Translate

09 ธันวาคม 2568

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก ปิยทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๓ ว่าด้วยพระประวัติพระปิยทัสสีพุทธเจ้า

ปิยทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๓ ว่าด้วยพระประวัติพระปิยทัสสีพุทธเจ้า
 [๑๔] สมัยต่อมาจากพระพุทธเจ้า พระนามว่าสุชาต พระสยัมภู พระนาม ว่าปิยทัสสี ผู้เป็นนายกของโลก ยากที่จะเทียมทันหา ผู้เสมอเหมือน มิได้ มียศมาก แม้พระพุทธเจ้าผู้ทรงยศนับมิได้พระองค์นั้น ทรง รุ่งเรืองดังพระอาทิตย์ ทรงกำจัดความมืดทั้งปวงแล้ว ทรงประกาศ พระธรรมจักร แม้พระองค์ก็ทรงสั่งสอนให้สัตว์ได้ตรัสรู้ธรรม ๓ ครั้ง
 
 ครั้งที่ ๑ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ ท้าวสุทัสนเทวราชมากราบทูลถึงมิจฉาทิฏฐิ เมื่อพระศาสดาจะทรงบรรเทาทิฏฐิของ ท้าวเทวราชนั้น ทรงแสดงธรรม ครั้งนั้น มหาชนมาประชุมสันนิบาต กันมากมาย
                        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าพันโกฏิ ในคราว ที่พระศาสดาผู้เป็นสารถีฝึกนรชน ทรงปราบช้างโทนมุข
                        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ 
                        แม้พระปิยทัสสีพุทธเจ้า พระองค์นั้น ก็มีการประชุมพระภิกษุขีณาสพ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ ต่อแต่นั้น พระ- ภิกษุขีณาสพมาประชุมกันเก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ พระภิกษุขีณาสพ มาประชุมกันแปดสิบโกฏิ
                        สมัยนั้น เราเป็นมาณพชื่อว่า กัสสปะ เป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท เราได้ฟังธรรมของพระองค์ แล้ว เกิดความเลื่อมใส ได้บริจาคทรัพย์แสนโกฏิสร้างสังฆาราม ถวาย
                        ครั้นถวายอารามแก่พระองค์แล้ว มีใจยินดีโสมนัส ได้สมาทาน สรณะและเบญจศีลกระทำให้มั่น แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็ ประทับนั่งท่ามกลางสงฆ์ ทรงพยากรณ์เราว่า ในพันแปดร้อยกัป ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก .......... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น
                        เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใส อย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการให้ยิ่งขึ้น
                        พระนครชื่อว่าสุธัญญะ พระบรมกษัตริย์ พระนามว่าสุทัตตะ เป็น พระชนกของพระปิยทัสสีศาสดา พระนางสุจันทา เป็นพระชนนี พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่เก้าพันปี
                        ทรงมีปราสาทอัน ประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อสุนิมมิละ วิมละ และคิริคุหา ทรงมีพระ- สนมนารีกำนัลในสามหมื่นสามพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าวิมลา พระราชโอรสพระนามว่ากัญจนาเวฬะ
                        พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยราชรถทรง ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๖ เดือนเต็ม พระปิยทัสสีมหามุนีมหาวีรเจ้า อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ อุสภอุทยานอันรื่นรมย์ใจ
                        ทรงมีพระปาลิตเถระและพระสรรพทัสสีเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าโสภิตะ เป็นพุทธอุปัฏฐาก พระสุชาตาเถรีและพระธรรมทินนาเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิ พฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่าต้นกุ่ม
                        สันทกอุบาสกและธรรมิก อุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก วิสาขาอุบาสิกาและธรรมทินนาอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระพุทธเจ้าผู้ทรงยศนับมิได้พระองค์นั้น ทรงมี พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ สูง ๘๐ ศอก ปรากฏดัง พญารัง
                         รัศมีของพระบรมศาสดาซึ่งหาผู้เสมอมิได้พระองค์นั้น แสงไฟ รัศมีพระจันทร์และพระอาทิตย์ ไม่เปรียบปานเลย แม้ พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุพระองค์นั้น ทรงดำรงอยู่ในโลกเก้าหมื่นปี เท่ากับอายุของมนุษย์ทั้งหลาย
                         แม้พระพุทธเจ้าซึ่งหาผู้เสมอเหมือน มิได้พระองค์นั้น แม้คู่พระอัครสาวกซึ่งไม่มีผู้เทียบเคียงเหล่านั้น หายไปหมดสิ้นแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระปิยทัสสีมุนี ผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพาน ณ อัสสัตถาราม พระสถูปของพระองค์ สูง ๓ โยชน์ ประดิษฐาน ณ อัสสัตถารามนั้น ฉะนี้แล.
 จบปิยทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๓

08 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๑๒. สุชาตพุทธวงศ์

        พรรณนาวงศ์พระสุชาตพุทธเจ้าที่ ๑๒  
         ภายหลังต่อมาจากสมัยของพระสุเมธพุทธเจ้า ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล เมื่อสัตว์ทั้งหลายมีอายุที่นับไม่ได้มาโดยลำดับ และลดลงตามลำดับจนมีอายุเก้าหมื่นปี พระศาสดาพระนามว่าสุชาตะ ผู้มีพระรูปกายเกิดดี มีพระชาติบริสุทธิ์ ก็อุบัติในโลก. 
         แม้พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีแล้วบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางปภาวดี อัครมเหสีในราชสกุลของพระเจ้าอุคคตะ กรุงสุมงคล ถ้วนกำหนดทศมาสก็ประสูติออกจากพระครรภ์ของพระชนนี. 
         ในวันเฉลิมพระนาม พระชนกชนนีเมื่อจะทรงเฉลิมพระนามของพระองค์ ก็ได้ทรงเฉลิมพระนามว่าสุชาตะ เพราะเกิดมาแล้วยังสุขให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย ทั่วชมพูทวีป. 
         พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยเก้าพันปี ทรงมีปราสาท ๓ หลัง ชื่อว่าสิรี อุปสิรีและสิรินันทะ๑- ปรากฏพระสนมนารีสองหมื่นสามพันนางมีพระนางสิรินันทาเทวีเป็นประมุข. 
๑- บาลีเป็น สิริ อุปสิริและจันทะ 
         เมื่อพระโอรสพระนามว่าอุปเสน ของพระนางสิรินันเทวีทรงสมภพแล้ว พระองค์ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ ทรงม้าต้นชื่อว่าหังสวหัง เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงผนวช มนุษย์โกฏิหนึ่งก็บวชตามพระองค์ผู้ทรงผนวชอยู่.
         ลำดับนั้น พระมหาบุรุษนั้นอันมนุษย์เหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๙ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาส รสอร่อย ที่ธิดาของสิรินันทนเศรษฐีแห่งสิรินันทนนคร ถวายแล้ว ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ สาลวัน. เวลาเย็นทรงรับหญ้า ๘ กำที่สุนันทอาชีวกถวายแล้ว เสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อเวฬุ ต้นไผ่ ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๓๓ ศอก. 
         เมื่อดวงอาทิตย์ยังคงอยู่ ก็ทรงกำจัดกองกำลังมารพร้อมทั้งตัวมาร ทรงแทงตลอดพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ทรงเปล่งพระอุทานที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงประพฤติมาแล้ว ทรงยับยั้งอยู่ใกล้โพธิต้นพฤกษ์นั่นแลตลอด ๗ สัปดาห์ อันท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงเห็นพระสุทัสสนกุมารพระกนิษฐภาดาของพระองค์ และเทวกุมารบุตรปุโรหิต เป็นผู้สามารถแทงตลอดธรรมคือสัจจะ ๔ เสด็จไปทางอากาศ ลงที่สุมังคลราชอุทยาน กรุงสุมงคล ให้พนักงานเฝ้าราชอุทยาน เรียกพระสุทัสสนกุมารกนิษฐภาดาและ เทวกุมารบุตรปุโรหิตมาแล้ว ประทับนั่งท่ามกลางกุมารทั้งสองนั้น พร้อมด้วยบริวาร ทรงประกาศพระธรรมจักร. ณ ที่นั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์โกฏิหนึ่ง นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๑. 
         ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคนมหาสาลพฤกษ์ ใกล้ประตูสุทัสสนราชอุทยานเสด็จเข้าจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เทวโลก ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์สามล้านเจ็ดแสน นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒. ครั้งพระสุชาตทศพลเสด็จเข้าเฝ้าพระชนก ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์หกล้าน นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล มีพระพุทธเจ้าพระนามว่า 
         สุชาตะ ผู้นำ มีพระหนุดังคางราชสีห์ มีพระศอดังโคอุสภะ 
         มีพระคุณหาประมาณมิได้ เข้าเฝ้าได้ยาก. 
               พระสัมพุทธเจ้า รุ่งเรืองด้วยพระสิริ ย่อมงามสง่าทุก 
         เมื่อ เหมือนดวงจันทร์หมดจดไร้มลทิน เหมือนดวงอาทิตย์ 
         ส่องแสงแรงร้อน ฉะนั้น. 
               พระสัมพุทธเจ้าบรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุดสิ้นเชิง 
         แล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ กรุงสุมงคล. 
               เมื่อพระสุชาตพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงแสดงธรรมอัน 
         ประเสริฐ สัตว์แปดสิบโกฏิตรัสรู้ในการแสดงธรรมครั้งที่ ๑ 
               ครั้งพระสุชาตพุทธเจ้า ผู้มีบริวารยศหาประมาณ 
         มิได้ เสด็จเข้าจำพรรษา ณ เทวโลก อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มี 
         แก่สัตว์สามล้านเจ็ดแสน. 
               ครั้งพระสุชาตพุทธเจ้า ผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า 
         ผู้ไม่มีผู้เสมอ เข้าไปโปรดพระชนก อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มี 
         แก่สัตว์หกล้าน.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺเถว มณฺฑกปฺปมฺหิ ความว่า ในมัณฑกัปใด พระผู้มีพระภาคเจ้าสุเมธะทรงอุบัติแล้ว ในกัปนั้นนั่นแหละ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าสุชาตะก็อุบัติแล้ว.
         บทว่า สีหหนุ ได้แก่ ชื่อว่าสีหหนุ เพราะพระหนุของพระองค์เหมือนคางราชสีห์. 
         ก็ราชสีห์คางล่างเท่านั้นเต็ม คางบนไม่เต็ม. ส่วนพระมหาบุรุษนั้นเต็มทั้งสองพระหนุเหมือนคางล่างของราชสีห์ จึงเป็นเสมือนดวงจันทร์ ๑๒ ค่ำ ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า สีหหนุ. 
         บทว่า อุสภกฺขนฺโธ ได้แก่ มีพระศอเสมอ อิ่ม กลมเหมือนโคอุสภะ. 
         อธิบายว่า มีลำพระศอเสมือนกลองทองกลมกลึง. 
         บทว่า สตรํสีว แปลว่า เหมือนดวงอาทิตย์. 
         บทว่า สิริยา ได้แก่ ด้วยพระพุทธสิริ. 
         บทว่า โพธิมุตฺตมํ ได้แก่ พระสัมโพธิญาณอันสูงสุด. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดมนุษย์ที่มาในสุธรรมราชอุทยาน กรุงสุธรรมวดี ทรงยังชนหกล้านให้บวชด้วยเอหิภิกขุภาวะ ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางภิกษุเหล่านั้น นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑. 
         ต่อจากนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก ภิกษุห้าล้านประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. 
         พระสุทัสสนเถระพาบุรุษสี่แสนซึ่งฟังข่าวว่า พระสุทัสสนกุมารทรงผนวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า บรรลุพระอรหัต จึงมาเข้าเฝ้าพระสุชาตนราสภ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดบุรุษเหล่านั้น ทรงให้บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในสันนิบาตที่ประกอบด้วยองค์ ๔ นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระสุชาตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีสันนิบาต 
         ประชุมพระสาวก ผู้เป็นพระขีณาสพไร้มลทิน มีจิตสงบ 
         คงที่ ๓ ครั้ง. 
               พระอรหันตสาวก ผู้ถึงกำลังแห่งอภิญญา ผู้ไม่ต้อง 
         ไปในภพน้อยภพใหญ่ หกล้าน เหล่านั้นประชุมกันเป็น 
         การประชุมครั้งที่ ๑. 
               ในสันนิบาตต่อมาอีก เมื่อพระชินพุทธเจ้าเสด็จลง 
         จากเทวโลก พระอรหันตสาวกห้าล้านประชุมกัน เป็นการ 
         ประชุมครั้งที่ ๒. 
               พระสุทัสสนอัครสาวก เมื่อเข้าเฝ้าพระนราสภ ก็เข้า 
         เฝ้าพระสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสาวกสี่แสน.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปตฺตานํ ความว่า ผู้ไม่ถึงพร้อมในภพน้อยภพใหญ่. 
         ปาฐะว่า อปฺปวตฺตา ภวาภเว ดังนี้ก็มี. ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. 
         บทว่า ติทิโวโรหเณ ได้แก่ เมื่อพระชินพุทธเจ้าเสด็จลงจากโลกสวรรค์. จึงเห็นว่าลงในอรรถกัตตุการก ท่านกล่าวเป็นการกวิปลาส. 
         อีกนัยหนึ่ง บทว่า ติทิโวโรหเณ ได้แก่ ในการเสด็จลงจากเทวโลก. 
         บทว่า ชิเน ได้แก่ เมื่อพระชินพุทธเจ้า พึงเห็นสัตตมีวิภัตติลงในในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ. 
         ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สดับข่าวว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก ก็เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า สดับธรรมกถา ก็ถวายราชสมบัติในมหาทวีปทั้ง ๔ พร้อมด้วยรัตนะ ๗ แด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ทรงผนวชในสำนักของพระศาสดา. ชาวทวีปทั้งสิ้นรวบรวมรายได้ที่เกิดในรัฐ ทำหน้าที่ของคนวัดให้สำเร็จ ถวายมหาทานเป็นประจำแก่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน.
         พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ ในอนาคตกาล. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               สมัยนั้น เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นใหญ่ใน 
         ทวีปทั้ง ๔ มีกำลังมาก ท่องเที่ยวไปในอากาศ. 
               เรามอบถวายราชสมบัติอย่างใหญ่ ในทวีปทั้ง ๔ 
         และรัตนะ ๗ แด่พระพุทธเจ้าผู้สูงสุด แล้วบวชในสำนัก 
         ของพระองค์. 
               ชาววัดทั้งหลาย รวบรวมรายได้ในชนบทมาจัด 
         ปัจจัย ที่นอน ที่นั่ง สำหรับพระภิกษุสงฆ์. 
               แม้พระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในหมื่นโลกธาตุ 
         พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระ 
         พุทธเจ้า ในที่สุดสามหมื่นกัป. 
               พระตถาคตตั้งความเพียร ฯลฯ จักอยู่ต่อหน้า 
         ของท่านผู้นี้. 
               เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งร่าเริงใจ 
         อธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ 
         ให้บริบูรณ์. 
               เราเล่าเรียนพระสูตร พระวินัย และนวังคสัตถุ 
         ศาสน์ทั้งหมด ยังพระศาสนาของพระชินเจ้าให้งาม. 
               เราอยู่อย่างไม่ประมาทในพระศาสนานั้น 
         เจริญพรหมวิหารภาวนา ถึงฝั่งแห่งอภิญญาแล้ว ไป 
         สู่พรหมโลก.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุทีปมฺหิ ความว่า แห่งมหาทวีป ๔ ที่มีทวีป [น้อย] เป็นบริวาร. 
         บทว่า อนฺตลิกฺขจโร ความว่า ทำจักรรัตนะไว้ข้างหน้า ท่องเที่ยวไปในอากาศ. 
         บทว่า รตเน สตฺต ได้แก่ รัตนะ ๗ มีหัตถิรัตนะเป็นต้น. 
         บทว่า อุตฺตเม ก็คือ อุตฺตมานิ แปลว่า อุดม. 
         อีกนัยหนึ่ง พึงเห็นอรรถว่า อุตฺตเม พุทฺเธ แปลว่า ในพระพุทธเจ้าผู้อุดม. 
         บทว่า นิยฺยาตยิตฺวาน ได้แก่ ถวาย. 
         บทว่า อุฏฺฐานํ ได้แก่ ผลประโยชน์ที่เกิดในรัฐ. อธิบายว่า รายได้. 
         บทว่า ปฏิปิณฺฑิย ได้แก่ รวมเอามาเก็บไว้เป็นกอง. 
         บทว่า ปจฺจยํ ได้แก่ ปัจจัยต่างๆ มีจีวรเป็นต้น. 
         บทว่า ทสสหสฺสิมฺหิ อิสฺสโร ได้แก่ เป็นใหญ่ในหมื่นโลกธาตุ. 
         คำนี้นั้นพึงทราบว่า ตรัสหมายถึงเขตแห่งชาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นใหญ่แห่งโลกธาตุที่ไม่มีที่สุด. 
         บทว่า ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ความว่า ในที่สุดสามหมื่นกัปนับแต่กัปนี้.
         พระผู้มีพระภาคเจ้าสุชาตะทรงมีพระนครชื่อว่าสุมังคละ พระชนกพระนามว่าพระเจ้าอุคคตะ พระชนนีพระนามว่าพระนางปภาวดี คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระสุทัสสนะและพระสุเทวะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระนารทะ พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระนาคาและพระนาคสมาลา
         โพธิพฤกษ์ชื่อว่ามหาเวฬุ ต้นไผ่ใหญ่ เขาว่าต้นไผ่ใหญ่นั้น มีรูลีบ ลำต้นใหญ่ ปกคลุมด้วยใบทั้งหลายที่ไร้มลทิน สีเสมือนแก้วไพฑูรย์ น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง งามเพริศแพร้วเหมือนกำแววหางนกยูง. 
         ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีพระสรีระสูง ๕๐ ศอก พระชนมายุเก้าหมื่นปี พระอัครมเหสีพระนามว่าพระนางสิรีนันทา พระโอรสพระนามว่าอุปเสนะ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือม้าต้น. 
         พระองค์ดับขันธปรินิพพาน ณ พระวิหาร สิลาราม กรุงจันทวดี. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระสุชาตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระ 
         นครชื่อว่าสุมงคล พระชนกพระนามว่าพระเจ้าอุคคตะ 
         พระชนนีพระนามว่าพระนางปภาวดี. 
               พระสุชาตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระ 
         อัครสาวก ชื่อว่าพระสุทัสสนะและพระสุเทวะ พระพุทธ 
         อุปัฏฐากชื่อว่าพระนารทะ. 
               มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระนาคาและพระนาค- 
         สมาลา โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น 
         เรียกว่ามหาเวฬุ. 
               ไผ่ต้นนั้น ลำต้นตัน ไม่มีรู มีใบมาก ลำตรงเป็น 
         ไผ่ต้นใหญ่ น่าดูน่ารื่นรมย์. 
               ลำเดียวโดด เติบโต กิ่งทั้งหลายแตกออกจากต้น 
         นั้น ไผ่ต้นนั้นงามเหมือนกำแววหางนกยูง ที่เขาผูกกำ 
         ไว้ดีแล้ว. 
               ไผ่ต้นนั้นไม่มีหนาม ไม่มีรู เป็นไผ่ใหญ่ มีกิ่ง 
         แผ่ไปไม่มีช่อง มีร่มเงาทึบน่ารื่นรมย์. 
               พระชินพุทธเจ้าพระองค์นั้น ว่าโดยส่วนสูง ก็ 
         ๕๐ ศอก ทรงประกอบด้วยความประเสริฐ โดยพระ 
         อาการพร้อมสรรพ ทรงถึงพระพุทธคุณครบถ้วน. 
               พระรัศมีของพระองค์ ก็เสมอด้วยพระพุทธเจ้า 
         ที่ไม่มีผู้เสมอ แล่นออกโดยรอบพระวรกายไม่มีประ- 
         มาณ ชั่งไม่ได้ เปรียบไม่ได้ด้วยข้ออุปมาทั้งหลาย. 
               ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์ทรง 
         พระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงทรงยังหมู่ชนเป็นอันมาก 
         ให้ข้ามโอฆสงสาร.
               ครั้งนั้น ปาพจน์คือธรรมวินัย งามด้วยพระ 
         อรหันต์ทั้งหลาย เหมือนคลื่นในสาคร เหมือนดารากร 
         ในท้องนภากาศ ฉะนั้น. 
               พระพุทธเจ้าผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้ 
         เสมอพระองค์นั้น ด้วยพระคุณเหล่านั้นที่ชั่งไม่ได้ด้วย 
         ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่าแน่แท้.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺฉิทฺโท แปลว่า มีรูเล็ก พึงเห็นเหมือนในประโยคเป็นต้นว่า อนุทรา กญฺญา หญิงสาวท้องเล็ก. 
         อาจารย์บางพวกกล่าว ฉิทฺทํ โหติ ปริตฺตกํ ดังนี้ก็มี. 
         บทว่า ปตฺติโก แปลว่า มีใบมาก. อธิบายว่า ปกคลุมด้วยใบทั้งหลายมีสีเหมือนแก้วผลึก. 
         บทว่า อุชุ ได้แก่ ไม่คด ไม่งอ. 
         บทว่า วํโส แปลว่า ไม้ไผ่. 
         บทว่า พฺรหา ได้แก่ ใหญ่โดยรอบ. 
         บทว่า เอกกฺขนฺโธ ความว่า งอกขึ้นลำเดียวโดดไม่มีเพื่อน. 
         บทว่า ปวฑฺฒิตฺวา แปลว่า เติบโตแล้ว. 
         บทว่า ตโต สาขา ปภิชฺชติ ได้แก่ กิ่ง ๕ แฉก แตกออกจากยอดไผ่ต้นนั้น. 
         ปาฐะว่า ตโต สาขา ปภิชฺชถ ดังนี้ก็มี. 
         บทว่า สุพทฺโธ ได้แก่ ที่เขาผูกโดยอาการผูกเป็นห้าเส้นอย่างดี. กำแววหางนกยูงที่เขาทำผูกเพื่อป้องกันแดด เรียกว่าโมรหัตถะ. 
         บทว่า น ตสฺส กณฺฏกา โหนฺติ ความว่า ไผ่ต้นนั้นเป็นต้นไม้มีหนามตามธรรมดา ก็ไม่มีหนาม. 
         บทว่า อวิรโฬ ได้แก่ ปกคลุมด้วยกิ่งไม่มีช่อง. 
         บทว่า สนฺทจฺฉาโย ได้แก่ มีร่มเงาทึบ ท่านกล่าวว่ามีร่มเงาทึบ ก็เพราะไม่มีช่อง. 
         บทว่า ปญฺญาสรตโน อาสิ ได้แก่ ๕๐ ศอก. 
         บทว่า สพฺพาการวรูเปโต ได้แก่ ประกอบแล้วด้วยความประเสริฐทั้งหลายโดยอาการทั้งปวง ชื่อว่าประกอบพร้อมด้วยความประเสริฐโดยการพร้อมสรรพ. 
         บทว่า สพฺพคุณมุปาคโต เป็นเพียงไวพจน์ของบทหน้า. 
         บทว่า อปฺปมาโณ ได้แก่ เว้นจากประมาณ หรือชื่อว่าไม่มีประมาณ เพราะไม่อาจจะนับได้. 
         บทว่า อตุลิโย แปลว่า ชั่งไม่ได้. อธิบายว่า ไม่มีใครเหมือน. 
         บทว่า โอปมฺเมหิ ได้แก่ ข้อที่พึงเปรียบ. 
         บทว่า อนูปโม ได้แก่ เว้นการเปรียบ. อธิบายว่า อุปมาไม่ได้ เพราะไม่อาจกล่าวอุปมาว่า เหมือนผู้นี้ ผู้นี้. 
         บทว่า คุณานิ จ ตานิ ก็คือ คุณา จ เต ความว่า พระคุณทั้งหลายมีพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้น. ท่านกล่าวเป็นลิงควิปลาส. 
         คำที่เหลือทุกแห่ง ความง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระสุชาตพุทธเจ้า

33/มหาภารตะ ตอนที่ - หลังจากที่ดราปปาดีประสบความทุกข์ยาก เหล่าปาณฑพได้ทำอะไร?

search-google มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ...     
                        พระเจ้าชนเมชัยตรัสว่า “พวกเสือในหมู่มนุษย์ พวกปาณฑพทำอะไรหลังจากที่พวกเขาได้รับความทุกข์ทรมานอันเนื่องมาจากการถูกทำร้ายดราปดี ?
                        ไวสัมปยาณะกล่าวว่า "เมื่อทรงปราบชัยทรถและช่วยพระกฤษณะ ไว้ได้ แล้ว พระเจ้ายุธิษฐิระ ผู้มีคุณธรรม ก็ประทับนั่งข้างมุนี ผู้ประเสริฐที่สุด "
                        และในบรรดานักพรตชั้นสูงเหล่านั้นซึ่งกำลังแสดงความเศร้าโศกเมื่อต้องแบกรับเคราะห์กรรมของเทราปดี ยุธิษฐิระ บุตรของปาณฑุได้กล่าวกับมาร์กันเดยะว่า
 “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา ในบรรดาเทพและนักพรตทั้งหลาย ท่านเป็นที่รู้กันว่าทรงรอบรู้ทั้งอดีตและอนาคตอย่างถ่องแท้ ข้าพเจ้ามีข้อสงสัยอยู่ประการหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าอยากจะขอให้ท่านช่วยไขข้อข้องใจให้ด้วยเถิด!
 นางผู้นี้เป็นธิดาของทรูปาทเธอออกมาจากแท่นบูชาและไม่ได้บังเกิดในกายเนื้อ และเธอเป็นผู้ได้รับพรอย่างสูงยิ่ง และยังเป็นบุตรสะใภ้ของปาณฑุผู้ยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้ามีความเห็นว่ากาลเวลาและโชคชะตา ของมนุษย์ ที่ขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา และสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจต้านทานได้สำหรับสรรพสัตว์
 (หากไม่เป็นเช่นนั้น) เคราะห์กรรมเช่นนี้จะเกิดแก่ภริยาของเราผู้ซื่อสัตย์และมีคุณธรรมเช่นนี้ได้อย่างไร เหมือนกับการกล่าวหาคนสุจริตว่าลักทรัพย์ ธิดาของพระนางทรุปทาไม่เคยทำบาปใด ๆ และไม่เคยทำสิ่งใดที่ไม่น่าสรรเสริญ ตรงกันข้าม เธอได้บำเพ็ญคุณธรรมอันสูงส่งต่อพราหมณ์อย่าง ขยันขันแข็ง
 ถึงกระนั้น พระเจ้าชัยทรฐผู้โง่เขลาก็ยังได้นำนางไปโดยใช้กำลัง ด้วยผลแห่งการทารุณกรรมต่อนางนี้ นางผู้ชั่วร้ายผู้นี้จึงถูกโกนผม และพ่ายแพ้ในสนามรบพร้อมกับพันธมิตรทั้งหมด แท้จริงแล้วเราช่วยนางไว้ได้หลังจากสังหารหมู่ทหารสินธุแต่ความอัปยศอดสูจากการล่วงละเมิดของภรรยาเราในยามที่ประมาทเลินเล่อนี้ ได้ทำให้พวกเราแปดเปื้อนอย่างแน่นอน
 ชีวิตในถิ่นทุรกันดารนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก เราดำรงชีวิตอยู่ด้วยการไล่ล่า และถึงแม้จะอาศัยอยู่ในป่า เราก็ยังต้องสังหารผู้คนที่อาศัยอยู่กับเรา! การถูกเนรเทศครั้งนี้ก็เป็นผลมาจากการกระทำของญาติผู้หลอกลวง! มีใครที่โชคร้ายยิ่งกว่าข้าอีกหรือ? เจ้าเคยเห็นหรือได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนหรือไม่?
