Translate

18 พฤศจิกายน 2568

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน วังคีสเถราปทานที่ ๔ ว่าด้วยบุพจริยาของพระวังคีสเถระ

  
 [๑๓๔] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้มีจักษุ ในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระศาสนา ของ พระองค์ วิจิตรไปด้วยพระอรหันต์ทั้งหลายเหมือนคลื่น สาคร และเหมือนดาวบนท้องฟ้า พระพิชิตมารผู้สูงสุด อันมนุษย์พร้อม ทั้งทวยเทพอสูรและนาคห้อมล้อมในท่ามกลางหมู่ชนซึ่งเกลื่อนกล่น ไปด้วยสมณะและพราหมณ์
 พระพิชิตมารผู้ถึงที่สุดโลก ทรงทำโลก ทั้งหลายให้ยินดีด้วยพระรัศมี พระองค์ยังดอกปทุม คือ เวไนย สัตว์ให้บานด้วยพระดำรัส ทรงสมบูรณ์ด้วยเวสารัชชธรรม ๔ เป็น อุดมบุรุษ ละความกลัวและความยินดีได้เด็ดขาด ทรงถึงธรรมอัน เกษม องอาจกล้าหาญ พระผู้เลิศโลกทรงปฏิญาณซึ่งฐานะของผู้ เป็นโจกอันประเสริฐและพุทธภูมิทั้งสิ้น ไม่มีใครจะทักท้วงได้ใน ฐานะไหนๆ เมื่อพระพุทธเจ้าผู้คงที่พระองค์นั้นบันลือสีหนาทอัน หน้าสะพรึงกลัวอยู่ ย่อมไม่มีเทวดา มนุษย์ หรือพรหมบันลือตอบได้ พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้าในบริษัท ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ ช่วยมนุษย์พร้อมทั้งเทวดาให้ข้ามวัฏสงสาร ทรงประกาศธรรมจักร
 พระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญคุณเป็นอันมาก ของพระสาวกผู้ได้รับ สมมติดีว่า เลิศกว่าภิกษุที่มีปฏิภาณทั้งหลาย แล้วทรงตั้งท่านไว้ใน ตำแหน่งเอตทัคคะ ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์ชาวเมืองหงสวดี เป็น ผู้ได้รับสมมุติว่าเป็นคนดีรู้แจ้งพระเวททุกคัมภีร์ มีนามว่าวังคีสะ เป็นที่ไหลออกแห่งนักปราชญ์ เราเข้าไปเฝ้าพระมหาวีระเจ้าพระองค์ นั้น สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้วได้ปีติอันประเสริฐ เป็นผู้ยินดี ในคุณของพระสาวก จึงได้นิมนต์พระสุคตผู้ทำโลกให้เพลิดเพลิน พร้อมด้วยพระสงฆ์ให้เสวยและฉัน ๗ วันแล้ว นิมนต์ให้ครองผ้า
 ในครั้งนั้นเราได้หมอบลงแทบพระบาททั้งสองด้วยเศียรกล้าได้โอกาส จึงยืนประนมอัญชลีอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เป็นผู้ร่าเริง กล่าวสดุดีพระชินสีห์ผู้สูงสุดว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่ไหลออกแห่ง นักปราชญ์ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ เป็นฤาษีสูงสุด ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ ผู้เลิศกว่าโลกทั้งปวง ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่ พระองค์ผู้ทรงทำความไม่มีภัย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ผู้ทรงย่ำยีมาร ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ ทรงทำทิฏฐิให้ไหลออก ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่ พระองค์ผู้ทรงประทานด้วยสันติสุข ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่ พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำให้เป็นที่นับถือ ข้าพระองค์
 ขอนอบน้อมแด่พระองค์ พระองค์เป็นที่พึ่งของชนทั้งหลายผู้ไม่มีที่พึ่ง ทรงประทานความไม่มีภัยแก่ตนทั้งหลายที่กลัว เป็นที่คุ้นเคยของคน ทั้งหลายที่มีภูมิธรรมสงบระงับ เป็นที่พึ่งที่ระลึกของคนทั้งหลายผู้ แสวงหาที่พึ่งที่ระลึก เราได้ชมเชยพระสัมพุทธเจ้าด้วยคำกล่าวสดุดีมี อาทิ อย่างนี้ แล้วได้กล่าวสรรเสริญพระคุณอันใหญ่ จึงได้บรรลุคติ ของภิกษุผู้กล้ากว่านักพูด ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคผู้มีพระปฏิภาณไม่ มีที่สิ้นสุดได้ตรัสว่า ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใสนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วย สาวก ให้ฉันสิ้น ๗ วัน ด้วยมือทั้งสองของตน
 และได้กล่าวสดุดี คุณของเรา ปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้กล้ากว่านักพูดในอนาคตกาล ผู้นั้นจักได้ตำแหน่งนี้สมดังมโนรถปรารถนา เขาจักได้เสวย ทิพยสมบัติมีประมาณไม่น้อยในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไป พระศาสดามี นามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติ ขึ้น พราหมณ์นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อ ว่าวังคีสะ เราได้สดับพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว เป็นผู้มีความ เบิกบานมีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารด้วยปัจจัย ทั้งหลายในกาลครั้งนั้น จนตราบเท่าสิ้นชีวิต เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น
 และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุลปริพาชก เมื่อเรา เกิดในครั้งหลัง มีอายุได้ ๗ ปีแต่กำเนิด เราเป็นผู้รู้เวททุกคัมภีร์ แกล้วกล้าในวาทศาสตร์ มีเสียงไพเราะ มีถ้อยคำวิจิตร ย่ำยีวาทะ ของผู้อื่นได้ เพราะเราเกิดที่วังคชนบท และเราเป็นใหญ่ในถ้อยคำ เราจึงชื่อว่าวังคีสะ เพราะฉะนั้น ถึงแม้ชื่อของเราจะเป็นเลิศ ก็ เป็นชื่อสมมติตามโลก ในเวลาที่เรารู้เรียงสาตั้งอยู่ในปฐมวัย เรา ได้พบท่านพระสารีบุตรเถระในพระนครราชคฤห์อันรื่นรมย์.
 จบ ภาณวารที่ ๒๕
 ท่านถือบาตร สำรวมดี ตาไม่ลอกแลก พูดแต่พอประมาณ แลดู เพียงชั่วแอก เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ครั้นเราเห็นท่านแล้วก็เป็นผู้ อัศจรรย์ใจ ได้กล่าวบทคาถาอันวิจิตร เป็นหมวดหมู่เหมือนดอก กรรณิการ์ เหมาะสม ท่านบอกแก่เราว่า พระสัมพุทธเจ้าผู้นำโลก เป็นศาสดาของท่าน ครั้งนั้นท่านพระสารีบุตรเถระผู้ฉลาดเป็นนัก ปราชญ์นั้น ได้พูดแก่เราเป็นอย่างดียิ่ง เราอันพระเถระผู้คงที่ให้ ยินดีด้วยปฏิภาณอันวิจิตร เพราะถ้อยคำที่ปฏิสังยุตด้วยวิราคธรรม เห็นได้ยาก สูงสุด จึงซบศีรษะลงแทบเท้าของท่านแล้วก็กล่าวว่า ขอได้โปรดให้กระผมบรรพชาเถิด
                        ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรผู้มี ปัญญามาก ได้นำเราไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราซบเศียร ลงแทบพระบาท นั่งลงในที่ใกล้พระศาสดา พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ กว่านักปราชญ์ทั้งหลายได้ตรัสถามเราว่า
                        ดูกรวังคีสะ ท่านรู้ศีรษะ ของคนที่ตายไปแล้วว่า จะไปสู่สุคติหรือทุคติด้วยวิชาพิเศษของท่าน จริงหรือ ถ้าท่านสามารถก็ขอให้ท่านบอกมาเถิด เมื่อเราทูลรับรอง แล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงศีรษะสามศีรษะ เราได้กราบทูลว่า เป็น ศีรษะของคนที่เกิดในนรกและเทวดา
 ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ นำของโลกได้แสดงศีรษะของพระขีณาสพ ลำดับนั้น เราหมดมานะ จึงได้ทูลอ้อนวอนขอบรรพชา ครั้นบรรพชาแล้ว ได้กล่าวสุคตเจ้า โดยไม่เลือกสถานที่ ทีนั้นแหละภิกษุทั้งหลายพากันโพนทนาว่า เราเป็นจินตกวี ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นวิเศษได้ตรัสถามเรา เพื่อทดลองว่า คาถาเหล่านี้ย่อมแจ่มแจ้งโดยควรแก่เหตุแก่คน ทั้งหลายผู้ตรึกตรองแล้วมิใช่หรือ เราทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีความ เพียร ข้าพระองค์ไม่ใช่นักกาพย์กลอน แต่ว่าคาถาทั้งหลายแจ่มแจ้ง โดยควรแก่เหตุแก่ข้าพระองค์ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
 ดูกรวังคีสะ ถ้ากระนั้น ท่านจงกล่าวสดุดีเราโดยควรแก่เหตุในบัดนี้ ครั้งนั้น เรา ได้กล่าวคาถาสดุดีพระธีรเจ้าผู้เป็นพระฤาษีสูงสุดแล้ว พระพิชิตมาร ทรงพอพระทัยในคราวนั้น จึงทรงตั้งเราในตำแหน่งเอตทัคคะ เรา หมิ่นภิกษุอื่นๆ ก็เพราะปฏิภาณอันวิจิตร เราเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก จึงเกิดความสลดใจเพราะเหตุนั้น ได้บรรลุอรหัต พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสว่า ไม่มีใครอื่นที่จะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายที่มีปฏิภาณเหมือน ดังวังคีสะภิกษุนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงทรงจำไว้ อย่างนี้ กรรมที่เราได้ทำไว้ในกัปที่แสน ได้แสดงผลแก่เราแล้วใน อัตภาพนี้ เราหลุดพ้นจากกิเลส เหมือนลูกศรพ้นจากแล่ง ฉะนั้น กิเลสทั้งหลายอันเราเผาเสียแล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... 
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                        ทราบว่า ท่านพระวังคีสเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
  จบ วังคีสเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค
๔. วังคีสเถราปทาน
               ๕๔๔. อรรถกถาวังคีสเถราปทาน         
               พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :- 
               อปทานของท่านพระวังคีสเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
               แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในตระกูลที่มีโภคะมากมาย ในหังสวดีนคร เจริญวัยแล้วได้ไปยังพระวิหารพร้อมกับชาวพระนครผู้กำลังเดินไปเพื่อฟังธรรม ขณะกำลังฟังธรรม ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีปฏิภาณแล้ว ได้บำเพ็ญกรรมที่ดียิ่งแด่พระศาสดาแล้ว ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ในอนาคตกาล แม้เราก็พึงเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีปฏิภาณบ้างดังนี้ ได้รับการพยากรณ์จากพระศาสดาแล้ว ก็บำเพ็ญแก่กุศลกรรมจนตลอดชีวิตแล้ว ได้เสวยสมบัติทั้งสองในเทวโลกและมนุษยโลก. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี เพราะมีปริพาชิกาเป็นมารดา ในกาลต่อมาจึงได้ปรากฏว่า ปริพาชก และมีชื่อว่าวังคีสะ เล่าเรียนไตรเพทแล้ว เพราะไตรเพทนั้นจึงทำอาจารย์ให้ยินดี ได้ศึกษามนต์ชนิดที่สามารถจะรู้ได้ด้วยหัวกะโหลก เอาเล็บดีดหัวกะโหลกแล้วย่อมรู้ว่า สัตว์ผู้นี้ได้บังเกิดในกำเนิดโน้น. 
         พวกพราหมณ์พากันคิดว่า อาชีพนี้เป็นทางเครื่องเลี้ยงชีวิตของพวกเรา จึงพาวังคีสะนั้นท่องเที่ยวไปในหมู่บ้าน ตำบลและตัวมือง. วังคีสะประกาศให้ผู้คนนำเอาศีรษะ เฉพาะของพวกคนผู้ตายไปแล้ว ภายในขอบเขต ๓ ปีมาแล้วเอาเล็บดีดแล้วกล่าวว่า สัตว์ผู้นี้บังเกิดแล้วในกำเนิดโน้น ดังนี้แล้วให้ชนเหล่านั้นนำเอามา เพื่อกำจัดตัดความสงสัยของมหาชนเสียแล้วก็ให้หัวกะโหลกบอกถึงคติของตนของตน. ด้วยเหตุนั้น มหาชนจึงเลื่อมใสอย่างยิ่งในตัวเขา. 
               เขาอาศัยมนต์อันนั้นย่อมได้เงิน ๑๐๐ กหาปณะบ้าง ๑,๐๐๐ กหาปณะบ้างจากมือของมหาชน. พวกพราหมณ์อาศัยวังคีสะพากันเที่ยวไปแล้วตามความสบายใจ. 
               วังคีสะได้สดับพระคุณทั้งหลายของพระศาสดาแล้ว ได้มีความประสงค์จะเข้าไปเฝ้าพระศาสดา. พวกพราหมณ์พากันห้ามว่า พระสมณโคดมจักเอามายาเข้ากลับใจท่านเสีย. 
               วังคีสะไม่เชื่อคำของพราหมณ์เหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดา กระทำการปฏิสันถารแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. 
               พระศาสดาตรัสถามเขาว่า วังคีสะ เธอรู้ศิลปะอะไรบ้าง. 
               วังคีสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ใช่แล้ว ข้าพระองค์ รู้มนต์อย่างหนึ่งชื่อว่ามนต์สำหรับดีดหัวกะโหลก โดยการที่ข้าพระองค์เอาเล็บดีดศีรษะแม้ของคนที่ตายแล้วภายในระยะเวลา ๓ ปี ก็จะรู้ถึงที่ที่เขาไปบังเกิดแล้วได้. 
               ลำดับนั้น พระศาสดารับสั่งให้ภิกษุนำเอาศีรษะของผู้ที่บังเกิดในนรก ๑ ศีรษะ ศีรษะของคนที่บังเกิดในหมู่มนุษย์ ๑ ศีรษะ ศีรษะของผู้บังเกิดในหมู่เทวดา ๑ ศีรษะ ศีรษะของผู้ปรินิพพานแล้ว ๑ ศีรษะให้แสดงแก่วังคีสะนั้น. 
               เขาดีดศีรษะที่ ๑ แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สัตว์ผู้นี้ไปบังเกิดในนรก. 
               พระศาสดาตรัสว่า ดีละ วังคีสะ เธอเห็นแล้วด้วยดี แล้วตรัสถามอีกว่า สัตว์ผู้นี้ไปบังเกิดที่ไหน? 
               วังคีสะกราบทูลว่า ในมนุษยโลก พระเจ้าข้า. 
               พระศาสดาตรัสถามอีกว่า ได้กราบทูลที่บังเกิดของสัตว์ทั้ง ๓ ได้อย่างถูกต้อง. 
               แต่เมื่อเอาเล็บดีดศีรษะของผู้ปรินิพพานแล้ว ก็ไม่เห็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย. 
               ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสถามเขาว่า วังคีสะไม่สามารถหรือ? 
               วังคีสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์คอยดูนะ ขอให้ข้าพระองค์พิจารณาดูก่อน ดังนี้แล้วแม้จะพยายามร่ายมนต์กลับไปกลับมา ก็ไม่สามารถจะรู้ศีรษะของพระขีณาสพด้วยมนต์ภายนอก. 
               ลำดับนั้น เหงื่อได้ไหลออกจากศีรษะของเขาแล้ว. เขาละอายใจได้แต่นิ่งเงียบไป. 
