Translate

19 พฤศจิกายน 2568

15/มหาภารตะ ตอนที่ - ความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์กษัตริย์: กษัตริย์สุโหตราและกษัตริย์สีวี

  มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933
ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ...
    
      ไวสัมปะยานะกล่าวว่า "แล้วพวกบุตรของปาณฑุ ก็พูดกับ มาร์คันเทยะอีกว่า “ท่านได้เล่าให้เราฟังถึงความยิ่งใหญ่ของพราหมณ์แล้ว บัดนี้เราปรารถนาที่จะได้ยินถึงความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์! ”
                        เมื่อพวกเขากล่าวเช่นนี้ฤๅษีมาร์กันเดยะผู้ยิ่งใหญ่ก็พูดว่า จงฟังความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์กษัตริย์องค์หนึ่งเถิด กษัตริย์องค์หนึ่งนามว่าสุโหตรามาจาก เผ่า กุรุเสด็จไปเยี่ยมเยียนฤๅษี ผู้ยิ่งใหญ่ ขณะที่พระองค์กำลังเสด็จกลับจากการเสด็จเยือนครั้งนั้น
                        พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าสีวีพระโอรสของพระอุสินาราประทับอยู่บนรถ และเมื่อทั้งสองเสด็จมาถึง ต่างทรงให้เกียรติกันและกันตามพระชนม์ชีพถือว่าตนมีคุณสมบัติทัดเทียมกับผู้อื่น แต่ก็ไม่ยอมหลีกทางให้ผู้อื่น
                        และในขณะนั้นนารทะก็ปรากฏกายขึ้นที่นั่น และเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฤๅษี สวรรค์ ก็ถามว่า ‘เหตุใดพวกท่านทั้งสองจึงมายืนขวางทางกันอยู่ตรงนี้?’
                        เมื่อถามทั้งสองอย่างนี้แล้ว นารทจึงทูลว่า “โอ้ พระผู้ศักดิ์สิทธิ์ อย่าได้ตรัสเช่นนั้นเลย เหล่าปราชญ์โบราณได้กล่าวไว้แล้วว่า ควรมอบหนทางให้แก่ผู้ที่สูงกว่าหรือผู้ที่มีความสามารถมากกว่า อย่างไรก็ตาม พวกเราที่ยืนขวางทางกันและกันนั้น เท่าเทียมกันในทุกด้าน เมื่อพิจารณาอย่างถูกต้องแล้ว ย่อมไม่มีผู้ใดเหนือกว่าในหมู่พวกเรา”
                        เมื่อพวกเขากล่าวเช่นนี้ นารทะก็สวดพระคาถาสามองค์(ได้แก่โศลก ๓ องค์)
                        “โอ้ พวกเจ้าแห่งเผ่ากูรู ผู้ที่ชั่วร้ายย่อมประพฤติชั่วแม้ต่อผู้ที่ถ่อมตน ผู้ที่ถ่อมตนย่อมประพฤติด้วยความถ่อมตนและซื่อสัตย์ต่อผู้ที่ชั่วร้าย! ผู้ที่ซื่อสัตย์ย่อมประพฤติซื่อสัตย์แม้ต่อผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์ ทำไมเขาจึงไม่ประพฤติซื่อสัตย์ต่อผู้ที่ซื่อสัตย์เล่า?
                        ผู้ที่ซื่อสัตย์ย่อมมองการรับใช้ที่พระองค์ทำแก่เขาว่ายิ่งใหญ่กว่าที่เป็นอยู่ร้อยเท่า เรื่องนี้ไม่เป็นที่ประจักษ์ในหมู่เหล่าเทพหรือ? แน่นอนว่าพระราชโอรสของอุสินาราผู้ทรงคุณธรรมนั้นยิ่งใหญ่กว่าเจ้า
                        บุคคลควรชนะคนต่ำต้อยด้วยทาน ชนะคนอสัตย์ด้วยสัจจะ ชนะคนทำชั่วด้วยการอภัยโทษ และชนะคนทุจริตด้วยความซื่อสัตย์ ทั้งสองท่านมีใจกว้างขวาง ขอให้คนหนึ่งในพวกท่านหลีกไป ตามที่ระบุไว้ในโศลกข้าง ต้น
                        เมื่อนารทกล่าวดังนั้นก็นิ่งเงียบไป เมื่อได้ยินสิ่งที่นารทกล่าว กษัตริย์แห่งเผ่ากุรุก็เสด็จประพาสพระสีวีทรงสรรเสริญความสำเร็จอันมากมายของพระองค์ ทรงเปิดทางให้และเสด็จดำเนินไป แม้แต่นารทยังทรงพรรณนาถึงพระพรอันประเสริฐของกษัตริย์กษัตริย์ไว้เช่นนี้
                        มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า “ฟังเรื่องอื่นต่อไปสิ
                        วันหนึ่ง ขณะที่พระเจ้ายาติพระราชโอรสของพระนหุศประทับนั่งบนบัลลังก์ ท่ามกลางราษฎร ก็มีพราหมณ์ รูปหนึ่งมาหาพระองค์ ปรารถนาจะขอทรัพย์สมบัติจากพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ พราหมณ์รูปนั้นจึงเข้าไปเฝ้าพระราชา แล้วทูลว่า
                        “ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ขอพระองค์โปรดประทานทรัพย์สมบัติแก่พระอาจารย์ของข้าพระองค์ตามพันธสัญญาของข้าพระองค์”
                        และกษัตริย์ก็ตรัสว่า “ข้าแต่พระผู้ศักดิ์สิทธิ์ โปรดบอกฉันว่าพันธสัญญาของคุณคืออะไร”
                        แล้วพราหมณ์ก็กล่าวว่า “ข้าแต่พระราชา ในโลกนี้ เมื่อมนุษย์ถูกขอทาน พวกเขาก็ดูหมิ่นผู้ขอทาน ฉะนั้น ข้าพระองค์จึงทูลถามพระองค์ว่า พระองค์จะทรงโปรดประทานสิ่งที่ข้าพระองค์ขอ และสิ่งที่ข้าพระองค์ตั้งใจไว้ด้วยพระทัยเช่นไร”
                        และกษัตริย์ก็ทรงตอบว่า
 “เมื่อให้สิ่งใดไปแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยโอ้อวดเลย ไม่เคยฟังคำวิงวอนขอสิ่งที่ให้ไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าฟังคำอธิษฐานขอสิ่งที่ให้ไม่ได้ และเมื่อให้ไปแล้ว ข้าพเจ้าก็มีความสุขเสมอ ข้าพเจ้าจะให้วัวแก่ท่านหนึ่งพันตัว พราหมณ์ที่ขอของขวัญจากข้าพเจ้านั้นมีค่าสำหรับข้าพเจ้าเสมอ ข้าพเจ้าไม่เคยโกรธคนที่มาขอ และไม่เคยเสียใจที่ได้ให้สิ่งใดไป!”
 แล้วพราหมณ์ก็เอาโคหนึ่งพันตัวจากพระเจ้าแผ่นดินแล้วไป”
ไวสัมปยานะกล่าวว่า “โอรสของปาณฑุได้กล่าวกับฤๅษี อีกครั้งหนึ่ง ว่า “จงบอกพวกเราให้ทราบถึงโชคลาภอันสูงส่งของกษัตริย์! ”
                        และมาร์กันเดยะกล่าวว่า
 มีกษัตริย์สองพระองค์นามว่าวฤษทรรภและเสฏุกะทั้งสองพระองค์เชี่ยวชาญเรื่องศีลธรรมและอาวุธสำหรับโจมตีและป้องกันตัว และเสฏุกะทรงทราบว่า วฤษทรรภได้ปฏิญาณไว้ตั้งแต่เด็กว่าจะไม่ถวายโลหะอื่นใดแก่พราหมณ์นอกจากทองคำและเงิน
                        กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วพราหมณ์ผู้หนึ่ง เมื่อศึกษาพระเวทเสร็จแล้วมาหาเสดูกาและกล่าวคำอวยพรแก่เขา และขอทรัพย์สมบัติจากเขาเพื่ออุปัชฌาย์ของเขา โดยกล่าวว่า “ขอม้าสักพันตัวเถิด”
                        และเมื่อกล่าวเช่นนี้แล้ว เซดูกาจึงกล่าวแก่เขาว่า
                        “ข้าพเจ้าไม่อาจให้สิ่งนี้แก่ท่านเพื่อเป็นพระอุปัชฌาย์ได้ ฉะนั้น ท่านจงไปเฝ้าพระเจ้าวรสารพราหมณ์เถิด เพราะพราหมณ์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรมยิ่งนัก จงไปวิงวอนต่อพระองค์เถิด พระองค์จะทรงโปรดประทานพรตามที่ท่านขอ แม้สิ่งนี้เป็นเพียงคำปฏิญาณที่พระองค์มิได้ตรัสไว้ก็ตาม”
                        พราหมณ์ได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ว่า พระราชาทรงไปหาพระวรสารภี และขอม้าหนึ่งพันตัวจากพระองค์ แล้วทรงวิงวอนด้วยคำเหล่านี้ พระองค์จึงทรงฟาดพระวรสารภีด้วยแส้ แล้วพระวรสารภีก็ตรัสว่า 'แม้ข้าพเจ้าจะบริสุทธิ์ แต่เหตุใดท่านจึงโจมตีข้าพเจ้าเช่นนี้?'
                        และพราหมณ์ก็กำลังจะสาปแช่งพระราชา เมื่อพระราชาตรัสว่า “โอ้ พราหมณ์ ท่านสาปแช่งผู้ที่ไม่ให้สิ่งที่ท่านขอหรือ? หรือว่าการกระทำเช่นนี้เหมาะสมสำหรับพราหมณ์?”
                        และพราหมณ์ก็กล่าวว่า “โอ้ ราชาแห่งราชา ผู้ซึ่งเสดูกาส่งมาหาท่าน ข้าพเจ้ามาเฝ้าท่านก็เพื่อสิ่งนี้”
                        กษัตริย์ตรัสว่า “ข้าจะถวายบรรณาการใดๆ ก็ตามที่ข้าจะมอบให้เจ้าได้ก่อนรุ่งสางจะสิ้นสุดลง ข้าจะส่งคนที่ถูกข้าเฆี่ยนตีกลับไปมือเปล่าได้อย่างไร”
                        และเมื่อตรัสดังนี้แล้ว กษัตริย์ก็ทรงแบ่งทรัพย์สมบัติทั้งหมดในวันนั้นให้แก่พราหมณ์ผู้นั้น ซึ่งมีมูลค่ามากกว่าม้าหนึ่งพันตัวเสียอีก”
                        " มาร์กันเดยะกล่าวว่า
 วันหนึ่ง เหล่าทวยเทพได้ตกลงกันว่าจะเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อทดสอบคุณงามความดีและคุณธรรมของพระเจ้าสีวิพระราชโอรสของ พระ อุสินาราแล้วตรัสกันว่า “ เอาล่ะ ” พระอัคนีและพระอินทร์เสด็จมายังโลกมนุษย์ พระอัคนีจึงเสด็จมาในรูปนกพิราบบินหนีจากพระอินทร์ พระอินทร์จึงทรงไล่ตามพระองค์ไปในรูปร่างเหยี่ยว และนกพิราบตัวนั้นก็ตกลงบนตักของพระเจ้าสีวิ ซึ่งประทับบนอาสนะอันประเสริฐ
                        แล้วปุโรหิตจึงกล่าวแก่พระราชาว่า
 นกพิราบตัวนี้กลัวเหยี่ยวและปรารถนาจะรักษาชีวิตของมัน จึงมาหาท่านเพื่อความปลอดภัย เหล่าบัณฑิตได้กล่าวไว้ว่า การที่นกพิราบตกลงบนร่างของตนนั้น ย่อมเป็นลางบอกเหตุอันตรายใหญ่หลวง กษัตริย์ผู้รู้แจ้งเห็นจริง จงสละทรัพย์สมบัติเพื่อเอาตัวรอดจากอันตรายนั้นเถิด
                        และนกพิราบยังทูลพระราชาอีกว่า
 ข้าพเจ้ากลัวเหยี่ยวและปรารถนาจะรักษาชีวิต จึงมาหาท่านเพื่อขอความคุ้มครอง ข้าพเจ้าเป็นมุนี ข้าพเจ้า แปลงกายเป็นนกพิราบ จึงมาหาท่านเพื่อขอความคุ้มครอง แท้จริง ข้าพเจ้าแสวงหาท่านเพื่อเป็นชีวิตของข้าพเจ้า จงรู้จักข้าพเจ้าในฐานะผู้มีความรู้ในพระเวท ในฐานะผู้ดำเนิน ชีวิตตามหลัก พรหมจรรย์ในฐานะผู้รู้จักควบคุมตนเองและคุณธรรมแบบนักบวช
 และขอทรงรู้จักข้าพเจ้ายิ่งขึ้นไปอีกว่า ข้าพเจ้าไม่เคยกล่าวคำหยาบต่อพระอาจารย์ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีคุณธรรมทุกประการอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าเป็นผู้ปราศจากบาป ข้าพเจ้าท่องพระเวท ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้าพเจ้ารู้จักเสียงของพระเวท ข้าพเจ้าได้ศึกษาพระเวททุกตัวอักษรแล้ว ข้าพเจ้ามิใช่นกพิราบ โอ้ อย่ายอมให้เหยี่ยวจับข้า การสละพราหมณ์ ผู้รู้แจ้งและบริสุทธิ์ นั้นมิใช่ของขวัญอันประเสริฐ
 และเมื่อนกพิราบกล่าวเช่นนั้น เหยี่ยวก็ทูลพระราชาว่า สัตว์ทั้งหลายมิได้มาเกิดในโลกตามลำดับชั้นเดียวกัน ในลำดับชั้นแห่งการสร้าง พระองค์อาจถือกำเนิดจากนกพิราบตัวนี้ในชาติก่อนๆ ได้ พระองค์ไม่สมควรที่จะทรงขัดขวางอาหารของข้าพระองค์ด้วยการปกป้องนกพิราบตัวนี้ (ถึงแม้นกพิราบตัวนี้จะเป็นบิดาของพระองค์ก็ตาม)
 และเมื่อตรัสดังนี้แล้ว พระราชาจึงตรัสว่า ก่อนหน้านี้มีใครเคยเห็นนกพูดจาบริสุทธิ์ของมนุษย์เช่นนี้บ้างไหม? เมื่อรู้ว่านกพิราบตัวนี้และเหยี่ยวตัวนี้พูดอะไร เราจะประพฤติตนตามคุณธรรมได้อย่างไรในปัจจุบัน ผู้ที่ยอมสละสัตว์ที่หวาดกลัวเพื่อแสวงหาความคุ้มครองให้แก่ศัตรู จะไม่ได้รับความคุ้มครองเมื่อเขาต้องการมัน แท้จริงแล้ว แม้เมฆฝนก็ไม่โปรยปรายลงมาให้เขาตามฤดู และถึงแม้เมล็ดพันธุ์จะกระจัดกระจายไป ก็ไม่งอกงามให้เขา
 ผู้ใดละทิ้งสัตว์ที่ทุกข์ระทมแสวงหาความคุ้มครองจากศัตรู ย่อมต้องเห็นลูกหลานของตนตายตั้งแต่ยังเด็ก บรรพบุรุษของคนเช่นนี้ไม่อาจสถิตในสรวงสวรรค์ได้ แท้จริงแล้ว แม้แต่เทพเจ้าก็ปฏิเสธไม่รับเครื่องบูชาเนยใสที่เขาเทลงในกองไฟ ผู้ใดละทิ้งสัตว์ที่หวาดกลัวแสวงหาความคุ้มครองจากศัตรู ย่อมถูกเทพเจ้าที่มีพระอินทร์เป็นประมุขฟาดฟันด้วยสายฟ้า
 อาหารที่เขากินนั้นไม่บริสุทธิ์ และเขาผู้ซึ่งมีจิตใจ คับแคบ ย่อมร่วงหล่นจากสวรรค์ในไม่ช้า โอ้ เหยี่ยวเอ๋ย จงให้ชาวเผ่าสีวินำวัวที่หุงสุกด้วยข้าวมาวางไว้ตรงหน้าเจ้า แทนนกพิราบตัวนี้เสียเถิด และขอให้พวกเขานำอาหารอันอุดมสมบูรณ์ไปยังที่ซึ่งเจ้าอาศัยอยู่ด้วยความยินดีด้วยเถิด
                        และเหยี่ยวได้ยินดังนั้นก็พูดว่า
 “ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์มิได้ขอโคตัวผู้ หรือเนื้ออื่นใด หรือปริมาณมากไปกว่านกพิราบตัวนี้เลย เทพเจ้าประทานให้ข้าพระองค์แล้ว สัตว์ตัวนี้จึงเป็นอาหารของข้าพระองค์ในวันนี้ เนื่องด้วยความตายที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ฉะนั้น ข้าแต่พระราชา โปรดประทานมันให้แก่ข้าพระองค์เถิด”
                        พระราชาตรัสว่า เหยี่ยวจึงตรัสว่า
 “ให้คนของข้าได้เห็นและนำวัวตัวนั้นมาหาเจ้าอย่างระมัดระวังพร้อมทั้งร่างกายที่สมบูรณ์ทุกส่วน ขอให้วัวตัวนั้นเป็นค่าไถ่ของสัตว์ร้ายตัวนี้ที่กำลังหวาดกลัว และขอให้มันถูกนำมาหาเจ้าต่อหน้าต่อตาข้า โอ้ อย่าฆ่านกพิราบตัวนี้เลย! ข้าจะยอมสละชีวิตทั้งชีวิตของข้า แต่ข้าก็ไม่ยอมสละนกพิราบตัวนี้ เจ้าไม่รู้หรือไงว่าสัตว์ร้ายตัวนี้ดูราวกับเป็นเครื่องบูชาที่ผสมน้ำโสม ”
 ข้าแต่พระผู้ทรงพระพร โปรดหยุดความลำบากยากเข็ญเช่นนี้เสียที ข้าไม่อาจยกนกพิราบให้เจ้าได้ ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม หรือ โอ้ เหยี่ยวเอ๋ย หากเจ้าพอพระทัย โปรดสั่งให้ข้าทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อเจ้า ซึ่งเจ้าอาจพอใจ และเมื่อทำแล้ว ชาวเผ่าสิวิก็จะยังอวยพรข้าด้วยความยินดี ข้าสัญญากับเจ้าว่าข้าจะทำสิ่งที่เจ้าได้กระทำกับข้า
 และเมื่อพระราชาทรงอุทธรณ์แล้ว เหยี่ยวก็กล่าวว่า “โอ้พระราชา ถ้าพระองค์ทรงประทานเนื้อให้ข้าพระองค์เท่ากับน้ำหนักนกพิราบ โดยตัดออกจากต้นขาขวาของพระองค์ พระองค์จะทรงรักษานกพิราบนั้นไว้ได้อย่างดีหรือไม่ พระองค์จะทรงทำสิ่งที่ข้าพระองค์พอใจ และสิ่งที่ชาวเผ่าสิวีจะสรรเสริญ”
 และกษัตริย์ทรงตกลงตามนี้ จึงทรงตัดเนื้อจากต้นขาขวาของพระองค์มาชั่งกับนกพิราบ แต่นกพิราบหนักกว่าเดิม แล้วพระราชาก็ตัดเนื้อของพระองค์อีกชิ้นหนึ่ง แต่นกพิราบกลับหนักกว่าเดิม แล้วพระราชาก็ตัดเนื้อจากทุกส่วนของร่างกาย แล้ววางลงบนตาชั่ง แต่นกพิราบกลับหนักกว่าเดิม แล้วพระราชาก็เสด็จขึ้นตาชั่ง พระองค์ไม่ทรงเศร้าโศกเสียใจเลย เมื่อเห็นเช่นนี้ เหยี่ยวก็หายไปที่นั่นพลางตรัสว่า (นกพิราบได้รับการช่วยเหลือ แล้ว)
                        แล้วกษัตริย์ก็ทรงถามนกพิราบว่า
 “โอ นกพิราบเอ๋ย จงให้ชาวซีวิสรู้ว่าเหยี่ยวเป็นใคร ไม่มีใครนอกจากพระผู้เป็นเจ้าแห่งจักรวาลเท่านั้นที่จะสามารถทำอย่างที่พระองค์ทำได้ โอ้ พระผู้ศักดิ์สิทธิ์ โปรดตอบคำถามของข้าข้อนี้ด้วยเถิด!”
                        แล้วนกพิราบก็พูดว่า
 'ข้าคืออัคนีผู้มีธงควัน เรียกอีกอย่างว่าไวศวนาระ เหยี่ยวนั้นมิใช่อื่นใด นอกจาก พระเจ้าของ สาจีผู้ทรงอาวุธสายฟ้า โอ้ บุตรแห่งสุราถะเจ้าเป็นโคในหมู่มนุษย์ เรามาเพื่อทดสอบเจ้า'
 ข้าแต่พระราชา เศษเนื้อเหล่านี้ที่พระองค์ทรงตัดออกด้วยดาบจากพระวรกายเพื่อช่วยข้าพระองค์ ได้สร้างรอยแผลบนพระวรกายของพระองค์ ข้าพระองค์จะทำให้รอยแผลเหล่านี้เป็นมงคลและงดงาม จะเป็นสีทองอร่าม มีกลิ่นหอมหวาน พระองค์จะทรงได้รับชื่อเสียงเลื่องลือและเป็นที่เคารพนับถือจากเหล่าทวยเทพและฤๅษี และทรง ปกครอง ราษฎรเหล่านี้ของพระองค์ไปชั่วกาลนาน และจะมีโอรสเกิดขึ้นจากสีข้างของพระองค์ พระองค์จะทรงพระนามว่า ก ปปาตโรมัน
                        โอ้พระราชา พระองค์จะได้บุตรที่มีชื่อว่ากปาตโรมันจากร่างกายของพระองค์เอง และพระองค์จะได้เห็นเขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในบรรดาเหล่าสอราถะผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง มีความกล้าหาญ และมีความงามอันยิ่งใหญ่!”
                        ไวสัมปะยานะกล่าวว่า “บุตรปาณฑุ ได้กล่าวกับ มาร์คันเทยะอีกครั้งว่า “จงบอกเราอีกครั้งถึงความโชคดีของกษัตริย์ทั้งหลาย”
                        และมาร์กันเดยะกล่าวว่า
 'มีกษัตริย์หลายพระองค์เสด็จมาร่วมพิธีถวายม้าของพระเจ้าอัษฏกะแห่ง วงศ์ วิศวมิตร และยังมีพี่น้องสามคนของพระเจ้าอัษฏกะ คือ พระปรตระนะพระวสุมนัส และพระสีวีพระราชโอรสของพระอุสินาระมาร่วมพิธีถวายม้าด้วย และเมื่อการบูชายัญเสร็จสิ้นลงแล้ว อัชฏกะก็ขับรถไปพร้อมกับพี่น้องของเขา เมื่อพวกเขาเห็นนารทกำลังเดินมาทางนั้น พวกเขาก็ทักทายฤๅษี สวรรค์ และกล่าวแก่เขาว่า 'ร่วมนั่งรถคันนี้ไปกับเรา'
 นารทกล่าวว่าจงเป็นเช่นนั้นเถิดแล้วเสด็จขึ้นรถ แล้วมีกษัตริย์องค์หนึ่งในบรรดากษัตริย์เหล่านั้น เมื่อได้โปรดพระฤๅษีนารทผู้ศักดิ์สิทธิ์และศักดิ์สิทธิ์แล้ว จึงตรัสว่า “ข้าแต่พระผู้ศักดิ์สิทธิ์ ข้าพเจ้าปรารถนาจะถามท่านบางประการ”
                        ฤาษี จึงตรัสว่า “จงถาม”
                        และบุคคลนั้นก็อนุญาตแล้วกล่าวว่า “พวกเราทั้งสี่คนล้วนมีอายุยืนยาวและมีคุณธรรมทุกประการ ฉะนั้น พวกเราจึงจะได้รับอนุญาตให้ไปสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่ง และสถิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน แต่ใครในหมู่พวกเราจะล้มลงก่อนกันเล่า ข้าแต่พระราชา”
                        ฤาษี ถามดังนี้ว่า “อัษฎากะนี้จะเสด็จลงมาเป็นอันดับแรก”
                        แล้วผู้ถามก็ถามว่า ‘เพราะเหตุใด?’
