เชิญแสดงธรรม
![]() |
|
กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตอยู่ที่โคนต้นตารายณ แรกตรัสรู้อยู่ในที่วิเวกองค์เดียว พักผ่อนแล้ว ได้คิดถึงข้อนี้เกี่ยวกับความเป็นไปของโลกว่า ธรรมที่เราตรัสรู้นี้ลึกหนอ เป็นอภิสัมพุทธะ(รู้ด้วยการตรัสรู้) เป็นความสงบ สงบภายนอก สงบภายใน ประณีต ยากที่จะเห็นได้ ยากที่จะตรัสรู้ ไม่ใช่ตรรก ไม่เป็นไปในทางตรรก เป็นความเพียงพอของพระอารยะ เป็นสภาพที่บัณฑิตผู้เชี่ยวชาญพึงรู้ ดับด้วยความรับรู้อื่นๆหมด มีความหมายอย่างยิ่ง(เป็นปรมรรถ) ไม่มีที่อยู่ประจำธรรมนั้น มีความเย็น ไม่มีการยึดถือ ไม่มีการถือมั่น ไม่มีความหวั่นไหว ไม่พึงยังสิ่งอื่นให้หวั่นไหว ไม่มีใครสร้างขึ้น ล่วงพ้นวิษัย 6 อย่าง(*) ไม่อยู่ในกัลปเจริญ ไม่อยู่ในกัลปเสื่อม ไม่ใช่สิ่งที่เรียกร้องเอาได้ ไม่มีเสียงดัง ไม่เสียงก้อง ไม่มีอุทาหรณ์(ไม่มีตัวอย่าง) ชี้ไม่ถูก ไม่ถูกอะไรกระทบ ระงับเครื่องหน่วงเหนี่ยวทั้งปวง

ตัดขาดซึ่งศมถธรรม ได้รับความศูนยตามลำดับ เป็นธรรมสิ้นตฤษณา สิ้นราคะ เป็นธรรมดับสนิท เป็นนิรวาณ ถ้าเราจะแสดงธรรมแก่ผู้อื่น ถ้าเขาไม่รู้ เราก็จะเหนื่อยเปล่า เป็นการพยายามผิดและเทศนาธรรมไม่ถูกเวลาอย่ากระนั้นเลย เราขวนขวายน้อย อยู่นิ่งๆดีกว่าว แล้วทรงตรัสคำเป็นบทประพันธ์นี้ในเวลานั้นว่า
* วิษัย 6 อย่างคือ 1 อกมฺปตฺ กระเทือน 2 อเวธตฺ สั่น 3 อจลตฺ ไหว 4 อกุษุภฺยตฺ กำเริบ 5 อรณตฺ ดัง 6 อคฺรชตฺ คำรณ หรือวิการ 6 ก็เรียก
1 ธรรมที่เราบรรลุ ลึก สงบ ไม่เป็นรชะ(*) เป็นแสงสว่าง เป็นอมฤตะ เป็นอสังสกฤตะ(ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น) เราจะไม่แสดงเพื่อความรู้ของผู้อื่น อย่ากระนั้นเลย เราอยู่นิ่งๆในป่าบำเพ็ญพรตดีกว่า ฯ
* รชะ หมายถึงการย้อม ทำให้เกิดความต้องการ เกิดเป็นกรรม คือ เกิดการกระทำซึ่งเป็นกิริยา จัดเป็นส่วนหนึ่งของวัฏ คือกรรมวัฏ
2 จริงอยู่ ธรรมนี้ไม่มีทางแห่งคำพูด ไม่เปรอะเปื้อน เป็นสวภาวธรรมเหมือนอากาศ จิตใจพ้นจากวิจาร(คิด) เป็นความอัศจรรย์อย่างใหญ่ หลวงยิ่งในความรู้ ฯ
3 และไม่อาจประมวลมาด้วยตัวอักษรทั้งหลาย อยู่โดยไม่อยู่อย่างไร้ความหมาย พระชิน(พระพุทธ) ครั้งก่อนๆเป็นสัตว์ได้สร้างบารมิตามาแล้ว ท่านเหล่านั้นฟังธรรมนี้แล้ว ย่อมเชื่อถือธรรม ฯ
4 ธรรมย่อมไม่มีแก่คนบางคนในโลกนี้ คือธรรมนั้นไม่มีแก่ผู้ที่ถือว่าภาวะไม่มี(นาสติกทฤษฏิ) และไม่มีแก่ผู้ที่รู้ว่ากิริยาของเหตุสืบต่อกันอยู่เรื่อย(ศาศวทฤษฏิ) ธรรมย่อมไม่มีแก่เขาในโลกนี้ ซึ่งเป็นอัสติกและนัสติกฯ
5 เมื่อเราประพฤติอยู่ในสำนักของพระพุทธครั้งก่อน ตั้งแสนกัลปหาประมาณมิได้ ที่ใดไม่มีอาตมะ(ตน)ไม่มีสัตวะ ไม่มีชีวะ กษานติ คือความพากเพียรอดนทนี้เรายังไม่ได้รับในที่นั้นฯ
6 คราวใดเราได้รับความเพียรอดทนในที่นั้นแล้ว คราวนั้น เราไม่ตายและไม่เกิดเป็นอะไรในโลกนี้ ธรรมทั้งปวงเหล่านี้ เป็นปรกฤติ(ปรกติ) ปราศจากตัวตน เป็นธรรมดาทั่วไป พระพุทธทรงพระนามทีป(ทีปังกร) ได้พยากรณ์เราแล้วในครั้งนั้นฯ
7 ความกรุณาของเราในโลกทั้งปวงหาที่สุดมิได้ และเรามิได้มองสิ่งอื่นยิ่งไปกว่าความกรุณา เมื่อใดประชุมชนพากันเสื่อมใสในพรหม เราถูกพรหมนั้นเชิญแล้วจะยังจักรให้หมุน ฯ
8 ธรรมเนียมนี้เราถือแล้วอย่างนี้ ถ้าพรหมย่างเข้ามาหมอบขอร้องเรา เราจะแสดงธรรม อันปราศจากธุลี เจริญก้าวหน้า สัตว์ผู้รู้และผู้มีอาการดี ก็ยังมีอยู่ ฯ
กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กษณะนั้น ตถาคตเปล่งรัศมีออกจากกลุ่มขนอูรณา(อูรณาโกศะ) ซึ่งเป็นรัศมีแผ่ไปด้วยแสงสว่างเหมือนสีทอง เป็นรัศมีอันใหญ่ยิ่งในโลกธาตุคือเทวโลกและมนุษยโลก
ครั้งนั้นแล ผู้เป็นใหญ่ในโลกธาตุคือเทวโลกและมนุษย์โลกทั้ง 10 ชั้น ได้มีใจทราบความคิดของตถาคตด้วยพุทธานุภาพว่า พระผู้มีภคะมีจิตน้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อยในการไม่เทศนาธรรม จึงคิดขึ้นว่า ถ้ากระไร เราพึงไปเฝ้าพระตถาคตทูลเชิญเพื่อให้ทรงหมุนจักรคือธรรม
ครั้งนั้นแล มหาพรหมศิขีเรียกว่าเทวบุตรซึ่งเป็นรูปพรหมอื่นๆ เหล่านั้นมาในเวลานั้นว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย โลกจะฉิบหายเสียแล้วหนอ โลกจะพินาศเสียแล้ว เพราะเหตุที่พระตถาคตผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิแล้วน้อมจิตไปเพื่อความขวนขวายน้อยในการไม่เทศนาธรรม อย่ากระนั้นเลย เราทั้งหลายพากันไปเฝ้าพระตถาคตผู้เป็นพระอรหันสัมยักสัมพุทธะ แล้วทูลอาราธนาเพื่อให้หมุนจักรคือธรรม
ครั้งนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาพรหมศิขีมีพรหมณ์ 68 แสนแวดล้อมออกหน้าเข้าไปยังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้ว น้อมเศียรลงไหว้บาทของตถาคต ประณมมือพูดคำนี้กับตถาคตว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะโลกนี้จะฉิบหายเสียแล้วหนอ ข้าแต่พระผู้มีภคะโลกนี้จะย่อยยับเสียแล้วหนอ เพราะเหตุที่พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิแล้วน้อมจิตเพื่อความขวนขวายน้อยในการไม่เทศนาธรรม เพราะฉะนั้น ดังจะขอโอกาศ ขอพระผู้มีภคะจงเทศนาธรรม ของพระสุคตจงเทศนาธรรม สัตว์ทั้งหลายผู้มีอาการดี และพอจะสอนให้รู้ได้เป็นอย่างดี มีความสามารถ เป็นผู้สมควร มีกำลังเหมาะ เพื่อรู้จักความหมายแห่งสุภาษิตของพระผู้มีภคะ กํยังมีอยู่ และได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์นี้ในเวลาว่า
9 พระองค์ทรงถือซึ่งมณฑลใหญ่ยิ่งดีเลิศแห่งชญาน และทรงเปล่งรัศมีไปในทิศทั้ง 10 ทรงคลี่ดอกบัวคือคนด้วยแสงอาทิตย์คือชญานอันชี้แจงแสดงไขแก่เขาเหล่านั้น มีแสงสว่างคือ วาที(ลัทธิ)แต่ทรงเพิกเฉยเสีย ประทับอยู่ ฯ
10 ทรงเชิญสัตว์ทั้งหลายด้วยอารยธนะ ทรงปลอบสัตว์หลายโกฏิ การผูกพัดโลกไว้นั้นไม่ควรแก่พระองค์ พระองค์ทรงเพิกเฉยต่อโลกด้วยความนิ่งดูดาย ฯ
11 ขอพระองค์จงตีกลองคือธรรมอันสูงสุด และจงเป่าศังข์คือสัทธรรม จงให้ยกมหาธรรมยูปะ หลักบูชา ธรรมอันใหญ่ยิ่ง จงจุดประทีป คือธรรมอันใหญ่ยิ่ง ฯ
12 ขอพระองค์จงพรมน้ำคือธรรมเป็นประธาน จงยังสัตว์เหล่านี้ผู้อยู่ในมหาสมุทรคือภพให้ข้ามพ้น ขอพระองค์จงปลดเปลื้องสัตว์เหล่านี้ผู้มีความลำบากด้วยพยาธิอันใหญ่ยิ่ง เมื่อสัตว์ทั้งหลายเร่าร้อนด้วยไฟคือเกลศ ขอพระองค์จงกระทำการดับ ฯ
13 ขอพระองค์จงชี้ทางแห่งความสงบ ซึ่งเป็นความเกษม ปลอดภัย ปราศจากความชรา ไม่มีความโศก เมื่อสัตว์ทั้งหลายไม่มีที่พึ่ง ตั้งอยู่ในทางผิดจากการถึงทางนิรวาณ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่ง ของพระองค์จงกระทำความกรุณา ฯ
14 ขอพระองค์จงเปิดประตูแห่งวิโมกษ ชี้ให้เห็นนัยแห่งธรรมนั้น ซึ่งไม่กำเริบ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งของคนตาบอดแต่กำเนิด ขอพระองค์จงชำระล้างจักษุในธรรมอันสูงสุด ฯ
15 ผู้ใดปลดเปลื้องซาติและชราของโลก ซึ่งไม่มีในพรหมโลก ไม่มีในเทวโลก ไม่มีในยักษโลก ไม่มีในคนธรรพโลก และไม่มีในมนุษยโลก ผู้นั้น มิใช่อื่น นอกจากพระองค์ พระองค์คือมนุษย์จันทระ(ดวงจันทร์ของมนุษย์) ฯ
16 ข้าแต่พระธรรมราช ข้าพเจ้าเป็นผู้เชิญพระองค์โดยคล้อยตามเทวดาทั้งปวง แม้ข้าพเจ้ามีบุณยอย่างนี้ ก็จะพึงหมุนจักรคือธรรมอันประเสริฐ ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตรัรบนิมนตร์ของพรหมศิขีด้วยอาการดุษณีภาพ ด้วยการยึดถือความอนุเคราะห์เพื่อสงเคราะห์โลกพร้อมทั้งเทวดามนุษย์อสูร
ครั้งนั้นแล มหาพรหมศิขี ทราบการรับนิมนตร์ด้วยอาการดุษณีภาพของตถาคตแล้ว จึงโปรยผงจันทน์และกฤษณาลงที่ตถาคต เกิดความปรีติปราโมทย์แล้วหายตัวในในที่นั้น
ครั้งนั้นแล เมื่อมหาพรหมศิขีเชิญตถาคตบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความตั้งขึ้นซึ่งแสงสว่างเห่งะรรม ตถาคตไปในที่วิเวกผู้เดียว พักผ่อนอีกแล้ว มีความตรึกตรองขึ้นในจิต เพื่อความเจริญแห่งกุศลมูล และเพื่อยึดถือธรรมที่ลึกโอฬาร อย่างนี้ว่า ธรรมที่เราตรัสรู้นี้ ลึกนัก สุขุม ละเอียด ยากที่จะตรัสรู้ ไม่ใช่ตรรก ไม่เป็นไปในทางตรรก เป็นสภาพที่บัณฑิตผู้เชี่ยวชาญพึงรู้ ไม่เป็นศัตรูต่อโลกทั้งปวง เห็นยาก สละอุปธิทั้งปวง ระงับสํสการทั้งปวง ตัดความมืดทั้งปวง หยั่งลงสู่ความศูนย เป็นความสิ้นตฤษณา ปราศจากราคะ เป็นนิโรธ(ดับทุกข์และตฤษณา) เป็นนิรวาณ ถ้าเราจะแสดงธรรมนี้ไซร์ ผู้อื่นจะไม่ปรากฏแก่เรา(ไม่รู้จะแสดงแก่ใคร) ความเบียดเบียนนั้นพึงมีแก่เราเป็นอย่างยิ่ง อย่ากระนั้นแลย เราจะอยู่อย่างผู้ขวนขวายน้อย
ครั้งนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาพรหมศิขีรู้ปริวิตกในจิตเช่นนั้นของตถาคตอีก ด้วยพุทธานุภาพ จึงเข้าไปยังที่องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลายสถิตอยู่ ครั้นแล้ว ได้พูดกับองค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลายว่า ดูกรเกาศิกะ (นามองค์อินทร์) โปรดทราบข้อซึ่งพระตถาคตผู้เป็นอรหันสัมยักสัมพุทธะ น้อมจิตไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปในเทศนาธรรม ดูกรเกาศิกะ โลกนี้จะไม่ควรหนอ ดูกรเกาศิกะ โลกนี้จะไม่ควรอย่างยิ่งหนอ ดูกรเกาศิกะ โลกนี้จะถูกใส่ลงในความมืดถือมหาอวิทยา(ความไม่รู้อย่างใหญ่) ซึ่งขึ้นชื่อว่า เมือพระตถาคตผู้เป็นอรหันสัมยักสัมพุทธะ น้อมจิตไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปในเทศนาธรรม เพราะเหตุไร เราทั้งหลายจีงไม่ไปเฝ้าพระตถาคตผู้เป็นอรหันสัมยักสัมพุทธะ เพื่อเชิญให้หมุนจักรคือธรรม? นั่นเพราะเหตุไร?
เพราะพระตถาคตทั้งหลาย เมื่อไม่มีใครเชิญก้ไม่หมุนจักคือธรรม องค์ศักรรับว่า สาธุ(ดีแล้ว) ท่านผู้ควรเคารพ พรหม และเทวดาที่อยู่ภาคพื้น เทวดาที่อยู่ในอากาศ เทวดาชั้นมหาราชทั้ง 4 (จาตุมหาราชชิกา) เทวดาชั้นดาวดึงส์ เทวดาชั้นยามา เทวดาชั้นดุษิต เทวดาชั้นนิรมาณรดี เทวดาชั้นปรนิรมิตวศวรรดี รูปพรหม(พรหมกายิกา) พรหมอาภาสวรา พรหมพฤหัตผลา พรหมศุภกาฤตสนา และเทวบุตรชั้นสุทธาวาสเป็นอันมาก มีพวกเกินกว่าแสน เมื่อราตรีล่วงไปแล้ว(เวลา 2 ยาม หรือเที่ยงคืน) ยังโคนต้นตารายณให้สว่างไปทั่วด้วยวรรณะเป็นทิพย์ ด้วยแสงสว่างเป็นทิพย์เข้าไปยังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้ว น้อมเศียรลงไหว้บาทตถาคต ทำประทักษิณแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง
ครั้งนั้นแล องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย ประณมมือนอบน้อมยังที่ตถาคตอยู่แล้วสรรเสริญตถาคตด้วยคำเป็นบทประพันธ์ว่า
17 ข้าแต่พระองค์ผู้ชนะสงคราม ผู้เปิดความมืดในโลกด้วยรูปแห่งปรัชญา ขอพระองค์จงลุกขึ้น เพราะว่าจิตของพระองค์หลุดพ้นแล้ว เหมือนดวงจันทร์เต็มดวงพ้นจากจันทรคราสแล้ว ฯ
เมื่อองค์ศักรกล่าวอย่างนี้แล้ว ตถาคตนิ่งอยู่
ครั้งนั้นแล มหาพรหมศิขีห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง จดมณฑลเข่าขวาลงบนพื้นดินประณมมือนอบน้อมมายังที่ตถาคตอยู่ ได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์กับตถาคตว่า
18 ข้าแต่พระองค์ผู้ชนะสงคราม ผู้เปิดความมืดในโลกด้วยรูปแห่งปรัชญา เป็นผู้ประเสริฐยิ่งในโลก ข้าแต่พระมุนี ขอพระองค์โปรดได้แสดงธรรม พระตถาคตทั้งหลายจะเป็นผู้บัญชา(บัญชาการ) ฯ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมหาพรหมศิขีกล่าวอย่างนี้แล้ว ตถาคตจึงได้พูดคำนี้กับมหาพรหมศิขีว่า ดูกร มหาพรหม ธรรมที่ตถาคตตรัสรู้นี้ ลึกนัก สุขุม ละเอียด ฯลฯ ความเบียดเบียนนั้นพึงมีแก่เราเป็นอย่างยิ่ง อนึ่ง ท่านจงแจ่มแจ้งในบทประพันธ์นี้บ่อยๆว่า
19 หนทางของเราไปทวนกระแส ลึก เห็นยาก ผู้ที่มืดด้วยราคะย่อมไม่เห็นธรรมนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรประกาศ ฯ
20 คนทั้งหลายตกอยู่ในกามทั้งหลาย ลอยไปตามกระแส ตถาคตจะให้คนเช่นนี้บรรลุนั้น ยากนั้ก เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรประกาศ ฯ
ครั้งนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาพรหมศิขีและองค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย เห็นตถาคตนิ่งอยู่ มีความทุกข์ เสียใจได้หายไปในที่นั้นพร้อมทั้งเทวบุตรทั้งหลายเหล่านั้น
และตถาคตได้น้อมจิตไปด้วยการขวนขวายน้อย แม้ถึง 3 ครั้ง
ในสมัยนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนชาวมคธทั้งหลายเกิดทฤษฏิ(ความเห็น)เป็นบาปเป็นอกุศลเหล่านี้ นั่นคือ บ้างก็ว่า ลมจะไม่พัด บ้างก็ว่า ไฟจะไม่ลุกโพลง บ้างก็ว่าฝนจะมีตก บ้างก็ว่า แม่น้ำจะไม่ไหล บ้างก็ว่าข้าวกล้าจะไม่งอก บ้างก็ว่านกจะไม่บินในอากาศ บ้างก็ว่าหญิงมีครรภ์จะคลอดยาก
ครั้งนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาพรหมศิขี ทราบความพิจารณาในจิตเช่นนี้ของตถาคตแล้ว และทราบว่าคนชาวมคธ ทั้งหลายมีทฤษฏิเหล่านี้ เมื่อราตรีผ่านไปแล้ว(ตอนหัวค่ำผ่านไป หมายถึงเวลา 2ยาม ) มีสีกายกลบสีอื่นๆส่องสว่างโคนต้นตารายณทั่วไปด้วยแสงทิพย์ เข้าไปยังที่ตถาคตอยู่ ครั้นแล้ว น้อมศีรษะลงไหว้บาทตถาคต ห่มผ้าเฉวียงบ่าแล้วจดมณฑลเข่าขวาลงบนพื้นดิน ประณมมือนอบน้อมยังที่ตถาคตอยู่ ได้พูดกับตถาคตด้วยเป็นบทประพันธ์ว่า
21 ลัทธิของผู้คิดผิดโดยประกอบด้วยลมทิน เป็นธรรมไม่บริศุทธ ในชาวมคธทั้งหลายจะในครั้งก่อน ข้าแต่พระมุนี เพราะฉะนั้น ขอพระองค์โปรดเปิดประตูอมฤตะ คนทั้งหลายจะได้ยินธรรมและพุทธโดยจิตปราศจากมลทิน ฯ
22 พระองค์ทรงกระทำประโยชน์ของพระองค์แล้ว ถึงซึ่งความเป็นไท ไม่เป็นทาส ทรงกำจัดมลทินอันเป็นเครื่องปรุงแต่งให้เกิดความทุกข์ พระองค์ไม่มีความเสื่อมและความเจริญแห่งกุศล พระองค์ทรงบรรลุถึงบารมิตาในธรรมดีเลิศทั้งหลายในโลกนี้ ฯ
23 ข้าแต่พระมุนี ในโลกนี้ไม่มีใครเทียมเท่าพระองค์ ข้าแต่พระมหาฤาในโลกนี้ใครที่ไหนจะใหญ่ยิ่งกว่าพระองค์ พระองค์รุ่งเรืองอย่างยอดยิ่งในภพทั้ง 3 ดำรงอยู่เหมือนภูเขาเป็นที่อยู่ของอสูร(ภูเขาเมรุ) ฯ
24 เมื่อประชาชนมีความทุกข์ ขอพระองค์จงยังมหากรุณาให้เกิดขึ้น ไม่ควรเพิกเฉยเช่นนี้เลย พระองค์ประกอบไปด้วยกำลังอันเต็มไปด้วยความรู้ พระองค์เท่านั้น สามารถเพื่อยังประชุมชนให้ข้ามได้ ฯ
25 ประชาชนเหล่านี้เร่าร้อนนานด้วยหอกอันร้ายแรง พราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาและศรมณะ จงปราศจากโรค ปราศจากความเร่าร้อนป่วยไข้และในโลกนี้ไม่มีผู้อื่นเป็นที่พึ่งของเขา ฯ
26 เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายติดตามพระองค์มานานแล้ว มีจิตดีงาม และมีความต้องการอมฤตะซึ่งเป็นธรรมที่พระชินบรรลุแล้วเหมือนยกของอื่นที่เบากว่าๆ
27 เพราะฉะนั้นแหละ ความรู้ในอมฤตะนี้ได้ก้าวเข้าสู่พระองค์แล้ว ขอพระองค์โปรดแนะนำสัตว์ทั้งหลายผู้เดินทางผิดมานานแล้วเขาไม่ได้ยินเนื้อความ แต่ปรารถนาความสงบ เขามีกำลังน้อย แต่ปรารถนาจะแผดเสียง ฯ
28 ข้าแต่พระมหามุนี ประชุมชนเหล่านี้เร่าร้อนด้วยความกระหายมุ่งต่อน้ำคือธรรมในสำนักของพระองค์ เหมือนเมฆฝนกระหายต่อแผ่นดิน ข้าแต่พระนายกขอพระองค์โปรดกระทำความอิ่มหนำให้แก่เขาด้วยฝนคือธรรม ฯ
29 คนทั้งหลาย ประพฤติแหลกเหลวมานานแล้วในภพที่รกชัฏ คือ มิถยาทฤษฏิอันประกอบด้วยขวากหนาม ขอพระองค์โปรดให้เขาเห็นทางตรงอันไม่มีขวากหนามซึ่งเมื่อเดินแล้วพึงได้อมฤตะ ฯ
30 จริงอยู่ประชาชนทั้งหลาย ตกอยู่ในเหวแห่งความมืด ไม่มีผู้นำผู้อื่นไม่อาจยกเขาขึ้นมาได้ ขอพระองค์โปรดยกเขาผู้ซึ่งตกอยู่ในเหวใหญ่ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความรู้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีกำลัง ขอได้โปรดมีความพอพระหทัย(ในการชั่วยเหลือ)
31 ข้าแต่พระมุนี ประชาชนเหล่านั้นไม่ได้ประสบพบเห็นตลอดมาเป็นเวลานานเหมือนดอกมะเดื่อซึ่งยากที่ใครจะประสบ พระชินทั้งหลายซึ่งเป็นผู้นำย่อมอุบัติที่แผ่นดิน ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายถึงเวลาแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดปลดเปลื้อง ฯ
32 พระองค์ตั้งพระหทัยมาในภพก่อนๆแล้วว่า จะข้ามด้วยพระองค์เอง แล้วจะยังสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามด้วย บัดนี้พระองค์ถึงฝั่งแล้ว โดยไม่ต้องสงสัย พระองค์ผู้มีความแกล้วกล้าในความจริง ขอพระองค์โปรดกระทำประติชญาให้เป็นความจริงขึ้นมา ฯ
33 ข้าแต่พระมุนี ขอพระองค์โปรดขจัดความมืดด้วยคบเพลิง คือธรรม พระองค์นันแล จงให้เขายกธงแห่พระตถาคต นี่คือเวลานั้นในการที่จะเรียกได้ว่า มีลาภ พระองค์เป็นเหมือนราชสีห์บันลือเสียง เป็นเหมือนกลองใหญ่บันลือเสียง ฯ
ครั้งนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมองดโลกทั้งหมดด้วยพุทธจักษุ เห็นว่าสัตว์ทั้งหลายเลว ปานกลาง ประณีต สูง ต่ำ ปานกลาง ทำดีสะอาดหมดจด ทำชั่วไม่สะอาด หมดจด เป็นอุทธาฏิตชญาน(*1)(อคคติตัญญู) วิปัญจิชญาน(*2) (วิปจิตัญญู) ปทมรมะ(*3) (เห็น) สัตว์ 3 จำพวก คือเป็นมิถยตวะนิยตะ (แน่วแน่ในความผิด) สัมยักตวะนิยตะ(แน่วแน่ในความถูก) อนิยตะ (ไม่แน่วแน่คือผิดบ้างถูกบ้าง) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความข้อนี้เปรียบเหมือน คนยืนอยู่ริมสระบัว เห็นดอกบัวบางดอกอยู่ใต้น้ำ บางดอกอยู่เสมอน้ำ บางดอกอยู่พ้นน้ำ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เช่นเดียวกัน ตถาคตมองดูโลกทั้งหมดด้วยพุทธจักษุ เห็นสัตว์ทั้งหลายมีสถานต่างๆกันในทั้ง 3จำพวกนี้
*1อุทธาฏิตชญาน พอได้ฟังก็ตรัสรู้
*2วิปัญจิชญาน ฟังแล้วต้องคิดสอบสวน ได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมจึงตรัสรู้
*3 ปทปรมะ ฟังแล้ว จำได้แต่บทคือจำเรื่องหรือข้อความได้ไต่ไม่สามารถตรัสรู้
ครั้งนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดอย่างนี้ว่า เราควรแสดงธรรมหรือไม่ควรแสดง พวกที่เป็นมิถยตวะนิยตะนั้นไม่พึงรู้ธรรมเลย และเราควรแสดงธรรมหรือ ไม่ควรแสดง ผู้ใดเป็นพวกสัมยักตวะนิตยะ ผู้นั้นจะรู้ธรรมโดยแท้(แต่ผู้ใดเป็นพวกอนิยตะ ผู้นั้นก็รู้ธรรมได้) แต่ผู้ใดแล เป็นพวกอนิยตะ ถ้าเราแสดงธรรมแก่เขา เขาจะรู้ ถ้าไม่แสดงแก่เขา เขาก็ไม่รู้
ครั้งนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตปรารภสัตว์ทั้งหลายมีสถานต่างๆกัน แต่ละพวกไม่แน่นอน จึงมีใจหยั่งลงสู่ความกรุณา
ครั้งนั้นแล ตถาคตคิดถึงสัมยัคชญาน (ความรู้โดยถูกต้อง) นี้ของตนแล้วและรู้การเชิญของมหาพรหมศิขีแล้ว จึงได้พูดกับมหาพรหมศิขีด้วยคำเป็นบทประพันธ์ว่า
34 ประตูอมฤตะของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้ปิด ดูกรพรหม ผู้ใดเป็นผู้ฟังตลอดไป ผู้นั้นมีศรัทธาไม่คิดเบียดเบียนกัน ย่อมเข้า (ประตูนั้น) ได้ สัตว์ทั้งหลายในมคธฟังธรรมได้ ฯ
ครั้งนั้นแล มหาพรหมศิขีทราบการรับนิมนต์ของตถาคตแล้วยินดี ดีใจ มีใจเฟื่องฟูมีความบันเทิงใจ เกิดปรีติเสามนัสย น้อมศีรษะลงไหว้บาทตถาคตแล้วหายไปในที่นั้น
ครั้งนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาที่อยู่ภาคพื้นได้เปล่งเสียงกึกก้องเวลานั้นบอกแก่เทวดาที่อยู่ในอากาศ ให้ได้ยินเสียงว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย วันนี้พระตถาคตผู้เป็นพระตถาคตผู้เป็นอรหันสัมยักสัมพุทธะทรงรับคำเพื่อหมุนจักรคือธรรม นั้นจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นอันมาก จะเป็นไปเพื่อความสุขของประชาชนเป็นอันมาก จะเป็นไปเพื่ออนุเคราะห์โลก จะเป็นไปเพื่อความต้องการของชนหมู่ใหญ่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ข้าแต่ท่านผู้ควรเคารพทั้งหลายผู้เจริญ พวกอสูรกายทั้งหลายจะร่าเริงดีใจหนอ พวกทิพยกายทั้งหลายจะถึงความบริบูรณ์ และสัตว์ทั้งหลายเป็นอันมากจะปรินิรวาณในโลก เช่นเดียวกันเทวดาในอากาศได้ยินจากเทวดาที่อยู่ในภาคพื้น ก็เปล่งเสียงกึกก้องบอกแก่เทวดาชั้นจาตุมหาราชทั้งหลาย
เทวดาชั้นจาตุมหาราชทั้งหลายก็เปล่งเสียงกึกก้องบอกแก่เทวดาชันดาวดึงส์ทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ทั้งหลายก็เปล่งเสียงกึกก้องบอกแก่เทวดาชั้นยามาทั้งหลาย เทวดาชั้นยามาทั้งหลายก็เปล่งสียงกึกก้องบอกแก่เทวดาชั้นดุษิตทั้งหลาย เทวดาชั้นดุษิตก็เปล่งเสียงกึกก้องบอกแก่เทวดาชั้นนิรมาณรดีทั้งหลาย เทวดาชั้นนิรมาณรดีทั้งหลายก็เปล่งเสียงกึกก้องบอกแก่เทวดาชั้นปรนิรมิตวศวรรดีทั้งหลาย แม้เทวดาชั้นปรนิรมิตวศวรรดีเหล่านั้นก็เปล่งเสียงกึกก้องบอกแก่เทวดาชั้นพรหมกายิกะ(รูปพรหม)ทั้งหลาย ให้ได้ยินเสียงว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย วันนี้ พระตถาคคตผู้เป็นพระอรหันสัมยักสัมพุทธะทรงรับคำเพื่อหมุนจักรคือธรรม นั่นจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นอันมาก จะเป็นไปเพื่อความสุขของประชาชนเป็นอันมาก จะเป็นไปอนุเคราะห์โลก จะเป็นไปเพื่อความต้องการของชนหมู่ใหญ่ จะเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ข้าแต่ท่านผู้ควรเคารพทั้งหลายผู้เจริญ พวกอสุรกายทั้งหลายจะร่าเริงดีใจหนอ พวกทิพยกายทั้งหลายจะเจริญยิ่ง และสัตว์ทั้งหลายเป็นอันมาก จะปรินิรวาณในโลก
กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กษณะนั้น ครู่นั้น จังหวะนั้น เทวดาทั้งหลายกระทั่งพรหมกายิกะ เริ่มแต่เทวดาผู้อยู่ภาคพื้น ได้มีคำพูดเป็นอย่างเดียวกัน มีเสียงบันลือเป็นอย่างเดียวกัน มีเสียงกึกก้องเป็นอย่างเดียวกัน ได้ดังขึ้นว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย วันนี้พระตถาคตผู้เป็นอรหันสัมยักสัมพุทธะ ทรงรับคำเพื่อหมุนจักรคือธรรม
ครั้งนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดารักษาต้นโพธิ ชื่อ ธรรมรุจิ ธรรมกามะ ธรรมมติ และ ธรรมจารี ทั้ง 4 เหล่านี้เป็นเทวดารักษาต้นโพธิ ได้หมอบแทบบาทตถาคต ทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ พระองค์จะหมุนจักรคือธรรม ณ ที่ไหน? ครั้นเทวดาพูดอย่างนี้แล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้พูดคำนี้กับเทวด เหล่านั้นว่าตถาคตจะหมุนจักรคือธรรมที่ฤษณิปตนะมฤคทาวะ(ป่ากวางเป็ที่ฤษิตก) เทวดาเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ มหานครพาราณสีมีหมู่ชนน้อย และมฤคทาวะ(ป่ากวาง) มีร่มเงาพุ่มไม้น้อย ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ยังมีมหานครอื่นมั่งคั่ง ผึ่งผาย เกษม มีอาหารอุดมสมบูรณ์ น่ารื่นรมย์ เกลื่อนกล่นด้วยมนุษยชนเป็นอันมาก ประดับด้วย อุทยาน ป่า ภูเขา ขอพระผู้มีภคะจงหมุนจักรคือธรรมในบรรดามหานครเหล่านั้นแห่งใดแห่งหนึ่ง ตถาคตบอกปัดว่า อย่าเลย นครเหล่านั้นถือเอาความเจริญเป็นใหญ่ การที่ตถาคตจะหมูนจักรคือธรรมในฤษิปตนะมฤคทาวะ เพราะเหตุไร?
35 (เพราะว่า)ยัชญตั้ง 60 หมื่นพันโกฏิ ตถาคตได้บูชาแล้วในที่นั้น (ฤษิปตนะมฤคทาวะ)พระพุทธเจ้าตั้ง 60 หมื่นพันโกฏิตถาคตได้บูชาแล้วในที่นั้น ที่อยู่ของฟษีครั้งก่อนๆ ก็มีในที่นั้น ที่นั้นมีชื่อว่า พาราณสีอันประเสริฐ พื้นแผ่นดิน(ในที่นั้น) เทวดาและนาคสรรเสริญแล้ว อาบไปด้วยธรรมทุกเมื่อ ฯ
36 ตถาคตระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 9 หมื่นโกฏิในครั้งก่อนซึ่งหมุนจักรอันสุงสุด(ธรรมจักร)ในป่าประเสริฐ ประกอบด้วยถ้อยคำเรียกว่าฤษิ และป่านี้สงบ มีหน้าที่โดยตรงต่อธยานอันเข้าไปสงบ มีกวางทั้งหลายอาศัยอยู่เป็นนิตย์ เพราะมีความหมายดั่งนี้ ตถาคตจึงจะหมุนจักรอันสูงสุด(ธรรมจักร) ในป่าประเสริฐ อันประกอบด้วยคำเรียกว่า ฤษิ ฯ ดั่งนี้ ฯ
อัธยายที่ 25 ชื่ออัธเยษณาปริวรรต (ว่าด้วยการเชิญให้แสดงธรรม) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น