               ลำดับนั้น พระศาสดาจึงได้ตรัสกะเขาว่า ลำบากใจนักหรือ วังคีสะ.
                วังคีสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ใช่แล้ว ข้าพระองค์ไม่สามารถที่จะรู้ถึงที่บังเกิดของศีรษะนี้ได้ ถ้าพระองค์ทรงทราบขอจงตรัสบอก. 
                พระศาสดาตรัสว่า วังคีสะ เรารู้ถึงศีรษะนี้ได้อย่างดี เรารู้ยิ่งกว่านี้ ดังนี้แล้วได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถานี้ว่า 
               ผู้ใดรู้การจุติและการอุบัติของปวงสัตว์ได้ทั้งหมด 
                เรากล่าวผู้นั้น ซึ่งไม่ขัดข้อง ไปดีแล้ว รู้แล้วว่า เป็นพราหมณ์. เทวดา คนธรรพ์และหมู่มนุษย์ ไม่รู้ทางไปของผู้ใด เรากล่าวผู้นั้น ผู้สิ้นอาสวะ เป็นพระอรหันต์ ว่าเป็นพราหมณ์ ดังนี้. 
               วังคีสะนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นขอพระองค์จงประทานวิชานั้นให้แก่พระองค์เถิดแล้ว แสดงความเคารพนั่งเฝ้าพระศาสดาแล้ว. 
               พระศาสดาตรัสว่า เราจะให้แก่คนที่มีเพศเสมอกับเรา. 
               วังคีสะคิดว่า เราควรทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเรียนมนต์นี้ให้ได้ จึงเข้าไปหาพวกพราหมณ์พูดว่า เมื่อเราออกบวช พวกท่านก็อย่าคิดอะไรเลย เราเรียนมนต์แล้วจักได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีปทั้งสิ้น แม้พวกท่านก็จักมีชื่อเสียงไปกับเรานั้นด้วย. 
               วังคีสะนั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว ทูลขอบวชเพื่อต้องการมนต์. 
               ก็ในเวลานั้น พระนิโครธกัปปเถระอยู่ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสั่งเธอว่า นิโครธกัปปะ เธอจงบวชวังคีสะผู้นี้ด้วยเถิด ดังนี้แล้วทรงบอก (สมถะ) กัมมัฏฐานคืออาการ ๓๒ และวิปัสสนากัมมัฏฐานให้แล้ว. 
               พระวังคีสะนั้น เมื่อกำลังสาธยายกัมมัฏฐานคืออาการ ๓๒ อยู่ ก็เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้ว. พวกพราหมณ์เข้าไปหาวังคีสะนั้นแล้ว ถามว่า วังคีสะผู้เจริญ ท่านเล่าเรียนศิลปะในสำนักของพระสมณโคดมจบแล้วหรือ. 
               พระวังคีสะตอบว่า ใช่ เราเล่าเรียนจบแล้ว. 
               พวกพราหมณ์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงมา พวกเราจักไปกัน ประโยชน์อะไรด้วยการศึกษาศิลปะ. 
               พระวังคีสะตอบว่า พวกท่านจงไปกันเถิด เราไม่มีกิจที่จะพึงทำร่วมกับพวกท่าน. 
               พวกพราหมณ์กล่าวว่า บัดนี้ ท่านตกอยู่ภายใต้อำนาจของพระสมณโคดม พระสมณโคดมใช้มายากลับใจท่านเสียแล้ว พวกเราจักทำอะไรในสำนักของท่านได้ ดังนี้แล้ว จึงหลีกไปตามหนทางที่มาแล้วนั่นเอง. 
         พระวังคีสะเจริญวิปัสสนาแล้วกระทำให้แจ้งพระอรหัต. 
         พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้วอย่างนั้น ก็ระลึกถึงบุรพกรรมของตน เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
         ข้าพเจ้าจักพรรณนาเฉพาะบทที่มีเนื้อความยากเท่านั้น. 
         บทว่า ปภาหิ อนุรญฺชนฺโต ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระพระองค์นั้น ทรงเปล่งปลั่ง รุ่งเรือง สวยงาม โชติช่วงด้วยพระรัศมี มีแสงสว่างด้วยฉัพพรรณรังสี มีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น. 
         บทว่า เวเนยฺยปทุมานิ โส ความว่า พระอาทิตย์คือพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงยังดอกปทุมคือเวไนยชนให้ตื่น ให้เบิกบานโดยพิเศษด้วยรัศมีแห่งพระอาทิตย์ กล่าวคือพระดำรัสของพระองค์ ได้แก่ทรงกระทำให้ผลิผลได้ ด้วยการบรรลุอรหัตมรรคแล. 
         บทว่า เวสารชฺเชหิ สมฺปนฺโน ความว่า สมบูรณ์ พรั่งพร้อมคือประกอบพร้อมแล้วด้วยจตุเวสารัชชญาณ. 
               สมความที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า :- 
               พระพุทธเจ้าทรงแกล้วกล้าเป็นอย่างดีในฐานะ ๔  เหล่านี้คือ ในเมื่อมีอันตราย ในธรรมเครื่องนำออก 
               จากวัฏฏะ ในความเป็นพระพุทธเจ้าและในการทำ อาสวะให้สิ้นไป ดังนี้. 
         บทว่า วาคีโส วาทิสูทใน ความว่า เป็นใหญ่คือเป็นประธานของพวกนักปราชญ์ คือพวกบัณฑิต 
         พึงทราบว่า ควรจะกล่าวว่า วาทีโส แต่กล่าวไว้อย่างนั้น เพราะทำ อักษรให้เป็น อักษร. 
         ชื่อว่าวาทิสูทนะ เพราะทำอรรถะของตนให้เป็นอรรถะอื่น คือให้ไหลออก ได้แก่ทำให้ชัดเจน. 
         บทว่า มารมสนา มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่ามารมสนะ เพราะถูกต้อง ลูบคลำ ทำลายมาร ๕ มีขันธมารเป็นต้นได้. 
         บทว่า ทิฏฐิสูทนา มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่าทิฏฐิสุทนะ เพราะความเห็นทิฏฐิคือจริงตามที่โลกกล่าว ย่อมหลั่งไหลออก คือแสดงถึงความไหลออก. 
         บทว่า วิสฺสามภูมิ สนฺตานิ ความว่า ภูมิเป็นที่พัก ที่เป็นที่หยุดอยู่ ได้แก่ที่เป็นที่เข้าไปสงบของสัตว์ผู้ต้องสืบต่อ ผู้ลำบากอยู่ในสงสารสาครทั้งสิ้น ด้วยการบรรลุมรรคมีโสตาปัตติมรรคเป็นต้น. 
         บทว่า ตโตหํ วิหตารมฺโภ ความว่า เพราะได้เห็นพระสรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราฆ่าความหัวดื้อ ทำความแข่งดีให้พินาศไป กำจัดมานะเสียไม่มัวเมาแล้ว จึงอ้อนวอนขอการบวชแล้ว. 
         คำที่เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาวังคีสเถราปทานจตุเวสารัชชญาณ.

14/มหาภารตะ ตอนที่ - ความยิ่งใหญ่ของพราหมณ์ตามที่มาร์กันเดยะเล่า - เรื่องราวของพระเจ้าปริกษิตและคำสาปของวามเทวะ

  มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933
ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ...
    
      Janamejaya กล่าวว่า "ท่านควรเล่าเรื่องราวความยิ่งใหญ่ทั้งหมดให้ข้าพเจ้าฟัง"ของพวกพราหมณ์เช่นเดียวกับที่นักบวชผู้ยิ่งใหญ่มาร์กันเดยะได้อธิบายให้โอรสของปาณฑุฟัง
                        ไวสัมปายานะกล่าวว่า “บุตรชายคนโตของปาณฑุได้ถามมาร์คันเทยะว่า “ท่านควรอธิบายความยิ่งใหญ่ของพราหมณ์ให้ข้าพเจ้าฟัง”
                        มาร์กันเดยะตอบพระองค์ว่า “ขอทรงฟังความประพฤติของพราหมณ์ในสมัยโบราณเถิด ข้าแต่พระราชา” “และมาร์กันเดยะก็กล่าวต่อไปว่า
 'มีกษัตริย์องค์หนึ่ง พระนามปริกษิตอยู่ในกรุงอโยธยาทรงเป็นชาวอิกษวากุ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ปริกษิตออกล่าสัตว์ ขณะทรงม้าไล่ล่ากวางอยู่ลำพัง สัตว์ร้ายนั้นได้นำพระองค์ไปไกล (จากถิ่นอาศัยของมนุษย์) ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากระยะทางที่พระองค์ได้เสด็จมา ทรงเห็นป่าทึบทึบทึบทึบในดินแดนที่พระองค์เคยเสด็จมา พระราชาทอดพระเนตรเห็นป่านั้น จึงเสด็จเข้าไป ทอดพระเนตรเห็นบ่อน้ำ อันน่ารื่นรมย์ อยู่ในป่า ทั้งคนขี่และม้าต่างก็ลงแช่น้ำในบ่อนั้น ทรงชื่นพระทัยด้วยการอาบ ทรงวางก้านและใยบัวไว้เบื้องหน้าม้า พระราชาประทับนั่งข้างบ่อน้ำ
                        ขณะที่เขานอนอยู่ข้างถัง เขาก็ได้ยินเสียงเพลงหวานๆ สักเพลงหนึ่ง และเมื่อได้ยินเพลงเหล่านั้น เขาก็ครุ่นคิดว่า “ฉันไม่เห็นรอยเท้ามนุษย์ที่นี่ แล้วรอยเท้าเหล่านี้เป็นของใครและมาจากไหน”
                        และในไม่ช้ากษัตริย์ก็ทอดพระเนตรเห็นหญิงสาวรูปงามคนหนึ่งกำลังเก็บดอกไม้และร้องเพลงอยู่ตลอดเวลา และหญิงสาวนั้นก็เข้ามาเฝ้ากษัตริย์ และกษัตริย์ก็ทรงถามเธอว่า “ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นใครและเป็นของใคร?”
                        และนางก็ตอบว่า ‘ฉันเป็นสาวพรหมจารี’
                        และกษัตริย์ก็ตรัสว่า ฉันขอให้คุณเป็นของฉัน
                        และหญิงสาวก็ตอบว่า “ให้คำมั่นกับฉันเถอะ เพราะอย่างนั้นฉันเท่านั้นที่จะเป็นของคุณได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ใช่”
                       แล้วกษัตริย์ก็ทรงถามถึงคำมั่นสัญญา เด็กสาวก็ทูลตอบ ‘คุณจะไม่มีวันทำให้ฉันต้องมองลงไปในน้ำ’
 และพระเจ้าปาริกษิตตรัสว่า “จงเป็นไปเถิด” จึงทรงอภิเษกสมรสกับนาง และเมื่อพระเจ้าปาริกษิตอภิเษกสมรสกับนางแล้ว พระองค์ก็ทรงยินดียิ่งนัก ประทับอยู่กับนางอย่างสงบเงียบ ขณะที่พระราชาประทับอยู่ที่นั่น กองทัพของพระองค์ก็มาถึงที่ประทับ กองทัพที่เฝ้าพระราชาอยู่ก็ล้อมพระองค์ไว้ ทรงมีพระปรีชาสามารถด้วยกำลังพลที่มาเฝ้า พระองค์จึงเสด็จขึ้นรถม้าที่งดงามพร้อมด้วยพระมเหสีที่เพิ่งอภิเษกสมรส และเมื่อเสด็จถึงพระนคร พระองค์ก็เริ่มประทับอยู่กับพระนางอย่างสงบ
                        และบุคคลใดก็ตามที่เข้าไปใกล้พระราชาก็ไม่สามารถเข้าเฝ้าพระราชาได้ อัครมหาเสนาบดีจึงสอบถามสตรีที่รับใช้พระราชาว่า 'คุณทำอะไรที่นี่?'
                        และพวกผู้หญิงเหล่านั้นก็ตอบว่า “เราพบหญิงสาวที่งดงามหาที่เปรียบมิได้ ณ ที่นี้ และพระราชาทรงร่วมสนุกกับเธอ โดยทรงอภิเษกสมรสกับเธอโดยทรงปฏิญาณว่าจะไม่ให้เธอดื่มน้ำ”
                        เมื่อทรงทราบถ้อยคำเหล่านี้แล้ว มหาเสนาบดีจึงทรงสร้างป่าเทียมขึ้น โดยมีต้นไม้ใหญ่มากมายที่มีดอกไม้และผลดกมากมาย และทรงให้ขุดบ่อน้ำขนาดใหญ่ไว้ภายในป่าและทางด้านข้างของป่า โดยวางไว้ในที่เปลี่ยวแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยน้ำที่หวานเหมือนน้ำอมฤต
                        รถถังถูกคลุมด้วยตาข่ายไข่มุกอย่างดี วันหนึ่ง พระองค์เข้าเฝ้าพระราชาเป็นการส่วนพระองค์ พระองค์ตรัสกับพระราชาว่า 'นี่คือป่าที่สวยงามไร้น้ำ เชิญมาสนุกสนานกันที่นี่!'
 และเมื่อพระราชาทรงทราบคำของเสนาบดีแล้ว พระองค์ก็เสด็จเข้าไปในป่านั้นพร้อมกับภริยาอันน่ารักของพระองค์ และพระราชาก็ทรงสนุกสนานกับนางในป่าอันน่ารื่นรมย์นั้น ด้วยความหิวกระหาย อ่อนเพลีย และอ่อนแรง พระราชาจึงทอดพระเนตรเห็นศาลาไม้เลื้อยมาธาวี[1]และเมื่อเสด็จเข้าไปในศาลาพร้อมกับผู้เป็นที่รัก พระองค์ทอดพระเนตรเห็นบ่อน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำใสสะอาดเหมือนน้ำอมฤต และเมื่อทอดพระเนตรบ่อน้ำนั้น พระองค์ประทับนั่งอยู่บนฝั่งน้ำกับพระนาง และทรงบอกพระมเหสีผู้เป็นที่รักของพระองค์ว่า
                        'จงกระโดดลงน้ำนี้ด้วยความยินดี!'
                        และเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น นางก็กระโดดลงไปในบ่อน้ำ แต่หลังจากกระโดดลงไปในน้ำแล้ว นางก็ปรากฏกายขึ้นเหนือผิวน้ำ และขณะที่พระราชาทรงค้นหา พระองค์ก็ไม่พบร่องรอยของนางเลย
                        พระราชาทรงรับสั่งให้ตักน้ำออกจากบ่อ แล้วทอดพระเนตรเห็นกบตัวหนึ่งกำลังนั่งอยู่ที่ปากบ่อ พระราชาทรงกริ้วนัก จึงทรงออกคำสั่งว่า “ขอให้ฆ่ากบให้หมดสิ้นไปทั่วทั้งอาณาจักรของข้า! ผู้ใดต้องการพบข้า จะต้องนำบรรณาการกบตายมาถวายแด่ข้า”
                        และเมื่อกบเริ่มถูกฆ่าอย่างโหดร้าย กบที่ตกใจกลัวก็เป็นตัวแทนของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับกษัตริย์ของพวกมัน และกษัตริย์แห่งกบก็สวมชุดนักพรตเข้ามาเฝ้าพระเจ้าปริกษิต และเมื่อเข้าไปเฝ้ากษัตริย์แล้ว พระองค์ก็ตรัสว่า
                        “ข้าแต่พระราชา ขออย่าทรงยอมให้พระพิโรธเลย! จงทรงโน้มพระทัยในพระคุณเถิด พระองค์ไม่ควรฆ่ากบผู้บริสุทธิ์”
                        มี โศลก เกิดขึ้นสอง โศลก คือ:
 “โอ้ ผู้ทรงพระสิริรุ่งโรจน์ไม่เสื่อมสูญ โปรดอย่าฆ่ากบ! จงระงับโทสะของเจ้า! ความเจริญรุ่งเรืองและคุณธรรมแห่งการบำเพ็ญตบะของผู้ที่มีจิตวิญญาณจมอยู่กับความโง่เขลาจะเสื่อมถอยลง! จงปฏิญาณตนว่าจะไม่โกรธกบ! เหตุใดเจ้าจึงทำบาปเช่นนี้! การฆ่ากบจะมีประโยชน์อันใด!