CCLXXII - เรื่องราวของพระรามและราวณะ: การเกิดและความทุกข์ยาก
มาร์กันเดยะกล่าวว่า “โอ ราชันย์แห่ง เผ่า ภารตะแม้แต่พระราม ก็ยังต้องทนทุกข์อย่างหาที่สุดมิได้ เพราะราวณะผู้ชั่วร้าย ผู้เป็นราชาแห่งเหล่าอสูร ทรงใช้เล่ห์เหลี่ยมและเอาชนะนกแร้งชฏยุได้ จึงทรงนำนางสีดามเหสี ออก จากที่หลบภัยในป่า พระรามทรงช่วยเหลือนางสุครีพโดยทรงนำนางกลับมา ทรงสร้างสะพานข้ามทะเล และ ทรงยิงศรอันแหลมคม ทำลาย ลังกา ” ยุทธิษฐิระกล่าวว่า พระรามประสูติในเผ่าพันธุ์ใด และทรงมีพระพลานามัยและพระปรีชาสามารถเพียงใด? ราวณะก็เป็นโอรสของใครเช่นกัน และเหตุใดพระองค์จึงทรงมีพระทัยขัดแย้งกับพระราม? พระองค์ทรงสมควรที่จะทรงเล่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ให้ข้าพระองค์ฟังโดยละเอียด เพราะข้าพระองค์ปรารถนาที่จะได้ฟังเรื่องราวความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของพระราม!
  “มาร์กันเดยะกล่าวว่า “ข้าแต่เจ้าชายแห่งเผ่าภารตะ จงฟังเรื่องราวเก่าแก่นี้ตามที่มันเกิดขึ้นจริง! ข้าจะเล่าให้พวกเจ้าฟังถึงความทุกข์ยากที่พระรามและพระมเหสีทรงประสบ มีกษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งทรงเป็นมหาราชนามว่า อาจา ถือกำเนิดจากเผ่าอิกษุข พระองค์มีพระโอรสพระนามว่า ทศรถ ทรงอุทิศพระองค์แด่ศึกษาพระเวท และ บริสุทธิ์อยู่เสมอ ทศรถมีโอรสสี่องค์ที่เชี่ยวชาญด้านศีลธรรมและคุณธรรม รู้จักกันในนาม พระรามพระลักษมณ์ ,สัตรุฆณะ และภรตผู้ยิ่งใหญ่ ตามลำดับ
 พระรามทรงมีพระนาง เกาศัลยะ เป็นพระมารดา และพระภรตทรงมีพระนาง ไกยเกยีเป็นพระมารดา ส่วนพระลักษมณ์และสัตรุฆณะซึ่งเป็นศัตรูของพระรามนั้นเป็นโอรสของพระสุมิตรา พระชนก เป็นกษัตริย์แห่งวิเทหะ และนางสีดาเป็นธิดาของพระองค์ และพระตศตริเองก็ทรงสร้างนางขึ้นโดยทรงปรารถนาจะให้นางเป็นภรรยาอันเป็นที่รักของพระราม บัดนี้ ข้าพเจ้าได้เล่าประวัติการเกิดของพระรามและนางสีดาให้ฟังแล้ว 
 บัดนี้ ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์จะเล่าถึงกำเนิดของราวณะให้พระองค์ฟัง พระเจ้าแห่งสรรพสัตว์และผู้สร้างจักรวาล คือ พระปัจเจกผู้สร้างตนเอง เทพผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐแห่งการบำเพ็ญตบะ พระองค์นี้เป็นปู่ของราวณะ ส่วนปุลัสตยะมีโอรสผู้ยิ่งใหญ่นามว่าไวศรวณเกิดจากวัว แต่โอรสของพระองค์ละจากบิดาไปอยู่กับปู่ 
 ข้าแต่พระราชา ทรงกริ้วในเรื่องนี้ พระบิดาจึงทรงสร้างตนใหม่ขึ้น และด้วยพระวรกายครึ่งหนึ่งของพระองค์เองที่บังเกิดใหม่ พระองค์จึงทรงถือกำเนิดจากพระวิศวะเพื่อล้างแค้นไวศรวณะ แต่พระมหาเถระทรงพอพระทัยในไวศรวณะ จึงประทานความเป็นอมตะและอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพย์สมบัติทั้งปวง ทรงพิทักษ์จุดสำคัญประการหนึ่ง คือ มิตรภาพกับอิศณะและพระราชโอรสพระนามนาลกุเวร พระองค์ยังทรงประทานลังกา ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของเหล่าอสูร และรถศึกชื่อปุษปกะซึ่งสามารถเดินทางไปทุกหนทุกแห่งได้ตามพระประสงค์ของผู้ขี่ และพระราชอำนาจของเหล่ายักษ์และอำนาจอธิปไตยเหนือเหล่ากษัตริย์ก็เป็นของพระองค์ด้วย
CCLXXIII - เรื่องราวของราวณะและวิภีษณะ: พรและการต่อสู้
มาร์กันเดยะกล่าวว่า
 " มุนีนามว่าวิศวระผู้เกิดจากวิญญาณ ครึ่งหนึ่ง ของปุลัสตยะในความเดือดดาลเริ่มมองดูไวศรวณะด้วยความโกรธอย่างยิ่ง แต่ข้าแต่พระเจ้ากุเวรกษัตริย์แห่งอสูรทั้งหลายทรงทราบว่าพระราชบิดาทรงพิโรธ พระองค์จึงทรงพยายามเอาใจพระองค์อยู่เสมอ และข้าแต่พระเจ้าผู้เลิศแห่ง วงศ์ ภารตะ กษัตริย์แห่งอสูรทั้งปวงที่ประทับอยู่ในลังกาและทรงแบกรับบนบ่าของบุรุษ ได้ส่ง หญิง อสูร สามนาง ไปรับใช้พระราชบิดาของพระองค์
 ข้าแต่พระราชา พวกเธอมีพระนามว่าปุษโปฏกตะ ราคะและมาลินีพวกเธอชำนาญในการขับร้องและเต้นรำ และเอาใจใส่ฤๅษี ผู้มีจิตใจสูงส่งอยู่เสมอ เหล่าสตรีเอวบางเหล่านั้นต่างแข่งขันกันเพื่อสนองพระทัยฤๅษี องค์ฤๅษีผู้มีจิตใจสูงส่งและน่ารักนั้นทรงพอพระทัยและประทานพรแก่พวกเธอ พระองค์จึงประทานโอรสอันสูงส่งแก่พวกเธอแต่ละคนตามที่ปรารถนา บุตรทั้งสอง คือ เหล่าอสูรชั้นสูงแห่งอสูรนาม กุมภกรรณ และราวณะสิบเศียรทั้ง สองล้วนเป็นผู้มี ฝีมือหาที่เปรียบมิได้ในโลก เกิดมาในปุษโปฏกตะ และมาลินีมีบุตรชายชื่อวิภษณาและรากามีบุตรแฝดชื่อขระและสุรปนาขะ
 และวิภิษณะทรงมีความงามเหนือกว่าพวกเขาทั้งหมด และบุคคลผู้ประเสริฐผู้นี้เคร่งครัดในศาสนาและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างขยันขันแข็ง แต่ยักษ์ตนนั้นซึ่งมีสิบเศียรนั้น เป็นผู้อาวุโสที่สุดในเหล่ายักษ์ตนนั้น และเขาเป็นผู้เคร่งศาสนา มีพลังอำนาจ และมีพลังอำนาจมหาศาล และยักษ์กุมภกรรณนั้นทรงมีอำนาจสูงสุดในการต่อสู้เพราะเขาเป็นคนดุร้ายและน่ากลัวและเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งภาพลวงตา และขาระก็เชี่ยวชาญในการยิงธนู และเป็นศัตรูกับพวกพราหมณ์โดยดำรงชีวิตด้วยร่างกาย
 และพระสุรปนาขาผู้ดุร้ายนั้นเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ยากของนักบวชมาโดยตลอด เหล่านักรบผู้รอบรู้ในพระเวทและขยันขันแข็งในพิธีกรรม ล้วนอาศัยอยู่กับบิดาของตนในคันธมทนะณ ที่นั้น ได้เห็นไวศวรรษประทับอยู่กับบิดา มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติและแบกรับบนบ่ามนุษย์ ด้วยความริษยา พวกเขาจึงตั้งใจบำเพ็ญตบะ และด้วยการบำเพ็ญตบะแบบนักพรตอย่างสาหัส พวกเขาได้สนองพระพรหมส่วนราวณะสิบเศียร ทรงประคองชีวิตด้วยอากาศเพียงอย่างเดียว ล้อมรอบด้วยไฟศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้า และทรงบำเพ็ญตบะอย่างเต็มกำลัง ทรงยืนด้วยขาเดียวเป็นเวลาหนึ่งพันปี
 ส่วนกุมภกรรณะซึ่งก้มศีรษะลงและจำกัดอาหารนั้น ก็ยังคงบำเพ็ญตบะอย่างสม่ำเสมอ ส่วนวิภีษณะผู้ชาญฉลาดและใจกว้าง ถือศีลอด ดำรงชีวิตด้วยใบไม้แห้ง และบำเพ็ญตบะ บำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัดเป็นเวลานาน ส่วนขาระและสุรปนาขาผู้มีจิตใจเบิกบาน คอยคุ้มครองและดูแลพวกเขาขณะที่กำลังบำเพ็ญตบะเหล่านั้น
 และเมื่อสิ้นพันปี พระผู้มีพระภาคเจ้าสิบเศียรผู้ทรงฤทธิ์ ได้ตัดเศียรของตนเอง ถวายเป็นเครื่องบูชาแด่ไฟศักดิ์สิทธิ์ และด้วยการกระทำนี้ พระผู้เป็นเจ้าแห่งจักรวาลทรงพอพระทัยในพระองค์ ต่อมา พระพรหมได้ปรากฏพระองค์แก่พวกเขาด้วยพระองค์เอง ทรงสั่งให้พวกเขาละเว้นจากความเคร่งครัดเหล่านั้น และทรงสัญญาว่าจะประทานพรแก่พวกเขาทุกคน และพระพรหมผู้แสนน่ารักก็กล่าวว่า
 “ข้าพอใจในตัวพวกเจ้าแล้ว บุตรทั้งหลาย! จงเลิกจากความเคร่งครัดเหล่านี้เสียเถิด และขอพรจากข้าเถิด! ไม่ว่าความปรารถนาของพวกเจ้าจะเป็นเช่นไร ความปรารถนานั้นก็จะสำเร็จ ยกเว้นเพียงความปรารถนาแห่งความเป็นอมตะเท่านั้น! ดังเช่นที่พวกเจ้าได้ถวายศีรษะให้แก่ไฟด้วยความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ ศีรษะของพวกเจ้าก็จะประดับประดาร่างกายของพวกเจ้าดังเดิม ตามความปรารถนาของพวกเจ้า และร่างกายของพวกเจ้าจะไม่ถูกทำให้เสียโฉม และพวกเจ้าจะสามารถแปลงร่างได้ตามความปรารถนา และกลายเป็นผู้พิชิตศัตรูในสนามรบ ไม่ต้องสงสัยเลย!”
                        ราวณะจึงกล่าวว่า “ขออย่าให้ข้าพเจ้าต้องพ่ายแพ้ต่อเหล่าคันธรรพ์เทพกินนรอสูรยักษ์ยักษ์อสูร งู และสัตว์เดรัจฉานอื่นใดเลย!”
                        พระพรหมตรัสว่า
                        “จากบรรดาผู้ได้ทรงเรียกเจ้าไว้ เจ้าจะไม่มีเหตุให้ต้องกลัวเลย เว้นแต่จะมาจากมนุษย์ (เจ้าจะไม่มีเหตุให้ต้องกลัว) ดีแล้ว! ข้าพเจ้าได้กำหนดไว้เช่นนั้น!
                        “มาร์กันเดยะกล่าวว่า ราวณะตรัสดังนี้แล้ว ทรงพอพระทัยอย่างยิ่ง เพราะด้วยความเข้าใจอันผิดเพี้ยนของพระองค์ พระองค์ผู้กินมนุษย์จึงทรงดูหมิ่นมนุษย์ ต่อมา หลวงปู่ก็ทรงตรัสกับกุมภกรรณเช่นเดิม
                        เนื่องจากความมืดมิดบดบังเหตุผลของเขา เขาจึงขอการนอนหลับยาวนาน พระพรหมตรัสว่า “จงเป็นเช่นนั้นเถิด” แล้วตรัสกับพระวิษณุว่า “โอ้ ลูกชายของฉัน ฉันพอใจในตัวเจ้ามาก! ขอพรอะไรก็ได้ตามแต่เจ้าพอใจ!”
                        วิภีษณาจึงตอบว่า “แม้ในยามอันตรายใหญ่หลวง ขออย่าให้ข้าพเจ้าหลงไปจากหนทางแห่งธรรมเลย และถึงแม้จะไม่รู้ก็ตาม ขอให้ข้าพเจ้าได้รับการส่องสว่างด้วยแสงแห่งความรู้อันศักดิ์สิทธิ์ โอ้ พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นที่เคารพ”
                        และพระพรหมก็ทรงตอบว่า
                        “โอ ภัยพิบัติของศัตรูของคุณ จิตวิญญาณของคุณไม่เอนเอียงไปสู่ความชั่วร้าย แม้ว่าจะเกิดใน เผ่า อสูรฉันขอให้คุณเป็นอมตะ!”
                        “มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า
 'เมื่อได้พรนี้แล้ว ยักษ์สิบเศียรก็เอาชนะกุเวรในสงคราม และได้รับอำนาจอธิปไตยจากเขาแห่งลังกา พระองค์ผู้เปี่ยมด้วยพระกรุณานั้น เสด็จออกจากลังกา แล้วเสด็จตามด้วยเหล่าคันธรรพ์ ยักษ์ ยักษ์ ยักษ์และกินนร เสด็จไปประทับบนภูเขาคันธมทนะ ราวณะจึงทรงยึดรถสวรรค์ปุษปกะไป จากพระองค์ และเมื่อได้ยินดังนั้น พระไวศรวณะจึงสาปแช่งพระองค์ว่า “รถศึกนี้จะไม่พาเจ้าไป แต่มันจะรับผู้ที่ฆ่าเจ้าในสนามรบ! และเมื่อเจ้าดูหมิ่นข้า พี่ชายของเจ้า เจ้าก็จะตายในไม่ช้า!”
                        ("มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า )
 "ข้าแต่พระราชา วิภิษณะผู้เคร่งครัดในธรรม ทรงดำเนินตามวิถีที่ผู้มีคุณธรรมและทรงพระสิริรุ่งโรจน์ได้เดินตามกุเวร องค์มหาเศรษฐีผู้ทรงความร่ำรวยทรงพอพระทัยในเหล่าพระอนุชา จึงทรงแต่งตั้งให้พระองค์เป็นผู้บัญชาการเหล่ายักษ์ และ เหล่ารักษะในทางกลับกันเหล่าอสูรและเหล่าอสูร ผู้มีอำนาจ และกินคนประชุมกันและแต่งตั้งให้ราวณะสิบเศียรเป็นประมุข
 และราวณะผู้สามารถแปลงร่างได้ทุกรูปแบบตามต้องการ มีพลังอำนาจอันน่าเกรงขาม และสามารถบินผ่านอากาศได้ ได้โจมตีเหล่าเทพและเหล่าไดตยะและแย่งชิงทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าทั้งหมดไปจากพวกเขา และเนื่องจากเขาทำให้สรรพสัตว์หวาดกลัว เขาจึงถูกเรียกว่าราวณะและราวณะผู้สามารถรวบรวมพลังอำนาจใดๆ ก็ได้ ปลุกเร้าเหล่าเทพให้หวาดกลัว
ก่อนหน้า                   💃🏻                         อ่านต่อ
ตอนต่อไป; CCLXXIV - มาร์กันเดยะเผยแผนการปราบราวณะสิบเศียร
 สรุปสั้นๆ ของบท: ราวณะ อสูรสิบหัวผู้ทรงพลัง ไม่สามารถพ่ายแพ้ในการต่อสู้โดยเทพเจ้าหรืออสูรได้เนื่องจากพรที่เขาได้รับพรหม ศิสิทธะ และเทวราชศิ แสวงหาการปกป้อง หันไปขอความช่วยเหลือจากพระพรหม พระพรหมรับรองกับ พวก เขาว่าความตายของราวณะใกล้เข้ามาแล้ว และพระวิษณุจะอวตารลงมาเพื่อเอาชนะพระองค์ เหล่าเทพคนธรรพ์ และทณพ ต่างมารวมตัวกันเพื่อหารือเกี่ยวกับบทบาทของตนในการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง โดยพระพรหมได้สั่งให้คนธรรพ์ชื่อดันดูภิ ลงมายังโลกมนุษย์เพื่อช่วยวางแผน ดันดูภิได้กลับมาเกิดใหม่เป็นมณฑาหลังค่อมผู้มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ที่ตามมา เหล่าเทพบุตรจึงมีทายาทเป็นลิงและหมี ก่อให้เกิดนักรบผู้ทรงพลังและเชี่ยวชาญที่จะช่วยเหลือพระวิษณุในการต่อสู้กับราวณะ ร่างกายของพวกเขาแข็งแกร่ง แข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และสามารถต่อสู้ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ มนตราได้รับการชี้นำจากพระพรหม ทรงทำงานเพื่อหว่านความแตกแยกและเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น

บทที่ 11 หลิว ลุงของจักรพรรดิ ช่วยเหลือ กงหรง ลือ ปู้ เอาชนะโจโฉ ใกล้ผู่หยาง นิยายรักสามก๊ก 三國演烹 三国演义 Romance of the Three Kingdoms

                        สามก๊ก (三國演義; 三国演义; Sānguó Yǎnyì)เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 ที่เชื่อกันว่าประพันธ์โดยหลัว กวนจง เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่วุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นในปี ค.ศ. 169 และสิ้นสุดลงด้วยการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวในปี ค.ศ. 280 โดยราชวงศ์จินตะวันตก นวนิยายเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจาก บันทึกสามก๊ก (三國志)ที่เขียนโดยเฉินโชว 
                       เรื่องราวนี้ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และเทพนิยาย นำเสนอชีวิตของขุนนางและข้าราชบริพารที่พยายามจะเข้ามาแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย หรือฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แม้ว่านวนิยายจะติดตามตัวละครนับร้อย แต่จุดสนใจหลักอยู่ที่กลุ่มอำนาจสามกลุ่มที่เกิดขึ้นจากซากปรักหักพังของราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็ก่อตั้งเป็นสามรัฐ ได้แก่ โจเว่ย ซู่ฮั่น และอู่ตะวันออก นวนิยายกล่าวถึงแผนการ การต่อสู้ส่วนตัวและทางทหาร การชิงอำนาจ และการต่อสู้ดิ้นรนของรัฐเหล่านี้เพื่อครองความเป็นใหญ่เป็นเวลาเกือบ 100 ปี 
                        สามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่นวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมจีน มีจำนวนคำทั้งหมด 800,000 คำ และตัวละครเอกเกือบพันตัว (ส่วนใหญ่เป็นตัวละครทางประวัติศาสตร์) ใน 120 บท นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ได้รับความรักมากที่สุดในเอเชียตะวันออก และอิทธิพลทางวรรณกรรมในภูมิภาคนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับผลงานของเชกสเปียร์ที่มีต่อวรรณกรรมอังกฤษ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านกันอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนยุคปลายจักรวรรดิและยุคใหม่ เฮอร์เบิร์ต ไจล์สกล่าวว่าในหมู่ชาวจีนเอง นวนิยายเรื่องนี้ถือเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
วีดีโอ : สามก๊ก 2010 ตอนที่ 11 ช่อง 13 Three Kingdoms
ก่อนหน้า👩🏽‍🎤                                                       🧚🏻‍♂️อ่านต่อ
    บุรุษผู้เสนอแผนทลายการปิดล้อมของโจโฉ เป็นชาวเมือง Qu ในเขตการ ปกครอง Donghai ซึ่ง มีชื่อเรียกว่าZizhong
      ครอบครัวของ หมี่จู่ผู้นี้มั่งคั่งร่ำรวยและมีชื่อเสียงมาหลายชั่วอายุคน ครั้งหนึ่งเมื่อหมี่จู่เดินทางไปค้าขายที่ลั่วหยาง เขากำลังนั่งรถม้ากลับบ้าน ระหว่างทางพบหญิงสาวสวยคนหนึ่งเดินเข้ามาหาและขอนั่งรถม้าไปกับเขาหมี่จู่รีบลงจากรถทันทีเพื่อให้หญิงสาวนั่งรถม้าไปกับเขาเอง
 ขณะที่เขาเดินต่อไป แม้เธอจะชวนหมี่จู่นั่งรถม้าร่วมกับเธอ และเขาก็นั่งลงด้วย เขาก็ยังคงรักษาท่าทางที่สงวนท่าทีไว้และไม่ปล่อยให้สายตาของเขาละสายตาไป หลังจากเดินทางได้ไม่กี่ลี้ หญิงสาวก็ลาเขาไป แต่ก่อนจะจากไป เธอได้บอกกับเขาว่า “ข้าคือนางแห่งดวงดาวเพลิงใต้ และข้ากำลังปฏิบัติตามคำสั่งของเทพเจ้าสูงสุดให้เดินทางไปเผาบ้านของท่าน ความเอื้อเฟื้อที่ท่านแสดงให้ข้าเห็นนั้นทำให้ข้าต้องแจ้งเรื่องนี้ให้ท่านทราบอย่างตรงไปตรงมา ท่านควรรีบกลับบ้านและขนย้ายข้าวของของท่านออกไปเสีย เพราะข้าจะมาถึงในคืนนี้”
                        และด้วยคำเตือนนั้น เธอก็หายไปหมี่จู ตกใจมาก จึงรีบวิ่งกลับบ้านและขนข้าวของออกจากบ้านอย่างเร่งรีบ ดังเช่นที่หญิงสาวกล่าวอ้าง คืนนั้นไฟในครัวลุกไหม้ไปทั้งหลัง
                        นับแต่นั้นเป็นต้นมาMi Zhuได้อุทิศทรัพย์สมบัติของตนเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และปลอบโยนผู้ที่ได้รับผลกระทบ และTao Qianก็ได้คัดเลือกเขาให้เป็นเจ้าหน้าที่ติดตามของจังหวัดในเวลาต่อมา
                        แผนที่เขาเสนอในตอนนี้คือ “ข้ายินดีที่จะไปที่กองบัญชาการเป่ยไห่ด้วยตนเอง เพื่อขอให้กงหรงระดมกำลังพลมาเสริมกำลัง ส่วนคนอื่นควรไปที่มณฑลชิงเพื่อขอความช่วยเหลือจากเทียนไคหากกองทัพของทั้งสองแห่งมาถึงโจโฉจะถอนทัพอย่างแน่นอน”
 เต๋าเฉียนเห็นด้วย เขาจึงเขียนจดหมายสองฉบับส่งถึงผู้นำทั้งสอง ขอร้องให้นายทหารที่กล้าเดินทางไปชิงโจวขอความช่วยเหลือ ทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งก้าวออกมาอาสา ทุกคนก็หันมามอง ชายคนนั้นคือชาวกวงหลิงเฉินเติ้งเรียกหยวน หลงว่า หยวนหลง เต๋าเฉี ยนจึงส่งเฉินหยวนหลงไปเข้าเฝ้าที่ชิงโจวก่อน จากนั้นจึงสั่งให้หมี่จูนำจดหมายอีกฉบับไปให้ คง หรงที่เป่ยไห่ ขณะที่เขานำทหารซูโจวไปป้องกันเมืองและป้องกันการโจมตี
                        กงหรงผู้นี้ซึ่งถูกเรียกว่าเหวินจูไม่เพียงแต่เป็นชาวเมืองชวีฟู่ในดินแดนศักดินาของราชวงศ์ลู่เท่านั้น แต่แท้จริงแล้วเขายังเป็นทายาทรุ่นที่ 25 ของขงจื๊อ (ขงจื๊อ) เองด้วย กงโจว บิดาของเขาเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการไท่ซาน
                        แม้ในวัยเยาว์กงหรงก็เฉลียวฉลาดและเฉียบแหลม เมื่ออายุเก้าขวบ เขาพยายามไปเยี่ยมผู้ว่าราชการจังหวัดหลี่อิงผู้ดูแลประตูพยายามปฏิเสธ แต่กงหรงกลับอ้างว่า “ครอบครัวของข้าเข้าใจกันดีกับครอบครัวของท่านหลี่เสมอมา”
                        แม้ว่าผู้ดูแลประตูจะยอมรับเขาแล้ว แต่หลี่อิงกลับท้าทายเขาโดยกล่าวว่า “บรรพบุรุษของคุณเคยมีความสัมพันธ์อะไรกับของฉันบ้าง”
                        กงหรงตอบว่า “ข้าคือกง ส่วนเจ้าคือหลี่ กงชิวไม่เคยปรึกษาหารือกับหลี่เอ๋อร์ (เล่าจื่อ) เกี่ยวกับรายละเอียดของพิธีกรรมเลยหรือ? เจ้าจะพูดได้อย่างไรว่าตระกูลของเราไม่ได้สืบเชื้อสายมาไกล”
                        เจ้าภาพของเขาประหลาดใจกับไหวพริบอันเฉียบแหลมของเด็กชาย เมื่อไม่นานหลังจากนั้น ผู้ยิ่งใหญ่ในวังคนหนึ่งเฉินเหว่ยก็มาถึงเช่นกันหลี่อิงได้ชี้ไปทางกงหรงพร้อมกับพูดว่า "เด็กคนนี้มหัศจรรย์มาก"
                        เฉินเหว่ยตอบว่า “แม้แต่เด็กที่มีพรสวรรค์ก็อาจเติบโตมาเป็นคนโง่เขลาได้” “ถ้าเป็นอย่างนั้น” กงหรงกล่าวอย่างราบรื่น “คุณต้องเป็นหนึ่งในคนที่มีพรสวรรค์”
                        เฉินเหว่ยและคนอื่นๆ หัวเราะออกมาพร้อมพูดว่า “เมื่อเด็กคนนี้เติบโตขึ้น เขาจะเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งยุคสมัย”
                        นับแต่นั้นมากงหรงก็มีชื่อเสียงโด่งดัง ในที่สุดก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมวังและต่อมาก็ถูกย้ายไปเป็นเจ้ากรมเป่ยไห่ เขาชอบต้อนรับแขกและข้ารับใช้มากจนชอบพูดติดตลกว่า
                       ขอให้ห้องโถงเต็มไปด้วยแขกเสมอ
 และแก้วไวน์ไม่เคยหมด
 เป็นเวลาหกปีแล้วที่เขาได้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารและสามารถครองใจผู้คนได้อย่างมาก ในวันนี้กงหรงนั่งอยู่ท่ามกลางแขกของเขา ทันใดนั้นก็มีใครบางคนเข้ามาแจ้งว่าหมี่จูแห่งซูโจวมาถึงแล้ว เมื่อกงหรงเชิญเขาเข้ามาและถามถึงเหตุผลที่มาหมี่จูจึงหยิบจดหมายของเต้าเฉียน ออกมา พร้อมกล่าวเสริมว่า “ โจโฉกำลังโจมตีและปิดล้อมเมืองอย่างดุเดือด ท่านผู้เจริญ และเราหวังว่าท่านจะกรุณาช่วยพวกเราด้วย” “ในเมื่อข้าสนิทกับเต๋ากงจู่ ขนาดนี้ และเจ้าเองก็เดินทางมาไกลถึงเพียงนี้จื่อจง ” กงหรงตอบ
                        “ข้าจะไม่ไปได้อย่างไร? แต่ในเมื่อข้าไม่ได้ทะเลาะกับโจเหมิงเต๋อข้าควรจะส่งคนไปทำจดหมายให้เขาก่อน เพื่อยุติข้อขัดแย้งนี้ ถ้าเขาปฏิเสธ ข้าก็จะระดมพล”
                        “ โจโฉไม่มีวันสร้างสันติภาพ” หมี่จู กล่าว “เขามั่นใจในอำนาจของกองทัพตัวเองมากเกินไป”
ดังนั้นกงหรงจึงแบ่งความสนใจระหว่างการสั่งให้รวบรวมทหารและการส่งจดหมายไปหาโจโฉ
                        ขณะที่พวกเขากำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ทันใดนั้นก็มีรายงานว่ากวนไห่ ผู้นำ กลุ่มผ้าโพกหัวเหลือง กำลังนำกองกำลังกบฏนับหมื่นคน มุ่งหน้าไปยังเป่ยไห่กง หรงตกใจกลัวอย่างยิ่ง จึงเรียกกำลังพลและม้าทั้งหมดที่มีออกมา และเดินทัพออกจากเมืองเพื่อเผชิญหน้ากับศัตรู
 กวน ไห่ขี่ม้าออกไปข้างหน้าพลางกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าโรงเก็บข้าวของเป่ยไห่มีข้าวสารอุดมสมบูรณ์ หากเจ้าให้ยืมข้าวสารหนึ่งหมื่นบุชเชล เราจะถอนทัพทันที ไม่เช่นนั้น เราจะบุกทะลวงกำแพงและคูเมือง โดยไม่ไว้ชีวิตทั้งคนแก่และคนหนุ่ม!” กงหรงตำหนิเขาว่า “ข้าเป็นข้ารับใช้ของราชวงศ์ฮั่น และได้รับมอบหมายให้ดูแลความปลอดภัยของแผ่นดินนี้ ข้าจะแจกเสบียงให้โจรได้อย่างไร”
 กวนไห่โกรธจัด ฟาดม้าและหมุนดาบรอบศีรษะ ควบตรงไปหากงหรง จงเป่ากัปตันคนหนึ่ง ของ กงหรงวางหอกและควบออกไปรับการท้าทาย แต่หลังจากการต่อสู้เพียงไม่กี่ครั้ง กวนไห่ฟันอย่างเฉียบขาดเพียงครั้งเดียวก็ทำให้จงเป่า ล้ม ลงทหารของกงหรง ตื่นตระหนกและหนีกลับเข้าไปในกำแพง ขณะที่ กวนไห่แบ่งกำลังออกล้อมเมืองจากทุกด้านกงหรงรู้สึกหดหู่ใจมาก และหมี่จูซึ่งตอนนี้ไม่เห็นความหวังสำหรับความสำเร็จของภารกิจของเขา ไม่รู้จะพูดอะไรอีกต่อไป
 วันรุ่งขึ้น ขณะที่ คงหรงขึ้นกำแพงเมืองเพื่อมองดูทิวทัศน์ พลังอันมหาศาลของกองทัพ กบฏดูราวกับจะมหึมาจนเขาเริ่มรู้สึกสิ้นหวังเป็นสองเท่า ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นทหารม้าผู้โดดเดี่ยวอยู่นอกเมือง ถือหอกและม้าศึกควบม้าพุ่งเข้าใส่ขบวนข้าศึก พุ่งไปมาราวกับครอบครองทุ่งนาเพียงลำพัง เมื่อถึงเชิงกำแพง ทหารม้าผู้นี้ร้องเรียก “เปิดประตู!” แต่เนื่องจากจำชายผู้นี้ไม่ได้ คงหรงจึงไม่กล้าเปิดประตู พวกโจรเริ่มรุมล้อมทหารม้าริมคูน้ำ แต่เขากลับหันกลับมาและผลักพวกโจรออกจากม้าไปมากกว่าสิบคน ส่วนที่เหลือก็ถอยร่นไป คงหรงรีบสั่งให้เปิดประตูและนำทหารม้าเข้าไปข้างใน ชายคนนั้นลงจากหลังม้า ทิ้งหอก รีบขึ้นไปบนกำแพง ก้มลงกราบกองหรง
 เมื่อกงหรงถามถึงตัวตน ชายคนนั้นก็ตอบว่า “ผมเป็นชาวมณฑลหวง สังกัดกองบัญชาการตงไหล ชื่อของผมคือไท่ซือ ฉือ หรือชื่อเล่นว่าจื่ออี๋ มารดาชราของผมได้รับความกรุณาและความนับถือจากท่านอย่างมาก ดังนั้นเมื่อวานนี้ เมื่อผมกลับจากเหลียวตงไปเยี่ยมท่าน และได้ทราบว่าพวกโจรกำลังโจมตีเมือง ท่านจึงแนะนำผมว่า ‘ด้วยความเมตตาอันลึกซึ้งที่ท่านได้รับจากข้าราชบริพาร ท่านควรไปช่วยเขา’ ผมจึงขี่ม้าออกไปเพียงลำพัง และตอนนี้ผมอยู่ที่นี่”
 กงหรงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง แม้จะไม่เคยมีโอกาสได้พบชายผู้นี้ด้วยตนเองมาก่อน แต่เขาก็เคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายที่บรรยายถึงไท่ซือฉือว่าเป็นนักสู้ผู้กล้าหาญ และเนื่องจากไท่ซือฉืออยู่ไกล แต่มารดาของเขาอยู่ห่างจากเป่ยไห่เพียงยี่สิบลี้กงหรงจึงมักส่งสายลับไปนำอาหารและเสื้อผ้ามาให้นางอยู่เสมอ ความกตัญญูต่อคุณธรรมในอดีตของนางเป็นแรงบันดาลใจให้นางส่งไท่ซือฉือมาช่วยเหลือเขาในเวลานี้
 กงหรงแสดงความขอบคุณโดยการปฏิบัติต่อแขกของเขาด้วยความเคารพอย่างสูง โดยมอบเสื้อผ้าและชุดเกราะ พร้อมทั้งอานม้าและม้าเป็นของขวัญ ไทชิฉือเสนอว่า “ให้ฉันยืมทหารดีๆ หนึ่งพันนาย แล้วฉันจะออกไปสังหารพวกโจรพวกนั้น” “เจ้าอาจกล้าหาญ แต่พวกโจรมีพละกำลังที่น่าเกรงขามมาก เจ้าไม่สามารถออกไปอย่างหุนหันพลันแล่นเช่นนั้นได้” กงหรงกล่าว
                        “ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ท่านมีต่อแม่ข้าในอดีตทำให้ท่านส่งข้ามาที่นี่” ไทชิฉือตอบ “ข้าจะเผชิญหน้ากับท่านได้อย่างไร หากข้าไม่สามารถเปิดล้อมได้? ขอให้ข้าจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยในคราวเดียว”
                        กงหรงเสนอว่า “ข้าได้ยินมาว่าหลิวเสวียนเต๋อเป็นกำลังสำคัญในยุคสมัยของเรา หากเราขอความช่วยเหลือจากเขา การปิดล้อมก็จะยุติลงเอง หากเพียงแต่มีใครสักคนที่เราสามารถส่งเขาไปช่วยได้”
                       “ท่านข้าหลวงครับ หากท่านช่วยเรียบเรียงจดหมายฉบับนี้ ผมจะรีบนำไปให้เขาทันที”
                        กงหรงพอใจ จึงเขียนจดหมายฉบับนั้นส่งให้ ไท่ซือฉือสวมชุดเกราะ ขึ้นม้า ผูกธนูและกระบอกธนูไว้ที่เข็มขัด ถือหอกไว้ในมือ มัดกระสอบทรายให้เรียบร้อย ทันทีที่ประตูเปิดออก เขาก็ควบม้าออกไป
 ขณะที่เขากำลังเข้าใกล้คูน้ำ กัปตันฝ่ายกบฏได้นำกำลังพลบางส่วนเข้าสกัดกั้นเขา แต่ด้วยหอกเพียงไม่กี่นัดไทชิฉือก็สามารถสังหารโจรได้หลายคน และทะลวงแนวปิดล้อมได้สำเร็จ เมื่อกวนไห่รู้ว่ามีคนออกจากเมืองไป เขามั่นใจว่าต้องมีคนกำลังหากำลังเสริม ทันใดนั้นเขาก็นำทหารม้าหลายร้อยนายไล่ตามผู้หลบหนี และไม่นานพวกเขาก็ล้อมเขาไว้ทุกด้าน กระนั้น ไท่ ซื อฉื อก็เก็บหอก กำคันธนูและเตรียมลูกธนู ยิงออกไปทุกทิศทาง ไม่มีผู้ใดพลาดพลั้งแม้แต่คนเดียวที่ล้มลงกับพื้นอย่างรวดเร็วราวกับเสียงสะบัดของสายธนู ฝ่ายกบฏที่เหลือไม่กล้าไล่ตามต่อไป
 หลังจากหนีไปแล้วไท่ซือฉือก็ขี่ม้าฝ่าราตรีไปถึงผิงหยวน และขอพบหลิวเสวียนเต๋อหลังจากไม่เอ่ยปากชม เขาก็รีบอธิบายทันทีว่า ผู้ดูแลคงถูกล้อมไว้ที่เป่ยไห่ และกำลังขอความช่วยเหลือจากเขา พร้อมกับยื่นจดหมายที่คงหรงเขียนให้ หลังจากอ่านจดหมายแล้วซวนเต๋อก็ถามเขาว่า “แล้วคุณเป็นใครล่ะเพื่อน?” “ข้าคือไท่ซือฉือเป็นเพียงบุคคลธรรมดาจากตงไห่ ” เขาตอบ
 “ข้าไม่ผูกพันกับกงหรงด้วยสายเลือดหรือญาติ ไม่ใช่บ้านเกิดหรือพรรคพวก ความเห็นอกเห็นใจเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ข้าได้ร่วมแบ่งปันความโศกเศร้าและโศกเศร้าของเขาเสมือนเป็นของข้าเอง แม้แต่ตอนนี้กวนไห่ก็ยังคงปล้นสะดมและปล้นสะดมในขณะที่เป่ยไห่ถูกปิดล้อม ไร้เรี่ยวแรงและอ่อนล้า ไม่มีใครหันไปพึ่ง และไม่มีทางพ่ายแพ้ได้ในวันใดวันหนึ่ง และเพราะกงหรงได้ยินว่าท่านเป็นคนใจดีและชอบธรรมที่จะช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในอันตรายและทุกข์ยาก ท่านจึงสั่งให้ข้าฝ่าแนวหน้าของศัตรูและฝ่าวงล้อมของพวกเขาเพื่อมาขอความช่วยเหลือจากท่าน”
                        ซวนเต๋อยิ้มจางๆ แล้วพูดว่า “แสดงว่าผู้ดูแลคงรู้ว่ามีหลิวเป้ยอยู่ในโลกนี้สินะ” เขา ร่วมกับหยุนชางและอี๋เต๋อคัดเลือกทหารฝีมือดีสามพันนาย ออกเดินทัพไปยังเป่ยไห่
                        เมื่อกวนไห่ สังเกตเห็นกองกำลังใหม่เหล่านี้กำลังเข้ามาใกล้ เขาก็นำกำลังพลเข้าสกัดกั้นด้วยตนเอง แต่เมื่อเห็นว่ากองกำลังของ เสวียนเต๋อมีน้อยเขาก็ไม่สนใจพวกเขามากนัก
 เหล่าพี่น้องและไท่ซือฉือนั่งอยู่บนหลังม้านำหน้าทัพ ขณะที่กวนไห่ระบายความโกรธและควบม้าเข้าหาไท่ซือฉือกำลังจะรุกคืบตอบโต้ แต่หยุนชางกลับเดินออกไปแล้ว มุ่งตรงไปยังกวนไห่ขณะที่ผู้ขี่ทั้งสองปะทะกัน เสียงโห่ร้องดังกึกก้องในหมู่ทหาร แต่กวนไห่ จะ สู้หยุนชาง ได้อย่างไร ? หลังจากประลองไปหลายสิบครั้ง กระบี่มังกรเขียวก็พุ่งเข้าใส่กวนไห่ จนล้ม ลงกับพื้น
 จากนั้น ไท่ซือฉือและจางเฟยก็ควบม้าออกไปพร้อมๆ กัน หอกสองกระบอกของพวกเขาชูขึ้นขณะบุกเข้าใส่กองกำลังกบฏ เสวียนเต๋อจึงส่งทหารเข้าโจมตีข้าศึก ขณะเดียวกัน จากบนกำแพงกงหรงมองเห็นไท่ซือฉือกำลังบุกทะลวงกองทัพกบฏเคียงข้างกวนอูและจางเฟยราวกับเสือที่หลุดออกมาจากฝูงแกะ ขี่ม้าไปมาโดยไม่มีใครต้านทานได้ เขาจึงส่งทหารออกจากเมืองไปทันที กองทัพกบฏพ่ายแพ้อย่างย่อยยับจากทั้งสองฝ่าย กองกำลังกบฏจำนวนมากยอมจำนน ขณะที่ส่วนที่เหลือแตกกระเจิงและกระจัดกระจาย
 กงหรงจึงต้อนรับเสวียนเต๋อเข้าสู่เมือง และเมื่อแนะนำตัวเรียบร้อยแล้ว เขาก็จัดงานเลี้ยงใหญ่เพื่อแสดงความยินดี เขาพาหมี่จูไปพบกับเสวียนเต๋อและหมี่จู ก็ เล่าเรื่อง การตายของ โจซ่งโดยจางไค ให้ฟัง “ตอนนี้โจโฉปล่อยทหารออกไปปล้นสะดมอย่างโหดร้าย พวกมันปิดล้อมซูโจว ทำให้ข้าต้องมาที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลือ”
                        ซวนเต๋อกล่าวว่า “เต๋า กงจู่เป็นชายที่มีจิตใจดีและมีคุณธรรมสูง และเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เขาต้องทนทุกข์กับการกระทำผิดนี้โดยไม่ใช่ความผิดของเขาเลย”
                        “เจ้าเป็นทายาทของราชวงศ์ฮั่น” กงหรง กล่าว “ในขณะที่โจโฉกำลังทำร้ายประชาชน อวดอ้างอำนาจของตนเพื่อกดขี่ผู้ที่อ่อนแอกว่า ทำไมเจ้าไม่ไปช่วยพวกเขากับข้าล่ะ”
                        “ไม่ใช่ว่าข้าจะกล้าปฏิเสธหรอกนะ แต่ในเมื่อข้ามีกำลังพลน้อยและมีแม่ทัพเพียงไม่กี่คน ข้าเกรงว่าข้าจะหุนหันพลันแล่นไม่ได้” เสวียนเต๋อกล่าว
                        “ถึงแม้ความปรารถนาที่ข้าจะช่วยเต้ากงจู่จะเกิดจากมิตรภาพอันยาวนานของเรา แต่มันก็เป็นการกระทำที่ชอบธรรมเช่นกัน เจ้าจะเป็นคนที่จิตใจไม่เอนเอียงไปทางที่ถูกต้องได้อย่างไร” กงหรงกล่าว
                        เซวียนเต๋อตอบว่า “ถ้าอย่างนั้นเหวินจู่ข้าขอให้ท่านไปข้างหน้าก่อน และให้เวลาข้าไปพบกงซุนจ้าน ข้าจะยืมกำลังพลสามถึงห้าพันนายแล้วตามท่านไปโดยเร็ว” “คุณไม่ควรทำลายศรัทธา” กงหรงบอกเขา
                        “ท่านคิดว่าข้าเป็นคนเช่นไร” เสวียนเต๋อ กล่าว “ดังที่ปราชญ์ (ขงจื๊อ) กล่าวไว้เองว่า ‘สุดท้ายแล้วมนุษย์ทุกคนต้องตาย แต่ไม่มีใครยอมเป็นคนโกหก’ ไม่ว่าข้าจะยืมคนเหล่านั้นได้หรือไม่ ข้าก็จะไปเอง” กงหรงจึงยินยอม และสั่งให้หมี่จูกลับไปซูโจวก่อนเพื่ออธิบายสถานการณ์ ขณะที่เขาเตรียมตัวเดินทาง
 ขณะนั้นไท่ซือฉือได้ลาไปพลางกล่าวว่า “แม่ของข้าสั่งให้ข้าไปช่วยเจ้า และบัดนี้เจ้าก็ปลอดภัยดีแล้ว บัดนี้ มีจดหมายจากผู้ตรวจการหยางโจวหลิวเหยาซึ่งอยู่ในหน่วยเดียวกับข้ามาถึงแล้ว ท่านสั่งให้ข้าไปพบท่าน และข้าไม่กล้าอยู่ต่อ ขอให้เราพบกันอีก” แม้กงหรงจะกดดันให้รางวัลเป็นทองและผ้าไหม แต่ไท่ซือฉือกลับไม่ยอมรับ เมื่อมารดาเห็นเขา นางก็พอใจ พูดว่า “ข้าดีใจเหลือเกินที่ท่านตอบแทนท่านผู้ว่าการ!” แล้วนางก็ส่งเขากลับไปยังหยางโจว
                        เรื่องการจากไปของกองทัพของกงหรงนั้น เราคงไม่ต้องพูดอะไรอีก ขณะเดียวกัน เสวียนเต๋อก็ออกจากเป่ยไห่มาพบกงซุนจ้านพร้อมกับอธิบายสถานการณ์ที่เขาต้องการปกป้องซูโจว “ โจโฉและเจ้าไม่มีความแค้น ทำไมเจ้าจึงเสียเงินเพื่อคนอื่น” กงซุนซาน กล่าว
                        “ข้าพเจ้าได้สัญญาไว้แล้ว” พระองค์ตรัสตอบ “และไม่กล้าจะผิดสัญญา”
                        “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะให้คุณยืมทหารสองพันนาย ทั้งม้าและทหารราบ” กงซุนซาน กล่าว
 “ฉันอยากยืมบริการของจ้าวจื่อหลงด้วย” ซวนเต๋อกล่าว กงซุนจ้านก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้เช่นกัน พวกเขาเดินทัพไปยังซูโจว โดยพี่น้องทั้งสามนำทหารของตนเองสามพันนายไปข้างหน้า ในขณะที่จ้าวจื่อหลงนำทหารอีกสองพันนายเดินตามหลังมา ต่อมาหมี่จูเดินทางกลับซูโจว บอกว่าคงหรงได้ขอให้เสวียนเต๋อตกลงช่วยเหลือพวกเขาแล้วเฉินหยวนหลง ผู้ส่งสารอีกคน กลับมารายงานว่าเทียนไคยินดีนำทัพจากชิงโจวเช่นกันเต๋าเฉียนจึงรู้สึกสบายใจ
 อย่างไรก็ตาม แม้แต่กองทัพของกงหรงและเทียนไคก็เดินทางมาถึงพื้นที่แล้ว ด้วยความหวาดกลัวกองกำลังอันน่าเกรงขามของ กองทัพ โจโฉพวกเขาก็ยังคงตั้งหลักปักฐานอยู่ใต้เนินเขาแทนที่จะกล้าเดินทัพเข้ามาใกล้ ขณะเดียวกัน เมื่อโจโฉสังเกตเห็นว่ากองทัพใหม่มาถึง เขาก็แบ่งกองทัพออกเป็นกลุ่มๆ และไม่เต็มใจที่จะรุกคืบไปโจมตีซูโจว
 ในที่สุดเสวียนเต๋อก็มาถึงเช่นกันและไปพบกงหรงซึ่งกล่าวกับกงหรงว่า “ข้าศึกแข็งแกร่งมาก และโจโฉก็ควบคุมกองทัพได้อย่างชำนาญ ยังเร็วเกินไปที่จะเสี่ยงสู้รบ เราควรดูปฏิกิริยาของเขาก่อนที่จะยกทัพของเราไป” “แต่ด้วยเมืองที่ขาดแคลนอาหารเช่นนี้” เสวียนเต๋อตอบ 
 “ข้าเกรงว่าพวกเขาจะทนอยู่ได้ไม่นานนัก” “ข้าอนุญาตให้ข้าฝากทหารสี่พันนายของข้าภายใต้ การนำ ของหยุนชางและจื่ อหลง ไว้กับท่าน ขณะที่ ข้ากับ จางเฟยเดินทัพไปยัง ค่ายของ โจโฉและแวะพักที่ซูโจว เพื่อดูว่าเราจะสามารถพบกับเต้าเฉียนและปรึกษาหารือกับเขาได้หรือไม่” กงหรงพอใจกับข้อเสนอนี้มาก จึงรีบรวมกำลังกับเทียนไคในรูปแบบกองทหารเขาควาย โดยมีหยุนชางและจื่อหลงเป็นผู้นำกองกำลังทั้งสองฝ่ายเพื่อช่วยเหลือ
 วันเดียวกันนั้นเสวียนเต๋อและจางเฟยนำทหารที่เหลืออีกพันนายบุกฝ่า ค่ายของ โจโฉขณะที่กำลังฝ่าเข้าไป เสียงกลองก็ดังก้องไปทั่วค่าย กองทหารม้าและทหารราบต่างกรูกันเข้ามาประจันหน้าราวกับคลื่นซัดสาด เบื้องหน้าของพวกเขาคืออวี้จิ้นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของโจโฉ คนหนึ่ง คุมม้าไว้และตะโกนว่า “พวกเจ้าเป็นใครกัน พวกเจ้าคิดว่าจะไปไหน?”
 ทันทีที่จางเฟยสังเกตเห็น เขาก็ไม่สนใจแม้แต่จะพูดอะไร แต่ควบม้าตรงเข้าไปหา ทั้งสองปะทะกันหลายต่อหลายครั้ง ทว่าในตอนนั้นเสวียนเต๋อได้ส่งสัญญาณด้วยดาบคู่ให้กองกำลังที่เหลือเดินหน้าต่อไป กองกำลังของอวี้ จินจึงต้องถอยทัพออกไปด้วยความพ่ายแพ้จางเฟยพุ่งตามไปจนกระทั่ง กองกำลังของ เสวียนเต๋อมาถึงเชิงกำแพงเมือง
 จากยอดกำแพง เหล่าทหารที่ถูกล้อมมองเห็นทหารใหม่ถือธงสีแดง มีข้อความว่า “ หลิวเสวียนเต๋อแห่งผิงหยวน” เขียนด้วยสีขาวเต้าเฉียนจึงสั่งให้พวกเขาเปิดประตูทันที เมื่อเสวียนเต๋อเข้าไปในเมืองเต้าเฉียนก็ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น และพวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังสำนักงานรัฐบาลด้วยกัน หลังจากพิธีเริ่มต้นเต้าเฉียนได้จัดเตรียมงานเลี้ยงสำหรับแขกใหม่ พร้อมกับดูแลความต้องการของเหล่าทหารด้วย
 เมื่อเต๋าเฉียนเห็นว่าเสวียนเต๋อมีรูปร่างสง่างามและสง่างามเพียงใด รวมถึงวาจาที่สง่างามของเสวียนเต๋อ เขาก็รู้สึกดีใจมากจนสั่งให้ หมี่จูส่งมอบตราประทับตำแหน่งผู้ตรวจการซูโจวของเขาให้ กับ เสวียน เต๋อ ทันที พร้อมเสนอที่จะยอมสละตำแหน่งของเขา
 “ท่านครับ นี่มันเรื่องอะไรกัน” ซวนเต๋อ ถาม ด้วยความตกใจมาก  เถาเฉียนกล่าวกับเขาว่า “ในยุคสมัยที่อาณาจักรถูกปลุกปั่นให้วุ่นวายและอำนาจของราชวงศ์หมดสิ้นไป ท่านในฐานะทายาทของราชวงศ์ฮั่นควรอุทิศตนเพื่อสนับสนุนแท่นบูชาของรัฐ ชายชราผู้นี้อายุมากแล้วและไม่มีความสามารถที่จะพูดถึง และข้าพเจ้าปรารถนาที่จะยกตำแหน่งเจ้าเมืองซูโจวให้แก่ท่าน ท่านไม่ควรปฏิเสธ ข้าพเจ้าจะเขียนคำร้องและส่งอนุสรณ์ไปยังราชสำนักเอง”
 เสวียนเต๋อลุกจากเสื่อแล้วโค้งคำนับสองครั้งพลางกล่าวว่า “ข้าอาจจะเป็นทายาทแห่งราชสำนักฮั่น แต่บุญของข้าน้อยและคุณธรรมของข้าน้อยก็น้อย ข้ายังสงสัยอยู่เลยว่าข้าเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าเมืองผิงหยวนหรือไม่ ข้ามาที่นี่เพื่อช่วยเหลือท่านเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ท่านพูดเช่นนี้เพราะคิดว่าเล่าปี่ต้องการกลืนกินดินแดนของท่านหรือ? ขอสวรรค์โปรดทอดทิ้งข้าเถิด หากข้าเคยคิดเช่นนั้น!”
                       “แต่นี่คือความเชื่อที่แท้จริงของฉัน” เถาเฉียนกล่าว
                        แม้ว่าเขาจะเสนอที่จะยอมหลายครั้ง แต่Xuandeก็ไม่อาจยอมรับได้ จากนั้นหมี่จูก็ก้าวเข้ามาพูดว่า “ทหารข้าศึกยังอยู่ใต้กำแพงของเรา ถึงเวลาแล้วที่จะหารือกันว่าจะถอนกำลังอย่างไร เราจะหารือกันเรื่องยอมจำนนในยามสงบสุขกว่านี้”
                        เสวียนเต๋อกล่าวว่า “ข้าควรเขียนจดหมายถึงโจโฉเพื่อกระตุ้นให้เขายุติการปิดล้อม หากเขาปฏิเสธก็จะมีเวลาเหลือพอที่จะต่อสู้” จึงมีคำสั่งให้ไปควบคุมทหารทั้งสามฝ่ายไม่ให้เคลื่อนไหว พร้อมทั้งส่งทูตไปเยี่ยมโจโฉด้วย
                        บังเอิญว่าโจโฉกำลังประชุมกับเหล่าแม่ทัพอยู่ ทันใดนั้นก็มีประกาศแจ้งว่ามีทูตคนหนึ่งถือจดหมายสงครามมา จดหมายฉบับนั้นถูกนำเข้ามาและยื่นให้เขา เมื่อเขาเปิดดูก็พบว่าเป็นจดหมายของเล่าปี่
                        จดหมายเขียนไว้ประมาณนี้: 
 "นับตั้งแต่พบท่านนอกช่องเขา โชคชะตาได้ส่งพวกเราไปต่างแดน และข้าก็ไม่สามารถแสดงความเคารพท่านได้ ด้วยความอาลัยต่อการจากไปของพระราชบิดาผู้ทรงเกียรติของท่าน เหตุนี้ จึงเป็นเพราะความโหดร้ายของจางไคและไม่ใช่ความผิดของเต้า กงจูบัดนี้ ขณะที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองที่ เหลือ อยู่กำลังก่อกวนมณฑล และ พลพรรคของ ตงจั๋วมีอำนาจเหนือกว่าในเมืองหลวง ข้าขอให้ท่าน ผู้ทรงเกียรติ ให้ความสำคัญกับตำแหน่งสำคัญของราชสำนักมากกว่าความคับข้องใจส่วนตัว และหันเหกำลังพลของท่านจากการโจมตีมณฑลสวี่ไปสู่การช่วยเหลือรัฐ เช่นนี้เพื่อความสุขของเมืองนั้นและทั่วโลก"
                        โจโฉระบายความโกรธแค้นออกมาอย่างหนัก “เล่าปี่ นี่ใคร กัน ถึงได้กล้าเขียนมาตักเตือนข้า แถมยังพูดจาเสียดสีอีก”
 เขาออกคำสั่งประหารชีวิตผู้ถือจดหมายและเร่งปิดล้อมเมือง แต่กัวเจียกลับโต้แย้งว่า “ เล่าปี่เดินทางมาจากแดนไกลเพื่อช่วยเถาเฉียนเขาพยายามใช้ความสุภาพก่อนที่จะใช้อาวุธ ข้าขอวิงวอนท่านอาจารย์ โปรดตอบด้วยถ้อยคำอันไพเราะ เพื่อที่หัวใจของเขาจะได้สงบสุข หากเช่นนั้นจงบุกโจมตีด้วยกำลังพล เมืองจะล่มสลาย”
                        โจโฉเห็นว่าคำแนะนำนี้เป็นประโยชน์ จึงละเว้นให้ผู้ส่งสารบอกให้รอก่อนแล้วค่อยนำคำตอบกลับไป ระหว่างนั้นก็มีนักขี่ม้านำข่าวร้ายมาแจ้งลือโป๋ได้บุกโจมตีมณฑลเยี่ยน
 เมื่อหลี่เจวี๋ยและกัวซื่อสองทหารของตงจั๋วประสบความสำเร็จในการโจมตีเมืองหลวงลือปู้จึงหนีไปหยวนซู่แต่หยวนซู่กลับมองเขาอย่างไม่ไว้วางใจเพราะความไม่มั่นคงของเขา และปฏิเสธที่จะรับเขาไว้ จากนั้นหยวนเส้าจึงพยายามใช้เขาโจมตีจางเหยียนที่ฉางซานแต่ความสำเร็จนี้ทำให้เขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ และท่าทางเย่อหยิ่งของเขาทำให้ผู้บัญชาการคนอื่นๆ ไม่พอใจ หยวน เส้าเกือบ จะประหารชีวิตเขาเสียแล้ว เพื่อหนีจากเรื่องนี้ เขาจึงไปหาจางหยางซึ่งยอมรับเขา
 ในช่วงเวลานี้ปังชู่ผู้ซึ่งปกป้อง ครอบครัวของ ลฺหวี่โป๋ตั้งแต่เขาหายตัวไป ได้คืนครอบครัวของเขาให้กับเขา การกระทำดังกล่าวทำให้หลี่เจวี๋ยและกัวซื่อโกรธ แค้น จึงประหารปังชู่และเขียนจดหมายถึง ผู้คุ้มครองของ ลฺหวี่โป๋เพื่อขอรับใช้เขาเช่นกัน เพื่อหนีจากเหตุการณ์นี้ลฺหวี่โป๋จึงต้องหลบหนีอีกครั้ง และครั้งนี้ได้ร่วมมือกับจางเหมี่ยว
 เขามาถึงพอดีตอนที่พี่ชายของจางเหมี่ยว กำลังแนะนำ เฉินกง กงกล่าวกับจางเหมี่ยวว่า “จักรวรรดิได้เริ่มแตกแยกแล้ว และเหล่านักรบกำลังยึดครองสิ่งที่พวกเขาทำได้ เป็นเรื่องน่าแปลกที่เจ้าแม้จะมีข้อได้เปรียบมากมายแต่กลับไม่ลงมือเพื่อเอกราชโจโฉได้ออกเดินทางไปโจมตีทางตะวันออกโดยทิ้งเขตแดนของตนเองไว้อย่างไร้การป้องกันลฺหวี่ปู้เป็นหนึ่งในนักรบในยุคนั้น หากเจ้าและเขาร่วมกันโจมตีและยึดครองแคว้นเยียนได้ เจ้าก็สามารถขึ้นครองราชย์ได้”
 จางเหมี่ยวรู้สึกพอใจและตั้งใจที่จะลองดู ในไม่ช้าลือปู้ก็ครอบครองมณฑลหยานและพื้นที่ใกล้เคียงได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นเพียงสามมณฑลเล็กๆ ที่ได้รับการป้องกันอย่างยากลำบากเฉาเหรินเคยรบมามากมายแต่ก็พ่ายแพ้ทุกครั้ง และผู้ส่งข่าวร้ายก็มาจากเขาเพื่อขอความช่วยเหลือ
                        โจโฉรู้สึกเสียใจอย่างมาก จึงกล่าวว่า “หากเมืองของข้าสูญสิ้น ข้าก็ไม่มีบ้านให้กลับ ต้องรีบทำอะไรสักอย่างแล้ว”
                        “สิ่งที่ดีที่สุดคือการเป็นเพื่อนกับLiu Beiไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามและกลับไปยังมณฑล Yan ” Guo Jiaกล่าว
 จากนั้นเขาเขียนจดหมายถึงเล่าปี่มอบจดหมายให้ผู้ส่งสารที่รออยู่ และเก็บค่าย ข่าวที่ว่าข้าศึกได้ออกไปแล้วนั้น สร้างความยินดีอย่างยิ่งแก่ผู้ว่าการใหญ่ต่อมาท่านได้เชิญทหารรักษาการณ์ต่างๆ เข้าเมือง และจัดเตรียมงานเลี้ยงและงานเลี้ยงฉลองเพื่อแสดงความขอบคุณ ในงานเลี้ยงครั้งหนึ่ง เมื่องานเลี้ยงเสร็จสิ้นลง เขาได้ดำเนินแผนการเกษียณอายุของตนเพื่อเอื้อประโยชน์แก่เล่าปี่เขาวางเขาลงบนที่นั่งอันทรงเกียรติสูงสุด แล้วโค้งคำนับต่อผู้อาวุโส จากนั้นจึงกล่าวปราศรัยต่อที่ประชุม
 “ข้าแก่ชราและอ่อนแอ บุตรชายทั้งสองของข้าไม่มีความสามารถที่จะดำรงตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ได้เล่าปี่ ผู้สูง ศักดิ์สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ ท่านมีคุณธรรมอันสูงส่งและความสามารถอันยอดเยี่ยม ให้เขารับช่วงต่อการปกครองแคว้นนี้ แล้วข้าจะยอมพักผ่อนเพื่อดูแลสุขภาพของข้าอย่างเต็มใจ” เล่าปี่ตอบว่า “ข้ามาตามคำขอของขงเหวินจู่เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วมณฑลสวีรอดพ้นมาได้ แต่ถ้าข้ารับไป โลกคงด่าข้าว่าเป็นคนชั่ว”
                        หมี่จูกล่าวว่า “เจ้าปฏิเสธไม่ได้ราชวงศ์ฮั่นกำลังล่มสลาย อาณาจักรของพวกเขากำลังพังทลาย และบัดนี้ถึงเวลาแห่งความกล้าหาญและสัญญาณไฟ ที่นี่เป็นเขตที่อุดมสมบูรณ์ มีประชากรหนาแน่น และเจ้าคือบุรุษที่จะปกครองมัน”
                        “แต่ฉันไม่กล้ายอมรับ”
                        “ท่านผู้ว่าราชการแผ่นดินเป็นผู้ที่ทนทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง” เฉินเติ้ง กล่าว “และไม่อาจมองเห็นปัญหาได้ ท่านไม่อาจปฏิเสธได้ ท่าน”
                         เสวียน เต๋อกล่าวว่า “ หยวนซู่เป็นตระกูลผู้ปกครอง และตำแหน่งสูงสุดของรัฐถูกจัดขึ้นถึงสี่ครั้งในสามชั่วอายุคน ทั่วทั้งจักรวรรดิเคารพเขา ทำไมจึงไม่เชิญเขามาทำหน้าที่นี้?”
                         “เพราะเขาคือกระดูกเน่าเปื่อยในหลุมศพอันมืดมิด ไม่น่าพูดถึงเลย โอกาสนี้เป็นของขวัญจากสวรรค์ และคุณจะไม่มีวันเสียใจกับการสูญเสียมันไป” กงหรงกล่าว
                         กงหรงพูดเช่นนั้นแต่เล่าปี่ ยังคง ปฏิเสธอย่างดื้อรั้นเถาเฉียนอ้อนวอนเขาทั้งน้ำตา “ข้าจะตายถ้าเจ้าทิ้งข้าไป และจะไม่มีใครปิดตาข้า”
 “พี่ชาย คุณควรยอมรับข้อเสนอที่ให้มา” กวนยูกล่าว “ทำไมต้องวุ่นวายกันนัก” จางเฟย กล่าว “พวกเราไม่ได้ยึดครองพื้นที่นี้ไว้ เขาต่างหากที่ต้องการมอบพื้นที่นี้ให้กับท่าน” “พวกคุณทุกคนโน้มน้าวให้ฉันทำสิ่งที่ผิด” หลิวเป้ยกล่าว เต้าเฉียน ได้ อ้อนวอนเล่าปี่ ถึง สามครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธถึงสามครั้ง จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “ด้วยความที่ตั้งใจแน่วแน่ บางทีเขาอาจจะยินยอมตั้งค่ายที่เซี่ยผิงก็ได้ มันเป็นแค่เมืองเล็กๆ แต่เขาสามารถเฝ้าดูแลเมืองนี้ได้จากที่นั่น”
 ทุกคนต่างร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าเล่าปี่ยินยอม เขาก็ยอม เมื่องานเลี้ยงฉลองชัยชนะสิ้นสุดลง ถึงเวลาอำลา เมื่อจูหยุนลาไป เล่าปี่ก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลริน สลับกันไปมาขงหรงและผู้นำก็กลับบ้านของตน เมื่อหลิวเป้ยและพี่น้องของเขาย้ายไปอยู่ที่เซียพีพวกเขาซ่อมแซมแนวป้องกันก่อนแล้วจึงออกประกาศเพื่อสงบสติอารมณ์ชาวเมือง ในขณะเดียวกันโจโฉกำลังนำกองทัพของตนกลับไปยังดินแดนของตน เมื่อโจเหรินมาถึงเพื่อแจ้งให้เขาทราบถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ได้แก่ลฺหวี่ ปู้ได้นำกองทัพที่แข็งแกร่งด้วยความช่วยเหลือของเฉิน กงและว่า หยานโจวและผู่หยางได้พ่ายแพ้ไปแล้ว และเหลือเพียงจวนเฉิง ตงอา และฟานเท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดอยู่จนถึงคนสุดท้าย ต้องขอบคุณไหวพริบร่วมกันของซุนหยูและเฉิงหยู
                        “เท่าที่ข้ารู้เกี่ยวกับชายคนนี้” โจโฉประกาศ “ ลือโป๋อาจดูองอาจ แต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม ไม่น่ากังวลเลย” และทรงออกคำสั่งให้กองทัพตั้งค่ายอยู่ที่นั่น ระหว่างที่ทรงเรียกเหล่าแม่ทัพมาประชุมสภาสงคราม
                        ครั้นลื้อปู้ทราบว่าโจโฉกำลังนำทัพกลับและผ่านเมืองเต็งไปแล้ว จึงเรียกแม่ทัพสองนาย คือเสว่หลานและหลี่เฟิงมา แล้วกล่าวว่า “ข้าตั้งใจจะให้พวกเจ้าสองคนมาช่วยงาน รวบรวมทหารหนึ่งหมื่นนายไปยึดเมืองหยานโจว ข้าจะนำทัพไปตีโจโฉ ให้กระจุย ”
                        พวกเขาเห็นด้วย แต่แล้วเฉินกงก็รีบเข้ามาพูดว่า “ท่านนายพล ท่านจะไปที่ไหนถึงยอมสละหยานโจว?”
                        “ข้าตั้งใจจะตั้งค่ายทหารไว้ที่ผู่หยาง” ลั่วปู้ตอบ “เพื่อที่จะวางโจโฉไว้ระหว่างกองไฟสองกอง”
 “เราทำได้ดีกว่านี้” เฉินกง กล่าว “ท่านน่าจะให้เสว่หลานอยู่ที่นี่เพื่อยึดเมืองหยานโจวไว้ แต่ทางตอนใต้ของที่นี่ 180 ลี้ มีเส้นทางอันตรายผ่านไท่ซาน ท่านควรส่งกำลังพลหนึ่งหมื่นนายไปซุ่มโจมตีที่นั่น เมื่อได้ยินว่าหยานโจวพ่ายแพ้โจโฉจะรีบเร่งเคลื่อนพลไปตามเส้นทางนั้น หากรอจนกองทัพผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้วจึงโจมตี ท่านก็สามารถยึดกองทัพของเขาได้ในการโจมตีครั้งเดียว”
                        แต่ลั่วปู้กลับตอบเพียงว่า “การตั้งแคมป์ของฉันที่ผู่หยางก็ใช้ได้เหมือนกัน อะไรทำให้คุณคิดว่าล้มเหลวล่ะ” และไม่ฟังคำแนะนำของเฉินกง เขาจึงปล่อยให้ เซว่หลานควบคุมหยานโจวและเดินจากไป
 ไม่นานนัก ขณะที่โจโฉกำลังเข้าใกล้ถนนสายนั้นที่ตัดผ่านไท่ซานกัวเจียก็กล่าวว่า “เราควรหยุดได้แล้ว ข้าเกรงว่าจะมีการซุ่มโจมตีที่นี่” แต่โจโฉกลับหัวเราะและกล่าวว่า “คนไร้สมองอย่างลฺหวี่ปู้คงได้แต่สั่งเสว่หลานให้ยึดเหนี่ยวหยานโจวไว้ระหว่างที่เคลื่อนพลไปยังผู่หยาง แล้วเขาจะมาซุ่มโจมตีที่นี่ได้อย่างไรกัน?” แล้วเขาก็สั่งให้โจเหรินนำทัพบางส่วนไปล้อมหยานโจว ขณะที่เขานำทัพที่เหลือเดินทัพอย่างรวดเร็วไปโจมตีลฺหวี่ปู้หยาง
 เมื่อเฉินกงได้ยินว่ากองทัพของโจโฉ ใกล้เข้ามา จึงเสนอแผนใหม่ โดยกล่าวว่า “ทหารของ โจโฉคงจะอ่อนล้าหลังจากเดินทัพมาไกลขนาดนี้ เราควรสู้รบทันทีดีกว่าปล่อยให้พวกเขาฟื้นกำลังและกำลังใจ”  ลือโป๋ตอบว่า “เหตุใดข้าผู้สามารถขี่ม้าข้ามแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ จะต้องมาวิตกกังวลเกี่ยวกับโจโฉ ? ปล่อยให้เขาตั้งถิ่นฐานอยู่ในค่ายของเขา แล้วข้าจะจับเขาเอง”
 โจโฉจึงได้เข้าเฝ้าผู่หยางและตั้งค่ายอยู่ใกล้ๆ วันรุ่งขึ้น เขาจึงนำทัพออกไปจัดทัพในสนามรบโจโฉ นั่งคร่อมม้าใต้ธงประจำป้อมที่ประตูค่ายของตน มองดู กองทัพของ ลฺหวี่ ปู้ เข้ามาด้วย กองทัพทั้งหมดมีห้าหมื่นนาย เสียงกลองสะเทือนสะเทือนไปทั่วสนามรบ พวกเขาจัดทัพเป็นวงกลม ลฺหวี่ปู้ขี่ม้านำหน้า ขนาบข้างด้วยนายทหารสองคน คนแรกเป็นชาวอำเภอหม่าอี้ในสังกัดกองบัญชาการเหยียนเหมิน จางเหลียวเรียกตัวเองว่าเหวินหยวนส่วนอีกคนชื่อจางปาเรียกตัวเองว่าเสวียนเกาตามมาด้วยนายทหารอีกหกคน ได้แก่ห่าวเหมิงเฉา ซิ งเฉิงเหลียนเว่ยซูซ่งเซียนและโห่วเฉิง
                        โจโฉชี้ไปที่คู่ต่อสู้แล้วถามว่า “เจ้ากับข้าไม่ได้ทะเลาะกัน ทำไมเจ้าถึงขโมยจังหวัดและกองบัญชาการของข้าไป”
                        “มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งในปราสาทของฮั่น” ลือโป้แย้ง “ทำไมเจ้าถึงต้องเก็บมันทั้งหมดด้วยล่ะ”
 ทันใดนั้นเขาก็เรียกจางปา ให้ ขี่ม้าออกมาและท้าทายเยว่จิ้นขี่ม้า จาก ทางฝั่งโจโฉออกไปรับการประลอง ม้าทั้งสองตัวพุ่งเข้าหากัน หอกสองเล่มถูกยกขึ้นพร้อมกัน ทั้งคู่แลกหมัดกันมากกว่าสามสิบครั้งโดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เปรียบกัน จากนั้นเซี่ยโหวตุนก็ตบหลังม้าแล้วขี่ม้าออกไปช่วยเพื่อน ขณะที่จางเหลียว ออกมา จาก ทางฝั่งของ ลือปู้เพื่อตัดขาดเขา และทั้งคู่ก็ต่อสู้กันอย่างดุเดือดเช่นกัน
 บัดนี้เลือดเนื้อเชื้อไขของเขาพลุ่ง พล่าน ลือโป๋ก็ยกหอกขึ้นและเร่งม้าศึกให้พุ่งเข้าโจมตีขบวนทัพของข้าศึกเซียโห่วตุนและเยว่จิ้นต่างพากันหลบหนี ขณะที่ลือโป๋รุกคืบไปข้างหน้า กองทัพของ โจโฉพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ พวกเขาถอยทัพไปสามสิบสี่สิบลี้ ขณะที่ลือโป๋นำกำลังพลของตนกลับค่าย
 หลังจากพ่ายแพ้ไปครั้งหนึ่งโจโฉก็กลับไปยังค่ายเพื่อประชุมหารือกับเหล่าแม่ทัพอีกครั้งอวี้จิ้นกล่าวว่า “วันนี้ข้าสังเกตเห็นจากยอดเขาว่าลือโป๋มีค่ายอีกแห่งทางตะวันตกของผู่หยาง แต่กลับไม่มีกำลังพลเลย คืนนี้พวกเขาคงคิดว่าเราหนีไปไกลแล้ว คงไม่เตรียมการป้องกันใดๆ ทำไมไม่นำทหารไปโจมตีค่ายนั้นล่ะ? ถ้าเรายึดได้ กองทัพของ ลือโป๋คงหวั่นไหวแน่ นั่นเป็นแผนการที่ดีที่สุด”
 โจโฉทำตามคำแนะนำของเขา เขานำม้าและทหารราบที่คัดสรรแล้วจำนวนสองหมื่นตัว ภายใต้การบังคับบัญชาของโจหง หลี่เตียนเหมาเจี๋ยลฺหวี่เฉียนอวี้จิ้นและเตียนเว่ยออกเดินทางในคืนนั้นตามเส้นทางข้างเคียงเพื่อโจมตีค่าย ขณะเดียวกันลือโป๋กำลังแสดงความยินดีกับลูกน้องที่ค่ายหลักเฉินกงบอกเขาว่า “ค่ายตะวันตกเป็นสถานที่สำคัญ หากโจโฉเปิดฉากโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว เจ้าจะทำอย่างไร” ลือโป๋ตอบว่า “วันนี้เขาแพ้ไปแล้วหนึ่งศึก จะกล้ากลับมาอีกจริงหรือ”
 “ โจโฉเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจที่สุด” เฉินกงยืนยัน “เราต้องใช้มาตรการป้องกันเขาไม่ให้บุกโจมตีในจุดที่เราไม่ได้เตรียมการ” ดังนั้นลือโปจึงให้เกาซุ่นนำเว่ยสวีและโฮ่วเฉิงนำทัพไปคุ้มกันค่ายตะวันตก พอพลบค่ำโจโฉก็นำทัพไปยังค่ายตะวันตกและเปิดฉากโจมตีจากทุกทิศทุกทาง ทนไม่ไหว ทหารในค่ายจึงกระจัดกระจายหนีไป โจโฉจึงยึดค่ายได้ จนกระทั่งถึงยามสี่ของคืนนั้น เกาซุนจึงมาถึงพร้อมกับกำลังเสริม เขานำทัพบุกเข้าโจมตี ขณะที่โจโฉกำลังนำทัพของตนเองออกไปอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างสับสน ทันใดนั้นรุ่งสาง เสียงกลองดังกึกก้องมาจากทางทิศตะวันตก ผู้คนต่างรายงานว่าลือปู้ได้นำทัพของตนมายังพื้นที่นั้นแล้วโจโฉจึงละทิ้งค่ายเพื่อถอยทัพ
 จากด้านหลังเกาชุนนำเว่ยซูและโฮ่วเฉิงไล่ตามกองทัพของโจโฉ จากด้านหน้า ลือโป๋นำกำลังที่เหลือบุกเข้าหา เมื่อหยู่จิ้นและเยว่จิ้นโจมตีจากสองฝั่งยังไม่สามารถสกัดกั้นการรุกคืบของลือโป๋ได้ โจโฉจึงหันกลับไปทางเหนือ กองกำลังอีกกองหนึ่งเดินทัพออกมาจากด้านหลังเนินเขา ใต้จางเหลียวทางซ้ายและจางปาทางขวาโจโฉสั่งให้ลือเฉียนและโจหงต่อสู้กับพวกเขา แต่เมื่อการต่อสู้มุ่งหน้าสู่พวกเขาโจโฉเปลี่ยนทิศทางอีกครั้งและหนีไปทางตะวันตก ทันใดนั้นก็มีเสียงโห่ร้องดังขึ้นอีกครั้งในขณะที่กองกำลังอีกกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เพราะห่าวเห มิ งเฉาซิงเฉิงเหลียนและซ่งเซียนได้กีดขวางทางนี้ไว้
 บัดนี้เหล่าทหารของโจโฉ กำลังต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด โดยมี โจโฉเป็นผู้นำทัพบุกเข้าโจมตีแนวข้าศึก ทว่าเสียงกระทบของไม้ พลธนูของข้าศึกก็เริ่มยิงธนูใส่พวกเขาเป็นชุด โจโฉ ยังคิดจะหนีไม่พ้น จึงร้องออกมาว่า “ใครก็ได้ ช่วยข้าด้วย!”
 แม่ทัพคนหนึ่งของเขารีบควบม้าออกไป มันคือเตียนเว่ยถือหอกเหล็กคู่หนึ่ง “อย่ากลัวเลย ท่านชาย!” เขาร้องออกมา แล้วกระโดดลงจากหลังม้า แทงหอกลงดิน หยิบดาบสั้นออกมาหนึ่งโหลซึ่งถืออยู่ในมือ เขาหันหน้าไปทางผู้ติดตามและกล่าวว่า “เมื่อพวกอันธพาลอยู่ห่างจากข้าสิบก้าว จงเรียกให้ออกมา”
                        จากนั้นเขาก็ก้าวเดินอย่างสง่างาม เดินไปข้างหน้าโดยไม่สนใจลูก ศรที่พุ่งเข้ามา พลม้าของ ลือโป๋ หลายสิบนาย ควบม้าเข้าหาเขา และขณะที่พวกเขาเข้าใกล้ เหล่าผู้ติดตามก็ตะโกนว่า “สิบก้าว!”
                        “ห้าโมงแล้วโทร!” เตียนเหว่ยตะโกนกลับ ขณะนี้ “ห้าก้าว!” แล้วเตียนเว่ยก็เหวี่ยงใบมีดออกไป ทุกครั้งที่เหวี่ยงออกไป ก็มีชายคนหนึ่งร่วงลงจากอานม้า และลูกดอกก็ไม่พลาดแม้แต่ครั้งเดียว
 เพียงชั่วพริบตา เหล่าทหารม้าราวสิบกว่านายก็ล้มตายลง ส่วนที่เหลือก็วิ่งหนีไปเตียนเว่ยรีบขึ้นหลังม้า วางหอกคู่หนึ่ง แล้วพุ่งเข้าใส่ข้าศึก ด้วยความที่ทนไม่ไหว แม่ทัพทั้งสี่ของ ลือปู้จึงวิ่งหนีไปคนละทาง บัดนี้เตียนเว่ยได้ฝ่าแนวข้าศึกและช่วยโจโฉออกไปแล้ว เมื่อ แม่ทัพและทหารคนอื่นๆ ของ โจโฉตามทัน พวกเขาก็เดินตามทางกลับไปยังค่ายของตน
                       ขณะที่พวกเขากำลังมองดูท้องฟ้ามืดลง เสียงตะโกนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ขณะที่ลือโป๋ควบม้าตามหลังมา ถือหอกไว้ในมือ “หยุดเดี๋ยวนี้นะ พวกโจรโจ!”
                       ตอนนั้นพวกผู้ชายก็อ่อนล้ามาก และม้าก็อ่อนล้ามาก ต่างพากันมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง แล้ววิ่งหนีไปทันที