Translate

31 ธันวาคม 2568

อัธยายที่ 19 โพธิมณฺฑคมนปริวรฺต เอโกนวึศะ ชื่อ โพธิมัณฑคมนปริวรรต (ว่าด้วยเสด็จไปสู่ควงโพธิ) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

สู่ควงโพธิ์
  
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์สรงน้ำในแม่น้ำไนรัญชนาและเสวยแล้ว เกิดกำลังพระกายและเรียวแรงขึ้นแล้ว เสด็จไปยังโคนพระยาพุ่มไม้มหาโพธิ ในสถานที่แผ่นดินประกอบด้วยอาการ 16 อย่าง และประกอบด้วยคติมีชัยนั้นคติของพระมหาบุรุษทั้งหลายนั้น ได้แก่
           อนุจจลิตคติ คือคติ การออกบรรพชาตามร่องรอยอดีตพุทธ
            อินทริเยษฏิคติ คือคติ ความใคร่ต่อการบำเพ็ญอินทรีย์
สุสังสถิตคติ คือคติ ตั้งมั่น
           เมรุราชคติ คือคติ เหมือนเขาเมรุ
        อชิหมคติ คือคติ ตรงไปตรงมา
อกุฏิลคติ คือคติ ไม่คต
            อนุปัทรุตคติ คือคติ ไม่มีอันตราย
       อวิลัมพิตคติ คือคติ ไม่ยึดหน่วง
อลุฑิตคติ คือคติ ไม่ก่อกวน
       อัสขลิตคติ คือคติ ไม่พลั้งพลาด
    อสังฆฏิตคติ คือคติ ไม่เสียดสี
                      อลีนคติ คือคติ ไม่ซ่อนเร้น(เปิดเผยไม่มีความลับ)
     อจปลคติ คือคติ ไม่กลับกลอก
                        สลีลคติ คือคติ ประกอบด้วยลีลาเยื้องกรายงาม
                  วิมลคติ คือคติ ปราศจากมลทิน
ศุภคติ คือคติ ดีงาม
           อโทษคติ คือคติ ไม่มีโทษะ
           อโมหคติ คือคติ ไม่มีโมหะ
          อรักตคติ คือคติ ไม่มีราคะ
               สิงหคติ คือคติ เหมือนราชสีห์
                          หํสราชคติ คือคติ เหมือนพระยาหงส์
                             นาคราชคติ คือคติ เหมือนพระยานาค
                                 นารายณคติ คือคติ เหมือนองค์นารายณ์
                               ธรติตลสังสฤษฏคติ คือคติ สร้างพื้นแผ่นดิน
                               สหสราจักรธรณีตลจิตรคติ คือคติ มีพื้นแผ่นดินอันงามวิจิตรเหมือนล้อประกอบด้วยกำ(ซี่ล้อ)
                                   ชาลังคุลิตามระนขคติ คือคติ นิ้วมือมีเส้นเป็นตาข่ายและเล็บแดง
                          ธรณีตลนิรนาทคติ คือคติ พื้นแผ่นดินบันลือลั่น
                          ไศลราชสังฆฏนคติ คือคติ ขุนเขาหินกระทบกัน
                                อุตกูลนิกูลสมกรจรณคติ คือคติ มือเท้าเรียบเสมอนูนในที่ควรนูน ลึกในที่ควรลึก
                                ชาลานตราภารัศมยุตสรชนสัตวสังสปฤศนสุคติคมนคติ คือคติ การเปล่งรัศมีแสงสว่างเป็นดังว่าตาข่ายกระทบสัตว์ทั้งหลายอันจะไปสู่สุคติ
                               วิมลปัทมกระมนิกษิปณคติ คือคติ การย่างก้าวไปบนดอกบัวอันปราศจากมลทิน
                              ปูรวศุภสุจริตคมนคติ คือคติ การถึงความประพฤติดีงามในครั้งก่อน
                               ปูรวพุทธสิงหาภิคมนคติ คือคติ การเข้าไปหาพระพุทธเจ้าผู้เป็นดังราชสีห์ในครั้งก่อนๆ
                              วัชรทฤฒาเภทยาศยคติ คือคติ มีใจมั่นคงไม่แตกสลายเหมือนเพชร
                    สรโวปายคติ คือคติ มีอุบายทั้งปวง
                              สรวาปายทุรคติปิถิตคติ คือคติ ปิดกั้นทุรคติแห่งอบายทั้งปวง
                            สรวสัตวสุขสัญชนนคติ คือคติ ยังความสุขของสัตว์ทั้งปวงให้เกิดขึ้น
                         โมกษปถสันทรรศนคติ คือคติ การชี้ทางนิพพาน
                              มารพลาพลกรณคติ คือคติ การลดกำลังของมารให้เสื่อมลง
                              กุคณิคณปรประวาทิสหธรรมนิคระหนคติ คือคติ การข่มนักบวชต่างลัทธิของคณะพวกไม่ดี
                                ตมปฏลเกลศวิธมนคติ คือคติ กำจัดเกลศที่เป็นปึกแผ่นแห่งความมืดมน
                               สังสารปักษาปักษกรณคติ คือคติ การกระทำฝ่ายโลกและไม่ใช่ฝ่ายโลก
                               ศักระพรหมมเหศวรโลกปาลาภิภวคติ คือคติ ครอบงำองค์ศักรพรหมมเหศวรโลกบาล
                             ตริสาหัสระมหาสาหัสไรกศูรคติ คือคติ ความกล้าหาญอย่างเอกในเทวโลกและมนุษยโลก
                              สวยัมภวนภิภูตคติ คือคติ สวยัมภู(ความเป็นเอง)ไม่ถูกใครครอบงำ
                สรวัชญชญานาภิคมนคติ คือคติ เข้าถึงสรวัชญชญาน
สมฤติมติคติ คือคติ เกี่ยวกับสมฤติและมติ
สุคติคมนคติ คือคติ กาไปสู่สุคติ
                       ชรามรณประศมนคติ คือคติ การระงับดับชราและมรณะ
                        ศิววีรชามลาภยนิรวาณปุรคมนคติ คือคติ การไปสู่บูรีนิรวาณเกษมปราศจากธุลีไม่มีมลทินไม่มีภัย
      พระโพธิสัตว์เสด็จเข้าไปสู่ควงต้นโพธิด้วยคติดั่งกล่าวมานี้
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ระหว่างแม่น้ำไนรัญชนาและควงไม้โพธินั้นเทพบุตรทั้งหลายได้ทำความสะอาดด้วยลมและฝน เทวบุตรประจำฝน รดด้วยน้ำหอมและโปรยปรายด้วยดอกไม้ ต้นไม้เหล่านั้นในโลกธาตุคือเทวโลกและมนุษยโลก ได้น้อมยอดไปทางควงต้นโพธิทั้งนั้น คนทั้งหลายแม้เป็นเด็กชายเด็กหญิงเกิดในวันนั้น นอนหลับหันศีรษะไปทางควงต้นโพธิ ภูเขาทั้งหลายมีภูเขาสุเมรุเป็นประธานในโลกธาตุคือเทวบุตรและมนุษยโลกทั้งหมด โน้มไปทางควงต้นโพธิ เทวบุตรชั้นกามพจรทั้งหลายช่วยกันสร้างถนนกว้างประมาณโกรศหนึ่ง (1000วา) เริ่มตั้งแต่แม่น้ำไนรัญชนาถึงควงต้นโพธิ
      สองข้างทางซ้ายขวานิรมิตเป็นราชวัฏแก้ว 7 ประการ เบื้องบนสูง 7 ชั่วลำตาล คลุมด้วยข่ายแก้วในเบื้องบน ประดับด้วยฉัตรธงชัยธงปตากอันเป็นทิพย์ นิรมิตต้นตาลแก้ว 7 ประการห่างกันชั่วยิงลูกธนูตก ตั้งขึ้นในระหว่างราชวัฏนั้น โยงจากตาลต้นนี้ไปยังตาลต้นที่สองด้วยสายประดับแก้ว ระหว่างกลางต้นทั้งสอง นิรมิตสระใหญ่เด็มด้วยน้ำหอม โรยด้วยทรายทอง ดาษดวยบัวอุบล(*1) บัวปัทมะ(*2) บัวกุมุท(*3)บัวบุณฑริก(*4) ล้อมรอบด้วยราชวัฏ ประกอบด้วยบันได้แก้วไพฑูรย์ แก้วมณี มีนกกาน้ำหงส์ นกจากพราก นกยูง คูขัน มีนางฟ้าแปดหมื่นรดทางนั้นด้วยน้ำหอม นางฟ้าอีกแปดหมื่นโปรยมุกดาและดอกไม้ทิพย์มีกลิ่นหอม และเบื้องหน้าต้นตาลทั้งหมดปักธงแก้ว ในธงแก้วทั้งหมด มีนางฟ้าแปดหมื่นถือห่อผงจันทน์อย่างดียิ่ง ถือกระถางธูปเดินตามแบบนาฏศิลป ในธงแก้วทั้งหมด มีนางฟ้าละห้าพันยืนบรรเลงเพลงสวรรค์
      *1 อุบล - บัวกินสาย  *2 ปัทมะ - บัวหลวง  *3 กุมุท - บัวขาว  *4 บุณฑริก - บัวหม่น
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ โดยมีพื้นดินไหวอยู่ ทรงเปล่งรัศมีหมื่นแสนโกฏิ มีดนตรีตั้งแสนบรรเลงอยู่ มีฝนดอกไม้ตกลงพรั่งพรูห่าใหญ่ มีนางฟ้าเดินเตร่ตั้งแสน มีกลองใหญ่ประโคมอยู่ตั้งแสน มีเมฆคำรณ มีม้า ช้าง วัว เปล่งเสียง มีนกแก้ว นกสาลิกา นกดุเหว่า นกการเวก นกกระทาดง หงส์ นกกระเรียน นกยูง นกจากพราก ตั้งแสนทำประทักษิณ มีสิ่งเป็นมงคลตั้งแสนน้อมเข้าไป พระโพธิสัตว์เสด็จไปสู่ควงต้นโพธิด้วยกระบวนหนทางเช่นนี้เป็นอเนก พระองค์ใคร่เพื่อตรัสรู้โพธิในราตรีใดราตรีนั้นพรหมชื่อวศวรรดี ผู้เป็นอธิบดี(เป็นใหญ่) ในเทวโลกและมนุษยโลก ได้ตรัสเรียกสหบดีพรหมและประษาทพรหมมาว่า
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ข้อที่ควรรู้ คือพระโพธิสัตว์นี้นั้น เป็นพระมหาสัตว์ สวมเกราะใหญ่เตรียมสู้รบ สร้างขึ้นซึ่งประติชญานอันใหญ่ยิ่งสวมเกราะมั่นคงเตรียมสู้รบ มีใจไม่ลำบากทุกข์ร้อน แจ่มแจ้งในจรรยาของพระโพธิสัตว์ทั้งปวงถึงฝั่งในบารมิตาทั้งปวง ถึงความเป็นผู้มีอำนาจในภูมิพระโพธิสัตว์ทั้งปวง มีความบริศุทธพิเศษยิ่งในอัธยาศัยพระโพธิสัตว์ทั้งปวง คล้อยไปในอินทรีย์ของสัตว์ทั้งปวงเข้าไปอย่างง่ายดายในที่เร้นลับของพระตถาคตทั้งปวง ข้ามพ้นกรรมบถของมารทั้งปวง ไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัยในกุศลมูลทั้งปวง
      เป็นผู้ที่พระตถาคตทั้งปวงหมายใจไว้แล้ว เป็นผู้ชี้ทางรอดพ้นในสัตว์ทั้งปวง เป็นเพื่อนเดินทางผู้ใหญ่ยิ่ง เป็นผู้ทำการกำจัดมณฑล(ขอบเขต)ของมารทั้งปวง กล้าหมาญในเทวโลกและมนุษยโลก เป็นผู้บริการยาคือธรรมทั้งปวงเป็นมหาราชแห่งแพทย์ติดเนื่องกับแผ่นพื้นวิมุกติ(ความรอดพ้น) เป็นมหาราชในธรรม เป็นผู้เปล่งรัศมีคือปรัชญาอันใหญ่ยิ่ง เป็นมหาราชแห่งธง (สัญญลักษณ์) ไม่เปรอะเปื้อนด้วยโลกธรรม 8 เป็นดอกบัวใหญ่ เป็นผู้บันเทิงในการทรงจำธรรมทั้งปวง เป็นมหาสาคร มีความสุภาพเรียบร้อยปราศจากความหงุดหงิด ไม่หวั่นไหว ไม่กระทั่งกระเทือน ปราศจากมลทิน มีความบริศุทธยิ่ง ตรัสภาษาของพระองค์ได้คล่องแคล่ว มีความรู้ปราศจากมลทิน เป็นแก้วมณีดวงใหญ่
      เป็นไปในอำนาจแห่งธรรมทั้งปวง มีจิตมุ่งต่อการงานทั้งปวง เป็นมหาพรหม เป็นโพธิสัตว์ ก้าวเข้าไปสู่ควงต้นโพธิ  เป็นผู้ใคร่เพื่อกำจัดมารและเสนามาร เป็นผู้ใคร่เพื่อตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิเพื่อบำเพ็ญธรรมให้เต็มที่ของพระพุทธ คือ ทศพลชญาน(กำลัง10) ไวศารัทย(ความแกล้วกล้าองอาจ) อาเวณิกธรรม 18 เพื่อหมุน มหาธรรมจักร เพื่อบันลือสีหนาทเพื่อให้สัตว์ทั้งปวงอิ่มหนำด้วยการให้ธรรมเป็นทาน เพื่อชำระให้ผ่องใสซึ่งธรรมจักษุ(ดวงตาในธรรม) ของสัตว์ทั้งปวง เพื่อข่มคำติเตียนทั้งปวงด้วยประพฤติธรรมร่วมกันเพื่อแสดงปรติชญาเดิมว่าบรุบูรณ์แล้ว เพื่อไม่ตกอยู่ในอำนาจของใครเพราะพระองค์มีความเป็นใหญ่ในธรรมทั้งปวง ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย ทั้งปวงควรเข้าไปใกล้ ขวนขวายกระทำกิจการเพื่อบูชาพระโพธิสัตว์
      ครั้งนั้นแล มหาพรหมวศวรรดี ได้กล่าวเป็นบทประพันธ์นี้ในเวลานั้นว่า
      1 ผู้ใดรู้ทางอันประเสริฐในความมีสิริโดยเดช และโดยบุณย และมีไมตรี กรุณา มุทิตา อุเบกษา รู้เข้าธยานได้ ผุ้นั้นผ่านการประพฤติ(ชอบ)มาแล้วตั้งพันกัลป เดินเข้าไปสู่พุ่มไม้โพธิ ท่านทั้งหลายจงกระทำการบูชา พระมุนีนั้น ผู้สำเร็จในพรตน่าสรรเสริญ ให้ดี ฯ
      2 คนเรายึดถือพระองค์เป็นที่พึ่งแล้วไม่ได้รับภัยในทุรคติ ไม่มีโอกาสในทุรคติ จะได้รับความสุขที่ตนปรารถนาในสวรรค์ทั้งหลาย และจะถึงที่อยู่ของพรหมอันไพบูลย์ พระองค์ประพฤติทุษกรจรรยาถึง 6 ปี กำลังเสด็จไปสู่พุ่มไม้โพธิ เราทั้งหลายทั้งปวงจงมีใจยินดีสุงกระทำการบูชาพระองค์ให้ดี ฯ
      3 พระองค์เป็นพระราชา เป็นพระเจ้าองค์ประเสริฐในเทวโลกเป็นพระเจ้าในธรรม เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีใครเทียมเท่าพระองค์ได้ในเมืองอินทร์เมืองพรหม ในเมืองจันทร์เมืองอาทิตย์ เมื้อพระองค์ประสูติ พื้นดินหมื่นโกฏิ ประกอบด้วยวิการ 6 อย่าง(*) ไหวแล้ววันนี้ พระองค์เสด็จไปสู่พุ่มไม้ใหญ่อันประเสริฐ เพื่อผจญมารและเสนามาร
      * วิการ 6 อย่างคือ 1 อกัมปัต - สั่น 2อเวธัย - ไหว  3 อจลัต - กระเทือน  4 อักษุภยัต - ปั่นป่วน  5อรณัต - ดัง  6อครชัต - คำณณ
      4 เราทั้งหลายแม้โดจการอยู่ในพรหมโลกนี้ ไม่อาจมองดู พระเศียรของพระองค์ได้ พระกายของพระองค์ทรงไว้ซึ่งลักษณะอันประเสริฐเลิศ ประดับด้วยอาการ 32 พระวาจาของพระองค์น่ารักไพเราะ หวานพระสุรเสียงดีเหมือนเสียงพรหม จิตของพระองค์สงบระงับ ปราศจากโทษเราทั้งหลายถึงพระองค์เพื่อบูชา ฯ
      5 พระองค์มีมติ(ความคิด) เพื่อละความสุขเป็นนิตย์ในพิภพพรหมและพิภพอินทร์ และมีมติเพื่อตัดเถาวัลย์เครื่องผูกมัดคือเกลศทั้งปวง และเพื่อตัดข่ายคือเกลศนั้น ผู้ที่ยังไม่ได้สดับจะได้สัมผัส(ตรัสรู้) อมฤตะนี้อย่างดียิ่ง ซึ่งเป็นการตรัสรู้เฉพาะตน เป็นบรมคติ หรือถ้าปรารถนาความเป็นพุทธก็จงบูชาพระองค์ผู้เป็นนายกในโลกทั้ง 3 ฯ
      6 พระองค์สละทรัพย์สมบัติพร้อมทั้งมหาสมุทร(*)และรัตนะทั้งหลายหาที่สุดมิได้  สละปราสาท ตำหนักมีพระแกลรูปดอกไม้ตูม และยานพาหนะเทียมม้าคู่ทั้งหลาย ทรงสละอุทยานมีภาคพื้นประดับแล้วมีดอกไม้พวงมาลัย บ่อสระอันงาม พระองค์ท่านมีพระหัตถ์ พระบาท พระเศียรเบื้องสูง และพระเนตรมุ่งหน้าเสด็จไปสู่ควงต้นโพธิ ฯ
      * หมายถึงพระองค์ละสมบัติจักรพรรดิ์มีสมุทรทั้ง 4 เป็นขอบเขต
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาพรหมผู้เป็นใหญ่ในเทวโลกและมนุษยโลกทรงปกครองโลกธาตุคือเทวโลกและมนุษยโลกนี้ ในขณะนั้นทรงปกครองคลุมโลกธาตุให้ปราศจากก้อนหินกรวดทรายเรียบราบปรากฏเหมือนฝ่ามือโรยให้หนาขึ้นด้วยแก้วมณีมุกดาไพฑูรย์ศังขศิลาแก้วประพาฬทองเงิน ทรงปกครองคลุมโลกธาตุคือเทวโลกและมนุษยโลกนี้ด้วยหญ้าเขียวสดอ่อนนุ่มขดเวียนขวาเหมือนขนดเชือก สัมผัสอ่อนนุ่มนวลเหมือนสัมผัสฝักมะกล่ำเครือ และครั้งนั้นมหาสมุทรทั้งปวงได้ขึ้นมาตั้งอยู่บนพื้นดิน สัตว์น้ำทั้งหลายไม่มีใครเบียดเบียนแต่อย่างใด และองค์ศักร(อินทร์)
      พรหมเทพโลกบาลทั้งหลายในทิศทั้ง 10 เห็นโลกธาตุที่ประดับประดาแล้วนี้ ก็ได้ประดับประดาพุทธเกษตร(อาณาเขตแห่งพระพุทธ) ตั้งแสนเพื่อทำการบูชาพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจัดวิมานบูชาเกินกว่าการบูชาของเทวดาและของมนุษย์ ได้พากันตกแต่งประดับประดาพุทธเกษตรทั้งหลายในทิศทั้ง 10 หาประมาณมิได้ เพื่อบูชาพระโพธิสัตว์ พุทธเกษตรทั้งหลายเหล่านั้นทั้งหมด ปรากฏเป็นเหมือนพุทธเกษตรอันเดียว และประดับด้วยเครื่องอลงกรณ์ มีขบวนต่างๆพุทธเกษตรคือสถานที่เป็นนามธรรม (ไม่มีรูป) ไม่ใช่จักรวาลอื่น ไม่ใช่กาลพรรพต ไม่ใช่จักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่ พุทธเกษตรเหล่านั้นทั้งหมดปรากฏว่า พระโพธิสัตว์ขยายออกได้โดยไม่มีอันตราย
      และ เทวบุตรผู้รักษาควงต้นโพธิ 16 ตน คือ เทวบุตร ชื่อ อุต์ขลี่  สุตขลี  ประชาบดี  ศูรพละ  เกยูรพละ  สุประติสถิตะ  มหินธระ  อวภาสกระ  วิมละ  ธรรเมศวระ  ธรรมเกตุ  สิทธปาตระ  อประติหตเนตระ  มหาวยูหะ  ศีลวิศุทธเนตระ  ปัทมะปรภะ  นี้คือ เทวบุตรผู้รักษาควงต้นโพธิ 16 ตนแล  เทวบุตรเหล่านี้ทั้งหมดต่างได้รับความอดทนอันไม่เปลี่ยนแปลงช่วยกันประดับตกแต่งควงต้นโพธิ เพื่อบูชาพระโพธิสัตว์ รอบควงต้นดพธิ 80 โยชน์ ล้อมด้วยราชวัฏรัตนะ 7 อย่าง  ล้อมด้วยต้นตาล 7 แถว ล้อมด้วยข่ายกระดิ่งรัตนะ 7 ข่าย ล้อมด้วยเส้นเชือกรัตนะ 7 เส้น ดาษดาด้วยแผ่นทองชมพูนทประดับรัตนะ 7 อย่าง
      เส้นเชือกและดอกบัวทองชมพูน เผาไม้จันทน์อันประเสริฐมีกลิ่นหอมกระจากออก คลุมด้วยข่ายรัตนะ ต้นไม้นาๆชนิดในโลกธาตุทั้งหลายต่างๆทั้ง 10 ทิศที่เขาบูชาเป็นของเทวดาและของมนุษย์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อมปรากฏขึ้นที่ควงต้นโพธินั้นและบุบผาชาติทิ่เกิดในน้ำและบนบกมีชนิดต่างๆทั้ง 10 ทิศ ทั้งหมดนั้นย่อมปรากฏที่ควงต้นโพธินั้น พระโพธิสัตว์ทั้งหลายในโลกธาตุต่างๆทั้ง 10 ทิศ ย่อมพากันประดับควงต้นโพธิด้วยขบวนแห่งสัมภาระ(เครื่องประดับ) คือ บุณยและชญานหาประมาณมิได้แม้พระโพธิสัตว์เหล่านั้นย่อมปรากฏในควงต้นโพธินั้นด้วย
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิมานเช่นนั้น เทวบุตรผู้รักษาควงต้นโพธิได้นิรมิตขึ้นแล้วที่ควงต้นโพธิ เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร เห็นวิมานนั้นแล้ว เกิดความเข้าใจว่าที่อยู่ของตนกลายเป็นป่าช้าไป และครั้นเห็นวิมานนั้นแล้ว เกิดความสนใจเพื่อให้ที่อยู่ของตนเป็นดั่งนั้นบ้างและพากันเปล่งอุทานอย่างนี้ว่าโอ ดีแท้ อานิสงส์ผลบุณยน่าอัศจรรย์ และเทวดาผู้ประจำต้นโพธิ 4 ตน คือเทวดา ชื่อ เวณุ วัลคุ สุมนะ และ โอชปติ เทวดาทั้ง 4 นี้ เป็นเทวดาประจำต้นโพธิ สร้างต้นโพธิขึ้นมาเพื่อบูชาพระโพธิสัตว์ ทำให้สมบูรณ์ด้วยราก สมบูรณ์ด้วยลำต้น สมบูรณ์ด้วยกิ่ง ใบ ดอก และผล สมบูรณ์ด้วยทางขึ้นทางลง ประกอบด้วยปราสาท น่าดู มีพื้นกว้าง 80 คืบ สูงเท่ากันวงรอบก็เท่ากัน วิจิตร ต้องตา ต้องใจ ล้อมด้วยราชวัฏรัตนะ 7 ชั้น เรียงรายด้วยต้นตาลรัตนะ 7 แถว ห้อยกระดิ่งรัตนะ 7 แถว แวดวงรอบป้องกันด้วยเชือกรัตนะ 7 ชั้น แพรวพราวไปด้วยต้นปาริชาตกะ และต้นโกวิทาร(ทองหลางใบมน) ดูแล้วไม่อิ่มตา และพื้นแผ่นดินตรงนั้นตั้งเป็นโลกธาตุคือเทวโลกและมนุษยโลกนั่นคงยิ่งนักเปรียบด้วยเพชรแข็งเป็นเพชรทุบไม่แตก ซึ่งพระโพธิสัตว์ผู้ประสงค์จะตรัสรู้โพธิประทับนั่งแล้ว
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์เสด็จเข้าไปสู่ควงต้นโพธิ แสงสว่างอย่างว่าก็เปล่งออกจากพระกาย ซึ่งเป็นแสงสว่างที่ทำให้พวกตกอยู่ในอบายทั้งปวงพากัน สงบระงับถูกปิดบังสภาพที่เป็น อกษณะ (*) ทั้งปวง และการเสวยทุกข์ในทุรคติได้เหือดแห้งไป (คือไม่มีทุกขเวทนา) สัตว์เหล่าใดมีอินทรีย์บกพร่อง สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดได้รับความมีอินทรีย์บริบูรณ์ ผู้เจ็บป่วยทั้งหลาย ก็หายจากการเจ็บป่วย ผู้เดือดร้อนด้วยความกลัว ก็ได้รับความปลอบโยนให้กายกลัว และผู้ต้องจองจำ ก็พ้นจากเครื่องจองจำ สัตว์ผู้ยากจนขัดสน ก็กลับเป็นผู้มีโภคะ  ผู้เร่าร้อนด้วยเกลศ ก็หายความเร่าร้อนสัตว์ผู้หิว ก็มีท้องเต็ม และผู้กระหาย ก็ปราศจากความกระหาย สตรีมีครรภ์ก็คลอดง่าย ผู้ที่ทรุดโทรมไม่มีแรง ก็ถึงพร้อมด้วยเรี่ยวแรง ในครั้งนั้นไม่มีใครถูกเบียดเบียนด้วยความรัก ความเกลียดชัง โมหะ โกรธ โลภ อุปสรรค พยาบาท อีรษยา ตระหนี่ ในครั้งนั้น ไม่มีใครตาย ไม่มีใครจุติ ไม่มีใครเกิด และสัตว์ทั้งปวงในครั้งนั้นมีไมตรีจิต คิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกัน หมายรู้กันว่าเป็นเหมือนมารดาบิดา
      * อกษณะ คือ สภาพที่ใช่กาลใช่โอกาส ปิดบังสภาพที่เป็นกษณะ หมายความว่าเปิดโอกาสให้เป็นได้ มีได้และเปิดโอกาสให้มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ มีความเป็นมนุษย์ มีอินทรีย์ไม่พิการบกพร่องและได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า
      ในที่นี้ มีคำกล่าวว่า
      7 นรกแลดูน่ากลัวกระทั่งถึงอเวจีเป็นที่สุด ความทุกข์ของสัตว์(นรก) ทั้งหลายสงบงะงับ สัตว์ทั้งหลายได้รับความรู้สึกเป็นสุข ฯ
      8 สัตว์ทั้งหลายกระทั่งถุงผู้ที่อยู่ในกำเนิดเดียรัจแนเป็นที่สุด ต่างทำร้ายประหารซึ่งกันและกัน สัตว์เหล่านั้นพอกระทบแสงสว่างของพระมหามุนี กลับเกิดมีไมตรีจิต ฯ
      9 เปรตทั้งหลาย กระทั่งถึงโลกเปรต มีความหิวกระหายบีบคั้นกลับได้ข้าวและน้ำ เพราะเดชของพระโพธิสัตว์ ฯ
      10 สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ถูกปิดบังสภาพที่เป็นเอกษณะ การเสวยทุกข์ในทุรคติได้เหือดแห้งไป ต่างมีความสุข และสัตว์ทั้งปวงเพียบพร้อมด้วยความสุขอันเป็นทิพย์ ฯ
      11 และผู้ใดมีอินทรีย์บกพร่อง ตา หู เสื่อม ก็เกิดสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์ทั้งปวง มีอวัยวะทั้งปวงงาม ฯ
      12 สัตว์ทั้งหลาย ถูกเบียดเบียนด้วยความรักและความเกลียดชัง เป็นต้น ทุกเมือ ครั้งนั้น  สัตว์ทั้งปวงก็เกิดมีเกลศสงบระงับเพียบพร้อมไปด้วยความสุขฯ
      13 คนที่เป็นบ้ากลับมีสมฤติ และคนยากจนกลับเป็นคนมีทรัพย์ คนป่วยไขกลับพ้นจากโรค คนที่ถูกจองจำกลับพ้นจากเครื่องจองจำ ฯ
      14 ไม่มีอุปสรรค ไม่มีความตระหนี่ ไม่มีพยาบาท และไม่มีสู้รบ ต่างทำความดีให้แก่กัน มีไมตรีจิต ตั้งอยู่แล้วในครั้งนั้น ฯ
      15 และในครั้งนั้น ความรักของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมมีต่อกันเหมือนความรักของมารดาบิดาในบุตรและความรักของบุตรในมารดาบิดา ฯ
      16 พื้นที่ทั้งหลาย 10 ทิศโดยรอบ มีจำนวนเท่าทรายในแม่น้ำคงคา ถูกกระทบด้วยข่ายแสงสว่างของพระโพธิสัตว์เป็นอจินไตย ฯ
      17 และจักรวาล ไม่ปรากฏเป็นกาลบรรพต(ภูเขาดำ คือความมืด) อีกต่อไป จักรวาลทั้งหมดเป็นพื้นที่กว้างขวางปรากฏเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฯ
      18 พื้นที่ทั้งหมดซึ่งประกอบด้วยสรรพรัตนะปรากฏเป็นเหมือนกระจ่างอยู่ในฝ่ามือ ถุกตกแต่งแล้วเพื่อบูชาพระโพธิสัตว์ ฯ
      19 เทวดา 16 ตน เข้าไปเฝ้าควงต้นโพธิ ตกแต่งควงต้นโพธิรอบบริเวณ 80 โยชน์ ฯ
      20 วิมานใหญ่ใดๆในเนื้อที่ตั้งโกฏิหาที่สุดมิได้ วิมานเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมปรากฏในที่นั้นด้วยเดชของพระโพธิสัตว์ ฯ
      21 เทวดา นาค ยักษ์ กินนร งูใหญ่ รู้สึกว่าวิมานของตนๆเป็นเหมือนป่าช้า ฯ
      22 เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เห็นวิมานเหล่านั้นแล้ว พากันพิศวงงงงวย เปล่งอุทานว่า ดีแท้ นี่คือผลแห่งบุณยพระโพธิสัตว์ได้วิมานเช่นนี้ ฯ
      23 เขาไม่ต้องทำความเพียรด้วยกาย วาจา ใจ ประโยชน์ทั้งปวงที่เขามุ่งหมาดปรารถนาย่อมสำเร็จแก่เขาผู้นั้น ฯ
      24 เหมือนกรรมที่เขาบำเพ็ญประพฤติมาแต่ครั้งก่อน ด้วยความประสงค์ต่อผลอย่างอื่นๆผลเช่นนี้ ย่อมถึงแก่เขาเพราะกรรมนั้น ฯ
      25 ควงต้นโพธิ เทวดาผู้ประจำต้นโพธิ 4 ตน ตกแต่งแล้ว ดังนั้น จึงประเสริฐสุด เหมือนไม้ปาริชาตกะในสวรรค์ ฯ
      26 วิมานซึ่งมีคุณสมบัติทั้งปวงเหล่านั้น อันเทวดาทั้งหลายตกแต่งเพื่อพระโพธิสัตว์ไม่มีใครสามารถสรรเสริญด้วยวาจาได้ ฯ
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พิภพของนาคราชชื่อ กาลิกะ ได้สว่างด้วยรัศมีนั้นที่เปล่งออกจากพระกายของพระโพธิสัตว์ เพราะพระองค์เกิดความสุขแจ่มใสทางกายและทางจิตอันหมดจดปราศจากมลทิน เพราะพระองค์ยังสัตว์ทั้งปวงให้เกิดความสุขปรีติความเลื่อมใสและปราโมทย์เพราะคลายจากเกลศทั้งปวง นาคราชกาลิกะ เห็นแล้วยืนอยู่เบื้องหน้าบริวารของตน ได้กล่าวเป็นคำประพันธ์เหล่านี้ ในเวลานั้นว่า
      27 (การเห็นรัศมีครั้งนี้) เหมือนเห็นรัศมีงามในพระกรกุจฉันทะพุทธ และเห็นรัศมีงามในพระกนกะพุทธ ซึ่งเหมือนกับเห็นรัศมีปราศจากมลทินในพระกาศยปะพุทธ ผู้เป็นพระธรรมราชาหาโทษมิได้ รัศมีแห่งชญาน มีลักษณะประเสริฐ กระทำประโยชน์ได้เกิดขึ้นแล้วโดยไม่ต้องสงสัยซึ่งทำให้พิภพของข้าพเจ้านี้สว่างไสวดังว่าประดับด้วยประกายทอง ฯ
      28 แสงสว่างนี้ไพบูลย์ปรากฏอยู่ในพิภพ(ของข้าพเจ้า) ไม่ใช่แสงสว่างของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ไม่ใช่แสงไฟ ไม่ใช่แสงแก้วมณีไม่ใช่แสงฟ้าแลบอันปราศจากมลทิน และไม่ใช่แสงดาวทั้งหลาย ไม่ใช่แสงสว่างขององค์อินทร์ ไม่ใช่แสงสว่างของพรหม และไม่ใช่แสงสว่างของอสูร แต่ก่อนพิภพของข้าพเจ้าเต็มไปด้วยความืด ด้วยกรรมอย่างอุกกฤตโดยส่วนเดียว ฯ
      29 แต่วันนี้ พิภพของข้าพเจ้านี้  สว่างงามเหมือนสว่างด้วยแสงอาทิตย์เวลาเที่ยง ความปรีติก็เกิดขึ้นในใจ กายก็เป็นสุข เนื้อตัวก็เย็นอย่างประหลาด ร่างกายของข้าพเจ้าที่เกลือกกลั้วอยู่กับทรายมันร้อน แต่นี่ไม่ร้อน มันกลับเย็น พระโพธิสัตว์ผู้ประพฤติบารมิตามาหลายโกฏิ เสด็จไปยังพุ่มต้นโพธิ ปรากฏขึ้นแล้ว ฯ
      30 ท่านทั้งหลายจงรีบถือเอาดอกบุนนาคงามๆ ผ้างามๆหอมๆ และกำไลประดับมุกดาหาร และผงจันทน์หอมสำหรับจุด(ธูปไม้จันทน์)อย่างดี จงทำสังคีตประโคมกลองใหญ่กลองเล็กอย่างดีต่างๆดีแล้ว ท่านทั้งหลายไปเถิด พวกท่านทั้งหมดพึงไปบูชาพระโพธิสัตว์ผู้กระทำประโยชน์ ผู้ควรบุชา ฯ
      31 กาลิกะนาคราชนั้น  ลุกขึ้นแล้วพร้อมด้วยนางนาคทั้งหลายมองไปยังทิศทั้ง 4 และได้เห็นพระโพธิสัตว์เหมือนภูเขาเมรุ  ประดับดีแล้วด้วยเดช มีหมู่เทพแลมานพ และพรหมองค์อินทร์และยักษ์ทั้งหลายห้อม้อมกระทำการบูชาพระโพธิสัตว์นั้น เขา(นาคราช) มีใจยินดีด้วยคิดว่า พระโพธิสัตว์นี้จะทรงชี้หนทางให้ ฯ
      32 จริงอยู่ นาคราชนั้นมีความยินดีแล้ว บันเทิงยิ่งแล้ว และได้บูชาพระโพธิสัตว์ผู้สูงสุดกว่าโลก นมัสการพระบาททั้งสองแล้ว ยืนอยู่เบื้องหน้าของพระมุนีด้วยการกระทำความเคารพ บางนาคมีใจเฟื่องฟูยินดีแล้วพากันกระทำการบูชาพระมุนี และชโลมลูบด้วยของหอม ซัดดอกไม้ประโคมดนตรีทั้งหลาย ฯ
      33 นาคราชกระทำอัญชลี (ประณมมือ) บันเทิงยินดียิ่งนักแล้วด้วยพระคุณอันแท้จริง แล้วกล่าวว่า การเห็นพระนายกผู้มีพระพักตร์ดุจดวงจันทร์ในวันเพ็ญ ผู้สูงสุดกว่าโลก เหมือนข้าพระองค์ได้เห็นนิรมิตดี ข้าพระองค์เคยเห็นพระฤษีมาแล้ว วันนี้พระองค์ทรงกำจัดมาร และพลมารเหล่านั้นของพระองค์แล้ว พระองค์ก็จะได้ซึ่งปท (จุดหมายปลายทาง) อันน่าปรารถนา ฯ
      34 การข่มอินทรีย์ การให้ทาน การระงับอินทรีย์ การเสียสละของพระองค์ทั้งหมด ได้มีแล้วในครั้งก่อนๆเพื่อประโยชน์ใด การข่มอินทรีย์ ศีล ไมตรี กรุณา กำลังแห่งกษานติ พระองค์ได้ทำให้มีขึ้นแล้วเพื่อประโยชน์ใด การข่มอินทรีย์ ความเพี่ยร การยินดีในการเข้าธยาน ปรัชญาที่เป็นดวงประทีป  พระองค์ทำแล้วเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นๆทั้งหมดจะติดตามให้ผลสมบูรณ์แก่พระองค์ พระองค์จะถึงความชนะในวันนี้ ฯ
      35 เพราะเหตุที่พุ่มต้นโพธิพร้อมด้วยใบดอกพร้อมด้วยผลน้อมกิ่งลงมา เพราะเหตุที่หม้อน้ำตั้งพันมีน้ำเต็ม กระทำประทักษิณ  เพราะเหตุที่หมู่นางฟ้าทั้งหลายมีความบันเทิงใจเปล่งเสียงออกมาเบาๆ เพราะเหตุที่หงส์และฝูงนกกระเรียนบินมาในอากาศประกอบด้วยลีลาอันงามต่างก็มีใจยินดีกระทำประทักษินพระฤษี(พระโพธิสัตว์) พระองค์จะได้เป็นพระอรหันต์ในวันนี้แล้ว ฯ
      36 รัศมีเหมือนสีทอง งาม แผ่ไปตั้งร้อยเกษตร(*) และอบายทั้งหมดสงบระงับ หมู่สัตว์ทั้งหลายพ้นจากความทุกข์ เพราะเหตุที่พิภพจันทร์และอาทิตย์มีฝนตก ลมก็พัดโชยมาอ่อนๆ พระองค์ผู้เนหัวหน้าคนเดินทางในภพทั้ง 3 เป็นผู้ปลดเปลื้องชาติและชรา จะบรรลุในวันนี้ ฯ
      * เกษตร คือทุ่งนา หมายถึงเขตแดนของพระพุทธเจ้าที่แผ่อานุภาพไปถึง
      37 เพราะเหตุที่พระองค์ละความยินดีในกาม เทวดาทั้งหลายพรหม พรหมปุโรหิต และเทพเจ้าทั้งหลายมาเฝ้าเพื่อบูชาพระองค์ พระองค์จงเข้าธยานอันเป็นสุขเถิด ใครก็ตามในภพทั้ง 3 และในบุรีทั้งปวงก็ได้มาเฝ้าแล้วในที่นี้ พระองค์ผู้เป็นราชาแห่งแพทย์ในภพทั้ง 3 เป็นผู้ปลดเปลื้องชาติและชรา จะบรรลุในวันนี้ ฯ
      38 เทวดาทั้งหลายได้ชำระทำความสะอาดหนทางที่พระองค์จะเสด็จไปในวันนี้ พระผู้มีภคะกรกุจฉันทะพุทธ พระกนกะพุทธ พระกาศยปะพุทธ ก็ได้เสด็จไปโดยหนทางนี้เหมือนกัน หรือเหมือนดอกบัวบริศุทธปราศจากมลทิน งาม ชำแรกแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ทอดพระบาทลงด้วยกำลังแรงแห่งย่างก้าว พระองค์เป็นอรหันต์ในวันนี้ ฯ
      39 มารตั้งหลายหมื่นพันโกฏิเหมือนทรายในแม่น้ำคงคา มารเหล่านั้นไม่สามารถทำให้พระองค์เคลื่อนที่ หรือหวั่นไหวจากกกต้นโพธิได้ยัชญาทั้งหลายต่างๆตั้งหมื่นพันเหมือนทรายในแม่น้ำคงคา ยัชญาเหล่านั้นพระองค์บูชาแล้วเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่โลก พระองค์จะรุ่งเรืองในโลกนี้ด้วยยัชญนั้นๆ ฯ
      40 นักษัตร (ดาวฤกษ์) ทั้งหลายพร้อมด้วยดวงจันทร์ พร้อมด้วยดวงดาวและดวงอาทิตย์ตกจากฟ้าลงมายังแผ่นดิน และมหาคีรี(ภูเขาเมรุ) อันประเสริฐเคลื่อนจากที่ของตน และมหาสมุทรจะเหือดแห้งธาตุทั้ง 4  อย่างใดอย่างหนึ่ง ต่างคอยดูปุรุษผู้ตรัสรู้โดยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าพระองค์ไม่เสด็จไปสู่โคนพระยาพุ่มไม้(ต้นโพธิ) ก็จะไม่พึงบรรลุไม่พึงยังปรัชญาตรัสรู้ให้เกิดขึ้น ฯ
      41 เป็นลาภที่ข้าพระองค์ได้รับอย่างดี ข้าแต่พระผู้เป็นสารถี(ผู้ฝึก) ซึ่งพระองค์มีความเจริญอันไพบูลย์ที่ข้าพระองค์เห็นแล้ว ข้าพระองค์ทำบูชาแล้ว และกล่าวสรรเสริญพระคุณแล้ว พระองค์ทรงพยายามเพื่อ ตรัสรู้ นางนาคทั้งปวงและข้าพระองค์พร้อมทั้งลูกๆจะพึงพ้นจากกำเนิดนี้ ข้าพระองค์ผู้เสด็จดำเนินเหมือนช้างซับมัน พระองค์จะเสด็จอย่างไรพวกข้าพระองค์ก็จะไปอย่างนั้น ฯ ดังนี้แล ฯ
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาลิกะนาคราช มีอัครมเหษี ชื่อ สุวรรณประภา พระนางสุวรรณประภานั้นมีนางนาคห้อมล้อมมากหลาย  ถือฉัตรรัตนะต่างๆถือผ้าต่างๆถือมุกดาหารต่างๆ ถือแก้วมณีต่างๆ ถือพวงมาลัยและผอบใส่เครื่องลูบไล้ซึ่งเป็นของเทวดาและของมนุษย์ ถือหม้อน้ำหอมต่างๆบรรเลงดนตรีและเครื่องสังคีตต่างๆ ออกหน้าโปรยปรายด้วยฝนคือต้นไม้รัตนะต่างๆไปยังพระโพธิสัตว์ซึ่งกำลังเสด็จไป
      และสรรเสริญด้วยคำประพันธ์อันไพเราะว่า
      42 ข้าแต่มหาฤษี ข้าพระองค์ขอนมัสการพระองค์ผู้ไม่พรั่น ไม่สะดุ้ง ไม่กลัว ไม่หวาดเสียว ไม่หลบ ไม่ขลาด ร่าเริง ลำพอง ไม่รัก ไม่เกลียด ไม่หลง ไม่โลภ ไม่กำหนัด วิมุตแล้ว (พ้นพิเศษ) ฯ
      43 พระองค์เป็นผุ้พยาบาล เป็นผู้ผ่าตัดเนื้อร้าย เป็นผู้แนะนำ เป็นผู้พรมน้ำมนตร์ เป็นแพทย์ที่ดีของชาวโลก เป็นผู้ปลดเปลื้องจากทุกข์ทั้งหลาย ทรงรู้ว่าผู้ไม่มีที่หลบหลีก ไม่มีที่ป้องกัน ไม่มีที่พึ่ง ทรงเป็นที่หลบหลี่ก เป็นที่ป้องกัน เกิดขึ้นในโลกทั้ง 3 ฯ
      44 หมู่เทพเจ้าเลื่อมใส ยินดี โปรยฝนดอกไม้ใหญ่ลงมาจากท้องฟ้า ด้วยประการใดเทพเจ้าเหล่านี้ กระทำการโยนผ้าใหญ่ผ้าน้อย ด้วยประการใด พระชินเจ้าจะบรรลุถึงด้วยประการใด ขอพระองค์จงกระทำความยินดีในวันนี้ด้วยประการนั้นเถิด ฯ
      45 พระองค์เสด็จเข้าไปสู่พุ่มซึ่งเป็นจอมไม้ (ต้นโพธิ) ประทับนั่ง ไม่หวาดเสียว ทรงชนะมาร และเสนามาร ทรงกำจัดข่ายคือเกลศตรัสรู้ซึ่งโพธิประเสริฐเลิศอันสงบ เหมือนพระชินเจ้าองค์ก่อนๆเหล่านั้นได้ตรัสรู้แล้ว ฯ
      46 พระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ทำยากตั้งหลายโกฏิ เพื่อปลดเปลื้องโลก เพื่อประโยชน์ของผู้ใด ความหวังของผู้นั้น คือของพระองค์เต็มเปี่ยมแล้ว ถึงเวลาแล้ว พระองค์เสด็จเข้าไปสู่พุ่มซึ่งเป็นจอมไม้ จงสัมผัส(ได้รับ)โพธิอันเลิศ ฯ ดังนี้แล ฯ
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ทรงรำพึงอย่างนี้ว่า พระตถาคตองค์ก่อนๆเหล่านั้น ประทับนั่งที่ไหนจึงตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ ครั้นแล้วทรงคิดได้ว่า  พระตถาคตองค์ก่อนๆประทับนั่งบนที่ลาดด้วยหญ้า
      ขณะนั้นแล เทวดาชั้นศุทธาวาสตั้งแสนอยู่ในอากาศ รู้ความปริวิตกในจิตของพระโพธิสัตว์ด้วยจิต(ของตน) นั่นเที่ยว จึงกล่าววาจาอย่างนี้ว่า นั่นถูกแล้ว สัตปุรุษ นั่นถูกแล้ว สัตปุรุษ พระตถาคตองค์ก่อนๆทั้งหลายเหล่านั้น นั่งบนที่ลาดด้วยหญ้า ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นคนเกี่ยวหญ้าชื่อ สวัสติกะ ข้างขวาหนทาง เกี่ยวหญ้าเขียวสด นุ่ม อ่อน งาม ม้วนเป็นวงกลม บิดขวาเหมือนคอนกยูง สัมผัสอ่อนนุ่มนวลเหมือนสัมผัสฝักมะกล่ำเครือ มีกลิ่นหอม สีงาม น่าเจริญใจ พระโพธิสัตว์ครั้นทอดพระเนตรเห็นแล้ว เสด็จเลี่ยงออกจากทางเข้าไปยังคนเกี่ยวหญ้า ชื่อ สวัสติกะอยู่ ครั้นแล้ว ตรัสสนทนาปราศศรัยกับคนเกี่ยวหญ้า ชื่อ สวัสติกะ ด้วยพระวาจาอ่อนหวานพระวาจานั้นมีอำนาจบังคับอยู่ในคำพูด ทำให้ผู้ฟังเข้าใจ เข้าใจง่ายเป็นความสุขอย่างเดียวของโลกเป็นอเนก ไพเราะ น่าฟัง นุ่มนวล ชวนให้ระลึกถึงเร้าใจ ทำให้ยินดี ทำให้รักใคร่ ไม่กระด้าง ชัดเจน ไม่หยาบ ไม่กลับกลอก สุภาพ หวาน ฟังสบายหู ไม่มีเงื่อนงำทางกายและจิต
      บรรเทาความขุ่นมัวที่เป็นโทษ คือ ราคะ โทษะ โมหะ มีสำเนียงเพราะเหมือนเสียงนกการเวก ก้องกังวาลเหมือนเสียงนกดุเหว่า และนกกระทาดวง มีเสียงบันลือดังเหมือนเสียงประโคมกลองใหญ่ ไม่เสียดสี มีความสัตย์ ใสสะอาด เป็นจริง มีเสียงบันลือเหมือนเสียงพรหม เหมือนกำลังเร็วแห่งเสียงทะเลเหมือนเสียงน้ำเซาะหิน เป็นที่ยินดีของเจ้าเทวดา(องค์อินทร์) และเจ้าอสูร (เวปจิตหรือพิโรจน์) เป็นเสียงลึก หยั่งถึงยาก เป็นวาจาลดกำลังของมารให้หมดกำลังย่ำยีลัทธิอื่น เป็นกำลังเร็วแห่งเสียงราชสึห์ เป็นวาจากึกก้องเหมือนเสียงม้า และเสียงช้างบันลือ เหมือนเสียงบันลือของนาค เป็นเสียงคำรณเหมือนเสียงฟ้าร้อง แผ่ไปทั่วพุทธเกษตรทั้งปวง 10 ทิศ ปลุกสัตว์ด้วยการนำออก ไม่เร็ว ไม่ตะกุกตะกัก ไม่ยืดยาดประกอบด้วยประโยชน์ สมควร พูดถูกกาล ไม่ล้าสมัย
      มัดรวมธรรมไว้ตั้งแสน สุภาพอ่อนโยน ไม่ข้องอยู่ในอะไร  มีประติภาน(ไหวพริบ) ตั้งไว้แล้ว เป็นเสียงเดียว ตกแต่งเสียงทั้งปวง ทำให้รู้ความปรารถนาทั้งหมดได้ ทำให้เกิดความสุขทั้งปวง ชี้ทางแห่งความรอดพ้น (โมกษ) เป็นวาจากกล่าวถึงเครื่องอุปกรณ์แห่งมรรค ไม่ล่วงละเมิดประชุมชนทำให้ประชุมชนมีความยินดี เป็นไปตามแนวภาษิตของพระพุทธเจ้าทั้งปวง พระโพธิสัตว์มีพระวาจากอย่างนี้ ตรัสกับคนเกี่ยวหญ้าชื่อ สวัตวติกะ ด้วยคำเป็นบทประพันธ์ ว่า
      47 ดูกรสวัสติกะ เธอจงให้หญ้าแก่อาตมาโดยเร็ว วันนี้ อาตมาต้องการมากด้วยหญ้าทั้งหลาย อาตมาจะผจญมารพร้อมด้วยเสนามาร แล้วจะสัมผัส(ตรัสรู้) ปรัชญาเครื่องตรัสรู้อันเป็นความสงบไม่มีอะไรยิ่งกว่า ฯ
      48 เมื่ออาตมากระทำมาตั้งพันกัลป คือให้ทาน ฝึกฝนอินทรีย์ สงบระงับอินทรีย์ เสียสละ มีศีลและพรต มีตบะ มีความรอบรู้เป็นอย่างดี เพื่อผู้ใด วันนี้อาตมาจะถึงความสำเร็จเพื่อผู้นั้น ฯ
      49 ด้วยกำลักษานติ กำลังวีรยะ(ความเพียร) กำลังธยาน กำลังชญาน กำลังบุณย กำลังอภิชญา และกำลังวิโมกษ วันนี้ อาตมาจะถึงความสำเร็จเพื่อผู้นั้น ฯ
      50 ด้วยกำลังปรัชญา กำลังอุปาย(ปัญญาเครื่องอาศัยเอาชัยชนะข้าศึก) กำลังถึงพร้อมด้วยฤทธิ์และไมตรี และกำลังความรู้แตกฉาน ความสัตย์ วันนี้อาตมาจะถึงความความสำเร็จเพื่อเขาทั้งหลายเหล่านั้น ฯ
      51 เป็นกำลังแห่งบุณยของท่านหาที่สุดมิได้ ซึ่งท่านให้หญ้าแก่อาตมาวันนี้ ไม่มีเหตุการณ์อื่นของท่านจะมาอีกแล้ว แม้ท่านซึ่งเป็นผู้ปกครองชั้นเยี่ยมจะได้รับ ฯ
      52 คนเกี่ยวหญ้าชื่อ สวัสดิกะ ฟังคำไพเราะอ่อนหวานของพระนายกแล้ว มีความยินดีและดีใจ ร่างเริง บันเทิงใจ ถือเอากำหญ้าสัมผัสนุ่มนวล อ่อนละมุนงาม ยืนอยู่เบื้องหน้า กล่าววาจาด้วยบันเทิงใจว่า ฯ
      53 ถ้าจะได้อมฤตะซึ่งเป็นจุดประเสริฐ เป็นความตรัสรู้ เป็นความสงบสูงสุด ยากที่จะเห็นได้ เป็นทางของพระชินองค์ก่อนๆ ด้วยหญ้าทั้งหลายไซร้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นทะเลแห่งคุณอันใหญ่ยิ่ง ขอพระองค์ผู้มียศหาประมาณทิได้ โปรดหยุดก่อน ข้าพเจ้านี้แหละจะตรัสรู้อมฤตะซึ่งเป็นจุดประเสริฐ เป็นคนแรก ฯ
      54 (พระโพธิสัตว์ตรัสว่า) ดูกรสวัสติกะ ท่านยังไม่ได้ปรัชญาเครื่องตรัสรู้นั้นด้วยการนอนบนหญ้าอันประเสริฐ โดยไม่ได้ประพฤติพรต และตบะ ซึ่งทำยากโดยประการต่างๆมาหลายกัลป เมื่อใดท่านขึ้นไปสู่ปรัชญา บุณยอุปาย (เครื่องอาศัยเอชนะศัตรู) มีความคิดแล้ว เมื่อนั้นภายหลังพระชินผู้เป็นมุนี พยากรณ์แล้ว ท่านจึงจะเป็นผู้ปราศจากธุลี ฯ
      55 ดูกรสวัสติกะ ถ้าปรัชญาตรัสรู้นี้สามารถให้แก่ผู้อื่นได้ไซร้ก็น่าจะปั้นก้อนให้แก่สัตว์ทั้งหลาย จงอย่าเข้าใจผิด เมื่อใดท่านรู้ว่าอาตมาบรรลุความตรัสรู้แล้ว อาตมาได้รับอมฤตะแล้ว เมื่อนั้นท่านจงมาฟังคำที่ประกอบด้วยธรรม แล้วท่านจะเป็นผู้ปราศจากธุลี ฯ
      56 พระนายก ทรงรับกำหญ้าอันอ่อนนุ่มอย่างดียิ่งแล้ว เสด็จดำเนินเคลื่อนที่ไปบนแผ่นดินเหมือนท่าเดินของราชสีห์หรือหงส์ เทวดาหมู่นาค กระทำอัญชลีแล้ว ต่างมีใจบันเทิง พูดว่า วันนี้พระโพธิสัตว์จะผจญมารและเสนามารแล้ว จะสัมผัสอมฤตะ ฯ
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จเข้าไปสู่ต้นโพธิ ต้นโพธิอีกแปดหมื่นต้น เทวบุตรและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายได้ตกแต่งแล้ว พระโพธิสัตว์ประทับนั่งแล้วที่ต้นโพธินี้ ถึงซึ่งโพธิตรัสรู้แล้วดั่งนี้แล ยังมีต้นโพธิทั้งหลาย บางต้นล้วนแล้วด้วยดอก สูงได้หมื่นโยชน์ บางต้นล้วนแล้วด้วยกลิ่นหอม สูงได้สองหมืนโยชน์บางต้นล้วนแล้วด้วยไม่จันทน์หอม สูงได้สามหมื่นโยชน์  บางต้นล้วนแล้วด้วยผ้า สูงได้ห้าหมื่นโยชน์ บางต้นล้วนแล้วด้วยรัตนะ สูงได้แสนโยชน์ บางต้นล้วนแล้วด้วยรัตนะพร้อมสรรพ สูงได้หมื่นแสนโยชน์ บางต้นล้วนแล้วด้วยรัตนะ สูงได้พันหมื่นโกฏิโยชน์
      ที่โคนต้นโพธิทุกต้นได้แต่งตั้งสิงหาสนะ(บรรลังก์มีรูปสิงห์) ไว้ตามสมควร ตกแต่งด้วยผ้าเงินต่างๆ บางต้นแต่งตั้งปัทมาสนะ(อาสนะรูปดอกบัว) บางต้นแต่งตั้งคันธาสนะ(อาสนะไม้จันทน์หอม) บางต้นแต่งตั้งรัตนาสนะ (อาสนะแก้ว)ชนิดต่างๆและพระโพธิสัตว์ทรงเข้าสมาธิชื่อ ลิลิตวยูหะ (ขบวนงาม) และเมื่อพระโพธิสัตว์เข้าสมาธิตามลำดับ พระองค์เข้าสมาธิของพระโพธิสัตว์ ชื่อลลิตวยูหะ
      ครั้นแล้วในขณะนั้นนั่นแล พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนสิงหาสนะที่โคนต้นโพธิเหล่านั้นทุกต้นทรงแสดงให้ปราฏกด้วยพระการประดับด้วยลักษณะ และอนุพยัญชนะ พระโพธิสัตว์แต่ละองค์ก้บเทวบุตรทั้งหลายรู้กันอย่างนี้ว่า พระโพธิสัตว์องค์ที่ประทับนั่งบนสิงหาสนะเป็นของข้าพเจ้า  ไม่ใช่ของผู้อื่น เทวดาทั้งหลายเหล่านั้น รู้อย่างไร สัตว์นรก สัตว์เดียรัจฉาน ยมโลกทั้งหลาย ก็รู้อย่างนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้เกิดตามคติและสัตว์ทั้งหลายทั้งหมดด้วยกัน ย่อมมองเห็นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่บนสิงหาสนะที่โคนต้นโพธิ
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ทรงถือกำหญ้าเสด็จเข้าไปยังต้นโพธิเพื่อให้สัตว์ทั้งหลายผู้มีอัธยาศัยต่ำเกิดมีความยินดีในความตรัสรู้ ครั้นเสด็จเข้าไปถึงแล้ว ทรงกระทำประทักษินต้นโพธิ 7 รอบ แล้วจึงลาดเครื่องลาดคือหญ้าอันเจริญทุกด้านที่ภายนอกโคนต้นโพธิอันเป็นหลักชัยด้วยพระองค์เอง แล้วทรงนั่งขัดสมาธิเหมือนราชสีห์เหมือนผู้กล้า เหมือนผู้มีกำลังมาก เหมือนผู้มีความเพียรมั่นคง เหมือนผู้มีเรียวแรง เหมือนนาค เหมือนผู้มีอำนาจ เหมือนสวยัมภู(ผู้เป็นเอง) เหมือนผู้ประกอบด้วยชญาน เหมือนผู้ยอดเยี่ยม เหมือนผู้วิเศษ เหมือนผู้สุงส่ง เหมือนผู้มียศ เหมือนผู้มีชื่อเสียง เหมือนผู้ให้ทาน เหมือนผู้ให้ศ่ล เหมือนผู้มีกษานติ เหมือนผู้มีความเพียร เหมือนผู้มีธยาน เหมือนผู้มีปรัชญา เหมือนผู้มีชญาน เหมือนผู้มีบุณย เหมือนผู้กำจัดข้าศึกคือมาร เหมือนสัมภาระ(บารมิตาธรรมเป็นเครื่องอุดหนุน) ทรงประทับนั่งบนเครื่องลาดคือ หญ้านั้น บ่ายพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก ตั้งพระกายตรง ตั้งสมฤติเฉพาะหน้า และทรงกระทำสมาทาน(ถือมั่น) มั่นคงเช่นนี้ว่า
           57 อิหาสเน  ศุษฺยตุ  เม  ศรีรํ
         ตฺวคสฺถิมำสํ  ปฺรลยํ  จ  ยาตุ
             อป์ราปฺย  โพธึ  พหุกลฺปทุรฺลภํ
               ไนวาสนาตฺกายมตศฺจลิษยเต ฯ
 คำแปล  ร่างกายเรา จงเหือดแห้งไปในอาสนะนี้ และหนัง กระดูก เนื้อ จงถืงความย่อยยับไปเถิด เมื่อยังไม่บรรลุโพธิอันแสนยากที่จะได้ตลอดเวลาหลายกัลป จักไม่เคลื่อนกายและใจ จากอาสนะ ฯ กระนั้นแล ฯ
                        อัธยายที่ 19 ชื่อโพธิมัณฑคมนปริวรรค (ว่าด้วยเสด็จไปสู่ควงไม้โพธิ)ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ

ไม่มีความคิดเห็น: