ว่าด้วยผลแห่งการลาดหญ้ามาลาถวาย
[๗๘] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีสระใหญ่อยู่สระหนึ่ง ดาดาษไปด้วยดอกปทุม
เป็นที่อาศัยของนกต่างๆ เราอาบและดื่มน้ำในสระนั้นแล้ว อยู่ในที่ไม่ ไกล ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เลิศกว่าสมณะเสด็จไปในอากาศ พระศาสดา ผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเรา เสด็จลงจากอากาศแล้ว ประทับยืนอยู่ที่พื้นดินในขณะนั้น เราได้เกี่ยวหญ้ามาลาดถวายเป็นที่ ประทับนั่ง พระผู้มีพระภาคผู้เป็นใหญ่ในโลก ๓ เป็นนายกประทับนั่งบน นั้น เรายังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายบังคมพระองค์ผู้นายกของ โลก นั่งกระโหย่งเพ่งดูพระมหามุนีไม่กระพริบตา ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราเข้าถึงภพชั้นนิมมานรดี เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลการถวายเครื่อง ลาดหญ้า ในกัลปที่ ๒
![]() |
แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ พระนามว่ามิตตสมมต ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เรา ทำให้แจ้งชัดแล้ว
พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระติณสันถารทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ติณสันถารทายกเถราปทาน
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๘. นาคสมาลวรรค ๖. ติณสันถารทายกเถราปทาน (๗๖)
๗๖. อรรถกถาติณสันถรทายกเถราปทาน๑-
๑- บาลีว่า ติณสันถารทายกเถราปทาน.
อปทานของท่านพระติณสันถระมีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ละการครองเรือน เพราะท่านเกิดก่อนแต่พุทธุปบาทกาล บวช เป็นดาบสอาศัยสระแห่งหนึ่ง ไม่ไกลป่าหิมพานต์อยู่.
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ เสด็จไปทางอากาศเพื่ออนุเคราะห์ท่าน.
ครั้งนั้นแล ดาบสนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงจากอากาศประทับยืนอยู่นั้น มีใจเลื่อมใส เกี่ยวหญ้าทำเป็นสันถัตหญ้า ให้พระองค์ประทับนั่ง ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ โดยการนับถือและการเอื้อเฟื้อเป็นอันมาก โค้งกายแล้วหลีกไป.
ท่านดำรงอยู่จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติมีอย่างมิใช่น้อย.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้.
คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
ก็ในบทว่า มหาชาตสฺสโร นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้
ชื่อว่าสระ เพราะเป็นที่เที่ยวไปแห่งสัตว์ ๒ เท้าและสัตว์ ๔ เท้าเป็นต้นผู้ต้องการด้วยน้ำดื่ม.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสระ เพราะเป็นที่ไหลมาแห่งแม่น้ำและลำธารเป็นต้น. สระนั้นใหญ่ด้วย เพราะเกิดเองด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามหาชาตสระ.
พึงเห็นว่าท่านกล่าวมหาชาตสระ เพราะไม่ปรากฏชื่อเหมือนสระอโนดาต และสระชื่อว่าฉัททันตะเป็นต้น.
บทว่า สตปตฺเตหิ สญฺฉนฺโน ความว่า ในดอกแต่ละดอก มีกลีบ ๑๐๐ กลีบด้วยสามารถดอกละร้อยกลีบ. ดารดาษคือเป็นรกชัฏไปด้วยดอกปทุมขาว ๑๐๐ กลีบ.
บทว่า นานาสกุณมาลโย ความว่า สัตว์หลายชนิด เช่น หงส์ ไก่ นกเขาและงูน้ำเป็นต้น แต่ละตัวย่อมร้องคือทำเสียง เพราะฉะนั้น สระนั้นจึงเป็นที่อยู่ คือเป็นที่รองรับของนกทั้งหลายอันได้นามว่าสกุณะ ดังนี้.
คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาติณสันถรทายกเถราปทาน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น