แม่น้ำไนรัญชนา
![]() |
|
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารผู้ชั่วร้าย ได้ติดตามเบื้องหลังพระโพธิสัตว์ ผู้ประพฤติทุษกรจรรยาตลอด 6 ปี คอยดูโอกาสแสวงหาโอกาส แต่ไม่ได้โอกาสใดๆในเวลาไหนเลย เมื่อมันไม่ได้โอกาส ก็หมดหวัง มีความเดือดร้อน หลีกไป
ในที่นี้มีคำกล่าวไว้ว่า
1 ป่าอันน่ารื่นรมย์ มีต้นไม้ พุ่มไม้ และไม้เลื้อย ด้านตะวันออกในอุรุวิลวามีแม่น้ำไนรัญชนา ฯ

2 ในที่นั้น พระโพธิสัตว์ทรงประกอบด้วยความเพียร เพื่อละเกลศ มีความกล้า มั่นคงอยู่เป็นนิตย์ เสด็จก้าวเข้าไป เพื่อบรรลุความไม่มีอันตรายเพราะปฏิบัติโยคะ (โยคเกษม(*) ) ด้วยความเพียร ฯ
3 มารได้เข้าไปพูดด้วยวาจาอ่ออนหวานว่า ข้าแต่ศากยบุตร ลุกขึ้นเถิด ประโยชน์อะไรด้วยการทรมานกายของพระองค์ ฯ
4 ชีวิตของคนเป็นๆประเสริฐ พระองค์ยังเป็นอยู่ ย่อมประพฤติธรรมได้ จริงอยู่ คนเป็นๆย่อมทำสิ่งที่ทำแล้วให้เศร้าโศกได้ ฯ
5 พระองค์ซูบผอม ไม่มีสีสรรค์ อนาถา ในที่สุดพระองค์ก็ตาย ความตายมีตั้งพันส่วน พระองค์รอดชีวิตมีอยู่ส่วนเดียวฯ
6 เมื่อคนให้ทาน บูชาไฟอยู่เป็นนิตย์ บุณยจะมีมาก พระองค์จะทำอะไรในเมื่อตายแล้ว ฯ
7 พระองค์จงข่มจิตอันยากที่จะทำได้เพื่อละทางทุกข์ยากเสีย มารได้กล่าววาจากับพระโพธิสัตว์ในครั้งนั้นอย่างนี้ ฯ
* ตามความหมายในรูปภาษาบาลีโยคเกษม หมายไปอีกอย่างคือหมายว่า เกษมจากโยคะ คือปราศจากภัยจากโยคะทั้ง 4 โยคะทั้ง 4 ได้แก่ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา
8 ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ได้ตรัสตอบมารผู้มีวาทะเช่นนั้นว่า ดูกรมารผู้ช่วยร้าย ท่านผูกพันความประมาทไว้ ท่านมาด้วยประโยชน์ของตน ฯ
9 ดูกรมาร เราไม่มีความต้องการด้วยบุณยแม้สักน้อย ท่านควรพูดอย่างนี้กับคนที่เขาต้องการบุณย
10 เราไม่คำนึงถึงความตาย เพราะว่า ชีวิตความตายเป็นที่สุดเราจะไม่ทำตามท่าน จะตั้งหน้าประพฤติพรหมจรรย์ ฯ
11 จริงอยู่ ลมนี้พึงพัดกระแสน้ำให้แห้งได้ เลือดในกายพึงแห้งไปก็จะเป็นไรมี เราได้อุทิศตัวแล้ว ฯ
12 แต่เมื่อเลือดแห้งไปแล้ว ต่อจากนั้น เนื้อก็แห้งลง เมื่อเนื้อหมดไปแล้ว จิตย่อมผ่องใสมาก ความพอใจปฏิบัติธรรม ความเพียร และสมาธิ ย่อมตั้งลงมั่นมาก ฯ
13 เมื่อเราบรรลุเจตนาอันสูงสุดอยู่ จิตย่อมไม่มองดูร่างกาย แต่กลับมองดูความบริศุทธของสัตว์ ฯ
14 เรามีความพอใจปฏิบัติธรรมและความเพียร แม้ปรัชญาของเราก็มี เราไม่มองดูร่างกายนั้น ความพยายามเป็นต้น ย่อมทำให้เราเคลื่อนไหวในโลก ฯ
15 ความตาย เป็นผู้นำเอาชีวิตไป ดีแล้ว ทุด เรื่องของชาวบ้าน เราจะไม่อาศัยเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต ความตายในสงครามดีกว่าที่จะแพ้เขาแล้วมีชีวิตอยู่ ฯ
16 ผู้ไม่กล้าหาญ ย่อมไม่ชนะกองทัพ และถึงชนก็ย่อมไม่ภูมิใจต่อความชนะนั้น ส่วนผู้กล้าหาญ ย่อมชนะกองทัพได้ ดูกรมารเราจะชนะท่านโดยเร็ว ฯ
17 กองทัพของท่าน คือ กาม(ความอยาก) เป็นข้อที่ 1 ความริษยาเป็นข้อที่ 2 ความหิวกระหายเป็นข้อที่ 3 เสนาของท่านคือตฤษณา(ความทะยานอยาก)เป็นข้อที่ 4 ฯ
18 สัตยานมิทธะ (ความง่วงเหงาหาวนอน) เป็นข้อที่5 เสนาของท่าน คือความกลัว กล่าวว่า เป็นข้อที่ 6 วิจิกิตสา (ความลังเลไม่แน่ใจ) เป็นข้อที่ 7 เสนาของท่านคือความโกรธและหลุ่คุณท่าน (หรือหน้าไหว้หลังหลอก) เป็นข้อที่ 8 ฯ
19 เครื่องปรุงแต่งคือความโลภและความสรรเสริญ ยศที่ได้โดยทางที่ผิด การยกตนข่มขี่ผู้อื่นๆ
20 เหล่านี้ เป็นกองทัพของมาร พัวพันกับอกุศล ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ศรมณะ พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น หยั่งลงในธรรมเหล่านี้ปรากฏอยู่ ฯ
21 กองทัพของท่า ลบหลู่โลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก เราจะทำลายกองทัพของท่านนั้นด้วยปรัชญาเหมือนทำลายภาชนะดินดิบด้วยน้ำฯ
22 เรามีสมฤติตั้งมั่น อบรมให้มีปรัชญาเจริญขึ้น ประพฤติด้วยความรู้สึกตัว ดูกรมารผู้มีความคิดชั่ว ท่านจะทำอะไรได้ ฯ
เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้ มารผู้ชั่วร้าย มีความทุกข์ เสียใจ ไม่มีความยินดี มีแต่ความเดือดร้อน หายวับไปในที่นั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า ใครผู้ใดเป็นศรมณะก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม ในอดีต อนาคต ปรัตยุบัน เสวยเวทนาอันเข้าถึงตนของตนซึ่งไม่ยั่งยืน เป็นเวทนาทำให้ร่างกายเร่าร้อน เป็นทุกข์ ร้ายแรง เข็มแข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่พอใจ ศรมณะ พราหมณ์เหล่านั้น ชื่อได้ว่าเสวยทุกข์อย่างยิ่งถึงขนาด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดว่า เรากระทำให้แจ้งไม่ได้ซึ่งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษเพราะอุตตริมนุษยธรรมใดๆด้วยจรรยา (ความประพฤติ)นี้ ด้วยประติปทา(ข้อปฏิบัติ) นี้ นี้ไม่ใช่ทางตรัสรู้ นี้ไม่ใช่ทางหมดสิ้นแดนเกิดแห่งชาติ ชรา มรณะ ในอนาคต น่าจะมีทางแห่งการตรัสรู้นอกจากนี้ เพื่อหมดสิ้นแดนเกิดแห่ง ชาติ ชรา มรณะ ในอนาคต
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดว่า (เมื่อครั้ง) ตถาคตนั่งอยู่ใต้เงาต้นหว้าในอุทยานของพระบิดา ได้เข้าปรถมธยานอันเป็นวิเวก(สวัด) จากกามทั้งหลาย เป็นวิเวกจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบด้วยวิตรรกะ ประกอบด้วยวิจาระ มีปรีติและสุขอันเกิดจากวิเวก เป็ที่ปรีติยินดีอย่างยิ่ง จนกระทั่งได้เข้าถึงจตุรถธยาน เป็นที่ปรีติยินดีอย่างยิ่ง ทางนั้นน่าจะเป็นทางตรัสรู้ เพื่อไม่เกิด เพื่อหมดสิ้นแดนเกิดแห่งชาติ ชรา มรณะ เมื่อคิดตามข้อนั้นแล้ว ตถาคตก็เกิดความรู้ขึ้นว่า นั้นเป็นทางแห่งความตรัสรู้
ตถาคตคิดว่า ทางนั้นผู้ได้รับมีกำลังน้อยก็ไม่สามารถเพื่อตรัสรู้ได้ ถ้าเรามีกำลังน้อยมู่งหวังด้วยกำลังแห่งอภิชญานเข้าไปสู่มณฑลแห่งความตรัสรู้ เราจะไม่ได้อนุเคราะห์ประชุมสุดท้ายภายหลัง เพราะนั้นไม่ใช่ทางแห่งความตรัสรู้ อย่ากระนั้นเลยเราควรกินอาหารอันเป็นของคนหิว ทำให้ร่างกายเกิดกำลังแข็งแรง เราจะได้เข้าไปสู่มณฑลแห่งความตรัสรู้ในภายหลัง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในที่นั้น เทวบุตรที่หมดหวังทั้งหลายรู้ปริวิตกแห่งใจตถาคตได้เข้ามาหาตถาคตพูดว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตปุรุษ พระองค์อย่าเสวยอาหารอันเป็นของคนหิวเลย ข้าพเจ้าทั้งหลายจะหยอดโอชะลงไปในขุมขนของพระองค์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดว่า เราได้ประติชญานตนไว้แล้วว่าจะไม่กินอะไร และคนที่อยู่ในบ้านเรือนเป็นที่โคจรรอบๆ เขาก็รู้ว่าพระศรมณะโคตมดูเหมือนไม่กินอะไร เทวบุตรที่หมดหวังเป็นอย่างยิ่ง จะหยอดโอชะลงในขุมขนของเรา เราก็จะพึงเป็นคนมีมุสาวาทอย่างบรม ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงปฏิเสธเทวบุตรทั้งหลายเพื่อหลีกเลี่ยงมุสาวาท น้อมจิตลงเพื่อบริโภคอาหารอันเป็นของคนหิน
กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์แหวกว่าย (ประพฤติ) อยู่ในพรต และตบะตลอด 6 ปี เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะนั้นแล้วจึงเปล่งพระวาจาออกมาว่า เราจะกินอาหารอันเป็นของคนหิว นั่นคือน้ำเยื่อถั่วเขียวต้ม (ซุปถั่วเขียว) น้ำเยื่อถั่วเหลืองต้ม (ซุปถั่วเหลือง) ผสมน้ำอ้อย เมล็ดข้าวสุกบด(ข้าวยวาคุ)
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น ภัทรวรรคียทั้งห้า คิดว่า พระศรมณะโคตมไม่สามารถทำให้แจ้งซึ่งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษ เพราะอุตตริมนุษยธรรมใดๆด้วยจรรยาและประติปทานั้นๆได้ บัดนี้ พระองค์เสวยอาหารอันเป็นของคนหิว กลายเป็นผู้ประกอบด้วยสุขัลลิกานุโยค(ประกอบตนให้ชุ่มอยู่ในความสุข) ไปเสียแล้วหรือ และเข้าใจว่าพระศรมณะโคตมนนั้นไม่ฉลาด ยังเขลาอยู่ จึงพากันหลีกออกจากสำนักของพระโพธิสัตว์ ภัทรวรรคียทั้ง 5 นั้น ไปยังนครพาราณสี อยู่ในป่าฤษิปตนะมฤคทาวะ(ป่าฤษิปตนะเป็นทีอยู่ของกวาง)
นางกุมารีทั้งหลาย 10 คนซึ่งเป็นธิดาชาวบ้าน ได้เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ผู้ทรงกระทำทุษกรจรรยาในที่นั้นตั้งแต่แรกทีเดียว เพื่อเห็น เพือนมัสการ และเพื่อรับใช้แต่ภัทรวรรคียทั้งห้า ได้คอยรับใช้อยู่แล้ว และคอยอำนวยการถวายอาหารมีประมาณเท่าผลพุทราผลเดียว เท่าเมล็ดงา เทาเมล็ดข้าวสาร ธิดาชาวบ้านเหล่านั้นคือ กุมารี ชื่อพลา พลคุปตา สุปริยา วิชยเสนา อติมุกตกมลา สุนทรี กุมภการี อุลุวิลลิการ ชฏิลิกา และสุชาดา นางกุมารีเหล่านี้ ทำน้ำเยื่อต่างๆเหล่านั้นทั้งหมดน้อมเข้าไป ถวายพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์เสวยน้ำเยื่อเหล่านั้นแล้ว เสด็จไปในหมู่บ้านที่โคจรโดยลำดับเพื่อบิณฑบาต พระองค์ได้มีผิวพรรณ รูปร่าง และกำลังดีขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์จึงปรากฏอย่างดียิ่งว่า พระศรมณะงามเป็นพระมหารศรมณะแล้ว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในบรรดาหญิงสาวเหล่านั้น สาวสุชาดาเป็นธิดาของหัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงประพฤติทุษกรจรรยาเพราะเหตุจะระงับร่างกายเพื่อแหวกว่าย (ประพฤติ) ในพรตและตบะของพระโพธิสัตว์ ยางได้ถวายอาหารแก่พราหมณ์ 108 ให้บริโภคทุกวัน และนางตั้งใจอย่างนี้ว่า พระโพธิสัตว์บริโภคอาหารของเราแล้วจะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตประพฤติทุษกรจรรยาอยู่ 6 ปีนั้น ผ้าย้อมน้ำฝาดได้เก่าคร่ำคร่าไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดว่าถ้าเราได้ผ้าเกาบิน(*) เครื่องปกปิดสักผืนก็จะดี
* ผ้าเกาบิน คือ ผ้าชิ้นเล็กสำหรับปิดบังของลับ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในครั้งนั้นนางราธาเป็นทาสี ผหญิงรับใช้) ของสาวสุชาดาธิดาหัวหน้าหมู่บ้านได้ตายลง เขาเอาผ้าศาณะ(ผ้าป่าน) ห่อนำไปยังศมศาน(ป่าช้า)แล้วทิ้งไว้ ตถาคตได้เห็นผ้านั้นแล้ว เป็นผ้าปำศุกูล (*) ครั้นแล้ว ตถาคต ก้าวเท้าซ้ายไปยังผ้าปำศุกูลนั้น เหยียดมือขวาก้มลงหยิบผ้า
*ปำศุกูล คือ ผ้าคลุกฝุ่น หมายถึงผ้าสกปรกที่เขาทิ้งแล้ว
ครั้งนั้น เทวดาที่อยู่ในภาคพื้นแผ่นดิน (ภุมเทพ) ก็ป่าวประกาศแก่เทวดาที่อยู่ในชั้นอากาศว่า ดูกรผู้ควรเคารพทั้งหลาย เหตุการณ์นี้น่าอัศจรรย์ แปลกประหลาดพระโพธิสัตว์ผู้เกิดในตระกูลมหาราช สละสมบัติจักรพรรดิ์ นัอมจิตลงในผ้าปำศุกูลเทวดาที่อยู่ในชั้นอากาศได้ยินเสียงของเทวดาที่อยู่ในภาคพื้นแผ่นดินแล้ว ก็ป่าวประกาศแก่เทวดาที่อยู่ชั้นจาตุมหาราช เทวดาที่อยู่ในชั้นจาตุมหาราชก็ป่าวประกาศแก่เทวดาที่อยู่ในชั้นดาวดึงส์ เทวดาที่อยู่ในชั้นดาวดึงส์ก็ป่าวประกาศแก่เทวดาที่อยู่ในชั้นยามา
เทวดาที่อยู่ในชั้นยามาก็ป่าวประกาศแก่เทวดาที่อยู่ในชั้นดุษิต เทวดาที่อยู่ในชั้นดุษิตก็ป่าวประกาศแก่เทวดาที่อยู่ในชั้นนิรมาณรดี เทวดาที่อยู่ในชั้นนิรมาณรดีก็ป่าวประกาศแก่เทวดาที่อยู่ในชั้นปรนิรมิตวศวรรดี เทวดาที่อยู่ในชั้นปรนิรมิตวศวรรดีก็ป่าวประกาศจนถึงชั้นรุปพรหม ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในขณะนั้น โอกาสนั้น ครู่นั้น เสียงโฆษณาจนกระทั่งถึงชั้นอกนิษฐ ได้เป็นเสียงกึกก้องเป็นอันเดียวกันว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารทั้งหลาย เหตุการณ์นี้แปลกประหลาด พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในตระกูลมหาราช สละราชสมบัติจักรพรรดิ์ น้อมจิตลงในผ้าปำศุกูล
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์คิดขึ้นอีกว่า ผ้าปำศุกูลเราก็ได้แล้ว ถ้าได้น้ำก็จะดี ทันใดนั้นเทวดาในที่นั้นได้เอามือตบแผ่นดิน ในที่นั้นเกิดเป็นสระใหญ่ขึ้นมา สระใหญ่นั้นยังเรียกว่า ปาณิหตา(ตบด้วยมือ)แม้ทุกวันนี้
พระโพธิสัตว์คิดอีกว่า น้ำเราก็ได้แล้ว ถ้าได้หินสักแผ่นหนึ่งเราจะซักผ้าปำศุกูลนี้ก็จะดี ทันใดนั้นองค์ศักรได้เอาแผ่นหินมาวางไว้ ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์จึงซักผ้าปำศุกูล
ครั้งนั้น องค์ศักรเทวราชทูลพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตปุรุษขอพระองค์จงประทานผ้าปำศุกูลนี้แก่หม่อมฉัน หม่อมฉันจะซักถวาย ครั้นแล้วพระโพธิสัตว์ไม่ได้มอบผ้าปำศุกูลนั้นแก่องค์ศักร ทรงซักด้วยพระองค์เพื่อแสดงให้เห็นว่า บรรพชิตทำกิจด้วยตนเอง พระองค์คิดว่าจะต้องเหน็จเหนื่อย ลำบากกายเสด็จลงไปในสระใหญ่แล้วจะขึ้นมา มารผู้ชั่วร้ายมีความริษยา อธรรมครอบงำแล้วนิรมิตขอบสระให้สูงขึ้นที่ริมขอบสระนั้นมีต้นกกุภะใหญ่(ต้นรกฟ้า) พระโพธิสัตว์ทรงคล้อยตามเทวดาในที่นั้นและคล้อยตามโลก จึงตรัสกับเทวดาว่า ดูกรเทพยดา ท่านจงนำกิ่งไม้มาเทวดาได้โน้มกิ่งไม้เข้าไปถวายแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงเหนี่ยวกิ่งไม้นั้นเสด็จขั้นมา ครั้นเสด็จขึ้นมาได้แล้ว ทรงพาดผ้าปำศุกูลนั้นไว้ภายใต้ต้นกกุภะนั้น แล้วทรงเย็บจนเสร็จ ผ้าปำศุกูลนั้น เรียกกันว่า สินะ(เย็บ) แม้ทุกวันนี้
ครั้งนั้น เทวบุตรตนหนึ่งอยู่ชั้นศุทธาวาส ชื่อ วิมลประภะ ได้น้อมถวายจึวรทิพย์มีสีแดงเป็นสีน้ำฝาดตามที่กำหนดไว้ เป็นศรมณะสารูป(ควรแก่สมณะ) แด่พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทรงรับจีวรเหล่านั้นแล้ว รุ่งเข้าทรงห่มจีวรคลุมด้วยผ้าสังฆาฏิ ทรงบ่ายพระพักตร์ตรงไปยังหมู่บ้านเป็นที่โคจร เทวดาทั้งหลายในที่นั้นได้มาบอกสาวสุชาดาธิดาหัวหน้าหมู่บ้านนันทิกะในตำบลอุรุวิลวาเสนาปติ ในเวลาเที่ยงคืนว่า เจ้าจะได้ชื่อว่าบูชามหายัชญเพื่อผู้ที่แหวกว่าย(ประพฤติ)ในพรตแล้ว เขาจะกินอาหารอันเป็นของคนหิวทำให้รูปงาม และเจ้าก็ทำความตั้งใจไว้แล้วว่าพระโพธิสัตว์บริโภคอาหารของเราแล้วจะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ กิจการอันใดที่เจ้าควรทำ ก็จงกระทำเถิด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล สาวสุชาดาธิดาหัวหน้าหมู่บ้าน ได้ยินคำของเทวดาเหล่านั้นแล้ว จึงรีบถือเอาฟองโอชะที่ได้จากการกลั่นกรองจับเอาแต่เนื้อๆแห่งนมโค 1000ตัว แบ่งแยกน้ำนมสู่กันกินถึง 7 ทอด(*1) แล้วหุงด้วยข้าวสารใหม่ ในกะทะใหม่ เตาใหม่ ทำให้สำเร็จเป็นอาหาร และขณะที่กำลังทำนั้น ปูรวนิรมิตเหล่านี้ปรากฏขึ้น คือในน้ำนมนั้นแล ปรากฏเป็นรูปมงคล เช่น ศรีวัตส สวัสติก(*2) รูปก้นหอยเวียนขวา รูปดอกบัวบานเป็นต้น
ครั้นแล้ว นางจึงคิดว่าปูรวนิรมิตเหล่านี้ ปรากฏขึ้นพระโพธิสัตว์บริโภคอาหารนี้แล้วจะบรรลุอนุตตรสัมยักสัมโพธิโดยไม่ต้องสงสัย และมีโหรผู้รู้วิธีสามุทรชญาน(รู้กว้างขวางเหมือนทะเล) ได้มาถึงสถานที่นั้น แม้โหรนั้นก็พยากรณ์การบรรลุอมฤตะเช่นกันนั่นเทียว ครั้นแล้วสาวสุชาดาหุงข้าวปายสะนั้นด้วยกะทะจนสุกแล้วโรยดอกไม้พรมน้ำหอมจัดอาสนะไว้เรียบร้อยแล้วเรียกสาวรับใช้ชื่ออุตรามาว่า
ดูกรอุตรา จงไปพาเอาพราหมณ์มา ฉันจะคอยดูข้าวมธุปายสะนี้ไว้ นางรับคำว่า เจ้าค่ะ คุณ จึงไปทางทิศตะวันออก นางเห็นพระโพธิสัตว์ในที่นั้น นางไปทางทิศใต้ก็เห็นพระโพธิสัตว์นั่นแหละ นางไปทางทิศตะวันตกและทิศเหนือก็เช่นเดียวกัน ได้เห็นพระโพธิสัตว์นั่นแหละในที่นั้นๆ ก็ในสมัยนั้นแล เทวบุตรชั้นศุทธาวาส ได้สะกดพวกเดียรถีย์ฝ่ายอื่นไว้ทั้งหมด จึงไม่มีใครปรากฏ
ครั้นแล้ว นางจึงมาบอกกับนายว่า คุณด๊ะไม่มีผู้อื่น จะเป็นศรมณะหรือพราหมณ์ปรากฏเลย เว้นแต่ ดิฉันไปในทิศไหนๆก็พบแต่ศรมณะรูปงามในที่นั้นๆ สาวสุชาดา พูดว่า ไปเถิดอุตรา ท่านผู้นั้นแหละคือพราหมณ์ ท่านผู้นั้นแหละคือสรมณะ สิ่งที่ได้ตระเตรียมไว้นี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่ท่านผู้นั้นนั่นแหละไปพาท่านมาเถิด สาวรับใช้อุตรารับคำว่า เจ้าค่ะ คุณ แล้วไปหมอบแทบพระบาทของพระโพธิสัตว์ พูดว่า คุณสุชาดาใช้ให้มาเชิญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์เสด็จไปยังเรือนของสาวสุชาดาธิดาหัวหน้าหมู่บ้าน ประทับนั่งบนอาสนะที่จัดไว้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล สาวสุชาดาธิดาหัวหน้าหมู่บ้านน้อมภาชนะทองเต็มด้วยข้าวมธุปายสะถวายแด่พระโพธิสัตว์
*1 ในปฐมสมโพธิ์ว่า เอาวัวมา 500 ตัว ให้กินชะเอมแล้วแบ่งกึ่ง รีดนมกึ่งหนึ่งให้อีกกึ่งหนึ่งดื่ม แล้วแบ่งลงอีกกึ่งหนี่ง รีดนมกึ่งหนึ่งให้อีกกึ่งหนึ่งดืม โดยวิธีนี้จนเหลือครั้งสุดท้าย ครั้งที่ 7 แล้วรีดนมจากครั้งที่ 7 สุดท้ายนี้ ผสมข้าวสารกวนมธุปายาส
*2 ศรีวัตส สวัสติก คือ รูปคฤหะพิเศษ ขมวดเป็นก้นหอยเวียนขวา
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์คิดว่า อาหารนี้ สาวสุชาดาได้น้อมเข้ามาถวาย เราบริโภคอาหารนี้แล้วจักบรรลุอนุตตรสัมยักสัมโพธิในวันนี้โดยไม่ต้องสงสัย
ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงรับอาหารของสาวสุชาดานั้น แล้วตรัสกับสาวสุชาดาธิดาหมู่บ้านว่า ดูกรนางผู้มีโชค ภาชนะทองนี้จะทำอย่างไร? นางทูลว่าจงเป็นของท่าน พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ภาชนะเช่นนี้ไม่มีประโยชน์แก่อาตมา นางทูลว่าสุดแต่ท่านจะทำเถิด ข้าพเจ้าถวายอาหารแก่ใครๆไม่ยกเว้นภาชนะเลย
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงถือเอาบิณฑบาตนั้นเสด็จออกจากอุรุวิลวาไปยังนาคนที(แม่น้ำนาค) แล้วเข้าไปสู่แม่น้ำไนรัญชนาในเวลาเช้า วางบิณฑบาตนั้นกับผ้าจีวรทั้งหลายไว้ในที่แห่งหนึ่ง เสด็จลงสู่แม่น้ำไนรัญชนาเพื่อทำให้ร่างกายชุ่มเย็น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระโพธิสัตว์สรงน้ำ เทวบุตรตั้งหลายแสน กวนแม่น้ำด้วยผงจันทน์อย่างดีกับแป้งเครื่องลูบไล้อันเป็นทิพย์ และซัดดอกไม้สีต่างๆ อันเป็นทิพย์ลงในน้ำซึ่งเป็นไปในการกระทำบูชาพระโพธิสัตว์
ในครั้งนั้น แม่น้ำไนรัญชนาดาษดาไปด้วยของหอมและดอกไม้อันเป็นทิพย์ลอยไป เทวดาตั้งหมื่นแสนโกฏิได้ตักเอาน้ำหอมซึ่งพระโพธิสัตว์สรงสนานนำไปยังพิภพของตนๆ เพื่อเป็นเจดีย์และเพื่อบูชา สาวสุชาดาธิดาหัวหน้าหมู่บ้านถือว่าพระเกศาและศมัศรุของพระโพธิสัตว์ที่ตกอยู่เป็นสิ่งมงคล ได้รวบรวมเก็บไว้ เพื่อเป็นเจดีย์และเพื่อบูชา
และพระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นจากแม่น้ำแล้วทอดพระเนตรเห็นเกาะทราย ทรงใคร่เพื่อเสด็จไปประทับ ครั้งนั้นนาคกันยา(ลูกสาวนาค)ในแม่น้ำไนรัญชนาโผล่จากพื้นดินน้อมภัทราอาสนะ(อาสนะอันเจริญ) ประดับแก้วมณีถวายแด่พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนอาสนะนั้นแล้วทรงเสวยข้าวมธุปายสะนั้นจนอิ่ม เพื่อทรงอนุเคราะห์สาวสุชาดาธิดาหัวหน้าหมู่บ้าน ครั้นเสวยเสร็จแล้ว ไม่ทรงใยดีต่อภาชนะทองนั้น ทรงโยนลงในน้ำ พอโยนภาชนะทองนั้นลง พระยานาคชื่อสาครเกิดความสนใจนับถือมากรับได้แล้วบ่ายหน้าสู่พิภพของตน ประดิษฐานไว้โดยคิดว่าเป็นของควรบูชา
ครั้นนั้นองค์ปุรันทระ(องค์อินทร์) ผู้พันเนตร นิรมิตเป็นครุฑปากเพชร ปรารภเพื่อจะนำภาชนะทองนั้นจากสำนักของพระยานาค เมื่อไม่สามารถ จึงกลับเป็นรูปของตน (ตามเดิม) ขอภาชนะนั้นแล้วนำไปยังพิภพดาวดึงส์เพื่อบูชา และเพื่อเป็นเจดีย์ ครั้นนำไปได้แล้ว จึงเล่นมหรสพชื่อ ปาตรียาตรา (การเดินทางของภาชนะ) และแม้ทุกวันนี้ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ยังมีการฉลองภาชนะทุกๆปี ส่วน ภัทราอาสนะนั้น นาคกันยาผู้นั้นเก็บเอาไปเพื่อเป็นเจดีย์และเพื่อบูชา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์เสวยอาหารอันเป็นของคนหิวจนหมดแล้ว ในขณะนั้น ร่างกายของพระโพธิสัตว์ปรากฏมีผิวพรรณงามวิเศษยิ่งด้วยกำลังบุณย และกำลังปรัชญา มหาปุรุษลักษณะ 32 และอนุพยัญชนะ 80 มีรัศมีแผ่ออกแล้ว
ในที่นี้มีคำกล่าวว่า
23 พระผู้มีภคะทรงแหวกว่ายในพรต (ทรงประพฤติพรตมา)6 ปี ทรงมีความเห็นอย่างนี้ว่า เรานั้นแม้ร่างกายจะซูปผอมอย่างนี้ แต่ก็มีกำลังธยาน อภิชญา และชญาน เราควรไปที่ใต้สาขาโคนต้นโพธิเพื่อตรัสรู้สรวัชญตา(ความเป็นสัพพัญญู) เพราะว่า เราไม่อนุเคราะห์เสียแล้ว ประชุมชนภายหลังก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ ฯ
24 แต่เราบริโภคอาหารอันประเสริฐ อันเป็นของคนหิว เพื่อทำให้เกิดกำลังในร่างกาย เราควรไปที่ใต้สาขาโคนต้นโพธิเพื่อตรัสรู้สรวัชญตา(ความเป็นสัพพัญญู) เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยบุณยอันประเสริฐ เพ่งต่อชญานความตรัสรู้ด้วยความปรารถนา บอกแก่เราอย่างนี้ว่า พระองค์ไม่มีกำลังกาย ไม่สามารถเพื่อตรัสรู้อมฤตะได้ ฯ
25 ธิดาหัวหน้าหมู่บ้านชื่อสุชาดา ประพฤติดีมาก่อนแล้ว นางบูชายัชญอยู่เป็นนิตย์ด้วยความตั้งใจ เมื่อพระนายกเสร็จธุระเรื่องพรตแล้ว นางได้พิจารณาคำเตือนของเทวดาในครั้งนั้น จึงถือเอาข้าวมธุปายสะ เข้าไปริมฝั่งแม่น้ำด้วยใจชื่นชมยินดี ยืนอยู่ใกล้แม่น้ำไนรัญชนา ฯ
26 พระฤษีนั้น ได้ทำความประพฤติดีมาแล้วตั้งกัลป มีอินทรีย์สงบระงับแล้ว มีเทวดาหมู่นาคแวดล้อมแล้ว เสด็จมายังแม่น้ำไนรัญชนา พระองค์เป็นผู้ป้องกันอย่างดีเลิศ เป็นสัตว์ผู้บรรลุถึงฝั่ง มีความคิดเมื่อสรงน้ำ พระองค์ทรงคิดถึงมติ (แนวความคิด) แล้วเสด็จลงสรงน้ำในแม่น้ำ พระมุนี มีความบริศุทธปราศจากมลทิน ทรงอนุเคราะห์โลก ฯ
27 เทวดาทั้งหลายประมาณพันโกฏิ มีใจยินดี สาดน้ำหอมและโรยผงเครื่องหอม กวนน้ำในแม่น้ำ เพื่อให้พระโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตว์สูงสุด สรงน้ำ พระโพธิสัตว์ผู้สรงน้ำได้สรงน้ำเสร็จแล้ว ปราศจากมลทิน ประทับที่ริมฝั่งอย่างมั่นคง เทวดาตั้งพันได้นำเอาน้ำที่พระโพธิสัตว์สรงไปเพื่อบูชาในพระองค์ผู้เป็นสัตว์สูงสุด ฯ
28 เทวบุตรตนหนึ่งถวายผ้าย้อมน้ำฝาดอันสะอาด งาม เหล่านั้น พระผุ้มีภคะทรงครองจีวรอันสมควร แล้วประทับที่ริมฝั่งแม่น้ำ นางนาคกันยานั้นผุดขึ้นมา มีใจยินดี นำภัทราอาสนะมาถวายในที่ซึ่งพระองค์ประทับนั่ง มีพระหทัยสงบ ทรงทอดพระเนตรประชาโลก ฯ
29 สาวสุชาดานั้น ถวายอาหารในภาชนะทองแด่พระองค์ผู้มีความคิด นางมีใจปันเทิงไหว้พระบาทแล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกหัดคน ขอพระองค์จงบริโภคอาหารของข้าพเจ้าเถิด พระโพธิสัตว์ผู้มีความคิด ทรงบริโภคอาหารจนอิ่มแล้วโยนภาชนะลงในน้ำ องค์ปุรันทระผุ้เป็นที่เคารพของเทวดาทั้งหลาย ได้ถือเอาภาชนะนั้นไป ด้วยคิดว่าเราจะกระทำการบูชา ฯ
30 อาหารอันประเสริฐอันเป็นของคนหิวซึ่งพระชินบริโภคในขณะนั้น ทำให้เกิดกำลังกาย และตั้งมั่นอยู่ด้วยเดชและสิริเหมือนแต่ก่อนและทรงแสดงธรรมกถาแก่สาวสุชาดา และทรงกระทำประโยชน์มากให้แก่คนทั้งหลาย แล้วเสด็จสู่พุ่มต้นโพธิเหมือนราชสีห์ เหมือนหงส์ย่าง และเหมือนการเดินของช้าง ฯ
อัธยายที่ 18 ชื่อไนรัญชนาปริวรรต(ว่าด้วยเสด็จสู่แม่น้ำไนรัญชนา ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แลฯ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น