                        ฤาษี จึงตอบว่า 'ฉันอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์อัษฏกะเป็นเวลาสองสามวัน วันหนึ่งท่านอุ้มฉันขึ้นรถออกจากเมือง และที่นั่นฉันได้เห็นวัวหลายพันตัวมีสีแตกต่างกัน
                        เมื่อข้าพเจ้าเห็นวัวเหล่านั้น ข้าพเจ้าจึงถามอัษฏกะว่าวัวเหล่านั้นเป็นของใคร อัษฏกะจึงตอบข้าพเจ้าว่า ' ฉันได้ยกวัวพวกนี้ไปแล้ว '
                        ด้วยคำตอบนี้ เขาได้แสดงออกถึงการสรรเสริญตนเอง คำตอบนี้เองที่อัษฎากะจะได้ที่จะลงมา.'
                        และเมื่อนารทะกล่าวเช่นนั้นแล้ว คนหนึ่งก็ถามอีกว่า “พวกเราสามคนจะได้อยู่บนสวรรค์ ในพวกเราสามคน ใครจะตกลงไปก่อนกัน?”
                        ฤาษี จึงตอบว่า 'ปราตานา'
                        และผู้ถามก็ถามว่า ‘เพราะเหตุใด?’
                        ฤาษี จึงตอบว่า 'ฉันเคยอาศัยอยู่ที่ปราตานาหลายวันเหมือนกัน วันหนึ่งเขาอุ้มฉันขึ้นรถด้วย ขณะที่กำลังทำเช่นนั้น ก็มีพราหมณ์ คนหนึ่ง ถามพระองค์ว่า “ ขอม้าให้ฉันสักตัวหนึ่ง ”
                        แล้วปราตธานก็ตอบว่า “ เมื่อกลับมาแล้ว ฉันจะให้อันหนึ่งแก่คุณ !”
                        แล้วพราหมณ์ก็กล่าวว่า “ ขอให้สิ่งนั้นมาให้ฉันโดยเร็วเถิด ”
 ขณะที่พราหมณ์กล่าวคำเหล่านั้น พระราชาจึงประทานม้าที่เทียมล้อขวาให้แก่พราหมณ์นั้นต่อมาพราหมณ์อีกองค์หนึ่งได้เข้ามาหาพราหมณ์นั้น ด้วยความประสงค์จะได้ม้า พระราชาตรัสสั่งพราหมณ์นั้นด้วยประการเดียวกัน จึงประทานม้าที่เทียมล้อซ้ายให้แก่พราหมณ์นั้น แล้วพระราชาก็พระราชทานม้านั้นให้แก่พราหมณ์นั้น แล้วเสด็จดำเนินไป
 ทันใดนั้นพราหมณ์อีกองค์หนึ่งก็มาหาพระราชาด้วยความประสงค์จะได้ม้า พระราชาจึงทรงมอบม้าที่ด้านหน้าซ้ายของรถให้พระองค์ พร้อมกับปลดแอกม้าออก เมื่อทำเช่นนั้นแล้ว พระราชาก็เสด็จต่อไป ทันใดนั้นพราหมณ์อีกองค์หนึ่งก็มาหาพระราชาด้วยความประสงค์จะได้ม้า
 และกษัตริย์ตรัสแก่เขาว่า “ เมื่อกลับมา เราจะให้ม้าแก่เจ้า ”
 แต่พราหมณ์กล่าวว่า “ ขอให้ม้าตัวนั้นจงมาให้ฉันโดยเร็วเถิด ”
                        แล้วพระราชาก็ทรงมอบม้าเพียงตัวเดียวที่พระองค์มีให้แก่เขา พระองค์จึงทรงจับแอกของรถด้วยพระองค์เอง แล้วทรงเริ่มลากมัน
                        ขณะที่ท่านทำเช่นนั้น ท่านก็กล่าวว่า “ บัดนี้ไม่มีอะไรสำหรับพราหมณ์ อีกต่อไปแล้ว ”
                        จริงอยู่ที่พระราชาทรงสละราชสมบัติ แต่ทรงกระทำด้วยความหมิ่นประมาท และด้วยพระดำรัสของพระองค์ พระองค์จะต้องเสด็จลงมาจากสวรรค์
                        และเมื่อฤๅษีกล่าวเช่นนั้นแล้ว ในบรรดาสองคนที่เหลืออยู่ คนหนึ่งก็ถามว่า 'ระหว่างเราสองคนมีใครบ้างที่จะล้มลง?'
                        ฤๅษี จึงตอบว่า 'วาสุมนัส'
                        และผู้ถามก็ถามว่า 'เพราะเหตุใด?'
                        และนารทะก็กล่าวว่า ' ในระหว่างที่พราหมณ์...
                        ข้าพเจ้าจึงสรรเสริญรถคันนั้น แล้วพระราชาตรัสกับข้าพเจ้าว่า “ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า รถคันนี้ได้รับการสรรเสริญโดยพระองค์ ขอให้รถคันนี้เป็นของพระองค์เถิด ”
 และหลังจากนี้ผมก็ไปที่วาสุมานัสอีกครั้งเมื่อผมต้องการรถ (สวยๆ)
 ข้าพเจ้าก็ชื่นชมรถคันนั้น และพระราชาก็ตรัสว่า “รถคันนั้นเป็นของเจ้า ”
 ข้าพเจ้าจึงได้เข้าเฝ้าพระราชาเป็นครั้งที่สามและชื่นชมรถนั้นอีกครั้ง ครั้นแล้วพระราชาทรงแสดงรถอันวิจิตรงดงามแก่พราหมณ์ ทอดพระเนตรมายังข้าพเจ้าแล้วตรัสว่า “ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ทรงสรรเสริญรถอันวิจิตรงดงามนั้นเพียงพอแล้ว ”
                        และกษัตริย์ก็ตรัสเพียงคำเหล่านี้เท่านั้น โดยไม่ได้มอบรถคันนั้นให้แก่ข้าพเจ้า และเพื่อสิ่งนี้ พระองค์จึงทรงจะตกลงมาจากสวรรค์.'
                        “และมีคนหนึ่งในหมู่พวกเขาพูดว่า ‘ผู้ใดจะไปกับท่าน ใครจะไป ใครจะล้มลง?’
                        นารทะจึงตอบว่า 'ศิวีจะไป แต่ฉันจะล้มลง'
                        “เพราะเหตุใด” ผู้สอบถามถาม
                        และนารทะก็กล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เท่าเทียมกับพระสีวิ วันหนึ่งพราหมณ์คนหนึ่งมาหาพระสีวิและทูลพระองค์ว่า “โอ ศิวิ ฉันมาหาคุณเพื่อรับประทานอาหาร”
                        พระสีวีทรงตอบเขาว่า “ฉันควรทำอย่างไรดี? ขอคำสั่งของคุณมาให้ฉัน”
                        และพราหมณ์ก็ตอบว่า “บุตรของท่านผู้นี้ซึ่งรู้จักกันในนาม วฤหัทครภา สมควรถูกประหารชีวิต และข้าแต่พระราชา โปรดปรุงเขาให้เป็นอาหารของข้าด้วยเถิด”
 เมื่อได้ยินดังนั้น ข้าพเจ้าจึงรอคอยที่จะดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป สีวีจึงฆ่าลูกชายของตน ปรุงให้สุกตามสมควร แล้วนำอาหารนั้นใส่ภาชนะ รับประทานบนศีรษะ เขาจึงออกไปแสวงหาพราหมณ์ ขณะที่สีวีกำลังแสวงหาพราหมณ์อยู่นั้น มีคนมาบอกเขาว่า “พราหมณ์ที่ท่านแสวงหา เข้ามาในเมืองของท่านแล้ว กำลังจุดไฟเผาบ้านเรือนของท่าน และเขายังจุดไฟเผาคลังสมบัติของท่าน คลังอาวุธของท่าน บ้านพักของสตรี และคอกม้าและช้างของท่านด้วยความโกรธ”
                        เมื่อสีวิได้ยินเรื่องราวทั้งหมดนี้ ก็ไม่เปลี่ยนสีหน้า จึงเข้าไปในเมืองของตนและกล่าวแก่พราหมณ์ว่า “โอ้ผู้ศักดิ์สิทธิ์ อาหารได้ปรุงสุกแล้ว”
                        พราหมณ์ได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดอะไรสักคำ และยืนด้วยความประหลาดใจโดยมีสีหน้าเศร้าหมอง
                        และพระสีวีทรงมุ่งหวังจะสนองพระทัยพราหมณ์ จึงตรัสว่า “โอ้ผู้ศักดิ์สิทธิ์ จงกินสิ่งนี้เถิด”
                        และพราหมณ์มองดูสีวิอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “กินมันเองสิ”
                        แล้วสีวีก็กล่าวว่า “ปล่อยให้เป็นเช่นนั้นเถอะ”
                        และพระสีวีก็รับภาชนะจากศีรษะของตนด้วยความยินดี โดยปรารถนาจะกินมัน จากนั้นพราหมณ์ก็จับมือพระสีวีและกล่าวกับพระองค์ว่า “ท่านได้เอาชนะความโกรธแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่ท่านไม่สามารถมอบให้พราหมณ์ได้”
 และเมื่อกล่าวอย่างนี้ว่า พราหมณ์บูชาพระสีวิ แล้วเมื่อพระสีวิมองดูพระโอรสของตน ทรงเห็นโอรสของตนยืนประหนึ่งบุตรแห่งเทพเจ้าประดับประดาด้วยเครื่องประดับและมีกลิ่นหอมจากร่างกาย พราหมณ์เมื่อกระทำการทั้งหมดนี้แล้ว จึงทรงสำแดงพระองค์เอง และพระวิธตริเองเป็นผู้มาในรูปลักษณ์นั้นเพื่อทดลองพระราชาฤษีนั้น และเมื่อพระวิธตริหายตัวไป เหล่าที่ปรึกษาได้ทูลถามพระราชาว่า 'คุณรู้ทุกอย่างแล้ว ทำไมคุณถึงทำทั้งหมดนี้?'
                        และสีวีก็ตอบว่า
 “ข้าพเจ้าทำทั้งหมดนี้มิใช่เพื่อชื่อเสียง ความมั่งคั่ง หรือความปรารถนาที่จะได้มาซึ่งวัตถุแห่งความสุข วิถีนี้มิใช่บาป ข้าพเจ้าทำทั้งหมดนี้เพื่อสิ่งนี้ เส้นทางที่ผู้มีคุณธรรมดำเนินนั้นน่าสรรเสริญ ใจของข้าพเจ้าโน้มเอียงไปทางวิถีเช่นนี้เสมอ ข้าพเจ้ารู้จักตัวอย่างอันสูงส่งของความสุขของพระศิวะนี้ และด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงได้เล่าขานไว้อย่างถูกต้องแล้ว!”
                        เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
 [1] : พิธีกรรมสวัสดิวัจนะได้รับการอธิบายว่าเป็น "พิธีกรรมทางศาสนาที่เตรียมการก่อนการปฏิบัติที่สำคัญใดๆ โดยที่พราหมณ์จะโปรยข้าวต้มลงบนพื้นและขอพรจากเทพเจ้าในพิธีที่กำลังจะเริ่มต้น" ( Vide Wilson's Dict) รถประดับดอกไม้น่าจะเป็นของตกแต่งจากสวรรค์ที่เหล่ากษัตริย์ได้รับมาจากสวรรค์โดยการประกอบพิธีกรรมอันมีค่า บางครั้งพิธีเหล่านี้จะถูกจัดแสดงให้ประชาชนได้ชม และก่อนการจัดแสดงเหล่านี้จะมีการประกอบ พิธี สวัสดิวัจนะ
 CLXLVII - มหาโชคแห่งกษัตริย์: Ashtaka, Pratardana, Vasumanas, Sivi และ Narada               ตอนต่อไป; CLXLVIII - อายุยืนยาวของอินทรทุมนะและนิทานแห่งการไถ่บาป - เรื่องราวของมาร์กันเดยะ

ก่อนหน้า                        > 🧌 <                          อ่านต่อ 

   สรุปโดยย่อของบท: เรื่องราวเริ่มต้นด้วยโอรสของ ปาณฑุ และฤๅษี  บางคน ถามมาร์กันเดยะเกี่ยวกับผู้ที่โชคดีกว่าเขา มาร์กันเดยะเล่าเรื่องของอินทรยุมนะ ฤๅษีหลวงที่ตกลงมาจากสวรรค์และขอความช่วยเหลือจากพระองค์ในการตามหาผู้ที่มีอายุมากกว่า ในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับสัตว์ต่างๆ โดยแต่ละตัวชี้ให้ไปหาผู้ที่มีอายุมากกว่า จนกระทั่งในที่สุดก็พบเต่าชื่ออคุปรซึ่งยอมรับว่าอินทรยุมนะเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ จากนั้นอินทรยุมนะก็ถูกเรียกตัวกลับสู่สวรรค์ โดยตระหนักถึงความสำคัญของการกระทำอันดีงามในการบรรลุสวรรค์
 เรื่องราวของมาร์กันเดยะสร้างความประทับใจแก่เหล่าโอรสของปาณฑุ ซึ่งต่างยกย่องพระองค์ที่ทรงช่วยให้อินทรทุมนะได้ขึ้นสวรรค์อีกครั้ง มาร์กันเดยะยังกล่าวถึงอีกกรณีหนึ่งที่ พระกฤษณะ โอรสของเทวากีได้ช่วยเหลือฤๅษีนามนฤคะจากนรกและนำเขากลับคืนสู่สวรรค์เช่นกัน เรื่องนี้เน้นย้ำแนวคิดที่ว่าการกระทำอันดีงามและการกระทำที่ชอบธรรมสามารถไถ่บาปให้บุคคลได้ แม้หลังจากที่ตกต่ำลงจากพระคุณแล้วก็ตาม เรื่องเล่านี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกระทำอันดีงามและผลกระทบต่อชีวิตหลังความตายของบุคคล
 เรื่องราวของอินทรยุมนะเป็นบทเรียนเกี่ยวกับความสำคัญของการกระทำและผลที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความเชื่อในการแทรกแซงของพระเจ้าและศักยภาพในการไถ่บาปผ่านการกระทำอันชอบธรรม เรื่องเล่าของมาร์กันเดยะเกี่ยวกับอินทรยุมนะและนริกะแสดงให้เห็นถึงพลังของการทำความดีที่สามารถแก้ไขความผิดพลาดในอดีตและได้ไปสวรรค์ นิทานเหล่านี้เน้นย้ำถึงแนวคิดเรื่องกรรมและผลชั่วนิรันดร์ของการกระทำในเส้นทางจิตวิญญาณ

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน อภยเถราปทานที่ ๗ ว่าด้วยบุพจริยาของพระอภยเถระ

  
 [๑๓๗] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้รู้จบธรรมทั้งปวง เป็นพระ ผู้นำ พระนามว่าปทุมุตระ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระตถาคตเจ้ายัง บุคคลบางพวกให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์ ยังบุคคลบางพวกให้ตั้งอยู่ใน ศีล คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ อันอุดม พระธีรเจ้าพระองค์นั้น ทรง ประทานสามัญผลอันอุดมแก่บุคคลบางคน ทรงหลั่งสมาบัติ ๘ และวิชชา ๓ แก่บุคคลบางคน
 พระโลกนาถผู้อุดมกว่านรชนพระองค์ นั้น ทรงประกอบสัตว์บางพวกไว้ในอภิญญา ทรงประทาน ปฏิสัมภิทา ๔ แก่บุคคลบางคน พระผู้เป็นสารถีฝึกนระ ทรงเห็น ประชาสัตว์ที่ควรจะนำไปให้ตรัสรู้ได้ แม้ในสถานที่นับโยชน์ไม่ ถ้วน ก็รีบเสด็จไปทรงแนะนำ
 ครั้งนั้น เราเป็นบุตรของพราหมณ์ ในพระนครหงสวดี เป็นผู้เรียนจบทุกเวท เข้าใจไวยากรณ์ ฉลาด ในนิรุติ แกล้วกล้าในคัมภีร์นิฆัณฑุ เข้าใจตัวบท รู้ชัดในคัมภีร์ เกฏุภะ ฉลาดในฉันท์และกาพย์กลอน เมื่อเที่ยวเดินพักผ่อน ได้ ไปถึงพระวิหารหังสาราม ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด อัน มหาชนแวดล้อม เรามีมติเป็นข้าศึกเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ปราศจาก กิเลสธุลี ซึ่งกำลังทรงแสดงธรรม ได้สดับพระดำรัสของพระองค์อัน ปราศจากมลทิน ไม่ได้พบเห็นพระดำรัสที่ไร้ประโยชน์ของพระมุนี นั้น คือ คำที่ชักมาผิด คำที่ต้องกล่าวซ้ำ หรือคำที่ไม่ถูกทาง เพราะฉะนั้น เราจึงได้บวช โดยเวลาไม่นานเลย เราก็เป็นผู้แกล้ว กล้าในธรรมทุกอย่าง ได้รับสมมติให้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ใน พระพุทธพจน์อันละเอียด
 ครั้งนั้น เราได้กรองคาถา ๔ คาถา ซึ่งมี พยัญชนะสละสลวย ชมเชยพระพุทธเจ้าเป็นผู้ปราศจากความ กำหนัด มีความเพียรมาก ทรงอยู่ในสงสารที่มีภัย ไม่เสด็จนิพพาน ก็เพราะพระกรุณา ฉะนั้น พระมุนีเจ้าจึงชื่อว่าทรงประกอบด้วย พระกรุณา เพราะเหตุนั้น สัตว์ที่เป็นปุถุชนแต่ไม่ตกอยู่ในอำนาจ กิเลส มีสัมปชัญญะ ประกอบด้วยสติ บุคคลไม่ควรจะคิด กิเลส ที่มีกำลังทุรพล อันนอนเนื่องอยู่ในสันดานของเรา ถูกเผาด้วยไฟ คือญาณแล้วไม่สิ้นไป ข้อนั้นไม่เคยมีเลย
 ผู้ใดเป็นที่เคารพของ โลกทั้งปวง เป็นผู้เลิศลอยในโลก และเป็นอาจารย์ของโลก โลก ย่อมอนุวัตรตามผู้นั้น เราประกาศพระธรรมเทศนาสดุดีพระสัมพุทธเจ้า ด้วยคาถามีอาทิดังกล่าวมาตราบเท่าสิ้นชีวิต จุติจากอัตภาพนั้น แล้วได้ไปสวรรค์ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เรากล่าวสดุดีพระพุทธเจ้าใด เพราะการกล่าวสดุดีนั้น เราไม่รู้สึกทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการกล่าว สดุดี ครั้งนั้น เราได้เสวยราชสมบัติใหญ่อันเป็นทิพย์ในเทวโลก ได้ เสวยราชสมบัติใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิก็มากครั้ง เราเกิดแต่ใน สองภพ คือ ในเทวดาและมนุษย์ คติอื่นไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งการ กล่าวสดุดี เราเกิดแต่ในสองตระกูล คือ สกุลกษัตริย์และสกุล พราหมณ์ หาเกิดในสกุลที่ต่ำทรามไม่
 นี้เป็นผลแห่งการกล่าวสดุดี ก็ในภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสารในพระนครราชคฤห์อันอุดม มีนามว่าอภัย เราไปสู่อำนาจของปาปมิตร สมาคมกับนิครนถ์ อันนิครนถ์นาฏบุตรส่งไป จึงได้เฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด เราทูลถามปัญหาอันละเอียดสุขุม ได้สดับการ พยากรณ์อย่างสูงแล้วจึงบวช ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัต เราเป็น ผู้กล่าวสดุดีพระชินวรเจ้าทุกเมื่อ เพราะกรรมนั้น เราจึงเป็นผู้มี ร่างกายและปากมีกลิ่นหอม เป็นผู้เพรียบพร้อมด้วยความสุข เพราะ กรรมนั้นส่งผลให้ เราจึงเป็นคนมีปัญญากล้า มีปัญญาร่าเริง มี ปัญญาเบา มีปัญญามาก และปฏิภาณอันวิจิตร.
                        เราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส กล่าวสดุดีพระสยัมภูผู้ไม่มีใคร เสมอเหมือน พระนามว่าปทุมุตระ เพราะผลของกรรม นั้น เราจึงไม่ไปอบายภูมิถึงแสนกัป. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้
                        ทราบว่า ท่านพระอภยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบ อภยเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค
๗. อภยเถราปทาน
               ๕๔๗. อรรถกถาอภยเถราปทาน
               พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้:- 
               อปทานของท่านพระอภยเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
               แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ. 
               ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในหังสวดีนคร. 
               ท่านได้เจริญวัยแล้ว เป็นผู้เล่าเรียนเจนจบเวทางคศาสตร์ เป็นผู้ฉลาดในลัทธิสมัยของตนและของผู้อื่น. วันหนึ่งได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใส กล่าวชมพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาทั้งหลาย. 
               ท่านดำรงอยู่ในมนุษยโลกนั้นจนตลอดอายุ ได้ทำบุญทั้งหลายไว้ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วไปบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไปมาเฉพาะแต่ในสุคติภพเท่านั้น. 
               ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร ในกรุงราชคฤห์ พระราชบิดาและพระราชมารดาได้ทรงขนานนามพระราชโอรสนั้นว่า อภยกุมาร
               พระราชกุมารนั้น พอได้เจริญวัยแล้ว ก็ได้เป็นผู้คุ้นเคยกับพวกนิครนถ์ท่องเที่ยวไปด้วยกัน. วันหนึ่งถูกนิครนถ์นาฏบุตรส่งไปเฝ้าพระศาสดาเพื่อยกวาทะขึ้นกล่าวแย้ง ได้ทูลถามปัญหาอันสุขุมละเอียด ได้ฟังคำพยากรณ์อันละเอียดแล้ว มีความเลื่อมใส บวชในสำนักพระศาสดา ได้ส่งญาณไปตามลำดับกัมมัฏฐานแล้ว ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต. 
               ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตนได้เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
               คำนั้นทั้งหมดมีเนื้อความพอจะกำหนดได้โดยง่ายเลยทีเดียวแล.
จบอรรถกถาอภยเถราปทาน

18 พฤศจิกายน 2568

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน กาฬุทายีเถราปทานที่ ๖ ว่าด้วยบุพจริยาของพระกาฬุทายีเถระ

  
[๑๓๖] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ไป พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระผู้มี จักษุในธรรมทั้งปวง เป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์เป็นครู ผู้ประเสริฐกว่าพวกผู้นำ เป็นพระพิชิตมารผู้เข้าใจสิ่งดีและสิ่งชั่ว แจ้งชัด และเป็นคนกตัญญูกตเวที ย่อมประกอบสัตว์ทั้งหลายเข้าใน อุบาย อันเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน
 พระองค์ทรงรู้ธรรมทั้งปวง เป็น ที่อาศัยอยู่แห่งความเอ็นดู เป็นที่สั่งสมแห่งอนันตคุณ ทรงพิจารณา ด้วยพระญาณนั้นแล้ว ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ พระองค์เป็น ผู้มีความเพียรใหญ่ เจ้าปัญญา บางครั้ง ทรงแสดงธรรมไพเราะ ปฏิสังยุตด้วยสัจจะ ๔ แก่หมู่ชนไม่มีที่สุด สัตว์จำนวนแสนได้ บรรลุธรรม เพราะได้ฟังธรรมอันประเสริฐ อันงามในเบื้องต้น งามท่ามกลางและงามที่สุดนั้น
 ครั้งนั้น แผ่นดินสั่นสะเทือน เมฆ กระหึ่ม ทวยเทพ พรหม มนุษย์และอสูร ต่างก็แซ่ซ้องสาธุการ ว่าโอ พระศาสดาประกอบด้วยพระกรุณา โอ พระสัทธรรมเทศนา โอ พระพิชิตมารทรงฉุดหมู่สัตว์ที่จมลงในสมุทรคือภพขึ้นมาแล้ว เมื่อสัตว์พร้อมทั้งมนุษย์ เทวดาและพรหม เกิดความสังเวชเช่นนี้ แล้ว พระพิชิตมารได้ทรงสรรเสริญสาวกผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่าย ทำสกุลให้เลื่อมใส
 ครั้งนั้น เราเกิดในสกุลอำมาตย์ในพระนคร หงสวดี เป็นผู้นำมาซึ่งความเลื่อมใส น่าดู มีทรัพย์และธัญญาหาร เหลือล้น เราเข้าไปยังพระวิหารหังสาราม ถวายบังคมพระตถาคต พระองค์นั้น ได้สดับธรรมอันไพเราะ และทำสักการะแด่พระผู้คงที่ หมอบลงแทบบาทมูลแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมุนีผู้มีความเพียร ใหญ่ ภิกษุใดในศาสนาของพระองค์ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นเหมือนภิกษุนั้น ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดเถิด
 ครั้งนั้น พระศาสดา ผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา เมื่อจะเอาน้ำอมฤตรดเรา ได้ตรัสกะ เราว่า ลุกขึ้นเถิดลูก ท่านจะได้ฐานันดรนี้สมมโนรถปรารถนา บุคคลทำสักการะในพระพิชิตมารแล้ว จะพึงเป็นผู้ปราศจากผล อย่างไรได้เล่า ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามชื่อว่า โคดม ผู้สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นใน โลก ท่านจักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็น โอรสอันธรรมเนรมิตร จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่า กาฬุทายี
 ครั้งนั้น เราได้สดับพระพุทธยากรณ์แล้ว เป็นผู้เบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารซึ่งเป็นผู้นำชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลาย ตราบเท่าสิ้นชีวิต เพราะวิบากของกรรมนั้น และเพราะตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ ก็ในภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราเกิดในสกุลมหาอำมาตย์ ของพระเจ้า แผ่นดินพระนามว่าสุทโธทนะ ในพระนครกบิลพัสดุ์ อันรื่นรมย์
 ครั้งนั้น พระสิทธัตถราชกุมารผู้ประเสริฐกว่านรชน ได้ประสูติแล้ว ที่สวนลุมพินีอันรื่นรมย์ เพื่อประโยชน์และความสุขแก่โลกทั้งมวล เราก็เกิดในวันเดียวกัน เติบโตมาพร้อมกันกับพระสิทธัตถราชกุมาร นั้นแหละ เป็นสหายรักใคร่ชอบใจของกัน คุ้นเคยกัน ฉลาดใน ทางนิติบัญญัติ พระสิทธัตถราชกุมารนั้น มีพระชนมายุ ๒๙ พรรษา ได้เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ยับยั้งอยู่ ๖ พรรษา ก็ได้เป็นพระ พุทธเจ้าผู้นำชั้นพิเศษ พระพุทธองค์ทรงชำนะมารพร้อมทั้งเสนามาร ยังอาสวะให้สิ้นไป ข้ามห้วงอรรณพคือภพแล้ว เป็นพระพุทธเจ้า ในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก เสด็จไปยังป่าอิสิปตนะ ทรงแนะนำ ภิกษุเบญจวัคคีย์
 ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคก็เสด็จไปๆ ในที่นั้นๆ แล้วทรงแนะนำเวไนยสัตว์ พระพิชิตมารพระองค์นั้น ทรงแนะนำ เวไนยสัตว์ ทรงสงเคราะห์มนุษย์พร้อมทั้งทวยเทพ ได้เสด็จไปถึง ภูเขาในแคว้นมคธแล้ว ประทับอยู่ในคราวครั้งนั้น
 ครั้งนั้น เราอัน พระเจ้าแผ่นดินพระนามว่า สุทโธทนะทรงส่งไป ได้ไปเฝ้าพระทศพล บวชแล้ว ได้เป็นพระอรหันต์ ครั้งนั้น เราทูลอ้อนวอนพระศาสดา ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ให้เสด็จไปนครกบิลพัสดุ์ ต่อจากนั้น เราได้ล่วงหน้าไปก่อน ทำสกุลใหญ่ๆ ให้เลื่อมใส พระพิชิตมารผู้ ประเสริฐกว่าบุรุษ ทรงพอพระทัยในคุณข้อนั้นของเรา จึงได้ทรง แต่งตั้งเราไว้ว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ทำสกุลให้เลื่อมใส เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระกาฬุทายีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบ กาฬุทายีเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค
๖. กาฬุทายีเถราปทาน
         ๕๔๖. อรรถกถากาฬุทายีเถราปทาน
         พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :- 
         อปทานของท่านพระกาฬุทายีเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
         แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล ในหังสวดีนคร ได้บรรลุนิติภาวะแล้ว ขณะฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา มองเห็นภิกษุรูปหนึ่งซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้ทำสกุลให้เลื่อมใสแล้ว เร่งกระทำบุญกรรมสะสมไว้เพื่อได้ตำแหน่งนั้น ได้ปรารถนาตำแหน่งนั้นแล้ว. 
         ถึงแม้พระศาสดาก็ได้ทรงพยากรณ์แล้ว. 
         เขาได้บำเพ็ญกุศลกรรมไว้จนตลอดชีวิตแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในวันที่พระโพธิสัตว์ของพวกเราถือปฏิสนธิในครรภ์มารดา (เขาก็) จุติจากเทวโลกแล้ว ได้ถือปฏิสนธิในตระกูลอำมาตย์ในกรุงกบิลพัสดุ์นั่นเอง. 
         เขาได้เกิดในวันเดียวกันกับพระโพธิสัตว์ทีเดียว ในวันนั้นนั่นเอง มารดาบิดาให้เขานอนบนที่นอนที่ทำด้วยผ้าเนื้อดีชนิดหนึ่งแล้วพาไปสู่ที่บำรุงของพระโพธิสัตว์. 
         จริงอยู่ ต้นโพธิพฤกษ์ มารดาของพระราหุล ขุมทรัพย์ ๔ แห่ง ช้างทรง ม้ากัณฐกะ นายฉันนะและกาฬุทายีอำมาตย์ รวม ๗ อย่างเหล่านี้ได้เป็นสหชาติกับพระโพธิสัตว์ เพราะเกิดในวันเดียวกัน. 
         ครั้นถึงวันตั้งชื่อ มารดาบิดาได้ตั้งชื่อเขาว่าอุทายี เพราะเหตุที่เขาเกิดในวันที่ชาวพระนครทั้งสิ้นมีจิตเบิกบาน. แต่กลับปรากฏชื่อว่ากาฬุทายี เพราะเขามีธาตุดำไปหน่อย. เขาเมื่อจะเล่นตามประสาเด็กๆ ก็เล่นกับพระโพธิสัตว์ ได้ถึงความเจริญวัยแล้ว. 
         ในกาลต่อมา เมื่อพระโลกนาถเจ้าเสด็จออกสู่พระมหาภิเนษกรมณ์ ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณตามลำดับแล้ว ทรงอาศัยพระนครราชคฤห์ ประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐให้เป็นไปแล้ว ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร พระเจ้าสุทโธทนมหาราชได้ทรงทราบความเป็นไปนั้นแล้ว ทรงสั่งอำมาตย์คนหนึ่งซึ่งมีบริวาร ๑,๐๐๐ คนไปด้วยพระดำรัสว่า เธอจงไปนำลูกของเรามาในพระราชวังนี้เถิด. 
         ในเวลาที่พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา เขาก็ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ยืนอยู่ที่ท้ายบริษัท ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว พร้อมด้วยบริวาร ก็ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว. 
         ลำดับนั้น พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสกะคนเหล่านั้นว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในบัดดลนั้นเอง ชนทั้งหมดได้ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเช่นกับพระเถระมีพรรษาตั้ง ๖๐ พรรษา. 
         ตั้งแต่ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ธรรมดาว่าพระอริยทั้งหลายย่อมเป็นผู้วางตนเป็นกลาง เพราะฉะนั้น ข่าวสารที่พระราชาทรงส่งไปจึงมิได้กราบทูลให้พระทศพลได้ทรงทราบ. 
         พระราชาตรัสว่า เขาไปแล้วไม่ยอมกลับมา ไม่ได้รับข่าวสารกันเลย จึงทรงส่งอำมาตย์อีกคนหนึ่งพร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ คนไปอีก. ถึงจะทรงส่งไปอีกคนหนึ่งก็คงปฏิบัติดำเนินตามอำมาตย์นั้นดังนั้น ทรงส่งไปโดยนัยนี้จึงรวมอำมาตย์ได้ถึง ๙ คน บริวารของอำมาตย์รวมได้ ๙,๐๐๐ คน. 
         ชนทั้งหมดไปแล้วพอบรรลุพระอรหัตแล้ว ก็ได้เป็นผู้นิ่งเฉยเสีย. 
         ลำดับนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า ชนทั้งหลายมีประมาณเท่านี้มิได้กราบทูลคำอะไรๆ เพื่อการเสด็จมาในพระราชวังนี้แด่พระทศพล เพราะไม่ได้มีความเยื่อใยในเราเลย แต่อุทายีคนนี้แลมีวัยเสมอกันกับพระทศพล เคยเล่นฝุ่นด้วยกัน และมีความเยื่อใยในเราแท้ เราจักส่งอุทายีนี้ไป. 
         ลำดับนั้น พระราชาทรงมีรับสั่งให้เรียกอุทายีนั้นมาแล้ว ตรัสว่า พ่อคุณเอ๋ย พ่อจงพาบริวาร ๑,๐๐๐ คนไป นิมนต์พระทศพลมาในพระราชวังนี้เถิด ดังนี้แล้ว จึงทรงส่งไปแล้ว. 
         ก็อุทายีนั้น เมื่อจะไปจึงกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าหากว่าข้าพระองค์จักได้บวชไซร้ ข้าพระองค์ก็จักนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้ามาในพระราชวังนี้ให้จงได้ ดังนี้แล้ว พระราชาตรัสว่า แม้เจ้าบวชแล้ว จงชี้แจงกะบุตรของเราด้วย ดังนี้. 
         เขาจึงไปยังพระนครราชคฤห์ ในเวลาที่พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา จึงยืนอยู่ที่ท้ายบริษัท ฟังธรรมแล้ว พร้อมกับบริวารได้บรรลุพระอรหัต ดำรงอยู่ในความเป็นเอหิภิกขุแล้ว. 
         ท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า รอก่อน เวลานี้ยังมิใช่เวลาที่พระทศพลจะเสด็จไปยังพระนครตระกูลเดิม แต่เมื่อใกล้จะเข้าพรรษาจักเป็นกาลที่ควรเสด็จไปได้ ตามภูมิภาคที่ดารดาษไปด้วยติณชาติอันเขียวชอุ่มตามที่ภูเขาลำเนาไพร ดังนี้ เมื่อรอกาลเวลาอันควรเสด็จไป ถึงใกล้เข้าพรรษาเข้ามา จึงพรรณนาถึงหนทางที่พระศาสดาจะเสด็จไปยังพระนครแห่งราชตระกูล.
         สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในเถรคาถาว่า :- 
                     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ หมู่ไม้ทั้งหลาย 
               มีดอกและใบมีสีแดงดังถ่านเพลิง ผลิตผลผลัดใบเก่า 
               ร่วงหล่นไป หมู่ไม้เหล่านั้นงดงาม รุ่งเรืองดังเปลวเพลิง 
               ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรใหญ่ กาลนี้เป็นเวลา 
               สมควรอนุเคราะห์หมู่พระญาติ 
                     ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า หมู่ไม้ทั้งหลายมี 
               ดอกบานงามดี น่ารื่นรมย์ใจ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตระหลบ 
               ไปทั่วทิศโดยรอบด้าน ผลัดใบเก่า ผลิดอกออกผล 
               เวลานี้เป็นเวลาสมควรจะหลีกออกไปจากที่นี้ ขอเชิญ 
               พระพิชิตมารเสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์เถิด. 
                     ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฤดูนี้ก็เป็นฤดูที่ไม่ 
               หนาวนัก ไม่ร้อนนัก เป็นฤดูพอสบาย ทั้งมรรคาก็ 
               สะดวก ขอพวกศากยะและโกลิยะทั้งหลาย จงได้เข้า 
               เฝ้าพระองค์ที่แม่น้ำโรหินี อันมีหน้าในภายหลังเถิด. 
                     ชาวนาไถนาด้วยความหวังผล หว่านพืช 
               ด้วยความหวังผล พ่อค้าผู้เที่ยวไปหาทรัพย์ ย่อม 
               ไปสู่สมุทรด้วยความหวังทรัพย์ ข้าพระองค์อยู่ใน 
               ที่นี้ด้วยความหวังผลอันใด ขอความหวังผลอันนั้น 
               จงสำเร็จแก่ข้าพระองค์เถิด 
                     ข้าแต่พระมหามุนี ภาคพื้นมีหญ้าสีเขียวสด 
               ไม่หนาวเกินไป ไม่ร้อนเกินไป ภิกษาหาได้ง่าย 
               ไม่แร้นแค้น กาลนี้แลเป็นกาลสมควรจะเสด็จไปได้. 
                     ชาวนาหว่านพืชบ่อยๆ ฝนตกลงบ่อยๆ ชาว 
               นาไถนาบ่อยๆ แว่นแคว้นสมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร 
               บ่อยๆ 
                     พวกยาจกเที่ยวขอทานบ่อยๆ ผู้เป็นทานาธิบดี 
               ก็ให้ทานบ่อยๆ ครั้นให้ทานบ่อยๆแล้ว ย่อมเข้าถึง 
               สวรรค์บ่อยๆ 
                     บุรุษผู้มีความเพียร มีปัญญากว้างขวาง เกิดใน 
               สกุลใด ย่อมยังสกุลนั้นให้บริสุทธิ์สะอาดตลอด ๗ ชั่วคน 
               ข้าพระองค์ย่อมเข้าใจว่า พระองค์เป็นเทพเจ้า ประเสริฐ 
               กว่าเทพเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงสามารถทำให้สกุล 
               บริสุทธิ์ เพราะพระองค์เกิดแล้วโดยอริยชาติ ได้ 
               สัจนามว่าเป็นนักปราชญ์ 
                     สมเด็จพระบิดาของพระองค์ผู้แสวงหาคุณอัน 
               ยิ่งใหญ่ ทรงพระนามว่าสุทโธทนะ สมเด็จพระนาง 
               เจ้ามายาพระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระ 
               พุทธมารดา ทรงบริหารพระองค์ผู้เป็น พระโพธิสัตว์ 
               มาด้วยพระครรภ์เสด็จสวรรคตไปบันเทิงอยู่ในไตร 
               ทิพย์ 
                     สมเด็จพระนางเจ้ามายาเทวีนั้น ครั้นสวรรคต 
               จุติจากโลกนี้แล้ว ทรงพรั่งพร้อมด้วยกามคุณอันเป็น 
               ทิพย์ มีหมู่นางฟ้าห้อมล้อม บันเทิงอยู่ด้วยเบญจกาม 
               คุณ 
                     อาตมภาพเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีสิ่ง 
               ใดจะย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระวรกาย 
               ไม่มีผู้จะเปรียบปาน ผู้คงที่ ดูก่อนมหาบพิตร พระ 
               องค์เป็นโยมบิดาของโยมบิดาแห่งอาตมภาพ ดูก่อน 
               มหาบพิตร พระองค์เป็นพระอัยกาของอาตมภาพ 
               โดยธรรม. 
                     มะม่วง ขนุน และมะขวิด ถูกประดับประดา 
               ไปด้วยดอกและใบ มีผลอยู่เนืองนิตย์ ยังมีผลเล็กรส 
               อร่อยมีอยู่สองข้างทาง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้ 
               เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้. 
                     ผลหว้ามีรสอร่อยหวานเย็น ผลไม้สวรรค์คือ 
               รวงผึ้งเหล่านั้น รุ่งเรืองงามทั้งสองข้างทาง ข้าแต่พระ 
               ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้. 
                     หมู่ต้นหญ้า ไม้มะหาด มีสีดุจทองคำเป็นที่ 
               น่ารื่นรมย์ใจ ผลไม้อันประกอบด้วยน้ำก็มีอยู่เป็น 
               นิตย์ ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควร 
               จะเสด็จไปได้. 
                     ต้นกล้วยและกล้วยเล็บมือนาง ต่างก็มีผลสุก 
               งอมห้อยย้อยอยู่สองข้างทาง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ 
               บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้. 
                     ต้นไม้มีผลหวานอร่อยเป็นนิตย์ ต้นหางนก 
               ยูง ดูเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ ต้นไม้ที่มีผลเล็กก็มีอยู่เป็น 
               นิตย์ ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควร 
               จะเสด็จไปได้. 
                     ต้นเต่าร้างมีผลสุก มีลำต้นคล้ายสีเงินโชติ 
               ช่วง ต้นไม้เล็กซึ่งดารดาษไปด้วยผลสุก มีรสอร่อย 
               จะได้เสวยผลไม้เหล่านั้น ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ 
               บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้. 
                     ต้นมะเดื่อมีสีคล้ายสีอรุณ มีผลอร่อยดีทุก 
               เมื่อ มีผลห้อยย้อยอยู่สองข้างทาง ข้าแต่พระผู้ทรง 
               ยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จไปได้. 
                     ต้นไม้ที่มีผลนานาชนิดมากมายเหล่านั้น 
               เป็นเช่นนี้ ห้อยย้อยอยู่ในที่ทั้งสองข้างทาง ข้าแต่ 
               พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรจะเสด็จ 
               ไปได้. 
                     ดอกจำปา ดอกช้างน้าว มีกลิ่นหอมยาม 
               เมื่อลมรำเพยพัด ที่ยอดที่ดอกสะพรั่ง งามรุ่งเรือง 
               ได้บูชาแล้วด้วยกลิ่นอันหอมชื่น มีความเอื้อเฟื้อ 
               นอบน้อมแล้ว ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็น 
               เวลาสมควรจะเสด็จไปได้. 
                     ดอกบุนนาค ดอกบุนนาคบนเขา ก็เบ่ง 
               บาน มีลำต้นอันมั่นคง มีดอกงามสะพรั่งรุ่งเรือง 
               ได้บูชาแล้วด้วยกลิ่นอันหอมหวล เอื้อเฟื้อ มีปลาย 
               ยอดน้อมลง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็น 
               เวลาสมควรจะเสด็จไปได้.
                     ดอกอโศก และดอกปาริชาติ อันประเสริฐ 
               สร้างเสริมความโสมนัสใจ กรรณิการ์กิ่งก้านเกี่ยว 
               พันมีดอกหอม ประดับพื้นที่ด้วยสีเงิน เอื้อเฟื้อ มี 
               ปลายยอดน้อมลง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้ 
               เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้. 
                     ต้นกรรณิการ์ผลิดอกบานเป็นนิตย์ รุ่ง 
               โรจน์ด้วยแสงทอง มีดอกหอมคล้ายดอกไม้เอื้อเฟื้อ 
               น้อมกิ่งลง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลา 
               สมควรของพระองค์เสด็จไปได้. 
                     ดอกการะเกด ดอกลำเจียก มีใบงาม 
               สมบูรณ์ด้วยกลิ่น มีกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป หอมไป 
               ทั่วทุกทิศ มีความเอื้อเฟื้อ น้อมกิ่งลงบูชา ข้าแต่ 
               พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระ 
               องค์จะเสด็จไปได้. 
                     ดอกมัลลิกา ดอกมะลิวัลย์ มีกลิ่นหอม 
               มีดอกเล็ก ส่งกลิ่นหอมไปทั่วทุกทิศ งดงามใน 
               ระหว่างสองข้างทาง มีความเอื้อเฟื้อ น้อมกิ่งลง 
               เพื่อพระองค์ ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็น 
               เวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้. 
                     ดอกไม้ใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธุ มีกลิ่นหอม 
               ฟุ้ง น้อมลงบูชาทั่วทุกทิศ งดงามในระหว่าง 
               สองฟากทาง มีความเอื้อเฟื้อน้อมกิ่งลง มีปลาย 
               อ่อนน้อมลง ข้าแต่พระผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็น 
               เวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้. 
                     สิงห์และราชสีห์ สัตว์ ๔ เท้าอาศัยตั้งมั่น 
               มิคราชผู้ไม่สะดุ้งกลัวถึงความเป็นสัตว์แกล้วกล้า 
               ย่อมพากันบูชาด้วยการบันลือสีหนาท มีความ 
               เอื้อเฟื้อแด่พระองค์ ครองงำหมู่เนื้อ ไล่ออกไป 
               จากสองข้างทาง ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ 
               บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้. 
                     เสือโคร่ง ม้าสินธพ พังพอน ซึ่งมีรูปร่าง 
               งดงามมีความสะดุ้งกลัว เหมือนโลดแล่นไปใน 
               อากาศ ไม่มีความกลัวอะไรๆ ด้วยเหตุบางอย่าง 
               สัตว์เหล่านั้นมีความเอื้อเฟื้ออ่อนน้อมต่อพระองค์ 
               ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควร 
               ของพระองค์จะเสด็จไปได้.
                     ช้างตระกูลฉัททันต์ ตกมันแล้ว ๓ ครั้ง 
               มีรูปร่างดี มีเสียงไพเราะ งดงาม มีองค์อันตั้งมั่น 
               น้อมลงเพื่อพระองค์ ส่งเสียงร้องบันลือในสองข้าง 
               ทาง มีความเอื้อเฟื้อ ร่าเริงอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรง 
               ยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะ 
               เสด็จไปได้. 
                     มิคะ หมู อีเก้ง มีอวัยวะงดงาม งดงามด้วย 
               เส้นคาดเป็นทางลงมีรูปดีสำรวมตัว ขับกล่อมใน 
               ระหว่างสองข้างทาง ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ 
               บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะเสด็จไปได้. 
                     กวางโคกัณณา กวางสรภาและกวางรุรุ ซึ่ง 
               มีเขาตรงและโค้ง มีรูปดี มีร่างกายสมบูรณ์ซึ่งกำลัง 
               พากันหยุดพักอยู่ในคราวนั้น ผู้ต้องการจะคบหา 
               กับพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็น 
               เวลาสมควรของพระองค์เสด็จไปได้. 
                     เสือเหลือง หมี และเสือดาว ซึ่งตะปบกิน 
               สัตว์ทุกเมื่อ บัดนี้สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ได้ศึกษา 
               ดีแล้ว มีความมั่นคงต่อพระองค์ด้วยเมตตา เป็น 
               ผู้ต้องการคบหาเฉพาะพระองค์มาเป็นเวลานาน 
               ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควร 
               ของพระองค์จะเสด็จไปได้. 
                     กระต่าย สุนัขจิ้งจอก พังพอนและกระรอก 
               กระแตเป็นจำนวนมาก ไม่มีความสะดุ้ง กล้าหาญ 
               พากันขับร้องเพื่อพระองค์อย่างเดียว ข้าแต่พระองค์ 
               ผู้ทรงยศใหญ่ บัดนี้เป็นเวลาสมควรของพระองค์จะ 
               เสด็จไปได้. 
                     หมู่นกยูงเหล่านั้น มีคอสีเขียว มีหงอนงาม 
               มีปีกสวย มีกำหางงาม ร้องไพเราะ งดงามคล้ายกับ 
               แก้วไพฑูรย์และแก้วมณี ย่อมพากันเปล่งเสียงร้อง 
               บูชาพระองค์อยู่ บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็น 
               ชนกแล้ว. 
                     หมู่หงส์ทองอันงดงาม เป็นหงส์ที่บินไวไป 
               ในอากาศ หงส์เหล่านั้นทั้งหมด ทั้งถิ่นแล้วอาศัย 
               อยู่ พากันขวนขวายในการที่จะได้เห็นพระชินเจ้า 
               ย่อมส่งเสียงร้องด้วยเสียงอันไพเราะ บัดนี้เป็นเวลา 
               ที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว. 
                     หมู่หงส์ หมู่นกกระเรียน พากันร้องเสียง 
               ไพเราะ หมู่นกจากพรากก็เที่ยวไปในน้ำ หมู่นก 
               กระยาง หมู่นกตะกรุมอันงดงามน่าพอใจ หมู่กา 
               น้ำ หมู่ไก่ฟ้าเหล่านั้นพากันมีความเอื้อเฟื้อ ร้อง 
               เสียงอันไพเราะ บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้ 
               เห็นพระชนกแล้ว. 
                     หมู่นกสาลิกา หมู่นกแก้ว มีรูปงามวิจิตร 
               มีเสียงไพเราะ พากันส่งเสียงร้องบนยอดไม้ 
               ส่งเสียงร้องทั้งสองข้างทาง บัดนี้เป็นเวลาที่พระ 
               องค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว.
                     นกดุเหว่า ซึ่งล้วนแต่สวยวิจิตร มีสำเนียง 
               เสียงไพเราะ ประเสริฐ เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ปวง 
               ชน มีความกล้าหาญ ในการเป็นมิตรร่วมกัน 
               เป็นต้น กำลังพากันบูชาอยู่ด้วยเสียง บัดนี้เป็น 
               เวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว. 
                     พวกลูกช้าง นกเขา นกกระเต็น มีอยู่ 
               บริบูรณ์ในป่าทุกเมื่อ พากันขับกล่อม มีความ 
               สามัคคีกันและกัน ขับร้องด้วยเสียงอันไพเราะ 
               บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว. 
                     หมู่นกกระทา นกกระเต็น มีเสียงอัน 
               ไพเราะ ไก่ป่าก็มีเสียงเพราะ น่ารื่นรมย์ใจ บัดนี้ 
               เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระชนกแล้ว. 
                     มีสถานที่อันมั่นคง งดงามน่ารื่นรมย์ 
               ดารดาษไปด้วยทรายสีขาว มีสระน้ำอันบริบูรณ์ 
               ด้วยน้ำสะอาด สวยงามทุกเมื่อ ทุกชีวิตพากัน 
               อาบและดื่มกินในสระน้ำมัน บัดนี้เป็นเวลาที่ 
               พระองค์จะได้เห็นหมู่พระญาติแล้ว. 
                     จระเข้แหวกว่ายไปมาเกลื่อนกล่น ปลาสร้อย 
               ปลาเค้า ปลาตะเพียนแดง ปลา และเต่า แหวกว่าย 
               ไปมาในสระที่มีน้ำเย็นสะอาด ซึ่งเป็นที่อาบและ 
               ดื่มกินของทุกชีวิต บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้ 
               เห็นพระญาติแล้ว. 
                     มีสระน้ำงดงาม ดารดาษไปด้วยดอกอุบล 
               สีเขียวและดอกอุบลสีแดง ดารดาษไปด้วยดอกโกมุท 
               มากมายหลายชนิดในสระน้ำนั้น มีน้ำเย็นสะอาด 
               บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระญาติแล้ว. 
                     สระน้ำนั้นดารดาษด้วยดอกบุณฑริก มาก 
               ด้วยดอกปทุม สวยงามทั้งสองข้างทาง ในที่นั้นๆ 
               ได้มีสระโบกขรณีอื่นๆ อีก ซึ่งเป็นที่ชนทั้งหลาย 
               สรงสนานในสระนั้น บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะ 
               ได้เห็นพระญาติแล้ว. 
                     มีสถานที่อันตั้งมั่น น่ารื่นรมย์ใจ เกลื่อน 
               กล่นไปด้วยเม็ดทรายสีขาว มีแม่น้ำอันสวยงดงาม 
               สมบูรณ์เปี่ยมด้วยน้ำเย็นและมีห้วงน้ำกว้างใหญ่ 
               มีน้ำไหลทั้งสองข้างทาง บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์ 
               จะได้เห็นพระญาติแล้ว. 
                     ในสองข้างทาง มีบ้านและนิคมตั้งเรียง 
               ราย ประชาชนทั้งหลายมีศรัทธาเลื่อมใส นับถือ 
               พระรัตนตรัย พวกเขามีความดำริอันเต็มเปี่ยม 
               บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระญาติแล้ว. 
                     พวกเทวดาและพวกมนุษย์ทั้งสอง ในถิ่น 
               ที่นั้นๆ ต่างก็พากันบูชาพระองค์ด้วยระเบียบของ 
               หอม บัดนี้เป็นเวลาที่พระองค์จะได้เห็นพระญาติ 
               แล้ว.
         พระเถระได้พรรณนาถึงความงดงามแห่งหนทางเสด็จไปแด่พระศาสดา ด้วยคาถาประมาณ ๖๐ คาถาอย่างนี้แล้ว. 
         ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า กาฬุทายีปรารถนาจะให้เราไป เราจักทำความดำริของเธอให้บริบูรณ์ ดังนี้แล้วทรงเห็นว่าในการไปในที่นั้น ประชาชนเป็นจำนวนมากจะได้บรรลุคุณวิเศษ ทรงมีพระขีณาสพ ๒ หมื่นรูปแวดล้อม เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ทรงเสวยผลาผลมีประการดังได้กล่าวแล้ว ด้วยอำนาจการเสด็จไปโดยไม่รีบด่วน หมู่แห่งสัตว์ ๒ เท้าและ ๔ เท้าเป็นต้นพากันบูชาด้วยเครื่องบูชา ได้ทรงรับกลิ่นหอมแห่งดอกไม้มีประการดังได้กล่าวแล้ว ทรงกระทำการสงเคราะห์แก่ชาวบ้านและชาวนิคมเสด็จถึงหนทางไปกรุงกบิลพัสดุ์แล้ว. 
         พระเถระไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ด้วยฤทธิ์ยืนกลางอากาศข้างหน้าพระราชา. 
         พระราชาได้เห็นเพศที่ยังไม่เคยเห็น จึงตรัสว่า ท่านเป็นใครกัน?
         พระเถระเมื่อจะกล่าวว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงรู้จักลูกอำมาตย์ผู้ถูกพระองค์ส่งไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วไซร้ ก็จงรู้จักอย่างนั้นเถิด ดังนี้จึงกล่าวคาถาว่า :- 
                     อาตมภาพเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่ 
               มีสิ่งใดจะย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระ 
               วรกาย ไม่มีผู้ที่จะเปรียบปานได้ ผู้คงที่ ดูก่อน 
               มหาบพิตร พระองค์เป็นพระบิดาของบิดาแห่ง 
               อาตมภาพ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระ 
               ไอยกาของอาตมภาพโดยทางธรรม ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธสฺส ปุตฺโตมฺหิ ความว่า อาตมภาพเป็นพระโอรส เพราะเกิดจากความพยายามให้เกิดในพระอุระ และจากพระธรรมเทศนาของพระสัมพัญญูพุทธเจ้า. 
         บทว่า อสยฺหสหิโน ความว่า ตั้งแต่ในกาลที่ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณแล้วไป เป็นผู้ที่มีพระโพธิสมภารทั้งสิ้น ใครๆ จะย่ำยีไม่ได้ เพราะคนเหล่าอื่นไม่สามารถจะข่มขี่พระมหาโพธิสัตว์ได้ และเป็นผู้มากไปด้วยพระมหากรุณา มีความอดทน เพราะคนเหล่าอื่นแม้ที่อื่นยิ่งไปกว่านั้นก็ยังไม่สามารถเพื่อที่จะข่มขี่ครอบงำได้ ทรงข่มขี่ครอบงำมารทั้ง ๕ ที่คนอื่นย่ำยีไม่ได้ ทรงอดทนต่อพุทธกิจที่คนพวกอื่นจะอดทนย่ำยีไม่ได้ กล่าวคือทรงพร่ำสอนทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์และปรมัตถประโยชน์ แก่ปวงเวไนยสัตว์ผู้สมควรซึ่งมีอาสัย อนุสัย จริตและอธิมุตติที่จะหยั่งรู้เบื้องต้นและคุณส่วนพิเศษได้หรือเป็นผู้ไม่มีสิ่งใดจะย่ำยีได้ เพราะทรงมีปกติกระทำคุณงามความดีไว้ในที่นั้นๆ.
         บทว่า องฺคีรสสฺส ได้แก่ ผู้มีสมบัติเช่นศีลที่ทรงทำเป็นส่วนๆ. 
         อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า พระองค์ผู้มีพระโอภาสแผ่ไปจากส่วนต่างๆ. 
         ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระนามทั้งสองเหล่านี้คือ อังคีรสและสิทธัตถะ ที่พระบิดาเท่านั้นทรงถือเอาแล้ว. 
         บทว่า อปฺปฏิมสฺส ความว่า ไม่มีผู้จะเปรียบปานได้เป็นผู้คงที่ เพราะสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะแห่งความเป็นผู้คงที่ ในอารมณ์ที่น่าปรารถนาเป็นต้น. 
         บทว่า ปิตุปิตา มยฺหํ ตุวํสิ ความว่า พระองค์เป็นพระบิดาโดยโลกโวหารของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระบิดาของอาตมภาพโดยอริยชาติ. พระเถระเรียกพระราชาโดยพระวงศ์ว่าสักกะ. 
         บทว่า ธมฺเมน ได้แก่ สภาวสโมธานที่มีเองโดยทั้ง ๒ ชาติ คืออริยชาติและโลกียชาติโดยสภาพ. พระเถระเรียกพระราชาโดยพระโคตรว่า โคตมะ. 
         บทว่า อยฺยโกสิ ได้แก่ ได้เป็นพระปิตามหะ (ปู่). 
         และพระเถระเมื่อกล่าวคำเป็นต้นว่า พุทฺธสฺส ปุตฺโตมฺหิ ดังนี้ ในคาถานั้นก็ได้พยากรณ์พระอรหัตผลไว้แล้ว. 
         ก็พระเถระได้ให้พระราชารู้จักตนอย่างนั้นแล้ว พระราชาทรงร่าเริงยินดี นิมนต์ให้นั่งบนบัลลังก์ที่สมควรแล้ว ทรงบรรจุบาตรให้เต็มด้วยโภชนะอันมีรสเลิศนานาชนิด ที่ราชบุรุษตระเตรียมไว้เพื่อพระองค์. 
         เมื่อพระราชาทรงถวายบาตรแล้ว พระเถระก็แสดงอาการที่จะไป. 
         เมื่อพระราชาตรัสว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงประสงค์จะไปเสียเล่า นิมนต์ฉันภัตรก่อน. 
         พระเถระทูลว่า จะไปเฝ้าพระศาสดา แล้วจึงจักฉันภัตร. 
         พระราชาตรัสถามว่า พระศาสดาอยู่ที่ไหนเล่า. 
         พระเถระทูลว่า พระศาสดาทรงมีภิกษุสองหมื่นเป็นบริวาร กำลังดำเนินมาตามทางเพื่อต้องการพบพระองค์แล้ว. 
         พระราชาตรัสว่า ท่านจงฉันบิณฑบาตนี้เถิด จงนำบิณฑบาตอื่นไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า. เวลาที่บุตรของเราถึงพระนครนี้ ท่านจึงค่อยนำบิณฑบาตจากที่นี้เท่านั้นไปถวาย. 
         พระเถระทำภัตกิจเสร็จแล้ว แสดงธรรมโปรดพระราชาและบริษัท เพราะมาถึงยังพระราชนิเวศน์ก่อนกว่าพระศาสดา จึงกระทำให้หมู่ชนเลื่อมใสยิ่งในคุณของพระรัตนตรัย เมื่อคนทั้งหมดกำลังแลดูอยู่นั่นแหละ ได้ปล่อยบาตรที่เต็มด้วยภัตรที่ต้องนำไปเพื่อพระศาสดาไปในกลางอากาศ แม้ตนเองก็เหาะขึ้นสู่เวหาส น้อมเอาบิณฑบาตไปวางไว้ในพระหัตถ์พระศาสดา. 
         แม้พระศาสดาก็ได้เสวยบิณฑบาตนั้นแล้ว. เมื่อเดินทางไปวันละโยชน์ตลอดหนทาง ๖๐ โยชน์อย่างนี้ พระเถระได้นำเอาภัตรจากพระราชวังไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปถึงพระนครกบิลพัศดุ์แล้ว วันรุ่งขึ้นเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในถนนหลวง. 
         พระจ้าสุทโธทนมหาราชได้สดับถึงข่าวนั้นแล้ว เสด็จไปในที่นั้นตรัสว่า อย่าสำคัญถึงสิ่งที่พึงกระทำอย่างนี้เลย สิ่งนี้มิใช่ประเพณีแห่งพระราชวงศ์เลย. 
         พระศาสดาตรัสว่า มหาราชเจ้า นี้เป็นวงศ์ของพระองค์ แต่การกระทำเช่นนี้เป็นพุทธวงศ์ของพวกเรา แล้วแสดงธรรมว่า :- 
                     บรรพชิตไม่พึงประมาทในก้อนข้าว อันตนพึง 
               ลุกขึ้นยืนรับ บุคคลพึงประพฤติธรรมให้สุจริต ผู้มีปกติ 
               ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขในโลกนี้และโลกหน้า 
               บุคคลพึงประพฤติธรรมให้สุจริต ไม่พึงประพฤติธรรม 
               นั้นให้ทุจริต ผู้มีปกติประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขใน 
               โลกนี้และโลกหน้า ดังนี้ 
         พระราชาทรงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. 
         แต่นั้น พระราชาก็ทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้เสวยและบริโภคโภชนะที่พระองค์ตบแต่งไว้แล้วในพระราชมนเทียรของพระองค์ ในที่สุดแห่งการบริโภคทรงสดับธัมมปาลชาดกแล้ว พร้อมด้วยบริษัทได้ทรงดำรงอยู่ในอนาคามิผล. 
         กาลต่อมาบรรทมอยู่ ณ ภายใต้มหาเศวตฉัตรนั่นแหละทรงบรรลุพระอรหัต ปรินิพพานแล้ว.
         ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปยังปราสาทของพระนางพิมพาเทวี พระมารดาของพระราหุลกุมาร ทรงแสดงธรรมแก่พระนาง ทรงบรรเทาความเศร้าโศกแล้ว ทรงทำให้พระนางได้เกิดความเลื่อมใสด้วยเทศนาคือจันทกินรีชาดกแล้ว ได้เสด็จไปยังนิโครธาราม.
         ครั้นนั้น พระนางพิมพาเทวีได้ตรัสกะพระราหุลกุมารผู้พระราชโอรสว่า พ่อจงไปขอทรัพย์ที่มีอยู่ของพระบิดาของพ่อเถิด. 
         พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ขอพระองค์จงพระราชทานสมบัติแก่หม่อมฉันเถิด แล้วติดตามประผู้มีพระภาคเจ้าไปพลางกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ พระองค์เป็นร่มเงาที่สุขสบายของหม่อมฉัน. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำพระราหุลกุมารนั้นไปยังนิโครธารามแล้วตรัสว่า เธอจงรับเอาทรัพย์สมบัติคือโลกุตตรธรรมเถิด แล้วทรงให้บรรพชา. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับนั่ง ณ ท่ามกลางหมู่พระอริยสงฆ์ ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งที่เลิศว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาพวกภิกษุสาวกที่ทำตระกูลให้เลื่อมใสของเราแล้ว กาฬุทายีนับว่าเป็นเลิศกว่าเขาทั้งหมด. 
         พระเถระได้รับตำแหน่งเอตทัคคะนั้นแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตนได้เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงได้กล่าวคาถาเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
         ในคาถานั้น ข้าพเจ้าจักพรรณนาแต่เฉพาะบทที่ยากเท่านั้น. 
         บทว่า คุณาคุณวิทู มีความหมายว่า คุณและสิ่งมิใช่คุณ ชื่อว่าคุณาคุณะ คือคุณและโทษ. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าคุณาคุณวิทู เพราะย่อมรู้จักชัดซึ่งกุศลกรรมและอกุศลกรรมนั้น. 
         บทว่า กตญฺญู ความว่า ชื่อว่ากตัญญู เพราะรู้คุณที่คนเหล่าอื่นกระทำแล้ว. 
         ชื่อว่ากตัญญู เพราะสามารถเพื่อจะให้แม้ราชสมบัติ แก่ผู้กระทำอุปการะด้วยการให้ภัตรเป็นต้นแม้ตลอดวันหนึ่งได้. 
         บทว่า กตเวที ความว่า ชื่อว่ากตเวที เพราะย่อมได้ ย่อมเสวยคือย่อมรับเฉพาะซึ่งอุปการะที่เขาทำแล้ว. 
         บทว่า ติตฺเถ โยเชติ ปาณิเน ความว่า ย่อมประกอบ คือย่อมประกอบพร้อมสรรพ ได้แก่ย่อมให้สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่เฉพาะในหนทางแห่งกุศลธรรมคือมรรค อันเป็นอุบายให้เข้าถึงพระนิพพานได้ด้วยการแสดงธรรม. 
         คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. 
         เนื้อความแห่งคาถาอันพรรณนาถึงหนทางเสด็จ ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในเถรคาถานั้นนั่นแล.
จบอรรถกถากาฬุทายีเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน นันทกเถราปทานที่ ๕ ว่าด้วยบุพจริยาของพระนันทกเถระ

  
[๑๓๕] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้มีจักษุ ในธรรมทั้งปวง เป็นพระผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์ กว่านักปราชญ์ทั้งหลาย เป็นบุรุษอาชาไนยทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล เพื่อประโยชน์ เพื่อสุขแก่สรรพสัตว์ ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยยศ ในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มีศิริ มีเกียรติคุณเป็นเครื่องอลังการ
 ทรงชำนะมาร ได้รับการบูชาทั่วโลก ปรากฏทั่วไปทุกทิศ พระองค์ ทรงข้ามพ้นวิจิกิจฉา ล่วงพ้นความสงสัย มีความดำริชอบเต็มเปี่ยม ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม ทรงยังหนทางที่ยังไม่เกิด ให้เกิด เป็นผู้สูงสุดกว่านรชน ตรัสบอกสิ่งที่คนอื่นยังไม่ได้บอก และทรง ยังสิ่งที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีพร้อม ทรงรู้จักหนทาง ทรงเข้าใจหนทาง แจ้งชัด ตรัสบอกหนทางให้ ประเสริฐกว่านรชน ทรงฉลาดในหน ทาง เป็นครู เป็นพระผู้สูงสุดกว่านายสารถีทั้งหลาย
 ครั้งนั้น พระโลกนายกผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณา ได้ตรัสพระธรรมเทศนา ฉุดสัตว์ทั้งหลายผู้จมลงแล้วในหล่มคือโมหะขึ้น พระมหามุนีทรง สรรเสริญพระสาวกผู้มีสมมติว่าเลิศในการให้โอวาทแก่นางภิกษุณี ทั้งหลาย ได้ทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เราได้ฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว ก็ชอบใจ จึงนิมนต์พระตถาคตพร้อมด้วยพระสงฆ์ ให้เสวยและฉันภัตตาหารแล้วปรารถนาฐานันดรนั้น
 ครั้งนั้น พระโลกนาถผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงเบิกบานพระทัยได้ตรัสกะ เราว่า ท่านจงมีสุขอายุยืนเถิด ท่านจักได้ฐานันดรนี้สมมโนรถ ปรารถนา ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ผู้ทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรส อันธรรมเนรมิต จักได้เป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่านันทกะ เพราะกรรมที่ได้ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละ ร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุลเศรษฐี อันมั่นคั่งสมบูรณ์มีทรัพย์มากมาย ใน พระนครสาวัตถี เราได้พบพระสุคตเจ้า
 ในวันที่พระองค์เสด็จเข้า พระนคร เป็นผู้มีใจอัศจรรย์ ได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในวันที่พระ- พุทธองค์ทรงรับพระเชตวนาราม ได้บรรลุอรหัตผลโดยกาลไม่นาน เลย ครั้งนั้น เราอันพระศาสดาผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงทรงพร่ำสอน จึงข้าม ข้ามพ้นสังสารวัฏไปได้ เราสอนธรรมแก่พระภิกษุณี ทั้งหลาย พระภิกษุณีที่เราสอนนั้นรวม ๕๐๐ รูปด้วยกัน ล้วนเป็น ผู้ไม่มีอาสวะ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคผู้มีประโยชน์เกื้อกูลใหญ่ ทรง พอพระทัย จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลาย ฝ่ายให้โอวาทพระภิกษุณี กรรมที่เราทำไว้ในกัปที่แสน แสดงผลแก่เราในอัตภาพนี้แล้ว เราเป็นผู้พ้นจากกิเลสด้วยดี เหมือนลูกศรที่พ้นไปจากแล่ง ฉะนั้น เราเผากิเลสเสียแล้ว เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระนันทกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ นันทกเถราปทาน.
 อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค
๕. นันทกเถราปทาน
               ๕๔๕. อรรถกถานันทกเถราปทาน
               พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :- 
               อปทานของท่านพระนันทกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
               คำตั้งแต่เริ่มต้นเรื่องว่า 
               แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ดังนี้. 
               ทั้งหมดมีเนื้อความพอจะรู้ได้โดยง่าย ตามแนวพระบาลีนั้นนั่นแล.
จบอรรถกถานันทกเถราปทาน