Translate

27 พฤศจิกายน 2568

อัธยายที่ 01 นิทานปริวรฺตะ ปฺรถมะ ชื่อนิทานปริวรรต (ว่าด้วยเหตุบังเกิดพระสูตร) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

  
 พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ มีคุณค่ามากในแง่ประวัติศาสตร์แห่งพุทธศาสนา และในแง่ประวัติวรรณคดี เป็นหนังสือสำคัญเล่มหนึ่งในพระไตรปิฏกฝ่ายมหายาน จึงสมควรที่ทุกท่านควรอ่าน
แสง  มนวิทูร ลลิตวิสตร
โอมฺ นโม ทศทิคนนฺตาปรฺยยนฺตโลกธาตุปฺรติษฺฐ               สรฺวพุทฺธโพธิสตฺตฺวารฺยศฺราวก               ปฺรเตยกพุทเธดภฺย  '  ดีตานาคต  ปฺรตฺยุปนฺเนภฺยะ  ฯ โอม
                        ความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระพุทธ พระโพธิสัตว์ พระอารยศราวก และพระปรัตเยกพุทธทั้งหลายทั้งปวง ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน อันประดิษฐานดำรงอยู่ในโลกธาตุ อันไม่มีเขตสุด และไม่มีขอบเขตในทิศทั้ง 10
 เหตุแห่งพระสูตร
                         เอวํ  มยา  ศฺรุตมฺ
                         ข้าพเจ้าผู้มีนามว่า อานันทะ ได้สดับมาแล้วอย่างนี้
                         เอกสฺมินสมเย  ภควานฺ
 ในสมัยกาลครั้งหนึ่ง พระผู้มีภคะ(*1)ทรงสำราญพระอิริยบถ อยู่ในพระอารามเชตวันอันเป็นอารามของท่านอนาถปิณฑทะในนครศราวัสตี พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ใหญ่มีจำนวนประมาณ 12000 รูป นั่นคือ ท่านชญาน  เกาณฑินยะ  ท่านอัศวชิตะ  ท่านพาษปะ  ท่านมหานาม  ท่านภัทริกะ  ท่านยศเทวะ  ท่านวิมละ  ท่านสุพาหุ  ท่านคะวำปติ  ท่านอุรุวิลวากาศยปะ  ท่านนทีกาศยปะ  ท่านคยากาศยปะ  ท่านศาริปุตระ  ท่านมหาเมาทคัลยายนะ  ท่านมหากาศยปะ  ท่านมหากาตยายนะ   ท่านกผิละ  ท่านเกาณฑินยะ  ท่านจุนันทะ  ท่านปูรณไมตรายณีปุตระ  ท่านอนิรุทธะ  ท่านนันทิยะ  ท่านกัสผิละ  ท่านสุภูติ  ท่านเรวตะ  ท่านขทิรวนิกะ  ท่านอโมฆราชะ  ท่านมหาปารณิกะ  ท่านพักกุละ  ท่านนันทะ  ท่านราหุละ  ท่านสวาคตะ  และท่านอานันทะ ฯ เช่นเดียวกัน พระองค์พร้อมด้วยประมุข คือพระภิกษุ 12000 รูป พระโพธิสัตว์ 32000 รูป สืบเนื่องด้วยสหชาต คือ เกิดคราวเดียวกันทั้งหมด เป็นผู้ถือกำเนิดบำเพ็ญบารมีแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้สนุกสำราญอยู่ด้วยอภิชญาตาแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้ได้รับการแตกฉาน
                        (มีปฏิภาณ) ในสิ่งที่ทรงจำแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้ได้รับมนตร์ธารณีแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยประณิธาน
                        (ความตั้งใจในอันจะเป็นพระโพธิสัตว์) ทั้งปวง เป็นผู้บรรลุถึงสัมยักคติ คือ ทางดำเนินชอบแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้ที่มีความปรารถนาเพื่อจะเป็นพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้หว่านโปรยความเพียรในอันจะเป็นพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้บำเพ็ญภูมิธรรมแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง
                        *1 ผู้มีภคะ คือผู้มีสมบัติ 6 อย่าง ได้แก่ 1 ทรัพย์ 2 วีรยะ 3 ปรัชญาชญาน 4 วิรคะธรรม 5 ยศ 6 ศรีหรือสิริ คำว่า ภควาเป็นภาษามคธ ภควานฺเป็นภาษาสํสกฤต ไทยแปลว่า พระผู้มีพระภาค
 นั่นคือ พระองค์ทรงสำราญพระอริยาบถพร้อมด้วยพระไมตรีผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระธรณีศวรราชผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระสิงหเกตุผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระสิทธารถะผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระประศานตะจาริตระมติผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระประติสังวิตปราปตะผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระนิโตยทยุกตะผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระมหากรุณาจันทริณะผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระโพธิสัตว์เหล่านี้เป็นประมุขในจำนวนพระโพธิสัตว์ 32000 พรองค์
 ก็และสมัยนั้นแล พระผู้มีภคะทรงสำราญพระอิริยาบถอาศัยมหานครศรวัสตี ทรงเป็นที่สักการเคารพนับถือบูชาของพระราชผู้เป็นประชุมชน (บริษัท) ของพวกนับถือไตรสรณาคม ราชกุมาร ราชมนตรี ราชมหาอมาตย์ ราชปาทมูลิกา (ผู้เฝ้าแหนใกล้ชิตแทบพระยุคลบาทของพระราชา) ประชุมชน (บริษัท) แห่งกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี อมาตย์ ผู้อยู่ในเมืองหลวงและอยู่ในชนบท เดียรถีย์อื่นๆ สมณะพราหมณ์ นักบวชเร่ร่อนและปริพาชกฯ พระผู้มีภคะมีปรกติได้รับของขบเคี้ยว ของกินที่กำหนดด้วยสิ่งของมีรสอร่อยและเครื่องใช้สอยคือ จีวร บาตร เสนาสนะ ยารักษาโรค อย่างเพียงพอ พระผู้มีภคะทรงได้รับลาภอันเลิศ ทรงได้รับเกียรติยศชื่อเสียงอันประเสริฐ ทรงได้รับการเอาอกเอาใจ ประคับประคองในที่ทั่วไป ด้งว่าบัวได้รับการประคับประคองด้วยน้ำ มีคำกล่าวสรรเสริญพรรณนาคุณของพระผู้มีภคะอย่างใหญ่หลวงเอิกเกริกขึ้นในโลกว่า "พระผู้มีภคะเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองถึงพร้อมด้วยวิชชา
 (*1) และจรณะ(*2)เสด็จไปดีแล้ว (คือทรงพระดำเนินไปในทางที่ดี) ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกหัดบุรุษ (ปวงชน) อย่างยอดเยี่ยม ทรงเป็นศาสดาผู้สั่งสอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นผู้ตรัสรู้แล้วตื่นแล้ว ทรงเป็นผู้มีภคะทรงประกอบด้วยจักษุ 5 ดวง(*3) พระองค์ทรงรูแจ้งโลกนี้โลกหน้าพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ทรงรู้แจ้งด้วยพระองค์เองซึ่งหมู่สัตว์พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์ ทรงกระทำ(ความรู้)ให้ปรากฏบรรลุแล้ว ประทับอยู่แล้วๆ พระองค์ทรงแสดงสัทธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในเบื้องปลาย(สัทธรรมนั้น)ประกอบด้วย อรรถพยัญชนะ สมบูรณ์บริศุทธ และสะอาดที่สุด ได้ทรงประกาศพรหมจรรย์(สาสนา)แล้วฯ
                        *1 วิชชามี 8 อย่างคือ 1วิปัสสนาญาณ 2มโนมยิทธิ 3อิทธิวิธิ  4ทิพพโสต 5เจโตปริยญาณ 6ปุพเพนิสานุสติญาณ 7ทิพจักษุญาณ 8อาสวขยะญาณ
                        *จรณะมี 15 อย่าง แบบหีนยาน คือ 1สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล 2 อินทรีย์สังวร สำรวมอินทรีย์ 3โภชนมัตตัญญุตา รู้ประมาณในการบริโภคอาหาร 4ชาคริยานุโยค ประกอบด้วยความเพียรตื่นอยู่เสมอ 5สัทธา มีศรัทธา 6หิริ มีความละอายใจ 7โอตัปปะ เกรงกลัวบาป 8พหุสัจจะ สดับตรับฟังเล่าเรียนมาก 9วิริยะ มีความเพียร 10สติ มีสติ 11ปัญญา มีปัญญา 12ปฐมฌาน  13ทุติยฌาน 14ตติยฌาน 15จตุตถฌาน
                        *3 จักษุ 5 ดวงแบบหีนยาน คือ 1มัสะจักษุ จักษุคือดวงตา 2ทิพพจักษุ จักษุทิพย์ 3ปัญญาจักษุ จักษุคือปัญญา 4พุทธจักษุ จักษุแห่งพระพุทธ 5สมันตจักษุ จักษุรอบคอบ
 และในครั้งนั้น พระผู้มีภคะทรงเข้าสมาธิชื่อพุทธาลังการะวยูหะ (มีขบวนประดับด้วยพระพุทธ) ในยามกลางราตรี และเมื่อพระผู้มีภคะอยู่ในระหว่างเข้าสมาธินี้ ขณะนั้นเบื้องบนพระเศียรของพระผุ้มีภคะทรงเปล่งรัศมีชื่อชญาณาโลกาลังการะ(ประดับด้วยแสงสว่าง คือ พระญาณ)อันสืบเนื่องมาจากทรงระลึกถึงพระพุทธในอดีตเปล่งออกจากช่องพระอุษณีษ(กลุ่มพระเกศา)รัศมีนั้นสว่างทั่วเทวภิภพปลุกเทพยดาในชั้นสุทธาวาสทั้งปวง และเทพยดาทั้งหลายหาประมาณมิได้มีพระผู้เป็นเจ้ามเหศวร เป็นต้น และภายหลังจากนั้น คาถา (คือถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์)เป็นเครื่องปลุก ซึ่งได้เปล่งออกจากข่ายรัศมีของพระตถาคตนี้ ก็ได้เปล่งเสียงออกมาว่า
      1 ท่านทั้งหลาย จงอาศัยพระองค์ผู้มีรัศมีคือญาณ กำจัดความมืด ทำให้สว่าง อำนวยความสุข มีความงาม บริศุทธ มีอำนาจสูง มีกายสงบ มีจิตงามและสงบ ได้โอบทาบพระมุนีผู้เป็นสิงห์แห่งศากยฯ
      2 มีมหาสมุทร คือ พระปรีชาญาณ เป็นผู้บริศุทธ มีอานุภาพใหญ่ เป็นใหญ่ด้วยธรรม รอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นใหญ่กว่านักปราชญ์ทั้งหลาย เป็นเทพเจ้าเหนือเทพเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้ควรแก่การบูชาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เป็นผู้ตรัสรู้เองในธรรม มีความชำนาญฯ
      3 เป็นผู้ซึ่งไม่ยอมตกอยู่ในอำนาจของจิตอันยากที่จะข่มได้ มีใจพ้นแล้วจากบ่วงมาร พระองค์มีการเห็นและการฟังอันหาโทษมิได้ในโลกนี้ พระองค์เสด็จถึงฝั่งแห่งวิโมกษ(การหลุดพ้นจากเกลศและโลก)ด้วยความสงบ และไม่เสด็จกลับมา ฯ
      4 ท่านทั้งหลายทั้งปวง จงเข้าหาพระองค์ด้วยความภักดี ซึ่งพระองค์เป็นแสงสว่าง เป็นธรรมอันหาสิ่งเทียบเทียมมิได้ เป็นผู้บันเทาความมืด เป็นผู้ชี้แจงให้ผู้อื่นรอบรู้นัยต่างๆมีพระกิริยาอันสงบ เป็นผู้ตรัสรู้มีปัญญาอันประมาณมิได้ฯ
      5 พระองค์เป็นแพทย์ ประทานยาคืออมฤต พระองค์กล้าในการตรัสเจรจาแสดงลัทธิ ทำให้พวกมิจฉาทิฏฐิเร่าร้อนไปตามกัน พระองค์เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพระธรรมทรงปราชญ์เปรื่องในปรมัตถธรรม พระองค์เป็นผู้นำ เป็นผู้ชี้ทรงไม่มีใครยิ่งไปกว่า ดั่งนี้แล ฯ
 และอนึ่ง เทพบุตรผู้เป็นศุทธาวาสกายิกา (คือผู้อยู่ชั้นศุทธาวาส)ได้ปรากฏชื้นรอบด้าน ถูกตักเตือนด้วยคาถาดังกล่าวข้างบนนี้ อันมีอำนาจยิ่งด้วยรัศมีแสงสว่างแห่งญาณอันไม่เกี่ยเนื้องด้วยพุทธานุสมฤตินั้น เป็นผู้มีความสงบระงับรอบด้าน ออกจากสมาธิแล้ว ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งเป็นพระผู้มีภคะเหล่านั้น ผู้ก้าวล่วง(อยู่นอกเหนือ)กัลป พ้นแล้ว หาประมาณมิได้ นับมิได้ คำนวณมิได้ หาที่จะเสมอมิได้ด้วยพุทธานุภาพ มณฑลแห่งสภาอันเป็นขบวนแห่งพุทธเขตใด เทพบุตรผู้เป็นศุทธาสกยิกาทั้งหลายได้ระลึกถึงมณฑลแห่งสภาอันเป็นขบวนแห่งพุทธเขตนั้นของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งเป็นพระผู้มีภคะและพระธรรมทั้งหลายทั้งสิ้นฯ
 แลครั้งนั้น ในราตรีนั้น เทวะบุตรผู้อยู่ในชั้นศุทธาวาส  ชื่อประศานตายามิศวระ และชื่อมเหศวระ นันทะ สุนันทะ จันทนะ มหิตะ ประศานตะ และประศานตะวินีเตศวระกับเทวดาอื่นๆ ที่อยู่ในชั้นศุทธาวาสมากด้วยกัน ล้วนมีวรรณะเกินกว่าแสงสว่างใดๆได้ยังวิหารเชตวันทั้งหมดให้สว่างด้วยทิพยโอภาส (แสงสว่างทิพย์)พากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้อภิวาทพระบาททั้งสองของพระผู้มีภคะด้วยเศียรเกล้า ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง เทวะบุตรชั้นศุทธาวาสเหล่านั้นซึ่งยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีภคะว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีภคะ มีพระสูตรอันหนึ่งซึ่งเป็นธรรมบรรยาย(ขยายความพระธรรม)มีนามว่า ลิลิตวิสตร (ความพิสดารแห่งการกรีฑาของพระพุทธเจ้า) เป็นที่รวบรวมซึ่งพระธรรมอันไพบูลย์ใหญ่ยิ่งเป็นแดนเกิดแห่งกุศลมูลของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เป็นเครื่องแสดงพิเศษถึงห้องประทับในพิภพดุษิตอันประเสริฐ เป็นที่ก้าวลงสู่ความคิดอันแพร่หลาย เป็นที่เล่นสนุกสำราญ
 และเป็นเครื่องแสดงถึงอานุภาพแห่งสถานที่อุบัติของผู้มีกำเนิดสูง เป็นการระงับพิเศษซึ่งโทษอันเป็นความประพฤติของพาลชนทั้งปวง เป็นแหล่งศิลปประจำโลกทั้งปวง เป็นแหล่งการกระทำทุกอย่าง เป็นที่นับตัวอักษร จำนวนและตราประทับ เป็นที่อาศัยกระบวนรบคือกลุ่มนักฟันดาบและยิงธนู เป็นเครื่องแสดงความวิเศษเฉพาะสัตว์ทั้งปวง เป็นเครื่องแสดงซึ่งเครื่องใช้สอยอันเป็นนิสัยของชาววัง ประดับด้วยการบรรลุผลสำเร็จซึ่งผลิตจากการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นกรีฑาเรื่องเล่นสนุกสำราญของพระโพธิสัตว์ เป็นเครื่องกำจัดมณฑลของมารร้ายทั้งหลาย เป็นที่รวบรวมกำลังพระตถาคต(10) ไวศารัทยะ(4) และอาเวณิก(*1)18 ประการของพระตถาคต อันแสดงออกซึ่งธรรมของพระพุทธเจ้าอันหาประมาณมิได้ ซึ่งพระตถาคตองค์ก่อนๆเคยแสดงมาแล้ว นั่นคือธรรมบรรยายซื่อลลิตวิสตร ซึ่งพระตถาคตองค์ก่อนๆเคยแสดงมาแล้ว ได้แก่พระผู้มีภคะปัทโมตตระ  พระธรรมเกตุ  พระทีปังกระ  พระคุณเกตุ  พระมหากระ  พระฤษิเทวะ  พระศรีเตชะ  พระสัตยเกตุ
 พระวัชรสังคตะ  พระสัพพาภิภู  พระเหมวรรณะ  พระอัตยุจจคามี  พระประวาหะสาคระ  พระปุษปะเกตุ พระวรรูปะ  พระสุโลจนะ  พระฤษิคุปตะ พระชินวักตระ  พระอุนนะตะ  พระปุษปิตะ  พระอูรณะเตชะ  พระปุษกระ พระสุรัศมิ  พระมังคละ พระสุทรศนะ พระมหาสิงหะเตชะ  พระสถิตะพุทธทัตตะ  พระสวันตคันธิ  พระสัตยธรรมวิปุลกิรติ  พระติษยะ  พระปุษยะ พระโลกสุนทระ พระวิสตีรณะเภทะ  พระรัตนกิรติ พระอุครเตชะ  พระพรหมเตชะ  พระสโฆษะ  พระสุปุษปะ  พระสุมโนชญะโฆษะ  พระสุเจษฏะรูปะ  พระประหสิตเนตระ พระคุณราศิ  พระเมฆสวระ  พระสุทรวรรณะ  พระอายุสเดชะ  พระสลีละคชะคามี  พระโลกาภิลาษิตะ  พระชิตศัตรุ  พระสัมปูชิตะ พระวิปัศจิตะ พระศิขิ พระวิศวะภู พระกกุจฉันทะ  พระกนกะมุนิ และพระกัศยปะ
 บัดนี้ ขอพระผู้มีภคะโปรดแสดงพระธรรมบรรยายชื่อลลิตวิสตรนั้น เพื่อประชุมชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขของประชาชนเป็นอันมาก เพื่อทรงอนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของพระชาชนอันใหญ่ยิ่ง เพื่อประโยชน์และความสุขของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพื่อบังเกิดขึ้นแห่งมหายานของพระตถาคตนั้น เพื่อข่มลัทธิมิจฉาทิฏฐิทั้งหมด เพื่อบังเกิดขึ้นแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เพื่อครอบงำอำนาจของมารทั้งปวง เพื่อให้เกิดปรารภการกระทำความเพียรของบุคคลทั้งหลายผู้ดำเนินการไปสู่ความเป็นพระโพธิสัตว์  เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือพระสัทธรรม เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือประวัติวงศ์ของพระรัตนตรัย เพื่อกำหนดเด็ดขาดประวัติวงศ์ของพระรัตนตรัยและเพื่อแสดงให้เห็นซึ่งพุทธกิจให้ปรากฏ
                        *1 อาเวณิกะ ในพระบาลีลิปิกรมของพระยาปริยัติธรรมธาดา แปลไว้ว่า แผนกหนึ่งต่างหากไม่พัวพันกันแยกอยู่ต่างหาก (อฏฐารสอาเวณิกา ธมมา ธรรมทั้งหลาย 28 หมวด) อ+เวณิก ฌิ.ฯ ในปฏิสัมภิทาสัคคปกรณ์ ข้อ 68 ว่า สาวเกหิ อสาธารณานิ ตถาคตานํเยว อาเวณิกานี ญาณานิ คือ ญาณของพระตถาคตไม่ทั่วไปแก่สาวกทั้งหลายได้แก่อินทรียปโรปริยัตตญาณเป็นต้น
                        พระผู้มีภคะทรงรับอาราธนาของเทวะบุตรเหล่านั้นด้วยพระอาการนิ่ง โดยอาศัยพระอนุเคราะห์มนุษยชนพร้อมทั้งเทพยดาฯ
                        ครั้งนั้นแล เทวะบุตรทั้งหลายทราบว่า พระผู้มีภคะทรงรับอาราธนาด้วยพระอาการนิ่งแล้ว ต่างก็มีความพอใจ ชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง เกิดปีติโสมนัสถวายบังคมแทบพระบาทพระผู้มีพระภคะด้วยเศียรเกล้า กระทำประทักษิณ 3 รอบแล้ว โปรยผงจันทน์ทิพย์ ผงกฤษณาทิพย์ และโปรยดอกมณฑารพแล้ว หายวับไป ณ ที่นั้นฯ
 ครั้งนั้นแล พระผู้มีภคะทรงเปล่งพระรัศมีเป็นวงกลมพลางเสด็จเข้าไปยังอุทยานเวฬุวัน ภายหลังราตรีนั้นล่วงไปแล้ว ครั้นแล้วพระองค์ประทับนิ่งบนอาสนอันจัดไว้แล้ว มีหมู่พระโพธิสัตว์และพระสงฆ์ศรวกอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีภคะครั้นประทับนั่งแล้วจึงตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทพบุตรชั้นศุทธาวาสมีนามว่าประศานตายามิศวระ และเทพบุตรมีนามว่า มเหศวระ นันทะ สุนันทะ จันทนะ มหิตะ ประศานตะ และเทพบุตรมีนามว่าวินีเตศวระกับเทวะบุตรอื่นๆ ซึ่งเป็นชาวศุทธาวาสมากด้วยกัน ได้มาเฝ้าในราตรีแล้วหายไปเหมือนครั้งก่อน ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย และพระมหาศราวกนมัสการแทบสถานที่ซึ่งพระผู้มีภคะประทับอยู่แล้ว กราบทูลพระองค์ว่า
 ข้าแต่พระผู้มีภคะ ดั่งข้าพเจ้าทั้งหลายขอโอกาส ขอพระองค์ผู้มีภคะจงแสดงธรรมบรรยายมีนามว่า ลลิตวิสตรนั้นเถิด ธรรมบรรยายลลิตวิสตรนั้นจักเป็นประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก จักเป็นทุขแก่ชนเป็นอันมาก จักอนุเคราะห์ช่วยเหลือชาวโลกทั้งหลาย เป็นประโยชน์แก่ชนหมู่ใหญ่ เป็นประโยชน์เป็นความสุขแก่เทวดาทั้งหลาย แก่มนุษย์ทั้งหลายและแก่พระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้มาในขณะนี้ พระผู้มีภคะทรงรับอาราธนาของพระบรมโพธิสัตว์และของพระมหาศราวกทั้งหลายเหล่านั้นด้วยพระอาการนิ่ง โดยอาศัยความอนุเคราะห์แก่โลกอันประกอบด้วยเทวดามนุษย์และอสูร
                        ในข้อนี้ ท่านได้กล่าวไว้ว่า-
      6 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในคืนนั้น เมื่อพระตถาคตตั้งมั่นอยู่ในความสุข ปราศจากเกลศ มีใจตั้งมั่นในพรหมวิหารอันดีงาม จิตเป็นเอกัคตา คือ มีอารมณ์เดียว มั่นคงแล้วฯ
      7 ครั้งนั้น เทวะบุตรที่มีฤทธิ์มาก มีวรรณะปรากฏแจ่มแจ้ง มีรูปโฉมสะอาดสดใส มีความบันเทิงใจ ทำป่าเชตวันในที่นี้ให้สว่างด้วยรัศมี พากันมาสู่สำนักของตถาคตฯ
      8 เทวะบุตรมีนามว่า มเหศวร จันทระ อีศะ นันทะ ประศานตะจิตตะ มหิตะ สุนันทะ และเทวะบุตรมีนามว่า ศานตะ กับเทวะบุตรเป็นอันมากนับจำนวนเป็นโกฏิๆ เหล่านั้นฯ
      9 ได้มาไหว้พระยุคลบาทและทำประทักษิณตถาคตแล้วยืนประนมมืออยู่ในที่นี้เฉพาะพระพักตร์พระตถาคตฯ เทพบุตรเหล่านั้น ประกอบด้วยความเคารพ ทูลขอร้องตถาคตว่า ฯ
      10 ข้าแต่พระมุนี ขอพระองค์จงตรัสแสดงมหานิทาน (เรื่องใหญ่)ซึ่งมีชื่อว่า ไวปุลยสูตร สามารถประหารราคะได้นี้ ซึ่งพระตถาคตทั้งปวงได้ตรัสแสดงมาแล้วแต่ครั้งก่อนๆ เพื่อประโยชน์แก่โลกทั้งปวง ฯ
      11 เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าขอโอกาส ณ บัดนี้ ขอพระโพธิสัตว์ผู้เป็นมุนีนั้น เมื่อตรัสแสดง ขอให้ตรัสแสดงมหายานอันยิ่งใหญ่นี้ ขอให้ระงับลัทธิฝ่ายอื่นและมารด้วย เพื่อต้องการบำราบโอฆะ ฯ
      12 พระผู้มีภคะทรงรับคำอาราธนาของคณะเทวดาด้วยอาการนิ่งอยู่เฉยๆ ฝ่ายเทวดาทั้งปวง ต่างก็พอใจ มีความยินดี เฟื่องฟูใจ ได้โปรยดอกไม้ด้วยความดีใจ ฯ
      13      ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งปวงจงฟังมหานิทานของตถาคตชื่อไวปุลยสูตร ซึ่งพระตถาคตทั้งปวงได้ตรัสแสดงในครั้งก่อนๆแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกทั้งปวง ดั่งนี้แล ฯ
                        อัธยายที่ 1 ชื่อนิทานปริวรรต (ว่าด้วยเหตุบังเกิดพระสูตร) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร  ดังนี้แล ฯ

หน้าต่างที่ ๘ / ๑๒ อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์

 อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์ เนื้อความในพระไตรปิฎก เนื้อความในอรรถกา มีทั้งหมด ๑๒ หน้าต่าง. อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒]
มหาวิโลกนะ ๕ ประการ
         ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ แม้ถูกเทวดาทั้งหลายทูลวอนขอ ก็มิได้ประทานปฏิญญาคำรับรองแก่เทวดาทั้งหลาย แต่ทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ คือกำหนดกาล ทวีป ประเทศ ตระกูล พระชนมายุของพระชนนี. 
         บรรดามหาวิโลกนะ ๕ นั้น ทรงตรวจดูกาลก่อนว่า เป็นกาลสมควรหรือยังไม่เป็นกาลสมควร. ในกาลนั้น อายุกาล [ของสัตว์] สูงกว่าแสนปีขึ้นไป ยังไม่ชื่อว่ากาล. 
         เพราะเหตุไร. 
         เพราะทุกข์มีชาติชรามรณะเป็นต้นไม่ปรากฏ ก็ธรรมดาพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ชื่อว่าพ้นจากไตรลักษณ์ ไม่มีเลย. เมื่อพระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้ สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสเรื่องอะไร แต่นั้นการตรัสรู้ก็ไม่มี เมื่อการตรัสรู้นั้นไม่มี คำสั่งสอนก็ไม่เป็นนิยยานิกกะนำสัตว์ออกจากทุกข์ เพราะฉะนั้น กาลนั้นจึงไม่เป็นกาลสมควร. 
         แม้อายุกาล [ของสัตว์] ต่ำกว่าร้อยปีก็ยังไม่เป็นกาลสมควร. 
         เพราะเหตุไร 
         เพราะกาลนั้น สัตว์ทั้งหลายมีกิเลสหนาแน่น และโอวาทที่ประทานแก่สัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสหนาแน่น ไม่อยู่ในฐานะควรโอวาท เพราะฉะนั้น กาลแม้นั้นก็ไม่เป็นกาลสมควร. 
         อายุกาลอย่างต่ำตั้งแต่แสนปีลงมา อย่างสูงตั้งแต่ร้อยปีขึ้นไป ชื่อว่ากาลสมควร. 
         บัดนี้ มนุษย์ทั้งหลายมีอายุร้อยปี เพราะเหตุนั้น ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงเห็นว่าเป็นกาลที่ควรบังเกิด. 
         ต่อนั้น ทรงตรวจดูทวีป ทรงเห็นทวีปว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมบังเกิดในชมพูทวีปเท่านั้น. ธรรมดาชมพูทวีปเป็นทวีปใหญ่มีเนื้อที่ประมาณหมื่นโยชน์. 
         เมื่อทรงตรวจดูประเทศว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดในประเทศไหนหนอ ก็ทรงเห็นมัชฌิมประเทศ. 
         ต่อจากนั้นก็ทรงตรวจดูตระกูลว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายบังเกิดในตระกูลที่โลกสมมติ. บัดนี้ ตระกูลกษัตริย์เป็นตระกูลที่โลกสมมติ จำเราจักบังเกิดในตระกูลกษัตริย์นั้น พระราชาพระนามว่าสุทโธทนะจักเป็นพระชนกของเรา. 
         แต่นั้นก็ตรวจดูพระชนนีว่า สตรีนักเลงสุราเหลวไหลจะเป็นพุทธมารดาไม่ได้ จะต้องเป็นสตรีมีศีล ๕ ไม่ขาด ดังนั้นพระราชเทวีพระนามว่ามหามายานี้ก็เป็นเช่นนี้ พระนางเจ้ามหามายานี้จักเป็นชนนีของเรา. เมื่อทรงนึกว่าพระนางเจ้าจะทรงมี พระชนมายุได้เท่าไร ก็ทรงเห็นว่าได้ต่อไปอีก ๗ วันหลังครบทศมาสแล้ว. 
         ครั้นทรงตรวจมหาวิโลกนะ ๕ ประการนี้ดังนี้แล้วก็ประทานปฏิญญาแก่เทวดาทั้งหลายว่า เป็นกาลสมควรที่เราจะเป็นพระพุทธเจ้า ทรงดำรงอยู่ในภพดุสิตนั้นตลอดชนมายุแล้วจุติจากภพดุสิตนั้น ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์พระนางเจ้ามายาเทวีในราชสกุลศากยะ. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวเป็นต้นว่า 
                  พระโพธิสัตว์จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิตแล้ว เสด็จ 
            ลงในพระครรภ์ ในกาลใด ในกาลนั้น หมื่นโลกธาตุ 
            ก็ไหว แผ่นปฐพีก็ไหว. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺกมิ ได้แก่ ก้าวลงเข้าไป. 
         บทว่า กุจฺฉิยํ แปลว่า ในพระครรภ์ของพระพุทธมารดา. 
         บทว่า ทสสหสฺสีโลกธาตุ กมฺปิตฺถ ความว่า พระโพธิสัตว์ทรงมีสติสัมปชัญญะเมื่อลงสู่พระครรภ์ของพระพุทธมารดา ทรงถือปฏิสนธิโดยนักษัตรฤกษ์เดือนอาสาฬหะหลัง ในดิถีเพ็ญอาสาฬหะ ด้วยมหาวิปากจิตที่เป็นเช่นเดียวกับกุศลจิตอสังขาริก ที่สหรคตด้วยโสมนัสสัมปยุตด้วยญาณอันมีเมตตาเป็นบุรพภาค ในบรรดาปฏิสนธิจิต ๑๙ ดวง. 
         ครั้งนั้น ทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุก็สะเทือนเลื่อนลั่นหวั่นไหว. ธรรมชาติใดย่อมทรงไว้ซึ่งสภาพที่คงที่และเคลื่อนที่ได้ทั้งหมด เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าธรณี คือแผ่นปฐพี. 
         ในบทว่า สมฺปชาโน นิกฺขมิ นี้มีอธิบายว่า 
         ก็ในกาลใด เรามีสติสัมปชัญญะยืนเหยียดมือทั้งสองออกจากพระครรภ์ของพระชนนี เหมือนพระธรรมกถึกลงจากธรรมาสน์ และเหมือนบุรุษลงจากบันได อันของไม่สะอาดไรๆ ที่เป็นสัมภวะในพระครรภ์ไม่แปดเปื้อนเลย. 
         บทว่า สาธุการํ ปวตฺเตนฺติ ได้แก่ เทวดาทั้งหลายยังสาธุการให้เป็นไป. 
         อธิบายว่า ถวายสาธุการ. 
         บทว่า ปกมฺปิตฺถ แปลว่า ไหวแล้ว. อธิบายว่า หมื่นโลกธาตุไหวทั้งขณะเสด็จลงสู่พระครรภ์ ทั้งขณะประสูติจากพระครรภ์ของพระชนนี. 
         ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงเห็นใครๆ ที่เสมอเหมือนพระองค์ในการเสด็จลงสู่พระครรภ์เป็นต้น จึงตรัสคาถานี้ว่า โอกฺกนฺติ เม สโม นตฺถิ เป็นต้นก็เพื่อทรงแสดงความอัศจรรย์ของพระองค์ในการเสด็จลงสู่พระครรภ์เป็นต้น. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺกนฺติ แปลว่า ในการเสด็จลงสู่พระครรภ์ ปฐมาวิภัตติลงในอรรถสัตตมีวิภัตติ. อธิบายว่า ในการถือปฏิสนธิ.
         บทว่า เม แปลว่า ด้วยเรา. บทว่า สโม ได้แก่ ไม่มีใครเสมือน. 
         ในบทว่า ชาติโต นี้ ความว่า ชนย่อมเกิดจากมารดานี้ เหตุนั้น มารดาท่านจึงเรียกว่าชาตี. 
         อธิบายว่า จากมารดาผู้ให้กำเนิดนั้น. 
         บทว่า อภินิกฺขเม ได้แก่ เสด็จออก คือไหลออกจากพระครรภ์ของพระชนนี.
อธิบาย โพธิศัพท์
         ในบทว่า สมฺโพธิยํ นี้ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ 
         ความตรัสรู้อันดีอันท่านสรรเสริญแล้ว ชื่อสัมโพธิ. 
         ก็ โพธิศัพท์นี้ใช้ในอรรถทั้งหลายมีต้นไม้ มรรค นิพพาน สัพพัญญุตญาณเป็นต้น. 
         จริงอยู่ ต้นไม้ท่านเรียกว่า โพธิ ได้ในอาคตสถานว่า โพธิรุกฺขมูเล ปฐมาภิสมฺพุทฺโธ ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าครั้งแรก ณ โคนต้นโพธิ์ และว่า อนฺตรา จ คยํ อนฺตรา จ โพธึ ระหว่างแม่น้ำคยาและโพธิพฤกษ์
         มรรคเรียกว่าโพธิ ได้ในอาคตสถานว่า โพธิ วุจฺจติ จตูสุ มคฺเคสุ ญาณํ ญาณในมรรค ๔ เรียกว่าโพธิ. 
         นิพพานเรียกว่าโพธิ ได้ในอาคตสถานว่า ปตฺวาน โพธิ อมตํ อสงฺขตํ บรรลุพระนิพพานอันเป็นอมตะ เป็นอสังขตะ. 
         พระสัพพัญญุตญาณเรียกว่าโพธิ ได้ในอาคตสถานว่า ปปฺโปติ โพธึ วรภูริเมธโส พระผู้มีปัญญาประเสริฐกว้างดังแผ่นดิน ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ. 
         แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์พระอรหัตมรรคญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า. อาจารย์พวกอื่นๆ กล่าวว่า สัพพัญญุตัญญาณ ดังนี้ก็มี. 
         อธิบายว่า เราเป็นผู้ประเสริฐสุดในพระสัพพัญญุตญาณนั้น. 
         ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอาศัยพระสัมโพธิญาณ สรรเสริญพระองค์เอง. 
         ตอบว่า เพราะพระสัมโพธิญาณให้คุณทุกอย่าง. 
         จริงอยู่ ความตรัสรู้พร้อมของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้คุณทุกอย่างย่อมให้พระพุทธคุณแม้ทั้งหมด ไม่เหลือเลย แต่ไม่ให้คุณแก่คนอื่นๆ. 
         ก็บรรดาคนทั้งหลายอื่นพระอรหัตมรรคย่อมให้อรหัตผลเท่านั้นแก่บางคน ให้วิชชา ๓ แก่บางคน ให้อภิญญา ๖ แก่บางคน ให้ปฏิสัมภิทา ๔ แก่บางคน ให้สาวกบารมีฐาณแก่บางคน ให้ปัจเจกโพธิญาณเท่านั้นแก่พระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย แต่ให้คุณสมบัติทุกอย่างแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสรรเสริญพระองค์เองว่า เป็นผู้ประเสริฐสุดในพระสัมโพธิญาณ เพราะพระสัมโพธิญาณให้คุณทุกอย่าง. 
         อนึ่ง ทรงทำพื้นแผ่นปฐพีให้ไหวแล้วก็ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เราเป็นผู้ประเสริฐสุดในพระสัมโพธิญาณ. 
         ในบทว่า ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตเน พึงทราบวินิจฉัยดังนี้. 
         ก็ธรรมจักรมี ๒ คือ ปฏิเวธญาณ ๑ เทศนาญาณ ๑ 
         ในธรรมจักร ๒ อย่างนั้น ธรรมจักรอันพระปัญญาอบรมแล้วนำมาซึ่งอริยผลแด่พระองค์ ชื่อว่าปฏิเวธญาณ. ธรรมจักรอันพระกรุณาอบรมแล้วนำมาซึ่งอริยผลแก่สาวกทั้งหลาย ชื่อว่าเทศนาญาณ. ปฏิเวธญาณเป็นโลกุตรกุศล สหรคตด้วยอุเบกขา ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร. เทศนาญาณเป็นโลกิยะ เป็นอัพยากฤต. แม้ญาณทั้งสองนั้นก็ไม่ทั่วไปกับคนอื่นๆ. 
         แต่ในที่นี้ประสงค์เอาเทศนาญาณ. 
         บัดนี้เทวดาทั้งหลายฟังเรื่องราวมีแผ่นดินไหวเป็นต้น ในเพราะการเสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็พากันกล่าวคาถานี้ว่า อโห อจฺฉริยํ โลเก เป็นต้น. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธานํ คุณมหนฺตตา ความว่า โอ! พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระคุณมาก โอ! พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอานุภาพมาก. 
         บทว่า ทสสหสฺสีโลกธาตุ ฉปฺปการํ ปกมฺปถ ความว่า มหาปฐพีในหมื่นจักรวาลหวั่นไหวด้วย ๖ อาการ คือ ยืดขึ้นข้างหน้าโน้มลงข้างหลัง ยืดขึ้นข้างหลังโน้มลงข้างหน้า ยืดขึ้นข้างซ้ายโน้มลงข้างขวา ยืดขึ้นข้างขวาโน้มลงข้างซ้าย ยืดขึ้นตรงกลางโน้มลงข้างท้าย ยืดขึ้นข้างท้ายโน้มลงตรงกลาง. 
         มหาปฐพีนี้หนาถึงสองแสนสี่หมื่นโยชน์ มีน้ำรองแผ่นดินอยู่รอบๆ เหมือนเรือที่ถูกขนาบด้วยการหักของคลื่นแห่งน้ำที่ไหวเพราะแรงลม แม้ไม่มีใจก็เหมือนมีใจ ก็อาการไหวมี ๖ ประการดังกล่าวมานี้ เหมือนฟ้อนรำด้วยปีติ. 
         บทว่า โอภาโส จ มหา อาสิ ความว่า ได้มีแสงสว่างล้ำเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย. 
         บทว่า อจฺเฉรํ โลมหํสนํ ความว่า ได้มีความอัศจรรย์และขนลุกชัน.
         บัดนี้ เมื่อความอัศจรรย์ทั้งหลายมีแผ่นดินไหวและปรากฏแสงสว่างเป็นต้น เป็นไปอยู่ ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าวคาถาว่า ภควา ตมฺหิ สมเย เป็นต้นก็เพื่อแสดงความเป็นไปของพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกเชฏฺโฐ ได้แก่ เป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก. 
         บทว่า สเทวกํ ได้แก่ แห่งโลก พร้อมทั้งเทวโลก. 
         พึงเห็นว่า ทุติยาภัตติใช้ในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ. 
         บทว่า ทสฺสยนฺโต ได้แก่ เมื่อทรงแสดงปาฏิหาริย์. 
         บทว่า จงฺกมนฺโต ว ความว่า เสด็จจงกรม ณ รัตนจงกรมนั้นที่ตั้งครอบหมื่นโลกธาตุตรัส. 
         บทว่า โลกนายโก ความว่า ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสธรรมกถาอันไพเราะ ที่ทรงชักมาด้วยไตรลักษณ์ประกอบด้วยสัจจะ ๔ มีนัยวิจิตรต่างๆ ด้วยพระสุรเสียงดั่งเสียงพรหม น่าฟัง น่ารัก ประกอบด้วยองค์ ๘ ประหนึ่งราชสีห์แผดสีหนาทเหนือพื้นแท่นหินอ่อนสีแดง ประหนึ่งเมฆในฤดูฝนคำรามอยู่ และประหนึ่งข้ามอากาศคงคา. 
         ในคำว่า อนฺตรา น นิวตฺเตติ จตุหตฺเถ จงฺกเม ยถา นี้มีความว่า ที่จงกรมที่พระศาสดาทรงเนรมิตนั้น ปลายข้างหนึ่งอยู่ที่ขอบปากจักรวาลด้านทิศตะวันออก ข้างหนึ่งอยู่ที่ขอบปากจักรวาลด้านทิศตะวันตก พระศาสดาเสด็จจงกรม ณ รัตนจงกรมนั้นที่ตั้งอยู่ดังกล่าวนี้ เสด็จถึงปลายทั้งสองข้างจึงจะเสด็จกลับ ระหว่างยังเสด็จไม่ถึงปลายสองข้าง จะไม่เสด็จกลับ. 
         พระศาสดา เมื่อเสด็จจงกรม ณ ที่จงกรมประมาณ ๔ ศอก ถึงปลายสองข้างเร็วจึงเสด็จกลับอย่างใด จะไม่เสด็จกลับในระหว่างอย่างนั้น. ทำไม พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงย่นที่จงกรม ซึ่งยาวถึงประมาณหมื่นโยชน์ให้สั้น หรือทรงเนรมิตอัตภาพให้ใหญ่ขนาดนั้น แต่ก็มิได้ทรงกระทำอย่างนั้น พุทธานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอจินไตย ไม่ควรคิด. 
         หมื่นโลกธาตุได้เป็นลานอันเดียวกัน นับตั้งแต่อกนิษฐภพจนถึงอเวจีนรก และโดยเบื้องขวางหมื่นจักวาลก็ได้เป็นลานอันเดียวกัน. เทวดาทั้งหลายเห็นมนุษย์ แม้มนุษย์ทั้งหลายก็เห็นเทวดา เทวดาและมนุษย์ทั้งหมดจะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจงกรมโดยปกติได้โดยประการใด ก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จจงกรมโดยประการนั้น. 
         ก็พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จจงกรม ก็ทรงแสดงธรรมและทรงเข้าสมาบัติในระหว่างๆ. 
         ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า อันหมู่เทพในหมื่นโลกธาตุห้อมล้อมแล้ว เสด็จจงกรมอยู่ด้วยพุทธสิริวิลาส อันหาที่เปรียบมิได้ ด้วยพระพุทธลีลาอันไม่มีอะไรเปรียบ เหมือนภูเขาทองอันประเสริฐเคลื่อนที่ได้ มีพระพุทธสรีระอันประเสริฐ งดงามด้วยพระวรลักษณ์ ๓๒ อันกำลังกุศลที่ทรงสร้างสมมาตลอดสมัยที่ประมาณมิได้ รุ่งเรืองด้วยพระอนุพยัญชนะ ๘๐ มีพระสิริแวดล้อมด้วยพระรัศมีวาหนึ่ง สูง ๑๘ ศอก เหมือนดวงจันทร์เต็มดวงในฤดูสารท และเหมือนดอกปาริฉัตตกะ สูงร้อยโยชน์ ออกดอกบานสะพรั่งทั่วต้น.
         ครั้นเห็นแล้วก็ดำริว่า หมื่นโลกธาตุแม้ทั้งสิ้นนี้ประชุมกันแล้ว ก็ในที่ประชุมนี้ควรมีพระธรรมเทศนากัณฑ์ใหญ่. ก็พุทธวงศ์เทศนาจะมีอุปการะมาก นำมาซึ่งความเลื่อมใส ถ้ากระไร เราพึงทูลถามพุทธวงศ์ จำเดิมแต่อภินีหารการบำเพ็ญบารมีของพระทศพล แล้วจึงทำจีวรเฉวียงบ่า เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ประคองอัญชลีที่รุ่งเรืองด้วยทศนขสโมธาน เสมอดอกบัวตูมเกิดอยู่ในน้ำ ไม่มีมลทิน ไม่วิกล ไว้เหนือเศียรแล้ว ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้ามีว่า กีทิโส เต มหาวีร เป็นต้น. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวเป็นต้นว่า 
                  ท่านพระสารีบุตร ผู้มีปัญญามากฉลาดในสมาธิและ 
            ญาณ ผู้บรรลุบารมีด้วยปัญญา ทูลถามพระผู้นำโลกว่า 
                  ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้เป็นยอดนรชน อภินีหารของ 
            พระองค์เป็นเช่นไร. 
                  ข้าแต่พระผู้แกล้วกล้า พระองค์ทรงปรารถนาพระ 
            โพธิอันสูงสุดเมื่อกาลไร พระเจ้าข้า.
อนุสนธิ ๓ ประการ
         ถามว่า อนุสนธินี้ชื่ออะไร ตอบว่า ชื่อว่าปุจฉานุสนธิ. 
         จริงอยู่ อนุสนธิมี ๓ คือ ปุจฉานุสนธิ อัชฌาสยานุสนธิและยถานุสนธิ. 
         ในอนุสนธิทั้ง ๓ นั้น พึงทราบปุจฉานุสนธิ โดยพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตอบปัญหาของผู้ถามอย่างนี้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งก็ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฝั่งในเป็นอย่างไร ฝั่งนอกเป็นอย่างไร.๑- 
         อัชฌาสยานุสนธิ พึงทราบตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของผู้อื่นแล้วตรัสอย่างนี้ว่า 
         ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเกิดปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เขาว่ารูปเป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็เป็นอนัตตาดังนี้ กรรมที่อนัตตาทำแล้ว จักกระทบตนอย่างไร. 
         ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบปริวิตกแห่งใจของภิกษุรูปนั้น ด้วยพระหฤทัย จึงทรงเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า 
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่โมฆบุรุษบางคนในธรรมวินัยนี้ไม่รู้ อยู่ในอวิชชา พึงสำคัญสัตถุศาสน์ว่าพึงแส่ไปด้วยใจที่มีตัณหาเป็นอธิปไตยว่า ท่านผู้เจริญ เขาว่ารูปเป็นอนัตตาอย่างนี้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นอนัตตา กรรมที่อนัตตาทำแล้วจักกระทบตน อย่างไร ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง.๒- 
                         ๑- สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๓๒๓   ๒- ม. อุปริ. ข้อ ๑๔/ข้อ ๑๒๙
         อนึ่ง เทศนาในชั้นต้นตั้งขึ้นโดยธรรมใด เทศนาชั้นสูงมาในพระสูตรเหล่าใด โดยธรรมสมควรแก่ธรรมนั้นหรือโดยคัดค้าน ยถานุสนธิก็พึงทราบโดยอำนาจพระสูตรเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่าเป็นปุจฉานุสนธิ. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺญาย ปารมิปฺปตฺโต ความว่า ถึงที่สุดสาวกบารมีญาณ. 
         บทว่า ปุจฺฉติ แปลว่า ได้ถามแล้ว. 
         ในคำว่า ปุจฺฉติ นั้น ชื่อว่าปุจฉามี ๕ อย่าง คือ อทิฏฐโชตนาปุจฉา ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา วิมติจเฉทนาปุจฉา อนุมติปุจฉา กเถตุกัมยตาปุจฉา. 
         ถ้าจะถามว่า ในปุจฉาเหล่านั้น ปุจฉาของพระเถระนี้ ชื่อว่าปุจฉาอะไร. 
         ตอบว่า เพราะเหตุที่พุทธวงศ์นี้มิใช่วิสัยของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายผู้สร้างสมบุญสมภารมาหนึ่งอสงไขยกำไรแสนกัป และของพระอัครสาวกทั้งสองผู้สร้างสมบุญสมภารมาหนึ่งอสงไขยกำไรแสนกัป หรือของพระมหาสาวกที่เหลือผู้สร้างสมบุญสมภารมาแสนกัป เป็นวิสัยของพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น เพราะฉะนั้น ปุจฉาของพระเถระพึงทราบว่าเป็นอทิฏฐโชตนาปุจฉา. 
         ศัพท์ว่า กีทิโส เป็นอาการถาม. อธิบายว่า มีประการไร. 
         บทว่า เต แปลว่า ของพระองค์. 
         บทว่า อภินีหาโร ความว่า การผูกใจเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า นอนอธิษฐานความเพียรว่าเราไม่ได้คำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าจักไม่ลุกขึ้นดังนี้ ชื่อว่าอภินีหาร. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้เป็นยอดนรชน อภินีหารของพระองค์เป็นเช่นไร. 
         บทว่า กมฺหิ กาเล แปลว่า ในกาลไร. 
         บทว่า ปตฺถิตา แปลว่า ปรารถนาแล้วหวังแล้ว. 
         พระเถระทูลถามว่า ทรงทำการตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าไว้เมื่อไร โดยนัยเป็นต้นว่า พึงตรัสรู้เป็นพระผู้ตรัสรู้ พึงพ้นเป็นพระผู้พ้น. 
         บทว่า โพธิ ได้แก่ สัมมาสัมโพธิ. คำนี้เป็นชื่อของพระอรหัตมรรคญาณและพระสัพพัญญุตญาณ. 
         บทว่า อุตฺตมา ได้แก่ ท่านกล่าวว่าสูงสุด เพราะประเสริฐกว่าสาวกโพธิและปัจเจกโพธิ. 
         ม อักษรทำบทสนธิระหว่างศัพท์ทั้งสอง. 
         บัดนี้ พระเถระเมื่อจะทูลถามถึงธรรมที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า จึงกล่าวว่า 
                  ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ เป็นเช่นไร 
            ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขาเป็นเช่นไร 
                  ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้นำโลก บารมี ๑o เป็น 
            เช่นไร อุปบารมีเป็นเช่นไร ปรมัตถบารมีเป็นเช่นไร.
         แก้อรรถบารมี ๑๐ ประการ         
         บรรดาบารมีเหล่านั้นจะกล่าวทานบารมีก่อน การบริจาคสิ่งของภายนอกชื่อว่าบารมี. การบริจาคอวัยวะชื่อว่าอุปบารมี. การบริจาคชีวิตชื่อว่าปรมัตถบารมี
         แม้ในบารมีที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. 
         บารมี ๑๐ อุปบารมี ๑o ปรมัตถบารมี ๑o รวมเป็นบารมี ๓o ทัศด้วยประการฉะนี้. 
         ในบารมี ๓o ทัศนั้น อัตภาพของพระโพธิสัตว์ที่ทรงบำเพ็ญทานบารมีก็นับไม่ถ้วน ในสสบัณฑิตชาดก ทานบารมีของพระโพธิสัตว์นั้นผู้ทำการเสียสละชีวิตเป็นปรหิตประโยชน์อย่างนี้ว่า
                  ภิกฺขาย อุปคตํ ทิสฺวา                                   สกตฺตานํ ปริจฺจชึ
                  ทาเนน เม สโม นตฺถิ                                    เอสา เม ทานปารมี.
 เราเห็นภิกษุเข้าไปหาอาหาร ก็เสียสละตัวเอง ผู้เสมอเราด้วยทานไม่มี นี่เป็นทานบารมีของเรา. ชื่อว่าปรมัตถบารมี โดยส่วนเดียว. 
                        อัตภาพของพระโพธิสัตว์ที่ทรงบำเพ็ญศีลบารมีก็นับไม่ถ้วนเหมือนกัน ในสังขปาลชาดก ศีลบารมีของพระโพธิสัตว์นั้นผู้ทำการเสียสละตัวอย่างนี้ว่า
                  สูเลหิ วินิวิชฺฌนฺเต                                   โกฏฺฏยนฺเตปิ สตฺติภิ
                  โภชปุตฺเต น กุปฺปามิ                                    เอสา เม สีลปารมี.
                           ถึงบุตรนายบ้าน แทงด้วยหลาว ตอกด้วยหอก เราก็ไม่โกรธ นี่เป็นศีลบารมีของเรา. 
                        ชื่อว่าปรมัตถบารมี โดยส่วนเดียวเหมือนกัน.
                        อัตภาพของพระโพธิสัตว์ที่ทรงสละราชสมบัติใหญ่บำเพ็ญเนกขัมมบารมี ก็นับไม่ถ้วนเหมือนกัน ในจุลสุตโสมชาดก เนกขัมมบารมีของพระโพธิสัตว์นั้นผู้สละราชสมบัติ เพราะไม่มีความประสงค์แล้ว ออกทรงผนวชอย่างนี้ว่า
                  มหารชฺชํ หตฺถคตํ                                   เขฬปิณฺฑํว ฉฑฺฑยึ
                  จชโต น โหติ ลคฺคนํ                                    เอสา เม เนกฺขมฺมปารมี.
                            เราสละราชสมบัติใหญ่ ที่อยู่ในเงื้อมมือเหมือนก้อนเขฬะ เราผู้สละโดยไม่ติดข้องเลย นี่เป็นเนกขัมมบารมีของเรา. 
                        ชื่อว่าปรมัตถบารมี โดยส่วนเดียว. 
                        อัตภาพของพระโพธิสัตว์ที่ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี ในครั้งเป็นมโหสถบัณฑิตเป็นต้นก็นับไม่ถ้วนเหมือนกัน. ครั้งเป็นสัตตุภัตตกบัณฑิต ปัญญาบารมีของพระโพธิสัตว์นั้นผู้แสดงงูที่อยู่ในถุงหนังว่า
                  ปญฺญาย วิจินนฺโตหํ                                   พฺราหฺมณํ โมจยี ทุกฺขา
                  ปญฺญาย เม สโม นตฺถิ                                    เอสา เม ปญฺญาปารมี.
                            เราเมื่อพิจารณาเฟ้นด้วยปัญญา ก็เปลื้องทุกข์ของพราหมณ์ได้ ผู้เสมอเราด้วยปัญญาไม่มี นี่เป็นปัญญาบารมีของเรา. 
                        ชื่อว่าปรมัตถบารมีโดยส่วนเดียว.
                        อัตภาพของพระโพธิสัตว์ที่ทรงบำเพ็ญวิริยบารมี ก็นับไม่ถ้วนเหมือนกัน. ในมหาชนกชาดก วิริยบารมีของพระโพธิสัตว์นั้นผู้ข้ามมหาสมุทร อย่างนี้ว่า
                  อตีรทสฺสี ชลมชฺเฌ                                   หตา สพฺเพว มานุสา
                  จิตฺตสฺส อญฺญถา นตฺถิ                                    เอสา เม วิริยปารมี.
                            ท่ามกลางทะเลลึกล้ำ มนุษย์ทั้งหมดถูกภัยกำจัดแล้ว จิตก็ไม่เปลี่ยนไป นี่เป็นวิริยบารมีของเรา. 
                        ชื่อว่าปรมัตถบารมี โดยส่วนเดียว.  ในขันติวาทีชาดกก็เหมือนกัน ขันติบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้อดกลั้นทุกข์ใหญ่ ประหนึ่งไม่มีจิตใจ อย่างนี้ว่า
                 อเจตนํว โกฏฺเฏนฺเต                                   ติณฺเหน ผรสฺนา มมํ
                  กาสิราเช น กุปฺปามิ                                    เอสา เม ขนฺติปารมี.
                            พระเจ้ากาสี จะทรงใช้ขวานคมกริบ ฟาดฟันเราผู้ประหนึ่งไม่มีจิตใจ เราก็ไม่โกรธ นี่เป็นขันติบารมีของเรา. 
                       ชื่อว่าปรมัตถบารมี.  ในมหาสุตโสมชาดกก็เหมือนกัน สัจจบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้สละชีวิตรักษาสัจ อย่างนี้ว่า
                 สจฺจวาจํนุรกฺขนฺโต                จชิตฺวา มม ชีวิตํ
                 โมเจสึ เอกสตํ ขตฺติเย            เอสา เม สจฺจปารมี.
                       เราเมื่อตามรักษาสัจวาจา ก็ยอมสละชีวิตของ เราเปลื้องทุกข์กษัตริย์ได้ ๑o๑ พระองค์ นี่เป็นสัจจบารมีของเรา. 
                         ชื่อว่าปรมัตถบารมี.    ในมูคปักขชาดกก็เหมือนกัน อธิษฐานบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้ยอมสละชีวิต อธิษฐานวัตรอย่างนี้ว่า
                  มาตา ปิตา น เม เทสฺสา                                   อตฺตา เม น จ เทสฺสิโย
                  สพฺพญฺญตํ ปิยํ มยฺหํ                                    ตสฺมา วตํ อธฏฺฐหึ.
                            มารดาบิดาไม่เป็นที่เกลียดชังของเรา ตัวก็ไม่เป็นที่เกลียดชังของเรา พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้นเราจึงอธิษฐานวัตร. 
                        ชื่อว่าปรมัตถบารมี. ในสุวรรณสามชาดกก็เหมือนกัน เมตตาบารมีของพระโพธิสัตว์ผู้ไม่อาลัยแม้แต่ชีวิต ประพฤติเมตตาอย่างนี้ว่า
                  น มํ โกจิ อุตฺตสติ                                   นปิ ภายามิ กสฺสจิ
                  เมตฺตาพเลนุปตฺถทฺโธ                                    รมามิ ปวเน ตทา.
                            ใครๆ ทำเราให้หวาดสะดุ้งไม่ได้ แม้เราก็ไม่กลัวต่อใครๆ เราอันกำลังเมตตาอุดหนุนแล้ว จึงยินดีอยู่ในป่าใหญ่ ในครั้งนั้น. 
                        ชื่อว่าปรมัตถบารมี. ในโลมหังสชาดกก็เหมือนกัน อุเบกขาปารมีของพระโพธิสัตว์ เมื่อเด็กชาวบ้านทั้งหลายก่อให้เกิดความสุขและความทุกข์ด้วยการถ่มน้ำลายรดเป็นต้นและด้วยการตีด้วยพวงมาลัยและของหอมเป็นอาทิ ก็ไม่ละเมิดอุเบกขาอย่างนี้ว่า
                  สุสาเน เสยฺยํ กปฺเปมิ                                   ฉวฏฺฐิกํ อุปนิธายหํ
                  คามณฺฑลา อุปคนฺตฺวา                                    รูปํ ทสฺเสนฺตินปฺปกํ
                            เราจะวางซากกระดูกไว้แล้วนอนในป่าช้า พวกเด็ก ชาวบ้าน เข้าไปลานบ้าน แสดงรูปหลอกมิใช่น้อย. 
                        ชื่อว่าปรมัตถบารมี. ความสังเขปในข้อนี้มีเท่านี้ ส่วนความพิศดารพึงถือเอาจาก
         บัดนี้ ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อแสดงคำพยากรณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าอันพระเถระทูลถามแล้ว จึงกล่าวว่า 
                  พระผู้มีพระภาคเจ้า อันท่านพระธรรมเสนาบดี 
            สารีบุตรทูลถามแล้ว ผู้มีพระสุรเสียงไพเราะดั่งนกการเวก 
            ทรงยังดวงใจให้ดับร้อน ปลอบประโลมโลก ทั้งเทวโลก 
            ทรงพยากรณ์แล้ว. 
                  ทรงประกาศพระธรรมเทศนา คือจริตของพระ 
            พุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงมาแล้ว อันพระพุทธเจ้าทรงนำ 
            สืบๆ กันมา คือพุทธวงศ์อันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ 
            โลก ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ด้วยความรู้อันติดตาม 
            ถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในปางก่อน คือ ปุพเพนิวาสา- 
            นุสสติญาณ.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส ปุฏฺโฐ วิยากาสิ ความว่า ทรงเป็นผู้อันพระธรรมเสนาบดีนั้นทูลถามแล้วทรงพยากรณ์แก่ท่าน คือตรัสพุทธวงศ์ทั้งหมดตั้งต้นแต่อภินีหารขององค์ มีการตรัสรู้เป็นที่สุด. 
         บทว่า กรวีกมธุรคิโร ความว่า เสียงของผู้ใดไพเราะเหมือนเสียงของนกการเวก ผู้นั้นชื่อว่ามีเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกการเวก. 
         อธิบายว่า มีเสียงเสนาะเพราะพริ้งเหมือนนกการเวก. 
         ในข้อนี้ขอกล่าวดังนี้ 
         นกการะเวกทั้งหลายมีเสียงไพเราะ. เล่ากันว่า นกการเวกทั้งหลายเอาจะงอยปากจิกผลมะม่วงสุก อันมีรสหวาน ดื่มน้ำผลมะม่วงที่ไหลออกมาก็เริ่มใช้ปีกให้จังหวะร้องเพลงระเริงเล่น เหมือนสัตว์สี่เท้ามัวเมาในเสียงเพลง. ฝูงสัตว์สี่เท้าแม้ง่วนอยู่ด้วยการกินอาหาร ก็ทิ้งหญ้าคาปากเสียแล้วพากันฟังเสียงกังวาลนั้น. สัตว์ร้ายทั้งหลายกำลังไล่ติดตามเนื้อทรายเล็กๆ ก็ไม่วางเท้าที่ยกขึ้น หยุดยืนเหมือนตุ๊กตา แม้ฝูงเนื้อที่ถูกไล่ติดตาม ก็เลิกกลัวตาย หยุดยืน แม้ฝูงนกที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ก็เหยียดปีก ร่อนชลออยู่ แม้ฝูงปลาในน้ำก็ไม่กระดิกแผ่นหู หยุดฟังเสียงนั้น นกการเวกมีเสียงไพเราะอย่างนี้. 
         บทว่า นิพฺพาปยนฺโต หทยํ ความว่า ยังใจของชนทุกคนผู้เร่าร้อนด้วยไฟกิเลส ให้เกิดความเยือกเย็นด้วยธรรมกถาดังอมฤตธารา. 
         บทว่า หาสยนฺโต ได้แก่ ให้ยินดี. 
         บทว่า สเทวกํ ได้แก่ โลกพร้อมทั้งเทวโลก. 
         บทว่า อตีตพุทฺธานํ แปลว่า ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว. 
         ก่อนหน้าอภินีหารของพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา ในกัปหนึ่งบังเกิดพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ คือ พระพุทธเจ้าตัณหังกร พระพุทธเจ้าเมธังกร พระพุทธเจ้าสรณังกร พระพุทธเจ้าทีปังกร. 
         ต่อมาภายหลัง พระพุทธเจ้า ๔ พระองค์นั้นก็มีพระพุทธเจ้า ๒๓ พระองค์มีพระโกณฑัญญะเป็นต้น ดังนั้น พระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์มีพระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกรเป็นต้นทุกพระองค์ ท่านประสงค์เอาว่า อดีตพระพุทธเจ้าในที่นี้. ของอดีตพระพุทธเจ้าเหล่านั้น. 
         บทว่า ชินานํ เป็นไวพจน์ของบทว่า อตีตพุทฺธานํ นั้นนั่นแล. 
         บทว่า เทสิตํ ได้แก่ คำตรัส คือธรรมกถาที่ประกอบด้วยสัจจะ ๔ ของพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์. 
         บทว่า นิกีลิตํ ได้แก่ จริตของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น. 
         ข้อที่กำหนดด้วยกัป ชาติ โคตร อายุ โพธิ สาวกสันนิบาต อุปัฏฐาก มาตา บิดา บุตร ภรรยา เป็นต้น ชื่อว่านิกีลิตะ. 
         บทว่า พุทฺธปรมฺปราคตํ ความว่า เทศนาหรือจริต ที่ตั้งต้นแต่พระทศพลพระนามว่าทีปังกร สืบลำดับมาจนถึงพระกัสสปพุทธเจ้า.
         บทว่า ปุพฺเพ นิวาสานุคตาย พุทฺธิยา ความว่า ความรู้ที่ไปตามเข้าถึงขันธ์ที่อาศัยอยู่ปางก่อน กล่าวคือ ขันธสันดานที่อาศัยอยู่ปางก่อน อันจำแนกอย่างนี้ว่า ชาติหนึ่งบ้างสองชาติบ้างเป็นต้น. ด้วยความรู้ที่ไปตามขันธ์ที่อาศัยอยู่ปางก่อน คือด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ. 
         บทว่า ปกาสยิ ได้แก่ ทรงพยากรณ์. 
         บทว่า โลกหิตํ ได้แก่ พุทธวงศ์อันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก. 
         บทว่า สเทวเก ได้แก่ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบโลกพร้อมทั้งเทวโลกไว้ในการฟัง ด้วยพระหฤทัยอันเยือกเย็นด้วยพระกรุณา จึงตรัสว่า ปีติปาโมชฺชนนํ ได้แก่ อันทำปีติและปราโมช คือปราโมชอันเป็นส่วนเบื้องต้นของปีติ. 
อธิบายว่า ยังปีติ ๕ อย่างให้เกิด. 
         บทว่า โสกสลฺลวิโนทนํ ได้แก่ บรรเทากำจัดลูกศรทั้งหลาย ที่เรียกว่าโสกะ. 
         บทว่า สพฺพสมฺปตฺติปฏิลาภํ ความว่า ชนทั้งหลายย่อมได้สมบัติแม้ทุกอย่างมีเทวสมบัติและมนุษย์สมบัติเป็นต้นด้วยพุทธวงศ์นั้น เหตุนั้น พุทธวงศ์นั้นชื่อว่าเป็นเหตุให้ได้สมบัติทุกอย่าง. 
         อธิบายว่า พุทธวังสเทสนาเป็นเหตุให้ได้สมบัติทุกอย่างนั้น. 
         บทว่า จิตฺตีกตฺวา ได้แก่ ทำไว้ในจิต. อธิบายว่า ทำพุทธานุสสติไว้เบื้องหน้า. 
         บทว่า สุณาถ ได้แก่จงตั้งใจ จงตื่น. 
         บทว่า เม แปลว่า ของข้าพเจ้า. 
         บทว่า มทนิมฺมทนํ ได้แก่ ทำการบรรเทาความเมาทุกอย่างมีเมาในชาติเป็นต้น. 
         บทว่า โสกนุทํ ความว่า ความเร่าร้อนแห่งจิตของผู้ถูกความพินาศแห่งญาติเป็นต้นกระทบแล้ว ชื่อว่าโสกะ โดยอรรถก็เป็นโทมนัสนั่นเองก็จริง แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ความโศกมีการเผาภายในเป็นลักษณะ มีความแห้งผากแห่งใจเป็นรส มีความเศร้าสร้อยเป็นเครื่องปรากฏ. 
         พุทธวงศ์ย่อมบรรเทาความโศกนั้น เหตุนั้นพุทธวงศ์จึงชื่อว่าบรรเทาความโศก. ซึ่งพุทธวงศ์อันบรรเทาความโศกนั้น. 
         บทว่า สํสารปริโมจนํ ได้แก่ ทำการปลดเปลื้องจากเครื่องผูกมัดสังสาร. 
         ปาฐะว่า สํสารสมติกฺกมํ ดังนี้ก็มี ความของปาฐะนั้นว่า ทำการก้าวล่วงสงสาร. 
         ทุกขศัพท์ในคำว่า สพฺพทุกฺขกฺขยํ นี้ใช้ในอรรถทั้งหลายมีทุกขเวทนา ทุกขวัตถุ ทุกขารมณ์ ทุกขปัจจัย ทุกขฐาน เป็นต้น. 
         จริงอยู่ ทุกขศัพท์นี้ใช้ในอรรถว่าทุกขเวทนา ได้ในประโยคเป็นต้นว่า ทุกฺขสฺส จ ปหานา เพราะละทุกขเวทนา. 
         ใช้ในอรรถว่าทุกขวัตถุ (ที่ตั้งแห่งทุกข์) ได้ในประโยคเป็นต้นว่า ชาติปี ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา แม้ชาติก็เป็นที่ตั้งทุกข์ แม้ชราก็เป็นที่ตั้งทุกข์. 
         ใช้ในอรรถว่าทุกขารมณ์ ได้ในประโยคเป็นต้นว่า ยสฺมา จ โข มหาลิ รูปํ ทุกฺขํ ทุกฺขานุปติตํ ทุกฺขาวกฺกนฺตํ ดูก่อนมหาลิ เพราะเหตุที่รูปเป็นทุกข์ตกไปตามทุกข์ ก้าวลงในทุกข์. 
         ใช้ในอรรถว่าทุกขปัจจัย ได้ในประโยคเป็นต้นว่า ทุกฺโข ปาปสฺส อุจฺจโย การสั่งสมบาป เป็นทุกข์. 
