Translate

13 มิถุนายน 2568

[เล่ม 2] ตอนที่ 38 ไซอิ๋ว นวนิยาย

ก่อนหน้า 📝   อ่านต่อ 📖  
  ทั้งหมด   รูปภาพ   วีดีโอ   ข่าวสาร   
   ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสาม ออกจากเมืองเซียตี้ก๊กแล้วก็หมายทิศปราจิณตรงไป กลางวันก็ออกเดิน กลางคืนก็หาที่พัก​อาศัยหลับนอนผ่อนพักมาตามระยะทาง มาวันหนึ่งเดินไป ในสมัยนั้นเป็นฤดูร้อน ท้องฟ้าก็แจ่มแจ้ง ครั้นเวลาจวนค่ำพระถังซัมจั๋งถามเห้งเจียว่า คืนวันนี้เราจะอาศัยพักนอนที่ไหน เห้งเจียตอบว่ามีแสงเดือนสว่างเดินไปอีกสักพักหนึ่ง จึงค่อยหาที่พักนอนเถิด พูดดังนั้นแล้วก็เดินไปอีกสักครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคลื่นซัดน้ำดังออกฉาดฉาน โป๊ยก่ายได้ยินเข้าแล้วจึงพูดว่าสิ้นหนทางแล้ว ซัวเจ๋งพูดว่ามีลำแม่น้ำขวางหน้า พระถังซัมจั๋งว่าไม่รู้ว่าแม่น้ำจะกว้างสักเท่าใด
   เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้าจะเหาะขึ้นไปดูก็จะรู้ได้ว่าจะเป็นประการใด ว่าแล้วเห้งเจียก็เหาะขึ้นไปบนกลางอากาศ เอามือป้องเพ่งดูก็เห็นสายน้ำขาวไกลลิบ ๆ ดุจทะเลหลวงไม่รู้ว่ากว้างสักเท่าใด เห้งเจียกลับลงมาบอกแก่พระอาจารย์ว่า กว้างแท้ ๆ ข้าพเจ้าเพ่งดูด้วยตาก็ยังแลไม่เห็นฝั่ง ตาข้าพเจ้าเห็นได้ไกลถึงพันโยชน์ ข้าพเจ้าแลสุดตาก็ยังไม่เห็นฝั่งจึงไม่ทราบว่าจะกว้างสักเท่าใด พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นมีความวิตกเป็นที่สุดจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นเราจะคิดอ่านประการใดจึงจะข้ามได้
   ซัวเจ๋งชี้มือไปข้างริมฝั่งบอกว่าพระอาจารย์จงดู ที่ริมฝั่งตั้งอยู่ดูเหมือนรูปคนยืนไม่ใช่หรือ เห้งเจียเดินไปดูก็หาใช่คนไม่ เป็นเสาศิลาเขาปักไว้ ที่เสาศิลามีอักษรตัวใหญ่จารึกไว้สามตัว คือลำแม่น้ำ (ทงทีฮ้อ) ต่อลงมาข้างล่างมีอักษรตัวเล็กสองแถวสิบตัว คือ (เกีย​ก่วยโป๊ยเชยลึ้โก๊โป้นั้งเกี๊ย) แปลภาษาไทยว่าข้ามไปแปดพันโยชน์เดิมมาไม่มีคนเดิน เห้งเจียเห็นดังนั้นจึงนิมนต์อาจารย์มาดู พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นแล้วในใจก็เร่าร้อนเต็มไปด้วยความวิตกไม่มีความสบาย
   โป๊ยก่ายบอกว่าพระอาจารย์จงฟังดู นั่นจะเป็นเสียงกลองแลม้าฬ่อตีที่ไหน เห็นจะเป็นบ้านแถวเหล่านี้มีกระมัง ชะรอยเขาจะทำกงเต๊กพวกเราพากันไปที่นั่น หาเครื่องแจกินเห็นจะดีแล้วจะได้ถามดูลาดเลาเหตุผลในลำแม่น้ำนี้ดูว่าจะเป็นประการใด ถ้ารู้เรื่องแล้วจะได้คิดอ่านข้ามไป พระถังซัมจั๋งอยู่บนหลังม้าก็ได้ยินเสียงกลองแลม้าฬ่อเหมือนกัน จึงชักม้าหันหน้าไปตรงนั้น แต่หามีทางเดินไม่ ต้องพากันบุกรกลุยโคลนไป เดินมาประเดี๋ยวก็แลเห็นหมู่บ้านคนอยู่ ประมาณสี่ห้าร้อยหลังเรือน มีบ้านหนึ่งอยู่ต้นทางตั้งเสาธงสองเสาในบ้านนั้นตามโคมไฟสว่าง มีกลิ่นธูปเทียนดอกไม้หอมฟุ้งมานอกบ้าน ครั้นถึงบ้านพระถังซัมจั้งก็ลงจากม้า สำรวมกิริยาแล้วมือถือไม้เท้าเดินเข้าไปที่ประตูบ้าน แลเห็นประตูเปิดแง้มอยู่บานหนึ่งไม่อาจเข้าไป จึงยืนรออยู่ที่หน้าประตู ประเดี๋ยวเห็นผู้เฒ่าเดินมาที่นั่นคนหนึ่ง ที่คอสวมประคำปากภาวนาว่า พุทโธ ๆ เดินออกมาเปิดประตูบ้าน พระถังซัมจั๋งเห็นแล้วก็ย่อตัวร้องเรียกว่า ท่านตาอาตมภาพปราถนาจะใคร่ถามสักหน่อย
   ฝ่ายผู้เฒ่าครั้นแลเห็นพระสงฆ์ก็ยกมือขึ้นนมัสการแล้วถามว่าท่านทำไมมาล้าหลังจนป่านนี้เล่า พระถังซัมจั๋งไม่เข้าใจจึงถามว่า​ท่านตาว่ากระไรข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ผู้เฒ่าจึงพูดว่าวันนี้บ้านข้าพเจ้าเมื่อเวลาเพลถวายข้าวสงฆ์และถวายสบงจีวรกับข้าวสารและเงิน ท่านมาถึงเวลานี้สิ่งของก็หมดเสียแล้ว พระถังซัมจั๋งจึงพูดว่าท่านตา ข้าพเจ้ามาบัดนี้มิได้ต้องการสิ่งใด อาตมภาพมาจากเมืองใต้ถังมีรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้อาตมภาพไปประเทศไซที อาราธนาพระไตรปิฎก ครั้นมาถึงตำบลนี้เวลาก็พอค่ำ ได้ยินเสียงกลองและม้าฬ่อจึงได้ตรงมาหวังใจจะขออาศัยพักนอนสักคืนหนึ่ง พอรุ่งเช้าก็จะลาไป ตาเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็ยกมือสั่นว่า ท่านเป็นสมณะอย่ากล่าวเช่นนั้นเลย อันเมืองใต้ถังมาถึงที่นี่ระยะทางห้าหมื่นสี่พันโยชน์ รูปร่างท่านเล็กน้อยเช่นนี้ทำไมจึงจะมาได้ ข้าพเจ้าสงสัยนัก พระถังซัมจั๋งพูดว่า คำของท่านตาที่ว่าไม่เชื่อก็สมควรอยู่แล้ว แต่อาตมภาพมีศิษย์สามคนตามรักษาจึงมาได้จนถึงที่นี่ ตาเฒ่าถามว่าท่านมีศิษย์ทำไมจึงไม่เห็นมากับท่านเล่า
ตอน ปราบปิศาจเกราะเหล็กไหลจอมเจ้าเล่ห์
   พระถังซัมจั๋งจึงหันหน้าไปเรียก เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง คนทั้งสามได้ยินอาจารย์เรียกก็พากันยกหาบจูงม้าเดินมา ตาเฒ่าเห็นหน้าตาดุร้ายน่ากลัวทั้งสามคน ก็ตกใจสิ้นสติล้มลงปากก็ร้องว่า ผี ยักษ์ร้ายมาแล้ว พระถังซัมจั๋งก็เข้าพยุงตาเฒ่าให้ลุกขึ้นแล้ว บอกว่าท่านตาอย่ากลัวเลย ทั้งสามคนนี้เป็นสานุศิษย์ของอาตมภาพเอง ไม่ใช่ผี ใช่ยักษ์อะไรที่ไหนดอก ตาเฒ่าจึงค่อยได้สติพูดว่า อาจารย์​รูปร่างงดงามดีสานุศิษย์ทำไมรูปร่างจึงได้เป็นอย่างนี้ พระถังซัมจั๋งพูดว่า รูปร่างไม่น่าดูก็จริง แต่มีฤทธาอานุภาพอาจจับเสือและมังกรได้ และจับผี ปีศาจ ยักษ์ร้ายก็ได้ ตาเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็ไม่ใคร่จะเชื่อ จึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งขึ้นบนเรือน ในบ้านมีหลวงจีนสองสามรูป กำลังสวดมนต์อยู่ที่หน้าโต๊ะหันหน้าไปเห็นเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสามคนเดินขึ้นมา ต่างก็ตกใจไม่เป็นสมประดีล้มลุกคลุกคลานลุกขึ้นวิ่งหนีซุกซ่อนตัว ในบ้านโคมไฟก็ดับหมด
   เห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งเห็นดังนั้นก็หัวเราะ จึงร้องไปว่า พวกเจ้าทำไมไม่มีปัญญาที่จะพิจารณาเลย ไม่รู้จักต่ำสูงทำให้เขาตกใจทิ้งบ้านทิ้งสวดมนต์สวดพรเสียวิ่งหนีไปอย่างนั้น คนในบ้านก็พากันวุ่นวายไปทุก ๆ คน พวกเจ้าทำอย่างนี้ก็เหมือนหาความผิดให้แก่เรา
   ตาเฒ่าได้ฟังศิษย์พระถังซัมจั๋งพูดดังนั้น ก็เชื่อใจว่าเป็นสานุศิษย์แน่ จึงเคารพพระถังซัมจั๋งแล้วพูดว่าท่านอย่ามีความวิตกเลย ซึ่งการทำบุญนั้นก็จวนจะเลิกอยู่แล้ว พูดแล้วก็เรียกคนในบ้านให้จุดตามโคมไฟ คนใช้ได้ยินดังนั้นก็จุดโคมไฟยกมาตั้ง เหลือบไปเห็นโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ตกใจถอยกลับไป และร้องว่า ผี ปีศาจมาแล้ว เห้งเจียจึงจุดไฟขึ้นนิมนต์พระอาจารย์ขึ้นนั่งข้างบน โป๊ยก่ายซัวเจ๋งเห้งเจียก็นั่งเฝ้าอยู่สองข้าง ตาเฒ่าก็มานั่งอยู่ข้างนั้นด้วย คนในบ้านตาเฒ่าอีกคนหนึ่งเดินออกมาถามว่าเวลาค่ำมืดดังนี้ มีผีปีศาจอะไรที่ไหนมา ตาเฒ่าคนนั้นลุกขึ้นบอกว่าพี่เอง มิใช่ผีปีศาจที่ไหนมาท่านอาจารย์ที่​มานี้ เป็นพระสงฆ์มาแต่เมืองใต้ถัง จะไปไซทีอาราธนาพระธรรม สานุศิษย์ของท่านรูปร่างดุร้ายก็จริง แต่ใจดีมีฤทธิ์มาก
   ตาเฒ่าผู้พี่ได้ฟังน้องชายบอกดังนั้น ก็ค่อยวางใจไม่กลัว จึงเข้ามานั่งใกล้สนทนากับพระถังซัมจั๋ง พวกในบ้านแอบมองดู เห็นเจ้าของบ้านทั้งสองคนนั่งสนทนาโต้ตอบกันอยู่ดังนั้น ก็ค่อยหายความกลัว จึงจัดแจงยกน้ำร้อนน้ำชามาถวาย พระถังซัมจั๋งรับประเคนแล้ว ก็ย่อกายขอบใจท่านทั้งหลายทุก ๆ คน แล้วพระถังซัมจั๋งจึงปราศรัยถามว่าท่านตาทั้งสองแซ่อะไร ตาเฒ่าทั้งสองบอกว่า ข้าพเจ้าพี่น้องแซ่ตั๊นพระถังซัมจั๋งพูดว่าท่านทั้งสองร่วมแซ่แก่ข้าพเจ้า ตาเฒ่าทั้งสองถามว่า ท่านอาจารย์ก็แซ่ตั๊นมาหรือ พระถังซัมจั๋งก็ตอบว่าอาตมภาพก็แซ่ตั๊นเหมือนกัน พระถังซัมจั๋งถามต่อไปว่า ท่านตาทำบุญด้วยเหตุอะไร ผู้เฒ่าทั้งสองตอบว่า ข้าพเจ้าทำบุญดังนี้เรียกว่าทำเพื่อตาย โป๊ยก่ายได้ยินก็หัวเราะแล้วพูดว่า ได้ยินแต่เขาทำบุญฝากไป ที่ทำกุศลเพื่อตายดังนี้ไม่เคยได้ยิน ตาเฒ่าถามว่าท่านจะไซทีทำไมไม่ไปตามทางใหญ่ลัดมาทางนี้ด้วยเหตุอะไร
   เห้งเจียตอบว่าอันที่จริงก็เดินตามทางใหญ่ แต่มาปะแม่น้ำขวางหน้า จะข้ามไปไม่ได้ เพราะได้ยินเสียงกลองและม้าฬ่อจึงได้แวะมาหาที่อาศัยพักสักคืนหนึ่ง ตาเฒ่าถามว่าพวกท่านมาถึงริมฝั่งน้ำเห็นอะไรบ้างหรือเปล่า เห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้าเห็นแต่เสาศิลาปักอยู่ นอกนั้นก็ไม่เห็นมีอะไร ตาเฒ่าบอกว่าไปเหนือหลังเสาศิลาสัก​สองสามเส้นมีศาลเจ้าเรียกว่า (เล่งก๊ำใต้อ๋องเบี้ยว) คือศาลเจ้าสักสิทธิ์ท่านไม่เห็นหรือ เห้งเจียตอบว่ายังไม่ได้เคยเห็น แล้วเห้งเจียพูดว่าท่านตาโปรดเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง เหตุใดจึงเรียกว่าศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ตาเฒ่าทั้งสองได้ฟังถามดังนั้น ก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นบอกว่า ท่านยังไม่ทราบ เจ้าใต้อ๋องนี้ว่าเป็นอย่างไร คือความศักดิ์สิทธิ์ได้ปกป้องรักษาชาวบ้าน ตำบลนี้ให้มีความสุขฟ้าฝนก็ได้ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวปลาธัญญาหารก็อิ่มเอิบทั่วถึงกันทุกบ้าน
   เห้งเจียจึงว่าศักดิ์สิทธิ์ให้ความสุขอย่างนั้น ก็เป็นความดีความเจริญอย่างยิ่งแล้ว ทำไมท่านตาทั้งสองจึงร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยเหตุอย่างไร ตาเฒ่าทั้งสองยกมือขึ้นทุบ อก พูดว่าท่านยังไม่ทราบอันมีคุณนั้นก็จริง แต่มีความคับแค้นเพราะฆ่าคน คือเจ้านั้นขอบกินเด็กทั้งเป็นมิใช่เจ้ายุติธรรม เห้งเจียถามว่าเจ้านั้นชอบกินเนื้อเด็กๆ หรือ ตาเฒ่าทั้งสองตอบว่าเจ้าชอบกินเนื้อเด็ก ๆ จริง เห้งเจียถามว่าเห็นจะมาถึงเวรบ้านท่านดอกกระมัง ตาเฒ่าตอบว่าปีนี้ถึงกำหนดข้าพเจ้าจะต้องเซ่นไหว้ ที่ตำบลนี้ยังเกี่ยวขึ้นอยู่ในเมืองเซียตี้ก๊ก บ้านนี้เรียกว่าบ้านตั๊นแกจึง เจ้าศักดิ์สิทธิ์นี้ปีหนึ่งต้องเซ่นหนหนึ่ง ต้องเอาเด็กชายหนึ่งหญิงหนึ่งและสุกร เป็ด ไก่ ของต่าง ๆ แม้ว่ารับเครื่องเซ่นนี้แล้ว ก็รักษาปกป้องคุ้มครองในตำบลนี้ได้ มีความสุขทั่วกันทุก ๆ บ้าน ถ้าไม่เซ่นไหว้ตามเคยอย่างทุกปี ก็จะลงโทษกระทำร้ายต่าง ๆ ไม่มีความสุขทั่วกันทั้งตำบล
   เห้งเจียถามว่าในบ้านท่านตามีบุตรสักกี่คน ​ตาเฒ่าจึงเอามือทุบอกแล้วพูดว่า ท่านอย่าถามเรื่องลูกเลย คนนี้น้องชายข้าพเจ้าชื่อตั๊นเชงข้าพเจ้าชื่อตั๊นเท่ง ปีนี้อายุข้าพเจ้าได้หกสิบสามปีแล้ว น้องชายอายุได้ห้าสิบแปด ข้าพเจ้ามีบุตรหญิงคนหนึ่งอายุพึ่งได้แปดขวบนามเรียกว่าเจ็กชิ้นกิม น้องชายมีบุตรชายคนหนึ่งอายุได้เจ็ดขวบนามเรียกว่าตั๊นกวนโป๊ ข้าพเจ้าพี่น้องสองคนรวมกันอายุกว่าร้อยแล้ว จึงได้บุตรไว้ทำพันธุ์สองคนเท่านี้ ก็บังเอิญเวรเวียนมาถึงข้าพเจ้าเซ่นไหว้ก็มิอาจขัดได้จำจะต้องทำตามเคย เพราะฉะนั้นยากที่จะหักความอาลัยในบุตรได้ จึงได้ทำการกุศลเพื่อไปให้ เหตุนี้จึงเรียกว่าทำเพื่อกุศล พระถังซัมจั๋งได้ฟังตาเฒ่าพูดดังนั้นอดไม่ได้เกิดความโทมนัสน้ำตาไหลลงพร่างพราย แล้วพูดว่าดังนี้ก็เหมือนคำโบราณท่านย่อมว่า ลูกสุกยังไม่หล่นลูกอ่อนชิงหล่นก่อน
   เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะถามท่านตาว่าบ้านท่านตาข้าวของเงินทองไร่นาจะมีสักเท่าไร สองเฒ่าตอบว่า ของข้าพเจ้าที่มีนั้น คือนาลุ่มนาดอนสามร้อยไร่เศษนาป่าก็มีหลายสิบแห่ง ในบ้านข้าพเจ้านี้กินสิบปีก็ไม่หมด และเครื่องห่มมีนับไม่ถ้วน แลเครื่องใช้สอยต่าง ๆ ไม่คณานับได้ เห้งเจียจึงพูดว่า ท่านตาทั้งสองมีสมบัติอย่างนี้ ข้าพเจ้าจะเตือนสะติให้ท่าน ตาเฒ่าทั้งสองถามว่า ท่านจะเตือนอย่างไร เห้งเจียตอบว่า ท่านมั่งมีออกเหลือล้น ทำไมจึงยอมสละบุตรชายหญิงของตัวเล่า ทิ้งเสียสักห้าสิบตำลึงเงินไปซื้อเด็กชายคนหนึ่ง ทิ้งเสียร้อยตำลึงเงินไปซื้อเด็กหญิงคนหนึ่ง รวมเงิน​ร้อยห้าสิบตำลึงเอาไปแทนตัวบุตรของเราจะมิดีหรือ สองเฒ่าได้ฟังดังนั้นน้ำตาไหลตกลงพราก ๆ พูดว่าท่านยังไม่ทราบเหตุ คือเจ้าใต้อ๋องเคยไปมาอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าอยู่เสมอ ๆ
   เห้งเจียถามว่า เจ้านั้นเคยไปมามีกิริยาอย่างไรบ้างหรือ สองเฒ่าตอบว่า ไม่เห็นตัวแต่ได้ยินเป็นลมพายุใหญ่ก็กำหนดรู้เอาว่ามาก็พากันจุดธูปเทียนบูชา คนใหญ่น้อยใกล้ไกลก็ย่อมรู้กันทั้งสิ้น และปีเดือนวันเวลาทุกคนก็ย่อมรู้ได้ตลอด จำเพาะเอาบุตรนัดดาของเราเองท่านจึงจะพอใจ ท่านอย่าพูดว่าสองสามร้อยตำลึงเลย สักพันตำลึงหมื่นตำลึงก็จะทูนหัวให้ รูปร่างอย่างนี้ปีเดือนเหมือนกันจะไปหาที่ไหนได้ เห้งเจียว่าดังนั้นก็ตามทีเถิด แต่ท่านตาให้เด็กทั้งสองนั้น ออกมาให้ข้าพเจ้าดูรูปร่างก่อนว่าจะเป็นอย่างไร จึงตาเฒ่าน้องชายเข้าไปข้างใน พาบุตรชายนั้นออกมา ให้นั่งลงตรงหน้าเห้งเจีย เด็กนั้นก็หารู้ว่าตัวจะตายไม่ มือก็ถือผลไม้รื่นเริงกัดกินไปตามประสาทารก
   เห้งเจียพิศดูเด็กแล้วก็นิ่งไม่พูดว่ากะไร ในทันใดนั้นเห้งเจียก็แปลงกายเหมือนเด็กนั้น ตรงมาจับมือเด็กสัพยอกเล่นกัน เฒ่าทั้งสองเห็นดังนั้นก็ตกใจพูดว่า ท่านพึ่งพูดจากันประเดี๋ยวนี้ ทำไมจึงแปลงเหมือนกับบุตรข้าพเจ้าได้เล่า เชิญท่านแปลงกลับอย่างเดิม เห้งเจียเกาคางทีหนึ่งก็กลายเป็นรูปเดิม ตาเฒ่าคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ไม่ทราบว่าท่านมีฤทธาอานุภาพอย่างนี้เลย เห้งเจียถามว่าอย่างนี้จะเหมือน​บุตรท่านหรือไม่ เฒ่าทั้งสองพูดว่าเหมือนแท้ ๆ เห้งเจียว่าแม้ว่าร่างกายเหมือนอย่างนี้ จะให้แทนบุตรท่านไปเซ่นไหวได้หรือไม่ สองเฒ่าพูดว่า ถ้าอย่างนี้ก็ดีแล้ว ควรจะเอาไปเซ่นแทนได้ เห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้าจะช่วยชีวิตเด็กนั้นไว้ ให้พ้นจากความตาย จะได้อยู่สืบสายต่อวงศ์ตระกูลของท่านต่อไปภายหน้า จะเห็นควรหรือไม่ ตาเฒ่าตั๊นเชงได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงคุกเข่าลงกับพื้นพูดว่า แม้ท่านมีความกรุณาอย่างนั้นจริงแล้ว ข้าพเจ้าจะเคารพคุณท่านเป็นเงินพันตำลึง ให้พระอาจารย์เป็นเสบียงเดินทาง
   เห้งเจียพูดว่า ท่านไม่ให้เงินข้าพเจ้า ๆ จะไปให้ที่ไหน ตาเฒ่าพูดว่า แม้ว่าเอาท่านไปเซ่นชีวิตท่านที่ไหนจะรอดกลับมาได้ เห้งเจียถามว่าทำไมจึงจะไม่รอดกลับมาได้ ตาเฒ่าตอบว่า แม้เอาท่านไปเซ่นเจ้าใต้อ๋องก็จะกินท่านเสีย ที่ไหนท่านจะได้รอดไปได้ เห้งเจียพูดว่าเจ้านั้นจะกล้ากินเราทีเดียวหรือ ตาเฒ่าตอบว่าไม่กินก็ดีนะสิ เห้งเจียพูดว่าจะกินหรือไม่กินก็ชั่งข้าพเจ้าเถิด แม้ว่าเจ้ากินเรา ๆ ก็เป็นคนอายุสั้น แม้ว่าไม่กินเราก็เป็นบุญของเราเอง ท่านจงเอาข้าพเจ้าไปส่งเถิด ท่านอย่าวิตกถึงข้าพเจ้าเลย ตาเฒ่าตั๊นเชงเห็นเห้งเจียรับรองแน่นอนดังนั้น ก็กราบลงกับพื้นพูดว่า เงินนั้นข้าพเจ้าจะขอบคุณท่านเอง
   ฝ่ายตาเฒ่าตั๊นเท่งไม่เคารพไม่กราบไหว้ เข้านั่งแอบบานประตูร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เดินเข้ามาจับข้อมือตาเฒ่าตั๊นเท่ง​แล้วถามว่า ตามีความเสียดายบุตรสาวดอกกระมัง ตั๊นเท่งเห็นเห้งเจียมาถามดังนั้น ก็คุกเข่าลงกราบแล้วพูดว่าข้าพเจ้ามีความอาลัยถึงบุตรหญิงขอท่านได้กรุณาด้วย ท่านช่วยหลานชายให้รอดแล้ว ขอท่านได้กรุณาช่วยบุตรหญิงของข้าพเจ้าไว้ด้วย เพราะข้าพเจ้าไม่มีบุตรชายมีแต่บุตรหญิงคนเดียวเท่านั้น ความอาลัยในบุตรเพียงจะสิ้นใจแล้ว ขอท่านได้เมตาให้บุตรข้าพเจ้ารอดด้วยเถิด
   เห้งเจียว่าท่านตาจงลุกขึ้นเถิด รีบไปหุงเข้าต้มแจให้พร้อม ให้อ้ายปากยาวมันกินอิ่มเอิบแล้ว ให้มันแปลงเป็นบุตรหญิงของท่านตาเอาไปเซ่นแทนตัว ข้าพเจ้าทั้งสองจะไปแทนให้เด็กทั้งสองรอดจากความตาย ท่านจะเห็นเป็นอย่างไร โป๊ยก่ายได้ยินเห้งเจียพูดดังนั้นจึงร้องว่า พี่เห้งเจียพี่จะอวดฤทธิ์อวดเดชอย่างไรก็ตามเถิด อย่ามาเกี่ยวข้องถึงข้าพเจ้าด้วยทำไม เห้งเจียพูดว่าน้องอย่าพูดอย่างนั้นจะเสียความกตัญญู คำโบราณย่อมว่าท่านมีคุณต้องแทนคุณท่าน พวกเรามาถึงบ้านท่านได้พี่งคุณของท่าน ก็จะต้องแทนคุณท่านจึงจะถูกและนับว่าเป็นลูกผู้ชาย
   โป๊ยก่ายว่าก็พี่แปลงได้ส่วนตัวข้าพเจ้าไม่เข้าใจแปลง จะให้ทำอย่างไร เห้งเจียว่าเจ้าแปลงได้ถึงสามสิบหกอย่าง ทำไมว่าไม่เข้าใจแปลงเล่า พระถังซัมจั๋งจึงเรียกโป๊ยก่ายมาบอกว่า ซึ่งเห้งเจียพูดนั้นควรแล้ว คำโบราณท่านย่อมว่าช่วยชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง ได้บุญมากกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดองค์ ข้อสองได้แทนคุณผู้มีคุณเป็นกุศลอย่างยิ่ง ​พี่น้องจงพากันไปเถิด โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้าแปลงได้แต่เขาไม้ห้วยธารและสิงสาราสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งจะแปลงเป็นเด็กหญิงนั้นแสนยาก ยังไม่เคยแปลงเลย เห้งเจียพูดว่าท่านทั้งหลายอย่าเชื่อมัน ท่านจงไปพาเด็กหญิงนั้นออกมาดูก่อน ตาเฒ่าตั๊นเท่งก็รีบไปพาบุตรหญิงออกมา ผู้คนชายหญิงในบ้านก็พากันตามออกมาดู แล้วกราบไหว้อ้อนวอนว่าขอท่านได้เมตาช่วยชีวิตเด็กไว้ด้วยเถิด เด็กนั้นก็ยืนอยู่ต่อหน้าคนทั้งหลาย มือก็ถือผลไม้กินอยู่ตามภาษาเด็ก
   เห้งเจียร้องบอกโป๊ยก่ายว่า จงรีบแปลงให้เหมือนเด็กดุจเดียวกัน จะได้เอาไปให้เจ้าใต้อ๋อง โป๊ยก่ายว่าเด็กนั้นรูปร่างงดงาม ทำไมจะแปลงให้เหมือนได้เล่า เห้งเจียว่าจงรีบแปลงโดยเร็วอย่าให้ต้องลงมือ โป๊ยก่ายตกใจก็ร่ายพระคาถาสั่นศรีษะสองสามทีร้องว่าแปลง ร่างกายก็กลายเป็นเด็กหญิงเหมือนเด็กหญิงนั้นดุจเดียวกัน พร้อมทั้งรูปร่างเหมือนทั้งสิ้น เว้นแต่ท้องโตไปหาเหมือนไม่ เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็หัวเราะบอกให้โป๊ยก่ายแปลงใหม่ โป๊ยก่ายว่าแปลงไม่ได้ ขอพี่ได้ช่วยแปลงให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด เห้งเจียร่ายคาถาเป่าไปในตัวโป๊ยก่ายก็เหมือนเด็กดุจเดียวกัน เห้งเจียจึงเรียกสองเฒ่าบอกว่า จงรีบจัดแจงเอาไปเซ่น และพาเด็กทั้งสองแอบซ่อนเสียในห้องเอาขนม นมเนยป้อนเลี้ยงให้ดี อย่าให้ร้องอื้ออึงขึ้นได้ เจ้าใต้อ๋องมันรู้เหตุจะเสียการ เห้งเจียถามว่า การที่จะเอาไปเส้นนั้น​จะมัดผูกไปหรือจะต้มแกงให้สุกก่อนจึงจะเอาไปเซ่น โป๊ยก่ายพูดว่าพี่เห้งเจียแก่จะทำพูดเล่นไป ซึ่งจะทำไปอย่างนั้น ข้าพเจ้าเป็นไม่ยอมไปเป็นแน่
   ตาเฒ่าทั้งสองพูดว่า ข้าพเจ้าไม่กล้าทำอย่างนั้นดอก จะต้องเอาถาดล่องชาติสองถาดให้ท่านนั่งกลางถาดแล้วให้หามไป เห้งเจียพูดว่าถ้าดังนั้นเป็นความดีจริง กระนั้นเอาถาดมาจะขอดูให้เห็นว่าเป็นอย่างไร เฒ่าทั้งสองก็เข้าไปยกถาดออกมาวางไว้ เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ขึ้นนั่งบนถาดคนละถาด เรียกคนมาสี่คนให้ลองยกดู สี่คนก็ยกเดินไปมาสองสามเที่ยวแล้วยกกลับมาวางไว้อย่างเดิม เห้งเจียบอกโป๊ยก่ายว่า เราไม่ต้องเดินไปนั่งให้ยกอย่างนี้ดูมีเกียรติยศขึ้นมาก โป๊ยก่ายว่ายกไปยกมาจนสว่าง ข้าพเจ้าก็ไม่ต้องวิตก เขาจะเอาไปเซ่นที่ศาลให้มันกินจะร้ายมาก เห้งเจียว่าแม้มากินเราก่อน น้องจงรีบหนีให้พ้น
   โป๊ยก่ายว่าถ้ากินชายก่อนก็ดีนะซิ หากว่ามันจะกินหญิงก่อนจะทำอย่างไรเล่า สองเฒ่าพูดว่า ตามเคยทุก ๆ ปีมาก็กินชายก่อน มีคนเขาได้แอบดูก็เห็นอย่างนั้น โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นก็ดีใจ แล้วพูดว่าถ้าเป็นดังนั้นก็เหมือนเราได้เกิดใหม่ กำลังสนทนากันอยู่ ก็ได้ยินเสียงกลองและม้าฬ่อตีออกสนั่น พวกชาวบ้านหลายสิบคน เข้ามาเปิดประตูบ้านแล้วร้องให้เอาเด็กชายหญิงออกไป เฒ่าทั้งสองก็งกๆ งันๆ รีบเอาเด็กแปลงทั้งสองคนใส่ถาดให้คนหามออกไปส่ง
(บทที่ ๔๘)
 ฝ่ายพวกชาวบ้านแกจึง ครั้นตั๊นเท่งตั๊นเชงพี่น้องทั้งสองเอาเด็กชายหญิงออกมาส่งพวกเหล่านั้นก็รับเอาเด็กนั้นยกไป แลต่างคนต่างถือเครื่องเซ่นสุราและหมูเป็ดไก่กับสิ่งของต่าง ๆ ครั้นพร้อมกันก็โห่สามลาพากันเดินไปยังศาลเจ้า ครั้นถึงก็พากันเข้าไปในศาล เอาเด็กชายหญิงทั้งสองขึ้นวางข้างบน ของนอกนั้นก็วางเรียงกันเป็นลำดับลงมาที่กลางศาลข้างบน มีเป็นป้ายอุ้ยเขียนหนังสือตัวทอง คือศาลเจ้าเล่งก๊ำอ๋อง
   ฝ่ายพวกบ้านแกจึง ครั้นตั้งเครื่องเสร็จแล้ว ก็พากันจุดธูปเทียนขึ้น จึงมีคำบวงสรวงว่า ข้าพเจ้าหมู่บ้านแกจึง ได้พร้อมใจกันทำเครื่องเซ่นมาเซ่น แต่เจ้าของผู้เซ่นนั้น คือตั๊นเท่ง ตั๊นเชงพี่น้องทั้งสอง ได้เอาเด็กชายหญิงเป็นของเซ่นเอก นอกนั้นพวกข้าพเจ้าตามเคย ในปีนี้เดือนนี้ วันนี้เวลานี้ ขอเชิญท่านใต้อ๋องได้มารับเครื่องเซ่นของพวกข้าพเจ้าเหล่านี้เถิด และขอใต้อ๋องได้ปกครองพวกข้าพเจ้าให้ได้มีความสุขทุก ๆ คน และขอให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูทั้งพืชผลต้นข้าวให้งอกงามบริบูรณ์ ให้อิ่มเอิบทุก ๆ คนเถิด
   ครั้นเซ่นแล้วต่างคนก็พากันกลับไปบ้าน ฝ่ายโป๊ยก่ายเห็นคนกลับกันไปหมดแล้ว จึงพูดแก่เห้งเจียว่า เราพากันกลับบ้านเถิด เห้งเจียถามว่าบ้านตัวอยู่ที่ไหน โป๊ยก่ายตอบว่าไปที่บ้านเราพักนั้นอย่างไรละ เห้งเจียด่าว่าอ้ายสัตว์หมูพูดจาออกเลอะเทอะ ได้ตั้งใจยอมรับเป็นธุระเขาแล้ว ก็ต้องทำไปให้ตลอดจึงจะถูกต้อง โป๊ยก่าย​พูดว่าพี่เป็นสัตว์กลับมาว่าข้าเป็นสัตว์ ทำหลอก ๆ เขาเล่นเท่านั้น นี่จะทำเอาจริงจังด้วยเล่า เห้งเจียว่าเป็นคนจะต้องให้มีจริง รับปากเขาแล้วจะต้องคอยให้จนปีศาจมันมากินจึงจะชอบ มิฉะนั้นปีศาจมันก็จะไปลงโทษเอาเขา ก็จะเกิดไม่มีความสุข ในขณะที่เห้งเจียโป๊ยก่ายโต้ตอบกันอยู่ก็ได้ยินลมพายุใหญ่พัดมา ก็นึกรู้สึกว่าเห็นปีศาจมันจะมาแล้ว โป๊ยก่ายไม่สบายใจพูดว่าเห็นจะไม่ได้การ อ้ายตัวเปรตเห็นจะมาแล้ว เห้งเจียห้ามว่าอย่าพูดเสียงดัง ไว้รอพี่โต้ตอบเอง บัดเดี๋ยวใจปีศาจก็มาถึง รูปร่างดุจยักษ์ร้ายแยกเขี้ยวเข้ามายืนขวางประตูศาล ร้องถามว่าปีนี้ใครเป็นเจ้าของเซ่น
   เห้งเจียตอบว่า ตั๊นเท่ง ตั๊นเชงเป็นเจ้าของ ปีศาจได้ฟังดังนั้นมีความสงสัย นึกแต่ในใจว่าทุกปีไม่มีอย่างนี้ อ้ายเด็กทารกนี้ทำไมจึงมีความกล้าหาญ ก่อน ๆ มานั้นถามคำหนึ่งก็พูดไม่ได้ ถามอีกคำหนึ่งก็สิ้นสติ เอามือจับดูก็ดุจคนตายแล้ว วันนี้ทำไมเด็กพูดโต้ตอบไม่สะดุ้งหวาดวั่น ปีศาจเห็นดังนั้นก็ไม่อาจเข้าจับ จึงถามว่าเด็กชายหญิงชื่อเรียงเสียงไร เห้งเจียหัวเราะแล้วตอบว่าชายชื่อตั๊นกวนโป๊ หญิงชื่อเจ็กชิ้นกิม ปีศาจว่าวันนี้ก็ตามเคยมาทุกปีเราจะต้องกินเนื้อเจ้าทั้งสอง เห้งเจียว่าตามแต่ท่านจะประสงค์เถิด ข้าพเจ้าไม่กล้าขัดขวาง ปีศาจได้ยินดังนั้นก็ขยับเข้ามาร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง พูดว่ามึงอย่าทำปากกล้า ทุก ๆ ปีเราเคยกินเด็กชายก่อน ​ปีนี้เราจะกินเด็กหญิงก่อน พูดแล้วก็เข้าจับโป๊ยก่าย ๆ เห็นดังนั้นกระโดดถอยหนีแปลงกลับเป็นรูปเดิม ยกคราดเหล็กสับปีศาจ ๆ ก็ชักมือกลับกระโดดถอยออกนอกศาล โป๊ยก่ายก็ไล่ตามไป เห้งเจียเห็นดังนั้นก็กลับเป็นรูปเดิม ไล่ติดตามไปช่วยรบ ปีศาจก็เหาะหนีขึ้นบนอากาศ เห้งเจียโป๊ยก่ายก็ไล่ตามไป
   ปีศาจหามีอาวุธไม่ อยู่ในกลีบเมฆร้องถามว่าเฮ้ยอ้ายสองคนนี้อยู่แห่งหนตำบลใด ชื่อเรียงเสียงใด เหตุใดมึงจึงสามารถมาดูถูกกูถึงเพียงนี้
   เห้งเจียตอบว่าอ้ายปิศาจร้าย ทำไมมึงจึงไม่รู้จักกู เราคือสานุศิษย์พระถังซัมจั๋ง มีรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม เพราะมาอาศัยพักที่บ้านตั๊นเท่งตั๊นเชงจึงได้รู้ว่าเอ็งเป็นปีศาจยักษ์ร้าย ปลอมตั้งชื่อว่าเป็นเจ้าก๊ำอึงใต้อ๋อง ทุก ๆ ปีมาทวงเครื่องเซ่นกินเด็กทั้งชายและหญิงเป็น ๆ ไม่มีจิตเมตา เราทราบความมีความกรุณาจึงมาช่วยทุกข์ของทารกพวกชาวบ้าน จึงได้มาหวังจะจับตัวอ้ายปีศาจร้าย เอ็งจงเร่งสารภาพรับผิดโดยดี มึงอยู่ที่นี่ตั้งตัวมาหลายปีแล้ว กินเด็กชายหญิงมากน้อยเท่าใด เจ้าจงเร่งคิดคืนมาโดยเร็ว เราจะยกชีวิตไว้ให้เจ้า
   ปิศาจได้ฟังดังนั้นก็กระโดดหนี โป๊ยก่ายยกคราดสับก็ไม่ถูก ปีศาจก็รีบหนีดำลงในแม่น้ำทงทีฮ้อ เห้งเจียร้องห้ามว่าอย่าไล่มันไปเลย เห็นมันจะอยู่ในแม่น้ำนื้เป็นแน่ ไว้คิดอุบายจับมันจะดีกว่า โป๊ยก่ายก็เชื่อพากันกลับมายังศาล เก็บเครื่องเซ่นเหล่านั้นกลับมา​ยังบ้านตั๊นเท่ง ตั๊นเชง ในเวลานั้นพระถังซัมจั๋งกับซัวเจ๋งกำลังสนทนากันอยู่กับตั๊นเท่ง ตั๊นเชงพี่น้องทั้งสอง แลไปเห็นเห้งเจีย โป๊ยก่ายยกของเครื่องเซ่นนั้นกลับมา พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นจึงถามว่า การเซ่นนั้นเป็นประการใด เห้งเจียก็ชี้แจงเหตุการณ์ที่ได้เป็นนั้นให้ฟังทุกประการ
   ฝ่ายตั๊นเท่ง ตั๊นเชงพี่น้องได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก จึงยกที่นอนหมอนเสื่อออกมาจัดแจงให้อาจารย์กับศิษย์อาศัยนอน
   ฝ่ายปีศาจครั้นหนีรอดชีวิตไปได้แล้ว ลงในน้ำไปยังที่สำนักนั่งนิ่งไม่พูดจาว่ากะไร พวกบริวารน้ำเห็นดังนั้น ก็พากันมาถามว่า ใต้อ๋องเคยทุกปีไปรับเครื่องเซ่นแล้ว ถ้ากลับมาก็ย่อมรื่นเริงปีนี้เป็นประการใดกลับมาแล้วใต้อ๋องจึงมีความเศร้าหมองดังนี้เล่า ปีศาจใต้อ๋องตอบว่า ทุกๆ ปีได้เคยรับเครื่องเส้นและยังได้นำมาฝากพวกเจ้ากินเป็นที่รื่นเริงสนุกสนาน ปีนี้ตัวเราก็มิได้เครื่องเซ่น และสิ่งของต่างๆ ก็มิได้เอามา เพราะบังเอิญไปพบอ้ายคนร้ายต่อสู้แก่เรา เดชบุญรอดชีวิตมาได้ พวกบริวารได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า อ้ายคนร้ายนั้นคือใครที่ไหน ปีศาจบอกว่า อ้ายคนร้ายนั้นคือเป็นสานุศิษย์ของพระถังซัมจั๋ง อยู่ ณ เมืองใต้ถังจะไปยังมัชฌิมประเทศ อาราธนาพระไตรปิฎกธรรม อ้ายคนทั้งสองนั้นมันแปลงเป็นเด็กทั้งชายหญิงเข้านั่งอยู่ในศาล มันเห็นเราไปถึงมันกลับเป็นรูปเดิมชักอาวุธออกจะเข้าทำร้ายเรา บังเอิญเราหนีรอดมาได้ เราเคยได้ยินเขาเล่าลือกันว่า พระถังซัมจั๋ง​เธอเป็นผู้บริสุทธิ์บวชมาสิบชาติแล้ว แม้ว่าผู้ใดได้กินเนื้อเธอก้อนหนึ่ง อายุของผู้นั้นจะยืนนานไม่นับได้ บังเอิญสานุศิษย์ของเธอมาทำลายชื่อเสียงเราเสียได้ เรามีความอัปยศอดสูยิ่งนัก เราคิดจะใคร่จับตัวถังซัมจั๋งให้จงได้ แต่กีดด้วยศิษย์ของเธอมีฤทธิ์เข้มแข็งนักจะจับมิได้โดยง่าย
 ในเวลาที่ปีศาจพูดอยู่นั้น ในหมู่บริวารปลาตัวหนึ่งผุดลุกออกมา คือแม่ปลากระบอกตัวหนึ่งหัวเราะพูดว่า ใต้อ๋องจะใคร่จับพระถังซัมจั๋งนั้นจะยากอะไร แต่ไม่ทราบว่าถ้าจับตัวเธอได้แล้วจะมีบำเหน็จรางวัลประการใด ปิศาจได้ฟังบริวารพูดดังนั้นจึงพูดว่า ถ้าแม้นจับตัวถังซัมจั๋งได้แน่ดังนั้น ข้าพเจ้ากับนางจะปฏิญาณเป็นพี่น้องกัน รับซึ่งความสุขสำราญด้วยกันทุกวันไป แม่ปลากระบอกได้ฟังดังนั้นก็กระทำความขอบคุณแล้วถามว่า ข้าพเจ้าได้ทราบว่าใต้อ๋องมีฤทธาอานุภาพอาจสามารถจะเรียกลมเรียกฝน แลทำคลื่นละลอกให้ไหวไปทั้งมหาสมุทรได้ ไม่ทราบว่าใต้อ๋องจะทำให้เป็นหมอกและน้ำค้างได้หรือไม่ ปีศาจใต้อ๋องตอบว่า หมอกและน้ำค้างนั้นข้าพเจ้าสามารถทำได้ดังประสงค์ แม่ปลากระบอกได้ฟังนั้นนั้นก็ตบมือหัวเราะว่า ถ้ากระนั้นก็เป็นการง่ายที่สุด ปีศาจจึงให้นางปลากระบอกชี้แจงความคิดให้ฟัง คือว่าอุบายของนางปลากระบอกนั้นจะทำประการใด
   นางปลากระบอกชี้แจงว่า คือวันนี้เข้ายามสามใต้อ๋องจงบันดาลให้มีลมพัดหนาวจัด แลทำให้หมอกลงกลุ้มมืดในลำแม่น้ำทงทีฮ้อ​น้ำแข็งตลอดทั้งลำแม่น้ำ ข้าพเจ้าจะแปลงไปให้หลายคนเดินไปบนหลังน้ำ หาบบ้างคอนบ้างทำเดินไปมาว่าเป็นทีธุระ ฝ่ายพระถังซัมจั๋งเมื่อได้เห็นดังนั้น โดยที่ตั้งใจคิดจะไปไซทีก็จะลงเดินมา เราคอยรอให้พอถึงกลางแม่น้ำ ใต้อ๋องจงทำน้ำนั้นให้คืนเหลวไปอย่างเดิม ถังซัมจั๋งกับศิษย์ก็จะจมน้ำ เวลานั้นก็จะจับเอาตามสบาย
   ปีศาจครั้นได้ฟังนางปลาชี้แจงดังนั้น ก็มีความยินดีเห็นว่าคงจะสมคิด จึงพูดว่าคิดอุบายอย่างนี้ดีที่สุดหาที่เปรียบมิได้ ปีศาจพูดสรรเสริญนางปลาฉะนั้นแล้ว เวลาก็จวนสามยามจึงออกจากที่สำนักแหวกน้ำขึ้นมาหลังน้ำ บันดาลให้เป็นลมหมอกหนาวกล้ามืดไปทั้งลำแม่น้ำ ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับพวกศิษย์ทั้งสาม พักอาศัยนอนอยู่ที่บ้านตั๊นเท่ง ตั๊นเชง ในคืนวันนั้นจวนจะแจ้งก็เกิดความหนาวสั่นทุกคน โป๊ยก่ายถามว่าพี่หนาวหรือเปล่า เห้งเจียตวาดว่าเป็นคนอยู่ในทางศีลทานหนาวหน่อยร้อนหน่อยก็วุ่นวายทำไม กลัวอะไรกับหนาวอย่างนี้เล่า พระถังซัมจั๋งพูดว่าดูคืนวันนี้หนาวมากสักหน่อย อาจารย์กับศิษย์ก็พากันนอนไม่หลับ ต่างผุดลุกขึ้นหาผ้าห่ม เปิดประตูมองไปข้างนอก แลเห็นท้องฟ้ามีหมอกลงออกกลุ้มมืดมัวแลไม่เห็นอะไร
   เห้งเจียว่าเห็นจะเป็นปีศาจร้ายสำแดงฤทธิ์คิดจะทำเราดอกกระมัง ดูน้ำค้างตกลงมาขาวราวกับเพชร อาจารย์สานุศิษย์นั่งพิศดูประมาณครู่ใหญ่ ในบ้านตั๊นเท่งเปิดประตูเอาน้ำร้อนออกมาถวายพระถังซัมจั๋งให้ล้างหน้าและสานุศิษย์ก็พากันล้างหน้า พวกคนใช้ก็ยกน้ำชาออกมา​ถวายพระถังซัมจั๋งและยกอั้งโล่ถ่านไฟมาให้ผิง อาจารย์กับศิษย์ก็นั่งล้อมผิงไฟแก้หนาว พระถังซัมจั๋งถามตาเฒ่าตั๊นเท่งว่าที่ตำบลนี้มีเป็นฤดูหรือเปล่า ตั๊นเท่งตอบว่าอันการอื่นก็ผิดบ้างแต่ฤดูสี่นั้นก็ไม่ผิดแก่เมืองบน
   พระถังซัมจั๋งพูดว่าถ้าฤดูเหมือนกัน ทำไมฤดูนี้ก็มิใช่ฤดูหนาวทำไมจึงมีน้ำค้างและหมอกลงออกขาวมืดมัวไปฉะนี้ แลเกิดความหนาวจัดดุจฤดูหนาวจะมิผิดฤดูหรือ ตั๊นเท่งพูดว่าอันที่จริงฤดูหนาวเดือนสิบสองจึงจะมี แต่ที่ตำบลนี้เดือนสิบก็มีหนาวราย ๆ หมอกน้ำค้างก็มีบ้างแล้ว พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าผิดกับเมืองอาตมภาพ เมืองบนนั้นต่อเดือนสิบสองจึงจะมีหมอกแลน้ำค้าง พระถังซัมจั๋งพูดอยู่กับตั๊นเท่ง คนใช้ในบ้านออกมานิมนต์ฉันข้าวต้ม พระถังซัมจั๋งก็มานั่งรับประเคน ครั้นฉันแล้วศิษย์ทั้งสามก็ฉันก็พอเวลาสว่างดี หมอกน้ำค้างก็ยิ่งมาก บัดเดี๋ยวน้ำค้างที่แผ่นดินสูงขึ้นเป็นศอกเศษ พระถังซัมจั๋งแลไปเห็นน้ำค้างดังนั้นก็ให้เศร้าหมองในใจ เกิดทุกข์โทมนัสน้ำตาไหลออกอาบหน้า
   ตาเฒ่าตั๊นเท่งเห็นดังนั้นพูดว่า ท่านอาจารย์อย่าได้เศร้าหมองเลย บ้านข้าพเจ้าเข้าปลาบริบูรณ์จะเลี้ยงท่านมิให้อดอยากได้ จะกินสักสิบปีก็ไม่หมดท่านอย่าได้วิตกเลย พระถังซัมจั๋งพูดว่าท่านตายังไม่ทราบในความทุกข์ของอาตมภาพ เมื่อปีจะออกจากเมืองพระถังไทจง​ฮ่องเต้ได้เสด็จตามส่งถึงนอกเมืองได้ตรัสถามอาตมภาพว่าสักกี่ปีจึงจะได้กลับเมือง อาตมได้ทูลว่าสักสองสามปีจึงจะได้กลับมา บัดนี้ก็ได้เจ็ดแปดปีแล้ว ก็ยังมิได้เห็นพระพักตร์พระพุทธเจ้าว่าจะเป็นประการใด วิตกจะไม่สมพระราชประสงค์ เพราะฉะนั้นจึงมีความวิตกทุกข์ร้อน มาถึงนี่ได้อาศัยท่านตาก็ขอบคุณท่านเป็นที่สุด เห้งเจียโป๊ยก่ายได้ช่วยท่านตา ก็ปราถนาจะใคร่พึ่งเรือที่จะได้ข้ามไป มาบัดนี้ก็บังเอิญเกิดหมอกน้ำค้างลงออกมากมายผิดประหลาดดังนี้ จนมืดมัวท้องฟ้าแลไม่เห็นอะไร อันธุระของอาตมภาพไม่ทราบว่าเมื่อไรจะสำเร็จที่จะได้กลับบ้านเมืองเดิม
   ตั๊นเท่งได้ฟังพระถังซัมจั๋งพูดดังนั้น จึงพูดว่าท่านอาจารย์อย่าวิตกเลยจงวางใจเถิดจงพักอยู่ที่นี่ก่อน ไม่กี่วันรอท้องฟ้าบริสุทธิ์สว่างแล้วพวกข้าพเจ้าทั้งหลายจะพร้อมกันช่วยจัดเรือข้ามส่งท่านไป ตั๊นเท่งกำลังพูดอยู่กับพระถังซัมจั๋ง ก็เห็นคนใช้ออกมานิมนต์พระถังซัมจั๋งฉันเพล พระถังซัมจั๋งรับประเคนแล้ว พิจารณาดูเครื่องขบฉันเหล่านั้นล้วนแต่ของโอชารสต้องเปลืองต้องเสียทรัพย์มาก คิดขึ้นมาก็ไม่สบายใจโดยเหตุที่ตนได้มาอาศัยพึ่งบุญเจ้าภาพอยู่นั้น ไม่รู้ที่จะเอาอะไรตอบแทน ครั้นพระถังซัมจั๋งฉันแล้ว ตาเฒ่าทั้งสองพี่น้องจึงใช้ให้คนปัดกวาดที่ในสวนดอกไม้ แล้วนิมนต์พระถังซัมจั๋งไปเที่ยวเล่นเพื่อจะให้แก้รำคาญ
   พระถังซัมจั๋งรับนิมนต์ออกไปพิจารณาดูที่สวนดอกไม้นั้นแล้ว เวลาก็จวนค่ำ ตั๊นเท่งจึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งกลับบ้าน ตั๊นเชงก็ให้คนใช้​ยกน้ำชามาถวาย พระถังซัมจั๋งกำลังฉันน้ำชา ได้ยินคนเดินทางพูดกันว่า ฟ้าหนาวน้ำลำแม่น้ำทงทีฮ้อแข็งไปตลอดทั้งแม่น้ำ พระถังซัมจั๋งได้ยินคนพูดดังนั้น จึงถามเห้งเจียว่า น้ำแข็งไปดังนี้จะทำอย่างไร ตั้นเท่งพูดว่า เห็นจะหนาวจัดน้ำแข็งข้างๆ ริมฝั่งดอกกระมัง คนพูดว่าน้ำแข็งตลอดลำแม่น้ำแม่น้ำดุจกระจก บนหลังน้ำมีคนเดินไปมาได้ พระถังซัมจั๋งได้ยินคนพูดว่าเดินไปมาได้ ก็อยากจะเดินออกไปดู ตั๊นเท่งพูดว่าท่านอาจารย์อย่ารีบร้อนเลย วันนี้ก็เวลาค่ำแล้ว รอพรุ่งนี้จึงค่อยไปดูเถิด พระถังซัมจั๋งก็งดมิได้ไปพอค่ำก็พากันพักนอน พอรุ่งแจ้งฉันแล้ว พระถังซัมจั๋งเห้งเจียก็จัดแจงม้าจะได้ข้ามน้ำไป ตั๊นเท่ง ตั๊นเชงพูดว่า ขอพระอาจารย์รอก่อนไว้น้ำคืนเหลวแล้ว พวกข้าพเจ้าจะเอาเรือข้ามส่งดีกว่า ซัวเจ๋งพูดว่า ควรไปได้จะต้องรีบไป ข้าพเจ้าจัดผูกม้าแล้ว นิมนต์พระอาจารย์ขึ้นม้าไปเถิด
   ตั๊นเท่งได้ฟังซัวเจ๋งพูดดังนั้น จึงพูดว่าเห็นจะถูก จึงเรียกพวกคนใช้ให้จัดผูกม้าหกม้า ครั้นแล้วก็พร้อมกันขึ้นม้าเดินไปริมฝั่งพิเคราะห์ดู ก็เห็นคนเดินไปมาบนหลังน้ำได้ พระถังซัมจั๋งจึงถามตั๊นเท่งว่า คนที่เดินนั้นอยู่ที่ไหนไปข้างไหนมา ตั๊นเท่งบอกว่าคนทิศตะวันตกไปมาค้าขาย สิ่งของที่บ้านตำบลนี้ราคาร้อยสลึง ไปเมืองนั้นได้ราคาหมื่นสลึงลงทุนน้อยแต่มีกำไรมาก เพราะฉะนั้นคนจึงไม่คิดถึงความตาย อุตส่าห์พากันไปมาไม่คิดกลัว ทุกปีบางบ้านสี่ห้าคนลงเรือลำหนึ่ง บางลำก็สิบคนแล่นข้ามไปค้าขาย บัดนี้​เห็นน้ำแข็งเดินได้จึงพากันเดินข้ามไปมา
   พระถังซัมจั๋งพูดว่า ฆราวาสเขาเห็นด้วยลาภผลสู้อุตสาหะไม่คิดกลัวความตาย อาตมภาพรับรับสั่งเพราะด้วยความกตัญญูต่อเจ้าดังนี้ จะมิผิดกว่าฆราวาสหรือ พูดดังนั้นแล้วก็เรียกเห้งเจียให้กลับไปบ้านตั๊นเท่ง จัดแจงรวบรวมเก็บสิ่งของจะได้ทันข้ามน้ำแข็งนี้ไป เห้งเจียรับคำสั่งแล้วก็หัวเราะ ซัวเจ๋งเห็นดังนั้นจึงพูดว่าโบราณย่อมว่า พันวันก็กินข้าวสิ้นพันถัง บัดนี้มาอาศัยที่บ้านท่านตาทั้งสอง จะพักคอยอีกสักสองสามเวลาให้ท้องฟ้าแจ่มแจ้งแล้วและน้ำกลับคืนเหลวแล้ว จึงค่อยหารือกันข้ามไปจะมิดีหรือ ถ้ารีบร้อนนักเห็นจะไม่เป็นการ วิตกเกรงจะมีความขัดข้องจะได้ความเดือดร้อน พระถังซัมจั๋งพูดว่า ซัวเจ๋งช่างโง่เสียจริง ๆ เวลาตามเวลากาลน้ำแข็งข้ามไป จะมานั่งคอยให้น้ำแปรจึงจะข้าม จะมิพาชักช้าวันคืนไปหรือ
   โป๊ยก่ายว่าท่านทั้งหลายอย่าเถียงกันเลย ข้าพเจ้าจะลองดูก่อน แม้ว่าไปได้จึงค่อยพากันไป โป๊ยก่ายก็ลงจากหลังม้าเดินมาริมฝั่งยกคราดขึ้นสับลงไปเต็มกำลังทีหนึ่ง คราดสะท้อนเจ็บมือ โป๊ยก่ายหัวเราะพูดว่าไปได้ไปได้ ข้างล่างก็แข็งตลอดลงไป พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็มีความยินดีที่สุดจึงพากันกลับมาบ้านตั๊นเท่ง ให้สานุศิษย์จัดสิ่งของเดินทาง
   ฝ่ายตั๊นเท่ง ตั๊นเชงพี่น้องอ้อนวอนสักเท่าใดก็ไม่เชื่อ พี่น้องก็รีบหาสิ่งของเสบียงอาหารให้ไปตามทาง ตั๊นเท่งตั๊นเชงจึงเอาทอง​คำใส่ถาดยกออกมาตั้งขอบคุณ พระถังซัมจั๋งบอกคืนไม่รับพี่น้องก็อ้อนวอนเห้งเจียให้รับ เห้งเจียกลัวจะเสียใจจึงเอาสองนิ้วลงหยิบๆ ทีหนึ่งพอเป็นกิริยา ครั้นเสร็จแล้วพระถังซัมจั๋งก็ลาตั๊นเท่ง ตั๊นเชงพี่น้องแลคนในบ้านทุก ๆ คน เห้งเจียโป๊ยก่ายต่างก็ลาคนในบ้านตั๊นแกจึงทุก ๆ คน ในบ้านตั๊นเท่ง ตั๊นเชงไม่ว่าเล็กใหญ่ พากันออกมาเคารพส่งทุก ๆ คน พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ก็พากันออกเดินมาถึงริมฝั่งน้ำก้าวลงไปในน้ำแข็งลื่นยั้งไม่อยู่ ม้าก็พลาดพระถังซัมจั๋งก็พลัดตกจากหลังม้า ซัวเจ๋งพูดว่าเห็นจะเดินยาก โป๊ยก่ายบอกว่าให้ขอหญ้าฟางที่บ้านตั้นเท่งผูกห่อขาม้าเสียจึงจะเดินไม่ลื่น
   ตั๊นเท่ง ตั๊นเชงตามมาส่งถึงฝั่งน้ำ ได้ยินโป๊ยก่ายพูดดังนั้น ก็เรียกคนใช้ให้รีบไปแบกหญ้าฟางมาในทันใด โป๊ยก่ายก็เอาหญ้าฟางผูกห่อขาม้าแล้วนิมนต์อาจารย์ให้ขึ้นขี่ก็ลาออกจากฝั่งข้ามไป ตั้งแต่นั้นก็เดินเป็นปรกติ อาจารย์กับศิษย์ก็ตั้งหน้ามุ่งจะข้ามไปยังปราจิณทิศ ไม่มีความวิตกหวาดหวั่นระวังอะไรเลย แลไม่ได้หยุดพักเลยรีบเดินไปโดยด่วน จนตะวันจวนจะค่ำก็อาศัยแสงพระจันทร์และดาวเดินไป เห็นผิวน้ำแข็งวับแวมเป็นเงาทั่วตลอดไป รีบเดินไปคืนหนึ่งจนสว่าง หิวก็เอาข้าวตากเข้าตูมากินแล้ว ก็ตั้งหน้ารีบตรงไป
   เมื่อกำลังเดินไปนั้น ได้ยินเสียงลั่นอยู่ใต้น้ำ อาจารย์กับศิษย์พากันตกใจ เหตุด้วยปีศาจคอยอยู่หลายเวลาแล้ว พอได้ยินเสียงเท้าม้าเดินข้ามมา ปีศาจก็สำแดงฤทธิ์บันดาลให้น้ำเหลว กลับไป​อย่างเดิม เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เหาะขึ้นบนอากาศ พระถังซัมจั๋งกับม้าและโป๊ยก่าย ซัวเจ๋งก็พากันจมน้ำ ปีศาจร้ายก็มาจับพระถังซัมจั๋งเอาลงไปยังสำนัก ครั้นถึงก็เข้านั่งเก้าอี้เรียกว่านางน้องอยู่ที่ไหน นางปลากระบอกก็ออกมาคำนับ ปีศาจจึงพูดสรรเสริญว่า น้องพูดคำหนึ่ง แม้ว่าม้าฝีเท้าดีก็สู้ไม่ได้ เดิมเราได้สัญญาว่าถ้าจับถังซัมจั๋งได้ก็จะปฏิญาณเป็นพี่น้อง เวลานี้ก็จับได้แล้ว พูดดังนั้นแล้วก็เรียกบริวารให้ยกโต๊ะออกมาตั้ง และเอามีดที่คมดีมาจะผ่าอกเอาหัวใจพระสงฆ์ออกมาเรากับนางน้องจะได้กินเล่น เป็นที่สำราญรื่นเริง
   นางปลากระบอกได้ฟังดังนั้นจึงห้ามว่า ใต้อ๋องอย่าเพิ่งกินก่อน ยังวิตกด้วยพวกสานุศิษย์ของเธอมาตามก็จะเกิดวุ่นวายกันขึ้น ขอให้รอสักสองเวลา แม้ว่าศิษย์ของเธอไม่มาตามก็แล้วแต่ใต้อ๋องจะกินหรือจะทำประการใด ปีศาจเมื่อได้ฟังนางปลากระบอกทัดทานก็เชื่อฟัง จึงขังพระถังซัมจั๋งไว้ในที่ลับ แล้วเอาแผ่นศิลาใหญ่ทับปิดประตูไว้แน่นหนา
   ฝ่ายโป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง ว่ายน้ำเก็บสิ่งของวางบนหลังม้าแล้วก็พากันว่ายน้ำกลับมาเข้าฝั่งข้างทิศตะวันออก แลไปก็เห็นเห้งเจียอยู่บนอากาศ เห้งเจียถามว่าพระอาจารย์อยู่ที่ไหนจึงไม่เห็น โป๊ยก่ายตอบว่าพระอาจารย์เปลี่ยนชื่อแล้วเรียกว่าแซ่ตั๊นชื่อก้นเบ้า ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะไปค้นหาที่ไหนได้แล้ว ต้องกลับเข้าฝั่งจึงค่อยติดต่อไป บัดนี้ก็เข้ามาถึงฝั่งแล้วกลับไปยังบ้านแกจึง คนในบ้านแกจึงเดินไป​พบเข้า ก็วิ่งกลับมาบอกแก่ตั๊นเท่ง ตั๊นเชงทั้งสอง สองเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็รีบออกมารับแลเห็นเสื้อผ้าเข้าของเปียกน้ำหมดทั้งสิ้น สองเฒ่าถามว่าทำไมไม่เห็นท่านอาจารย์กลับมาเล่า ข้าพเจ้าได้อ้อนวอนห้ามสักเท่าใดก็ไม่ฟัง จึงได้มีเหตุเกิดขึ้นดังนี้
   โป๊ยก่ายพูดว่าต่อนี้ไปอย่าเรียกถังซัมจั๋งเลยเปลี่ยนชื่อให้เรียกว่า ตั๊นก้นเบ้าเถิด สองเฒ่าได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้คร่ำครวญว่าสงสารแก่ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าอ้อนวอนจะให้เอาเรือส่งก็ไม่ยอม ขืนจะรีบไปให้ได้จนมาถึงแก่ชีวิตอันตรายอย่างนี้ เห้งเจียพูดว่าท่านตาทั้งสองอย่ามีความโทมนัสเลย ข้าพเจ้าเชื่อว่าประกันได้ อาจารย์คงจะไม่ถึงแก่ความตาย ที่อ้ายปีศาจก๊ำอึงคงทำกลอุบายจับอาจารย์ไปเป็นแน่ ท่านตาอย่าวิตก ท่านตาจงโปรดเอาจีวรผ้าผ่อนกับหนังสือไปตากเสียให้แห้งและหาหญ้าเลี้ยงม้าไว้ด้วย ไว้ธุระข้าพเจ้าพี่น้องคิดอุบายแก้พระอาจารย์กลับคืนให้จงได้ ธรรมเนียมถางหญ้าต้องถอนรากจึงจะสิ้นความร้อนใจเพื่อภายหลังแลจะช่วยกำจัดอ้ายปีศาจนี้ด้วย ถ้ามิดังนั้นพวกชาวบ้านแกจึงก็จะไม่เปนสุข
   ตั๊นเท่ง ตั๊นเชงได้ฟังดังนั้น ก็มีความยินดีที่สุด จึงให้คนยกข้าวมาเลี้ยง เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พร้อมกันกินเข้า ครั้นกินเสร็จแล้ว ต่างก็เตรียมอาวุธออกจากบ้านไปยังกลางน้ำค้นหาอาจารย์
(บทที่ ๔๙)
   เห้งเจียถามว่าน้องทั้งสองใครจะเป็นคนเข้าใจ ก็ลงน้ำไปเที่ยวสืบดูสักคนหนึ่งก่อน แม้ว่าทราบเหตุการณ์แล้วจึงค่อยคิดแก้ไขต่อทีหลัง​โป๊ยก่ายพูดว่า พี่มีฝีมือยิ่งกว่าข้าพเจ้าทั้งสอง พี่จงลงน้ำไปก่อนจึงจะดี เห้งเจียพูดว่าพี่ไม่ปิดบังอะไรแก่น้องทั้งสอง แม้ว่าอยู่บนบกและในเขาในป่า มีปีศาจยักษ์ร้ายสักเท่าใด ๆ พี่ก็มิต้องให้น้องออกแรง แต่ในน้ำนี้พี่หาสู้จะถนัดไม่ พี่ทราบว่าน้องทั้งสองถนัดทางน้ำมาก เพราะฉะนั้นขอให้น้องลงไปก่อน
   ซัวเจ๋งพูดว่า พวกข้าพเจ้าถนัดทางน้ำก็จริง แต่ไม่ทราบว่าใต้น้ำจะร้ายดีประการใด สู้เราพร้อมกันลงไปไม่ได้ พี่จงแปลงเป็นกิริยาต่าง ๆ ขี่หลังข้าพเจ้าลงไปเที่ยวค้นหาที่สำนักปีศาจว่ามันจะอยู่ที่ใด พี่จะได้สืบอาจารย์ แม้ได้ทราบแล้วเราจะได้คิดอ่านแก้ไขไปตามการ ข้าพเจ้าคิดเห็นดังนี้จะดีหรือไม่ดี
   เห้งเจียว่าน้องคิดดังนี้ชอบแล้ว เห้งเจียจึงถามว่าใครจะให้ใครขี่ไป โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นก็นึกยินดีแต่ในใจว่าอ้ายลูกลิงมันแกล้งเราหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้เราจะเล่นแกล้งมันบ้าง คิดดังนั้นแล้วก็หัวเราะพูดว่า ข้าพเจ้าจะยอมให้พี่ขี่ไปเอง เห้งเจียก็นึกรู้ในวิธีของโป๊ยก่าย จำเราจะซ้อนกลให้มันเข็ดมือ คิดดังนั้นแล้ว ก็ขึ้นหลังโป๊ยก่ายขี่ไป ซัวเจ๋งเดินก่อนค่อยแหวกน้ำนำหน้า พร้อมกันทั้งสามแทรกน้ำลงเดินไป ครั้นไปประมาณสักพันโยชย์ โป๊ยก่ายคิดแกล้งเห้งเจีย ๆ ก็นึกรู้จึงถอนขนออกเส้นหนึ่งเป่าแปลงรูปปลอมเกาะหลังโป๊ยก่าย ตัวเห้งเจียนั้นแปลงเป็นหมัด เกาะแน่นอยู่ที่ใบหูโป๊ยก่าย ๆ ก็หารู้สึกไม่ ครั้นกำลังเดินโป๊ยก่ายเห็นได้ทีก็ทำท่าเซซังจะล้ม จะใคร่​ฟาดเห้งเจียลงกับโคลน
   ครั้นโป๊ยก่ายล้มฟาดลงรูปนั้นก็สูญหายไป ซัวเจ๋งเห็นดังนั้นจึงถามโป๊ยก่ายว่า ทำไมพี่ทำดังนั้นเล่า กำลังเดินทางมาดี ๆ พี่เอาพี่เห้งเจียหกล้มฟาดหายไปไหนไม่เห็น โป๊ยก่ายพูดว่า อ้ายชาติลิงมันยึดไม่แน่นพลาดลงมันแปรไปข้างไหนไม่รู้มัน เราไปค้นหาอาจารย์เถิด จะไปเป็นธุระถึงมันทำไม ซัวเจ๋งว่าจะไม่ชอบกล ดอกกระมัง ต้องให้กลับมาก่อนจึงจะได้ แม้เธอไม่ชำนาญในทางน้ำก็จริง แต่ความฉลาดเฉลียวยิ่งกว่าเรา แม้มิได้เธอกลับมาข้าก็ไม่ไปด้วย เห้งเจียจับอยู่ที่ใบหูโป๊ยก่าย ได้ฟังดังนั้นก็อดอยู่ไม่ได้ จึงร้องบอกว่าซัวเจ๋งพี่อยู่นี่ ซัวเจ๋งได้ยินดังนั้นสิหัวเราะแล้วพูดว่าตายและวะ ทำไมจึงเล่นแกล้งกันอย่างนี้ ก็เมื่อจะทำเธอ ๆ รู้เท่าแล้ว เธอจะแกล้งต่อไปอย่างไรก็ไม่สู้ โป๊ยก่ายตกใจคุกเข่าลงกับโคลนเอาศรีษะโขกลงกับโคลนแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าขอโทษพี่สักครั้งหนึ่งเถิด ข้าพเจ้าไม่กล้าเล่นแกล้งอีกต่อไปแล้ว ขอพี่จงกลับมาแปลงอย่างเดิมเถิด ข้าพเจ้าจะให้ขี่ต่อไปไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว ไว้ไปหาอาจารย์พบแล้วขึ้นบกข้าพเจ้าจะขอขมาพี่
   เห้งเจียพูดว่าเจ้าเดินไปเถิด ข้าจะไม่แกล้งเจ้าดอกอย่าวิตกเลย จงรีบเดินไปโดยเร็ว โป๊ยก่ายก็ตั้งใจเดิน ครั้นมาประมาณอีกสักพันโยชน์ แลไปข้างในเห็นมีห้องหอใหญ่กว้าง ที่น่าประตูมีหนังสือ​ยี่ห้อสี่ตัวคือ (จุ๊ยง้วนจือเต๋ย) ซัวเจ๋งพูดว่าที่นี้เห็นจะเป็นที่ปีศาจอยู่ เราทั้งสองเข้าไปยังประตู ท้าให้มันออกรบกับเราเห็นจะดี เห้งเจียถามว่าข้างประตูนั้นมีน้ำหรือเปล่า ซัวเจ๋งบอกว่าไม่มี เห้งเจียว่าถ้าไม่มีน้ำเจ้าทั้งสองจงแอบอยู่ซ้ายขวาข้างประตู ตัวพี่จะเข้าไปค้นหาอาจารย์ พูดดังนั้นแล้วเห้งเจียก็ผละออกจากหูโป๊ยก่าย แปลงเป็นนางกุ้งตัวหนึ่งค่อยคลานเข้าไปในประตูพิจารณาดู แลไปข้างบนก็เห็นปีศาจนั่งอยู่ท่ามกลางสองข้างพวกบริวารน้ำ ยืนเฝ้าเรียงกันเป็นลำดับลงมา ได้ยินปิศาจกับนางปลากระบอกกำลังพูดกันเรื่องจะกินเนื้อถังซัมจั๋ง
   เห้งเจียเหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่เห็นอาจารย์ แลไปข้างทิศปราจิณก็เห็นยายเฒ่ากุ้งก้ามกรามเดินออกมา เห้งเจียก็คลานแอบข้างยายเฒ่ากุ้งถามว่า แม่ ๆ ได้ยินใต้อ๋องจะกินเนื้อถังซัมจั๋งอยู่ที่ไหนจึงไม่เห็นเล่า ยายเฒ่ากุ้งบอกว่า ใต้อ๋องทำน้ำค้างหมอกให้น้ำแข็ง ถังซัมจั๋งเดินมาใต้อ๋องบันดาลให้น้ำเหลว ถังซัมจั๋งจมน้ำจึงจับได้ บัดนี้ขังอยู่หลังหอมีศิลาแผ่นใหญ่ปิดไว้แน่นหนา เห้งเจียเมื่อได้ทราบความชัดเจนแล้ว ก็หลีกแอบไปข้างหลังหอ เหลียวซ้าย แล ขวาหาอาจารย์ แลไปก็เห็นมีห้องหนึ่งทำแน่นหนาคล้าย ๆ โลงใส่ผี ข้างบนมีแผ่นศิลาทับซ้อน เห้งเจียเห็นดังนั้นก็คิดว่า เห็นจะอยู่ในที่นี้เป็นแน่ จึงคลานแอบเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น เห้งเจียแอบเงี่ยหูฟังก็ได้ยินเสียงคร่ำครวญว่า เมื่อแรกเกิดจากท้องมารดา​ก็ลอยน้ำก็ได้รอดชีวิตมาได้ บัดนี้จะไปนมัการพระพุทธเจ้า ก็บังเอิญจมลงในน้ำที่ตายอย่างนี้ ไม่รู้ว่าเกิดมาจะผิดวันเวลาอย่างไร จึงได้ต้องในที่ทุกข์ภัยอย่างนี้ ไม่รู้ว่าสานุศิษย์จะมาตามหรือเปล่า และจะได้พระคัมภีร์กลับบ้านหรือ หรือจะมาสิ้นชีวิตแต่เพียงเท่านี้ก็ไม่รู้ พูดรำพันไปแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปไม่หยุด
   เห้งเจียครั้นได้ฟังเสียงจำได้แน่ว่าพระอาจารย์ ก็อดไม่ได้จึงร้องเรียกว่า พระอาจารย์อย่าแค้นเคืองถึงภัยแห่งน้ำไปทำไม ในคัมภีร์ย่อมว่า ดินคือแม่ธาตุทั้งหลาย น้ำคือรากเหง้าของทั้งห้า ไม่มีดินก็เกิดไม่ได้ ไม่มีน้ำก็เติบโตไม่ได้ ข้าพเจ้าเห้งเจียมาแล้ว พระถังซัมจั๋งได้ยินก็ร้องบอกว่า ท่านจงช่วยเราด้วย เห้งเจียว่าท่านอาจารย์จงวางใจเถิด ไว้ข้าพเจ้าจะกำจัดปีศาจร้ายเสียได้แล้วจึงจะกลับมาแก้อาจารย์ออกให้พ้นภัย พระถังซัมจั๋งร้องบอกว่าเห้งเจียรีบลงมือเถิด เห้งเจียก็หันกลับออกจากสำนักปีศาจแล้ว จึงแปลงกายกลับเป็นรูปเดิม ร้องเรียกซัวเจ๋ง โป๊ยก่ายบอกว่าเหมือนอย่างพี่พูด ปีศาจทำอุบายจับอาจารย์ขังไว้ ในที่ลับ เราเข้าไปหาได้พบแล้ว เจ้าทั้งสองจงรบล่อมันให้ขึ้นพ้นน้ำ พี่จะคอยที่ริมฝั่งแม่น้ำ แม้น มันขึ้นมาพี่จะคอยตีจับมันให้จงได้ จะได้แก้เอาอาจารย์ออกจึงจะได้ หรือเจ้าทั้งสองพอจะจับได้ก็ให้จับ ถ้าจับไม่ได้ก็ให้ล่อขึ้นมา เห้งเจียพูดดังนั้นแล้วก็ร่ายคาถาแทรกน้ำขึ้นมาคอยอยู่ยังริมฝั่งแม่น้ำ
   ฝ่ายโป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง ก็มายังประตูสำนักปีศาจ ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายปีศาจโว๊ย มึงจงรีบส่งอาจารย์ของกูออกมาโดยเร็ว ฝ่ายพวกบริวารของปีศาจ เมื่อได้ยินดังนั้นก็วิ่งเข้าไปบอกนายว่า ใต้อ๋องมีคนมาร้องท้าทายทวงอาจารย์ของเขาอยู่นอกประตู ปีศาจได้ฟังบริวารบอก ก็รู้ว่าพวกศิษย์ของถังซัมจั๋ง จึงเรียกเอาเกราะมาสวมใส่ตัวแล้วมือก็ถือลูกตุ้มทองแดง เดินออกมาร้องถามว่าอ้ายสองคนนี้มึงอยู่ที่ไหน จึงบังอาจมาร้องท้าทายยังหน้าประตูกูฉะนี้ เองไม่กลัวความตายดอกหรือ โป๊ยก่ายตวาดว่าอ้ายปีศาจที่กูตีผิดไปหนีมาได้รอดตายแล้ว ยังกลับมาทำร้ายอีก เมื่อคืนก่อนมึงไปตีฝีปากกับกูที่ศาลมึงจำไม่ได้หรือ ตัวกูคือสานุศิษย์ของพระถังซัมจั๋ง จะไปอาราธนาพระธรรม ณ ประเทศไซที มึงหลอกลวงชาวบ้านตั้งตัวเป็นเจ้าก๊ำอึงอะไรที่ไหน ตั้งคอยกินเด็กชายหญิง กูแปลงเป็นเด็กแทนให้ลูกหญิงของตั๊นเชง มึงตรงมาจะกินกูก่อน แล้วมึงถูกคราดเหล็กเข้าวิ่งหนีหายไป มึงยังจะทำเป็นจำไม่ได้หรือ
   ปิศาจได้ฟังแล้วพูดว่า มึงอ้ายถูกศิษย์วัดมาปลอมเป็นเด็กหญิง โทษของมึงยังไม่รู้สิ้น กูยังไม่ทันจะกินมึง ๆ เอาคราดสับกูถูกมือ ๆ กูยังไม่หายเจ็บ มึงยังบังอาจมาจนถึงที่อยู่แห่งกูอีก มึงจะว่ากระไรหรือ โป๊ยก่ายว่ามึงกลัวกูแล้ว เหตุใดมึงทำน้ำหมอกให้มืดมัวและให้น้ำแข็งทั้งแม่น้ำ จึงจะคิดฆ่าอาจารย์ของกูเสีย มึงจงรีบส่งอาจารย์ออกมาเสียโดยเร็ว สารพัดโทษจะยกให้ไม่ฆ่าฟัน แม้ขัดขืนต่อสู้​ก็จะประหารชีวิตเสียเดี๋ยวนี้ ปีศาจพูดว่าเราจับอาจารย์ของเจ้ามาไว้ก็จริงอยู่แล้ว แด่เจ้าทั้งสองจงมาลองฝีมือดูสักสองสามเพลงก่อน แม้ว่าเจ้าชนะเรา ๆ จึงจะคืนอาจารย์ให้ ถ้าเจ้าแพ้เรา ๆ จะจับมาทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ จะผ่าอกออกกินเล่นเป็นภักษาหาร โป๊ยก่ายด่าว่าอ้ายลูกกลับกลาย มึงพูดดังนี้แล้ว มึงจงคอยระวัง กูจะฟันมึงด้วยคราด
   ว่าแล้วโป๊ยก่ายก็ยกคราดขึ้นฟันลงเต็มกำลัง ปีศาจยกลูกตุ้มขึ้นรับป้องปัดต่อสู้กันไปมา ซัวเจ๋งก็ชักกระบองตรงเข้าระดมช่วยโป๊ยก่าย คนทั้งสามรบกันโดยความสามารถ ต่างคิดจะเอาชัยชนะต่างมีกำลังเข้มแข็ง รบกันไปได้ประมาณสักสามชั่วโมงยังไม่แพ้ไม่ชนะกัน โป๊ยก่ายเห็นจะเอาชัยชนะปีศาจไม่ได้แล้ว ก็ให้หน้าซัวเจ๋งให้ล่าถอย โป๊ยก่ายซัวเจ๋งรบพลางหนีพลางล่อปีศาจให้ไล่ ปีศาจก็รุกไล่ขึ้นมาบนหลังน้ำ ฝ่ายเห้งเจียยืนอยู่ริมฝั่งคอยเขม่นแลดู เห็นคลื่นละลอกเลื่อนลั่นหวั่นไหวมาริมฝั่ง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งถึงฝั่งก็ขึ้นฝั่ง ปีศาจก็ไล่ติดตามมา เห้งเจียเห็นได้ทียกกระบองตรงมาร้องตวาดว่า อ้ายปีศาจมึงจงดูกระบองกายสิทธิ์ ปีศาจหันหน้ารับไม่อยู่ ก็โจนลงน้ำดำหนีไป เห้งเจียก็ไม่ไล่ตาม จึงกลับขึ้นบนบกพูดแก่โป๊ยก่าย
   ซัวเจ๋งว่า อ้ายปีศาจนี้มันรู้ว่าขึ้นบกสู้ไม่ได้ แต่น้องทั้งสองเหน็ดเหนื่อยมาก ซัวเจ๋งพูดว่าอ้ายปีศาจนี้ขึ้นบกรู้ว่าสู้ไม่ได้ อยู่ใต้น้ำร้ายแรงมาก ข้าพเจ้ากับพี่โป๊ยก่ายคนละข้างระดมตีก็ยังเอาชัยชนะ​ไม่ได้ จะทำอย่างจึงจะได้อาจารย์ เห้งเจียพูดว่าอย่าสงสัยจะช้าการไป วิตกอยู่เกรงมันจะคิดทำร้ายอาจารย์ น้องทั้งสองจงรีบลงไปชวนมันรบ พี่จะคอยสกัดมันเอง โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งก็พากันรีบแทรกน้ำลงไปอีกตามคำเห้งเจียสั่ง
   ฝ่ายปีศาจถูกเห้งเจียตีด้วยกระบองรับไม่อยู่ ก็หนีกลับลงไปยังสำนัก พวกบริวารก็มาถามว่า ใต้อ๋องไล่อ้ายลูกศิษย์วัดไปถึงไหน ปีศาจบอกว่าอ้ายสองคนนั้นไม่สู้กะไรนัก ยังมีอีกคนหนึ่งฝีมือเหลือเกิน เราไล่อ้ายสองคนนี้ขึ้นบก อ้ายคนนั้นชักกระบองเหล็กมาสกัดตีด้วยกระบอง เรารับไม่อยู่ไม่รู้ว่ากระบองของมันหนักสักเท่าใด ลูกตุ้มทองแดงของเราก็รับไม่อยู่ ต่อสู้ยังไม่ได้สามเพลงเราต้องล่าหนีกลับมา
   นางปลากระบอกถามว่า ใต้อ๋องจำคนนั้นได้หรือไม่รูปร่างอย่างไร ปีศาจตอบว่า จำได้หน้ามันล้วนแต่ขนดูดุจหน้ารามสูร ในตาแดงเหมือนไฟมีแววตาเหลืองเหมือนสีทอง นางปลากระบอกได้ยินดังนั้นก็ตกใจหน้าซีดตัวสั่น จึงพูดแก่ใต้อ๋องว่า ข้าพเจ้าจะบอกให้ใต้อ๋องรู้สึก นี่หากใต้อ๋องหนีมาก่อน ถ้าช้าอีกสักสามเพลงชีวิตก็จะไม่รอดกลับมา เมื่อคราวก่อนข้าพเจ้าอยู่ยังทะเลทิศบูรพาได้ฟังเล่งอ๋องสรรเสริญว่า เธอมีฤทธาอานุภาพใหญ่หลวง เมื่อห้าร้อยปีก่อน ขึ้นไปทำสงครามบนชั้นฟ้าเง็กเซียงฮ่องเต้กับเทพบุตรทั้งหลายขยาดคร้ามฝีมือเธอทั้งสิ้น นามเรียกว่าซีเทียนใต้เซีย มาบัดนี้​เธอละพยศร้ายเข้าบวชตามทางพระแล้ว ได้ตามพระถังซัมจั๋งไปไซทีอาราธนาพระธรรมเปลี่ยนชื่อเรียกว่าซึงหงอคงและซึงเห้งเจียก็เรียก เธอมีเดชาอานุภาพมากนักเปลี่ยนกายได้หลายประการ ใต้อ๋องทำไมไปเกี่ยวข้องแก่เธอเล่า ต่อไปนี้อย่าได้สู้รบเธอเป็นอันขาด
   พูดยังไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงบริวารวิ่งเข้ามาบอกว่า อ้ายสองคนมาอีกแล้วร้องท้าชวนรบอยู่ข้างนอกประตู ปีศาจจึงพูดว่านางน้องพูดเห็นจริง จึงสั่งพวกบริวารให้ปิดประตูให้แน่น เอาศิลาและดินทับไว้อย่าให้ทลายได้ อ้ายสองคนมันเรียกร้องก็ชั่งมัน ฝ่ายพวกบริวารก็ทำตามนายสั่ง เอาดินและศิลามาถมปากประตูขึ้นจนสูงแล้วต่างก็พากันไปที่อยู่ ฝ่ายโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋ง ร้องเรียกท้าทายด่าว่าอย่างไรก็เห็นเงียบอยู่ โป๊ยก่ายขัดใจเอาคราดสับกระชากประตู ก็เห็นแต่ดินแลหินศิลาทับแน่นอยู่ ซัวเจ๋งพูดว่าอ้ายปีศาจเห็นจะมีความกลัวเกรงพวกเรา จึงได้เอาดินและศิลาถมประตูเสียดังนี้ เราพากันกลับไปหาพี่เห้งเจียจะได้คิดอ่านกันใหม่
   โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันกลับไปหาเห้งเจีย ครั้นถึงจึงเล่าให้เห้งเจียฟัง ตามที่มันไม่ออกสู้รบปิดประตูนิ่งอยู่ เห้งเจียได้ฟังแล้วพูดว่าถ้ากระนั้นก็สุดปัญญาที่จะคิดต่อไป เจ้าทั้งสองจงคอยลาดตระเวรอยู่อย่าให้ปีศาจหนีไปได้ ตัวพี่จะไปน่ำไฮ้ ถามพระโพธิสัตว์จึงจะรู้ความได้ สั่งแล้วเห้งเจียก็กระทำปาฏิหารย์ไปประมาณครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงเขาเท้าถ้อซัว เห้งเจียลดลงยังพื้นเดินตรงเข้าไปยังสำนักใหญ่ ​เห็นหมู่เทพบุตรและเทพารักษ์เดินออกมาเชิญเข้าไปนั่งยังหน้าหอ จึงบอกแก่เห้งเจียว่า เมื่อเวลาเช้าพระโพธิสัตว์สั่งพวกข้าพเจ้าไว้ว่า วันนี้ท่านใต้เซียจะมา ให้พวกข้าพเจ้าคอยรับ พระโพธิสัตว์ท่านเข้าไปในป่าไผ่แต่ผู้เดียวมิให้ใครตามสั่งให้ใต้เซียคอยอยู่ที่นี่ เมื่อพระโพธิสัตว์กลับมาจึงให้สนทนา
   เห้งเจียได้ฟังเทพบุตรบอกดังนั้นก็นั่งคอยอยู่ที่หน้าหอ แลไปเห็นเสี้ยนจ๊าย ทงจื้อเดินขึ้นมาคำนับ พูดว่าข้าพเจ้าพึ่งท่านใต้เซียมีจิตโอบอ้อมอารี พึ่งพระโพธิสัตว์มีความกรุณา เช้าค่ำเฝ้าอยู่ซ้ายขวา กระทำให้จิตร้ายหายไปสิ้น เห้งเจียก็นึกว่า (อั้งฮั้ยยี้) จึงหัวเราะพูดว่า เมื่อเวลาก่อนจิตเป็นมารยังพาลหลง บัดนี้เข้าในทางตรงสัมมาทิฐิ จึงรู้ว่าเห้งเจียเป็นคนดี เห้งเจียนั่งคอยพระโพธิสัตว์อยู่นานแล้วไม่เห็นมา จิตใจก็ให้ทุรนทุรายจึงพูดว่า ท่านทั้งหลายช่วยไปกราบเรียนให้ท่านทราบทีเถิด แม้ช้าเวลาวิตกพระอาจารย์จะไม่รอดชีวิต
   หมู่เทพยดาพูดว่าพวกข้าพเจ้าไปไม่ได้ เพราะพระโพธิสัตว์สั่งมิให้ตามไป ท่านจะกลับมาเอง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นใจร้อนที่ไหนจะนั่งคอยอยู่ได้ จึงผุดลุกเดินเข้าไปตามหมู่เทวดาไม่กล้าห้าม เห้งเจียเข้าไปยังป่าไผ่ แลไปก็เห็นพระโพธิสัตว์นั่งที่พื้นดินใต้ร่มไผ่แต่ผู้เดียวนั่งวัดไม้ไผ่ พระองค์ก็ไม่เห็นแต่งตัว เห้งเจียเห็นแล้วก็อดไมได้ จึงร้องถามด้วยเสียงอันดังว่า พระโพธิสัตว์ข้าพเจ้าซึงหงอคงมานมัสการ​ด้วยอาจารย์ข้าพเจ้ามีภัย จะใคร่กราบเรียนถามเหตุการณ์แห่งปีศาจที่ลำแม่น้ำทงทีฮ้อนั้น พระโพธิสัตว์จึงบอกว่าพักคอยอยู่ข้างนอกก่อนสักประเดี๋ยวอาตมจะออกไป เห้งเจียจึงกลับออกมาจากป่าไผ่พูดแก่หมู่เทวดาว่า วันนี้ทำไมพระโพธิสัตว์จึงมีธุระการอะไรนัก ทำไมจึงไม่ขึ้นนั่งบนดอกบัวและไม่แต่งตัว นั่งในป่าไผ่จักไม้ไผ่ทำไมที่ไหน
รูปภาพ ; 鱼篮观音的概述图(1张)  三十三观音之十鱼篮观音观查音菩萨本为古佛再来“十二愿力现身说法解脱贪嗔痴三毒之苦 众生皆能发无上阿耨多罗三藐三菩提心永不退转 壬申年傅继英敬绘图的 กวนอิมองค์ที่ 10 จาก 33 องค์ กวนอิมกับตะกร้าปลา พระโพธิสัตว์กวนอิมเป็นพระโพธิสัตว์ที่กลับชาติมาเกิดใหม่จากพระพุทธเจ้าในสมัยโบราณ พระองค์ทรงมีพระปณิธาน 12 ประการที่จะสั่งสอนและปลดปล่อยผู้คนจากพิษ 3 ประการ คือ ความโลภ ความโกรธ และความไม่รู้ สรรพสัตว์ทั้งหลายสามารถพัฒนาจิตอนุตตรสัมมาสัมโพธิอันสูงสุดได้และจะไม่ถอยหนี ภาพวาดนี้วาดโดย Fu Jiying ในปี Renshen
   เทพยดาทั้งหลายพูดว่าการอย่างนี้พวกข้าพเจ้าไม่ทราบเลย เห็นเมื่อเช้าออกจากสำนักก็ไม่เห็นแต่งตัว สั่งพวกข้าพเจ้าให้คอยรับใต้เซีย เห็นคงจะมีธุระที่ใต้เซียดอกกระมัง เห้งเจียสนทนากับเทวดาอยู่ประเดี๋ยวแลไปก็เห็นพระโพธิสัตว์มือถือตะกร้าเดินออกมาจากป่าไผ่ ร้องเรียกเห้งเจียมาพูดว่า จงรีบไปกับอาตมภาพจะได้ช่วยพระถังซัมจั๋งให้ออกพ้นภัย เห้งเจียคุกเข่าลงพูดว่าข้าพเจ้าไม่กล้าเร่งรัด ขอท่านได้ครองผ้าแล้วจึงค่อยไปก็ได้ พระโพธิสัตว์พูดว่าไม่ต้อง ต้องไปให้ทันเวลานี้ว่าแล้วก็กระทำปาฏิหารย์เหาะไป เห้งเจียก็เหาะติดตามมา บัดเดี๋ยวก็มาถึงแม่น้ำทงทีฮ้อ
   ฝ่ายโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งนั่งคอยอยู่ที่ริมฝั่งก็พูดบ่นกันว่า พี่เห้งเจียใจก็ร้อนทำไมจึงช้าไม่เห็นมา พูดบ่นกันดังนี้สักชั่วหวีผมก็แลเห็นพระโพธิสัตว์เหยียบเมฆข้ามแม่น้ำมาถึง โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็คุกเข่าลงคำนับกับพื้นดิน พระโพธิสัตว์ขยายสายแพรรัดเอ็วออกผูกปากตะกร้า แล้วเหาะขึ้นกลางอากาศร่ายคาถาเจ็ดรอบแล้วก็ขว้าง​ตะกร้าขึ้นบนเหนือน้ำ บัดเดี๋ยวก็ลากขึ้นมามีปลาทองกิมลีฮื้อนอนดิ้นอยู่ในตะกล้า พระโพธิสัตว์จึงเรียกเห้งเจียให้ลงไปรับอาจารย์ขึ้นมา เห้งเจียจึงถามพระโพธิสัตว์ว่า ปีศาจยังจับไม่ได้ทำไมจึงจะไปช่วยอาจารย์ขึ้นมาได้เล่า พระโพธิสัตว์ว่าในตะกร้านี้มิใช่ตัวปีศาจหรือ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งคำนับแล้วถามว่า ปลาตัวนี้ทำไมจึงมีฤทธิ์เดชมากนัก พระโพธิสัตว์ตอบว่า ปลาทองตัวนี้เดิมอยู่ในสระบัวของอาตมภาพเลี้ยงไว้จนโต ได้ลอยขึ้นฟังธรรมทุกวัน ๆ ปฏิบัติบวชจนสำเร็จจึงแปลงกายได้ ลูกตุ้มทองแดงที่ถือเป็นอาวุธนั้นคือดอกหญ้าหอมมันประกอบปลุกเสกจึงได้กลายเป็นอาวุธ มาวันหนึ่งน้ำทะเลท่วมมากมันจึงกระโดดออกจากสระหนีมาอยู่ที่นี่ เมื่อเช้านี้อาตมภาพออกไปจะชมสระดูดอกบัว จึงได้รู้ว่ามันหนีไปมิได้เห็นมันขึ้นมาไหว้ จึงตรวจดูก็รู้ว่ามันมาเป็นปีศาจอยู่ที่ลำแม่น้ำนี้ เพราะฉะนั้นอาตมภาพตั้งพิธีสานตะกร้ามาจับมัน
   เห้งเจียได้ฟังพระโพธิสัตว์เล่าให้ฟังดังนั้นจึงขอนิมนต์ว่า ขอพระผู้เป็นเจ้าพักสักประเดี๋ยว ข้าพเจ้าจะบอกพวกชาวบ้านแกจึงให้มานมัสการพระโพธิสัตว์ ด้วยเหตุว่าข้อหนึ่งจะไว้เป็นคุณ ข้อสองจะให้รู้ว่าพระโพธิสัตว์มาจับปีศาจ ข้อสามจะให้หมู่บ้านแกจึงเลื่อมใสศรัทธาในทางธรรม เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์จึงให้เห้งเจียไปเที่ยวเป่าร้องชาวบ้านให้บอกกันมา โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็รีบไปในบ้านแกจึงร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า ท่านทั้งหลายจงรีบมาดูพระโพธิสัตว์กวนอิม พวก​หมู่บ้านแกจึงได้ทราบดังนั้น ไม่ว่าชายแลหญิงเด็กผู้ใหญ่ พากันวิ่งมาดูเห็นพระโพธิสัตว์กวนอิมแล้ว ก็ต่างคนต่างคุกเข่าลงไม่ว่าดินทรายโคลนเลน ที่เป็นช่างเขียนก็วาดรูปพระโพธิสัตว์ไว้ เพราะฉะนั้นจึงมีรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมถือตะกร้ามาจนเท่าทุกวันนี้ ครั้นพวกชาวบ้านแกจึงมานมัสการแล้ว พระโพธิสัตว์ก็เสด็จกลับคืนยังสถาานที่น่ำไฮ้
   โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็แทรกน้ำลงไปยังสำนักที่ปีศาจอาศัย ค้นหาอาจารย์ตรงไปยังหลังหอ แลไปก็เห็นมีแผ่นศิลาทับอยู่ จึงงัดเปิดแผ่นศิลาออก โป๊ยก่ายก็ย่อตัวลงไปให้อาจารย์ขึ้นนั่งบนหลังแล้วก็รีบออกจากสำนักปีศาจแทรกน้ำขึ้นมายังบ้านแกจึง ตั๊นเท่ง ตั๊นเชงพี่น้องทั้งสองคนเห็นพระถังซัมจั๋งขึ้นมาได้ ต่างคนก็ดีใจคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ห้ามท่านแล้วท่านก็ไม่เชื่อ จึงได้เกิดความทุกข์ยากอย่างนี้ เห้งเจียจึงพูดว่า ท่านทั้งหลายอย่าพูดเลยการที่ล่วงไปแล้ว ป่วยการเสียเปล่า ข้าพเจ้าจะขอพึ่งท่านชาวบ้านนี้ให้ช่วยหาเรือสักลำหนึ่ง เพื่อจะได้ส่งพวกข้าพเจ้าข้ามฟาก ต่อนี้ไปทุก ๆ ปีก็ไม่ต้องเซ่นไหว้ ด้วยได้กำจัดอ้ายปีศาจเสียแล้ว ไม่มีความร้ายอะไรอีกต่อไป
   ตั๊นเท่ง ตั๊นเชงให้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงพูดว่าอันเรือแพ นาวานั้นท่านอย่าวิตกเลย พวกข้าพเจ้าจะจัดแจงเอง ตั๊นเท่ง ตั๊นเชงจึงป่าวร้องขอแรงพวกชาวบ้านมาช่วยทำ พวกชาวบ้านก็มีศรัทธาทุก ๆ คน ​บ้างออกกระดานบ้างออกถ่อแจวและสิ่งของที่จะต้องใช้ในเรือนั้น จัดทำกันที่ริมฝั่งออกชุลมุน
   ในขณะนั้นได้ยินเสียงร้องเรียกว่าท่านเห้งเจียใต้เซีย ไม่ต้องเสียเปลืองของชาวบ้าน ไว้ธุระข้าพเจ้าจะส่งพระอาจารย์กับสานุศิษย์ให้ข้ามฟากไปเอง หมู่คนกำลังทำให้ฟังดังนั้นต่างก็ตกใจกันทุก ๆ คน บัดเดี๋ยวแลไปก็เห็นผุดขึ้นมาจากน้ำเป็นเต่าใหญ่ตัวหนึ่ง เห้งเจียเห็นดังนั้น จับกระบองแกว่งกระโดดเข้าไปใกล้พูดว่า ข้าดูเจ้าก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้ามึงทำเหมือนอย่างปีศาจอย่างนั้นกูจะตีมึงให้ตายเดี๋ยวนี้
   เต่าจึงพูดว่า ข้าพเจ้าคิดถึงคุณท่านจะมาส่งพวกท่านให้ข้ามฟาก ทำไมท่านจะมาตีข้าพเจ้า เห้งเจียถามว่า เรามีบุญคุณอะไรแก่เจ้า เต่าตอบว่าท่านใต้เซียยังไม่ทราบเรื่องในใต้น้ำนั้นว่าเป็นอย่างไร อันที่สำนักจุ๊ยง้วนจือเต๋ยนั้น เป็นที่อยู่ของข้าพเจ้ามาแต่เดิม แรกเริ่มก็ต่อๆ กันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตา ทวด จนมาถึงข้าพเจ้า ได้รักษาดูแล ต่อมาเพราะข้าพเจ้ามีสติปัญญา ก็รักษาถือบวชอยู่ในที่นั้น จึงเปลี่ยนสร้างสำนักนั้นขึ้นใหม่ ตั้งยี่ห้อว่าจุ๊ยง้วนจือเต๋ยอักษรสี่ตัว อ้ายปีศาจนั้น เมื่อก่อนเก้าปีทำคลื่นละลอกใหญ่ซัดเข้ามาจากทะเล มาถึงที่นี้ก็ทำอำนาจดุร้ายรบข้าพเจ้า มันฆ่าพวกบริวารของข้าพเจ้าตายเสียหมดสิ้น ข้าพเจ้าจึงต้องหนีมันไปเที่ยวซุกซ่อนอยู่ จนเท่าทุกวันนี้ มาบัดนี้ท่านใต้เซียมาถึงนี่ได้ไปเชิญพระโพธิสัตว์มาจับปีศาจนั้นไป ที่สำนักนั้นก็คืนกลับมาเป็นของข้าพเจ้าอยู่รักษาไปตามเดิม ​บริวารของข้าพเจ้าก็ได้มีความสุข ข้าพเจ้าคิดถึงพระคุณของท่านดุจภูเขาใหญ่ ตามเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ ท่านจะไม่มีบุญคุณแก่ข้าพเจ้าหรือประการใด และทั้งชาวบ้านแกจึงก็ไม่ต้องเซ่นไหว้อีก ได้รอดชีวิตเด็กชายหญิงก็เพราะเหตุแห่งท่าน แปลว่าเป็นคุณทั้งสองฝ่าย ถ้าดังนี้แล้วจะไม่คิดคุณท่านหรือ
