พระเจ้าพิมพิสาร
![]() |
|
ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารถีฉันทกะได้กระทำการแถลงว่าเป็นการตั้งหทัยของพระโพธิสัตว์ทำให้บรรเทาความโศกของพระราชาศุทโธทนะ พระนางโคปา นางศากยทั้งหลาย นางสนมกำนัลทั้งปวง และคณะศากยทั้งหลาย
กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงประทานผ้าแคว้นกาศีแก่เทวบุตรผู้แปลงรูปเป็นพรานป่า

แล้วทรงรับผ้าย้อมน้ำฝาดของเทวบุตรพรานป่านั้นโดยคำขอร้องทรงถือการบรรพชาเป็นไปตามโลกด้วยพระองค์เองโดยแท้ เพื่ออนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายเพื่อบ่มบารมีของสัตว์ทั้งหลาย
ครั้นแล พระโพธิสัตว์เสด็จเข้าไปยังอาศรมของนางพราหมณ์ณีศากี นางได้เชิญ(ต้อนรับ) พระโพธิสัตว์ ด้วยที่พักและภัตตาหาร ต่อจากนั้น พระโพธิสัตว์เสด็จไปยังอาศรมของนางพราหมณีปัทมา แม้นางนั้น ก็ได้เชิญ(ต้อนรับ) พระโพธิสัตว์ด้วยที่พักและภักตาหารเช่นเดียวกัน
ต่อจากนั้น พระองค์เสด็จไปยังอาศรมของพรหมฤษีชื่อ เรวัต แม้พรหมฤษีนั้น ก็ได้เชิญ (ต้อนรับ) พระโพธิสัตว์เช่นเดียวกัน แม้ทตฤมทัณฑิกบุตรผู้ครองราชย์ ก็ได้เชิญ (ต้อนรับ) พระโพธิสัตว์ เช่นเดียวกันนั่นเทียว
กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ได้เสด็จไปถึงมหานครไวศาลีโดยลำดับ
ในสมัยนั้นแล อาราฑะ กาลาปะ(ดาบส) อาศัยมหานครไวศาลีอยู่กับสาวกหมู่ใหญ่ พร้อมด้วยศิษย์ 300 คน อาราฑะนั้นแสดงธรรมแก่คิษย์ทั้งหลายด้วยพรตพร้อมกับอากึจันยายตนะ ท่านเห็นพระโพธิสัตว์มาแต่ไกล เกิดความอัศจรรย์ใจ จึงเรียกศิษยทั้งหลายมาว่า ดูซิ ดูซิ เธอทั้งหลาย ดูรูปของท่านผู้นี้ ศิษย์เหล่านั้น พูดว่า นั่นซิ ข้าพเจ้าก็ดูรูปนั้นแล้ว รูปนั้นน่าพิศวงเหลือเกิน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นแล้ว ตถาคตก็เข้าไปยังที่อยู่ของอาราฑะ กาลาปะ แล้วพูดกับอาราฑะ กาลาปะว่า อาราฑะ กาลาปะ ผู้เจริญ ข้าพเจ้าประพฤติพรหมจรรย์ อาราฑะ กาลาปะได้พูดว่า ข้าแต่พระโคตมผู้เจริญ พระองค์เป็นกุลบุตรผู้มีศรัทธา จงประพฤติในสิ่งซึ่งเรียกว่า ธรรม เช่นนั้น ย่อมบรรลุผลตามกฏเกณฑ์โดยไม่ยาก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคต มีความปริวิตกว่า เรามีฉันทะ(ความพอใจ) วีรยะ(ความเพียร) สมฤติ (ความระลึก)สมาธิ(ความตั้งใจแน่วแน่) ปรัชญา (ความรอบรู้) ทำอย่างไรหนอ ลำพังเราผู้เดียวไม่ประมาท มีความเพียรเผลเกลศมีความเพียรคร่าไปจึงจะบรรลุธรรมนั้นด้วยการทำให้ประจักษ์แจ้งทันตาเห็น (ในชาตินี้)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นแล้วแล ตถาคตผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียรเผาเกลศ มีความเพียรคร่าเกลศไป ก็ได้รู้ยิ่งเห็นจริงธรรมนั้น ทำให้ประจักษ์แจ้งทันตาเห็นโดยไม่ยาก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นนั้นแล ตถาคตไปยังที่อยู่ของอาราฑะ กาลาปะแล้วพูดว่า อาราฑะ ผู้เจริญ ธรรมที่ท่านบรรลุทำให้ประจักษ์แจ้งทันตาเห็นมีเท่านี้หรือ? อาราฑะ กาลาปะ พูดว่า ข้าแต่พระโคตมผู้เจริญมีเท่านี้แหละ ตถาคตจึงพูดกับอาราฑะ กาลาปะว่า ท่านผู้เจริญ ธรรมนั้น ข้าพเจ้ากระทำให้ประจักษ์แจ้งทันตาเห็นบรรลุแล้ว อาราฑะ กาลาปะ พูดว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เป็นอันว่า ข้าพเจ้า รู้ธรรมใด แม้พระองค์ก็รอบรู้ธรรมนั้น พระองค์รู้ธรรมใด แม้ข้าพเจ้าก็รู้ธรรมนั้น เพราะฉะนั้นแหละเราทั้งสองมาช่วยกันบริหารคณะศิษย์เหล่านี้เถิด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาราฑะ กาลาปะนับถือตถาคตด้วยความนับถืออย่างยิ่ง และแต่งตั้งตถาคตโดยมีความหมายเท่ากัน(ให้เป็นอาจารย์เหมือนกัน) ในอันเตวาสี (คณะศิษย์) ทั้งหลาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตนั้นเกิดความปริตกขึ้นอย่างนี้ว่า ธรรมของอาราฑะ นี้แล ไม่เป็นธรรมนำออกจากสังสารวัฏ นำออกไม่ได้ ดังนั้น จะเป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์อย่างเด้ดขาดได้อย่างไร ทำอย่างไรหนอ เราจะเที่ยวแสวงหาธรรมยิ่งกว่านี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นแล้วตถาคตอยู่ในนครไวศาลี ตามความพอใจแล้วย่างไปในแคว้นมคธ ตถาคตนั้นประพฤติจริยา(การท่องเที่ยว) อยู่ในแคว้นมคธหลายแห่งแล้วจึงเดินทางไปสู่นครราชคฤห์ของชาวมคธทั้งหลาย แล้วเข้าไปยังที่ขุนเขาปาณฑพ ในที่นั้นตถาคตอาศัยอยู่ข้างขุนเขาปาณฑพลำพังผู้เดียว ไม่มีเพื่อน ไม่มีสหาย(ผู้ช่วยเหลือ) แต่มีเทวดาหลายหมื่นแสนโกฏิคอยดูแลรักษา ต่อแต่นั้น ตถาคตอาศัยอยู่อย่างปกติทรงบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังมหานครราชคฤห์ทางประตูด้านตโปทะ(*)ด้วยการก้าหน้าและถอยหลัง การทอดสายตา การเหยียดออก และคู้เข้า น่าเลื่อมใส การทรงผ้าสังฆฏิ บาตร จีวร น่าเลื่อมใส มีอินทรีย์ไม่ฟุ้งซ่าน มีใจไม่ส่งไปภายนอก มองชั่วแอกเหมือนหลับตา และเหมือนประคองบาตรเต็มไปด้วยน้ำมัน(เดินประคองไม่ให้น้ำมันกระฉอก) ในที่นั้น คนชาวนครราชคฤห์ทั้งหลาย เห็นตถาคตแล้ว ต่างก็สงสัยกันว่านี่เป็นพรหมเป็นองค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย ใช่ไหม หรือว่าเป็นไวศรวัณ หรือว่าเป็นเทพยดารักษาภูเขา
* ตโปทะ พุน้ำอุ่น เรียกตโปธาราม ปัจจุบันนี้สร้างเป้นวัดฮินดู มีน้ำไหลผ่านทำเป็นที่เก็บน้ำให้ไหลลงเบี้องล่างเป็นชั้นๆชั้นบนพวกวรรณสูงใช้อาบชั้นล่าง พวกวรรณะต่ำอาบ น้ำนี้ใช้ทั้งอาบ ดื่ม ซักผ้า มีคนไปที่นั่นกันมาก อยู่ในราชคฤห์
ในที่นี้มีคำกล่าวไว้ว่า
1 ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ทรงไว้ซึ่งความปราศจากมลทิน มีเดช หาที่สุดมิได้ ทรงบรรพชาด้วยพระองค์เอง มีพระทัยสงบระงับ ฝึกฝนพระองค์แล้ว ประพฤติภิกขาจารประทับอยู่ข้างขุนเขาปาณฑพ ฯ
2 พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่ารุ่งแจ้งแล้ว ทรงนุ่งห่มน่าดูเป็นอย่างยิ่ง ถือบาตร มีพระหทัยมั่นคง เสด็จเข้าไปยังมหานครราชคฤห์พร้อมด้วยบิณฑบาต ฯ
3 ณ ที่นั้น หมู่ชายหญิงมองเห็นพระองค์ผู้มีอาการ 32 มีลักษณะเหมือนทองหรือเงิน ซึ่งเป็นธาตุดี ไม่มีความอิ่มด้วยการดูเสียเลย ฯ
4 พระองค์ประดับด้วยการครองผ้าดังว่ารัตนะ เสด็จไปในถนน เกิดสิริแผ่ซ่านติดตามพระองค์ไป คนไปตามหลังพระองค์โดยสิริของพระองค์ปกคลุม ถามกันว่า นี่เป็นใครกันหนอ ไม่เคยเห็นเลย มีแสงสว่างส่องทั่วบุรี ฯ
6 คนโดยมาก เมื่อมองเห็นรูปพระโพธิสัตว์ผู้เลิศบุรุษ ต่างก็ไม่ได้ ซึ้อขายกัน นักเลงก็ไม่ดื่มน้ำเมา คนก็ไม่ยินดีในบ้านเรือนและในถนนหนทาง ฯ
7 มีคนรีบไปยังพระราชวัง ได้กราบทูลพระราชพิมพิสารให้ทรงยินดีว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์ได้ลาภอย่างยิ่งแล้ว พรหมมาเที่ยวบิณฑบาตในบุรีนี้ด้วยตนเอง ฯ
8 บ้างก็กราบทูลว่า เป็นองค์ศักรเทวราช บ้าก็กราบทูลว่า เป็นเทวบุตรชั้นสุยามะ บ้างก็ว่าเป็นเทวบุตรชั้นสำตุษิต บ้างก็ว่าเป็นเทวบุตรชั้นนิรมิต บ้างก็ว่า เป็นเทวดาชั้นสินิรมิต ฯ
9 บ้างก็ว่า เป็นจันทร์และอาทิตย์ บ้างก็ว่าเป็นราหู บ้างก็ว่าเป็นเวมจิตรีผู้มีกำลัง ต่างก็ถกเถียงคัดค้านกัน บ้างก็ว่าเป็นเทพผู้สิงอยู่ที่ขุนเขาปาณฑพ ฯ
10 พระเจ้าแผ่นดิน (พิมพิสาร) ทรงสดับคำนี้แล้ว มีพระทัยเฟื่องฟู ประทับอยู่ที่พระแกล ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ ผู้เป็นสัตว์ประเสริฐ รุ่งเรืองด้วยสง่าราศี เหมือนทองคำซึ่งเป็นธาตุดี ฯ
11 พระราชาพิมพิสาร ใคร่จะทรงถวายอาหารบิณฑบาต จึงตรัสสั่งราชปุรุษให้คอยดูพระโพธิสัตว์ว่าจะเสด็จไปไหน ครั้นราชปุรุษเห็นพระโพธิสัตว์เสด็จไปยังภูเขาอันประเสริฐจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ท่านผู้นั้นไปทางข้างภูเขา ฯ
12 พระราชาพิมพิสารทรงทราบว่ารุ่งแจ้งแล้ว พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลายมีชนเป็นอันมากแวดล้อมแล้วเสด็จเข้าไปในเชิงขุนเขาปาณฑพ ทอดพระเนตรเห็นเขานั้นรุ่งเรืองด้วยสิริ ฯ
13 แล้วทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ผู้น่าเคารพอย่างยิ่งประทับนั่งไม่หวั่นไหวเหมือนภูเขาเมรุ ประทับนั่งโดยสวัสดีอยู่บนหญ้าซึ่งงอกแผ่ไปยังแผ่นดิน ฯ
14 พระราชาทรงน้อมเศียรนมัสการแทบพระบาท(พระโพธิสัตว์)ทรงตรัสวาทะสมเหตุผลด้วยพระวาจากหลายอย่างหลายประการว่า ข้าพเจ้าขอถวายราชสมบัติกึ่งหนึ่งจากราชสมบัติทั้งหมดแก่ท่าน และถวายบิณฑบาตด้วยกามคุณทั้งหลาย ขอท่านโปรดยินดีในที่นี้ ฯ
15 พระโพธิสัตว์ตรัสพระวาจาอย่างสุภาพว่า ดูกรมหาบพิตรผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน พระองค์จงรักษาพระชนมายุให้ยืนนาน ส่วนอาตมภาพเว้นแล้วจากคามปรารถนาราชสมบัติ เป็นบรรพชิต เมินเสียแล้วเพราะเหตุแห่งศานติฯ
16 มหาบพิตรยังหนุ่มอยู่ในเยาว์วัย มีพระกายงามเหมือนทอง ยังว่องไว ยังปรารถนาทรัพย์อย่างกว้างขวาง และหมู่นารี จงอยู่ในราชสมบัติที่ประทับแก่อาตมภาพนี้ เสวยกามเถิด ฯ
17 พระราชาของชาวมคธได้ทูลพระโพธิสัตว์ว่า ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะพบกับท่าน ขอท่านจงมีอายุในราชสมบัติทั้งปวงร่วมกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถวายแด่ท่านแล้ว ขอท่านจงเสวยกามให้มากเถิด ฯ
18 ท่านอย่าอยู่ในป่าเปลี่ยวอีกเลย อย่าอยู่บนหญ้าที่พื้นดินอีกเลยกายของท่านละเอียดอ่อนยิ่งนัก ขอท่านจงอยู่ในราชสมบัติของข้าพเจ้านี้ เสวยกามเถิด ฯ
19 พระโพธิสัตว์ตรัสพระวาจาอย่างสุภาพว่า ดูกร มหาบพิตรผู้ปกครองแผ่นดิน ขอพระองค์จงเที่ยงตรง อนุเคราะห์ต่อสิ่งทีเป็นประโยชน์ควรแก่ความรัก ขอความสวัสดีจงมีแด่มหาบพิตรเป็นนิตย์เถิด ส่วนอานมภาพไม่มีความประสงค์ด้วยกามคุณทั้งหลายแล้วฯ
20 กามเสมอด้วยยาพิษ มีโทษไม่สิ้นสุด ทำให้ตกนรก เกิดในกำเนิดเปรต และในกำเนิดเดียรัจฉาน กามไม่ใช่สิ่งประเสริฐ ผู้รู้ทั้งหลายติเตียนแล้ว อาตมภาพละกามนั้นซึ่งเหมือนกลืนก้อนเหล็กที่ถูกไฟเผาจนแดง ฯ
21 กามเหมือนผลไม้ร่วงจากต้น เหมือนก้อนเมฆในอากาศล่องลอยไป ไม่ยั่งยืน ไหวพริ้วเหมือนลม โปรยความงามไว้ทั้งหมดด้วยความหลอกลวง ฯ
22 เมื่อไม่ได้กามก็ย่อมเดือดร้อน ครั้นได้แล้วก็ไม่รู้อิ่มบริโภคไม่เป็นก็เกิดทุกข์มาก กามมันร้ายกาจนัก ฯ
23 ดูกร มหาบพิตรผู้ปกครองแผ่นดิน กามที่เป็นทิพย์ ที่เป็นของมนุษย์อย่างประณีต คนๆเดียวได้ไว้ทั้งหมด แต่ก็ยังไม่อิ่ม ยัง(อยาก)ได้ต่อไปอีก ฯ
24 ดูกรมหาบพิตรผู้ปกครองแผ่นดิน ส่วนผู้ใดเป็นอารยะ มีอินทรีย์สงบและฝึกฝนแล้ว ไม่มีอาสวะ(เกลศโทษ) มีความรู้สึกสมบูรณ์ในธรรม เป็นนักปราชย์มีปัญญา ผู้นั้นอิ่มแล้ว อิ่มแล้วเป็นอย่างดี เขาจะไม่มีความพอใจใดๆ ในกามคุณทั้งหลายอีกต่อไป ฯ
25 ดูกรมหาบพิตรผู้ปกครองแผ่นดิน เมื่อบริโภคกาม เบื้องต้นและที่สุดย่อมไม่มีแก่เขาผู้จัดสรรไว้ดีแล้ว ความกระหาย ย่อมเจริญขึ้นเมื่อบริโภคกาม เหมือนคนดื่มน้ำเค็ม (ไม่หายอยาก) ฯ
26 ดูกรมหาบพิตรผู้ปกครองแผ่นดิน ถ้ากระไรละก็ จงทอดพระเนตรร่างกาย มันไม่ยั่งนืน ไม่มีสาระ มันเป็นเครื่องยนต์แห่งความทุกข์ ปากแผลทั้ง 9 มีสิ่งปฏิกูลไหลอยู่เสมอ ดูกรพระองค์ผู้เป็นใหญ่แก่คน ความพอใจและความกำหนัดกาม ไม่มีแก่อาตมภาพ ฯ
27 อาตมภาพ ละกามได้อย่างกว้างขวาง และสตรีตั้งพันที่น่าดูน่าชม อาตมภาพพ้นไปแล้ว ไม่มีความยินดี ในภพทั้งหลาย ใคร่จะบรรลุโพธิคือความตรัสรู้อันประเสริฐ ซึ่งเป็นบรมคติอย่างยิ่ง ฯ
พระราชา (พิมพิสาร) ตรัสว่า
28 ข้าแต่พระภิกษุ ท่านไปไหนในทิศใด เกิดที่ไหน ใครเป็นบิดา มารดาของท่าน ท่านเป็นวรรณะกษัตริย์หรือวรรณะพราหมณ์ หรือเป็นพระราชา ข้าแต่พระภิกษุ ถ้าไม่รู้สึกหนักใจ ขอท่านขอกมาให้ถี่ถ้วนฯ
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
29 ดูกรมหาบพิตรผู้ปกครองแผ่นดิน พระองค์โปรดฟัง บุรีกบิลพัสดุ์แห่งศากยทั้งหลาย มั่งคั่งไพบูลย์ที่สุด พระราชาพระนามว่าศุทโธทนะเป็นพระบิดาของอาตมภาพ แต่ตัวของอาตมภาพเป็นบรรพชิตปรารถนาคุณธรรม ฯ
พระราชา (พิมพิสาร) ตรัสว่า
30 สาธุ ในที่สุด ความคิดเห็นของฝ่าพระบาท เป็นความคิดเห็นที่ดีมาก ซึ่งเป็นพระชนม์ชีพของฝ่าพระบาท แม้หม่อมฉัน ก็ยอมเป็นศิษย์ของฝ่าพระบาท ขอฝ่าพระบาท โปรดประทานอภัยให้แก่หม่อมฉันที่ได้มีเจตนาเชื้อเชิญฝ่าพระบาท(ให้ครองราชย์) ซึ่งฝ่าพระบาทปราศจากความกำหนัดในกามเสียแล้ว ฯ
31 ข้าแต่ฝ่าพระบาทผู้เจริญ ถ้าฝ่าพระบาทบรรลุโพธิคือความตรัสรู้ ข้าแต่ฝ่าพระบาทผู้เจริญ ขอฝ่าพระบาทโปรดให้หม่อมฉันถึงความเป็นเจ้าแห่งธรรมบ้าง อนึ่ง บุรีของหม่อมฉันก็จะได้ลาภอันประเสริฐ นั่นคือฝ่าพระบาทผู้เป็นสวยัมภู ได้ประทับอยู่ในนครของหม่อมฉันนี้ ฯ
32 พระราชา (พิมพิสาร) ถวายนมัสการพระบาทซ้ำอีกแล้วกระทำประทักษิณด้วยความเคารพ พระผู้เป็นใหญ่กว่านรชน มีราชบริพารของพระองค์แวดล้อม เสด็จเข้าสู่นครราชคฤห์อีก ฯ
33 พระโลกนาถ เสด็จเข้าไปในบุรีมคธ ทรงสำราญพระอิริยาบถตามพระหทัยปรารถนา มีพระหทัยสงบระงับแล้ว ทรงกระทำตามความปรารถนาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วพระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่านรชนทั้งหลาย ได้เสด็จไปริมฝั่นแม่น้ำในรัญชนา (ฉบับบาลีว่า เนรัญชรา) ฯ
อธิยายที่ 16 ชื่อพิมพิสาโรปสังกรมณปรวรรต (ว่าด้วยการเข้าไปหาพระราชาพิมพิสาร) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น