Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นาคสมาลวรรค. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นาคสมาลวรรค. แสดงบทความทั้งหมด

09 กุมภาพันธ์ 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ นาคสมาลวรรคที่ ๘ ตีณิปทุมิยเถราปทานที่ ๑๐ (๘๐)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกปทุม ๓ ดอก
 [๘๒] ในกาลนั้น พระชินเจ้าพระนามปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง
วีดีโอ
ทรงฝึก พระองค์เองแล้ว ทรงแวดล้อมด้วยพระสาวกผู้ฝึกตนแล้ว เสด็จออกจาก นคร เวลานั้น เราเป็นช่างดอกไม้ อยู่ในพระนครหงสวดี เราถือดอก ปทุม ๓ ดอก อย่างดีเลิศ (จะไป) ในพระนครนั้น ได้พบพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากธุลี เสด็จดำเนินอยู่ในละแวกตลาด พร้อมกับได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า เราได้คิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า จะมีประโยชน์อะไรแก่เราด้วย ดอกไม้เหล่านี้ ที่เราบำรุงพระราชา เราจะพึงได้บ้านหรือคามเขตหรือ ทรัพย์พันหนึ่ง (เท่านั้น)
 เราบูชาพระพุทธเจ้าผู้ฝึกคนที่มิได้ฝึกตน ผู้แกล้ว กล้า ทรงนำสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งปวง เป็นนาถะของโลกแล้ว จักได้ ทรัพย์อันไม่ตาย ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว จึงยังจิตของตนให้เลื่อมใส แล้วจับดอกปทุม ๓ ดอกโยนขึ้นไปบนอากาศ ในกาลนั้น พอเราโยนขึ้น ไป ดอกปทุมเหล่านั้นก็แผ่ (บาน) อยู่ในอากาศ มีขั้วขึ้นข้างบน ดอกลงข้างล่าง ทรงอยู่เหนือพระเศียรในอากาศ มนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เห็นแล้ว พากันโห่ร้องเกรียวกราว ทวยเทพเจ้าในอากาศพากันซ้องสาธุ การว่า ความอัศจรรย์เกิดขึ้นแล้วในโลก
                เราทั้งหลายจักนำดอกไม้มาบูชา พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราทั้งหมดจักฟังธรรม จักนำดอกไม้มาบูชา พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ทรงสมควรรับเครื่อง บูชา ประทับยืนอยู่ที่ถนนนั่นเอง ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
                มาณพใด ได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกบัวแดง เราจักพยากรณ์มาณพนั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว มาณพนั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่น กัลป และจักได้เป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๓๐ ครั้ง
 จักมี วิมานชื่อมหาวิตถาริกะในเทวโลกนั้นสูง ๓๐๐ โยชน์ กว้าง ๑๕๐ โยชน์ พวงดอกไม้ ๑๔๐,๐๐๐ พวงที่เทวดานิรมิตอย่างสวยงามห้อยอยู่ที่ปราสาท อันประเสริฐ และประดับที่นอนใหญ่ นางอัปสรแสนโกฏิ มีรูปอุดม ฉลาดในการฟ้อน การขับรำและการประโคม จักแวดล้อมอยู่โดยรอบ ในกาลนั้น ฝนดอกไม้ทิพย์มีสีแดง จักตกลงในวิมานประเสริฐ อัน เกลื่อนกล่นด้วยหมู่เทพนารีเช่นนี้ แก้วปทุมราคะโตประมาณเท่าจักร จัก ห้อยอยู่ที่ตะปูฝาที่ไม้ฟันนาค ที่บานประตู และที่เสาระเนียด ที่วิมานนั้น นางเทพอัปสรทั้งหลายจักลาด จักห่มด้วยใบบัว นอนอยู่ภายในวิมานอัน ประเสริฐซึ่งดาดาษด้วยใบบัว ดอกบัวแดงล้วนเหล่านั้น แวดล้อมภพ ส่งกลิ่นหอมตลบไปประมาณร้อยโยชน์โดยรอบ มาณพนี้จักได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง
 จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณานับ มิได้ ได้เสวยสมบัติทั้ง ๒ แล้ว หากังวลมิได้ ไม่มีอันตราย เมื่อกาล เป็นที่สุดมาถึงแล้ว จักได้บรรลุนิพพาน พระพุทธเจ้าเราได้เห็นดีแล้ว หนอ การค้าเราประกอบแล้ว เราบูชา (พระพุทธเจ้าด้วย) ดอกบัว ๓ ดอกแล้ว ได้เสวยสมบัติ ๓ ดอกบัวแดงอันบานงาม จักทรงไว้บน กระหม่อมของเราผู้บรรลุธรรม พ้นวิเศษแล้วโดยประการทั้งปวงในวันนี้ เมื่อพระปทุมุตรบรมศาสดาตรัสกรรมของเราอยู่ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ หลายแสน ในกัลปที่หนึ่งแสน
                แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง (การบูชาด้วย) ดอกบัว ๓ ดอก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นแล้ว อาสวะทั้งหมดสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว 
                พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระตีณิปทุมิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบ ตีณิปทุมิยเถราปทาน.
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
             ๑. นาคสมาลเถราปทาน ๒. ปทสัญญกเถราปทาน
             ๓. สุสัญญกเถราปทาน ๔. ภิสาลุวทายกเถราปทาน
             ๕. เอกสัญญกเถราปทาน ๖. ติณสันถารทายกเถราปทาน
             ๗. สูจิทายกเถราปทาน ๘. ปาฏลิปุปผิยเถราปทาน
             ๙. ฐิตัญชลิยเถราปทาน ๑๐. ตีณิปทุมิยเถราปทาน
                มีคาถา ๗๕ คาถา

จบ นาคสมาลวรรคที่ ๘.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๘. นาคสมาลวรรค ๑๐. ตีณิปทุมิยเถราปทาน (๘๐)
         ๘๐. อรรถกถาติปทุมิยเถราปทาน
๑- บาลีว่า ตีณิปทุมิยเถระ. 
         อปทานของท่านพระติปทุมิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูลของนายมาลาการ ในหังสวดีนคร เจริญวัยแล้ว กระทำกรรมแห่งนายมาลาการอยู่. 
         วันหนึ่ง ถือเอาดอกไม้ที่เกิดในน้ำและเกิดบนบกมากมาย ประสงค์จะเฝ้าพระราชา คิดอย่างนี้ว่า พระราชาเห็นดอกไม้นี้ก่อนแล้วเลื่อมใส พึงประทานทรัพย์พันหนึ่งหรือบ้านเป็นต้น ส่วนเราเห็นพระโลกนาถย่อมได้ทรัพย์คืออมตนิพพาน อะไรจะเป็นความดีในทรัพย์เหล่านี้ของเรา เพราะเหตุนั้นจึงคิดว่า การที่เราบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ยังสวรรค์สมบัติและนิพพานสมบัติให้สำเร็จ ย่อมควรดังนี้แล้ว จึงถือเอาดอกไม้แดง ๓ ดอกอันมีสีดียิ่งบูชาแล้ว. 
         ดอกไม้เหล่านั้นลอยไป กั้นลาดบนอากาศได้ตั้งอยู่แล้ว. 
         ชาวพระนครเกิดอัศจรรย์จิตซึ่งไม่เคยมี ซักแผ่นผ้า ๑,๐๐๐ ผืนให้เป็นไป. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นดังนั้นจึงได้ทรงกระทำอนุโมทนา. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้ว เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
         ความแห่งคำนั้น ท่านได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. 
         บทว่า สพฺพธมฺมาน ปารคู ความว่า ท่านถึงฝั่งแห่งโลกุตรธรรม ๙ ทั้งหมด คือพระนิพพาน ได้แก่กระทำให้ประจักษ์แล้ว. 
         บทว่า ทนฺตปริวุโต ความว่า ฝึกกายและวาจาเป็นต้นด้วยตนเอง แวดล้อมไปด้วยสาวกทั้งหลายผู้ที่พระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ. 
         คำที่เหลือด้วยอำนาจสัมพันธ์ในบททั้งปวงมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
         จบอรรถกถาติปทุมิยเถราปทาน
         จบอรรถกถานาคสมาลวรรคที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ นาคสมาลวรรคที่ ๘ ฐิตัญชลิยเถราปทานที่ ๙ (๗๙)

ว่าด้วยผลแห่งการประนมกรอัญชลี
 [๘๑] เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้ออยู่ในป่าชัฏ ได้พบพระสัมพุทธเจ้าผู้มี
พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ในป่านั้น ณ ที่นั้น เราประนมกร อัญชลีแล้ว เดินบ่ายหน้าไปทางทิศปราจีน ขณะเมื่อเรานั่งอยู่บนเครื่อง ลาดใบไม้ที่เรานำมาในที่ไม่ไกล อสนีบาตตกลงบนกระหม่อมของเราใน เวลานั้น ในเวลาใกล้ตาย เราได้ประนมกรอัญชลีอีกครั้งหนึ่ง ในกัลปที่ ๙๒
                แต่กัลปนี้ เราได้ทำอัญชลีในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการทำอัญชลีในกัลปที่ ๕๔ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้า จักรพรรดิ มีพระนามว่ามิคเกตุ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพล มาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระฐิตัญชลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ ฐิตัญชลิยเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๘. นาคสมาลวรรค. ฐิตัญชลิยเถราปทาน (๗๙)
         ๗๙. อรรถกถาฐิตัญชลิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระฐิตัญชลิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโธ ปุเร อาสึ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพที่ตนเกิดนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ บังเกิดในกำเนิดนายพราน เพราะกรรมอย่างหนึ่งที่ตนกระทำไว้ในก่อนตัดรอน จึงสำเร็จการอยู่ป่า. 
         สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ ได้เสด็จไปเพื่ออนุเคราะห์แก่ท่าน. ท่านเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นผู้รุ่งเรืองด้วยพระลักษณะ ๓๒ ประการและด้วยพระรัศมีแห่งอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการด้านละวา เกิดโสมนัสกระทำการนอบน้อม เสด็จไปประทับนั่งบนเครื่องลาดใบไม้. 
         ขณะนั้น ฝนตกฟ้าร้องกระหึ่มผ่าลงมา. แต่นั้นในสมัยใกล้ตาย ท่านระลึกถึงพระพุทธเจ้า ได้กระทำอัญชลีอีก. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงห้ามอกุศลวิบาก เพราะที่ตนกระทำกุศลไว้ในเขตดี จึงบังเกิดในสวรรค์ เสวยสมบัติในชั้นกามาวจรสวรรค์ และเสวยมนุษย์สมบัติในมนุษย์ทั้งหลาย 
         ครั้นภายหลังในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา ด้วยวาสนาที่ตนกระทำไว้ในกาลก่อน บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         เบื้องหน้าแต่นั้น ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มิคลุทฺโธ ปุเร อาสึ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคลุทฺโธ ความว่า ชื่อว่ามิคลุทฺโธ เพราะเข้าถึงการฆ่าเนื้อ. ชื่อว่า มิคา เพราะไป คือแล่นไปโดยเร็วคือด้วยกำลังเร็วราวกับลม. ชื่อว่า มิคลุทธะ เพราะในการฆ่าเนื้อเหล่านั้น นายพรานได้เป็นผู้มีความทารุณ. 
         อธิบายว่า เรานั้นได้เป็นพรานในกาลก่อน คือในสมัยที่ไ่ด้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         บทว่า อรญฺเญ กานเน ความว่า ชื่อว่าอรัญญะ เพราะเป็นที่เที่ยวไปของหมู่เนื้อ. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอรัญญะ เพราะเป็นที่ยินดีโดยทั่วไป คือโดยรอบแห่งสัตบุรุษผู้ถึงธรรมอันเป็นสาระใหญ่มีพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้นผู้ยินดีในวิเวก. 
         อีกอย่างหนึ่ง กาทั้งหลายย่อมบันลือคือกระทำเสียง เพลิดเพลินยินดีด้วยอาการที่น่าเกลียด หรือด้วยอาการที่น่ากลัว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ากานนะ. เชื่อมความว่า นายพรานได้มีในป่าคือกานนะนั้นในกาลก่อน. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทฺทสํ สมฺพุทฺธํ ความว่า ข้าพเจ้าเห็นคือได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้เสด็จเข้าไปในที่นั้นคือป่านั้น. ได้เห็นคือได้มีอยู่เบื้องหน้าไม่ไกล เพราะฉะนั้น จึงยังจักขุวิญญาณให้สำเร็จเป็นปุเรจาริกเที่ยวไปในเบื้องหน้า พรั่งพร้อมด้วยกายวิญญาณ ตามกระแสแห่งมโนทวาร. 
         บทว่า ตโต เม อสนีปาโต ความว่า ชื่อว่าอสนี เพราะบันลือกระหึ่มตกไปโดยรอบ. การตกลงแห่งสายฟ้า ชื่อว่า อสนีปาโต ได้แก่ เทวทัณฑ์. 
         คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาฐิตัญชลิยเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ นาคสมาลวรรคที่ ๘ ปาฏลิปุปผิยเถราปทานที่ ๘ (๗๘)

ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกแคฝอย
 [๘๐] ในกาลนั้น เราเป็นบุตรเศรษฐีสุขุมาลชาติ ตั้งอยู่ในความสุข
ได้เอา ดอกแคฝอยห่อพกไปบูชาพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณดังทองคำ เช่นกับแท่งทองคำอันมีค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ กำลัง เสด็จดำเนินอยู่ในละแวกตลาด เราร่าเริง มีจิตโสมนัส บูชาพระองค์ ด้วยดอกไม้ ถวายนมัสการพระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ ทรงรู้แจ้งโลก เป็นนาถะของโลก ประเสริฐกว่านระ ในกัลปที่ ๙๒
                แต่กัลปนี้ เราได้ ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การบูชาด้วยดอกไม้ ในกัลปที่ ๖๓ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนามว่าอภิสมมต ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เรา ทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้
                ทราบว่า ท่านพระปาฏลิปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ ปาฏลิปุปผิยเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๘. นาคสมาลวรรค. ปาฏลิปุปผิยเถราปทาน (๗๘)
         ๗๘. อรรถกถาปาฏลิปุปผิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระปาฏลิปุปผิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณวณฺณํ สมฺพุทฺธํ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าติสสะ บังเกิดเป็นบุตรแห่งเศรษฐีในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เป็นผู้รู้จักกุศลและอกุศล เลื่อมใสในพระศาสดา ถือเอาดอกแคฝอยบูชาพระศาสดา. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยสุขสมบัติเป็นอันมาก ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ครั้นภายหลังท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุวณฺณวณฺณํ สมฺพุทฺธํ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺตราปเณ ความว่า ชื่อว่าอาปณะ เพราะเป็นที่ทุบแผ่ไปซึ่งภัณฑะ มีแผ่นเงินและทองโดยรอบในที่นี้. 
         ชื่อว่าอันตราปณะ เพราะมีถนนผ่านไปในระหว่างแห่งร้านตลาดนั้น. 
         อธิบายว่า เราเห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีวรรณะเพียงดังวรรณะแห่งทองคล้ายกับแท่งแห่งทอง มีลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ จึงบูชาด้วยดอกแคฝอย. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปาฏลิปุปผิยเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ นาคสมาลวรรคที่ ๘ สูจิทายกเถราปทานที่ ๗ (๗๗)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายเข็ม
 [๗๙] ในกัลปที่ ๓ หมื่น แต่กัลปนี้ เราได้ถวายเข็ม ๕ เล่ม แต่พระพุทธเจ้า
ผู้เป็นนายกของโลก มีพระนามชื่อว่าสุเมธ มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ มีพระฉวีวรรณดังทองคำ ผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้คงที่ เพื่อ ต้องการเย็บจีวร ด้วยการถวายเข็มนั้นแล ญาณเป็นเครื่องเห็นแจ้ง อรรถ อันละเอียด คมกล้า เกิดขึ้นแก่เรารวดเร็วและสะดวก เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวงขึ้นแล้ว เราทรงกายครั้งที่สุดอยู่ในศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ ทรงพระนาม ว่าทิปทาธิบดี ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง ชัดแล้ว พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสูจิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ สูจิทายกเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๘. นาคสมาลวรรค. สูจิทายกเถราปทาน (๗๗)
         ๗๗. อรรถกถาสูจิทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสูจิทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ได้ถวายเข็ม ๕ เล่ม เพื่อทำจีวรกรรมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยบุญในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเที่ยวไปอยู่ ปรากฏเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ในภพที่ตนเกิดแล้วๆ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บรรพชาบรรลุพระอรหัตในขณะปลงผมนั่นเอง เพราะท่านมีปัญญาเฉียบแหลม. 
         ครั้นภายหลัง ท่านพิจารณาเห็นบุญนั้น เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ดังนี้. 
         ก็คำอันเป็นลำดับในบทนี้ มีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น. 
         ในบทว่า ปญฺจ สูจี มยา ทินฺนา มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ 
         ชื่อว่าสูจิ เพราะย่อมเย็บ คือทำช่อง คือเจาะ. 
         อธิบายว่า เข็มประมาณ ๕ เล่ม ชื่อว่าเข็ม ๕ เล่ม เราถวายแล้ว. 
         คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสูจิทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ นาคสมาลวรรคที่ ๘ ติณสันถารทายกเถราปทานที่ ๖ (๗๖)

ว่าด้วยผลแห่งการลาดหญ้ามาลาถวาย
 [๗๘] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีสระใหญ่อยู่สระหนึ่ง ดาดาษไปด้วยดอกปทุม
เป็นที่อาศัยของนกต่างๆ เราอาบและดื่มน้ำในสระนั้นแล้ว อยู่ในที่ไม่ ไกล ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เลิศกว่าสมณะเสด็จไปในอากาศ พระศาสดา ผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเรา เสด็จลงจากอากาศแล้ว ประทับยืนอยู่ที่พื้นดินในขณะนั้น เราได้เกี่ยวหญ้ามาลาดถวายเป็นที่ ประทับนั่ง พระผู้มีพระภาคผู้เป็นใหญ่ในโลก ๓ เป็นนายกประทับนั่งบน นั้น เรายังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายบังคมพระองค์ผู้นายกของ โลก นั่งกระโหย่งเพ่งดูพระมหามุนีไม่กระพริบตา ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราเข้าถึงภพชั้นนิมมานรดี เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลการถวายเครื่อง ลาดหญ้า ในกัลปที่ ๒
                แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ พระนามว่ามิตตสมมต ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เรา ทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระติณสันถารทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ ติณสันถารทายกเถราปทาน
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๘. นาคสมาลวรรค. ติณสันถารทายกเถราปทาน (๗๖)
         ๗๖. อรรถกถาติณสันถรทายกเถราปทาน๑-
- บาลีว่า ติณสันถารทายกเถราปทาน. 
         อปทานของท่านพระติณสันถระมีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ละการครองเรือน เพราะท่านเกิดก่อนแต่พุทธุปบาทกาล บวช เป็นดาบสอาศัยสระแห่งหนึ่ง ไม่ไกลป่าหิมพานต์อยู่. 
         สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ เสด็จไปทางอากาศเพื่ออนุเคราะห์ท่าน. 
         ครั้งนั้นแล ดาบสนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงจากอากาศประทับยืนอยู่นั้น มีใจเลื่อมใส เกี่ยวหญ้าทำเป็นสันถัตหญ้า ให้พระองค์ประทับนั่ง ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ โดยการนับถือและการเอื้อเฟื้อเป็นอันมาก โค้งกายแล้วหลีกไป. 
         ท่านดำรงอยู่จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติมีอย่างมิใช่น้อย. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้. 
         คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         ก็ในบทว่า มหาชาตสฺสโร นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ 
         ชื่อว่าสระ เพราะเป็นที่เที่ยวไปแห่งสัตว์ ๒ เท้าและสัตว์ ๔ เท้าเป็นต้นผู้ต้องการด้วยน้ำดื่ม. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสระ เพราะเป็นที่ไหลมาแห่งแม่น้ำและลำธารเป็นต้น. สระนั้นใหญ่ด้วย เพราะเกิดเองด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามหาชาตสระ. 
         พึงเห็นว่าท่านกล่าวมหาชาตสระ เพราะไม่ปรากฏชื่อเหมือนสระอโนดาต และสระชื่อว่าฉัททันตะเป็นต้น. 
         บทว่า สตปตฺเตหิ สญฺฉนฺโน ความว่า ในดอกแต่ละดอก มีกลีบ ๑๐๐ กลีบด้วยสามารถดอกละร้อยกลีบ. ดารดาษคือเป็นรกชัฏไปด้วยดอกปทุมขาว ๑๐๐ กลีบ. 
         บทว่า นานาสกุณมาลโย ความว่า สัตว์หลายชนิด เช่น หงส์ ไก่ นกเขาและงูน้ำเป็นต้น แต่ละตัวย่อมร้องคือทำเสียง เพราะฉะนั้น สระนั้นจึงเป็นที่อยู่ คือเป็นที่รองรับของนกทั้งหลายอันได้นามว่าสกุณะ ดังนี้. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาติณสันถรทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ นาคสมาลวรรคที่ ๘ เอกสัญญกเถราปทานที่ ๕ (๗๕)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง
 [๗๗] ข้าพระองค์ได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง แก่พระอัครสาวกของพระพุทธเจ้า
พระนามว่าวิปัสสี มีนามชื่อว่าขัณฑะ ผู้สมควรรับเครื่องบูชาของโลก ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์นราสภ ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น ข้าพระองค์ไม่ รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง ในกัลปที่ ๔๐
                แต่ กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์พระนามว่าวรุณ ทรงสมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนา ข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                ทราบว่า ท่านพระเอกสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ เอกสัญญกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๘. นาคสมาลวรรค. เอกสัญญกเถราปทาน (๗๕)
         ๗๕. อรรถกถาเอกสัญญกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระเอกสัญญกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ขณฺโฑ นามาสิ นาเมน ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้ว มีใจเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เห็นพระอัครสาวกนามว่าขัณฑะ ของพระศาสดานั้น กำลังเที่ยวภิกษาจาร ได้จัดแจงถวายบิณฑบาต. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยเทวสมบัติและมนุษย์สมบัติ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีสกุลแห่งหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี บรรลุนิติภาวะแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ได้ศรัทธา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         วันหนึ่ง ท่านมนสิการสัญญาแห่งบิณฑบาตแล้ว จึงปรากฏโดยชื่อว่า เอกสัญญกเถระ เพราะเหตุที่ท่านกลับได้คุณวิเศษ. 
         ครั้นภายหลังท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ขณฺโฑ นามาสิ นาเมน ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขณฺโฑ เป็นชื่อของพระอัครสาวกองค์นั้น เพราะท่านทำลายกิเลสได้เด็ดขาด. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเอกสัญญกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ นาคสมาลวรรคที่ ๘ ภิสาลุวทายกเถราปทานที่ ๔ (๗๔)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายเหง้ามันผลไม้และน้ำ
 [๗๖] เราเข้าไปยังป่าชัฏอยู่ในป่าใหญ่ ได้พบพระพุทธเจ้าพระนามว่า
วิปัสสี ผู้ สมควรรับเครื่องบูชาจึงได้ถวายเหง้ามัน ผลไม้และน้ำสำหรับล้างพระหัตถ์ ถวายบังคมพระบาทด้วยเศียรเกล้าแล้ว มุ่งหน้าทางทิศอุดรหลีกไป ใน กัลปที่ ๙๑
                แต่กัลปนี้ เราได้ถวายเหง้ามันและผลไม้ในกาลนั้น ด้วย กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม และในกัลปที่ ๓ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ พระนามว่าภิสสมมต ทรง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                ทราบว่า ท่านพระภิสาลุวทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.  จบ ภิสาลุวทายกเถราปทาน

 จบ ภาณวารที่ ๖

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๘. นาคสมาลวรรค. ภิสาลุวทายกเถราปทาน (๗๔)
         ๗๔. อรรถกถาภิสาลุวทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระภิสาลุวทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า กานนํ วนโมคฺคยฺห ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี อยู่ในป่าใกล้หิมวันตประเทศ มีรากไม้และผลไม้เป็นอาหาร เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เสด็จมาด้วยอำนาจวิเวก มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายเหง้าบัวทั้งห้า. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสวยทั้งที่เธอได้เฝ้าอยู่นั้นแหละ เพื่อจะยังจิตของเธอให้เลื่อมใส ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตนั้น เธอทำกาละแล้ว เสวยสมบัติในเทวาดชั้นดุสิตเป็นต้นและเสวยมนุษย์สมบัติ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ได้รับทรัพย์สมบัติ ละสมบัตินั้นแล้วบวชในศาสนา ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหันต์. 
         แต่นั้นท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กานนํ วนโมคฺคยฺห ดังนี้. 
         คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล. 
         บทว่า วสามิ วิปิเน อหํ เชื่อมความว่า เราได้อยู่อย่างสงัด. 
         คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
         จบอรรถกถาภิสาลุวทายกเถราปทาน
จบอรรถกถาภาณวารที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ นาคสมาลวรรคที่ ๘ สุสัญญกเถราปทานที่ ๓ (๗๓)

ว่าด้วยผลแห่งการไหว้ผ้าบังสุกุลจีวร
 [๗๕] เราได้เห็นผ้าบังสุกุลจีวรของพระศาสดาห้อยอยู่บนยอดไม้ แล้ว
ได้ประนม อัญชลีไปทางนั้นไหว้บังสุกุลจีวร ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้ทำ กรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง สัญญาในบังสุกุลจีวร ในกัลปที่ ๔ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ จอมกษัตริย์พระนามว่าทุมหระ ทรงครอบครองแผ่นดินมีสมุทรสาคร ๔ เป็น ที่สุด มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสุสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ สุสัญญกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๘. นาคสมาลวรรค . สุสัญญกเถราปทาน (๗๓)
         ๗๓. อรรถกถาพุทธสัญญกเถราปทาน๑-
- บาลีว่า สุสัญญกเถราปทาน. 
         อปทานของท่านพระพุทธสัญญกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ทุมคฺเค ปํสุกูลิกํ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธา เห็นผ้าบังสุกุลจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้าคล้องไว้ที่ปลายไม้ มีจิตเลื่อมใสคิดว่านี้เป็นธงแห่งพระอรหันต์ จึงได้ทำสักการะมีการไหว้และบูชาเป็นต้น. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงเสวยเทวสมบัติและมนุษย์สมบัติ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ จึงบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่งอันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เกิดศรัทธาแล้ว บรรพชาไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
         ท่านได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว ระลึกถึงบุญกรรมของตนเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ทุมคฺเค ปํสุกูลิกํ เป็นต้น. 
         ในบทเหล่านั้นมีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้. 
         ชื่อว่าทุมะ เพราะอรรถว่ากำจัดคือหวั่นไหว. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าทุมะ เพราะอรรถว่าทำพื้นแห่งอากาศให้เต็ม. 
         ชื่อว่าทุมัคคะ เพราะเป็นที่สุดคือปลายแห่งไม้. ในที่ปลายแห่งไม้นั้น. 
         ชื่อว่าบังสุกุล เพราะอรรถว่าไป คือถึงภาวะที่น่าเกลียด คือภาวะที่น่าไม่พอใจ ประดุจกับฝุ่นฉะนั้น. บังสุกุลนั้นแลเป็นบังสุกุลิกะ 
         อธิบายว่า ข้าพเจ้าได้เห็นผ้าบังสุกุลของพระศาสดาที่คล้องไว้ที่ปลายไม้ ประคองอัญชลี ได้ไหว้คือกระทำความนอบน้อมผ้าบังสุกุลนั้น. 
         บทว่า ตํ เป็นเพียงนิบาต. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาพุทธสัญญกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ นาคสมาลวรรคที่ ๘ ปทสัญญกเถราปทานที่ ๒ (๗๒)

ว่าด้วยผลแห่งการเลื่อมใสรอยพระบาท
 [๗๔] ก็เราได้เห็นรอยพระบาทที่พระผู้มีพระภาคพระนามว่าติสสะ
ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ พระอาทิตย์ ทรงเหยียบไว้ เป็นผู้มีใจร่าเริงโสมนัส ยังจิตให้เลื่อมใสใน รอยพระบาท ในกัลปที่ ๙๒
                แต่กัลปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วยสัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในรอยพระบาท ในกัลปที่ ๗
                แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์พระนามว่า สุเมธ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                ทราบว่า ท่านพระปทสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ ปทสัญญกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๘. นาคสมาลวรรค. ปทสัญญกเถราปทาน (๗๒)
         ๗๒. อรรถกถาปทสัญญกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระปทสัญญกเถระมีคำเริ่มต้นว่า อกฺกนฺตญฺจ ปทํ ทิสฺวา ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนแห่งอุบาสกอันสมบูรณ์ด้วยศรัทธาแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระรัตนตรัย เห็นพระเจดีย์คือรอยพระบาทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้เพื่ออนุเคราะห์แก่เธอเลื่อมใสแล้ว เกิดขนชูชัน ได้กระทำการนับถือเป็นอันมากมีการไหว้และการบูชาเป็นต้น. 
         ด้วยบุญกรรมที่ตนทำดีแล้วในเขตอันดีนั้นๆ แล จุติจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในสวรรค์ เสวยทิพยสุขในสวรรค์นั้น. ครั้นเสวยทิพยสุขแล้ว ภายหลังเกิดในมนุษย์ เสวยมนุษย์สมบัติทั้งสิ้น 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนที่สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านได้ปรากฏนามตามบุญที่ท่านทำไว้ในกาลก่อนว่า ปทสัญญกเถระ ดังนี้. 
         วันหนึ่งท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อกฺกนฺตญฺจ ปทํ ทิสฺวา ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺกนฺตํ แปลว่า ได้ทรงเหยียบไว้คือได้ทรงแสดงไว้. การไปของพระพุทธเจ้าทั้งปวงในที่ทุกสถาน เป็นการเสด็จไปเหนือพื้นประมาณสี่องคุลี 
         ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ทรงทราบความที่ท่านสมบูรณ์ด้วยศรัทธา จึงทรงแสดงพระเจดีย์คือรอยพระบาทว่า ขอผู้นี้จงเห็นพระเจดีย์คือรอยพระบาทนี้. 
         อธิบายว่า เพราะฉะนั้น ท่านเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล้ว จึงได้กระทำสักการะมีการไหว้และบูชาเป็นต้น. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปทสัญญกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ นาคสมาลวรรคที่ ๘ นาคสมาลเถราปทานที่ ๑ (๗๑)

ว่าด้วยผลแห่งการบูชาสถูปด้วยดอกแคฝอย
 [๗๓] เราถือเอาดอกแคฝอยไปบูชาที่พระสถูป ซึ่งมหาชนสร้างไว้
ที่หนทางใหญ่ ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิขีผู้เผ่าพันธุ์ของโลก ในกัลปที่ ๓๑ แต่ กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระสถูป ในกัลปที่ ๑๕ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้า จักรพรรดิจอมกษัตริย์ พระนามว่าปุปผิยะทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเรา ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระนาคสมาลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ นาคสมาลเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๘. นาคสมาลวรรค. นาคสมาลเถราปทาน (๗๑)
นาคสมาลวรรคที่ ๘
         ๗๑. อรรถกถานาคสมาลเถราปทาน
         อปทานของท่านพระนาคสมาลเถระมีคำเริ่มต้นว่า อาปาฏลึ อหํ ปุปฺผํ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว อยู่ครอบครองเรือน กระทำกรรมคือการเห็นการได้ยินและการบูชา ในกาลที่พระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ เพราะไม่ได้ความคลุกคลีเกี่ยวข้องด้วยรูปเห็นปานนั้น ในกาลแห่งพระศาสดาปรินิพพานแล้ว จัดแจงพระสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ยังจิตให้เลื่อมใสแม้ในเจดีย์ที่ตนกระทำแล้ว บูชาดอกแคฝอย ยังโสมนัสให้เกิด ดำรงอยู่จนตลอดอายุด้วยโสมนัสนั้นนั่นเอง. 
         ท่านทำกาละจากอัตภาพนั้นแล้ว จึงเสวยสุขในเทวโลก ๖ ชั้นมีชั้นดุสิตเป็นต้น ครั้นต่อมาเสวยสมบัติในมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล มีนามาภิไธยอันมารดาบิดาตั้งให้ว่า นาคสมาละ เพราะมีร่างกายเสมือนกับใบอ่อนแห่งไม้กากะทิง เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า บวชไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ภายหลังท่านระลึกบุพกรรมของตนแล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อาปาฏลึ อหํ ปุปฺผํ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาปาฏลึ ความว่า เราได้ถือเอาดอกแคฝอยโดยรอบหรือโดยเอื้อเฟื้อ ยกขึ้นบูชาบนพระสถูป. 
         บทว่า อุชฺฌิตํ สุมหาปเถ ความว่า ได้ยกขึ้นในหนทางใหญ่ คือในถนนท่ามกลางพระนครเพื่อเป็นที่ไหว้และพระบูชาของชาวพระนครทั้งปวง. 
         อธิบายว่า ให้สำเร็จด้วยกรรมคือการก่อด้วยอิฐ และฉาบด้วยปูนขาวเป็นต้น. 
         คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง และมีอรรถตื้นแล.
จบอรรถกถานาคสมาลเถราปทาน