   เห้งเจียให้ฟังดังนั้นก็นึกมีความยินดี จึงเก็บกระบองเสียแล้วถามว่า เจ้ามีน้ำใจจริงดังนั้นหรือ เต่านั้นตอบว่าพระเดชพระคุณของใต้เซียดุจฟ้าแลดิน ข้าพเจ้าจะพูดเท็จได้หรือ เห้งเจียว่า แม้เจ้ามีน้ำใจสุจริตกตัญญูอย่างนั้นจริง จงสาบานให้แก่เราว่า แม้ว่าเจ้าไม่ส่งพระถังซัมจั๋งข้ามฟากไป ขอให้ตัวเจ้าละลายเป็นน้ำเลือดไปทั้งสิ้น เต่านั้นก็รับคำประหงกศรีษะหงายหน้ายกศรีษะขึ้นแลดูฟ้ากล่าวคำสาบาน เห้งเจียได้ฟังแล้วหัวเราะเรียกว่าเจ้าจงเข้ามานี่ เต่าก็แอบเข้าใกล้ฝั่งแล้วเกยขึ้นบนบก คนทั้งหลายก็พากันมาดูเต่าใหญ่ประมาณกว้างสี่วาเศษแต่หลังขาว เห้งเจียนิมนต์พระอาจารย์ให้ขึ้นบนหลังเต่าจะได้ข้ามไป
   พระถังซัมจั๋งพูดว่า แต่น้ำแข็งยังพลาดพลั้งจมไป นี่หลังเต่านี้เกรงจะไม่เป็นปรกติให้ เต่าจึงพูดว่า พระอาจารย์อย่ามีความวิตกเลยจงวางใจเถิด อันน้ำแข็งนั้นสู้ความมั่นคงแข็งแรงของข้าพเจ้าไม่ได้ เห้งเจียจึงบอกอาจารย์ว่า แม้ว่าสัตว์รู้จักพูดภาษาคนคงจะไม่กลับกลอก จึงให้ซัวเจ๋งจูงม้ามาเห้งเจียจูงม้าลงที่หลังเต่ายืนอยู่​กลาง พวกชาวบ้านแกจึงไม่ว่าชายแลหญิงเด็กผู้ใหญ่ มาพร้อมกันนมัสการส่งพระถังซัมจั๋ง ฝ่ายเห้งเจียครั้นให้ม้าลงยืนดีเป็นปรกติแล้ว จึงนิมนต์พระอาจารย์ลงยืนที่ถัดต่อม้ามา ให้ซัวเจ๋งยืนข้างขวา โป๊ยก่ายยืนซ้าย เห้งเจียยืนข้างหน้า เห้งเจียกลัวว่าเต่าจะทำร้าย จึงแก้สายรัดเอ็วหนังเสือออกร้อยรูจมูกเต่าทำสายบังเหียน เท้าหนึ่งก็เหยียบบ่าบนหลังเต่า เท้าหนึ่งก็เหยียบบนศรีษะเต่า มือหนึ่งจับสายสะพาย มือหนึ่งจับกระบอง เห้งเจียจึงบอกให้เต่าค่อย ๆ เดินไป แม้ว่าทำเอียงทีหนึ่งจะตีศรีษะทีหนึ่ง เต่าบอกว่าข้าพเจ้าไม่กล้าทำเอียง
   ว่าแล้วเต่าก็กางสี่เท้าพายลิ่วไปบนหลังน้ำ ชาวบ้านแกจึงอยู่ริมฝั่ง ก็พากันจุดธูปเทียนบนบานให้ไปเป็นสุข ต่างก็นั่งแลดูกว่าจะไม่เห็นตัวจึงได้พากันกลับบ้าน พระถังซัมจั๋งขี่เต่าข้ามไปวันหนึ่งก็ถึงฝั่งฟากข้างตะวันตก ตัวก็ไม่เปียกน้ำดุจเดินบนที่แห้ง ครั้นเต่าถึงริมตลิ่งอาจารย์กับศิษย์ก็พากันขึ้นบก พระถังซัมจั๋งจึงขอบคุณเต่าว่า ได้พึ่งท่าน ๆ ได้อุตสาหะข้ามส่งมาถึงฝั่ง อาตมาภาพก็ไม่มีสิ่งใดจะรางวัลให้ จงรออาตมภาพไปอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมกลับมาแล้ว จะตอบแทนสนองพระคุณของท่าน เต่าพูดว่าไม่ต้องลำบากแก่ท่านอาจารย์ แต่ข้าพเจ้าได้ยินว่าเมืองไซทีมีพระพุทธเจ้า เป็นพระไม่เกิดไม่ตายต่อไป ล่วงรู้กาลทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบันสามกาล แต่ข้าพเจ้ารักษาศีลถือบวช​มาได้พันสามร้อยปีแล้ว อายุยืนตัวเบาและพูดภาษามนุษย์ได้ แต่ถอดรูปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ขอท่านอาจารย์ได้โปรด แม้ไปถึงพระแล้ว ช่วยถามแทนข้าพเจ้าว่า อีกสักเมื่อไรจะถอดจากรูปเต่าเป็นรูปมนุษย์ได้ พระถังซัมจั๋งก็รับปากว่าเอาเถอะเราจะช่วยทูลถามให้ เต่ายกศรีษะคำนับแล้วก็ดำน้ำกลับไป เห้งเจียพยุงอาจารย์ขึ้นแล้วศิษย์กับอาจารย์ก็พากันออกเดิน

11 มิถุนายน 2568

[เล่ม 2] ตอนที่ 37 ไซอิ๋ว นวนิยาย

ก่อนหน้า 📝   อ่านต่อ 📖  
  ทั้งหมด   รูปภาพ   วีดีโอ   ข่าวสาร   
(บทที่ ๔๕) ฝ่ายเห้งเจียนั่งอยู่ท่ามกลาง มือขวาจับซัวเจ๋งมือซ้ายจับโป๊ยก่ายกระชุ่นให้รู้สึกว่าคนมา โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็รู้สึก จึงนั่งนิ่งไม่พูดจาว่ากระไร คอยแลดูพวกเต้าหยินว่าจะทำประการใด พวกเต้าหยินเอาไฟเที่ยวส่องดูข้างหน้าข้างหลัง เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งนั่งนิ่งดุจรูปอิฐ รูปปูน เฮาลัดอาจารย์พูดว่า ไม่มีคนพาลที่ไหนมา ทำไมผลไม้และเครื่องบูชาจึงหมดสิ้นไปดังนี้ ลกลัดอาจารย์พูดว่าดูดุจคนกิน แม้ว่าคนกินก็คงทิ้งเมล็ดทิ้งเปลือก นี่ทำไมจึงหมดไปดังนี้ แล้วก็ไม่เห็นมีคน เอี๋ยวลัดอาจาริย์พูดว่า ท่านพี่ทั้งสองอย่าสงสัยคิดดูว่าพวกเราตั้งจิตสวดมนต์ จึงร้อนขึ้นไปถึงพรหมทั้งหลายนี่คือท่านซัมเซงลงมารับของบูชาเป็นแน่ เวลานี้ท่านกำลังอยู่เราขอน้ำมนต์ต้มยากิน แลจะได้ถวายพระเจ้าแผ่นดินจะไม่ดีหรือ พวกเราจะได้มีความชอบในพระเจ้าแผ่นดิน
   เฮาลัดใต้เซียนอาจารย์ใหญ่พูดว่า คิดดังนั้นเห็นจะถูกต้อง จึงเรียกศิษย์ให้ตีเครื่องสัญญาณประโคม แล้วให้ไปเอาเสื้อผ้าเครื่องจะเข้าพิธี แลคอยรอเราทำการบวงสรวงเชิญแล้ว จึงค่อยพร้อมกันสวดมนต์ เต้าหยินทั้งหลายรับคำสั่งแล้วก็พากันจัดแจงรอคอยอยู่พร้อมกัน สวดคัมภีร์เซียนไสยศาสตร์ได้จบหนึ่ง เฮาลัดใต้เซียนแต่งตัวแล้วก็ยืนอยู่ท่ามกลาง ทำการบวงสรวงเคารพเชิญ แล้วก็​คุกเข่าลงคำนับขอน้ำทิพย์จะได้ถวายพระเจ้าแผ่นดิน โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นในใจให้กระสับกระส่ายกระซิบบอกแก่เห้งเจียว่า นี่พวกเรากินแล้วยังไม่ไป ถ้าเขาบวงสรวงแล้วจะขออะไรเราจะทำอย่างไร เห้งเจียสะกิดมิให้โป๊ยก่ายพูด แล้วจึงออกปากพูดว่า พวกท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งขออะไรเลย เรามาจากที่ประชุมเลี้ยงชมภพู่แล้วก็เลยมา มิได้ติดน้ำมนต์ทิพย์และยาก็มิได้เอามา วันอื่นจึงจะเอามาให้
   พวกเต้าหยินได้ยินเสียงพูดดังนั้น ต่างตกประหม่าตัวสั่นไปทุกคน พูดว่าท่านเอี๊ย ๆ ลงมาจากสวรรค์แล้ว ขอท่านอย่าทิ้งซึ่งธรรมพิเศษที่ให้อายุยืนนานเลย ลกลัดเต้าหยินเดินเข้ามาอ้อนวอนว่า ขอท่านจงไว้น้ำมนต์ทิพย์ให้พวกข้าพเจ้าอายุยืนนานด้วย ซัวเจ๋งเห็นดังนั้นจึงสกิดเห้งเจียกระซิบว่า พวกเต้าหยินจะรีบรัดขอเอาอย่างนี้ เห้งเจียว่าจะต้องให้เขา
   ฝ่ายพวกเต้าหยินทำการบวงสรวงแล้ว เห้งเจียจึงออกปากพูดว่าไม่ต้องกราบไหว้วุ่นวาย เราไม่อยากได้ไหว้ แต่วิตกว่าจะเสียการพิธี ครั้นจะให้ก็เป็นที่ง่ายนัก พวกเต้าหยินได้ฟังดังนั้น จึงพร้อมกันกราบลงกับพื้น อ้อนวอนว่าขอท่านได้เห็นแก่พวกข้าพเจ้าซึ่งได้มีใจเคารพดังนี้ ขอได้โปรดให้พวกข้าพเจ้าได้ตามความประสงค์แล้ว พวกข้าพเจ้าจะกราบทูลเจ้าแผ่นดินให้เคารพนับถือในคัมภีร์ไสยศาสตร์ทั่วไป เห้งเจียพูดว่า ถ้ากระนั้นจงเอาของมาใส่เถิด พวกเต้าหยินได้ฟังดังนั้น ต่างก็เคารพกราบลงพร้อมกัน ใต้เซียน​ทั้งสามให้เอาอ่างใหญ่มาตั้งไว้ บ้างก็เอากระถางใหญ่และขวดดอกไม้มาตั้งไว้เสร็จแล้ว เห้งเจียจึงพูดว่า พวกเจ้าจงออกไปคอยนอกหับบานประตูเสีย พวกเต้าหยินได้ฟังสั่งต่างก็พากันถอยออกไปข้างนอก คุกเข่าคอยท่าอยู่ข้างหน้าลาน
   เห้งเจียเห็นพวกเต้าหยินออกไปข้างนอกหมดแล้ว จึงลุกยืนขึ้นถกผ้าหนังเสือขึ้นแล้ว ก็เยี่ยวใส่ในขวดดอกไม้เต็มทั้งสองขวด โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ดีใจ พูดว่าวันนี้เราจะต้องให้เขาบ้าง จึงยืนขึ้นถกกางเกงเยี่ยวออกซ่า ๆ ดุจเทน้ำลงกระดาน เยี่ยวใส่กระถางใหญ่เต็มกระถาง ซัวเจ๋งก็เยี่ยวใส่อ่างไว้เต็มอ่าง ครั้นเสร็จแล้วก็ลงนั่งเรียบร้อยอย่างเดิม พูดว่าพวกเจ้าจงเข้ามาเอาน้ำมนต์ทิพย์ไปเถิด ฝ่ายพวกเต้าหยินเปิดประตูเข้าไป ต่างก็พากันเคารพขอบคุณช่วยกันยกน้ำรวมไว้ที่เดียวกัน จึงบอกพวกสานุศิษย์ทั้งหลายให้เอาถ้วยเล็กมาตักกิน เฮาลัดใต้เซียนได้ถ้วยมาตักกิน พอดื่มเข้าไปอุตส่าห์จีบปากจีบคอกลืน ลกลัดใต้เซียนถามว่าพี่กินดีหรือ เฮาลัดว่าว่ารสฝาดๆ ขื่นๆ เอี๋ยวลัดใต้เซียนดื่มเข้าไปครึ่งถ้วยว่าคาว ๆ ดุจเยี่ยวหมู
   เห้งเจียนั่งอยู่ข้างบนได้ยินดังนั้น ก็นึกรู้ว่าจะเกิคความแล้ว เราลองฝีมือให้มันรู้แลไว้ชื่อให้ปรากฎด้วย คิดดังนั้นแล้วก็ออกปากเรียกว่า เฮ้ยอ้ายพวกเต้าหยิน มึงทำการทุจริตมากมายเหลือเกินไม่มีความยุติธรรมเลย มึงคิดว่าท่านพรหมซัมเซงจะลงมาง่าย ๆ ดังนั้นหรือ เราจะบอกพวกเจ้าให้รู้สึกตามความจริง ​นี่คือพระถังซัมจั๋งรับรับสั่งพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ วันนี้วันดีจึงลงมากินเครื่องบวงสรวงขนมนมเนย จะเป็นที่สำราญแก่พวกเจ้าที่เคารพนบน้อม ไม่มีอะไรจะตอบแทนให้สมความดีของพวกเจ้า จึงถ่ายปัสสาวะลงไว้ในขวดในหม้อต่างน้ำมนต์ ให้พวกเจ้ากินเพื่อสิริมงคลแลอายุยืนนาน ฝ่ายพวกเต้าหยินเมื่อได้ฟังดังนั้น ก็พากันกั้นประตู พร้อมกันถือเครื่องศาสตราอาวุธ อิฐและไม้ต่าง ๆ ปาส่งเข้าไป แล้วก็กรูกันถือไม้บุกรุกเข้าไปจะตี
   ฝ่ายเห้งเจียคอยต่อสู้รับรองมือหนึ่งหนีบโป๊ยก่าย มือหนึ่งหนีบซัวเจ๋ง ปิดป้องลอดหนีออกมาพ้นประตู ก็เหาะหนีกลับมายังวัดตี้เอียนยี่ ครั้นถึงก็ลงเดินเข้าในกุฎีพากันเข้าที่นอน สักประเดี๋ยวก็สว่างในพระราชวังก็ตีกลองสัญญาณ พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกขุนนาง ๆ เข้าเฝ้าประชุมพร้อมกันทั้งซ้ายขวา เวลานั้นพระถังซัมจั๋งก็ตื่นนอนลุกจากที่เรียกสานุศิษย์ทั้งสาม จะเข้าไปในวังเปลี่ยนหนังสือเดินทาง
   เห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง ก็ตื่นขึ้นล้างหน้าล้างตาแล้วก็จัดแจงตามอาจารย์ไป อาจารย์กับศิษย์พากันเดินมา ครั้นถึงหอเหงาฮ่องเล้า พระถังซัมจั๋งจึงพูดแก่ขุนนางที่เฝ้าประตูว่า อาตมภาพพระสงฆ์อยู่เมืองใต้ถังถือรับสั่งจะไปเมืองไซทีอาราธนาพระธรรม บัดนี้มาถึงนี่จะขอเปลี่ยนหนังสือ ขอท่านได้เข้าไปกราบทูลให้ทรงทราบด้วย พวกขุนนางก็นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงทราบแล้ว จึงมีรับสั่งว่าพวกพระสงฆ์เหล่านี้ไม่มีที่ตายจะมาหาที่ตาย พวก​ขุนนางที่คอยจับทำไมอยู่จึงไม่จับมาส่งเล่า ขณะนั้นมีขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งกราบทูลขึ้นว่า เมืองใต้ถังในชมภูทวีปนี้เป็นเมืองใหญ่ มาถึงนี้ทางไกลตั้งหมื่นโยชน์ อันพระสงฆ์ที่มานี้คงจะมีอภินิหารฤทธาอานุภาพ จึงสามารถมาประเทศไซทีได้ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาเอาแต่หนังสือดู ถ้าถูกต้องแล้วก็ควรจะปล่อยไป จึงจะชอบด้วยทางทศพิธราชธรรม พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงเห็นชอบด้วยตามถ้อยคำที่ขุนนางกราบทูลนั้น จึงรับสั่งให้นำพระถังซัมจั๋งเข้าไปเฝ้า
   พระถังซัมจั๋งกับพวกศิษย์ทั้งสามก็พร้อมกันเข้ามาในท้องพระโรง ครั้นถึงหน้าพระที่นั่งก็ยืนเรียงกันเป็นแถวอยู่ จึงนำหนังสือสำหรับตัวออกถวาย พระเจ้าแผ่นดินทรงรับมาทอดพระเนตรพิจารณาดู ในขณะนั้นพวกขันธีเข้ามากราบทูลว่า บัดนี้ท่านอาจารย์เต้าหยินจะขอเข้ามาเฝ้า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังขุนนางกราบทูลดังนั้น ก็ลงจากพระที่นั่งเสด็จออกมาคอยรับ ฝ่ายเต้าหยินทั้งสามก็เดินเข้ามาถึงพระที่นั่ง ก็ขึ้นนั่ง ส่วนพระเจ้าแผ่นดินก็ย่อพระองค์รับเชิญ พระถังซัมจั๋งหันหน้าไปดู เห็นเต้าหยินเดินตรงเข้ามาขึ้นที่นั่งมิได้เคารพต่อผู้ใด พวกขุนนางซ้ายขวาก็ก้มหน้าไม่กล้าแลดู เต้าหยินขึ้นนั่งเสมอพระเจ้าแผ่นดินก็มิได้ทำความเคารพ พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสว่า ข้าพเจ้ามิได้ให้หา เหตุใดท่านใต้เซียนจึงเข้ามา ท่านจะมีกิจธุระประการใดหรือ เต้าหยินกราบทูลว่า ข้าพเจ้ามีกิจอันหนึ่งจึงได้มาเฝ้า คือพวกพระสงฆ์ทั้งสี่นี้จะมาแต่เมืองใดข้าพเจ้าไม่ทราบ พระเจ้า​แผ่นดินตรัสบอกว่าเธออยู่เมืองใต้ถัง มีรับสั่งให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม
   เต้าหยินได้ฟังดังนั้นก็ตบมือหัวเราะพูดว่า ข้าพเจ้าหมายว่ามันหนีพ้นไปแล้ว มิรู้ก็กลับมาอยู่ที่นี่เอง พระเจ้าแผ่นดินตกพระทัยถามว่า พระสงฆ์เหล่านี้ได้ทำให้ท่านอาจารย์เดือดร้อนอย่างไรหรือ เธอมาบอกชื่อแซ่แก่ข้าพเจ้า ๆ ก็อยากจะใคร่ส่งไปให้ท่านใช้ แต่ท่านขุนนางผู้ใหญ่ท้ายซือได้ทูลทัดทานเราเห็นว่าถูกต้อง แลทั้งเห็นว่าเธอมาจากเมืองใต้ถัง จึงเรียกเข้ามาพิจารณาดูหนังสือนั้น หากว่าพวกพระสงฆ์เหล่านี้มีโทษก็แล้วแต่ท่านเถิด เต้าหยินหัวเราะแล้วพูดว่า พระองค์ยังไม่ทรงทราบคือเธอมาเมื่อวันวานนี้ ยังที่ประตูเมืองทิศตะวันออก ฆ่าสานุศิษย์ของข้าพเจ้าตายเสียสองคนแล้ว และยังซ้ำปล่อยพระสงฆ์ห้าร้อยรูปเสียด้วยอีก และทำลายเกวียนกระเบื้องอิฐปูนไม้เสียไปทั้งสิ้น
   ครั้นเมื่อคืนนี้มาทำลายที่บูชาซัมเซงไปหมดสิ้นอีก แล้วลักกินผลไม้ขนมนมเนยที่พระราชทานหมดสิ้น พวกข้าพเจ้าสำคัญว่าซัมเซงเสด็จลงมาจึงพากันขอน้ำมนต์น้ำยาทิพย์ เพื่อจะนำมาถวายพระองค์ มิได้รู้ว่าสงฆ์พวกนี้ถ่ายปัสสาวะไว้ในที่ หลอกลวงข้าพเจ้า ๆ จะจับตัวก็พากันหนีไป บัดนี้กลับมาอยู่ที่นี่ ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดังนั้นก็ทรงพระพิโรธยิ่งนัก จะใคร่ลงโทษพระสงฆ์ทั้งสี่นั้น ในทันใดนั้นเห้งเจียจึงพูดขึ้นด้วยเสียง​อันดังว่า ขอพระองค์จงยับยั้งพระทัยก่อน ข้าพเจ้าจะทูลให้ทรงทราบบ้าง ซึ่งอาจารย์เต้าหยินมาทูลกล่าวโทษว่าข้าพเจ้าฆ่าศิษย์เสียสองคนนั้นผู้ใดเป็นพยานได้รู้เห็น แม้ว่าจริงดังนั้นพวกข้าพเจ้าจะยอมถ่ายใช้ชีวิตให้เธอทั้งสอง ข้อที่กล่าวว่าข้าพเจ้าทำลายเกวียนและสิ่งของที่ปลูกสร้างเหล่านั้น แล้วปล่อยพระสงฆ์ที่มีโทษ การที่กล่าวนี้ไม่มีพยานยืนยัน และกล่าวว่าข้าพเจ้าทำลายรูปซัมเซงและสิ่งของเครื่องบูชาเสียนั้น ทั้งลักกินผลไม้และขนมนมเนย ก็พวกข้าพเจ้าจรมาแต่เมืองใต้ถังหนทางไกลไม่รู้เบาะแส เหตุใดจะรู้ว่าโรงพิธีอยู่ที่แห่งใด และข้อที่กล่าวว่าข้าพเจ้าถ่ายปัสสาวะไว้ ก็ควรจะจับคุมเอาตัวไว้จึงจะชอบ ซึ่งเอาความเท็จไม่จริงมากล่าวโทษข้าพเจ้าว่ากลางวันฆ่าผู้ฟันคนตายดังนี้ แลมนุษย์ทั้งหลายที่ปลอมชื่อปลอมแซ่กันก็มีอยู่เป็นเช่นอย่างถมไปจะนับจะประมาณมิได้ ด้วยเหตุอย่างไรจึงพูดว่าข้าพเจ้ากระทำการชั่วร้ายดังนี้ เป็นข้อความเลื่อนลอยหามีหลักฐานอันใดไม่ ขอพระองค์ได้ทรงพระราชดำริก่อนโดยทางยุติธรรม
   ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินทรงฟังเห้งเจียชี้แจงก็ลังเลพระทัยอยู่ แต่หากมีความเชื่อแลความนับถือเต้าหยินก็ยังทรงตรึกตรองอยู่ พอเห็นขุนนางเข้ามากราบทูลว่า พวกกำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งหลายมาคอยรับรับสั่งอยู่นอกประตู พระองค์ทรงทราบแล้วจึงโปรดให้นำเข้าไปเฝ้าพวกขุนนางก็ออกไปนำกำนันผู้ใหญ่บ้านสี่สิบคนกว่าเข้าไปเฝ้า ถวายบังคมแล้วก็กราบทูลว่า ชอพระองค์ได้ทรงทราบ ในปีนี้ตั้งแต่​เดือนห้าเดือนหกเดือนเจ็ดมาแล้วนี้ไม่มีฝน วิตกว่าเดือนแปดเดือนเก้าฝนจะแล้ง เพราะฉะนั้นพวกข้าพเจ้ามากราบทูล ขอเชิญท่านอาจารย์เต้าหยินตั้งพิธีขอฝน ขอพระบารมีเป็นที่พึ่งได้โปรดเกล้าทรงพระอนุกูลแก่อาณาประชาชนทั้งหลาย ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น จึงตรัสว่าการที่ท่านทั้งหลายมากราบทูลนี้ก็ทรงทราบอยู่แล้ว พระองค์จึงตรัสแก่พระถังซัมจั๋งว่า ข้าพเจ้านับถือศาสนาเต้าหยิน มิได้นับถือพระสงฆ์เพราะเหตุใด เพราะเหตุที่พระสงฆ์ตั้งพิธีขอฝน ๆ ก็ไม่ตก
   ส่วนท่านเต้าหยินลงมาจากฟ้าทำพิธีขอฝน ๆ ก็ตกลงมาชุ่มชื่น ราษฎรทั้งหลายมีความอิ่มเอิบบริบูรณ์ทั่วทุกตำบล ก็ท่านมาแต่ทางไกลได้ผิดพลั้งต่อท่านใต้เซียน ก็ย่อมมีโทษมาก แต่ข้าพเจ้าจะยกให้ ท่านยังสามารถจะตั้งพิธีขอฝนให้ฝนตกได้หรือไม่ แม้ว่าท่านขอฝนได้ข้าพเจ้าจะยกโทษนั้นให้มิให้มีโทษ แล้วเปลี่ยนหนังสือเดินทางให้ แม้ว่าฝนไม่ตกก็จะต้องโทษตามกฎหมาย ประจานให้ชาวเมืองรู้ทั่วกัน เห้งเจียได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินตรัสดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่าข้าพเจ้าสามารถจะขอฝนให้ตกได้ตามต้องการ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียรับดังนั้น จึงรับสั่งให้ขุนนางพนักงานจัดเครื่องพิธี แลสั่งให้จัดราชรถ พระองค์จะเสด็จไปทอดพระเนตรยังหอเหงาฮ่องเล้า
ตอน ปราบนักพรตปิศาจพรรคมาร (ช่วงที่2)
ฝ่ายขุนนางพนักงานก็จัดการตามรับสั่งเสร็จ พระองค์ก็เสด็จพร้อมด้วยขุนนางข้าราชการ มาประทับยังหอเหงาฮ่องเล้าแล้ว พระถัง​ซัมจั๋งกับพวกศิษย์ก็พากันตามเสด็จมาอยู่ข้างล่าง ฝ่ายอาจารย์เต้าหยินทั้งสามขึ้นนั่งอยู่บนหอกับด้วยพระเจ้าแผ่นดิน บัดเดี๋ยวมีขุนนางขี่ม้าวิ่งมาบอกว่า การพิธีสารพัดจัดเสร็จแล้ว ขอเชิญท่านใต้เซียนไปบวงสรวง
   เฮ้าลัดอาจารย์ใหญ่ได้ฟังดังนั้นก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ย่อตัวคำนับแก่พระเจ้าแผ่นดินแล้ว เดินลงมาจากหอ เห้งเจียวิ่งมากั้นหน้าไว้ ถามว่าจินแสจะไปข้างไหน เต้าหยินตอบว่าจะขึ้นทำพิธีขอฝน เห้งเจียว่าเห็นจะผิดที่ท่านยกย่องกันเอง ทำไมไม่ให้ข้าพเจ้าผู้มาทางไกลขอก่อนเล่า นี่คือดุจกำลังมังกรจะเบียนที่ของงูหรือ แม้ว่าท่านจะขึ้นไปก่อน จะต้องต่อหน้าพระที่นั่ง พระเจ้าแผ่นดินแสดงความทรงพระอนุญาตจึงขึ้น เต้าหยินถามว่าแสดงความอะไร  เห้งเจียว่าท่านกับข้าพเจ้าพร้อมกันขึ้นทำพิธีขอฝน จะรู้ได้หรือว่าฝนของท่านหรือฝนของข้าพเจ้า ก็จะไม่รู้ว่าความชอบของผู้ใด เต้าหยินพูดว่า จึงดูป้ายจะร้องเรียกเป็นลำดับ คือที่หนึ่งร้องให้มีลม ที่สองร้องไห้มีเมฆ ที่สามร้องให้มีฟ้าร้อง ที่สี่ให้มีฝนตก ที่ห้าให้ฝนหยุด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะก๊ากใหญ่ แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าพวกสงฆ์ยังไม่เคยเห็น เชิญท่านเถิด ๆ
   เต้าหยินใต้เซียนจึงเดินไปก่อน พระถังซัมจั๋งกับศิษย์เดินตามหลังไป ครั้นมาถึงหน้าประตูพิธี แลเข้าไปเห็นมีแท่นสูงสักสามวาในรอบนั้นปักธงยี่สิบแปดคัน เป็นอย่างดาวยี่สิบแปดดวง บนแท่น​นั้นมีโต๊ะตั้งไว้โต๊ะหนึ่ง มีเครื่องบูชากระถางปักธูป เชิงเทียน หม้อไฟ กลางโต๊ะมีป้ายทองจารึกชื่อเจ้ารามสูร ข้างนั้นมีกระถางตั้งห้ากระถาง ใส่น้ำใสเต็มทุกกระถาง บนน้ำนั้นทิ้งยอดใบสนลอยอยู่ทุก ๆ กระถาง มีป้ายเหล็กวางซ้อนบนกระถางแผ่นหนึ่ง เขียนยันต์ชื่อรามสูร ข้างนั้นมีไม้หลักห้าอันเขียนชื่อพระพายทุกๆ หลัก ๆ หนึ่งมีเต้าหยินยืนอยู่สองคน มือถือลูกตุ้มเหล็กคอยเคาะหลักนั้น ข้างหลังแท่นมีพวกเต้าหยินหลายคนคอยเขียนหนังสือยันต์ ที่หว่างปักกระดาษราวไฟไว้ราวหนึ่ง และมีรูปหุ่นคนสองสามรูป เป็นกิริยาราชทูตของพระภูมิเจ้าที่ใช้สอย
   ฝ่ายเต้าหยินมาถึงก็ตรงขึ้นไปบนแท่นยืนอยู่ข้างหนึ่ง ข้างนั้นมีเต้าหยินน้อย มือถือกระดาษยันต์เหลือง และเกี่ยมอันหนึ่ง เอามาส่งให้อาจารย์เต้าหยิน ๆ รับเอาเกี่ยมแลยันต์มาถือมือก็จับเกี่ยมยกขึ้นเสกร่ายเวท เอายันต์แผ่นหนึ่งวางเผาบนหม้อไฟแล้ว ข้างล่างนั้นพวกเต้าหยินน้อยสองสามคนก็เอายันต์เผา และกระดาษยันต์ที่ราวนั้นก็จุดไฟเผา ข้างบนแท่นนั้นเสียงอู้ทีหนึ่งและป้ายพระพายก็มีเสียงลั่นดังบนเวหามีลมพัดฉิว ๆ มา
   โป๊ยก่ายเห็นดังนั้น ปากก็บ่นว่าเห็นจะไม่เป็นการ เต้าหยินนี้เธอมีความรู้วิเศษจริง อาจทำป้ายให้มีเสียงขึ้นได้ ก็มีลมพัดมาดังนี้ เห้งเจียว่าพวกเราจงเงียบ ๆ อย่าพูดจาแก่เรา ๆ จะมีธุระการไป พูดดังนั้นแล้วก็ถอนขนเพ็ชร์ออกหนึ่งขน ร่ายพระคาถาเป่าแปลงเป็นเห้งเจียปลอมยืนอยู่ที่นั่น ตัวเห้งเจียก็เหาะขึ้นบนเวหา ถาม​ว่าผู้ใดเป็นพนักงานลม ฝ่ายพระพายตกใจก็รีบรัดปากถุงลมให้หยุดแล้ว ก็ลงคำนับเห้งเจีย ๆ พูดว่าข้าพเจ้ารักษาพระถังซัมจั๋งไปไซทีอาราธนาพระธรรม จะทดลองขอฝนแก่เต้าหยินทำไมพระพายจึงไม่ช่วยเรา กลับไปช่วยเต้าหยินเล่า เราจะยกโทษให้ จงเก็บลมเสียให้สิ้น แม้ว่ามีสักนิดหน่อย พัดให้สิ่งของ ๆ เต้าหยินไหวเราจะตีด้วยกระบองเหล็กกายสิทธิ์นี้ยี่สิบที พระพายตอบว่า ข้าพเจ้าไม่กล้าแล้ว ในทันใดนั้นลมก็สงัดเงียบหยุดไปสิ้น
   ฝ่ายเต้าหยินก็เอายันต์ออกเผาอีกแผ่นหนึ่งก็ตบกับโต๊ะทีหนึ่ง ก็เห็นบนอากาศมีสายเมฆออกมัวท้องฟ้า เห้งเจียร้องถามว่าที่ทำเมฆนั้นผู้ใด เทพบุตทำเมฆก็ตกใจมาคำนับบอกว่า ข้าพเจ้าคือหนึงกุน เห้งเจียจึงเอาความนั้นมาเล่าให้ฟังทุกประการแล้ว หนึงกุนก็เก็บเมฆเสียหมดสิ้น ท้องฟ้าทั่วโลกไม่มีเมฆฝนเลย
   ฝ่ายเต้าหยินจิตใจให้ร้อนรน ก็คลายมวยผมปล่อยลงร่ายเวทเสกเผายันต์อีกแผ่นหนึ่ง เอาป้ายตบลงกับโต๊ะ ก็แลเห็นข้างทิศอาคเย์ เทพยดาเตงทีกุน ขับพวกรามสุรมายังอากาศ พบเห้งเจียก็คำนับ เห้งเจียก็ชี้แจงเล่าเหตุผลให้ทราบทุกประการ แล้วต่อว่า ๆ ทำไมพวกท่านมาโดยใจดังนี้มีรับสั่งอย่างไรหรือ
   ทีกุนบอกว่า เต้าหยินเผายันต์รามสูรและหนังสือขอร้องขึ้นไปร้อนถึงเง็กเซียงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้พวกข้าพเจ้ามาพวกข้าพเจ้าจึงได้มาทำการตามรับสั่ง เห้งเจียว่า ถ้ากระนั้นจงหยุดก่อน ไว้รอ​ข้าพเจ้ากระทำการ จึงลงมือช่วยกันเถิด ฝ่ายเต้าหยินเห็นไม่มีเสียงรามสูรจิตใจให้หวาดหวั่น ก็รีบจุดธูปจุดเทียนเพิ่มเติมเอายันต์เผาอีกแผ่นหนึ่งเอาป้ายตบลงกับโต๊ะ ทันใดนั้นเห็นเล่งอ๋องพระยานาคทั้งสี่สมุทรขับบริวารรีบมา เห้งเจียมาสกัดร้องตวาดถามว่า เง่ากวั๊งเล่งอ๋องจะไปข้างไหน เง่ากวั๊งเล่งอ๋องเห็นเห้งเจียก็เข้ามาคำนับ เห้งเจียจึงเล่าเหตุการณ์นั้น ๆ ให้ฟังทุกประการ แล้วพูดว่าเมื่อวันก่อน มีความลำบากแก่ท่านไม่สำเร็จ คราวนี้ขอช่วยเป็นกำลัง
   เล่งอ๋องพูดว่าท่านอย่ามีความวิตก ข้าพเจ้าจะทำตามท่านสั่งทุกประการ เห้งเจียว่าขอบใจท่าน เมื่อวันก่อนบุตรของท่านได้มาช่วยจับปีศาจ ช่วยอาจารย์ของข้าพเจ้าให้ข้ามฟากมาได้ เล่งอ๋องบอกว่า ปีศาจนั้นบัดนี้ยังมัดอยู่ในทะเลยังไม่กล้าชำระเองจะใคร่เชิญใต้เซียไปตัดสิน เห้งเจียพูดว่า โทษานุโทษนั้นแล้วแต่ท่านจะเห็นสมควรเถิด เวลานี้ขอท่านได้ช่วยเป็นกำลังแก่ข้าพเจ้าเถิด ด้วยเต้าหยินร้องเรียกสี่หนแล้ว ก็ถึงเวณข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าจะไม่เข้าในยันต์เขียนและตบตีซึ่งป้ายนั้น เตงทีกุนพูดว่า ท่านสั่งแล้วก็ต้องทำตามท่านสั่ง แต่วิตกว่าไม่มีสัญญาณจะไม่เข้าใจกันได้ เห้งเจียพูดว่า ข้าพเจ้าจะเอากระบองนี้เป็นสัญญา แม้ว่าข้าพเจ้าชี้ขึ้นจงให้มีลม พระพายก็รับสัญญาณว่าจะให้เกิดลม ถ้าชี้ที่สองจงให้เกิดเมฆขึ้น หนึงกุนก็รับสัญญาณว่า จะทำให้เกิดเมฆขึ้น ถ้าชี้ที่สามจงให้ฟ้าร้อง รามสูรก็รับสัญญาณจะทำให้ฟ้าร้อง ถ้าชี้ที่​สี่จงให้ฝนตก เล่งอ๋องทั้งสี่ก็รับสัญญาจะทำให้ฝนตก ถ้าชี้ที่ห้าให้ฟ้าสว่างปรกติ
   แล้วกำชับว่า ตามสัญญาณนี้ขออย่าให้เคลื่อนคลาด กำชับแล้วเห้งเจียก็ลงมายังที่เดิม เรียกขนกลับเข้าตัวแล้วก็ยืนแอบพระถังซัมจั๋งอยู่ แล้วร้องเรียกด้วยเสียงอันตังว่า ท่านจินแสเชิญสี่หนแล้ว ก็ไม่มีลมแลเมฆแลฟ้าร้องแลฝนเล่า จะต้องให้ข้าพเจ้าทำบ้างจึงจะควร
   ฝ่ายเต้าหยินจนใจไม่รู้ที่จะทำประการใด ก็เดินกลับลงมาไปขึ้นหอ (เหงาฮ่องเล้า) เข้าเฝ้าทูลพระเจ้าแผ่นดิน เห้งเจียก็เดินตามไป พระเจ้าแผ่นดินก็ตรัสถามว่า ข้าพเจ้าคอยฟังคอยดูท่านอาจารย์ทำการพิธีบวงสรวงสี่หนแล้ว ก็ไม่เห็นมีลมแลฝนการจะเป็นอย่างไรหรือ เต้าหยินทูลว่า วันนี้เทพยดาพนักงานที่ทำลมและฝนไม่อยู่ เห้งเจียพูดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า วันนี้เทพยดาอยู่พร้อมกัน ที่ฝนไม่ตกนั้นเพราะวิทยาของจินแสไม่ศักดิ์สิทธิ์ เชิญเธอจึงไม่มา เมื่อพระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงทรงอนุญาตว่า ถ้ากระนั้นเห้งเจียจงกระทำให้เกิดลมและฝนเถิดเราจะคอยดู เห้งเจียได้อนุญาตแล้ว ก็คำนับเดินกลับมายังพิธี บอกพระถังซัมจั๋งให้ขึ้นบนโรงพิธี พระถังซัมจั๋งว่า อาตมภาพไม่เคยขอฝน เห้งเจียพูดว่าท่านไม่ต้องบวงสรวงจงทำเป็นนั่งสวดมนต์เท่านั้น ข้าพเจ้าจะทำเองท่านอย่าได้วิตกเลย
   พระถังซัมจั๋งขึ้นบนแล้วนั่งสำรวมจิตสวดพระคัมภีร์ (ซิมเกง) เวลานั้นมีขุนนางขี่ม้าวิ่งมาถามว่า ท่าน​สงฆ์หมู่นี้ทำไมไม่ได้ยินเสียงป้ายสัญญาณเล่า แลทำไมไม่เผากระดาษยันต์เล่า เห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงพูดด้วยเสียงอันดังว่า ข้าพเจ้าไม่ต้องการ พวกข้าพเจ้าไม่ต้องบวงสรวงขอเอาโดยทางความระงับ ขุนนางผู้นั้นก็กลับไปกราบทูล เห้งเจียได้ฟังพระถังซัมจั๋งสวดมนต์จบแล้ว จึงชักกระบองออกจากหู แกว่งกวัดไปมาทีหนึ่งแล้ว เอากระบองชี้ขึ้นบนเวหา ในทันใดนั้นก็บังเกิดลมพัดเปนพายุใหญ่ พัดจนกระเบื้องแลดินทรายปลิวว่อนมืดมนต์ไปทั้งอากาศ แล้วเห้งเจียเอากระบองชี้ขึ้นบนอากาศอีกทีหนึ่ง ในทันใดนั้นเมฆฝนก็ตั้งขึ้นเต็มไปทุกทิศเขียวชะอุ่ม เห้งเจียเอากระบองชี้ขึ้นไปบนเวหาอีกทีหนึ่ง ในทันใดนั้นฟ้าก็ร้องครื้นครั่นลั่นสะท้านไปทั่วโลก เห้งเจียก็ชี้กระบองขึ้นไปบนเวหาอีกทีหนึ่ง ฝนก็ตกลงมาทันทีตั้งแต่สามโมงเช้าจนเวลาเที่ยง ในกำแพงเมืองน้ำท่วมถนนหนทางไปทั้งสิ้น เจ้าแผ่นดินรับสั่งว่าน้ำก็มากแล้ว ข้าวปลาจะเสียไปหมด จะกลับเป็นไม่ดี
   เห้งเจียได้ฟังดังนั้น จึงเอากระบองชี้ขึ้นบนเวหาทีหนึ่ง ฝนก็หยุดลมก็หายรามสูรย์ก็ไม่มีเสียง เมฆก็ม้วนหอบหายไปหมด ท้องฟ้าก็ขาวสว่างไสวผ่องไสเหมือนปรกติแต่เดิม พระเจ้าแผ่นดินมีพระทัยโสมนัสยินดียิ่งนัก พวกขุนนางทั้งหลาย ก็พร้อมกันสรรเสริญทุกๆ คน ว่าพระสงฆ์องค์นี้ดีจริง พระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จกลับเข้าพระราชวัง ทรงเปลี่ยนหนังสือสัญญาประทับตราแผ่นดินให้
  ​เต้าหยินทั้งสามกราบทูลขัดขวางว่า ขอพระองค์ได้ทราบฝนตกในครั้งนี้ ไม่ใช่พาหนะของพระสงฆ์พวกนี้ คือพาหนะอำนาจของข้าพเจ้าทั้งสิ้น พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งว่าท่านอาจารย์พูดว่าเล่งอ๋องไม่อยู่ขอฝนไม่ได้ ครั้นเธอขึ้นไปขอก็ตกลงมาห่าใหญ่ฉะนี้ ทำไมจึงมาพูดลบล้างความชอบของเธอเสียเล่า เฮ้าลัดทูลว่าข้าพเจ้าขึ้นทำพิธีบวงสรวงและเผาซึ่งยันต์ แลหนังสือกราบทูลไปยังสวรรค์แลเคาะไม้สัญญาณ เล่งอ๋องจะไม่มานั้นได้อยู่หรือ ครั้นข้าพเจ้าลงจากพิธีฝ่ายพระสงฆ์ขึ้นพอมาประจวบเข้าจึงได้บังเกิดฝน เมื่อจะพิเคราะห์ให้ดีแล้วก็เป็นด้วยข้าพเจ้าบวงสรวงทั้งสิ้น ทำไมจึงกลับเป็นความชอบของพระสงฆ์ไปฝ่ายเดียวเล่า
   พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเต้าหยินก็เกิดความสงสัย ไม่แน่นอนในใจลงไปได้ว่าอย่างไร เห้งเจียจึงกราบทูลว่าขอพระองค์ได้ทราบ คือเธอทำด้วยเวทมนต์กลเล่ห์ทางไสยศาสาตร์ไม่เป็นความจริงได้ แม้จะเห็นว่าไม่แน่ว่าเป็นความจริงฝนตกด้วยอำนาจของผู้ใด บัดนี้เล่งอ๋องนาคทั้งสี่อยู่บนเวหา ข้าพเจ้ายังไม่บอกให้ไป ถ้าเต้าหยินเป็นผู้วิเศษจริงจงเรียกเล่งอ๋องออกมาให้เห็นตัวได้ จึงจะเห็นจริงว่าซึ่งลมและฝนตกนั้นเป็นเพราะฤทธิ์เดชและความสำเร็จมาจากเธอจริง
   พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียกราบทูลดังนั้น ก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก จึงตรัสว่าข้าพเจ้าได้ราชสมบัติยี่สิบสามปีแล้ว ยังไม่เคยเห็นรูปพระยาเล่งอ๋องว่าจะเป็นประการใด ขอท่านทั้งสองจงสำแดงวิทยาความ​รู้อันประเสริฐให้ข้าพเจ้าเห็นเป็นขวัญตาสักครั้งหนึ่งเถิด ความชอบจะอยู่แก่ท่านผู้เดียว ถ้าหากว่าเรียกมาไม่ได้จะเอาโทษให้สาหัส เต้าหยินทูลว่าพวกข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ขอให้พวกสงฆ์เรียกมาเถิด เห้งเจียแหงนหน้าขึ้นบนอากาศร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า ท่านเง่ากวั๊งอยู่ที่ไหนจงพาพวกพี่น้องบริวารออกทั้งรูป ให้เห็นปรากฎแก่ตา มนุษย์โลก เล่งอ๋องได้ยินดังนั้นก็ออกจากกลีบเมฆลอยอยู่บนเวหาทั้งสี่พี่น้อง พลิกแพลงเลี้ยวลดเร่ร่อนไปมาตรงปราสาทกิมหลวนเต้ย
   พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็จุดธูปเทียนบูชาขุนนางทั้งหลายก็คุกเข่าลงคำนับทุกคน แล้วพระองค์จึงตรัสว่ามีความลำบากแก่ท่านเล่งอ๋องได้อุตสาหะลงมาขอเชิญท่านกลับเถิด วันอื่นข้าพเจ้าจึงจะตอบแทนพระคุณ เห้งเจียพูดว่าท่านเล่งอ๋องและเทพบุตรทั้งหลายจงกลับไปยังที่เถิด วันอื่นข้าพเจ้าจะขอบพระคุณท่าน ฝ่ายพระยาเล่งอ๋องและเทพยดาทั้งหลายได้ฟังดังนั้น ก็อันตรธานสูญหายกลับไปยังสำนักแห่งตน ๆ
(บทที่ ๔๖)
 ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินเห็นเห้งเจียมีอำนาจฤทธิ์เดชศักดิ์สิทธิ์ อาจสามารถเรียกเชิญเล่งอ๋องและเทวดาได้ จึงหยิบเอาตราจะประทับส่งให้พระถังซัมจั๋งไป ฝ่ายเต้าหยินทั้งสามก็คุกเข่าลงคำนับกับพื้น พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็เสด็จลงจากบัลลังก์ เข้าประคองอาจารย์เต้าหยินไว้แล้วตรัสว่า ท่านอาจารย์ทำไมวันนี้จึงมาทำกิริยาอย่างนี้จะว่ากระไรหรือ เต้าหยินทูลว่า พระองค์ได้ทราบคือพวกข้าพเจ้ามาถึงเมืองนี้ก็​ปราถนาจะรักษาบ้านเมืองของพระองค์ให้ราษฎรมีความสุข มาวันนี้พวกสงฆ์เอาวิชาความรู้ออกเล่น แม้พระองค์ปล่อยเธอไปก็จะเสียเกียรติยศของพวกข้าพเจ้า พระองค์เห็นแก่ฝนเวลาเดียวก็มายกโทษฆ่าคนตายเสียนั้น จะไม่มีความประมาทพวกข้าพเจ้ามากหรือ ขอพระองค์อย่าเพิ่งให้หนังสือไปก่อน ให้พวกพี่น้องข้าพเจ้าทดลองดูก่อน เมื่อพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเต้าหยินกราบทูลดังนั้น ก็ให้วุ่นวายในพระทัยไป จึงยังมิได้พระราชทานหนังสือให้ จึงตรัสถามเต้าหยินว่าท่านจะใคร่ทดลองด้วยประการใดหรือ
   เฮ้าลัดอาจาริย์ทูลว่า ข้าพเจ้าจะลองด้วยนั่งสมาธิ พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งว่า ฝ่ายพระสงฆ์นั้นเธออยู่ในทางสมาธิเป็นอารมณ์ ทำไมจึงจะเอาสมาธิมาทดลองแก่เธอเล่า เต้าหยินทูลว่า อันสมาธินี้ไม่เหมือนแก่สมาธิตามเคยนั้น เรียกว่าอริยะเมฆเป็นบันใดสมาธิ พระเจ้าแผ่นดินทรงถามว่า อย่างไรเรียกว่าอริยะสมาธิขอให้ท่านชี้แจงข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจ เต้าหยินทูลว่า คือเอาไม้ร้อยท่อน เอาห้าสิบท่อนซ้อนขึ้นให้สูงประมาณสิบวา ข้างบนนั้นมีที่นั่งได้ จะขึ้นไปไม่ให้เอามือจับแลไม่ให้ใช้บันได จะขึ้นก็เหยียบเมฆขึ้นไปนั่ง กำหนดสองสามชั่วโมงกายไม่ไหวสั่น
   พระเจ้าแผ่นดินเห็นว่าเป็นการยาก จึงมีรับสั่งแก่พระสงฆ์ว่ามีผู้ใดเข้าใจจะทำได้บ้างหรือ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ยังนิ่งอยู่ โป๊ยก่ายถามว่าทำไมพี่จึงไม่พูดว่ากระไร เห้งเจียพูดว่าน้องพี่ไม่ปิดบังอำ​พรางอะไรแก่น้อง แม้ว่าจะขึ้นฟ้าดำดินและวิดน้ำในทะเลหรือเลื่อนแม่น้ำทุก ๆ อย่าง ซึ่งความประหลาดเหล่านั้นพี่ทำได้ทั้งสิ้น แต่ที่ว่านั่งสมาธินั้นพี่ต้องยอมด้วยสันดานยังมิได้เคย ที่ไหนจะนั่งได้เล่า พระถังซัมจั๋ง ได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงพูดว่าอาตมานั่งสมาธิได้ เห้งเจียดีใจพูดว่าดีแล้ว ๆ ถามว่าอาจารย์จะนั่งได้สักเท่าใด พระถังซัมจั๋งตอบว่า อาตมภาพได้พบท่านผู้วิเศษสำเร็จทางสมาธิ อธิบายซึ่งรากเหง้าประเภทของสมาธิให้ฟัง คือสมาธิอย่างสูงสำรวมจิตวางที่ช่องทวารเกิดดับ นั่งได้ทนสามปีสี่ปีแต่วิตกจะขึ้นไปไม่ได้ เห้งเจียว่าอาจารย์อย่าวิตกจงไปรับเถิด ข้าพเจ้าจะส่งอาจารย์ขึ้นไปเองพระถังซัมจั๋งจึงเดินมายังหน้าที่นั่งพนมมือพูดว่า อันสมาธินั้นอาตมภาพนั่งได้
   จึงพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดทำขึ้นโดยเร็ว ประมาณชั่วโมงหนึ่งก็แล้วสำเร็จตามรับสั่งสองแท่น ยังที่ประสาทกิมหลวนเต้ยซ้ายขวา ฝ่ายเฮ้าลัดอาจารย์ใหญ่ก็ลุกจากที่เดินลงมายังพื้นล่าง ก็สำแดงขึ้นเหยียบเมฆตรงขึ้นไปนั่งปรกติอยู่บนแท่นข้างทิศตะวันตก เห้งเจียก็ถอนขนออกหนึ่งขน แปลงเป็นเห้งเจียยืนอยู่กับโป๊ยก่ายซัวเจ๋ง ตัวเห้งเจียก็บันดานเป็นเมฆห้าสีเข้าโอบยกเอาพระถังซัมจั๋งขึ้นนั่งบนแท่นข้างทิศตะวันออก เห้งเจียก็รวมเมฆแปลงเป็นแมลงหวี่บินลงมาจับข้างใบหูโป๊ยก่าย บอกว่าน้องทั้งสองอย่าพูดจาแก่รูปแปลงนั้นโป๊ยก่ายบอกว่ารู้แล้ว
   ​ฝ่ายลกลัดอาจารย์ที่สอง นั่งอยู่ข้างล่างเห็นเธอทั้งสอง ขันนั่งสมาธิก็หลายชั่วโมงยังไม่แพ้ชนะกัน จึงนึกว่าเราจะช่วยใต้เซียนสักแรงหนึ่ง จึงถอนเอาผมท้ายทอยออกเส้นหนึ่ง เสกเป็นก้อนกลมแล้ว ดีดขึ้นไปติดบนศรีษะพระถังซัมจั๋งแปลงเป็นตัวหนอนเกาะอยู่ ก็กัดไชศรีษะพระถังซัมจั๋ง ฝ่ายพระถังซัมจั๋ง ทีแรกก็รู้สึกคัน ทีหลังก็รู้สึกเจ็บ อันความสัญญานั่งสมาธิ กายมิให้ไหวถ้าไหวก็เรียกว่าแพ้ เมื่อหนอนกัดศรีษะพระถังซัมจั๋งหนักเข้าก็ทนไม่ไหว จึงคุดงอศรีษะลง โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นพูดว่าเห็นจะไม่เป็นการ ท่านอาจารย์จะบังเกิดลมอะไรขึ้นแล้ว เห้งเจียพูดว่า อาจารย์เราพูดคำเดียวไม่เป็น คำสองแม้รับได้ก็ได้ น้องทั้งสองอย่าวุ่นวาย พี่จะขึ้นไปดูจะเป็นอย่างไรดอกกระมัง เห้งเจียก็บินโผขึ้นไป ถึงศรีษะพระถังซัมจั๋งจึงพิจารณาดู เห็นมีเท่าเมล็ดถั่วเขียวใหญ่ เกาะไชอยู่บนศรีษะพระถังซัมจั๋ง
   เห้งเจียก็เอื้อมมือไปแกะออกแล้วเอามือเกาถูให้อาจารย์ พระถังซัมจั๋งก็ไม่เจ็บไม่คันนั่งปรกติไปตามเดิม เห้งเจียจึงนึกว่าศรีษะพระสงฆ์ก็โล้นไม่มีเหาเลนอะไรจะอยู่ได้ นี่ทำไมหนอ จึงมีหนอนมาเกาะอยู่อย่างนี้ เห็นจะเป็นพวกเต้าหยินคนใดคนหนึ่งคิดทำลายอาจารย์เราเป็นแน่ จำเราจะต้องแกล้งมันบ้าง เห้งเจียจึงโผบินข้ามไปยังที่อาจารย์เต้าหยินนั่งอยู่ตรงนั้น แปลงเป็นตะขาบตัวหนึ่งยาวเจ็ดองคุลีตรงเข้าเกาะที่รูจมูกเต้าหยิน ๆ ก็นั่งไม่เปนสุข ขยับตัวทีหนึ่งก็หกคะเมนลงมาจากแท่นจะถึงแก่ความตาย บัง​เอิญมีคนช่วยก็รอดตายไปได้ พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็ตกพระทัย จึงรับสั่งให้ขุนนางพาตัวอาจารย์ไปอาบน้ำยังตำหนักบุ้นฮวย
   เห้งเจียจึงบันดาลเป็นเมฆรับพระถังซัมจั๋งลงมานับว่าเป็นการชนะพวกเต้าหยิน พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้หนังสือเดินทางแก่พระถังซัมจั๋ง 
   ลกลัดอาจารย์ที่สอง ก็คุกเข่าลงคำนับทูลขัดว่าขอพระองค์ได้ทราบ พี่ข้าพเจ้าเคยเป็นโรคลม ครั้นขึ้นสูงถูกลมอากาศจึงได้เป็นเช่นนั้น พวกพระสงฆ์จึงได้ชนะดังนี้ ขอพระองค์ได้โปรดได้ข้าพเจ้าขันพนันทายบังตาลองดูก่อน พระเจ้าแผ่นดินถามว่า การทายบังตานั้นอย่างไร เต้าหยินทูลว่า ข้าพเจ้าทายรู้ได้ซึ่งสิ่งของในที่ลับ รู้ได้ว่าเป็นของสิ่งใด แม้ว่าพวกพระสงฆ์ทายรู้ได้ก็ควรยอมได้เธอไป แม้เธอทายไมได้ขอพระองค์ปรับโทษที่ฆ่าคนนั้นเถิด พระเจ้าแผ่นดินก็ลงเนื้อเห็นเชื่อตามเต้าหยิน จึงรับสั่งให้ขันธียกตู้ล่องชาติแดงนั้นออกมายังตำหนักใน เอาของวิเศษใส่เข้าไว้แล้วปิดประตูตู้เสีย หามออกมาตั้งไว้ข้างนอกหน้พระที่นั่ง แล้วพระองค์จึงรับสั่งว่า พวกท่านทั้งสองฝ่าย จงทายว่าในตู้นั้นมีของสิ่งใด
   ในทันใดนั้นเห้งเจียแปลงเป็นแมลงหวี่ เข้าเกาะตู้พิจารณาดูเห็นมีช่องเล็กก็ลอดเข้าไปข้างใน จึงได้เห็นเสื้อวิเศษตัวหนึ่งกางเกงวิเศษตัวหนึ่ง จึงจับยกขึ้นฉีกป่นไปหมด จึงกัดปลายลิ้นเอาโลหิตพ่นเข้าไปร้องแปลง เสื้อกางเกงก็กลายเป็นระฆังแตกระฆังหนึ่ง แล้วก็ถ่ายปัสสาวะไว้ด้วย แล้วก็ลอดออกมาจับที่ใบหูพระถังซัมจั๋งบอก​ให้ทายของวิเศษว่าระฆังแตกจะเป็นของวิเศษอะไร จงทายอย่างนั้นไม่ต้องวิตกอะไรเลย พระถังซัมจั๋งจึงเดินเข้าไปจะทาย เต้าหยินก็ชิงทายว่า ในตู้นั้นมีเสื้อหนึ่งตัวกางเกงหนึ่งตัวเป็นของวิเศษสองสิ่ง พระถังซัมจั๋งพูดว่าไม่ใช่ ในตู้นั้นมีระฆังแตกระฆังหนึ่งเท่านั้น
   พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า พระสงฆ์นี้ดูถูกเราว่าไม่มีสิ่งของวิเศษ จึงได้ทายว่าระฆังแตกฉะนี้ รับสั่งให้จับตัวไว้ พระถังซัมจั๋งจึงทูลว่าขอพระองค์ได้เปิดตู้ดูเสียก่อน แม้ว่ามีของวิเศษจริงขอรับพระราชอาญาตามโทษ ถ้ามิใช่ของวิเศษก็เพียงอย่าลงโทษอาตมภาพเลย จึงพระเจ้าแผ่นดินโปรดให้เปิดตู้ดู ก็แลเห็นมีแต่ระฆังแตกอยู่ระฆังหนึ่งเท่านั้น ก็ยิ่งทรงพระพิโรธว่าใครเอาระฆังแตกใส่เข้าไว้ พระมเหสีทูลว่า ข้าพเจ้าใส่แก่มือข้าพเจ้าเอง คือเสื้อกางเกงของวิเศษสองสิ่ง เหตุใดจึงกลายเป็นของอย่างนี้ไปเล่า พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่าเรารู้เหตุแล้ว ให้พระมเหสีเสด็จเข้าจึงรับสั่งให้ยกตู้เข้าไปข้างใน แล้วพระองค์เสด็จเข้าไปเอาผลชมพู่เซียนผลหนึ่งใส่ไว้ในตู้นั้นปิดประตูเสียแล้ว สั่งให้หามออกไปข้างนอก จึงรับสั่งให้ทาย
   เห้งเจียก็เข้าไปในตู้อีกเช่นครั้งก่อน พอแลเห็นผลชมพู่ ก็กลายเป็นรูปเดิมกินผลชมพู่จนหมดลูกยังเหลือแต่เมล็ดในก็วางไว้ แล้วแปลงเป็นแมลงหวี่กลับออกมากระซิบบอกพระถังซัมจั๋งว่า พระอาจารย์จงทายว่าเมล็ดในชมพู่เซียน พระถังซัมจั๋งจะออกปากทาย เต้าหยินก็ชิงทายว่า ชมพู่ผลหนึ่ง พระถังซัมจั๋งว่า ชมพู่ก็จริงแต่ไม่มีเนื้อมีแต่เมล็ดในเท่านั้น ​พระเจ้าแผ่นดินตวาดว่า คราวนี้ข้าพเจ้าใส่เองกับมือข้าพเจ้าคือชมพู่เซียนผลหนึ่ง ทำไมจึงทายว่ามีแต่เมล็ดในเล่า พระถังซัมจั๋งทูลว่า ถ้าไม่เชื่อขอให้เปิดตู้ออกดูก็จะเห็นจริงว่าเป็นประการใด จึงรับสั่งให้ขุนนางเปิดประตูตู้ออกดู ก็เห็นเมล็ดในชมพู่จริงของพระถังซัมจั๋ง พระเจ้าแผ่นดินเห็นดังนั้นก็ตกพระทัย จึงตรัสแก่เต้าหยินอาจารย์ว่า อย่าขันสู้แก่เธอเลยจงปล่อยให้ไปเถิด ข้าพเจ้าได้เอาผลชมพู่เซียนใส่แก่มือของข้าพเจ้าเองทั้งผล เหตุใดจึงเหลือแต่เมล็ดในดังนี้เล่า ชะรอยจะมีเทพยดารักษาเธออยู่เป็นแน่
   ขณะเมื่อพระเจ้าแผ่นดินตรัสอยู่ดังนั้น เฮ้าลัดอาจารย์ใหญ่เมื่อตกลงมาจากแท่นก็ออกไปอาบน้ำชำระกายแล้ว กลับเข้ามายังหน้าที่นั่ง กราบทูลว่าขอพระองค์ได้ทราบ พระสงฆ์เหล่านี้เข้าใจกลอาจเรียกสิ่งของที่ไม่มีวิญญาณ แลให้เปลี่ยนแปลงได้ จงยกตู้ขึ้นมาข้าพเจ้าจะทำลายตู้นั้นเสียให้เธอทายใหม่ พระเจ้าแผ่นดินถามว่าพระอาจารย์จะทายอะไรอีกหรือ เต้าหยินทูลว่า กลนั้นเคลื่อนได้แต่สิ่งของเท่านั้น สิ่งที่มีวิญญาณจิตเคลื่อนไม่ได้ เอาเด็กน้อยซ่อนเข้าไว้ในตู้แล้ว ปิดประตูตู้เสีย ยกตู้ลงไปให้เห้งเจียมาทาย เห้งเจียเห็นยกตู้ลงมาตั้งไว้อีก ก็บินไปจับที่ตู้ลอดเข้าไปในตู้ เห็นมีเด็กน้อยนั่งอยู่ก็รู้สึกจึงแปลงเป็นอาจารย์เต้าหยิน เรียกว่าสานุศิษย์คำหนึ่ง เด็กก็ถามว่าอาจารย์มาทางไหน เห้งเจียบอกว่าเราแซกเข้ามา ​เด็กถามว่าอาจารย์เข้ามาจะสั่งว่ากระไรหรือ
   เห้งเจียว่าเจ้าเข้าอยู่ในตู้นี้ พวกสงฆ์นั้นแลเห็นเสียแล้ว หากว่าเขาทายว่ามีเด็กน้อยจะมิเสียทีเขาหรือ คิดโกนผมเสียพวกเราจะทายว่าสามเณรน้อย เด็กนั้นพูดว่าตามใจอาจารย์เถิด เห้งเจียก็เรียกกระบองให้แปลงเป็นมีดโกน จึงโกนผมเด็กนั้นเสียให้หมดทั้งศรีษะแล้วแปลงเสื้อกางเกงของเด็กนั้นเป็นผ้าเหลืองนุ่งห่มให้เด็ก ๆ ก็เหมือนแก่รูปพระสงฆ์ แล้วเห้งเจียถอนขนออกเส้นหนึ่ง แปลงเป็นระฆังเล็กระฆังหนึ่งส่งให้เด็กนั้นถือแล้วกำชับสั่งว่า เจ้าจงคอยฟังถ้าเรียกว่าเด็กน้อยแล้วจงอย่าได้ออกมาเลย ถ้าเรียกว่าเณรน้อยแล้วจงเปิดประตูตู้มือถือระฆังเคาะเดินออกมา ปากก็สวดว่า (อะมิโธพุทธะ) จงจำไว้ข้าจะไปก่อนแล้ว เห้งเจียก็กลับเป็นแมลงหวี่บินลอดออกมาพูดกระซิบที่หูพระถังซัมจั๋งว่าจงทายว่าเณรน้อย
   เฮ้าลัดใต้เซียนจึงเรียกว่า เด็กน้อยในตู้นั้นจงออกมา เรียกเท่าใด ๆ เด็กนั้นก็หาออกมาไม่ พระถังซัมจั๋งพนมมือพูดว่า ในตู้นั้นคือสามเณรน้อย โป๊ยก่ายจึงออกแรงเรียกว่า ในตู้นั้นสามเณรน้อยจงออกมา เด็กน้อยได้ยินเรียกว่าสามเณรน้อย ก็เปิดประตูตู้ออกมา มือถือระฆังปากก็สวดอะมิโธพุทธะ พวกขุนนางทั้งหลายเห็นดังนั้น ต่างก็พร้อมกันสรรเสริญ เต้าหยินทั้งสามก็ตกตะลึงปากพูดไม่ออก
   พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า พวกพระสงฆ์นี้มีฤทธาอนุภาพมาก ​และมีเทพยดาคอยประคับประคองอยู่เสมอ เหตุใดเด็กอยู่ในตู้จึงได้กลายเป็นสามเณรน้อยไปได้ ท่านอาจารย์จงปล่อยให้เธอไปเถิด เฮ้าลัดใต้เซียนทูลว่าขอพระองค์ได้ทรงทราบ ไหน ๆ ก็ได้มาพบผู้มีฝีมือด้วยกันแล้ว แต่เล็กมาข้าพเจ้าก็เคยเล่าเรียนฝึกหัด จะขอลองฝีมือแก่พวกพระสงฆ์อีกสักครั้งหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งถามว่า ท่านอาจารย์จะใคร่ลองฝีมืออย่างไร เต้าหยินทูลว่า พี่น้องข้าพเจ้าทั้งสามคนนี้จะขันตัดศรีษะผ่าท้องเอาไส้ออก แลกลับทำให้ดีอย่างเดิมได้ น้ำมันต้มให้เดือดก็ลงไปอาบเล่นได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็ตกพระทัย จึงตรัสว่าการทั้งสามอย่างนั้นถึงชีวิตทั้งนั้น ท่านจะทำไปจะกระไรอยู่ ข้าพเจ้ายังหนักใจมาก เกลือกจะเป็นอันตรายดอกกระมัง
   เฮ้าลัดใต้เซียนทูลว่า พวกข้าพเจ้ามีความรู้วิชาสามารถจะกระทำได้ จึงได้กล้ากราบทูลพระองค์ดังนี้ ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเลย พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสแก่พระถังซัมจั๋งว่าอาจารย์ของข้าพเจ้ายังไม่ยอมให้ท่านไป จะขอลองขันตัดศรีษะผ่าท้อง อาบน้ำมันที่เดือดกำลังร้อนอยู่ เห้งเจียได้ฟังก็กลับยังรูปเดิมหัวเราะแล้ว ก็ทูลว่าดีแล้ว ๆ ค้าขายมาถึงประตูบ้านแล้ว โป๊ยก่ายถามว่า ทั้งสามอย่างนั้นถึงแก่ชีวิตทั้งนั้นมิใช่หรือ พี่พูดอะไรมาถึงประตูบ้านข้าพเจ้าคนโง่ยังไม่เข้าใจ เห้งเจียพูดว่า น้องยังไม่รู้ความดีของพี่หรือ คือตัดศรีษะ​ขาดแล้วก็ยังพูดได้ ผ่าท้องแบะออกไม่มีรอย น้ำมันต้มกำลังเดือดร้อนๆ อาบได้ไม่ร้อน ของง่ายๆ ไม่ยากอะไรเลย จะได้สระล้างเหงื่อไคลด้วย พูดดังนั้นแล้วจึงเดินเข้าไปทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ข้าพเจ้าเคยเรียนรู้ตัดศรีษะได้ ไม่ทราบว่าจะดีหรือไม่ดี บัดนี้จะขันพนันลองดู พระเจ้าแผ่นดินทรงพระสวนแล้วตรัสว่า พระสงฆ์พวกนี้ยังไม่เคย เหตุไฉนจึงอาจลองได้ เฮ้าลัดเต้าหยินจึงทูลว่า เธออยากอย่างนั้นจึงจะได้สมแก่ความแค้นของข้าพเจ้า พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้จัดสนามให้พระสงฆ์ไปตัดศรีษะก่อน
   เห้งเจียมีความยินดี พนมมือพูดเสียงดังว่า ขอขมาท่านอาจารย์เต้าหยิน อย่าถือว่าข้าพเจ้าใจกล้าชิงทำก่อน พูดดังนั้นแล้วก็หันหน้าเดินออกไปที่สนามฆ่า พวกเพชรฆาตก็จับมัดลงแล้วก็ร้องว่าลงดาบ ก็ตัดศรีษะหล่นลงทันที แล้วผลักล้มลงกับพื้นดุจตัดแตงโมฉะนั้น ศรีษะกระเด็นไปห่างกาย แต่ที่คอเห้งเจียโลหิตมิได้ไหลออก ได้ยินในท้องร้องเรียกว่าศรีษะจงกลับมา ลกลัดเต้าหยินก็รีบร่ายเวทบอกพระภูมิเจ้าที่ให้ยึดศรีษะเห้งเจียไว้
   ฝ่ายพวกเจ้าพระภูมิเหล่านั้น เพราะพวกเต้าหยินได้เวทเหงาลุ้ยไว้จึงต้องช่วยเต้าหยิน ก็แอบบังตัวเข้าไปจับศรีษะเห้งเจียไว้มิให้ไปติดกับตัว เห้งเจียเรียกอีกคำหนึ่งว่า หัวจงกลับมาหัวนั้นก็ดุจมีรากไม่เขยื้อนไปได้ เห้งเจียก็กำมัดออกแรงสลัดทีหนึ่งเชือกที่มัดก็ขาดหลุดไปสิ้น ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าให้สูงขึ้น ก็เห็นที่คอมีศีศะโผล่ขึ้นมาเหมือนอย่างเดิม ​พวกเพชรฆาตเหล่านั้นก็พากันตกตะลึงตัวแข็งไปทุกคน ทั้งพวกทหารรักษาองค์ก็พากันตกใจตัวสั่น มีความอุทัจหน้าซีดสลดไปทุกคน แล้วพวกขุนนางข้าราชการแลเพชรฆาต ก็นำความเข้าไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า เป็นการประหลาดอัศจัรรย์ที่สุด ตัดศรีษะขาดแล้วกลับมีศรีษะเกิดขึ้นอีกอย่างเดิมได้ กำลังที่พวกขุนนางกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินอยู่นั้นก็เห็นเห้งเจียเดินเข้ามา ร้องเรียกอาจารย์
   พระถังซัมจั๋งดีใจถามว่า มีความลำบากนักหรือเปล่า เห้งเจียว่าไม่มีความลำบากอะไรหามิได้จะลองเล่นดูเท่านั้น พวกพี่น้องต่างก็มีความรื่นเริง พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า พวกพระสงฆ์จงมารับหนังสือ ข้าพเจ้ายกโทษให้จงไปเถิด เห้งเจียทูลว่า หนังสือก็ต้องรับแต่จะต้องให้อาจารย์เต้าหยิน ออกไปตัดศรีษะลองดูก่อน
   เฮ้าลัดได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็เดินออกไปยังสนามให้พวกเพชรฆาตจับมัดแล้วฟันคอศรีษะขาดกระเด็นลงกับแผ่นดิน ที่คอก็ไม่มีโลหิตออกได้ยินเสียงร้องเรียกว่าศรีษะจงกลับมา เห้งเจียเห็นดังนั้นก็รีบถอนขนออกเส้นหนึ่ง ร่ายคาถาเป่าไปก็กลายเปนสุนัขตัวหนึ่ง วิ่งเข้าไปในสนามคาบเอาศรีษะเต้าหยินนั้นหนีไป วิ่งไปทิ้งที่แม่น้ำหน้าตำหนักแพ เต้าหยินเรียกว่าติด ๆ อีกสามคำศรีษะนั้นก็ไม่คืนกลับมาเข้าที่ ที่คอนั้นก็มีแสงแดงผุดขึ้นบัดเดี๋ยวก็ขาดใจตายล้มลงกับพื้น พวกคนเข้าไปดูก็เห็นเป็นเสือสีเหลืองหัวขาดตัวหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดังนั้นก็ตกประหม่าสิ้นสติ
   ​ลกลัดอาจารย์ที่สองทูลว่าพี่ข้าพเจ้าก็สิ้นชีวิตแล้ว เหตุใดจึงกลายเป็นเสือ เหตุทั้งนี้คือพวกพระสงฆ์ทำกลวิชาให้เห็นเป็นเสือ ข้าพเจ้าไม่ยอมแพ้จะขอขันทดลอง ผ่าอกควักหัวใจออกให้จงได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังลกลัดเต้าหยินทูลดังนั้นก็ได้สติ จึงเรียกพระสงฆ์มาบอกว่า อาจารย์ที่สองจะรับผ่าอกแก่พวกท่าน ๆ จะรับขันสู้หรือไม่ เห้งเจียทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า นานแล้วไม่ได้กินของสุกด้วยไฟ เมื่อวันก่อนเดินมาตามทางพบผู้มีศรัทธาอ้อนวอนให้กินข้าวแจ ก็ได้รับมาหลายครั้ง ทำให้เจ็บท้องมาหลายเวลาแล้ว จะใคร่ยืมมีดของพระองค์มาผ่าท้องเอาไส้ออกล้างให้สะอาด จะได้ไปไซทีนมัสการพระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น จึงรับสั่งให้จับเห้งเจียไปยังสนาม เห้งเจียพูดว่าไม่ต้องจับข้าพเจ้าจะไปเอง แล้วเห้งเจียพูดว่าไม่ต้องมัดผูกทั้งสิ้นข้าพเจ้าจะล้างไส้พุงเอง
   พูดแล้วก็เข้าพิงกับเสาถอดเสื้อผ้าออก แล้วปลิ้นท้องออกพวกเพชรฆาตก็เอาเชือกผูกรัดตัวเข้ากับเสา แล้วเอามีดสั้นแทงพุงเข้ากรีดแหวะออก เห้งเจียก็เอาสองมือควักไส้พุงตับปอดออกทั้งสิ้น ลำดับเป็นสิ่ง ๆ ไว้สักครู่หนึ่ง แล้วก็เอากลับคืนเข้าที่ไว้ตามเดิม พระเจ้าแผ่นดินได้เห็นดังนั้นก็ตกพระทัย หยิบหนังสือถืออยู่กับพระหัถต์ตรัสว่า พระสงฆ์ผู้วิเศษจงมารับหนังสือไปเถิดช้าไปจะเสียการ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าหนังสือเป็นการเล็กน้อย ขอให้อาจารย์​ที่สองออก ไปทดลองตามสัญญาก่อนบ้างให้เห็นจริง พระเจ้าแผ่นดินตรัสแก่ลกลัดอาจารย์ที่สองว่า เหตุการณ์อันนี้มิใช่การของข้าพเจ้า เป็นเพราะอาจารย์ขันทดลอง แก่เธอเอง จงเชิญออกไปทดลองให้ปรากฎเถิด
   ลกลัดเต้าหยินทูลว่าขอพระองค์จงวางพระทัยเถิด ข้าพเจ้าไม่ยอมให้แพ้เธอเป็นอันขาด ทูลแล้วเต้าหยินก็เดินไปยังสนาม พวกเพชรฆาตจับตัวมัดเอามีดมาแหวะผ่าท้องออก เต้าหยินสองมือควักล้วงไส้พุงออกแล้ว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ถอนขนเส้นหนึ่งเป่าไปเป็นนกแร้งตัวหนึ่ง บินโผ ลงมาโฉบเอาไส้พุงได้แล้วก็บินหนีไป ไม่รู้ว่าจะไปกินที่ไหน ในท้องเต้าหยินก็ไม่มีไส้พุงตับไตบัดเดี๋ยวก็ขาดใจตาย พวกเพชรฆาตเข้าแก้มัดออกดู เห็นร่างกายกลายเป็นกวางขาวไป พวกเพชรฆาตแลขุนนางเห็นประหลาดดังนั้นก็ตกใจ จึงนำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน ๆ ได้ทรงทราบดังนั้นก็ยิ่งทรงพระวิตกมากขึ้น ตรัสถามว่าทำไมจึงกลายเป็นกวางไปได้
   เอี๊ยวลัดอาจารย์ที่สามทูลว่า พี่ข้าพเจ้าตายแล้วกลายเป็นกวางนั้นชะรอยพระสงฆ์พวกนี้ทำเล่ห์กลฆ่าพวกข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าต้องขอแก้แค้นแทนพี่ทั้งสองให้จงได้ พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่าท่านจะมีวิชาอะไรจึงจะไปขันทดลองแก่เธอเล่า เต้าหยินทูลว่าข้าพเจ้าขอขันสู้ด้วยอาบน้ำมันเดือดร้อน ๆ พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้เจ้าพนักงานทำเตาตั้งกะทะใหญ่เอาน้ำมันใส่ติดไฟให้เดือดร้อน แล้วอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายไปทดลองกัน
   ​เห้งเจียทูลว่าข้าพเจ้านี้นานแล้วไม่ได้อาบน้ำล้างตัวเลย มาสองสามวันนี้เนื้อหนังให้แสบคัน มีน้ำมันร้อนดังนี้ชอบใจนัก ครั้นน้ำมันเดือดพล่านแล้วจึงบอกให้เห้งเจียลงไปอาบ เห้งเจียพนมมือถามว่า จะให้อาบซ้ายหรืออาบขวา พระเจ้าแผ่นดินถามว่าอาบซ้ายอย่างไรอาบขวาอย่างไร เห้งเจียทูลว่าซ้ายอาบไม่ถอดเสื้อผ้าลงไปทั้งตัว กลับขึ้นมาเสื้อผ้าก็มิให้เปียกเปื้อน แม้ว่าเปียกเปื้อนสักหยดหนึ่งก็เอาเป็นแพ้ ขวาอาบนั้นต้องถอดเสื้อผ้าแต่ตัวเปล่าลงไปอาบแล้วกลับขึ้น พระเจ้าแผ่นดินจึงตรัสถามเอี๊ยวลัดเต้าหยินว่าท่านอาจารย์จะพอใจให้อาบอย่างไหน เต้าหยินทูลว่าแม้ให้อาบทั้งเสื้อผ้าเกรงจะมียาแก้ร้อน จงให้เธออาบขวาเถิด เห้งเจียก็ยืนขึ้นพนมมือ พูดว่าขออนุญาตให้ข้าพเจ้า เพราะทุกครั้งข้าพเจ้าชิงขึ้นก่อน พูดดังนั้นแล้วก็เดินเข้าไปที่ข้างกะทะถอดเสื้อผ้าออกแล้ว ก็กะโดดลงไปในกะทะดำผุดมุดว่ายกลิ้งเกลือกไปมาดุจอาบน้ำเย็น
   โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็กระดิกลิ้นพูดแก่ซัวเจ๋งว่าพวกอ้ายหลงผิดไม่รู้ว่าอ้ายลิงนี้ มันมีอิทธิฤทธิ์เดชามหาอานุภาพอย่างนี้เลย พูดสรรเสริญแก่ซัวเจ๋งอยู่ดังนั้น เห้งเจียเหลือบไปเห็นคนยืนบ่นอยู่ จึงถามว่านั่นพูดนินทาอะไรข้า โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วบอกว่าไมได้พูดอะไรดอก เห้งเจียพูดว่ามีวิชาก็ต้องลำบาก ที่ไม่ดีไม่รู้อะไรมันก็ได้สะบาย แล้วนึกว่าจะทำเล่นดูให้พากันตกใจไม่สบายจึงจะได้ คิดดังนั้นแล้วก็ดำมุดหายอยู่ใต้ก้นกะทะ ​พวกขุนนางพนักงานเห็นดังนั้น ก็นำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบ บัดนี้พวกสงฆ์ลงอาบน้ำมันนั้นถูกน้ำมันเดือดร้อนลวกตายเสียแล้ว พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็มีพระทัยยินดี จึงรับสั่งให้เก็บกะดูกขึ้น พวกพนักงานก็เอาสวิงเหล็กลงช้อนไปช้อนมา สวิงนั้นห่างเห้งเจียแปลงเล็กเท่าเมล็ดพุดซาลอดออกนอกสวิง
   พวกขุนนางจึงมากราบทูลว่าพวกพระสงฆ์นั้นกระดูกอ่อนน้ำมันกินละเอียดไปหมดแล้ว จะเอากระดูกก็มิได้ พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งว่า ยังอีกสามองค์ให้จับไส่ลงต้มเสีย พวกทหารรักษาองค์เห็นโป๊ยก่ายหน้าตาดุร้ายก็ตรงเข้าจับก่อน พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ขอพระองค์จงผ่อนให้อาตมภาพสักชั่วโมงหนึ่ง ด้วยสานุศิษย์คนนี้ ตั้งแต่สวามิภักดิ์มา ก็มีความชอบมาก บัดนี้มาทำการข้ามเกินท่านอาจารย์เต้าหยินตายอยู่ในกะทะนั้น อาตมภาพก็ไม่คิดอยากจะเป็นอยู่ แต่ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้ข้าวถ้วย เกลือเม็ดหนึ่ง พอได้ในการเซ่นไหว้ที่กะทะนั้นแล้ว อาตมภาพกับศิษย์ก็จะยอมตายตามโทษานุโทษ
   พระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า เมืองใต้ถังมีคนดีที่มีความกตัญญูมาก จึงรับสั่งให้จัดข้าวเกลือมาให้ตามที่เธอขอร้อง พระถังซัมจั๋งบอกให้ซัวเจ๋งยกไปตั้งที่ข้างกะทะแล้ว ก็จุดธูปเทียนรินสุรารินน้ำแล้ว พระถังซัมจั๋ง​ยืนอยู่ข้างกะทะพรรณาร้องเรียกว่า เห้งเจียตั้งแต่เข้ามาสวามิภักดิ์สมาทานถือฝ่ายพระพุทธศาสนารักษาอาตมภาพจะไปยังไซที มีบุญคุณนั้นลึกล้ำเหลือที่จะคณนา ก็ปราถนาจะให้สำเร็จแก่มรรคผล ไม่รู้เลยว่า จะมาสิ้นชีวิตเสียในเวลานี้ เมื่อเป็นผู้ตั้งจิตอันชอบแล้ว แม้ตายไปก็จงตั้งใจถึงพระพุทธเจ้า อันวิญญาณศักดิสิทธ์ แม้อยู่ไกล้ใกลจงมารับเถิด
   โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าอาจารย์พรรณนาอย่างนั้นไม่ถูกไว้ข้าพเจ้าจะอ้อนวอนเซ่นเอง โป๊ยก่ายก็คุกเข่ากับพื้นบอกให้ซัวเจ๋งรินเหล้าแทน โป๊ยก่ายพูดด้วยโทโสว่า อ้ายหาเหตุอ้ายลิงระยำ อ้ายไม่รู้จักตาย อ้ายเป๊กเบ๊อุน สิ้นชาติลิงเท่านี้ หมดรากเหง้าเป็กเบ๊อุนแล้วอ้ายฉิบหายตายโหงจงมารับเครื่องเซ่นเถิด ฝ่ายเห้งเจียกบดานอยู่ก้นกะทะ ได้ยินโป๊ยก่ายด่าแช่งดังนั้นก็อดไม่ได้ ก็แปลงกลับรูปเดิมผุดขึ้นมายืนกลางกะทะ ถามว่าอ้ายชาติหมู อ้ายกินรำมึงด่าว่าใคร พระถังซัมจั๋งเห็นเห้งเจียก็ดีใจ จึงพูดว่าเห้งเจียอย่าทำให้อาตมภาพตกใจเลย ขุนนางใหญ่น้อยเห็นดังนั้นก็นำความมากราบทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า ขอพระองค์ได้ทรงทราบพวกพระสงฆ์นั้นไม่ตายอยู่ก้นกะทะผุดขึ้นมาแล้ว
   ครั้นทูลดังนั้นแล้วก็เกรงจะผิดจึงทูลต่อไปว่า เห็นจะตายแล้ว แต่หากจะเป็นปีศาจกลับผุดขึ้นมาเป็นแน่ ​เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็โกรธ กระโดดออกจากกะทะชักกระบองออกจากหู ตรงมาตีขุนนางพนักงานทีหนึ่งก็น่วมอยู่กับพื้น แล้วพูดว่าเราเป็นลิงเป็นปิศาจที่ไหน ขุนนางเหล่านั้นก็ตกใจรีบแก้มัดโป๊ยก่ายออก ต่างพากันคุกเข่าลงคำนับขอโทษ เจ้าแผ่นดินลงจากพระแท่นจะหนีเห้งเจียเข้ายึดไว้ พูดว่าพระองค์ไม่ต้องหนีจงรับสั่งให้เต้าหยินอาจารย์ที่สามลงกะทะไปอาบน้ำมัน พระเจ้าแผ่นดินไม่เป็นสมประดี พระกายสั่นระริกระรัวไป แข็งพระทัยเรียกว่าพระอาจารย์ช่วยข้าพเจ้าด้วย จงรีบลงกะทะน้ำมันโดยเร็วอย่าให้พระสงฆ์ติข้าพเจ้าเลย
   เอึ๊ยวลัดอาจารย์ที่สาม ก็เดินไปยังที่กระทะทำตามอย่างเห้งเจียถอดเสื้อผ้าออกแล้วก็กระโดดลงไปในกระทะ เห้งเจียก็เดินแอบมาที่ข้างกะทะ เอามือจุ่มในน้ำมันดูก็ไม่ร้อนดุจน้ำเย็นฉะนั้น เห้งเจียคิดขึ้นได้ว่าเห็นจะมีเล่งอ๋องที่ไหนมาช่วยเป็นแน่ น้ำนี้จึงได้เย็นไปคิดดังนั้นแล้ว ก็เหาะขึ้นไปบนอากาศร่ายคาถาเรียกเล่งอ๋องสมุทรทิศอุดรมาทันใด ถามว่าทำไมจึงช่วยทำน้ำมันในกะทะให้เย็น อาจารย์เต้าหยินจะเอาชนะเราได้ฉะนี้
   เล่งอ๋องตกใจคำนับแล้วพูดว่า ท่านจงทราบเถิดข้าพเจ้ามาช่วยเองไม่ได้ ท่านยังไม่ทราบมันคือสัตว์แพะตั้งความเพียรปฏิบัติได้เปลี่ยนแปลงถอดรูปได้ แต่เธอได้ยินเหงาลุ้ยนั้นจริง นอกนั้นเป็นส่วนไสยศาสตร์ไม่จริง ที่สองคนก่อนใต้เซียได้ทำลายเสียแล้ว ยังอีกคนหนึ่งนี้ มันฝึกเล่งอ๋องทำให้น้ำมันเย็นนั้น มันล่อลวงชาวชนทั้ง​หลายให้หลงเชื่อมันทั้งสิ้น แม้ว่าข้าพเจ้าเก็บมังกรเย็นเสียแล้ว เนื้อหนังมันก็จะละเอียดไปหมด จะอวดเก่งแก่ใครได้ต่อไปอีกเล่า เห้งเจียจึงสั่งพระยาเล่งอ๋องว่า จงรีบไปเก็บมังกรเย็นเสียโดยเร็ว พระยาเล่งอ๋องก็บันดาลลมพายุลงมาจับมังกรเย็นนั้นกลับไปยังทะเล เห้งเจียก็ลงมายืนอยู่ริมกะทะน้ำมันคอยพิจารณาดู
   ฝ่ายเต้าหยินอยู่ในกะทะกลิ้งเกลือกโลดเต้นไปมา ประเดี๋ยวก็ล้มลงหนังเนื้อก็ลอกออกทั้งสิ้น พวกขุนนางพนักงานเห็นดังนั้น ก็นำความขึ้นกราบทูลว่า บัตรนี้อาจารย์ที่สามนั้นตายในกระทะน้ำมันแล้ว
(บทที่ ๔๗)
   พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดังนั้น ก็ตบโต๊ะเสียพระทัยทรงพระกันแสงยิ่งนัก เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็เข้ามาใกล้ร้องขึ้นไปด้วยเสียงอันดังว่า พระองค์ทำไมจึงได้เศร้าโศกเสียพระทัยอย่างนี้เล่า อันอาจารย์ทั้งสามนั้นมันเป็นสัตว์อยู่ป่าเขา เพราะได้สำเร็จในการเปลี่ยนแปลงกายได้ต่าง ๆ พระองค์ก็ได้เห็นชัดด้วยพระเนตรของพระองค์แล้ว จะมาเศร้าโศกเสียใจร้องไห้ไปทำไม อ้ายพวกปีศาจร้ายเหล่านี้มันคิดจะมาฆ่าท่าน ๆ ยังมิได้รู้สึกเลย หากข้าพเจ้ากำจัดมันเสียก่อน มิฉะนั้นราชสมบัติของพระองค์ ก็จะตกอยู่ในเงื้อมมือพวกปีศาจร้ายทั้งสิ้น พระองค์อย่าทรงพระกรรแสงไปเลย จงรีบขอหนังสือเดินทางให้ข้าพเจ้าไปโดยเร็วเถิด
   พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียทูลดังนั้น แลขุนนางซ้ายขวาก็กราบทูลพร้อมกันว่า ซึ่งท่านเห้งเจียกราบทูลดังนี้ ย่อมเป็นความ​จริงทุกประการ ขอพระองค์จงเชื่อฟังถ้อยคำเห้งเจียเถิด จึงพระเจ้าแผ่นดินตรัสว่า ถ้ากระนั้น เวลานี้ก็จวนจะค่ำอยู่แล้ว ขอจงรอพักอยู่พอให้ข้าพเจ้าตอบแทนพระคุณท่านบ้าง จึงรับสั่งให้ขุนนางพาพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ไปพักอยู่ที่จัดตี้เอียมยี่ พรุ่งนี้จึงค่อยจัดแจงเลี้ยงสนองพระเดชพระคุนท่านทั้งสี่สักครั้งหนึ่ง ครั้นวันที่สองพอได้เวลาพร้อมขุนนางน้อยใหญ่เข้าเฝ้า จึงรับสั่งให้ร่างหนังสือ ประกาศ นิมนต์พระสงฆ์ที่หลบหนีไปนั้น ให้กลับมาอยู่ตามวัดวาอารามของตนๆ ตามเดิม และให้จัดเครื่องโต๊ะถวายพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสาม ยังจัดตี้เอียมยี่ ครั้นเจ้าพนักงานจัดการตามรับสั่งแล้ว พระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางข้าราชการก็พร้อมกันไปยังวัดตี้เอียมยี่ถวายเครื่องแจแก่พระถังซัมจั๋ง นอกนั้นก็เลี้ยงตามธรรมดา
   ฝ่ายพระสงฆ์ที่เห้งเจียปล่อยให้หนีไปนั้น เมื่อได้ทราบประกาศก็มีความยินดี พากันกลับมายังวัดวาอารามตามเดิม แลไปหาเห้งเจียเพื่อจะคืนขนเพชรที่เห้งเจียให้ไปคุ้มตัวนั้น ทั้งจะได้ขอบคุณเห้งเจียด้วย เวลาเมื่อพระถังซัมจั๋งฉันแล้ว เจ้าเมืองเซียตี้ก๊ก จึงเปลี่ยนหนังสือเดินทางมอบให้พระถังซัมจั๋งไป พระถังซัมจั๋งรับหนังสือแล้วก็คำนับลาพระเจ้าแผ่นดิน ๆ พร้อมด้วยขุนนางก็ตามส่งพระถังซัมจั๋งจนออกนอกประตูเมือง เมื่อขณะเดินมานั้น ตามหนทางมีหลวงจีนคุกเข่าเคารพอยู่เต็มไปทั้งสองข้างทาง ปากก็ร้องว่าพระผู้เป็นเจ้ามาแล้ว พวกข้าพเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ คือที่ท่านปล่อยให้หนีไปนั้นได้ทราบว่า​ท่านกำจัดปีศาจที่ดุร้ายราบคาบแล้ว พวกข้าพเจ้ามีความยินดีรีบนำขนเพชรมาคืนให้แก่ท่านและขอเคารพขอบพระเดชพระคุณของท่านด้วย
   เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วถามว่าพวกท่านมาพร้อมกันแล้วหรือ หลวงจีนเหล่านั้นตอบว่า มาพร้อมกันทั้งห้าร้อยไม่ขาด เห้งเจียก็เรียกขนเพชรกลับคืนเข้ากาย แล้วทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินเซียตี้ก๊กว่า หมู่หลวงจีนทั้งหลายเหล่านี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยให้หนีไป และสิ่งของทั้งหลายที่อาจารย์ทั้งสามทำไว้ ข้าพเจ้าก็พังทำลายเสียทั้งสิ้น และพวกศิษย์ทั้งหลายของอาจารย์เต้าซือที่ให้ออกมาดูการนั้น ข้าพเจ้าก็ตีตายเสียทั้งสองคน บัดนี้พวกเหล่าร้ายก็สงบแล้ว เห็นจริงในส่วนธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นทางอันชอบแท้ ต่อนี้ไปท่านจงตั้งอยู่ในพระไตรสรณาคมณ์ อย่ามีความเคลือบแคลงสงสัยต่อไป และให้มีเมตตาปราณีแก่สมณะชีพรามณ์อาณาประชาราษฎรของพระองค์ ให้ได้รับความร่มเย็นเปนสุข อย่ามีความฟุ้งซ่านกลับเป็นมิจฉาทิฐิเห็นผิดเป็นชอบ บ้านเมืองของพระองค์จะได้รุ่งเรืองวัฒนากาล
   เจ้าแผ่นดินเซียตี้ก๊กได้ฟังเห้งเจียให้โอวาทตักเตือนดังนั้น ก็มีความขอบคุณยิ่งนัก ครั้นเสร็จการสนทนากันแล้ว พระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสามก็ลาไป เจ้าเมืองเซียตี้ก๊กก็ยืนรออยู่จนพระถังซัมจั๋งไปลับตาแล้วจึงพาขุนนางกลับเข้าเมือง อ่านต่อ_

10 มิถุนายน 2568

[เล่ม 2] ตอนที่ 36 ไซอิ๋ว นวนิยาย

ก่อนหน้า 📝   อ่านต่อ 📖  
  ทั้งหมด   รูปภาพ   วีดีโอ   ข่าวสาร   
   ครั้นมาได้ประมาณสักเดือนเศษ ในเวลากำลังเดินอยู่นั้น ได้ยินเสียงน้ำดังกระทบหูพระถังซัมจั๋งเรียกสานุศิษย์ถามว่า นั่นเสียงน้ำอะไร​ดังอยู่ที่ไหน เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า อาจารย์นี้สงสัยมากเรื่องเดินมาด้วยกันสี่คนไม่มีใครได้ยิน ท่านได้ยินแต่ผู้เดียว พระอาจารย์เอาคัมภีร์ชิมเกงไปทิ้งลืมเสียวรรคหนึ่งแล้ว พระถังซัมจั๋งพูดว่า ชิมเกงคัมภีร์นี้ ของท่านอาจารย์โอเซ้าสอนให้เราต่อปาก ทุกวันนี้เราภาวนาอยู่เสมอเป็นนิตย์ เห้งเจียรู้ว่าเราลืมวรรคไหน เห้งเจียตอบว่า ลืมวรรคที่ว่าโบ้งั้นฮี้พี้อี๊ซินอี่ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันวิสัยคนบวชเรียนในทางสมณะกิจ ตาอย่าไปดูรูปสวยงาม หูอย่าไปฟังเสียงที่เพราะหวาน จมูกอย่าไปสูดดมกลิ่นที่หอมหวน ลิ้นอย่าไปเลียลิ้มรส กายอย่าไปสัมผัสถูกต้องรูป จิตอย่าไปน้อมนึกอารมณ์ที่ฟุ้งซ่านอย่างนี้จึงเรียกว่าเปลื้องโจรทั้งหกได้
   ท่านอาจารย์ทุกวันนี้ ตั้งใจจะไปอาราธนาพระธรรม กลัวปีศาจมารร้ายไม่ยอมสละกาย มีความอยากในรสกังวลแก่ลิ้นพอใจแก่กลิ่นอันหอม ไปฟังเสียงสะดุ้งหวาด ไปเห็นซึ่งรูปสีจิตก็ให้ฟั่นเฟือนไปต่าง ๆ โจรทั้งหกก็เข้ากลุ้มรุมในดวงจิต ทำไมจึงจะไปถึงไซที เห็นพระพุทธเจ้าได้เล่า พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็นิ่งนึกอยู่ในใจสักครู่หนึ่ง จึงพูดว่าตั้งแต่ออกจากพระเจ้าแผ่นดินมา ใจก็รีบร้อนระมัดระวัง ไม่รู้ว่าเวลาใดจึงจะเต็มบริบูรณทั้งสามได้ ไปรับธรรมของพระพุทธเจ้ามาได้ เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า อันที่จริงพระอาจารย์มีความคิด​ถึงบ้านเมืองยากที่จะหยุดได้ แม้ว่าจะใคร่ให้สามบริบูรณ์จะยากอะไร ยังมีคำกล่าวว่า แม้ทำให้ถึงก็สำเร็จอยู่เอง
   โป๊ยก่ายพูดว่าพี่แม้จะคิดตามซึ่งมีมารร้ายนั้น จะไปพันปีก็ไม่สำเร็จการ ซัวเจ๋งพูดว่าพี่ทั้งสองคิดเห็นเหมือนข้าพเจ้าคิด ตามประสาคนโง่โง่ เอาแต่บ่าลับฝนไปไม่หยุด ไปภายหน้าก็สำเร็จได้อยู่เอง อาจารย์กับศิษย์เดินพูดกัน แลไปข้างหน้าเห็นมีกระแสน้ำดำขึ้นโอบฟ้าม้าเดินไม่ได้ พระถังซัมจั๋งก็ลงจากม้า ถามศิษย์ว่าน้ำนี้ทำไมจึงดำดังนี้ เห้งเจียพูดว่าเห็นใครจะทิ้งอะไรดอกกระมัง จะมิใช่ดำเองโดยธรรมดาน้ำ ซัวเจ๋งพูดว่า หรือใครเอาหมึกลงไปล้างดอกกระมังจึงได้ดำอย่างนี้ เห้งเจียว่าอย่าพูดเลอะเทอะไป จะคิดทำอย่างไรให้พระอาจารย์ข้ามไปได้
   พระถังซัมจั๋งถามว่าลำแม่น้ำนี้ จะกว้างสักเท่าใดจะรู้ได้หรือไม่ โป๊ยก่ายพูดว่าประมาณกว้างสักห้าสิบเส้น พระถังซัมจั๋งถามว่าให้คิคดูทั้งสามคนนี้ คนใดจะให้อาตมาขี่ข้ามไปได้บ้าง เห้งเจียว่าโป๊ยก่ายให้อาจารย์ขี่ข้ามไปได้ โป๊ยก่ายว่าไม่ได้ แม้จะให้ขี่เหาะเหินก็ไม่พ้นดินสามศอก โบราณท่านย่อมว่า แบกมนุษย์คนหนึ่ง ดุจภูเขาพระสุเมรุแม้ว่าจะขี่ข้าพเจ้าข้ามน้ำไป จะพาข้าพเจ้าจมน้ำไปด้วย อาจารย์กับศิษย์กำลังหารือกันอยู่ แลไปก็เห็นคนค้ำเรือล่องลงมา พระถังซัมจั๋งเห็นก็ดีใจ เอามือชี้บอกพวกศิษย์ว่ามีเรือจ้างลงมาแล้ว ซัวเจ๋งจึงตะโกนเรียกว่า ที่ค้ำเรือมานั้นโปรดช่วยข้ามส่งพวกข้าพเจ้าด้วย แม้มิใช่เรือจ้างก็จะให้ค่าจ้างรางวัลแก่ท่าน
   คนค้ำเรือเมื่อได้ยินซัวเจ๋งเรียกก็ค้ำเรือเข้ามาใกล้ตลิ่ง บอกว่าเรือข้าพเจ้าเล็ก ทำไมจะบรรทุกหมดเล่า พระถังซัมจั๋งก็เดินมาใกล้เรือ แต่เรือนั้นคือท่อนไม้เขาเอามาเจาะทำเฉพาะ นั่งได้แต่สองคนเท่านั้น พระถังซัมจั๋งพูดว่าทำอย่างไรจึงจะดี ซัวเจ๋งจึงพูดว่าจะต้องเป็นสองเที่ยว ข้ามไปเที่ยวละสองคน โป๊ยก่ายจะใคร่ข้ามไปกับพระอาจารย์ก่อน จึงเข้าพยุงอาจารย์ลงเรือ เจ้าของเรือก็ค้ำเรือออกจากตลิ่ง ไปพอถึงกลางน้ำก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมาทีหนึ่ง ดุจฟ้าลั่นก็เกิดละลอกขึ้น แลไปไม่เห็นอะไรมืดมัวหมด มีลมพายุใหญ่พัดกล้าน่ากลัว แลไปเห็นพระถังซัมจั๋งกับโป๊ยก่ายจมลงไปในน้ำกับทั้งเรือ ซัวเจ๋งเห้งเจียเห็นดังนั้น ก็ตกใจ ซัวเจ๋งว่าเห็นเรือจะคว่ำไปแล้วดอกกระมัง
   เห้งเจียว่ามิใช่เรือคว่ำ แม้เรือคว่ำโป๊ยก่ายถนัดในทางน้ำ คงพาอาจารย์ขึ้นมาได้ เมื่อกี้นี้พิเคราะห์ดูเจ้าของเรือจะไม่สุจริต ชะรอยจะทำลมพายุเอาอาจารย์ทิ้งลงไปในน้ำ ซัวเจ๋งว่าทำไมพี่ไม่พูดไม่บอกเสียแต่แรก กระนั้นพี่จงดูม้าไว้ ข้าพเจ้าจะลงไปค้นดู พูดแล้วก็ผลัดผ้าเสื้อกางเกง มือก็จับพลองวิเศษ ยกขึ้นตีบนหลังน้ำทีหนึ่ง ร่ายพระคาถาแล้วก็เดินไป เวลากำลังลมคลื่นเดินมานั้นก็ได้ยินเสียงคนพูด ซัวเจ๋งจึงแอบฟังและไปในที่นั้น มีศาลเจ้ามีหนังสือแปดอักษรคือตำบล (ชวนเฮียกก๊อก) ลำแม่น้ำ (เฮ๊กจุ๊ยฮ้อ) ศาล (สินฮู้) ได้ยินเสียงปีศาจนั่งอยู่กลางพูดว่า มีความลำบากคราวหนึ่ง บัดนี้จึงได้มาถึงมือ อันพระสงฆ์นี้สิบชาติมาแล้วบวชเรียนก็บริสุทธิ์ดี แม้ได้กินเนื้อก้อนหนึ่งอายุก็ยืนยาวไม่แก่ เราก็อดมานานวันแล้ว ได้ปีศาจบริวารเปิดเอาออกจากกรงเหล็กไล่กะทะต้มให้สุก แล้วไปเชิญ (อะยี่กู๋) น้ามากินอายุจะได้ยืนยาว ซัวเจ๋งแอบได้ยินดังนั้นดุจเอาไฟเข้าจุดหัวใจ จึงยกพลองขึ้นตีซ้ายป่ายขวาลุกไล่เข้าไปในประตูมิได้รั้งรอ ร้องด่าว่าอ้ายพวกปีศาจ มึงจงรีบส่งอาจารย์กูออกมาโดยเร็ว
   พวกปิศาจที่เฝ้าประตูได้ฟังดังนั้นก็ตกใจวิ่งเข้าไปบอก ปีศาจใต้อ๋องได้ฟังดังนั้นก็แต่งตัวใส่เกราะ มือถือพลองทองแดงรีบเดินออกมายังประตูร้องถามว่า อ้ายคนไหนอาจสามารถมาตีประตูของกูเองไม่กลัวความตายหรือ ซัวเจ๋งพูดว่าอ้ายปีศาจมึงทำไมจึงอาจสามารถทำอุบายเป็นลมพายุใหญ่ลักเอาอาจาย์ของกูลงมาไว้ เองจงรีบส่งมาเสียโดยเร็วจะยกโทษให้สักครั้งหนึ่ง ปีศาจได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า อ้ายคนนี้มาพูดจาจองหองหารู้จักความตายไม่ อันอาจารย์ของเจ้าเราจับมาได้จะใคร่ต้มให้สุก จะได้เชิญพวกพ้องมากินให้อร่อยสักมื้อหนึ่ง เจ้ามาอีกคนหนึ่งก็ดีแล้ว จงมาเถิดเราจะจับไว้อีกคนหนึ่งจะได้ต้มเสียทั้งสองคนทีเดียว กินเสียให้หมดอย่าได้นึกว่าจะได้ไปไซทีเลย
   ซัวเจ๋งได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งบันดาโทษะ แกว่งกระบองโจมตีปีศาจ ปีศาจก็ยกพลองขึ้นรับต่อสู้รบกันอยู่ใต้น้ำ ได้สามสิบเพลงกำลังก็เสมอกัน ซัวเจ๋งคิดอยู่ในใจว่า อ้ายปีศาจนี้มันมีฝีมือเสมอเท่าแก่เรา​จะเอาชัยชนะมันมิได้ ก็จะป่วยการรบแก่มัน อย่าเลยเรารบล่อขึ้นบนน้ำให้พี่เห้งเจียแกตีมันจึงจะดี คิดดังนั้นแล้วทำทีตีไปแล้วก็ลากพลองหนี ปีศาจก็มิได้ไล่ตามพูดว่าเจ้าไปเถิดข้าไม่รบกับเจ้า เราจะจัดแจงเขียนหนังสือไปเชิญพวกพ้องมากินเนื้อถังซัมจั๋งดีกว่า ซัวเจ๋งได้ฟังดังนั้นก็รีบกลับขึ้นพ้นน้ำ มาบอกแก่เห้งเจียตามเรื่องที่ได้พบรบแก่ปีศาจให้เห้งเจียฟังทุกประการ เห้งเจียถามว่ารู้ว่ามันเป็นปีศาจอะไร ซัวเจ๋งว่าคล้ายกับตะพาบน้ำ เห้งเจียว่าไม่รู้ว่าน้าชายของมันคือใครที่ไหน พูดกระนั้นยังหาทันสิ้นความไม่ ในคุ้งน้ำนั้นผุดขึ้นมาเป็นตาแก่เดินคำนับมาแต่ไกล คุกเข่าพูดว่าใต้เซียข้าพเจ้าอยู่ในแม่น้ำนี้ ขอทำความเคารพท่าน เห้งเจียถามว่านี่คือปีศาจที่ค้ำเรือจะมาล่อลวงอีกหรือ
   คนผู้เฒ่านั้นคำนับแล้วน้ำตาก็ไหลพร่างพรายลงพูดว่า ข้าพเจ้าหาใช่ปีศาจผีร้ายไม่ ข้าพเจ้าคือเจ้าซึ่งสถิตย์อยู่ในลำแม่น้ำนี้ เหตุว่าเมื่อปีกลายนี้เดือนเจ็ดที่ทะเลทิศตะวันตกทำน้ำท่วมมาที่นี้ ปีศาจได้ต่อสู้แก่ข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าอายุมากกำลังน้อยสู้ปีศาจมิได้ มันจึงแย่งศาลเจ้าของข้าพเจ้าเข้าอาศัยอยู่จนทุกวันนี้ ข้าพเจ้าไม่รู้แห่งที่จะทำอย่างไรจึงได้ฟ้องแก่เล่งอ๋องทะเลทิศตะวันตก เล่งอ๋องนั้นคือน้าชายของมันก็ไม่ชำระให้แก่ข้าพเจ้ามันจึงอยู่ที่ศาลเจ้านั้น ข้าพเจ้าจะใคร่ฟ้องแก่เง๊กเซียงฮ่องเต้ก็เกรงด้วยข้าพเจ้ามีตำแหน่งเล็กน้อย วันนี้ข้าพเจ้าได้ทราบว่าใต้เซียมาถึงนี้จึงมาบอกให้ท่านทราบ ขอใต้เซียได้เป็นธุระแก้แค้นให้ข้าพเจ้าด้วย
   ​เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า เล่งอ๋องทะเลทิศตะวันตกนี้ต้องโทษ เห้งเจียจึงบอกแก่เจ้าว่า ขอท่านจงอยู่เป็นเพื่อนซัวเจ๋ง ข้าพเจ้าจะไปจับตัวไซฮั้ยเล่งอ๋องมาให้เธอจับปีศาจร้ายตนนี้ เจ้าคงคาว่าขอบพระคุณท่านแล้ว เห้งเจียก็เหาะไปยังทิศตะวันตกมหาสมุทรใหญ่ ครั้นถึงกลางทะเลก็ร่ายพระคาถาแซกน้ำเดินลงไปยังบาดาล ครั้นถึงแลไปเห็นปีศาจปลากา ถือหีบเล็กใส่หนังสือถือเดินมาจากท้ายน้ำรีบเดินโดยเร็ว เห้งเจียเดินมาสะกัดหน้าตบเอาทีหนึ่งปีศาจก็ล้มลง เห้งเจียเอากระบองกระทุ้งหัวทีหนึ่ง มันในสมองก็ทะเล้นออกมา เห้งเจียก็ทะลึ่งขึ้นพ้นน้ำ จึงเปิดหีบดูเห็นในนั้นมีหนังสือฉบับหนึ่ง มีจ่าหน้าว่าหลาน คือกูเคียดคำนับถึงน้าทั้งสอง เง่าเล้าใต้ยิ้นเมื่อก่อนได้พึ่งท่าน บัดนี้ข้าพเจ้าจับได้สองสัตว์ คืออยู่ทิศตะวันออกเป็นพระสงฆ์สองรูป คือในใต้หล้านี้หายากหลานไม่อาจกินเองแต่ลำพัง เพราะคิดถึงท่านน้า ขอเชิญมาเป็นกิริยาพรอายุจะได้ยืนยาวเป็นที่รื่นเริง ขอจงรีบมาให้ทันเวลาด้วยเทอญ
   เห้งเจียครั้นดูรู้เหตุดังนั้นแล้ว จึงหัวเราะว่าหนังสือนี้มันเชิญกันมากินเนื้อพระอาจารย์ คิดดังนั้นแล้วก็พับใส่ในมือเสื้อ เดินไปเดินมาประเดี๋ยว มีพวกพลตระเวนในน้ำมาพบเห้งเจียก็รีบกลับเข้าไปบอก พระยาเล่งอ๋องเง่าสูนก็เดินออกมารับเห้งเจียเชิญเข้าไปนั่งในที่สมควรแล้วก็ยกน้ำชามาเลี้ยง เห้งเจียพูดว่าข้าพเจ้ายังไม่กินน้ำชาของท่าน ท่านไปกินน้ำเหล้าของข้าพเจ้าก่อน เง่าสูนเล่งอ๋องหัวเราะแล้วพูดว่า ​ท่านไปถือศีลแล้วน้ำเหล้าและสดคาวก็ไม่ต้องพูดถึง แลท่านจะเชิญข้าพเจ้าไปกินเวลาใด เห้งเจียว่าท่านไม่ได้กินแต่ต้องมีโทษผิดด้วยบริวาร พูดแล้วเห้งเจียก็นำหนังสือออกมาจากมือเสื้อส่งให้เง่าสูนเล่งอ๋อง ๆ รับมาดูก็ตกใจสิ้นสติตะลึงไป แล้วคุกเข่าลงคำนับพูดว่า
   ใต้เซียจงยกโทษข้าพเจ้าด้วย มันคือบุตรที่เก้าของน้องสาวข้าพเจ้า เพราะสามีของน้องนั้นทำผิดด้วยแปรเวลาลดน้ำฝนให้น้อยลง ไม่ตรงแก่คำสั่งของเง็กเซียงฮ่องเต้ ๆ มีรับสั่งให้เพชรฆาต งุยเต็งขุนนางผู้ใหญ่เอาไปประหารชีวิตเสีย ทิ้งอ้ายหลานคนนี้ไว้ ข้าพเจ้าจึงให้ไปปฏิบัติรักษากายอยู่ในลำน้ำเฮกฮ้อนั้น ไม่ทราบเลยว่ามันคิดทำการชั่วร้ายอย่างนี้ไว้ ข้าพเจ้าจะให้คนไปจับตัวมา พูดแล้วจึงเรียกบุตรชายไท้จื๊อ (มอหงัง) สั่งว่าให้เลือกคัดทหารที่แข็งแรงห้าสิบคนรีบไปจับตัวอ้ายกูเคียดมาชำระ เห้งเจียก็ลาเล่งอ๋องไปพร้อมด้วย มอหงังไท้จื๊อ ยกพลออกจากไซไฮ้ทะเลแล้ว มายังแม่น้ำเฮ๊กฮ้อ ครั้นถึงมอหงังจึงให้คนเข้าไปบอกปีศาจให้รู้ก่อนว่า ไซไฮ้เล่งอ๋อง ไท้จื๊อ มอหงังมาแล้ว
   ปีศาจได้ฟังในใจก็นึกสงสัย ด้วยเราใช้ให้ปลากาเอาหนังสือไปเชิญเล่าเลงอ๋องก็ยังไม่เห็นกลับมาบอก ทำไมท่านน้าเล่งอ๋องไม่มาใช้ให้ท่านไท้จื้อมา ปีศาจกำลังคิดอยู่ในใจก็พอแลเห็นทหารมาบอกว่า ใต้อ๋องที่ในลำแม่น้ำนั้นมีพลทหารมาด้วย
   ปีศาจพูดว่าพี่ไท้จื๊อมากินเลี้ยงทำไมเอาทหารมาด้วยเล่า เห็นจะ​มีเหตุเป็นแน่ จึงให้ปีศาจบริวารเข้าไปเอาเกราะแลพลองทองแดงออกมาคอยสำรอง แล้วก็เดินออกไปยังนอกประตู แลไปเห็นมีทหารนั่งกองอยู่ ปีศาจก็เดินเข้าไปใกล้ ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า พี่ไท้จื๊อน้องมานี่แล้ว ไท้จื๊อมือถือเหล็กสามเหลี่ยมเดินออกไป ถามว่าจะเชิญท่านน้ามาทำไมหรือ ปีศาจพูดว่า ข้าพเจ้าได้พี่งคุณของท่านน้า จึงได้อยู่ในที่ตำบลนี้เปนศุข ยังไม่มีอะไรที่จะตอบแทนพระคุณท่าน เมื่อวานนี้ข้าพเจ้าจับพระสงฆ์ได้รูปหนึ่งมาจากเมืองใต้ถัง ข้าพเจ้าได้ยินว่าสิบชาติมาแล้ว เธอได้บวชมาโดยความสุจริต แม้ผู้ใดได้กินเนื้อเธออายุยืนยาว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงให้ไปเชิญให้ท่านน้ามา
   ไท้จื๊อได้ฟังดังนั้นจึงตวาดว่า เจ้าชั่งมีจิตแน่นหนาจริง ๆ เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระสงฆ์นั้นคือใคร ปีศาจพูดว่าเธอคือพระเจ้าแผ่นดินใต้ถังรับสั่งให้ไปไซทีอาราธนาพระธรรม ไท้จื๊อพูดว่าเจ้ารู้จักแต่พระถังซัมจั๋ง เจ้าไม่รู้จักสานุศิษย์ของเธอ ปีศาจพูดว่ามึคนหนึ่งข้าพเจ้าจับได้แล้วจะใคร่ต้มพร้อมแก่พระถังซัมจั๋ง เมื่อวานนี้มาทวงอาจารย์อีกคนหนึ่ง ถูกข้าพเจ้าตีก็หนีไป ไม่ทราบว่าใครจะมีฝีมืออีก ไท้จื๊อพูดว่าเจ้าไม่รู้อะไร ถังซัมจั๋งยังมีศิษย์อีกคนหนึ่ง เมื่อห้าร้อยปีก่อนทำจลาจลบนสวรรค์ คือชื่อซีเทียนใต้เซีย บัดนี้นามเรียกว่า (ซึงเห้งเจีย) เจ้าทำไมจึงหาภัยใส่ตัวดังนั้น เธอเดินไปกลางทะเล เจ้าให้คนไปเชิญบิดาไปพบเธอเข้าเอาหนังสือไปต่อว่า​แก่บิดาเราดังนี้ เจ้าจงรีบแก้ถังซัมจั๋งกับโป๊ยก่ายส่งออกมาจะได้ขอโทษให้เจ้า ชีวิตจะได้รอดพ้นจากความตาย แม้ว่าเจ้าขัดขืนก็อย่าพึงนึกว่าจะรอดพ้นจากความตาย
   ปีศาจได้ฟังดังนั้นก็โกรธแล้วพูดว่า ตัวเป็นวงศ์ญาติแก่เรากลับไปเข้าแก่คนอื่น ที่จะให้ส่งถังซัมจั๋งและโป๊ยก่ายนั้น ไม่มีตำราแล้ว ไท้จื๊อกลัวเขาแล้ว จะมาให้เราพลอยกลัวเขาด้วยหรือ แม้ว่าเขามีฤทธาอานุภาพอย่างไร ก็เชิญมาลองฝีมือกันดูสักสองสามเพลง ถ้าชนะเรา ๆ จึงจะส่งอาจารย์ให้มันไป แม้ไม่ชนะเรา ๆ จะรวมทั้งสามคนมาต้มกินให้อร่อยแก่โคนลิ้น สิ้นวงศ์ญาติเราไม่ต้องไปเชิญผู้ใดมา จะปิดประตูกินคนเดียวให้สบายใจเรา
   ไท้จื๊อร้องด่าว่าอ้ายเดรัจฉาน มึงชั่งไม่มีความยำเกรง ไม่ต้องเห้งเจียสู้รบ มึงลองฝีมือดูกับกูก็แล้วกัน ปีศาจพูดว่าถ้าจะเป็นคนเก่งก็ไม่ต้องเว้นว่าใครหมดจะต้องกลัวกันทำไม จึงเรียกบริวารให้เอาเกราะแลอาวุธมาแต่งถืออยู่ ต่างตีกลองสัญญาณม้าฬ่อเข้าประจันบานกัน ไท้จื๊อถือเหล็กสามเหลี่ยมตีลงทีหนึ่ง ปีศาจหลบไม่ทันถูกบ่าซ้ายก็ล้มคว่ำลงกับพื้น พวกทหารกรูกันเข้าจับมัดมือไพล่หลัง เอาเชือกเหล็กสอดร้อยกระดูกสันหลังลากขึ้นมาบนบกต่อหน้าเห้งเจีย ไท้จื๊อจึงให้เห้งเจียพิพากษาโทษ เห้งเจียพูดว่ามึงทำไมไม่ฟังคำสั่ง น้าของเจ้าเธอให้เจ้าอยู่ที่นี่รักษาตัวโดยชอบธรรม ​เจ้าทำไมจึงแย่งชิงศาลของเจ้าคงคา อวดดีทำดุร้าย หลอกเอาอาจารย์และน้องเราไป ควรจะตีด้วยกระบองสักทีหนึ่ง
   ปีศาจว่าใต้เซีย ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าท่านมีชื่อเสียงเกียรติยศอานุภาพแข็งแรงเช่นนั้นแลย ข้าพเจ้าทำผิดพี่ข้าพเจ้าจึงตีจับมา ขอใต้เซียได้โปรดยกโทษให้ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่ง จะมีความขอบคุณท่านหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้ามัดอาจารย์ท่านอยู่ในศาล ถ้าท่านปล่อยข้าพเจ้า ๆ จะไปแก้อาจารย์มาส่งให้แก่ท่าน ไท้จื๊อพูดว่าใต้เซียปล่อยไม่ได้ เพราะจิตมันกลับกลอก แม้ปล่อยมันมันจะคิดร้ายทันที ซัวเจ๋งพูดว่าข้าพเจ้าจำได้ ข้าพเจ้าจะไปพาอาจารย์ขึ้นมาเอง จึงพร้อมด้วยเจ้าคงคาแซกน้ำลงไปยังศาล เห็นบานประตูเปิดไม่เห็นมีปีศาจเล็กน้อยอะไร ก็เข้าไปข้างใน แลไปก็เห็นอาจารย์กับโป๊ยก่ายต้องมัดอยู่ ซัวเจ๋งกับเจ้าคงคา ก็แก้มัดถังซัมจั๋งโป๊ยก่ายออกแล้ว ก็อุ้มเดินขึ้นมาบนบกทั้งสองคน
   โป๊ยก่ายแลเห็นปีศาจก็โกรธ ชักคราดมาจะสับปีศาจ ด่าว่าอ้ายสัตว์เดรัจฉาน มึงกินกูไม่ได้แล้ว เห้งเจียห้ามโป๊ยก่ายว่า พี่ได้ยกโทษตายให้มันแล้ว เห็นแก่เล่งอ๋องไท้จื๊อพ่อลูกทั้งสอง ไท้จื๊อมอหงังจึงมาคำนับเห้งเจียว่าข้าพเจ้าอยู่ช้าไม่ได้ จะขอเอาปีศาจนี้ไปหาบิดา แม้ท่านยกโทษตายให้มัน บิดาคงจะไม่ยกโทษเป็นให้มัน เห้งเจียพูดว่าถ้ากระนั้นไท้จื๊อจงพาไปหาบิดาเถิด จงบอกด้วยว่าข้าพเจ้าขอบคุณเป็นอันมาก ไท้จื๊อก็คำนับลาและพาปีศาจไปยังทะเลไซยฮั้ย เจ้าคงคา​ก็คำนับขอบคุณเห้งเจีย ที่ได้ช่วยเอาศาลคืนให้ พระถังซัมจั๋งถามว่าจะท่าอย่างไรจึงจะข้ามไปได้ เจ้าคงคาบอกว่าท่านอย่าวิตก ขอนิมนต์ขึ้นม้าข้าพเจ้าจะเปิดทางน้ำให้ท่านข้ามไป พระถังซัมจั๋งขึ้นม้า เจ้าคงคาจึงทำวิธีกั้นน้ำหยุดข้างบน บัดเดี๋ยวน้ำก็แห้งบันดาลเป็นหนทางใหญ่ อาจารย์กับศิษย์ก็พากันเดินข้ามฟากไปถึงฝั่งแล้ว จึงขอบคุณเจ้าคงคาแล้วก็พากันออกเดินต่อไป
(บทที่ ๔๔)
   ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสาม หมายตัดตรงทิศตะวันตกฝ่าแดดฝ่าฝนเดินไป ครั้นเดินมาได้หลายเวลา กำลังฤดูเดือนสามเดือนสี่ ต้นไม้กำลังจะออกดอกออกช่อหอมระรื่นไปตามแนวทาง ก็พากันเดินชมเล่น ได้ยินเสียงโห่ร้องดังสนั่นคะเนสักพันคน พระถังซัมจั๋งสะดุ้งตกใจประหม่า หันหน้ามาถามเห้งเจียว่าเสียงอะไรที่ไหนดังสะท้านหวั่นไหวไปดังนั้น โป๊ยก่ายพูดว่า เสียงดุจภูเขาพังหรือแผ่นดินทรุด ซัวเจ๋งพูดว่า ฟังดูดุจเสียงฟ้าฟาด พระถังซัมจั๋งว่าฟังดูคล้ายเสียงคนโห่ร้อง เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านทั้งหลายมีความสงสัยก็ยังไม่ถูก ข้าพเจ้าจะไปดูจึงจะรู้แน่ เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศ แลไปทั่วทิศเห็นมีกำแพงเมืองตั้งอยู่ ก็เลยเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็เห็นมี ศรี สว่างวับ ๆ แวม ๆ ขึ้น แต่ไม่เห็นมีอากาศร้ายอะไร
   เห้งเจียก็นิ่งตรึกตรองแต่ในใจ พูดว่าที่นั้นก็ปรกติดีอยู่ ไม่เห็นมีเหตุร้ายอะไร ทำไมจึงมีเสียงสนั่นหวั่นไหวไปดังนั้น เมื่อกำลังพิจารณาดูนั้นที่นอกประตูเมือง มีกองดินแลกองทรายอยู่กองหนึ่ง ที่พื้นว่าง​เปล่านั้น เห็นพวกพระสงฆ์มากหลายรูป พากันลากเกวียน คือพระสงฆ์เหล่านั้น ออกแรงร้องเป็นสัญญาว่า มหากำลังโพธิสัตว์เพราะฉะนั้นเสียงหวาดหวิว จึงไปถึงพระถังซัมจั๋ง เห้งเจียก็ลดลงเข้าไปใกล้ พิจารณาดูในเล่มเกวียนบรรทุกล้วนแต่ กระเบื้อง อิฐ ไม้ ที่ต้นเนินนั้นสูงตั้งชัน แลมีทางเล็กแยกตรงทางหนึ่ง มีประตูใหญ่ทางที่ประตูนั้นมีกำแพงสูง อันเกวียนนั้นจะเข็นขึ้นอย่างไรได้ ดูท้องฟ้าสุขุมดี แต่พิเคราะห์ดูพระสงฆ์เหล่านั้นค่อนอยู่ข้างจะคับแค้น
ตอน ปราบนักพรตปิศาจพรรคมาร (ช่วงที่1)
   เห้งเจียมีความสงไสย พิเคราะห์ดูเห็นจะสร้างวัด ชะรอยตำบลนี้ข้าวปลาจะไม่บริบูรณ์ จะหาจ้างคนกุลีไม่ได้ พระสงฆ์จึงต้องทำเองดังนี้ แต่ยังสงสัยไม่แน่แก่ใจ แลไปก็เห็นในประตูเมืองเดินออกมา เป็นเต้าหยินหนุ่มน้อยสองคน ฝ่ายพระสงฆ์เหล่านั้น เมื่อเห็นเต้าหยินเดินมาทุก ๆ คนมีสีหน้าสะดุ้งหวาดออกแรงทนทุกขเวทนาเข็นเกวียนไป
   เห้งเจียเห็นดังนั้น ก็นึกรู้ได้ว่าพระสงฆ์เหล่านั้นมีความกลัวเต้าหยิน เราเคยได้ยินชาวชนพูดกันว่า บางทีจะไปไซทีนั้นมีที่นับถือฤๅษีไม่นับถือพระสงฆ์ แน่แล้วเห็นจะเป็นที่นี่เอง จำเราจะลงไปถามดูให้รู้ประจักษ์จริงแก่ใจ คิดแล้วก็ไหวกายแปลงเป็นเต้าหยินปากก็ภาวนาคัมภีร์ฤๅษี เดินมาใกล้ประตูเมือง ยืนคอยรับเต้าหยินทั้งสองนั้น ฝ่ายเต้าหยินทั้งสองเดินออกมา เห้งเจียก็ย่อตัวพูดว่า ท่านผู้มีอายุทั้งสอง ข้าพเจ้าเคารพ เต้าหยินทั้งสองก็เคารพตอบ แล้วถาม​เห้งเจียว่า ท่านซินแสจะไปข้างไหน เห้งเจียตอบว่า ข้าพเจ้าเที่ยวมาทุกทิศไม่เว้นว่าทางน้ำทางบก วันนี้มาถึงนี่จะหาบ้านที่มีศรัทธาจิต ขอถามท่านทั้งสองว่า ในกำแพงเมืองนี้ ทางไหนจะดี ข้าพเจ้าจะได้บิณฑบาตกิน
   เต้าหยินทั้งสองได้ฟังดังนั้นหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านซินแสทำไมจึงพูดคำทดถอย คิดดูว่าท่านมาจากไกลจะไม่เข้าใจการในเมืองนี้ ในเมืองนี้อย่าว่าแต่ขุนนางจตุมนตรีใหญ่น้อย แล เศรษฐี มหาเศรษฐี ทั้งผู้ดีเข็นใจไพร่บ้านพลเมืองทั้งสิ้น ก็ย่อมนับถือในเพศฤๅษีทั้งสิ้น จนที่สุดพระเจ้าแผ่นดินก็ยังนับถือ เต้าหยินทั้งสองได้ชี้แจงว่า ในเมืองนี้นามเรียกว่า (เซียตี้ก๊ก) พระเจ้าแผ่นดินกับข้าพเจ้าเป็นญาติกันสนิท เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ถ้ากระนั้นพระเจ้าแผ่นดินมิเป็นเต้าหยินหรือ เต้าหยินทั้งสองตอบว่าไม่ใช่ เหตุว่าเมื่อยี่สิบปีก่อน ราษฎรมีความเดือดร้อนโดยแห้งแล้งฟ้าฝนไม่บริบูรณ์ ไม่ว่าขุนนางและราษฎร ต่างก็ทำตัวสอาด ตั้งโต๊ะจุดธูปเทียนบ่วงสรวงขอฝน เวลานั้นราษฎรเข้าที่คับแค้น บนฟ้าให้เทวดาใหญ่ลงมาสามองค์ ช่วยสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากความเดือดร้อนคับแค้น
   เห้งเจียถามว่านั้นคือฤๅษีอะไร เต้าหยินอธิบายว่า คืออาจารย์ข้าพเจ้าทั้งสามนามเรียกว่า (เฮ้าลัดใต้เซียน) ที่สองนามว่า (ลกลัดใต้เซียน) ที่สามนามว่า (เอี๊ยวลัดใต้เซียน) เห้งเจียถามว่า ท่านอาจารย์ทั้งสามนั้นมีฤทธาอานุภาพสักเพียงใด ​เต้าหยินบอกว่า เธอเรียกลมเรียกฝนได้ แต้มศิลาให้เป็นทองดุจพลิกมือคว่ำหงาย เพราะฉะนั้นพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางจึงได้นับถือ และเขาทั้งหลายนับถือพวกข้าพเจ้าดุจญาติอันสนิท เห้งเจียพูดว่าถ้ากระนั้นฮ่องเต้นี่มีความดีสิบส่วน อันท่านอาจารย์มีฝีมืออย่างนั้น ถึงจะผูกเป็นญาติก็ไม่ต้องพึ่งผู้ใด ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะมีนิสัยจะไปเคารพท่านได้หรือไม่
   เต้าหยินหัวเราะแล้วพูดว่า การดังนั้นจะยากอะไร ข้าพเจ้าทั้งสองนี้เป็นสานุศิษย์ดุจหัวใจของเธอ ถ้าจะพาท่านไปดุจแรงเป่าเถ้า เห้งเจียก็ยังทำนบ ๆ นอบน้อม ๆ พูดว่าขอพึ่งท่านได้ยกย่องมาก ๆ
   เต้าหยินบอกเห้งเจียว่าคอยสักประเดี๋ยว ข้าพเจ้าจะไปตรวจราชการเสียก่อนแล้วจึงค่อยไป เห้งเจียถามว่าเราบวชเป็นเพศฤๅษีแล้วจะมีราชการอะไรที่ไหน เต้าหยินเอามือชี้ที่กองดินและทรายที่สงฆ์ทั้งหลายนั้น คือตายเป็นอยู่ในมือข้าพเจ้า วิตกด้วยสงฆ์ทั้งหลายจะเกียจคร้าน ข้าพเจ้าจึงต้องไปตรวจดูสักครั้งหนึ่งแล้วจึงจะมา เห้งเจียพูดว่าอันหมู่สงฆ์นั้น คือคนบวชเรียนทำไมจึงใช้ให้เธอทำการงานให้เราด้วยเล่า และต้องอยู่ในบังคับเราดังนั้นจะสมควรหรือ เต้าหยินจึงพูดว่า ท่านยังไม่ทราบเหตุ คือเมื่อปีนี้ในเวลาตั้งพิธีฝน พวกพระสงฆ์อยู่ข้างหนึ่ง ฝ่ายฤๅษีอยู่ข้างหนึ่ง ข้างพระสงฆ์ก็สวดมนต์ไหว้พระขอฝน ข้างฤๅษีไหว้ดาวเดือนเชิญดาวขอฝน เวลานั้นก็ประชุมพร้อมราษฎรและขุนนางทั้งหลาย
   ​ฝ่ายพระสงฆ์สวดมนต์ก็ไม่เป็นการ คือฝนไม่ตกไม่มีมา ฝ่ายฤๅษีอาจารย์ข้าพเจ้าก็เรียกลมขอฝนได้ดังประสงค์ ไพร่บ้านพลเมืองก็ได้ความสุขในราชการตัดสินว่า พระสงฆ์ไม่ต้องการต่อไป ก็กำจัดเสียซึ่งหมู่สงฆ์ และเรียกหนังสือคุ้มตัวคืนให้อยู่ในบังคับข้าพเจ้า เพราะฉะนั้นจึงเข้ารวมกันให้ข้าพเจ้าใช้การต่าง ๆ เพราะห้องหอยังไม่แล้ว จึงบังคับให้พระสงฆ์ไปลากเกวียน กระเบื้อง อิฐ ไปทำ ข้าพเจ้ากลัวว่าพระสงฆ์จะเกียจคร้าน จึงต้องไปทั้งสองคนคอยตรวจตราดู
   เห้งเจียได้ฟังดังนั้น ก็มายึดเต้าหยินทั้งสองน้ำตาไหลลงพร่างพรายแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าไม่มีนิสัยก็ไม่มีนิสัยจริง จะมิได้เห็นหน้าท่านอาจารย์แล้ว เต้าหยินถามว่าอย่างไรจึงจะมิได้เห็นหน้าเล่า เห้งเจียว่า ข้าพเจ้าอยู่เมืองบนมาเที่ยว ข้อหนึ่งเห็นแก่ชีวิต ข้อสอง เห็นแก่ญาติจะใคร่มาเยี่ยมเยียนให้รู้ทุกข์สุข เต้าหยินถามว่าญาติที่ไหน เห้งเจียว่าข้าพเจ้ามีอาคนหนึ่งไปอุปสมบทเป็นพระสงฆ์หลายปีมาแล้วมิได้เห็นกลับบ้าน ข้าพเจ้าคิดถึงว่าเป็นญาติจึงได้เที่ยวมาค้นหา นึกว่าต้องคับแค้นอยู่ที่นี่ ก็จะไม่ได้พ้นแล้วก็จะยังไม่รู้แน่ ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร จึงจะได้ไปค้นหาได้ ได้พบปะสักครั้งหนึ่งแล้ว จึงจะพร้อมกับท่านเข้าไปในเมือง

เต้าหยินว่าถ้ากระนั้นเป็นการง่าย ข้าพเจ้าทั้งสองจะนั่งคอยอยู่ที่นี่ ท่านซินแสช่วยแทนไปตรวจดู มีบัญชีคือคนนั้นห้าร้อยด้วยกันแม้ว่าไปตรวจนั้นมีอา ญาติของท่านแล้วข้าพเจ้าจะปล่อยไป แล้ว​จึงพร้อมกันกับซินแสเข้าไปในเมืองจะมิดีหรือ เห้งเจียคำนับขอบคุณหาที่เปรียบมิได้ จึงออกจากเต้าหยินมายังที่กองดินนั้น เดินออกจากสองประตูมาที่ทางแยกนั้น พระสงฆ์ทั้งหลายเห็นแล้วต่างก็คุกเข่าลงคำนับพูดว่า พวกข้าพเจ้าไม่มีเกียจคร้าน อยู่พร้อมกันทั้งห้าร้อยคนคอยเข็นเกวียน เห้งเจียโบกมือว่าอย่าคุกเข่าเลยอย่ากลัวข้าพเจ้า ๆ ไม่ใช่คนตรวจ ข้าพเจ้าจะมาหาญาติ
   หมู่สงฆ์ได้ยินว่าจะเยี่ยมญาติก็พากันล้อมรอบเห้งเจีย สงฆ์เหล่านั้นก็ออกหน้ามาทุก ๆ คน บ้างก็ทำกระแอมไอ ที่คนไหนไม่อยากให้จำหน้าก็ถอยออกไป พูดว่าไม่รู้ว่าใครเป็นญาติของเธอ เห้งเจียตรวจจำไปพักหนึ่งแล้ว ก็หัวเราะก๊าก ๆ พระสงฆ์ทั้งหลายจึงถามว่า ท่านหัวเราะอะไรที่ไหน
   เห้งเจียบอก ท่านทั้งหลายไม่ทราบว่าข้าพเจ้าหัวเราะอะไรหรือ ข้าพเจ้าหัวเราะว่าท่านทั้งหลายไม่มีความเจริญ ด้วยบิดามารดาของท่านเกิดท่านมา เพราะเหตุด้วยต้องเคราะห์ร้าย เว้นพ่อและแม่ทิ้งลูกทิ้งเมียสละสมบัติมาบวชเป็นสงฆ์ ทำไมจึงไม่อยู่ในไตรสรณคมณ์ไม่สวดมนต์ไหว้พระ เหตุไรจึงไปรับจ้างแก่พวกเต้าหยินดังนี้เล่า จะไม่เสียกิริยาสมณะไปหรือ หมู่สงฆ์พูดว่า ท่านเล่าเอี๊ยมาพูดความอัปยศ พวกข้าพเจ้านึกว่าท่านประเทศไกลมาไม่ทราบความคับแค้นของข้าพเจ้าทั้งหลายพูดแล้วก็ร้องไห้ แล้วพูดว่าที่ในเมืองข้าพเจ้านี้ เจ้าแผ่นดินกลับใจเข้าหาทางเต้าหยิน มีความยินดีไปด้วย​พวกเล่าเอี๊ย ทำความคับแค้นแก่หมู่พระสงฆ์
   เห้งเจียถามว่า คือเหตุอย่างไร พระสงฆ์ตอบว่า เพราะด้วยขอลมขอฝนมีพวกเต้าหยินอาจารย์ทั้งสามมานี้ กำจัดพวกข้าพเจ้าทำหลอกหลอนด้วยอุบายต่าง ๆ เจ้าแผ่นดินก็หลงเชื่อ หักล้มทำลายวัดวาอาราม ขับไล่ไปให้พวกเต้าหยินบังคับใช้สอยให้กระทำการอยาบช้าต่าง ๆ มีความลำบากเหลือที่จะพรรณา แม้ว่าท่านเป็นเต้าหยินเดินหน  จงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินรับรางวัลเถิด แม้ว่าสงฆ์มาทางไกลก็มิได้เลือกว่าใกล้ไกล คงจับส่งไปให้พวกเต้าหยินบังคับใช้การงานทั้งสิ้น
   เห้งเจียจึงถามว่า อันอาจารย์เต้าหยินนั้นจะมีวิชาคุณวุฒิอย่างไร จึงชักนำให้เจ้าแผ่นดินหลงเชื่อได้ แม้ว่าเธอมีความรู้เรียกลมเรียกฝนได้ คือคัมภีร์ไสยศาตร์ที่ไหนจะทำให้พระเจ้าแผ่นดินหลงได้ หมู่พระสงฆ์พูดว่า เธอแต้มศิลาให้เป็นทองคำก็ได้ และประกอบยาวิเศษก็ได้ และบัดนี้จะสร้างทำเป็นตำหนักหอสูงบูชาซัมเซง ขอฟ้าดินสวดมนต์ตามไสยเวท ขอให้เจ้าแผ่นดินอายุยืนยาว อาศัยเหตุนี้ จึงกระทำให้พระเจ้าแผ่นดิน ทรงเห็นเป็นชอบธรรมไปตามเหตุเดิมทีมีดังนั้น เห้งเจียว่าถ้าดังนั้นท่านทั้งหลายจะพากันหลบหนีไปเสียจะไม่ดีหรือ หมู่พระสงฆ์ทั้งหลายตอบว่า หนีไม่รอดเพราะอาจารย์เต้าหยิน ทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินให้วาดรูปพวกข้าพเจ้าไว้ทั้งสิ้น แล้วให้เที่ยวแขวนไว้ทุก ๆ ประตูเมือง ในอาณาเขต ​(เซียตี้ก๊ก) นี้
   มีรูปแขวนไว้ทั้งสิ้น ที่ตำบลใดแห่งใดก็มีรูปแขวนทุกตำบล และมีลายพระราชหัถต์เซ็นว่า ถ้าผู้มียศจับพระสงฆ์ที่หลบหนีได้องค์หนึ่ง ก็จะมีรางวัลเลื่อนยศให้ ถ้าเป็นพลเรือนมิใช่ขุนนาง ก็จะรางวัลให้เงินห้าสิบตำลึง เพราะเหตุนี้จึงหนีไปไม่พ้น จึงไม่รู้ที่จะทำประการใดได้ จำเป็นต้องทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ เห้งเจียจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นท่านทั้งหลายตายเสียดีกว่าที่จะอยู่ต่อไปอย่างนี้ หมู่พระสงฆ์พูดว่า ตายเสียก็มากแล้วพวกข้าพเจ้า และสงฆ์ที่จับมาจากอื่นๆรวมกันถึงพันเศษ มาถูกความลำบากคับแค้น ตายไปหกร้อยกว่าแล้ว ยังเหลือพวกข้าพเจ้าห้าร้อยเศษไม่ตาย
   เห้งเจียถามว่าเหตุใดจึงไม่ตาย หมู่พระสงฆ์พูดว่า ไปผูกคอเชือกก็ไม่ขาด เอามีดเชือดเชือดก็ไม่เข้า กระโดดลงน้ำก็ลอยขึ้นมาไม่จม กินยาพิษยาก็ไม่มีพิษ เห้งเจียพูดว่าถ้ากระนั้นก็เป็นบุญของท่านทั้งหลายเทวดาจะให้อายุยืนยาวอยู่ต่อไป หมู่พระสงฆ์พูดว่ายังขาดอีกอักษรหนึ่งคือให้ยืนยาวความทุกข์เท่านั้น พวกข้าพเจ้ากินเข้าวันละสามเวลา ก็ล้วนแต่ข้าวแดงและปลายเข้า เวลาค่ำก็อาศัยนอนที่กองศิลากองดินทรายนั้น จวนจะหลับก็มีเทวดามาคอยรักษา เห้งเจียว่ามีความลำบากก็เคลิบเคลิ้มเห็นปีศาจ ผี ว่าเป็นเทพยดาอารักษ์ไปดอกกระมัง หมู่พระสงฆ์พูดว่ามิใช่ ผี ปีศาจ คือลักเตงลักกะเจ้าแลท้าวมหาชมพูและเทพารักษ์เจ้าทั้งหลาย ถึงเวลา​กลางคืนก็มารักษา
   เธอเข้าฝันพวกข้าพเจ้าทุกคน แลได้ชักนำสั่งสอนให้พวกข้าพเจ้าว่า อย่าให้คิดฆ่าตัวตายเสียก่อนเลย จึงอุตสาหะทนทุกข์คอยพระถังซัมจั๋งก่อน ด้วยพระถังซัมจั๋งจะไปไซทีอาราธนาพระธรรม เธอคือจะเป็นพระอรหันต์ มีสานุศิษย์ที่มีฤทธาอานุภาพเข้มแขง นามชื่อว่า (ซีเทียนใต้เซีย) น้ำจิตเธอซื่อตรงมักจะแก้แค้นให้แก่คนที่มีทุกข์ร้อน คอยเมื่อเธอมาถึงแล้วจะได้แผ่อำนาจฤทธิ์เดช ล้างผลาญอ้ายพวกเต้าหยินเสียให้สิ้นได้ ก็จะกลับนับถือทางชอบธรรมตามพระพุทธศาสนา พวกท่านก็จะได้ความสุข
   เห้งเจียได้ฟังพระสงฆ์พูดดังนั้น ก็นึกหัวเราะอยู่ในใจว่าพวกเรามีฝิมือ พวกเทพารักษ์แลเจ้า แอบเอาชื่อเรามาบอกก่อนแล้ว เห้งเจียก็ออกจากหมู่สงฆ์นั้นไป กลับมายังประตูเมืองเข้าหาเต้าหยินทั้งสองนั้น เต้าหยินทั้งสองถามว่า พบญาติของท่านหรือไม่ เห้งเจียบอกแก่เต้าหยินว่าพระสงฆ์ทั้งห้าร้อยรูปนั้น ล้วนแต่ญาติของข้าพเจ้าทั้งนั้น เต้าหยินทั้งสองได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า ทำไมวงศ์ญาติของท่านจึงได้มากดังนั้น เห้งเจียตอบว่า ร้อยหนึ่งคือเพื่อนข้างขวา ร้อยหนึ่งคือเพื่อนข้างซ้าย ร้อยหนึ่งเกี่ยวข้างบิดา ร้อยหนึ่งเกี่ยวข้างมารดา ร้อยหนึ่งมิตรสหายของข้าพเจ้า แม้ว่าท่านทั้งสองเอาพระห้าร้อยนี้ปล่อยออก ข้าพเจ้าจะเข้าไปกับท่าน แม้ไม่ปล่อยข้าพเจ้าก็ไม่ไป
   เต้าหยินพูดว่าท่านเห็นจะเป็นโรคลมดอกกระมัง ประเดี๋ยวเดียว​ก็พูดเลอะเทอะไปเช่นนี้ อันพระสงฆ์เหล่านั้นเป็นของพระเจ้าแผ่นดินทรงประทานให้เอง แม้ว่าจะปล่อยองค์หนึ่งหรือสององค์ก็ต้องให้พระอาจารย์ลงเนื้อเห็นด้วยว่าควรปล่อย แลต้องทำรายงานกราบทูลก่อนจึงจะได้ ท่านจะมาบอกให้ปล่อยไปทั้งหมดอย่างนั้น จะเป็นไปที่ไหนได้ ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ตลอดได้เป็นแน่
   เห้งเจียถามว่าไม่ได้แน่ละหรือ เต้าหยินตอบว่าปล่อยอย่างใดทั้งหมด เห้งเจียถามดังนั้นสามครั้ง เต้าหยินก็ตอบยืนคำอยู่ว่าปล่อยอย่างไรได้ เห้งเจียชักกระบองออกจากหูยกขึ้นแกว่งไปทีหนึ่งหมายตรงศรีษะเต้าหยิน ตีซ้ายตีขวาก็ล้มลงตายทั้งสองคน หมู่สงฆ์อยู่ที่กองดินทรายวงมาร้องว่าไม่ดีแล้ว ๆ ตีฆ่าญาติของพระเจ้าแผ่นดินตายแล้ว เห้งเจียถามว่าใครเป็นญาติของพระเจ้าแผ่นดิน หมู่พระสงฆ์เหล่านั้นบอกว่าที่ตายนั่นซิ บอกแล้วก็เปลื้องเอาผ้าผ่อนออกคลุมศพไว้ แล้วพูดว่าท่านอาจารย์ของเธอที่ตายนั้นเป็นใหญ่ ไม่ไหว้เจ้าและขุนนาง เจ้าและขุนนางเรียกเธอว่า (ก๊กซือ) นี่ซินแสมาตีศิษย์ของท่านตายดังนี้ อาจารย์ของเธอก็จะคาดโทษว่าพวกข้าพเจ้าฆ่าศิษย์ของท่านตายจะทำอย่างไร คงจะต้องเข้าไปในเมืองกับท่านให้รู้เหตุดีร้ายนี้แล้วกลับออกมา
   เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าท่านทั้งหลายอย่าวิตก ข้าพเจ้าจะช่วยท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ามิใช่พวกเต้าหยินดอก คือเป็นสานุศิษย์ใหญ่ของพระถังซัมจั๋งจะมาช่วยท่านทั้งหลายให้พ้นซึ่งความคับแค้นทุกข์ยาก ​พระสงฆ์ทั้งหลายพูดว่าไม่ใช่ ๆ ข้าพเจ้ารู้จักจำได้ ศิษย์พระถังซัมจั๋งไม่ใช่รูปอย่างนี้ เห้งเจียว่าท่านทั้งหลายยังไม่เคยพบปะทำไมจึงว่าจำได้ สงฆ์ทั้งหลายบอกว่าข้าพเจ้าเคยฝันเห็นเนือง ๆ แลทั้งมีผู้เฒ่าคนหนึ่งเธอชื่อ (ท้ายเป๊กกิมแช) บอกแก่พวกข้าพเจ้าว่าซึงเห้งเจียนั้นรูปร่างไม่เหมือนใคร
   เห้งเจียถามว่าเฒ่านั้นบอกแก่ท่านว่ากระไร สงฆ์ทั้งหลายพูดว่าผู้เฒ่านั้นบอกว่า เห้งเจียนั้นในแก้วตาเป็นสีทองคำ ศรีษะกลมหน้ามีขนแก้มตอบฟันแหลมจิตใจห้าวหาญ คล้าย ๆ รามสูรมือถืออาวุธกระบองวิเศษ มีฤทธาอานุภาพเชี่ยวชาญไม่ยำเกรงผู้ใด น้ำใจซื่อตรงพอใจจะช่วยผู้ที่ได้ความคับแค้น เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็พูดเสียงดังว่า ท่านทั้งหลายจริงใจว่ามิใช่เห้งเจีย ข้าพเจ้าเป็นบวิวารของเห้งเจียจะมาหาเหตุเล่น แล้วเห้งเจียเอามือชี้ไปว่าโน่นไม่ใช่เห้งเจียหรือพระสงฆ์ทั้งหลาย ก็พากันหันหน้าแลไปดูตามมือเห้งเจียที่ชี้ให้ดู เห้งเจียก็แปลงกายกลับเป็นรูปเดิม
   พระสงฆ์ทั้งหลายเห็นดังนั้น ต่างคนก็คุกเข่าลงคำนับ พูดว่าท่านใต้เอี๊ย พวกข้าพเจ้าในตาต่ำ มิได้ทราบว่าท่านมีฤทธาอานุภาพเปลี่ยนแปลงกว้างอย่างนี้ไม่ ขอท่านได้ช่วยแก้แค้นให้พวกข้าพเจ้าด้วยเถิด แลขอท่านเข้าไปในเมืองกำจัดพวกมิจฉาทิฏฐิให้ราบคาบ เห้งเจียว่าท่านทั้งหลายจงตามข้าพเจ้าไป สงฆ์เหล่านั้นก็เดินตามเห้งเจียมายังกองดินทรายนั้น จับเกวียนลากออกประตู แล้วฟาดลงกับพื้นแตกหักไปสิ้น ทั้ง อิฐ ปูน ทราย ไม้ ​กระเบื้อง สิ่งของที่ปลูกสร้างเหล่านั้น ก็เก็บโยนลงจากที่เนินสูงนั้นทั้งสิ้น แล้วก็บอกแก่พระสงฆ์เหล่านั้น ให้แยกย้ายกันไปเถิด พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะเข้าไปหาพระเจ้าแผ่นดิน จะกำจัดพวกเต้าหยินนี้ให้ราบคาบ
   พระสงฆ์ทั้งหลายบอกว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายไม่กล้าจะไปไกลกลัวขุนนางจะจับได้ ก็จะส่งคืนเข้ามาอีก ก็จะเกิดภัยมากขึ้นกว่าเก่า เห้งเจียพูดว่าถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าจะให้ของคุ้มตัวทุก ๆ คน เห้งเจียจึงถอนขนในตัวออกกำมือหนึ่ง แล้วส่งให้พระสงฆ์ทั้งหลายคนละขนเหน็บไว้ในเล็บนิ้วนางข้างขวาและให้กำมือไว้ แม้ไปปะเขาจะมาจับตัว ก็ปล่อยมือออกร้องเรียกว่า ซีเทียนใต้เซียคำหนึ่ง ข้าพเจ้าจะไปช่วยท่านทั้งหลาย แม้ว่าทางจะไกลสักกี่ร้อยโยชน์ก็คุ้มได้ทั้งสิ้น
   ในหมู่พระสงฆ์นั้น ยังมีพระสงฆ์องค์หนึ่งใจกล้า กำมือแล้วร้องเรียกซีเทียนใต้เซีย ในทันทีนั้นมีรามสูรมาต่อหน้า รูปร่างดุร้ายมือถือกระบองเหล็กกระทำสีหนาทน่ากลัว ถึงจะมีทหารสักหมื่นก็ไม่อาจสามารถจะทำอันตรายได้ พระสงฆ์ทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็พากันทดลองร้องเรียกทุก ๆ คน ก็ให้เห็นแลได้เป็นจริงปรากฎทุกคน จึงพากันคำนับเห้งเจียแล้วพูดว่า ท่านมีอภินิหารย์เดชาอานุภาพใหญ่หลวงเห็นปรากฎจริง ๆ ประจักษ์แก่ตาข้าพเจ้าทั้งหลาย เห้งเจียบอกว่าแม้เรียกดังนั้นแล้ว ต้องภาวนาเรียกกลับคืน แล้วก็บอกคาถาว่า (ติ) ตัวเดียว ก็เรียกเป็นขนคืนกลับมาเข้าเล็บไปตามเดิม
   พระสงฆ์​ทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ ต่างก็จำทรงไว้ทุก ๆ องค์ เห้งเจียสั่งพระสงฆ์ทั้งหลายว่า แม้ท่านจะไปก็อย่าไปให้ไกลนัก จงคอยฟังข่าวในเมือง เพื่อจะมีประกาศให้หาพระสงฆ์ ถ้าดังนั้นท่านทั้งหลายจงเอาขนมาคืนให้ข้าพเจ้า หมู่พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียสั่งดังนั้นก็พากันแยกย้ายไปในที่ต่าง ๆ
   ฝ่ายพระถังซัมจั๋งรอคอยเห้งเจียไม่เห็นมา จึงเรียกโป๊ยก่ายให้จูงม้าเดินไปทางทิศตะวันตก จวนจะถึงกำแพงเมืองก็พบหมู่พระสงฆ์เดินสวนทางมาสิบรูปกว่า แลไปเห็นเห้งเจียอยู่ริมกำแพงเมือง พระถังซัมจั๋งก็ขับม้าเดินเข้าไปใกล้ เห้งเจียเห็นก็รีบมาคำนับอาจารย์ พระถังซัมจั๋งถามว่าทำอะไรอยู่จึงไม่เห็นกลับไป เห้งเจียจึงเล่าเรื่องของพระสงฆ์เหล่านั้นให้อาจารย์ฟังทุกประการ พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็ตกใจแล้วจึงถามว่า อันการเกิดขึ้นดังนี้จะทำประการใดดี
   พระสงฆ์เหล่านั้นคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ท่านอาจารย์อย่าวิตกมีท่านใต้เอี๊ยรักษาแล้วสารพัดการก็จะไม่เป็นอะไรหมด ที่ในกำแพงเมืองมีวัดใหญ่ของพระเจ้าแผ่นดินก่อนมีศรัทธาได้สร้างไว้ เพราะในวัดนั้นมีพระพุทธรูปอยู่จึงมิได้ทำลาย นามวัดนั้นเรียกว่า (ตี้เอียนยี่) ข้าพเจ้าทั้งหลายนี้บวชอยู่ในวัดนั้น ขอเชิญท่านอาจารย์ไปพักที่ในวัดนั้นก่อน รอพอรุ่งพรุ่งนี้ท่านเห้งเจียเข้าไปในเมือง จัดแจงก็จะสำเร็จทุกประการได้
   เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นเห็นจะดี พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงลงจากหลังม้าพากันเข้าไปในเมืองมายังวัดตี้เอียนยี่ พระถังซัมจั๋งมา​ถึงวัดแล้ว แลขึ้นไปบนประตูใหญ่มีกระดานป้ายใหญ่ จารึกอักษรว่าวัดตี้เอียนยี่ พวกพระสงฆ์เหล่านั้นก็ผลักประตูเข้าไป พระถังซัมจั๋งเดินเข้าไปยังโบถส์ครองผ้าแล้วก็เดินเข้าไปนมัสการพระพุทธรูป แล้วก็เดินเข้าไปยังกุฎิใหญ่ ในกุฎินั้นมีพระสงฆ์ผู้เฒ่าอยู่องค์หนึ่งเดินออกมารับแลเห็นเห้งเจียก็คำนับพูดว่าท่านเล่าเอี๊ยมาแล้ว เห้งเจียถามว่าท่านรู้จักข้าพเจ้าว่าเป็นผู้ใด
   พระสงฆ์เฒ่าผู้นั้นตอบว่าข้าพเจ้าจำได้ท่านคือซีเทียนใต้เซีย ซึงเห้งเจีย พวกข้าพเจ้าฝันเห็นรูปท่านอยู่เนือง ๆ และทั้งท่านท้ายเป๊กกิมแชเคยมาให้ฝันอยู่เสมอ ๆ ว่า ถ้าท่านมาถึงแล้วก็จะได้รอดชีวิต วันนี้จึงได้เห็นท่านมา เห้งเจียพูดว่าท่านรอพรุ่งนี้จึงจะได้รู้การตลอด พระสงฆ์ทั้งหลายก็จัดแจงน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยง แล้วก็จัดที่ให้พระถังซัมจั๋งพักต่างก็พากันไปหลับนอน ในเวลานั้นสองยามเศษ ฝ่ายเห้งเจียมีธุระในใจนอนไม่หลับ ได้ยินเสียงแว่ว ๆ จึงผุดลุกขึ้นเดินออกมาจากห้อง เหาะขึ้นบนอากาศพิเคราะห์ดู เห็นข้างทิศตะวันออกเฉียงใต้ไฟตะเกียงออกสว่างไสว เห้งเจียก็ลงไปใกล้ ๆ พิเคราะห์ดูโดยละเอียด เห็นมีที่บูชาพรหมซัมเซง และเต้าหยินอาจารย์ทั้งสามกำลังทำพิธีเชิญดาว ข้างหน้าประตูมีหนังสือเหรียญคำพรแขวนไว้สองข้างประตูคู่หนึ่ง
   คำพรนั้นว่าขอลมฝนให้ตกต้องตามฦดูขอฟ้าอภินิหารย์ธรรมได้ประเสริฐ มหาสมุทรให้ระงับสุกใส เจ้าแผ่นดินอายุเจริญนาน ฝ่ายอาจารย์เต้าหยินทั้งสาม แต่งตัวยืนอยู่ท่ามกลาง​พวกสานุศิษย์เต้าหยินล้อมรอบทั้งเล็กใหญ่ ประมาณสักเจ็ดแปดร้อยคน บางคนตีกลองบางคนตีระฆัง ต่างมีธุระในการพิธีนั้นทุกคนๆ เห้งเจียจึงคิดว่า เราจะลงไปทำให้ป่นเกรงว่าเรามาคนเดียวจะลำบาก จำจะกลับไปชวนโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งมาเป็นเพื่อนด้วย จึงจะทำการได้ถนัดดี คิดเห็นดังนั้นแล้วก็เหาะกลับมายังที่อาศัยเดินเข้าไปในกุฎิ เรียกซัวเจ๋ง ๆ ตกใจผุดลุกขึ้นถามว่าพี่ป่านนี้ยังไม่นอนอีกหรือ
   เห้งเจียบอกว่าเจ้าจงลุกขึ้นไปกับพี่ไปหาของที่ต้องการ ซัวเจ๋งถามว่า ครึ่งค่อนคืนป่านนี้แล้ว จะไปหาของต้องการอะไรที่ไหน เห้งเจียพูดว่าในกำแพงเมืองมีหอใหญ่ตั้งที่บูชาพรหมซัมเซง เวลานี้พวกอาจารย์เต้าหยินกำลังตั้งพิธีเชิญดาว มีเครื่องสารพัดขนมนมเนยโอชารต่าง ๆ ทั้งผลไม้ก็มีเปนอันมาก น้องไปกับพี่กินให้อิ่มแล้วจึงกลับมา โป๊ยก่ายกำลังนอนได้ยินพูดถึงเรื่องกินอะไรที่ไหน อดไม่ได้ก็ผุดลุกขึ้นถามว่า พี่ไม่เอาข้าพเจ้าไปด้วยดอกหรือ เห้งเจียห้ามว่าอย่าพูดอึกระทึกไปอาจารย์จะรู้เรื่องเข้า เจ้าจงมาตามเราไปเถิด โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งสวมเสื้อแต่งตัวเสร็จแล้วก็ค่อย ๆ ออกจากประตูเหาะตามเห้งเจียไป
   ฝ่ายโป๊ยก่ายเหาะมาใกล้ เห็นแสงไฟสว่างไสวจะใคร่ลงมือ เห้งเจียยึดไว้ห้ามว่าอย่าเพิ่งก่อน รอพวกเต้าหยินไปแล้วเราจึงลงไป ในทันใดนั้น เห้งเจียร่ายพระคาถาเอาธาตุลมเป่าไปบันดาลเป็นลมพายุใหญ่พัดโกรกเข้าไปในที่บูชานั้น สารพัดเครื่องบูชาทั้งหลายก็หักล้มลงทั้ง​สิ้น ประทีบโคมไฟก็ดับมืดไปทั้งหมด พวกเต้าหยินพากันตกใจไปทุกคน เฮ้าลัดใต้เซียนอาจารย์ใหญ่พูดว่า สานุศิษย์ทั้งหลายจงไปก่อนเถิด อันม้วนลมพายุดังนี้พัดมาดับตะเกียงไฟไปดังนั้น ควรจะกลับไปหลับนอน พรุ่งนี้จึงค่อยมาพร้อมกัน สวดมนต์สองสามจบเพิ่มเติม พวกสานุศิษย์เต้าหยินเหล่านั้นก็พากันกลับไปทั้งสิ้น
   เห้งเจียเห็นพวกเต้าหยินกลับไปแล้ว ก็พาโป๊ยก่ายซัวเจ๋งลงไปยังโรงพิธีนั้น โป๊ยก่ายพอมาถึงเห็นขนมลูกไม้ตั้งอยู่บนโต๊ะไม่เลือกว่าสุกหรือดิบคว้าได้ก็อ้าปากรีบกิน เห้งเจียจึงว่าเจ้าทำกิริยาอาการอย่างนี้เหมือนแก่ทารก จะนั่งลงให้เรียบร้อยจึงค่อยกินจะไม่ได้หรือโป๊ยก่ายว่าไม่ต้องอายใคร ขโมยกินให้หมดแล้วจึงค่อยนั่ง ซัวเจ๋งว่าบางทีเขาเชิญมาจะทำอย่างไร เห้งเจียถามว่าฉากที่แขวนอยู่นั้นคือรูปโพธิสัตว์อะไร โป๊ยก่ายบอกว่ารูปซัมเซงจะไม่รู้ทีเดียวหรือ เห้งเจียถามว่าซัมเซงอะไร โป๊ยก่ายบอกว่าที่รูปอยู่กลางนั้นคือพรหมง่วนซุ้ยทีกุน ข้างซ้ายนั้นคือเล่งโป๊เต้ากุน ข้างขวานั้นคือท้ายเสียงเล่ากุน
   เห้งเจียว่าเราทั้งสามจงแปลงเป็นซัมเซงทั้งสาม นั่งกินให้สบายใจ โป๊ยก่ายได้กลิ่นหอมโดนจมูกก็นึกอยากกิน จึงกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะสองมือกระชากฉากซัมเซงลงมา แล้วพูดว่าท่านทั้งสามนั่งนานแล้ว ขอให้ข้าพเจ้านั่งบ้าง โป๊ยก่ายก็แปลงกายเป็นท้ายเสียงเล่ากุน เห้งเจียก็แปลงเป็นง่วนซุ้ยทีกุน ซัวเจ๋งก็แปลงเป็นเล่งโป๊เต้ากุน
   เห้งเจียว่าโป๊ยก่ายเอารูปฉากทิ้งเกะกะดังนี้ บางทีพวกเต้า​หยินมาเห็นเข้า ความจะไม่แตกออกหรือ จงเอาไปซ่อนเสียให้พ้น โป๊ยก่ายว่าในที่นี้ก็ไม่มีที่จะซ่อนที่ไหน เห้งเจียว่าที่ข้างนี้เห็นจะมีสระอยู่เอาไปทิ้งเสียก็แล้วกัน โป๊ยก่ายจึงกระโดดลงฉวยเอารูปฉากนั้นไปทิ้งในสระน้ำแล้วก็กลับมา ทั้งสามคนก็ขึ้นนั่งกินตามสบายใจ เห้งเจียกินผลไม้ได้สามสี่ผล โป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสองกินดุจลมหอบเมฆพักเดียวก็หมดเกลี้ยง
   ฝ่ายพวกเต้าหยินน้อย ๆ พึ่งจะล้มตัวลงนอนก็ตรึกตรองคิดขึ้นได้ว่า ลืมทิ้งระฆังไว้ในที่นั้น จึงผุดลุกขึ้นเดินไปในที่พิธีจะใคร่ไปหาระฆัง ก็เที่ยวคลำหา ครั้นได้ระฆังแล้วเดินจะกลับมาได้ยินเสียงหายใจ เต้าหยินตกใจรีบก้าวเดินออกมา ไปเหยียบถูกเมล็ดเงาะเข้าก็พลาดล้มลงระฆังก็แตกออกไป โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ จึงหัวเราะด้วยเสียงอันดัง เต้าหยินได้ยินดังนั้นก็ยิ่งมีความตกใจตาลีตาลานรีบลงมาจากหอใหญ่ ตบประตูร้องเรียกว่าท่านตาท่านตาไม่เป็นการแล้ว ฝ่ายอาจารย์เต้าหยินทั้งสามยังไม่หลับ จึงเปิดประตูออกมาถามว่ามีเหตุการณ์อย่างไรหรือ เต้าหยินน้อยตัวสั่น พูดไม่ใคร่จะออกจึงบอกว่าข้าพเจ้าขึ้นไปหาระฆังที่ในโรงพิธี ได้ยินเสียงคนหัวเราะจนข้าพเจ้าตกใจกลัวโดยไม่รู้ว่าใครมาอยู่มืด ๆ อย่างนั้น
   อาจาริย์เต้าหยินทั้งสามได้ฟังดังนั้น จึงให้เอาตะเกียงไฟมา จะออกไปดูว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายดีประการใด จึงเรียกสานุศิษย์ให้ตื่นขึ้นพร้อมกัน​ทั้งเด็กแลผู้ใหญ่ จุดไฟขึ้นพร้อมกันเดินขึ้นไปยังที่พิธี เพื่อจะดูให้รู้แน่แก่ใจ อ่านต่อ_