Translate

22 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๓. จัมเปยยกจริยา การบำเพ็ญสีลบารมี

         อรรถกถาจัมเปยยนาคจริยาที่ ๓         
         พึงทราบวินิจฉัยในจัมเปยยนาคจริยาที่ ๓ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า จมฺเปยฺยโก พระยานาคชื่อว่าจัมเปยยกะ คือแม่น้ำชื่อว่าจัมปา อยู่ในระหว่างแคว้นอังคะและมคธะ. ใต้แม่น้ำนั้นแม้นาคพิภพก็ชื่อว่าจัมปา เพราะเกิดไม่ไกลกัน. นาคราชชื่อว่าจัมเปยยกะ เกิดที่นาคพิภพนั้น.
         บทว่า ตทาปิ ธมฺมิโก อาสึ แม้ในกาลนั้น เราเป็นผู้ประพฤติธรรม คือแม้ในกาลที่เราเป็นนาคราชชื่อว่าจัมเปยยกะนั้น ก็ได้เป็นผู้ประพฤติธรรม. 
         มีเรื่องย่อว่า พระโพธิสัตว์ในกาลนั้นบังเกิดในนาคพิภพชื่อว่าจัมปา เป็นนาคราชชื่อว่าจัมเปยยภะ มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก. นาคราชนั้นครองนาคราชสมบัติอยู่ในนาคพิภพนั้น เสวยอิสสริยสมบัติเช่นเดียวกับโภคสมบัติของเทวราช เพราะไม่มีโอกาสได้บำเพ็ญบารมี จึงดำริว่า ประโยชน์อะไรด้วยกำเนิดเดียรัจฉานนี้ เราจักเข้าอยู่ประจำอุโบสถ พ้นจากนี้แล้วจักบำเพ็ญบารมีให้ดีทีเดียว. 
         ตั้งแต่นั้นมาก็รักษาอุโบสถในปราสาทของตนนั่นเอง. 
         นางนาคมาณวิกาแต่งตัวแล้วมาหาพระโพธิสัตว์. 
         พระโพธิสัตว์ดำริว่า อยู่ที่ปราสาทนี้จักเป็นอันตรายแก่ศีลของเรา จึงออกจากปราสาทไปอยู่ในสวน. แม้ในสวนนั้นพวกนางนาคมาณวิกาก็มาหาอีก. 
         พระโพธิสัตว์ดำริว่า ในสวนนี้ ศีลของเราก็จักเศร้าหมอง เราจักออกจากนาคพิภพนี้ไปยังมนุษยโลก แล้วอยู่จำอุโบสถ. 
         ตั้งแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์ก็ออกจากนาคพิภพในวันอุโบสถ สละร่างกายให้เป็นทานโดยอธิษฐานว่า ผู้ต้องการหนังเป็นต้นของเรา จงเอาหนังไปเถิด. หรือประสงค์จะเอาไปทำกีฬางู ก็จงทำเถิด แล้วนอนขดขนดอยู่บนยอดจอมปลวก ใกล้ทางไม่ไกลบ้านชายแดนแห่งหนึ่ง อยู่ประจำอุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำและ ๑๕ ค่ำ. ในวันค่ำหนึ่งจึงไปนาคพิภพ. 
         เมื่อพระโพธิสัตว์รักษาอุโบสอยู่อย่างนี้ กาลเวลาล่วงไปยาวนาน. 
         ลำดับนั้น อัครมเหสีชื่อสุมนา กล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์ พระองค์เสด็จไปมนุษยโลกเข้าจำอุโบสถ. ก็มนุษยโลกนั้นเต็มไปด้วยภัยอันตราย จึงประทับอยู่ ณ ฝั่งโบกขรณีอันเป็นมงคล ทรงบอกนิมิต ๓ ประการแก่นางสุมนาว่า แม่นางผู้เจริญ หากใครทำร้ายเราให้ลำบาก น้ำในสระโบกขรณีนี้จักขุ่น. หากครุฑจับ น้ำจักเดือดพล่าน. หากหมองูจับ น้ำจักมีสีแดง. 
         แล้วอธิษฐานอุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ จึงออกจากนาคพิภพไปนอนบนยอดจอมปลวกนั้น ยังจอมปลวกให้งดงามด้วยความงามของร่างพระโพธิสัตว์. เพราะร่างของพระโพธิสัตว์ขาว ดุจพวงเงิน. ยอดศีรษะดุจลูกคลีทำด้วยผ้ากัมพลสีแดง. ร่างกายประมาณหัวงอนไถ. เมื่อครั้งพระภูริทัตประมาณขาอ่อน. เมื่อครั้งพระสังขปาละประมาณเรือโกลนลำหนึ่ง. 
         ในกาลนั้น มาณพชาวกรุงพาราณสีคนหนึ่งไปเมื่องตักกสิลา เรียนมนต์อาลัมพายน์ คือมนต์สะกดจิต เรียนจบแล้วก็กลับบ้านของตน มาตามทางนั้นเห็นพระมหาสัตว์ คิดว่า เรื่องอะไรที่เราจะกลับบ้านมือเปล่า จับนาคนี้ไปแสดงการเล่นในหมู่บ้านนิคมและราชธานี ก็จะได้ทรัพย์แล้วจึงค่อยไป ได้หยิบโอสถทิพย์ ร่ายทิพยมนต์เข้าไปหานาคราช. 
         นาคราชตั้งแต่ได้ยินทิพยมนต์ ได้เป็นดุจซี่เหล็กร้อนยอนเข้าไปในหูของพระมหาสัตว์ดุจปลายหงอนถูกขยี้. 
         พระมหาสัตว์ยกศีรษะออกจากระหว่างขนดมองดูนั่น ใครหนอ เห็นหมองู จึงดำริว่า พิษของเราแรงกล้า หากเราโกรธจักพ่นลมออกจากจมูก ร่างกายของหมองูนี้ ก็จะกระจุยกระจายดุจแกลบ. ทีนั้นศีลของเราก็จะขาด เราจักไม่มองดูหมองูละ. 
         พระมหาสัตว์หลับตาสอดศีรษะ เข้าไประหว่างขนด. 
         พราหมณ์หมองูเคี้ยวโอสถร่ายมนต์ พ่นน้ำลายลงบนร่างของพระมหาสัตว์. 
         ด้วยอานุภาพของโอสถและมนต์ ได้เป็นดุจพุพองผุดขึ้นในที่ที่น้ำลายถูกต้อง. 
         ลำดับนั้น พราหมณ์หมองูจึงจับที่หางฉุดออกมาให้นอนเหยียด เอาไม้ตีนแพะกดไว้ทำให้อ่อนกำลังแล้วจับศีรษะให้มั่น. พระมหาสัตว์อ้าปาก. หมองูจึงพ่นน้ำลายลงในปากของพระมหาสัตว์ ทำลายฟันด้วยกำลังมนต์โอสถ. เลือดเต็มปาก. 
         พระมหาสัตว์อดกลั้นทุกข์ถึงปานนี้ เพราะเกรงศีลของตนจะขาด จึงหลับตาไม่ทำแม้เพียงแลดู. 
         หมองูนั้นคิดว่า เราทำนาคราชให้หมดกำลังจึงขยำทั่วร่าง ดุจจะทำให้กระดูกตั้งแต่หางแหลกเหลว พันผ้าสำลี เอาด้ายมัด จับที่หาง เอาผ้าทุบ. โลหิตเปื้อนทั่วร่างพระมหาสัตว์. 
         พระมหาสัตว์อดกลั้นเวทนาอันสาหัส. 
         ลำดับนั้น หมองูรู้ว่าพระมหาสัตว์หมดกำลัง จึงเอาเถาวัลย์ทำตะกร้า จับพระมหาสัตว์ใส่ลงในตะกร้านำไปยังบ้านชายแดน ให้เล่นกีฬาท่ามกลางมหาชน. 
         พระมหาสัตว์ฟ้อนทำตามพราหมณ์ต้องการให้ทำ ในสีมีสีเขียวเป็นต้น ในสัณฐานมีสี่เหลี่ยมเป็นต้น ในประมาณมีละเอียดและหยาบเป็นต้น. ทำพังพานร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง. 
         มหาชนชอบใจได้ให้ทรัพย์เป็นอันมาก. วันเดียวเท่านั้นได้กหาปณะพันหนึ่งและบริขารมีค่าพันหนึ่ง. 
         พราหมณ์คิดมาแต่ต้นแล้วว่า ได้ทรัพย์พันหนึ่งแล้วจะปล่อย. แต่ครั้นได้ทรัพย์นั้นแล้ว คิดว่าในบ้านชายแดนเท่านั้น เรายังได้ทรัพย์ถึงเพียงนี้ เมื่อเราแสดงแก่พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา จักได้ทรัพย์มากเพียงไร. จึงหาเกวียนและยานน้อยที่สบายบรรทุกบริขารลงในเกวียน ตนเองนั่งบนยานน้อยที่สบาย คิดว่า เราจะให้พระมหาสัตว์เล่นกีฬาในบ้าน นิคมและราชธานี ด้วยบริวารอันใหญ่ ครั้นให้เล่นในราชสำนักของพระเจ้าอุคคเสนะ ในกรุงพาราณสีแล้วก็จะปล่อย จึงได้เดินทางไป. 
         พราหมณ์นั้นได้ฆ่ากบให้นาคราช. 
         นาคราชไม่กินด้วยคิดว่า พราหมณ์จักฆ่ากบเพราะอาศัยเราบ่อยๆ. 
         ทีนั้นพราหมณ์จึงให้น้ำผึ้งและข้าวตอกแก่พระมหาสัตว์. พระมหาสัตว์ไม่กินแม้น้ำผึ้งและข้าวตอกเหล่านั้นด้วยคิดว่า หากเราถือเอาอาหาร จักต้องตายภายในตะกร้านี้แหละ. 
         พราหมณ์ได้ไปถึงกรุงพาราณสีประมาณ ๑ เดือน ให้พระโพธิสัตว์เล่นกีฬาที่ประตูบ้านได้ทรัพย์เป็นอันมาก. 
         แม้พระราชาก็รับสั่งให้เรียกพราหมณ์นั้นมา ตรัสว่า จงให้เล่นกีฬาให้เราดู. 
         พราหมณ์ทูลรับพระดำรัสว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์จะให้เล่นกีฬาถวายพระองค์ในวัน ๑๕ ค่ำ พระเจ้าข้า. 
         พระราชารับสั่งให้ตีกลองป่าวประกาศว่า พรุ่งนี้ นาคราชจักฟ้อนที่พระลานหลวง ขอให้มหาชนจงมาประชุมดูเถิด วันรุ่งขึ้นรับสั่งให้ตกแต่งพระลานหลวง แล้วตรัสเรียกหาพราหมณ์ให้เข้าเฝ้า. พราหมณ์จึงนำพระมหาสัตว์ในตะกร้าแก้วไปวางตะกร้าไว้ ณ ที่ลาดอันวิจิตรนั่งอยู่. 
         พระราชาก็เสด็จลงจากปราสาทแวดล้อมด้วยมหาชนประทับนั่งเหนือราชอาสน์. พราหมณ์นำพระมหาสัตว์ออกมาแล้วให้ฟ้อน. 
         พระมหาสัตว์แสดงไปตามที่พราหมณ์คิดให้แสดง. 
         มหาชนไม่อาจทรงภาวะของตนไว้ได้ ต่างยกผ้าพันผืนโบกไปมา แล้วฝนตกเบื้องบนพระมหาสัตว์. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ตทาปิ มํ ธมฺมจารึ แม้ในกาลนั้น เราเป็นผู้ประพฤติธรรมเป็นอาทิ. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ตทาปิ คือ แม้ในกาลที่เราเป็นนาคราช ชื่อว่าจัมเปยยกะ. 
         บทว่า ธมฺมจารึ คือ ประพฤติกุสลกรรมบถ ๑๐. 
         ชื่อว่าผู้ประพฤติธรรม เพราะไม่ประพฤติสิ่งที่เป็นอธรรมแม้แต่น้อย. 
         บทว่า อุปวุฏฺฐอุโปสถํ คือ เข้าจำอุโบสถด้วยการรักษาอริยอุโบสถศีลประกอบด้วยองค์ ๘. 
         บทว่า ราชทฺวารมฺหิ กีฬติ คือ ให้เล่นอยู่ที่ประตูพระราชวังของพระเจ้าอุคคเสนะในกรุงพาราณสี. 
         บทว่า ยํ ยํ โส วณฺณํ จินฺตยิ คือ พราหมณ์หมองูนั้นคิดว่า จงเป็นสีเขียวเป็นต้นเช่นใด. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า นีลํ ว ปีตโลหิตํ สีเขียว สีเหลือง สีแดงเป็นอาทิ. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า นีลํ ว. วาศัพท์ เป็นความไม่แน่นอน. 
         วาศัพท์ทำเสียงให้สั้นเป็น ศัพท์ เพื่อสะกดด้วยในการแต่งคาถา. 
         ด้วย วาศัพท์นั้น ท่านสงเคราะห์เอาความต่างของสีมีสีขาวเป็นต้น ความต่างของสัณฐานมีสันฐานกลมเป็นต้น ความต่างของประมาณมีละเอียดและหยาบเป็นต้น. 
         บทว่า ตสฺส จิตฺตานุวตฺตนฺโต คือ เปลี่ยนไปตามความคิดของหมองูนั้น. 
         บทว่า จินฺติตสนฺนิโภ แปลงกายให้เหมือนเขาคิด. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราช่วยจูงใจชนผู้เพ่งดูด้วยอาการที่หมองูคิดให้ทำ. อานุภาพของเรามิใช่แสดงอาการตามที่หมองูคิดอย่างเดียว ที่แท้เราทำน้ำให้เป็นบกบ้าง ทำบกให้เป็นน้ำบ้าง. เราสามารถทำแผ่นดินใหญ่อันเป็นบกให้เป็นน้ำได้ สามารถทำแม้น้ำให้เป็นแผ่นดินได้. อานุภาพใหญ่ด้วยประการฉะนี้. 
         บทว่า ยทิหํ ตสฺส กุปฺเปยฺยํ คือ หากเราโกรธเคืองต่อหมองูนั้น. 
         บทว่า ขเณน ฉาริกํ กเร คือ พึงทำให้เป็นเถ้าในขณะเกิดความโกรธนั่นแล. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความที่พระองค์สามารถกำจัดความฉิบหายอันจะเกิดขึ้นแก่พระองค์ในกาลนั้น บัดนี้ เพื่อทรงแสดงถึงความประสงค์ที่พระองค์ไม่ทำการกำจัด จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ยทิ จิตฺตวสี เหสฺสํ ดังนี้. 
         บทนั้นมีความดังต่อไปนี้ 
         ถ้าเราจักเป็นไปในอำนาจของจิต แม้ด้วยเหตุเพียงโกรธแล้วมองดูด้วยคิดว่า หมองูนี้เบียดเบียนเราเหลือเกิน. คงไม่รู้จักอานุภาพของเรา. เอาละ เราจักแสดงอานุภาพของเราให้หมองูเห็นดังนี้ ทีนั้นหมองูก็จักกระจุยกระจายดุจแกลบไปฉะนั้น. เราก็จักเสื่อมจากศีลตามที่เราได้สมาทานไว้. ก็เมื่อเราเสื่อมจากศีลมีศีลขาด ประโยชน์อันใดที่เราปรารถนาไว้ตั้งแต่บาทมูลของพระทศพลพระนามว่าทีปังกร ประโยชน์อันสูงสุด คือความเป็นพระพุทธเจ้านั้นก็จะไม่สำเร็จ. 
         บทว่า กามํ ภิชฺชตุ ยํ กาโย คือ กายมีความไม่เที่ยง ต้องขัดสี ต้องบีบนวด ต้องทำลายและต้องกำจัดเป็นธรรมดา สะสมขึ้นด้วยข้าวสุกและขนม คือมหาภูตรูป ๔ นี้จงแตกคือพินาศไป จงกระจุยกระจายไปเหมือนแกลบที่ซัดไปในลมแรงในที่นี้ก็ตามเถิด. 
         บทว่า เนว สีลํ ปภินฺเทยฺยํ, วิกิรนฺเต ภุสํ วิย คือ พระโพธิสัตว์คิดว่า แม้เมื่อร่างกายนี้กระจัดกระจายไปเหมือนแกลบ เราก็จะไม่ทำลายศีลอันเป็นเหตุแห่งความสำเร็จประโยชน์สูงสุด. เราจะไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิต จะบำเพ็ญศีลบารมีเท่านั้น แล้วจะอดกลั้นทุกข์เช่นนั้นในกาลนั้น ท่านแสดงไว้ดังนี้. 
         ก็เมื่อพระมหาสัตว์ตกอยู่ในเงื้อมมือของหมองูครบเดือนพอดี. 
         พระมหาสัตว์อดอาหารตลอดกาลประมาณเท่านั้น. 
         นางสุมนาแลดูสระโบกขรณีด้วยคิดว่า สามีของเราช้าเหลือเกิน จะมีเหตุอะไรหนอครั้นเห็นน้ำมีสีแดงก็รู้ว่า สามีถูกหมองูจับจึงออกจากนาคพิภพไปใกล้จอมปลวกเห็นที่ที่พระมหาสัตว์ถูกจับและที่ที่ถูกทรมาน จึงร้องไห้คร่ำครวญไปยังบ้านชายแดนถาม ครั้นทราบเรื่องราวแล้วก็ไปกรุงพาราณสี ยืนร้องไห้อยู่บนอากาศใกล้ประตูพระราชวัง. 
         พระมหาสัตว์กำลังฟ้อนอยู่ แหงนสู่อากาศเห็นนางสุมนา จึงละอายเข้าตะกร้านอน. 
         พระราชาในขณะที่พระโพธิสัตว์เข้าตะกร้า ทรงดำริว่า มีเหตุอะไรหนอ ประทับยืนทอดพระเนตรดูข้างโน้นข้างนี้ทรงเห็นนางสุมนายืนอยู่บนอากาศ ตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร ครั้นทรงทราบว่า นางเป็นนาคกัญญา ทรงเข้าพระทัยว่า นาคราชคงเห็นนางนาคกัญญานี้ละอายเข้าตะกร้าไปโดยไม่ต้องสงสัย. 
         ฤทธานุภาพตามที่ได้แสดงนี้เป็นของนาคราชเท่านั้น มิใช่ของหมองู จึงตรัสถามว่า นาคราชนี้มีอานุภาพมากถึงอย่างนี้ตกไปสู่มือของพราหมณ์นี้ได้อย่างไร ทรงสดับว่า นาคราชนี้มีศีลประพฤติธรรมเข้าอยู่จำอุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ มอบร่างกายของตัวให้เป็นทาน นอนอยู่บนยอดจอมปลวกใกล้ทางหลวง. ถูกหมองูจับในที่นั้น.
         นาคราชนี้มีนาคกัญญาตั้งพันเปรียบด้วยนางเทพอัปสร สมบัติในนาคพิภพเช่นกับสมบัติในเทวโลก. นาคราชนี้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก สามารถพลิกแผ่นดินทั้งสิ้นได้. นาคราชคิดอย่างเดียวว่า ศีลของเราจักขาด จึงยอมรับทุกข์อย่างรุนแรงเห็นปานนี้. 
         พระราชาทรงเกิดสังเวช ทันใดนั้นเองได้พระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก ยศและความอิสระอย่างใหญ่หลวงแก่พราหมณ์ แล้วทรงให้ปล่อยด้วยพระดำรัสว่า เอาเถิดท่านพราหมณ์ผู้เจริญขอท่านจงปล่อยนาคราชนี้เถิด. 
         พระมหาสัตว์ยังเพศนาคให้หายไปกลายเพศเป็นมาณพ ปรากฏดุจเทพกุมาร. 
         แม้นางสุมนาก็ลงจากอากาศยืนอยู่ใกล้กับพระโพธิสัตว์นั้นถวายบังคมพระราชาทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอเชิญพระองค์เสด็จมาทอดพระเนตรที่อยู่ของข้าพระองค์เถิด. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     จัมเปยยกนาคราชพ้นออกมาแล้วจึงทูลกะ 
               พระราชาว่า ข้าแต่พระเจ้ากาสี ขอความนอบน้อม 
               จงมีแด่พระองค์ ข้าแต่ท่านผู้ยังแคว้นกาสีให้เจริญ 
               ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระองค์ ข้าพระองค์ขอ 
               ถวายบังคมแด่พระองค์ ขอพระองค์พึงเห็นนิเวศน์ 
               ของข้าพระองค์. 
         พระราชาทรงอนุญาตให้พญานาคกลับไปยังนาคพิภพ. 
         พระมหาสัตว์พาพระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริพารไปยังนาคพิภพแสดงอิสสริยสมบัติของตน อยู่ในนาคพิภพได้ ๒-๓ วันจึงให้ตีกลองป่าวประกาศว่า พวกข้าราชบริพารทั้งหมดจงถือเอาทรัพย์มีเงินและทองเป็นต้นตามความต้องการ. มอบทรัพย์ถวายพระราชา ๑๐๐ เล่มเกวียน. 
         พระมหาสัตว์ถวายโอวาทด้วยราชธรรมกถา ๑๐ ประการ มีอาทิว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมดาพระราชาควรทรงบริจาคทาน ควรรักษาศีล ควรจัดการรักษาป้องกันคุ้มครองเป็นธรรมในกิจทั้งปวงแล้วส่งเสด็จกลับ. 
         พระราชาเสด็จออกจากนาคพิภพด้วยพระยศอันใหญ่เสด็จถึงกรุงพาราณสี. 
         ได้ยินว่า ตั้งแต่นั้นมาในพื้นชมพูทวีปมีเงินและทองเป็นอันมาก. 
         พระมหาสัตว์รักษาศีลกระทำอุโบสถกรรมทุกกึ่งเดือน พร้อมด้วยบริษัทได้ไปบังเกิดบนสวรรค์. 
            หมองูในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้.
      นางสุมนา คือมารดาพระราหุล.
อุคคเสนะ คือพระสารีบุตร. 
              จับเปยยกนาคราช คือพระโลกนาถ. 
         แม้ในจริยานี้พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระมหาสัตว์นั้นตามสมควร. 
         อานุภาพอันน่าอัศจรรย์ของพระโพธิสัตว์ในที่นี้มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
จบอรรถกถาจัมเปยยนาคจริยาที่ ๓

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๒. ภูริทัตตจริยา การบำเพ็ญสีลบารมี

         อรรถกถาภูริทัตตจริยาที่ ๒         
         พึงทราบวินิจฉัยในภูริทัตตจริยาที่ ๒ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า ภูริทตฺโต คือ ผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน จึงชื่อว่าภูริทัตตะ. 
         ชื่อที่มารดาบิดาของพระโพธิสัตว์ตั้งให้ในครั้งนั้นว่า ทัตตะ. 
         ก็พระโพธิสัตว์นั้นวินิจฉัยปัญหาอันเกิดขึ้นในนาคพิภพ ในพิภพของท้าววิรูปักษ์มหาราช และในดาวดึงส์พิภพด้วยดี. เมื่อท้าววิรูปักษ์มหาราชไปเมืองไตรทศกับบริษัทนาคแล้วนั่งล้อมท้าวสักกะ ปัญหาตั้งขึ้นในระหว่างทวยเทพ ใครๆ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้. 
         พระมหาสัตว์นั่งอยู่บนบัลลังก์อันประเสริฐ ซึ่งท้าวสักกะอนุญาต จึงแก้ปัญหานั้น. 
         ลำดับนั้น ท้าวเทวราชจึงบูชาพระมหาสัตว์ด้วยของหอมและดอกไม้อันเป็นทิพย์ แล้วกล่าวว่า ทัตตะ ท่านมีปัญญามากเสมอด้วยแผ่นดิน ตั้งแต่นี้ไปท่านมีชื่อว่าภูริทัตตะ. 
         บทว่า ภูริ เป็นชื่อของแผ่นดิน. 
         เพราะฉะนั้น พระมหาสัตว์ปรากฏชื่อว่าภูริทัตตะ เพราะยินดีเนื้อความอันเป็นจริง เพราะเสมอด้วยแผ่นดิน และเพราะประกอบด้วยปัญญาใหญ่ดังแผ่นดิน. และมีฤทธิ์มาก เพราะประกอบด้วยฤทธิ์ของนาคใหญ่ด้วยประการฉะนี้. 
         ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกัปนี้แหละ โอรสของพระเจ้ากรุงพาราณสีถูกพระบิดาขับไล่ออกจากแว่นแคว้นไปอยู่ในป่า ได้อยู่กินกับนางนาคมาณวิกาตนหนึ่ง. เมื่ออยู่ร่วมกันก็เกิดทารกสองคนเป็นชาย ๑ หญิง ๑. บุตรชื่อสาครพรหมทัต. ธิดาชื่อสมุททชา. 
         ต่อมาเมื่อพระบิดาสวรรคต พระโอรสจึงเสด็จไปกรุงพาราณสี แล้วครองราชสมบัติ. 
         ครั้งนั้น นาคราชชื่อว่าธตรัฐ ครองราชสมบัติอยู่ในนาคพิภพประมาณ ๕๐๐ โยชน์. 
         ท้าวธตรัฐฟังถ้อยคำที่เต่าชื่อจิตตจูฬะ ผู้พูดเหลวใหลว่า พระเจ้ากรุงพาราณสีมีพระประสงค์จะยกพระธิดาให้แก่ตน. พระธิดานั้นชื่อว่าสมุททชา มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส จึงส่งนาคมาณพ ๔ ตนไปแล้วขู่พระเจ้ากรุงพาราณสีผู้ไม่ทรงปรารถนายกพระธิดาให้ด้วยพิษนาค. 
         เมื่อพระเจ้ากรุงพาราณสีตรัสว่าเราจะยกให้ จึงส่งบรรณาการเป็นอันมากด้วยสำแดงฤทธิ์ของนาคยิ่งใหญ่. ด้วยบริวารมาก นำพระธิดาของพระเจ้ากรุงพาราณสีไปสู่นาคพิภพ ตั้งไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี. 
         ครั้นต่อมา พระนางอาศัยท้าวธตรัฐได้โอรส ๔ องค์ คือสุทัศนะ ๑ ทัตตะ ๑ สุโภคะ ๑ อริฏฐะ ๑. 
         ในโอรสเหล่านั้น พระโอรสทัตตะเป็นพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ อันท้าวสักกะมีจิตยินดีโดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อน จึงปรากฏชื่อว่าภูริทัตตะ เพราะเป็นชื่อที่ท้าวสักกะประทานให้ว่าภูริทัตตะ. 
         ครั้งนั้น พระบิดาของโอรสเหล่านั้นได้ทรงแบ่งราชสมบัติให้ครององค์ละ ๑๐๐ โยชน์ ได้ปรากฏยศยิ่งใหญ่ มีนางนาคกัญญาองค์ละ ๑๖,๐๐๐ แวดล้อม. แม้พระบิดาก็ได้มีราชสมบัติ ๑๐๐ โยชน์เหมือนกัน. 
         พระโอรสทั้ง ๓ เสด็จมาเพื่อเยี่ยมพระมารดาบิดา ทุกๆ เดือน. ส่วนพระโพธิสัตว์เสด็จมาเยี่ยมทุกกึ่งเดือน. 
         วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เสด็จไปอุปฐากท้าวสักกะกับท้าววิรูปักษ์มหาราช ทรงเห็นสมบัติของท้าวสักกะเป็นที่จับใจยิ่งนัก มีเวชยันตปราสาท สุธรรมเทพสภา ต้นไม้สวรรค์ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีเทพอัปสรแวดล้อม จึงคิดว่า แม้สมบัติประมาณเท่านี้ก็ยังหาได้ยากในอัตภาพของนาค จะได้สัมมาสัมโพธิญาณได้แต่ไหน. ทรงรังเกียจอัตภาพนาค ทรงดำริว่า เราจักไปนาคพิภพอยู่รักษาอุโบสถ ประคับประคองศีลเท่านั้น ศีลนั้นจะเป็นเครื่องบ่มโพธิญาณ. ในเทวโลกนี้จักมีเหตุการณ์เกิดขึ้น จึงไปนาคพิภพทูลพระมารดาบิดาว่า ข้าแต่พระมารดาบิดา หม่อมฉันจักรักษาอุโบสถ. 
         เมื่อพระมารดาบิดาตรัสว่า ลูกจงอยู่จำอุโบสถในนาคพิภพนี่แหละ ภัยใหญ่หลวงจักมีแก่นาคผู้ออกไปภายนอก. 
         พระโพธิสัตว์ทำอย่างนั้นได้ครั้งเดียว ถูกนางนาคกัญญารบกวน ในครั้งต่อไปไม่บอกพระมารดาบิดา ตรัสเรียกภรรยาของตนมาตรัสว่า นี่แน่ะน้อง เราจะไปยังมนุษยโลกที่ฝั่งแม่น้ำยมุนา มีต้นไทรใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ไม่ไกลจากต้นไทรนั้น เราจะขดขนดบนยอดจอมปลวก นอนอธิษฐานอุโบสถ แล้วจักทำอุโบสถกรรม จึงออกจากนาคพิภพแล้วทำอย่างนั้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :- 
                     เราไปยังเทวโลก พร้อมกับท้าววิรูปักษ์มหาราช 
               ในเทวโลกนั้น เราได้เห็นทวยเทพผู้สมบูรณ์ด้วยความ 
               สุขโดยส่วนเดียว จึงสมาทานศีลวัตร เพื่อต้องการจะไป 
               สวรรค์นั้น เราชำระร่างกาย บริโภคอาหารพอยังชีวิตให้ 
               อยู่ได้ อธิษฐานอุโบสถมีองค์ ๔ ว่า ผู้ใดต้องการด้วยผิว 
               หนังก็ดี ด้วยเนื้อก็ดี ด้วยเอ็นก็ดี ด้วยกระดูกก็ดี ขอผู้ 
               นั้นจงเอาอวัยวะที่เราให้นี้ไปเถิด แล้วนอนอยู่บนยอด 
               จอมปลวก. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า วิรูปกฺเขน มหารญฺญา คือ ท้าวมหาราชผู้เป็นใหญ่ในหมู่นาคชื่อว่าวิรูปักษ์. 
         บทว่า เทวโลกํ คือ เทวโลกชั้นดาวดึงส์. 
         บทว่า อคจฺฉหํ คือ เราได้ไปแล้ว เข้าไปใกล้แล้ว. 
         บทว่า ตตฺถ คือ ในเทวโลกนั้น. บทว่า ปสฺสึ ตฺวาหํ คือ เราได้เห็น. 
         ตุ ศัพท์เป็นนิบาต. 
         บทว่า เอกนฺตํ สุขสมปฺปิเต ทวยเทพผู้สมบูรณ์ด้วยความสุขโดยส่วนเดียว คือพรั่งพร้อมด้วยความสุขโดยส่วนเดียวเท่านั้น. 
         สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สวรรค์ชื่อว่ามีผัสสายตนะมีอยู่. 
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สวรรค์อันเป็นความสุขเพียงเพื่อถึงด้วยการพูดนั้น ทำไม่ง่ายนัก. 
         บทว่า ตํ สคฺคํ คมนตฺถาย คือ เพื่อต้องการจะไป ด้วยการเกิดในสวรรค์นั้น. 
         บทว่า สีลพฺพตํ ได้แก่ วัตรคือศีล. 
         อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สีลพฺพตํ ได้แก่ อุโบสถศีลและวัตรอันได้แก่การถือมั่นในการบริจาคอวัยวะ โดยบทมีอาทิว่า ผู้ต้องการหนังของเราจงเอาไปเถิด. 
         บทว่า สรีรกิจฺจํ คือ การรักษาร่างกายมีล้างหน้าเป็นต้น. 
         บทว่า ภุตฺวา ยาปนมตฺตกํ บริโภคเพียงให้ชีวิตเป็นไป คือนำอาหารเพียงให้ร่างกายดำรงอยู่ได้ เพื่อทำอินทรีย์ทั้งหลายให้หมดพยศ. 
         บทว่า จตุโร องฺเค คือ มีองค์ ๔. 
         บทว่า อธิฏฺฐาย คือ อธิษฐาน. บทว่า เสมิ คือ นอน. 
         บทว่า ฉวิยา แสดงถึงองค์ ๔ เหล่านั้น. 
         ในองค์ ๔ เหล่านั้น การสละผิวหนังเป็นองค์หนึ่ง. ที่เหลือเป็นองค์หนึ่งๆ. แต่ในที่นี้พึงเห็นว่า ท่านสงเคราะห์แม้เลือดด้วย มํส ศัพท์นั่นแหละ. 
         บทว่า เอเตน คือ ด้วยอวัยวะทั้งหลายเหล่านี้. 
         บทว่า หราตุ โส ขอผู้นั้นจงนำอวัยวะนี้ไปเถิด. 
         คือ ผู้ใดมีกิจที่จะพึงทำด้วยผิวหนังเป็นต้นเหล่านี้ ขอผู้นั้นจงถือเอาอวัยวะที่เราให้นี้ไปทั้งหมด เพราะเหตุนั้น ท่านยินยอมให้โดยไม่คำนึงถึงอวัยวะของตน. 
         เมื่อพระมหาสัตว์ทรงรักษาอุโบสถทุกกึ่งเดือนโดยทำนองนี้ ล่วงไปตลอดกาลยาวนาน. 
         เมื่อกาลผ่านไปอย่างนี้ วันหนึ่ง พราหมณ์เนสาทคนหนึ่งพร้อมกับบุตรของตนชื่อว่าโสมทัต ได้ไปถึงที่นั้น ในเวลาอรุณขึ้นเห็นพระมหาสัตว์แวดล้อมด้วยนาคกัญญา จึงได้ไปหาพระมหาสัตว์. 
         ทันใดนั้นเอง นาคกัญญาทั้งหลายดำแผ่นดินหนีไปยังนาคพิภพ. 
         พราหมณ์ถามพระมหาสัตว์ว่า ท่านผู้พ้นทุกข์ท่านเป็นใคร เป็นเทวดา ยักษ์หรือนาค. 
         พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า หากพราหมณ์นี้รู้จักตนตามความเป็นจริงก็จะพึงไปเสียจากที่นี้ พึงทำการอยู่ของเราในที่นี้ให้ปรากฏแก่มหาชน. ด้วยเหตุนั้น จะพึงเป็นอันตรายแก่การอยู่รักษาอุโบสถของเรา. ถ้ากระไร เราจะพาพราหมณ์ออกจากที่นี้ไปสู่นาคพิภพ แล้วมอบสมบัติอันยิ่งใหญ่ให้. พราหมณ์จักยินดีในนาคพิภพนั้นเป็นแน่. 
         ด้วยเหตุนั้น การรักษาอุโบสถของเราก็จะพึงอยู่ได้นาน. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสกะพราหมณ์ว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราจะให้ยศอันใหญ่ยิ่งแก่ท่าน. พิภพนาคน่ารื่นรมย์. มาไปนาคพิภพกันเถิด. 
         พราหมณ์กล่าวว่า นาย, ข้าพเจ้ามีบุตร เมื่อเขามาข้าพเจ้าจักมา. 
         พระมหาสัตว์ตรัสว่า พราหมณ์ท่านจงไปนำบุตรมาเถิด. พราหมณ์ไปบอกความนั้นแก่บุตรแล้วนำบุตรมา. พระมหาสัตว์พาพ่อลูกทั้งสองนำมาสู่นาคพิภพด้วยอานุภาพของตน. อัตภาพทิพย์ปรากฏแก่พ่อลูกในนาคพิภพนั้น. 
         พระมหาสัตว์ทรงประทานทิพยสมบัติให้แก่พ่อลูก แล้วทรงประทานนาคกัญญาให้คนละ ๔๐๐. พ่อลูกเสวยสมบัติยิ่งใหญ่. 
         แม้พระมหาสัตว์ก็มิได้ทรงประมาท ได้รักษาอุโบสถ. ทุกกึ่งเดือนได้ทรงไปเยี่ยมพระมารดาบิดา แล้วทรงกล่าวธรรมกถา จากนั้นก็ไปหาพราหมณ์ถามถึงทุกข์สุขแล้วตรัสว่า ท่านพึงบอกถึงสิ่งที่ท่านต้องการ แล้วตรัสต่อไปว่า ท่านไม่พอใจอะไรก็จงบอก ทรงทำปฏิสันถารกับโสมทัตแล้วเสด็จกลับที่ประทับ. 
         พราหมณ์อยู่ที่นาคพิภพได้หนึ่งปี เพราะตนมีบุญน้อย ไม่พอใจจะอยู่ จึงพาบุตรไปอำลาพระโพธิสัตว์ ไม่รับทรัพย์เป็นอันมากที่พระโพธิสัตว์ทรงให้ แม้แก้วมณีซึ่งเป็นแก้วสารพัดนึกให้สำเร็จสิ่งที่ปรารถนาทั้งปวงก็ไม่รับ เพราะค่าที่ตนเป็นคนไม่มีวาสนา กล่าวว่า ข้าพเจ้าจะไปมนุษยโลก แล้วจักบวช. 
         พระมหาสัตว์สั่งให้นาคมาณพพาพราหมณ์พร้อมกับบุตรไปส่งถึงมนุษยโลก. 
         พ่อลูกทั้งสองเปลื้องเครื่องทิพย์และผ้าทิพย์ออก แล้วลงสระโบกขรณีเพื่อจะอาบน้ำ ในขณะนั้น เครื่องประดับและผ้าทิพย์ก็อันตรธานไปสู่นาคพิภพนั่นเอง. 
         ลำดับนั้น ผ้ากาสาวะและผ้าเก่าที่ตนนุ่งไปครั้งแรกก็สวมลงในร่างกาย. 
         สองพ่อลูกถือธนู ศรและหอก เข้าป่าล่าเนื้อ สำเร็จชีวิตอยู่อย่างเดิม.
         สมัยนั้น ดาบสองค์หนึ่งให้มนต์อาลัมพายน์ที่ได้มาจากพระยาครุฑและโอสถอันสมควรแก่มนต์นั้น และมนต์ทิพย์แก่พราหมณ์คนหนึ่ง ซึ่งบำรุงตน. 
         พราหมณ์นั้นคิดว่า เราได้อุบายเครื่องเลี้ยงชีพแล้ว จึงพักอยู่ ๒-๓ วัน อำลาดาบสไปถึงฝั่งแม่น้ำยมุนา โดยลำดับท่องมนต์นั้น เดินไปตามทางหลวง. 
         ครั้งนั้น นางนาคมาณวิกาซึ่งเป็นบริจาริกาของพระโพธิสัตว์ ถือเอาแก้วมณี อันเป็นแก้วสารพัดนึกให้ทุกสิ่งที่ต้องการ วางแก้วมณีไว้เหนือกองทราย ณ ฝั่งแม่น้ำยมุนา เพลิดเพลินในยามราตรีด้วยแสงของแก้วมณีนั้น ตอนอรุณขึ้นได้ยินเสียงมนต์ของพราหมณ์ตกใจกลัว ด้วยสำคัญว่า เป็นครุฑ ไม่ถือเอาแก้วมณีไปด้วย ดำลงในแผ่นดินไปนาคพิภพ. 
         พราหมณ์จึงถือเอาแก้วมณีไป. 
         ในขณะนั้น เนสาทพราหมณ์ไปป่ากับบุตรเพื่อล่าเนื้อ เห็นแก้วมณีในมือพราหมณ์นั้น จำได้ว่าเป็นแก้วมณีสารพัดนึกของพระภูริทัตตะ อยากจะได้แก้วมณีนั้น จึงทำเป็นสนทนาปราศรัยกับพราหมณ์นั้นรู้ว่าแก้วมณีนั้นมีมนต์ขลัง จึงกล่าวว่า หากท่านให้แก้วมณีนี้แก่เรา เราจักแสดงนาคซึ่งมีอานุภาพมากแก่ท่าน ท่านพานาคนั้นเที่ยวไปยังหมู่บ้าน นิคมและราชธานีจักได้ทรัพย์เป็นอันมาก. 
         เมื่อพราหมณ์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นจงจับมาแสดงเถิด. 
         เนสาทพราหมณ์จึงพาพราหมณ์นั้นไปยืนอยู่ไม่ไกล ชี้ให้ดูพระโพธิสัตว์ ซึ่งนอนขดขนดอยู่บนยอดจอมปลวกอันเป็นที่รักษาอุโบสถ. 
         พระมหาสัตว์เห็นเนสาทนั้น ดำริว่า เจ้าเนสาทนี้แม้เรานำไปยังนาคพิภพเพราะเกรงว่า จะพึงทำอันตรายแก่อุโบสถของเราให้ดำรงอยู่ในมหาสมบัติก็ไม่ปรารถนา. อยากจะหลีกออกจากนาคพิภพกลับไปเอง ไม่ต้องการแม้แก้วมณีที่เราให้ แต่บัดนี้กลับพาคนจับงูมา. หากเราโกรธคนประทุษร้ายมิตรนี้ ศีลก็จักขาด. เราอธิษฐานอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๔ ไว้แต่แรก อุโบสถนั้นจงเป็นไปตามที่เราอธิษฐานไว้เถิด. เจ้าอาลัมพายน์จะเชือดเฉือนเราหรือไม่ก็ตาม เราจะไม่โกรธเขา จึงหลับตาทำอธิษฐานบารมีให้เป็นปุเรจาริก คือนำไปข้างหน้า สอดศีรษะไว้ในระหว่างขนดนอนเฉย. 
         แม้เนสาทพราหมณ์ก็กล่าวว่า ท่านอลัมพายน์ ท่านจงจับนาคนี้ ท่านจงให้แก้วมณีแก่เราเถิด. 
         อาลัมพายน์เห็นนาคก็ดีใจ ไม่คำนึงถึงแก้วมณีแต่อย่างไร โยนแก้วมณีลงในมือกล่าวว่า เอาไปเถอะพ่อพราหมณ์. แก้วมณีนั้นพลัดจากมือพราหมณ์ พอตกถึงพื้นดินเท่านั้นก็แทรกแผ่นดินไปสู่นาคพิภพทันที. 
         เนสาทพราหมณ์เสื่อมจากแก้วมณี และจากความเป็นมิตรกับพระภูริทัตตะ จึงหมดที่พึ่งหลีกไป. 
         แม้อาลัมพายน์ก็เอาโอสถที่มีอานุภาพมาก ทาร่างกายของตนแล้วเคี้ยวกินหน่อยหนึ่ง พ่นน้ำลายลงในกายของตนร่ายทิพยมนต์เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ จับที่หางกระชากออกมา แล้วจับศีรษะจนแน่น งัดปากของพระโพธิสัตว์ เคี้ยวโอสถ พ่นโอสถกับน้ำลายเข้าไปในปาก. พระมหาสัตว์เป็นผู้สะอาด ไม่โกรธเพราะเกรงศีลขาดจึงไม่ลืมตา. 
         อาลัมพายน์จับพระโพธิสัตว์ที่หางด้วยกำลังโอสถและทิพยมนต์ จับศีรษะไว้ข้างล่าง รีดเอาอาหารออก ให้นอนเหยียดยาวบนแผ่นดิน เอามือขยำดุจขยำหมอน. กระดูกทั้งหลายได้เป็นเหมือนจะแหลกละเอียด. จับที่หางอีกทุบเหมือนทุบผ้า. 
         พระมหาสัตว์แม้ได้รับทุกข์ถึงปานนี้ก็มิได้โกรธ. รำลึกถึงศีลของตนอย่างเดียว. อาลัมพายน์ทำพระมหาสัตว์ให้หมดกำลัง เอาเถาวัลย์มัดเตรียมกระสอบใส่พระมหาสัตว์ลงในตะกร้า. แต่ร่างกายของพระมหาสัตว์ใหญ่ จึงเข้าไปในตะกร้าไม่ได้. อาลัมพายน์จึงเอาส้นเท้าเหยียบพระมหาสัตว์ให้เข้าไปจนได้ แล้วแบกตะกร้าไปยังหมู่บ้านหมู่หนึ่งวางลงท่ามกลางบ้านประกาศว่า ผู้ประสงค์จะดูนาคฟ้อนรำจงมาดูได้. 
         พวกชาวบ้านทั้งหมดพากันมามุงดู. 
         ในขณะนั้น เนสาทอาลัมพายน์จึงพูดว่า มหานาคจงออกมา. 
         พระมหาสัตว์ดำริว่า วันนี้เราควรเล่นให้ประชาชนพอใจ. โดยประการฉะนี้ เนสาทอาลัมพายน์ได้ทรัพย์มากจักดีใจปล่อยเรา เราจักทำสิ่งที่เนสาทให้เราทำทุกประการ. 
         เนสาทอาลัมพายน์พูดกะพระโพธิสัตว์ซึ่งออกจากตะกร้าว่า เจ้าจงทำให้ใหญ่. พระมหาสัตว์ก็ได้ทำให้ใหญ่. เมื่อเนสาทพูดว่า จงทำให้เล็ก จงขด จงคลาย ให้มีพังพานหนึ่ง ให้มีพังพานสองจนถึงพันพังพาน ให้สูง ให้ต่ำ ให้เห็นตัว ให้หายตัว ให้เห็นครึ่งตัว ให้สีเขียว เหลือง แดง ขาว หงสบาท ให้พ่นควัน เปลวไฟและน้ำ. 
         ดังที่ท่านกล่าวว่า พระโพธิสัตว์เนรมิตอาการนั้นแล้วแสดงการฟ้อน.
         พวกมนุษย์เห็นดังนั้นคิดว่าน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี จึงได้ให้เงินทอง ผ้าและเครื่องประดับเป็นอันมาก. เนสาทอาลัมพายน์ได้ทรัพย์ในหมู่บ้านนั้นประมาณ ๑,๐๐๐. 
         อันที่จริง เมื่อเนสาทอาลัมพายน์จับพระมหาสัตว์ได้สัญญาว่า ได้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้วจักปล่อยพระมหาสัตว์. แต่เนสาทอาลัมพายน์ ครั้นได้ทรัพย์นั้นแล้วคิดว่า ในหมู่บ้านน้อยๆ เรายังได้ทรัพย์ถึงเพียงนี้. ถ้าในพระนครเราจักได้ทรัพย์อีกมากมาย ด้วยความโลภทรัพย์จึงมิได้ปล่อยพระโพธิสัตว์. 
         อาลัมพายน์รวบรวมทรัพย์ในหมู่บ้านนั้น จึงให้ช่างทำตะกร้าแก้ว ใส่พระมหาสัตว์ลงในตะกร้านั้น ตนขี่ยานเล็กอย่างสบาย พาบริวารใหญ่ออกจากหมู่บ้าน ให้พระมหาสัตว์เล่นไปตามบ้าน นิคมและราชธานี จนถึงกรุงพาราณสี. 
         อาลัมพายน์ไม่ให้น้ำผึ้งและข้าวตอกแก่พระยานาค ให้แต่กบ. 
         พระมหาสัตว์ไม่ยอมรับอาหาร เพราะเกรงว่าอาลัมพายน์จะไม่ปล่อย. แม้พระโพธิสัตว์จะไม่รับอาหาร อาลัมพายน์ก็ยังพระมหาสัตว์ให้เล่นตามหมู่บ้านใกล้ประตูพระนคร ๔ ด้านเป็นต้นประมาณ ๑ เดือน. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     อาลัมพายน์อันบุคคลผู้อกตัญญู บอกแล้ว 
               ได้จับเราใส่ไว้ในตะกร้า ให้เราเล่นในที่นั้นๆ 
               แม้เมื่ออาลัมพายน์ใส่เราไว้ในตะกร้า แม้เมื่อบีบ 
               เราด้วยฝ่ามือ เราก็ไม่โกรธ เพราะเรากลัวศีลของ 
               เราจะขาด การที่เราบริจาคชีวิตของตนเป็นของ 
               เบาแม้กว่าหญ้า การล่วงศีลของเราเป็นเหมือนดัง 
               ว่าแผ่นดิน 
                     เราพึงสละชีวิตของเราสิ้นร้อยชาติเนืองๆ 
               เราไม่พึงทำลายศีล แม้เพราะเหตุแห่งทวีปทั้ง ๔ 
               ถึงแม้เราจะถูกพราหมณ์อาลัมพายน์ใส่ไว้ใน 
               ตะกร้า เราก็มิได้ทำจิตให้โกรธเคือง เพื่อรักษาศีล 
               เพื่อบำเพ็ญศีลบารมีให้เต็ม ฉะนี้แล. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า สํสิโต บอกแล้ว คืออาลัมพายน์อันคนอกตัญญู ชี้บอกถึงที่อยู่อย่างนี้ว่า พระยานาคนี้นอนอยู่ที่ยอดจอมปลวก ใกล้ต้นไทรโน้น. 
         บทว่า อกตญฺญุนา อธิบายว่า เนสาทพราหมณ์ผู้ประทุษร้ายมิตร ผู้ไม่รู้อุปการะที่ตนทำแล้ว. 
         บทว่า อาลมฺพาโน คือ พราหมณ์ผู้จับงูได้ชื่ออย่างนี้ว่า อาลมฺพายน เพราะร่ายวิชาชื่อว่าอาลัมพายน์ คือวิชาสะกดจิต. 
         บทว่า มมคฺคหิ คือ ได้จับเรา. 
         บทว่า กีเฬติ มํ ตหี ตหึ คือ ให้เราเล่นในบ้าน นิคม ชนบท และราชธานีนั้นๆ เพื่อเลี้ยงชีพของตน. 
         บทว่า ติณโตปิ ลหุโก มม ความว่า การบริจาคชีวิตของตนเบา แม้กว่าการบริจาคเส้นหญ้า ย่อมปรากฏแก่เรา. 
         บทว่า ปฐวีอุปฺปตนํ วิย ดุจแผ่นดิน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ส่วนการล่วงศีลย่อมปรากฏแก่เราว่า เป็นสิ่งที่หนักกว่านั้นดุจการพลิกแผ่นดินซึ่งหนาถึง ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์. 
         บทว่า นิรนฺตรํ ชาติสตํ ความว่า เราพึงสละคือสามารถสละชีวิตของเรา เพราะเหตุการไม่ล่วงศีลเนืองๆ สิ้นร้อยชาติของเราไม่น้อย คือในชาติแม้ร้อยชาติไม่น้อย. 
         บทว่า เนว สีลํ ปภินฺเทยฺยํ ความว่า เราไม่พึงทำลายศีลแม้ข้อเดียวที่เราสมาทานแล้ว คือไม่ให้เสื่อม. 
         บทว่า จตุทฺทีปาน เหตุปิ แม้เพราะเหตุแห่งทวีปทั้ง ๔ ท่านแสดงว่า เพราะเหตุจักรพรรดิราชสมบัติอันเป็นสิริ. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระองค์ทรงสละแม้ชีวิตของพระองค์ แล้วทรงรักษาศีลอย่างเดียว ทั้งพระองค์มิได้ทรงโกรธเคืองในพราหมณ์เนสาทอาลัมพายน์ ผู้ทำความย่อยยับให้ เพื่อรักษาศีลนั้นจึงตรัสพระคาถาสุดท้ายมีอาทิว่า อปิจ ดังนี้. 
         บทนั้นมีความดังได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล. 
         เมื่อพระโพธิสัตว์ตกอยู่ในเงื้อมมือของคนจับงู พระมารดาของพระโพธิสัตว์ทรงฝันร้าย ไม่ทรงเห็นโอรส ณ ที่นั้น ได้ถูกความโศกครอบงำ. 
         ลำดับนั้น สุทัศนะผู้เป็นเชษฐบุตร (โอรสองค์ใหญ่) ของพระมารดานั้นได้ทราบข่าว จึงส่งสุโภคะพระอนุชาไปสั่งว่า น้องจงไปป่าหิมพานต์ตรวจหาน้องภูริทัตตะที่แม่น้ำใหญ่ทั้ง ๕ และที่สระใหญ่ทั้ง ๗ แล้วจงกลับมา. ส่งอริฏฐะพระอนุชาองค์เล็กไปสั่งว่า หากทวยเทพประสงค์จะฟังธรรมพาน้องภูริทัตตะไปเทวโลก แล้วนำไปในที่นั้น. น้องจงนำภูริทัตตะกลับจากเทวโลก. 
         ส่วนตนเองจะไปเที่ยวหาในมนุษยโลก จึงแปลงเพศเป็นดาบสออกจากนาคพิภพ. พระภคินีต่างพระมารดาของพระโพธิสัตว์ ชื่อว่าอัจจิมุขี มีความรักในพระโพธิสัตว์มาก จึงได้ติดตามไป. สุทัศนะจึงให้นางอัจจิมุขีแปลงเป็นลูกกบใส่ไว้ในระหว่างชฎาเที่ยวตามหาทุกแห่งหน เป็นต้นว่า สถานที่รักษาอุโบสถของพระมหาสัตว์ ถึงกรุงพาราณสีโดยลำดับ ได้ไปยังประตูพระราชวัง. 
         ในกาลนั้น อาลัมพายน์เปิดตระกร้าเพื่อให้พระภูริทัตตะแสดงการเล่นถวายพระราชาในท่ามกลางมหาชน ณ พระลานหลวงแล้วได้ให้สัญญาณว่า ออกมาเถิด มหานาค. 
         พระมหาสัตว์โผล่ศีรษะมองดูเห็นสุทัศนะพี่ชายจึงเลื้อยออกจากตะกร้าตรงไปหา. 
         มหาชนต่างกลัวจึงรีบถอยออกไป. 
         พระโพธิสัตว์ไปไหว้สุทัศนะแล้วกลับเข้าตะกร้า. อาลัมพายน์เข้าใจว่าดาบสถูกนาคกัด จึงกล่าวว่า อย่ากลัว อย่ากลัว. 
         สุทัศนะกล่าวว่านาคนี้จักทำอะไรเราได้ ชื่อว่าหมองูเช่นกับเราไม่มีอีกแล้ว ต่างโต้เถียงกัน. 
         สุทัศนะจึงกล่าวว่า ท่านพานาคนี้มาขู่ เราจะให้ลูกกบกำจัดอาลัมพายน์ให้ย่อยยับ จึงเรียกน้องสาวแล้วเหยียดมือ. ลูกกบนอนอยู่ในระหว่างชฎาได้ยินเสียงของสุทัศนะ จึงร้องเป็นเสียงกบ ๓ ครั้ง แล้วกระโดดออกมานั่งที่จะงอยบ่า คายพิษ ๓ หยดลงในฝ่ามือของสุทัศนะ แล้วเข้าไประหว่างชฎาของสุทัศนะอีก. 
         สุทัศนะแสดงหยาดพิษกล่าวว่า หากพิษนี้หยดลงในแผ่นดินต้นหญ้า ต้นหญ้าและป่าทั้งหลายจักย่อยยับหมด. หากขว้างขึ้นไปบนอากาศฝนจะไม่ตกไปตลอด ๗ ปี. หากหยดลงไปในน้ำ สัตว์น้ำมีเท่าใดจะตายหมด เพื่อให้พระราชาทรงเชื่อจึงให้ขุดบ่อ ๓ บ่อ. บ่อที่หนึ่งให้เต็มด้วยยาต่างๆ. บ่อที่สองให้เต็มไปด้วยโคมัย (คูถโค) บ่อที่สามให้เต็มด้วยยาทิพย์ แล้วจึงใส่หยดพิษลงในบ่อที่หนึ่ง. ทันใดนั้นก็เกิดควันลุกขึ้นเป็นเปลว. หยดพิษนั้นลามไปจับเอาบ่อโคมัย แล้วลุกลามไปถึงบ่อยาทิพย์ ครั้นไหม้ยาทิพย์หมดแล้วก็ดับ. 
         อาลัมพายน์ยืนอยู่ใกล้บ่อนั้น ไอควันพิษฉาบเอาผิวหนังลอกไป กลายเป็นขี้เรื้อนด่าง. 
         อาลัมพายน์ตกใจกลัวจึงเปล่งเสียงขึ้น ๓ ครั้งว่า ข้าพเจ้าจะปล่อยนาคราช. 
         พระโพธิสัตว์ได้ยินดังนั้น จึงออกจากตะกร้าแล้วเนรมิตอัตภาพ ประดับด้วยสรรพาลังการยืน ยืนโดยท่าทางดั่งเทวราช. 
         สุทัศนะและอัจจิมุขีก็ยืนอยู่เหมือนกัน. 
         ลำดับนั้น สุทัศนะทูลพระราชาว่าตนเป็นพี่ของพระภูริทัตตะ. 
         พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงเข้าไปกอดจุมพิตที่ศีรษะ ทรงนำเข้าภายในพระนคร ทรงกระทำสักการะสัมมานะยิ่งใหญ่ เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารกับพระภูริทัตตะ จึงตรัสถามว่า พ่อคุณ อาลัมพายน์จับพ่อผู้มีอานุภาพมากถึงอย่างนี้ได้อย่างไร. 
         พระภูริทัตตะทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ แล้วทรงแสดงธรรมแก่พระเจ้าลุงว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมดาพระราชาควรครองราชสมบัติโดยทำนองนี้. 
         ลำดับนั้น สุทัศนะทูลว่า ข้าแต่พระเจ้าลุง พระมารดาของข้าพระองค์ เมื่อไม่ทรงเห็นภูริทัตตะย่อมลำบาก. พวกข้าพระองค์ไม่สามารถจะอยู่ช้าในที่นี้ได้ แล้วทรงลาพระเจ้าลุงไปยังนาคพิภพกับพระภูริทัตตะและนางอัจจิมุขี. 
     อถ ตตฺถ มหาปุริโส คิลานเสยฺยาย นิปนฺโน คิลาน- 
         ปุจฺฉนตฺถํ อาคตาย มหติยา นาคปริสาย เวเท จ ยญฺเญ 
    จ พฺราหฺมเณ จ สมฺภาเวตฺวา กาณาริฏฺเฐ กเถนฺเต ตํ 
         วาทํ ภินฺทิตฺวา นานานเยหิ ธมฺมํ เทเสตฺวา สีลสมฺปทาย 
          ทิฏฺฐิสมฺปทาย จ ปติฏฺฐาเปตฺวา ยาวชีวํ สีลานิ รกฺขิตฺวา 
      อุโปสถกมฺมํ กตฺวา อายุปริโยสาเน สคฺคปุรํ ปูเรสิ ฯ 
         ครั้งนั้น พระมหาบุรุษนอนเป็นไข้ เมื่ออริฏฐะกล่าวโจมตีคัมภีร์พระเวท คัมภีร์ยัญญ์และคัมภีร์พราหมณของนาคบริษัทหมู่ใหญ่ผู้มาเพื่อถามอาการไข้ จึงทำลายวาทะนั้นเสีย แล้วแสดงธรรมโดยนัยต่างๆ ให้ตั้งอยู่ในศีลสัมปทาและทิฏฐิสัมปทา รักษาศีลตลอดชีวิต กระทำอุโบสถกรรม เมื่อสิ้นอายุก็ไปบังเกิดบนสวรรค์. 
         พระมารดาบิดาในครั้งนั้นได้เป็นพระราชตระกูลใหญ่ในครั้งนี้. 
         เนสาทพราหมณ์ คือเทวทัต. 
         โสมทัต คือพระอานนท์. 
         นางอัจจิมุขี คือนางอุบลวรรณา. 
         สุทัศนะ คือพระสารีบุตร. 
         สุโภคะ คือพระโมคคัลลานะ. 
         อริฏฐะ คือสุนักขัตตะ. 
         พระภูริทัตตะ คือพระโลกนาถ. 
         แม้ในภูริทัตตจริยานี้ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระภูริทัตตะนั้น โดยนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล. 
         แม้ในจริยานี้ก็พึงทราบคุณานุภาพของพระโพธิสัตว์ มีอาทิอย่างนี้ คือ 
         การที่พระโพธิสัตว์อันนางนาคกัญญา ๑๖,๐๐๐ บำเรออยู่ดุจรูปวิจิตร ในนาคพิภพของตนร้อยโยชน์ แม้ดำรงอยู่ในความเป็นอิสระในโลกของนาค เช่นกับสมบัติในเทวโลก ก็มิได้มัวเมาในความเป็นอิสระ บำรุงมารดาบิดาทุกกึ่งเดือน. 
         การอ่อนน้อมต่อผู้เป็นใหญ่ในตระกูล. 
         การตัดปัญหาที่เกิดขึ้นแก่หมู่นาค หมู่เทพชั้นจาตุมมหาราชิกา หมู่เทพชั้นดาวดึงส์ทั้งสิ้น ด้วยศัสตราคือปัญญาของตน ในท่ามกลางบริษัทนั้นๆ ได้ทันทีทันใด ดุจตัดกำก้านบัวด้วยศัสตราที่ลับดีแล้ว ฉะนั้น แล้วแสดงธรรมสมควรแก่จิตของบริษัทเหล่านั้น. 
         ละโภคสมบัติมีประการดังกล่าวแล้ว อธิษฐานอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๔ ไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิตของตน. 
         การยอมตกอยู่ในเงื้อมมือของหมองู เพราะเกรงจะพูดผิดคำปฏิญญา. 
         แม้เมื่อเนสาทอาลัมพายน์ทำการทารุณมีประการต่างๆ มีอาทิอย่างนี้ คือพ่นน้ำลายเจือด้วยยาพิษลงในปาก จับหางฉุดกระชากครูดสีบนแผ่นดิน เหยียบ. 
         แม้พระโพธิสัตว์ได้รับทุกข์ใหญ่ถึงปานนี้ แม้สามารถจะทำเนสาทอาลัมพายน์ให้เป็นเถ้าถ่านด้วยเพียงโกรธแล้วมองดู ก็รำพึงถึงศีลบารมี ไม่มีจิตคิดร้ายแม้แต่น้อยเพราะเกรงศีลจะขาด. 
         การทำตามใจเนสาทอาลัมพายน์ด้วยคิดว่าจะให้เขาได้ทรัพย์. 
         แม้ยังไม่อธิษฐานศีลก็ไม่โกรธเนสาทพราหมณ์ผู้ทำลายมิตรผู้เป็นคนอกตัญญู ซึ่งสุโภคะนำมาอีก. 
         การทำลายวาทะผิดที่อริฏฐะกล่าว แล้วแสดงธรรมโดยปริยายต่างๆ ในนาคบริษัทตั้งอยู่ในศีลและสัมมาทิฏฐิ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               ท่านผู้แสวงหาธรรมอันยิ่งใหญ่ น่าอัศจรรย์ 
               ไม่เคยมี 
                              ฯลฯ 
               โดยธรรมสมควรแก่ธรรม ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาภูริทัตตจริยาที่ ๒

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๑. สีลวนาคจริยา การบำเพ็ญสีลบารมี

อรรถกถาหัตถินาควรรคที่ ๒ การบำเพ็ญศีลบารมี
อรรถกถาสีลวนาคจริยาที่ ๑#- #- พม่าเป็น มาตุโปสกจริยา. 
         พึงทราบวินิจฉัยในสีลวนาคจริยาที่หนึ่งแห่งวรรคที่ ๒ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า กุญฺชโร คือ ช้าง. 
         บทว่า มาตุโปสโก ผู้เลี้ยงมารดา คือบำรุงมารดาชราตาบอด. 
         บทว่า มหิยา คือ ในแผ่นดิน. บทว่า คุเณน คือ ด้วยสีลคุณ. 
         ในครั้งนั้น ไม่มีอะไรที่จะเสมอเรา. 
         เรื่องมีอยู่ว่า พระโพธิสัตว์ ในครั้งนั้นบังเกิดในกำเนิดช้าง ณ หิมวันตประเทศ. เผือกผ่องตลอด รูปงาม สมบูรณ์ด้วยลักษณะเป็นหัวหน้าโขลง มีช้างบริวาร ๑๐๐,๐๐๐ เชือก. 
         ส่วนมารดาของพระโพธิสัตว์ตาบอด. 
         พระโพธิสัตว์ให้ผลาผลมีรสอร่อยในงวงช้างทั้งหลายแล้วเลี้ยงมารดา. ช้างทั้งหลายไม่เอาไปให้มารดาเคี้ยวกินเสียเอง. 
         พระโพธิสัตว์คอยสังเกตดูก็รู้เรื่องราว คิดว่าเราจะเลิกละโขลงช้าง เลี้ยงดูมารดาเอง. 
         ตอนกลางคืน เมื่อช้างเหล่าอื่นไม่รู้ ก็พามารดาไปยังเชิงเขาจัณโฑรณบรรพต เข้าไปอาศัยสระบัวสระหนึ่ง ให้มารดาอยู่ในถ้ำภูเขาซึ่งตั้งอยู่ แล้วเลี้ยงดู. 
         พรานป่าคนหนึ่งหลงทางไม่สามารถกำหนดทิศได้ร้องคร่ำครวญเสียจนดัง. พระโพธิสัตว์ได้ยินเสียงของพรานป่านั้นจึงดำริว่าชายผู้นี้ไร้ที่พึ่ง เมื่อเราอยู่การที่ชายผู้นี้จะพึงพินาศไปในที่นี้ไม่เป็นการสมควร. จึงไปหาพรานป่า เห็นพรานป่าหนีเพราะความกลัวจึงถามว่า ท่านผู้เจริญ ท่านไม่มีภัยเพราะอาศัยเราดอก. อย่าหนีไปเลย. เพราะเหตุไร ท่านจึงเที่ยวร้องคร่ำครวญอยู่เล่า. 
         พรานป่าตอบว่า ข้าพเจ้าหลงทางมา วันนี้เป็นวันที่ ๗ แล้วละนาย. 
         พระโพธิสัตว์กล่าวว่า อย่ากลัวไปเลยพ่อ เราจะพาท่านไปที่ทางเดินของมนุษย์. แล้วให้พรานป่านั่งบนหลังของตนนำออกจากป่าแล้วก็กลับ. 
         พรานป่าลามกคิดว่าเราจักไปพระนครกราบทูลแด่พระราชา จึงทำเครื่องหมายต้นไม้ภูเขาออกไปกรุงพาราณสี. 
         ในกาลนั้น มงคลหัตถีของพระราชาล้ม. พรานป่าจึงเข้าไปเฝ้าพระราชา กราบทูลถึงความที่ตนเห็นพระมหาบุรุษ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     พรานป่าพบเราในป่าใหญ่แล้วได้กราบทูล 
               แด่พระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ช้างมงคลสมควร 
               เป็นช้างพระที่นั่งทรง มีอยู่ในป่าใหญ่อันการจับ 
               ช้างนั้นไม่ต้องขุดคู แม้การปักเสาตะลุงและการ 
               ขุดหลุมลวงก็ไม่ต้อง ในขณะจับเข้าที่งวงเท่านั้น 
               ช้างนั้นก็จะมา ณ ที่นี่เอง พระเจ้าข้า. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ปวเน ทิสฺวา วนจโร คือ พรานป่าคนหนึ่งเที่ยวไปในป่าใหญ่เห็นเรา. 
         บทว่า รญฺโญ มํ ปฏิเวทยิ ความว่า จึงกราบทูลแด่พระราชา. 
         บทว่า ตวานุจฺฉโว คือ สมควรทำเป็นช้างพระที่นั่งทรงของพระองค์. 
         บทว่า น ตสฺส ปริกฺขายตฺโถ ไม่ต้องขุดคู. 
         ความว่า อันการจับช้างนั้นเพื่อการหนีไปกำบังตนด้วยการขุดคู ด้วยใบหูของนางช้าง ช้างเข้าไปในเชือกบ่วงที่เหวี่ยงไปหรือในเสาล่ามช้าง คือเสาตะลุงที่ปักไว้ ก็ไม่สามารถจะไปในที่ใดที่หนึ่งได้. ไม่มีประโยชน์ด้วยหลุมลวงเช่นนั้น. 
         บทว่า สหคหิเต คือ ในขณะจับ. บทว่า เอหิติ คือ จักมา.
         พระราชาได้ให้พรานป่าเป็นผู้นำทางไปป่า ทรงส่งควาญช้างไปกับบริวารด้วยมีพระดำรัสว่า ท่านจงนำคชสารที่พรานป่าบอกมาให้ได้. ควาญช้างนั้นได้ไปกับพรานป่า เห็นพระโพธิสัตว์เข้าไปยังสระบัวหาอาหาร ดังนี้. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     แม้พระราชาทรงได้ยินคำของพรานป่านั้นแล้ว 
               ก็ทรงดีพระทัย ทรงส่งควาญช้างซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ฉลาด 
               ศึกษาดีแล้ว. 
                     ควาญช้างนั้นไป ได้พบช้างกำลังถอนเหง้าบัวอยู่ 
               ในสระบัวหลวงเพื่อเอาไปเลี้ยงมารดา. ควาญช้างรู้คุณ 
               ศีลของเราพิจารณาดูลักษณะแล้ว กล่าวว่า มานี่แน่ลูก 
               แล้วจับที่งวงของเรา. 
         ในบทเหล่านั้นบทว่า เฉกาจริยํ คือ ควาญช้างผู้ฉลาดในวิธีจับช้างเป็นต้น. 
         บทว่า สุสิกฺขิตํ คือ ศึกษาดีแล้วด้วยสำเร็จวิชาฝึกช้าง. 
         บทว่า วิญฺญาย เม สีลคุณํ คือ ควาญช้างรู้คุณศีลของเราว่า ช้างผู้เจริญนี้เป็นช้างอาชาไนย ไม่โง่ ไม่ดุ มีปกติไม่คลุกคลี. 
         รู้อย่างไร? 
         บทว่า ลกฺขณํ อุปธารยิ คือ ควาญช้างพิจารณาดูลักษณะของเราโดยถ้วนถี่ เพราะเป็นผู้มีศิลปะในการดูช้างซึ่งศึกษามาเป็นอย่างดี. 
         ด้วยเหตุนั้น ควาญช้างจึงกล่าวว่า มานี่แน่ะลูก แล้วจับที่งวงของเรา.
         พระโพธิสัตว์เห็นควาญช้างแล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า ภัยของเรานี้เกิดจากพรานป่าผู้นี้ เรามีกำลังมากสามารถจะกำจัดแม้ช้างตั้งพันเชือกได้. เราโกรธขึ้นมาพอที่จะยังเหล่านักรบพร้อมด้วยแคว้นให้พินาศลงไปได้. แต่หากเราโกรธ ศีลของเราก็จะขาด เพราะฉะนั้น แม้ควาญช้างจะเอาหอกทิ่มแทง เราก็จะไม่โกรธ ดังนี้แล้วก็โน้มศีรษะลงยืนนิ่งอยู่. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ในกาลนั้น กำลังของเราที่มีอยู่ในกายตามปกติ 
               อันใด วันนี้กำลังของเรานั้นเสมอเหมือนกับกำลังของ 
               ช้างพันเชือก ถ้าเราโกรธควาญช้างผู้เข้ามาจับเรา เรา 
               พึงสามารถจะเหยียบย่ำเขาเหล่านั้นได้ แม้ตลอดราช 
               สมบัติของมนุษย์. 
                     แต่ถึงแม้เราจะถูกเขาใส่ไว้ในเสาตะลุง เราก็ไม่ 
               คิดโกรธ เพื่อรักษาศีล เพื่อบำเพ็ญศีลบารมีให้บริบูรณ์. 
               ถ้าเขาพึงทำลายเราที่เสาตะลุงนี้ด้วยขวานและหอกซัด 
               เราก็จะไม่โกรธเขาเลย เพราะเรากลัวศีลของเราจะขาด. 
         ในบทเหล่านั้นบทว่า ปากติกํ คือ เหมือนเดิม. 
         บทว่า สรีรานุคตํ คือ กำลังกายที่ติดอยู่กับร่างกาย. 
         อธิบายว่า มิใช่กำลังกายที่เกิดขึ้นด้วยญาณ คือความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย. 
         บทว่า อชฺช นาคสหสฺสานํ ความว่า ในวันนี้ เท่ากับช้างพันเชือก.
         บทว่า พเลน สมสาทิสํ คือ กำลังของเราเท่ากับกำลังในร่างกายของช้างเหล่านั้น มิใช่ด้วยเพียงเปรียบเทียบ เพราะในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลมงคลหัตถี. 
         บทว่า ยทิหํ เตสํ ปกุปฺเปยฺยํ คือ หากเราโกรธควาญช้างผู้เข้ามาเพื่อจับเรา เราพึงมีกำลังต่อสู้ในการทำลายชีวิตของควาญช้างได้. มิใช่มีกำลังต่อสู้ควาญช้างอย่างเดียว ที่จริงแล้วแม้ตลอดราชสมบัติของมนุษย์ เราก็จักทำลายราชสมบัติทั้งหมดของมนุษย์เหล่านั้นผู้มาโดยราชการ ให้เป็นเป็นผุยผงไป. 
         บทว่า อปิ จาหํ สีลรกฺขาย คือ แม้เราสามารถอย่างนั้นได้ เราก็ได้รับการคุ้มกันด้วยการรักษาศีล ด้วยการคุ้มครองของศีล อันตั้งอยู่ในตน ดุจผูกพันไว้. 
         บทว่า น กโรมิ จิตฺเต อญฺญถตฺตํ ความว่า เราไม่ทำจิตโกรธเคือง คือเราไม่ทำวิธีมีการจับฟาดเป็นต้นแก่สัตว์เหล่านั้น อันเป็นการทำลายศีลนั้น คือแม้จิตในการจับฟาดเป็นต้นนั้นก็มิได้เกิดขึ้นเลย. 
         บทว่า ปกฺขิปนฺตํ มมาฬฺหเก ความว่า ผูกเราไว้ที่เสาตะลุง คือผูกไว้ที่เสาล่ามช้าง. 
         คำว่า ทิสวาปิ เป็นคำเกิน. 
         หากถามว่า เพราะเหตุไร. 
         โยชนาแก้ไว้ว่า เมื่อเราไม่ทำลายศีลในฐานะเช่นนี้ ด้วยการบำเพ็ญศีลบารมีในไม่ช้าศีลบารมีก็จักบริบูรณ์เพราะเหตุนั้น เพื่อบำเพ็ญศีลบารมี เราจึงไม่ทำลายศีลแม้ในความคิด. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำความมั่นคงด้วยการรักษาศีลแม้ด้วยคาถาว่า ยทิ เต มํ ถ้าเขาทำลายเราดังนี้ แล้วทรงแสดงถึงความที่ศีลนั้นตั้งมั่นแล้ว. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า โกฏฺเฏยฺยุํ คือ พึงทำลาย. 
         บทว่า สีลขณฺฑภยา มม คือ เพราะกลัวศีลของเราจะขาด. 
         ก็พระโพธิสัตว์ครั้นดำริอย่างนี้แล้ว จึงยืนเฉยไม่ไหวติง. ควาญช้างหยั่งลงสู่สระประทุม เห็นลักษณะสมบัติของพระโพธิสัตว์นั้นจึงกล่าวว่า มานี่แน่ะลูก แล้วจับที่งวงเช่นกับพวงเงินไปถึงกรุงพาราณสีใน ๗ วัน. 
         ควาญช้างเมื่อถึงระหว่างทางได้ส่งข่าวถวายพระราชาให้ทรงทราบ.
         พระราชาทรงให้ตกแต่งพระนคร. 
         ควาญช้างนำพระโพธิสัตว์ซึ่งมีสายรัดทำด้วยกลิ่นหอมประดับประดาตกแต่งแล้วไปสู่โรงช้างวงด้วยม่านอันวิจิตรกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ. 
         พระราชาทรงถือโภชนะมีรสเลิศต่างๆ ไปให้แก่พระโพธิสัตว์. 
         พระโพธิสัตว์มิได้ทรงรับโภชนาหารด้วยดำริว่า เราเว้นมารดาเสียแล้ว จักไม่รับอาหาร. 
         แม้พระราชาขอร้องก็ไม่รับ กล่าวว่า :- 
               มารดาผู้น่าสงสาร ตาบอด ไม่มีผู้ดูแล 
               จะถูกตอตำเท้าตกภูเขาจัณโฑรณะ. 
         พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสถามว่า:- 
               ท่านมหานาค ใครคือมารดาของท่านตาบอด 
               ไม่มีผู้ดูแล จะถูกตอตำเท้าตกภูเขาจัณโฑรณะ. 
         พระโพธิสัตว์ทูลว่า :- 
               ข้าแต่มหาราช มารดาของข้าพระองค์ตาบอด 
               ไม่มีผู้ดูแล จะถูกตอตำเท้าตกภูเขาจัณโฑรณะ. 
         เมื่อพระโพธิสัตว์ทูลว่า วันนี้เป็นวันที่ ๗ มารดาของข้าพระองค์ยังไม่ได้อาหารเลย. 
         เพราะฉะนั้น พระราชาจึงตรัสว่า :- 
                     พวกท่านจงปล่อยมหานาค มหานาคนี้เลี้ยง 
               มารดา ขอมหานาคจงอยู่อย่างสงบกับมารดา พร้อม 
               ด้วยญาติเถิด. 
         แล้วรับสั่งให้ปล่อยไป. 
               กุญชรมหานาคพ้นจากพันธนาการแล้ว 
               พักผ่อนอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ไปภูเขาอันเป็นที่อยู่. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า กปณิกา คือ น่าสงสาร. 
         บทว่า ขาณุํ ปาเทน ฆฏฺเฏติ ความว่า มารดาร่ำไห้เพราะตาบอดและเพราะทุกข์ที่พรากจากบุตร จึงเสียดสีที่ต้นไม้นั้นๆ ด้วยเท้า.
         บทว่า จณฺโฑรณํ ปติ ได้แก่ ตกภูเขาจัณโฑรณะ คือมุ่งหน้าไปจัณโฑรณบรรพต. อธิบายว่า เดินวนเวียนอยู่ที่เชิงเขานั้น. 
         บทว่า อคมา เยน ปพฺพโต คือ ช้างตัวประเสริฐนั้นพ้นจากพันธนาการ แล้วพักอยู่หน่อยหนึ่ง แล้วแสดงทศพิธราชธรรมคาถาถวายพระราชา ทูลให้โอวาทว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ทรงประมาทเถิด. 
         มหาชนต่างบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ออกจากพระนครเข้าไปหามารดาในวันนั้นเอง แล้วแจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้มารดาทราบ. 
         มารดาดีใจ ได้อนุโมทนาพระราชาว่า :- 
                     ขอพระราชาผู้ปกครองแคว้นกาสีให้เจริญ 
               ปล่อยลูกของเราผู้มีความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ทุก 
               เมื่อ จงมีพระชนม์ยืนนานเถิด. 
         พระราชาทรงเลื่อมใสในคุณธรรมของพระโพธิสัตว์ รับสั่งให้สร้างบ้านไม่ไกลสระบัว ทรงปรนนิบัติพระโพธิสัตว์และมารดาของพระโพธิสัตว์เป็นเนืองนิจ. 
         ครั้นต่อมาเมื่อมารดาล้ม พระโพธิสัตว์ทำการฝังศพมารดาแล้ว ไปกุรัณฑกอาศรมบท. 
         ก็ ณ ที่นั้นมีฤๅษี ๕๐๐ ลงจากหิมวันตประเทศอาศัยอยู่. พระราชาทรงปรนนิบัติฤๅษีเหล่านั้น แล้วทรงให้ช่างแกะสลักหินทำเป็นรูปปฏิมาเหมือนรูปพระโพธิสัตว์ แล้วทรงบริจาคมหาสักการะ. 
         ชาวชมพูทวีปประชุมกันทุกปีโดยลำดับ กระทำการฉลองรูปเปรียบช้าง. 
         พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนท์ในครั้งนี้. 
         นางช้างคือพระนางมหามายา. 
         พรานป่าคือเทวทัต. 
         ช้างตัวประเสริฐเลี้ยงมารดาคือตถาคต. 
         แม้ในสีลวนาคจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงทานบารมีเป็นต้นตามสมควร. แต่ศีลบารมีเป็นบารมียอดเยี่ยม เพราะเหตุนั้น ศีลบารมีนั้น ท่านจึงยกขึ้นสู่เทศนา. 
         อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพแห่งพระมหาบุรุษไว้ในจริยานี้มีอาทิอย่างนี้ คือ 
         พระโพธิสัตว์แม้เกิดในกำเนิดเดียรัจฉานยังเข้าไปตั้งจิตเคารพมารดา อันสมควรแก่ความเป็นผู้แม้อันพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทรงสรรเสริญด้วยความเป็นพรหม เป็นบุรพเทพ เป็นบุรพาจารย์ เป็นอาหุไนยบุคคลของบุตร แล้วทำไว้ในใจว่า ขึ้นชื่อว่ามารดาเป็นผู้มีอุปการะมากของบุตร. เพราะฉะนั้น การบำรุงมารดาอันบัณฑิตทั้งหลายบัญญัติไว้แล้ว. แล้วเลี้ยงดูมารดาด้วยคิดว่าเราเป็นใหญ่กว่าช้างพันเชือกไม่ใช่น้อยมีอานุภาพ มาก เป็นหัวหน้าโขลง ช้างเหล่านั้นเชื่อฟังไม่คำนึงถึงอันตรายในการอยู่ผู้เดียว ละโขลงผู้เดียว จักบูชามารดาผู้เป็นเขตแห่งผู้มีอุปการะ. 
         การเห็นบุรุษหลงทางแล้วรับไปด้วยความเอ็นดู เลี้ยงด้วยอาหารของมนุษย์. 
         การอดกลั้นความผิดที่พรานป่านั้นทำไว้. 
         ถึงสามารถจักบีบบุรุษที่มาเพื่อจับตนมีควาญช้างเป็นหัวหน้า แม้ด้วยเพียงให้เกิดความหวาดสะดุ้งได้ก็ไม่ทำอย่างนั้น ด้วยคิดว่าศีลของเราจะขาดแล้วเข้าไปจับได้โดยง่ายดุจช้างที่ฝึกดีแล้ว. 
         การอดอาหารแม้ตลอด ๗ วัน ด้วยคิดว่าเว้นมารดาเสียแล้ว เราจักไม่กลืนกินอาหารอะไรๆ. 
         การไม่ทำจิตให้เกิดขึ้นว่าผู้นี้ผูกคล้องเรา แล้วแผ่เมตตาถวายพระราชา. 
         และการแสดงธรรมถวายพระราชาโดยนัยต่างๆ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               ท่านผู้แสวงหาเหล่านี้ น่าอัศจรรย์ ทั้งไม่เคยมี 
                                  ฯลฯ 
               จะพูดไปทำไม ถึงการทำตามโดยธรรมสมควร 
               แก่ธรรม ดังนี้.
จบอรรถกถาสีลวนาคจริยาที่ ๑

21 ธันวาคม 2568

บทที่ 18 เจียซู่สร้างชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ เซี่ยโหวตุนเสียตาข้างหนึ่ง นิยายรักสามก๊ก 三國演烹 三国演义 Romance of the Three Kingdoms

                        สามก๊ก (三國演義; 三国演义; Sānguó Yǎnyì)เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 ที่เชื่อกันว่าประพันธ์โดยหลัว กวนจง เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่วุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นในปี ค.ศ. 169 และสิ้นสุดลงด้วยการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวในปี ค.ศ. 280 โดยราชวงศ์จินตะวันตก นวนิยายเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจาก บันทึกสามก๊ก (三國志)ที่เขียนโดยเฉินโชว 
                       เรื่องราวนี้ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และเทพนิยาย นำเสนอชีวิตของขุนนางและข้าราชบริพารที่พยายามจะเข้ามาแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย หรือฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แม้ว่านวนิยายจะติดตามตัวละครนับร้อย แต่จุดสนใจหลักอยู่ที่กลุ่มอำนาจสามกลุ่มที่เกิดขึ้นจากซากปรักหักพังของราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็ก่อตั้งเป็นสามรัฐ ได้แก่ โจเว่ย ซู่ฮั่น และอู่ตะวันออก นวนิยายกล่าวถึงแผนการ การต่อสู้ส่วนตัวและทางทหาร การชิงอำนาจ และการต่อสู้ดิ้นรนของรัฐเหล่านี้เพื่อครองความเป็นใหญ่เป็นเวลาเกือบ 100 ปี 
                        สามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่นวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมจีน มีจำนวนคำทั้งหมด 800,000 คำ และตัวละครเอกเกือบพันตัว (ส่วนใหญ่เป็นตัวละครทางประวัติศาสตร์) ใน 120 บท นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ได้รับความรักมากที่สุดในเอเชียตะวันออก และอิทธิพลทางวรรณกรรมในภูมิภาคนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับผลงานของเชกสเปียร์ที่มีต่อวรรณกรรมอังกฤษ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านกันอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนยุคปลายจักรวรรดิและยุคใหม่ เฮอร์เบิร์ต ไจล์สกล่าวว่าในหมู่ชาวจีนเอง นวนิยายเรื่องนี้ถือเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
วีดีโอ : สามก๊ก 2010 ตอนที่ 18 ช่อง 13 Three Kingdoms
ก่อนหน้า👩🏽‍🎤                                                       🧚🏻‍♂️อ่านต่อ
 เจียซูซึ่งคาดเดาเจตนาของศัตรูได้ จึงวางแผนรับมือไว้เช่นกัน เขาจึงไปหาหัวหน้าของเขาแล้วกล่าวว่า “ข้าเห็นโจโฉสำรวจรอบเมืองอย่างละเอียด และเขาสังเกตเห็นว่ากำแพงด้านตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการบูรณะใหม่ด้วยอิฐโคลนชนิดที่แตกต่างออกไป และราวกันตกก็ชำรุดทรุดโทรมมาก เขาจะพยายามบุกเข้ามาทางนั้น ดังนั้นเขาจึงทำการโจมตีลวงที่จุดตรงข้าม เขาตั้งกองฟางและเตรียมการอย่างโอ่อ่าเพื่อหลอกล่อให้เราถอยจากจุดโจมตีที่แท้จริงไปป้องกันทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ คนของเขาจะปีนกำแพงในความมืดและพยายามเข้ามาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้”
                        “สมมติว่าการคาดเดาของคุณถูกต้อง คุณมีคำแนะนำอะไรบ้าง?” จางซิวถาม
                        “แผนตอบโต้ชัดเจนอยู่แล้ว ท่านออกคำสั่งให้ทหารที่เก่งที่สุดและกล้าหาญที่สุดของเรากินอิ่มท้อง สวมเครื่องแบบที่เบาที่สุด และซ่อนตัวอยู่ในบ้านเรือนใกล้กับมุมตะวันออกเฉียงใต้
                        จากนั้นปลอมตัวชาวเมืองเป็นทหารและส่งพวกเขาไปแสร้งทำเป็นป้องกันทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ คืนนี้เราจะปล่อยให้ศัตรูปีนกำแพงเมืองเข้ามา และเมื่อพวกเขาเข้ามาในเมืองได้แล้ว เราจะส่งสัญญาณ และทหารที่ซ่อนตัวอยู่จะพุ่งเข้าโจมตีพวกเขา เราอาจจับ ตัว โจโฉ ได้ด้วยซ้ำ ”
                        แผนการรบถูกกำหนดขึ้น ในไม่ช้าหน่วยสอดแนมก็แจ้งให้โจโฉทราบว่ากองกำลังป้องกันเมืองได้เคลื่อนพลไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งมีการเตรียมการป้องกันอย่างเอิกเกริก ส่วนมุมตรงข้ามนั้นไม่มีการป้องกัน
                        “พวกเขาตกหลุมพรางของข้าแล้ว” โจโฉ กล่าว อย่างยินดี
 พวกเขาเตรียมพลั่ว ตะขอ และอุปกรณ์ทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการปีนกำแพง และตลอดทั้งวันพวกเขาก็โจมตีมุมด้านตะวันตกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่องแต่ในยามที่สอง พวกเขาส่งทหารผ่านศึกไปยังมุมตรงข้าม ที่นั่นพวกเขาปีนกำแพง ทำลายรั้วไม้ และเข้าไปในเมืองโดยดูเหมือนว่าจะไม่รบกวนยามคนใดเลย ไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆ เมื่อพวกเขาเข้าไป แต่ขณะที่พวกเขากำลังออกจากกำแพง จู่ๆ ก็มีระเบิดลูกหนึ่งระเบิดขึ้น และพวกเขาก็พบว่าตัวเองตกอยู่ในกับดัก พวกเขาหันหลังกลับเพื่อถอย แต่จางซิวก็เข้าโจมตีด้านหลังทันที ทหารของ โจโฉพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงและหนีออกจากประตูเมืองไปยังชนบทจางซิวไล่ตามไปจนถึงรุ่งเช้า จากนั้นเขาก็ถอยกลับเข้าไปในเมืองอีกครั้ง
                        จากนั้น โจโฉก็รวบรวมกำลังพลและตั้งหลักใหม่ เขาเสียกองทัพไปห้ากองและสัมภาระจำนวนมาก ขณะที่แม่ทัพสองคนคือลู่เฉียนและหยูจินได้รับบาดเจ็บ
                        เมื่อ โจโฉพ่ายแพ้เช่นนี้จางซิวจึงเขียนจดหมายถึงหลิวเปียวเพื่อตัดเส้นทางถอยทัพของโจโฉ เพื่อที่จะทำลายโจโฉให้สิ้นซาก
 กองทัพกำลังเตรียมการอยู่ แต่แล้วมีหน่วยสอดแนมมาแจ้งว่าซุนเซ่ได้ตั้งค่ายอยู่ที่หูกวนกุ้ยเหลียงจึงเร่งให้กองทัพออกเดินทางโดยทันที เพราะกล่าวว่าการเคลื่อนไหวของซุนเซ่เป็นส่วนหนึ่งของ กลยุทธ์ของ โจโฉและหากปล่อยให้เขาหนีไปได้ จะต้องเสียใจไม่รู้จบ ดังนั้นหลิวเปียวจึงนำกองทัพไปยังอันจงโดยทิ้งให้หวงจูเฝ้ารักษาจุดยุทธศาสตร์ไว้
                        เมื่อ จางซิวได้รับแจ้งถึงการเคลื่อนไหวโจมตีศัตรูจากด้านหลัง จึงไปกับเจียซูเพื่อโจมตีเขาอีกครั้ง
                        ในขณะเดียวกันกองทัพของโจโฉ ซึ่งเคลื่อนทัพอย่างเชื่องช้าก็ได้มาถึง เมืองเซียงหยางวันหนึ่งขณะเดินอยู่ริมแม่น้ำหยูเขาก็ร้องออกมาเสียงดัง เมื่อเหล่าขุนนางถามถึงสาเหตุ
                        เขาก็ตอบว่า “ข้าจำได้ว่าเมื่อปีที่แล้ว ณ ที่แห่งนี้ ข้าได้สูญเสียแม่ทัพใหญ่เตียนเว่ย ไป นี่ ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องโศกเศร้าหรือ?”
 จากนั้นเขาก็ออกคำสั่งให้หยุดทัพเพื่อทำพิธีบูชายัญและไว้อาลัยแด่ผู้นำที่จากไป ในพิธีนั้น เขาจุดธูป ร้องไห้คร่ำครวญ และก้มกราบต่อหน้าพระเจ้า กองทัพต่างประทับใจในความศรัทธาของเขาอย่างมาก หลังจากบูชายัญแด่วีรบุรุษผู้ล่วงลับแล้ว เขายังบูชายัญแด่หลานชายของเขาคือเฉาอันหมินและบุตรชายคนโตของเขาคือเฉาอังซึ่งทั้งสองเสียชีวิตในเวลาเดียวกัน เขายังบูชายัญแด่ทหารที่เสียชีวิต และแม้กระทั่งม้าของเขาที่ถูกลูกธนูยิงตาย
                        ในไม่ช้าซุนหยูได้เขียนจดหมายไปบอกเขาว่าหลิวเปียวได้ไปช่วยจางซิวและตั้งค่ายอยู่ที่อันจงทำให้เส้นทางถอยทัพของเขาถูกตัดขาด
                        โจโฉตอบจดหมายว่า “ข้าพเจ้าเดินทัพมาได้เพียงระยะทางสั้นๆ ในแต่ละวัน และแน่นอนว่าทรงทราบถึงการไล่ล่า แต่แผนการของข้าพเจ้าวางไว้แล้ว และเมื่อข้าพเจ้าเข้าใกล้เมืองอันจงศัตรูของข้าพเจ้าก็จะพ่ายแพ้ ท่านไม่ต้องหวาดกลัวเลย”
                        จากนั้น โจโฉก็เร่งทัพจนมาใกล้ที่ที่หลิวเปียวตั้งมั่นอยู่จางซิวยังคงติดตามมาโจโฉสั่งให้คนของเขาเปิดทางลับผ่านช่องเขาในเวลากลางคืน เพื่อซุ่มโจมตี
 เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณมาถึงหลิวเปียวและจางซิวก็ได้พบกัน เนื่องจาก กองกำลังของ โจโฉดูอ่อนแอ พวกเขาจึงคิดว่าเขาถอยทัพไปแล้ว จึงบุกเข้าไปในช่องเขาอย่างอุกอาจเพื่อโจมตีเขา จากนั้นการซุ่มโจมตีก็ถูกเปิดโปง และกองกำลังของทั้งสองฝ่ายก็ถูกทำลายล้าง การต่อสู้สิ้นสุดลง ทหารของโจโฉจึงออกไปนอกช่องเขาและตั้งค่ายพักแรม
                        ผู้นำทั้งสองฝ่ายตรงข้ามได้ฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยในหมู่ทหารที่พ่ายแพ้ จากนั้นจึงจัดการประชุมขึ้น
                        “เราจะคาดการณ์อุบายอันชั่วร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร” หลิวเปียวกล่าว
                        “ลองอีกครั้งเถอะ” เพื่อนร่วมงานของเขากล่าว
                        ดังนั้นพวกเขาจึงรวมกำลังกันที่อันจง
 แต่ซุนหยูสืบข่าวจากสายลับของเขาได้ว่าหยวนเส้ากำลังเตรียมโจมตีซู่ฉางเมืองหลวงในขณะนั้น เขาจึงรีบเขียนจดหมายถึงโจโฉซึ่งรู้สึกไม่สบายใจอย่างมากกับข่าวนี้ จึงรีบเดินทางกลับบ้านทันที เมื่อจางซิวได้ยินเรื่องนี้จากสายสืบของเขา เขาก็ต้องการติดตามกองทัพที่กำลังถอยทัพเจียซูคัดค้านและกล่าวว่ามันจะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ อย่างไรก็ตามหลิวเปียวก็เห็นด้วยเช่นกันว่าไม่ควรพลาดโอกาสเช่นนี้ ดังนั้นจึงตัดสินใจที่จะไล่ตาม
                        พวกเขาเดินทัพไปได้ไม่ไกลนักก็พบกับ กองหลังของ โจโฉซึ่งต่อสู้อย่างดุเดือดและกล้าหาญ ทำให้ผู้ไล่ตามต้องพ่ายแพ้และกลับบ้านไปอย่างน่าอนาถ
                        จางซิวกล่าวกับเจียซูว่า “ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นเพราะผมไม่ทำตามคำแนะนำของคุณ”
                        “ตอนนี้จงจัดทัพให้พร้อมแล้วไล่ตามไป” เจียซูกล่าว
                        “แต่เราเพิ่งพ่ายแพ้ไป!” ทั้งหลิวเปียวและจางซิว ต่างร้องออกมา “แล้วทำไมตอนนี้พวกท่านถึงแนะนำให้ไล่ล่าต่อ?”
                        “ใช่ และถ้าคุณไปตอนนี้ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ ผมขอรับประกันเรื่องนี้” เจียซูกล่าว
                        จางซิวมีความมั่นใจ แต่เพื่อนร่วมงานของเขากลัวและไม่ยอมร่วมเดินทางไปด้วย ดังนั้นจึงมีเพียงกองทัพเดียวที่เริ่มไล่ล่า
 อย่างไรก็ตาม แค่นี้ก็เพียงพอแล้วกองหลังของโจโฉ แตกพ่ายอย่างราบคาบและทิ้งเกวียนและสัมภาระไว้เบื้องหลังในการหลบหนีอย่างเร่งรีบ จางซิวไล่ตาม แต่ทันใดนั้นก็มีทหารออกมาจากที่กำบังของเนินเขาและสกัดเขาไว้ ด้วยความกลัวที่จะไล่ตามต่อ เขาจึงรีบกลับไปยังอันจง นายพล หลิวเปียวอีกคนหนึ่งถามที่ปรึกษาให้ชี้แจงความไม่สอดคล้องกันที่เห็นได้ชัด “เมื่อทหารผู้กล้าหาญและมากประสบการณ์ของเรากำลังจะไล่ตามผู้ที่ล่าถอย คุณบอกว่าทหารของเราจะพ่ายแพ้ และเมื่อผู้พ่ายแพ้ไล่ตามผู้ชนะ คุณกลับทำนายว่าจะได้รับชัยชนะ คุณถูกต้องทั้งสองกรณี แต่เราอยากให้คุณช่วยชี้แจงให้เราทราบ” 
 “อธิบายได้ง่ายๆ ท่านนายพลทั้งหลาย แม้จะเป็นผู้นำที่เก่งกาจ แต่ก็สู้ศัตรูของเราไม่ได้ แม้ศัตรูจะพ่ายแพ้ในสมรภูมิ แต่พวกเขาก็มีแม่ทัพที่เก่งกาจคอยคุ้มกันด้านหลังและป้องกันการไล่ล่า ทหารของเราเก่งกาจ แต่ก็สู้พวกเขาไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่ผมรู้ เพราะ การถอยทัพอย่างเร่งรีบของ โจโฉนั้นเกิดจากปัญหาในเมืองหลวง และเขาได้ขับไล่ทหารของเราไปแล้ว ผมจึงรู้ว่าเขาจะถอยทัพด้วยความเร็วสูงสุดและไม่ระมัดระวังเหมือนปกติ ผมจึงฉวยโอกาสจากความประมาทของเขา”
                        หลิวเปียวและจางซิวไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขาเข้าใจเงื่อนไขทั้งหมดอย่างถ่องแท้
                        ตามคำแนะนำของเจียซูหลิวเปียวจึงกลับไปยังมณฑลจิงในขณะที่จางซิวเข้ารับตำแหน่งที่เซียงเฉิงเพื่อเสริมกำลังซึ่งกันและกัน เปรียบเสมือนริมฝีปากที่ปกป้องฟันจากความหนาวเย็น
                        เมื่อโจโฉได้ยินว่ากองทัพของตนถูกไล่ล่าระหว่างการถอยทัพ เขาก็รีบหันกลับไปช่วยกองหลัง จากนั้นเขาก็เห็นกองทัพที่ไล่ล่าถอยกลับไป ทหารในกองหลังที่พ่ายแพ้กล่าวว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะกองทัพที่ออกมาจากเนินเขา เราคงพ่ายแพ้ทั้งหมด”
                        “กองทัพไหน?” โจโฉ ถาม ด้วยความประหลาดใจ
                        จากนั้นหัวหน้ากองทัพก็เดินหน้า สะพายหอก แล้วลงจากม้า ทำความเคารพอย่างนอบน้อม เขาคือหลี่ถงนายทหารยศสูงและมีชื่อเสียงจากเจียงเซี่ย
                        โจโฉถามเขาว่าทำไมถึงมา
                        หลี่ถง ตอบว่า “ตอนที่ผมได้ยินเรื่องการสู้รบที่รุน หนานผมเป็นผู้บัญชาการอยู่ผมจึงรีบมาช่วยเหลือท่านเท่าที่จะทำได้”
                        เพื่อแสดงความกตัญญูเฉาเฉาจึง พระราชทาน บรรดาศักดิ์ขุนนางชั้นสูงแก่หลี่ถงและยืนยันการบังคับบัญชาของเขาในฐานะผู้ป้องกันการโจมตีของหลิวเปียวจากนั้นหลี่ถงก็ขอตัวกลับ
                        เมื่อเดินทางกลับถึงเมืองหลวงโจโฉได้นำหนังสือเชิดชูคุณงามความดีของซุนเซ่ มามอบให้ และแต่งตั้ง ซุนเซ่เป็น ขุนนางแห่งอู่พร้อมด้วยยศ"แม่ทัพผู้ปราบปรามกบฏ" ผู้ส่งสารที่นำพระราชกฤษฎีกามาด้วยยังได้นำคำสั่งให้ปราบปรามหลิวเปียวมาด้วย
                        โจโฉเสด็จไปยังพระราชวังของตน และที่นั่นก็ได้รับการต้อนรับด้วยพิธีการแสดงความยินดี เมื่อพิธีเสร็จสิ้นลงซุนหยูจึงถามว่า “ท่านเจ้าข้า เสด็จไปยังอันจง อย่างสบายๆ เหตุใดท่านจึงมั่นใจในชัยชนะ?”
                        เฉาเฉาตอบว่า “ผู้ที่ถอยทัพและพบทางถอยทัพนั้น ย่อมตัดเส้นทางการสู้รบได้อย่างเด็ดขาด ข้าถอยทัพอย่างช้าๆ เพื่อล่อให้พวกเขาลวงตามมา เพื่อที่ข้าจะได้ทำตามใจชอบได้ โดยคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ข้าจึงรู้สึกปลอดภัย”
                        ซุนหยูโค้งศีรษะด้วยความชื่นชม
                        เมื่อกัวเจียเข้ามาโจโฉก็กล่าวว่า “ทำไมถึงมาช้าจังครับ ท่าน?”
                        ผู้มาเยือนดึงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วกล่าวกับเจ้านายของเขาว่า “ หยวนเส้าส่งจดหมายฉบับนี้มา บอกว่าเขาต้องการส่งกองทัพไปโจมตีสำนักกงซุนจ้านและขอให้ท่านช่วยเหลือด้านเสบียงและกำลังคน”
                        “ข้าได้ยินมาว่าเขาจะโจมตีซู่ฉางข้าคิดว่าการกลับมาของข้าทำให้เขาเปลี่ยนใจ” เฉาเฉากล่าว
                        จากนั้นเขาก็เปิดจดหมายและอ่าน มันเขียนด้วยถ้อยคำที่เย่อหยิ่งมาก
                        “เขาหยาบคายเหลือเกิน ข้าจะทำร้ายเขา” เฉาพูด “แต่ข้าคิดว่าข้ายังไม่แข็งแรงพอ ควรทำอย่างไรดี?”
                        กัวเจียอธิบายว่า “ท่านลอร์ด ท่านทราบดีว่าใครเป็นผู้แพ้ และเพราะเหตุใด ในการต่อสู้ระหว่างหลิวปังกับเซียงหยู หลิวปังชนะได้ด้วยสติปัญญาที่เหนือกว่าเท่านั้น เซียงหยูแข็งแกร่งกว่า แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้
                        คู่ต่อสู้ของท่านมีจุดอ่อนสิบจุด ในขณะที่ท่านมีจุดแข็งสิบจุด และถึงแม้กองทัพของเขาจะมีขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร”
 “ หยวนเส้าหมกมุ่นอยู่กับพิธีการและกิริยามารยาทมากเกินไป ในขณะที่คุณเห็นอกเห็นใจและเป็นธรรมชาติ นี่คือความเป็นเลิศในด้านความประพฤติ เขาเป็นคนต่อต้านและผลักดัน ในขณะที่คุณประนีประนอมและเป็นผู้นำ ดังนั้นคุณจึงได้เปรียบในแง่ของการได้รับความเห็นชอบจากประชาชน รัฐบาลหย่อนยานมาหลายปีแล้ว และเขากลับทำให้มันแย่ลงไปอีก ในขณะที่คุณมุ่งมั่นอย่างเต็มที่เพื่อประสิทธิภาพ นี่คือความเป็นเลิศของการบริหารที่เก่งกาจ เขาดูภายนอกใจกว้าง แต่ภายในใจกลับตระหนี่ และชอบเล่นพรรคเล่นพวกมากเกินไป ในขณะที่คุณดูเข้มงวด แต่คุณเข้าใจและใช้ประโยชน์จากความสามารถของคน
 นี่คือข้อได้เปรียบของการประเมินค่าที่ถูกต้อง เขาเป็นคนมีวิสัยทัศน์แต่ขาดความเด็ดขาด ในขณะที่คุณเป็นคนตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและลงมือทำโดยตรง นี่คือข้อได้เปรียบในด้านนโยบาย เขาชอบรวบรวมคนที่มีชื่อเสียงไว้รอบตัว ในขณะที่คุณปฏิบัติต่อคนตามที่เขาพบเจอโดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงของเขา นี่คือจุดที่คุณโดดเด่นในด้านคุณธรรม เขาเห็นอกเห็นใจเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ แต่ไม่ใส่ใจคนที่อยู่ไกล ในขณะที่คุณเอาใจใส่ทุกคนอย่างครอบคลุม นี่คือจุดที่คุณโดดเด่น ในด้านมนุษยธรรม เขารับฟังคำใส่ร้ายป้ายสีได้ง่ายและถูกชักนำไปในทางที่ผิด คุณอาจถูกรุมเร้าด้วยคำแนะนำที่ชั่วร้าย แต่คุณยังคงรักษาความเป็นอิสระไว้ได้
 นี่คือจุดที่คุณโดดเด่นในด้านความเฉลียวฉลาด ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเขาสับสน การรับรู้ของคุณถูกต้องและชัดเจน นี่คือจุดที่คุณโดดเด่นในด้านความสามารถในการบริหาร เขารักกองกำลังสมมติ แต่ไม่รู้หลักการทางทหาร คุณจะเอาชนะได้ด้วยจำนวนที่น้อยกว่ามาก เพราะคุณมีอัจฉริยภาพทางทหาร นี่คือจุดที่คุณโดดเด่นในด้านสงคราม ด้วยความเหนือกว่าทั้งสิบประการของคุณ คุณจะไม่มีปัญหาในการเอาชนะหยวนเส้า ”
                        “ฉันจะมีค่ามากอย่างที่คุณว่าได้อย่างไร?” โจโฉ กล่าว พร้อมกับยิ้ม
                        “สิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับข้อดีสิบประการของคุณนั้นตรงกับความคิดของฉันทุกประการ” ซุนหยู กล่าว “ กองทัพของหยวนเส้า ไม่ได้น่าเกรงขามอย่างที่คิด แม้จะมีขนาดใหญ่ก็ตาม”
                        “ศัตรูที่แท้จริงและอันตรายคือลู่ปู้ ” กัวเจีย กล่าว “เมื่อหยวนเส้าขึ้นไปทางเหนือเพื่อทำลายกงซุนจ้านเราควรกำจัดลู่ปู้และขจัดอันตรายจากทางนั้นเสีย เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น การโจมตีเส้าจะเป็นสัญญาณของการพยายามโจมตีเมืองหลวง ซึ่งจะเป็นเรื่องร้ายแรงมาก”
 โจโฉมองเห็นสิ่งต่างๆ ในมุมมองเดียวกับที่ปรึกษาของเขา และเริ่มหารือแผนการโจมตีลู่ปู้ซุนหยูมีความเห็นว่าพวกเขาควรได้รับความจงรักภักดีและความช่วยเหลือจากหลิวเป่ย ก่อน ดังนั้นจึงมีการเขียนจดหมายและรอการรับรองจากเขาก่อนที่จะเคลื่อนพล จากนั้น เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้ กับ หยวนเส้าทูตของเขาได้รับการปฏิบัติอย่างดียิ่ง และมีการมอบหนังสือแสดงความเคารพเป็นพิเศษให้แก่เขา พร้อมกันนี้ ยังมีการเขียนจดหมายส่วนตัวถึงเขาเพื่อเร่งเร้าให้โจมตีคงซุนจ้านและสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นกองทัพของหยวนเส้า จึงเริ่มเคลื่อนพล
                        ในขณะเดียวกันเฉินเติ้งและเฉินกุ้ยก็กำลังวางแผนการของพวกเขาอยู่ ในทุกงานเลี้ยงและงานสังสรรค์ในมณฑลซู พวกเขากล่าวสรรเสริญ ลู่ปู้ด้วยถ้อยคำที่เกินเลยที่สุด
                        เฉินกงไม่พอใจอย่างมาก จึงฉวยโอกาสเล่าเรื่องนี้ให้เจ้านายฟัง “พวกเขาพูดจาประจบประแจงต่อหน้าท่าน แต่ในใจพวกเขาคิดอย่างไร ท่านควรระมัดระวังตัวให้มากที่สุด”
                        “หุบปากซะ!” ลู่ปู้ตอบกลับอย่างโกรธเคือง “เจ้ากำลังใส่ร้ายป้ายสีพวกเขาโดยไม่มีเหตุผล เจ้าต้องการทำร้ายคนดี”
                        “ไม่มีใครฟังคำพูดที่จริงใจ” เฉินกง กล่าว ขณะจากไปด้วยความเศร้าใจ “และเราจะต้องประสบกับความทุกข์” เขาคิดหนักเรื่องการทิ้งลู่ปู้ ไป แต่การทำเช่นนั้นคงเจ็บปวดเกินไป นอกจากนี้เขายังกลัวว่าคนอื่นจะหัวเราะเยาะเขา
                        วันเวลาผ่านไปอย่างเศร้าโศกสำหรับเขา วันหนึ่ง เขาพร้อมกับคนขี่ม้าอีกสองสามคน ขี่ม้าออกไปล่าสัตว์ในชนบทใกล้เมืองเสี่ยวเป่ย ระหว่างทาง เขาเห็นคนส่งสารคนหนึ่งควบม้ามาอย่างเร่งรีบ จึงเริ่มสงสัยว่าหมายความว่าอย่างไร เขาจึงละทิ้งการล่าสัตว์ ขี่ม้าข้ามทุ่งไปดักรอคนส่งสารคนนั้น
                        “เจ้ามาจากไหน? ใครส่งเจ้ามา?” เฉินกงถาม
 ผู้ส่งสารไม่ได้ตอบอะไร เพราะเขารู้ว่าผู้จับกุมเขาสังกัดฝ่ายใด แต่พวกเขาค้นตัวเขาและพบจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็นจดหมายตอบลับของจดหมายที่โจโฉส่ง ถึง หลิวเป่ยผู้ส่งสารและจดหมายถูกนำตัวไปให้ลู่ปู้ ทันที เขาถามชายคนนั้น ชายคนนั้นบอกว่าเขาถูกส่งไปหาหลิวเป่ยพร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่ง และตอนนี้กำลังนำจดหมายตอบกลับไป เขาไม่รู้อะไรมากกว่านั้น เขาไม่รู้เนื้อหาของจดหมายเลย ดังนั้นลู่ปู้ จึง ฉีกจดหมายออกและอ่านว่า “ข้าได้รับคำสั่งของท่านเกี่ยวกับการทำลายลู่ปู้แล้ว ข้าจะกล้าฝ่าฝืนคำสั่งนั้นแม้เพียงชั่วขณะเดียวหรือ? แต่กองกำลังของข้าอ่อนแอ และข้าต้องกระทำการด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง หากท่านเคลื่อนกำลังหลักแล้ว ข้าจะรีบเคลื่อนพลไปข้างหน้า และในระหว่างนี้คนของข้าจะถูกเตรียมพร้อมและอาวุธจะถูกเตรียมไว้ ข้ารอคำสั่งของท่าน”
                        ลู่ปู้ตกใจมาก “ไอ้สารเลว!” เขาอุทาน “กล้าทำแบบนี้!”
 ผู้ส่งสารที่ไม่พอใจถูกประหารชีวิต และมีการวางแผนตอบโต้เฉินกงและจางปาไปขอความช่วยเหลือจาก โจร ไท่ซานเพื่อยึดมณฑลเหยียนในมณฑลซาน ตง เกาซุนและจางเหลียวไปโจมตีหลิวเป่ยที่เสี่ยวเป่ยซ่งเซียนและเว่ยซูเดินทางไปทางตะวันตกเพื่อโจมตีรุ่ยหยิงและลู่ปู้รับหน้าที่บัญชาการกองกำลังขนาดใหญ่ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือทุกที่ที่จำเป็น หลิวเป่ยได้รับแจ้งเรื่องการเคลื่อนทัพของเกาซุน ไป โจมตี เสี่ยว เป่ยเขาจึงเรียกเหล่าขุนศึกมาประชุมกัน
 ซุนเฉียนแนะนำให้ส่งสารไปยังเมืองหลวงเพื่อแจ้งให้โจโฉ ทราบ ถึงอันตราย และเพื่อตอบสนองต่อคำเรียกร้องของหัวหน้าเผ่าเจียนหยงเพื่อนร่วมเมืองของหลิวเป่ยเสนอตัวที่จะนำสารไปส่ง ก่อนหน้านั้นเขาดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการ ดังนั้นจึงมีการเขียนจดหมายขึ้น และอดีตเลขานุการก็ออกเดินทางไปทันที จากนั้นจึงมีการเตรียมการป้องกันโดยซวนเต๋อบัญชาการอยู่ที่ประตูทิศใต้ ส่วนสองพี่น้องและซุนเฉียนรับผิดชอบประตูแต่ละแห่งหมี่จูและหมี่ฟาง ผู้เป็นน้องชาย รับหน้าที่บัญชาการองครักษ์ประจำตระกูล
                        หมี่จูและหมี่ฟางได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าองครักษ์ประจำบ้าน เพราะพวกเขาเป็นน้องเขยของหลิวเป่ย ซึ่งหลิวเป่ยได้แต่งงานกับน้องสาวของ หมี่จูเป็นภรรยาคนที่สองดังนั้นพวกเขาจึงเป็นคนที่เหมาะสมที่จะปกป้องคุ้มครองครอบครัว
                        ในเวลาไม่นานนัก เกาซุนก็มาถึงประตูทิศใต้หลิวเป่ยขึ้นไปบนหอคอยแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่มีเรื่องบาดหมางกับเจ้านายของท่าน แล้วทำไมท่านถึงยกทัพมาที่นี่?”
                        “อย่างที่เรารู้กันแล้วว่าเจ้าสมคบคิดกับโจโฉเพื่อทำร้ายเจ้านายของข้า ทำไมข้าถึงจะไม่ ‘มัด’ เจ้าล่ะ?”
                        เมื่อพูดจบ เขาก็ให้สัญญาณโจมตี แต่ซวนเต๋อไม่ได้ออกไปขับไล่ เขาเพียงแต่ปิดประตูเมืองไว้แน่นเท่านั้น
                        ไม่นานหลังจากนั้นจางเหลียวได้นำทัพเข้าโจมตีประตูทิศตะวันตก ซึ่งขณะนั้นมีหยุนฉางคอยเฝ้าอยู่ หยุนฉางได้กล่าวปราศรัยกับเขาจากบนกำแพง
                        เขากล่าวว่า “คุณเป็นคนดีเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับพวกกบฏ”
                        จางเหลียวก้มหน้าลงและไม่ตอบอะไร
                        กวนอูรู้ว่าเขามีจิตใจดีและมีหลักการสูงส่ง จึงไม่พูดอะไรอีก เพราะไม่อยากทำร้ายเขา และไม่ได้ออกไปทำร้ายเขาด้วย
                        จากนั้น จางเหลียวก็ถอยทัพไปยังประตูทิศตะวันออก ส่วนจางเฟยก็ออกไปรบ ไม่นานนักกวนอู ก็รู้เรื่อง และรีบมา เมื่อเห็นจางเฟยออกไปจาง เฟย ก็ถอยทัพไปแล้วจางเฟยอยากจะไล่ตาม แต่พี่ชายห้ามไว้
                        “เขากลัวจึงหนีไป ทางที่ดีที่สุดคือควรตามไป” จางเฟยกล่าว
                        “ไม่” กวนอู กล่าว “ในฐานะนักรบ เขาไม่ได้ด้อยไปกว่าเราทั้งสอง แต่ข้าได้พูดความจริงไปบ้างแล้ว และมันก็ฝังลึกอยู่ในใจเขา เขาสำนึกผิดแล้ว และนั่นคือเหตุผลที่เขาจะไม่ยอมพบกับเรา”
                        จางเฟยจึงเข้าใจและปิดประตูเมือง พร้อมทั้งออกคำสั่งให้ป้องกันอย่างระมัดระวัง
                        เมื่อ ทูตของ หลิวเป่ยมาถึงเมืองหลวง เขาได้พบกับโจโฉซึ่งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง ที่ปรึกษาถูกเรียกมาเพื่อวางแผนโจโฉกล่าวว่า “ข้าต้องการโจมตีลู่ปู้ข้าไม่กลัวหยวนเส้าแต่หลิวเปียวและจางซิวอาจโจมตีข้าจากด้านหลัง”
 ซุนหยูตอบว่า “คนหลังทั้งสองเพิ่งพ่ายแพ้มาไม่นานเกินกว่าจะทำอะไรบุ่มบ่ามเช่นนั้น แต่ลู่ปู้เป็นนักรบผู้กล้าหาญ หากเขาร่วมมือกับหยวนซู่และตั้งเป้าที่จะพิชิตแม่น้ำหวยและแม่น้ำซีปัญหาคงจะยากลำบาก” จากนั้น กัวเจียก็กล่าวว่า“เราจงฉวยโอกาสนี้ก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจอย่างเต็มที่ โจมตีพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะเตรียมตัวเสร็จ” และโจโฉก็ทำเช่นนั้น ส่งกองทัพห้ากองที่มีแม่ทัพสี่คนออกไปก่อนโจโฉบัญชาการกองทัพส่วนหลังซึ่งเคลื่อนพลเป็นกอง และเจี้ยนหยงนำทัพตามหลังมา ไม่นานนักหน่วยสอดแนมก็แจ้งข่าวให้เกาซุน ทราบ เขาจึงส่งผู้ส่งสารบินไปหาลู่ปู้ซึ่งได้ส่งทหารม้าสองร้อยนายไปช่วยเกาซุนวางกำลังเสริมนี้ห่างจากเมืองประมาณสามสิบลี้เพื่อไปพบกับกองทัพของโจโฉ และติดตามไปอย่างใกล้ชิด
                        เมื่อหลิวเป่ยเห็นกองทัพศัตรูถอยออกจากเมือง เขาก็รู้ว่า กองทัพของ โจโฉใกล้จะมาถึงแล้ว ดังนั้น เขาและพี่น้องอีกสองคนจึงจัดเตรียมกำลังป้องกันเมือง แล้วนำทหารของตนออกไปตั้งค่าย เพื่อเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือ
 ขณะนั้น กองทัพของโจโฉภายใต้การนำของเซี่ยโหวตุนได้เคลื่อนพลออกไปก่อน และได้ปะทะกับเกาซุนเป็นกองแรก อดีตแม่ทัพผู้นั้นจึงรีบควบม้าออกไปพร้อมหอกและท้าดวล ทั้งสองฝ่ายรับคำท้าและต่อสู้กันถึงห้าสิบยก ต่อมาเกาซุนเริ่มอ่อนแรงและต้องยอมรับว่าพ่ายแพ้ ศัตรูรุกคืบอย่างหนักจนเกาซุนต้องถอยทัพไปด้านหลัง เซี่ยโหวตุนไม่ยอมถอย จึงตามเข้าไปในแดนของศัตรู จากนั้นเฉาซิงหนึ่งในแม่ทัพ ได้แอบง้างธนู ใส่ลูกธนู และเมื่อเซี่ยโหวตุนเข้ามาใกล้ ก็ยิงใส่ ลูก ธนูพุ่งเข้าตาซ้ายของ เซี่ยโหวตุนอย่างจัง เขาร้องเสียงดังลั่น แล้วเงยหน้าขึ้นดึงลูกธนูและดวงตาออกมา
                        “แก่นแท้ของพ่อ เลือดเนื้อของแม่ ข้าไม่อาจทิ้งมันไปได้” เซี่ยโหวตุน ร่ำไห้ พลางนำดวงตาเข้าปากแล้วกลืนลงไป จากนั้นเขาจึงจับหอกของเขาให้แน่นอีกครั้ง แล้วพุ่งเข้าใส่ศัตรูใหม่นั้น
                        เฉาซิงไม่มีทางหนีรอดเขาถูกไล่ตามทันและล้มลงด้วยบาดแผลจากหอกที่ใบหน้า ทั้งสองฝ่ายต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก
 หลังจากสังหารชายที่ทำร้ายเขาแล้วเซี่ยโหวตุนก็ขี่ม้ากลับไปยังฝ่ายของตนเกาซุนไล่ตามไปและโบกมือปลุกใจคนของเขา ก่อนจะโจมตีอย่างดุเดือดจนได้รับชัยชนะเซี่ยโหวตุนช่วยชีวิตพี่ชายของเขาไว้ได้ และหนีไปพร้อมกับพี่ชาย กองกำลังต่างๆ รวมตัวกันที่จี้เป่ยและตั้งค่ายอยู่ที่นั่น เมื่อ เกาซุนได้รับชัยชนะในครั้งนี้แล้ว เขาก็กลับไปโจมตีหลิวเป่ยและเมื่อลู่ปู้มาถึงพร้อมกับจางเหลียว อย่างฉวยโอกาส ทั้งสามจึงจัดกำลังพลเพื่อโจมตีพี่น้องทั้งสองคนละคน