                        แล้วพระเจ้าปาริกษิตผู้ มี พระทัยเศร้าโศกเพราะนางผู้เป็นที่รักของพระองค์สิ้นพระชนม์ จึงตรัสตอบหัวหน้ากบที่พูดกับพระองค์ว่า
                        “ข้าจะไม่ให้อภัยกบ แต่ข้าจะฆ่าพวกมันเอง ที่รักของข้าถูกกลืนกินโดยคนชั่วช้าพวกนี้ ดังนั้น กบจึงสมควรที่ข้าจะฆ่าพวกมันเสมอ ท่านผู้รู้ ท่านไม่ควรจะวิงวอนขอแทนพวกมัน”
                       เมื่อได้ยินคำพูดของปริกษิตนี้ ราชากบก็มีความทุกข์ใจและรู้สึกเสียใจมาก จึงกล่าวว่า
 “ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ทรงโปรดทรงพระกรุณาเถิด ข้าพระองค์คือพระราชาแห่งกบ พระนามว่าอายุ ผู้ที่เคยเป็นภรรยาของพระองค์คือธิดาของข้าพระองค์ พระนามว่าสุโสภณนี่แหละคือตัวอย่างความประพฤติอันเลวทรามของพระนาง ก่อนหน้านี้ พระราชาหลายพระองค์ถูกพระนางหลอกลวง”
                       พระราชาจึงตรัสถามเขาว่า “ข้าปรารถนาจะได้นางมา ขอพระองค์โปรดประทานนางให้แก่ข้าด้วยเถิด!”
                       กษัตริย์กบจึงมอบธิดาของตนให้แก่ปาริกสิต แล้วตรัสกับนางว่า 'จงคอยรับใช้พระราชาเถิด'
                       และเมื่อกล่าวถ้อยคำเหล่านี้แก่บุตรสาวแล้ว เขาก็พูดกับเธอด้วยความโกรธว่า 'เพราะท่านได้หลอกลวงกษัตริย์หลายพระองค์เพราะการประพฤติอันไม่ซื่อสัตย์ของท่าน ลูกหลานของท่านจะต้องไม่เคารพพราหมณ์!'
                       แต่เมื่อได้นางมาแล้ว พระองค์ก็ทรงรักนางมากเพราะนางมีคุณธรรมน่าคบหา ทรงรู้สึกว่าตนได้ครอบครองสามโลกจึงทรงกราบบังคมทูลพระราชาแห่งกบด้วยความเคารพ แล้วตรัสด้วยพระสุรเสียงสะอื้นไห้ด้วยความปิติว่า ‘ฉันได้รับความโปรดปรานจริงๆ!’
 และพระราชากบได้อนุญาติจากธิดาของตนแล้วจึงเสด็จกลับไปยังสถานที่ซึ่งพระองค์จากมาครั้นเวลาต่อมา พระราชาได้ทรงมีโอรสธิดา 3 พระองค์ คือศาลาดาลและวาลและต่อมาไม่นาน พระบิดาได้สถาปนาโอรสองค์โตของทั้งสองขึ้นครองราชย์ และทรงตั้งพระทัยที่จะบำเพ็ญตบะ จึงเสด็จไปอยู่ในป่า
                        วันหนึ่งขณะที่สาละออกไปล่าสัตว์ ได้เห็นกวางตัวหนึ่ง จึงขับรถไล่ตามมันไป เจ้าชายจึงกล่าวกับคนขับรถม้าของตนว่า ขับรถเร็วเข้าสิ
                        และคนขับรถศึกได้กล่าวตอบพระราชาดังนี้ว่า “อย่าทำอย่างนั้นเลย กวางตัวนี้เจ้าไม่มีทางจับได้หรอก ถ้า ม้า วามีถูกเทียมไว้กับรถของเจ้าจริง ๆ ล่ะก็ เจ้าก็จับมันได้”
                        จากนั้นพระราชาจึงตรัสกับคนขับรถศึกของพระองค์ว่า 'เล่าเรื่อง ม้า วามี ให้ฉันฟังหน่อย ไม่งั้นฉันจะฆ่าคุณ'
                        เมื่อตรัสดังนี้แล้ว คนขับรถศึกก็เกิดความหวาดผวาอย่างยิ่ง กลัวพระราชาและ คำสาปของ พระวามเทวะจึงไม่ได้บอกพระราชาเรื่องใด ๆ แก่พระราชา แล้วพระราชาก็ทรงชูดาบขึ้นตรัสแก่เขาว่า 'บอกฉันเร็วๆ นี้ ไม่เช่นนั้นฉันจะฆ่าคุณ'
                        ในที่สุดคนขับรถศึกก็กลัวพระราชา จึงพูดว่า “ ม้า วามีนั้นเป็นของวามเทวะ มีความว่องไวเหมือนจิต”
                        และเมื่อคนขับรถศึกของเขาพูดอย่างนั้น พระราชาก็ตรัสว่า “ส่งท่านไปยังสถานพักฟื้นของวามเทวะเถิด”
                        เมื่อมาถึงโรงพยาบาลของวามเทวะแล้ว พระราชาจึงตรัสกับฤๅษีว่า “โอ้พระผู้ศักดิ์สิทธิ์ กวางตัวหนึ่งที่ถูกข้าตีกำลังบินหนีไป พระองค์ทรงโปรดให้ข้าสามารถจับมันได้ โดยประทาน ม้า วามี คู่หนึ่งให้แก่ข้า ”
                        ฤๅษีจึงตอบเขาว่า 'ข้าให้ ม้า วา มีคู่หนึ่งแก่เจ้า แต่หลังจากเจ้าทำสำเร็จแล้วเจ้าวามีคู่หนึ่งก็จะกลับมาเร็วๆ นี้'
                        จากนั้นพระราชาทรงขี่ม้าเหล่านั้นและทรงอนุญาติให้ ฤๅษีไล่ตามกวางไป โดยทรง เทียมม้าวามีคู่หนึ่งไว้ที่รถของพระองค์ และเมื่อพระองค์ออกจากสถานสงเคราะห์แล้ว พระองค์ก็ตรัสกับคนขับรถศึกว่า “แก้วมณีของม้าเหล่านี้ พราหมณ์ไม่สมควรได้รับ ไม่ควรส่งคืนให้พระวามเทวะ”
                        เมื่อกล่าวดังนี้แล้วจึงจับกวางแล้วกลับไปยังเมืองหลวงของตน และนำม้าเหล่านั้นไปวางไว้ในห้องชั้นในของพระราชวัง ("มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า ) “ในระหว่างนั้นฤๅษีก็พิจารณาดูว่า
                        'เจ้าชายยังหนุ่มอยู่เลย ได้สัตว์วิเศษมาสองตัว เขาก็เล่นสนุกด้วยความสุขโดยไม่คืนให้ข้าเลย น่าเสียดายจริงๆ!'
                        และเมื่อพิจารณาถึงถ้อยคำนี้แล้วฤๅษีก็กล่าวแก่ศิษย์คนหนึ่งของท่าน เมื่อสิ้นเดือนหนึ่งว่า “จงไปเถิดอาเตรยะและบอกกษัตริย์ว่า หากพระองค์จัดการกับ ม้า วามี เสร็จ แล้ว ก็ให้คืนให้พระอุปัชฌาย์ของพระองค์”
                        แล้วอัฏรียะศิษย์ก็ไปเข้าเฝ้าพระราชา แล้วทูลพระองค์ตามพระดำรัสที่พระราชาตรัสตอบ ม้าคู่นี้สมควรแก่พระราชา พราหมณ์ไม่สมควรครอบครองอัญมณีล้ำค่าเช่นนี้ พราหมณ์มีธุระอะไรกับม้า? กลับไปเถิด!
                        และอเตรยะซึ่งพระราชาตรัสเรียกเช่นนั้น กลับไปเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้พระอุปัชฌาย์ฟัง เมื่อได้ยินข่าวเศร้านี้ พระวามเทวะก็ทรงกริ้วโกรธ จึงทูลขอม้าจากพระราชาด้วยตนเอง แต่พระราชาไม่ยอมให้ฤๅษีตามที่ฤๅษีขอ และพระวามเทวะตรัสว่า
                        “ข้าแต่พระเจ้าแห่งแผ่นดิน ขอทรงประทาน ม้า วามีแก่ข้า พระองค์ทรงทำภารกิจอันยากยิ่งที่พระองค์แทบจะทำไม่สำเร็จได้สำเร็จด้วยม้าเหล่านี้ โดยการฝ่าฝืนธรรมเนียมของพราหมณ์และกษัตริย์ขอพระองค์อย่าทรงยอมตายด้วยบ่วงอันน่าสะพรึงกลัวของวรุณเลย ”
                        เมื่อพระราชาทรงได้ยินดังนั้น จึงตรัสตอบว่า “โอ วามเทวะ วัวกระทิงสองตัวที่ผ่านการฝึกมาอย่างดีและเชื่องเหล่านี้ เหมาะแก่การเป็นพราหมณ์”โอ้ฤๅษี ผู้ยิ่งใหญ่ จงพาพวกเขาไปเถิด และจงไปกับพวกเขาตามแต่ที่เจ้าปรารถนา แท้จริงพระเวท เองก็ ทรงนำพาบุคคลเช่นเจ้ามาด้วย
                        แล้วพระวามเทวะก็ตรัสว่า
                        “ข้าแต่พระราชาพระเวททรงนำพาบุคคลเช่นเราไว้ได้จริง แต่สิ่งนั้นอยู่ในโลกหน้า ในโลกนี้ ข้าแต่พระราชา สัตว์เช่นนี้ก็พาข้าพระองค์ไป และบุคคลเช่นข้าพระองค์ก็พาข้าพระองค์ไปด้วย เช่นเดียวกับผู้อื่นทั้งปวง”
                        เมื่อได้ยินดังนั้น พระราชาจึงตรัสตอบว่า “จงให้ม้าสี่ตัวแบกหามท่าน หรือลาสี่ตัวที่ดีเลิศ หรือแม้แต่ม้าสี่ตัวที่เร็วราวกับสายลม จงไปกับม้าเหล่านี้เถิด ม้า วามี คู่นี้ สมควรเป็นของกษัตริย์ จงรู้เถิดว่าม้าเหล่านี้ไม่ใช่ของท่าน”
                        เมื่อได้ยินเช่นนี้ วามเทวะก็กล่าวว่า
 “ข้าแต่พระราชา พราหมณ์ทั้งหลายได้ทรงตั้งปณิธานอันน่าสะพรึงกลัวไว้แล้ว หากข้าได้ประพฤติตามปณิธานเหล่านี้แล้ว ขอให้ยักษ์สี่ตน ผู้ดุร้ายและทรงพลัง มีกายหยาบและกายเหล็ก ซึ่งข้าบัญชาการไว้ จงไล่ตามพระองค์ด้วยความปรารถนาที่จะสังหาร แล้วแบกพระองค์ด้วยหอกอันคมกริบของพวกเขา โดยตัดร่างกายของพระองค์ออกเป็นสี่ส่วน”
                        เมื่อพระราชาได้ยินดังนั้น จึงตรัสว่า “ขอให้ผู้ที่รู้จักท่านในฐานะพราหมณ์ ที่ปรารถนา จะเอาชีวิตด้วยความคิด คำพูด และการกระทำ ตามคำสั่งของข้าพเจ้า พร้อมกับหอกและดาบอันคมกริบ จงกราบท่านพร้อมกับเหล่าสาวกของท่านต่อหน้าข้าพเจ้า”
                        แล้วพระวามเทวะก็ตอบว่า “โอ้พระราชา เมื่อได้ ม้า วา มีเหล่านี้มาแล้ว พระองค์ก็ตรัสว่า ' ฉันจะคืนพวกมัน . ' ดังนั้น จงคืน ม้า วามี ของข้ามาเถิด เพื่อเจ้าจะได้ปกป้องชีวิตของเจ้าได้”
                        เมื่อพระราชาได้ยินดังนั้น จึงตรัสว่า “การไล่ล่ากวางนั้นมิได้ถูกกำหนดไว้สำหรับพราหมณ์ แต่ข้าขอลงโทษเจ้าเพราะความอสัตย์ของเจ้า นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะบรรลุถึงแดนสุขสันต์ โดยปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าทุกประการ โอ้ พราหมณ์”
                        วามเทวะจึงตรัสว่า พราหมณ์ไม่อาจถูกลงโทษด้วยความคิด คำพูด หรือการกระทำ บุคคลผู้มีความรู้ซึ่งสำเร็จด้วยการบำเพ็ญตบะอย่างสมถะ จนรู้จักพราหมณ์เช่นนั้นได้ ย่อมไม่บรรลุถึงความรุ่งโรจน์ในโลกนี้
                        “มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า
                        'เมื่อพระวามเทวะตรัสดังนี้แล้ว ยักษ์สี่ตนผู้มีสีหน้าหวาดกลัวก็ลุกขึ้น โอ้พระราชา และเมื่อพวกมันถือหอกในมือเข้ามาหาพระราชาเพื่อจะสังหารพระองค์ ราชาก็ร้องเสียงดังว่า
                        “โอ้ พราหมณ์ หากลูกหลานของเผ่าอิกษวากุทั้งหมด หาก (พี่ชายของฉัน) ดาล หากว่าแพศย์ เหล่านี้ทั้งหมด ยอมรับอำนาจของฉัน หากเช่นนั้น ฉันจะไม่ยอมสละ ม้า วามีให้กับวามเทวะ เพราะคนเหล่านี้ไม่มีวันเป็นผู้มีคุณธรรมได้”
                        ขณะที่พระองค์กำลังตรัสคำเหล่านั้นอยู่ ยักษ์ เหล่านั้น ก็ฆ่าพระองค์ และในไม่ช้าพระเจ้าแห่งโลกก็ทรงหมอบราบลงกับพื้น
                        และเมื่อพวกอิกษวากุสทราบว่ากษัตริย์ของตนถูกสังหารแล้ว จึงสถาปนาดาลขึ้นครองบัลลังก์ จากนั้นพราหมณ์วามเทวะก็เสด็จไปยังอาณาจักร (ของพวกอิกษวากุส) แล้วจึงทูลถามกษัตริย์องค์ใหม่ว่า
                        “ข้าแต่พระราชา คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทุกเล่มได้บัญญัติไว้แล้วว่า บุคคลควรมอบให้แก่พราหมณ์ หากพระองค์ทรงเกรงกลัวบาป ข้าแต่พระราชา โปรดประทาน ม้า วามี แก่ข้า โดยเร็วพลัน”
                        ครั้นเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ของพระวามเทวะ กษัตริย์ทรงพิโรธจึงตรัสแก่คนขับรถศึกของพระองค์ว่า
                        “จงนำลูกศรอันสวยงามน่าดูและผสมพิษมาให้แก่ข้าพเจ้าจากผู้ที่ข้าพเจ้าเก็บรักษาไว้ เพื่อว่าเมื่อถูกลูกศรนั้นแทง วามเทวะจะได้นอนราบลงด้วยความเจ็บปวด ถูกสุนัขกัด”
                        เมื่อได้ยินดังนั้น วามเทวะจึงตอบว่า “ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์มีพระโอรสอายุสิบพรรษา พระนามว่าเสนาชีตะ ทรงบังเกิดในพระราชินี ข้า พระองค์ขอสั่งด้วยคำนี้ว่า จงสังหารบุตรน้อยที่รักของพระองค์โดยเร็วด้วยลูกศรอันน่าสะพรึงกลัวของพระองค์!”
                        “มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า
                        'ด้วยคำกล่าวของพระวามเทวะนี้ โอ้พระราชาว่าลูกศรแห่งพลังอันดุร้ายที่กษัตริย์ยิงออกไปสังหารเจ้าชายในห้องชั้นใน และเมื่อได้ยินเช่นนี้ ดาลาก็พูดขึ้นทันทีว่า
                        “พวกเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์อิกษวากุทั้งหลาย ข้าจะทำดีแก่พวกเจ้า วันนี้ข้าจะสังหารพราหมณ์ผู้นี้ด้วยกำลัง บดขยี้มันให้สิ้นซาก จงนำลูกศรแห่งพลังอันดุร้ายมาอีกดอกหนึ่ง เหล่าเทพแห่งผืนดิน จงดูฝีมือของข้าเดี๋ยวนี้”
                        และเมื่อได้ยินคำพูดของดาลา วามเทวะก็กล่าวว่า 'ลูกศรอันน่าสะพรึงกลัวและมีฤทธิ์พิษที่เจ้าเล็งมาใส่ข้านั้น เจ้าผู้ปกครองมนุษย์ทั้งหลาย เจ้าจะเล็งไม่ได้หรือยิงไม่ได้เลย'
                        แล้วกษัตริย์ก็ตรัสว่า
                        “ท่านผู้เป็นเผ่าพันธุ์อิกษวากุทั้งหลาย จงดูเถิด ข้าพเจ้าไม่อาจยิงธนูที่ข้าพเจ้ายิงขึ้นไปได้ ข้าพเจ้าไม่อาจล่วงรู้ถึงความตายของพราหมณ์ผู้นี้ ขอให้พระวามเทวะผู้ทรงพระชนม์ชีพยืนยาวจงทรงพระเจริญ”
                        แล้วพระวามเทวะก็ตรัสว่า “ถ้าท่านแตะราชินีของท่านด้วยลูกศรนี้ ท่านก็จะชำระล้างบาป (จากการพยายามฆ่าชีวิตของพราหมณ์) ได้”
                        และพระเจ้าตาลก็ทรงทำตามที่ได้รับสั่ง และพระราชินีก็ทรงกล่าวกับมุนีว่า
 “โอ วามเทวะ ขอให้ข้าพเจ้าสามารถสั่งสอนสามีผู้ทุกข์ยากของข้าพเจ้าได้อย่างเหมาะสมทุกวัน โดยบอกถ้อยคำอันเป็นมงคลแก่เขา และขอให้ข้าพเจ้ารับใช้และรับใช้พราหมณ์อยู่เสมอ และด้วยสิ่งนี้ พราหมณ์จึงจะได้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในภายภาคหน้า”
 เมื่อได้ยินถ้อยคำของพระราชินี วามเทวะก็กล่าวว่า “โอ้ ผู้มีดวงตางดงามยิ่งนัก ท่านได้ช่วยราชวงศ์นี้ไว้ ขอพรอันหาที่เปรียบมิได้เถิด ข้าจะประทานพรให้ท่านตามที่ท่านขอ และข้าแต่องค์ผู้บริสุทธิ์ยิ่งนัก ขอทรงปกครองท่าน โอ้ เจ้าหญิง ญาติพี่น้องของท่านและอาณาจักรอิกษวากุสอันยิ่งใหญ่นี้เถิด!”
 และเมื่อได้ยินถ้อยคำของพระวามเทวะ เจ้าหญิงก็ตรัสว่า “โอ้ พระผู้ศักดิ์สิทธิ์ นี่แหละคือพรที่ข้าพระองค์แสวงหา คือขอให้สามีของข้าพระองค์พ้นจากบาปของตน และขอให้พระองค์ทรงระลึกถึงความผาสุกของบุตรและญาติพี่น้องของเขา นี่แหละคือพรที่ข้าพระองค์ขอ โอ้ ท่านผู้เป็นพราหมณ์ผู้ประเสริฐที่สุด!”
 “มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ของพระราชินีมุนีผู้เป็นเลิศแห่ง เผ่า กุรุจึงกล่าวว่า 'จงเป็นเช่นนั้นเถิด' แล้วพระเจ้าดาลก็ทรงยินดียิ่งนัก ทรงมอบ ม้า วามี ให้แก่ มุนีพร้อมกับทรงคำนับด้วยความเคารพ!
                        เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
                        [1] : ไม้เลื้อยอินเดียในอันดับGoertnera racemosaมีดอกสีขาวขนาดใหญ่ มีกลิ่นหอมมาก
                        ไวสัมปะยานะกล่าวว่าพวกฤษีพวกพราหมณ์และยุธิษฐิระก็ถามมาร์คันเทยะว่า ' ฤๅษี วากะมีอายุยืนยาวได้ อย่างไร ?'
                        “เมื่อพระองค์ทรงถามอย่างนี้ มาร์กันเดยะจึงทรงตอบว่า 'พระฤๅษีวากะเป็นผู้มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ท่านไม่จำเป็นต้องถามถึงเหตุผลของเรื่องนี้'
                        เมื่อได้ยินดังนั้น โอภารตะ โอรสของ นางกุน ตีกษัตริย์ยุธิษฐิระผู้ชอบธรรม พร้อมด้วยพี่น้องของพระองค์ จึงตรัสถามมาร์กันเดยะว่า
 พวกเราได้ยินมาว่าทั้งวากะและดาลวยะล้วนมีจิตวิญญาณ อันยิ่งใหญ่ และเปี่ยมด้วยความเป็นอมตะ และฤๅษี เหล่านั้น ซึ่งได้รับความเคารพนับถือจากสากล ล้วนเป็นมิตรของเหล่าเทพผู้ยิ่งใหญ่ โอ้ พระผู้ศักดิ์สิทธิ์ ข้าพเจ้าปรารถนาจะฟัง (ประวัติศาสตร์) การพบกันของวากะและพระอินทร์ซึ่งเต็มไปด้วยทั้งความสุขและความโศกเศร้า โปรดเล่าเรื่องราวนั้นให้พวกเราฟังอย่างกระชับเถิด
                        “มาร์กันเดยะกล่าวว่า
 'เมื่อเกิดความขัดแย้งอันเลวร้ายระหว่างเทพเจ้าและเหล่าอสูรสิ้นชีพ พระอินทร์ได้ครองโลกทั้งสาม หมู่เมฆฝนโปรยปรายลงมาอย่างอุดมสมบูรณ์ ชาวโลกทั้งหลายมีพืชผลอุดมสมบูรณ์ และมีอุปนิสัยดีเลิศ อุทิศตนในคุณธรรม ปฏิบัติธรรม และอยู่เย็นเป็นสุข บุคคลทั้งปวงที่อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ของตน ล้วนมีความสุขและเบิกบานใจ ส่วนผู้สังหารวาลเมื่อเห็นสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้มีความสุขและเบิกบานใจ ก็เปี่ยมล้นด้วยความปิติยินดี
 พระองค์ผู้ทรงเป็นประมุขแห่งเทพยดาผู้ประทับบนหลังช้างไอราวตะ ทรงสำรวจราษฎรผู้มีความสุข ทอดพระเนตรเห็นสถานสงเคราะห์อันน่ารื่นรมย์ของฤๅษีริมฝั่งแม่น้ำอันเป็นมงคล เมืองที่มั่งคั่ง หมู่บ้าน และเขตชนบทอันอุดมสมบูรณ์ พระองค์ยังทอดพระเนตรเห็นพระราชาผู้อุทิศตนเพื่อการปฏิบัติธรรม และทรงเชี่ยวชาญในการปกครองราษฎร
 และพระองค์ทอดพระเนตรเห็นบ่อน้ำอ่างเก็บน้ำ บ่อน้ำ ทะเลสาบ และทะเลสาบเล็กๆ ทั้งหลายซึ่งเต็มไปด้วยน้ำ และเป็นที่เคารพบูชาของพราหมณ์ผู้ยิ่งใหญ่ในการปฏิบัติบูชาอันวิเศษต่างๆ แล้วเสด็จลงมายังแผ่นดินอันน่ารื่นรมย์ โอ้ พระราชา เทพเจ้าแห่งการบูชาร้อยประการ เสด็จไปยังสถานพักพิงอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์และนก ตั้งอยู่ริมทะเล ในเขตทิศตะวันออกอันน่ารื่นรมย์และเป็นสิริมงคล บนพื้นที่ที่รกไปด้วยพืชพรรณมากมาย
                        และหัวหน้าเหล่าทวยเทพได้เห็นวากะในสถานบำบัดแห่งนั้น และวากะเองก็ได้เห็นผู้ปกครองแห่งเหล่าเซียนเช่นกัน และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงบูชาพระอินทร์โดยนำน้ำไปล้างเท้า พรมมาปูนั่ง เครื่องบูชาตามปกติของอาร์ฆยะและผลไม้กับรากไม้ มาถวายพระองค์
                        และเมื่อพระวาลผู้ฆ่าผู้ประทานพรแก่พระวาลผู้เป็นเทพผู้ปกครองผู้ไม่รู้แก่ ประทับนั่งอย่างสบายแล้ว พระองค์ก็ทรงซักถามพระวากด้วยคำถามต่อไปนี้
                        “โอ้มุนี ผู้ไร้บาป ท่านมีชีวิตอยู่ถึงร้อยปีแล้ว! จงบอกข้าเถิดพราหมณ์ว่าความทุกข์ของผู้ที่ไม่มีวันตายนั้นคืออะไร!”
                        มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า
                        เมื่อวากะได้ยินดังนี้ก็ตอบว่า
 การอยู่ร่วมกับบุคคลที่ไม่น่าพึงใจ การพลัดพรากจากบุคคลที่น่าพึงใจและเป็นที่รัก การอยู่ร่วมกับคนชั่ว เหล่านี้แหละคือความชั่วที่ผู้เป็นอมตะต้องแบกรับ ความตายของบุตรและภรรยา ความตายของญาติมิตร และความทุกข์ทรมานจากการพึ่งพาผู้อื่น ล้วนเป็นความชั่วที่ร้ายแรงที่สุด (สิ่งเหล่านี้พึงสังเกตได้ในชีวิตที่ไม่มีวันตาย) ข้าพเจ้าเห็นว่า ไม่มีภาพใดในโลกนี้ที่น่าเวทนายิ่งไปกว่าภาพคนยากจนถูกผู้อื่นดูหมิ่นเหยียดหยาม
 การได้มาซึ่งศักดิ์ศรีของครอบครัวโดยผู้ไม่มี การสูญเสียศักดิ์ศรีของครอบครัวโดยผู้มี การรวมกลุ่มและการแตกแยก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ที่ดำรงชีวิตอมตะ ผู้ที่ไร้ศักดิ์ศรีของครอบครัวแต่มีความเจริญรุ่งเรือง กลับได้สิ่งที่ตนไม่มี ทั้งหมดนี้ โอ เทพเจ้าแห่งการบูชาร้อยประการ ปรากฏอยู่เบื้องหน้าพระเนตรของพระองค์แล้ว! สิ่งใดเล่าจะน่าเวทนายิ่งไปกว่าความหายนะและความพ่ายแพ้ที่เหล่าทวยเทพอสูรคนธรรพ์มนุษย์ งู และอสูรต้องเผชิญ ! ผู้ที่มีตระกูลดีย่อมต้องประสบกับความทุกข์ยากอันเนื่องมาจากการตกอยู่ใต้อำนาจของผู้มีชาติกำเนิดต่ำช้า และคนยากจนก็ถูกดูหมิ่นจากคนรวย
 อะไรจะน่าเวทนายิ่งไปกว่าสิ่งเหล่านี้เล่า? มีตัวอย่างมากมายนับไม่ถ้วนของกฎเกณฑ์ที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ปรากฏให้เห็นในโลก คนโง่เขลาและคนเขลาก็เบิกบานและมีความสุข ส่วนคนฉลาดและคนมีปัญญากลับต้องทนทุกข์! ในโลกนี้มนุษย์มีตัวอย่างความทุกข์และความทุกข์มากมาย! (ผู้ที่ดำเนินชีวิตเป็นอมตะย่อมถูกกำหนดไว้)ที่ต้องเห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดและต้องทนทุกข์เพราะเหตุนี้)
                        พระอินทร์จึงตรัสว่า “โอ้ ท่านผู้โชคดียิ่งนัก โปรดบอกฉันอีกครั้งว่า ความสุขของผู้ที่ใช้ชีวิตอมตะคืออะไร ความสุขที่เหล่าเทพและฤๅษี บูชา !”
                        “วากะตอบว่า
 “หากบุคคลใดปรุงผักน้อยๆ ในบ้านของตนเองในเวลาแปดโมงหรือสิบสองโมงโดยไม่ต้องคบหากับเพื่อนชั่ว ก็คงไม่มีอะไรจะสุขไปกว่านั้นอีกแล้ว[1]ผู้ใดที่ไม่นับวันไว้ย่อมไม่เรียกว่าโลภ และโอ้มฆวันความสุขย่อมเป็นของเขาเอง แม้ผักน้อยๆ ที่ถูกปรุงสุกแล้วก็ตาม ผู้ที่ได้กินแม้แต่ผลไม้และผักในบ้านของตนเองย่อมมีสิทธิได้รับความเคารพ ผู้ที่ได้กินผลไม้และผักในบ้านของตนเองนั้น ล้วนแต่ได้มาจากความพยายามของตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
 ผู้ใดกินอาหารที่ผู้อื่นให้ด้วยความดูถูก แม้อาหารนั้นจะอุดมสมบูรณ์และหวาน ก็ย่อมทำสิ่งที่น่ารังเกียจ นี่แหละคือความเห็นของนักปราชญ์ผู้ซึ่งกินอาหารของคนชั่วช้าผู้นั้น เปรียบเสมือนสุนัขหรือยักษ์ที่กินอาหารในบ้านผู้อื่น หากพราหมณ์ผู้ดีกินส่วนที่เหลือหลังจากเลี้ยงแขกและคนรับใช้ และถวายอาหารแก่คนรับใช้แล้ว ย่อมไม่มีสิ่งใดจะสุขไปกว่าการทำเช่นนั้น โอ้ ท่านผู้เจริญในบรรดาเครื่องบูชาร้อยอย่าง ไม่มีสิ่งใดหวานหรือศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าอาหารที่บุคคลผู้นั้นกินหลังจากถวายส่วนแรกแก่แขกแล้ว
 ข้าวสารแต่ละคำที่พราหมณ์รับประทานหลังจากรับใช้แขก ย่อมก่อให้เกิดผลบุญเท่ากับการถวายโคหนึ่งพันตัว และบาปใด ๆ ที่บุคคลผู้นั้นได้กระทำในวัยเยาว์ ย่อมถูกชำระล้างออกไปอย่างหมดจด น้ำในมือของพราหมณ์ที่ได้รับอาหารเลี้ยงและถวายเกียรติด้วยเงิน (หลังจากถวายอาหารเสร็จแล้ว) เมื่อสัมผัสด้วยน้ำ (ที่ผู้เลี้ยงโรยไว้) ก็จะชำระล้างบาปทั้งหมดของพราหมณ์ผู้นั้นได้ทันที!
                        “เมื่อตรัสถึงเรื่องเหล่านี้และเรื่องอื่นๆ กับวากะแล้ว หัวหน้าเทพเจ้าก็เสด็จขึ้นสวรรค์ไป” [2]
                        เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
                        [1] : เพราะฉะนั้น ผู้ดำเนินชีวิตอมตะจึงสามารถมีความสุขอันเป็นสุขนี้ได้ทุกวันตลอดไป
                        [2] : เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่วากะกล่าวมาทั้งหมดจะเป็นคำตอบสำหรับคำถามของพระอินทร์ได้อย่างไร
                        หัวหน้าเหล่าเทพจึงถามว่า: ความสุขของผู้ที่ดำรงชีวิตอมตะคืออะไร? วากะหลีกหนีไปสู่เรื่องวกวนอันสับสนเกี่ยวกับคุณงามความดีของความเป็นอิสระและคุณงามความดีทางศาสนาของการต้อนรับแขกและคนรับใช้ ฉบับพิมพ์ทั้งหมดมีข้อความดังที่แสดงไว้ที่นี่
  CLXLII - การพบกันของวากะและพระอินทร์: นิทานแห่งความสุขและความเศร้า               ตอนต่อไป; CLXLIII - ความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์กษัตริย์: กษัตริย์สุโหตราและกษัตริย์สีวี

ก่อนหน้า                        > 🧌 <                          อ่านต่อ 

   สรุปโดยย่อของบท: เรื่องราวที่เล่าโดยRishi Markandeyaหมุนรอบกษัตริย์ชื่อSuhotraจาก เผ่า Kuruที่ได้พบกับ King SiviโอรสของUsinaraขณะเดินทางกลับจากการเยี่ยมเยียนRishis ผู้ยิ่งใหญ่ กษัตริย์ทั้งสองเห็นกันและกันว่ามีคุณสมบัติเท่าเทียมกันและไม่ยอมหลีกทางให้กันNarada เข้าหาและ ตั้งคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมของทั้งคู่ Narada ท่องโศลกสามบทโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความอ่อนน้อมถ่อมตน ความซื่อสัตย์ และความชอบธรรมในการกำหนดความเหนือกว่า ในท้ายที่สุด เปิดเผยว่าพระราชโอรสของ Usinara คือ Sivi เป็นผู้มีความดียิ่งกว่า และ Suhotra ยอมรับสิ่งนี้ จึงยอมหลีกทางและยกย่องความสำเร็จของ Sivi ก่อนที่จะเดินต่อไปบนเส้นทางของพระองค์ เรื่องราวเน้นย้ำถึงความสำคัญของคุณธรรม เช่น ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความซื่อสัตย์ และการให้อภัยในการกำหนดความยิ่งใหญ่ และคุณลักษณะเหล่านี้ควรชี้นำการกระทำของกษัตริย์ อย่างไร

17 พฤศจิกายน 2568

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน สีวลีเถราปทานที่ ๓ ว่าด้วยบุพจริยาของพระสีวลีเถระ

  
 [๑๓๓] ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้มีจักษุ ในธรรมทั้งปวง เป็นผู้นำ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ศีลของพระองค์ ใครๆ ก็คำนวณไม่ได้ สมาธิของพระองค์เปรียบด้วยแก้ววิเชียร ฌานอันประเสริฐของพระองค์ใครๆ ก็นับไม่ได้ และวิมุติของ พระองค์หาอะไรเปรียบมิได้ พระนายกเจ้าทรงแสดงธรรมในสมาคม มนุษย์ เทวดา นาคและพรหม
 ซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยสมณะและ พราหมณ์ พระพุทธองค์ผู้แกล้วกล้าในบริษัท ทรงตั้งสาวกของ พระองค์ผู้มีลาภมาก มีบุญ ทรงซึ่งฤทธิ์อันรุ่งเรืองไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะ ครั้งนั้น เราเป็นกษัตริย์ในพระนครหงสวดี ได้ยินพระ- พิชิตมารตรัสถึงคุณเป็นอันมากของพระสาวก ดังนั้น จึงได้นิมนต์ พระชินสีห์พร้อมทั้งพระสาวก ให้เสวยและฉันถึง ๗ วัน ครั้น ถวายมหาทานแล้วก็ได้ปรารถนาฐานันดรนั้น พระธีรเจ้าผู้ประเสริฐ กว่าบุรุษ ทอดพระเนตรเห็นเราหมอบอยู่แทบพระบาทในคราวนั้น จึงได้ตรัสพระดำรัสด้วยพระสุรเสียงอันดัง
 ลำดับนั้น มหาชน ทวยเทพ คนธรรพ์ พรหมผู้มีฤทธิ์มากและสมณพราหมณ์ ผู้ใคร่ จะฟังพระพุทธพจน์ต่างประณตน้อมถวายนมัสการทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เป็นบุรุษผู้เป็นอาชาไนย ข้าพระองค์ทั้งหลายขอนอบน้อม แด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอ นอบน้อมแด่พระองค์ พระมหากษัตริย์ได้ถวายทานกว่า ๗ วัน ข้าพระองค์ทั้งหลายประสงค์จะฟังผลของมหาทานนั้น ข้าแต่พระ มหามุนี ขอได้ทรงโปรดพยากรณ์เถิด ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคได้ ตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงคอยสดับภาษิตของเรา ทักษิณาที่ตั้งไว้ ในพระพุทธเจ้าผู้มีคุณหาประมาณมิได้พร้อมทั้งพระสงฆ์ ใครเล่าจะ เป็นผู้ถือเอามากล่าว เพราะทักษิณานั้นมีผลหาประมาณมิได้ อีก ประการหนึ่ง กษัตริย์ผู้มีโภคะมากนี้ ทรงปรารถนาฐานันดรอันอุดม ว่า ถึงเราก็พึงเป็นผู้ได้ลาภมาก เหมือนภิกษุชื่อสุทัสสนะฉะนั้น เถิด มหาบพิตรจักได้ฐานันดรนี้ในอนาคต
 ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์ของพระโอกกากราช จักทรงอุบัติขึ้นในโลก กษัตริย์องค์นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของ พระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็น สาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าสีวลี เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระโลกนายกพระนามว่าวิปัสสี ผู้มีพระเนตรงดงาม ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวง ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น เราเป็นคนโปรดปรานของสกุลหนึ่งในพระนครพันธุมวดี และเป็นคนที่หมั่นขยันขวนขวายในกิจการงาน
 ครั้งนั้น พระราชา พระองค์หนึ่งตรัสสั่งให้นายช่างสร้างพระอาราม ซึ่งปรากฏว่าใหญ่ โต ถวายสมเด็จพระวิปัสสีผู้แสวงหาประโยชน์ใหญ่ เมื่อการสร้าง พระอารามสำเร็จแล้ว ชนทั้งหลายได้ถวายมหาทานซึ่งเข้าใจว่าของ เคี้ยว ชนทั้งหลายค้นคว้าหานมส้มและน้ำผึ้งไม่ได้ เวลานั้น เราถือ นมส้มใหม่และน้ำผึ้งไปเรือนของนายงาน ชนทั้งหลายที่แสวงหานม ส้มใหม่และน้ำผึ้งพบเราเข้า ทั้งสองสิ่งเขาได้ให้ราคาตั้งพันกหาปณะ ก็ยังไม่ได้ไป ครั้งนั้น เราคิดว่าของสองสิ่งนี้เราไม่มีกะใจที่จะขาย มัน ชนเหล่านี้ทั้งหมดสักการะพระตถาคต ฉันใด แม้เราก็จะทำ สักการะในพระผู้นำโลกกับพระสงฆ์ ฉันนั้นเหมือนกัน
 ครั้งนั้น เราได้นำเอาไปแล้ว ขยำนมส้มกับน้ำผึ้งเข้าด้วยกันแล้วถวายแด่ พระโลกนาถพร้อมทั้งพระสงฆ์ เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และเพราะ การตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ต่อมา เราได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินผู้มียศใหญ่ในพระนครพาราณสี ในครั้งนั้น เราเคืองศัตรูจึงสั่งให้ทหารทำการล้อมประตูเมืองของ ศัตรูไว้ ประตูที่ถูกล้อมของพระราชาผู้มีเดชรักษาไว้ได้เพียงวันเดียว เพราะผลของกรรมนั้น เราจึงต้องตกนรกอันร้ายกาจที่สุด และใน ภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราเกิดในโกลิยบุรี พระชนนีของเราพระนาม ว่าสุปปวาสา พระชนกของเราพระนามว่ามหาลิลิจฉวี เราเกิดในราช วงศ์ก็เพราะบุญกรรม เพราะการล้อมประตูเมืองให้ผล เราจึงต้อง ประสบทุกข์อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาถึง ๗ ปี เราต้องหลง ทวารอยู่อีก ๗ วัน เพียบพร้อมไปด้วยมหันตทุกข์ พระมารดาของ เราต้องประสบทุกข์ด้วยเช่นนี้ ก็เพราะฉันทะในการล้อมประตูเมือง เราอันพระพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์ จึงออกจากพระครรภ์พระมารดา โดยสวัสดี เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ในวันที่เราคลอดออกมา นั่นเอง
 ท่านพระสารีบุตรเถระเป็นอุปัชฌาย์ของเรา พระโมคคัลลานเถระผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ มีปรีชามาก เมื่อปลงผมให้ ได้อนุศาสน์ พร่ำสอนเรา เราได้บรรลุอรหัตเมื่อกำลังปลงผมอยู่ ทวยเทพ นาค และมนุษย์ต่างก็น้อมนำปัจจัยเข้ามาถวายเรา เพราะเศษของกรรม ที่เราเป็นผู้เบิกบาน บูชาพระผู้นำชั้นพิเศษ พระนามว่าปทุมุตระและ พระนามว่าวิปัสสี ด้วยปัจจัยทั้งหลายโดยพิเศษ เราจึงได้ลาภอันอุดม ไพบูลย์ทุกแห่งหน คือ ในป่า ในบ้าน ในน้ำ บนบก ในคราวที่พระผู้ มีภาคผู้นำโลกชั้นเลิศพร้อมด้วยภิกษุสามหมื่นรูป เสด็จไปเยี่ยมท่าน พระเรวตะ พระพุทธเจ้าผู้มีพระปรีชาใหญ่ มีความเพียรมาก เป็น นายกของโลก พร้อมด้วยพระสงฆ์ เป็นผู้อันเราบำรุงด้วยปัจจัยที่ เทวดานำเข้ามาถวายเรา ได้เสด็จไปเยี่ยมท่านเรวตะแล้ว ภายหลัง เสด็จกลับมายังพระเชตวันมหาวิหารแล้ว จึงทรงแต่งตั้งเราไว้ใน ตำแหน่งเอตทัคคะ พระศาสดาผู้ทรงประพฤติประโยชน์แก่สัตว์ ทั้งปวง ได้ตรัสสรรเสริญเราในท่ามกลางบริษัทว่า 
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในบรรดาสาวกของเรา ภิกษุสีวลีเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่มีลาภ มาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ แล้ว ดังนี้. 
                        ทราบว่า ท่านพระสีวลีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบ สีวลีเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค
๓. สีวลีเถราปทาน
         ๕๔๓. อรรถกถาสีวลิเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสีวลีเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
         แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล ได้ไปยังพระวิหารโดยนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในหลัง ยืนอยู่ท้ายบริษัท ขณะกำลังฟังธรรม ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีลาภ แล้วคิดว่า ในอนาคตกาลแม้เราก็ควรเป็นเช่นภิกษุรูปนี้บ้าง จึงได้นิมนต์พระทศพล ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วันแล้วได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยกรรมดีที่สั่งสมไว้นี้ ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาสมบัติอื่นเลย หากแต่ในอนาคตกาล ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง แม้ข้าพระองค์พึงก็เป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีลาภเหมือนเช่นภิกษุที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่เลิศนั้นเถิด. 
         พระศาสดาทรงเห็นว่าเขาไม่มีอันตราย จึงพยากรณ์ว่า ความปรารถนาของเธอนี้จักสำเร็จในสำนักของพระโคดมพุทธเจ้าในอนาคตกาล แล้วเสด็จหลีกไป. 
         กุลบุตรนั้นได้กระทำกุศลไว้จนตลอดชีวิตแล้ว ได้เสวยสมบัติทั้ง ๒ ในเทวโลกและมนุษยโลก. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เขาได้เกิดในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลจากพันธุมดีนคร. ในสมัยนั้น ชนชาวพันธุมดีนครได้สนทนากันกับพระราชาแล้ว ได้ถวายทานแด่พระทศพลเจ้า.
         วันหนึ่ง คนทั้งหมดได้รวมเป็นพวกเดียวกัน เมื่อจะถวายทานก็ตรวจดูว่า ความเลิศแห่งทานของพวกเรามีหรือไม่หนอ ไม่ได้เห็นน้ำผึ้งและนมส้ม. คนเหล่านั้นจึงคิดว่าพวกเราจักนำมาจากที่ไหนหนอ จึงมอบหน้าที่ให้พวกบุรุษยืนอยู่ที่หนทางจากชนบทเข้าพระนคร. 
         ครั้งนั้น กุลบุตรคนนั้นถือเอาหม้อนมส้มมาจากบ้านของตน เดินทางไปยังเมือง ด้วยคิดว่า เราจักแลกนำอะไรบางอย่างมา ดังนี้ มองไปเห็นสถานที่อันมีความผาสุกคิดว่า เราจักล้างหน้า ชำระล้างมือและเท้าให้สะอาดก่อนแล้วจึงจักเข้าไป ดังนี้แล้วได้มองเห็นรังผึ้งอันไม่มีตัวผึ้งประมาณเท่าหัวไถ คิดว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เราด้วยบุญ จึงถือเอาแล้ว เข้าไปยังพระนคร. 
         บุรุษที่ชาวพระนครมอบหมายหน้าที่ให้ เห็นเขาแล้วจึงถามว่า แน่ะเพื่อน ท่านนำน้ำผึ้งเป็นต้นนี้มาเพื่อใคร. 
         เขาตอบว่า นาย เรามิได้นำมาเพื่อใคร สิ่งนี้เราขาย. 
         บุรุษนั้นจึงพูดว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงถือเอากหาปณะนี้แล้ว จงให้น้ำผึ้งและนมส้มนั้นเถิด 
         เขาคิดว่า น้ำผึ้งเป็นต้นนี้มิได้มีค่ามากสำหรับเราเลย แต่บุรุษนี้ย่อมให้ราคามากกว่าโดยการให้ราคาครั้งเดียว เราจักพิจารณาดู. ต่อแต่นั้น เขาจึงกล่าวกะชาวเมืองนั้นว่า เราจะไม่ยอมให้ด้วยราคาเพียงกหาปณะเดียว. 
         บุรุษชาวเมืองจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านรับกหาปณะ ๒ อันไปแล้วจงให้น้ำผึ้งเป็นต้นเถิด. เขากล่าวว่า ถึงจะให้กหาปณะ ๒ อัน เราก็ไม่ยอมให้. บุรุษชาวเมืองเพิ่มกหาปณะขึ้นด้วยอุบายนั้นจนถึงพันกหาปณะ. 
         เขาคิดว่า เราไม่ควรเพิ่มราคาขึ้น หยุดไว้ก่อน เราจักถามถึงการงานที่ผู้นี้จะพึงทำ. 
         ลำดับนั้น เขาจึงกล่าวกะบุรุษชาวเมืองนั้นว่า น้ำผึ้งเป็นต้นนี้มิได้มีค่ามีราคามากเลย แต่ท่านให้ราคาเสียมากมาย ท่านจะรับน้ำผึ้งเป็นต้นนี้ไป เพราะจะทำอะไร. 
         บุรุษชาวเมืองชี้แจงว่า ท่านผู้เจริญ ชาวพระนครในที่นี้ได้ขัดแย้งกับพระราชากำลังถวายทานแด่พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า มองไม่เห็นน้ำผึ้งเป็นต้นทั้งสองนี้ ในทานอันเลิศ จึงใช้ให้เรามาแสวงหา ถ้าว่าจักไม่ได้น้ำผึ้งเป็นต้นทั้งสองนี้ไซร้ พวกชาวเมืองก็จักมีความพ่ายแพ้แน่ เพราะฉะนั้น เราให้ทรัพย์พันกหาปณะแล้ว จะขอรับน้ำผึ้งเป็นต้นไป. 
         เขากล่าวว่า ก็น้ำผึ้งเป็นต้นนี้สมควรแก่พวกชาวเมืองเท่านั้นหรือ หรือว่าสมควรเพื่อให้แก่ชนเหล่าอื่นก็ได้. 
         บุรุษชาวเมืองตอบว่า น้ำผึ้งเป็นต้นนี้ เรามิได้ห้ามเพื่อจะให้แก่ใคร. 
         เขากล่าวว่ามีใครบ้างไหมที่ให้ทรัพย์พันหนึ่งตลอดวันหนึ่งในทานของพวกชาวพระนคร. 
         บุรุษชาวเมืองตอบว่า ไม่มีดอก เพื่อน. 
         เขากล่าวว่า น้ำผึ้งเป็นต้นนี้ที่เราให้แก่พวกชาวเมืองเหล่านี้ ท่านจงรู้ว่ามีค่าราคาตั้งพันเชียวนะ. 
         บุรุษชาวเมืองตอบว่า ใช่ เรารู้. 
         เขากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นจงไปท่านจงบอกให้พวกชาวเมืองรู้ว่า บุรุษคนหนึ่งไม่ยอมให้สิ่งของเหล่านี้ด้วยมูลค่าสองพัน เขาประสงค์จะร่วมกับพวกท่านให้ด้วยมือของตนเอง พวกท่านจงหมดความกังวลใจ เพราะเหตุแห่งสิ่งของทั้งสองอย่างนี้เถิด. 
         บุรุษชาวเมืองกล่าวว่า ท่านจงเป็นพยานของผู้มีส่วนเป็นหัวหน้าในทานนี้ด้วยเถิด แล้วก็ไป. 
         ส่วนกุลบุตรนั้นได้เอากหาปณะที่ตนเก็บไว้เพื่อเสบียงเดินทางจากบ้านไปซื้อเครื่องเทศ ๕ อย่างแล้ว ทำให้ป่น นำเอาน้ำส้มมาจากนมส้มแล้ว คั้นรังผึ้งลงในนั้น ปรุงด้วยจุณเครื่องเทศ ๕ อย่างแล้ว ใส่ลงในบัวตระเตรียมสิ่งนั้นเรียบร้อยแล้ว ถือไปนั่งในที่ไม่ไกลพระทศพล. 
         เมื่อมหาชนเป็นอันมากนำเอาสักการะไป เขามองดูวาระที่จะถึงแก่ตนในลำดับ รู้ช่องทางแล้ว จึงเข้าเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักการะอันยากไร้นี้เป็นของข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดอาศัยความอนุเคราะห์ข้าพระองค์ รับสักการะนี้เถิด. 
         พระศาสดาทรงอนุเคราะห์เขา ทรงรับสักการะนั้นด้วยบาตรศิลา อันท้าวมหาราชทั้ง ๔ ถวายแล้ว ได้ทรงอธิษฐานโดยประการที่เมื่อถวายแก่ภิกษุ ๖ ล้าน ๘ แสนรูป สักการะก็ไม่หมดไป. 
         กุลบุตรนั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เสร็จภัตรกิจเรียบร้อยแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว วันนี้พวกชาวพันธุมดีนครนำสักการะมาถวายพระองค์ ด้วยผลแห่งกายถวายสักการะนี้ แม้ข้าพระองค์พึงเป็นผู้เลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศ ในภพที่เกิดแล้วเกิดแล้วเถิด. 
         พระศาสดาตรัสว่า จงเป็นอย่างปรารถนาเถิดกุลบุตร แล้วทรงกระทำภัตตานุโมทนาแก่เขา และชาวพระนคร แล้วก็เสด็จหลีกไป. 
         กุลบุตรคนนั้นทำกุศลจนตลอดชีวิตแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของพระราชธิดาสุปปวาสา.
         จำเดิมแต่เวลาที่เขาถือปฏิสนธิมา คนทั้งหลายย่อมนำเอาบรรณาการ ๕๐๐ สิ่งมาถวายแด่พระนางสุปปวาสา ทั้งเวลาเย็นและเวลาเช้า. 
         ลำดับนั้น พระนางทรงยืนใช้ให้คนเอามือแตะกระเช้าพืช เพื่อจะทดลองบุญบารมีของเขา. ร้อยสลากจากพืชแต่ละเมล็ด ย่อมรวมลงในพันสลาก. จากนาแต่ละกรีสก็เกิดข้าวมีประมาณ ๕๐ เกวียน ๖๐ เกวียน. เมื่อพระราชธิดาเอาพระหัตถ์ไปและที่ประตูฉาง แม้ในเวลาที่ฉางยังเต็มเปี่ยม เมื่อคนทั้งหลายมารับเอาไป ก็เต็มขึ้นอีกด้วยบุญ. แม้จากหม้อที่เต็มเปี่ยมด้วยภัตร ชนทั้งหลายกล่าวว่าเป็นบุญของพระราชธิดา ดังนี้แล้ว เมื่อให้แก่ใครคนใดคนหนึ่ง ตลอดเวลาที่ยังไม่ดึงมือออก ภัตรก็ยังไม่พร่องไป. 
         ขณะที่ทารกยังอยู่ในท้องนั่นแล ได้ล่วงไปแล้ว ๗ ปี. 
         ก็เมื่อพระครรภ์แก่เต็มที่แล้ว พระนางได้เสวยทุกขเวทนามากตลอด ๗ วัน พระนางทูลเชิญพระราชสวามีมาแล้วตรัสว่า ก่อนตาย หม่อมฉันจักขอถวายทานขณะยังมีชีวิตอยู่ ดังนี้แล้วทรงส่งพระราชสวามีไปยังสำนักของพระศาสดาว่า ข้าแต่พระสวามี ขอพระองค์จงไปกราบทูลให้พระศาสดาทรงทราบความเป็นไปนี้แล้ว จงนิมนต์พระศาสดามา และพระศาสดาตรัสพระดำรัสอันใด พระองค์จงกำหนดพระดำรัสนั้นให้ดี แล้วกลับมาบอกแก่หม่อมฉัน.
         พระสวามีนั้นเสด็จไปถึงแล้ว กราบทูลข่าวสาสน์ของพระนางให้พระศาสดาทรงทราบแล้วว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางโกลิยธิดาฝากถวายบังคมมาที่พระบาทของพระศาสดา. 
         พระศาสดาทรงอาศัยความอนุเคราะห์พระนาง ตรัสว่า ขอพระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาจงเป็นผู้มีความสุข ปราศจากโรคภัยเถิด จงคลอดบุตรที่หาโรคมิได้เถิด. 
         พระสวามีนั้นทรงฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มุ่งตรงไปยังบ้านของตน. 
         สัตว์ผู้มาบังเกิดในครรภ์ได้คลอดออกจากท้องของพระนางสุปปวาสา ง่ายดายดุจเทน้ำออกจากธรมกรกฉะนั้น เรียบร้อยก่อนที่พระสวามีจะมาถึง ประชาชนที่มานั่งแวดล้อมมีน้ำตาคลอ เริ่มจะร้องไห้ ก็กลับเป็นหัวเราะว่าดีใจเมื่อพระสวามีของพระนางกลับมาแจ้งข่าวสาสน์อันน่ายินดีให้ได้ทราบ. 
         พระสวามีนั้นทรงเห็นกิริยาท่าทางของคนเหล่านั้นแล้ว ทรงคิดว่า ชะรอยว่าพระดำรัสที่พระทศพลตรัสแล้ว คงจักสำเร็จผลไปในทางทีดีเป็นแน่. พระสวามีนั้นพอเสด็จมาถึงแล้ว ก็ตรัสถึงพระดำรัสของพระศาสดาแก่พระราชธิดา. 
         พระราชธิดาตรัสว่า ความภักดีในชีวิตที่พระองค์นิมนต์พระศาสดาแล้วนั่นแหละ จักเป็นมงคล ขอพระองค์จงไปนิมนต์พระทศพลตลอด ๗ วัน. 
         พระราชสวามีทรงกระทำตามพระดำรัสของพระนางแล้ว. 
         ชนทั้งหลายได้ยังมหาทานให้เป็นไปแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วันแล้ว. 
         ทารกนั้นเป็นผู้ทำจิตใจของหมู่ญาติที่กำลังเร่าร้อนให้ดับสนิทคือทำให้กลายเป็นความเย็น เพราะเหตุนั้น หมู่ญาติจึงตั้งชื่อเขาว่า สีวลี. ตั้งแต่เวลาที่ได้เกิดมาแล้ว ทารกนั้นได้เป็นผู้แข็งแรง อดทนได้ในการงานทั้งปวง (มีกำลังดี) เพราะค่าที่เขาอยู่ในครรภ์มานานถึง ๗ ปี. 
         พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระได้ทำการสนทนาปราศรัยกับเขาในวันที่ ๗. 
         แม้พระศาสดาก็ได้ตรัสพระคาถานี้ไว้ว่า :- 
                     บุคคลใดล่วงพ้นหนทางลื่น หล่ม สงสาร โมหะได้ 
               ข้ามฝั่งแล้ว มีความเพียรเพ่งพินิจไม่มีความหวั่นไหว 
               หมดความสงสัย ดับแล้วเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น เราเรียก บุคคลนั้นว่าเป็นพราหมณ์. 
         ลำดับนั้น พระเถระได้กล่าวกะเด็กนั้นอย่างนี้ว่า เธอได้รับความทุกข์เห็นปานนี้ การบวชจะไม่สมควรหรือ. 
         เด็กคนนั้นตอบว่าเมื่อได้รับอนุญาตก็จะพึงบวช ขอรับ. 
         พระนางสุปปวาสาเห็นเด็กนั้นกำลังพูดกับพระเถระ จึงคิดว่า ลูกของเรากำลังพูดเรื่องอะไรกับพระธรรมเสนาบดีหนอแล จึงเข้าไปหาพระเถระถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ลูกชายของดิฉัน พูดเรื่องอะไรกับพระคุณเจ้า. 
         พระเถระพูดว่า เด็กนั้นพูดถึงความทุกข์ในการอยู่ในครรภ์ที่ตนเองได้เสวยมาแล้ว แล้วพูดว่า กระผมได้รับอนุญาตแล้ว จักบวช. 
         พระนางตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดีละ ขอให้พระคุณเจ้าให้เขาบวชเถิด. 
         พระเถระจึงนำเขาไปยังวิหารแล้วได้ให้ตจปัญจกกัมมัฏฐานแล้ว ก็ให้เขาบวช พร่ำสอนว่า สีวลีเอ่ย! หน้าที่เกี่ยวกับโอวาทอย่างอื่นของเธอไม่มี เธอจงพิจารณาถึงความทุกข์ที่เธอได้เสวยมาแล้วตลอด ๗ ปีเถิด. 
         ท่านตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมจักได้รู้ถึงภาระของท่านเกี่ยวกับการบวชบ้าง เพื่อผมจักได้ทำตาม. 
         ก็พระสีวลีนั้นได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ในขณะที่เขาปลงมวยผมชั้นที่ ๑ ลง ได้ดำรงอยู่ในสกทาคามิผล ในขณะที่เขาปลงมวยผมชั้นที่ ๒ ลง ได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล ในขณะที่เขาปลงมวยผมชั้นที่ ๓ ลง การปลงผมทั้งหมดได้อย่างเรียบร้อย และการกระทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตผลได้มีแล้วในเวลาไม่ก่อนไม่หลังแล. 
         ต่อมา ได้มีถ้อยคำเกิดขึ้นในหมู่ภิกษุว่า โอ พระเถระถึงจะมีบุญอย่างนี้ ก็ยังอยู่ในครรภ์ของมารดาถึง ๗ ปี ๗ เดือน แล้วยังอยู่ในครรภ์หลงอีก ๗ วัน. 
         พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกำลังนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อพวกภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้นี้มิใช่กระทำกรรมไว้ในชาตินี้เท่านั้นแล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า 
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล ก่อนแต่พุทธรูปบาทกาลนั่นแล กุลบุตรผู้นี้ได้บังเกิดในราชตระกูลในกรุงพาราณสี พอพระราชบิดาสวรรคตแล้วก็ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ได้ปรากฏว่าสมบูรณ์ด้วยสมบัติ. 
         ในคราวนั้น พระราชาปัจจันตชนบทพระองค์หนึ่งทรงดำริว่า เราจักยึดเอาราชสมบัติให้ได้ แล้วจึงเสด็จมาล้อมพระนครเอาไว้ ได้ตั้งค่ายพักแรมแล้ว. 
         ลำดับนั้น พระราชาได้มีสมานฉันท์เป็นอันเดียวกันกับพระราชมารดา สั่งให้ปิดประตูทั้ง ๔ ทิศ ตั้งค่ายป้องกันตลอด ๗ วัน ความหลงประตูได้มีแก่พวกคนที่จะเข้าไป และคนที่จะออกมา. 
         ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายประกาศธรรมในมิคทายวิหาร. พระราชาได้ทรงสดับแล้ว จึงทรงมีรับสั่งให้เปิดประตูเมืองแล. แม้พระเจ้าปัจจันตราชาก็ทรงหนีไปแล้ว. 
         ด้วยวิบากแห่งกรรมอันนั้น เขาจึงได้เสวยความทุกข์ในอบายมีนรกเป็นต้น. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ แม้จะได้บังเกิดในราชตระกูลก็ตาม ยังได้เสวยความทุกข์เห็นปานนี้ร่วมกับพระราชมารดา. 
         ก็ตั้งแต่เวลาที่ท่านได้บวชแล้ว ปัจจัย ๔ ย่อมบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุสงฆ์ตามปรารถนา. 
         เรื่องในอดีตนี้ได้บังเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้. 
         ในกาลต่อมา พระศาสดาได้เสด็จไปยังพระนครสาวัตถี. พระเถระได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักทดลองกำลังบุญของข้าพระองค์ ขอพระองค์จงประทานภิกษุให้ ๕๐๐ องค์เถิด. 
         พระศาสดาตรัสว่า เธอจงพาไปเถิดสีวลี. 
         พระสีวลีนั้นได้พาภิกษุ ๕๐๐ องค์ไปแล้ว มุ่งหน้าไปยังหิมวันตประเทศ ถึงหนทางปากดง.
         เทวดาที่สิง อยู่ ณ ต้นนิโครธอันพระเถระนั้นเห็นแล้วเป็นครั้งแรก ได้ถวายทานแล้วตลอด ๗ วัน. 
         เพราะเหตุนั้น พระเถระนั้นจึงกล่าวว่า :- 
                     ท่านจงดูต้นนิโครธเป็นครั้งที่ ๑ ภูเขาบัณฑวะ 
               เป็นครั้งที่ ๒ แม่น้ำอจิรวดีเป็นครั้งที่ ๓ แม่น้ำสาคร 
               อันประเสริฐเป็นครั้งที่ ๔ ภูเขาหิมวันต์เป็นครั้งที่ ๕ 
               ท่านเข้าถึงสระฉัททันต์เป็นครั้งที่ ๖ ภูเขาคันธมาทน์ 
               เป็นครั้งที่ ๗ และที่อยู่ของพระเรวตะเป็นครั้งที่ ๘. 
         ประชาชนทั้งหลายได้ถวายทานในที่ทุกแห่งตลอด ๗ วันเท่านั้น.
         ก็ในบรรดา ๗ วัน นาคทัตตเทวราชที่ภูเขาคันธมาทน์ ได้ถวายบิณฑบาตชนิดน้ำนมวันหนึ่ง ได้ถวายบิณฑบาตชนิดเนยใสวันหนึ่ง. 
         ลำดับนั้น ภิกษุสงฆ์จึงกล่าวกะท่านว่า ผู้มีอายุ แม่โคนมที่เขารีดนมถวายแด่เทวราชนี้มิได้ปรากฏ การบีบน้ำนมส้มก็มิได้ปรากฏ แน่ะเทวราช ผลที่เกิดขึ้นแก่ท่านแต่กาลไร. 
         เทวราชาตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผลนี้เป็นผลแห่งการถวายสลากภัตรน้ำนมในกาลแห่งพระกัสสปทศพล
         ในกาลต่อมา พระศาสดาได้ทรงกระทำการต้อนรับพระขทิรวนิยเรวตเถระ. 
         อย่างไร 
         คือ ครั้งนั้น พระสารีบุตรกราบทูลพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นัยว่า พระเรวตะผู้เป็นน้องชายของข้าพระองค์บวชแล้ว เธอจะพึงยินดียิ่ง (ในพระศาสนา) หรือไม่พึงยินดี ข้าพระองค์จักไปเยี่ยมเธอ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พระเรวตะเริ่มทำความเพียรเจริญวิปัสสนา จึงทรงห้าม (พระสารีบุตร) ถึง ๒ ครั้ง. 
         ในครั้งที่ ๓ เมื่อพระสารีบุตรทูลอ้อนวอนอีก ทรงทราบว่า พระเรวตะบรรลุพระอรหัตแล้ว จึงตรัสว่า สารีบุตร แม้เราเองก็จักไป เธอจงบอกให้พวกภิกษุได้ทราบด้วย. 
         พระเถระสั่งให้ภิกษุทั้งหลายมาประชุมกันแล้ว แจ้งให้ภิกษุทั้งหมดได้ทราบด้วยคำว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดาทรงมีพระประสงค์จะเสด็จไปสู่ที่จาริก พวกท่านผู้มีความประสงค์จะตามเสด็จด้วยก็จงมาเถิด. 
         ในกาลที่พระทศพลจะเสด็จไปสู่ที่จากริก ชื่อว่าพวกภิกษุผู้ที่มักชักช้าอยู่ มีจำนวนน้อย โดยมากมีความประสงค์จะตามเสด็จมีจำนวนมากกว่า เพราะตั้งใจกันว่า พวกเราจักได้เห็นพระสรีระอันมีวรรณะดุจทองคำของพระศาสดา หรือว่าพวกเราจักได้ฟังพระธรรมกถาอันไพเราะ เพราะเหตุนั้น พระศาสดามีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวาร เสด็จออกไปด้วยพระประสงค์ว่า จักเยี่ยมพระเรวตะ. 
         ณ ที่ประเทศแห่งหนึ่ง พระอานนเถระถึงหนทาง ๒ แพร่ง แล้วกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตรงนี้มีหนทาง ๒ แพร่ง ภิกษุสงฆ์จะไปทางไหน พระเจ้าข้า. 
         พระศาสดาตรัสถามว่า อานนท์ หนทางไหนเป็นหนทางตรง. 
         พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หนทางตรงมีระยะประมาณ ๓๐ โยชน์เป็นหนทางที่มีอมนุษย์ ส่วนหนทางอ้อมมีระยะทาง ๖๐ โยชน์ เป็นหนทางสะดวกปลอดภัย มีภิกษาดีหาง่าย. 
         พระศาสดาตรัสว่า อานนท์ สีวลีได้มาพร้อมกับพวกเรามิใช่หรือ.
         พระอานนท์กราบทูลว่า ใช่ พระสีวลีมาแล้ว พระเจ้าข้า. 
         พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น พระสงฆ์จงไปตามเส้นทางตรงนั้นแหละ เราจักได้ทดลองบุญของพระสีวลี. 
         พระศาสดามีพระภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร เสด็จขึ้นสู่เส้นทาง ๓๐ โยชน์ เพื่อจะทรงทดลองบุญของพระสีวลีเถระ. 
         จำเดิมแต่ที่ได้เสด็จไปตามหนทาง หมู่เทวดาได้เนรมิตพระนครในที่ทุกๆ โยชน์ ช่วยกันจัดแจงพระวิหารเพื่อเป็นที่ประทับและที่อยู่แด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. พวกเทวบุตรซึ่งเป็นดุจกรรมกรที่พระราชาทรงส่งไป ได้ถือเอาข้าวยาคูและของเคี้ยวเป็นต้นไป ถามอยู่ว่า พระผู้เป็นเจ้าสีวลีไปไหน ดังนี้แล้วจึงไป. 
         พระเถระให้ช่วยกันถือเอาสักการะและสัมมมานะแล้วไปเฝ้าพระศาสดา. 
         พระศาสดาได้ทรงเสวยร่วมกับภิกษุสงฆ์. โดยทำนองนี้แหละ พระศาสดาเมื่อจะทรงเสวยสักการะ เสด็จไปวันละโยชน์เป็นอย่างสูง จนล่วงพ้นหนทางกันดาร ๓๐ โยชน์ เสด็จถึงที่อยู่ของพระชทิรวนิยเรวตเถระแล้ว. 
         พระเถระทราบว่าพระศาสดาเสด็จมา จึงเนรมิตวิหารจำนวนเพียงพอแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข และเนรมิตพระคันธกุฎีที่ประทับกลางคืนและที่ประทับกลางวันแด่พระทศพล ด้วยฤทธิ์ ณ ที่อยู่ของตนนั่นแหละแล้วออกไปทำการต้อนรับพระตถาคตเจ้า. 
         พระศาสดาเสด็จเข้าไปยังพระวิหารตามหนทางที่ประดับตกแต่งแล้ว. 
         ครั้นเมื่อพระตถาคตเสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฎีแล้ว พวกภิกษุจึงค่อยเข้าไปยังเสนาสนะที่ถึงแล้วตามลำดับพรรษา. 
         พวกเทวดาคิดว่า เวลานี้มิใช่เวลาอาหาร จึงได้นำเอาน้ำปานะ ๘ อย่างถวาย. 
         พระศาสดาทรงดื่มน้ำปานะร่วมกับภิกษุสงฆ์. เมื่อพระตถาคตเสวยสักการะและสัมมานะโดยทำนองนี้นั่นแหละ เวลาผ่านไปแล้วครึ่งเดือน. 
         ลำดับนั้น ภิกษุผู้ไม่พอใจบางพวก นั่งแล้วในที่แห่งหนึ่งพากันยกเรื่องขึ้นสนทนากันว่า พระทศพลตรัสว่า พระน้องชายแห่งอัครสาวกของเราดังนี้ แล้วเสด็จมาเพื่อทอดพระเนตรภิกษุผู้เป็นช่างก่อสร้างเห็นปานนี้ พระเชตวันมหาวิหารหรือว่าพระวิหารเช่นเวฬุวันวิหารเป็นต้น จักทำอะไรในสำนักแห่งวิหารนี้ได้ ถึงภิกษุรูปนี้ก็เป็นผู้ทำการก่อสร้างงานเห็นอย่างนี้จักบำเพ็ญสมณธรรมอะไรได้. 
         ลำดับนั้น พระศาสดาทรงดำริว่า เมื่อเราอยู่ในที่นี้นานไป สถานที่นี้จักกลายเป็นที่เกลื่อนกล่น ธรรมดาพวกภิกษุผู้อยู่ในป่า ต้องการความสงบเงียบมีอยู่ การอยู่ด้วยความผาสุกจักไม่มีแก่พระเรวตะแน่. แต่นั้นก็เสด็จไปสู่ที่พักกลางวันของพระเถระ.
         แม้พระเถระก็อยู่เพียงผู้เดียวอาศัยแผ่นกระดานพาดยึดที่ท้ายจงกรม นั่งบนหลังแผ่นหินแล้ว ได้มองเห็นพระศาสดาเสด็จมาแต่ไกลเทียว จึงลุกขึ้นต้อนรับแล้ว. 
         ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเธอว่า เรวตะ สถานที่นี้เนื้อร้าย เธอได้ฟังเสียงช้างม้าเป็นต้นที่ดุร้ายแล้ว จะทำอย่างไร? 
         พระเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาว่าความยินดีในการอยู่ป่า บังเกิดขึ้นแล้วแก่ข้าพระองค์ ก็เพราะได้ฟังเสียงของสัตว์เหล่านั้นแล. 
         ณ สถานที่นั้น พระศาสดาได้ตรัสถึงชื่อว่า อานิสงส์ในการอยู่ป่า ด้วยพระคาถา ๕๐๐ คาถาแด่พระเรวตเถระ. 
         วันรุ่งขึ้นเสด็จไปบิณฑบาตในสถานที่ไม่ไกล ตรัสเรียกพระเรวตเถระมาแล้ว ได้ทรงกระทำพวกภิกษุผู้ที่กล่าวโทษพระเถระให้หลงลืมไม้เท้า รองเท้า ทะนานน้ำมันและร่มแล้ว. 
         พวกภิกษุเหล่านั้นพากันกลับมาเพื่อนำบริขารของตนไป แม้จะย้อนไปตามเส้นทางที่มาแล้วก็ตาม แต่ไม่สามารถจะกำหนดจำสถานที่นั้นได้. เพราะเมื่อไปครั้งแรก ภิกษุเหล่านั้นเดินไปตามเส้นทางที่ประดับตกแต่งแล้ว แต่วันนั้นเดินไปตามทางขรุขระ ในที่นั้นต้องนั่งยองๆ ต้องเดินเข่า. 
         ภิกษุเหล่านั้นพากันเดินเยียบย่ำกอไม้ พุ่มไม้และหนาม ไปถึงสถานที่ที่ตนเคยอยู่ จำได้ว่าร่มของตนคล้องไว้ที่ตอตะเคียนตรงนั้น ตรงนั้น จำได้ว่ารองเท้าไม้และทะนานน้ำมันอยู่ตรงนั้น. 
         ในตอนนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงทราบว่าภิกษุรูปนี้มีฤทธิ์ จึงถือเอาบริขารของตน แล้วพากันพูดว่า สักการะเห็นปานนี้ย่อมเป็นสักการะที่พระเถระจัดแจงไว้เพื่อพระทศพล ดังนี้แล้วจึงได้พากันไป. 
         ในเวลาที่พวกภิกษุพากันนั่งแล้วในเรือนของตน นางวิสาขาอุบาสิกาจึงเรียนถามพวกภิกษุที่ล่วงหน้ามาก่อนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ สถานที่อยู่ของพระเรวตะเป็นที่น่าจับใจไหมหนอ? 
         พวกภิกษุกล่าวว่า ดูก่อนอุบาสิกา น่าจับใจ เสนาสนะนั้นมีส่วนเปรียบด้วยนันทวันและจิตตลดาวันแล. 
         ต่อมา นางวิสาขาก็ถามพวกภิกษุผู้พากันภายหลังกว่าภิกษุเหล่านั้นบ้างว่า พระคุณเจ้า สถานที่อยู่ของพระเรวตะเป็นที่น่าพอใจไหม? 
         ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า อย่าถามเลย อุบาสิกา สถานที่นั้นเป็นที่ไม่สมควรจะกล่าว ภิกษุรูปนั้นย่อมอยู่ในสถานที่ซึ่งมีแต่ที่แห้งแล้ง ก้อนกรวด ก้อนหิน ขรุขระและตอไม้เท่านั้นแล. 
         นางวิสาขาได้ฟังถ้อยคำของพวกภิกษุผู้มาก่อนและมาหลังแล้ว คิดว่าถ้อยคำของภิกษุพวกไหนหนอเป็นความจริง จึงถือเอาของหอมและระเบียบดอกไม้ภายหลังภัตรไปสู่ที่บำรุงของพระทศพลเจ้า ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง กราบทูลถามพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุบางพวกพากันนินทาที่อยู่ของพระเรวตเถระ สถานที่อยู่นั่นเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า. 
         พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนวิสาขา ที่อยู่จะเป็นสถานที่อยู่รื่นรมย์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ว่าจิตของพระอริยะทั้งหลายย่อมยินดีในสถานที่ใด สถานที่นั้นนั่นแหละชื่อว่าสถานที่รื่นรมย์ใจ ดังนี้แล้ว 
         จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :- 
               พระอรหันต์อยู่ในที่ใด จะเป็นบ้านก็ตาม ป่าก็ตาม 
               ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม ที่นั้นย่อมเป็นภูมิภาคอัน 
               น่ารื่นรมย์ใจ. 
         ในกาลต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้าแล้ว ทรงสถาปนาพระเถระนั้นไว้ในตำแหน่งอันเลิศว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสีวลีเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีลาภ. 
         ลำดับนั้น ท่านพระสีวลีเถระได้บรรลุพระอรหัต ได้รับเอกทัคตะแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตนแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่จนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
         ข้าพเจ้าจักกระทำการพรรณนาเนื้อความเฉพาะบทที่ยากเท่านั้น. 
         บทว่า สีลํ ตสฺส อสงฺเขยฺยํ ความว่า ศีลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระพระองค์นั้น กำหนดนับไม่ได้ สิกขาบททั้งหลายที่ตรัสไว้แล้วอย่างนี้ว่า :- 
                     สังวรวินัยเหล่านี้คือ จำนวน ๙ พันโกฏิ. 
               ๑๘๐ โกฏิ, ๕ ล้าน และอื่นอีก ๓๖ พระสัมพุทธ 
               เจ้าทรงประกาศไว้แล้ว คือ ทรงแสดงไว้แล้วโดย 
               มุขเปยยาล ในสิกขาวินัยสังวรแล. 
         อธิบายว่า ก็ศีลของผู้มีพระภาคเจ้า อันใครๆ ไม่อาจจะกำหนดนับได้โดยสิ้นเชิง.
         บทว่า สมาธิวชิรูปโม ความว่า เพชรที่มีอยู่ ย่อมทำการตัดรัตนะเช่น แก้วอินทนิล แก้วไพฑูรย์ แก้วมณี แก้วผลึกและเพชรตาแมวเป็นต้น ให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ ฉันใด สมาธิในโลกุตตรมรรคของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมมุตตระก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือย่อมแทง ย่อมทำลาย ย่อมตัดได้เด็ดขาดซึ่งธรรมทั้งหลายอันเป็นฝ่ายตรงกันข้ามและเป็นข้าศึก. 
         บทว่า อสงฺขยฺยํ ญาณวรํ ความว่า หมู่แห่งพระญาณ เช่นพระสยัมภูญาณและพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้นของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งสามารถเพื่อจะรู้และแทงตลอดอริยสัจ ๔ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ และสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหลายได้ อันบุคคลกำหนดนับไม่ได้ คือปราศจากการนับโดยประเภทเป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันเป็นต้น. 
         บทว่า วิมุตฺติ จ อโนปมา ความว่า วิมุตติ ๔ มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ไม่มีข้ออุปมา ปราศจากข้ออุปมา เพราะพ้นจากสังกิเลสทั้งหลาย อันใครๆ ไม่สามารถเพื่อจะอุปมาว่าเป็นเช่นกับสิ่งเหล่านี้. 
         คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสีวลิเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน กังขาเรวตเถราปทานที่ ๒ ว่าด้วยบุพจริยาของพระกังขาเรวตเถระ

  
[๑๓๒] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ผู้มี พระจักษุในธรรมทั้งปวงเป็นพระผู้นำ มีพระหนุเหมือนราชสีห์ พระดำรัสเหมือนพรหม พระสุรเสียงคล้ายหงส์และกลองใหญ่ เสด็จดำเนินดุจช้าง มีพระรัศมีประหนึ่งรัศมีของจันทเทพบุตร เป็นต้น มีพระปรีชาใหญ่ มีความเพียรมาก มีความเพ่งพินิจมาก มี คติใหญ่ ประกอบด้วยพระมหากรุณาเป็นที่พึ่งสัตว์ กำจัดความมืด ใหญ่ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วคราวหนึ่ง
 พระสัมพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าไตรโลก เป็นมุนี ทรงรู้จักวาระจิตของสัตว์ พระองค์นั้น ทรงแนะนำ เวไนยสัตว์เป็นอันมาก ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ พระพิชิต มารตรัสสรรเสริญภิกษุผู้มีปกติเพ่งพินิจ ยินดีในฌาน มีความเพียร สงบระงับ ไม่ขุ่นมัวในท่ามกลางบริษัท ทรงทำให้ประชาชนยินดี ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์เรียนจบไตรเพท อยู่ในพระนครหงสวดี ได้สดับพระธรรมเทศนาก็ชอบใจ จึงปรารถนาฐานันดรนั้น
 ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้เป็นพระผู้นำชั้นพิเศษ ได้ตรัสพยากรณ์ในท่ามกลาง สงฆ์ว่าจงดีใจเถิดพราหมณ์ ท่านจักได้ฐานันดรนี้สมดังมโนรถความ ปรารถนาในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่าน จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรม เนรมิตเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าเรวตะ เพราะกรรมที่ทำ ไว้ดีและเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปยัง สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุลกษัตริย์อัน มั่งคั่งสมบูรณ์ มีทรัพย์มากมาย ในโกลิยนคร ในคราวที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรมเทศนาในพระนครกบิลพัสดุ์ เราเลื่อมใสใน พระสุคตเจ้า จึงออกบวชเป็นบรรพชิต ความสงสัยของเราในสิ่งที่ เป็นกัปปิยะและอกัปปิยะนั้นๆ มีมากมาย พระพุทธเจ้าได้ทรง แสดงธรรมอันอุดม แนะนำข้อสงสัยทั้งปวงนั้น
 ต่อแต่นั้นเราก็ ข้ามพ้นสงสารได้ เป็นผู้ยินดีด้วยความสุขในฌานอยู่ ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นเรา จึงได้ตรัสพระพุทธภาษิตว่า ความสงสัยในโลกนี้หรือโลกอื่น ในความรู้ของตนหรือใน ความรู้ของผู้อื่นอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น อันบุคคลผู้มีปกติ เพ่งพินิจ มีความเพียรเผากิเลส ประพฤติพรหมจรรย์ ย่อม ละได้ทั้งสิ้น กรรมที่ทำไว้ในกัปที่แสน ได้แสดงผลแก่เราแล้วในอัตภาพนี้ เรา พ้นกิเลสแล้วเหมือนลูกศรพ้นจากแล่ง ได้เผากิเลสของเราเสียแล้ว ลำดับนั้น พระมุนีผู้มีปรีชาใหญ่ เสด็จถึงที่สุดของโลก ทรงเห็น ว่าเรายินดีในฌาน จึงทรงแต่งตั้งว่าเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ ได้ฌาน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                         พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ แล้ว ดังนี้.
                         ทราบว่า ท่านพระกังขาเรวตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ กังขาเรวตเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค
๒. กังขาเรวตเถราปทาน
               ๕๔๒. อรรถกถากังขาเรวตเถราปทาน         
               พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้:- 
               อปทานของท่านพระกังขาเรวตเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
               แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ. 
               ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เขาได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์. 
               คำนั้นทั้งหมด พอจะกำหนดได้โดยง่ายตามลำดับแห่งปาฐะนั้นนั่นแล.
จบอรรถกถากังขาเรวตเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ลกุณฏกภัททิยเถราปทานที่ ๑ ว่าด้วยบุพจริยาของพระกุณฏกภัททิยเถระ

  
[๑๓๑] ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้ จบธรรมทั้งปวง เป็นพระผู้นำได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ครั้งนั้น เรา เป็นบุตรเศรษฐีมีทรัพย์มาก ในพระนครหงสวดี เที่ยวเดินพักผ่อนอยู่ ได้ไปถึงสังฆาราม คราวนั้น พระผู้นำผู้ส่องโลกให้โชติช่วงพระองค์ นั้น ทรงแสดงพระธรรมเทศนา
 ได้ตรัสสรรเสริญพระสาวกผู้ประเสริฐกว่าภิกษุทั้งหลายที่มีเสียงไพเราะ เราได้สดับพระธรรมเทศนา นั้นแล้วก็ชอบใจ จึงได้ทำสักการะแก่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระศาสดาแล้ว ปรารถนาฐานันดร นั้น ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้นำชั้นพิเศษ ได้ตรัสพยากรณ์ใน ท่ามกลางพระสงฆ์ว่า ในอนาคตกาล ท่านจักได้ฐานันดรนี้สมดัง มโนรถความปรารถนา ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดามี พระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จ อุบัติขึ้นในโลก
 เศรษฐีบุตรผู้นี้ จักได้เป็นธรรมทายาทของพระ ศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระ ศาสดา มีนามชื่อว่าภัททิยะ เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะ การตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าผุสสะเป็นผู้นำ ยากที่จะหาผู้เสมอ ยากที่จะข่มขี่ได้ สูงสุดกว่าโลกทั้งปวงได้เสด็จ อุบัติขึ้นแล้ว และพระพุทธองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยจรณะ เป็นผู้ ประเสริฐเที่ยงตรง ทรงมีความเพียรเผากิเลส ทรงแสวงหา ประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ทรงเปลื้องสัตว์เป็นอันมากจาก กิเลสเครื่องจองจำ เราเกิดเป็นนกดุเหว่าขาวในพระอารามอันน่าเพลิด เพลินเจริญใจ ของพระผุสสสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราอยู่ ที่ต้นมะม่วงใกล้พระคันธกุฎี
 ครั้งนั้น เราเห็นพระพิชิตมารผู้สูงสุด เป็นพระทักขิไณยบุคคล เสด็จพระราชดำเนินไปบิณฑบาต จึงทำ จิตให้เลื่อมใส แล้วร้องด้วยเสียงอันไพเราะ ครั้งนั้น เราบินไป สวนหลวงคาบผลมะม่วงที่สุกดีมีเปลือกเหมือนทองคำมาแล้วน้อม เข้าไปถวายแด่พระสัมพุทธเจ้า เวลานั้น พระพิชิตมารผู้ประกอบ ด้วยพระกรุณา ทรงทราบวาระจิตของเรา จึงทรงรับบาตรจากมือของ ภิกษุผู้อุปัฏฐาก เรามีจิตร่าเริงถวายผลมะม่วงแด่พระมหามุนี เราใส่ บาตรแล้วก็ประนมปีกร้องด้วยเสียงอันไพเราะ น่ายินดี เสนาะน่า ฟัง เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า แล้วไปนอนหลับ
 ครั้งนั้น นกเหยี่ยว ผู้มีใจชั่วช้าได้โฉบเอาเรา ผู้มีจิตเบิกบาน มีอัธยาศัยไปสู่ความรัก ต่อพระพุทธเจ้าไปฆ่าเสีย เราจุติจากอัตภาพนั้นไปเสวยมหันตสุขใน สวรรค์ชั้นดุสิต แล้วมาสู่กำเนิดมนุษย์เพราะกรรมนั้นพาไป ใน ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้มีพระนามตามพระโคตรว่ากัสสป เป็นเผ่า พันธุ์พรหมมีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ ได้เสด็จอุบัติขึ้น แล้วพระองค์ทรงยังพระศาสนาให้โชติช่วงครอบงำเดียรถีย์ผู้หลอก ลวงทรงแนะนำเวไนยสัตว์พระองค์พร้อมทั้งพระสาวกปรินิพพานแล้ว เมื่อพระพุทธองค์ผู้เลิศในโลกปรินิพพานแล้ว
 ประชุมชนเป็นอันมาก ที่เลื่อมใส จักทำพระสถูปของพระศาสดา เพื่อต้องการจะบูชาพระ พุทธเจ้า เขาปรึกษากันอย่างนี้ว่า จักช่วยกันทำพระสถูปของ พระศาสดาผู้แสวงหาพระคุณอันใหญ่ ให้สูงเจ็ดโยชน์ ประดับ ด้วยแก้ว ๗ ประการ ครั้งนั้น เราเป็นจอมทัพของพระเจ้าแผ่นดิน แคว้นกาสีพระนามว่ากิกี ได้พูดลดประมาณที่พระเจดีย์ของพระพุทธ เจ้า ผู้ไม่มีประมาณเสีย ครั้งนั้น ชนเหล่านั้นได้ช่วยกันทำเจดีย์ ของศาสดา ผู้มีพระปัญญากว่านรชน สูงโยชน์เดียว ประดับด้วย รัตนะนานาชนิด ตามถ้อยคำของเรา เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และ เพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุลเศรษฐีอันมั่งคั่ง สมบูรณ์ มีทรัพย์มากมาย
 ในพระนครสาวัตถีอันประเสริฐ เราได้ เห็นพระสุคตเจ้าในเวลาเสด็จเข้าพระนครก็อัศจรรย์ใจ จึงบรรพชา ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัต เพราะกรรมคือการลดประมาณของพระเจดีย์ เราได้ทำไว้ เราจึงมีร่างกายต่ำเตี้ย ควรจะเป็นร่างกายกลม เราบูชา พระพุทธเจ้าสูงสุดด้วยเสียงอันไพเราะ จึงได้ถึงความเป็นผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลายที่มีเสียงไพเราะ เพราะการถวายผลไม้แด่พระพุทธเจ้า และเพราะการอนุสรณ์ถึงพระพุทธคุณ เราจึงสมบูรณ์ด้วยสามัญผล ไม่มีอาสวะอยู่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                       พระพุทธศาสนาเรา ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                       ทราบว่า ท่านพระลกุณฏกภัททิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบ ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค
๑. ลกุณฏกภัททิยเถราปทาน
               อรรถกถาภัททิยาวรรคที่ ๕๕
               ๕๔๑. อรรถกถาลกุณฎกภัททิยเถราปทาน         
               พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๕๕ ดังต่อไปนี้ :- 
               อปทานของท่านพระลกุณฎกภัททิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้ :- 
               แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในตระกูลที่มีโภคะมากมาย ในหังสวดีนคร บรรลุนิติภาวะแล้ว กำลังนั่งฟังธรรมของพระศาสดา ได้มองเห็นภิกษุรูปหนึ่งซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้างได้ถวายมหาทานอันเจือปนด้วยรสหวาน เช่น เนยใสและน้ำตาลกรวดเป็นต้นแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว ตั้งปณิธานไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในอนาคตกาล แม้ข้าพระองค์ก็พึงเป็นเหมือนภิกษุรูปนี้ คือพึงเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง. 
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่าเขาไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์แล้ว เสด็จหลีกไป. 
               เขาทำบุญไว้เป็นอันมากจนตลอดอายุแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติในโลกทั้ง ๒ แล้ว. 
               ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะ เขาได้บังเกิดเป็นนกดุเหว่าสวยงาม บินมาโฉบเอาผลมะม่วงพันธุ์อร่อยไปจากพระราชอุทยาน มองเห็นพระศาสดาแล้วมีใจเลื่อมใส เกิดความคิดขึ้นว่า เราจักถวายแด่พระพุทธเจ้า. 
               พระศาสดาทรงทราบความเป็นไปทางจิตของเขา จึงทรงรับบาตรแล้วประทับนั่ง. 
               นกดุเหว่านั้นได้วางผลมะม่วงสุกลงในบาตรของพระทศพล. เพื่อจะให้เขาเกิดความโสมนัสใจ พระศาสดาได้เสวยผลมะม่วงสุกนั้น ขณะที่เขากำลังเห็นอยู่นั่นแล. 
               ลำดับ นั้นนกดุเหว่านั้นมีใจเลื่อมใส ระงับยับยั้งอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่ปีตินั้นนั่นแลตลอด ๗ วัน. ด้วยบุญกรรมนั้นนั่นแหละทุกๆ ภพที่เขาเกิดแล้ว จึงได้มีเสียงไพเราะ. 
         ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เขาได้บังเกิดในตระกูลช่างไม้ ได้ปรากฏว่าเป็นหัวหน้าช่างไม้. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เขาพูดกะพวกประชาชนผู้เริ่มจะก่อสร้างสถูปประมาณ ๗ โยชน์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่า เราจักกระทำวงกลมรอบ ๑ โยชน์ และส่วนสูงอีก ๑ โยชน์.
               คนเหล่านั้นทั้งหมดได้ตั้งอยู่ในถ้อยคำของเขาแล้ว. 
               เขาได้ช่วยกันสร้างเจดีย์อันมีประมาณต่ำ แด่พระพุทธเจ้าผู้หาประมาณมิได้ ด้วยประการฉะนี้. ด้วยกรรมอันนั้นทุกๆ ที่ที่เขาได้เกิดแล้ว จึงได้มีรูปร่างประมาณต่ำกว่าคนอื่นๆ. 
               ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เขาได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล ได้ปรากฏชื่อว่า ลกุณฎกภัททิยะ เพราะมีรูปร่างต่ำ และเพราะมีสรีระสวยงาม คล้ายรูปเปรียบทองคำ ฉะนั้น. 
               ในกาลต่อมาเขาได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วได้มีศรัทธา บวชแล้วเป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก แสดงธรรมแก่คนเหล่าอื่นด้วยเสียงอันไพเราะ. 
               ต่อมาในวันมีมหรสพวันหนึ่ง หญิงคณิกาคนหนึ่งนั่งรถไปกับพราหมณ์คนหนึ่ง เธอมองเห็นพระเถระเข้า จึงหัวเราะจนมองเห็นฟัน. พระเถระถือเอากระดูกฟันของหญิงนั้นมาเป็นนิมิต ทำฌานให้บังเกิดขึ้นแล้ว ทำฌานนั้นให้เป็นพื้นฐานเจริญวิปัสสนา ได้เป็นพระอนาคามี. ท่านอยู่ด้วยสติเป็นไปในกายเนืองๆ. 
               วันหนึ่งท่านได้รับคำแนะนำพร่ำสอนจากท่านพระธรรมเสนาบดี จนถึงได้ดำรงอยู่ในพระอรหัต. ภิกษุและสามเณรบางพวกไม่รู้ว่าท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว แกล้งดึงหูท่านเสียบ้าง จับศีรษะ จับแขน หรือจับมือและเท้าเป็นต้นสั่นเล่น เบียดเบียนบ้าง. 
               ท่านเป็นพระอรหัตแล้วเกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อนของตน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้. 
               บทว่า มญฺชุนาภินิกูชหํ ความว่า เราได้พูดได้เปล่งเสียงด้วยเสียงอันไพเราะน่ารัก. 
               คำที่เหลือในเรื่องนี้ พอจะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาลกุณฎกภัททิยเถราปทาน