Translate

28 พฤศจิกายน 2568

หน้าต่างที่ ๙ / ๑๒ อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์

 อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์ เนื้อความในพระไตรปิฎก เนื้อความในอรรถกา มีทั้งหมด ๑๒ หน้าต่าง. อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒]
เรื่องความปรารถนาของท่านสุเมธ
         บัดนี้ถึงโอกาสพรรณนาพุทธวงศ์ ที่ดำเนินไปโดยนัยเป็นต้นว่า 
               ในที่สุดสี่อสงไขยแสนกัป มีนครชื่อว่าอมรวดี 
               งามน่าดู น่ารื่นรมย์. 
         ก็การพรรณนาพุทธวงศ์นี้นั้น เพราะเหตุที่จำต้องกล่าววิจารถึงเหตุตั้งสูตรแล้วจึงจะปรากฏชัด ฉะนั้น จึงควรทราบการวิจารเหตุตั้งสูตรก่อน. 
         เหตุตั้งสูตรมี ๔ คือ เนื่องด้วยอัธยาศัยของพระองค์ ๑ เนื่องด้วยอัธยาศัยของผู้อื่น ๑ เนื่องด้วยมีการทูลถาม ๑ เนื่องด้วยมีเรื่องเกิดขึ้น ๑. 
         ในเหตุตั้งสูตรทั้ง ๔ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าอันผู้อื่นมิได้เชื้อเชิญตรัสพระสูตรเหล่าใด โดยอัธยาศัยของพระองค์อย่างเดียว คือ อากังเขยยสูตร วัตถุสูตรอย่างนี้เป็นต้น เหตุตั้งพระสูตรเหล่านั้น ชื่อว่าเนื่องด้วยอัธยาศัยของพระองค์. 
         อนึ่งเล่า พระสูตรเหล่าใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยาศัย ขันติ ใจและความเป็นผู้จะตรัสรู้ของชนเหล่าอื่น อย่างนี้ว่า ธรรมทั้งหลายที่ช่วยบ่มวิมุตติของราหุลแก่กล้าแล้ว ถ้ากระไรพึงแนะนำราหุลยิ่งขึ้นไปในธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะทั้งหลาย ดังนี้เป็นต้น แล้วตรัสโดยอัธยาศัยของผู้อื่น คือ ราหุโลวาทสูตร ธัมมจักกัปวัตตนสูตรอย่างนี้เป็นอาทิ เหตุตั้งพระสูตรเหล่านั้น ชื่อว่าเนื่องด้วยอัธยาศัยของผู้อื่น. 
         เทวดาและมนุษย์นั้นเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามปัญหา. ก็พระสูตรเหล่าใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเทวดาและมนุษย์ทูลถามแล้วตรัสอย่างนี้ มีเทวดาสังยุตและโพชฌงคสังยุตเป็นต้น. เหตุตั้งสูตรเหล่านั้น ชื่อว่าเนื่องด้วยมีการทูลถาม. 
         อนึ่งเล่า พระสูตรเหล่าใดอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอาศัยเหตุที่เกิดขึ้น มีธัมมทายาทสูตรและปุตตมังสูปมสูตรเป็นต้น เหตุตั้งสูตรเหล่านั้น ชื่อว่าเนื่องด้วยมีเรื่องเกิดขึ้น. 
         บรรดาเหตุตั้งพระสูตรทั้ง ๔ อย่างนี้ เหตุตั้งพุทธวงศ์นี้เป็นเหตุที่เนื่องด้วยมีการทูลถาม. 
         จริงอยู่ พุทธวงศ์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ายกตั้งไว้ ก็โดยการถามของใคร. ของท่านพระสารีบุตรเถระ. 
         สมจริงดังที่ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ในนิทานนั้นว่า 
                  ท่านพระสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ผู้ฉลาดในสมาธิและ ญาณ ผู้บรรลุสาวกบารมีด้วยปัญญา ทูลถามพระผู้นำโลกว่า  ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้สูงสุดแห่งนรชน อภินีหารของพระองค์ เป็นเช่นไร  ดังนี้เป็นต้น. 
         ด้วยเหตุนั้น พุทธวงศ์เทศนานี้ พึงทราบว่า เนื่องด้วยมีการทูลถาม.
         อธิบาย กัปปศัพท์
         ในคำว่า กปฺเป จ สตสหสฺเส นี้ ในคาถานั้น กัปปศัพท์นี้ใช้ในอรรถทั้งหลายมีความเชื่อมั่น โวหาร กาล บัญญัติ ตัดแต่ง กำหนด เลศ โดยรอบ อายุกัปและมหากัปเป็นต้น. 
         จริงอย่างนั้น กัปปศัพท์ใช้ในอรรถว่าเชื่อมั่น ได้ในประโยคทั้งหลายเป็นต้นว่า โอกปฺปนียเมตํ โภโต โคตมสฺส ยถา ตํ อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ข้อนี้พึงเชื่อมั่นต่อท่านพระโคดมเหมือนอย่างพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. 
         ใช้ในอรรถว่าโวหาร ได้ในประโยคเป็นต้นว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว ปญฺจหิ สมณกปฺเปหิ ผลํ ปริภุญฺชิตุํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ฉันผลไม้ด้วยสมณโวหาร ๕ อย่าง. 
         ใช้ในอรรถว่ากาล ได้ในประโยคเป็นต้นว่า เยน สุทํ นิจฺจกปฺปํ วิหรามิ เขาว่า เราจะอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ ด้วยเหตุใด. 
         ใช้ในอรรถว่าบัญญัติ ได้ในประโยคทั้งหลายเป็นต้นว่า อิจฺจายสฺมา กปฺโป ท่านกัปปะและว่า นิโคฺรธกปฺโป อิติ ตสฺส นามํ ตยา กถํ ภควา พฺราหมณสฺส ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อของเขาว่านิโครธกัปปะ พระองค์ก็ทรงตั้งให้แก่พราหมณ์. 
         ใช้ในอรรถว่าตัดแต่ง ได้ในประโยคเป็นต้นว่า อลงฺกโต กปฺปิตเกสมสฺสุ แต่งตัวแล้ว ตัดแต่งผมและหนวดแล้ว. 
         ใช้ในอรรถว่ากำหนด ได้ในประโยคเป็นต้นว่า กปฺปติ ทวงฺคุลกปฺโป กำหนดว่ากาลเดิมสองนิ้ว ย่อมควร. 
         ใช้ในอรรถว่าเลศ ได้ในประโยคเป็นต้นว่า อตฺถิ กปฺโป นิปชฺชิตุํ มีเลศที่จะนอน. 
         ใช้ในอรรถว่าโดยรอบ ได้ในประโยคเป็นต้นว่า เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา ส่องสว่างรอบพระเชตวันทั้งสิ้น. 
         ใช้ในอรรถว่าอายุกัป ได้ในบาลีนี้ว่า ติฏฺฐตุ ภนฺเต ภควา กปฺปํ, ติฏฺฐตุ ภนฺเต สุคโต กปฺปํ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงดำรงอยู่ตลอดอายุกัป ขอพระสุคตโปรดทรงดำรงอยู่ตลอดอายุกัปเถิด พระเจ้าข้า. 
         ใช้ในอรรถว่ามหากัป ได้ในบาลีนี้ว่า กีว ทีโฆ นุ โข ภนฺเต กปฺโป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหากัปยาวเพียงไรหนอ. 
         โดย อาทิศัพท์ กัปศัพท์ใช้ในอรรถว่าเทียบเคียง ได้ในบาลีนี้ว่า สตฺถุ กปฺเปน วต กิร โภ มยํ สาวเกน สทฺธึ มนฺตยมานา น ชานิมฺห. ท่านผู้เจริญ เขาว่าเมื่อเทียบเคียงกับพระศาสดา พวกเราปรึกษากับสาวกก็ไม่รู้. 
         ใช้ในอรรถว่าควรแก่วินัย ได้ในบาลีนี้ว่า กปฺโป นฏฺโฐ โหติ กปฺป กโตกาโส ชิณฺโณ โหติ ความสมควรแก่วินัย ก็เสียไป โอกาสที่จะทำให้สมควรแก่วินัย ก็เก่าไป. 
         แต่ในที่นี้ พึงเห็นว่าใช้ในอรรถว่ามหากัป. เพราะฉะนั้น บทว่า กปฺเปจ สตสหสฺเส จึงมีความว่า แห่งแสนมหากัป. 
         ในคำว่า จตุโร จ อสงฺขิเย พึงเห็นว่าต้องเติมคำที่เหลือว่า จตุนฺนํ อสงฺเขยฺยานํ มตฺถเก ความว่า ในที่สุดแห่งสี่อสงไขย กำไรแสนกัป. 
         บทว่า อมรํ นาม นครํ ได้แก่ ได้เป็นนครอันได้นามว่าอมร และอมรวดี แต่ในคำนี้ อาจารย์บางพวกพรรณนาเป็นประการอื่นไป, จะต้องการอะไรกับอาจารย์พวกนั้น. ก็คำนี้เป็นเพียงนามของนครนั้น. 
         บทว่า ทสฺสเนยฺยํ ได้แก่ ชื่อว่างามน่าดู เพราะประดับด้วยที่อยู่คือปราสาททิมแถวล้อมด้วยประการมีทาง ๔ แพร่ง ๓ แพร่ง มีประตูมีสนามงาม จัดแบ่งเป็นส่วนสัดอย่างดี. 
         บทว่า มโนรมํ ได้แก่ ชื่อว่าน่ารื่นรมย์ เพราะทำใจของเทวดาและมนุษย์เป็นต้นให้รื่นรมย์ เพราะเป็นนครมีภูมิภาคที่เรียบสะอาดน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง เพราะเป็นนครที่พรั่งพร้อมด้วยร่มเงาและน้ำ เพราะเป็นนครที่มีอาหารหาได้ง่าย เพราะเป็นนครที่ประกอบด้วยเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่าง และเพราะเป็นนครที่มั่งคั่ง. 
         บทว่า ทสหิ สทฺเทหิ อวิวิตฺตํ ความว่า พระนครไม่ว่างเว้นจากเสียง ๑๐ อย่าง คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียงสังข์ เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงขับ เสียงดนตรีไม้ เสียงเชิญบริโภคอาหารที่ครบ ๑๐. นักฟ้อนรำงานฉลอง งานมหรสพหาที่เปรียบมิได้ ก็เล่นกันได้ทุกเวลา. 
         บทว่า อนฺนปานสมายุตํ ได้แก่ ประกอบด้วยข้าวคืออาหาร ๔ อย่างและน้ำดีชื่อว่าอันนปานสมายุต. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงว่า นครนั้นหาอาหารได้สะดวก. อธิบายว่า พรั่งพร้อมแล้วด้วยข้าวและน้ำเป็นอันมาก. 
         บัดนี้ เพื่อแสดงเสียงเหล่านั้น โดยวัตถุจึงตรัสว่า 
            อมรวดีนคร กึกก้องด้วยเสียงช้าง ม้า กลอง สังข์
            รถ เสียงเชิญบริโภคอาหารด้วยข้าวและน้ำ.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หตฺถิสทฺทํ ได้แก่ ด้วยเสียงโกญจนาทของช้างทั้งหลาย. 
         คำนี้พึงเห็นว่าทุติยาวิภัตติลงในอรรถตติยาวิภัตติ. 
         แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้. 
         บทว่า เภริสงฺขรถานิ จ ความว่า ด้วยเสียงกลอง เสียงสังข์และเสียงรถ. ท่านกล่าวเป็นลิงควิปลาส. 
         อธิบายว่า อึกทึกกึกก้องด้วยเสียงที่เป็นไปอย่างนี้ว่า กินกันจ้ะ ดื่มกันจ้ะเป็นต้น ประกอบพร้อมด้วยข้าวและน้ำ. 
         ผู้ทักท้วงกล่าวในข้อนี้ว่า เสียงเหล่านั้น ท่านแสดงไว้แต่เอกเทศเท่านั้น ไม่ได้แสดงไว้ทั้งหมด หรือ. 
         ตอบว่า ไม่ใช่แสดงไว้แต่เอกเทศ แสดงไว้หมดทั้ง ๑๐ เสียงเลย.
         อย่างไรเล่า. 
         ท่านแสดงไว้ ๑๐ เสียง คือ เสียงตะโพน ท่านสงเคราะห์ด้วยเสียงกลอง เสียงพิณเสียงขับกล่อมและเสียงดนตรีไม้สงเคราะห์ด้วยเสียงสังข์. 
         ครั้นทรงพรรณนาสมบัติของนครโดยปริยายหนึ่งอย่างนี้แล้ว เพื่อแสดงสมบัตินั้นอีก จึงตรัสว่า 
                  นครพรั่งพร้อมด้วยส่วนประกอบทุกอย่างมีการ 
            งานทุกอย่างจัดไว้อย่างดี สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ 
            กลาดเกลื่อนด้วยหมู่ชนต่างๆ เจริญมั่งคั่ง เป็นที่อยู่ของ 
            ผู้ทำบุญ เหมือนเทพนคร.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพงฺคสมฺปนฺนํ ความว่า พรั่งพร้อมด้วยส่วนประกอบนครทุกอย่างมีปราการ ซุ้มประตู หอรบเป็นต้น หรือว่ามีอุปกรณ์ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ ทรัพย์ ข้าวเปลือก หญ้าไม้และน้ำบริบูรณ์. 
         บทว่า สพฺพกมฺมมุปาคตํ ได้แก่ ประกอบด้วยการงานทุกอย่าง. อธิบายว่า มีการงานทุกอย่างพรักพร้อม. 
         บทว่า สตฺตรตนสมฺปนฺนํ ได้แก่ มีรัตนะ ๗ มีแก้วมุกดาเป็นต้นบริบูรณ์ หรือว่าสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ มีหัตถิรัตนะจากภูมิภาคอันเป็นที่ประทับอยู่ขององค์จักรพรรดิ. 
         บทว่า นานาชนสมากุลํ ได้แก่ กลาดเกลื่อนด้วยชนทั้งหลายที่มีถิ่นและภาษาต่างๆ กัน. 
         บทว่า สมิทฺธํ ได้แก่ สำเร็จแล้ว เจริญแล้ว ด้วยเครื่องอุปโภคและเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่างของมนุษย์. 
         บทว่า เทวนครํ ว ท่านอธิบายว่า อมรวดีนครมั่งคั่งเจริญเหมือนนครของเทพ เหมือนอาลกมันทาเทพธานี. 
         บทว่า อาวาสํ ปุญฺญกมฺมินํ ความว่า ชนทั้งหลายผู้มีบุญกรรม ย่อมอยู่ในประเทศนั้น เหตุนั้นประเทศนั้นจึงชื่อว่าเป็นที่อยู่. 
         พึงทราบว่า เมื่อควรจะกล่าวว่า อาวาโส แต่ก็ทำให้ต่างลิงค์กล่าวว่า อาวาสํ. 
         ชื่อว่าบุญ เพราะเป็นเครื่องปรากฏ. อธิบายว่า ปรากฏโดยตระกูล รูป มหาโภคะและความเป็นใหญ่. หรือว่า ชื่อว่าบุญ เพราะชำระ. 
         อธิบายว่า บุญกรรมของชนเหล่าใดมีอยู่ เพราะลอยละอองมลทินของกุศลทั้งปวง ชนเหล่านั้นชื่อว่ามีบุญกรรม, นครนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของผู้มีบุญกรรมเหล่านั้น. 
         พราหมณ์ชื่อสุเมธ อาศัยอยู่ในนครอมรวดีนั้น เขาเป็นอุภโตสุชาต เกิดดีทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา เป็นผู้ถือเอาครรภ์บริสุทธิ์มาตลอด ๗ ชั่วสกุล ไม่มีผู้คัดค้านและรังเกียจด้วยเรื่องชาติ สะสวยน่าชมน่าเลื่อมใสประกอบด้วยผิวพรรณงามอย่างยิ่ง เขาศึกษาจบไตรเพทพร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ ทั้งอักขระประเภท ครบ ๕ ทั้งอิติหาสศาสตร์ ชำนาญบทกวี ชำนาญไวยากรณ์ ชำนาญในโลกายตศาสตร์และมหาปุริสลักษณศาสตร์ แต่มารดาบิดาได้ตายเสียครั้งเขายังเป็นเด็กรุ่น. 
         สหายผู้จัดการกองทรัพย์ของเขานำบัญชีทรัพย์สินมาแล้วเปิดห้องหลายห้อง ที่เต็มไปด้วยรัตนะต่างๆ มีทองเงิน แก้วมณี แก้วมุกดาเป็นต้น บอกถึงทรัพย์ว่า ข้าแต่นายหนุ่ม นี่ทรัพย์สินส่วนของมารดา นี่ทรัพย์สินส่วนของบิดา นี่ทรัพย์สินส่วนของปู่ทวด จนตลอด ๗ ชั่วสกุล แล้วมอบให้ว่า ท่านจงดำเนินการทรัพย์นี้เถิด. 
         เขารับคำว่า ดีละ ท่าน. แล้วทำบุญทั้งหลายอยู่ครองเรือน. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                  ในนครอมรวดี มีพราหมณ์ชื่อว่าสุเมธ สะสม 
            ทรัพย์ไว้หลายโกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกมาก. 
                  เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงจำมนต์ จบคัมภีร์ไตรเพท 
            ในลักษณศาสตร์และอิติหาสศาสตร์ ก็บรรลุถึงฝั่งใน 
            พราหมณ์ธรรมของตน.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นคเร อมรวติยา ได้แก่ ในนครที่เรียกกันว่าอมรวดี. 
         ในบทว่า สุเมโธ นาม นี้ ปัญญา ท่านเรียกว่าเมธา. เมธานั้นของพราหมณ์นั้นดีอันปราชญ์สรรเสริญแล้ว เหตุนั้น พราหมณ์นั้น เขาจึงรู้กันว่าสุเมธ ผู้มีปัญญาดี. 
         บทว่า พฺราหฺมโณ ความว่า ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะศึกษาซึ่งมนต์ของพรหม. อธิบายว่า ท่องมนต์. 
         ปราชญ์ทางอักษรศาสตร์กล่าวว่าเหล่ากอของพรหม ชื่อว่าพราหมณ์. 
         แต่ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า พระอริยะทั้งหลายชื่อว่าพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาปได้. 
         บทว่า อเนกโกฏิสนฺนิจโย ความว่า การสะสมแห่งทรัพย์หลายโกฏิ ชื่อว่าโกฏิสันนิจยะ. การสะสมทรัพย์มากโกฏิของผู้ใดมีอยู่ ผู้นี้นั้นชื่ออเนกโกฏิสันนิจยะ 
         อธิบายว่า ผู้สะสมทรัพย์มากหลายโกฏิ. 
         บทว่า ปหูตธนธญฺญวา แปลว่า ผู้มีทรัพย์และข้าวเปลือกมาก. 
         คำต้นพึงทราบว่า ตรัสโดยเป็นทรัพย์และข้าวเปลือกที่อยู่ภาคพื้นดินและอยู่ในห้อง คำนี้พึงทราบว่า ตรัสโดยเป็นทรัพย์และข้าว เปลือกที่กินที่ใช้อยู่ประจำ. 
         บทว่า อชฺฌายโก ความว่า ผู้ใดไม่เพ่งฌาน เหตุนั้นผู้นั้นชื่อว่าอัชฌายกะผู้ไม่เพ่งฌาน. 
         อธิบายว่า ผู้เว้นจากการทำการเพ่งฌาน. 
         สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนวาเสฏฐะ บัดนี้พราหมณ์เหล่านี้ไม่เพ่ง บัดนี้พราหมณ์เหล่านี้ไม่เพ่ง ดังนั้นแลอักษรที่ ๓ ว่า อชฺฌายโก อชฺฌายกา ผู้ไม่เพ่ง ผู้ไม่เพ่งจึงเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น คำครหาพราหมณ์พวกที่เว้นจากการเพ่งฌานจึงเกิดขึ้นครั้งมนุษย์ต้นกัปด้วยประการฉะนี้ บัดนี้ชนใดเพ่งมนต์ เหตุนั้นชนนั้นจึงชื่อว่าผู้เพ่งมนต์ พวกพราหมณ์ทั้งหลายทำการสรรเสริญกล่าวด้วยความนี้ว่าร่ายมนต์. ผู้ใดทรงจำมนต์ เหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่าผู้ทรงจำมนต์.
         บทว่า ติณฺณํ เวทานํ ได้แก่ คัมภีร์เวท ๓ (ไตรเพท) คืออิรุเวท ยชุเวทและสามเวท. 
         ก็ เวทศัพท์นี้ใช้ในอรรถว่า ญาณ โสมนัสและคันถะ. 
         จริงอย่างนั้น เวทศัพท์นี้ใช้ในอรรถว่าญาณ ได้ในประโยคเป็นต้นว่า ยํ พฺราหฺมณ์ เวทคุํ อภิชญฺญา อกิญฺจนํ กามภเว อสตฺตํ เราเห็นผู้ใดเป็นพราหมณ์ บรรลุ ญาณ มีความรู้ยิ่ง ไม่กังวลไม่ขัดข้องในกามภพ. 
         ใช้ในอรรถว่าโสมนัส ได้ในประโยคเป็นต้นว่า เย เวทชาตา วิจรนฺติ โลเก ชนเหล่าใดเกิดโสมนัส เที่ยวไปในโลก. 
         ใช้ในอรรถว่าคันถะ ได้ในประโยคเป็นต้นว่า ติณฺณํ เวทานํ ปารคู สนิฆณฺฑุเกฏุภานํ ผู้จบคัมภีร์ไตรเพท พร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์และเกฏุภศาสตร์. 
         แม้ในที่นี้ก็ใช้ในอรรถว่าคันถะ คัมภีร์. 
         บทว่า ปารคู ได้แก่ ชื่อว่าปารคู เพราะถึงฝั่งแห่งคัมภีร์ไตรเพท ด้วยเพียงทำให้คล่องปาก. 
         บทว่า ลกฺขเณ ได้แก่ ในลักษณศาสตร์ มีลักษณะสตรีลักษณะบุรุษและมหาปุริสลักษณะ. 
         บทว่า อิติหาเส ได้แก่ ในคัมภีร์พิเศษ กล่าวคือโบราณคดีอันประกอบด้วยคำเช่นนี้ว่าเล่ากันว่าดังนี้ เล่ากันว่าดังนี้. 
         บทว่า สธมฺเม ได้แก่ ในธรรมของตนหรือในอาจารย์ของตัวพราหมณ์ทั้งหลาย. 
         บทว่า ปารมึ คโต แปลว่า ถึงฝั่ง. อธิบายว่า ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์. 
         ต่อมาวันหนึ่ง สุเมธบัณฑิตเป็นบัณฑิตผู้เพลินอยู่ด้วยกองคุณ ๑๐ ประการนั้น ก็อยู่ในที่ลับ ณ ปราสาทชั้นบน นั่งขัดสมาธิดำริว่า ขึ้นชื่อว่าการถือปฏิสนธิในภพใหม่เป็นทุกข์ การแตกดับแห่งสรีระในสถานที่เกิดแล้วเกิดเล่า ก็เหมือนกันคือเป็นทุกข์ ก็เรามีชาติ ชรา พยาธิ มรณะเป็นธรรมดา เราเป็นอยู่อย่างนี้ ก็ควรแสวงหาพระนิพพานอันไม่มีชาติ (ชรา) พยาธิ มรณะ เป็นที่จำเริญสุข อันจะพ้นจากการท่องเที่ยวไปในภพ จะพึงมีได้ก็ด้วยมรรคอย่างหนึ่ง ซึ่งจะให้ถึงพระนิพพานแน่แท้. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  ในครั้งนั้น เรานั่งคิดอยู่ในที่ลับอย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อ 
            ว่าการเกิดใหม่และการแตกดับแห่งสรีระเป็นทุกข์. 
                  ครั้งนั้น เรามีชาติชราพยาธิเป็นธรรมดา จำเรา 
            จักแสวงหาพระนิพพาน ซึ่งไม่แก่ไม่ตาย แต่เกษม. 
                  ถ้ากระไร เราผู้ไม่เยื่อใย ไม่ต้องการ จะพึงละ 
            กายอันเน่านี้ ซึ่งเต็มด้วยซากศพต่างๆ ไปเสีย. 
                  มรรคใดมีอยู่ จักมี มรรคนั้นไม่เป็นเหตุหามิได้ 
            จำเราจักแสวงหามรรคนั้น เพื่อหลุดพ้นจากภพ.
         แก้อรรถ         
         ก็ในคาถานั้น จำเราจักกล่าวเชื่อมความแห่งคาถา และความของบทที่ยากต่อไป. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รโหคโต แปลว่า ไปแล้วในที่ลับ นั่งในที่ลับ. 
         บทว่า เอวํ จินฺเตสหํ ตัดบทเป็น เอวํ จินฺเตสึ อหํ แปลว่า เราคิดแล้วอย่างนี้. ทรงแสดงอาการคือคิดด้วย บทว่า เอวํ นี้. 
         บทว่า ตทา ได้แก่ ครั้งเป็นสุเมธบัณฑิตเป็นคนเดียวกันกับพระองค์ ด้วยบทว่า เอวํ จินฺเตสหํ นี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงประกาศว่า ครั้งนั้น สุเมธบัณฑิตนั้นก็คือเรานี่แล จึงตรัสโดยอุตตมบุรุษว่า เอวํ จินฺเตสหํ ตทา. 
         บทว่า ชาติธมฺโม แปลว่า มีชาติเป็นสภาพ. 
         แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้. 
         บทว่า นิพฺพุตึ ได้แก่ พระนิพพาน. 
         ศัพท์ว่า ยนฺนูน เป็นนิบาตลงในอรรถว่าปริวิตก ความว่า ก็ผิว่าเรา. 
         บทว่า ปูติกายํ แปลว่า กายอันเน่า. 
         บทว่า นานากุณปปูริตํ ได้แก่ เต็มไปด้วยซากศพเป็นอันมากมีปัสสาวะ อุจจาระ หนอง เลือด เสมหะ น้ำลาย น้ำมูกเป็นต้น. 
         บทว่า อนเปกฺโข ได้แก่ ไม่อาลัย. 
         บทว่า อตฺถิ ได้แก่ อันเขาย่อมได้แน่แท้. 
         บทว่า เหหิติ แปลว่า จักมี คำนี้เป็นคำแสดงความปริวิตก. 
         บทว่า น โส สกฺกา น เหตุเย ความว่า ไม่อาจจะมีได้ด้วยมรรคนั้นหามีได้ ก็มรรคนั้นเป็นเหตุนั่นเอง. 
         บทว่า ภวโต ปริมุตฺติยา ได้แก่ เพื่อหลุดพ้นจากเครื่องผูกคือภพ.
         บัดนี้ เพื่อทรงทำความที่พระองค์ทรงปริวิตกให้สำเร็จผล จึงตรัสว่า ยถาปิ เป็นต้น. 
         เหมือนอย่างว่า ธรรมดาสุขอันเป็นข้าศึกของทุกข์มีอยู่ฉันใด เมื่อความเกิดมีอยู่ ความไม่เกิดอันเป็นข้าศึกของความเกิดนั้นก็พึงมีฉันนั้น 
         อนึ่ง เมื่อความร้อนมีอยู่ แม้ความเย็นอันระงับความร้อนนั้น ก็มีอยู่ฉันใด นิพพานอันเครื่องระงับไฟคือกิเลสมีราคะเป็นต้นก็พึงมี ฉันนั้น 
         อนึ่ง แม้ธรรมอันไม่มีโทษเป็นความดี ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมอันเป็นความชั่วลามก ก็มีอยู่ฉันใด เมื่อความเกิดอันเป็นฝ่ายชั่วมีอยู่ แม้นิพพานที่นับได้ว่าความไม่เกิด เพราะห้ามความเกิดได้ ก็พึงมีฉันนั้นเหมือนกันแล. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                  เมื่อทุกข์มีอยู่ แม้ธรรมดาสุขก็ย่อมมีฉันใด เมื่อ 
            ภพมีอยู่ แม้ภาวะที่มิใช่ภพ บุคคลก็พึงปรารถนาฉันนั้น. 
                  เมื่อความร้อนมีอยู่ ความเย็นตรงกันข้ามก็มีอยู่ 
            ฉันใด เมื่อไฟ ๓ กองมีอยู่ นิพพานเครื่องดับไฟ บุคคล 
            ก็พึงปรารถนาฉันนั้น. 
                  เมื่อความชั่วมีอยู่ แม้ความดีก็ย่อมมีฉันใด เมื่อ 
            ชาติมีอยู่ แม้ที่มิใช่ชาติ บุคคลก็พึงปรารถนาฉันนั้น.
         แก้อรรถ         
         ในคาถานั้น ศัพท์ว่า ยถาปิ เป็นนิบาตลงในอรรถข้ออุปมา. 
         บทว่า สุขํ ได้แก่ สุขทางกายและทางใจ. ที่ชื่อว่าสุข เพราะขุดทุกข์ด้วยดี. 
         บทว่า ภเว แปลว่า เมื่อความเกิด. 
         บทว่า วิภโว แปลว่า ความไม่เกิด. 
         เมื่อความเกิดมีอยู่ แม้ธรรมคือความไม่เกิด บุคคลก็พึงปรารถนา. 
         บทว่า ติวิธคฺคิ วิชฺชนฺเต ความว่า เมื่อไฟ ๓ กองมีราคะเป็นต้นมีอยู่. 
         บทว่า นิพฺพานํ ความว่า ก็พระนิพพานอันเป็นเครื่องดับเครื่องระงับไฟมีราคะเป็นต้นทั้ง ๓ กองนั้น บุคคลควรปรารถนา. 
         บทว่า ปาปเก ได้แก่ เมื่ออกุศลเลวทราม. 
         บทว่า กลฺยาณมฺปิ ได้แก่ แม้กุศล. 
         บทว่า เอวเมว ได้แก่ เอวเมวํ อย่างนี้ก็ฉันนั้น. 
         บทว่า ชาติ วิชฺชนฺเต ความว่า เมื่อความเกิดมีอยู่. ท่านกล่าวให้ต่างลิงค์และลบวิภัตติ. 
         บทว่า อชาติปิ ความว่า แม้นิพพานคือความไม่เกิด เป็นเครื่องห้ามกันความเกิด บุคคลก็พึงปรารถนา. 
         ครั้งนั้น เราก็คิดถึงแม้ประการอื่นว่า บุรุษผู้จมลงในกองอุจจาระ แลเห็นหนองน้ำที่มีน้ำใสประดับด้วยบัวหลวง บัวสายและบัวขาว ก็ควรแสวงหาหนองน้ำ ด้วยความคำนึงว่า ควรจะไปที่หนองน้ำนั้น โดยทางไหนหนอ. การไม่แสวงหาหนองน้ำนั้น ไม่ใช่ความผิดของหนองน้ำนั้น เป็นความผิดของบุรุษผู้นั้นผู้เดียวฉันใด เมื่อหนองน้ำใหญ่ คืออมตธรรมซึ่งเป็นเครื่องชำระมลทินคือกิเลสมีอยู่ การไม่แสวงหาหนองน้ำใหญ่คืออมตธรรมนั้น นั่นไม่ใช่ความผิดของหนองน้ำใหญ่คืออมตธรรม เป็นความผิดของบุรุษผู้เดียวก็ฉันนั้นเหมือนกัน. 
         อนึ่ง บุรุษถูกพวกโจรล้อมไว้ เมื่อทางหนีแม้มีอยู่ ถ้าบุรุษนั้นไม่หนีไปเสีย นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของทางนั้น เป็นความผิดของบุรุษผู้นั้นผู้เดียวฉันใด บุรุษที่ถูกพวกโจรคือกิเลสล้อมจับไว้ เมื่อทางใหญ่อันรุ่งเรืองอันจะไปยังมหานครคือพระนิพพาน แม้มีอยู่ ก็ไม่แสวงหาทางนั้น ก็ไม่ใช่ความผิดของทาง เป็นความผิดของบุรุษแต่ผู้เดียวก็ฉันนั้นเหมือนกัน. 
         บุรุษถูกความเจ็บป่วยบีบคั้น เมื่อหมอที่จะเยียวยาความเจ็บป่วยมีอยู่ ถ้าไม่แสวงหาหมอนั้น ไม่ยอมให้หมอนั้นเยียวยาความเจ็บป่วย นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของหมอ เป็นความผิดของบุรุษนั้นแต่ผู้เดียวฉันใด ก็ผู้ใดถูกความเจ็บป่วยคือกิเลสบีบคั้นหนัก ไม่แสวงหาอาจารย์ผู้ฉลาดในทางระงับกิเลสซึ่งมีอยู่ ก็เป็นความผิดของผู้นั้นผู้เดียว ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์ผู้ขจัดความเจ็บป่วยคือกิเลสก็ฉันนั้นเหมือนกัน. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  บุรุษตกบ่ออุจจาระ เห็นหนองน้ำมีน้ำเต็ม ก็ไม่ 
            ไปหาหนองน้ำนั้น นั่นไม่ใช่ความผิดของหนองน้ำ 
            ฉันใด. 
                  เมื่อหนองน้ำคืออมตะ เป็นเครื่องชำระมลทินคือ 
            กิเลสมีอยู่ บุคคลไปไม่หาหนองน้ำนั้น ก็ไม่ใช่ความ 
            ผิดของหนองน้ำคืออมตะ ก็ฉันนั้น. 
                  บุรุษถูกข้าศึกรุมล้อมไว้ เมื่อทางไปมีอยู่ บุรุษ 
            ผู้นั้นก็ไม่หนีไป นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของทาง ฉันใด. 
                  บุคคลถูกกิเลสรุมล้อมไว้ เมื่อทางอันรุ่งเรืองมี 
            อยู่ ก็ไม่ไปหาทางนั้น นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของทาง 
            อันรุ่งเรือง ก็ฉันนั้น. 
                  บุรุษถูกความเจ็บป่วยเบียดเบียนแล้ว เมื่อหมอที่ 
            จะเยียวยามีอยู่ ก็ไม่ยอมให้หมอนั้นเยียวยาความเจ็บ 
            ป่วยนั้น นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของหมอ แม้ฉันใด. 
                  บุคคลถูกความเจ็บป่วยคือกิเลส บีบคั้นเป็นทุกข์ 
            ก็ไม่ไปหาอาจารย์นั้น นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์ 
            ฉันนั้น
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คูถคโต ได้แก่ ตกลงสู่บ่ออุจจาระ หรือตกบ่อถูกอุจจาระเปื้อน. 
         บทว่า กิเลสมลโธวํ ได้แก่ เป็นที่ชำระมลทินคือกิเลส. คำนี้เป็นปฐมาวิภัตติ ลงในอรรถสัตตมีวิภัตติ. 
         บทว่า อมตนฺตเฬ แปลว่า ของหนองน้ำกล่าวคืออมตะ. คำนี้เป็นสัตตมีวิภัตติ พึงเห็นว่าลงในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ ท่านกล่าวใส่นิคคหิตไว้. 
         บทว่า อรีหิ ได้แก่ อันปัจจามิตรทั้งหลาย. 
         บทว่า ปริรุทฺโธ ได้แก่ ล้อมโดยรอบ. 
         บทว่า คมนมฺปเถ คือ คมนปเถ คือ เมื่อทางไป. 
         คำนี้ท่านกล่าวลงนิคคหิตอาคม เพื่อไม่ให้เสียฉันทลักษณ์. 
         บทว่า น ปลายติ ได้แก่ ผิว่าไม่พึงหนีไป. 
         บทว่า โส ปุริโส ได้แก่ บุรุษที่ถูกพวกโจรรุมล้อมไว้นั้น. 
         บทว่า อญฺชสฺส แปลว่า ของทาง. 
         จริงอยู่ ทางมีชื่อเป็นอันมาก คือ 
               มคฺโค ปนฺโถ ปโถ ปชฺโช อญฺชสํ วฏุมายนํ 
               นาวา อุตฺตรเสตุ จ กุลฺโล จ ภิสิ สงฺกโม. 
         แปลว่า ทาง ทั้งหมด แต่ในที่นี้ ทางนั้น ท่านกล่าวโดยใช้ชื่อว่าอัญชสะ. 
         บทว่า สิเว ได้แก่ ชื่อว่า สิวะเพราะไม่มีอุปัทวะทั้งปวง. 
         บทว่า สิวมญฺชเส ความว่า ของทางที่ปลอดภัย. 
         บทว่า ติกิจฺฉเก ได้แก่ หมอ. 
         บทว่า น ติกิจฺ ฉาเปติ ได้แก่ ไม่ยอมให้เยียวยา. 
         บทว่า น โทโส โส ติกิจฺฉเก ได้แก่ ไม่ใช่ความผิดของหมอ. อธิบายว่า เป็นความผิดของผู้ป่วยฝ่ายเดียว. 
         บทว่า ทุกฺขิโต ได้แก่ มีทุกข์ทางกายทางใจที่เกิดเอง. 
         บทว่า อาจริยํ ได้แก่ อาจารย์ผู้บอกทางหลุดพ้น. 
         บทว่า วินายเก แปลว่า ของอาจารย์. 
         ก็เราครั้นคิดดังกล่าวมานี้แล้ว จึงคิดยิ่งๆ ขึ้นไปอย่างนี้ว่า บุรุษผู้ชอบแต่งตัวสวยๆ ทิ้งซากศพที่คล้องคอเสีย ก็พึงเป็นสุขไปแม้ฉันใด แม้เราก็ทิ้งกายอันเน่านี้เสีย ไม่อาลัย พึงเข้าไปยังมหานครคือนิพพานก็ฉันนั้น. 
         อนึ่ง บุรุษสตรีถ่ายอุจจาระปัสสาวะลงที่พื้นดินอันเปื้อนอุจจาระปัสสาวะแล้ว ก็หาเอาใส่ชายพกหรือเอาชายผ้าห่ออุจจาระปัสสาวะนั้นพาไปไม่ ที่แท้ก็พากันเกลียด ไม่อยากแม้แต่จะดู ไม่อาลัยทิ้งไปเลยฉันใด แม้เราก็ไม่อาลัยกายอันเน่านี้ ควรที่จะละทิ้งเข้าไปยังอมตนครคือนิพพานก็ฉันนั้น. 
         อนึ่ง ธรรมดานายเรือทั้งหลายก็ละทิ้งเรือที่นำน้ำอันคร่ำคร่าไม่เยื่อใยไปเลยฉันใด แม้เราก็ละทิ้งกายที่ของโสโครกไหลออกจากปากแผลทั้ง ๙ แผลนี้ ไม่เยื่อใยจักเข้าไปยังมหานครคือนิพพานก็ฉันนั้น. 
         อนึ่ง บุรุษบางคนพกพารัตนะมากอย่างมีแก้วมุกดาแก้วมณีและแก้วไพฑูรย์เป็นต้น เดินทางไปกับหมู่โจร จำต้องละทิ้งโจรเหล่านั้น เพราะกลัวสูญเสียรัตนะ เลือกถือเอาแต่ทางที่เกษมปลอดภัยฉันใด กายอันเน่าแม้นี้ก็เสมือนโจรปล้นรัตนะ ถ้าเราจักทำความอยากในกายนี้ รัตนะคืออริยมรรคและกุศลธรรมของเราก็จักสูญเสียไป เพราะฉะนั้นจึงควรที่เราจำต้องละทิ้งกรัชกายที่เสมือนมหาโจรนี้ แล้วเข้าไปยังมหานครคือนิพพานก็ฉันนั้น. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  บุรุษเกลียดซากศพที่ผูกคออยู่ ปลดออกไปเสีย 
            ก็มีสุข มีเสรี มีอิสระฉันใด.
                  เราทิ้งกายอันเน่านี้ ที่สะสมซากศพต่างๆ ไว้ไป 
            เสีย ไม่อาลัย ไม่ต้องการก็ฉันนั้นเหมือนกัน. 
                  บุรุษสตรีทิ้งอุจจาระไว้ในที่ถ่ายอุจจาระ ไปเสีย 
            ไม่อาลัย ไม่ต้องการฉันใด. 
                  เราทอดทิ้งกายนี้ ที่เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ 
            เหมือนทิ้งส้วมไปก็ฉันนั้น. 
                  เจ้าของเรือ ทิ้งเรือลำเก่าชำรุด รั่วน้ำไป ไม่เยื่อใย 
            ไม่ต้องการฉันใด. 
                  เราก็ทอดทิ้งกายนี้ ที่มี ๙ ช่อง เป็นที่ไหลออก 
            ของสิ่งโสโครกอยู่เป็นนิตย์ไป เหมือนเจ้าของเรือสละ 
            ทิ้งเรือลำเก่าก็ฉันนั้นเหมือนกัน. 
                  บุรุษพกพาของมีค่าไปกับพวกโจร แลเห็นภัย 
            จากการเสียหายของๆ มีค่า จึงละทิ้งโจรไปฉันใด. 
                  กายนี้ก็เปรียบเสมอด้วยมหาโจร เพราะกลัวการ 
            เสียหายแห่งกุศล เราจึงจำต้องละกายนี้ไปก็ฉันนั้น 
            เหมือนกัน.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาปิ กุณปํ ปุริโส ความว่า บุรุษวัยรุ่นผู้รักสวยรักงาม อึดอัดระอา เกลียดด้วยซากงู ซากสุนัข หรือซากมนุษย์ที่ถูกผูกคอไว้ จึงปลดซากศพนั้นออกไปเสียแม้ฉันใด. 
         บทว่า สุขี ได้แก่ ประสบสุข. บทว่า เสรี ได้แก่ อยู่ตามอำเภอใจ. 
         บทว่า นานากุณปสญฺจยํ ได้แก่ เป็นกองซากศพต่างๆ มากหลาย. ปาฐะว่า นานากุณปปูริตํ ดังนี้ก็มี. 
         บทว่า อุจฺจารฏฺฐานมฺหิ ความว่า คนทั้งหลายย่อมอุจจาระ คือถ่ายอุจจาระในประเทศนั้น เหตุนั้นประเทศนั้น จึงชื่อว่าเป็นที่ถ่ายอุจจาระ. ประเทศที่ถ่ายอุจจาระนั้นด้วย เป็นฐานด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่าฐานเป็นประเทศถ่ายอุจจาระ. 
         อีกอย่างหนึ่ง ประเทศอันเขาถ่ายอุจจาระ เหตุนั้นจึงชื่อว่าประเทศที่ถ่ายอุจจาระ. 
         คำนี้เป็นชื่อของอุจจาระ. ที่ของอุจจาระนั้น ชื่อว่าที่ของอุจจาระในฐานแห่งอุจจาระ. 
         อธิบายว่า ในฐานที่เปื้อนด้วยของสกปรก. 
         บทว่า วจฺจํ กตฺวา ยถา กุฏึ ความว่า เหมือนบุรุษสตรีละทิ้งกุฏิที่ถ่ายอุจจาระ คือส้วมฉะนั้น. 
         บทว่า ชชฺชรํ ได้แก่ เก่า. 
         บทว่า ปุลคฺคํ ได้แก่ ชำรุด. อธิบายว่า กระจัดกระจาย. 
         บทว่า อุทคาหินึ ได้แก่ ถือเอาน้ำ. 
         บทว่า สามี ได้แก่ เจ้าของเรือ. 
         บทว่า นวจฺฉิทฺทํ ได้แก่ ชื่อว่ามี ๙ ช่อง เพราะประกอบด้วยปากแผล ๙ แผลมีตาหูเป็นต้น ทั้งช่องเล็กช่องน้อย. 
         บทว่า ธุวสฺสวํ ได้แก่ เป็นที่ไหลออกเป็นประจำ. อธิบายว่า มีสิ่งไม่สะอาดไหลออกเป็นนิตย์. 
         บทว่า ภณฺฑมาทิย ได้แก่ ถือเอาทรัพย์สินมีรัตนะเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง. 
         บทว่า ภณฺฑจฺเฉทภยํ ทิสฺวา ความว่า เห็นภัยแต่การชิงทรัพย์สิน. 
         บทว่า เอวเมว ความว่า เหมือนบุรุษพกพาทรัพย์สินเดินไปฉะนั้น. 
         บทว่า อยํ กาโย ความว่า สภาพนี้ เป็นบ่อเกิดแห่งสิ่งที่เขาเกลียดแล้วที่น่าเกลียดอย่างยิ่ง เหตุนั้นจึงชื่อว่ากาย. 
         คำว่า อายะ ได้แก่ ที่เกิด. 
         อาการทั้งหลายย่อมมาแต่สภาพนั้น เหตุนั้น สภาพนั้นจึงชื่อว่าอายะ เป็นแดนมา. อาการทั้งหลายมีผมเป็นต้นอันเขาเกลียดแล้ว. สภาพเป็นแดนมาแห่งอาการทั้งหลายมีผมเป็นต้นอันเขาเกลียดแล้ว ด้วยประการฉะนั้น เหตุนั้น สภาพนั้นจึงชื่อว่ากาย. 
         บทว่า มหาโจรสโม วิย ความว่า กายชื่อว่ามหาโจรสมะ เพราะเป็นโจรมีปาณาติบาตและอทินนาทานเป็นต้นคอยปล้นกุศลทุกอย่าง โดยอำนาจความยินดีเป็นต้นในปิยรูปทั้งหลายมีรูปารมณ์เป็นต้น ด้วยจักษุเป็นอาทิ เพราะฉะนั้น จึงควรทราบการเชื่อมความว่า บุรุษผู้ถือทรัพย์สินที่เป็นรัตนะ ไปกับหมู่โจรนั้นจำต้องละโจรเหล่านั้นไปเสียฉันใด แม้เราก็จำต้องละกายอันเสมอด้วยมหาโจรนี้ไปเพื่อแสวงหาทางที่ทำความสวัสดีให้แก่ตนฉันนั้นเหมือนกัน. 
         บทว่า กุสลจฺเฉทนาภยา ความว่า เพราะกลัวแต่การปล้นกุศลธรรม. 
         ครั้งนั้น สุเมธบัณฑิตครั้นครุ่นคิดถึงเหตุแห่งเนกขัมมะการออกบวชด้วยอุปมานานาประการอย่างนี้แล้ว จึงคิดอีกว่า บิดาและปู่เป็นต้นของเรารวบรวมกองทรัพย์ใหญ่นี้ไว้ เมื่อไปปรโลกก็พาเอาแม้แต่กหาปณะเดียวไปไม่ได้.
         ส่วนเราควรจะถือเอาเพื่อทำเหตุไปปรโลก ดังนี้แล้วก็ไปกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระบาทมีหัวใจถูกชาติชราเป็นต้นรบกวน จำจักออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน ข้าพระบาทมีทรัพย์อยู่หลายแสนโกฏิ ขอพระองค์ผู้สมมติเทพโปรดทรงดำเนินการกะทรัพย์นั้นเถิด พระเจ้าข้า. 
         พระราชาตรัสว่า เราไม่ต้องการทรัพย์ของท่านดอก ท่านนั้นเองจงทำตามปรารถนาเถิด. 
         สุเมธบัณฑิตนั้นทูลรับว่า ดีละพระเจ้าข้า. 
         แล้วให้ตีกลองร้องป่าวไปในพระนคร ให้ทานแก่มหาชน ละวัตถุกามและกิเลสกามแล้ว ก็ออกจากอมรนครซึ่งเสมือนเทพนครอันประเสริฐไปแต่ลำพังผู้เดียว อาศัยธัมมิกบรรพต ในป่าหิมวันตประเทศที่มีฝูงเนื้อนานาชนิด ทำอาศรม สร้างบรรณศาลาลงในที่นั้น สร้างที่จงกรมที่เว้นโทษ ๕ ประการ ละทิ้งผ้าอันประกอบด้วยโทษ ๙ ประการแล้ว นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้ที่ประกอบด้วยคุณ ๑๒ ประการ เพื่อรวบรวมกำลังแห่งอภิญญาที่ประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ บวชแล้ว. 
         เขาบวชอย่างนี้แล้ว ก็ละบรรณศาลาที่เกลื่อนด้วยโทษ ๘ ประการ เข้าอาศัยโคนไม้ที่ประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ ละธัญชาติหลากชนิดทุกอย่าง บริโภคแต่ผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ตั้งความเพียรโดยการนั่งยืนและเดิน ก็ได้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ภายใน ๗ วันเท่านั้น. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  เราคิดอย่างนี้แล้ว ก็ให้ทรัพย์หลายร้อยโกฏิ 
            เป็นทาน แก่คนที่มีที่พึ่งและไม่มีที่พึ่ง แล้วก็เข้าไป 
            ยังหิมวันตประเทศ. 
                  ไม่ไกลหิมวันตประเทศ มีภูเขาชื่อว่าธัมมิกะ 
            เราก็ทำอาศรม สร้างบรรณศาลา.
                  ณ ที่นั้น เราก็สร้างที่จงกรม อันเว้นโทษ ๕ 
            ประการ รวบรวมกำลังแห่งอภิญญา อันประกอบ 
            ด้วยคุณ ๘ ประการ. 
                  เราสละผ้า อันมีโทษ ๙ ประการไว้ ณ ที่นั้น 
            นุ่งผ้าเปลือกไม้ อันมีคุณ ๑๒ ประการ. 
                  เราสละบรรณศาลา อันเกลื่อนด้วยโทษ ๘ 
            ประการ เข้าอาศัยโคนไม้ อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ 
            ประการ 
                  เราสละธัญชาติที่หว่านที่ปลูก โดยมิได้เหลือ 
            เลย บริโภคแต่ผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติอันพรั่ง 
            พร้อมด้วยคุณเป็นอันมาก. 
                  เราตั้งความเพียรในที่นั้นด้วยการนั่งยืนและ 
            เดิน ก็ได้บรรลุกำลังแห่งอภิญญาภายใน ๗ วัน 
            เท่านั้น.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวาหํ ตัดบทว่า เอวํ อหํ ความว่า เราคิดโดยประการที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง. 
         บทว่า นาถานาถานํ ความว่า เราให้แก่คนที่มีที่พึ่งและคนที่ไม่มีที่พึ่ง คือทั้งคนมั่งมี ทั้งคนยากจน พร้อมทั้งซุ้มประตูและเรือน ด้วยกล่าวว่า ผู้ต้องการก็จงรับเอา. 
         บทว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ได้แก่ ในที่ไม่ไกล คือใกล้ขุนเขาหิมวันต์. 
         บทว่า ธมฺมิโก นาม ปพฺพโต ได้แก่ ภูเขามีชื่ออย่างนี้. 
         ถามว่า เพราะเหตุไร ภูเขาลูกนี้จึงมีชื่อว่าธัมมิกะ. 
         ตอบว่า ก็พระโพธิสัตว์ทั้งหลายโดยมาก บวชเป็นฤาษี เข้าอาศัยภูเขาลูกนั้นทำอภิญญาให้เกิดแล้วทำสมณธรรม เพราะฉะนั้นภูเขาลูกนั้นจึงได้ปรากฏชื่อว่าธัมมิกะ เพราะเป็นที่อาศัยแห่งบุคคลผู้มีสมณธรรม. 
         ด้วยคำว่า อสฺสโม สุกโต มยฺหํ เป็นต้น ตรัสไว้เหมือนว่าสุเมธบัณฑิต สร้างอาศรม บรรณศาลาที่จงกรมด้วยฝีมือตนเอง แต่แท้จริง หาได้สร้างด้วยฝีมือตนเองไม่ ท้าวสักกเทวราชทรงส่งวิสสุกรรมเทพบุตรไปสร้าง มิใช่หรือ. 
         แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงผลสำเร็จนั้น ซึ่งเกิดด้วยบุญญานุภาพของพระองค์ในครั้งนั้น จึงตรัสเป็นต้นว่า 
         ดูก่อนสารีบุตร ณ ภูเขานั้น 
               เราทำอาศรม สร้างบรรณศาลา สร้างที่จงกรม 
               อันเว้นโทษ ๕ ประการ ไว้ ณ ที่นั้น. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺณสาลา ได้แก่ ศาลามุงบังด้วยใบไม้. 
         บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ณ อาศรมบทนั้น. 
         บทว่า ปญฺจโทสวิวชฺชิตํ ได้แก่ เว้นห่างไกลจากโทษแห่งที่จงกรม ๕ ประการ. 
         ชื่อว่าโทษแห่งที่จงกรม ๕ ประการ อะไรบ้าง. อันเว้นจากโทษ ๕ ประการเหล่านี้ คือเป็นที่แข็งขรุขระ ๑ อยู่ในต้นไม้ ๑ มีที่รกกำบัง ๑ แคบเกินไป ๑ กว้างเกินไป ๑ ด้วยการกำหนดอย่างสูง. ท่านกล่าวว่า ที่จงกรมยาว ๖๐ ศอก กว้างศอกครึ่ง.
         อีกนัยหนึ่ง บทว่า ปญฺจโทสวิวชฺชิตํ ได้แก่ เว้นห่างไกลจากโทษ คือนิวรณ์ ๕ ประการ พึงเห็นว่า เชื่อมความกับบทหลังนี้ว่า อภิญฺญาพลมาหริ ดังนี้. 
         บทว่า อฏฺฐคุณสมุเปตํ ความว่า ชักนำกำลังแห่งอภิญญาอันประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ คือ เมื่อจิตตั้งมั่นอย่างนี้ หมดจด สะอาด ไม่มีมลทิน ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่งาน มั่นคง ไม่หวั่นไหว. 
         แต่อาจารย์บางพวกกล่าวเชื่อมความกับอาศรมว่า เราสร้างอาศรมอันประกอบด้วยสมณสุข ๘ ประการ คือ ประกอบพรักพร้อมด้วยสมณสุข ๘ ประการเหล่านี้ คือ ชื่อว่าสมณสุข ๘ ประการเหล่านี้คือ ไม่หวงทรัพย์และข้าวเปลือก แสวงแต่บิณฑบาตที่ไม่มีโทษ บริโภคแต่ก้อนข้าวเย็นแล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องเบียดเบียนรัฐในเมื่อพวกราชบุรุษเอาแต่เบียดเบียนรัฐ ถือเอาทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้น ปราศจากฉันทราคะในเครื่องอุปกรณ์ทั้งหลาย ไม่มีภัย เพราะการปล้นของโจร ไม่คลุกคลีกับพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา ไม่ถูกกระทบกระทั่งใน ๔ ทิศ. คำนั้นไม่สมกับบาลี. 
         บทว่า สาฏกํ แปลว่า ผ้า. 
         บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในอาศรมนั้น. 
         ด้วยบทว่า นวโทสมุปาคตํ ทรงแสดงว่า ดูก่อนสารีบุตร เราเมื่ออยู่ในที่นั้น ก็เสียสละผ้าที่มีค่ามากที่ตนนุ่งห่มเสีย ก็เมื่อจะละผ้า ได้เห็นโทษ ๙ ประการในผ้านั้นจึงละเสีย. 
         ความจริงประกาศโทษ ๙ ประการในผ้าแก่ผู้บวชเป็นดาบสทั้งหลาย. 
         โทษ ๙ ประการคืออะไร ทรงแสดงว่า เราละผ้าที่ประกอบด้วยโทษ ๙ ประการเหล่านี้คือ ผ้าเป็นของมีค่า ชีวิตนักบวชอยู่ได้ด้วยผู้อื่น ผ้าหมองไปทีละน้อยด้วยการใช้ ผ้าที่หมองแล้วจำต้องซักต้องย้อม ผ้าเก่าไปด้วยการใช้ ผ้าที่เก่าแล้วจำต้องทำการชุน ทำการปะ ผ้าเกิดได้ยากในการแสวงหาใหม่ ไม่เหมาะแก่การบวชเป็นดาบส เป็นของสาธารณะทั่วไปแก่พวกโจร ต้องคุ้มครองโดยที่พวกโจรลักไปไม่ได้ เป็นฐานการแต่งตัวของผู้นุ่งห่ม ผู้ที่พาเที่ยวไปกลายเป็นคนมักมาก แล้วจึงนุ่งผ้าเปลือกไม้. 
         บทว่า วากจีรํ ความว่า เราถือเอาผ้าที่สำเร็จด้วยเปลือกไม้ ซึ่งกรองด้วยหญ้ามุงกระต่ายเป็นเส้นๆ ทำแล้ว เพื่อใช้นุ่งห่ม. 
         บทว่า ทฺวาทสคุณมุปาคตํ ได้แก่ ประกอบด้วยอานิสงส์ ๑๒ ประการ. 
         ในบทนี้ คุณศัพท์มีอรรถว่าอานิสงส์ เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า สตคุณา ทกฺขิณา ปาฏิกงฺขิตพฺพา พึงหวังได้ทักษิณามีอานิสงส์ร้อยหนึ่ง. 
         อักษรทำการต่อบท ถึงพร้อมด้วยคุณ ๑๒ ประการเหล่านี้ คือ ผ้าเปลือกไม้มีอานิสงส์ ๑๒ ประการคือ มีค่าน้อย ๑ ไม่เนื่องด้วยผู้อื่น ๑ อาจทำได้ด้วยมือตนเอง ๑ แม้เมื่อเก่าเพราะการใช้ก็ไม่ต้องเย็บ ๑ ไม่มีโจรภัย ๑ ผู้แสวงหาก็ทำได้ง่าย ๑ เหมาะแก่การบวชเป็นดาบส ๑ ไม่เป็นฐานการแต่งตัวของผู้ใช้ ๑ มีความมักน้อยในปัจจัยคือจีวร ๑ ใช้สะดวก ๑ เปลือกไม้ที่เกิดก็หาได้ง่าย ๑ แม้เมื่อผ้าเปลือกไม้สูญหายก็ไม่เสียดาย ๑. 
         ครั้งนั้น สุเมธบัณฑิตอยู่ ณ บรรณศาลาอาศรมนั้น ตอนใกล้รุ่งก็ลุกขึ้นพิจารณาถึงเหตุออกบวชของตน คิดอย่างนี้ว่า เราละบ้านเรือนซึ่งมีอาการประหนึ่งที่อยู่อันประเสริฐของเทพยดา อันงดงามด้วยสมบัติอันโอฬาร น่ารื่นรมย์ของคฤหัสถ์ชนด้วยการสัมผัสกำไลมือกำไลเท้าทองใหม่เป็นต้นระคนด้วยเสียงและการหัวเราะการพูดที่ไพเราะ เหมือนละก้อนเขฬะ เข้าไปยังป่าตโปวัน บำเพ็ญตบะเครื่องลอยบาปของชนทั้งปวง เพราะเป็นผู้เพลินด้วยวิเวก แต่การอยู่ที่บรรณศาลา ณ อาศรมนี้ของเราก็เป็นเหมือนการครองเรือนครั้งที่สอง เอาเถิด เราจะอยู่เสียที่โคนไม้. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
            เราละบรรณศาลาอันเกลื่อนด้วยโทษ ๘ ประการ.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฐโทสสมากิณฺณํ ความว่า เกลื่อนคือประกอบพร้อมด้วยโทษ ๘ ประการ. 
         โทษ ๘ ประการอะไรบ้าง. 
         พระมหาสัตว์เห็นโทษ ๘ เหล่านี้ คือการที่สร้างให้สำเร็จจำต้องใช้เครื่องสัมภาระมาก ๑ จำต้องบำรุงอยู่เป็นนิตย์ด้วยหญ้าใบไม้และดินเหนียวเป็นต้น ๑ จำต้องออกไปโดยเข้าใจว่า ไม่มีเอกัคคตาจิตสำหรับผู้จำต้องออกไปในเวลาไม่สมควร ด้วยคิดว่า ขึ้นชื่อว่าเสนาสนะ จักทรุดโทรมไป ๑ ต้องทนุถนอมกาย เพราะกระทบเย็นร้อน ๑ ต้องปกปิดคำครหาที่ว่า ผู้เข้าไปบ้านเรือนอาจทำชั่วอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ๑ ต้องหวงแหนว่านี้ของเรา ๑ ต้องนึกอยู่เสมอว่า นี้บ้านเรือน มีอยู่อย่างผู้มีเพื่อน ๑ ต้องเป็นของทั่วไปเป็นอันมาก เพราะต้องทั่วไปแก่สัตว์ทั้งหลายมีเล็น เลือด จิ้งจกเป็นต้น ๑ ดังนี้แล้วจึงละบรรณศาลาเสีย. 
         บทว่า คุเณหิ ทสหุปาคตํ ความว่า เราปฏิเสธที่กำบัง เข้าไปยังโคนไม้อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ 
         คุณ ๑๐ ประการอะไรบ้าง. 
         ตรัสว่า เราเห็นคุณ ๑๐ เหล่านี้ คือ มีความริเริ่มขวนขวายน้อย ๑ ได้ความไม่มีโทษ โดยง่ายว่าเพียงเข้าไปโคนไม้นั้นเท่านั้น ๑ ทำอนิจจสัญญาให้ตั้งขึ้นด้วยการเห็นความแปรปรวนของต้นไม้และใบไม้ ๑ ไม่ตระหนี่เสนาสนะ ๑ เมื่อจะทำชั่ว ณ โคนไม้นั้นย่อมละอาย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีที่ลับทำชั่ว ๑ ไม่ทำความหวงแหน ๑ อยู่กับเทวดาทั้งหลาย ๑ ปฏิเสธที่กำบัง ๑ ใช้สอยสะดวก ๑ ไม่ห่วงใยเพราะเสนาสนะคือโคนไม้ หาได้ง่าย ในทุกสถานที่ไป ๑ แล้วจึงเข้าไปยังโคนไม้. 
         และตรัสว่า 
               โคนไม้ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสรรเสริญแล้ว 
         และตรัสว่า เป็นนิสสัย ที่อาศัยที่อยู่ของผู้สงัด เสมอ 
         ด้วยโคนไม้ จะมีแต่ไหน. 
               แท้จริง ผู้อยู่โคนไม้อันสงัด อันกำจัดความ 
         ตระหนี่ที่อยู่ อันเทวดารักษาแล้ว ชื่อว่าผู้มีวัตรดี. 
               ผู้เห็นต้นไม้และใบไม้ ที่มีสีแดง เขียว เหลือง 
         อันหล่นแล้ว ย่อมบรรเทานิจจสัญญาเข้าใจว่าเที่ยง 
         เสียได้. 
               เพราะฉะนั้นแล ผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ ไม่ 
         ควรดูหมิ่นโคนไม้อันสงัด ที่เป็นทรัพย์มรดกของ 
         พระพุทธเจ้า เป็นที่อยู่ของผู้ยินดียิ่งในภาวนา.

27 พฤศจิกายน 2568

บทที่ 3 ในสวนเหวินหมิง ตั๋งจั๋วทำให้ติงหยวนลี่ ซู่ติดสินบนหลี่ปู้ด้วยทองคำและไข่มุก นิยายรักสามก๊ก 三國演烹 三国演义 Romance of the Three Kingdoms

                        สามก๊ก (三國演義; 三国演义; Sānguó Yǎnyì)เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 ที่เชื่อกันว่าประพันธ์โดยหลัว กวนจง เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่วุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นในปี ค.ศ. 169 และสิ้นสุดลงด้วยการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวในปี ค.ศ. 280 โดยราชวงศ์จินตะวันตก นวนิยายเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจาก บันทึกสามก๊ก (三國志)ที่เขียนโดยเฉินโชว 
                       เรื่องราวนี้ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และเทพนิยาย นำเสนอชีวิตของขุนนางและข้าราชบริพารที่พยายามจะเข้ามาแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย หรือฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แม้ว่านวนิยายจะติดตามตัวละครนับร้อย แต่จุดสนใจหลักอยู่ที่กลุ่มอำนาจสามกลุ่มที่เกิดขึ้นจากซากปรักหักพังของราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็ก่อตั้งเป็นสามรัฐ ได้แก่ โจเว่ย ซู่ฮั่น และอู่ตะวันออก นวนิยายกล่าวถึงแผนการ การต่อสู้ส่วนตัวและทางทหาร การชิงอำนาจ และการต่อสู้ดิ้นรนของรัฐเหล่านี้เพื่อครองความเป็นใหญ่เป็นเวลาเกือบ 100 ปี 
                        สามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่นวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมจีน มีจำนวนคำทั้งหมด 800,000 คำ และตัวละครเอกเกือบพันตัว (ส่วนใหญ่เป็นตัวละครทางประวัติศาสตร์) ใน 120 บท นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ได้รับความรักมากที่สุดในเอเชียตะวันออก และอิทธิพลทางวรรณกรรมในภูมิภาคนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับผลงานของเชกสเปียร์ที่มีต่อวรรณกรรมอังกฤษ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านกันอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนยุคปลายจักรวรรดิและยุคใหม่ เฮอร์เบิร์ต ไจล์สกล่าวว่าในหมู่ชาวจีนเอง นวนิยายเรื่องนี้ถือเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
วีดีโอ : สามก๊ก 2010 ตอนที่ 3 Three Kingdoms
 
ก่อนหน้า👩🏽‍🎤                                                       🧚🏻‍♂️อ่านต่อ
  
 คราวนี้มาดูเหตุการณ์ ที่ โจโฉกล่าวกับเหอจิ้นว่า “ภัยพิบัติที่เกิดจากขันทีนั้นก็เหมือนกันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน เป็นเพียงกรณีที่กษัตริย์องค์ก่อนประทานความโปรดปรานและอำนาจที่ไม่เหมาะสมแก่พวกเขา ซึ่งนำพาสถานการณ์เช่นนี้มาสู่สถานการณ์เช่นนี้ หากเพียงแต่ต้องการแก้ไขสถานการณ์ ท่านเพียงแค่กำจัดตัวร้ายหลักๆ ออกไป แค่ผู้คุมคนเดียวก็เพียงพอแล้ว เหตุใดท่านจึงเรียกกำลังพลจากมณฑลมาทีละคน ในทางกลับกัน การพยายามประหารพวกเขาทั้งหมดก็รับประกันได้ว่าความลับจะเปิดเผย ข้าคิดว่าท่านคงล้มเหลวอย่างแน่นอน”
                        เหอจินตอบอย่างโกรธเคืองว่า “เจ้ากำลังวางแผนอะไรอยู่เหมิงเต๋อ ? ”
                        โจโฉออกจากการประชุมโดยถอนหายใจ “คนที่จะทำให้อาณาจักรโกลาหลก็คือเหอจิ้น !”
                        ด้วยเหตุนี้ เหอจิ้นจึงส่งตัวแทนออกไปเป็นการส่วนตัวพร้อมคำสั่งลับเดินทางไปตามกองกำลังหลักทุกแห่งทั้งกลางวันและกลางคืน
 เป็นที่ทราบกันดีว่าต้งจั๋วซึ่งดำรงตำแหน่งแม่ทัพแนวหน้ามาร์ควิสแห่งเอาเซียงและผู้ตรวจการมณฑลเหลียงถูกปลดออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการเนื่องจากล้มเหลวในการต่อสู้กับกองทัพเหลืองเขาอาจถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด แต่ต้งจั๋วได้ซื้อตัวข้ารับใช้สิบคนเพื่อหลบหนีการฟ้องร้อง ต่อมา ด้วยการสร้างสัมพันธ์กับผู้มีอิทธิพลในราชสำนักต้งจั๋วจึงได้รับตำแหน่งสำคัญยิ่งขึ้น เขาบังคับบัญชากองทัพสองแสนนายจากมณฑลตะวันตก และมักมีจิตใจที่ดื้อรั้น
 ตงจั๋วรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้รับพระราชโองการจากจักรพรรดิ และตั้งมั่นที่จะจัดทัพโดยไม่ชักช้า เขาได้มอบหมายให้หนิวฟู่ บุตรเขย ผู้เป็นสุภาพบุรุษประจำราชสำนักคอยคุ้มกันแนวหลังที่ซานซี ขณะที่เขาออกเดินทางพร้อมกับกองกำลังที่เหลือ รวมถึงนายทหารหลี่เจวี๋ยกัวซื่อจางจี๋และฟ่านโจวมุ่งหน้าสู่ลั่ว
 หลี่ รู่บุตรเขยอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นที่ปรึกษาของเขาได้กล่าวกับเขาว่า “ถึงแม้เราจะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเป็นทางการ แต่ก็ยังมีช่องว่างให้ตีความเจตนาของเราผิดไปได้มาก ทำไมไม่ส่งคนไปยื่นคำร้องเพื่อชี้แจงจุดมุ่งหมายและแสดงความจงรักภักดีของเราล่วงหน้าล่ะ? แล้วเราจะประสบความสำเร็จในความพยายามของเรา” ตงจั๋วรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับคำแนะนำนี้ จึงได้ยื่นคำร้องซึ่งมีใจความว่า:
 ข้าได้ยินมาว่าสิ่งที่ขัดขวางการสิ้นสุดของความวุ่นวายและการทรยศหักหลังทั่วทั้งอาณาจักรคือเหล่าผู้ติดตามประจำประตูเหลืองจางหรงและคนอื่นๆ ซึ่งกำลังละเมิดและละเมิดธรรมชาติ ดังคำกล่าวที่ว่า แม้หม้อจะหยุดเดือดได้ด้วยการคนอย่างแรง แต่เอาฟืนที่ต้มมันออกไปดีกว่า ถึงแม้ฝีจะแตกก็เจ็บปวด ดีกว่าปล่อยให้มันลุกลามไปมากกว่านี้ ดังนั้น ข้าจึงกล้าเป่าแตรและตีกลองเดินทัพเข้าไปในหลัวและข้าขออนุญาตนำจางหรงและพวกพ้องออกไป เพื่อขอพรจากรัฐ! เพื่อขอพรจากแผ่นดิน!
                        เมื่อเหอจิ้นได้รับคำร้องนี้ เขาก็นำออกมาแสดงให้หัวหน้าคณะรัฐมนตรีดูเจิ้งไท่ เสมียนหลวงคัดค้านว่า “ ตั๋งโต๊ะ นี่ มันหมาป่า! ถ้าพามันเข้าเมืองหลวง มันจะกินเนื้อมนุษย์!”
                        แต่เหอจินกล่าวว่า “คุณหวาดระแวงเกินไป ไม่เหมาะสมที่จะพูดคุยเกี่ยวกับแผนการใหญ่ๆ ”
                        ลู่จื้อยังคัดค้านว่า “ข้ารู้จักชายคนนี้มานานแล้วตงจั๋วถึงหน้าตาจะดี แต่หัวใจเขาดุจหมาป่า การปล่อยให้เขาหลุดเข้าไปในวังชั้นในแม้แต่ครั้งเดียว ย่อมนำมาซึ่งหายนะ ควรหยุดยั้งเขาไว้ดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหายนะ ”
                        กระนั้นเหอจินก็ยังคงดื้อดึง ผู้คัดค้านทั้งสองจึงลาออกจากตำแหน่งและเกษียณอายุราชการ โดยมีรัฐมนตรีในราชสำนักมากกว่าครึ่งหนึ่งทำตาม เหอจินจึงส่งสายลับไปต้อนรับตงจั๋วที่เหมียนฉือ ซึ่งตงจั๋วได้ระดมพลและหยุดเคลื่อนไหวใดๆ ต่อไป
 เมื่อจางหรงและคนอื่นๆ ทราบว่ากองทัพมณฑลเหล่านี้มาถึง พวกเขาก็พูดกันว่า “นี่เป็น แผนการของ เหอจินหากเราไม่ลงมือก่อน ตระกูลของพวกเราจะถูกทำลาย” ดังนั้น พวกเขาจึงซ่อนกลุ่มอันธพาลติดอาวุธห้าสิบคนไว้ที่ประตูแห่งคุณธรรมอันรุ่งโรจน์ณ ตำหนักของพระพันปีเหอ ในพระราชวังแห่งความสุขนิ รันดร์ จากนั้นจึงเข้าไปพูดคุยกับนาง
                        “ท่านแม่ทัพใหญ่ได้ออกคำสั่งเรียกกำลังพลจากจังหวัดมายังเมืองหลวง เพื่อพยายามกำจัดพวกเรา” พวกเขาอธิบายให้เธอฟัง “ท่านหญิง โปรดสงสารและโปรดช่วยพวกเราด้วยเถิด”
                        “ทำไมไม่ไปที่สำนักงานของคุณและสารภาพความผิดของคุณเหรอ?” เธอถาม
                        “ถ้าเราไปที่นั่น เราคงโดนหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย” จางหรง กล่าว “ท่านหญิง ข้าพเจ้าได้แต่หวังว่าท่านจะเรียกเขามาที่พระราชวังและสั่งให้เขาหยุด หากเขาปฏิเสธ ข้าพเจ้าขอภาวนาขอให้ท่านตายต่อหน้าท่าน”
 พระพันปีจึงออกพระราชโองการเรียกเฮ่อจินเมื่อได้รับพระราชโองการแล้วเฮ่อจินจึงวางแผนจะไปหานางทันที แต่เฉินหลินกลับคัดค้าน “การที่พระพันปีออกพระราชโองการนี้ หมายความว่าสิบองค์ต้องยุยงให้นางทำ อย่าไป เพราะถ้าเจ้าไป เจ้าจะประสบหายนะ” แต่เฮ่อจินตอบว่า “พระพันปีเป็นผู้เรียกข้า หายนะอะไรเช่นนี้”
                        หยวนเส้ากล่าวว่า “แผนรั่วไหลออกมาแล้ว และแผนการก็ถูกเปิดเผยแล้ว ท่านนายพล ท่านยังจะเข้าวังแบบนี้อีกหรือ?”
                        โจโฉกล่าวว่า “ก่อนจะเข้าไป เจ้าควรเรียกเหล่าสิบคนออกจากวังเสียก่อน”
                        แต่เหอจินกลับหัวเราะและกล่าวว่า “ความคิดแบบเด็กๆ เช่นนี้! ข้ามีอำนาจเหนือดินแดนทั้งหมดอยู่ในมือของข้า! สิบเทพจะกล้ารังแกข้าหรือ?”
                        หยวนเส้ากล่าวว่า “ท่านครับ หากท่านยืนกรานที่จะไป พวกเราจะนำทหารไปด้วยเพื่อคุ้มกันสิ่งที่อาจเกิดขึ้น”
                        ดังนั้นหยวนเส้าและโจโฉจึงเลือกทหารผ่านศึกคนละห้าร้อยนาย และสั่งให้หยวนซู่ น้องชายของหยวนเส้าเป็นผู้นำพวกเขา
 หยวนชูสวมชุดเกราะเต็มยศ ระดมพลออกไปนอกประตูโซ่เขียวขณะที่หยวนเส้าและโจโฉคาดดาบ เดินนำเหอจิ้นไปยังด้านหน้าพระราชวังสุขสันต์ขันทีรับใช้แจ้งแก่พวกเขาว่า “พระพันปีหลวงทรงเรียกเฉพาะแม่ทัพใหญ่เท่านั้น คนอื่นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า” ดังนั้นหยวนเส้าโจโฉ และคนอื่นๆ จึงยังคงอยู่นอก ประตูพระราชวัง
                        เหอจิ้นเดินเข้ามาอย่างภาคภูมิใจ แต่เมื่อถึงประตูแห่งคุณธรรมอันรุ่งโรจน์จางหรงและต้วนกุ้ยก็ปรากฏตัวขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับเขา ขณะที่พวกพ้องของพวกเขารุมล้อมเขาเหอจิ้นรู้สึกประหลาดใจ
 จางรังตำหนิเขาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม “พระพันปีตงทำผิดอะไร ถึงได้วางยาพิษนางจนตายอย่างหุนหันพลันแล่นเช่นนี้? แล้วตอนที่พระมารดาแห่งรัฐถูกฝัง เธอก็อ้างว่าป่วยไข้ไม่ยอมออกจากที่ดิน! เธอเป็นแค่เด็กเหลือขอจากตระกูลคนขายเนื้อ จนกระทั่งเราแนะนำเธอให้โอรสแห่งสวรรค์และนำเกียรติยศและเกียรติยศมาให้เธอ แต่แทนที่จะแสดงความกตัญญู เธอกลับวางแผนทำร้ายพวกเรา! เรียกพวกเราว่าโสมม แล้วใครกันที่เป็นคนสะอาด?”
                        เหอจิ้นตกใจสุดขีดจึงมองหาทางหนี แต่ประตูวังปิดหมดแล้ว เหล่าอันธพาลก็ออกมาจากที่ซ่อน พวกมันจึงฟันเหอจิ้นเป็นสองท่อน ดังที่กวีท่านหนึ่งได้คร่ำครวญไว้ว่า
               บ้านของฮั่นนั้นสั่นคลอน
               เมื่อเหอจินผู้ ไร้สติ ถือบังเหียน
               ไม่มีหูสำหรับคำพูดที่ตรงไปตรงมา
               แต่กลับมีจุดแหลมคมกว่า
                        จางหรงและคนอื่นๆ สังหารเหอจินไปแล้ว หยวนเส้ารออยู่นานโดยไม่เห็นเขาโผล่ออกมา ในที่สุดเขาก็ตะโกนผ่านประตูว่า “ท่านนายพล รถม้าของท่านรออยู่!” จางหรงและคนอื่นๆ ตอบโต้ด้วยการโยนหัวของเหอจินลงมาจากกำแพง
                        ขันทีประกาศว่า “ เหอจิ้นกำลังวางแผนก่อกบฏ แต่เขาถูกประหารชีวิตไปแล้ว เหล่าลูกน้องของเขาได้รับการอภัยโทษและอภัยโทษ” แต่หยวนเส้าตะโกนอย่างเดือดดาลว่า “ขันทีสมรู้ร่วมคิดและสังหารหัวหน้าเสนาบดี! ให้พวกที่คิดจะลงโทษฝ่ายชั่วร้ายนี้มาช่วยข้าต่อสู้!”
 นายทหาร คนหนึ่งของเหอจินหวู่กวงเริ่มกระจายไฟออกไปนอกประตูโซ่เขียว ทันที หยวนซู่หัวหน้าลูกน้องบุกเข้าไปในพระราชวังและลงมือสังหารขันทีคนใดก็ตามที่พบ โดยไม่คำนึงถึงอายุหรือยศหยวนเส้าและโจโฉบุกเข้าไปในส่วนในของพระราชวัง จากนั้นจึงนำตัวขันทีทั้งสี่คน ได้แก่จ้าวจงเฉิงกวง เซี่ยหยุนและกัวเซิ่ง ไปที่ด้านหน้าของกระท่อมดอกไม้สีน้ำเงินและสับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไฟลุกลามไปทั่วพระราชวัง ควันไฟปกคลุมท้องฟ้า
                        อีกสี่คนจากสิบคนนั้นจางรังต้วนกุ้ยเฉาเจี๋ยและโฮ่วหลานหลบหนีไปพร้อมกับพระพันปีหลวงเหอจักรพรรดิและองค์ชายเฉินหลิวโดยหนีไปตามถนนด้านหลังสู่พระราชวังเหนือ
 แม้ว่าลู่จื้อจะลาออกจากตำแหน่งแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ได้ออกจากเมืองหลวง เมื่อได้ยินว่ามีความวุ่นวายเกิดขึ้นในพระราชวัง เขาก็สวมชุดเกราะ คว้าหอก และรออยู่ใต้ศาลา จากระยะไกล เขาเห็นต้วนกุ้ยกำลังเร่งพระพันปีเหอให้รีบไป แล้วตะโกนว่า “ ต้วนกุ้ยเจ้ากบฏ เจ้ากล้าดีอย่างไรที่ลักพาตัวพระพันปีเหอ” ต้วนกุ้ยหันหลังกลับและหนีไปทันที พระพันปีเหอกระโดดออกจากหน้าต่างลู่จื้อ จึง เข้ามาช่วยและพาเธอไปยังที่ปลอดภัย
                        หวู่กวงบุกเข้าไปในลานด้านใน แล้วพบเหอเหมี่ยวถือดาบอยู่ในมือ
                        อู๋กวงอุทานว่า “เหอเหมียวมีส่วนร่วมในแผนการฆ่าพี่ชายของเขา! เขาควรตายเหมือนคนอื่นๆ!”
                        ทหารเหล่านั้นร้องตะโกนว่า “เอาหัวของคนทรยศที่คิดร้ายต่อพี่ชายของตนไป!”
                        เหอเหมียวพยายามหลบหนีแต่กลับถูกล้อมและถูกสับเป็นชิ้นๆ
                        หยวนเส้าสั่งให้ทหารของเขากระจัดกระจายและออกตามหาครอบครัวและผู้ติดตามของตระกูลสิบ สังหารพวกเขาทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงอายุ ชายไร้เคราจำนวนมากถูกฆ่าตายอย่างผิดพลาดในการสังหารหมู่ ที่เกิดขึ้น
                        โจโฉจึงลงมือดับไฟในวัง ขอร้องให้พระพันปีเหอเป็นผู้สั่งการ และส่งทหารไปติดตามจางหรังและคนอื่นๆ เพื่อตามหาองค์จักรพรรดิ องค์น้อย
 ทันใดนั้นจางหรงและต้วนกุ้ยได้รีบนำจักรพรรดิและองค์ชายเฉินหลิวหนี ไป ฝ่าควันไฟและเดินทางฝ่าราตรีไปจนกระทั่งถึงเนินเขาเป่ยหม่างราวๆ ยามสาม พวกเขาได้ยินเสียงตะโกนดังลั่นมาจากด้านหลังและเห็นทหารไล่ตามมา เบื้องหน้าของพวกเขาคือนายทหารจากกองบัญชาการกลางเหอหนานมินกงตะโกนว่า “หยุดนะ เจ้าพวกทรยศ!” จางหรง เห็นว่าทุก อย่างสูญสิ้นแล้ว จึงกระโดดลงไปในแม่น้ำเหลืองและจมน้ำตาย
 เนื่องจากจักรพรรดิและองค์ชายเฉินหลิวไม่อาจแยกแยะมิตรจากศัตรูได้ท่ามกลางการต่อสู้ พวกเขาจึงไม่กล้าประกาศตำแหน่งโดยการตะโกน แต่กลับซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้ารกชัฏริมฝั่งแม่น้ำเหลืองทหารออกค้นหาทุกทิศทุกทางแต่ก็ไม่พบ พวกเขาอยู่ที่นั่นจนถึงยามที่สี่ ตัวสั่นด้วยความหนาวเหน็บราวกับน้ำค้างที่โปรยปรายลงมา หิวโหยยิ่งนัก พวกเขาร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของกันและกันอย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้ใครพบเห็น
                        ในที่สุดองค์ชาย เฉินหลิวก็เอ่ยว่า “เราอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้แล้ว เราต้องหาทางออกอื่น”
 เด็กทั้งสองจึงผูกเสื้อผ้าเข้าด้วยกันและปีนขึ้นไปบนตลิ่งสูงชันริมแม่น้ำได้สำเร็จ แต่ทว่าพวกเขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในพุ่มหนาม และแม้จะมืดมิด แต่ก็มองไม่เห็นทาง พวกเขาเริ่มสิ้นหวังเมื่อทันใดนั้น หิ่งห้อยนับร้อยนับพันก็ผุดขึ้นรอบตัวพวกเขา ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ ขณะที่พวกมันบินวนอยู่เบื้องหน้าจักรพรรดิ
                        “พี่ชาย สวรรค์ช่วยพวกเราอย่างนี้!” เจ้าชายกล่าว
                        เมื่อตามแสงหิ่งห้อยไป พวกเขาก็พบเส้นทางในไม่ช้า ซึ่งพวกเขาก็เดินตามไป พอถึงยามที่ห้า เท้าของพวกเขาก็ปวดเมื่อยและไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ ท่ามกลางเนินเขา พวกเขาเห็นกองฟาง จึงคลานเข้าไปนอนพัก
 อีกฟากหนึ่งของกองฟางคือบ้านไร่หลังหนึ่ง ชาวนาที่อยู่ข้างในกำลังฝันว่ามีพระอาทิตย์สีแดงคู่หนึ่งกำลังตกอยู่หลังบ้าน เขาสะดุ้งตื่นขึ้นอย่างตกใจ แต่งตัวอย่างรีบร้อน แล้วเดินออกไปที่ประตูเพื่อมองไปรอบๆ เขาเห็นแสงสีแดงจากกองฟางหลังบ้านส่องประกายขึ้นสู่ท้องฟ้า เขาสำรวจทันทีและพบเด็กชายสองคนกำลังนอนหลับอยู่บนฟาง
                        “ท่านสุภาพบุรุษทั้งหลาย ท่านเป็นคนบ้านไหน?” เขากล่าวถาม
                        จักรพรรดิ ไม่อาจหาคำตอบ ได้แต่สหายชี้นิ้วมาที่เขาและกล่าวว่า “พระองค์คือจักรพรรดิ องค์ปัจจุบัน พวกเราหนีมาที่นี่เพื่อหนีความรุนแรงที่เหล่าข้ารับใช้สิบคนก่อขึ้นข้าคือน้องชายของเขาองค์ชาย เฉินหลิว ”
                        ชาวนาผู้นั้นประหลาดใจ โค้งคำนับซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขากล่าวว่า “ข้าคือชุยอี๋น้องชายของท่านผู้ครองเมือง ชุ ยเลี่ย ข้า ได้เห็นท่านสิบขายตำแหน่งและอิจฉาผู้มีเกียรติ ข้าจึงใช้ชีวิตอย่างสันโดษอยู่ที่นี่”
                        คุ้ยอีนำจักรพรรดิเข้าไปในฟาร์มของเขา และคุกเข่าเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มให้แขก
                        ในตอนนี้มินกงได้ไล่ตามและจับต้วนกุ้ย ไปแล้ว “ โอรสแห่งสวรรค์อยู่ที่ไหน” เขาถาม
                        “พวกเราถูกแยกกันไปตามถนน” ต้วนกุ้ยกล่าว “ข้าไม่รู้ว่าองค์จักรพรรดิเสด็จไปไหนแล้ว”
 มินกงสังหารต้วนกุ้ยและแขวนหัวที่ถูกตัดขาดไว้ที่คอม้า เขาส่งคนของเขาออกค้นหาไปทุกทิศทุกทางในขณะที่เขาขี่ม้าไปคนเดียวตามถนนในภารกิจเดียวกัน โดยบังเอิญเขาสะดุดเจอฟาร์มของชุยอี เมื่อเห็นหัวของ ต้วนกุ้ยห้อยอยู่ที่คอม้าชุยอีจึงถามมินกงซึ่งเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฟังชุยอีพอใจและพามินกงไปหาจักรพรรดิผู้ปกครองและเสนาบดีร้องไห้อย่างขมขื่นในการพบปะกัน
                        “รัฐไม่อาจดำรงอยู่ได้แม้วันเดียวหากปราศจากผู้ปกครอง” มินกง กล่าว “ข้าขอวิงวอนฝ่าบาท โปรดเสด็จกลับเมืองหลวง”
 ที่ฟาร์ม พวกเขามีเพียงเรื่องน่าเศร้าเพียงเรื่องเดียว และนี่คือสิ่งที่พวกเขาทำเพื่อถวายแด่องค์จักรพรรดิเจ้าชายหนุ่มขี่ม้าไปพร้อมกับหมินกงบนหลังม้าของตนเอง หลังจากออกจากฟาร์ม ในเวลาไม่ถึงหนึ่งไมล์ พวกเขาก็พบกับกลุ่มทหารหลายร้อยนายภายใต้การนำของข้าราชบริพารหลายท่าน ได้แก่หวังหยุนผู้บัญชาการทหารสูงสุดหยางเปียว พันเอกกองทัพซ้าย ชุนยูฉงพันเอกกองทัพขวาจ้าวหรง พัน เอกกองทัพหลังเป่าซินและพันเอกกองทัพกลางหยวนเส้าพวกเขาเคลื่อนพลเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิทุกคนต่างร้องไห้สะอึกสะอื้น
                        ชายคนหนึ่งถูกส่งไปที่เมืองหลวงเพื่อออกคำสั่ง โดยถือศีรษะที่ถูกตัดขาดของDuan Guiไว้ เป็นคำเตือน
                        จักรพรรดิและองค์ชายเฉินหลิว ได้รับม้าศึกที่ดีกว่า อย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เหล่าชายหนุ่มได้รับการคุ้มกันโดยบริวารและนำตัวกลับลั่วหยาง
                        ก่อนเหตุการณ์เหล่านี้ บทเพลงเด็กที่ร้องในเมืองลั่วหยางได้ทำนายไว้ว่า:               
แม้จักรพรรดิจะไม่ได้ปกครอง แม้เจ้าชายจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งใดๆ เลย แต่ขบวนแห่อันรุ่งโรจน์ก็เคลื่อนตัวมาจากเนินเขาเป่ยมัง
 ขบวนแห่ยังเคลื่อนไปได้ไม่ไกลนัก พวกเขาก็เห็นทหารกลุ่มใหญ่ถือธงปลิวไสวบดบังแสงอาทิตย์ ก่อให้เกิดฝุ่นผงขนาดมหึมา เหล่าทหารองครักษ์หน้าซีดเผือดจักรพรรดิทรง ตื่น ตระหนกยิ่งนักหยวนเส้าจึงขี่ม้าออกไปล่วงหน้าและทรงซักถามว่าพวกเขาเป็นใคร
                        จากใต้ร่มธงที่ปักไว้ มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งขี่ม้าออกมาและถามว่า “ บุตรแห่งสวรรค์ อยู่ที่ไหน ”
                        จักรพรรดิตกอยู่ในความตื่นตระหนกเกินกว่าจะตอบสนอง แต่เจ้าชายแห่งเฉินหลิวขี่ม้าไปข้างหน้าและตะโกนว่า “เจ้าเป็นใคร”
                       “ ตงจัวผู้ตรวจการจังหวัดเหลียง ” เขาตอบ
                       “ท่านมาปกป้องรถศึกหรือมาขโมยมัน” เจ้าชายตรัสถาม
                       “ฉันมาเพื่อปกป้อง” ตงจัวกล่าว
                       “ถ้าเป็นเช่นนั้นพระบุตรแห่งสวรรค์ก็อยู่ที่นี่แล้ว ทำไมท่านจึงไม่ลงจากหลังม้า?”
                       ตงจั๋วตกใจจึงรีบลงจากหลังม้าและยืนทำความเคารพที่ด้านซ้ายของถนน
                       จากนั้นองค์ชายก็ทรงตรัสอย่างมีพระทัยเพื่อปลอบใจตงจั๋วและตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงการพบกันครั้งสุดท้าย ทั้งสองก็ไม่เคยลังเลว่าจะพูดอะไร ตงจั๋วประทับใจมากจนความคิดที่จะปลดจักรพรรดิเพื่อแทนที่องค์ชาย เฉิ นหลิวก็ผุดขึ้นมาในหัว แล้ว
                       ขบวนแห่มาถึงพระราชวังในวันเดียวกันนั้น ที่นั่นจักรพรรดิทรงเข้าเฝ้าพระพันปีหลวงเหอ และทุกคนต่างร่ำไห้อย่างยินดี
                       อย่างไรก็ตาม ขณะที่กำลังตรวจสอบพระราชวัง กลับพบว่าตราประทับการสืบทอดซึ่งยืนยันอำนาจของจักรพรรดิ ได้ หายไป
 ตงจั๋วตั้งค่ายทหารของเขาไว้นอกกำแพงเมืองลั่วและทุกวันเขาจะเข้าเมืองพร้อมกับทหารไปรษณีย์คุ้มกัน พวกเขาเดินไปมาตามท้องถนน ทิ้งให้ประชาชนทั่วไปตกอยู่ในความหวาดหวั่นอยู่ตลอดเวลา ตัว ตงจั๋วเองก็เข้าออกอาคารต่างๆ ในเขตพระราชวังตามใจชอบ โดยไม่แสดงความเคารพหรือยับยั้งชั่งใจใดๆ
                        พันเอก เป่าซินแห่งกองทัพหลังเล่าถึงพฤติกรรมของตงจั๋วให้หยวนเส้าฟังและเตือนว่า “ชายคนนี้มีแผนการชั่วร้ายบางอย่างและควรกำจัดทิ้งทันที ”
                        “แต่ศาลเพิ่งจะมั่นคงขึ้นเท่านั้น” หยวนเส้า ตอบ “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะตัดสินใจอย่างด่วนสรุป”
                        จากนั้น เป่าซินก็เห็นหวางหยุนและถามว่าเขาคิดอย่างไร
                        “ยังต้องมีการหารือกันต่อไป” เป็นคำตอบของหวังหยุน เป่าซินถูกปฏิเสธสองครั้ง จึงนำทัพออกเดินทางไปยังพื้นที่รอบภูเขาไท่
                        ตงจั๋วชักชวนทหารของสองพี่น้องตระกูลเหอ จินและเหมียว ให้มาร่วมบัญชาการอย่างชำนาญ แล้วกล่าวกับหลี่หรู เป็นการส่วนตัว ว่า “ข้าต้องการปลดจักรพรรดิโดยให้องค์ชายเฉินหลิว เป็น ผู้ บังคับบัญชา ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร”
 “บัดนี้ราชสำนักไร้ผู้ปกครอง” หลี่ รู่ อธิบาย “ไม่มีเวลาใดจะดีไปกว่าตอนนี้ที่จะดำเนินแผนการของท่าน การล่าช้าจะทำให้ทุกอย่างพังพินาศ พรุ่งนี้จงรวบรวมเจ้าหน้าที่ที่สวนเหวินหมิงและแจ้งการตัดสินใจของท่านให้ทราบ ประหารคู่ต่อสู้ทั้งหมดเสีย แล้วศักดิ์ศรีของท่านก็จะถูกชำระ”
                        คำตอบของ Li Ru ทำให้ Dong Zhuoรู้สึก
 วันรุ่งขึ้นตงจั๋วได้จัดงานเลี้ยงใหญ่โตและเชิญหัวหน้าคณะรัฐมนตรีทุกคนมาร่วมงาน เนื่องจากทุกคนต่างเกรงกลัวเขา พวกเขาจะเข้าร่วมได้อย่างไร? ตงจั๋ว รอจนกว่าหัวหน้าคณะรัฐมนตรีทุกคนจะมาถึง จาก นั้นจึงค่อย ๆ ขี่ม้าไปยังสวนหลังสุดอย่างช้า ๆ และเข้าประจำที่โดยถือดาบคาดเอวไว้ เมื่อเหล้าองุ่นหมุนเวียนไปหลายรอบตงจั๋ว จึงสั่งให้ หยุดพิธีและดนตรี
                        “ผมมีเรื่องเดียวที่จะพูด” เขาพูดอย่างห้วนๆ “ตั้งใจฟัง และพูดอย่างเงียบๆ”
                        สภาวการณ์รอคอยคำพูดของเขาอย่างตั้งใจ
 “ โอรสแห่งสวรรค์ ” ตงจั๋วกล่าว“คือเจ้านายของประชาชน แต่ถ้าเขาขาดศักดิ์ศรีและประพฤติตนไม่เหมาะสม เขาก็ไม่เหมาะสมที่จะค้ำจุนทั้งแท่นบูชาของรัฐและวิหารของบรรพบุรุษ กษัตริย์องค์ปัจจุบัน ของเรา อ่อนแอ ด้อยกว่าองค์ชาย เฉิ นหลิวทั้งในด้านสติปัญญาและความรักในการเรียนรู้องค์ชายเหมาะสมอย่างยิ่งกับราชบัลลังก์ ข้าปรารถนาจะปลดจักรพรรดิและแต่งตั้งองค์ชายขึ้นแทน เหล่าเสนาบดี ท่านคิดเห็นอย่างไร”
                        ที่ประชุมฟังอย่างเงียบๆ ไม่มีใครกล้าที่จะเอ่ยคำคัดค้านแม้แต่คำเดียว
 ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งก็ผลักโต๊ะของตนออกไป แล้วลุกขึ้นยืนต่อหน้างานเลี้ยง แล้วตะโกนว่า “ไม่นะ ไม่นะ! เจ้าเป็นใครกัน ถึงได้กล้าออกคำสั่งอันกล้าหาญเช่นนี้? บุตรแห่งสวรรค์เป็น บุตรของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ล่วงลับโดยพระชายาโดยชอบธรรมและมิได้กระทำผิดใดๆ เลย เจ้าจะรีบร้อนเสนอให้แทนที่เขาได้อย่างไร? เจ้าต้องการกบฏอะไร?”
                        ตงจัวเห็นว่าเป็นติงหยวนผู้ตรวจการจังหวัดจิง
                        ตงจัวคำรามใส่เขา “ผู้ที่เชื่อฟังข้าจะได้รับชีวิต และผู้ที่ต่อต้านข้าจะได้รับความตาย!” เขาคำราม
 เขาชักดาบออกมาราวกับจะตัดหัวติงหยวนทันที แต่หลี่รู่ ผู้เฝ้าระวัง สังเกตเห็นว่า ยืนอยู่ด้านหลังติงหยวนมีคนรับใช้ที่ดูอันตรายเป็นพิเศษคนหนึ่ง กำลังถือหอกอย่างข่มขู่ ดวงตาของเขาพร่ามัวไปด้วยความโกรธหลี่รู่จึงรีบแทรกขึ้นมาว่า “งานเลี้ยงวันนี้ไม่เหมาะที่จะพูดถึงเรื่องบ้านเมือง พรุ่งนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องสาธารณะแบบนี้”
                        แขกคนอื่นๆ ชวนติงหยวนขึ้นม้าแล้วออกไป เมื่อเขาออกไปแล้วตงจั๋วก็ถามเสนาบดีคนอื่นๆ ว่า “สิ่งที่ฉันพูดไปนั้นยุติธรรมและสมเหตุสมผลไม่ใช่หรือ?”
 “ท่านล้มเหลวแล้ว ท่านผู้สูงศักดิ์” ลู่จื้อ กล่าว ในสมัยโบราณ เป็นเพราะความขาดสติปัญญาของผู้ปกครองไท่เจีย ที่ทำให้อี้หยิน มุขมนตรีของเขา เนรเทศไปยัง [สถานที่ I'd="958"]พระราชวังถง และในประวัติศาสตร์ของรัฐฮั่นของเราเอง เป็นเพราะการกระทำอันชั่วร้ายกว่าสามพันครั้งที่องค์ชายฉางอี้ได้กระทำภายในเวลาเพียงยี่สิบเจ็ดวันบนบัลลังก์ มุขมนตรีฮั่วกวง จึง แจ้งความต่อวัดบรรพบุรุษถึงความผิดของตนและปลดพระองค์ออกจากตำแหน่ง กษัตริย์องค์ปัจจุบัน ของเรา อาจจะยังหนุ่ม แต่พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถ ทรงมีพระปรีชาสามารถ และไม่เคยทำผิดพลาดหรือบกพร่องแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น พวกท่านเป็นเพียงผู้ตรวจการของมณฑลชายแดน และไม่เคยมีส่วนร่วมในกิจการของเมืองหลวง และท่านก็ไม่มีพรสวรรค์อย่างอี้หยินหรือฮั่วกวง ท่าน จะกดดันเรื่องการแทนที่กษัตริย์องค์หนึ่งด้วยอีกองค์หนึ่งได้อย่างไร ดังที่นักปราชญ์เม่งจื่อกล่าวไว้ว่า 'ด้วย เจตนาของ อี้หยินเป็นสิ่งที่อนุญาตได้ หากปราศจากการแย่งชิงอำนาจ'” 
                        ตงจั๋ว โกรธ มากและชักดาบออกมาเพื่อสังหารผู้พูดที่กล้าหาญ แต่ที่ปรึกษาสุภาพบุรุษ เผิงป๋อกลับคัดค้าน
                        “ สำนักเลขาธิการลู่เป็นที่เคารพนับถือของอาณาจักรทั้งหมด หากคุณฆ่าเขา ฉันเกรงว่าอาณาจักรจะสั่นสะท้าน” เผิงป๋อกล่าว
                        ตงจั๋วได้รับคำแนะนำนี้และหยุดมือของเขาไว้
                        หวังหยุนกล่าวว่า“คำถามใหญ่โตเช่นการปลดและสถาปนาจักรพรรดินั้น ไม่ควรตัดสินหลังจากงานเลี้ยงฉลองไวน์ ปล่อยให้เลื่อนไปก่อนแล้วค่อยว่ากันใหม่”
                        แขกต่างแยกย้ายกันไปตงจั๋วยืนอยู่ที่ประตูสวน จับด้ามดาบไว้แน่น มองพวกเขาเดินจากไป
                        ขณะยืนอยู่เช่นนั้น เขาก็สังเกตเห็นพลหอกขี่ม้ากำลังควบไปมาอยู่นอกประตูสวน เขาจึงถามหลี่หรูว่า “นั่นใคร?”
                        “นั่นคือบุตรบุญธรรมของติงหยวน ” หลี่หรูกล่าวกับเขา “เขาชื่อลือปู้เรียกขานว่าเฟิงเซียนท่านอย่าไล่ตามเขาไปนะท่านชาย” ตงจั๋วจึงเข้าไปในประตูเพื่อไม่ให้ใครเห็น
 อย่างไรก็ตาม วันรุ่งขึ้น มีคนมารายงานตงจั๋วว่าติงหยวนได้นำทัพออกไปนอกเมืองและกำลังท้าทายเขาให้สู้รบตงจั๋วโกรธ จัด จึงนำทัพของตนเองออกไปพร้อมกับหลี่หรูกองทัพต่างๆ ได้ถูกจัดวางกำลังอย่างเหมาะสมเพื่อเผชิญหน้ากัน
 ลือโป๋เป็นบุคคลสำคัญที่ศัตรูต่างจับตามอง ผมของเขาถูกจัดแต่งทรงภายใต้เครื่องประดับศีรษะทองคำอันงดงาม สวมชุดนักรบปักลายงดงาม หมวกหางไก่ฟ้าและแผ่นอก คาดเข็มขัดหยกแวววาวประดับด้วยเข็มกลัดรูปหัวสิงโตรอบเอว ควบม้าพร้อมหอกยาวเตรียมพร้อม เดินไปพร้อมกับติงหยวน ที่ นำหน้า
                        ติงหยวนชี้ไปที่ตงจั๋วแล้วเริ่มด่าทอเขา
 “มันเลวร้ายพอแล้วสำหรับรัฐ เมื่อขันทีเล่นอำนาจและผลักดันให้ประชาชนตกอยู่ในความทุกข์ยาก บัดนี้เจ้าผู้ไร้คุณธรรมแม้แต่น้อย กลับกล้าพูดอย่างหุนหันพลันแล่นถึงการปลดจักรพรรดิผู้ชอบธรรมและตั้งจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นมา เจ้ากำลังสร้างความวุ่นวายอะไรให้กับราชสำนัก”
 ก่อนที่ตงจั๋วจะทันได้ตอบโต้ลือปู้ก็ควบม้าตรงเข้ามาหาเขาอย่างกระตือรือร้นที่จะต่อสู้ตงจั๋ววิ่งหนีไปด้วยความตื่นตระหนก ขณะที่ กองทัพของ ติงหยวนก็บุกเข้าโจมตีกองกำลังของตนเอง ทหารของ ตงจั๋วพ่ายแพ้อย่างยับเยิน ส่วนคนที่ถูกตีก็ถอยทัพไปกว่าสามสิบลี้เพื่อตั้งค่ายใหม่ ณ ที่แห่งนี้ตงจั๋วได้เรียกนายทหารของเขามาประชุม
                         “ ลือโป๋ ผู้นี้ ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก” ตงจั๋ว กล่าว “หากเขาอยู่ฝ่ายข้าเพียงผู้เดียว ใครในอาณาจักรนี้จะต้องกังวลกันอีกเล่า?”
 เมื่อได้ยินดังนั้น ชายคนหนึ่งจึงเดินเข้ามาหา “ท่านเจ้าข้า อย่าได้กลัวเลย! ข้าเป็นชาวบ้านลือโป๋และรู้จักเขาดี เขาเป็นคนกล้าหาญแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม และเมื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว เขากลับลืมหลักการของตนเองไปเสียสิ้น ด้วยลิ้นอันเฉียบคมของข้า ข้าสามารถโน้มน้าวให้เขายอมแปรพักตร์เข้าข้างท่านได้ จะเป็นอย่างไรบ้าง?”
                        ตงจัวรู้สึกดีใจและศึกษาผู้พูดและจำได้ว่าเขาคือหลี่ซู่หนึ่งในนายพลแห่งหน่วยเสือเร็วประจำบ้านของ เขา
                        “คุณจะโน้มน้าวเขาได้อย่างไร” ตงจัวถาม
                        หลี่ซู่ตอบว่า “ข้าได้ยินมาว่าเจ้ามีม้าตัวหนึ่งชื่อกระต่ายแดง วิ่งได้วันละพันลี้ ข้าต้องได้ม้าตัวนี้พร้อมทองคำและไข่มุก ถึงจะชนะใจมันได้ หากข้าใช้โอกาสนี้โน้มน้าวมันลือปู้จะยอมละทิ้งการรับใช้ของติงหยวน เพื่อมารับใช้เจ้า”
                        “คุณคิดอย่างไร” ตงจัว ถาม หลี่รู่
                        “เราไม่สามารถอิจฉาชัยชนะเหนือม้าได้” หลี่ รู่ตอบ
 ตงจั๋วเห็นด้วย และมอบสิ่งที่เขาเรียกร้องให้แก่ผู้ทำลายศีลธรรม ได้แก่ ทองคำหนึ่งพันตำลึง ไข่มุกสีประกายสิบเส้น เข็มขัดหยก และกระต่ายแดง เพื่อนำไปด้วยเมื่อไปเยี่ยมชาวบ้านด้วยกันหลี่ซูรับไว้ด้วยความยินดี จากนั้นจึงออกเดินทางไปยัง ค่ายของ ลือ ปู้เขาพูดกับทหารยามที่กำลังลาดตระเวนอยู่ว่า “ช่วยบอกนายพลลือทันทีว่ามีเพื่อนเก่ามาเยี่ยมท่าน”
                        ทหารยามส่งรายงานนี้มา และลือโป๋ก็สั่งให้เขาเข้ารับการรักษา
                        เมื่อหลี่ซู่เข้ามา เขากล่าวว่า “น้องชายที่น่ารักของฉัน เจ้าสบายดีหรือเปล่าตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เราเจอกัน?”
                        ลั่วปู้ตอบพร้อมคำนับ “นานมากแล้ว! แล้วตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหน?”
 “ข้าได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพพยัคฆ์ฉกาจ ” หลี่ซู่ตอบ “เมื่อข้ารู้ว่าท่านเป็นผู้สนับสนุนราชบัลลังก์อย่างแข็งขัน ข้าก็อดดีใจไม่ได้ บัดนี้ข้ามาเพื่อนำม้าที่วิเศษมากมาให้ท่าน ม้าตัวนี้ราคาวันละพันลี้ ข้ามแม่น้ำและขึ้นเขาราวกับเดินอยู่บนที่ราบเรียบ ชื่อว่ากระต่ายแดง ข้านำมันมาให้ท่านโดยเฉพาะ เพื่อเสริมความดุร้ายดุจเสือของท่าน”
 ลือโป๋รีบสั่งให้พาม้าออกไปดู ม้าตัวนั้นมีสีสม่ำเสมอดุจถ่านไฟที่กำลังลุกไหม้ ไม่มีเส้นขนสีอื่นแม้แต่เส้นเดียว เขาวัดความยาวได้หนึ่งจ่างจากหัวจรดหาง และวัดความยาวได้แปดชี่จากกีบถึงคอ เมื่อร้องเสียงนั้นก็ดังก้องไปถึงสวรรค์เบื้องบน สะเทือนสะเทือนไปทั่วท้องทะเล
                       กวีในยุคหลังได้บรรยายถึง Red H ไว้ว่า:
               ม้าตัวผู้ว่องไวและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ถูกกีบเท้าดูแคลน ฝุ่นผงฟุ้งกระจายเป็นก้อนเมฆ บัดนี้มันว่ายน้ำในแม่น้ำ ปีนขึ้นไปบนเนินเขาทันที ฉีกหมอกสีม่วงให้แตกออก มันหักบังเหียนอย่างดูถูกเหยียดหยาม สลัดบังเหียนประดับอัญมณีออกจากหัว มันเหมือนมังกรไฟที่ลงมาจากสวรรค์ชั้นสูงสุด
                        เมื่อลือ โป๋ได้เห็นม้า เขาก็ดีใจและแสดงความขอบคุณอย่างกระตือรือร้น “พี่ชาย ฉันจะตอบแทนคุณที่มอบม้าดีๆ เช่นนี้ให้กับฉันได้อย่างไร”
                        “ฉันจะหวังผลตอบแทนอะไรได้บ้าง” หลี่ซู่ ถาม “ฉันมาหาคุณด้วยมิตรภาพและความเป็นเพื่อน”
                        ลือโป๋ส่งคนไปเอาไวน์มาและทั้งคู่ก็ดื่มจนพอใจ
                        “พี่ชายที่เคารพ เราเจอกันน้อยมาก” หลี่ซู่ กล่าว “แต่พ่อที่เคารพของคุณมาเยี่ยมบ่อยมาก”
                        “พี่ชาย ท่านคงเมามาก!” ลือโป๋ อธิบาย “พ่อข้าตายไปหลายปีแล้ว ท่านไปพบท่านได้อย่างไร?”
                        หลี่ซูหัวเราะแล้วพูดว่า “โอ้ ไม่ใช่เขาหรอก ฉันหมายถึงชายผู้โด่งดังในสมัยนั้นสารวัตรติง ”
                        ลือปู้สะดุ้ง “ข้าเห็นด้วยกับติง เจี้ยนหยาง จริงอยู่ แต่เพียงเพราะข้าไม่สามารถทำอะไรได้ดีไปกว่านี้แล้ว”
 “พี่ชาย พรสวรรค์ของท่านสูงส่งยิ่งกว่าฟ้าสวรรค์ ลึกล้ำยิ่งกว่าท้องทะเล ใครเล่าในโลกนี้จะไม่ก้มหัวให้พระนามของท่าน? ชื่อเสียง ความมั่งคั่ง และเกียรติยศเป็นของท่านที่จะยึดครองได้ แล้วท่านยังบอกว่าท่านทำอะไรได้ไม่ดีกว่าการเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของชายผู้นี้อีกหรือ?”
                        “หากข้าสามารถพบอาจารย์ที่คู่ควรที่จะรับใช้ได้!” ลั่วปู้กล่าว
                        หลี่ซูหัวเราะอีกครั้งและกล่าวว่า “ดังที่เขาว่ากันว่า ‘นกฉลาดเลือกกิ่งไม้ที่จะเกาะ คนรับใช้ที่ฉลาดเลือกเจ้านายที่จะรับใช้’ การมองหาโอกาสไม่เคยเร็วเกินไป แต่สายเกินไปเสมอที่จะเสียใจเมื่อโอกาสนั้นผ่านไปแล้ว”
                        “เจ้าอยู่ในราชสำนักแล้ว เจ้าคิดว่าใครคือวีรบุรุษของยุคนี้” ลั่วปู้ถาม
                        หลี่ซู่บอกเขาว่า “ข้าได้ดูพวกเขาทั้งหมดแล้ว ไม่มีใครเทียบเทียมได้กับตงจั๋วเขาเป็นคนที่เคารพผู้มีความสามารถและเคารพนักปราชญ์ เขาชัดเจนและแม่นยำในรางวัลและการลงโทษ เขาคือผู้ที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่”
                        “ถ้าทำได้ ข้าจะตามเขาไป” ลือโป๋ กล่าว “ข้าเพียงแต่เสียใจที่มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้” หลี่ซู่หยิบไข่มุกและทองคำออกมา พร้อมกับเข็มขัดหยก แล้ววางไว้ตรงหน้าเจ้าของบ้าน
                        “นี่มันเรื่องอะไรกัน” ลือโปถาม
                        หลี่ซูสั่งให้คนรับใช้ออกไป แล้วอธิบายว่า “ท่านตงเคารพในความกล้าหาญของท่านมานานแล้ว ท่านจึงสั่งพิเศษให้ข้านำสิ่งเหล่านี้มาถวายแด่ท่าน กระต่ายแดงก็มาจากท่านเช่นกัน”
                        “แล้วฉันจะตอบแทนความรักที่นายท่านตง ให้ได้อย่างไร ” ลั่วปู้ถาม
                        “หากแม้แต่คนโง่เขลาอย่างข้ายังสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการของRapid Tigersได้ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะบอกได้ว่าเกียรติยศใดที่รอคอยคนอย่างเจ้าอยู่”
                        “ถ้าหากมีอะไรบางอย่างที่ฉันสามารถทำเพื่อเขาได้ก่อน ก็คงจะดีไม่น้อยถ้าจะเสนอเป็นการแนะนำ”
                        “ตรงกันข้าม มีบริการหนึ่งที่คุณสามารถทำได้ง่ายพอๆ กับการหมุนมือของคุณ” หลี่ซู่ เสนอ “แต่ฉันเกรงว่าคุณคงจะไม่เต็มใจที่จะทำมัน”
                        ลือปู้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าอาจจะสังหารติงหยวนแล้วนำทหารของเขามาอยู่ ฝ่าย ตงจั๋วเจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?”
                        “พี่ชายที่คู่ควร” หลี่ซู่ กล่าว “ถ้าท่านทำเช่นนั้น ก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว! แต่เรื่องนี้ไม่ควรล่าช้า ท่านต้องรีบดำเนินการ”
                        ลือโป๋สัญญากับหลี่ซู่ว่าเขาจะทำภารกิจนี้และกลับมาในวันพรุ่งนี้
                        หลี่ซูจึงขอตัวไป คืนนั้นเอง เวลายามสองลือปู้เดินเข้าไปในกระโจมของเจ้านายพร้อมดาบในมือ เขาพบติงหยวนกำลังอ่านหนังสืออยู่ใต้แสงเทียนเล่มเดียว เมื่อเห็นว่าใครเข้ามา เขาก็ถามว่า “ลูกเอ๋ย มีอะไรเกิดขึ้นหรือ”
                        “ข้าเป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญ” ลั่วปู้ กล่าว “เจ้าคิดว่าข้าเต็มใจที่จะเป็นลูกชายของเจ้าหรือไม่”
                        “เหตุใดจึงเปลี่ยนใจเช่นนี้เฟิงเซียน ” ติงหยวน กล่าว ถาม
                        ลือโป๋เดินเข้ามาแล้ว คมดาบเพียงเล่มเดียวก็ฟาด ศีรษะของ ติงหยวนร่วงลงสู่พื้น จากนั้นเขาก็ตะโกนเรียกเหล่าบริวารว่า “ติงหยวนเป็นคนอยุติธรรม ข้าได้สังหารเขาแล้ว ผู้ที่สนับสนุนข้าให้อยู่ต่อ ส่วนที่เหลือออกไปได้!”
                        กว่าครึ่งของพวกเขากระจัดกระจายกันไป วันรุ่งขึ้น ลือโป๋ถือหัวของติงหยวนเป็นของขวัญไปหาหลี่ซูซึ่งพาเขาไปยังตงจั๋วตงจั๋วต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น และนำไวน์มาวางไว้ตรงหน้า
                        “นายพล ข้าขอต้อนรับท่านที่มาหาข้า เหมือนกับหญ้าแห้งที่ต้อนรับน้ำค้าง” ตงจัว กล่าว ขณะทำความเคารพ
                        ลั่ว ปู้ช่วยตงจั๋วให้นั่งลง จากนั้นจึงทำความเคารพโดยกล่าวว่า “หากท่านต้องการให้ข้า โปรดอธิษฐานให้ข้าได้รับเกียรติท่านในฐานะพ่อบุญธรรมของข้าด้วย”
                        ตงจัวมอบชุดเกราะทองคำและชุดรบผ้าไหมให้กับพันธมิตรที่เพิ่งได้รับมาใหม่ของเขา จากนั้นทั้งสองก็ดื่มฉลองกันอย่างเอร็ดอร่อยก่อนจะแยกทางกัน
 อำนาจและอิทธิพลของ ตงจั๋วยิ่งทวีคูณขึ้น เขาแต่งตั้งตนเองเป็นรักษาการแม่ทัพแนวหน้าและแต่งตั้งน้องชายตงหมินเป็นแม่ทัพฝ่ายซ้ายหู่หม่า และหลี่ปู้เป็นผู้บัญชาการทหารม้า สุภาพบุรุษประจำพระราชวังและประมุขประจำเขตหลี่หรูจึงเร่งรัดให้ตงจั๋วรีบสรุปแผนการที่จะแทนที่องค์จักรพรรดิด้วยองค์ชายเฉินหลิวโดยเร็ว
 ตงจั๋ว ได้จัดงานเลี้ยงที่อาคารรัฐบาล อีกครั้งหนึ่งโดยเชิญหัวหน้าคณะรัฐมนตรีทั้งหมดมาร่วมงาน เขายังสั่งให้ลือปู้ส่งทหารยานเกราะกว่าพันนายไปเฝ้ายามทั้งสองฝั่ง เมื่อถึงวันนั้น หยวน เว่ย ราชครูใหญ่และรัฐมนตรีคนอื่นๆ ก็มาถึง หลังจากดื่มเหล้าไปหลายรอบ ตงจั๋วก็ชักดาบออกมาประกาศว่า “องค์รัชทายาทองค์ปัจจุบันอ่อนแอ ไร้ความเด็ดเดี่ยว ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งอันสูงส่ง ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงตั้งใจจะเลียนแบบอี๋อินและฮั่วกวงโดยแต่งตั้งองค์จักรพรรดิองค์นี้ขึ้นเป็นองค์ชายแห่งหงหนงและข้าพเจ้าจะสถาปนาองค์ชายแห่งเฉินหลิว ขึ้นครองราชย์ ใครไม่ทำตามจะถูกตัดหัว!”
 ความกลัวเข้าครอบงำพวกเขา และพวกเขาเงียบงัน หยวนเส้าจึง ยืดตัวขึ้นก้าวไปข้างหน้า พลางกล่าวว่า “ กษัตริย์องค์ปัจจุบันครองราชย์ได้เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ และมิได้ทรงแสดงคุณธรรมใดๆ เลย แต่ท่านกลับต้องการจะถอดบุตรของพระมเหสีออก เพื่อสถาปนาบุตรของพระสนม แล้วจะเรียกว่ากบฏได้อย่างไรเล่า?”
                        ตงจัวโกรธจัด “ข้าเป็นผู้กำหนดกิจการของอาณาจักร! หากข้าบอกว่าเป็นเช่นนั้น ใครกันจะกล้าขัดขืน? ดาบของข้าดูไม่คมในสายตาเจ้าบ้างหรือ?”
                        หยวน เส้าชักดาบออกมาจากฝัก เขาพูดว่า “ดาบของเจ้าอาจจะคม แต่ดาบของข้าไม่เคยทื่อ!”
           ชายสองคนยืนประจันหน้ากันท่ามกลางงานเลี้ยงฉลอง
           และก็เป็นเช่นนี้

24/มหาภารตะ ตอนที่ - คำแนะนำของพระกฤษณะเกี่ยวกับการรักษาสามีให้เชื่อฟัง

search-google  มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ...    
 ไวสัมปยานะตรัสว่า “เมื่อพราหมณ์ เหล่านั้น และโอรสผู้มีชื่อเสียงของปาณฑุประทับนั่งแล้วเทราปทีและสัตยภามะก็เสด็จเข้าไปในอาศรม ทั้งสองนางต่างหัวเราะอย่างเบิกบานใจและนั่งลงอย่างสบายอารมณ์ด้วยหัวใจเปี่ยมสุข ข้าแต่พระราชา เหล่านางทั้งสองซึ่งมักสนทนากันด้วยความรักใคร่เสมอ ได้พบกันเป็นเวลานานแล้ว ได้เริ่มสนทนากันในเรื่องต่างๆ ที่น่ารื่นรมย์ซึ่งเกิดจากเรื่องราวของชาวกุรุและชาวยะทุ ”
                        และสัตยภามะเอวบางซึ่งเป็นภรรยาคนโปรดของกฤษณะและเป็นลูกสาวของสัตตจิตก็ถามเทราปดีเป็นการส่วนตัวว่า
                        “โอ ธิดาแห่ง ทรุปทา ด้วยกิริยาใดเล่าที่เจ้าสามารถปกครองโอรสแห่งปาณฑุ วีรบุรุษเหล่านั้นผู้เปี่ยมด้วยพละกำลังและความงาม ดุจดังโลกบาลทั้งหลาย ? เหตุใดจึงเชื่อฟังเจ้าเช่นนี้ และไม่โกรธเจ้าเลย? โอ บุตรแห่งปาณฑุผู้เปี่ยมด้วยพระลักษณะงดงาม ย่อมยอมจำนนต่อเจ้า และคอยรับใช้เจ้าเสมอ!
                        ท่านหญิง โปรดบอกเหตุผลของเรื่องนี้เถิด เป็นเพราะการปฏิญาณตน การบำเพ็ญตบะ การร่ายมนตร์ หรือการใช้ยาในช่วงอาบน้ำ (ตามฤดูกาล) หรือเป็นเพราะประสิทธิภาพของวิทยาศาสตร์ หรือเป็นเพราะอิทธิพลของรูปลักษณ์ที่อ่อนเยาว์ หรือการท่องสูตรยาเฉพาะ หรือโฮมาหรือยาแก้โรคคอลีเรียมและยารักษาโรคอื่นๆ
                        บัดนี้ โปรดบอกฉันที โอ เจ้าหญิงแห่งปานจาละถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมงคลที่พระกฤษณะจะทรงโปรดให้พระกฤษณะเชื่อฟังฉันตลอดไป
                        เมื่อพระสัตยภามะผู้ทรงมีชื่อเสียงกล่าวจบแล้ว ธิดาผู้บริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ของพระทรูปาทจึงตอบนางว่า
                        “ท่านถามข้าพเจ้า โอ สัตยภามะ ถึงการกระทำอันชั่วร้ายของสตรี ข้าพเจ้าจะตอบท่านได้อย่างไร โอ ท่านหญิง เกี่ยวกับสาเหตุที่สตรีชั่วร้ายแสวงหา เรื่องนี้ไม่สมควรที่ท่านหญิงจะซักถามหรือสงสัยข้าพเจ้า เพราะท่านเปี่ยมด้วยสติปัญญาและเป็นภรรยาคนโปรดของพระกฤษณะ
                        เมื่อสามีรู้ว่าภรรยาติดคาถาและยาเสพติด นับแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็เริ่มหวาดกลัวภรรยาดุจงูที่แอบซ่อนอยู่ในห้องนอน ชายผู้ตกอยู่ในความหวาดกลัวจะมีสันติสุขได้อย่างไร และผู้ไร้สันติสุขจะมีความสุขได้อย่างไร สามีไม่มีทางเชื่อฟังคาถาของภรรยาได้ เราได้ยินเรื่องโรคร้ายที่แพร่เชื้อมาจากศัตรู
 แท้จริงแล้ว ผู้ที่ปรารถนาจะฆ่าผู้อื่นนั้น ย่อมส่งยาพิษในรูปของของกำนัลตามธรรมเนียมปฏิบัติ จนกระทั่งชายผู้กินผงที่ส่งมา ไม่ว่าจะทางลิ้นหรือทางผิวหนัง ย่อมต้องเสียชีวิตอย่างรวดเร็วอย่างไม่ต้องสงสัย บางครั้งผู้หญิงก็ทำให้ผู้ชายเป็นโรคบวมน้ำ โรคเรื้อน ความชราภาพ ความอ่อนแอ ความโง่เขลา ความตาบอด และหูหนวก ผู้หญิงชั่วเหล่านี้ มักเดินอยู่ในวิถีแห่งบาป บางครั้งก็ทำร้ายสามีของตน (ด้วยวิธีเหล่านี้) แต่ภรรยาไม่ควรทำร้ายเจ้านายของตนแม้แต่น้อย
 ข้าแต่พระนางผู้สูงส่ง โปรดฟังเถิด ถึงความประพฤติที่ข้าพระองค์มีต่อโอรสแห่งปาณฑุผู้มีจิตใจสูงส่ง ข้าพระองค์ละทิ้งความฟุ้งเฟ้อ การควบคุมกิเลสตัณหาและโทสะ ข้าพระองค์รับใช้โอรสแห่งปาณฑุและภรรยาด้วยความจงรักภักดีเสมอ ข้าพระองค์ระงับความริษยาด้วยความจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจ โดยไม่รู้สึกต่ำต้อยในหน้าที่ที่ข้าพระองค์กระทำ ข้าพระองค์รับใช้สามีของข้าพระองค์
 ข้าพเจ้าเกรงกลัวที่จะกล่าวคำชั่วหรือเท็จ หรือเกรงกลัวที่จะมองหรือนั่งหรือเดินอย่างไม่สมควร หรือเกรงกลัวที่จะจ้องมองที่บ่งบอกถึงอารมณ์แห่งหัวใจ ข้าพเจ้าขอรับใช้บุตรแห่งพระปริตาเหล่านักรบผู้เกรียงไกรดุจดวงตะวันหรือเปลวเพลิง งามสง่าดุจดวงจันทร์ ผู้ทรงอานุภาพและฤทธิ์อำนาจอันเกรียงไกร และสามารถสังหารศัตรูได้เพียงพริบตาเดียว ไม่ว่าจะเป็นเทพหรือมนุษย์หรือคนธรรพ์หนุ่มหรือสาวประดับประดา ร่ำรวยหรืองามสง่า ใจข้าพเจ้าไม่รักใคร่ผู้ใดอีกแล้ว
 ฉันไม่เคยอาบน้ำ กิน หรือนอน จนกว่าสามีจะอาบน้ำ กิน หรือนอน จนกระทั่งคนรับใช้ของเราอาบน้ำ กิน หรือนอน ไม่ว่าจะกลับจากทุ่งนา ป่า หรือเมือง ฉันก็รีบลุกขึ้นต้อนรับสามีด้วยน้ำและนั่งเสมอ ฉันดูแลบ้าน ของใช้ในบ้าน และอาหารที่จะรับประทานให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและสะอาดอยู่เสมอ ฉันเก็บข้าวอย่างระมัดระวังและเสิร์ฟอาหารให้ตรงเวลา
 ข้าพเจ้าไม่เคยพูดจาฉุนเฉียวและหงุดหงิด และไม่เคยเลียนแบบผู้หญิงที่ชั่วร้าย ข้าพเจ้ารักษาความเกียจคร้านให้ห่างเหิน ข้าพเจ้าจึงทำสิ่งที่น่ายินดีเสมอ ข้าพเจ้าไม่เคยหัวเราะเยาะใครนอกจากเรื่องตลก และไม่เคยอยู่หน้าประตูบ้านนานนัก ข้าพเจ้าไม่เคยอยู่นานในสถานที่เพื่อตอบรับเสียงเรียกของธรรมชาติ หรือในสวนพักผ่อนที่ติดกับบ้าน ข้าพเจ้างดเว้นการหัวเราะเสียงดังและปล่อยตัวปล่อยใจไปกับอารมณ์อันเร่าร้อนจากสิ่งใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความขุ่นเคืองได้
 โอ้ สัตยภามะ แท้จริง ข้าพระองค์มักรับใช้เจ้านายของข้าพระองค์เสมอ การแยกจากเจ้านายของข้าพระองค์นั้นไม่เป็นที่พอใจแก่ข้าพระองค์เลย เมื่อสามีของข้าพระองค์ออกจากบ้านเพื่อญาติมิตร ข้าพระองค์จึงละทิ้งดอกไม้และเครื่องหอมทุกชนิด ข้าพระองค์จึงเริ่มบำเพ็ญตบะ สิ่งใดที่สามีของข้าพระองค์ไม่ดื่ม สิ่งใดที่สามีของข้าพระองค์ไม่รับประทาน สิ่งใดที่สามีของข้าพระองค์ไม่เพลิดเพลิน ข้าพระองค์จะละทิ้งไปตลอดกาล
 ข้าแต่ท่านหญิงผู้งดงาม ประดับประดาด้วยเครื่องประดับและปฏิบัติตามคำสอนที่สั่งสอนข้ามาโดยตลอด ข้าฯ แสวงหาคุณงามความดีจากท่านผู้เป็นนายอยู่เสมอ หน้าที่ที่แม่สามีเคยบอกข้าฯ ไว้เกี่ยวกับญาติพี่น้อง ตลอดจนหน้าที่ในการทำบุญตักบาตร การบูชาเทพเจ้า การถวายเครื่องบูชาแก่คนป่วย การต้มอาหารในหม้อในวันมงคลเพื่อถวายแด่บรรพบุรุษและแขกผู้มีเกียรติที่เคารพนับถือและรับใช้ผู้ที่ควรค่าแก่ความเคารพนับถือ และสิ่งอื่นใดที่ข้าฯ ทราบ ข้าฯ ปฏิบัติเสมอทั้งกลางวันและกลางคืน โดยไม่เกียจคร้านใดๆ ทั้งสิ้น
                        ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนและใช้กฎเกณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติอย่างเต็มที่ ฉันจึงรับใช้เจ้านายผู้สุภาพและซื่อสัตย์ที่รักษาคุณธรรมอยู่เสมอ โดยถือว่าท่านเป็นงูพิษที่สามารถปลุกให้ตื่นได้ง่ายดาย
 ข้าพเจ้าคิดว่าคุณธรรมอันเป็นนิรันดร์ของสตรีนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเคารพต่อสามี สามีคือพระเจ้าของภรรยา และเป็นที่พึ่งของภรรยา แท้จริงแล้วไม่มีที่พึ่งอื่นใดสำหรับภรรยาเลย แล้วภรรยาจะทำร้ายเจ้านายของเธอได้อย่างไร แม้แต่น้อย ข้าพเจ้าไม่เคยทำสิ่งใดที่ขัดต่อพระประสงค์ของเจ้านาย ไม่ว่าจะเป็นการนอน การกิน หรือการประดับประดาผู้อื่น และด้วยคำแนะนำของสามีเสมอ ข้าพเจ้าไม่เคยกล่าวร้ายแม่สามี
 โอ้ พระนางผู้ทรงพระเกียรติ สามีของข้าพเจ้าได้เชื่อฟังข้าพเจ้าด้วยความขยันหมั่นเพียร ความคล่องแคล่ว และความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ข้าพเจ้ารับใช้ผู้บังคับบัญชา ข้าพเจ้าเองได้ปรนนิบัติท่านกุนตีผู้เป็น ที่เคารพนับถือและสัตย์ซื่อทุกวันด้วยอาหาร เครื่องดื่ม และเสื้อผ้า ข้าพเจ้าไม่เคยแสดงความลำเอียงเหนือท่านในเรื่องอาหารและเครื่องแต่งกาย และข้าพเจ้าไม่เคยตำหนิเจ้าหญิงองค์นี้ด้วยถ้อยคำอันใดในเรื่องการให้อภัย
 เดิมที พราหมณ์แปดพันคนได้รับการเลี้ยงดู จากจานทองคำ ในพระราชวังของยุธิษฐิระ ทุกวัน ส่วนพราหมณ์แปดหมื่นคนในนิกาย สนาฏกะซึ่งประกอบอาชีพแม่บ้าน ก็ได้รับการเลี้ยงดูจากยุธิษฐิระ โดยมีสาวใช้สามสิบคนประจำการอยู่คนละคน นอกจากนี้ ยังมียัตติ หนึ่งหมื่นคน ซึ่งถือเมล็ดพืชอันสำคัญ ซึ่งได้รับการเลี้ยงดูด้วยอาหารบริสุทธิ์ในจานทองคำ
 พราหมณ์ทั้งหลายผู้กล่าวพระเวทนั้นข้าพเจ้าเคยบูชาด้วยอาหาร เครื่องดื่ม และเสื้อผ้าที่นำมาจากคลังเก็บก็ต่อเมื่อส่วนหนึ่งได้ถวายแด่พระวิศวเทวะแล้วเท่านั้น[ 1 ]บุตรผู้มีชื่อเสียงของกุนตีมีสาวใช้แสนคนแต่งกายดี มีกำไลที่แขนและเครื่องประดับทองที่คอ ประดับด้วยพวงมาลัยและพวงมาลัยราคาแพงและทองคำอย่างล้นเหลือ โรยด้วยแป้งจันทน์ ประดับด้วยอัญมณีและทองคำ พวกเขาล้วนเชี่ยวชาญในการขับร้องและเต้นรำ
 โอ้ท่านหญิง ข้าพเจ้ารู้จักชื่อและลักษณะของหญิงสาวเหล่านั้นทั้งหมด รู้ว่าพวกเธอเป็นใคร พวกเธอเคยเป็นอะไร และพวกเธอไม่ได้เป็นอะไร บุตรแห่งปัญญาอันสูงส่งของกุนตียังมีสาวใช้หนึ่งแสนคนคอยป้อนอาหารแขกทุกวัน ถือจานทองคำไว้ในมือขณะที่ยุธิษฐิระประทับอยู่ในอินทรปรัสถ์ก็มีม้าหนึ่งแสนตัวและช้างหนึ่งแสนตัวตามมาเป็นขบวน สิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติของยุธิษฐิระในขณะที่พระองค์ยังทรงครองแผ่นดิน
 อย่างไรก็ตาม ข้าแต่ท่านหญิง ข้าพเจ้าเป็นผู้กำหนดจำนวนและบัญญัติกฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับพวกเขา และข้าพเจ้าเองก็ต้องรับฟังข้อร้องเรียนทั้งหมดเกี่ยวกับพวกเขา แท้จริงแล้ว ข้าพเจ้ารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่สาวใช้ในวังและคนรับใช้ประเภทอื่น แม้แต่คนเลี้ยงวัวและคนเลี้ยงแกะของราชสำนัก ได้ทำหรือไม่ได้ทำ
 ข้าแต่พระนางผู้ทรงเกียรติและทรงเกียรติ ในบรรดาปาณฑพ ข้าพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่ทราบรายรับรายจ่ายของพระราชา และทรัพย์สมบัติทั้งหมดของพวกเขา และเหล่าวัวในหมู่ภารตะต่างแบกภาระดูแลบรรดาผู้ที่พวกเขาเลี้ยงดู ข้าแต่พระผู้มีพระพักตร์งดงาม ย่อมจะถวายราชสวามีแก่ข้าพระองค์
 และภาระอันหนักอึ้งนี้ หนักอึ้งจนคนใจร้ายไม่อาจแบกรับได้ ข้าพเจ้าเคยแบกรับทั้งกลางวันและกลางคืน เสียสละความสบายกายและใจให้พวกท่านด้วยความรักใคร่เสมอมา ขณะที่สามีของข้าพเจ้ามุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าก็เพียงแต่ดูแลทรัพย์สมบัติของพวกท่านให้ไม่มีวันหมดสิ้น ดุจดังภาชนะที่เต็มเปี่ยมของวรุณ ข้าพเจ้าเคยทนทุกข์ทรมานทั้งกลางวันและกลางคืน ด้วยความหิวกระหาย ข้าพเจ้าจึงรับใช้ เหล่าเจ้าชาย คุรุเพื่อให้คืนและวันของข้าพเจ้ามีค่าเท่าเทียมกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเคยตื่นก่อนเข้านอนทีหลัง
                        โอ้ สัตยภามะ นี่แหละคือเสน่ห์ของข้าพเจ้าเสมอมา ที่ทำให้สามีเชื่อฟังข้าพเจ้า! ข้าพเจ้ารู้จักศิลปะอันยิ่งใหญ่นี้ในการทำให้สามีเชื่อฟังข้าพเจ้าเสมอมา ข้าพเจ้าไม่เคยฝึกฝนเสน่ห์ของหญิงชั่ว และไม่เคยปรารถนาที่จะฝึกฝนเสน่ห์เหล่านั้นเลย
                        ไวสัมปยานะกล่าวต่อไปว่า “เมื่อได้ยินถ้อยคำอันทรงคุณธรรมที่พระกฤษณะตรัสไว้ สัตยภามะได้เคารพเจ้าหญิงผู้มีคุณธรรมแห่งปัญจลก่อน จึงตอบว่า
                        “โอ้ เจ้าหญิงแห่งปัญจละ ข้าพระองค์ได้กระทำผิดไปแล้ว โอ้ ธิดาแห่งยัชณเสนโปรดอภัยให้ข้าพระองค์เถิด! ในหมู่มิตรสหาย การสนทนาล้อเล่นย่อมเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และมิได้ไตร่ตรองไว้ก่อน”
                        เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
[1] : คำในข้อความคือ " Agrahara " ซึ่งNilakanthaอธิบายไว้ที่นี่ หมายความว่า "สิ่งที่นำออกมาจากกองก่อนหลังจากอุทิศส่วนหนึ่งให้กับ "Viswadevas" สิ่งที่ Draupadi ต้องการจะบอกก็คือ เธอเอาใจใส่ที่จะเลี้ยงพราหมณ์เหล่านั้นด้วยอาหาร "ก่อน" ที่นำมาจากร้านค้า โดยที่จริงแล้ว เธอไม่ได้นำอะไรจากคนอื่นมาใช้เลย
 CCXXXII - เคล็ดลับในการดึงดูดสามีและความมั่นคงของความเจริญรุ่งเรือง
                        " ดราปดีกล่าวว่า
 บัดนี้ข้าพเจ้าจะชี้แนะท่านว่า เพื่อดึงดูดใจสามีของท่านด้วยวิธีที่ปราศจากการหลอกลวง ด้วยการใช้อย่างถูกต้องเถิด เพื่อนรัก ท่านจะสามารถดึงนายของท่านออกจากหญิงอื่นได้ ในทุกภพทุกชาติ รวมถึงภพสวรรค์ ไม่มีเทพองค์ใดเสมอเหมือน สามี เมื่อสามีพอใจท่าน ท่านก็จะได้ (จากสามี) สิ่งปรารถนาทุกอย่าง เมื่อเขาโกรธ สิ่งเหล่านี้ก็จะสูญสิ้นไป ภรรยาได้ บุตรและของใช้ต่างๆ มาจากสามี ท่านก็จะได้เตียงและอาสนะที่งดงาม จีวรและพวงมาลัย น้ำหอม ชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่และสวรรค์ในภายภาคหน้า
 ความสุขในที่นี้หาได้ด้วยวิธีง่ายดายไม่ แท้จริงแล้ว สตรีผู้บริสุทธิ์ย่อมได้รับความสุขจากความทุกข์ ดังนั้น จงบูชาพระกฤษณะด้วยมิตรภาพและความรักต่อความทุกข์ทางกายเสมอ และท่านก็กระทำการใด ๆ ด้วยการถวายอาสนะอันสวยงามและพวงมาลัยอันวิจิตรบรรจงและน้ำหอมนานาชนิดพร้อมบริการรวดเร็วทันใจ เพื่อเขาจะได้ทุ่มเทให้กับคุณโดยคิดว่า ' ฉันรักเธอจริงๆ !'
 เมื่อได้ยินเสียงเจ้านายของท่านที่ประตู จงลุกขึ้นจากที่นั่งและเตรียมพร้อมอยู่ในห้อง และทันทีที่ท่านเห็นเขาเข้ามาในห้อง จงนมัสการเขาโดยรีบนำที่นั่งและน้ำมาล้างเท้าให้ และแม้ว่าเขาจะสั่งให้สาวใช้ทำอะไรก็ตาม จงลุกขึ้นและลงมือทำด้วยตนเอง ขอให้พระกฤษณะทรงเข้าใจอารมณ์นี้ในใจของท่าน และจงรู้ไว้ว่าท่านรักเขาสุดหัวใจ
 และโอ สัตยภามะ สิ่งใดที่พระเจ้าของเจ้าตรัสไว้ต่อหน้าเจ้า จงอย่าพร่ำเพ้อถึงมัน แม้มิอาจปิดบังได้ เพราะหากภรรยาคนใดของเจ้าเอ่ยถึงเรื่องนี้แก่พระวาสุเทพเขาอาจจะโกรธเคืองเจ้าได้ จงเลี้ยงดูเจ้าด้วยทุกวิถีทางเท่าที่เจ้าจะทำได้ ผู้ที่เจ้ารักและภักดีต่อพระเจ้าของเจ้า และจงแสวงหาความดีจากพระองค์เสมอ
 อย่างไรก็ตาม ท่านควรอยู่ห่างจากผู้ที่เป็นศัตรูและต่อต้านเจ้านายของท่าน และพยายามทำร้ายท่าน รวมถึงผู้ที่ติดการหลอกลวงด้วย จงละทิ้งความตื่นเต้นและความประมาททั้งปวงต่อหน้าผู้คน จงปกปิดความโน้มเอียงของท่านด้วยการนิ่งเงียบ และท่านไม่ควรอยู่หรือสนทนาเป็นการส่วนตัว แม้แต่กับลูกชายของท่าน คือปรัธยุมนะและสัมวะ
 ท่านทั้งหลายพึงผูกมิตรกับเฉพาะสตรีที่มีชาติกำเนิดสูงส่ง ปราศจากบาป และอุทิศตนต่อเจ้านายของตน และพึงหลีกเลี่ยงสตรีที่โกรธเกรี้ยว ติดสุรา ตะกละ ลักขโมย ชั่วร้าย และโลเล การกระทำเช่นนี้เป็นที่นับถือและนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง และถึงแม้จะสามารถขจัดความเป็นปฏิปักษ์ได้ แต่ก็ย่อมนำไปสู่สวรรค์
                        เพราะฉะนั้น จงบูชาสามีของเจ้า ประดับตัวเจ้าด้วยพวงมาลัยและเครื่องประดับราคาแพง และทาตัวด้วยน้ำหอมชั้นดี”
 CCXXXIII - การอำลาของ Satyabhama และการจากไปของพระกฤษณะกับปาณฑพ
                        ไวสัมปยาณะกล่าวว่า "จากนั้นเกศวะผู้ฆ่ามธุหรือที่เรียกว่าชนาร์ดนะได้สนทนาเรื่องต่างๆ ที่น่ารื่นรมย์กับโอรสผู้มีชื่อเสียงของปาณฑุและพราหมณ์ที่นำโดยมาร์กันเดยะและได้อำลาพวกเขาแล้ว จึงขึ้นรถและเรียกสัตยภามะ
                        จากนั้น สัตยภามะได้โอบกอดธิดาของทรุปาท แล้ว ได้กล่าวกับนางด้วยถ้อยคำอันจริงใจซึ่งแสดงถึงความรู้สึกที่มีต่อนางว่า:
                        “โอ้พระกฤษณะขออย่าให้พระองค์ต้องวิตกกังวลหรือโศกเศร้าเลย! พระองค์ไม่มีเหตุอันใดที่จะทรงอดหลับอดนอน เพราะพระองค์จะต้องได้แผ่นดินที่สามีของพระองค์ทรงปราบลงคืนมาอย่างแน่นอน ซึ่งล้วนเท่าเทียมกับเทพเจ้าทั้งสิ้น
                        โอ้ สตรีผู้มีดวงตาสีดำขลับ สตรีผู้มีอุปนิสัยดีและมีเครื่องหมายมงคลเช่นนี้ ย่อมไม่ประสบเคราะห์ร้ายนานนัก ข้าพเจ้าได้ยินมาว่า ท่านจะใช้ชีวิตบนโลกใบนี้อย่างสงบสุขและปราศจากหนามแหลมคม พร้อมด้วยสามี!
 และโอ ธิดาแห่งทรูปาท เจ้าจะได้เห็นแผ่นดินที่ยุธิษฐิระ ปกครองอย่างแน่นอน หลังจากที่บุตรแห่งธฤตราษฎร์ถูกสังหาร และแก้แค้นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ของพวกเขาแล้ว! อีกไม่นาน เจ้าจะได้เห็นภรรยาของชาวกุรุผู้ซึ่งขาดสติสัมปชัญญะเพราะความเย่อหยิ่ง หัวเราะเยาะเจ้าขณะกำลังเดินทางเนรเทศ พวกเธอเองก็ตกอยู่ในภาวะสิ้นหวังและหมดหนทาง!
 จงรู้เถิด พระกฤษณะ ว่าสิ่งใดที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ท่านในขณะที่ท่านบุตรทั้งหลายของท่าน คือปรติวินธยะ บุตรของยุธิษฐิระสุตโสมะบุตรของภีมะบุตรของอรชุน บุตรของศตนิกะบุตรของนกุลาและ บุตรของ ศตเสนบุตรของสหเทวะล้วนมีสุขภาพแข็งแรงและเชี่ยวชาญอาวุธ เหมือนกับอภิมนยุ บุตร ทั้งหลายเหล่านั้นประทับอยู่ที่ทวารวดี ด้วยความยินดีในสถานที่นั้น ส่วนสุภัทราก็ดูแลพวกเขาด้วยความเบิกบานใจด้วยจิตวิญญาณ อันบริสุทธิ์ ดุจเดียวกับท่าน และด้วยความปิติยินดีในพวกเขา และได้รับความสุขจากพวกเขาอย่างมากมายเหมือนท่าน
 แท้จริงแล้ว พระนางทรงโศกเศร้าในความโศกเศร้าและยินดีในความยินดีของพวกเขา มารดาของประทุมนะก็ทรงรักพวกเขาด้วยสุดจิตสุดใจ เกศวและบุตรของพระองค์ภาณุและคนอื่นๆ เฝ้าดูแลพวกเขาด้วยความรักใคร่เป็นพิเศษ และแม่สามีของข้าพเจ้าก็เอาใจใส่ในการเลี้ยงดูและเสื้อผ้าให้พวกเขาเสมอ และเหล่าอันธกะและวฤษณีรวมถึงพระรามและคนอื่นๆ ก็ทรงมองพวกเขาด้วยความรักใคร่
                        โอ้ สตรีผู้งดงาม ความรักที่พวกเขามีต่อลูกชายของคุณนั้นเทียบเท่ากับที่พวกเขามีต่อประทุมนะ
 "เมื่อกล่าวถ้อยคำอันไพเราะ จริงใจ และจริงใจเหล่านี้แล้ว สัตยภามะก็ปรารถนาจะไปที่รถของวาสุเทพ จากนั้นภรรยาของพระกฤษณะก็เสด็จวนรอบ พระราชินีแห่งปาณฑพเมื่อสัตยภามะผู้งดงามได้เสด็จขึ้นรถของพระกฤษณะ หัวหน้าเผ่ายทพได้ปลอบโยนเทราปทีด้วยรอยยิ้ม และให้ปาณฑพกลับไป แล้วเสด็จกลับไปยังเมืองของตนด้วยม้าที่ว่องไว (เทียมรถไว้กับรถ)"
 [ โฆษะ-ยตรา ปารวา ] CCXXXIV - บุตรแห่งความทุกข์ยากของปาณฑุที่ถูกเนรเทศ: ความเศร้าโศกของทุรโยธน์
                        พระเจ้าชนเมชัยตรัสว่า “เมื่อบุรุษผู้เป็นเลิศเหล่านั้น คือบุตรของปริตตะกำลังใช้ชีวิตอยู่ในป่าที่เผชิญกับความโหดร้ายของฤดูหนาว ฤดูร้อน ลม และแสงแดด พวกเขาทำอะไร หลังจากที่ไปถึง ทะเลสาบและป่าที่ชื่อว่าทไวตะ ”
 ไวสัมปยานะกล่าวว่า "หลังจากที่เหล่าบุตรแห่งปาณฑุมาถึงทะเลสาบนั้นแล้ว พวกเขาเลือกที่อยู่อันห่างไกลจากที่อยู่อาศัยของมนุษย์ และพวกเขาเริ่มท่องไปในป่าอันน่ารื่นรมย์ ภูเขาที่มีเสน่ห์เสมอ และหุบเขาแม่น้ำที่งดงาม และหลังจากที่พวกเขาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นั่น เหล่านักพรตผู้สูงศักดิ์ผู้เปี่ยมด้วยความรู้พระเวทมักมาเยี่ยมเยียนพวกเขา และบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นก็ให้การต้อนรับฤๅษีผู้รู้พระเวทด้วยความเคารพอย่างสูง เสมอ
 วันหนึ่ง พราหมณ์ผู้หนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในโลกนี้ในเรื่องอานุภาพทางวาจา ได้ เข้าเฝ้า เจ้าชาย เการพ เมื่อสนทนากับ ปาณฑพอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ก็ได้เสด็จไปยังราชสำนักของพระราชโอรสของวิชิตวิริยะ ตามที่พระองค์พอพระทัย เมื่อพระราชา เฒ่าผู้นั้นทรงรับไว้ด้วยความเคารพ พราหมณ์จึงประทับนั่งลง พระราชาทรงซักถาม พราหมณ์ผู้นั้นจึงเริ่มสนทนาถึงบุตรแห่งธรรมะ ภาวนา พระอินทร์และบุตรฝาแฝดซึ่งล้วนแต่มีความทุกข์ร้อนสาหัส ผอมแห้งเหี่ยวเพราะถูกลมและแดด
 และพราหมณ์นั้นยังกล่าวถึงพระกฤษณะผู้ซึ่งถูกความทุกข์ทรมานครอบงำ และต่อมาก็กลายเป็นผู้ไร้ทางสู้โดยสิ้นเชิง แม้ว่าพระนางจะมีวีรบุรุษคอยเป็นกำลังให้เจ้านายของพระนางก็ตาม เมื่อได้ยินถ้อยคำของพราหมณ์นั้น พระโอรสของพระวิชิตวิริยะผู้เป็นกษัตริย์ก็ทรงโศกเศร้าเสียใจ เมื่อนึกถึงเจ้าชายเหล่านั้นในสมัยนั้นแหวกว่ายอยู่ในสายธารแห่งความโศกเศร้าจิตใจ ส่วนลึกของเขา เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและสั่นสะท้านไปทั้งตัวด้วยเสียงถอนหายใจ เขาพยายามสงบสติอารมณ์อย่างสุดกำลัง โดยระลึกว่าทุกสิ่งล้วนเกิดจากความผิดของเขาเอง
                        และพระมหากษัตริย์ตรัสว่า “โอ้ เหตุใดยุธิษฐิระผู้เป็นโอรสคนโตของข้าพเจ้า ผู้ประพฤติสัตย์จริง เลื่อมใสในศาสนา และมีคุณธรรม ไม่มีศัตรู ที่เคยหลับนอนบนเตียงที่ทำด้วย หนัง สัตว์รันกุ อันนุ่มนวล บัดนี้จึงได้หลับนอนบนพื้นดินเปล่าๆ!”
                        อนิจจา เจ้าชายแห่งเผ่า กุรุ ผู้เท่าเทียมกับพระอินทร์ ได้ถูกปลุกให้ตื่นจากพื้นดินที่แห้งแล้งใน ยามวิกาลด้วยเสียงร้องสรรเสริญพระเจ้าและคำสรรเสริญอื่นๆ ที่ขับขานอย่างไพเราะทุกเช้า แต่บัดนี้พระองค์ทรงตื่นจากพื้นดินที่แห้งแล้งในยามวิกาลด้วยเสียงนกร้องจำนวนมาก!
                        พระวรีโคธาระผู้ถูกลมและแดดแผดเผาจนเต็มไปด้วยความโกรธ จะมาหลับนอนบนพื้นดินที่แห้งแล้งต่อหน้าเจ้าหญิงแห่งปันจาล ได้อย่างไรในเมื่อเขาต้องทนทุกข์ทรมานมากมายเพียงนี้!
                        บางทีอาจเป็นไปได้ว่าอรชุน ผู้ชาญฉลาด ผู้ไม่อาจทนทุกข์ได้ และถึงแม้จะเชื่อฟังพระประสงค์ของยุธิษฐิระ แต่ก็รู้สึกว่าตนเองถูกแทงทะลุทุกสิ่งด้วยการระลึกถึงความผิดของตน เขาจึงไม่นอนหลับในตอนกลางคืน!
                        อรชุนทอดพระเนตร เห็นฝาแฝด พระกฤษณะ ยุทธิษฐิระและภีมะจมอยู่ในความทุกข์ยาก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถอนหายใจราวกับงูที่มีพลังดุร้าย และไม่หลับใหลเพราะความโกรธในยามค่ำคืน!
                        ฝาแฝดเหล่านั้นก็เปรียบเสมือนคู่เทพผู้ได้รับพรในสวรรค์ที่จมอยู่กับความทุกข์แม้จะสมควรได้รับความสุข แต่ก็ไม่อาจผ่านคืนวันอันแสนวุ่นวายไปได้ โดยถูกยับยั้ง (จากการแก้แค้นความผิดของตน) ด้วยคุณธรรมและความจริง!
                        บุตรผู้ยิ่งใหญ่ของเทพแห่งลม ผู้มีกำลังทัดเทียมกับเทพแห่งลม ไม่ต้องสงสัยเลย ถอนหายใจและระงับความโกรธของตนไว้ได้ โดยถูกผูกมัดด้วยพันธนาการแห่งความจริงผ่านพี่ชายของเขา!
 เหนือกว่านักรบทั้งปวงในการต่อสู้ บัดนี้เขานอนนิ่งสงบอยู่บนพื้น ถูกจำกัดด้วยคุณธรรมและความจริง และลุกเป็นไฟเพื่อสังหารลูกๆ ของข้า เขารอคอยเวลา ถ้อยคำอันโหดร้ายที่ดุษสาสนะกล่าวหลังจากยุทธิษฐิระพ่ายแพ้อย่างหลอกลวงในลูกเต๋า ได้ฝังลึกลงในหัวใจของวริกโกธาร และกำลังกัดกินเขา เหมือนฟางเส้นหนึ่งที่กำลังลุกไหม้กำลังกัดกินฟืนแห้ง!
                        ธรรมะโอรสไม่เคยทำบาปธนัญชัยก็เชื่อฟังเสมอ แต่ความโกรธของภีมะอันเป็นผลจากชีวิตที่ต้องลี้ภัยนั้นกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเหมือนไฟที่โหมลุกไหม้โดยได้รับความช่วยเหลือจากลม!
                        วีรบุรุษผู้นั้นโกรธจัดถึงเพียงนั้น บีบมือและถอนหายใจอย่างร้อนรุ่มและดุร้าย เหมือนกับกำลังทำลายลูกชายและหลานชายของฉัน!
                        ผู้ถือคันทิพและวริกอทระ เมื่อโกรธก็เหมือนพระยมและกาฬะเอง ยิงลูกศรซึ่งดุจสายฟ้าฟาดทำลายล้างศัตรูในสนามรบ
                        อลาศทุรโยธนะและศกุนีและ บุตร ของสุตะและดุษสาสนะแห่งวิญญาณชั่วร้าย ขโมยอาณาจักรของปาณฑพด้วยลูกเต๋า ดูเหมือนว่ามองเห็นแต่เพียงน้ำผึ้งโดยไม่ได้สังเกตถึงความหายนะอันน่ากลัว
 มนุษย์ทำถูกหรือทำผิดก็ย่อมหวังผลจากการกระทำเหล่านั้น แต่ผลนั้นกลับทำให้เขาสับสนและกลายเป็นอัมพาตไปเสียได้ มนุษย์จะรอดพ้นได้อย่างไร หากดินได้รับการไถพรวนอย่างเหมาะสม หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไป และหากเทพเจ้า (ฝน) โปรยปรายลงมาตามฤดูกาล พืชผลก็ยังไม่งอกงาม นี่คือสิ่งที่เราได้ยินกันบ่อยๆ
 แท้จริงแล้ว คำกล่าวนี้จะเป็นจริงได้อย่างไร หากข้าคิดว่าทุกสิ่งในที่นี้ล้วนขึ้นอยู่กับโชคชะตานักพนันศกุนีได้ประพฤติตนอย่างหลอกลวงต่อบุตรของปาณฑุ ผู้ซึ่งประพฤติสุจริต ด้วยความรักใคร่ต่อข้าบุตรที่ชั่วร้ายทั้งหลาย ฉันก็ทำเช่นเดียวกัน อนิจจา เป็นเพราะเหตุนี้เองที่เวลาแห่งการทำลายล้างมาถึงชาวกุรุแล้ว! โอ้ บางที สิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็ต้องเกิดขึ้น!
                        ลมจะพัดหรือไม่พัดก็ตาม สตรีที่ตั้งครรภ์จะคลอดบุตร ความมืดจะสลายไปในยามรุ่งอรุณ และกลางวันจะหายไปในยามเย็น!
                        ไม่ว่าเราหรือผู้อื่นจะหาเงินมาได้เท่าไรก็ตาม ไม่ว่าคนอื่นจะใช้จ่ายหรือไม่ก็ตาม เมื่อถึงเวลาที่สิ่งของเหล่านั้นของเรานำมาซึ่งความทุกข์
 แล้วเหตุใดผู้คนจึงวิตกกังวลกับการแสวงหาทรัพย์สมบัตินัก? หากสิ่งที่ได้มานั้นเป็นผลจากโชคชะตา ก็ควรปกป้องไว้มิให้ถูกแบ่งแยก มิให้สูญหายไปทีละน้อย มิให้ไหลออกมาในทันที เพราะหากไม่ได้รับการปกป้อง มันอาจจะแตกออกเป็นร้อยชิ้นได้ แต่ทรัพย์สมบัติของเรามีลักษณะอย่างไร การกระทำของเราในโลกนี้ย่อมไม่สูญสิ้น จงดูเถิด พลังของอรชุนผู้เสด็จจากป่าไปยังที่ประทับของพระอินทร์นั้นเป็นอย่างไร!
 เมื่อเชี่ยวชาญอาวุธสวรรค์ทั้งสี่แล้ว เขาก็กลับมายังโลกนี้! จะมีมนุษย์คนใดเล่าที่ขึ้นสวรรค์ในร่างมนุษย์แล้วปรารถนาจะกลับมา? คงจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ หากเขาเห็นพระคุรุจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังถูกกาลเวลาครอบงำ ณ จุดแห่งความตาย! นักธนูคนนั้นคืออรชุน ผู้สามารถใช้ธนูด้วยมือ ซ้าย ได้เช่นกัน!
                        ธนูที่เขาถืออยู่คือคันดิวาแห่งพลังอันแรงกล้า เขายังมีอาวุธสวรรค์เหล่านั้นอยู่ด้วย! ใครกันเล่าที่จะสามารถต้านทานพลังของทั้งสามตนนี้ได้!
ครั้นพระโอรสของสุวลได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ของพระราชาแล้ว จึงเสด็จเข้าไปเฝ้าทุรโยธนะ ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ร่วมกับกามะ ทรงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังเป็นการส่วนตัว ทุรโยธนะแม้จะไม่มีปัญญา ก็ยังเศร้าโศกเสียใจกับสิ่งที่ได้ยิน
 ตอนต่อไป; CCXXXV - ชัยชนะอันรุ่งโรจน์: ชัยชนะของทุรโยธนะเหนือปาณฑพ

ก่อนหน้า                        > 🧌 <                          อ่านต่อ 

 สรุปโดยย่อของบทนี้:  ธฤตราษฎร์แสดงความพอใจต่อ ทุรโยธนะ ที่ขับไล่ ปาณฑพ และยึดครองอาณาจักรต่างๆศกุนี และกรรณะ ยิ่งส่งเสริมอัตตาของทุรโยธนะด้วยการยกย่องความสำเร็จและสนับสนุนให้เขาไปเหยียดหยามปาณฑพที่ลี้ภัย พวกเขาวาดภาพปาณฑพที่ยากจนและโศกเศร้า โดยเปรียบเทียบกับรัชสมัยอันรุ่งเรืองของทุรโยธนะ พวกเขาเสนอให้ทุรโยธนะไปเยี่ยมปาณฑพในสภาพที่ยากจนข้นแค้นพร้อมกับความมั่งคั่งและอำนาจของเขาเพื่อดื่มด่ำกับความทุกข์ยาก แนวคิดคือการทำให้ปาณฑพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทราปที รู้สึกถึงความพ่ายแพ้และความอัปยศอดสูเมื่อเห็นความเจริญรุ่งเรืองของทุรโยธนะและความล่มสลายของตนเอง ท้ายที่สุด แผนคือการทำให้ความทุกข์ยากของปาณฑพทวีความรุนแรงขึ้นและดื่มด่ำกับความทุกข์ยากของพวกเขา