Translate

18 มกราคม 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สีหาสนิวรรค ที่ ๒ จุลลปันถกเถราปทานที่ ๔ (๑๔)

ว่าด้วยพระจุลลปันถกปัญญาเขลา
 [๑๖] เวลานั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรับเครื่องบูชาแล้ว พระองค์
วีดีโอ
เสด็จหลีกออกจากหมู่ ประทับอยู่ ณ ภูเขาหิมวันต์ แม้เวลานั้นเราก็อยู่ ในอาศรมใกล้ภูเขาหิมวันต์ เราได้เข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของ โลก ซึ่งเสด็จมาไม่นาน เราถือเอาฉัตรอันประดับด้วยดอกไม้ เข้าไปเฝ้า พระนราสภ เราได้ทำอันตรายแก่พระผู้มีพระภาคซึ่งกำลังเสด็จเข้าสมาธิ เราประคองฉัตรดอกไม้ด้วยมือทั้งสองถวายแด่พระผู้มีพระภาค
 พระผู้มี พระภาคมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระทรงรับแล้ว เทวดาทั้งปวงมีใจชื่นบาน เข้ามาสู่ภูเขาหิมวันต์ ยังสาธุการให้เป็นไปว่า พระผู้มีพระภาคผู้มีจักษุ ทรงอนุโมทนา ครั้นเทวดาเหล่านี้กล่าวเช่นนี้แล้วได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้สูงสุดว่านระ เมื่อเรากั้นฉัตรดอกบัวอันอุดมอยู่ในอากาศ (พระผู้มี พระภาคตรัสว่า) ดาบสได้ประคองฉัตรใบบัว ๗ ใบให้แก่เรา เราจักพยากรณ์ดาบสนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ดาบสนี้จักเสวยเทวรัช สมบัติอยู่ตลอด ๒๕ กัลป์ และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ครั้ง จะท่อง เที่ยวสู่กำเนิดใดๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ จักทรงไว้ซึ่งดอกปทุมอันตั้งอยู่ในอากาศ ในแสนกัลป
 พระศาสดาพระ นามว่าโคดม โดยพระโคตร ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จัก เสด็จอุบัติในโลก เมื่อพระศาสดาทรงประกาศพระศาสนา ดาบสผู้จักได้ ความเป็นมนุษย์ เราจักเป็นผู้อุดมในกายอันบังเกิดแล้วด้วยใจ จักมีพี่ น้องชายสองคนมีชื่อว่าปันถก แม้ทั้งสองคนเสวยประโยชน์อันสูงสุดแล้ว จักยังพระศาสนาให้รุ่งเรือง เรานั้นมีอายุ ๑๘ ปี ออกบวชเป็นบรรพชิต เรายังไม่ได้คุณวิเศษในศาสนาของพระศากยบุตร เรามีปัญญาเขลา เพราะ เราอบรมอยู่ในบุรี พระพี่ชายจึงขับไล่เราว่า จงไปสู่เรือนเดี๋ยวนี้ เราถูก พระพี่ชายขับไล่แล้วน้อยใจ ได้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตูสังฆาราม ไม่หวังใน ความเป็นสมณะ
 ลำดับนั้น พระศาสดาเสด็จมา ณ ที่นั้น ทรงลูบศีรษะ เรา ทรงจับเราที่แขน พาเข้าไปในสังฆาราม พระศาสดาได้ทรงอนุเคราะห์ ประทานผ้าเช็ดพระบาทให้แก่เราว่า จงอธิษฐานผ้าอันสะอาดอย่างนี้วางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง เราจับผ้านั้นด้วยมือทั้งสองแล้วจึงระลึกถึงดอกบัวได้ จิตของเราปล่อยไปในดอกบัวนั้น เราจึงได้บรรลุอรหัต เราถึงที่สุดใน ฌานทั้งปวง ในกายอันบังเกิดแล้วแต่ใจ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมปภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
                ทราบว่า ท่านพระจุลลปันถกได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ จุลลปันถกเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค ๔. จุลลปันถกเถราปทาน (๑๔)
         ๑๔. อรรถกถาจูฬปันถกเถราปทาน๑-
         ๑- บาลีเป็นจุลลปันถกเถระ. 
         อปทานของท่านพระจูฬปันถกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
         แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ พระองค์ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ. 
         เนื้อความที่ข้าพเจ้าจะพึงกล่าวด้วยอำนาจอัตถุปปัตติเหตุ ในเรื่องนี้ได้กล่าวไว้แล้วทั้งหมดในเรื่องของพระมหาปันถก ในอัฏฐกนิบาตนั่นแล. 
         ส่วนเนื้อความที่แปลกกันมีดังนี้ว่า 
         พระมหาปันถกเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติ คิดว่าทำอย่างไรหนอ เราจึงจะสามารถให้จูฬปันถกะดำรงอยู่ในความสุขอย่างนี้บ้าง. ท่านจึงเข้าไปหาธนเศรษฐีผู้เป็นตาของตนแล้วกล่าวว่า โยมมหาเศรษฐี ถ้าโยมอนุญาต อาตมภาพก็จะให้จูฬปันถกะบวช. โยมมหาเศรษฐีพูดว่า ให้เขาบวชเถอะพระคุณเจ้า. พระเถระจึงได้ให้จูฬปันถกะนั้นบวชแล้ว. 
         จูฬปันเถระนั้น เมื่อดำรงมั่นอยู่ในศีล ๑๐ ได้ดีแล้ว จึงเล่าเรียนคาถาในสำนักของพี่ชายว่า 
         ดอกบัวโกกนุทะ มีกลิ่นหอม บานแต่เช้าตรู่ พึงมีกลิ่นยังไม่ 
         สิ้นไป ฉันใด เธอจงทอดทัศนาการดูพระอังคีรสผู้ไพโรจน์ 
         อยู่ ดุจพระอาทิตย์ส่องแสงในกลางหาว ฉันนั้น ดังนี้. 
         โดยล่วงไป ๔ เดือน ก็ยังไม่สามารถจะเรียนจำคาถานี้ได้. แม้ที่ได้เล่าเรียนแล้วก็ยังไม่ติดอยู่ในใจได้. 
         ลำดับนั้น พระมหาปันถกะจึงกล่าวกะเธอว่า จูฬปันถกะเอ๋ย! เธอช่างอาภัพในพระศาสนานี้เสียจริงๆ เวลาผ่านไปตั้ง ๔ เดือนก็ยังไม่สามารถจะเรียนจำแม้คาถาสักคาถาหนึ่งได้ ก็แล้วเธอจักให้กิจแห่งบรรพชิตถึงที่สุดได้อย่างไร ไป! เธอจงออกไปเสียจากที่นี้. 
         พระจูฬปันถกะนั้นพอถูกพระเถระพี่ชายประณามขับไล่ จึงได้ไปยืนร้องไห้อยู่ใกล้กับซุ้มประตู. 
         ก็ในสมัยนั้น พระศาสดาประทับอยู่ในชีวกัมพวันวิหาร. 
         ลำดับนั้น หมอชีวกใช้ให้คนไปนิมนต์ว่า เธอจงไปนิมนต์พระศาสดาพร้อมกับพระภิกษุ ๕๐๐ รูปมา. 
         ก็ในสมัยนั้น ท่านพระมหาปันถกะกำลังเป็นภัตตุทเทสก์อยู่. พระมหาปันถกะนั้น พอได้รับนิมนต์จากหมอชีวกว่า ขอท่านจงรับ ภิกษาเพื่อภิกษุ ๕๐๐ รูป จึงพูดว่า เว้นพระจูฬปันถกะเสีย ภิกษุที่เหลืออาตมภาพรับได้. พระจูฬปันถกะพอได้ฟังคำนั้นแล้วได้แต่เสียใจเป็นอย่างยิ่ง. 
         พระศาสดาได้ทรงทราบถึงความทุกข์ใจของเธอ จึงทรงดำริว่า เราต้องใช้อุบายแล้ว จูฬปันถกะจึงจักตรัสรู้ได้ ดังนี้ แล้วแสดงพระองค์ในที่อันไม่ไกลเธอนัก ตรัสถามว่า ปันถกะ เธอร้องไห้ทำไม? พระจูฬปันถกะกราบทูลว่า พระพี่ชายขับไล่ข้าพระองค์พระเจ้าข้า, 
         พระศาสดาตรัสว่า ปันถกะเอ๋ย! อย่าคิดมากไปเลย. เธอบวชในศาสนาของเรา มานี่ มารับผ้าผืนนี้ไป แล้วจงทำบริกรรมในใจว่า รโชหรณํ รโชหรณํ (ผ้าเช็ดธุลี ผ้าเช็ดธุลี) ดังนี้แล้ว จึงได้ประทานท่อนผ้าสะอาดอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ให้. 
         ท่านนั่งใช้มือลูบคลำบริกรรมท่อนผ้าที่พระศาสดาทรงประทานให้มาว่า รโชหรณํ รโชหรณํ ดังนี้. เมื่อท่านบริกรรมลูบคลำผ้าผืนนั้นไปมา ผ้าสะอาดก็กลายเป็นเศร้าหมอง เมื่อท่านบริกรรมลูบคลำไปอีก ผ้าสะอาดก็กลายเป็นเช่นกับผ้าเช็ดหม้อข้าว, เพราะมีญาณอันแก่กล้า ท่านจึงคิดอย่างนี้ว่า แต่เดิมมาท่อนผ้าผืนนี้ก็บริสุทธิ์สะอาด เพราะอาศัยสรีระอันมีวิญญาณครองนี้ จึงได้กลายเป็นอย่างอื่นเศร้าหมองไป ฉะนั้น ผ้าผืนนี้เป็นอนิจจังอย่างไร แม้จิตก็คงเป็นอย่างนั้นแน่ จึงเริ่มตั้งความสิ้นไปเสื่อมไป ยังฌานในนิมิตนั้นนั่นแลให้เกิดขึ้นแล้ว ทำฌานให้เป็นบาท เริ่มเจริญวิปัสสนาก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมทั้งปฏิสัมภิทา ๔. 
         พอท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้วเท่านั้น พระไตรปิฎกและอภิญญา ๕ ก็ติดตามมาแล้ว. 
         พระศาสดาได้เสด็จไปพร้อมกับภิกษุ ๔๙๙ รูปแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดจัดไว้ในนิเวศน์ของหมอชีวก. แต่พระจูฬปันถกะไม่ได้ไป เพราะพระพี่ชายของตนไม่ยอมรับนิมนต์เพื่อภิกษาแก่ตน. 
         หมอชีวกเริ่มจะถวายข้าวยาคู. พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิดบาตรเสีย เมื่อหมอชีวกกราบทูลถามว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่รับภิกษาพระเจ้าข้า จึงได้ตรัสตอบว่า หมอชีวก ภิกษุที่วิหารยังมีอยู่อีกรูปหนึ่ง. 
         หมอชีวกนั้นจึงได้ใช้คนไปว่า พนาย เจ้าจงไปพาพระคุณเจ้าที่นั่งอยู่ในวิหารมา. แม้พระจูฬปันถกเถระก็นั่งเนรมิตภิกษุขึ้น ๑,๐๐๐ รูปแต่ละรูปไม่เหมือนกัน ด้วยทั้งรูปร่างและกิริยาท่าทาง. พอคนใช้เห็นว่าภิกษุในวิหารมีเป็นจำนวนมาก จึงกลับไปบอกหมอชีวกว่า ภิกษุสงฆ์ในวิหารมีมากกว่าภิกษุสงฆ์ที่มาในบ้านนี้ ผมไม่รู้จักพระคุณเจ้าที่ใช้ให้ไปนิมนต์มา. 
         หมอชีวกกราบทูลถามพระศาสดาว่า ภิกษุที่นั่งอยู่ในวิหารชื่ออะไร พระเจ้าข้า. 
         พระศาสดาตรัสว่า ชื่อว่าจูฬปันถกะ ชีวก. 
         หมอชีวกจึงใช้คนไปใหม่ว่า พนาย เธอจงไปถามว่า พระภิกษุรูปไหนชื่อว่าจูฬปันถกะ แล้วจงพาภิกษุรูปนั้นมา. 
         คนใช้นั้นไปยังวิหารแล้วถามว่า ท่านขอรับ ภิกษุรูปไหนชื่อว่าจูฬปันถกะ. ภิกษุทั้ง ๑,๐๐๐ รูปจึงตอบพร้อมๆ กันว่า เราชื่อจูฬปันถกะ เราชื่อจูฬปันถกะ. คนใช้นั้นจึงกลับมาอีกแล้ว บอกให้หมอชีวกทราบเรื่องนั้น. 
         เพราะค่าที่ตนรู้ตลอดสัจจะ หมอชีวกจึงทราบโดยนัยว่า พระคุณเจ้า ชะรอยว่าจะมีฤทธิ์แน่ จึงสั่งคนใช้ว่า พนาย เธอจงไปพูดว่า พระศาสดามีรับสั่งให้ท่านทั้งหลาย เฉพาะพระคุณเจ้ารูปที่ขานรับก่อนมาหา แล้วเธอจงจับที่ชายจีวร. 
         คนใช้นั้นไปยังวิหารแล้วได้กระทำตามสั่ง. ในขณะนั้นนั่นเอง ภิกษุที่เนรมิตทั้งหลายก็อันตรธานหายไป. คนใช้จึงได้พาพระเถระไปแล้ว. 
         ขณะนั้น พระศาสดาจึงทรงรับข้าวยาคู และของอื่นต่างชนิดมีของขบเคี้ยวเป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว จึงทรงรับสั่งให้ท่านพระจูฬปันถกะ กระทำอนุโมทนา. 
         พระจูฬปันถกะนั้นเป็นผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา กระทำอนุโมทนาด้วยการยังพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎกให้กระเพื่อม จับพระอัธยาศัยของพระศาสดา คล้ายๆ กับว่าจับเอาภูเขาสิเนรุมากวนคนลงไปยังมหาสมุทรฉะนั้น. 
         เมื่อพระทศพลกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว เสด็จไปยังพระวิหาร จึงมีถ้อยคำพูดเกิดขึ้นในโรงธรรมสภาว่า ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน อานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ได้ทรงแสดงฤทธิ์มากมายอย่างนี้ ทั้งๆ ที่จูฬปันถกะไม่สามารถจะเรียนจำคาถาหนึ่ง ในระยะเวลา ๔ เดือนได้ ก็บันดาลให้เป็นไปได้โดยขณะอันรวดเร็วทีเดียว ดังนี้ 
         ความจริงก็เป็นเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในนิเวศน์ของหมอชีวก ทรงทราบว่า จิตของพระจูฬปันถกะมั่นคงดีแล้วอย่างนั้น วิปัสสนาดำเนินไปสู่วิถีแล้ว ดังนี้ ทั้งๆ ที่ประทับนั่งอยู่นั่นแล ทรงแสดงพระองค์ให้ปรากฏ เมื่อจะแสดงว่า ปันถกะ ท่อนผ้าเก่าผืนนี้ยังไม่เศร้าหมองเกลื่อนกล่นด้วยธุลีเท่าไรนัก แต่ว่าสิ่งที่เศร้าหมองเป็นธุลีในพระธรรมวินัยของพระอริยเจ้า ยิ่งไปกว่านี้ยังมีอยู่อีก ดังนี้แล้ว 
         จึงได้ตรัสพระคาถา ๓ พระคาถาเหล่านี้ว่า 
               ราคะชื่อว่า ธุลี แต่ละออง ท่านไม่เรียกว่า ธุลี คำว่า 
         ธุลี นั่นเป็นชื่อของราคะ ภิกษุเหล่านั้นละธุลีนั้นได้เด็ดขาด 
         แล้ว อยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ทรงปราศจากธุลี. 
               โทสะชื่อว่า ธุลี ฯลฯ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ทรง 
         ปราศจากธุลี. 
               โมหะชื่อว่า ธุลี ฯลฯ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ทรง 
         ปราศจากธุลี. 
         ในเวลาจบพระคาถา พระจูฬปันถกะได้บรรลุพระอรหัตพร้อมทั้งปฏิสัมภิทา ๔. 
         พระศาสดาได้ทรงสดับถ้อยคำเจรจาของภิกษุเหล่านั้นแล้ว เสด็จมาประทับนั่งบนพุทธอาสน์ ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกำลังสนทนาเรื่องอะไรกัน เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จูฬปันถกะตั้งอยู่ในโอวาทของเราแล้วได้รับสมบัติคือโลกุตระในบัดนี้ ส่วนในกาลก่อนได้เพียงสมบัติคือโลกิยะเท่านั้น ดังนี้. 
         ภิกษุเหล่านั้นพากันกราบทูลอ้อนวอน จึงได้ตรัสจูฬเศรษฐีชาดกไว้แล้ว. 
         ในกาลต่อมา พระศาสดามีหมู่พระอริยเจ้าแวดล้อม ประทับนั่งบนธรรมาสน์แล้ว ทรงแต่งตั้งพระจูฬปันถกะนั้นไว้ในตำแหน่งที่เลิศแห่งพวกภิกษุผู้เนรมิตกายที่สำเร็จด้วยใจ และผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงใจ. 
         พระจูฬปันถกะนั้นพอได้รับตำแหน่งแต่งตั้งอย่างนี้แล้ว จึงระลึกบุพกรรมของตนเอง ด้วยอำนาจแห่งปีติและโสมนัส เมื่อจะประกาศอ้างถึงความประพฤติที่เคยมีมาในกาลก่อน จึงได้กล่าวคาถาเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
         สองบทเบื้องต้นในคาถานั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล. 
         บทว่า คณมฺหา วูปกฏฺโฐ โส ความว่า พระศาสดาทรงพระนามว่าปทุมุตตระพระองค์นั้น เสด็จหลีกออกจากหมู่ภิกษุหมู่มาก พระองค์เดียวโดยลำพัง เสด็จเข้าไปยังที่อันสงัด. ในกาลครั้งเมื่อเรายังเป็นดาบส ได้อยู่คือได้สำเร็จการอยู่อาศัย หมายความว่า ได้อยู่ด้วยอิริยาบถทั้ง ๔ ในหิมวันตประเทศ ได้แก่ที่ใกล้กับภูเขาหิมาลัย. 
         บทว่า อหมฺปิ ฯ เป ฯ ตทา ความว่า ในกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเสด็จเข้าไปอยู่อาศัยยังหิมวันตประเทศ. 
         เชื่อมความว่า ในครั้งนั้น ถึงตัวเราก็อยู่ในอาศรมที่ได้สร้างไว้ใกล้กับหิมวันตประเทศ คือในอรัญวาสีอันได้นามว่าอาศรม เพราะเป็นที่สงบจากอันตราย คือสิ่งที่จะเบียดเบียนทางกายและจิต โดยรอบด้าน. 
         บทว่า อจิราคตํ มหาวีรํ เชื่อมความว่า เราได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระผู้นำชาวโลก คือผู้เป็นประธาน ผู้มีความเพียรมาก ผู้มาแล้วไม่นานนัก, 
         อธิบายว่า เพิ่งได้เสด็จมาถึงในขณะนั้นนั่งเอง. 
         บทว่า ปุปฺผฉตฺตํ คเหตฺวาน ความว่า ก็เมื่อจะเข้าไปหาอย่างนั้น จึงกั้นร่มทำด้วยดอกไม้ บุบังด้วยดอกไม้มีดอกปทุมและดอกอุบลเป็นต้น เข้าไปกั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐแก่นรชนทั้งหลาย คือเข้าไปใกล้. 
         บทว่า สมาธึ สมาปชฺชนฺตํ เชื่อมความว่า เราได้กระทำอันตรายแก่ผู้นั่งเข้ารูปาวจรสมาธิฌาน. 
         บทว่า อุโภ หตฺเถหิ ปคฺคยฺห เชื่อมความว่า เราได้ใช้มือทั้งสองข้างยกฉัตรดอกไม้ อันตกแต่งจัดแจงดีแล้วนั้นขึ้นถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         บทว่า ปฏิคฺคเหสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระทรงรับ คือทรงเอื้อเฟื้อรับฉัตรดอกไม้ที่เราได้ถวายแล้วนั้นเป็นอย่างดี. 
         บทว่า สตปตฺตฉตฺตํ ปคฺคยฺห ความว่า พระดาบสได้ถือฉัตรดอกไม้ ที่บุบังด้วยดอกปทุมทั้งหลายหลายร้อยกลีบ โดยที่ดอกปทุมแต่ละดอกมีกลีบนับเป็นร้อยๆ กลีบ ได้ถวายแก่เราโดยอาการอันเอื้อเฟื้อ. 
         บทว่า ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ ความว่า เราจักระบุชื่อดาบสนั้น คือจักกระทำให้ปรากฏ. ท่านทั้งหลายจงฟังถ้อยคำ คือจงตั้งใจฟังถ้อยคำของเราผู้กำลังพูดอยู่เถิด. 
         บทว่า ปญฺจวีสติกปฺปานิ เชื่อมความว่า ด้วยการได้ถวายฉัตรดอกไม้นี้ จักได้เป็นท้าวสักกะ ครอบครองเทวสมบัติ ในภพดาวดึงส์ตลอด ๒๕ ครั้ง. 
         บทว่า จตุตฺตึสติกฺขตฺตุญฺจ ความว่า จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิในมนุษยโลกตลอด ๓๔ ครั้ง. 
         บทว่า ยํ ยํ โยนึ ความว่า ย่อมระลึกได้ถึงชาติในกำเนิดมนุษย์เป็นต้น. 
         อธิบายว่า ดอกปทุมจักทรงไว้ กั้นไว้ซึ่งเธอผู้ตั้งอยู่ คือนั่งอยู่หรือยืนอยู่ ในอัพโภกาสคือที่ว่าง ในกำเนิดนั้นๆ. 
         บทว่า ปกาสิเต ปาวจเน ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงประกาศ คือแสดงพระไตรปิฎกทั้งสิ้น จักได้คือเข้าถึงความเป็นมนุษย์คือชาติแห่งมนุษย์. 
         บทว่า มโนมยมฺหิ กายมฺหิ ความว่า ชื่อว่ามโนมยะ เพราะอรรถว่าเกิดด้วยใจ คือด้วยฌานจิต. อธิบายว่า จิตย่อมเป็นไปด้วยประการใด เขาจะให้กายเป็นไป คือกระทำให้มีคติจิตเป็นไปอย่างนั้น. ในเพราะกายอันสำเร็จด้วยใจนั้น ดาบสนั้น จักมีชื่อว่าจูฬปันถกะผู้สูงสุด คือเป็นผู้เลิศ. 
         คำที่เหลือเป็นคำที่รู้ได้ง่าย เพราะท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลัง และเพราะมีอรรถตื้นทั้งนั้น. 
         บทว่า สรึ โกกนทึ อหํ ความว่า เราลูบคลำท่อนผ้าที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนิรมิต ระลึกถึงดอกบัวชื่อโกกนท. 
         บทว่า ตตฺถ จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ความว่า จิตของเราสดชื่นน้อมไปในดอกบัวชื่อว่าโกกนท. 
         เชื่อมความว่า ลำดับนั้น เราบรรลุพระอรหัตแล้ว. 
         เชื่อมความว่า บรรลุถึงบารมี คือที่สุดในกายอันสำเร็จด้วยใจ คืออันมีคติแห่งจิต ในที่ทุกสถานคือที่ทั้งปวง. 
         คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาจูฬปันถกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สีหาสนิวรรค ที่ ๒ นันทเถราปทานที่ ๓ (๑๓)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้า
 [๑๕] เราได้ถวายผ้าทอด้วยเปลือกไม้ แด่พระผู้มีพระภาคพระนามว่า ปทุมุตระ
เชษฐบุรุษของโลกผู้มั่นคง ตรัสรู้เอง แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกพระนามว่า ปทุมุตระ ทรงพยากรณ์เรานั้นว่า ด้วยการถวาย ผ้านี้ ท่านจักเป็นผู้มีผิวพรรณดังทองคำ ได้เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน จักได้เป็นพระอนุชาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่า โคดม ท่านอันราคะย้อมแล้ว มีปกติสุข ประกอบด้วยความกำหนัดใน กาม เป็นผู้อันพระพุทธเจ้าตักเตือนแล้ว แต่นั้นจักบวช ครั้นบวชใน พระศาสนาของพระโคดมนั้นแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน จักกำหนดรู้ อาสวะทั้งปวง ไม่มีอาสวะนิพพาน ในแสนกัลป มีคน ๔ คน ชื่อเจละ ใน ๖ หมื่นกัลป มีคน ๔ คน ชื่ออุปเจละ ใน ๕ หมื่นกัลป มีคน ๔ คนชื่อ เจละเหมือนกัน สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
                ทราบว่า ท่านพระนันทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ นันทเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค ๓. นันทเถราปทาน (๑๓)
         ๑๓. อรรถกถานันทเถราปทาน
         อปทานของท่านพระนันทเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้. 
         แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ พระองค์ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านบังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่งในพระนครหังสาวดี บรรลุนิติภาวะแล้ว ขณะที่ฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้พบภิกษุรูปหนึ่งซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งผู้เลิศแห่งพวกภิกษุผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ตนเองจึงปรารถนาตำแหน่งนั้น บำเพ็ญมหาทานที่มากไปด้วยการบูชาและสักการะให้เป็นไปแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์แล้ว ตั้งปณิธานไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในอนาคตกาล ขอให้ข้าพระองค์พึงได้เป็นอย่างพระสาวกรูปนั้นของพระพุทธเจ้าผู้เช่นกับพระองค์เถิด. 
         จำเดิมแต่นั้น ท่านก็ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี เกิดเป็นเต่าใหญ่ ในแม่น้ำชื่อว่าธัมมตา วันหนึ่งได้พบพระศาสดาประทับยืนอยู่ใกล้ฝั่งเพื่อจะข้ามแม่น้ำ ตนเองประสงค์จะให้พระผู้มีพระภาคเจ้าข้ามฝั่ง จึงหมอบลงใกล้พระบาทของพระศาสดา. พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของเธอแล้ว จึงทรงขึ้นบนหลัง. เธอดีใจมาก รีบแหวกว่ายตัดกระแสน้ำให้ถึงฝั่งโน้นได้รวดเร็ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสอนุโทนาแก่เธอ ตรัสชี้แจงถึงสมบัติจนแจ่มแจ้งแล้วเสด็จหลีกไป. 
         ด้วยบุญกรรมอันนั้น ท่านจึงได้ท่องเที่ยวไปในสุคติหลายครั้งหลายหนทีเดียว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในพระครรภ์ของพระนางมหาปชาบดีโคตมี พระอัครมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ในกรุงกบิลพัสดุ์. ในวันจะขนานนามท่าน หมู่ญาติบังเกิดความยินดี จึงขนานพระนามว่านันทะ. 
         ในเวลาที่นันทกุมารได้เจริญวัยขึ้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐให้เป็นไปแล้ว ทรงกระทำการอนุเคราะห์สัตวโลก เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์โดยลำดับ ทรงกระทำฝนโบกขรพรรษให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุในสมาคมแห่งหมู่ญาติ ตรัสเวสสันดรชาดก. 
         ในวันที่ ๒ เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ทรงยังพระชนกให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลด้วยพระคาถาเป็นต้นว่า อุตฺติฏฺเฐ นปฺปมชฺเชยฺย ดังนี้. แล้วเสด็จไปยังพระนิเวศน์ ทรงยังพระนางมหาปชาบดีให้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล และให้พระราชาดำรงอยู่ในสกทาคามิผล ด้วยพระคาถาเป็นต้นว่า ธมฺมํ จเร สุจริตํ ดังนี้. 
         ในวันที่ ๓ เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ในเมื่อวันอาวาหมงคลเป็นที่เสด็จเข้าไปยังพระราชนิเวศน์ เพื่อการอภิเษกของนันทกุมาร กำลังดำเนินไปอยู่. 
         พระศาสดาทรงประทานบาตรในมือของนันทกุมารแล้ว ตรัสมงคลแล้ว ไม่รับบาตรจากมือของนันทกุมารนั้น เสด็จเข้าไปยังพระวิหาร ทรงให้นันทกุมารผู้ถือบาตรตามมายังวิหาร ผู้ไม่มีใจปรารถนาจะบวช ให้บวชแล้ว ทรงทราบว่า เธอถูกความไม่ยินดีเข้าบีบคั้น เพราะเหตุที่เธอบวชด้วยอาการอย่างนั้นนั่นแหละ จึงทรงบรรเทาความไม่ยินดียิ่งนั้นของเธอเสียด้วยอุบาย. 
         เธอพิจารณาแล้วโดยแยบคาย เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนา มิช้ามินานก็ได้บรรลุพระอรหัต. 
         พอวันรุ่งขึ้น พระเถระจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระองค์พ้นจากข้อประกันที่จะรับนางอัปสร ๕๐๐ นางผู้มีเท้ามีสีแดงคล้ายเท้านกพิราบ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอบอกคืนข้อประกันนั้นกะพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า ดูก่อนนันทะ ในกาลที่เธอไม่ยึดมั่น มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายได้ เราก็คุ้มครองรับรองว่า จะบอกคืนข้อประกันนั้น. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พระนันทะมีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลายได้อย่างวิเศษ เมื่อจะทรงประกาศคุณข้อนั้นจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นันทะเป็นผู้เลิศแห่งพวกภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา ผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ดังนี้แล้วทรงตั้งพระนันทะนั้นไว้ในตำแหน่งนั้นโดยความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย. 
         ก็พระเถระคิดว่า เราอาศัยความไม่สำรวมอินทรีย์ จึงถึงซึ่งอาการอันแปลกๆ นี้ เราจักข่มอาการอันแปลกๆ นั้นให้ได้เป็นอย่างดี ดังนี้แล้วเกิดความอุตสาหะ มีความละอายและความเกรงกลัวต่อบาปเป็นกำลัง และได้บรรลุถึงบารมีอันสูงสุดในการสำรวมอินทรีย์ เพราะความที่ท่านได้สั่งสมบำเพ็ญมาในการสำรวมอินทรีย์นั้น. 
         ครั้นท่านได้รับตำแหน่งอันเลิศนั้นอย่างนี้แล้ว จึงได้ระลึกถึงบุพกรรมของตน ได้รับความโสมนัส เมื่อจะประกาศอ้างถึงข้อประพฤติของพระพุทธเจ้า จึงกล่าวคาถาเป็นต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้. 
         บทว่า วตฺถํ โขมํ มยา ทินฺนํ ความว่า ผ้าที่เกิดในแคว้นโขมะ คือเรามีจิตเลื่อมใส มีความเคารพนับถือมาก ในพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้น้อมถวายผ้าโขมะที่มีเนื้อละเอียดอ่อนยิ่งนัก. 
         บทว่า สยมฺภุสฺส ความว่า พระองค์นั่นแลเป็นแล้ว เกิดแล้ว คือนิพพานแล้วโดยอริยชาติ. 
         บทว่า มเหสิโน เชื่อมความว่า ชื่อว่ามเหสี เพราะอรรถว่าค้นหา แสวงหา กองศีล กองสมาธิ กองปัญญา กองวิมุตติและกองวิมุตติญาณทัสสนะอย่างใหญ่หลวงได้, เราได้ถวายผ้าโขมะเพื่อประโยชน์แก่การทำเป็นจีวรแด่พระสมัยภูผู้แสวงหากองแห่งสาระคุณอันใหญ่นั้นแล้ว. 
         บทว่า ตํ ในบทว่า ตํ เม พุทฺโธ วิยากาสิ นี้เป็นทุติยาวิภัตติใช้ลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ. 
         อธิบายว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำ คือตรัสแล้วโดยพิเศษ ถึงผลทานของเราผู้ถวายผ้านั้น. 
         บทว่า ชลชุตฺตมนามโก ได้แก่ มีพระนามว่าปทุมุตตระ. 
         ปาฐะว่า ชลรุตฺตมนายโก ดังนี้ก็มี, 
         ความแห่งปาฐะนั้นว่า ผู้นำชั้นยอด คือประธานแห่งหมู่เทวดาและพรหมทั้งหลายผู้รุ่งเรือง. 
         บทว่า อิมินา วตฺถทาเนน ความว่า ด้วยผลแห่งการถวายผ้านี้ ในอนาคตกาล เธอจักเป็นผู้มีวรรณะเพียงดังทองคำ. 
         บทว่า เทฺว สมฺปตฺตึ อนุโภตฺวา ได้แก่ ได้เสวยสมบัติทั้งสอง คือทิพยสมบัติและมนุษยสมบัติ. 
         บทว่า กุสลมูเลหิ โจทิโต ความว่า เป็นผู้อันส่วนแห่งกุศลตักเตือนแล้ว คือส่งไปแล้ว ได้แก่คล้ายๆ กับส่งไปว่า ด้วยบุญอันนี้ ขอเธอจงประสบกุศลในสำนักของพระศาสดาเถิด. 
         เชื่อมความว่า ทรงพยากรณ์ว่า เธอจักได้เป็นพระกนิษฐภาดาของพระผู้มีพระภาคเจ้าโคดม. 
         บทว่า ราครตฺโต สุขสีโล ความว่า มีความกำหนัดเยื่อใยด้วยกิเลสกามทั้งหลาย มีการเสวยความสุขทางกายและความสุขทางจิตเป็นสภาพ.
         บทว่า กาเมสุ เคธมายุโต ความว่า ถูกตัณหา คือความกำหนัดในวัตถุกามทั้งหลาย ประกอบผูกพันไว้แล้ว. 
         บทว่า พุทฺเธน โจทิโต สนฺโต ตทา ตฺวํ คือ เพราะกำหนัดแล้วในกามทั้งหลาย. 
         เชื่อมความว่า ฉะนั้น เธอผู้ได้รับการตักเตือนจากพระโคดมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระภาดาของตนแล้ว คือส่งเธอไปทางการบวช ก็จักได้บวชในสำนักของพระองค์. 
         บทว่า ปพฺพชิตฺวาน ตฺวํ ตตฺถ ความว่า ในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดมนั้น เธอบวชแล้ว เป็นผู้มีกุศลมูลเป็นต้นเหตุ มีบุญสมภารตักเตือนแล้ว บำเพ็ญภาวนา กำหนดรู้ กำหนดละอาสวะทั้งปวงได้เด็ดขาด มีอนามัยดี ไม่มีทุกข์ จักนิพพานคือจักบรรลุถึงความที่มารมองไม่เห็น. อธิบายว่า จักถึงภาวะที่ไม่มีบัญญัติ. 
         บทว่า สตกปฺปสหสฺสมฺหิ ความว่า ในกัปที่ ๑๐,๐๐๐ ในกาลก่อนแต่กัปนี้ไป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง ๔ วาระมีพระนามเดียวตลอดว่า เจละ.
         บทว่า สฏฺฐิกปฺปสตสหสฺสานิ ความว่า ก็ภายหลังล่วงไปได้ ๖ ล้านกัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้งพระนามว่าอุปเจละ ในกัปหนึ่งๆ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทุกๆ ๔ ชาติ. 
         บทว่า ปญฺจกปฺปสหสฺสมฺหิ ความว่า ในกัปที่ ๕,๐๐๐ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง พระนามว่าเจละ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้สมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ ได้เป็นใหญ่เป็นประธาน ในทวีปทั้ง ๔ ทุกทวีป คือชมพูทวีป อปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีปและปุพพวิเทหทวีป. 
         คำที่เหลือมีเนื้อความดังที่ได้กล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถานันทเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สีหาสนิวรรค ที่ ๒ เอกถัมภิกเถราปทานที่ ๒ (๑๒)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายเสาต้นเดียว
 [๑๔] ได้มีการประชุมมหาอุบาสกของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ
วีดีโอ
และ อุบาสกเหล่านั้นถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะเชื่อพระตถาคต อุบาสกทั้งหมด มาประชุมปรึกษากันจะสร้างศาลาถวายแด่พระศาสดา ยังไม่ได้เสาอีกต้นหนึ่ง จึงพากันเที่ยวหาอยู่ในป่าใหญ่ เราพบอุบาสกเหล่านั้นในป่าแล้ว จึงเข้าไปหาคณะอุบาสก ในเวลานั้น เราประนมอัญชลีสอบถามคณะอุบาสก อุบาสกผู้มีศีลเหล่านั้นอันเราถามแล้วตอบให้ทราบว่า เราต้องการจะสร้าง ศาลา ยังหาเสาไม่ได้อีกต้นหนึ่ง ขอท่านจงให้เสากะเราต้นหนึ่งเถิด ฉันจักถวายแด่พระศาสดา ฉันจักนำเสามาให้ท่านทั้งหลายไม่ต้องขวนขวาย หา อุบาสกเหล่านั้นเลื่อมใสมีใจยินดีให้เสาแก่เรา แล้วกลับจากป่านั้นมา สู่เรือนของตนๆ เมื่อคณะอุบาสกไปแล้วไม่นาน เราได้ถวายเสาในกาล นั้น เรายินดี มีจิตร่าเริง ยกเสาขึ้นก่อนเขา ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้เกิดในวิมาน ภพของเราตั้งอยู่โดดเดี่ยว ๗ ชั้น สูงตระหง่าน เมื่อ กลองดังกระหึ่มอยู่ เราบำเรออยู่ทุกเมื่อ
                ใน ๕๕ กัลป เราได้เป็นพระราชา พระนามว่ายโสธร แม้ในกาลนั้น ภพของเราก็สูงสุด ๗ ชั้น ประกอบ ด้วยเรือนยอดอันประเสริฐ มีเสาต้นหนึ่งเป็นที่รื่นรมย์แห่งใน
                ใน ๒๑ กัลป เราเป็นกษัตริย์พระนามว่าอุเทน แม้ในกาลนั้น ภพของเราก็มี ๗ ชั้น ประดับอย่างสวยงาม เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ ความเป็นเทวดา หรือความเป็นมนุษย์ เราย่อมเสวยผลนั้นๆ ทั้งหมด นี้เป็นผลแห่ง (การถวาย) เสาต้นเดียว
                ในกัลปที่ ๙๔ แก่กัลปนี้ ในกาลนั้นเราได้ให้เสา ใด ด้วยบุญกรรมนั้น เราไม่รู้สึกทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง (การถวาย) เสา ต้นเดียว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล.
                ทราบว่า ท่านพระเอกถัมภิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ เอกถัมภิกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค ๒. เอกถัมภิกเถราปทาน (๑๒)
         ๑๒. อรรถกถาเอกถัมภิกเถราปทาน
         อปทานแห่งท่านพระเอกถัมภิกทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. 
         แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ พระองค์ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดเป็นคนดูแลป่าไม้ ในตระกูลแห่งหนึ่งที่เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ. 
         ในสมัยนั้น อุบาสกและอุบาสิกาล้วนมีศรัทธา มีความเลื่อมใส มีความพร้อมเพรียงกัน ตั้งใจว่า พวกเราจะสร้างศาลาสำหรับบำรุงพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเข้าไปสู่ป่าเพื่อต้องการทัพพสัมภาระ ได้พบเห็นอุบาสกนั้นเข้าจึงอ้อนวอนว่า ท่านจงให้การงานสักอย่างหนึ่งแก่พวกเราเถิด. 
         อุบาสกคนนั้น พอทราบความเป็นไปนั้นแล้วจึงพูดว่า พวกท่านอย่าคิดไปเลยดังนี้ แล้วได้ส่งเขาเหล่านั้นไป ได้ให้พวกเขาเหล่านั้นหามเสาไม้แก่ต้นหนึ่งไปแสดงแด่พระศาสดา. ด้วยการให้เสาไม้แก่นนั้นนั่นแล เขาเกิดโสมนัสในใจ ทำบุญคือการให้ไม้แก่นนั้นเป็นครั้งแรกแล้ว ก็ทำบุญมีการให้ทานเป็นต้นอย่างอื่นอีกเป็นอันมาก จุติจากอัตภาพนั้น ไปบังเกิดบนเทวโลก ได้เสวยทิพยสมบัติในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้นกลับไปกลับมา ได้เสวยจักรพรรดิสมบัติในมนุษยโลกอีกหลายครั้ง และได้เสวยสมบัติคือเป็นพระราชาปกครองประเทศนับไม่ถ้วน. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่งที่สมบูรณ์ด้วยศรัทธา พร้อมกับมารดาบิดาได้ฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้มีศรัทธาบรรพชาอุปสมบท เล่าเรียนกัมมัฏฐานอย่างตั้งใจ มิช้ามินานก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านพอได้บรรลุพระอรหัตแล้วอย่างนั้น จึงได้ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศอ้างถึงความประพฤติที่มีมาในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส ดังนี้. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะในคาถานั้น คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วยภคธรรม. 
         บทว่า มหาปูคคโณ ความว่า ได้มีหมู่แห่งอุบาสกเป็นจำนวนมาก. 
         บทว่า สรณํ คตา จ เต พุทฺธํ ความว่า อุบาสกเหล่านั้นเข้าถึง คบ หรือทราบว่า พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ดังนี้. 
         บทว่า ตถาคตํ สทฺธหํ ความว่า ตั้งพระพุทธคุณไว้ในจิตสันดานของตน. 
         บทว่า สพฺเพ สงฺคมฺม มนฺเตตฺวา ความว่า ทั้งหมดพบประชุมปรึกษากัน ให้สัญญากะกันและกัน มีฉันทะเป็นอันเดียวกัน สร้างโรงคือศาลาสำหรับบำรุง เพื่อประโยชน์แก่พระศาสดา. 
         เชื่อมความว่า เมื่อยังไม่ได้เสาสักต้นหนึ่ง ในบรรดาทัพพสัมภาระทั้งหลาย จึงพากันเที่ยวค้นหาในป่าใหญ่. 
         บทว่า เตหํ อรญฺเญ ทิสฺวาน เชื่อมความว่า เราได้เห็นพวกอุบาสกเหล่านั้นในป่า เข้าไปเป็นหมู่ ประคองอัญชลี กระทำอัญชลีประชุมนิ้วทั้ง ๑๐ ไว้เหนือเศียร ในกาลนั้นเราจึงถามหมู่อุบาสกว่า พวกท่านมายังป่านี้เพื่อต้องการอะไร. 
         เชื่อมความว่า อุบาสกเหล่านั้นเป็นผู้มีศีล ถูกเราถามแล้ว จึงบอกเป็นพิเศษว่า เราเป็นผู้มีความประสงค์จะสร้างโรงบำรุง แต่พวกเรายังไม่ได้เสาอีกต้นหนึ่ง. 
         เชื่อมความว่า พวกท่านจงให้เสาต้นหนึ่งแก่เราเถิด เราเองจักนำเสาต้นนั้นไปถวายยังสำนักพระศาสดา, ขอท่านผู้เจริญ อย่าได้พยายามในการนำเอาเสาไปเลย. 
         บทว่า ยํ ยํ โยนุปปชฺชามิ ความว่า เราจะเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม. 
         อีกอย่างหนึ่ง คำนั้นเป็นทุติยาวิภัตติใช้ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ, อธิบายว่า ในโลกใด คือจะเป็นเทวโลก หรือมนุษยโลกก็ตาม. 
         คำที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเอกถัมภิกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สีหาสนิวรรค ที่ ๒ สีหาสนทายกเถราปทานที่ ๑ (๑๑)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายราชอาสน์ทองคำ
 [๑๓] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้สูงสุดกว่าสัตว์นิพพานแล้ว
วีดีโอ
เมื่อ พระศาสดา (แผ่) กว้างขวาง เมื่อพระศาสนามีท่านผู้รู้ (พระขีณาสพ) มาก เรามีจิตผ่องใส ใจผ่องแผ้ว ได้ทำราชอาสน์ทองคำ ครั้นทำ ราชอาสน์ทองคำแล้ว ได้ทำตั่งสำหรับรองเท้า ได้สร้างเรือนสำหรับเก็บ ราชอาสน์ทองคำนั้นในฤดูฝนด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้บังเกิดในภพ ดุสิตวิมานโดยยาว ๒๔ โยชน์ โดยกว้าง ๑๔ โยชน์ อันบุญกรรมสร้าง อย่างงดงามมีอยู่ในภพสุดิตนั้นเพื่อเรา นางเทพกัญญา ๗ หมื่นแวดล้อม เราอยู่ทุกเมื่อ และบัลลังก์ทองที่สร้างอย่างวิจิตร มีอยู่ในวิมานของเรา ยานช้าง ยานม้า ยานทิพย์ ตั้งไว้คอยรับเรา ปราสาทและวอย่อมบังเกิด ตามความปรารถนา บัลลังก์แก้ว และบัลลังก์ไม้แก่นอย่างอื่นเป็นอันมาก ย่อมเกิดแก่เราทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่ง (การถวาย) ราชอาสน์ทองคำ เราสวมรองเท้าทำด้วยทองคำ ทำด้วยเงิน ทำด้วยแก้วผลึก ทำด้วยแก้ว ไพฑูรย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งรองเท้า
                ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยผลกรรมนั้น เราไม่รู้ทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งบุญกรรม 
                ในกัลปที่ ๗๓ แต่กัลปนี้ มีคน ๓ คน ชื่ออินท์ 
                ในกัลปที่ ๗๒ แต่กัลปนี้ มีคน ๓ คน ชื่อสุมนะ
                ในกัลปที่ ๗๐ มีคน ๓ คน ชื่อวรุณ สมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ คุณ วิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
                ทราบว่า ท่านพระสีหาสนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ สีหาสนทายกเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค ๑. สีหาสนทายกเถราปทาน (๑๑)
         วิสุทธชนวิลาสินี
         อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 
         เถราปทาน                  สีหาสนิยวรรคที่ ๒
         ๑๑.#- อรรถกถาสีหาสนทายกเถราปทาน
         #- เลขหน้าอรรถกถา บอกลำดับอปทานของพระเถระต่อจากเถราปทานวรรคที่ ๑. 
         อปทานของท่านพระสีหาสนทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. 
         แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ พระองค์ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ ท่านบังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่งที่เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ สมบูรณ์ด้วยศรัทธา. 
         เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ท่านยังอยู่ในเทวโลก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว จึงได้เกิด พอท่านบรรลุนิติภาวะแล้ว ได้พบเห็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงคิดน้อยใจว่า เสียดายจริงหนอที่เราไม่ได้มีโอกาสพบพระผู้มีพระภาคเจ้าขณะที่พระองค์ยังมีพระชนม์อยู่ดังนี้ มีจิตเลื่อมใสในองค์พระเจดีย์ เกิดโสมนัสจิตให้ช่างสร้างอาสนะสีหะบนธรรมาสน์ที่สำเร็จด้วยแก้วทุกชนิด วิจิตรปานประหนึ่งว่าเทพยดาเนรมิต แล้วทำการบูชาแด่พระพุทธเจ้า คล้ายกับว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ให้สร้างเรือนยอดงดงามปานดังทิพยวิมานไว้บนธรรมาสน์นั้น. ให้สร้างตั่งรองเท้าสำหรับรองเท้า. 
         เขากระทำเทียนธูปดอกไม้และของหอมเป็นต้นนานาชนิดให้เป็นเครื่องบูชา จนตลอดชีวิตเห็นปานนี้ จุติจากมนุษยโลกนั้นแล้วบังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติกลับไปกลับมาในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น เสวยจักรพรรดิสมบัตินับครั้งไม่ถ้วนในมนุษยโลกและได้เสวยสมบัติคือการเป็นพระราชาในประเทศจนนับครั้งไม่ถ้วน. 
         ในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ได้บวชบำเพ็ญสมณธรรม ในระหว่างนี้ก็ท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติแห่งหนึ่ง พอบรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา มีศรัทธาขอบรรพชาอุปสมบท เรียนกัมมัฏฐาน พากเพียรพยายาม ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต. 
         ท่านพอได้บรรลุพระอรหัตผลแล้วอย่างนี้ จึงได้ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัสขึ้นแล้ว เมื่อจะประกาศอ้างถึงความประพฤติที่มีในกาลก่อน จึงกล่าวคาถาเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. 
         โลกนาถะ ในคาถานี้หมายถึงที่พึ่ง คือประธานของชาวโลก. อธิบายว่า เจ้าของแห่งชาวโลกทั้ง ๓. 
         เชื่อมความว่า เมื่อพระโลกนาถเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะปรินิพพานแล้ว. 
         บทว่า วิตฺถาริเต ปาวจเน ความว่า เมื่อปาพจน์คือพระไตรปิฎก กว้างขวางออกไป แผ่ไปปรากฏชัดแล้ว. 
         บทว่า พาหุชญฺญมฺหิ สาสเน ความว่า เมื่อหมู่ชนเป็นอันมากได้แก่พระขีณาสพหลายแสนโกฏิ ได้รู้ ได้บรรลุถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันสงเคราะห์ด้วยไตรสิกขาแล้ว. 
         บทว่า ปสนฺนจิตฺโต สุมโน ความว่า ในกาลนั้น เราไม่มีโอกาสได้เกิดพบพระพุทธเจ้าขณะยังทรงพระชนม์อยู่ เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้วจึงได้จุติจากเทวโลกมาบังเกิดในมนุษยโลก ได้พบแต่เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ได้มีจิตเลื่อมใส มีใจประกอบด้วยศรัทธา มีใจดีงาม เกิดความเลื่อมใสและนับถือเป็นอันมากขึ้นว่า ช่างเป็นบุญเหลือเกินที่การมาขอเรานับว่าเป็นการมาดีแล้ว ดังนี้จึงจินตนาการว่า เราสมควรที่จะบำเพ็ญบุญสักอย่างหนึ่งเพื่อบรรลุพระนิพพาน จึงได้ใช้เงินทองและแก้วเป็นต้นมาประดับประดาอาสนะสีหะอุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า ไว้ใกล้พระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. และได้ให้คนสร้างตั่งรองเท้าสำหรับรองพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่งแล้วบนธรรมาสน์นั้น. และได้ให้คนสร้างเรือนยอดไว้บนธรรมาสน์นั้น เพื่อไม่ให้อาสนะสีหะเปียกฝน. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สีหาสนมกาสหํ ฯ เป ฯ ฆรํ ตตฺถ อกาสหํ ดังนี้. 
         บทว่า เตน จิตฺตปฺปสาเทน ความว่า เรามีจิตเลื่อมใสสร้างอาสนะสีหะถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า คล้ายกับว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่. 
         บทว่า ตุสิตํ อุปปชฺชหํ ความว่า เราได้บังเกิดในดุสิตภพ. 
         บทว่า อายาเมน จตุพฺพีส ความว่า วิมานมีส่วนยาวและสูง ๒๔ โยชน์ เกิดปรากฏแก่ข้าพเจ้าผู้เกิดเป็นเทวดาในดุสิตภพนั้น ด้วยบุญที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญเป็นอย่างดี และวิมานกว้าง ๑๔ โยชน์ ได้บังเกิดมีในขณะที่ข้าพเจ้าได้เกิดแล้วทีเดียว. 
         คำที่เหลือพอรู้ได้ง่ายอยู่แล้ว. 
         บทว่า จตุนฺนวุเต อิโต กปฺเป ความว่า เราได้กระทำ คือได้บำเพ็ญกรรมมาในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้. 
         ความว่า ตั้งแต่นั้นมา ด้วยพลังแห่งบุญ เราจึงได้ไม่รู้จักทุคติอะไรเลย คือทุคติอะไรๆ ไม่เคยได้มีเลย. 
         บทว่า เตสตฺตติมฺหิโต กปฺเป ได้แก่ ในกัปที่ ๗๓ แต่กัปนี้. 
         บทว่า อินฺทนามา ตโย ชนา ความว่า พระเจ้าจักรพรรดิ ๓ พระองค์พระนามว่าอินทะ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าอินทะ ในกัปหนึ่ง ๓ ชาติ. 
         บทว่า เทฺว สตฺตติมฺหิโต กปฺเป ได้แก่ ในกัปที่ ๗๒ แต่กัปนี้. คน ๓ คนที่มีชื่อว่าสุมนะ คือได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง ๓ ครั้ง. 
         บทว่า สมสตฺตติโต กปฺเป ความว่า เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้งผู้มีพระนามอย่างนี้คือ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าวรุณ ในกัปที่ ๗๐ ไม่หย่อนไม่ยิ่งแต่กัปนี้ คือได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่สมบูรณ์ด้วยจักรรัตนะทุกอย่างในทวีปทั้ง ๔. 
         คำที่เหลือพอรู้ได้อยู่แล้ว.
         จบอรรถกถาสีหาสนทายกเถราปทาน

17 มกราคม 2569

53/ มหาภารตะ ตอนที่ - ตัณหาของกิจกะที่มีต่อเทราปที - การหลอกลวงของสุเดศนะและคำอธิษฐานของเทราปที

Book 4 - Virata Parva | Section I -
search-google มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ..  
      ก่อนหน้า 💃🏻  อ่านต่อ
                " ไวสัมปายานะกล่าวว่า 'เมื่อถูกเจ้าหญิงปฏิเสธเช่นนี้กิจกะจึงเกิดความลุ่มหลงในกามราคะจนลืมความเหมาะสมไปหมดสิ้น จึงกล่าวกับสุเดศนะว่า...'
                “โอ้ธิดาของเกกายะเอ๋ย จงกระทำการใด ๆ เพื่อให้ ไซรินธรี ของเจ้า ได้มาอยู่ในอ้อมแขนของข้าเถิด โอ้ สุเดศนะเอ๋ย จงใช้หนทางใด ๆ ก็ตามที่จะทำให้หญิงสาวผู้มีลีลาการเดินดุจช้างยอมรับข้าเถิด ข้ากำลังจะตายด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า”
                " ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า 'เมื่อได้ยินคำคร่ำครวญมากมายของเขา นางผู้แสนอ่อนโยนพระราชินี ผู้ชาญฉลาด แห่งวิราตะก็รู้สึกสงสาร และเมื่อทรงปรึกษาหารือกับพระองค์เองและไตร่ตรองถึงจุดประสงค์ของกิจกะและความวิตกกังวลของพระกฤษณะแล้ว สุเดศนะจึงตรัสกับ บุตรชาย ของสุตะด้วยถ้อยคำเหล่านี้ว่า'
                “ในโอกาสเทศกาลใดๆ จงจัดหาอาหารและไวน์มาให้ข้า แล้วข้าจะส่งนางไซรินธรีไปหาเจ้าโดยอ้างว่าจะนำไวน์มาให้ และเมื่อนางมาถึงแล้ว เจ้าจงปรนนิบัตินางตามลำพังโดยปราศจากการรบกวน ตามที่เจ้าปรารถนา เมื่อนางได้ผ่อนคลายแล้ว นางอาจจะโน้มใจมาหาเจ้า”
 “ ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า ‘เมื่อกล่าวเช่นนั้นแล้ว เขาก็ออกจากห้องของน้องสาว และในไม่ช้าเขาก็จัดหาไวน์ที่กรองอย่างดีและคู่ควรกับกษัตริย์มาได้ และจ้างพ่อครัวฝีมือดีมาปรุงอาหารรสเลิศหลากหลายชนิด เครื่องดื่มแสนอร่อย และเนื้อสัตว์หลากหลายประเภทที่มีคุณภาพแตกต่างกันไป และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว คุณหญิงสุเดศนะผู้อ่อนโยน ตามคำแนะนำของกิจกะก่อนหน้านี้ ได้ขอให้นางไซรินธรี ของนาง ไปที่บ้านของกิจกะ โดยกล่าวว่า 'จงลุกขึ้นเถิด โอไซรินธรีและรีบไปยังบ้านของกิกากาเพื่อนำเหล้าองุ่นมาให้ เพราะโอ สตรีผู้สวยงาม ข้าพเจ้ากระหายน้ำเหลือเกิน'
                ครั้งนั้น พระสายรินธรีจึงตรัสตอบว่า
 “โอ้ เจ้าหญิง ข้าพเจ้าไม่อาจเข้าไปในห้องของคิคาคาได้ พระองค์เองก็ทรงทราบดีอยู่แล้ว โอพระราชินี ว่าเขานั้นไร้ยางอายเพียงใด โอ้ พระองค์ผู้มีเรือนร่างไร้ที่ติ โอ้สตรีผู้งดงาม ในพระราชวังของพระองค์ ข้าพเจ้าไม่อาจใช้ชีวิตอย่างลุ่มหลงและนอกใจสามีได้ พระองค์ทรงจำได้หรือไม่ โอ้สตรีผู้สุภาพ โอ้สตรีผู้งดงาม เงื่อนไขที่ข้าพเจ้าได้กำหนดไว้ก่อนเข้าวังของพระองค์ โอ้ พระองค์ผู้มีผมยาวสลวยเป็นลอนสวยงาม คิคาคาผู้โง่เขลา”ผู้ซึ่งถูกเทพแห่งความปรารถนารบกวน เมื่อเห็นข้าก็จะดูหมิ่นข้า ดังนั้นข้าจะไม่ไปที่ที่อยู่ของเขา เจ้าหญิง ท่านมีนางกำนัลมากมาย โปรดส่งนางกำนัลคนใดคนหนึ่งไปเถิด เพราะแน่นอนว่าคิคาคาจะดูหมิ่นข้า'
                สุเดศนากล่าวว่า 'ผู้ถูกส่งมาจากที่พำนักของเรา เขาจะไม่ทำร้ายเจ้าอย่างแน่นอน'
                เมื่อกล่าวเช่นนั้นแล้ว นางก็ยื่นภาชนะทองคำที่มีฝาปิดให้ และด้วยความวิตกกังวลและร่ำไห้ ดรูปาดีจึงภาวนาขอความคุ้มครองจากเทพเจ้าในใจ แล้วออกเดินทางไปยังที่อยู่ของกิจากะเพื่อไปเอาเหล้าองุ่น
                และเธอกล่าวว่า
                'เนื่องจากฉันไม่รู้จักใครอื่นนอกจากสามีของฉัน ด้วยสัจธรรมข้อนี้ ขอให้คิคาคาอย่าได้มีอำนาจเหนือฉัน แม้ว่าฉันจะเข้าใกล้เขามากเพียงใดก็ตาม'
 " ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า 'และหญิงสาวผู้ไร้ที่พึ่งนั้นก็ได้กราบไหว้พระอาทิตย์อยู่ครู่หนึ่ง และพระอาทิตย์ได้พิจารณาคำวิงวอนทั้งหมดของนางแล้ว จึงได้บัญชาให้อสูรตนหนึ่งคุ้มครองนางอย่างลับๆ และนับจากนั้นเป็นต้นมาอสูรตนนั้นก็เริ่มปรนนิบัติหญิงสาวผู้บริสุทธิ์นั้นไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ และเมื่อเห็นพระกฤษณะประทับอยู่ตรงหน้าอสูรตน นั้น ก็ลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยความตกใจราวกับกวางน้อย และรู้สึกถึงความปีติยินดีเช่นเดียวกับคนที่ปรารถนาจะข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งเมื่อได้เรือ'"
Section XVI -  การดูหมิ่นพระนางเทราปทีในราชสำนักของพระวิราตะ: ความโกรธแค้นของพระกิจกะและความพิโรธของพระกฤษณะ
                " คิคาคากล่าวว่า"
 “โอ้ เจ้าผู้มีผมยาวสลวยเป็นลอนสวยงาม ยินดีต้อนรับเจ้าเถิด ค่ำคืนที่ผ่านมาได้นำพาวันอันเป็นมงคลมาให้ข้า เพราะวันนี้ข้าได้เจ้ามาเป็นนายหญิงแห่งบ้านของข้า จงทำตามที่ข้าพอใจเถิด จงนำสร้อยทอง หอยสังข์ ต่างหูทองคำแวววาวที่ผลิตจากหลายประเทศ ทับทิมและอัญมณีอันงดงาม เสื้อคลุมไหม และหนังสัตว์มาถวายเจ้า ข้าได้เตรียมเตียงชั้นเยี่ยมไว้ให้เจ้าด้วย เชิญนั่งและดื่มไวน์ที่ทำจากดอกไม้หวานกับข้าเถิด”
                เมื่อได้ยินคำเหล่านั้นพระนางเทราปทีจึงตรัสว่า
                'เจ้าหญิงส่งข้ามาหาท่านเพื่อนำเหล้าองุ่นไปให้ โปรดนำเหล้าองุ่นมาให้ข้าโดยเร็ว เพราะเจ้าหญิงตรัสว่าพระองค์กระหายน้ำอย่างมาก'
                และนี่คือสิ่งที่คิคาคาพูด "โอ้ ท่านหญิงผู้แสนอ่อนโยน คนอื่นจะช่วยถือสิ่งที่เจ้าหญิงต้องการค่ะ"
                เมื่อพูดเช่นนั้นแล้ว บุตรชาย ของสุตะก็คว้าแขนขวาของทราวปทีไว้ และเมื่อได้ยินเช่นนั้น ทราวปทีก็ร้องออกมาว่า “เพราะฉันไม่เคยนอกใจสามีของฉันแม้แต่ในใจ เพราะมัวเมาในกามารมณ์เลยสักครั้ง ขอสาบานด้วยความจริงข้อนี้เถิด โอหญิงชั่วช้า ฉันจะได้เห็นเจ้าถูกลากไปนอนหมดแรงอยู่บนพื้น”
 " ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า 'เมื่อเห็นหญิงสาวตาโตคนนั้นต่อว่าเขาด้วยน้ำเสียงเช่นนั้น กิจกะจึงคว้าชายผ้าของนางไว้ขณะที่นางพยายามวิ่งหนี และเมื่อถูกกิจกะจับอย่างรุนแรง เจ้าหญิงผู้สวยงามทนไม่ไหว ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธ หายใจถี่ แล้วเหวี่ยงกิจกะลงกับพื้น'"และเมื่อล้มลงกับพื้นเช่นนั้น คนชั่วช้าบาปหนาก็ล้มลงเหมือนต้นไม้ที่ถูกตัดราก และเมื่อโยนกิจกะลงพื้นเมื่อกิจกะจับตัวเธอไว้ได้แล้ว เธอก็วิ่งตัวสั่นไปที่ราชสำนักซึ่งพระราชายุธิษฐิระประทับอยู่เพื่อขอความคุ้มครอง และขณะที่เธอกำลังวิ่งอย่างสุดกำลัง กิจกะ (ที่วิ่งตามเธอมา) ก็จับผมของเธอและดึงเธอลงพื้น แล้วเตะเธอต่อหน้าพระราชา ทันใดนั้น
 โอภารตะอสูร ที่ พระสุริยะทรงแต่งตั้งให้คุ้มครองเทราปที ก็ผลักกิจกะด้วยแรงมหาศาลดุจลม และด้วยพลังของอสูรนั้น กิจกะก็เซและล้มลงหมดสติอยู่บนพื้นเหมือนต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน ทั้งพระยุธิษฐิระและพระภีมเสนที่ประทับอยู่ตรงนั้น ต่างก็มองดูการกระทำอันโหดร้ายของกิจกะต่อพระกฤษณะด้วยพระเนตรที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ด้วยความปรารถนาที่จะทำลายกิจกะผู้ชั่วร้าย ภีมะผู้ยิ่งใหญ่จึงกัดฟันด้วยความโกรธ เหงื่อไหลท่วมหน้าผาก และเกิดริ้วรอยน่ากลัวขึ้น ดวงตาของเขาพ่นควันออกมา ขนตาตั้งชัน ผู้สังหารวีรบุรุษศัตรูผู้นั้นจึงเอามือกดหน้าผาก ด้วยความโกรธจัด เขาเกือบจะลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะนั้น พระราชายุธิษฐิระทรงเกรงว่าจะถูกจับได้ จึงบีบนิ้วหัวแม่มือและสั่งให้ภีมะยับยั้ง ภีมะผู้นั้นจึงดูเหมือนช้างที่กำลังโกรธจัดจ้องมองต้นไม้ใหญ่ และถูกพี่ชายห้ามปรามไว้
                และคนหลังกล่าวว่า
                “โอ พ่อครัวเอ๋ย จงมองหาต้นไม้สำหรับเป็นเชื้อเพลิง ถ้าหากเจ้าต้องการฟืน ก็จงออกไปตัดต้นไม้มา”
                และพระนางเทราปทีผู้มีสะโพกงดงามและกำลังร่ำไห้ ขณะเสด็จมายังทางเข้าศาล เมื่อเห็นเหล่าชายผู้โศกเศร้าซึ่งยังคงปรารถนาจะรักษาการปลอมตัวตามคำมั่นสัญญาไว้ พระนางจึงตรัสถ้อยคำเหล่านี้แก่กษัตริย์แห่งมัตสยาสด้วย พระเนตรที่ลุกโชนด้วยไฟว่า
 อนิจจา บุตรชายของสุตะได้ทำร้ายภรรยาผู้หยิ่งผยองและเป็นที่รักของบรรดาผู้ซึ่งศัตรูของพวกเขาไม่อาจหลับใหลได้อย่างสงบสุข แม้จะมีสี่อาณาจักรมาขวางกั้นก็ตาม อนิจจา บุตรชายของสุตะได้ทำร้ายภรรยาผู้หยิ่งผยองและเป็นที่รักของบรรดาผู้ซื่อสัตย์ ผู้ซึ่งอุทิศตนให้กับพราหมณ์และผู้ซึ่งให้ทานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ อนิจจา บุตรชายของสุตะได้ทำร้ายภรรยาผู้หยิ่งผยองและเป็นที่รักของบรรดาผู้ซึ่งเสียงกลองและเสียงธนูของพวกเขาดังก้องอยู่ไม่หยุดหย่อน อนิจจา บุตรชายของสุตะได้ทำร้ายภรรยาผู้หยิ่งผยองและเป็นที่รักของบรรดาผู้ซึ่งมีพลังและอำนาจมากมาย ผู้ซึ่งใจกว้างในการให้ทานและภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของตน
 อนิจจา บุตรชายของสุตะได้ทำร้ายภรรยาผู้สูงศักดิ์และเป็นที่รักของบรรดาผู้ที่หากไม่ถูกพันธนาการด้วยหน้าที่แล้ว ก็สามารถทำลายล้างโลกทั้งใบได้ อนิจจา เหล่านักรบผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นอยู่ที่ไหนกันในวันนี้ ผู้ที่แม้จะปลอมตัวอยู่ แต่ก็ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่ขอความช่วยเหลือเสมอมา? โอ้ ทำไมวีรบุรุษเหล่านั้นในวันนี้ ผู้เปี่ยมด้วยพละกำลังและพลังอันมหาศาล จึงยอมทนทุกข์ทรมานอย่างเงียบๆ เหมือนขันที ให้ภรรยาอันเป็นที่รักและบริสุทธิ์ของตนถูกบุตร ชาย ของสุตะ ดูหมิ่นเช่นนี้ ?
 โอ้ ความโกรธเกรี้ยว ความแข็งแกร่ง และพลังอำนาจเหล่านั้นหายไปไหนหมด เมื่อพวกเขาอุ้มภรรยาอย่างเงียบๆถูกคนชั่วช้าดูหมิ่นเช่นนี้ได้อย่างไร? ฉัน (หญิงอ่อนแอ) จะทำอย่างไรได้เมื่อวิราตะผู้ไร้คุณธรรม ปล่อยให้ฉันผู้บริสุทธิ์ถูกคนชั่วช้าทำร้ายเช่นนี้อย่างใจเย็น? ท่านไม่ประพฤติตนเหมือนกษัตริย์ต่อกิชากะเลย พฤติกรรมของท่านเหมือนโจร และไม่เหมาะสมกับราชสำนัก การที่ฉันถูกดูหมิ่นต่อหน้าท่านเช่นนี้ โอ มัตสยาเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โอ้ ขอให้ข้าราชบริพารทั้งหมดที่นี่มองดูความรุนแรงของกิชากะ กิชากะไร้ซึ่งหน้าที่และศีลธรรม และมัตสยาก็เช่นกัน ข้าราชบริพารเหล่านี้ที่รับใช้กษัตริย์เช่นนี้ก็ไร้คุณธรรมเช่นกัน'
                " ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า 'ด้วยถ้อยคำเหล่านี้และถ้อยคำอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน พระกฤษณะผู้สวยงามได้ตำหนิกษัตริย์แห่งมัตสยะด้วยน้ำตาคลอเบ้า และเมื่อได้ยินเช่นนั้น วิราตะจึงกล่าวว่า
                'ฉันไม่ทราบว่าข้อพิพาทของคุณคืออะไร เพราะเรามองไม่เห็นสาเหตุที่แท้จริง ในเมื่อฉันไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ฉันจะแสดงการเลือกปฏิบัติได้อย่างไร'
                จากนั้นเหล่าข้าราชบริพาร เมื่อได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ก็พากันปรบมือสรรเสริญพระกฤษณะ และอุทานว่า "ทำได้ดีมาก!" "ทำได้ดีมาก!" พร้อมทั้งตำหนิกิจากะ
                และเหล่าข้าราชบริพารก็กล่าวว่า
                'ผู้ใดได้หญิงสาวตาโตผู้งดงามทุกเรือนร่างเป็นภรรยา ผู้นั้นย่อมครอบครองสิ่งที่ล้ำค่าอย่างยิ่ง และไม่ควรต้องโศกเศร้าใดๆ อย่างแน่นอน หญิงสาวผู้มีความงามเหนือธรรมดาและเรือนร่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนักในหมู่บุรุษทั้งหลาย แท้จริงแล้ว ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นเทพธิดา'
                ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า 'และในขณะที่เหล่าข้าราชบริพารได้เห็นพระกฤษณะ (ในสถานการณ์เช่นนั้น) และกำลังปรบมือให้พระนางอยู่นั้น หน้าผากของยุธิษฐิระก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อด้วยความโกรธ และกระทิงแห่ง เผ่า กุรุตัว นั้น ก็กล่าวกับเจ้าหญิง พระชายาอันเป็นที่รักของตนว่า...'
 “อย่าอยู่ที่นี่เลย โอ ไสรินธรี จงไปอยู่ที่ห้องของสุเดศนะเถิด ภรรยาของวีรบุรุษนั้นอดทนทุกข์เพื่อสามี และเมื่อต้องเหน็ดเหนื่อยในการรับใช้เจ้านาย พวกนางก็จะไปถึงที่ที่สามีจะไปได้ในที่สุด สามีของเจ้าที่เป็น ชาว คันธรรพ์ผู้เจิดจรัสราวกับดวงอาทิตย์นั้น ข้าคิดว่าพวกเขาคงไม่คิดว่านี่เป็นโอกาสที่จะแสดงความโกรธแค้นออกมา เพราะพวกเขาไม่ได้รีบมาช่วยเหลือเจ้า โอไสรินธรีเจ้าไม่รู้ถึงความเหมาะสมของเวลา และด้วยเหตุนี้เจ้าจึงร้องไห้เหมือนนักแสดง แถมยังไปขัดจังหวะการเล่นลูกเต๋าในราชสำนักของมัตสยะอีก จงไปเถิด โอไสรินธรี ชาวคันธรรพ์จะทำในสิ่งที่เจ้าพอใจ และพวกเขาจะแสดงความทุกข์ของเจ้าให้เห็น และจะเอาชีวิตผู้ที่ทำร้ายเจ้าไปเสีย”
                เมื่อได้ยินเช่นนั้นไซรินธรีจึงตอบว่า
                'บรรดาผู้ที่ฉันเป็นภรรยานั้น ฉันคิดว่าพวกเขาทั้งหมดใจดีมาก และเนื่องจากพี่คนโตของพวกเขาทั้งหมดติดการพนันลูกเต๋า พวกเขาจึงอาจถูกคนอื่นๆ รังแกได้'
 ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า “ เมื่อกล่าวเช่นนั้นแล้ว พระกฤษณะผู้มีสะโพกงดงาม ผมยุ่งเหยิง ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ ก็วิ่งไปยังห้องของสุเธศนะ และเนื่องจากทรงร่ำไห้นาน พระพักตร์ของนางจึงงดงามดุจดวงจันทร์ที่ส่องประกายระยิบระยับบนท้องฟ้า เมื่อสุเธศนะเห็นนางในสภาพเช่นนั้น จึงถามว่า...” “ใครกันเล่า โอ้หญิงงาม ที่มาลบหลู่ท่าน? เหตุใด โอ้หญิงสาวผู้น่ารัก ท่านจึงร่ำไห้? ใครกันเล่า โอ้ผู้อ่อนโยน ที่ทำผิดต่อท่าน? มาจากไหน”นี่คือความเศร้าโศกของคุณใช่ไหม?
                เมื่อได้รับการสอบถามเช่นนั้น พระนางเทราปทีจึงตรัสว่า 'ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังจะนำไวน์มาให้ท่าน คิคาคาได้ทำร้ายข้าพเจ้าในราชสำนักต่อหน้าพระราชา ราวกับอยู่กลางป่าเปลี่ยว'
                เมื่อได้ยินเช่นนั้น สุเดศนาจึงกล่าวว่า “โอ้ เจ้าผู้มีผมยาวสลวยเป็นลอนสวยงาม คิคาคาผู้ลุ่มหลงในกามราคะได้ดูหมิ่นเจ้าผู้ไม่อาจถูกเขาครอบงำได้ หากเจ้าปรารถนา ข้าจะสังหารเขาเสียเอง”
                จากนั้นเทราปทีจึงตอบว่า “แม้แต่คนอื่นก็จะฆ่าเขา—แม้แต่คนที่เขาเคยทำร้าย ฉันคิดว่าชัดเจนแล้วว่าเขาจะต้องไปสู่แดนยมโลกในวันนี้!”
Section XVII - พระกฤษณะขอความช่วยเหลือจากภีมะเพื่อต่อสู้กับแม่ทัพของวีรตะ
 " ไวสัมปายานะกล่าวว่า 'เจ้าหญิงผู้ทรงเกียรติพระกฤษณะผู้สวยงาม ถูกบุตรชายของสุตะ ดูหมิ่นเช่นนั้น จึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะทำลายแม่ทัพของวิราตะจึงเสด็จไปยังห้องบรรทมของพระนาง และ ธิดาของ ทรูปาทะผู้มีผิวคล้ำและเอวเล็กก็ทรงชำระล้างร่างกาย และเมื่อทรงล้างร่างกายและเสื้อผ้าด้วยน้ำแล้ว พระกฤษณะก็ทรงครุ่นคิดด้วยความโศกเศร้าถึงหนทางที่จะขจัดความโศกเศร้าของพระองค์'
                แล้วเธอก็ครุ่นคิดพลางกล่าวว่า 'ฉันควรทำอย่างไร? ฉันควรไปที่ไหน? ฉันจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร?'
                ขณะที่นางกำลังคิดเช่นนั้น นางก็ระลึกถึงภีมะและพูดกับตัวเองว่า 'นอกจากภีมะแล้ว ไม่มีใครอื่นใดที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ใจข้าตั้งไว้ได้ในวันนี้!'
                และด้วยความโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวง พระกฤษณะผู้มีดวงตาโตและสติปัญญาเฉียบแหลม ผู้ซึ่งมีผู้คุ้มครองอันทรงพลัง จึงลุกขึ้นในเวลากลางคืน และออกจากที่นอนอย่างรวดเร็วไปยังห้องของภีมเสนด้วยความปรารถนาที่จะได้เห็นสามีของนาง และด้วยสติปัญญาอันล้ำเลิศ ธิดาของทรูปาดาจึงเข้าไปในห้องของสามีของนางพลางกล่าวว่า
                'เจ้าจะนอนหลับได้อย่างไร ในเมื่อแม่ทัพชั่วร้ายแห่งกองทัพของวิราตะ ศัตรูของข้า ยังมีชีวิตอยู่ แถมยังก่อ เรื่องเลวร้าย นั้น ขึ้นในวันนี้ ?'
                ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า
 “ จากนั้นห้องที่ภีมะนอนหลับอยู่ หายใจหอบเหมือนสิงโต พอเต็มไปด้วยความงามของธิดาแห่งทรูปาดาและภีมะผู้มีจิตใจสูงส่ง ก็สว่างไสวเจิดจรัสขึ้นมา และพระกฤษณะผู้มีรอยยิ้มอ่อนหวาน เมื่อพบภีมเสนาอยู่ในห้องครัว ก็เข้าหาเขาด้วยความกระตือรือร้นเหมือนวัวสามขวบที่เลี้ยงในป่าเข้าหาวัวตัวผู้ที่แข็งแกร่งในฤดูผสมพันธุ์ครั้งแรก หรือเหมือนนกกระเรียนตัวเมียที่อาศัยอยู่ริมน้ำเข้าหาคู่ของมันในฤดูผสมพันธุ์ และเจ้าหญิงแห่งปัญจละก็โอบกอดบุตรชายคนที่สองของปันฑุเหมือนเถาวัลย์โอบกอดต้นสาละ ขนาดใหญ่และทรงพลัง ริมฝั่ง แม่น้ำโกมาตี และเมื่อโอบกอดเขาด้วยอ้อมแขน พระกฤษณะผู้มีรูปงามไร้ที่ติก็ปลุกเขาให้ตื่นขึ้น เหมือนสิงโตตัวเมียปลุกสิงโตที่หลับใหลอยู่ในป่าลึก และโอบกอดภีมเสนาเหมือนช้างตัวเมียโอบกอดคู่ของมันผู้ทรงพลัง พระกฤษณะผู้มีรูปงามไร้ที่ติก็โอบกอดเขาให้ตื่นขึ้นปันจาลีกล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงหวานราวกับ...เสียงของเครื่องดนตรีประเภทสายที่เปล่งเสียงโน้ตคันธารา
                และเธอกล่าวว่า “ลุกขึ้นเถิด! เหตุใดท่านภีมเสนจึงนอนลงราวกับคนตาย? แน่นอน ผู้ที่ไม่ตายย่อมไม่ยอมให้คนชั่วที่ล่วงละเมิดภรรยาของตนมีชีวิตอยู่”
                เมื่อเจ้าหญิงปลุกให้ตื่น ภีมะผู้มีพละกำลังมหาศาลจึงลุกขึ้นนั่งบนที่นอนอันหรูหรา และพระองค์แห่ง เผ่า กุรุจึงตรัสกับเจ้าหญิงผู้เป็นมเหสีอันเป็นที่รักของพระองค์ว่า
 “ท่านรีบร้อนมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อะไร? สีหน้าของท่านซีดเซียวและดูผอมแห้งมาก บอกทุกอย่างให้ข้าฟังอย่างละเอียด ข้าต้องรู้ความจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีหรือทุกข์ใจ น่าพอใจหรือน่ารังเกียจ บอกข้ามาทั้งหมด เมื่อได้ฟังทุกอย่างแล้ว ข้าจะหาทางแก้ไขให้ ข้าแต่เพียงผู้เดียว โอพระกฤษณะ ที่ได้รับความไว้วางใจจากท่านในทุกสิ่ง เพราะข้าเป็นผู้ช่วยท่านให้พ้นจากอันตรายครั้งแล้วครั้งเล่า! บอกข้ามาเร็วๆ ว่าท่านปรารถนาอะไร และจุดประสงค์ที่ท่านคิดไว้คืออะไร แล้วรีบกลับไปนอนก่อนที่คนอื่นจะตื่น”
Section XVIII - ความทุกข์ของเทราปที: การพนันของยุธิษฐิระและราชสำนักของวีรตะ
                " ดรูปาดีกล่าวว่า... "
                “นางผู้มียุธิษฐิระเป็นสามี จะไม่ประสบกับความทุกข์ใดเล่า?
                เมื่อรู้ถึงความทุกข์ของข้าทั้งหมดแล้ว เหตุใดท่านจึงมาถามข้า?
                ประติกามินลากข้าไปยังราชสำนักท่ามกลางเหล่าข้าราชบริพาร เรียกข้าว่าทาส ความทุกข์นั้น โอภารตะมันกัดกินข้า จะมีเจ้าหญิงองค์ใดเล่า นอกจากเทราปที ที่จะรอดชีวิตได้หลังจากต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเช่นนี้?
                นอกจากข้าแล้ว ใครเล่าจะทนต่อการดูหมิ่นครั้งที่สองที่ไสนธวะ ผู้ชั่วร้าย กระทำต่อข้าขณะอยู่ในป่าได้? นอกจากข้าแล้ว ใครเล่าในฐานะของข้าที่จะรอดชีวิตได้หลังจากถูกกิจกะ เตะ ต่อหน้าต่อตาของกษัตริย์ผู้ชั่วร้ายแห่งมัตสยะ ?
 ชีวิตจะมีค่าอะไรเล่า โอ ภารตะ เมื่อท่าน บุตรแห่งกุนตีไม่คิดว่าข้าน่าสงสาร ทั้งที่ข้าต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้?” โอ ภารตะ ไอ้สารเลวชั่วช้า นามว่า กิจกะ น้องเขยของพระเจ้าวิรตะและแม่ทัพของพระองค์ ทุกวัน โอ เสือในหมู่มนุษย์ มาทูลข้าผู้พำนักอยู่ในวังว่าไสรินทรีว่า ' ขอท่านมาเป็นภรรยาของข้าได้ไหม' — โอ ผู้พิชิตศัตรู เมื่อถูกไอ้สารเลวที่สมควรถูกสังหารอย่างนั้นมาทูลขอเช่นนี้ หัวใจของข้าก็พลุ่งพล่านเหมือนผลไม้สุกงอมในฤดู โปรดตำหนิพี่ชายของท่านที่ติดการพนันอันน่ารังเกียจนั้นด้วยเถิด เพราะการกระทำของเขาเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ข้าต้องประสบกับความทุกข์เช่นนี้
 นอกจากนักพนันที่สิ้นหวังแล้ว ใครเล่าจะยอมเสี่ยง เสียอาณาจักรและทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงตัวฉันเอง เพื่อไปใช้ชีวิตในป่า? หากเขาเล่นการพนันเช้าเย็นติดต่อกันหลายปี เดิมพันด้วยนิชก้าเป็นพันๆ และทรัพย์สินอื่นๆ อีกมากมาย เงินทอง เสื้อผ้า ยานพาหนะ รถเทียมม้า แพะ แกะ และม้า ล่อจำนวนนับไม่ถ้วนของเขาก็จะไม่ลดลงเลย แต่บัดนี้ความมั่งคั่งของเขาถูกพรากไปเพราะการแข่งขันเขานั่งนิ่งเหมือนคนโง่ครุ่นคิดถึงความผิดของตนเองขณะทอยลูกเต๋า อนิจจา ผู้ซึ่งในยามพำนักอาศัยมีช้างหมื่นตัวประดับพวงมาลัยทองคำติดตาม บัดนี้กลับต้องเลี้ยงชีพด้วยการทอยลูกเต๋า
 ยุธิษฐิระผู้ซึ่ง ณอินทราปราสถ์ได้รับการบูชาจากเหล่ากษัตริย์ผู้ทรงอำนาจนับแสนนับล้าน กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ในครัวมีนางกำนัลนับแสนคนคอยเสิร์ฟอาหารแก่แขกมากมายทั้งกลางวันและกลางคืนทุกวัน บุรุษผู้ใจบุญที่สุดที่บริจาคเงิน (นิชกะ) พันเหรียญ ทุกวัน อนิจจา แม้แต่เขาก็ยังต้องทุกข์ทรมานจากการพนันซึ่งเป็นรากเหง้าของความชั่วร้ายทั้งปวง บัดนี้จึงต้องเลี้ยงชีพด้วยการทอยลูกเต๋า เหล่ากวีและนักสรรเสริญนับพันผู้ประดับต่างหูด้วยอัญมณีล้ำค่าและมีน้ำเสียงไพเราะเคยมาถวายความเคารพแด่เขาในเช้าและเย็น
 อนิจจา ยุธิษฐิระผู้ซึ่งมีเหล่าฤๅษีผู้ทรงคุณธรรม เชี่ยวชาญใน พระเวท คอยปรนนิบัติรับใช้ทุกวันถึงพันคน และได้รับการสนองพระโอษฐ์ทุกประการ ยุธิษฐิระผู้มีข้าราช บริพาร ถึง แปดหมื่นแปดพันคน พร้อมด้วยนางกำนัลสามสิบคน และยังมี ฤๅษีอีกหมื่น คน ที่ไม่รับของกำนัลใดๆ และมีเชื้อพระวงศ์ที่ทรงพระเจริญแล้ว อนิจจา แม้แต่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นั้น บัดนี้กลับต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้
 พระยุธิษฐิระผู้ปราศจากความอาฆาตพยาบาท เปี่ยมด้วยความเมตตา และให้ความเป็นธรรมแก่สรรพสัตว์ ผู้ทรงคุณธรรมอันเลิศล้ำทุกประการ น่าเสียดายที่แม้แต่พระองค์เองก็ยังต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ ด้วยความแน่วแน่และความกล้าหาญที่ไม่ย่อท้อ ด้วยจิตใจที่พร้อมจะให้ความเป็นธรรมแก่สรรพสัตว์ พระยุธิษฐิระทรงเปี่ยมด้วยความเมตตา จึงทรงช่วยเหลือคนตาบอด คนชรา คนไร้ที่พึ่ง คนกำพร้า และผู้คนอื่นๆ ในอาณาจักรที่ตกอยู่ในความทุกข์ยากอยู่เสมอ
 อนิจจา ยุธิษฐิระผู้นั้นกลับต้องตกเป็นผู้พึ่งพาและข้ารับใช้ของมัตสยะเป็นผู้ทอยลูกเต๋าในราชสำนักของเขา และเรียกตัวเองว่ากังกะผู้ซึ่งขณะประทับอยู่ที่อินทราปราสถ์ เหล่าผู้ปกครองแผ่นดินทั้งหลายเคยถวายบรรณาการอย่างตรงเวลา—อนิจจา แม้แต่เขาก็ยังต้องขอทานเพื่อดำรงชีพจากผู้อื่น ผู้ซึ่งเหล่ากษัตริย์แห่งแผ่นดินเคยอยู่ภายใต้การปกครองของเขา—อนิจจา แม้แต่กษัตริย์องค์นั้นก็สูญเสียอิสรภาพและต้องอยู่ภายใต้การปกครองของผู้อื่น ผู้ซึ่งเคยทำให้แผ่นดินทั้งใบสว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์ด้วยพลังของเขา อนิจจา ยุธิษฐิระผู้นั้น บัดนี้กลับเป็นข้าราชบริพารของกษัตริย์วิราตะ โอบุตรแห่งปันฑุ ปันดาวะผู้ นั้น ผู้ซึ่งเคยได้รับการปรนนิบัติอย่างให้เกียรติในราชสำนักโดยกษัตริย์และฤๅษี จงดูเถิด บัดนี้เขากลับไปปรนนิบัติผู้อื่นเสียแล้ว
 อนิจจา เมื่อเห็นยุธิษฐิระข้าราชบริพารนั่งอยู่ข้างๆ ข้าราชบริพารอีกคนหนึ่ง และกล่าวคำเยินยอต่อกัน ใครเล่าจะไม่รู้สึกเศร้าโศก? และเมื่อเห็นยุธิษฐิระผู้มีปัญญาและคุณธรรมสูงส่ง ผู้ซึ่งไม่สมควรรับใช้ผู้อื่น กลับรับใช้ผู้อื่นเพื่อเลี้ยงชีพ ใครเล่าจะไม่รู้สึกเศร้าโศก? และโอ้ วีรบุรุษ ภารตะผู้ซึ่งเคยได้รับการบูชาในราชสำนักจากทั่วทั้งโลก บัดนี้ท่านเห็นเขาบูชาผู้อื่น ทำไมเล่า โอ้ ภารตะ ท่านจึงไม่มองข้าพเจ้าว่าเป็นผู้ทุกข์ยากสารพัด เหมือนคนโดดเดี่ยวที่จมอยู่ในทะเลแห่งความโศกเศร้า?
ตอนต่อไป; Section XIX - ความโศกเศร้าของเทราปที: บทบาทที่น่าอับอายของภีมะในราชสำนักของวีรตะ
 สรุปย่อของบทนี้: พระนางเทราปทีทรงแสดงความโศกเศร้าและทุกข์ใจอย่างสุดซึ้งเมื่อเห็นพระสวามี ภีมะถูกลดฐานะลงไปเป็นคนทำอาหาร ถูกเรียกว่าวัลลวะในราชสำนักของพระเจ้าวิราตะพระองค์ทรงเสียใจที่เห็นอรชุนนักรบผู้ยิ่งใหญ่และนักธนูฝีมือเยี่ยม บัดนี้ต้องปลอมตัวเป็นขันทีและขับร้องเพลงให้เหล่าสตรีฟัง สหเทวะ ผู้เคยทรงอำนาจและน่าเกรงขาม บัดนี้ต้องตกเป็นคนเลี้ยงวัว คอยดูแลฝูงวัวของพระราชา ขณะที่นกุละผู้มีชื่อเสียงด้านความงาม สติปัญญา และความกล้าหาญ ต้องลดฐานะลงไปฝึกม้าในคอกม้าของพระราชา แม้ว่าพระองค์เองจะทรงทุกข์และเศร้าโศก แต่พระนางเทราปทีทรงเสียใจที่สุดกับการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงของบรรดาพี่เขยทั้งสองของพระองค์ภายใต้การปกครองของพระเจ้าวิราตะ
 ความโศกเศร้าของทราวปทีทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเธอเห็นความแตกต่างอย่างมากระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตของสามีทั้งสองกับชะตากรรมในปัจจุบันที่ต้องเป็นคนรับใช้ในราชสำนักของวิราตะ ต้องปกปิดตัวตนที่แท้จริงเพื่อไม่ให้ถูกจับได้ เธอหวนนึกถึงความสำเร็จในอดีตของพวกเขา เช่น ชัยชนะของอรชุนเหนือเทพ และความสูงส่งและคุณธรรมของสหเทวะ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับงานต่ำต้อยในปัจจุบัน แม้ว่าแม่สามีจะรักสหเทวะและสั่งให้ทราวปทีดูแลเขาในป่า แต่ภาพที่เขาต้องนอนบนหนังลูกวัวและเลี้ยงวัวของกษัตริย์ก็ทำให้ทราวปทีเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความสิ้นหวังอย่างเหลือทน
 พี่น้อง ปันดาวา ผู้เคยได้รับการยกย่องและทรงอำนาจ บัดนี้กลับต้องมารับใช้พระราชาวิรตะในบทบาทต่ำต้อยต่างๆ ทำให้พระนางเทราปทีทรงทุกข์ทรมานและเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส พระนางครุ่นคิดถึงความย้อนแย้งในสถานการณ์ของพวกเขา อรชุน นักรบผู้มีชื่อเสียง ถูกบังคับให้ปกปิดตัวตนที่แท้จริงและใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสตรีในฐานะขันที ในขณะที่นากุละ ผู้มีชื่อเสียงด้านความงามและความกล้าหาญ บัดนี้กลับต้องฝึกม้าภายใต้คำสั่งของพระราชา คำคร่ำครวญของพระนางเทราปทีสะท้อนให้เห็นถึงความวุ่นวายทางอารมณ์ที่พระนางประสบอยู่ ท่ามกลางความท้าทายและความยากลำบากมากมายที่สามีอันเป็นที่รักของพระนางต้องเผชิญในสภาพที่ปลอมตัวอยู่
 แม้ว่าตัวนางเองจะประสบกับความทุกข์ยากและความท้าทายมากมาย แต่สิ่งที่นางห่วงใยมากที่สุดคือชะตากรรมของเหล่าสามี นางโศกเศร้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและความยากลำบากที่พวกเขาต้องเผชิญ นางรู้สึกทุกข์ใจกับการเปลี่ยนแปลงบทบาทและตัวตนอย่างฉับพลันที่พี่เขยของนางต้องรับใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับได้ เห็นพวกเขาตกต่ำและต้องรับใช้วิราตะในตำแหน่งที่ต่ำต้อย ความเจ็บปวดและความเศร้าของนางทวีคูณขึ้นเมื่อนางตระหนักถึงการเสียสละและการต่อสู้ที่สามีของนางต้องอดทนขณะปกปิดตัวตนและอำนาจที่แท้จริง ซึ่งเป็นภาระหนักอึ้งในหัวใจและจิตวิญญาณของนาง

ดูหนัง ← 🎬 เดชคัมภีร์เทวดา (1990) : The Swordsman, 笑傲江湖

 เหล็งฮู้ชง (แซม ฮุย) เป็นศิษย์เอกสำนักหัวซาน เป็นศิษย์ของงักปุ๊กคุ้ง เจ้าสำนักหัวซาน เหล็งฮู้ชงเป็นคนไม่มีพรสวรรค์ด้านการฝึกวิชา แต่เป็นคนชอบสนุกสนานรื่นเริงและจริงใจกับคนรอบด้าน เขาได้ออกเดินทางผจญภัยไปในยุทธภพและได้พบกับฟงชิงหยาง ผู้เฒ่าพเนจรผู้ก่อตั้งสำนักหัวซาน ฟงชิงหยางได้สอนวิชากระบี่โต๊ะโกให้แก่เหล็งฮู้ชง ทำให้เหล็งฮู้ชงกลายเป็นผู้เยี่ยมยุทธ และท้ายที่สุด งักปุ๊กคุ้ง อาจารย์ของเหล็งฮู้ชง ผู้ที่เหมือนว่าจะเป็นผู้ดีแต่จริง ๆ แล้วต้องการจะครอบครองคัมภีร์ทานตะวันเพื่อเป็นเจ้ายุทธจักร ผู้ดีเป็นผู้ร้าย มีแต่เพียงเหล็งฮู้ชง บุคคลที่ไม่เอาไหนเท่านั้น ที่สามารถจะร้องเพลงเยาะเย้ยยุทธจักรได้อย่างแท้จริง เป็นการฉีกแนวภาพยนตร์ที่พระเอกกลายเป็นผู้ที่ไม่ได้เก่งกล้ากว่าคนอื่นมากที่สุดแต่อย่างใด
แผ่น 1
แผ่น 2
เดชคัมภีร์เทวดา  (อังกฤษ: The Swordsman, จีน: 笑傲江湖; กว่างหลิงซ่าน) เป็นภาพยนตร์จีนกำลังภายใน นำแสดงโดย แซม ฮุยกำกับโดย หูจินเฉวียน อำนวยการสร้างโดย ฉีเคอะ ออกฉายในปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) ความยาว 120 นาที ภาพยนตร์มีภาค 2 คือ เดชคัมภีร์เทวดา 2 (The Swordsman 2, 1992) และภาค 3 เดชคัมภีร์เทวดา 3 หมื่นปีมีข้าคนเดียว (The Swordsman 3; The East is Red, 1993)