวแล้วในหมวด ๕ รวมเป็น ๖ กับทั้งอานิสงส์นี้ คืออุโบสถเป็นหน้าที่ของพระวินัยธรนั้น. 
   สองบทว่า ฉ ปรมานิ มีความว่า พึงทรงอติเรกจีวรไว้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง, ภิกษุนั้นพึงเก็บจีวรนั้นไว้ ๑ เดือนเป็นอย่างยิ่ง, ภิกษุนั้น พึงยินดีจีวรมีอุตราสงค์กับอันตรวาสกเป็นอย่างยิ่งจากจีวรเหล่านั้น, พึงเข้าไปยืนนิ่งต่อหน้า ๖ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง. อนึ่ง ภิกษุให้ทำสันถัตใหม่แล้ว พึงทรงไว้ให้ได้ ๖ ปี
   เพราะฉะนั้น สันถัตใหม่อันภิกษุพึงทรงไว้โดยกาลมี ๖ ปีเป็นอย่างยิ่ง, (ขนเจียมเหล่านั้น) อันภิกษุ ... พึงถือไปด้วยมือของตนเอง ตลอดระยะทาง ๓ โยชน์เป็นอย่างยิ่ง, พึงทรงอติเรกบาตรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง, พึงเก็บ (เภสัชเหล่านั้น) ไว้ฉันได้ ๗ วันเป็นอย่างยิ่ง, ภิกษุนั้น พึงอยู่ปราศจากจีวร
นั้นได้ ๖ คืนเป็นอย่างยิ่ง, ภิกษุณีพึงจ่ายผ้าห่มหนาวมีราคา ๑๖ กหาปณะเป็นอย่างยิ่ง. ภิกษุณี พึงจ่ายผ้าห่มฤดูร้อน มีราคา ๑๐ กหาปณะเป็นอย่างยิ่ง, ภิกษุณี (เมื่อทำความสะอาดด้วยน้ำ) พึงล้วงได้ ๒ องคุลีเป็นอย่างยิ่ง, เขียงเท้าเตียงให้มี ๘ นิ้วเป็นอย่างยิ่ง, ไม้ชำระฟันให้มี ๘ นิ้วเป็นอย่างยิ่ง, รวมเป็นอย่างยิ่ง ๑๔ นี้ด้วยประการฉะนี้. 
   ในอย่างยิ่ง ๑๔ นั้น ๖ ข้อแรกเป็นหมวด ๖ อันหนึ่ง, ต่อไปนั้นพึงจัดหมวด ๖ เหล่าอื่นบ้าง โดยนัยมีอาทิ คือชักออกเสียหมวดหนึ่ง ที่ยังเหลือจัดเข้าเป็นหมวดอันหนึ่งๆ. 
   สองบทว่า ฉ อาปตฺติโย ได้แก่ หมวดหก ๓ หมวดที่กล่าวแล้วในอันตรเปยยาล. 
   สองบทว่า ฉ กมฺมานิ ได้แก่ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม รวมเป็น ๔ ทั้งกรรม ๒ ที่กล่าว เพราะไม่เห็นอาบัติและเพราะไม่ทำคืนอาบัติ รวมเป็น ๑, กรรม ๑ เพราะไม่ยอมสละทิฏฐิลามก. 
   บทว่า ฉ นหาเน ได้แก่ (อนุบัญญัติ ๖) เพราะอาบน้ำ ยังหย่อนกึ่งเดือน. 
   หมวดหก ๒ หมวดว่าด้วยจีวรที่ทำค้างเป็นต้น ได้อธิบายไว้แล้วในกฐินขันธกะ. 
         คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้นฉะนี้แล.
         พรรณนาหมวด ๖ จบ.
อรรถกถา ปริวาร เอกุตตริกะ หมวด ๗ [ พรรณนาหมวด ๗ ]
วินิจฉัยในหมวด ๗ พึงทราบดังนี้
   สองบทว่า สตฺต สามีจิโย มีความว่า พึงทราบสามีจิกรรม ๗ เพราะเพิ่มข้อว่า ภิกษุณีนั้น ก็เป็นอันมิได้อัพภาน ภิกษุณีทั้งหลายเหล่านั้น ก็เป็นอันพระพุทธเจ้าจะพึงทรงติเตียน นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น นี้เข้าในสามีจิกรรม ๖ ที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง.
               หลายบทว่า สตฺต อธมฺมิกา ปฏิญฺญาตกรณา ได้แก่ ทำตามปฏิญญาที่ไม่เป็นธรรม ๗ ที่ทรงแสดงแล้วในสมถขันธกะ อย่างนี้ว่า 
               ภิกษุต้องปาราชิก อันภิกษุผู้ต้องปาราชิก โจทอยู่ จึงปฏิญญาว่า ข้าพเจ้าต้องสังฆาทิเสส สงฆ์ปรับเธอด้วยสังฆาทิเสส, ชื่อว่าทำตามปฏิญญาไม่เป็นธรรม. 
               แม้ทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรม ก็ได้ทรงแสดงแล้วในสมถขันธกะนั้นแล. 
  สตฺต อธมฺมิกา ปฏิญฺญาตกรณาติ ภิกฺขุ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ปาราชิเกน โจทิยมาโน สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปนฺโนมฺหีติ ปฏิชานาติ ตํ สงฺโฆ สงฺฆาทิเสเสน กาเรติ อธมฺมิกํ ปฏิญฺญาตกรณนฺติ เอวํ สมถกฺขนฺธเก นิทฺทิฏฺาฯ 
               หลายบทว่า สตฺตนฺนํ อนาปตฺติ สตฺตาหกรณีเยน คนฺตุํ นี้ ได้กล่าวแล้วในวัสสูปนายิกขันธกะ. 
               สองบทว่า สตฺตานิสํสา วินยธเร มีความว่า อานิสงส์ ๕ ที่กล่าวแล้วในหมวด ๕ กับ ๒ อานิสงส์นี้ คืออุโบสถ ปวารณาเป็นหน้าที่ของพระวินัยธรนั้น จึงรวมเป็น ๗. 
               สองบทว่า สตฺต ปรมานิ ได้แก่ อย่างยิ่งที่กล่าวแล้วในหมวด ๖ นั่นแล พึงจัดด้วยอำนาจหมวด ๗. หมวดเจ็ด ๒ หมวด มีว่าด้วยจีวรที่ทำแล้วเป็นอาทิ ได้แสดงแล้วในกฐินขันธกะ. 
               หมวดเหล่านี้ คืออาบัติที่ต้องเห็น ไม่มีแก่ภิกษุ, อาบัติที่ต้องเห็น มีแก่ภิกษุ, อาบัติที่ต้องทำคืน มีแก่ภิกษุ, เป็นหมวดเจ็ด ๓ หมวด.
               อธัมมิกะ ๒ หมวด, ธัมมิกะ ๑ หมวด. ทั้ง ๓ หมวดนั้น ได้แสดงแล้วในจัมเปยยขันธกะ. 
               บทว่า อสทฺธมฺมา ได้แก่ ธรรมของอสัตบุรุษ หรือธรรมที่ไม่สงบ. อธิบายว่า ธรรมไม่งาม คือเลว ลามก. 
               บทว่า สทฺธมฺมา ได้แก่ ธรรมของสัตบุรุษ คือของพระอริยะมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น หรือธรรมที่สงบ. อธิบายว่า ธรรมที่งาม คือสูงสุด.
                                 คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้นฉะนี้แล.
พรรณนาหมวด ๗ จบ.

พระไตรปิฏก พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร เอกุตตริกะ หมวด ๕ ว่าด้วยอาบัติเป็นต้น ว่าด้วยองค์คุณของพระวินัยธร ว่าด้วยภิกษุอยู่ป่าเป็นต้น

  
ว่าด้วยอาบัติเป็นต้น
   [๙๗๙] อาบัติมี ๕ กองอาบัติมี ๕ วินีตวัตถุมี ๕. อนันตริยกรรมมี ๕. บุคคลที่แน่นอนมี ๕ อาบัติมีการตัดเป็นวินัยกรรมมี ๕ ต้องอาบัติด้วยอาการ ๕ อาบัติมี ๕ เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย.
   ภิกษุไม่เข้ากรรมด้วยอาการ ๕ คือ ตนเองไม่ทำกรรม ๑ ไม่เชิญภิกษุอื่น ๑ ไม่ให้ฉันทะหรือปาริสุทธิ ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรมย่อมคัดค้าน ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรมเสร็จแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรม ๑.
   ภิกษุเข้ากรรมด้วยอาการ ๕ คือ ตนเองทำกรรม ๑ เชิญภิกษุอื่น ๑ ให้ฉันทะหรือปาริสุทธิ ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรม ไม่คัดค้าน ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรมเสร็จแล้ว เห็นว่าเป็นธรรม ๑
   ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาต กิจ ๕ อย่างควร คือไม่บอกลาเที่ยวไป ๑ ฉันเป็นหมู่ได้ ๑ ฉันโภชนะทีหลังได้ ๑ ความไม่ต้องคำนึง ๑ ความไม่ต้องกำหนดหมาย ๑
   ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ จะเป็นภิกษุเลวทรามก็ดี จะเป็นภิกษุมีธรรมอันไม่กำเริบก็ดี ย่อมถูกระแวง ถูกรังเกียจ คือ มีหญิงแพศยาเป็นโคจร ๑ มีหญิงหม้ายเป็นโคจร ๑ มีสาวเทื้อเป็นโคจร ๑ มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร ๑ มีภิกษุณีเป็นโคจร ๑.
   น้ำมันมี ๕ คือ น้ำมันงา ๑ น้ำมันเมล็ดพันธุ์ ผักกาด ๑ น้ำมันมะทราง ๑ น้ำมันละหุ่ง ๑ น้ำมันเปลวสัตว์ ๑.
   น้ำมันเปลวสัตว์หมี ๕ คือ น้ำมันเปลวหมี ๑ น้ำมันเปลวปลา ๑ น้ำมันเปลวปลาฉลาม ๑ น้ำมันเปลวหมู ๑ น้ำมันเปลวลา ๑.
   ความเสื่อมมี ๕ คือ ความเสื่อมญาติ ๑ ความเสื่อมโภคสมบัติ ๑ ความเสื่อม คือ โรค ๑ ความเสื่อมศีล ๑ ความเสื่อมทางทิฏฐิ คือ เห็นผิด ๑.
   ความถึงพร้อมมี ๕ คือ ความถึงพร้อมแห่งญาติ ๑ ความถึงพร้อมแห่งโภคสมบัติ ๑ ความถึงพร้อมแห่งความไม่มีโรค ๑ ความถึงพร้อมแห่งศีล ๑ ความถึงพร้อมแห่งความเห็นชอบ.
   นิสัยระงับจากพระอุปัชฌาย์มี ๕ คือ พระอุปัชฌาย์หลีกไป ๑ สึก ๑ ถึงมรณภาพ ๑ ไปเข้ารีตเดียรถีย์ ๑  สั่งบังคับ ๑.
   บุคคล ๕ จำพวกไม่ควรให้อุปสมบท คือ มีกาลบกพร่อง ๑ มีอวัยวะบกพร่อง ๑ มีวัตถุวิบัติ ๑ มีความกระทำเสียหาย ๑ ไม่บริบูรณ์ ๑.
   ผ้าบังสุกุลมี ๕ คือ ผ้าตกที่ป่าช้า ๑ ผ้าตกที่ตลาด ๑ ผ้าหนูกัด ๑ ผ้าปลวกกัด ๑ ผ้าถูกไฟไหม้ ๑.
   ผ้าบังสุกุลแม้อื่นอีก ๕ คือ ผ้าที่วัวกัด ๑ ผ้าที่แพะกัด ๑ ผ้าที่ห่มสถูป ๑ ผ้าที่เขาทิ้งในที่อภิเษก ๑ ผ้าที่เขานำไปสู่ป่าช้าแล้วนำกลับมา ๑.
   อวหารมี ๕ คือ เถยยาวหาร ๑ ปสัยหาวหาร ๑ ปริกัปปาวหาร ๑ ปฏิจฉันนาวหาร ๑ กุสาวหาร ๑.
       มหาโจรที่มีปรากฏอยู่ในโลก มี ๕.
       ภัณฑะที่ไม่ควรจ่าย มี ๕.
       ภัณฑะที่ไม่ควรแบ่ง มี ๕.
   อาบัติที่เกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต มี ๕.
   อาบัติที่เกิดแต่กายและวาจา มิใช่จิต มี ๕.
       อาบัติที่เป็นเทสนาคามินี มี ๕.
       สงฆ์ มี ๕ ปาติโมกขุเทศ มี ๕.
   ในชนบทชายแดนทุกแห่ง คณะมีพระวินัยธรเป็นที่ ๕ ให้กุลบุตรอุปสมบทได้.
   การกรานกฐินมีอานิสงส์ ๕ กรรม มี ๕.
       อาบัติที่เป็นยาวตติยกา มี ๕.
       ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ ด้วยอาการ ๕ ต้องอาบัติปาราชิก.
       ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ ด้วยอาการ ๕ ต้องอาบัติถุลลัจจัย.
       ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ ด้วยอาการ ๕ ต้องอาบัติทุกกฏ.
       ภิกษุไม่ควรบริโภคอกัปปิยวัตถุ ๕ คือ ของที่เขาไม่ให้ ๑ ไม่ทราบ ๑ เป็นอกัปปิยะ ๑ ยังไม่ได้รับประเคน ๑ ไม่ทำให้เป็นเดน ๑.
       ภิกษุควรบริโภคกัปปิยวัตถุ ๕ คือ ของที่เขาให้ ๑ ทราบแล้ว ๑ เป็นกัปปิยะ ๑ รับประเคนแล้ว ๑ ทำให้เป็นเดน ๑.

       การให้ไม่จัดเป็นบุญ แต่โลกสมมติว่าเป็นบุญมี ๕ คือ ให้น้ำเมา ๑ ให้มหรสพ ๑ ให้สตรี ๑ ให้โคผู้ ๑ ให้จิตรกรรม ๑.
   สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว บรรเทาได้ยากมี ๕ คือ ราคะบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑ โทสะบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑ โมหะบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑ ปฏิภาณบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑ จิตที่คิดจะไปบังเกิดแล้ว บรรเทาได้ยาก ๑.
   การกวาดมีอานิสงส์ ๕ คือ จิตของตนเลื่อมใส ๑ จิตของผู้อื่นเลื่อมใส ๑ เทวดาชื่นชม ๑ สั่งสมกรรมที่เป็นไปเพื่อให้เกิดความเลื่อมใส ๑ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑.
   การกวาดมีอานิสงส์แม้อื่นอีก ๕ คือ จิตของตนเลื่อมใส ๑ จิตของผู้อื่นเลื่อมใส ๑ เทวดาชื่นชม ๑ เป็นอันทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา ๑ ชุมชนมีในภายหลังถือเป็นทิฏฐานุคติ ๑.
ว่าด้วยองค์คุณของพระวินัยธร
   [๙๘๐] พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน ๑ ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น ๑ ไม่กำหนดถ้อยคำของตน ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่นแล้วปรับอาบัติ ๑ ย่อมปรับอาบัติโดยไม่เป็นธรรม ๑ ย่อมปรับอาบัติไม่ตามปฏิญญา ๑
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน ๑ กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น ๑ กำหนดที่สุดถ้อยคำของตนทั้งกำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่นแล้วปรับอาบัติ ๑ ย่อมปรับอาบัติตามธรรม ๑ ย่อมปรับอาบัติตามปฏิญญา ๑
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลาคือ ไม่รู้จักอาบัติ ๑ ไม่รู้จักมูลของอาบัติ ๑ ไม่รู้จักเหตุเกิดอาบัติ ๑ ไม่รู้จักการระงับอาบัติ ๑ ไม่รู้จักทางระงับอาบัติ ๑
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักอาบัติ ๑ รู้จักมูลของอาบัติ ๑ รู้จักเหตุเกิดอาบัติ  ๑ รู้จักการระงับอาบัติ ๑ รู้จักทางระงับอาบัติ ๑
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้จักอธิกรณ์ ๑ ไม่รู้จักมูลของอธิกรณ์ ๑ ไม่รู้จักเหตุเกิดของอธิกรณ์ ๑ ไม่รู้จักความระงับของอธิกรณ์ ๑ ไม่รู้จักข้อปฏิบัติอันให้ถึงความระงับแห่งอธิกรณ์ ๑
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักอธิกรณ์ ๑ รู้จักมูลของอธิกรณ์ ๑ รู้จักเหตุเหตุเกิดของอธิกรณ์ ๑ รู้จักความระงับของอธิกรณ์ ๑ รู้จักข้อปฏิบัติอันให้ถึงความระงับแห่งอธิกรณ์ ๑
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้จักวัตถุ ๑ ไม่รู้จักเหตุเค้ามูล ๑ ไม่รู้จักบัญญัติ ๑ ไม่รู้จักอนุบัญญัติ ๑ ไม่รู้จักทางแห่งถ้อยคำอันเข้าอนุสนธิกันได้ ๑.
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักวัตถุ ๑ รู้จักเหตุเป็นเค้ามูล ๑ รู้จักบัญญัติ ๑ รู้จักอนุบัญญัติ ๑ รู้จักทางแห่งถ้อยคำอันเข้าอนุสนธิกันได้ ๑.
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้จักญัตติ ๑ ไม่รู้จักตั้งญัตติ ๑ ไม่ฉลาดในเบื้องต้น ๑ ไม่ฉลาดในเบื้องปลาย ๑ ไม่รู้จักกาล ๑.
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักญัตติ ๑ รู้จักตั้งญัตติ ๑ ฉลาดในเบื้องต้น ๑ ฉลาดในเบื้องปลาย ๑ รู้จักกาล ๑
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑  ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑  ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ ไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจ ไม่ใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ให้ดี ๑.
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ ยึดถือ ใส่ใจ ใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ด้วยดี ๑.
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑  ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑  ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ จำปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้โดยพิสดาร จำแนกไม่ถูกต้อง สวดไม่คล่องแคล่ว วินิจฉัยไม่ถูกต้อง โดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ๑
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ จำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกถูกต้อง สวดได้คล่องแคล่ว วินิจฉัยถูกต้องดี โดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ๑
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ ไม่รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ๑.
   พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ รู้จักอาบัติและไม่ใช่อาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ๑.
ว่าด้วยภิกษุอยู่ป่าเป็นต้น
   [๙๘๑] ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี ๕ คือ เพราะเป็นผู้เขลา เพราะเป็นผู้งมงาย จึงอยู่ป่า ๑ เป็นผู้ปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงอยู่ป่า ๑ เพราะมัวเมา เพราะจิตฟุ้งซ่านจึงอยู่ป่า ๑ เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ จึงอยู่ป่า ๑ เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ
ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัยความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ด้วยความปฏิบัติตามนี้ จึงอยู่ป่า ๑.
       ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตมี ๕.
       ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลมี ๕.
       ภิกษุผู้ถืออยู่โคนไม้มี ๕.
       ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าช้ามี ๕.
       ภิกษุผู้ถืออยู่กลางแจ้งมี ๕.
       ภิกษุผู้ถือผ้าสามผืนมี ๕.
       ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับมี ๕.
       ภิกษุผู้ถือการนั่งมี ๕.
       ภิกษุผู้ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้มี ๕.
       ภิกษุผู้ถือนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียวมี ๕.
 ภิกษุผู้ถือการห้ามภัตรที่เขานำมาถวายเมื่อภายหลังมี ๕.
 ภิกษุผู้ถือการฉันเฉพาะในบาตรมี ๕ คือ เพราะเป็นผู้เขลา เพราะเป็นผู้งมงาย จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑ เป็นผู้ปวารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑ เพราะมัวเมา เพราะจิตฟุ้งซ่าน จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑ เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า และพระสาวกของพระพุทธเจ้า
สรรเสริญ จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑ เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัยความเป็นแห่งการฉันเฉพาะในบาตรมีประโยชน์ด้วยความปฏิบัติตามนี้ จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑.
ว่าด้วยองค์ของภิกษุผู้ต้องถือนิสัย
   [๙๘๒] ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อุโบสถ ๑ ไม่รู้อุโบสถกรรม  ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.
    ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อุโบสถ ๑ รู้อุโบสถกรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.
    ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้ปวารณา ๑ ไม่รู้ปวารณากรรม ๑  ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ  ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.
    ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้ปวารณา ๑ รู้ปวารณากรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.
    ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ  ไม่รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.
    ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.
    ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อุโบสถ ๑ ไม่รู้อุโบสถกรรม  ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.
    ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อุโบสถ ๑ รู้อุโบสถกรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.
    ภิกษุณีประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้ปวารณา ๑ ไม่รู้ปวารณากรรม ๑  ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ  ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.
    ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัย คือ รู้ปวารณา ๑ รู้ปวารณากรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษา ๕ หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.
    ภิกษุณีประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ  ไม่รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.
    ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.
โทษในกรรมไม่น่าเลื่อมใสเป็นต้น
   [๙๘๓] กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใสมีโทษ  ๕ คือ ตนเองก็ติเตียนตน ๑ ผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วก็ติเตียน ๑ กิตติศัพท์อันทรามย่อมขจรไป ๑ หลงใหลทำกาละ ๑ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก  ย่อยเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก ๑.
   กรรมที่น่าเลื่อมใสมีคุณ ๕ คือ ตนเองก็ไม่ติเตียนตน ๑ ผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้วก็สรรเสริญ ๑ กิตติศัพท์อันดีย่อมขจรไป ๑ ไม่หลงใหลทำกาละ ๑ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ๑.
   กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส มีโทษแม้อื่นอีก ๕ คือ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมไม่เลื่อมใส ๑ คนบางพวกที่เลื่อมใสแล้วย่อมเป็นอย่างอื่นไป ๑ เขาไม่เป็นอันทำคำสอนของพระศาสดา ๑ หมู่ชนมีในภายหลังย่อมถือเป็นทิฏฐานุคติ ๑ จิตของเขาไม่เลื่อมใส ๑.
   กรรมที่น่าเลื่อมใสมีคุณ ๕ คือ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมเลื่อมใส ๑ ผู้ที่เลื่อมใสแล้วย่อมเลื่อมใสยิ่งขึ้นไป ๑ เขาเป็นอันทำคำสอนของพระศาสดา ๑ หมู่ชนมีในภายหลังย่อมถือเป็นทิฏฐานุคติ ๑ จิตของเขาย่อมเลื่อมใส ๑.
   ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูลมีโทษ ๕ คือ ต้องอาบัติเพราะไม่บอกลาเที่ยวไป ๑ ต้องอาบัติเพราะนั่งในที่ลับ ๑ ต้องอาบัติเพราะอาสนะกำบัง ๑ แสดงธรรมแก่มาตุคามด้วยวาจาเกิน ๕-๖ คำต้องอาบัติ ๑ เป็นผู้มากด้วยความดำริในกามอยู่ ๑.
   ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล คลุกคลีอยู่ในตระกูลเกินเวลา มีโทษ ๕ คือ เห็นมาตุคามเนืองๆ ๑ เมื่อมีการเห็นก็มีการเกี่ยวข้อง ๑ เมื่อมีการเกี่ยวข้องก็ต้องคุ้นเคย ๑ เมื่อมีความคุ้นเคยก็มีจิตกำหนัด ๑ เมื่อมีจิตกำหนัดก็หวังข้อนี้ได้ คือ เธอจักไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ หรือจักต้องอาบัติที่เศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจักบอกลาสิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ ๑.
ว่าด้วยพืชและผลไม้
   [๙๘๔] พืชมี ๕ ชนิด คือ พืชเกิดจากเหง้า  ๑ พืชเกิดจากต้น ๑ พืชเกิดจากข้อ ๑ พืชเกิดจากยอด ๑ พืชเกิดจากเมล็ด ๑.
   ผลไม้ที่ควรบริโภคด้วยวิธีอันควรแก่สมณะมี ๕ คือ จี้ด้วยไฟ ๑ กรีดด้วยศาสตรา ๑. จิกด้วยเล็บ ๑ ไม่มีเมล็ด ๑ เขาปล้อนเมล็ดออกแล้วเป็นที่ห้า ๑.
ว่าด้วยวิสุทธิ ๕
   [๙๘๕] วิสุทธิมี ๕ คือ ภิกษุแสดงนิทานแล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๑
   แสดงนิทาน แสดงปาราชิก ๔ แล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๒
   แสดงนิทาน แสดงปาราชิก  ๔ แสดงสังฆาทิเสส ๑๓ แล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๓
   แสดงนิทาน แสดงปาราชิก  ๔ แสดงสังฆาทิเสส ๑๓ แสดงอนิยต ๒ แล้วนอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๔
   สวดโดยพิสดารอย่างเดียว เป็นวิสุทธิข้อที่ ๕.
   วิสุทธิแม้อื่นอีก ๕ คือ สุตตุทเทศ ๑ ปาริสุทธิอุโบสถ ๑ อธิษฐานอุโบสถ  ๑ สามัคคีอุโบสถ ๑ ปวารณาเป็นที่ห้า ๑.
ว่าด้วยอานิสงส์การทรงวินัยเป็นต้น
   [๙๘๖] การทรงวินัยมีอานิสงส์ ๕ คือ กองศีลของตนเป็นอันคุ้มครองรักษาดีแล้ว ๑ ผู้ที่ถูกความรังเกียจครอบงำย่อมหวนระลึกได้ ๑ กล้าพูดในท่ามกลางสงฆ์ ๑ ข่มด้วยดีซึ่งข้าศึก โดยสหธรรม ๑ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑.
       การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มี ๕
       การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มี ๕.
หมวด ๕ จบ
หัวข้อประจำหมวด
   [๙๘๗] อาบัติ ๑ กองอาบัติ ๑ วินีตวัตถุ ๑ อนันตริยกรรม ๑ บุคคล ๑ อาบัติมีอันตัดเป็นวินัยกรรม ๑ ต้องอาบัติ ๑ ปัจจัย ๑ ไม่เข้ากรรม ๑ เข้ากรรม ๑ กิจควร ๑ ภิกษุถูกระแวง  ๑ น้ำมัน ๑ เปลวมัน ๑ ความเสื่อม  ๑ ความเจริญ ๑ ความระงับ ๑ บุคคลไม่ควรให้อุปสมบท ๑ ผ้าบังสุกุลที่ตก ณ ป่าช้า ๑ ผ้าบังสุกุลที่โคกัด ๑ การลัก ๑ โจร ๑ สิ่งของไม่ควรจ่าย ๑ สิ่งของไม่ควรแบ่ง ๑ อาบัติเกิดแต่กาย ๑ เกิดแต่กายและวาจา ๑ เป็นเทสนาคามินี ๑ สงฆ์ ๑ ปาติโมกขุทเทศ ๑ ปัจจันติมชนบท ๑ อานิสงส์กฐิน ๑ กรรม ๑ อาบัติเป็นยาวตติยกา ๑ ปาราชิก ๑ ถุลลัจจัย ๑ ทุกกฏ ๑ ของเป็นอกัปปิยะ ๑ ของเป็นกัปปิยะ ๑ สิ่งที่ให้แล้วไม่เป็นบุญ ๑ สิ่งที่บรรเทาได้ยาก ๑ การกวาด ๑ การกวาดอย่างอื่นอีก ๑ ถ้อยคำ ๑ อาบัติ ๑ อธิกรณ์ ๑ วัตถุ ๑ ญัตติ ๑ อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ ปาติโมกข์ทั้งสอง ๑ อาบัติเบา และอาบัติเป็นที่แปด ๑ จงทราบฝ่ายดำและฝ่ายขาวดังข้างต้นนี้ อยู่ป่า ๑ ถือเที่ยวบิณฑบาต ๑ ทรงผ้าบังสุกุล ๑ อยู่โคนไม้ ๑ อยู่ป่าช้า ๑ อยู่ที่แจ้ง ๑ ทรงผ้า ๓ ผืน ๑ ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับแถว ๑ ถือการนั่ง ๑ ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้ ๑ ถือนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียว ๑ ถือการห้ามภัตรที่ถวายทีหลัง ๑ ถือฉันข้าวในบาตร ๑ อุโบสถ ๑ ปวารณา ๑ อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ บทฝ่ายดำและฝ่ายขาวดังข้างต้นนี้ สำหรับภิกษุณีก็เหมือนกัน กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส ๑ กรรมที่น่าเลื่อมใส ๑ กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใสและน่าเลื่อมใสอื่นอีก ๒ อย่าง ๑ ภิกษุเข้าไปสู่สกุล ๑ ภิกษุคลุกคลีอยู่เกินเวลา ๑ พืช ๑ ผลไม้ควรแก่สมณะ ๑ วิสุทธิ ๑ วิสุทธิแม้อื่นอีก ๑ อานิสงส์ การทรงพระวินัย ๑ งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม ๑ งดปาติโมกข์เป็นธรรม ๖ หมวดห้าล้วนที่กล่าวแล้ว จบ 
  หัวข้อประจำหมวด ๕ จบ
อรรถกถา ปริวาร เอกุตตริกะ หมวด ๕  [พรรณนาหมวด ๕]
วินิจฉัยในหมวด ๕ พึงทราบดังนี้ :-
        ข้อว่า ปญฺจ ปุคฺคลา นิยตา นี้ บ่งถึงบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรมนั่นเอง. 
         ขึ้นชื่อว่าอาบัติ มีการตัดเป็นวินัยกรรม ๕ พึงทราบในเพราะเตียงตั่งและผ้าปูนั่ง ผ้าปิดฝี ผ้าอาบน้ำฝนและสุคตจีวร ซึ่งเกินประมาณ. 
         บทว่า ปญฺจหากาเรหิ มีความว่า ภิกษุย่อมต้องอาบัติ ด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ คือ ความเป็นผู้ไม่ละอาย ความไม่รู้ ความเป็นผู้สงสัยแล้วขืนทำ
ความเป็นผู้มีความสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร ความเป็นผู้มีความสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร. 
         ข้อว่า ปญฺจาปตฺติโย มุสาวาทปจฺจยา ได้แก่ ปาราชิก ถุลลัจจัย ทุกกฏ สังฆาทิเสส และปาจิตตีย์. 
         บทว่า อนามนฺตจาโร ได้แก่ ความไม่มีแห่งการต้องบอกลาจึงเทียวไปนี้ว่า ภิกษุไม่บอกลาภิกษุซึ่งมีอยู่ ถึงความเป็นผู้เที่ยวไปในสกุลทั้งหลายก่อนฉันก็ดี ทีหลังฉันก็ดี. 
         บทว่า อนธิฏฺฐานํ มีความว่า การฉันต้องคำนึงถึงสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เว้นไว้แต่สมัย เป็นปาจิตตีย์ เพราะฉันเป็นหมู่ ชื่อว่าความคำนึง.
         การที่ไม่ต้องทำอย่างนั้น ชื่อว่าความไม่ต้องคำนึง. 
         ความหมายอันใด ในโภชนะทีหลัง อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว, การที่ไม่ต้องทำความหมายอันนั้น ชื่อว่าความไม่ต้องหมาย.
         จริงอยู่ ๕ วัตถุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามแล้วด้วยธุดงค์ของภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรนั่นเอง. 
         บทว่า อุสฺสงฺกิตปริสงฺกิโต มีความว่า เป็นผู้อันภิกษุทั้งหลายผู้ได้เห็นได้ฟัง ระแวงแล้วและรังเกียจแล้ว. 
         อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุแม้เป็นพระขีณาสพ ผู้มีอันไม่กำเริบเป็นธรรมดา ก็เป็นผู้ถูกระแวงถูกรังเกียจ. เพราะเหตุนั้น อโคจรทั้งหลาย อันภิกษุพึงเว้น.
         จริงอยู่ ภิกษุผู้ปรากฏเสมอในอโคจรเหล่านั้น ย่อมไม่พ้นจากความเสื่อมยศ หรือจากความติเตียน.
[ว่าด้วยผ้าบังสุกุลเป็นอาทิ]
               บทว่า โสสานิกํ ได้แก่ ผ้าที่ตกที่ป่าช้า. 
               บทว่า อาปณิกํ ได้แก่ ผ้าที่ตกที่ประตูตลาด. 
               บทว่า ถูปจีวรํ ได้แก่ ผ้าที่เขาห่มจอมปลวกทำพลีกรรม. 
               บทว่า อภิเสกิกํ ได้แก่ จีวรที่เขาทิ้งที่สถานที่อาบน้ำ หรือที่สถานที่อภิเษกของพระราชา. 
               บทว่า คตปฏิยาคตํ ได้แก่ ผ้าที่เขานำไปสู่ป่าช้าแล้วนำกลับมาอีก. 
               มหาโจร ๕ จำพวก ได้กล่าวแล้วในอุตริมนุสธัมมสิกขาบท.๑- 
               ข้อว่า ปญฺจาปตฺติโย กายโต สมุฏฺฐหนฺติ มีความว่า ภิกษุต้องอาบัติ ๕ ด้วยสมุฏฐานแห่งอาบัติที่ ๑ ได้แก่ อาบัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน
               อันตรเปยยาลอย่างนี้ว่า ภิกษุมีความสำคัญว่าควรทำกุฏีด้วยการขอเขาเอง. 
               ข้อว่า ปญฺจาปตฺติโย กายโต จ วาจโต จ มีความว่า ภิกษุย่อมต้องอาบัติ ๕ ด้วยสมุฏฐานแห่งอาบัติที่ ๓ คือ ย่อมต้องอาบัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
               ในอันตรเปยยาลนั้นแลอย่างนี้ว่า ภิกษุมีความสำคัญว่าควร ชักชวนกันทำกุฎี ดังนี้. 
               บทว่า เทสนาคามินิโย มีความว่า เว้นปาราชิกและสังฆาทิเสสเสีย ได้แก่อาบัติที่เหลือ. 
               สองบทว่า ปญฺจ กมฺมานิ ได้แก่ กรรม ๕ คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรมและปฏิสารณียกรรมรวม ๔ และอุกเขปนียกรรมทั้ง ๓ อย่าง ๑. 
               สองบทว่า ยาวตติยเก ปญฺจ ได้แก่ อาบัติ ๓ คือ ปาราชิก ถุลลัจจัย ทุกกฏของภิกษุณีผู้ประพฤติตามภิกษุผู้อันสงฆ์ยกวัตร ผู้ไม่ยอมสละ เพราะสมนุภาสน์
               เพียงครั้งที่ ๓ สังฆาทิเสส เพราะสมนุภาสน์ในเภทกานุวัตตกสิกขาบทเป็นต้น. ปาจิตตีย์ เพราะไม่ยอมสละทิฏฐิลามก. 
               บทว่า อทินฺนํ ได้แก่ ของที่ผู้อื่นไม่ประเคน. 
               บทว่า อวิทิตํ ได้แก่ ชื่อว่าไม่ทราบ เพราะไม่มีเจตนาว่า เรารับประเคน. 
               บทว่า อกปฺปิยํ ได้แก่ ของที่ไม่ได้ทำให้ควร ด้วยสมณกัปปะ ๕. ก็หรือว่าเนื้อที่ไม่ควร โภชนะที่ไม่ควร แม้อื่น ก็ชื่อว่าของไม่ควร. 
               บทว่า อกตาติริตฺตํ ได้แก่ ของภิกษุห้ามโภชนะแล้ว ไม่ได้ทำให้เป็นเดน. 
               บทว่า สมชฺชทานํ ได้แก่ การให้มหรสพคือฟ้อนเป็นต้น. 
               บทว่า อุสภทานํ ได้แก่ การปล่อยโคผู้ในภายในแห่งฝูงโค. 
               บทว่า จิตตกมฺมทานํ มีความว่า การที่ให้สร้างอาวาสแล้วทำจิตรกรรมในอาวาสนั้น สมควร.
               แต่คำว่า จิตฺตกมฺมทานํ นี้ท่านกล่าวหมายเอาการให้จิตรกรรมที่เป็นลายรูปภาพ. 
               จริงอยู่ ทาน ๕ อย่างนี้ โลกสมมติกันว่าเป็นบุญก็จริง แต่ที่แท้ หาเป็นบุญไม่ คือเป็นอกุศลนั่นเอง. 
               ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะพูด เรียกว่าปฏิภาณ ในคำว่า อุปฺปนฺนํ ปฏิภาณํ นี้.
               ความว่า ธรรม ๕ อย่างนี้อันบุคคลบรรเทาได้ยาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าบรรเทาได้ไม่ง่าย.
               แต่บุคคลอาจบรรเทาได้ด้วยเหตุที่เป็นอุบาย คือด้วยการพิจารณาและพร่ำสอนเป็นต้น ที่เหมาะกัน.   ๑- มหาวิภังค์ ๑/๑๖๙. 
[อานิสงส์แห่งการกวาด]
               ใน ๒ บทว่า สกจิตฺตํ ปสีทติ นี้ มีเรื่องเหล่านี้เป็นอุทาหรณ์. 
               ได้ยินว่า พระปุสสเทวเถระ ผู้อยู่ที่กาฬันทกาฬวิหาร กวาดลานเจดีย์ ทำอุตรางสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แลดูลานเจดีย์ซึ่งเกลี่ยทรายไว้เรียบร้อย ราวกะลาดด้วยดอกย่างทราย ให้เกิดปีติและปราโมทย์มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ได้ยืนอยู่แล้ว. 
              ในขณะนั้น มารได้จำแลงเป็นลิงดำเกิดแล้วที่เชิงเขา เรี่ยรายโคมัยไว้เกลื่อนที่ลานเจดีย์ ไปแล้ว.
               พระเถระไม่ได้อาจเพื่อบรรลุพระอรหัต, กวาดแล้ว ได้ไปเสีย. แม้ในวันที่ ๒ มาร ได้จำแลงเป็นโคแก่ กระทำประการแปลกเช่นนั้นนั่นแล. ในวันที่ ๓ ได้นิรมิตอัตภาพเป็นมนุษย์ มีเท้าเก เดินเอาเท้าคุ้ยรอบไป. 
               พระเถระคิดว่า บุรุษแปลกเช่นนี้ ไม่มีในโคจรคามประมาณโยชน์หนึ่งโดยรอบ นี่คงเป็นมารแน่ละ จึงกล่าวว่า เจ้าเป็นมารหรือ?.
               มารตอบว่า ถูกละผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นมาร บัดนี้ไม่ได้อาจเพื่อจะลวงท่านละ.
               พระเถระถามว่า ท่านเคยเห็นพระตถาคตหรือ?. 
               มารตอบว่า แน่ละเคยเห็น
               พระเถระกล่าวว่า ธรรมดามารย่อมเป็นผู้มีอานุภาพใหญ่ เชิญท่านนิรมิตอัตภาพให้คล้ายอัตภาพของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าก่อน.
               มารกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถนิรมิตรูปเช่นนั้น ผู้เจริญ แต่เอาเถอะ ข้าพเจ้าจักนิมิตรูปเทียมที่จะพึงเห็นคล้ายรูปนั้น ดังนี้แล้วได้จำแลงเพศของตนตั้งอยู่ด้วยอัตภาพคล้ายพระรูปของพระพุทธเจ้า.
               พระเถระแลดูมารแล้วคิดว่า มารนี้ มีราคะ โทสะ โมหะ ยังงามถึงเพียงนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงงามอย่างไรหนอ?
               เพราะว่า พระองค์ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ โดยประการทั้งปวง ดังนี้แล้ว ได้ปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว.
               มารกล่าวว่า ผู้เจริญ ข้าพเจ้าถูกท่านลวงแล้ว. ฝ่ายพระเถระกล่าวว่า มารแก่ จะมีประโยชน์อะไรที่เราจะลวงคนเช่นท่าน. 
               ภิกษุหนุ่มชื่อทัตตะ แม้ในโลกันตรวิหาร กวาดลานเจดีย์แล้วแลดู ได้โอทาตกสิณ, ยังสมาบัติ ๘ ให้เกิดแล้ว, ภายหลังเจริญวิปัสสนา กระทำให้แจ้งซึ่งผล ๓. 
               ใน ๒ บทว่า ปรจิตฺตํ ปสีทติ นี้ มีเรื่องเหล่านี้เป็นอุทาหรณ์. 
               ภิกษุหนุ่มชื่อติสสะ กวาดลานเจดีย์ใกล้ท่าชัมพุโกละแล้ว ได้เอามือถือตะกร้าเทหยากเยื่อเที่ยวยืนอยู่.
               ในขณะนั้น พระเถระชื่อติสสทัตตะลงจากเรือ แลดูลานเจดีย์ ทราบว่า เป็นสถานที่เธอผู้มีจิตอบรมแล้วกวาดไว้ จึงถามปัญหาตั้งพันนัย. ฝ่ายพระติสสะแก้ได้ทั้งหมด. 
               พระเถระในวิหารแม้บางตำบล กวาดลานเจดีย์แล้ว ทำวัตรเสร็จ. พระเถระ ๔ รูปผู้ไหว้เจดีย์มาจากโยนกประเทศ เห็นลานเจดีย์แล้ว ไม่เข้าข้างใน ยืนอยู่ที่ประตูนั่นเอง.
               พระเถระรูปหนึ่งตามระลึกได้ ๘ กัป รูปหนึ่งตามระลึกได้ ๑๖ กัป รูปหนึ่งตามระลึกได้ ๒๐ กัป รูปหนึ่งตามระลึกได้ ๓๐ กัป. 
               ในคำว่า เทวตา อตฺตมนา โหนฺติ นี้ มีเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์. 
               ได้ยินว่า ภิกษุรูปหนึ่ง ในวิหารตำบล ๑ กวาดลานเจดีย์และลานโพธิ์แล้ว ไปอาบน้ำ.
               เทพดาทั้งหลายมีจิตเลื่อมใสว่า ตั้งแต่กาลที่สร้างวิหารนี้มา ไม่มีภิกษุที่เคยบำเพ็ญวัตรกวาดอย่างนี้ จึงพากันมา ได้ยืนถือดอกไม้อยู่ในมือ.
                พระเถระมาแล้วกล่าวว่า พวกท่านเป็นชาวบ้านไหน? เทพดาจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าอยู่ที่นี่เอง เลื่อมใสในวัตรของท่านว่า ตั้งแต่กาลที่สร้างวิหารนี้มา ไม่มีภิกษุที่เคยบำเพ็ญวัตรกวาดอย่างนี้ จึงยืนถือดอกไม้อยู่ในมือ
               ในบทว่า ปสาทิกสํวตฺตนิยํ นี้ มีเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์. 
               ได้ยินว่า ถ้อยคำนี้ปรารภบุตรอมาตย์คนหนึ่งและพระอภัยเถระ เกิดขึ้นว่า บุตรอมาตย์จะเป็นผู้น่าเลื่อมใส หรือว่าพระอภัยเถระจะเป็นผู้น่าเลื่อมใสหนอ?
               ญาติทั้งหลายพูดกันว่า เราทั้งหลายจักแลดูชนทั้ง ๒ นั้นในที่เดียวกัน จึงแต่งตัวบุตรอมาตย์แล้วได้พากันไปด้วยความคิดว่า จักให้ไหว้พระมหาเจดีย์.
               ฝ่ายมารดาของพระเถระ ให้ทำจีวรมีราคาบาทหนึ่ง๑- ส่งไปให้บุตรด้วยสั่งว่า บุตรของเราจงให้ปลงผมแล้วห่มจีวรนี้ มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมจงไหว้พระมหาเจดีย์.
               บุตรอมาตย์มีญาติห้อมล้อมขึ้นสู่ลานเจดีย์ ทางประตูด้านปราจีน.
               พระอภัยเถระมีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ขึ้นสู่ลานเจดีย์ทางประตูด้านทักษิณ มาพบกับบุตรอมาตย์นั้นที่ลานเจดีย์ จึงกล่าวว่า ผู้มีอายุ ท่านเทหยากเยื่อในที่ซึ่ง
พระมหัลลกเถระได้กวาดไว้จะจับคู่แข่งกับเราหรือ? ได้ยินว่า ในอัตภาพที่ล่วงไปแล้วพระอภัยเถระเป็นพระมหัลลกเถระ ได้กวาดลานเจดีย์ที่กาชรคาม.
               บุตรอมาตย์เป็นมหาอุบาสก ถือหยากเยื่อไปเทในที่ซึ่งท่านกวาดไว้. 
               หลายบทว่า สตฺถุ สาสนํ กตํ โหติ มีความว่า ชื่อว่า วัตรคือการกวาดนี้ อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญ. 
               เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้ทำวัตรคือการกวาดนั้น จึงเป็นอันได้ทำตามคำสอนของพระศาสดา. เรื่องต่อไปนี้ เป็นอุทาหรณ์ในข้อนั้น. 
               ได้ยินว่า พระสารีบุตรไปสู่หิมวันตประเทศ ไม่กวาดก่อนนั่งเข้านิโรธที่เงื้อมตำบลหนึ่ง.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงระลึกถึง ก็ทรงทราบความที่พระเถระไม่กวาดก่อนนั่งจึงเสด็จมาทางอากาศทรงแสดงรอยพระบาทไว้ในที่ซึ่งมิได้กวาดข้างหน้าพระเถระแล้วเสด็จกลับ.
               พระเถระออกจากสมาบัติแล้ว เห็นรอยพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประจงตั้งไว้ซึ่งความละอายและและความเกรงกลัวอย่างแรงกล้า คุกเข่าลงคิดว่า พระศาสดาได้ทรงทราบความที่เราไม่กวาดก่อนนั่งแล้วหนอ บัดนี้เราจักขอให้พระองค์ทรงทำการทักท้วงในท่ามกลางสงฆ์ ไปสู่สำนักของพระทศพลถวายบังคมแล้วนั่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอไปไหน? สารีบุตร แล้วตรัสว่า บัดนี้ การที่ไม่กวาดก่อนนั่ง ไม่สมควรแก่เธอ ผู้ตั้งอยู่ในตำแหน่งเป็นรองถัดเราไป.  จำเดิมแต่นั้นมา พระเถระเมื่อยืน แม้ในสถานที่ปลดลูกดุม ได้เอาเท้าเขี่ยหยากเยื่อแล้วจึงยืน. . ๑- บาลีบางฉบับเป็น ปาสทิกํ แปลว่า น่าเลื่อมใสก็มี.
[ว่าด้วยองค์ของพระวินัยธร] หลายบทว่า อตฺตโน ภาสปริยนฺตํ น อุคฺคณฺหาติ มีความว่า ไม่กำหนดที่สุดแห่งถ้อยคำของตน อย่างนี้ว่า ในคดีนี้ ได้สูตรเท่านี้ ได้วินิจฉัยเท่านี้ เราจักกล่าวสูตรและวินิจฉัยเท่านี้. แต่เมื่อไม่กำหนดอย่างนี้ว่า นี้เป็นคำต้น นี้เป็นคำหลังของโจทก์ นี้เป็นคำต้น นี้เป็นคำหลังของจำเลย ในคำของโจทก์และจำเลยนี้
 คำที่ควรเชื่อถือเท่านี้ คำที่ไม่ควรเชื่อถือเท่านี้ ชื่อว่า ไม่กำหนดที่สุดแห่งถ้อยคำของผู้อื่น. สองบทว่า อาปตฺตึ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักความทำต่างกันแห่งอาบัติ ๗ กองว่า ปาราชิกหรือสังฆาทิเสส เป็นต้น. บทว่า มูลํ มีความว่า มูลของอาบัติมี ๒ คือ กายและวาจา ไม่รู้จักมูล ๒ นั้น. บทว่า สมุทยํ มีความว่า สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ ชื่อว่าเหตุเกิดของอาบัติ ไม่รู้จักเหตุของอาบัติ ๖ นั้น. มีคำอธิบายว่า ไม่รู้จักวัตถุของอาบัติมีปาราชิกเป็นต้นบ้าง. บทว่า นิโรธํ มีความว่า ไม่รู้จักเหตุดับของอาบัติอย่างนี้ว่า อาบัตินี้ย่อมดับคือย่อมระงับด้วยการแสดง อาบัตินี้ด้วยการอยู่กรรม. อนึ่ง เมื่อไม่รู้จักสมถะ ๗ ชื่อว่าไม่รู้จักข้อปฏิบัติเป็นทางให้ถึงความดับแห่งอาบัติ.
 วินิจฉัยในหมวด ๕ แห่งอธิกรณ์ พึงทราบดังนี้ :- ความว่า ไม่รู้วิภาคนี้ คือ อธิกรณ์ ๔ ชื่อว่าอธิกรณ์. มูล ๓๓ ชื่อว่ามูลแห่งอธิกรณ์. วิวาทาธิกรณ์มีมูล ๑๒. อนุวาทาธิกรณ์มีมูล ๑๔. อาปัตตาธิกรณ์มีมูล ๖. กิจจาธิกรณ์มีมูล ๑. มูลเหล่านั้นจักมีแจ้งข้างหน้า. สมุฏฐานแห่งอธิกรณ์ ชื่อว่าเหตุเกิดแห่งอธิกรณ์. วิวาทาธิกรณ์อาศัยเภทกรวัตถุ ๑๘ เกิดขึ้น อนุวาทาธิกรณ์อาศัยวิบัติ ๔ เกิดขึ้น อาปัตตาธิกรณ์อาศัยกองอาบัติ ๗ เกิดขึ้น กิจจาธิกรณ์อาศัยสังฆกิจ ๔ อย่างเกิดขึ้น.
 สองบทว่า อธิกรณนิโรธํ น ชานาติ มีความว่า ไม่อาจเพื่อจะหยั่งถึงเค้าเงื่อนจากเค้าเงื่อน ให้วินิจฉัยถึงความระงับโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสนา. อนึ่ง เมื่อไม่รู้จักสมถะ ๗ อย่างนี้ว่า อธิกรณ์นี้ระงับด้วยสมถะ ๒ อธิกรณ์นี้ระงับด้วยสมถะ ๔ อธิกรณ์นี้ระงับด้วยสมถะ ๓ อธิกรณ์นี้ระงับด้วยสมถะ ๑ ชื่อว่าไม่รู้จักข้อปฏิบัติเป็นทางให้ถึงความดับแห่งอธิกรณ์. สองบทว่า วตฺถุํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักวัตถุแห่งอาบัติ ๗ กองอย่างนี้ว่า นี้เป็นวัตถุแห่งปาราชิก นี้เป็นวัตถุแห่งสังฆาทิเสส. บทว่า นิทานํ ได้แก่ ไม่รู้ว่า สิกขาบทนี้ทรงบัญญัติแล้วในนครนี้ บรรดานครทั้งหลาย ๗ สิกขาบทนี้ ทรงบัญญัติในนครนี้. 
 สองบทว่า ปญฺญตฺตึ น ชานาติ ได้แก่ ผู้ไม่รู้จักบัญญัติแรกในสิกขาบทนั้นๆ. บทว่า อนุปญฺญตฺตึ ได้แก่ ไม่รู้จักบัญญัติเพิ่มเติม. บทว่า อนุสนฺธิวจนปถํ ได้แก่ ไม่รู้จักเพื่อจะกล่าวด้วยอำนาจความสืบเนื่องกัน แห่งถ้อยคำ และความสืบเนื่องกันแห่งวินิจฉัย. สองบทว่า ญตฺตึ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักญัตติทุกๆ อย่าง. หลายบทว่า ญตฺติยา กรณํ น ชานาติ มีความว่า ไม่รู้จักกิจที่จะพึงทำด้วยญัตติ. ชื่อว่าญัตติกรรม ย่อมใช้ใน ๙ สถาน มีโอสารณาเป็นต้น.
 ไม่รู้ว่า เป็นผู้เข้ากรรมแล้วด้วยญัตติ ในญัตติทุติยกรรมและญัตติจตุตถกรรม. หลายบทว่า น ปุพฺพกุสโล โหติ น อปรกุสโล มีความว่า ไม่รู้จักคำที่จะพึงสวดก่อน และคำที่จะพึงสวดทีหลังบ้าง, ไม่รู้ว่า ธรรมดาญัตติต้องตั้งก่อน ไม่ควรตั้งทีหลัง บ้าง. สองบทว่า อกาลญฺญู จ โหติ มีความว่า ไม่รู้จักเวลา คือไม่ได้รับเผดียง ไม่ได้รับเชิญ ก็สวด คือไม่รู้จักทั้งกาลญัตติ ทั้งเขตญัตติ ทั้งโอกาสแห่งญัตติ.
  [ว่าด้วยภิกษุผู้อยู่ป่า] สองบทว่า มนฺทตฺตา โมมูหตฺตา ได้แก่ ไม่รู้จักอานิสงส์ในธุดงค์ เพราะ เป็นคนงมงายด้วยไม่รู้ทั่วทุกๆ อย่าง. บทว่า ปาปิจฺโฉ ได้แก่ ปรารถนาปัจจัยลาภ ด้วยการอยู่ป่านั้น. บทว่า ปวิเวกํ ได้แก่ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก. บทว่า อิทมฏฺฐิตํ มีวิเคราะห์ว่า ประโยชน์แห่งการอยู่ป่านั้น ย่อมมีด้วยปฏิบัติงามนี้ เพราะเหตุนั้น การอยู่ป่านั้น ชื่อว่า อิทมฏฺฐิ (มีประโยชน์ด้วยการปฏิบัติงามนี้). ความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ด้วยการปฏิบัติงามนี้ ชื่อว่า อิทมฏฺฐิตา, อาศัยการอยู่ป่ามีประโยชน์ด้วยการปฏิบัติงามนี้นั่นแล. อธิบายว่า ไม่อิงโลกามิสน้อยหนึ่งอื่น.
  [ว่าด้วยองค์ของภิกษุผู้ต้องถือนิสัย] สองบทว่า อุโปสถํ น ชานาติ ได้แก่ ไม่รู้จักอุโบสถ ๙ อย่าง. บทว่า อุโปสถกมฺมํ ได้แก่ ไม่รู้จักอุโบสถกรรม ๔ อย่าง ต่างโดยชนิดมีเป็นวรรคโดยอธรรมเป็นต้น. บทว่า ปาฏิโมกฺขํ ได้แก่ ไม่รู้จักมาติกา ๒ อย่าง. บทว่า ปาฏิโมกฺขุทฺเทสํ ได้แก่ ไม่รู้จักปาฏิโมกขุทเทส ๙ อย่างแม้ทั้งหมด. บทว่า ปวารณํ ได้แก่ ไม่รู้จักปวารณา ๙ อย่าง. ปวารณากรรมคล้ายกับอุโบสถกรรมนั่นแล.
  [วินิจฉัยในอปาสาทิกปัญจกะ] วินิจฉัยในอปาสาทิกปัญจกะ พึงทราบดังนี้ :- อกุศลกรรมมีกายทุจริตเป็นต้น เรียกว่ากรรมไม่น่าเลื่อมใส. กุศลกรรมมีกายสุจริตเป็นต้น เรียกว่ากรรมน่าเลื่อมใส. บทว่า อติเวลํ มีความว่า คลุกคลีอยู่ในสกุลทั้งหลายเกินเวลา คือสิ้นกาลมากกว่า อยู่ในวิหารน้อย. การที่กิเลสทั้งหลายหยั่งลงในภายใน ชื่อว่าช่อง. บทว่า สงฺกิลิฏฺฐํ ได้แก่ อาบัติต่างโดยชนิดในเพราะทุฏฐุลลวาจาและอาบัติในเพราะกายสังสัคคะเป็นอาทิ.
  วินิจฉัยในวิสุทธิปัญจกะ พึงทราบดังนี้ :- ปวารณาทั้ง ๙ อย่าง พึงทราบโดยปวารณาศัพท์. บทที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้นฉะนี้แล. 
  พรรณนาหมวด ๕ จบ.