         ใช้ในอรรถว่าทุกขฐาน ได้ในประโยคเป็นต้นว่า ยาวญฺจิทํ ภิกฺขเว น สุกรา อกฺขาเนน ปาปุณิตุํ ยาว ทุกฺขา นิรยา๑- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเรื่องนรกแม้โดยอเนกปริยายเพียงเท่านี้ จะกล่าวให้ถึงกระทั่งนรกเป็นทุกข์มิใช่ทำได้โดยง่าย.  ๑- ม. อุปริ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๔๗๕ 
         แต่ในที่นี้ ทุกขศัพท์นี้พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถทุกขวัตถุก็มี ในอรรถว่าทุกขปัจจัยก็มี. เพราะฉะนั้นจึงมีความว่า อันกระทำความสิ้นทุกข์ทั้งปวงมีชาติเป็นต้น. 
         จะวินิจฉัยในคำว่า มคฺคํ นี้ ดังนี้. 
         พุทธวงศ์เทศนาเรียกว่า มรรค เพราะผู้ต้องการกุศลแสวงหากันหรือฆ่ากิเลสทั้งหลายไป. ซึ่งพุทธวงศ์เทศนาอันเป็นทางแห่งพระนิพพานนั้น. 
         บทว่า สกฺกจฺจํ แปลว่า เคารพ ทำความยำเกรง. อธิบายว่า เป็นผู้ตั้งใจฟังพุทธวงศ์เทศนานั้น. 
         บทว่า ปฏิปชฺชถ ได้แก่ จงตั้งใจยิ่ง. อธิบายว่า จงฟัง. 
         อีกอย่างหนึ่ง พระเถระยังอุตสาหะตั้งความปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าให้เกิดแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งปวงว่า ท่านทั้งหลายฟังพุทธวงศ์เทศนานี้ที่ให้เกิดปิติและปราโมช บรรเทาความโศกศัลย์ อันเป็นเหตุให้ได้สมบัติทุกอย่างแล้ว บัดนี้จงปฏิบัติทางแห่งความเป็นพระพุทธเจ้าอันเป็นที่สิ้นทุกข์ทั้งปวง นำมาซึ่งคุณวิเศษมีการย่ำยีความมัวเมาเป็นต้น. 
                        คำที่เหลือในข้อนี้ง่ายทั้งนั้นแล.
                        จบกถาพรรณนารัตนจังกมนกัณฑ์         แห่งมธุรัตถวิลาสินี อรรถกถาพุทธวงศ์ ด้วยประการฉะนี้ 
จบกถาพรรณนาความอัพภันตรนิทานโดยอาการทั้งปวง

26 พฤศจิกายน 2568

บทที่ 2 จางเฟยทำร้ายผู้ตรวจราชการ เหอจินวางแผนลับที่จะฆ่าขันที นิยายรักสามก๊ก 三國演烹 三国演义 Romance of the Three Kingdoms

                        สามก๊ก (三國演義; 三国演义; Sānguó Yǎnyì)เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 ที่เชื่อกันว่าประพันธ์โดยหลัว กวนจง เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่วุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นในปี ค.ศ. 169 และสิ้นสุดลงด้วยการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวในปี ค.ศ. 280 โดยราชวงศ์จินตะวันตก นวนิยายเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจาก บันทึกสามก๊ก (三國志)ที่เขียนโดยเฉินโชว 
                       เรื่องราวนี้ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และเทพนิยาย นำเสนอชีวิตของขุนนางและข้าราชบริพารที่พยายามจะเข้ามาแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย หรือฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แม้ว่านวนิยายจะติดตามตัวละครนับร้อย แต่จุดสนใจหลักอยู่ที่กลุ่มอำนาจสามกลุ่มที่เกิดขึ้นจากซากปรักหักพังของราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็ก่อตั้งเป็นสามรัฐ ได้แก่ โจเว่ย ซู่ฮั่น และอู่ตะวันออก นวนิยายกล่าวถึงแผนการ การต่อสู้ส่วนตัวและทางทหาร การชิงอำนาจ และการต่อสู้ดิ้นรนของรัฐเหล่านี้เพื่อครองความเป็นใหญ่เป็นเวลาเกือบ 100 ปี 
                        สามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่นวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมจีน มีจำนวนคำทั้งหมด 800,000 คำ และตัวละครเอกเกือบพันตัว (ส่วนใหญ่เป็นตัวละครทางประวัติศาสตร์) ใน 120 บท นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ได้รับความรักมากที่สุดในเอเชียตะวันออก และอิทธิพลทางวรรณกรรมในภูมิภาคนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับผลงานของเชกสเปียร์ที่มีต่อวรรณกรรมอังกฤษ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านกันอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนยุคปลายจักรวรรดิและยุคใหม่ เฮอร์เบิร์ต ไจล์สกล่าวว่าในหมู่ชาวจีนเอง นวนิยายเรื่องนี้ถือเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
วีดีโอ : สามก๊ก 2010 ตอนที่ 2 Three Kingdoms
ก่อนหน้า👩🏽‍🎤                                                       🧚🏻‍♂️อ่านต่อ
  
 มาดูตงจั๋วคน นี้กัน เขาชื่อจงอิงมาจากเขตหลินเทาเขตปกครองหลงซีนับตั้งแต่รัฐบาลแต่งตั้งให้เขาเป็นเจ้ากรมใหญ่แห่ง เห อตง เขาก็กลายเป็นคนหยิ่งยโสและชอบกดขี่ข่มเหง ความดูถูกเหยียดหยามที่เขาแสดงต่อ เสวียนเต๋อในวันนี้ปลุกความโกรธแค้นของจางเฟยซึ่งตั้งใจจะฆ่าเขาทันที- ทว่าเสวียนเต๋อและเจ้ากวนรีบห้ามเขาไว้ทันที พลางกล่าวว่า “เขาได้รับคำสั่งจากราชสำนักแล้ว พวกเราเป็นใครถึงได้ฆ่าเขา?”
                        จางเฟยกล่าวว่า “แต่ถ้าข้าไม่ฆ่าไอ้สารเลวนี่ ข้าคงต้องรับใช้เขาและรับคำสั่งแทน แบบนั้นมันไม่ถูกปากข้าเลย! พี่น้อง พวกเจ้าจะอยู่ต่อก็ได้ แต่ข้าจะออกไปจากที่นี่!”
                        เสวียนเต๋อกล่าวว่า “เราสามคนต้องร่วมชีวิตและความตาย เราจะแยกจากกันได้อย่างไร? ถ้าท่านกำลังจะไป พวกเราจะไปด้วย”
                        จางเฟยตอบว่า “ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ลดความโกรธของข้าลงได้แล้ว” ดังนั้นทั้งสามจึงนำทัพกลับออกไปอีกครั้ง ออกเดินทางกลับจูจุน ในคืนนั้น เขาเป็นเจ้าบ้านที่ใจบุญยิ่งกว่า จึงรวมพลของพวกเขาเข้ากับกองทัพของตนเองเพื่อรุกคืบและออกรบกับจางเป่า
 บัดนี้โจโฉและหวงฝู่ซ่งได้นำทัพออกไปทำสงครามกับจางเหลียงและได้เข้าสู่การรบครั้งใหญ่ที่เมืองฉวีหยางขณะที่จูจุนยังคงเดินทัพไปโจมตีจางเป่าจางเป่าได้นำทัพกบฏแปดหมื่นถึงเก้าหมื่นนายไปตั้งค่ายอยู่หลังเนินเขาจูจุนสั่งให้เสวียนเต๋อนำทัพหน้า และเสวียนเต๋อนำทัพเข้าประชิดแนวข้าศึกจางเป่าจึงส่งนายพลเกาเซิ่งไปประลอง ขณะที่เสวียนเต๋อสั่งให้จางเฟยเดินหน้ารับการท้าทายจางเฟยพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงสุด ถือหอกเตรียมพร้อม และภายในไม่กี่นัดเกาเซิ่ง ก็พุ่งทะลุ ผ่านเขาจนเขาตกจากหลังม้าเสวียนเต๋อจึงส่งสัญญาณให้กองทัพเข้าโจมตี
 จางเป่าจากบนหลังม้า ปล่อยผมให้ห้อยลงมาอย่างอิสระ คว้าดาบไว้แน่น แล้วเริ่มร่ายเวทมนตร์ดำ ไม่นานนัก ลมก็เริ่มหอนและฟ้าร้องดังกึกก้อง ราวกับเมฆดำหนาทึบก่อตัวขึ้นจากฟากฟ้าและปกคลุมสนามรบ ภายในนั้น ดูเหมือนจะมีกองทัพม้าโหดเหี้ยมจำนวนนับไม่ถ้วน ก่อความวุ่นวายไปทั่วกองทัพเมื่อลงมาจากท้องฟ้าเสวียนเต๋อเห็นดังนั้น จึงสั่งถอยทัพ เมื่อพ่ายแพ้ในการต่อสู้เสวียนเต๋อจึงกลับไปรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กับ จูจุน
                        จูจุนกล่าวว่า “พวกมันใช้ศาสตร์มืด พรุ่งนี้พวกเราจะฆ่าสัตว์บูชายัญเพื่อเอาเลือดพวกมัน แล้วสั่งให้กองทัพของเราซุ่มโจมตีบนยอดเขา พวกมันจะคอยระวังศัตรูที่บุกเข้ามา แล้วราดเลือดจากที่สูงลงมา เวทมนตร์ของพวกมันก็จะสลายไป”
                        ซวนเต๋อดูแลการเตรียมการ: เขาสั่งให้ลอร์ดกวนและจางเฟยส่งทหารคนละหนึ่งพันนายไปซ่อนตัวอยู่บนสันเขาสูงหลังเนินเขา และจัดหาเลือดบูชายัญและขยะจากสัตว์ต่างๆ ให้พวกเขาเป็นจำนวนมาก
 วันรุ่งขึ้น เมื่อจางเป่ากางธงและตีกลองนำทัพเข้าต่อสู้เซวียนเต๋อก็เดินทัพออกไปเผชิญหน้า เมื่อทั้งสองฝ่ายเริ่มปะทะกันจางเป่าก็ร่ายเวทมนตร์อีกครั้ง ลมและสายฟ้าเริ่มคำราม ทรายปลิวไปตามสายลม ก้อนกรวดปลิวไปตามพื้นดิน มวลไอน้ำสีดำปกคลุมท้องฟ้า ฝูงม้าและเท้าร่วงลงมาจากเบื้องบนเซวียนเต๋อควบม้าหนีไปจางเป่า จึง บัญชาการทัพให้ติดตามไป ทว่าขณะที่กำลังเคลื่อนผ่านเนินเขา ระเบิดสัญญาณก็ดังขึ้น กองทหาร ซุ่มโจมตีของ จ้าวกวนและจางเฟยก็ปรากฏตัวขึ้น สาดโคลนใส่ศัตรูจนกระเด็นเปื้อนเลือด ในไม่ช้ากองทัพที่น่าสะพรึงกลัวก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นเพียงคนกระดาษและม้าหญ้าที่ล้มลงทีละคนสู่พื้นดิน ในขณะที่ลมหยุดพัด ฟ้าร้องเงียบลง ทรายจมลง และก้อนกรวดก็ยังคงนอนอยู่บนพื้นดิน
 เมื่อเห็นว่าเวทมนตร์ของเขาถูกต่อต้านจางเป่าจึงรีบถอยทัพ แต่ขณะนั้นเขากำลังถูกลอร์ดกวนทางด้านซ้ายและจางเฟยทางด้านขวาโจมตี ขณะที่เสวียนเต๋อและจูจุนหันหลังไล่ตามเขาจากด้านหลัง ทำให้ฝ่ายกบฏพ่ายแพ้อย่างยับเยิน เมื่อเห็นธงของแม่ทัพ “ แม่ทัพแห่งปฐพี ” เสวียนเต๋อจึงควบม้าไล่ตามไป กระนั้นจางเป่าก็ถอยทัพอย่างรวดเร็ว แม้เสวียนเต๋อจะยิงธนูใส่เขาและถูกแขนซ้าย แต่จางเป่าก็หนีรอดมาได้พร้อมลูกธนู เขาจึงหลบหนีเข้าเมืองหยางเฉิงซึ่งเขาตั้งรับอย่างมั่นคงและจะไม่เสี่ยงสู้รบอีกจูจุนนำทัพปิดล้อมเมืองนั้น พร้อมกับส่งหน่วยลาดตระเวนไปแจ้งสถานการณ์ ให้ หวงฝูซ่งทราบ
 ไม่นานนัก พลลาดตระเวนก็กลับมาหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ เขายังรายงานอีกว่า “เนื่องจากหวงฟู่ซ่งได้รับชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่หลายครั้ง ขณะที่ตงจั๋วต้องพ่ายแพ้หลายครั้ง ราชสำนักจึงสั่งให้หวงฟู่ซ่งไปบัญชาการกองทัพ แม้ว่าเมื่อหวงฟู่ซ่งมาถึงจางเจวี๋ยก็เสียชีวิตไปแล้ว แต่จางเหลียงได้ขึ้นเป็นหัวหน้ากองทัพและยังคงต่อต้านกองกำลังของเราอยู่ แต่หวงฟู่ซ่งกลับเอาชนะเขาได้ในศึกเจ็ดครั้งติดต่อกัน และนำศีรษะของเขาไปตัดที่ฉู่หยางเขายังขุด โลงศพของ จางเจวี๋ยขึ้นมา ทำลายศพ และเสียบศีรษะของเขา ก่อนจะนำส่งไปยังเมืองหลวงในภายหลัง กบฏที่เหลือทั้งหมดยอมจำนน ราชสำนักจึงแต่งตั้งหวงฟู่ซ่งเป็นนายพลรถม้าและรักษาการผู้ว่าราชการมณฑลจี๋
                        Huangfu Songยังได้ยื่นคำร้องเพื่อยืนยันว่าLu Zhiประสบความสำเร็จอย่างมากและไม่ได้ทำอะไรผิด ดังนั้นศาลจึงได้คืนตำแหน่งเดิมให้กับLu Zhi
                        “ โจโฉ ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็น เสนาบดีแห่งจี่หนานเนื่องมาจากความสำเร็จของเขาในวันนั้น เขาได้นำกองทหารของเขากลับไปยังเมืองหลวงเพื่อเข้ารับตำแหน่ง”
                        เมื่อได้ยินดังนั้นจูจุนจึงสั่งโจมตีโดยใช้กำลังพลทั้งหมดเข้าโจมตีหยางเฉิง ด้วยความพ่ายแพ้ที่ใกล้เข้ามา เหยียนเจิ้งหนึ่งในแม่ทัพกบฏจึงลอบสังหารจางเป่าและยอมจำนนจูจุนจึงสงบสติอารมณ์ผู้บัญชาการท้องถิ่นหลายแห่งก่อนจะรายงานชัยชนะอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาล
 อย่างไรก็ตาม ถ่านไฟแห่งการกบฏยังคงคุกรุ่นอยู่เหล่าทหารเหลือง สามนาย ได้แก่จ้าวหงฮั่นจงและซุนจงได้ระดมพลใหม่หลายหมื่นนาย และเริ่มบุกโจมตีและปล้นสะดมทุกหนทุกแห่งที่ทำได้ โดยเรียกตัวเองว่าผู้ล้างแค้นจางเจวี๋ยจูจุนได้รับคำสั่งจากราชสำนักให้นำทัพทหารผ่านศึกออกปฏิบัติการเพื่อทำลายล้างพวกเขา
 บัดนี้ กบฏบางส่วนได้ยึดเมืองว่านแล้วจูจุนจึงยกทัพไปเผชิญหน้ากับพวกเขาที่นั่นจ้าวหงจึงส่งหานจงไปยังว่านเพื่อพบกับกองทัพของจูจุนจูจุนสั่งให้เสวียนเต๋อและพี่น้องโจมตีเมืองจากตะวันตกเฉียงใต้ หานจงรีบรุดไปพร้อมกับทหารชั้นยอดเพื่อเผชิญหน้ากับพวกเขาที่นั่น ขณะเดียวกันจูจุนนำพลม้าหุ้มเกราะสองพันนายเข้าโจมตีเมืองจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความกลัวว่านจะพ่ายแพ้ หา นจง จึง ละทิ้งการรบทางตะวันตกเฉียงใต้เพื่อไปปะทะกับกองกำลังของจูจุน ทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ เสวียนเต๋อได้กดดันพวกเขาจากด้านหลัง ทำให้กองกำลังของพวกเขาสับสนวุ่นวาย ผู้รอดชีวิตพ่ายแพ้อย่างยับเยินจึงหลบหนีเข้าไปในเมืองจูจุนจึงแบ่งกองทัพออกล้อมว่านจากทุกด้าน เมื่อเสบียงอาหารหมดลงและเกิดภาวะอดอยาก หานจงจึงส่งสายลับไปเสนอยอมแพ้ แต่จูจุน ปฏิเสธ
 เสวียนเต๋อกล่าวว่า “ในอดีตกาลบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นได้ครอบครองโลกนี้ไว้ได้มากที่สุด เนื่องมาจากความสามารถในการเชื้อเชิญให้ยอมจำนนและยอมรับการยอมจำนน แล้วเหตุใดท่านจึงปฏิเสธฮั่นจง ? ”
 “นั่นมันเมื่อก่อน” จูจุน ตอบ “และนี่คือตอนนี้ ในสมัยนั้น มีความอลหม่านมาก ระหว่างการล่มสลายของราชวงศ์ฉินกับแผนการของเซียงหยูจนไม่มีเจ้านายคนใดที่ประชาชนต้องเชื่อฟัง การยอมจำนนอย่างยั่วยวนและการแปรพักตร์อย่างสมเกียรติเป็นหนทางเดียวที่จะกระตุ้นให้ผู้อื่นเข้าข้างตนเองได้ กระนั้นในยุคสมัยของเรา อาณาจักรทั้งสี่ทะเลล้วนมีกษัตริย์เพียงองค์เดียว ขณะที่มีเพียงพวกผ้าโพกหัวเหลือง เท่านั้น ที่ก่อกบฏ การยอมจำนนต่อการทรยศของพวกเขาไม่ใช่หนทางที่จะส่งเสริมความประพฤติที่ดี การปล่อยให้โจรปล้นสะดมตามใจชอบ ขณะที่พวกเขาได้เปรียบ แล้วยอมสละชีพเมื่อพ่ายแพ้ จะยิ่งก่อให้เกิดความวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นแผนการ ที่ผิดพลาด ”
 “ข้ายอมรับว่าเราไม่อาจปล่อยให้โจรลอยนวลไปได้” เสวียนเต๋อ ยอมรับ “แต่เมืองนี้ถูกล้อมราวกับถังเหล็ก หากคำร้องของกบฏถูกปฏิเสธ พวกเขาก็ต้องสู้จนตาย ในเมื่อคนนับหมื่นร่วมรบด้วยใจเดียวกัน พวกเขาก็ไม่อาจต้านทานได้ เช่นนั้นจะยิ่งเป็นจริงมากขึ้นไปอีกหรือ หากคนนับหมื่นที่ติดอยู่ในเมืองนี้ตั้งใจจะตาย เราสามารถถอนกำลังจากทางตะวันออกและทางใต้ของเมือง พร้อมกับโจมตีจากทางเหนือและตะวันตก พวกกบฏจะละทิ้งเมืองหนีไป ด้วยความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ เราจึงสามารถจับกุมพวกเขาได้อย่างง่ายดาย”
 เรื่องนี้ทำให้ จูจุนเชื่อมั่น จึงถอนทัพจากทางใต้และตะวันออก พร้อมกับบุกโจมตีทางเหนือและตะวันตก ตามคำทำนาย หานจงนำทัพละทิ้งเมืองและหลบหนีจูจุนเสวียนเต๋อกวนอูและจางเฟยนำทัพทั้งสามเข้าโจมตี หานจงถูกยิงเสียชีวิต ขณะที่กบฏคนอื่นๆ แตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้จ้าวหงและซุนจงเดินทางมาถึงพร้อมกองทัพของตนเองและเข้าปะทะกับจูจุน จูจุนตระหนักว่าพวกเขาแข็งแกร่งเกินไป จึงถอยทัพกลับไปจ้าวหงฉวยโอกาสนี้ยึดครองหว่านคืน
                        จูจุน ตั้งค่ายอยู่ห่าง จากเมืองสิบลี้ และเตรียมโจมตี ทันใดนั้น กองกำลังทหารม้าและทหารราบจากทางตะวันออกก็มาถึง นำโดยนายพลผู้ยิ่งใหญ่
                        ชายผู้นี้มีใบหน้าที่กว้าง คล่องแคล่ว แต่ร่างกายกลับแข็งแกร่ง เขาเป็นชาวเมืองฟู่ชุน สังกัดกองบัญชาการ ของตระกูลอู่ ชื่อ ซุนเจี๋ยน หรือที่รู้จัก กันในนามเหวิน ไถ สืบเชื้อสายมาจากซุนหวู่ เมื่ออายุสิบ เจ็ดปี เขาเคยเดินทางไปกับบิดาตามแม่น้ำเฉียนถังซึ่งพวกเขาพบเห็นกลุ่มโจรสลัดกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งปล้นสะดมสินค้าของพ่อค้า กำลังแบ่งสมบัติกันอยู่ที่ริมฝั่ง แม่น้ำ
                       ซุนเจียนบอกกับพ่อของเขาว่า “พวกโจรพวกนี้สามารถถูกจับได้”
                       ซุนเกี๋ยนถือดาบวิ่งขึ้นฝั่งอย่างกล้าหาญ พร้อมกับตะโกนเสียงดังและชี้ไปทางขวาและซ้ายราวกับกำลังสั่งการกองทหาร เหล่าโจรสลัดเชื่อว่าทหารฝ่ายรัฐบาลกำลังรุกไล่เข้ามาใกล้ จึงละทิ้งทรัพย์สมบัติและหลบหนีไปซุนเกี๋ยนไล่ตามพวกเขาไปและยังสามารถสังหารได้หนึ่งคน เหตุการณ์นี้ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วมณฑล และได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ
 ต่อมา ซู่ชาง จอมเวทย์จากกองบัญชาการกุ้ยจีได้ก่อกบฏโดยรวบรวมกำลังพลหลายหมื่นนายและสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิหยางหมิงซุนเกี๋ยน ร่วมมือกับ ผู้บัญชาการท้องถิ่นเพื่อเกณฑ์ทหารมากกว่าหนึ่งพันนายและเข้าร่วมกองทัพระดับมณฑลเพื่อปราบเขา เขานำศีรษะของซู่ชางและซู่หาว บุตรชายของเขาไปผู้ตรวจการจางหมินได้ยื่นคำร้องต่อศาลโดยระบุรายละเอียดเกี่ยวกับ การกระทำของ ซุนเกี๋ยนและซุนเกี๋ยนได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการที่เมืองหยานตูเมืองซู่ยี่และเมืองเซียะปี้
 เมื่อการกบฏผ้าเหลืองเริ่มต้นขึ้นซุนเกี๋ยนได้รวบรวมชายหนุ่มจากหมู่บ้านของเขา พร้อมด้วยทหารผ่านศึกและพ่อค้าเร่จากภูมิภาคต่างๆ ตามแนวแม่น้ำหวยและ แม่น้ำ หวยซึ่งเป็นกองกำลังทั้งหมดกว่าหนึ่งพันห้าร้อยนาย และเดินทัพไปยังแนวรบที่เขาเผชิญหน้ากับจูจุนซึ่งกำลังรบอยู่ที่ฟางเฉิง
 จูจุนดีใจที่ได้รับความช่วยเหลือจากซุนเกี๋ยนจึงสั่งให้เขาโจมตีประตูเมืองด้านใต้ทันทีเสวียนเต๋อโจมตีประตูเมืองด้านเหนือ ส่วนจูจุนโจมตีประตูเมืองด้านตะวันตก ปล่อยให้ประตูเมืองด้านตะวันออกเปิดทางให้ฝ่ายกบฏหลบหนีซุนเกี๋ยนเป็นคนแรกที่ปีนกำแพงและสังหารทหารไปมากกว่ายี่สิบนาย กองทัพกบฏถอยร่นและตกอยู่ในความสับสน ขณะเดียวกันจ้าวหงพร้อมหอกพร้อมจะโจมตี ควบม้าตรงเข้าหาซุนเกี๋ยนแต่เขากระโดดลงมาจากกำแพง คว้า หอกของจ้าวหง เสียบเข้าที่ร่างของ จ้าวหง จนร่วงลงจากหลังม้า ซุนเกี๋ยนขึ้นหลังม้าแล้วขี่ม้าไปมา สังหารผู้คนไปมากมาย
 ซุนจงนำฝ่ายกบฏบุกทะลวงผ่านประตูทางเหนือ เมื่อเผชิญหน้ากับ ทหารของ เสวียนเต๋อพวกเขาไม่มีหัวใจที่จะต่อสู้และพยายามหลบหนีเสวียนเต๋ อชัก ธนู และยิงลูกธนูออกไป โดน ซุนจงจนล้มลงและตกจากหลังม้า ทันใดนั้นกองทัพหลักภายใต้การนำของจูจุนก็เข้าโจมตีฝ่ายกบฏจากด้านหลัง สังหารหมู่จนหมดสิ้น พวกเขาตัดศีรษะไปหลายหมื่นคน ขณะที่ฝ่ายกบฏอีกนับไม่ถ้วนยอมจำนน ทั่วหนานหยางมีเมืองหลายสิบแห่งที่สงบสุข
                        จูจุนนำกองทัพกลับเมืองหลวง และได้รับการเลื่อนยศเป็นนายพลรถศึกและทหารม้าและได้รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงใหญ่แห่งเหอหนานเขาได้ยื่นคำร้องเพื่อบันทึกความสำเร็จของซุนเกี๋ยนและเล่าปี่ 7 เช่น กัน
                        ด้วยความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ซุนเกี๋ยนมี เขาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บังคับบัญชาและไปรายงานตัวที่ตำแหน่งใหม่ ในทางกลับกันเสวียนเต๋อกลับรอคอยคำตอบอย่างไร้ผล ไม่เคยได้รับการแต่งตั้ง และพี่น้องทั้งสามก็โศกเศร้าเสียใจ
                        วันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินไปตามถนน จู่ๆ รถม้าของจางจวิน หนึ่งในนักเรียนนายร้อยวัง ก็มาถึงเสวียนเต๋อได้พบกับเขาและเล่าถึงความสำเร็จอันสูงส่งของเขา ให้ฟัง จางจวิน ตกใจมาก จึงไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิหลิง
 “ต้นตอของ การกบฏของ เหล่าทหารโพกหัวเหลือง ” เขากล่าว “ทั้งหมดเป็นเพราะสิบเสนาบดีประจำการที่ขายตำแหน่งและแลกเปลี่ยนตำแหน่ง มีเพียงงานสำหรับมิตรของพวกเขาเท่านั้น ลงโทษเฉพาะศัตรูของพวกเขาเท่านั้น สิ่งนี้ผลักดันให้อาณาจักรก่อกบฏ ท่านควรตัดหัวสิบเสนาบดีและแขวนหัวพวกเขาไว้นอกประตูด้านใต้ของเมืองหลวง พร้อมกับส่งสายลับไปทั่วอาณาจักรเพื่อประกาศว่าผู้ใดที่ทำความดีเพื่อแผ่นดินจะได้รับผลตอบแทนที่ยุติธรรม เมื่อนั้นแผ่นดินทั้งหมดในสี่ทะเลก็จะสงบลงเอง”
                        สิบคนได้ยื่นคำร้องของตนเอง โดยโต้แย้งว่า “ จางจุนกำลังหลอกลวงฝ่าบาท” จักรพรรดิหลิงจึงสั่งให้องครักษ์ขับไล่จางจุนออก ไป
 ทว่าทั้งสิบคนต่างคิดกันเองว่า “นี่คงเป็นผลมาจากคนที่ไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ จากการกระทำของตนในการต่อสู้กับพวกผ้าโพกหัวเหลืองจึงเริ่มบ่นพึมพำ ตอนนี้ขอสั่งให้เจ้าหน้าที่จัดทำรายชื่อบุคคลที่ไม่มีใครรู้จักขึ้นมาก่อน แล้วค่อยกลับมาพิจารณาเรื่องนี้ใหม่ในภายหลัง”
 ในที่สุด เสวียนเต๋อก็ได้รับตำแหน่ง หลังจากได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการมณฑลอันซีในกองบัญชาการจงซานในติงโจว และได้กำหนดวันรายงานตัวเข้ารับตำแหน่ง เขาสั่งให้กองทัพแยกย้ายกลับไปยังหมู่บ้านบ้านเกิด โดยเหลือ ผู้ติดตามที่ไว้วางใจไว้เพียงประมาณยี่สิบคนเท่านั้น
 จากนั้น ท่านกวนและจางเฟยก็เดินทางมาถึงอันซีตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ดำรงตำแหน่งท่านเสวียนเต๋อไม่เคยล่วงเกินประชาชนแม้แต่น้อย ซึ่งประชาชนต่างรู้สึกซาบซึ้งและประทับใจในความยับยั้งชั่งใจของท่าน ถึงแม้ว่าท่านกวนและจางเฟยจะรับประทานอาหารและนอนบนโซฟาเดียวกันกับท่าน แต่เมื่อใดก็ตามที่ท่านเสวียนเต๋ออยู่ร่วมกับผู้อื่น น้องชายทั้งสองก็จะยืนประจำการ แม้จะเป็นวัน เต็ม ก็ตาม
 ไม่ถึงสี่เดือนหลังจากที่เสวียนเต๋อเดินทางมาถึง ราชสำนักได้ออกคำสั่งให้ลดจำนวนข้าราชการท้องถิ่นที่ได้รับการแต่งตั้งตามผลสำเร็จในสนามรบเสวียนเต๋อ จึง คาดการณ์ว่าตนเองอาจเป็นหนึ่งในผู้ถูกปลด ดังนั้น เมื่อผู้ตรวจการประจำเขตมาถึงอันซีเสวียนเต๋อจึงออกจากเมืองไปต้อนรับและต้อนรับอย่างอบอุ่น ทว่าผู้ตรวจการยังคงนั่งอยู่บนหลังม้า ตอบรับเพียงการสะบัดแส้เล็กน้อยกวนและจางเฟยเดือดดาลด้วยความโกรธ
                        เมื่อสารวัตรมาถึงที่พัก เขาก็นั่งลงบนแท่นโดยหันหน้าไปทางทิศ ใต้ ขณะที่เสวียนเต๋อยังคงยืนอยู่ที่เชิงบันได หลังจากเวลาผ่านไปนานสารวัตรจึงกล่าวกับเขา
                        “ ผู้บัญชาการมณฑลหลิว คุณมีที่มาอย่างไร?”
                        หลิวไป๋ตอบว่า “ข้าสืบเชื้อสายมาจากองค์ชายจิงแห่งจงซานนับตั้งแต่ข้าออกรบครั้งแรกกับกองทัพผ้าเหลืองที่มณฑลจัวข้าได้ผ่านศึกมามากกว่าสามสิบครั้ง ทั้งเล็กและใหญ่ ล้วนได้รับผลบุญเพียงเล็กน้อย รางวัลของข้าคือตำแหน่งนี้”
                        “คุณโกหกเรื่องบรรพบุรุษของคุณและคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับบริการของคุณเป็นเท็จ” คำราม“ข้าพเจ้ามีคำสั่งให้กำจัดเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตและเจ้าหน้าที่ชั้นต่ำเช่นท่าน”
                        ซวนเต๋อปลอบใจเขาด้วยคำยินยอมพึมพำแล้วจึงถอนตัวออกไป เมื่อกลับมาถึงสำนักงานเขต เขาก็ขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่เขต
                        “ทัศนคติโอหังเช่นนี้หมายความได้เพียงว่าเขาต้องการสินบน” เขากล่าว
                        “แต่ข้าก็มิได้พรากผู้คนไปแม้แต่เส้นผมเดียว” เสวียนเต๋อ กล่าว “ข้าไม่มีค่าอะไรเลย ข้าจะให้สินบนอะไรได้เล่า”
                        วันรุ่งขึ้นผู้ตรวจการได้เรียกเจ้าหน้าที่ของมณฑล ผู้นี้มา และบังคับให้เขาบันทึกว่าผู้บัญชาการหลิวกำลังทำร้ายประชาชนเสวียนเต๋อพยายามโต้แย้งข้อกล่าวหานี้อยู่หลายครั้ง แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขับไล่ออกไปทุกครั้ง
 จางเฟย ใช้เวลา ทั้งวันจมอยู่กับความโศกเศร้าในไวน์ และดื่มหนักเกินไปแล้ว เขาเรียกม้าแล้วขี่ม้าผ่าน บ้านพักของ ผู้ตรวจการตรงหน้าประตูพบชายชราห้าสิบหกสิบคนกำลังร้องไห้อย่างขมขื่น เมื่อถามถึงสาเหตุ พวกเขาจึงอธิบายว่า “ ผู้ตรวจการบังคับให้เจ้าพนักงานมณฑลเป็นพยานเท็จใส่ร้ายท่านหลิวพวกเรามาเพื่อขอความเมตตา แต่กลับถูกทหารยามตีและไม่ยอมให้เข้า!”
 สิ่งนี้ทำให้ชายผู้ฉุนเฉียวและมึนเมาเกือบครึ่งเดือดดาล ดวงตาของเขาเบิกโพลงออกมาจากเบ้าตา เขาขบฟันแน่น ทันใดนั้นเขาก็ลงจากหลังม้า ฝ่าด่านเฝ้าประตูที่หวาดกลัวเข้าไปในอาคาร และมาอยู่ที่ห้องด้านหลัง ที่นั่นเขาเห็นผู้ตรวจการเขตนั่งอยู่บนที่สูง พร้อมกับเจ้าหน้าที่ของเขตที่ถูกคุมขังอยู่บนพื้น
                        จางเฟยคำราม “เจ้าโจรผู้กดขี่ประชาชน! เจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร?”
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยคำใดจางเฟยก็จับผมเขาและลากเขาลงมา อีกครู่หนึ่งเขาออกมาข้างนอกและถูกมัดอย่างแน่นหนากับเสาผูกม้าหน้าสำนักงานเขต จากนั้นก็หักสวิตช์จากต้นหลิวจางเฟยฟาดต้นขาเหยื่ออย่างรุนแรง กระแทกอย่างแรงจนสวิตช์หักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปกว่าสิบครั้งในครั้งเดียว
 เสวียนเต๋อนั่งอยู่คนเดียว โศกเศร้าเสียใจ ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมอยู่หน้าสำนักงานเขต เขาถามเจ้าหน้าที่ว่าเกิดอะไรขึ้น และพวกเขารายงานว่า “นายพลจางมัดคนไว้กับเสาหน้าสำนักงานและกำลังตีเขาอยู่” เขารีบออกไปดูและพบว่าชายที่ถูกมัดกับเสาคือผู้ตรวจการ หลิวเป่ยตกใจและต้องการคำอธิบาย
                        จางเฟยกล่าวว่า “คนอย่างเขาเป็นโจรที่กดขี่ประชาชน แย่ยิ่งกว่าถ้าไม่ตีพวกเขาจนตาย!”
                        การอุทานว่า “ท่านเซวียนเต๋อ ช่วยชีวิตฉันไว้!”
                        เนื่องจากเซวียนเต๋อเป็นคนใจดีและมีเมตตากรุณา เขาจึงสั่งให้จางเฟยหยุดมือเขาทันที
 ทันใดนั้นท่านกวนก็เข้ามาหาพร้อมกับกล่าวว่า “ท่านพี่ แม้ท่านจะประสบความสำเร็จมากมายเพียงใด ท่านก็ยังแทบไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการมณฑลเลย แม้แต่ที่นี่ ท่านก็ยังถูกผู้ตรวจการ คนนี้ดูหมิ่น เหยียดหยาม ข้าคิดว่าพุ่มไม้หนามไม่ใช่ที่สำหรับนกฟีนิกซ์ที่จะเกาะ ฆ่าคนผู้นี้เสีย แล้วกลับบ้านไปวางแผนใหม่เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า”
 เสวียนเต๋อจึงแขวนตราประจำตำแหน่งไว้ที่คอของผู้ตรวจการเขตพร้อมกับกล่าวว่า “ข้าจะฆ่าเจ้าเพื่อแลกกับความเสียหายที่เจ้าก่อไว้กับประชาชน แต่ข้าจะเมตตาด้วยการไว้ชีวิตเจ้า นี่คือตราประจำตำแหน่งและริบบิ้นประจำตำแหน่งของเรา พวกเรากำลังจะไปแล้ว”
 สารวัตรเขตได้ไปรายงานเหตุการณ์ต่อเจ้าผู้ครองนครติงโจวซึ่งได้ส่งต่อรายงานไปยังเจ้าหน้าที่ทหารและส่งเจ้าหน้าที่ไปจับกุมพี่น้องทั้งสาม แต่ทั้งสามได้เดินทางไปไต้โจวและไปหลบภัยกับหลิวฮุยเนื่องจากเสวียนเต๋อเป็นญาติของราชวงศ์ฮั่นหลิวฮุยจึงให้ที่พักพิงแก่พวกเขาที่บ้านของเขาและไม่ได้รายงาน
 เมื่อถึงเวลานี้ เหล่าข้ารับใช้ประจำสิบคนได้ผูกขาดอำนาจและสิทธิอำนาจไว้แล้วพวกเขาจึงเข้าร่วมการถกเถียงทุกรูปแบบ และเพียงการไม่เห็นด้วยก็อาจนำไปสู่การประหารชีวิตได้จ้าวจงและจางหรงส่งสายลับไปทวงถามทองคำและผ้าไหมจากนายพลหรือเจ้าหน้าที่คนใดก็ตามที่ปราบพวกผ้าโพกหัวเหลืองและสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม ทั้งสองได้ยื่นคำร้องให้ปลดพวกเขาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากหวงฝู่ซ่งและจูจวินไม่ยอมให้สินบนเช่นนี้จ้าวจงและคนอื่นๆ จึงยื่นคำร้องให้ปลดพวกเขาออกจากตำแหน่ง ส่วนจักรพรรดิหลิงได้แต่งตั้งจ้าวจงและคนอื่นๆ เป็นนายพลรถม้าและพลม้าและแต่งตั้งบุคคลสิบสามคน รวมถึงจางหรงเป็นประมุขสูงสุดรัฐบาลยิ่งเสื่อมทรามลง ขณะที่ประชาชนโกรธแค้นอย่างหนัก
 ด้วยเหตุนี้ โจรในฉางชาโอวซิงจึงเริ่มก่อความวุ่นวาย ขณะเดียวกันที่เมืองอวี้หยางจางจู่และจางชุนก่อกบฏ โดยจางจู่ประกาศตนเป็นโอรสสวรรค์ และจางชุนแต่งตั้งตนเองเป็นแม่ทัพใหญ่แม้ว่าจะมีคำร้องและรายงานต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาราวกับเกล็ดหิมะที่อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้ แต่สิบเอกกลับปกปิดรายงานเหล่านี้ไว้แทนที่จะแจ้งให้จักรพรรดิหลิงทราบ
                        วันหนึ่งจักรพรรดิหลิงกำลังร่วมงานเลี้ยงในสวนหลังบ้านแห่งหนึ่งกับเหล่าสิบคนเมื่อหนึ่งในผู้คัดค้านที่ยิ่งใหญ่หลิวเต้าได้มายืนอยู่ตรงหน้าจักรพรรดิหลิงอย่างกะทันหัน พร้อมกับถอนหายใจยาว
                        จักรพรรดิทรงถามว่ามีเรื่องอะไร
                        หลิวเต้ากล่าวว่า “ท่านชาย ท่านจะเลี้ยงฉลองกับขันทีพวกนี้ได้อย่างไร ในเมื่อจักรวรรดิกำลังจะถึงจุดจบแล้ว”
                        จักรพรรดิตรัสว่า “จักรวรรดิกำลังสงบสุข มีอันตรายอะไรที่จะเร่งด่วนเช่นนี้?”
                        หลิวเต้ากล่าวว่า “โจรกำลังรุมล้อมทุกทิศทุกทาง ปล้นสะดมมณฑลและเขตปกครอง ภัยพิบัติครั้งนี้ล้วนเป็นความผิดของข้ารับใช้สิบคนที่ขายตำแหน่ง ทำร้ายประชาชน หลอกลวงเจ้านาย และหลอกลวงฝ่าบาท ผู้มีคุณธรรมในราชสำนักทั้งหมดได้ออกไปแล้ว และภัยพิบัติกำลังปรากฏอยู่ตรงหน้าเราแล้ว!”
                        เมื่อได้ยินเช่นนี้พวกสิบคนก็ถอดหมวกและโยนตัวเองลงแทบพระบาทของจักรพรรดิ
                        พวกเขากล่าวว่า “เมื่อรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ไม่เห็นด้วยกับเรา เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร? หากเพียงแต่ท่านไว้ชีวิตเราและอนุญาตให้เรากลับไปยังไร่นาและหมู่บ้านของเรา เราจะยอมสละทรัพย์สินทั้งหมดของเราเพื่อช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายทางทหาร”
                        เมื่อพูดจบ พวกเขาก็ร้องไห้อย่างขมขื่น จักรพรรดิหันไปหาหลิวเต้าแล้วตรัสอย่างเดือดดาลว่า “ท่านก็มีข้ารับใช้เหมือนกัน! ทำไมท่านถึงทนข้าไม่ได้?”
                        เขาเรียกทหารยามให้ขับไล่หลิวเถาและตัดหัว แต่หลิวเถาร้องตะโกนว่า “ข้าตายไปอย่างไม่เสียดาย! แต่ช่างน่าเวทนาที่ราชวงศ์ฮั่นหลังจากปกครองมานานกว่าสี่ศตวรรษ จะต้องล่มสลายในชั่วข้ามคืน!”
                        เหล่าทหารยามรีบพาเขาออกไปและกำลังจะทำตามคำสั่ง ทันใดนั้น รัฐมนตรีคนสำคัญอีกคนหนึ่งก็ตะโกนห้ามพวกเขาไว้ว่า “อย่าตี! รอจนกว่าฉันจะได้ท้วงติงฝ่าบาทเสียก่อน”
                        เหล่าทหารองครักษ์เห็นว่าเป็นท่านเฉินตันผู้ยิ่งใหญ่เหนือมวลชนท่านจึงเข้าเฝ้าจักรพรรดิเพื่อคัดค้าน โดยทูลว่า “ท่านที่ปรึกษาหลิวถูกประหารชีวิตด้วยความผิดประการใด”จักรพรรดิตรัสว่า “เขาดูหมิ่นข้ารับใช้ของข้าและดูหมิ่นข้า”
 แต่เฉินตันกล่าวว่า “ทั้งโลกจะกินเนื้อของสิบคนถ้าทำได้ แต่ฝ่าบาท พระองค์ทรงเคารพพวกเขาเสมือนบิดามารดาของพระองค์ แม้พวกเขาจะไม่มีบุญคุณแม้แต่น้อย แต่พระองค์ก็ทรงแต่งตั้งให้พวกเขาเป็นขุนนาง ยิ่งกว่านั้นเฟิงซูและคนอื่นๆ ยังร่วมมือกับพวกผ้าโพกหัวเหลืองและวางแผนก่อความวุ่นวายในเมืองหลวง ในเมื่อฝ่าบาทไม่ทรงถือเอาเรื่องนี้เป็นใหญ่ จักรวรรดิจะล่มสลาย!”
                        จักรพรรดิตรัสว่า “ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าเฟิงสวี่ตั้งใจก่อปัญหา มีใครซื่อสัตย์ในหมู่สิบคนนี้ บ้าง หรือ?”
                        เฉินตันเริ่มตบหน้าผากตัวเองบนบันไดบัลลังก์เพื่อประท้วงต่อไป จักรพรรดิหลิงโกรธจัดและสั่งปลดเขาออก พร้อมกับจับตัวเขาขังคุกพร้อมกับหลิวเต้าคืนนั้นสิบเทพจึงวางแผนสังหารพวกเขาในคุก
 จากนั้นก็มีพระราชกฤษฎีกาปลอมออกมาแต่งตั้งซุนเกี๋ยนเป็นประมุขแห่งเมืองฉางซาพร้อมรับสั่งให้ปราบปรามกบฏของโอวซิง ภายในเวลาไม่ถึงห้าสิบวัน เขาก็ประกาศว่าตนเองได้รับชัยชนะ และดินแดนโดยรอบ เจียงเซี่ยสงบลง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้รับการสถาปนาเป็นประมุขแห่งอู่เฉิง
 ในขณะเดียวกันหลิวหยูได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการมณฑลโหยวและนำทัพไปโจมตีหยูหยางเพื่อปราบปรามจางจู่และจางชุนหลิวฮุ่ยแห่งเมืองไต้โจวได้เขียนจดหมายแนะนำเสวียนเต๋อให้หลิวหยูซึ่งยินดีต้อนรับเขาเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดเสวียนเต๋อนำทัพตรงไปยังที่ซ่อนของกบฏ ซึ่งเขาต่อสู้อย่างดุเดือดกับพวกเขาอยู่หลายวัน ทำลายความมุ่งมั่นและบั่นทอนกำลังใจของพวกเขา จนกระทั่ง ความรุนแรงและความโหดร้ายของ จางชุนทำให้เขาสูญเสียการสนับสนุนจากทหาร หัวหน้าเผ่าคนหนึ่งแทงเขาจนตาย จากนั้นจึงมอบทั้งหัวของนายเก่าและกองทัพที่เหลือให้กับหลิวเป่ยจางจู่ตระหนักได้ว่าทุกสิ่งสูญสิ้น จึงผูกคอตาย
 เมื่ออวี๋หยาง สงบลงแล้ว หลิวหยูจึงรายงานถึง คุณงามความดีของ เล่าปี่ต่อราชบัลลังก์ ไม่เพียงแต่ได้รับการอภัยโทษฐานเฆี่ยนตีผู้ตรวจการ เท่านั้น แต่ ยังได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าเมืองเซี่ยมี่และต่อมาเป็นผู้บัญชาการมณฑลเกาถังกงซุนจ้านยังรายงานถึง คุณงามความดีในอดีต ของ เสวียนเต๋ อและเสนอให้แต่งตั้งเขาเป็นจอมพลอิสระและรักษาการหัวหน้าเมืองผิงหยวน ขณะอยู่ที่ผิงหยวนคุณงามความดีสามารถรวบรวมเงินสด เสบียง กำลังพล และม้าได้ และได้ฟื้นฟูนิสัยเดิมของเขาก่อนยุคสมัยอันยากลำบากหลิวหยูยังได้รับเลื่อนยศเป็นผู้บัญชาการสูงสุด
 ในปีที่หกของสันติภาพกลาง (ค.ศ. 189)ช่วงต้นฤดูร้อน จักรพรรดิหลิงประชวรหนัก จึงได้อัญเชิญแม่ทัพใหญ่เหอจิ้นเข้าวังเพื่อเตรียมการสำหรับอนาคต แม้ว่าเหอจิ้น ผู้นี้ จะเกิดมาจากตระกูลพ่อค้าเนื้อที่ยากจน แต่หลังจากที่น้องสาวของเขาเข้าสู่ฮาเร็มในวัง เขาก็ได้รับตำแหน่งสูงส่ง และเมื่อนางให้กำเนิดบุตรชายของจักรพรรดิ หลิวเปี้ยน และได้รับแต่งตั้งเป็นจักรพรรดินีเหอจิ้น ก็มีอำนาจและดำรงตำแหน่งสูง จักรพรรดิหลิงมีนางสนมคนโปรดอีกคนหนึ่ง คือ หวางเยี่ยน ซึ่งให้กำเนิดบุตรชายเช่นกันแต่จักรพรรดินีเหอ เป็น หญิงที่หึงหวงและใช้ยาพิษฆ่าหวางเยี่ยหลิวเยี่ยจึงได้รับการเลี้ยงดูในวังโดยพระพันปีหลวงตง พระมารดาของจักรพรรดิหลิงและภรรยาม่ายของ หลิว ฉาง ประมุขแห่งเขตเจี่ยตูจักรพรรดิฮวนผู้ล่วงลับไม่มีบุตรชายเป็นของตนเอง จึงทรงรับบุตรบุญธรรม ของ หลิวชาง เป็นบุตรบุญธรรม และเมื่อเด็กชายกลายเป็นจักรพรรดิหลิงในเวลาต่อมา พระองค์ก็ทรงนำครอบครัวของมารดาเข้ามาในวังพร้อมกับพระองค์ และทรงยกย่องนางเป็นพระมเหสี
 พระพันปีตงพยายามเกลี้ยกล่อมให้บุตรชายของนางสถาปนาหลิวเสียเป็นรัชทายาท และแท้จริงแล้วจักรพรรดิหลิงรักเด็กผู้นี้มากและทรงพอพระทัยที่จะทำตามพระมารดา เมื่อพระชนมายุลดลงเจี้ยนซั่ว ขันทีคนหนึ่ง จึงทูลว่า “หากท่านต้องการ ให้ หลิวเสียสืบทอดตำแหน่งเหอจิ้นต้องถูกฆ่าก่อนเพื่อขจัดปัญหาในอนาคต” พระจักรพรรดิทรงเห็นดังนั้น จึงทรงบัญชาให้เหอจิ้นเข้าไปในวัง ทว่าเมื่อเหอจิ้นมาถึงประตูวัง พันเอกคนหนึ่งกวนอินเตือนเขาว่า “ท่านเข้าไปไม่ได้เจี้ยนซั่วกำลังวางแผนฆ่าท่าน” ด้วยความตื่นตระหนกเหอจิ้นจึงรีบถอยกลับไปยังตำหนักของตน แล้วเรียกเสนาบดีมาหารือกันว่าจะประหารขันทีทั้งหมดอย่างไร
                        ชายคนหนึ่งลุกขึ้นประกาศว่า “พวกขันทีมีอำนาจมาตั้งแต่รัชสมัยจักรพรรดิฉงและจื้อบัดนี้อิทธิพลของพวกเขาแผ่ขยายไปทั่วราชสำนักดุจวัชพืชพิษ เราจะประหารพวกเขาได้อย่างไร? หากความลับของเราถูกเปิดเผย พวกเราทุกคนจะต้องถูกกำจัดตระกูลของเรา ท่านควรพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบ”
                        เหอจิ้นมองดูว่าใครพูด คนนั้นก็คือโจโฉซึ่งตอนนี้รับราชการในเมืองหลวงในฐานะผู้บัญชาการมาตรฐานการทหารเหอจิ้นเยาะเย้ย “เด็กอย่างเจ้าจะเข้าใจเรื่องใหญ่โตในราชสำนักได้อย่างไร”
 การสนทนายังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งปานหยินมาถึงและแจ้งแก่พวกเขาว่า “ จักรพรรดิเพิ่งสวรรคต แต่เจี้ยนซั่วและข้ารับใช้ประจำสิบคนกำลังพูดคุยกัน พวกเขาตั้งใจจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับและร่างพระราชโองการเรียกอาข่าเหอเข้าวังเพื่อขจัดภัยคุกคามใดๆ ในอนาคต พวกเขาได้แต่งตั้งหลิวเสียเป็นจักรพรรดิองค์ ใหม่แล้ว ” เขายังพูดไม่จบ ก็มีทูตปรากฏตัวขึ้น สั่งให้เหอจิ้นเข้าไปในวังทันทีเพื่อกำหนดลำดับการสืบราชสันตติวงศ์
                        โจโฉกล่าวว่า “เราต้องจัดการเรื่องการสืบทอดอำนาจก่อน ส่วนคนทรยศจะจัดการทีหลัง”
                        เหอจินประกาศว่า “ใครกล้าช่วยข้าสรรเสริญท่านผู้เป็นเจ้านายที่แท้จริงของเราและกำจัดคนทรยศ?”
                        ทันใดนั้นก็มีชายอีกคนหนึ่งเสนอตัวออกมาพูดว่า “จงมอบทหารผ่านศึกห้าพันนายให้แก่ข้าพเจ้า แล้วพวกเราจะบุกเข้าไปในพระราชวัง ตั้งรัชทายาทที่แท้จริง สังหารขันทีทั้งหมด และกวาดล้างรัฐบาลเพื่อตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่!”
                        เฮ่อจินเห็นว่านี่คือผู้ควบคุมบริวารหยวนเส้าเรียกตัวเองว่าเบญจชูเขาเป็นบุตรชายของอดีตผู้ว่าราชการมณฑลหยวนเฟิงและเป็นหลานชายของหยวนเว่ย
 เหอจินพอใจกับคำขอนี้ จึงมอบหมายให้ทหารองครักษ์ห้าพันนายไปประจำการที่หยวนเส้า ขณะที่หยวนเส้าสวมชุดเกราะตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นเหอจินก็นำข้าราชบริพารชั้นสูงกว่าสามสิบนายเข้าไปในพระราชวังทีละคน รวมถึงเหอหย่งซุนโหยวและเจิ้งไท่พวกเขายืนอยู่หน้าโลงศพของจักรพรรดิหลิง และนำหลิวเปี้ยนเข้ามาเพื่อประกาศแต่งตั้งพระองค์เป็นจักรพรรดิองค์ ใหม่ หลังจากเสนาบดีเสร็จสิ้นพิธีหยวนเส้าก็นำทัพเข้าไปในพระราชวังชั้นในเพื่อจับกุมเจี้ยนเส้าเจี้ยนเส้าวิ่งหนีไปซ่อนตัวใต้ต้นไม้ในสวนพระราชวังด้วยความตกใจ แต่กัวเซิง หนึ่งในสิบองครักษ์พบเข้า จึงสังหารเขาทหารองครักษ์ทุกคนที่เคยอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเจี้ยนเส้า ต่างวางอาวุธลงและ ยอมจำนน
 หยวนเส้าแนะนำเหอจิ้นว่า “ขันทีทั้งหลายล้วนเป็นพันธมิตรกันในฝ่ายของตน เราควรใช้โอกาสนี้ประหารชีวิตพวกเขาทั้งหมด” แต่จางหรงและคนอื่นๆ ต่างรู้ถึงอันตรายที่ตนกำลังเผชิญ จึงรีบวิ่งหนีไปขอความช่วยเหลือจากจักรพรรดินีเหอ ด้วยความตื่นตระหนก พวกเขาบอกนางว่า “เจี้ยนเส้าเป็นคนเดียวที่วางแผนกำจัดนายพล พวกเราไม่มีใครเกี่ยวข้องในแผนการของเขาเลย แต่นายพลกลับฟังคำพูดของหยวนเส้าและวางแผนจะประหารพวกเราทุกคน พวกเราขอวิงวอนท่านหญิง โปรดเมตตาพวกเราด้วยเถิด!”
                        พระพันปีหลวงตรัสว่า “ท่านทั้งหลายไม่ต้องกังวล ข้าจะปกป้องท่านเอง”
                        นางจึงส่งคนไปตามพี่ชายมาและบอกเขาว่า “เจ้ากับข้าเกิดมาจากความยากจนข้นแค้น หากไม่ใช่เพราะจางหรงและเพื่อนฝูง เราจะมีทรัพย์สมบัติและเกียรติยศมากมายเช่นนี้ได้อย่างไรเจี้ยนซั่วอาจคิดร้ายต่อเขา แต่เขาถูกประหารชีวิตไปแล้ว เหตุใดเจ้าจึงเชื่อคำพูดของชายผู้นี้ ถึงได้คิดจะประหารขันทีทั้งหมด?”
                        และเหอจินก็ทำตามความปรารถนาของนาง เขาออกมาบอกทหารและเจ้าหน้าที่ว่า “ในเมื่อเจี้ยนซั่ววางแผนฆ่าข้า เจ้าก็ฆ่าครอบครัวเขาให้หมดสิ้น แต่ไม่จำเป็นต้องทำร้ายขันทีที่เหลืออย่างหุนหันพลันแล่น”
                        หยวนเส้ากล่าวว่า “หากเจ้าไม่ฆ่าพวกมัน ไม่ว่าจะรากหรือกิ่งก้าน พวกมันจะทำลายเจ้า”
                        แต่เหอจิ้นเพียงแต่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าตัดสินใจแล้ว อย่าพูดอะไรอีก” และทหารและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดก็ถอนทัพออกไป
                        วันรุ่งขึ้น พระพันปีหลวงองค์ใหม่ทรงแต่งตั้งเหอจิ้นเป็นผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการ ทรงให้เหอจิ้ นมีอำนาจควบคุมพระราชกฤษฎีกาและคำสั่งต่างๆ และทรงวางพระองค์เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจ เหล่าสหายของพระองค์ก็ได้รับยศและบรรดาศักดิ์เช่นกัน
 พระพันปีตงทรงเรียกจางหรังและคณะเข้าเฝ้าฯ พระราชวังเพื่อเข้าประชุมสภา พระองค์ตรัสว่า “ข้าเป็นผู้ชักชวนพระขนิษฐาของเหอจิ้น มาปรากฏตัวเป็นคนแรก วันนี้พระโอรสของพระนางขึ้นครองราชย์แล้ว เหล่าเสนาบดีและข้าราชการทั้งปวงล้วนเป็นที่ปรึกษาของพระนาง ฝ่าบาทจะทรงทำอะไรได้เมื่อทรงเผชิญกับอำนาจอันล้นหลามเช่นนี้”
 จางหรงตอบว่า “ท่านหญิง ท่านควรจัดการประชุมศาลด้วยตนเองและกำหนดกิจการของรัฐบาลจาก ‘เบื้องหลัง’ ท่านควรแต่งตั้งหลิวเสียเป็นเจ้าชาย มอบ ตำแหน่งอันทรงเกียรติ แก่ลุง ตงจงและมอบอำนาจทางทหารไว้ในมือของท่าน และท่านควรให้การสนับสนุนเราต่อไป การทำเช่นนี้อาจทำให้ท่านบรรลุภารกิจอันยิ่งใหญ่ได้”
 พระพันปีตงทรงพอพระทัยกับข้อเสนอแนะเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง ในการประชุมราชสำนักในวันรุ่งขึ้น พระนางได้ออกพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้งหลิวเสียเป็นองค์ชาย เฉิ นหลิวและตงฉงเป็นแม่ทัพม้าบินขณะที่จางหรังและคนอื่นๆ มีส่วนร่วมในกิจการของรัฐบาล เมื่อทรงทราบว่าคู่ปรับของพระนางกำลังพยายามควบคุมอำนาจ พระพันปีเหอจึงทรงจัดงานเลี้ยงในพระราชวังและเชิญพระพันปีตงมาร่วมงานด้วย กลางงานเลี้ยง เมื่อทุกคนดื่มไวน์จนอิ่มแล้ว นางก็ลุกขึ้นกล่าวอวยพรแก่แขกผู้มาเยือน โค้งคำนับและกล่าวว่า “พวกเราก็เป็นเพียงผู้หญิง การแทรกแซงกิจการราชการไม่เป็นผลดีต่อพวกเรา เมื่อจักรพรรดินีลฺหวี่เคยพยายามยึดอำนาจรัฐทั้งหมด แต่สุดท้ายกลับทำให้สมาชิกในตระกูลของนางเสียชีวิตไปนับพันคน เราควรอยู่อย่างสงบสุข หลบซ่อนตัวอยู่ภายใน ‘เก้าประตู’ ของพระราชวัง และปล่อยให้กิจการบ้านเมืองเป็นหน้าที่ของเหล่านักการเมือง นั่นจะเป็นพรแก่รัฐ หวังว่าท่านจะกรุณาพิจารณาคำพูดของข้าพเจ้าด้วย”
 แต่พระพันปีตงกลับโกรธจัด “เจ้าวางยาพิษนางหวางจนตายเพราะความอิจฉาริษยาของตัวเอง แถมตอนนี้ลูกชายของเจ้าขึ้นครองบัลลังก์แล้วเหอจิน น้องชายของเจ้า ก็ทรงอำนาจ เจ้าคิดว่าเจ้าจะพูดอะไรไร้สาระได้ตามใจชอบ! ข้าสามารถสั่งแม่ทัพทหารม้าบินให้ตัดหัวน้องชายของเจ้าได้เพียงแค่สะบัดข้อมือ!”
                        พระพันปีหลวงทรงเดือดดาล “ข้าพเจ้าพยายามโน้มน้าวท่านด้วยคำพูดที่ยุติธรรม เหตุใดจึงโกรธนัก?”
                        แม่ม่ายดงพูดว่า “แกก็แค่ลูกสาวคนต่ำต้อยของพ่อค้าเนื้อ! แกรู้เรื่องอะไรบ้าง?”
                        และการทะเลาะวิวาทระหว่างสาวทั้งสองก็ร้อนแรงขึ้น
 จางหรังและคนอื่นๆ ได้ชักชวนเหล่านางให้กลับไปพระราชวัง แต่ในคืนนั้นพระพันปีหลวงเหอได้เรียกพระอนุชาของนางเข้าไปในพระราชวังและเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้น พระองค์จึงเสด็จออกไปปรึกษาหารือกับเหล่าขุนนางชั้นสูง เช้าวันรุ่งขึ้น มีการประชุมใหญ่และพิธีรำลึกถึงพระอนุชาว่า เนื่องจากพระพันปีหลวงตงไม่เคยเป็นพระอนุชามาก่อน พระองค์ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระพันปีหลวงเมื่อพระโอรสคือจักรพรรดิหลิงชิง ราชโอรส จึงไม่เหมาะสมที่พระนางจะประทับอยู่ในพระราชวังอีกต่อไป พระนางจะถูกย้ายไปประจำการที่เขตปกครองเหอเจี้ยนและจะเสด็จออกจากพระราชวังภายในสิ้นวัน กองกำลังบางส่วนถูกส่งไปขับไล่และคุ้มกันพระอนุชา ส่วนกองกำลังบางส่วนได้รับมอบหมายให้ล้อมสำนักงานของพระอนุชาตงชงและนำตราประจำตำแหน่งและริบบิ้นกลับคืนมา เมื่อทราบถึงวาระสุดท้ายตงชงจึงกรีดคอพระอนุชาที่ห้องด้านหลัง เมื่อทหารยามได้ยินเสียงคร่ำครวญของคนในบ้านเขา พวกเขาก็แยกย้ายกันไป
 ส่วนพวกเขา เมื่อเห็นว่าตำแหน่งของตนกับพระพันปีหลวงตงได้ขาดสะบั้นลง จางหรงและต้วนกุ้ยจึงส่งของขวัญเป็นทองคำ ไข่มุก และเครื่องประดับชั้นดีไปสร้างสัมพันธ์กับเหอเหมี่ยวน้องชายของเหอจิ้นและกับแม่นางอู่หยางเมื่อได้รับความยินยอม ขันทีจึงให้เข้าไปในวังทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อสนทนากับพระพันปีหลวงเหอ และกล่าวคำดีๆ แก่ขันทีเพื่อปกปิดความผิดของตน ด้วยวิธีการดังกล่าวสิบข้ารับใช้ประจำจึงสามารถรักษาความใกล้ชิดและเป็นที่โปรดปรานของผู้มีอำนาจได้
                       ในเดือนที่หกเหอจิ้นได้ส่งสายลับไปวางยาพิษพระพันปีตงอย่างลับๆ ที่สถานีขนส่งแห่งหนึ่งในเหอเจี้ยนพระศพของพระนางถูกนำมายังเมืองหลวงและฝังไว้ที่สุสานเหวินเหอจิ้นแสร้งทำเป็นป่วยและไม่เข้าร่วมพิธีศพ
 วันหนึ่ง หยวนเส้าไปพบเหอจิ้นและบอกเขาว่า “จางหรงต้วนกุ้ยและคนอื่นๆ กำลังแพร่ข่าวลือว่าท่านวางยาพิษพระพันปีตงและตั้งใจก่อรัฐประหาร หากไม่ฉวยโอกาสนี้ประหารขันที ไม่นานท่านจะต้องเดือดร้อนหนัก เต้าหวู่ก็เคยพยายามประหารขันทีในวังเช่นกัน แต่ความลับของเขาถูกเปิดเผย และเขากลับกลายเป็นผู้ประสบภัยแทน นายพลและข้าราชการที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของท่านและพี่ชายของท่านล้วนแต่กล้าหาญและเชี่ยวชาญ หากท่านใช้พวกเขาอย่างเต็มที่ ทุกอย่างก็จะอยู่ในมือของท่าน นี่เป็นโอกาสที่สวรรค์ประทานมา ท่านไม่อาจปล่อยมัน ไป ”
                        แต่เหอจินตอบกลับเพียงว่า “เรามาหารือเรื่องนี้กับคนอื่นก่อนดีกว่า”
 ข้ารับใช้ของเขาได้แจ้งลับแก่จางหรงซึ่งฝ่ายของเขาได้ส่งข่าวไปถึงเหอเหมี่ยวพร้อมกับของกำนัลและสินบนจำนวนมากเหอเหมี่ยวจึงเข้าไปคุยกับน้องสาวของเขาและกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพเป็นผู้สนับสนุนหลักของจักรพรรดิองค์ใหม่ แต่ท่านมิได้มีเมตตากรุณา แต่คิดแต่เรื่องการสังหาร ตอนนี้ท่านต้องการสังหารข้ารับใช้สิบคนโดยไม่มีเหตุผลใดๆ การกระทำเช่นนี้จะยิ่งก่อให้เกิดความวุ่นวาย” พระพันปีหลวงเหอรับคำแนะนำนี้ไว้
 ไม่นานหลังจากนั้นเหอจิ้นก็เข้ามาและบอกนางถึงแผนการของเขาที่จะประหารขันที นางแย้งว่า “ธรรมเนียมของชาวฮั่นที่ข้าราชการในวังเช่นนี้ต้องดูแลและควบคุมดูแลห้องชั้นใน และแม้ว่าพระองค์จะเพิ่งเสด็จพระราชดำเนินออกจากวังไป แต่ท่านกลับต้องการสังหารและประหารชีวิตข้าราชบริพารเก่าๆ ของพระองค์ นั่นจะเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของวัดบรรพบุรุษ” เหอจิ้นเห็นด้วยกับนางด้วยท่าทีลังเลใจ ขณะที่เดินจากไป
                        หยวนเส้าเผชิญหน้าเขาและถามว่า “สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?”
                        เหอจิ้นกล่าวว่า “พระพันปีหลวงทรงคัดค้านเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรได้”
                        หยวนเส้ากล่าวว่า “ท่านสามารถเรียกเหล่าผู้กล้าจากทั่วแคว้นมารวมพลที่เมืองหลวงเพื่อประหารขันทีทั้งหมดได้ ภายใต้สถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้ เราไม่สามารถปล่อยให้การไม่เห็นด้วยของพระพันปีหลวงมาหยุดยั้งเราได้”
                        เหอจินกล่าวว่า “เป็นแผนที่ดีจริงๆ!”
                        และเขากำลังจะส่งคำสั่งไปยังกองทหารทุกกองเพื่อสั่งการให้ผู้นำเดินทัพไปยังเมืองหลวง
 แต่อาจารย์แห่งบันทึกเฉินหลินกล่าวว่า “ไร้สาระ! คนโง่ในสุภาษิต ‘ปิดตาเพื่อจับนกนางแอ่น’ เจ้าก็แค่หลอกตัวเอง! แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่สามารถถูกหลอกได้เพียงเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แล้วกิจการของจักรพรรดิล่ะ? ท่านแม่ทัพ ท่านมีอำนาจของจักรพรรดิอยู่แล้วและมีทหารอยู่ในมือ ท่านเหินเวหาดุจมังกรและเดินด้อมๆ มองๆ เหมือนเสือ และท่านกำหนดความยิ่งใหญ่ของผู้อื่นด้วยดุลยพินิจของตนเอง และหากท่านต้องการประหารขันที ก็เหมือนกับการย่างเส้นผมในเตาหลอม ท่านเพียงแค่ตั้งใจลงมือทำ แล้วรีบลงมือทำทันที ทั้งสวรรค์และประชาชนก็จะทำตาม แล้วเหตุใดท่านจึงส่งคำประกาศไปยังนายพลของอาณาจักรเพื่อละเมิดเมืองหลวงและพระราชวัง รวบรวมคนกล้าและทะนงตนที่มีความทะเยอทะยานของตนเองมารวมกัน? นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า ‘ละทิ้งความทะเยอทะยานของตนเอง’ อาวุธและมอบด้ามปืนให้คนอื่น แม้ว่าคุณจะทำสำเร็จไม่ได้ แต่มันก็จะยิ่งสร้างความวุ่นวายมากขึ้นไปอีก
                        เหอจินหัวเราะและพูดว่า “มุมมองของคนขี้ขลาด!”
                        ทันใดนั้นเอง ก็มีคนหนึ่งในกลุ่มคนรอบข้างเขาปรบมือและหัวเราะออกมา พลางอุทานว่า “เรื่องแค่นี้เอง ง่ายเหมือนพลิกมือเลย! ทำไมต้องพูดกันมากมายขนาดนั้น?”
                        พวกเขาหันกลับไปดูและพบว่าเป็นโจโฉ
                        และก็เป็นเช่นนั้น: