Translate

19 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๘. สีวีราชจริยา การบำเพ็ญทานบารมี

         อรรถกถาสิวิราชจริยาที่ ๘
         พึงทราบวินิจฉัยในสิวิราชจริยาที่ ๘ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า อริฏฺฐสวฺหเย นคเร คือ ในพระนครชื่อว่าอริฏฐบุรี. 
         บทว่า สีวิ นามาสิ ขตฺติโย กษัตริย์พระนามว่าสีวิ คือพระราชาได้มีพระนามอย่างนี้โดยโคตรว่า สีวิ. 
         ได้ยินว่า ในอดีตกาล ครั้งเมื่อพระเจ้าสีวิครองราชสมบัติอยู่ในอริฏฐปุรนคร แคว้นสีพี. พระมหาสัตว์ทรงอุบัติเป็นพระโอรสของพระเจ้าสิวิราชนั้น. 
         พระนามของพระมหาสัตว์นั้นว่าสิวิกุมาร. 
         ครั้นพระมหาสัตว์เจริญวัยได้เสด็จไปยังเมืองตักกสิลา ทรงเล่าเรียนศิลปะ สำเร็จแล้วเสด็จกลับ ทรงแสดงศิลปะแก่พระบิดา ได้รับตำแหน่งอุปราช. 
         ต่อมาพระบิดาสวรรคต ได้เป็นพระราชา ทรงละอคติ ทรงตั้งอยู่ในราชธรรม ครองราชสมบัติ ทรงให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือ ที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ท่ามกลางพระนคร ๑ แห่ง ที่ประตูพระราชนิเวศน์ ๑ แห่ง ทรงบริจาคมหาทานวันละ ๖๐๐,๐๐๐ ทุกวัน. ในวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำและ ๑๕ ค่ำ ได้เสด็จไปยังโรงทานด้วยพระองค์เอง ทรงตรวจตราโรงทาน. 
         บางคราวในวัน ๑๕ ค่ำ ตอนเช้าตรู่ พระองค์ประทับนั่งบนราชบัลลังก์ ภายใต้พระเศวตฉัตรที่ยกขึ้น ทรงดำริว่า ทานภายนอกของเราไม่ยังจิตให้ยินดีเหมือนทานภายใน. ไฉนหนอในเวลาที่เราไปโรงทาน จะมีผู้ขอไรๆ ไม่ขอวัตถุภายนอก พึงขอวัตถุภายในอย่างเดียว. ก็หากว่าใครๆ พึงขอเนื้อหรือเลือดในร่างกายของเรา ศีรษะ เนื้อหัวใจ นัยน์ตา ร่างกายครึ่งหนึ่งหรืออัตภาพทั้งสิ้นเอาไปเป็นทาส เราก็ยังความประสงค์ของผู้นั้นให้บริบูรณ์ในทันที สามารถจะให้ได้. 
         แต่ในบาลีกล่าวไว้เพียงนัยน์ตาเท่านั้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เรานั่งอยู่บนปราสาทอันประเสริฐ ได้ดำริ 
               อย่างนี้ว่า ทานที่มนุษย์พึงให้อย่างใดอย่างหนึ่ง 
               ที่เราไม่ได้ให้แล้วไม่มี แม้ผู้ใดพึงขอจักษุของเรา 
               เราก็จะพึงให้ไม่หวั่นใจเลย. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า มานุสํ ทานํ ได้แก่ ข้าวและน้ำเป็นต้นอันเป็นทานที่มนุษย์ทั่วไปจะพึงให้. 
         ก็เมื่ออัธยาศัยในการให้อันกว้างขวางเกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์อย่างนี้ บัณฑุกัมพลสิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน. 
         ท้าวสักกะนั้นทรงรำพึงถึงเหตุนั้น ได้ทรงเห็นพระอัธยาศัยของพระโพธิสัตว์ว่า พระเจ้าสิวิราชทรงดำริว่า วันนี้หากมีผู้มาขอดวงตาเรา เราก็จักควักดวงตาให้เขา ท้าวสักกะจึงตรัสแก่เทพบริษัทว่า เราจักทดลองพระโพธิสัตว์ดูก่อนว่า จักสามารถให้ดวงตาจริงหรือไม่. 
         เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงสรงสนานด้วยน้ำหอม ๑๖ หม้อ แล้วทรงประดับด้วยสรรพาลังการ ทรงประทับบนคอช้างพระที่นั่ง ซึ่งตกแต่งไว้เป็นอย่างดี เสด็จไปยังโรงทาน ท้าวสักกะจึงทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ตาบอด เป็นคนแก่งกๆ เงิ่นๆ ทรงเหยียดพระพาหาทั้งสองในที่เป็นเนินแห่งหนึ่งให้อยู่ในคลองจักษุของพระโพธิสัตว์นั้น แล้วทรงยืนถวายพระพร ขอให้พระราชาทรงพระเจริญ. 
         พระโพธิสัตว์ทรงชักช้างไปตรงหน้าพราหมณ์แปลงนั้น แล้วตรัสถามว่า ท่านพราหมณ์ ท่านต้องการอะไร? 
         พราหมณ์ทูลขอดวงตาข้างหนึ่งโดยตรัสว่า ชาวโลกทั้งสิ้นแพร่สะพัดไปไม่ขาดสายด้วยการประกาศเกียรติคุณอันสูงส่ง อาศัยอัธยาศัยในทานของพระองค์. ข้าพเจ้าเป็นคนตาบอด เพราะฉะนั้น จึงวิงวอนขอดวงตากะพระองค์. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าทวยเทพ ทรง 
               ทราบความดำริของเราแล้ว ประทับนั่งในเทพ- 
               บริษัท ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า พระเจ้าสิวิราชผู้มี 
               ฤทธิ์มาก ประทับนั่งในปราสาทอันประเสริฐ 
               พระองค์ทรงดำริถึงทานต่างๆ ไม่ทรงเห็นสิ่งที่ 
               ยังมิได้ทรงให้ ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่หนอ 
               ช่างเถิด เราจะทดลองพระองค์ดู พวกท่านพึง 
               คอยอยู่สักครู่หนึ่ง เพียงเรารู้น้ำพระทัยของพระ 
               เจ้าสิวิราชเท่านั้น.
                     ท้าวสักกะจึงทรงแปลงเพศเป็นคนตาบอด 
               มีกายสั่น ผมหงอก หนังหย่อน กระสับกระส่าย 
               เพราะชรา เข้าไปเฝ้าพระราชาในกาลนั้น 
                     ท้าวสักกะแปลงประคองพระพาหาซ้ายขวา 
               ประนมกรอัญชลีเหนือเศียร ได้กล่าวคำนี้ว่า ข้า 
               แต่พระมหาราชผู้ทรงธรรม ทรงปกครองรัฐให้ 
               เจริญ ข้าพระองค์จะขอกะพระองค์ เกียรติคุณคือ 
               ความยินดีในทานของพระองค์ ขจรไปในเทวดา 
               และมนุษย์ หน่วยตาแม้ทั้งสองของข้าพระองค์ 
               บอดเสียแล้ว ขอพระองค์ทรงพระราชทานพระ 
               เนตรข้างหนึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด แม้พระองค์จัก 
               ทรงยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยพระเนตรข้างหนึ่ง. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า จินฺเตนฺโต วิวิธํ ทานํ ทรงดำริถึงทานต่างๆ คือทรงดำริรำพึงถึงทานต่างๆ ที่พระองค์พระราชทาน คือทรงดำริถึงทานหรือไทยธรรมภายนอกหลายอย่างที่พระองค์พระราชทาน. 
         บทว่า อเทยฺยํ โส น ปสฺสติ ไม่ทรงเห็นสิ่งที่ยังมิได้ทรงให้ คือมิได้ทรงเห็นแม้วัตถุภายใน ที่ยังมิได้ทรงให้ คือไม่อาจให้ได้เหมือนวัตถุภายนอก. 
         อธิบายว่า พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า แม้ดวงตาเราก็จักควักให้ได้. 
         บทว่า ตถํ นุ วิตถํ เนตํ ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่หนอ. 
         ความว่า การไม่เห็นแม้วัตถุภายในเป็นสิ่งที่ยังมิได้ให้ การเห็น การคิด โดยความเป็นสิ่งที่ควรให้ ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่จริงหนอ. 
         บทว่า โส ตทา ปคฺคเหตฺวาน, วามํ ทกฺขิณพาหุจ คือ ในกาลนั้นทรงประคองพระพาหาซ้ายขวา. 
         อธิบายว่า ทรงยกพระพาหาทั้งสอง. 
         บทว่า รฏฺฐวฑฺฒน คือทรงปกครองรัฐให้เจริญ. 
         บทว่า ตวมฺปิ เอเกน ยาปยา แม้พระองค์จักทรงยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยพระเนตรข้างหนึ่ง. ท่านแสดงไว้ว่าพระองค์ทรงเห็นเสมอและไม่เสมอด้วยพระเนตรข้างหนึ่ง ก็ยังอัตภาพของพระองค์ให้เป็นไปได้. แม้ข้าพระองค์ก็จะยังอัตภาพให้เป็นไปได้ด้วยตาข้างหนึ่งที่ได้จากพระองค์ผู้เจริญ. 
         พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้นทรงดีพระทัย ได้เกิดพระกำลังใจว่า เรานั่งอยู่บนปราสาทคิดอย่างนี้แล้วมาเดี๋ยวนี้เอง. พราหมณ์นี้ขอดวงตาดุจรู้ใจของเรา เป็นลาภของเราเสียจริงหนอ วันนี้ความปรารถนาของเราจักถึงที่สุด เราจักให้ทานที่ไม่เคยให้. 
         พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า :- 
                     เราได้ฟังคำของพราหมณ์นั้นแล้วทั้งดีใจ 
               และสลดใจ ประคองอัญชลี มีปีติและปราโมทย์ 
               ได้กล่าวคำนี้ว่า เราคิดแล้วลงจากปราสาทมาถึง 
               ที่นี่บัดนี้เอง ท่านรู้จิตของเราแล้วมาขอนัยน์ตา. 
                     โอ ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว 
               ความดำริของเราบริบูรณ์แล้ว. วันนี้เราจักให้ 
               ทานอันประเสริฐ ซึ่งเราไม่เคยให้แก่ยาจก. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส คือ ท้าวสักกะผู้มาในรูปของพราหมณ์นั้น. 
         บทว่า หฏฺโฐ คือ ยินดี. 
         บทว่า สํวิคฺคมานโส สลดใจ คือพราหมณ์นี้ขอดวงตา ดุจรู้ใจเรา.
         ชื่อว่าสลดใจ เพราะเราไม่คิดอย่างนี้มาตลอดกาลเพียงนี้ เป็นผู้ประมาทแล้วหนอ. 
         บทว่า เวทชาโต คือ เกิดปีติและปราโมทย์. 
         บทว่า อพฺรวึ คือ ได้กล่าวแล้ว. 
         บทว่า มานสํ คือ ความตั้งใจ ได้แก่อัธยาศัยในการให้. 
         อธิบายว่า เกิดอัธยาศัยในการให้ว่า เราจักให้ดวงตา. 
         บทว่า สงฺกปฺโป คือ ความปรารถนา. บทว่า ปริปูริโต คือ บริบูรณ์แล้ว. 
         ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า พราหมณ์นี้ขอดวงตาแม้ใครๆ ก็ให้ยาก กะเราดุจรู้วาระจิตของเรา. น่ากลัวว่าจะเป็นเทพองค์หนึ่งแนะมา หรืออย่างไร. เราจักถามดูก่อนแล้วจึงตรัสถามพราหมณ์นั้น 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในเทศนาชาดกว่า :- 
                     ดูก่อนวณิพก ใครแนะท่านจึงมา ณ ที่นี้เพื่อ 
               ขอดวงตา ท่านขอดวงตาอันเป็นอวัยวะสำคัญที่คน 
               สละให้ได้ยาก. 
         ท้าวสักกะ -ในรูปพราหมณ์ สดับดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า :- 
                     ในเทวโลกเรียกว่าท้าวสุชัมบดี ในมนุษยโลก 
               เรียกว่าท้าวมฆวา ข้าพเจ้าเป็นวณิพก ท้าวมฆวาแนะ 
               จึงมา ณ ที่นี้ เพื่อขอดวงตา. 
                     ข้าพเจ้าขอดวงตาของท่าน ขอท่านจงให้สิ่งที่ 
               ขอ อันไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า แก่ข้าพเจ้าผู้ขอเถิด. 
                     ขอท่านจงให้ดวงตา ที่คนสละให้ได้ยากแก่ 
               ข้าพเจ้าเถิด. 
         พระมหาสัตว์ตรัสว่า :- 
                     ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมาปรารถนาประโยชน์ 
               อันใด ความปรารถนาเหล่านั้นจงสำเร็จแก่ท่านเถิด 
               ท่านจงเอาดวงตาไปเถิด. 
                     เมื่อท่านขอดวงตาข้างหนึ่ง เราจะให้สองข้าง. 
               ท่านมีดวงตา จงไปเพ่งดูชนเถิด. ท่านปรารถนาสิ่ง 
               ใด สิ่งนั้นจงสำเร็จแก่ท่าน. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า วณิพฺพก พระโพธิสัตว์ตรัสเรียกพราหมณ์นั้น. 
         บทว่า จกฺขุปถานิ นี้เป็นชื่อของดวงตา เพราะเป็นคลองแห่งการเห็น.
         บทว่า ยมาหุ คือ ชนทั้งหลายพากันพูดถึงสิ่งใดในโลกว่า สละได้ยาก. 
         บทว่า วณิพฺพโก คือ ผู้ขอ. บทว่า วณึ คือ การขอ. 
         บทว่า เต เต คือ ความปรารถนาเหล่านั้นของท่านผู้ตาบอด. 
         บทว่า ส จกฺขุมา คือ ท่านผู้มีดวงตาด้วยดวงตาของเรา.
         บทว่า ตท เต สมิชฺฌตุ คือ ท่านปรารถนาสิ่งใดจากสำนักของเรา สิ่งนั้นจงสำเร็จแก่ท่าน. 
         พระราชาครั้นตรัสเพียงเท่านี้แล้ว จึงตรัสว่า พราหมณ์นี้ท้าวสักกะแนะจึงมาหาเรา ณ ที่นี้. ทรงทราบว่า ดวงตาจักสำเร็จบริบูรณ์แก่พราหมณ์นี้ด้วยอุบายนี้แน่ จึงทรงดำริว่า เราไม่ควรควักดวงตาให้ ณ ที่นี้ จึงทรงพาพราหมณ์เข้าไปภายในพระนคร ประทับนั่งบนราชอาสน์ ตรัสเรียกหมอชื่อสิวกะมา
         ลำดับนั้นได้เกิดเอิกเกริกโกลาหลขึ้นทั่วพระนครว่า นัยว่า พระราชาของพวกเรามีพระประสงค์จะให้หมอควักดวงพระเนตรให้แก่พราหมณ์. 
         ครั้งนั้น พวกราชวัลลภของพระราชามีพระญาติและเสนาบดีเป็นต้น เหล่าอำมาตย์บริษัท ชาวพระนคร เหล่าสนมทั้งหมดประชุมกัน ทูลห้ามพระราชาโดยอุบายต่างๆ. 
         แม้พระราชาก็มิได้ทรงคล้อยตามบุคคลเหล่านั้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ข้าแต่พระองค์ ขอพระองค์อย่าพระราชทาน 
               พระเนตรเลย อย่าทิ้งพวกข้าพระองค์ทั้งปวงเสียเลย. 
                     ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์จะให้ทรัพย์ 
               คือแก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ ซึ่งมีอยู่มากมาย. 
                     ข้าแต่พระองค์ ขอจงพระราชทานรถเทียม 
               ม้าอาชาไนยที่ประดับแล้ว. 
                     ข้าแต่มหาราช ขอจงพระราชทานช้าง เครื่อง 
               นุ่งห่มทำด้วยทอง. 
                     ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐในราชสมบัติ 
               ชาวสีพีทั้งปวง พร้อมด้วยยวดยาน พร้อมด้วยรถ 
               ยังแวดล้อมพระองค์อยู่โดยรอบทุกเมื่อ ขอพระองค์ 
               จงพระราชทานอย่างอื่นเถิด. 
         ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัส ๓ คาถาว่า :- 
                     ผู้ใดแลกล่าวว่าจักให้แล้วตั้งใจไม่ให้ ผู้ 
               นั้นย่อมสวมบ่วงที่ตกลงไปบนแผ่นดินที่คอ. 
                     ผู้ใดกล่าวว่าจักให้แล้วตั้งใจไม่ให้ ผู้นั้น 
               เป็นผู้ลามกกว่าผู้ลามก จะตกนรกของพระยายม. 
                     เมื่อเขาขอสิ่งใดควรให้สิ่งนั้น เมื่อเขาไม่ขอ 
               สิ่งใด ไม่ควรให้สิ่งนั้น เราจักให้สิ่งที่พราหมณ์ขอ. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า โน เป็นเพียงนิบาต. 
         ข้าแต่พระองค์ พระองค์อย่าพระราชทานพระเนตรเลย พระเจ้าข้า. 
         บทว่า มา โน สพฺเพ ปรากริ คือ พระองค์อย่าทรงทอดทิ้งพวกข้าพระองค์เสียทั้งหมดเลย. 
         ชนทั้งหลายกราบทูลอย่างนี้โดยประสงค์ว่า เพราะเมื่อพระองค์พระราชทานพระเนตร พระองค์ก็จักไม่ทรงครองราชสมบัติ. พวกข้าพระองค์จักชื่อว่าถูกพระองค์ทอดทิ้ง. 
         บทว่า ปริกิเรยฺยุํ คือ แวดล้อม. 
         บทว่า เอวํ เทหิ ความว่า ขอพระองค์จงพระราชทานอย่างอื่นเถิด โดยที่ชาวสีพียังแวดล้อมพระองค์ผู้มีพระเนตรไม่วิกลมานานแล้ว ขอจงพระราชทานทรัพย์แก่พราหมณ์นั้นอย่างเดียวเถิด อย่าพระราชทานพระเนตรเลย. 
         ท่านแสดงว่า เพราะเมื่อพระราชทานพระเนตรเสียแล้ว ชาวสีพีก็จักไม่พากันแวดล้อมพระองค์. 
         บทว่า ปฏิมุญฺจติ คือ สวม. 
         บทว่า ปาปา ปาปาตโร โหติ ชื่อว่าเป็นผู้ลามกกว่าผู้ลามก.
         บทว่า สมฺปตฺโต ยมสาธนํ คือ ผู้นั้นชื่อว่าตกอุสสทนรกอันเป็นที่ที่พระยายมบังคับบัญชา. 
         บทว่า ยญฺหิ ยาเจ คือ พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ผู้ขอขอสิ่งใด แม้ผู้ให้ก็ควรให้สิ่งนั้น ไม่ให้สิ่งที่เขาไม่ได้ขอ. ก็พราหมณ์นี้ขอดวงตากะเรา ไม่ขอทรัพย์มีแก้วมุกดาเป็นต้น เราจักให้สิ่งที่พราหมณ์ขอ. 
         ลำดับนั้น ชนทั้งหลายทูลถามพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์ พระองค์ทรงปรารถนาอะไรในอายุเป็นต้น จึงพระราชทานพระเนตร. 
         พระมหาบุรุษตรัสว่า เรามิได้ให้เพราะปรารถนาสมบัติในปัจจุบันหรือในภพหน้า ที่แท้นี้เป็นทางเก่าแก่ที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายประพฤติสะสมกันมา คือการบำเพ็ญทานบารมี. 
         สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ข้าแต่ท่านผู้เป็นจอมชนพระองค์ปรารถนา 
               อะไรหนอ จึงทรงให้ อายุ วรรณะ สุขะ พละ. 
                     จริงอยู่ พระราชาผู้ยอดเยี่ยมกว่าชนในแคว้น 
               สีพี พระราชทานพระเนตร เพราะเหตุแห่งปรโลก 
               ได้อย่างไร. 
                     เราไม่ให้ดวงตานี้เพราะหวังยศ ไม่ปรารถนา 
               บุตร ไม่ปรารถนาทรัพย์ ไม่ปรารถนาแว่นแคว้น 
               อนึ่ง ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายเป็นธรรมเก่า อัน 
               บัณฑิตประพฤติกันมาแล้ว. 
                     ใจของเรายินดีในการให้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ปรโลกเหตุ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า บุรุษบัณฑิตเช่นพระองค์ สละความเป็นใหญ่ที่พระองค์ทรงเห็นอยู่แล้วเช่นกับสมบัติของท้าวสักกะ พึงพระราชทานพระเนตร เพราะเหตุแห่งปรโลกได้อย่างไร. 
         บทว่า น วาหํ ตัดบทเป็น น เว อหํ. 
         บทว่า ยสฺสา ความว่า เพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่ อันเป็นของทิพย์หรือของมนุษย์. 
         อีกอย่างหนึ่ง ธรรมอันเป็นพุทธการกธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย คือของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เป็นของเก่าอันบัณฑิตประพฤติ ประพฤติยิ่งสะสมแล้ว ใจของเราเป็นเช่นนี้ ยินดีเป็นนิจในทานนั่นแล ด้วยเหตุนี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
         ก็และพระราชาครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงให้อำมาตย์ทั้งหลายรับรู้แล้ว ตรัสกะหมอสิวกะว่า :- 
                     ดูก่อนสิวกะ มานี่แน่ะ จงลุกขึ้นอย่าชักช้า 
               อย่าครั่นคร้าม จงควักนัยน์ตาแม้ทั้งสองข้างออก 
               ให้แก่วณิพก. หมอสิวกะนั้น เราเตือนแล้ว เชื่อฟัง 
               คำของเราได้ควักนัยน์ตาทั้งสองออกดุจจาวตาล 
               ให้แก่ผู้ขอทันที. 
         บทว่า อุฏฺเฐหิ คือ จงขมีขมัน. ท่านแสดงว่า จงทำกิจของสหายด้วยการให้ดวงตาของเรานี้. 
         บทว่า มา ทนฺธยิ คือ อย่าชักช้า. 
         เพราะขณะของทานนี้หาได้ยากยิ่ง เราปรารถนามานานแล้ว เราได้แล้ว. 
         อธิบายว่า ขณะของทานนั้นอย่าพลาดไปเสีย. 
         บทว่า มา ปเวธยิ อย่าครั่นคร้าม คืออย่าหวั่นไหวด้วยความหวาดสะดุ้งว่า เราจะควักพระเนตรของพระราชาของเรา อย่าถึงความปั่นป่วนในร่างกาย คือปวดอุจจาระปัสสาวะ. 
         บทว่า อุโภปิ นยนํ คือ นัยน์ตาแม้ทั้งสองข้าง. 
         บทว่า วนิพฺพเก คือ ผู้ขอ. บทว่า มยฺหํ คือ อันเรา. 
         บทว่า อุทฺธริตฺวาน ปาทาสิ ควักนัยน์ตาทั้งสองข้าง คือหมอนั้นควักนัยน์ตาแม้ทั้งสองข้างจากเบ้าพระเนตรของพระราชาแล้วได้วางบนพระหัตถ์ของพระราชา. 
         อนึ่ง หมอนั้นเมื่อให้มิได้ควักให้ท้าวสักกะ เพราะเขาคิดว่า หมอผู้ชำนาญเช่นเราไม่ควรใช้มีดผ่าตัดในพระเนตรของพระราชา จึงบดเภสัช เอาผงเภสัชผสมเกสรบัว แล้วโรยพระเนตรข้างขวา. พระเนตรกลอกไปมา เกิดทุกขเวทนา. หมอผสมแล้วโรยอีก. พระเนตรพ้นจากเบ้าตา เกิดเวทนารุนแรงกว่าเก่า. ครั้งที่ ๓ หมอผสมเภสัชให้แรงขึ้นกว่าเก่าโรยลงไป. 
         พระเนตรหมุนหลุดออกจากเบ้าตาด้วยกำลังเภสัช ห้อยติดอยู่ด้วยสายเอ็น. เกิดเวทนารุนแรงยิ่งขึ้น พระโลหิตไหล. แม้พระภูษาทรงก็ชุ่มด้วยพระโลหิต. 
         พวกสนม อำมาตย์หมอบลงแทบพระบาทของพระราชาร้องไห้คร่ำครวญว่า ข้าแต่พระองค์ ขอพระองค์อย่าพระราชทานพระเนตรทั้งสองเลย อย่าพระราชทานพระเนตรทั้งสองเลย พระเจ้าข้า.
         พระราชาทรงอดกลั้นเวทนาแล้วตรัสว่า อย่าชักช้าไปเลยพ่อคุณ. 
         หมอทูลรับสนองแล้วยึดพระเนตรด้วยมือซ้าย จับศัสตราด้วยมือขวาตัดสายพระเนตรแล้วหยิบพระเนตรวางไว้บนพระหัตถ์ของพระมหาสัตว์. 
         พระมหาสัตว์ทรงทอดพระเนตร พระเนตรข้างขวาด้วยพระเนตรข้างซ้าย เสวยทุกขเวทนา ทรงข่มไว้ด้วยปีติในการบริจาค รับสั่งเรียกพราหมณ์ว่า ท่านพราหมณ์จงมาเถิด ตรัสว่า สมันตจักษุของเรา เป็นที่รักกว่านัยน์ตานี้ตั้งร้อยเท่าพันเท่า แสนเท่า. การให้ดวงตาของเรานี้ จงเป็นปัจจัยแห่งสมันตจักษุนั้นเถิด. (สมันตจักษุคือพระสัพพัญญุตญาณ) แล้วได้พระราชทานพระเนตรแก่พราหมณ์. 
         พราหมณ์หยิบพระเนตรนั้นใส่ที่นัยน์ตาของตน. พระเนตรนั้นปรากฏดุจดอกอุบลแย้มด้วยอานุภาพแห่งพราหมณ์แปลงนั้น. 
         พระมหาสัตว์ทรงเห็นนัยน์ตาของพราหมณ์ด้วยพระเนตรข้างซ้าย มีพระวรกายซาบซ่านด้วยปีติผุดขึ้นภายในเป็นลำดับว่า โอ เราให้นัยน์ตาดีแล้วได้พระราชทานอีกข้างหนึ่ง. 
         แม้ท้าวสักกะก็กระทำเหมือนอย่างเดิม เสด็จออกจากพระราชนิเวศน์ เมื่อมหาชนแลดูอยู่นั่นเอง เสด็จออกจากพระนครกลับไปยังเทวโลก. 
         ในไม่ช้านัก พระเนตรของพระราชายังไม่ถึงเป็นหลุมมีก้อนพระมังสะขึ้นเต็มดุจลูกคลีหนังหุ้มด้วยผ้ากัมพลฉะนั้น งอกขึ้นดุจรูปจิตรกรรม. เวทนาหายขาดไป. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ประทับอยู่ ณ ปราสาท ๒-๓ วัน ทรงดำริว่า คนตาบอดจะครองราชสมบัติไปทำไม เราจักมอบราชสมบัติให้แก่อำมาตย์ทั้งหลาย แล้วจักไปยังพระอุทยานบวชบำเพ็ญสมณธรรม แล้วทรงแจ้งความนั้นแก่พวกอำมาตย์ ตรัสว่า ราชบุรุษคนหนึ่งทำหน้าที่ให้น้ำล้างหน้าเป็นต้นจงอยู่กับเรา. แม้ในที่ที่เราจะทำสรีรกิจ พวกท่านก็จงผูกเชือกไว้ให้เรา แล้วเสด็จขึ้นเสลี่ยงประทับนั่ง เหนือราชบัลลังก์ใกล้ฝั่งโบกขรณี. 
         แม้พวกอำมาตย์ถวายบังคมแล้วก็พากันกลับ. 
         พระโพธิสัตว์ก็ทรงรำลึกถึงทานของพระองค์. 
         ในขณะนั้น อาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน. ท้าวสักกะทรงเห็นดังนั้นทรงดำริว่า เราจักให้พรแก่มหาราช แล้วทำพระเนตรให้เป็นปกติอย่างเดิม จึงเสด็จเข้าไปใกล้พระโพธิสัตว์ทรงทำเสียงพระบาท. 
         พระมหาสัตว์ตรัสถามนั่นใคร
         ท้าวสักกะตรัสว่า :- 
                     ข้าพเจ้าเป็นท้าวสักกะจอมเทพ มาหาท่าน 
               ข้าแต่ท่านผู้เป็นราชฤษี ท่านจงเลือกพรที่ท่าน 
               ปรารถนาเถิด. 
         พระมหาสัตว์ตรัสว่า :- 
                     ข้าแต่ท้าวสักกะ ทรัพย์ข้าพเจ้ามีมากพอแล้ว 
               ทั้งพลทหาร และท้องพระคลังก็มีไม่น้อย บัดนี้ 
               เมื่อข้าพเจ้าตาบอดชอบความตายเท่านั้น. 
         ลำดับนั้น ท้าวสักกะจึงตรัสกะพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่ท่านสิวิราช ท่านประสงค์จะตาย ชอบความตายหรือ หรือว่าเพราะตาบอด. 
         พระมหาสัตว์ตรัสว่า เพราะตาบอดซิ พระองค์. 
         ท้าวสักกะตรัสว่า ข้าแต่มหาราช ชื่อว่าทานมิได้ให้ผลเพื่อภพอย่างเดียวเท่านั้น ยังเป็นปัจจัยแม้เพื่อผลในปัจจุบันด้วย. เพราะฉะนั้น ท่านจงตั้งสัตยาธิษฐานอาศัยบุญแห่งทานของท่านเถิด. ด้วยกำลังแห่งสัตยาธิษฐานนั้นนั่นแหละ นัยน์ตาของท่านจักเกิดขึ้นเหมือนอย่างเดิม. 
         พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น มหาทานเราให้ดีแล้ว เมื่อจะทรงตั้งสัตยาธิษฐาน จึงตรัสว่า :- 
                     พวกวณิพกหลายเหล่าหลายตระกูลมาเพื่อ 
               ขอกะเรา บรรดาวณิพกที่มาเหล่านั้น ผู้ใดขอกะเรา 
               ผู้นั้นก็เป็นที่รักของเรา ด้วยสัจจวาจานี้ ขอนัยน์ตา 
               ของเราจงเกิดขึ้นอย่างเดิมเถิด. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า เย มํ คือ ผู้ใดมาเพื่อขอกะเรา ในบรรดาผู้ที่มาเหล่านั้น ผู้ใดออกปากว่า ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้เถิด ดังนี้ ขอกะเราแม้ผู้นั้นก็เป็นที่รักของเรา. 
         บทว่า เอเตน ความว่า หากผู้ขอแม้ทั้งหมดเป็นที่รักของเรา คำที่เรากล่าวนั้นเป็นความจริง ด้วยสัจจวาจาของเรานี้ ขอนัยน์ตาข้างที่หนึ่งจงเกิดเหมือนอย่างเดิมเถิด. 
         ทันใดนั้นเองพระเนตรดวงที่หนึ่งก็เกิดขึ้นพร้อมกับพระดำรัสของพระมหาสัตว์. ต่อจากนั้นเพื่อให้พระเนตรดวงที่สองเกิดพระมหาสัตว์ จึงตรัสว่า :- 
                     พราหมณ์นั้นมาเพื่อขอกะเราว่า ขอท่านจง 
               ให้นัยน์ตาเถิด เราได้ให้นัยน์ตาทั้งสองข้างแก่ 
               พราหมณ์ผู้ขอนั้น ปีติล้นพ้นได้เข้าไปถึงเรา 
               ความโสมนัสไม่น้อยบังเกิดขึ้น ด้วยสัจจวาจานี้ 
               ขอนัยน์ตาดวงที่สองจงเกิดขึ้นแก่เราเถิด. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ยํ มํ คือ โย มํ. 
         บทว่า โส คือ พราหมณ์ผู้ขอนัยน์ตานั้น. 
         บทว่า อาคา คือ มาแล้ว. บทว่า วณิพพโต คือ ผู้ขอ. 
         บทว่า มํ อาวิสิ เข้าไปหาเรา คือ ปีติล้นพ้นได้เข้าไปถึงเราผู้ให้นัยน์ตาแก่พราหมณ์แล้วไม่คำนึงถึงเวทนาเห็นปานนั้น แม้ในเวลาตาบอดแล้วพิจารณาอยู่ว่า โอ ทานเราให้ดีแล้ว. 
         บทว่า โสมนสฺสญฺจนปฺปกํ คือ ความโสมนัสหาประมาณมิได้ เกิดขึ้นแล้ว. 
         บทว่า เอเตน ความว่า หากว่า ในครั้งนั้น ปีติและโสมนัสไม่น้อยเกิดขึ้นแก่เรา คำที่เรากล่าวนั้นเป็นความจริง ด้วยสัจจวาจาของเรานี้ ขอนัยน์ตาแม้ข้างที่สองจงเกิดขึ้นแก่เราเถิด. 
         ในทันใดนั้นเองพระเนตรแม้ข้างที่สองเกิดขึ้น แต่พระเนตรทั้งสองของพระโพธิสัตว์นั้นไม่เหมือนเดิมทีเดียว. มิใช่เป็นของทิพย์. เพราะไม่สามารถจะทำนัยน์ตาที่ให้แก่สักกพราหมณ์เหมือนเดิมได้อีก. 
         อนึ่ง ทิพยจักษุย่อมไม่เกิดแก่ผู้มีนัยน์ตาถูกทำลายแล้ว. นัยน์ตาเกิดด้วยอำนาจแห่งปีติซาบซ่านอาศัยปีติในทานของตน ของพระโพธิสัตว์นั้น ไม่วิปริตในเบื้องต้น ในท่ามกลางและในที่สุด ตามนัยดังกล่าวแล้ว ท่านเรียกว่าสัจจปารมิตาจักษุ คือจักษุอาศัยสัจบารมี.
         สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เมื่อเราจะให้ก็ดี กำลังให้ก็ดี ให้แล้วก็ดี 
               จิตของเรามิได้เป็นอย่างอื่น เพราะเหตุแห่ง 
               พระโพธิญาณนั่นเอง. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ททมานสฺส คือ ให้หมอควักเพื่อจะให้นัยน์ตา.
         บทว่า เทนฺตสฺส คือ วางนัยน์ตาที่ควักแล้วนั้นไว้บนมือสักกพราหมณ์. 
         บทว่า ทินฺนทานสฺส คือ ให้นัยน์ตาเป็นทานแล้ว. 
         บทว่า จิตฺตสฺส อญฺญถา คือ อัธยาศัยในการให้มิได้เป็นอย่างอื่น. 
         บทว่า โพธิยาเยว การณา เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณนั่นเอง. คือจักษุทานนั้นเป็นเหตุแห่งพระสัพพัญญุตญาณนั่นเอง. 
         เราทำสิ่งที่ทำได้ยากอย่างนี้ เพราะพระสัพพัญญุตญาณหาได้ยาก เพราะเหตุนั้นเมื่อจะทรงแสดงว่า เพราะเราไม่รักนัยน์ตาก็หามิได้ ไม่รักอัตภาพก็หามิได้ จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า น เม เทสฺสา จักษุทั้งสองเราเกลียดชังก็หามิได้เป็นอาทิ. 
         น อักษรตัวแรกในบทว่า อตฺตา น เม น เทสฺสิโย เป็นเพียงนิบาต. 
         ความว่า แม้ตนเราก็มิได้เกลียดชัง. 
         อธิบายว่า ตนเราก็ไม่โกรธ ไม่เป็นที่รักก็หามิได้. 
         ปาฐะว่า อตฺตานํ เม น เทสฺสิยํ ก็มีความว่า ตนเราก็มิได้เกลียด. 
         บทนั้นมีความว่า เราไม่เกลียดไม่โกรธ ไม่ควรจะโกรธตนของเรา. 
         อาจารย์บางท่านกล่าวว่า อตฺตาปิ เม น เทสฺสิโย ก็มีความอย่างเดียวกัน. 
         บทว่า อทาสหํ ตัดบทเป็น อทาสึ อหํ คือ เราได้ให้แล้ว. 
         ปาฐะว่า อทาสิหํ ก็มี แปลอย่างเดียวกัน. 
         ก็ในครั้งนั้น เมื่อพระเนตรเกิดขึ้นแล้วด้วยสัตยาธิษฐานของพระโพธิสัตว์ พวกราชบริษัททั้งหมดได้ประชุมกันด้วยอานุภาพของท้าวสักกะ.
         ลำดับนั้น ท้าวสักกะประทับยืนบนอากาศท่ามกลางมหาชน สรรเสริญพระโพธิสัตว์ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า :- 
                     ท่านผู้ยังชาวสีพีให้เจริญ คาถาทั้งหลาย 
               ท่านกล่าวแล้วโดยธรรม พระเนตรทั้งสองของ 
               ท่านปรากฏเป็นของทิพย์. การเห็นโดยรอบ 
               ๑๐๐ โยชน์ ผ่านนอกฝา นอกหิน และภูเขา 
               จงสำเร็จแก่ท่านเถิด. 
         แล้วเสด็จกลับสู่เทวโลก. 
         แม้พระโพธิสัตว์แวดล้อมด้วยมหาชน เสด็จเข้าสู่พระนครด้วยสักการะอันใหญ่ เมื่อตระเตรียมประตูพระราชมณเฑียรเรียบร้อยแล้ว ประทับนั่งเหนือราชบัลลังก์ ภายใต้เศวตฉัตรที่เขายกขึ้นไว้ ณ มหามณฑป.
         เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่ชาวพระนคร ชาวชนบทและราชบริษัทผู้ยินดีร่าเริงเบิกบานด้วยการได้พระเนตรคืนมาเพื่อจะเห็น จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า :- 
                     ใครหนอในโลกนี้ เขาขอแล้วไม่ให้สมบัติ 
               อันประเสริฐบ้าง เป็นที่รักบ้างของตน. เชิญเถิด 
               ชาวสีพีทั้งหลายทั้งปวง จงมาประชุมกันดูนัยน์ตา 
               ทิพย์ของเราในวันนี้เถิด. 
                     การเห็นโดยรอบร้อยโยชน์ ผ่านนอกฝา 
               นอกหินและภูเขา จงสำเร็จแก่ท่าน. อะไรๆ ใน 
               ชีวิตนี้ของสัตว์ทั้งหลาย จะยิ่งไปกว่าการบริจาค 
               ไม่มี เราให้จักษุอันเป็นของมนุษย์แล้ว ได้จักษุ 
               อันเป็นทิพย์. 
                     ดูก่อนชาวสีพีทั้งหลาย พวกท่านเห็นทิพย 
               จักษุนี้แล้วจงให้ทาน จงบริโภคเถิด. อนึ่ง พวก 
               ท่านครั้นให้แล้ว บริโภคแล้ว ตามอานุภาพไม่ 
               ถูกนินทา จงไปสู่ฐานะอันเป็นแดนสวรรค์เถิด. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน ภาสิตา ความว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ตรัสคาถาเหล่านี้โดยธรรม โดยความเป็นจริงทีเดียว. 
         บทว่า ทิพฺพานิ คือ ประกอบด้วยอานุภาพอันเป็นของทิพย์. 
         บทว่า ปฏิทิสฺสเร คือ ย่อมปรากฏ. 
         บทว่า ติโรกุฑฺฑํ คือ นอกฝา. บทว่า ติโรเสลํ คือ นอกหิน. 
         บทว่า สมติคฺคยฺห คือ ผ่านไป. 
         บทว่า สมนฺตา คือ การเห็นรูปทั่วสิบทิศประมาณร้อยโยชน์จงสำเร็จแก่ท่าน. 
         บทว่า โก นีธ ตัดบทเป็น โก นุ อิธ คือใครหนอในโลกนี้. 
         บทว่า อปิ วิสิฏฺฐํ คือ มีความสูงสุด. 
         บทว่า น จาคมตฺตา คือ ไม่มีสิ่งอื่นชื่อว่าจะประเสริฐกว่าการบริจาค. 
         บทว่า อิธ ชีวิเต คือ ในชีวโลกนี้. 
         อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อิธ ชีวตํ บ้าง. ความว่า เป็นอยู่ในโลกนี้. 
         บทว่า อมานุสํ คือ เราได้ทิพยจักษุ. 
         ด้วยเหตุนี้จึงควรกล่าวได้ว่า ไม่มีสิ่งชื่อว่าสูงสุดกว่าการบริจาค. 
         บทว่า เอตมฺปิ ทิสฺวา คือ เห็นทิพยจักษุที่เราได้นี้แล้ว. 
         พระโพธิสัตว์มิได้ทรงแสดงด้วยคาถา ๔ คาถาเหล่านี้ในขณะนั้นเท่านั้น อันที่จริง พระโพธิสัตว์ทรงประชุมมหาชนในอุโบสถ ทรงแสดงธรรม แม้ทุกกึ่งเดือนด้วยประการฉะนี้ มหาชนได้สดับพระธรรมนั้นแล้วต่างทำบุญมีทานเป็นต้นแล้วก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก. 
         หมอในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนทเถระในครั้งนี้. 
         ท้าวสักกะ คือพระอนุรุทธเถระ. 
         บริษัทที่เหลือ คือพุทธบริษัท. 
         พระเจ้าสีวิราช คือพระโลกนาถ. 
         แม้ในสิวิราชจริยานี้ของพระโพธิสัตว์นั้น ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีทั้งหลายตามสมควร โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. 
         อนึ่ง พึงทราบคุณานุภาพของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้คือ 
         ทุกๆ วัน วัตถุอันเป็นไทยธรรมภายนอกที่ไม่เคยพระราชทาน ไม่มีฉันใด เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงบริจาคมหาทานอันนับไม่ถ้วนก็ฉันนั้น ไม่ทรงยินดีด้วยมหาทานนั้น ทรงดำริว่า ทำอย่างไรหนอ เราจะพึงบริจาคทานอันเป็นวัตถุภายในได้ เมื่อไรหนอจะพึงมีใครๆ มาหาเราแล้วขอไทยธรรมอันเป็นวัตถุภายใน. 
         หากมีผู้ขออะไรๆ จะพึงขอเนื้อหทัยของเรา เราจักนำเนื้อหทัยนั้นออกด้วยหอกแล้วนำหทัยซึ่งมีหยาดเลือดไหลดุจยกดอกบัวพร้อมด้วยก้านขึ้นจากน้ำใสแล้วจักให้ หากพึงขอเนื้อในร่ายกาย เราจักเชือดเนื้อในร่างกาย ดุจกรีดเยื่อน้ำอ้อยงบของตาลด้วยการขูดออก หากพึงขอเลือดเราจะเอาดาบแทงหรือสอดเข้าไปในปากแห่งสรีระแล้วนำเอาภาชนะเข้าไปรองจนเต็มแล้วจักให้เลือด. 
         อนึ่ง หากใครๆ พึงกล่าวว่า ในเรือนของเรา การงานไม่ค่อยเรียบร้อย ท่านจงรับใช้เราที่เรือนนั้นเถิด. เราจักเปลื้องเครื่องทรงของพระราชาออก มอบตนแก่เขาแล้วรับใช้เขา หรือว่าหากใครๆ พึงขอนัยน์ตาเรา เราจักให้ควักนัยน์ตาดุจนำจาวตาลออกฉะนั้นแล้วให้แก่เขาดังนี้. 
         พระมหาโพธิสัตว์ทรงถึงความเป็นผู้ชำนาญอันใช่ทั่วไปแก่ผู้อื่นอย่างนี้ ทรงเกิดความปริวิตกกว้างขวางเป็นพิเศษ การได้ผู้ขอจักษุแล้วแม้เมื่ออำมาตย์และเหล่าบริษัทเป็นผู้ทูลคัดค้าน ก็มิได้ทรงเชื่อฟังคำของชนเหล่านั้น ทรงเสวยปีติอย่างยิ่งด้วยการปฏิบัติสมควรแก่ความปริวิตกของพระองค์ ทรงตั้งสัตยาธิษฐานต่อพระพักตร์ของท้าวสักกะ อาศัยความที่การปฏิบัตินั้นเป็นความจริงแท้แน่นอน เพราะพระองค์มีพระทัยอิ่มเอิบ ความที่พระเนตรของพระองค์เป็นปกติด้วยสัตยาธิษฐานนั้น และความที่พระเนตรนั้นมีอานุภาพเป็นของทิพย์ ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสิวิราชจริยาที่ ๘

18 ธันวาคม 2568

บทที่ 17 หยวนซู่ยกทัพเจ็ดทัพไปทางตะวันออก โจโฉรวมสามขุนพลต่อต้านหยวนซู่ นิยายรักสามก๊ก 三國演烹 三国演义 Romance of the Three Kingdoms

                        สามก๊ก (三國演義; 三国演义; Sānguó Yǎnyì)เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 ที่เชื่อกันว่าประพันธ์โดยหลัว กวนจง เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่วุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นในปี ค.ศ. 169 และสิ้นสุดลงด้วยการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวในปี ค.ศ. 280 โดยราชวงศ์จินตะวันตก นวนิยายเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจาก บันทึกสามก๊ก (三國志)ที่เขียนโดยเฉินโชว 
                       เรื่องราวนี้ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และเทพนิยาย นำเสนอชีวิตของขุนนางและข้าราชบริพารที่พยายามจะเข้ามาแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย หรือฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แม้ว่านวนิยายจะติดตามตัวละครนับร้อย แต่จุดสนใจหลักอยู่ที่กลุ่มอำนาจสามกลุ่มที่เกิดขึ้นจากซากปรักหักพังของราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็ก่อตั้งเป็นสามรัฐ ได้แก่ โจเว่ย ซู่ฮั่น และอู่ตะวันออก นวนิยายกล่าวถึงแผนการ การต่อสู้ส่วนตัวและทางทหาร การชิงอำนาจ และการต่อสู้ดิ้นรนของรัฐเหล่านี้เพื่อครองความเป็นใหญ่เป็นเวลาเกือบ 100 ปี 
                        สามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่นวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมจีน มีจำนวนคำทั้งหมด 800,000 คำ และตัวละครเอกเกือบพันตัว (ส่วนใหญ่เป็นตัวละครทางประวัติศาสตร์) ใน 120 บท นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ได้รับความรักมากที่สุดในเอเชียตะวันออก และอิทธิพลทางวรรณกรรมในภูมิภาคนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับผลงานของเชกสเปียร์ที่มีต่อวรรณกรรมอังกฤษ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านกันอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนยุคปลายจักรวรรดิและยุคใหม่ เฮอร์เบิร์ต ไจล์สกล่าวว่าในหมู่ชาวจีนเอง นวนิยายเรื่องนี้ถือเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
วีดีโอ : สามก๊ก 2010 ตอนที่ 17 ช่อง 13 Three Kingdoms
ก่อนหน้า👩🏽‍🎤                                                       🧚🏻‍♂️อ่านต่อ
 ฮว่าหนานเจริญรุ่งเรืองมาก และหยวนซูในฐานะผู้ว่าการเขตใหญ่ก็มีอิทธิพลมาก เขาค่อนข้างทะนงตน การครอบครองตราประทับประจำตระกูล ที่ ซุนเซ่มอบให้ยิ่งทำให้เขามีความภาคภูมิใจมากขึ้น และด้วยเหตุนี้เขาจึงคิดอย่างจริงจังที่จะสวมบทบาทเป็นจักรพรรดิอย่างเต็มตัว เพื่อเป็นการเตรียมการสำหรับความทะเยอทะยานเหล่านี้ เขาจึงเรียกประชุมเหล่าขุนนางทั้งหมดและกล่าวปราศรัยกับพวกเขาดังนี้:
 “ในอดีตบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นเป็นเพียงข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่กลับได้ขึ้นเป็นผู้ปกครองจักรวรรดิ ราชวงศ์ฮั่นดำรงอยู่มาสี่ศตวรรษแล้ว ความมั่งคั่งได้หมดลงแล้ว จักรวรรดิไม่มีอำนาจอีกต่อไป หม้อต้มกำลังจะเดือดพล่าน ตระกูลของข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งสูงสุดในราชสำนักมาสี่ชั่วอายุคน และเป็นที่เคารพนับถือไปทั่ว ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงปรารถนาที่จะสถาปนาราชบัลลังก์ เพื่อตอบสนองต่อพระประสงค์ของสวรรค์และความปรารถนาของประชาชน ท่านทั้งหลายคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี้ เหล่าข้าราชการของข้าพเจ้า?”
 เหยียนเซียงผู้บันทึกเหตุการณ์ลุกขึ้นคัดค้านทันที “ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้โฮ่วจี้ เสนาบดีแห่งราชวงศ์โจวเป็นผู้มีคุณธรรมโดดเด่นและดำรงตำแหน่งมากมาย จนกระทั่งในสมัยพระเจ้าเหวิน เขาได้ปกครองจักรวรรดิถึงสองในสาม ถึงกระนั้น เขาก็ยังรับใช้และจงรักภักดีต่อราชวงศ์ชาง ราชวงศ์ ของท่านอาจมีเกียรติ แต่ก็ไม่รุ่งเรืองเท่าราชวงศ์โจวราชวงศ์ฮั่นอาจอ่อนแอลง แต่ก็ไม่ได้โหดร้ายทารุณเท่าโจวแห่งราชวงศ์หยินอันที่จริงแล้ว ไม่ควรทำเช่นนี้”
 หยวนซู่ไม่ได้รู้สึกยินดีเมื่อได้ยินเช่นนั้น “พวกเราตระกูลหยวนสืบเชื้อสายมาจากตระกูลเฉินสืบเชื้อสายเดียวกับกษัตริย์ซุนตามหลักการตีความชะตาแล้ว วันที่แผ่นดินรับไฟได้มาถึงแล้ว นอกจากนี้ยังมีคำทำนายว่า ‘ผู้ใดมาแทนที่ราชวงศ์ฮั่น ผู้นั้น ต้องลุยผ่านโคลนตมอันลึก’ ชื่อของข้าหมายถึง ‘ทางสูง’ มันเหมาะสมอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ข้าครอบครองตราประทับประจำตระกูลและจะต้องเป็นเจ้าเหนือทุกสิ่ง มิฉะนั้นข้าจะหันเหออกจากทางสวรรค์ สุดท้ายข้าได้ตัดสินใจแล้ว ดังนั้นผู้ใดที่พูดมากเกินไปก็จงรับความตายไป”
 หยวนซูสวมเครื่องหมายยศของราชวงศ์ให้กับตนเอง เขาแต่งตั้งข้าราชการที่มีตำแหน่งซึ่งมีเพียงจักรพรรดิเท่านั้นที่ได้รับพระราชทานและนั่งรถม้าที่ประดับด้วยมังกรและนกฟีนิกซ์ พร้อมทั้งถวายเครื่องบูชาตามแบบจักรพรรดิในเขตชานเมืองทางเหนือและใต้ เขายังแต่งตั้ง “จักรพรรดินี ” และ “รัชทายาท ” (ในพระราชวังตะวันออก) และเร่งรัดการแต่งงานของธิดาของลู่ปู้กับบุตรชายของเขาเพื่อให้ขบวนเสด็จในพระราชวังสมบูรณ์
 แต่เมื่อเขาทราบถึงชะตากรรมของทูตงานแต่งงานของเขา เขาก็โกรธแค้น และเริ่มวางแผนแก้แค้นทันทีจางซุนได้รับการแต่งตั้งเป็นจอมพลโดยมีกองทัพมากกว่ายี่สิบกองพลอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา แบ่งออกเป็นเจ็ดกองพลภายใต้ผู้บัญชาการจำนวนมาก และแต่ละกองพลได้รับคำสั่งให้กำหนดเป้าหมายเมืองใดเมืองหนึ่งจินชางผู้ปกครองมณฑลเหยียนได้รับคำสั่งให้ดูแลฝ่ายเสบียงแต่เขาปฏิเสธตำแหน่งและถูกประหารชีวิตจีหลิงเป็นผู้บัญชาการกองกำลังสำรองเพื่อช่วยเหลือในทุกที่ที่จำเป็นหยวนซูนำกองทัพสามกองพล และเขาได้แต่งตั้งนายทหารที่ผ่านการทดสอบสามคนให้ไปตรวจตราดูแลกองทัพต่างๆ ไม่ให้ล้าหลัง
                        ลู่ปู้ได้ทราบจากหน่วยสอดแนมว่าเมืองของตนเองเป็นเป้าหมายของจางซุน ส่วนเมืองอื่นๆ ที่จะถูกโจมตีก่อนได้แก่ ซีปี่อี้ตูหลางเย่เจียซือซีปี่และจุนซานกองทัพเคลื่อนทัพวันละห้าสิบลี้ ปล้นสะดมไปตามชนบทระหว่างทาง
                        เขาเรียกที่ปรึกษามาประชุม ซึ่งมีเฉินกงเฉินเติ้งและเฉินกุ้ย ผู้เป็นบิดาเข้า ร่วมประชุม เมื่อทุกคนมารวมตัวกันแล้วเฉินกงกล่าวว่า “ความโชคร้ายที่เกิดขึ้นกับเรานี้เป็นฝีมือของสองเฉินที่ประจบประแจงรัฐบาลกลางเพื่อหวังได้ยศถาบรรดาศักดิ์และตำแหน่ง
                        บัดนี้จงกำจัดความชั่วร้ายนี้เสียด้วยการประหารชีวิตคนทั้งสองและส่งหัวของพวกเขาไปให้ศัตรูของเรา จากนั้นเขาจะได้เกษียณและปล่อยให้เราอยู่อย่างสงบสุข”
                        ลู่ปู้จึงยอมทำตามและสั่งจับกุมคนทั้งสอง แต่เฉินเติ้งผู้ เป็นบุตรชาย กลับหัวเราะ “จะกังวลอะไรกันนักหนา?” เขากล่าว “กองทัพทั้งเจ็ดนั้นก็เหมือนกองฟางเน่าๆ ไม่คุ้มค่าที่จะคิดถึงเลย”
                        “ถ้าเจ้าสามารถแสดงให้เราเห็นวิธีการเอาชนะพวกมันได้ ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า” ลู่ปู้กล่าว
                        “ท่านนายพล ถ้าท่านยอมฟังคนโง่เขลาอย่างผม เมืองนี้ก็จะปลอดภัยอย่างแน่นอน”
                        “โปรดบอกเราว่าคุณต้องการจะพูดอะไร”
                        “ ทหารของ หยวนซู่มีจำนวนมาก แต่ก็เหมือนฝูงกา ไม่ใช่กองทัพที่มีผู้นำ ไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ข้าสามารถยับยั้งพวกเขาไว้ได้ด้วยทหารยามธรรมดา และอาจเอาชนะพวกเขาได้ด้วยกลยุทธ์ที่คาดไม่ถึง หากข้าล้มเหลว ข้ายังมีแผนอื่นที่สามารถปกป้องเมืองและจับกุมศัตรูได้”
                        “ขอให้เราได้มันไปเถอะ”
 “ ฮั่นเซียนและหยางเฟิงสองผู้นำของศัตรูเรา เป็นข้าราชบริพารเก่าแก่ของราชวงศ์ฮั่นที่หนีภัยจากโจโฉและเมื่อไร้ที่อยู่อาศัยจึงมาขอความคุ้มครองจากหยวนซูเขาดูหมิ่นพวกเขา และพวกเขาก็ไม่พอใจการรับใช้ของเขา เพียงจดหมายฉบับเล็กๆ ก็จะทำให้พวกเขากลายเป็นพันธมิตรของเรา และด้วย ความช่วยเหลือจาก หลิวเป่ยจากภายนอก เราก็สามารถเอาชนะหยวนซู ได้อย่างแน่นอน ” “เจ้าจงนำจดหมายเหล่านั้นไปเอง” ลู่ปู้กล่าว
 เขาตกลง และมีการส่งบันทึกรายละเอียดเจตนาของเขาไปยังเมืองหลวง จดหมายถึงมณฑลหยูถึงหลิวเป่ยและในที่สุดเฉินเติ้งก็ถูกส่งไปพร้อมกับกองคุ้มกันเล็กน้อย เพื่อรอฮั่นเซียนบนเส้นทางสู่ซีปี่เมื่อกองทัพของฮั่นเซียน หยุดพักและตั้งค่าย เฉินเติ้งก็ไปพบฮั่นเซียนซึ่งกล่าวว่า “เจ้ามาที่นี่ทำไม เจ้าเป็นของลู่ปู้ ไม่ใช่หรือ ” “ข้าเป็นขุนนางแห่งราชสำนักของราชวงศ์ฮั่น ผู้ยิ่งใหญ่ ทำไมท่านถึงเรียกข้าว่า คนของ ลู่ปู้ ? หากท่านแม่ทัพ ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเสนาบดี กลับไปรับใช้คนทรยศ ท่านก็เท่ากับทำลายคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ที่ท่านเคยทำในการปกป้องจักรพรรดิ และข้าก็ดูถูกท่าน นอกจากนี้หยวนซู ผู้ต้องสงสัย จะต้องทำร้ายท่านอย่างแน่นอน และท่านจะต้องเสียใจที่ไม่ได้ใช้โอกาสนี้ในการต่อต้านเขา”
 ฮั่นเซียนถอนหายใจ “หากมีโอกาส ข้าจะกลับไปจงรักภักดีต่อฝ่ายข้า” จากนั้นเฉินเติ้งจึงยื่นจดหมายให้เขา ฮั่นอ่านแล้วกล่าวว่า “ครับ ผมรู้แล้ว ท่านกลับไปหาเจ้านายของท่านและบอกท่านแม่ทัพหยางเฟิงว่า ข้าพเจ้าจะหันอาวุธไปฟาดฟันเขา คอยดูสัญญาณจากพลุ และให้เจ้านายของท่านมาช่วยเหลือเรา” ทันทีที่เฉินเติ้งกลับมาและรายงานความสำเร็จลู่ปู้ก็แบ่งทหารออกเป็นห้ากอง และส่งไปประจำการที่ห้าจุดเพื่อรับมือกับศัตรู ส่วนตัวเขาเองนำทัพไปปราบกองกำลังหลักภายใต้ การนำ ของจางซุนโดยทิ้งทหารยามไว้ในเมือง
                        ลู่ปู้ตั้งค่ายอยู่ห่างจากกำแพงเมือง 30 ลี้ เมื่อข้าศึกยกพลขึ้นบก ผู้นำของข้าศึกคิดว่าลู่ปู้แข็งแกร่งเกินกว่าจะโจมตีด้วยกำลังพลที่มีอยู่ จึงถอยทัพไป 20 ลี้เพื่อรอการเสริมกำลัง
 คืนนั้น ในช่วงเวรยามที่สองหานเซียนและหยางเฟิงก็มาถึง และในไม่ช้าพลุสัญญาณก็ถูกจุดขึ้นตามที่วางแผนไว้ คนของ ลู่ปู้เข้ามาในค่ายและก่อความวุ่นวายอย่างมาก จากนั้นลู่ปู้ก็โจมตีเอง และจางซุนก็แตกพ่ายและหนีไปลู่ปู้ไล่ตามไปจนถึงรุ่งเช้า เมื่อเขาไปพบกับกองกำลังอีกกลุ่มหนึ่งที่นำโดยจีหลิงทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน แต่ในช่วงเริ่มต้นของการปะทะ คนทรยศทั้งสองก็โจมตีเช่นกัน และจีหลิงถูกบังคับให้หนีไป
 ลู่ปู้จึงไล่ตามไป แต่ไม่นานก็มีกองกำลังอีกกลุ่มหนึ่งโผล่ออกมาจากด้านหลังเนินเขา กองกำลังเหล่านั้นดูน่าเกรงขามมาก เมื่อแถวเปิดออก เขาก็เห็นกององครักษ์ของผู้นำถือธงที่มีรูปมังกรและนกฟีนิกซ์ รวมถึงสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ สี่มาตรวัด ห้าทิศ น้ำเต้าสีทอง ขวานเงิน หอกสีเหลือง หางจามรีสีขาว ซึ่งล้วนเป็นตราสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ และใต้ร่มผ้าไหมสีเหลืองนั้น หยวนซู่ ประทับ อยู่บนหลังม้า สวมเกราะเงิน มีด้ามดาบโผล่ออกมาที่ข้อมือ แต่ละข้าง
 ลู่ปู้ ยืนอยู่หน้าแนวรบและด่าทอคู่ต่อสู้ว่าเป็นคนทรยศและทาสลู่ปู้ไม่พูดอะไรแต่ควบม้าไปข้างหน้าพร้อมรบ และหลี่เฟิงหนึ่งใน ผู้นำของ หยวนซู่ก็รุกคืบเข้ามารับคำท้า ทั้งสองเผชิญหน้ากัน แต่ในการรบครั้งที่สาม ห ลี่เฟิงได้รับบาดเจ็บที่มือ หอกของเขาจึงหล่นลงพื้นและเขาก็หนีไป ลู่ปู้สั่งให้รุกคืบต่อไปและทหารของเขาก็ได้รับชัยชนะ ฝ่ายตรงข้ามหนีไปพร้อมกับทรัพย์สินมากมาย ทั้งเสื้อผ้า เกราะ และม้า
                        ทหารของ หยวนซู่ที่พ่ายแพ้ยังไปได้ไม่ไกลนัก ก็มีกองทัพขนาดใหญ่ที่นำโดยกวนอูปรากฏตัวขึ้นขวางทาง
                        “คนทรยศ! ทำไมพวกเขายังไม่ฆ่าเจ้าเสีย?” กวนอู ร้อง ตะโกน
                        ขณะนั้น หยวน ซู่หนีไปด้วยความหวาดกลัวอย่างยิ่ง และกองทัพของเขาก็แตกกระเจิงไปทุกทิศทุกทาง กองทัพใหม่เข้าโจมตีพวกเขาอย่างโหดเหี้ยมหยวนซู่และกองทัพที่เหลืออยู่จึงล่าถอยไปยังหวยหนาน
                        เมื่อได้รับชัยชนะอย่างแน่นอนแล้วลู่ปู้พร้อมด้วยกวนอูหยางเฟิงและฮั่นเซียนจึงเดินทางกลับไปยังมณฑลซู่ซึ่งมีการจัดงานเลี้ยงและมอบรางวัลแก่เหล่าทหาร หลังจากนั้นกวนอูจึงขอตัวกลับไปหาพี่ชาย ขณะที่ฮั่นเซียนได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองอี้ตูและเพื่อนของเขาเป็นเจ้า เมืองหลางเย่
                        ก่อนหน้านี้ เคยมีการถกเถียงกันเรื่องการให้คนทั้งสองนี้อยู่ในมณฑลซูแต่เฉินกุ้ยคัดค้าน “ให้พวกเขาไปดูแลสถานที่เหล่านั้นในมณฑลซานตงซึ่งทั้งหมดจะเป็นของคุณภายในหนึ่งปี” ดังนั้นในระหว่างนั้นพวกเขาจึงถูกส่งไปยังสองเมืองนั้นเพื่อรอคำสั่ง
                        “ทำไมไม่เก็บพวกเขาไว้ที่นี่ล่ะ?” เฉินเติ้ง ถาม พ่อของเขาในใจ “พวกเขาจะเป็นฐานสำหรับการวางแผนสมคบคิดต่อต้านลู่ปู้ ของเรา ” “แต่ถ้าพวกเขาช่วยเขา ในทางกลับกัน เราก็ควรทำให้กรงเล็บและฟันของเสือยาวขึ้น” พ่อของเขากล่าว ดังนั้นเฉินเติ้งจึงเห็นด้วยกับมาตรการป้องกันของบิดา
                        หยวนซู่กลับบ้านด้วยความโกรธแค้นและต้องการแก้แค้น จึงส่งคนไปที่เจียงตงเพื่อขอความช่วยเหลือจากซุนเซ่ซุนเซ่กล่าวว่า “ด้วยอำนาจในการครอบครองตราประทับประจำราชวงศ์เขากลับแอบอ้างตนเองเป็นจักรพรรดิและก่อกบฏต่อราชวงศ์ฮั่นข้าขอลงโทษคนทรยศเช่นนี้ดีกว่าที่จะช่วยเหลือเขา”
                        ดังนั้นเขาจึงปฏิเสธ จดหมายปฏิเสธความช่วยเหลือยิ่งทำให้ หยวน ซูโกรธมากขึ้น “ต่อไปไอ้หนุ่มอ่อนหัดนี่จะทำอะไรอีก?” เขาร้องออกมา “ข้าจะจัดการมันก่อนที่จะจัดการกับคนอื่น”
                        แต่หยางต้าเจียงสั่งห้ามเขาจากเส้นทางนี้ หลังจากปฏิเสธความช่วยเหลือแก่คู่แข่งผู้ทรงอำนาจอย่างซุนเซ่แล้ว เขาคิดว่าควรจะหาทางรักษาความปลอดภัยของตนเอง จึงได้ตั้งกองทัพไว้ที่เจียงโข่ว
 ไม่นานนักก็มีทูตจากโจโฉ มาถึง พร้อมกับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการใหญ่แห่งไคว่จี้โดยมีคำสั่งให้ระดมกองทัพและปราบปรามหยวนซู ซุนเซ่มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามคำสั่งเหล่านี้ แต่เขาเรียกประชุมสภาซึ่งจางจ้าวคัดค้าน โดยกล่าวว่า “ถึงแม้จะพ่ายแพ้ไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่หยวนซูยังมีกำลังพลและเสบียงมากมาย การโจมตีหยวนซูไม่ใช่เรื่องที่จะประมาทได้ คุณควรเขียนจดหมายถึงโจโฉเพื่อขอให้เขาโจมตีทางใต้
 และเราจะเป็นกองกำลังเสริม ระหว่างสองกองทัพหยวนซูจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน หากเกิดความพ่ายแพ้แม้เพียงเล็กน้อย เราก็ยังมีโจโฉมาช่วยเหลือ” แผนการนี้ได้รับการอนุมัติ และมีการส่งผู้ส่งสารไปนำเสนอต่อโจโฉในขณะเดียวกันโจโฉได้เดินทางมาถึงซู่ฉางแล้ว สิ่งแรกที่เขานึกถึงคือการประกอบพิธีกรรมบูชาแด่ผู้นำที่เขารักซึ่งล่วงลับไปแล้วคือ เตียนเว่ยเขาได้แต่งตั้งเตียนหม่านโอรส ของเขาให้ดำรงตำแหน่งสูง และรับเขาเข้าไปอยู่ในวังของตนเองเพื่อดูแล
 ในขณะนั้นเอง ทูตของ ซุนเซ่ก็มาถึงพร้อมจดหมาย และต่อมาก็มีรายงานว่าหยวนซู่ซึ่งขาดแคลนเสบียง ได้บุกโจมตีเฉินหลิวโจโฉคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดี จึงออกคำสั่งให้ยกทัพลงใต้ โดยให้โจเหรินรักษาเมืองไว้ กองทัพทั้งทหารม้าและทหารราบจำนวนสิบเจ็ดกองพล พร้อมด้วยเกวียนเสบียงอาหารกว่าพันคัน ได้เคลื่อนพลออกไป มีการส่งข่าวเรียกซุนเซ่หลิวเป่ยและลู่ปู้ให้มารวมตัวกันที่ชายแดนมณฑลหยู หลิวเป่ยมาถึงเป็นคนแรก และถูกเรียกตัวเข้าไปในเต็นท์ของเสนาบดี หลังจากกล่าวคำทักทายตามธรรมเนียมแล้ว ก็มีการนำศีรษะมนุษย์สองหัวออกมา
                        “นี่เป็นของใคร?” โจโฉ ถาม ด้วยความประหลาดใจ
                        “หัวของฮั่นเซียนและหยางเฟิง”
                        “ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น?”
                        “พวกเขาถูกส่งมาควบคุมเมืองยี่ตูและหลางเย่และปล่อยให้ทหารของพวกเขาปล้นสะดมประชาชน เกิดการร้องเรียนอย่างรุนแรงขึ้น ดังนั้นข้าจึงเชิญพวกเขามางานเลี้ยง และพี่น้องของข้าก็ส่งพวกเขาไปเมื่อข้าให้สัญญาณโดยการตกถ้วย
                         ทหารของพวกเขายอมจำนนในทันที และตอนนี้ข้าต้องขอโทษสำหรับความผิดพลาดของข้า” “ท่านได้ขจัดความชั่วร้ายออกไป ซึ่งนับเป็นคุณความดีอันยิ่งใหญ่ ทำไมต้องพูดถึงความผิดพลาด?” และเขาก็ชื่นชมการกระทำของซวนเต๋อ
 เมื่อกองทัพร่วมมาถึงชายแดนของลู่ปู้โจโฉ ก็ออกมาต้อนรับ และกล่าวปราศรัยอย่างสุภาพแก่เขา พร้อมทั้งแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งจอมพลฝ่ายซ้ายและสัญญาว่าจะมอบตราประทับที่เหมาะสมให้ทันทีที่เขากลับไปยังเมืองหลวงลู่ปู้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นกองทัพทั้งสามก็รวมเป็นหนึ่งเดียว โดยโจโฉอยู่ตรงกลางและอีกสองกองทัพอยู่ปีก ส่วนเซี่ยโหวตุนและหยูจินเป็นผู้นำกองหน้า
                        ฝ่ายของหยวนซู่ ได้แต่งตั้ง เฉียวรุยเป็นผู้นำกองหน้าพร้อมกองทัพห้ากองพล กองทัพทั้งสองปะทะกันที่ชายแดน เมือง โชวชุนผู้นำกองหน้าทั้งสองฝ่ายควบม้าออกไปและเปิดฉากการต่อสู้เฉียวรุยพ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งที่สาม และทหารของเขาก็หนีเข้าไปในเมือง
                        จากนั้นก็มีข่าวว่า กองเรือของ ซุนเซ่กำลังใกล้เข้ามาและจะโจมตีทางทิศตะวันตก กองทัพบกอีกสามกองจึงเข้ายึดครองแต่ละด้านและเมือง ทำให้เมืองตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
 ในขณะนั้นหยวนซู่เรียกเหล่าข้าราชบริพารมาพบ หยางต้าเจียงอธิบายสถานการณ์ว่า “ โชวชุนประสบภัยแล้งมาหลายปีแล้ว ประชาชนกำลังจะอดตาย การส่งกองทัพไปจะยิ่งเพิ่มความทุกข์และความโกรธแค้นให้แก่ประชาชน และชัยชนะก็ไม่แน่นอน ข้าขอแนะนำว่าอย่าส่งทหารไปที่นั่นอีก แต่ให้ยึดพื้นที่ไว้จนกว่าผู้รุกรานจะพ่ายแพ้เพราะขาดเสบียง หัวหน้าผู้สูงศักดิ์ของเราพร้อมด้วยกองทหารองครักษ์จะเคลื่อนพลไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำ ซึ่งเตรียมพร้อมไว้แล้ว และเราก็จะรอดพ้นจากความโหดร้ายของศัตรูได้เช่นกัน”
 เนื่องจากมีการเตรียมการรักษาความปลอดภัยที่โชวชุน จึง มีการเคลื่อนย้ายกองทัพไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำห้วยไม่เพียงแต่กองทัพเท่านั้นที่ข้ามไป แต่ทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลหยวน ทั้งทองคำ เงิน เครื่องประดับ และอัญมณีล้ำค่า ก็ถูกย้ายไปด้วย กองทัพของโจโฉ ซึ่งประกอบด้วยทหาร 17 กองพล ต้องการอาหารจำนวนมากในแต่ละวัน และเนื่องจากพื้นที่โดยรอบประสบภาวะขาดแคลนอาหารมาหลายปีแล้ว จึงไม่สามารถหาอาหารได้เลย
 ดังนั้นเขาจึงพยายามเร่งปฏิบัติการทางทหารและยึดเมืองให้ได้ ในทางกลับกัน ฝ่ายป้องกันรู้คุณค่าของการถ่วงเวลาและจึงต้านทานไว้ หลังจากปิดล้อมอย่างดุเดือดเป็นเวลาหนึ่งเดือน การล่มสลายของเมืองดูเหมือนจะยังห่างไกลเหมือนตอนแรก และเสบียงก็เหลือน้อยมาก จึงมีการส่งจดหมายไปยัง ซุนเซ่ซึ่งได้ส่งธัญพืชมาให้หนึ่งแสนมาตร เมื่อการแจกจ่ายตามปกติเป็นไปไม่ได้หัวหน้าเสนาบดี เห รินจุนและผู้ควบคุมยุ้งฉางหวังโหวจึงได้ยื่นคำร้องเพื่อสอบถามว่าควรทำอย่างไรต่อไป
                        “ตักเสิร์ฟในปริมาณที่น้อยลง” เฉาเฉา กล่าว “วิธีนี้จะช่วยเราได้ชั่วคราว” “แต่ถ้าทหารกระซิบกระซาบกันล่ะ จะเป็นอย่างไร?”
                        “ฉันจะต้องขออุปกรณ์อื่น”
  ตามคำสั่ง เจ้าหน้าที่ควบคุมได้แจกจ่ายธัญพืชในปริมาณน้อยโจโฉส่งคนไปสืบดูว่าทหารมีปฏิกิริยาอย่างไร และเมื่อพบว่ามีเสียงบ่นทั่วไปว่าพวกเขาถูกโจโฉหลอกลวง เขาจึงส่งคนไปเรียกตัวเจ้าหน้าที่ควบคุมอย่างลับๆ เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงโจโฉก็กล่าวว่า “ข้าต้องการขอให้เจ้าส่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาให้ข้าเพื่อใช้ปราบปรามทหาร เจ้าต้องไม่ปฏิเสธ”
                        “รัฐมนตรีต้องการอะไร?”
“ข้าต้องการหัวของเจ้าเพื่อนำไปแสดงให้เหล่าทหารได้เห็น”
“แต่ผมไม่ได้ทำอะไรผิด!” ชายผู้โชคร้ายอุทานออกมา
                        “ข้ารู้เรื่องนั้น แต่ถ้าข้าไม่ประหารเจ้า จะเกิดการก่อกบฏขึ้น หลังจากเจ้าตายไปแล้ว ภรรยาและลูกๆ ของเจ้าจะอยู่ในการดูแลของข้า ดังนั้นเจ้าจึงไม่ต้องเสียใจเพราะพวกเขา” 
 หวังโหวกำลังจะประท้วงต่อ แต่โจโฉส่งสัญญาณ และเพชฌฆาตก็รีบพาเขาออกไปและตัดหัวเขา หัวของเขาถูกเสียบไว้บนเสาสูง และมีป้ายประกาศว่า ตามกฎหมายทหารหวังโหวถูกประหารชีวิตในข้อหาฉ้อโกงและใช้มาตรวัดที่ไม่ครบถ้วนในการแจกจ่ายธัญพืช สิ่งนี้ช่วยบรรเทาความไม่พอใจลงได้ ต่อมาได้มีการออกคำสั่งทั่วไปขู่ว่าจะประหารชีวิตผู้บัญชาการต่างๆ หากไม่สามารถยึดเมืองได้ภายในสามวันเฉาเฉาเสด็จขึ้นไปบนกำแพงเมืองด้วยพระองค์เองเพื่อควบคุมดูแลการถมคูเมือง ฝ่ายป้องกันเมืองได้ระดมยิงหินและลูกธนูอย่างต่อเนื่อง
 นายทหารชั้นผู้น้อยสองนายที่ละทิ้งตำแหน่งด้วยความกลัวถูกเฉาเฉา สังหาร ด้วยพระองค์เอง หลังจากนั้นพระองค์เสด็จไปประทับบนพื้นดินเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่างานดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและไม่มีใครกล้าที่จะล่าช้า ด้วยกำลังใจเช่นนี้ กองทัพจึงกลายเป็นกองทัพที่ไม่มีใครเอาชนะได้ และไม่มีการป้องกันใดต้านทานการโจมตีของพวกเขาได้ ในเวลาอันสั้น กำแพงเมืองถูกปีนข้าม ประตูเมืองถูกพังทลาย และผู้ล้อมเมืองก็เข้ายึดครองเมืองได้ นายทหารรักษาการณ์ถูกจับเป็นและถูกประหารชีวิตในตลาด เครื่องใช้ต่างๆ ของราชสำนักถูกเผาทำลาย และเมืองทั้งเมืองก็ถูกทำลายล้าง
 เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับการข้ามแม่น้ำเพื่อไล่ตามหยวนซู่ซุนหยูคัดค้านโดยกล่าวว่า “ประเทศชาติประสบปัญหาพืชผลขาดแคลนมาหลายปีแล้ว และเราจะไม่สามารถหาธัญพืชได้ การรุกคืบจะทำให้กองทัพอ่อนล้า ทำร้ายประชาชน และอาจจบลงด้วยหายนะ ข้าขอแนะนำให้กลับไปยังเมืองหลวงเพื่อรอจนกว่าจะเก็บเกี่ยวข้าวสาลีฤดูใบไม้ผลิเสร็จและเรามีอาหารเพียงพอ” โจโฉลังเลอยู่ครู่หนึ่ง และก่อนที่เขาจะตัดสินใจได้ ก็มีข่าวด่วนมาถึงว่าจางซิวได้รับการสนับสนุนจากหลิวเปียวกำลังรุกรานทั่วประเทศ มีการก่อกบฏในหนานหยางและโจหงไม่สามารถรับมือได้ เขาพ่ายแพ้มาแล้วหลายครั้งและกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่
                        โจโฉรีบเขียนจดหมายถึงซุนเซ่เพื่อสั่งให้ควบคุมแม่น้ำเพื่อป้องกันไม่ให้หลิวเปียว เคลื่อนไหว ในขณะเดียวกันเขาก็เตรียมกองทัพไปจัดการกับจางซิวก่อนยกทัพ เขาสั่งให้หลิวเป่ยตั้งค่ายที่ซีผีเพราะหลิวเป่ยและลู่ปู้เป็นพี่น้องกัน จึงสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้
                        เมื่อลู่ปู้เดินทางไปยังมณฑลซู่แล้วโจโฉได้แอบพูดกับซวนเต๋อว่า “ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ที่ซีปี่เพื่อเป็นกับดักให้เสือ เจ้าจงรับฟังคำแนะนำจากเฉินเติ้งและเฉินกุ้ย เท่านั้น ก็จะไม่มีเหตุการณ์ร้ายใดๆ เกิดขึ้น เจ้าจงหาคนนั้นคนนี้มาเป็นพันธมิตรเมื่อจำเป็น”
  ดังนั้นโจโฉจึงยกทัพไปยังซู่ฉางที่นั่นเขาได้ทราบว่าต้วนเว่ยได้สังหารหลี่จือและอู๋ซีได้สังหารกัวซื่อศีรษะของทั้งสองถูกนำมาแสดงเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งการกระทำ นอกจากนี้ ตระกูลของหลี่จือ ทั้งหมด ถูกจับกุมและนำตัวไปยังเมืองหลวง พวกเขาถูกประหารชีวิตที่ประตูเมืองต่างๆ และศีรษะของพวกเขาถูกนำมาแสดง ผู้คนต่างคิดว่านี่เป็นการลงโทษที่โหดร้ายมาก ในพระราชวังของจักรพรรดิ ข้าราชการจำนวนมากมารวมตัวกันในงานเลี้ยงสันติภาพ ผู้นำที่ประสบความสำเร็จสองคนคือต้วนเว่ยและอู๋ซีได้รับรางวัลเป็นตำแหน่งและถูกส่งไปรักษาเมืองฉางอานพวกเขาเข้าเฝ้าเพื่อแสดงความกตัญญูแล้วก็จากไป
                        จากนั้นโจโฉได้ส่งข่าวไปว่าจางซิวได้ก่อกบฏและต้องส่งกองทัพไปปราบปราม จักรพรรดิได้ทรงจัดเตรียมรถม้าและคุ้มกันเสนาบดีของพระองค์ออกจากเมืองด้วยพระองค์เองเมื่อเสด็จไปบัญชาการกองทัพ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในฤดูร้อนเดือนที่สี่ของปีที่สามแห่งรัชสมัยเจี้ยนอัน (ค.ศ. 199)ซุนหยูเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในเมืองซูฉาง
กองทัพเคลื่อนทัพออกไป ในระหว่างการเดินทัพ พวกเขาผ่านเขตปลูกข้าวสาลี ซึ่งข้าวสาลีพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว แต่ชาวนาต่างหนีไปเพราะความกลัว และข้าวโพดยังไม่ได้ถูกเก็บเกี่ยวโจโฉประกาศให้คนทั่วไปรู้ว่าเขาถูกส่งไปทำศึกตามพระราชบัญชาของจักรพรรดิเพื่อจับกบฏและช่วยประชาชน เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเคลื่อนทัพในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวได้ แต่ถ้าใครเหยียบย่ำข้าวโพด เขาจะต้องถูกประหารชีวิต กฎหมายทหารนั้นเข้มงวดมากจนประชาชนไม่ต้องกลัวอันตรายใดๆ ประชาชนต่างยินดีและยืนเรียงรายอยู่ริมถนน อวยพรให้การรุกคืบประสบความสำเร็จ เมื่อทหารผ่านทุ่งข้าวสาลี พวกเขาก็ลงจากม้าและผลักต้นข้าวสาลีออกไปเพื่อไม่ให้ถูกเหยียบย่ำ
                        วันหนึ่ง ขณะที่โจโฉกำลังขี่ม้าผ่านทุ่งนา นกพิราบตัวหนึ่งก็บินขึ้นมาอย่างกระทันหัน ทำให้ม้าตกใจและวิ่งไปเหยียบย่ำรวงข้าวที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวโจโฉจึงรีบเรียกผู้บัญชาการทหาร มา และสั่งให้ลงโทษฐานเหยียบย่ำรวงข้าว
                        “ผมจะจัดการกับความผิดของคุณได้อย่างไร?” ผู้บัญชาการตำรวจถาม
                        “ผมเป็นคนตั้งกฎเอง และผมก็ฝ่าฝืนกฎนั้น ผมจะสามารถทำให้สาธารณชนพอใจได้อย่างไร?”
เขาคว้าดาบที่อยู่ข้างกายและพยายามจะฆ่าตัวตาย ทุกคนรีบเข้ามาห้าม และกัวเจียกล่าวว่า “ในสมัยโบราณ ยุคประวัติศาสตร์ ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงกฎหมายไม่บังคับใช้กับผู้มีเกียรติสูงสุด ท่านเป็นผู้นำสูงสุดของกองทัพอันยิ่งใหญ่ ไม่ควรทำร้ายตัวเอง” โจโฉครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดเขาก็กล่าวว่า “ในเมื่อมีเหตุผลอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น ข้าอาจจะรอดพ้นจากโทษประหารได้” จากนั้นเขาใช้ดาบตัดผมของตนและโยนลงพื้นพลางกล่าวว่า “ข้าตัดผมออกโดยแตะต้องศีรษะ”
                        จากนั้นเขาจึงส่งคนไปแสดงเส้นผมให้ทั่วทั้งกองทัพดู พร้อมกล่าวว่า “รัฐมนตรีเหยียบย่ำข้าวโพด จึงสมควรถูกประหารชีวิตตามคำสั่ง และนี่คือวิธีที่เขาถูกตัดผมเพื่อเป็นการลงโทษที่ศีรษะ”
                        การกระทำนี้เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดระเบียบวินัยทั่วทั้งกองทัพ จนไม่มีใครกล้าขัดขืน กวีท่านหนึ่งได้เขียนไว้ว่า:
                  ทหารนับไม่ถ้วนเดินทัพไปอย่างกล้าหาญและองอาจ
                และความปรารถนามากมายของพวกเขาก็ถูกควบคุมโดยผู้นำคนเดียว
ผู้นำเจ้าเล่ห์นั้นได้ตัดผมของตนเมื่อถึงเวลาที่ศีรษะของตนถูกริบ
โอ้ เจ้าช่างเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมโจโฉดังที่ทุกคนได้กล่าวไว้
 เมื่อได้รับข่าวการรุกคืบของกองทัพโจโฉ จางซิวจึงเขียนจดหมาย ขอความช่วยเหลือ จากหลิวเปียวจากนั้นเขาก็ส่งคนของตนภายใต้การบัญชาการของเหลยซู่และจางเซียน ออกไป เมื่อจัดทัพเสร็จจางซิวก็ไปยืนอยู่แนวหน้าและชี้ไปที่โจโฉพลางด่าทอว่า “โอ้ ผู้แอบอ้างความเมตตาและความยุติธรรมจอมปลอม! โอ้ คนไร้ยางอาย! เจ้าเป็นเพียงสัตว์ป่าไร้มนุษยธรรมโดยสิ้นเชิง!”
 เหตุการณ์นี้ทำให้โจโฉ ไม่พอใจ จึงส่งซู่ชู ออกไป ปราบผู้ที่ดูหมิ่นเมือง จางเซียนออกมาเผชิญหน้ากับเขาและพ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งที่สาม จากนั้น คนของ จางซิวก็หนีไปและถูกไล่ล่าไปจนถึงกำแพงเมืองหนานหยางพวกเขาหนีเข้าไปในเมืองได้ทันเวลาก่อนที่จะถูกไล่ล่าอย่างกระชั้นชิด เมืองจึงถูกปิดล้อมอย่างแน่นหนา เมื่อเห็นว่าคูเมืองกว้างและลึกมากจนยากที่จะเข้าใกล้กำแพง พวกเขาจึงเริ่มถมคูเมืองด้วยดิน จากนั้นใช้กระสอบทราย กิ่งไม้ และมัดหญ้าสร้างเนินดินขนาดใหญ่ใกล้กำแพง และสร้างบันไดบนเนินนั้นเพื่อให้สามารถมองเข้าไปในเมืองได้
                        โจโฉขี่ม้าตรวจตราเมืองอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบระบบป้องกันเมือง สามวันต่อมา เขาออกคำสั่งให้สร้างเนินดินและพุ่มไม้ที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือ เพราะเขาจะปีนกำแพงเมืองจากจุดนั้นเจียซู สังเกตเห็นเขาจากภายในเมือง จึงไปบอกหัวหน้าของตนว่า “ข้ารู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร และข้าสามารถเอาชนะ เขาได้ด้วยการโต้กลับ”

40/มหาภารตะ ตอนที่ - พระยุธิษฐิระทรงได้รับการปลอบโยนจากมาร์กันเทยะ: อย่าโศกเศร้ากับเหตุการณ์ในอดีต

search-google มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ..  
      ก่อนหน้า 💃🏻  อ่านต่อ
                        " มาร์กันเดยากล่าวว่า"
 “โอ้ ผู้มีพละกำลังมหาศาลเอ๋ยพระรามผู้มีพลังมหาศาลเคยประสบกับภัยพิบัติร้ายแรงในอดีตอันเนื่องมาจากการถูกเนรเทศไปอยู่ในป่า! โอ้ เสือในหมู่มนุษย์ อย่าเศร้าโศกเลย เพราะโอ้ ผู้ปราบปราศศัตรู ท่านคือกษัตริย์ ! ท่านเองก็เดินบนเส้นทางที่ต้องใช้พละกำลังแห่งอาวุธ เส้นทางที่นำไปสู่รางวัลอันจับต้องได้”
 ท่านปราศจากบาปแม้เพียงเล็กน้อย แม้แต่เหล่าเทพที่มีพระอินทร์เป็นประมุข และเหล่าอสูรก็ยังต้องเดินตามรอยเท้าของท่าน! หลังจากความทุกข์ยากเช่นนี้เองที่ผู้ใช้สายฟ้าฟาด โดยได้รับความช่วยเหลือจากเหล่ามารุต ได้ สังหารวริตรานามุจิผู้ไร้เทียมทานและรากษสลิ้นยาว! ผู้ใดได้รับความช่วยเหลือ ย่อมประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่ตนตั้งใจไว้เสมอ!
 อะไรคือสิ่งที่ไม่อาจเอาชนะได้ในการรบโดยผู้ที่มีธนัญชัยเป็นน้องชาย? ภีมะ ผู้นี้ เองก็มีพละกำลังมหาศาล เป็นสุดยอดบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ บุตรชายผู้กล้าหาญและเยาว์วัยของมาทราวตีก็เป็นนักธนูผู้เก่งกาจ เมื่อมีพันธมิตรเช่นนี้แล้ว เหตุใดท่านจึงสิ้นหวังเล่า โอผู้ปราบศัตรู? พวกเขาสามารถเอาชนะกองทัพของผู้ถือสายฟ้าได้ แม้จะมี มารุต อยู่ท่ามกลางกองทัพ ก็ตาม
 ด้วยเหล่าพลธนูผู้ทรงพลังรูปงามดุจเทพเป็นพันธมิตร ท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่ง เผ่า ภารตะย่อมพิชิตศัตรูทั้งปวงได้อย่างแน่นอน! จงดูเถิดพระกฤษณะธิดาของทรูปาทะ ผู้ถูกไสนธวะ ผู้ชั่วร้ายลักพาตัวไปเพราะความหยิ่งผยองและพลัง ได้ถูกนำตัวกลับมาโดยเหล่านักรบผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้หลังจากที่ได้แสดงวีรกรรมอันน่าเกรงขาม! จงดูเถิด พระเจ้าชยาทราถะพ่ายแพ้และนอนหมดเรี่ยวแรงอยู่ต่อหน้าท่าน! เจ้าหญิงแห่งวิเทหะ ได้รับการช่วยเหลือโดยพระรามโดยแทบไม่มีพันธมิตรเลยหลังจากที่ถูกสังหารในการรบกับ อสูรสิบคอความสามารถที่น่าเกรงขาม!
                        แท้จริงแล้ว พันธมิตรของพระราม (ในการต่อสู้ครั้งนั้น) คือลิงและหมีหน้าดำ สัตว์ที่ไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ! จงคิดถึงเรื่องทั้งหมดนี้เถิด โอพระราชา! ฉะนั้น โอผู้ยิ่งใหญ่แห่งกุรุอย่าเศร้าโศกกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย โอกระทิงแห่งเผ่าภารตะ! บุคคลผู้มีชื่อเสียงเช่นท่านไม่เคยจมอยู่กับความเศร้าโศก โอผู้พิชิตศัตรู!
                        ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า "ด้วยวิธีนั้นเอง พระราชาจึงได้รับการปลอบโยนจากมาร์กันเทยะ และแล้วผู้มีจิตใจสูงส่งนั้นก็สลัดความเศร้าโศกทิ้งไป และตรัสกับมาร์กันเทยะอีกครั้ง"
CCLXLI - เรื่องราวของเจ้าหญิงสาวิตรีและการตามหาสวามี
                        " ยุธิษฐิระกล่าวว่า... "
 “โอ้ ท่านฤๅษีผู้ยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้าไม่ได้เสียใจกับตัวเองหรือพี่น้องของข้าพเจ้า หรือการสูญเสียอาณาจักรมากเท่ากับที่เสียใจกับธิดาของทรูปาดาเมื่อครั้งที่เราประสบความโชคร้ายจากการเล่นลูกเต๋าโดยพวกคนชั่วเหล่านั้นพระกฤษณะ ทรงช่วยเราให้รอดพ้น และนางก็ถูก ชยาทราถลักพาตัวไปจากป่าท่านเคยเห็นหรือได้ยินเรื่องราวของสตรีผู้บริสุทธิ์และสูงส่งคนใดที่เหมือนกับธิดาของทรูปาดาผู้นี้บ้างหรือไม่”
                        " มาร์กันเดยากล่าวว่า"
 “ฟังเถิด พระเจ้าข้า ว่าบุญกุศลอันสูงส่งของสตรีผู้บริสุทธิ์นั้น ได้ถูกถ่ายทอดไปยังเจ้าหญิงนามว่าสาวิตรีได้อย่างไรมีกษัตริย์องค์หนึ่งในเมืองมัทราสผู้ทรงคุณธรรมและเคร่งครัดในศาสนาอย่างยิ่ง พระองค์ทรงปรนนิบัติพราหมณ์ อยู่เสมอ ทรงมีจิตใจสูงส่งและมั่นคงในคำสัญญา ทรงมีสติสัมปชัญญะและโปรดปรานการบูชายัญ ทรงเป็นผู้ให้ทานที่ยอดเยี่ยม ทรงมีความสามารถ และเป็นที่รักของทั้งประชาชนและชาวชนบท พระนามของกษัตริย์องค์นั้นคืออัศวปติพระองค์ทรงปรารถนาความสุขของสรรพสัตว์ และกษัตริย์ผู้ทรงให้อภัย ทรงตรัสความจริงและทรงมีสติสัมปชัญญะนั้น ไม่มีทายาท”
 และเมื่อเขาแก่ชราลง เขาก็ทุกข์ใจอย่างมากในเรื่องนี้ และด้วยจุดประสงค์ในการเลี้ยงดูบุตรหลาน เขาจึงปฏิบัติตามคำปฏิญาณอย่างเคร่งครัดและเริ่มดำรงชีวิตด้วยอาหารที่เรียบง่าย โดยยึดถือ วิถีแห่ง พรหมจรรย์และควบคุมประสาทสัมผัสของตน และกษัตริย์ผู้ประเสริฐที่สุด (ทุกวัน) ถวายเครื่องบูชาหมื่นอย่างแก่ไฟ ท่องมนต์เพื่อเป็นเกียรติแก่สาวิตรี[1]และรับประทานอาหารอย่างพอประมาณในชั่วโมงที่หก
 และเขาก็ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณเหล่านั้นเป็นเวลาสิบแปดปี เมื่อครบสิบแปดปีแล้วพระนางสวิตรี ก็พอพระทัย (กับเขา) และโอ้พระราชา ด้วยความปิติยินดีอย่างยิ่ง พระนางได้ปรากฏกายต่อหน้าพระราชาในรูปกายทิพย์จากกอง ไฟ อัคนิโหตรา และด้วยความตั้งใจที่จะประทานพร นางจึงกล่าวถ้อยคำเหล่านี้แก่พระมหากษัตริย์ “ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง โอพระราชา กับ การบำเพ็ญ พรหมจรรย์ความบริสุทธิ์ การควบคุมตนเอง การรักษาสัญญา และความพยายามและความเคารพยำเกรงทั้งปวงของพระองค์! โอพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ โออัศวปติ โปรดขอพรที่ท่านปรารถนา! อย่างไรก็ตาม ท่านไม่ควรละเลยคุณธรรมใดๆ เลย”
                        ณ ที่นั้น อัศวปติกล่าวว่า
 “ข้าพเจ้าได้กระทำภารกิจนี้ด้วยความปรารถนาที่จะบรรลุคุณธรรม โอ้เทพธิดา ขอให้ข้าพเจ้ามีบุตรชายมากมายที่คู่ควรกับวงศ์ตระกูล! หากท่านพอใจในตัวข้าพเจ้า โอ้เทพธิดา ข้าพเจ้าขอสิ่งนี้”บุญกุศล เหล่าผู้เกิดใหม่สองครั้งได้ยืนยันกับข้าพเจ้าว่า การมีลูกหลานนั้นเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง!
                        สวิตรีตอบว่า
 “โอ้ กษัตริย์ เมื่อข้าพเจ้าได้ทราบพระประสงค์ของพระองค์แล้ว ข้าพเจ้าจึงได้ทูลท่านลอร์ดผู้เป็นปู่ เกี่ยวกับพระโอรสของพระองค์ ด้วยพระพรจากพระผู้สร้าง พระองค์จะได้ประสูติพระธิดาผู้ทรงพลังยิ่งบนโลกในเร็ววัน พระองค์ไม่จำเป็นต้องตอบอะไร ข้าพเจ้าพอใจแล้ว จึงแจ้งเรื่องนี้แก่พระองค์ตามพระบัญชาของปู่”
                        "มาร์กันเดยา กล่าวว่า" 'เมื่อทรงยอมรับ คำพูด ของสาวิตรีและตรัสว่า " เช่นนั้นก็แล้วกัน !" กษัตริย์จึงทรงสนองความต้องการของนางอีกครั้งและตรัสว่า...' 'ขอให้สิ่งนี้เกิดขึ้นโดยเร็ว!'
 เมื่อสาวิตรีหายตัวไป กษัตริย์ก็เสด็จเข้าเมืองของพระองค์เอง และวีรบุรุษผู้นั้นก็เริ่มใช้ชีวิตในอาณาจักรของพระองค์ ปกครองพสกนิกรอย่างเที่ยงธรรม และเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง กษัตริย์ผู้นั้นซึ่งรักษาสัญญา ได้ให้กำเนิดโอรสธิดากับพระมเหสี องค์โต ผู้ทรงปฏิบัติคุณธรรม และแล้ว โอ้ บุรุษแห่ง เผ่า ภารตะเอ๋ย ตัวอ่อนในครรภ์ของเจ้าหญิงแห่งมาลาวะก็เจริญเติบโตดุจดวงดาวบนท้องฟ้าในยามค่ำคืนอันสว่างไสว
 และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม นางก็ได้ให้กำเนิดธิดาผู้มีดวงตางดงามดุจดอกบัว และพระมหากษัตริย์ผู้ทรงประเสริฐยิ่งก็ทรงประกอบพิธีกรรมตามธรรมเนียมด้วยความยินดี และเนื่องจากนางได้รับพรจากพระแม่สวิตรีด้วยเครื่องบูชาที่ถวายแด่พระแม่สวิตรี ทั้งพระบิดาและเหล่าพราหมณ์จึงตั้งชื่อนางว่าสวิตรีและธิดาของกษัตริย์ก็เติบโตขึ้นราวกับพระศรีในรูปกาย และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เจ้าหญิงก็บรรลุนิติภาวะ
                        และเมื่อผู้คนได้เห็นหญิงสาวผู้สง่างาม เอวเล็ก สะโพกอวบอิ่ม และดูคล้ายรูปปั้นทองคำ พวกเขาก็คิดว่า 'เราได้รับเทพธิดามาแล้ว' และด้วยพลังอันเหลือล้นของนาง ไม่มีใครสามารถแต่งงานกับหญิงสาวผู้มีดวงตาดุจกลีบดอกบัวและรัศมีอันเจิดจรัสได้'
                        (มาร์กันเดยาพูดต่อว่า )
 “และครั้งหนึ่งในโอกาสวันสำคัญ วันหนึ่ง นางได้อดอาหารและสระผม แล้วจึงไปเข้าเฝ้าเทพเจ้าประจำตระกูล และสั่งให้พราหมณ์ถวายเครื่องบูชาตามพิธีกรรมอันสมควรแก่กองไฟบูชา และเมื่อนางนำดอกไม้ที่ถวายแด่เทพเจ้าแล้ว หญิงสาวผู้นั้นงดงามดุจดั่งพระศรีเอง ก็ไปเข้าเฝ้าพระบิดาผู้ทรงคุณธรรม และเมื่อได้กราบไหว้พระบาทของพระบิดาและถวายดอกไม้ที่นางนำมาแล้ว หญิงสาวผู้สง่างามยิ่งนั้นก็พนมมือยืนอยู่ข้างพระบาทของพระราชา และเมื่อพระราชาเห็นพระธิดาของพระองค์เองงดงามราวกับนางฟ้าถึงวัยสาวแล้ว แต่ไม่มีใครมาขอพร พระราชาก็ทรงเสียพระทัย”
                        และกษัตริย์ตรัสว่า
 “ลูกสาวเอ๋ย เวลาที่จะมอบคู่ครองให้เจ้ามาถึงแล้ว! แต่ยังไม่มีใครมาขอเจ้าเลย เจ้าจงไปหาคู่ครองที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับเจ้าด้วยตนเองเถิด! ผู้ใดที่เจ้าปรารถนา จงแจ้งให้ข้าทราบ เจ้าจงเลือกสามีตามที่เจ้าปรารถนาเถิด ข้าจะมอบให้แก่เจ้าด้วยความรอบคอบ”
 โอ้ผู้เป็นมงคล โปรดฟังข้าพเจ้าขณะที่ข้าพเจ้าบอกท่านถึงถ้อยคำที่ข้าพเจ้าได้ยินมาจากเหล่าผู้เกิดใหม่สองครั้ง บิดาที่ไม่ยกธิดาของตนให้แก่ผู้อื่นย่อมได้รับความอัปยศอดสู และสามีที่ไม่ร่วมหลับนอนกับภรรยาในยามเป็นสัดย่อมได้รับความอัปยศอดสู และบุตรชายที่ไม่ปกป้องมารดาเมื่อสามีของนางสิ้นชีวิตแล้วย่อมได้รับความอัปยศอดสูเช่นกัน เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้จากข้าพเจ้าแล้ว จงออกตามหาคู่ครองเถิด จงประพฤติตนเช่นนั้นเพื่อไม่ให้พวกเราถูกเทพเจ้าตำหนิ!
                        "มาร์กันเดยา กล่าวว่า"
 “เมื่อกล่าวคำเหล่านี้แก่ลูกสาวและที่ปรึกษาอาวุโสของเขาแล้ว เขาก็สั่งให้คนรับใช้ตามลูกสาวไปพลางพูดว่า— ไป !”ณ ที่นั้น หญิงสาวผู้อ่อนน้อมถ่อมตนก้มลงคำนับพระบาทของพระบิดาอย่างเขินอาย แล้วจึงออกไปโดยไม่ลังเล ตามคำสั่งของพระบิดา และขึ้นรถม้าทองคำไปยังที่พำนักอันน่ารื่นรมย์ของเหล่าปราชญ์หลวง โดยมีที่ปรึกษาอาวุโสของพระบิดาติดตามไปด้วย ที่นั่น โอพระโอษฐ์เอ๋ย หญิงสาวกราบไหว้พระบาทของเหล่าปราชญ์ผู้เฒ่า แล้วค่อยๆ เริ่มท่องเที่ยวไปทั่วป่าเขา ด้วยเหตุนี้ พระธิดาของกษัตริย์จึงได้แจกจ่ายความมั่งคั่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ ที่เป็นของเหล่าผู้ทรงคุณธรรมชั้นสูงทั้งหลาย”
                        เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง: [1] : เรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากายาตรีชายาของพระพรหม
CCLXLII - การตัดสินใจเรื่องการแต่งงานของสาวิตรี: นาราดาอนุมัติให้สัตยาวันเป็นสามี
                        มาร์กันเดยาพูดต่อว่า
 “ในโอกาสหนึ่ง โอภารตะเมื่อพระราชาองค์นั้น เจ้าแห่งเมืองมัทราสประทับอยู่กับนาราดาในราชสำนัก กำลังสนทนากันอยู่สวิตรีพร้อมด้วยที่ปรึกษาของพระราชา ได้เดินทางมายังที่ประทับของบิดาหลังจากไปเยี่ยมชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และที่พึ่งพิงต่างๆ มาแล้ว และเมื่อเห็นบิดาประทับอยู่กับนาราดา สวิตรีจึงกราบไหว้พระบาทของทั้งสองพระองค์โดยก้มศีรษะลง”
                        แล้วนาราดาก็กล่าวว่า “ลูกสาวของท่านไปไหนแล้ว และท่านกษัตริย์ นางมาจากไหน ทำไมท่านไม่ยกสามีให้นางเสียที ในเมื่อนางบรรลุนิติภาวะแล้ว”
                        อัศวปติตอบว่า “แน่นอนว่านางถูกส่งมาเพื่อภารกิจนี้ และตอนนี้นางก็กลับมาแล้ว (จากการค้นหา) ท่านผู้ทรงปัญญาแห่งสรวงสวรรค์ โปรดฟังจากนาง แม้กระทั่งเรื่องสามีที่นางเลือกเองด้วย!”
                        "มาร์กันเดยาพูดต่อว่า..." “แล้วหญิงสาวผู้ได้รับพรนั้น เมื่อได้รับคำสั่งจากบิดาว่า ‘ จงเล่าทุกอย่างโดยละเอียด ’ เธอก็ถือว่าคำพูดของบิดาเป็นคำพูดของพระเจ้า และกล่าวแก่เขาดังนี้”
 “ในหมู่ ชาวศัลวะ มี กษัตริย์ กษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรม พระองค์ หนึ่ง พระนามว่าทยุมัตเสนา ต่อมาพระองค์ทรงตาบอด กษัตริย์ตาบอดผู้ทรงปัญญาพระองค์นี้มีโอรสเพียงพระองค์เดียว ต่อมาศัตรูเก่าแก่ที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ได้ฉวยโอกาสจากความโชคร้ายของกษัตริย์ แย่งชิงราชบัลลังก์ของพระองค์ไป” จากนั้นพระมหากษัตริย์พร้อมด้วยพระมเหสีซึ่งกำลังอุ้มพระโอรสอยู่ในพระทรวง ก็เสด็จเข้าป่า และเมื่อเสด็จเข้าป่าแล้ว พระองค์ทรงตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่และเริ่มบำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัด ส่วนพระโอรสซึ่งประสูติในเมือง ก็เริ่มเติบโตในที่พักฤๅษีนั้น “ชายหนุ่มผู้นั้น เหมาะจะเป็นสามีของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ยอมรับเขาไว้ในใจแล้วว่าเป็นเจ้านายของข้าพเจ้า!”
 เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น นาราดาจึงกล่าวว่า “อนิจจา โอพระราชา สวิตรีได้กระทำความผิดอย่างใหญ่หลวงแล้ว เพราะนางไม่รู้เรื่อง จึงรับสัตยวานผู้มีคุณสมบัติอันดีเลิศเป็นสามี! บิดาของเขากล่าวความจริง และมารดาของเขาก็พูดความจริงเช่นกัน ด้วยเหตุนี้พราหมณ์จึงตั้งชื่อบุตรชายว่าสัตยวานในวัยเด็กเขาชื่นชอบม้ามาก และมักปั้นม้าจากดินเหนียว และเขายังวาดรูปม้าด้วย ด้วยเหตุนี้บางครั้งเด็กหนุ่มผู้นั้นจึงถูกเรียกว่าจิตรสวะ ”
                        จากนั้นพระราชาจึงตรัสถามว่า 'แล้วเจ้าชายสัตยาวัน ผู้จงรักภักดีต่อพระบิดา ทรงเปี่ยมด้วยพลัง สติปัญญา การให้อภัย และความกล้าหาญหรือไม่?'
                        นาราดาตอบว่า 'ในด้านพลังอำนาจ สัตยาวันเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ และในด้านปัญญาเปรียบเสมือนพระวริหัสบดี! และท่านก็กล้าหาญดุจเทพเจ้าแห่งสรวงสวรรค์ และมีเมตตาให้อภัย'ราวกับเป็นดั่งผืนดิน!
                        จากนั้นอัศวปติจึงกล่าวว่า 'แล้วเจ้าชายสัตยาวันใจกว้างในการให้ของขวัญและจงรักภักดีต่อพราหมณ์หรือไม่? พระองค์หล่อเหลา มีเมตตา และน่ามองหรือไม่?'
                        นาราดากล่าวว่า
 'ในการประทานพรตามกำลังของตน โอรสผู้ยิ่งใหญ่ของทยุมัตเสนาเปรียบเสมือนรันติเทวะ โอรสของสังกฤติในความซื่อสัตย์ในคำพูดและความจงรักภักดีต่อพราหมณ์ เขาเปรียบเสมือนศิวีโอรสของอุสินาราและเขามีใจกว้างเหมือนยายาติ และงดงามเหมือนพระจันทร์ และในความงามของบุคคล เขาเปรียบเสมือน อัศวินคู่ใดคู่หนึ่ง'
 และด้วยสติสัมปชัญญะที่ควบคุมได้ เขาจึงอ่อนโยน กล้าหาญ และซื่อสัตย์! และด้วยความรักที่อยู่ภายใต้การควบคุม เขาจึงอุทิศตนให้กับเพื่อนฝูง ปราศจากความพยาบาท มีความอ่อนน้อมถ่อมตนและอดทน กล่าวโดยสรุป ผู้ที่มีคุณธรรมทางด้านการบำเพ็ญตบะสูงส่งและมีคุณธรรมอันสูงส่งกล่าวว่า เขาประพฤติตนถูกต้องเสมอ และเกียรติยศนั้นมั่นคงอยู่บนหน้าผากของเขา'
                        เมื่อได้ยินเช่นนั้น อัศวปติจึงกล่าวว่า 'โอ้ ท่านผู้ทรงปัญญา ท่านบอกข้าพเจ้าว่าเขามีคุณธรรมทุกประการ! แล้วถ้าหากเขามีข้อบกพร่องอยู่บ้าง ท่านช่วยบอกข้าพเจ้าได้ไหม!'
                        จากนั้นนาราดาจึงกล่าวว่า 'เขามีข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวที่บดบังคุณธรรมทั้งหมดของเขา ข้อบกพร่องนั้นไม่อาจเอาชนะได้แม้ด้วยความพยายามอย่างที่สุด เขามีข้อบกพร่องเพียงข้อเดียวและไม่มีข้อบกพร่องอื่นใด ภายในหนึ่งปีนับจากวันนี้ สัตยาวันผู้มีอายุขัยสั้นจะละทิ้งร่างกายของเขา!'
 เมื่อได้ยินคำกล่าวของปราชญ์แล้ว พระราชาจึงตรัสว่า “มาเถิด สวิตรี ไปเลือกคนอื่นมาเป็นสามีของเจ้าเถิด หญิงสาวผู้สวยงาม! ข้อบกพร่องใหญ่หลวงข้อหนึ่ง (ในชายหนุ่มผู้นี้) บดบังคุณงามความดีทั้งหมดของเขา นาราดาผู้มีชื่อเสียงซึ่งแม้แต่เหล่าเทพก็ยกย่อง กล่าวว่า สัตยวานจะต้องละทิ้งร่างกายของตนภายในหนึ่งปี เพราะวันเวลาของเขาใกล้จะหมดลงแล้ว!”
 เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นจากพ่อของเธอ สวิตรีจึงกล่าวว่า 'ความตายมาเยือนได้เพียงครั้งเดียว ลูกสาวสามารถถูกยกให้คนอื่นได้เพียงครั้งเดียว และคนเราสามารถพูดว่า " ฉันจะยกให้คนอื่น " ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ! สามสิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แท้จริงแล้ว ไม่ว่าชีวิตจะสั้นหรือยาว มีคุณธรรมหรือปราศจากคุณธรรม ฉันได้เลือกสามีของฉันแล้วเพียงครั้งเดียว ฉันจะไม่เลือกซ้ำสอง เมื่อได้ตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว ก็จงพูดออกมาเป็นคำพูด แล้วจึงลงมือทำ จิตใจของฉันเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้!'
                        จากนั้นนาราดาจึงกล่าวว่า “โอ้ ท่านบุรุษผู้ประเสริฐที่สุด หัวใจของลูกสาวท่านสวิตรีนั้นไม่หวั่นไหว! ไม่มีทางใดที่จะทำให้เธอหันเหออกไปจากเส้นทางแห่งคุณธรรมนี้ได้! ไม่มีบุคคลใดอื่นใดที่จะมีคุณธรรมเช่นเดียวกับสัตยวาน การยกบุตรสาวของท่านให้แก่ผู้อื่นจึงได้รับการอนุมัติจากข้าพเจ้า!”
                        พระราชาตรัสว่า “สิ่งที่ท่านได้กล่าวมานั้น ท่านผู้ทรงเกียรติ ไม่ควรฝ่าฝืนเลย เพราะคำพูดของท่านเป็นความจริง! และข้าพเจ้าจะปฏิบัติตามที่ท่านได้กล่าวมา เพราะท่านคืออาจารย์ของข้าพเจ้า!”
                        นาราดากล่าวว่า 'ขอให้การประสูติของพระธิดาของท่าน สวิตรี เป็นไปอย่างสงบสุข! ข้าพเจ้าขอตัวไปก่อน ขอให้ทุกท่านได้รับพร!'
                        "มาร์กันเดยาพูดต่อว่า..." “เมื่อกล่าวเช่นนั้นแล้ว นาราดาก็ลอยขึ้นไปบนฟ้าและเสด็จสู่สวรรค์ ส่วนพระราชาทรงเริ่มเตรียมการสำหรับงานแต่งงานของพระธิดา!”
CCLXLIII - พระเจ้าอัศวปติทรงจัดงานแต่งงานให้แก่พระธิดาสาวิตรี
                        " มาร์กันเดยากล่าวว่า"
 'เมื่อทรงไตร่ตรองถ้อยคำเหล่านั้น (ของนาราดา ) เกี่ยวกับการแต่งงานของพระธิดาแล้ว กษัตริย์จึงเริ่มเตรียมการเรื่องพิธีอภิเษกสมรส และทรงเรียกพราหมณ์และฤๅษีอาวุโส ทั้งหมด มารวมกันเขาและลูกสาวออกเดินทางพร้อมกับบรรดาปุโรหิตในวันมงคล เมื่อเสด็จถึงที่พักของฤๅษีทยุมัตเสนาในป่าศักดิ์สิทธิ์ กษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปหาฤๅษีโดยมีเหล่าผู้เกิดใหม่สองครั้งติดตามไปด้วย และที่นั่นพระองค์ทรงเห็นพระมหากษัตริย์ตาบอดผู้มีปัญญาอันยิ่งใหญ่ประทับอยู่บนเบาะหญ้ากุศะที่ปูไว้ใต้ ต้นสาละหลังจากทรงแสดงความเคารพต่อฤๅษีอย่างเหมาะสมแล้ว กษัตริย์ก็ทรงกล่าวแนะนำพระองค์เองด้วยความนอบน้อม
                        จากนั้นกษัตริย์ จึงถวาย อาร์ฆยา ที่นั่ง และวัวให้แก่แขกผู้มีเกียรติ แล้วถามแขกผู้มีเกียรติว่า “ เหตุใดท่านจึงเสด็จมา? ” เมื่อทรงตรัสเช่นนั้น กษัตริย์จึงทรงเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเจตนาและจุดประสงค์ของพระองค์ที่มีต่อสัตยวาน
                        และอัศวปติกล่าวว่า “โอ้ ท่านผู้ทรงปัญญาแห่งราชวงศ์ หญิงสาวผู้งดงามคนนี้คือลูกสาวของข้าพเจ้า นามว่าสาวิตรีโอ้ ท่านผู้เชี่ยวชาญด้านศีลธรรม โปรดรับนางเป็นสะใภ้ของท่านตามธรรมเนียมของคณะสงฆ์ของเราเถิด!”
                       เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น ดยูมัตเสนาจึงกล่าวว่า 'เมื่อถูกริบราชสมบัติและต้องมาอาศัยอยู่ในป่า เราก็บำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ลูกสาวของท่านผู้ซึ่งไม่คู่ควรกับชีวิตในป่า จะทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ได้อย่างไร?'
                       อัศวปติกล่าวว่า 'เมื่อลูกสาวของฉันรู้ดี เช่นเดียวกับตัวฉันเอง ว่าความสุขและความทุกข์นั้นมาแล้วก็ไป (โดยไม่เคยหยุดนิ่ง) คำพูดเช่นนี้จึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้กับคนอย่างฉัน!'
                       โอ้พระราชา ข้าพเจ้าเสด็จมาที่นี่ด้วยความสมัครใจ! ข้าพเจ้ามาเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยมิตรภาพ ดังนั้นพระองค์ไม่ควรทำลายความหวังของข้าพเจ้า! และพระองค์ก็ไม่ควรเมินเฉยต่อข้าพเจ้าผู้ซึ่งมาหาพระองค์ด้วยความรัก!
 ท่านเป็นผู้ที่เท่าเทียมกับข้าพเจ้าและเหมาะสมที่จะเป็นพันธมิตรกับข้าพเจ้า เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่เท่าเทียมกับท่านและเหมาะสมที่จะเป็นพันธมิตรกับท่าน! ดังนั้น ท่านจงรับลูกสาวของข้าพเจ้าเป็นลูกสะใภ้และภรรยาของสัตยาวันผู้ประเสริฐเถิด! เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น ดยุมัตเสนาจึงกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นพันธมิตรกับท่าน แต่ข้าพเจ้าลังเลใจ เนื่องจากต่อมาถูกริบราชสมบัติไป ดังนั้นขอให้ความปรารถนาที่ข้าพเจ้าเคยมีนั้นสำเร็จลุล่วงในวันนี้เถิด ท่านเป็นแขกที่น่ายินดีสำหรับข้าพเจ้าอย่างแท้จริง!”
                        (มาร์กันเดยาพูดต่อว่า )
 “จากนั้น กษัตริย์ทั้งสองจึงเรียกบรรดาผู้เกิดใหม่สองครั้งที่อาศัยอยู่ในอาศรมในป่านั้นมา และประกอบพิธีสมรสตามประเพณีอันสมควร เมื่อพระราชาอัศวปติทรงมอบเครื่องนุ่งห่มและเครื่องประดับที่เหมาะสมแก่พระธิดาแล้ว ก็เสด็จกลับที่ประทับด้วยความปิติยินดียิ่ง ส่วนสัตยวาน เมื่อได้พระชายาผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการ ก็ทรงยินดีเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่พระนางก็ทรงปิติยินดีอย่างสุดซึ้งที่ได้พระสวามีที่ตรงพระทัย เมื่อพระบิดาเสด็จจากไป พระนางก็ทรงถอดเครื่องประดับทั้งหมดออก แล้วทรงสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากเปลือกไม้และผ้าที่ย้อมสีแดง”
 และด้วยการรับใช้และคุณธรรมของนาง ความอ่อนโยนและการเสียสละของนาง และการปฏิบัติหน้าที่อันน่าพึงพอใจต่อทุกคน นางจึงทำให้ทุกคนพอใจ และนางทำให้แม่สามีพอใจด้วยการปรนนิบัติดูแลท่าน และด้วยการแต่งกายและเครื่องประดับให้ท่าน และนางทำให้พ่อสามีพอใจด้วยการเคารพท่านดุจเทพเจ้าและควบคุมคำพูดของตน และนางทำให้สามีพอใจด้วยคำพูดหวานหู ความชำนาญในงานทุกประเภท อารมณ์ที่เยือกเย็น และด้วยการแสดงออกถึงความรักของนางในที่ลับ
                        และด้วยเหตุนี้ โอภารตะเอ๋ยเมื่อพวกนางได้ไปอาศัยอยู่ในที่พึ่งของบรรดาผู้ทรงศีลในป่า และบำเพ็ญตบะอยู่ระยะหนึ่ง แต่คำพูดของนาราดาได้ดังก้องอยู่ในใจของสาวิตรีผู้โศกเศร้าทั้งกลางวันและกลางคืน”
 สรุปย่อของบทนี้:  พระเจ้าอัศวปติทรงจัดการให้พระธิดาสาวิตรีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายสัตยวาน แม้ว่าชีวิตในป่าจะเป็นอุปสรรคก็ตาม ฤๅษี ทยุมัตเสนาลังเลในตอนแรกเนื่องจากการสูญเสียราชสมบัติ แต่ในที่สุดก็ตกลงยอมรับการอภิเษกสมรส การแต่งงานเกิดขึ้นตามพิธีการ และสาวิตรีสร้างความประทับใจให้ทุกคนด้วยคุณธรรมและความเสียสละของเธอ แม้จะใช้ชีวิตอย่างสันโดษในป่า ทั้งคู่ก็พบความสุขในกันและกัน อย่างไรก็ตาม สาวิตรีถูกเตือนอยู่เสมอถึงคำทำนายของนาราดา ทำให้เกิดความวุ่นวายภายในใจของเธอ
ตอนต่อไป; CCLXLIV -คำปฏิญาณของสาวิตรี: ชะตากรรมของสัตยาวันถูกเปิดเผยโดยนาราดา
 สวิตรีคาดการณ์ถึงการเสียชีวิตของสามีของเธอสัตยวาน ตามที่ นาราดาทำนายไว้จึงตั้งปณิธานอย่างเคร่งครัดด้วยการอดอาหารเป็นเวลาสามคืน แม้พ่อสามีจะแสดงความกังวล แต่เธอก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำตามปณิธานให้สำเร็จเพื่อป้องกันการเสียชีวิตของสัตยวาน เมื่อวันแห่งโชคชะตามาถึง สวิตรีก็ทำตามปณิธานจนเสร็จสิ้นและรอคอยสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมรับพรจากฤๅษีในอาศรม เมื่อสัตยวานเข้าไปในป่า สวิตรีก็ยืนยันที่จะไปกับเขาแม้ว่าเขาจะเตือนถึงความยากลำบากของการเดินทางแล้วก็ตาม 
 สวิตรีผู้แน่วแน่ในความตั้งใจของเธอ ขออนุญาตจากพ่อแม่สามีเพื่อไปร่วมกับสัตยาวันในป่า โดยเน้นย้ำถึงความปรารถนาที่จะอยู่เคียงข้างเขาในวันสำคัญนี้ ด้วยการสนับสนุนจากพ่อและแม่สามี เธอจึงออกเดินทางไปกับสัตยาวัน ปกปิดความวุ่นวายภายในใจด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ขณะเดินทางผ่านป่าอันงดงาม สวิตรีก็ยังคงเชื่อมั่นว่าความตายของสัตยาวันใกล้เข้ามาแล้ว ตามที่นาราดาได้ทำนายไว้
 แม้จะมีทิวทัศน์งดงามรอบตัว แต่หัวใจของสาวิตรีกลับหนักอึ้งด้วยชะตากรรมของสัตยาวัน ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเธอเห็นว่าเขาจากไปแล้ว เธอเฝ้าสังเกตทุกการเคลื่อนไหวของสามี และเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลาแห่งการจากไปของเขา โดยซ่อนอารมณ์ไว้ภายใต้ท่าทีที่สงบ ขณะที่พวกเขายังคงเดินทางต่อไป ความรักอันแน่วแน่ของสาวิตรีที่มีต่อสัตยาวันก็ฉายชัดออกมา เธอเตรียมใจรับมือกับการพลัดพรากที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างเงียบๆ ในเรื่องราวอันแสนเศร้าเกี่ยวกับความรักและการเสียสละนี้ ความทุ่มเทอันแน่วแน่ของสาวิตรีที่มีต่อสามีของเธอ สัตยาวัน นั้น transcends ข้ามพ้นขอบเขตของโลกนี้ไปได้

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวังสะ-จริยาปิฎก สีวีราชจริยาที่ ๘ วรรคที่ ๑ การบำเพ็ญทานบารมี

สีวีราชจริยาที่ ๘ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าสีวีราช
 [๘] ในกาลเมื่อเราเป็นกษัตริย์พระนามว่าสีวี อยู่ในพระนครอันมีนามว่า อริฏฐะ เรานั่งอยู่ในปราสาทอันประเสริฐ ได้ดำริอย่างนี้ว่า ทานที่ มนุษย์พึงให้อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราไม่ได้ให้แล้วไม่มี แม้ผู้ใดพึงขอ จักษุกะเรา
 
                        เราก็พึงให้ไม่หวั่นใจเลย ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่า ทวยเทพทรงทราบความดำริของเราแล้ว ประทับนั่งในเทพบริษัท ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่าพระเจ้าสีวีผู้มีฤทธิ์มาก ประทับนั่งในปราสาท อันประเสริฐ
                        พระองค์ทรงดำริถึงทานต่างๆ ไม่ทรงเห็นสิ่งที่ยังมิได้ ให้ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่หนอ ผิฉะนั้น เราจักทดลองพระองค์ดู
                        ท่านทั้งหลายพึงคอยอยู่สักครู่หนึ่ง
                        เพียงเรารู้น้ำใจของพระเจ้าสีรี เท่านั้น ท้าวสักกะจึงทรงแปลงเพศเป็นคนตาบอด มีกายสั่น ศีรษะ หงอก หนังหย่อน กระสับกระส่าย เพราะชรา เข้าไปเฝ้าพระราชา
                        ในกาลนั้น อินทพราหมณ์นั้น ประคองพระพาหาเบื้องซ้ายขวา ประนมกรอัญชลีเหนือเศียรได้กล่าวคำนี้ว่า
                        ข้าแต่พระมหาราชาผู้ ทรงธรรม ทรงปกครองรัฐให้เจริญ
                        ข้าพระองค์จะขอกะพระองค์ เกียรติคุณคือความยินดีในทานของพระองค์ ขจรไปในเทวดาและ มนุษย์หน่วยตาแม้ทั้งสองของข้าพระองค์บอดเสียแล้ว
                        ขอจงพระราชทานพระเนตรข้างหนึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด แม้พระองค์จักทรงยัง อัตภาพให้เป็นไปด้วยพระเนตรข้างหนึ่ง
                        เราได้ฟังคำของพราหมณ์ นั้นแล้ว ทั้งดีใจและสลดใจประคองอัญชลี มีปีติและปราโมทย์ ได้ กล่าวคำนี้ว่า
                        เราคิดแล้วลงจากปราสาทมาถึงที่นี้บัดนี้เอง ท่านรู้จิต ของเราแล้ว มาขอนัยน์ตา โอ ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว ความดำริของเราบริบูรณ์แล้ว วันนี้ เราจักให้ทานอันประเสริฐ ซึ่ง เราไม่เคยให้ แก่ยาจก
                        มานี่แน่ะหมอสิวิกะ จงขมีขมันอย่าชักช้า อย่าครั่นคร้าม จงควักนัยน์ตาแม้ทั้งสองข้างออกให้แก่วณิพกนี้ เดี๋ยวนี้
                        หมอสิวิกะนั้นเราเตือนแล้ว เชื่อฟังคำของเรา ได้ควัก นัยน์ตาทั้งสองออกให้แก่ยาจกทันที เมื่อเราจะให้ก็ดี กำลังให้ก็ดี ให้แล้วก็ดี จิตของเราไม่เป็นอย่างอื่น เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณ นั้นเอง จักษุทั้งสองเราจะเกลียดชังก็หามิได้ แม้ตนเราก็มิได้ เกลียดชัง แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึง ได้ให้จักษุ ฉะนี้แล. 
จบสีวีราชจริยาที่ ๘