พรรณนารัตนจังกมนกัณฑ์
วฑฺเฒนฺติ กฏสึ โฆรํ เป็นที่ทิ้งซากศพ กตเมน ตฺวํ ภุมฺมิ วิหาเรน นี้ เป็นคำไพเราะ. เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา โลกนี้ล้วนมีสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม , ไม่สู้ , ก็ต้องแพ้ ไป. ยังนับว่าโชคดีที่เดินได้เอง (ชาติหน้ามีจริง) " สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ “ แปลความว่า การให้ธรรมย่อมชนะ การให้ทั้งปวง 'อโรคยา ปรมาลาภา' เพราะการไม่มีโรค คือ ลาภอันประเสริฐ ทุกฺโข ปาปสฺส อุจฺจโย การสั่งสมบาป เป็นทุกข์. | อิติปิโส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ _ ขอให้ทุกท่านมีความสุข ความเจริญ
Translate
23 พฤศจิกายน 2568
หน้าต่างที่ ๒ / ๑๒ อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์ อัพภันตรนิทาน
ก็บัดนี้จะพรรณนาความแห่งอัพภันตรนิทาน ที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า ท้าวสหัมบดีพรหม เจ้าโลก ประคองอัญชลีทูลขอพรอันยอดเยี่ยมว่า สัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย มีอยู่ในโลกนี้ ขอพระองค์ทรงเอ็นดูหมู่ สัตว์นี้แสดงธรรมโปรดเถิด.
ในข้อนี้ ผู้ทักท้วงกล่าวว่า เหตุไรท่านไม่กล่าวนิทานโดยนัยเป็นต้นว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ. ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงพุทธวงศ์ดังนี้ แต่กล่าวนิทานโดยนัยเป็นต้นว่า ท้าวสหัมบดีพรหม เจ้าโลก ประคองอัญชลีทูลขอพรอันยอดเยี่ยม ดังนี้.
ขอชี้แจงดังนี้ว่า ท่านกล่าวดังนั้นก็เพื่อชี้ถึงการทูลขอให้ทรงแสดงธรรมของพรหม อันเป็นเหตุแห่งการแสดงธรรมทั้งปวงของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ขอชี้แจงปัญหานี้ที่ว่า พระชินพุทธเจ้านี้ถูกพรหมอาราธนา เพื่อทรง แสดงธรรมเมื่อไร ก็คาถานี้ ใครยกขึ้นกล่าว กล่าวเมื่อไร และที่ไหน.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระพุทธเจ้า เข้าสัปดาห์ที่ ๘ พระศาสดาก็ถูกพรหมทูลอาราธนาอ้อนวอน เพื่อทรงแสดงธรรม.
ในเรื่องนั้น กล่าวความตามลำดับ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในวันเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ พระมหาบุรุษทรงเห็นนางรำ นักสนมนอนผ้าผ่อนเปิดน่าเกลียด ทรงสังเวชพระหฤทัยยิ่งนัก เรียกนายฉันนะผู้ปิดกายด้วยผ้าส่วนหนึ่งตรัสว่า เจ้าจงนำม้าฝีเท้าดี ชื่อกัณฐกะ ที่ข่มข้าศึกตัวยงได้ ให้นำม้ากัณฐกะมาแล้ว ทรงมีนายฉันนะเป็นสหาย เสด็จขึ้นทรงม้า เมื่อเทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ ประตูพระนคร เปิดประตูพระนครแล้วก็ออกจากพระนครไป ผ่าน ๓ ราชอาณาจักร โดยส่วนที่เหลือจากสมบัติที่พระราชาพระองค์นั้นทรงยินดีแล้ว ทรงเป็นสัตว์ที่ไม่ต่ำทราม ประทับยืนริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ตรัสกะนายฉันนะเท่านั้นว่า ฉันนะ เจ้าจงพาเครื่องอาภรณ์ที่ไม่ทั่วไปกับคนอื่นๆ เหล่านี้ และกัณฐกะม้าฝีเท้าดีของเรากลับไปกรุงกบิลพัสดุ์นะ ทรงปล่อยนายฉันนะแล้ว ก็ทรงตัดมกุฏผ้าโพกพร้อมกับพระเกศา ด้วยดาบคือพระขรรค์อันคมกริบ เสมือนกลีบบัวขาบ แล้วเหวี่ยงไปในอากาศ ทรงถือบาตรจีวรที่เทวดาถวาย ทรงผนวชด้วยพระองค์เอง เสด็จจาริกไปโดยลำดับ
ทรงข้ามแม่น้ำคงคาที่มีคลื่นหักโหมปั่นป่วนเพราะแรงลมได้ไม่ติดขัด เสด็จเข้าสู่พระนครชื่อว่าราชคฤห์ ที่มีราชนิเวศน์โชติช่วงด้วยข่ายรัศมีแห่งหมู่แก้วมณี ทรงไม่ติดขัดด้วยการเสด็จดำเนิน มีพระอินทรีย์สงบ มีพระมนัสสงบ ทรงแลดูชั่วแอก ประหนึ่งทรงปลอบชนผู้มัวเมาเพราะความเมาในความเป็นใหญ่ แห่งกรุงราชคฤห์นั้น ประหนึ่งทรงทำให้เกิดความละอายแก่ชนผู้มีเพศอันฟุ้งเฟ้อแล้ว ประหนึ่งทรงผูกหัวใจของชนชาวกรุงไว้ในพระองค์ ด้วยความรักในวัย ประหนึ่งทรงแย่งดวงตาของชนทุกคนด้วยพระสิริรูป ที่ส่องประกายด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ประหนึ่งกองบุญ และประหนึ่งบรรพตที่เดินได้ด้วยพระบาทที่มีรูปงาม เสด็จเที่ยวบิณฑบาตไปยังกรุงราชคฤห์
ทรงรับอาหารเพียงยังอัตภาพให้พอเป็นไปได้ เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ประทับนั่ง ณ โอกาสสงัดน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง เป็นภูมิภาคสะอาด พรั่งพร้อมด้วยร่มเงาและน้ำ ข้างปัณฑวบรรพต เสวยอาหารที่คลุกกัน อันพระเจ้าพิมพิสารมหาราชแห่งอาณาจักรมคธ เสด็จไปหาพระมหาบุรุษ ตรัสถามพระนามและพระโคตรแล้ว มีพระราชหฤทัยบันเทิงกับพระองค์ ทรงเชื้อเชิญด้วยราชสมบัติว่า ขอทรงโปรดรับราชสมบัติส่วนหนึ่งของหม่อมฉันเถิด.
ด้วยพระสุรเสียงไพเราะดังบัณเฑาะว์ตรัสตอบว่า อย่าเลย พระมหาราชเจ้า หม่อมฉันไม่ประสงค์ด้วยราชสมบัติดอก หม่อมฉันละราชสมบัติมาประกอบความเพียร เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่โลก แล้วจักเป็นพระพุทธเจ้าผู้มีกิเลสดุจหลังคาอันเปิดแล้วในโลก ดังนี้แล้วเสด็จออกไป
อันพระเจ้าพิมพิสารพระองค์นั้นตรัสวอนว่า พระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้าแล้วโปรดเสด็จมายังแคว้นของหม่อมฉันก่อนแคว้นอื่นทั้งหมด ทรงถวายปฏิญญาคำรับรองแด่พระเจ้าพิมพิสารนั้นว่า สาธุ แล้วเสด็จเข้าไปหาอาฬารดาบสและอุทกดาบส ไม่ทรงพบสาระแห่งธรรมเทศนาของดาบสทั้งสองท่านนั้น ก็ทรงหลีกออกจากที่นั้น แม้ทรงทำทุกกรกิริยาถึง ๖ ปี ณ ตำบลอุรุเวลา ก็ไม่อาจบรรลุอมตธรรมได้ ทรงทำพระสรีระให้อิ่มหนำสำราญด้วยการเสวยพระกระยาหารอย่างหยาบ.
ครั้งนั้น หญิงรุ่นชื่อสุชาดา ธิดาของกุฎุมพีเสนานิคม ในตำบลอุรุเวลา เสนานิคม โตเป็นสาวแล้วทำความปรารถนา ณ ต้นไทรต้นหนึ่งว่า ถ้าดิฉันไปเรือนสกุลที่มีชาติสมกัน [มีสามี] ได้ลูกชายในท้องแรกก็จักทำพลีกรรมสังเวย. ความปรารถนาของนางสำเร็จแล้ว ในวันเพ็ญเดือน ๖ นางดำริว่า วันนี้จักทำพลีกรรม พอเช้าตรู่จึงให้จัดข้าวปายาสที่ไม่แข้นแข็ง มีรสอร่อยอย่างยิ่ง.
ในวันนั้นนั่นเอง แม้พระโพธิสัตว์ทรงทำสรีรกิจแล้ว คอยเวลาภิกษาจาร เช้าตรู่ก็เสด็จไปประทับนั่ง ณ โคนต้นไทรนั้น.
ครั้งนั้น ทาสีชื่อปุณณา แม่นมของนางสุชาดาเดินไปหมายจะทำความสะอาดที่โคนต้นไทร ก็พบพระโพธิสัตว์ประทับนั่งสำรวจโลกธาตุด้านทิศตะวันออกอยู่ ผู้มีพระสรีระงาม เสมือนยอดภูเขาทองซึ่งเรืองรองด้วยแสงสนธยา ผู้เป็นดวงอาทิตย์แห่งมุนี ผู้เข้าไปสู่ต้นไม้อันประเสริฐ เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ผู้ทำการฝังตัวลงในกลุ่มมืด [กำจัดมืด] ผู้ทำความแย้มผลิแห่งดงบัว ผู้สอดเข้าสู่หลืบเมฆ.
เพราะเห็นต้นไม้นั้นมีสีเหมือนสีทองหมดทั้งต้น โดยรัศมีที่แล่นออกจากพระสรีระของพระโพธิสัตว์นั้น นางปุณณาทาสีจึงคิดว่า วันนี้เทวดาของเราลงจากต้นไม้ คงอยากจะรับเครื่องพลีกรรมด้วยมือตนเอง จึงมานั่งคอย. นางจึงรีบไปบอกความเรื่องนั้นแก่นางสุชาดา.
จากนั้น นางสุชาดาเกิดศรัทธาขึ้นมาเอง ก็แต่งตัวด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง บรรจุถาดทองมีค่านับแสนเต็มด้วยข้าวมธุปายาสมีรสอร่อยอย่างยิ่ง ปิดด้วยถาดทองอีกถาดหนึ่ง เทินศีรษะ เดินมุ่งหน้าตรงต้นไทร.
นางกำลังเดินไป เห็นพระโพธิสัตว์นั้นแต่ไกล ประทับนั่งงดงามเหมือนกองบุญ ทำต้นไม้นั้นทั้งต้นมีสีเหมือนสีทองด้วยรัศมีแห่งพระสรีระ ประหนึ่งรุกขเทวดา ก็เกิดปิติปราโมทย์ เดินน้อมตัวลงตั้งแต่ที่เห็นด้วยเข้าใจว่าเป็นรุกขเทวดา ปลงถาดทองนั้นลงจากศีรษะ ประคองวางไว้ในพระหัตถ์ของพระมหาสัตว์ แล้วไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์กล่าวว่า มโนรถ ความปรารถนาของดิฉันสำเร็จแล้วฉันใด มโนรถแม้ของพระองค์ก็จงสำเร็จฉันนั้นเถิด แล้วก็กลับไป.
ครั้งนั้น แม้พระโพธิสัตว์ก็ทรงถือถาดทอง เสด็จไปยังริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงวางถาดทองไว้ที่ริมฝั่งใกล้ท่าน้ำชื่อสุปปติฏฐิตะ สรงสนานแล้วเสด็จขึ้น ทรงทำเป็นก้อนได้ ๔๙ ก้อน เสวยข้าวปายาสนั้นแล้วทรงลอยถาดทองนั้นลงไป พร้อมทรงอธิษฐานว่า ถ้าวันนี้เราจักเป็นพระพุทธเจ้าไซร้ ขอถาดทองนี้จงลอยทวนน้ำ ถาดนั้นก็ลอยทวนน้ำ เข้าไปยังภพของพระยานาคชื่อว่ากาฬนาคราช ยกถาดของพระพุทธเจ้าสามพระองค์ขึ้นแล้วตั้งอยู่ข้างใต้ถาดเหล่านั้น.
พระมหาสัตว์ประทับพักกลางวัน ณ ราวป่านั้นนั่นแล เวลาเย็น ทรงรับหญ้า ๘ กำที่คนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะ ทราบอาการของพระมหาบุรุษ ถวายแล้ว เสด็จขึ้นสู่โพธิมัณฑสถาน ประทับยืน ณ ทิศทักษิณ. ประเทศนั้นก็ไหวเหมือนหยาดน้ำบนใบบัว. พระมหาบุรุษทรงทราบว่า ประเทศตรงนี้ไม่อาจทรงคุณของเราได้ ก็เสด็จไปทิศปัศจิม. แม้ประเทศตรงนั้นก็ไหวเหมือนกัน จึงเสด็จไปทิศอุดรอีก แม้ประเทศตรงนั้นก็ไหวเหมือนกัน จึงเสด็จไปทิศบูรพาอีก.
ในทิศนั้น สถานที่ขนาดบัลลังก์ มิได้ไหวเลย พระมหาบุรุษทรงสันนิษฐานว่า ที่นี้เป็นสถานที่กำจัดกิเลสแน่จึงทรงจับปลายหญ้าเหล่านั้นสะบัด. หญ้าเหล่านั้นได้เรียงเรียบเหมือนถูกกำหนดด้วยปลายแปรงทาสี.
พระโพธิสัตว์ก็ทรงอธิษฐานความเพียรมีองค์ ๔ ว่า เราไม่บรรลุโพธิญาณแล้วจักไม่ทำลายบัลลังก์ แล้วทรงคู้บัลลังก์นั่งขัดสมาธิ ประทับนั่งให้ต้นโพธิ์อยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ หันพระพักตร์ออกสู่ทิศบูรพา.
ทันใดนั้นเอง มารผู้รังควานโลกทั้งปวง ก็เนรมิตแขนพันแขนขึ้น ขี่พระยาช้าง ผู้กำจัดศัตรูตัวยงชื่อคิริเมขละ ขนาด ๑๕๐ โยชน์ เสมือนยอดเขาหิมวันตคิรี ถูกห้อมล้อมด้วยพลมารหนาแน่นยิ่งนัก มีพลธนู พลดาบ พลขวาน พลศร พลหอกเป็นกำลัง ครอบทะมึนโดยรอบดุจภูเขา ยาตรเยื้องเข้าหาพระมหาสัตว์ผู้เป็นประดุจศัตรูใหญ่.
พระมหาบุรุษ เมื่อดวงอาทิตย์ตั้งอยู่นั่นแล ก็ทรงกำจัดพลมารจำนวนมากมายได้ ถูกบูชาด้วยยอดอ่อนโพธิที่งดงามน่าดูเสมือนหน่อแก้วประพาฬสีแดง ซึ่งร่วงตกลงบนจีวรที่มีสีเสมือนดอกชบาแย้ม ประหนึ่งแทนปีติทีเดียว ปฐมยามก็ทรงได้บุพเพนิวาสานุสสติญาณ มัชฌิมยามก็ทรงชำระทิพยจักษุญาณ ปัจฉิมยามก็ทรงหยั่งพระญาณลงในปฏิจจสมุปบาท ทรงพิจารณาวัฏฏะและวิวัฏฏะ พออรุณอุทัยก็ทรงเป็นพระพุทธเจ้า ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ว่า
เราแสวงหาช่างผู้สร้างเรือนคืออัตภาพ เมื่อไม่พบ
ก็ท่องเที่ยวไปสิ้นสงสารนับด้วยชาติมิใช่น้อย ความเกิด
บ่อยๆ เป็นทุกข์. ดูก่อนช่างผู้สร้างเรือนคืออัตภาพ เรา
พบท่านแล้ว ท่านจักสร้างเรือนคืออัตภาพอีกไม่ได้ โครง
เรือนของท่านเราหักเสียหมดแล้ว ยอดเรือนคืออวิชชา
เราก็รื้อเสียแล้ว จิตของเราถึงพระนิพพานแล้ว เพราะเรา
ได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาทั้งหลายแล้ว.
ทรงยับยั้งอยู่ด้วยการเสวยวิมุตติสุข ๗ วัน วันที่ ๘ ทรงออกจากสมาบัติ ทรงทราบความสงสัยของเทวดาทั้งหลายทรงเหาะไปในอากาศ เพื่อกำจัดความสงสัยของเทวดาเหล่านั้น ครั้นทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์กำจัดความสงสัยของเทวดาเหล่านั้นแล้ว ประทับยืน ณ เบื้องทิศอุดร เยื้องทิศบูรพาจากบัลลังก์ไปนิดหน่อย ทรงจ้องดูบัลลังก์และต้นโพธิ สถานที่บรรลุผลแห่งพระบารมีทั้งหลายที่ทรงบำเพ็ญมาถึงสี่อสงไขยแสนกัป ด้วยดวงพระเนตรที่ไม่กระพริบว่า เราแทงตลอดสัพพัญญุตญาณเหนือบัลลังก์นี้ ทรงยับยั้งอยู่ ๗ วัน สถานที่นั้นจึงชื่อว่าอนิมิสเจดีย์.
ต่อจากนั้น เสด็จจงกรม ณ รัตนจงกรม ต่อจากทิศบูรพาและทิศปัศจิม ระหว่างบัลลังก์และสถานที่ประทับยืน ทรงยับยั้งอยู่ ๗ วัน สถานที่นั้นจึงชื่อว่ารัตนจังกมเจดีย์.
เทวดาทั้งหลายช่วยกันเนรมิตเรือนแก้วถวายในส่วนทิศปัศจิม ต่อจากนั้นก็ประทับนั่งขัดสมาธิ ณ ที่นั้นทรงพิจารณาเฟ้นพระอภิธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคัมภีร์สมันตปัฏฐานที่มีนัยไม่มีที่สุด ณ ที่นั้น ทรงยับยั้งอยู่ ๗ วัน สถานที่นั้นจึงชื่อว่ารัตนฆรเจดีย์.
พระพุทธเจ้าทรงยับยั้งอยู่ ใกล้ๆ ต้นโพธิ ๔ สัปดาห์อย่างนี้แล้ว ในสัปดาห์ที่ ๕ จึงออกจากโคนต้นโพธิ์ เสด็จเข้าไปยังต้นอชปาลนิโครธ. แม้ในที่นั้นก็ทรงพิจารณาเฟ้นธรรมและเสวยวิมุตติสุข ทรงยับยั้งอยู่ ณ อชปาลนิโครธ ๗ วัน.
ประทับนั่ง ณ มุจลินท์ ต้นจิกด้วยอาการอย่างนี้อีก ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าพอประทับนั่งในที่นั้นเท่านั้น มหาเมฆซึ่งมิใช่ฤดูกาลก็เกิดขึ้นเต็มทั่วห้องจักรวาล เมื่อมหาเมฆเกิดขึ้นแล้ว. พระยานาคชื่อมุจลินท์ก็คิดว่า เมื่อพระศาสดาพอเสด็จเข้าสู่ภพของเรา มหาเมฆนี่ก็เกิดขึ้น ควรได้อาคารที่ประทับอยู่สำหรับพระศาสดานั้น พระยานาคนั้นแม้จะสามารถเนรมิตวิมานทิพย์ได้เหมือนวิมานเทพ อันสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการ ก็คิดว่า เมื่อเราสร้างวิมานอย่างนี้จักไม่มีผลมากแก่เรา จำเราจักขวนขวายด้วยกายตนเองเพื่อพระทศพล จึงทำอัตภาพให้ใหญ่ยิ่งล้อมพระศาสดาไว้ด้วยขนด ๗ ชั้น แผ่พังพานไว้ข้างบน.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ บัลลังก์มีค่ายิ่ง ที่สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการ เพดานมีพวงดอกไม้หอมต่างชนิดห้อยอยู่เบื้องบน อบด้วยกลิ่นหอมต่างชนิด ในโอกาสใหญ่ภายในขนดล้อม เหมือนประทับอยู่ในพระคันธกุฎี.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยับยั้งอยู่ที่ต้นมุจลินท์นั้นตลอด ๗ วันนั้นอย่างนี้.ต่อจากนั้นก็ประทับนั่ง ณ ราชายตนะต้นเกดอีก ๗ วัน เสวยวิมุตติสุขอยู่ในที่นั้นนั่นแล ด้วยอาการดังกล่าวมานี้ ก็ครบ ๗ สัปดาห์บริบูรณ์ ในระหว่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยับยั้งอยู่ด้วยสุขในฌานและสุขในผล.
ครั้นล่วงไป ๗ สัปดาห์ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นก็เกิดจิตคิดจะบ้วนพระโอษฐ์ ท้าวสักกะจอมทวยเทพก็นำผลสมอที่เป็นยาถวาย ครั้งนั้น ท้าวสักกะได้ถวายไม้สีฟันชื่อนาคลดา และน้ำบ้วนพระโอษฐ์แด่พระองค์. ต่อแต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเคี้ยวไม้สีฟัน ทรงบ้วนพระโอษฐ์ด้วยน้ำในสระอโนดาต ประทับนั่ง ณ โคนต้นราชายตนะ.
สมัยนั้น เมื่อท้าวจตุโลกบาล น้อมบาตรศิลามีค่ายิ่งเข้าไปถวาย ทรงรับข้าวสัตตูผงและสัตตูก้อนของพาณิชชื่อตปุสสะและภัลลิกะ [ด้วยบาตรนั้น] เสวยเสร็จแล้วเสด็จกลับมาประทับนั่ง ณ โคนต้นอชปาลนิโครธ.
ลำดับนั้น พระองค์พอประทับนั่ง ณ ที่นั้นเท่านั้น ทรงพิจารณาทบทวนถึงภาวะแห่งธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุเป็นธรรมลุ่มลึก ก็ทรงเกิดปริวิตกที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงประพฤติมา ถึงอาการคือความที่มีพระพุทธประสงค์จะไม่ทรงแสดงธรรมโปรดผู้อื่นว่า ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้ลึกซึ้ง เห็นยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ตรึกคาดคิดเอาไม่ได้ ละเอียด บัณฑิตพึงรู้.
ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมล่วงรู้ถึงจิตปริวิตกของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจตนแล้ว ก็เปล่งวาจาว่า น่าที่โลกจะพินาศละสิหนอ น่าที่โลกจะพินาศละสิหนอ อันหมู่พรหมในหมื่นจักรวาลแวดล้อมแล้ว อันท้าวสักกะ ท้าวสุยามะ ท้าวสันดุสิต ท้าวนิมมิต ท้าวปรนิมมิตวสวัตดีติดตามเสด็จมา ปรากฏอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ท้าวสหัมบดีพรหมนั้นทรงเนรมิตผืนแผ่นดิน เพื่อเป็นที่ประทับยืนของพระองค์เอง จึงทรงคุกชาณุมณฑล [เข่า] เบื้องขวาลงที่แผ่นดิน ทรงทำอัญชลี ประนมกรที่รุ่งเรืองด้วยทศนขสโมธาน เสมือนบัวตูมเกิดในน้ำไร้มลทินไม่วิกลขึ้นเหนือเศียร ทูลวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงธรรม ด้วยนัยมิใช่น้อยเป็นต้นอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงธรรม ขอพระสุคตเจ้าจงทรงแสดงธรรมโปรดเถิด หมู่สัตว์ผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย ยังมีอยู่ เพราะไม่ได้สดับธรรม ก็ย่อมเสื่อมเสียประโยชน์ไปเปล่า หมู่สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรม คงจักมีแน่แท้ ดังนี้
แต่ก่อนในแคว้นมคธ ปรากฏมีแต่ธรรมที่ไม่
บริสุทธิ์ อันมีผู้มีมลทินคิดแล้ว ประตูแห่งอมตนคร
ก็ยังมิได้เปิด ขอหมู่สัตว์จงสดับธรรมที่พระผู้ไร้มลทิน
ตรัสรู้แล้วเถิด ชนผู้ยืนอยู่เหนือยอดภูผาหิน จะพึง
เห็นหมู่ชนได้โดยรอบแม้ฉันใด ข้าแต่พระผู้มีปัญญา
ดี มีพระสมันตจักษุ พระองค์ปราศจากโศกแล้วจง
เสด็จขึ้นสู่ปราสาท ที่สำเร็จด้วยธรรม โปรดพิจารณาดู
หมู่ชน ผู้ระงมด้วยโศก ถูกชาติชราครอบงำแล้ว ก็
อุปมาฉันนั้น ข้าแต่พระผู้แกล้วกล้า ผู้ชนะสงคราม
แล้ว ผู้ประดุจนายกองเกวียน ไม่เป็นหนี้ โปรดลุก
ขึ้นเสด็จจาริกไปในโลก ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจง
ทรงแสดงธรรมโปรดสัตว์เถิด หมู่สัตว์ที่รู้ทั่วถึงธรรม
คงจักมีเป็นแน่ ดังนี้.
พระองค์ตรัสรู้ธรรมที่ควรตรัสรู้แล้ว ทรงข้ามโอฆะที่พระองค์ควรข้ามแล้ว ทรงหลุดพ้นทุกข์ที่พระองค์ควรหลุดพ้นแล้ว มิใช่หรือ ดังนี้.
ทรงทำความปรารถนาไว้ว่า
ประโยชน์อะไรของเรา ด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จัก ด้วยการทำให้แจ้งธรรม ในโลกนี้ เราบรรลุสัพพัญญุตญาณแล้ว จักยังโลกนี้กับทั้งเทวโลกให้ข้ามโอฆสงสาร ดังนี้.
ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายแล้วทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว. และว่า เมื่อพระองค์ไม่ทรงแสดงธรรม คนอื่นใครเล่าจักแสดงธรรม, สิ่งอื่นอะไรเล่าจะเป็นสรณะของโลก จะเป็นเครื่องช่วย เครื่องเร้น เครื่องนำไปเบื้องหน้า.
ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าเข้าสัปดาห์ที่ ๘ พระศาสดาก็ถูกพรหมทูลอ้อนวอน เพื่อทรงแสดงธรรม.
บัดนี้ ถึงโอกาสตอบปัญหาเหล่านี้ที่ว่า คาถานี้ใครยกขึ้นกล่าวเมื่อไรและที่ไหน.
ในปัญหานั้นถามว่า คาถานี้ท่านกล่าวเมื่อไร ตอบว่า กล่าวครั้งทำสังคายนาใหญ่ครั้งแรก การสังคายนาใหญ่ครั้งแรกนี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้แล้วในสังคีติขันธกะ.
ถามว่า ใครกล่าวที่ไหน.
ตอบว่า ได้ยินว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว คาถานี้ว่า พฺรหฺมา จ โลกาธิปติ เป็นต้น พึงทราบว่า ท่านพระอานนทเถระผู้นั่งอยู่ ณ ธรรมาสน์ในมณฑปสารมัณฑะ สถานที่ควรเห็นคล้ายดวงจันทร์เต็มดวง ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรู ผู้ชนะศัตรูทุกคน มหาราชแห่งแคว้นมคธ ทรงให้สร้างไว้ใกล้ประตูสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภาระ พระนครราชคฤห์ เพื่อสังคายนาธรรม กล่าวไว้แล้ว.
ความสัมพันธ์แห่งคาถาในเรื่องนี้ มีดังนี้.
แม้คาถานี้ว่า
พระชินพุทธเจ้านี้ อันพรหมอาราธนาเพื่อทรง
แสดงธรรมเมื่อไร ก็คาถานี้ใครยกขึ้นกล่าว กล่าวเมื่อ
ไร กล่าวที่ไหน
มีเนื้อความที่กล่าวไว้แล้ว แต่ข้าพเจ้าจักทำการพรรณนาบทที่ยากแห่งคาถานี้ที่กล่าวแล้ว โดยความสัมพันธ์นี้ดังต่อไปนี้
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺมา ความว่า ชื่อว่าพรหม เพราะเป็นผู้เจริญแล้วด้วยคุณวิเศษนั้นๆ. ก็พรหมศัพท์นี้ปรากฏอยู่ในอรรถทั้งหลายมีมหาพรหม พราหมณ์ พระตถาคต มารดาบิดาและผู้ประเสริฐสุดเป็นต้น.
จริงอย่างนั้น พรหมศัพท์ ท่านหมายว่ามหาพรหม ในประโยคเป็นต้นว่า ทฺวิสหสฺโส พฺรหฺมา มหาพรหมสองพัน.
ท่านหมายว่าพราหมณ์ ในคาถานี้ว่า
ตโมนุโท พุทฺโธ สมนฺตจกฺขุ
โลกนฺตคู สพฺพภวาติวตฺโต
อนาสโว สพฺพทุกฺขปฺปหีโน
สจฺจวฺหโย พฺรหฺเม อุปาสิโร เม.
ดูก่อนพราหมณ์ พระพุทธเจ้า ผู้บรรเทาความ
มืด ผู้มีพระจักษุโดยรอบ ทรงถึงที่สุดโลก ทรงล่วงภพ
ทั้งปวง ไม่มีอาสวะ ทรงละทุกข์ได้หมด เรียกกันว่า
พระสัจจะ เราก็เข้าเฝ้าใกล้ชิด.
ท่านหมายว่าพระตถาคต ในบาลีนี้ว่า พฺรหฺมาติ โข ภิกฺขเว ตถาคตสฺเสตํ อธิวจนํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายคำว่า พรหม นี้แลเป็นชื่อของตถาคต.
ท่านหมายว่ามารดาบิดา ในบาลีนี้ว่า พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร มารดาบิดาเรา เราเรียกว่าพรหม เรียกว่าบุรพาจารย์.
ท่านหมายว่าประเสริฐสุด ในบาลีนี้ว่า พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ทรงยังจักรอันประเสริฐสุดให้เป็นไป.
ส่วนในที่นี้ ท่านผู้เจริญปฐมฌานอันประณีตแล้วบังเกิดในภูมิแห่งปฐมฌาน ท่านหมายว่ามหาพรหมมีอายุกัปหนึ่ง. จ ศัพท์มีอรรถว่ารวมความ.
อธิบายว่า พรหมและพรหมเหล่าอื่นในหมื่นจักรวาล. หรือว่า จศัพท์เป็นเพียงทำบทให้เต็ม.
โลก ๓ คือสังขารโลก สัตวโลก โอกาสโลก ชื่อว่าโลก ในคำว่า โลกาธิปติ นี้.
ในโลกทั้ง ๓ นั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาสัตวโลก. ชื่อว่าโลกาธิปติ เพราะเป็นใหญ่เป็นเจ้าแห่งสัตวโลกนั้น ผู้เป็นเจ้าส่วนหนึ่งแห่งโลก ท่านก็เรียกว่า โลกาธิบดี เหมือนเทวาธิบดี นราธิบดี.
บทว่า สหมฺปติ ความว่า เล่ากันมาว่า พรหมองค์นั้นเป็นพระเถระ ชื่อว่าสหกะ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ทำปฐมฌานให้เกิดแล้ว ฌานไม่เสื่อม จบชีวิตก็บังเกิดเป็นมหาพรหมมีอายุหนึ่งกัป ในปฐมฌานภูมิ. แต่ในสมัยนั้น เขาก็จำพรหมองค์นั้นกันได้ว่าท้าวสหัมบดีพรหม ท่านกล่าวหมายถึงพรหมพระองค์นั้น คนทั้งหลายเมื่อควรจะกล่าวว่า สหกปติ แต่ก็กล่าวเสียว่า สหมฺปติ โดยลงนิคคหิตอาคมขยายคำออกไป.
บทว่า กตญฺชลี แปลว่า มีอัญชลีอันทำแล้ว. อธิบายว่า ทำกระพุ่มอัญชลีไว้เหนือเศียร.
บทว่า อนธิวรํ ความว่า พรที่ล่วงส่วน พรที่ยิ่งไม่มีแก่พรนั้น เหตุนั้น พรนั้นชื่อว่าไม่มีพรที่ยิ่ง หรือว่าชื่อว่า อนธิวรํ เพราะไม่มีพรที่ยิ่งไปกว่านั้น. อธิบายว่า ยอดเยี่ยม พรอันยอดเยี่ยมนั้น.
บทว่า อยาจถ ได้แก่ ได้วอนขอ ได้เชื้อเชิญ.
บัดนี้ ท้าวสหัมบดีพรหมนั้นทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อประโยชน์ใด เพื่อแสดงประโยชน์นั้นจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สนฺตีธ สตฺตา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ แปลว่า มีอยู่ อันเขาได้อยู่. อธิบายว่า สัตว์ทั้งหลายที่มาสู่คลองพุทธจักษุ [ปรากฏ] มีอยู่.
ศัพท์ว่า อิธ นี่เป็นนิบาต ใช้ในการอ้างถึงถิ่นที่.
ศัพท์ว่า อิธนี้นั้น บางแห่งท่านกล่าวหมายถึงศาสนา เหมือนอย่างที่ตรัสว่า
อิเธว ภิกขเว สมโณ อิธ ทุติโย สมโณ อิธ ตติโย สมโณ อิธ จตุตฺโถ สมโณ สุญฺญา ปรปฺปวาทา สมเณกิ อญฺเญหิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ สมณะที่ ๔ มีอยู่ในศาสนานี้เท่านั้น ลัทธิอื่นว่างเปล่าจากสมณะผู้รู้.
บางแห่งหมายถึงโอกาส เหมือนอย่างที่ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า
อิเธว ติฏฺฐมานสฺส เทวภูตสฺส เม สิโต
ปุนรายุ จ เม ลทฺโธ เอวํ ชานาหิ มาริส.
เมื่อเราเป็นเทพตั้งอยู่ในโอกาสนี้นี่แล เราก็ได้
อายุต่อไปอีก โปรดทราบอย่างนี้เถิด ท่านผู้นิรทุกข์.
บางแห่ง ก็เป็นเพียงปทปูรณะ ทำบทให้เต็มเท่านั้น เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า อิธาหํ ภิกฺขเว ภุตฺตาวี อสสํ ปวาริโต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราแลบริโภคอาหารเสร็จแล้ว ก็พึงห้าม ไม่ให้เขาถวายอีก [โดยชักพระหัตถ์ออกจากบาตร].
บางแห่งหมายถึงโลก เหมือนอย่างที่ตรัสว่า อิธ ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย ตถาคตอุบัติในโลกนี้ ก็เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนเป็นอันมาก.
แม้ในที่นี้ อิธ ศัพท์ ก็พึงทราบว่า ท่านกล่าวหมายถึงโลกเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงมีความว่าในสัตว์โลกนี้.
บทว่า สตฺตา ความว่า ชนทั้งหลาย ติด ขัด ข้อง คล้อง เกี่ยว อยู่ในขันธ์ทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็นต้นด้วยฉันทราคะ เหตุนั้นจึงชื่อว่าสัตตะ สัตว์มีชีวิตทั้งหลาย ท่านเรียกว่าสัตตะ แต่เพราะศัพท์ขยายความ โวหารนี้จึงใช้แม้ในท่านผู้ปราศจากราคะแล้วเท่านั้น.
บทว่า อปฺปรชกฺขชาติกา ความว่า กิเลสดุจธุลีคือราคะ โทสะและโมหะ ในดวงตาที่สำเร็จด้วยปัญญาของสัตว์เหล่านั้นมีเล็กน้อย และสัตว์เหล่านั้นก็มีสภาพอย่างนั้น เหตุนั้น สัตว์เหล่านั้นชื่อว่ามีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย หรือว่ากิเลสดุจธุลีมีราคะเป็นต้นของสัตว์เหล่าใดน้อย สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่ามีกิเลสดุจธุลีน้อย.
พึงเห็นความในข้อนี้อย่างนี้ว่า สัตว์เหล่านั้นชื่อว่า อปฺปรชกฺขชาติกา เพราะมีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อยเป็นสภาพ แก่สัตว์ผู้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อยเป็นสภาพเหล่านั้น.
พึงทำการเปลี่ยนวิภัตติว่า สตฺตานํ แล้วทำการเชื่อมกับคำนี้ว่า เทเสหิ ธมฺมํ ก็เห็นความได้.
คำว่า เทเสหิ นี้เป็นคำวอนขอ. อธิบายว่า โปรดแสดง กล่าว สอน.
ในคำว่า ธมฺมํ นี้ ธัมมศัพท์นี้ใช้กันในอรรถทั้งหลายมีปริยัตติ สมาธิ ปัญญา ปกติ สภาวะ สุญญตา บุญ อาบัติ เญยยะและจตุสัจธรรมเป็นต้น.
จริงอย่างนั้น ธัมมศัพท์ใช้ในอรรถว่าปริยัตติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อิธ ภิกฺขุ ธมฺมํ ปริยาปุณาติ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ ฯ เป ฯ เวทลฺลํ ภิกษุในพระศาสนานี้ย่อมเรียนธรรมคือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ ฯลฯ เวทัลละ ดังนี้.
ใช้ในอรรถว่าปัญญา ได้ในบาลีเป็นต้นว่า
ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา วานรินฺท ยถา ตว
สจฺจํ ธมฺโม ธิติ จาโค ทิฏฺฐํ โส อติวตฺตติ.
ท่านพระยาวานร ผู้ใดมีธรรม ๔ ประการคือ
สัจจะ ธรรมะ [ปัญญา] ธิติ จาคะ เหมือนอย่างท่าน
ผู้นั้น ย่อมล่วงศัตรูเสียได้.
ใช้ในอรรถว่าปกติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ชาติธมฺมา ชราธมฺมา อโถ มรณธมฺมิโน สัตว์ทั้งหลายมีชาติเป็นปกติ มีชราเป็นปกติและมีมรณะเป็นปกติ.
ใช้ในอรรถว่าสภาวะ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา สภาวธรรมฝ่ายกุศล สภาวธรรมฝ่ายอกุศล สภาวธรรมฝ่ายอัพยากฤต.
ใช้ในอรรถว่าสุญญตา ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ตสฺมึ โข ปน สมเย ธมฺมา โหนฺติ ขนฺธา โหนฺติ สมัยนั้นก็มีแต่ความว่างเปล่า มีแต่ขันธ์.
ใช้ในอรรถว่าบุญ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ บุญอันบุคคลสั่งสมไว้ ย่อมนำมาซึ่งความสุข.
ใช้ในอรรถว่าอาบัติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า เทฺว อนิยตา ธมฺมา อาบัติอนิยต มี ๒ สิกขาบท.
ใช้ในอรรถว่าเญยยะ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า สพฺเพ ธมฺมา สพฺพากาเรน พุทฺธสฺส ภควโต ญาณมุเข อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ เญยยธรรมทั้งหมด มาปรากฏในมุขคือพระญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า โดยอาการทั้งปวง.
ใช้ในอรรถว่าจตุสัจธรรม ได้ในบาลีว่า ทิฏฺฐธมฺโม ปตฺตธมฺโม วิทิตธมฺโม ผู้มีสัจธรรม ๔ อันเห็นแล้ว ผู้มีสัจธรรม ๔ อันบรรลุแล้ว ผู้มีสัจธรรม ๔ อันรู้แล้ว.
แม้ในที่นี้ ธัมมศัพท์ก็พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่าจตุสัจธรรม.
บทว่า อนุกมฺป ได้แก่ โปรดทรงทำความกรุณาเอ็นดู.
ท่านกล่าวชี้หมู่สัตว์ด้วยบทว่า อิมํ.
บทว่า ปชํ ความว่า ชื่อว่าปชา เพราะเป็นสัตว์เกิดแล้ว ซึ่งหมู่สัตว์นั้น. อธิบายว่า ขอจงโปรดปลดปล่อยหมู่สัตว์จากสังสารทุกข์ด้วยเถิด.
ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า
พระผู้เป็นใหญ่ในโลกคือพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้
สูงสุดในนรชน อันหมู่พรหมทำอัญชลีทูลวอนขอแล้ว.
คาถานี้มีความที่กล่าวมาโดยประการทั้งปวง ด้วยกถาเพียงเท่านี้.
ครั้งนั้น พระมหากรุณาเกิดขึ้นโดยเพียงทำโอกาสในสัตว์ทั้งปวง แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีกำลังแห่งพระกรุณาผุดขึ้นในสมัยที่กำหนดไม่ได้ เพราะทรงสดับคำวอนขอของท้าวสหัมบดีพรหมนั้น ทรงมีพระกำลังสิบ ทรงสำรวจด้วยพระมติอันละเอียดในการทรงทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น.
แต่ครั้งทำสังคายนา ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อแสดงความเกิดพระกรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น จึงตั้งคาถานี้ว่า
ความมีพระกรุณาในสรรพสัตว์ เกิดขึ้นแด่พระตถาคต
ผู้มีวิชชาและจรณะพรักพร้อมแล้ว ผู้คงที่ ผู้ทรงความรุ่งโรจน์
ทรงพระกายครั้งสุดท้าย ไม่มีบุคคลจะเปรียบปานได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปนฺนวิชฺชาจรณสฺส ความว่า ชื่อว่าสัมปันนะมี ๓ คือ ปริปุณณสัมปันนะ สมังคิสัมปันนะ และมธุรสัมปันนะ.
ในสัมปันนะนั้น สัมปันนะนี้ว่า
สมฺปนฺนํ สาลิเกทารํ สุวา ภุญฺชนฺติ โกสิย
ปฏิเวเทมิ เต พฺรหฺเม น นํ วาเรตุมุสฺสเห.
ดูก่อนโกสิยพราหมณ์ นกแขกเต้าทั้งหลายกิน
ข้าวสาลีในนาที่บริบูรณ์ ดูก่อนพราหมณ์ เราขอแจ้งให้
ท่านทราบ ท่านจะไม่อุตสาหะป้องกันข้าวสาลีในนา
นั้นหรือ.
ชื่อว่าปริปุณณสัมปันนะ.
สัมปันนะนี้ว่า อิมินา ปาติโมกฺขสํวเรน อุเปโต โหติ สมุเปโต อุปคโต สมุปคโต สมฺปนฺโน สมนฺนาคโต ภิกษุย่อมเป็นผู้เข้าถึงแล้ว เข้าถึงพร้อมแล้ว เข้าไปแล้ว เข้าไปพร้อมแล้ว พรั่งพร้อมแล้ว ประกอบด้วยปาติโมกขสังวรนี้. ชื่อว่าสมังคิสัมปันนะ.
สัมปันนะนี้ว่า อิมิสฺสา ภนฺเต มหาปฐวิยา เหฏฺฐิมตลํ สมฺปนฺนํ เสยฺยถาปิ ขุทฺทมธุํ อนีลกํ เอวมสฺสาทํ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พื้นเบื้องล่างของมหาปฐพีนี้ ถึงพร้อมแล้ว มีง้วนดินอร่อย เปรียบเหมือนผึ้งเล็ก [มิ้ม] ที่ไม่มีตัวอ่อนฉะนั้น. อิทํ มธุรสมฺปนฺนํ นาม ฯ ชื่อว่ามธุรสัมปันนะ.
ในที่นี้ ทั้งปริปุณณสัมปันนะ ทั้งสมังคิสัมปันนะ ย่อมถูก.
คำว่า วิชชาและจรณะ
บทว่า วิชฺชา ความว่า ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าเจาะแทงธรรมที่เป็นข้าศึก เพราะอรรถว่าทำให้รู้ และเพราะอรรถว่าควรได้.
ก็วิชชาเหล่านั้น วิชชา ๓ ก็มี วิชชา ๘ ก็มี.
วิชชา ๓ พึงทราบตามนัยที่มาในภยเภรวสูตรนั่นแล วิชชา ๘ พึงทราบตามนัยที่มาในอัมพัฏฐสูตร. ความจริงในอัมพัฏฐสูตรนั้น ท่านกำหนดอภิญญา ๖ กับวิปัสสนาญาณและมโนมยิทธิ เรียกว่าวิชชา ๘.
บทว่า จรณํ ความว่าพึงทราบ ธรรม ๑๕ เหล่านี้คือ ศีลสังวร, ความคุ้มครองทวารในอินทรีย์, ความรู้จักประมาณในโภชนะ, ชาคริยานุโยค, ศรัทธา, หิริ, โอตตัปปะ, พาหุสัจจะ, ความเป็นผู้ปรารภความเพียร. ความเป็นผู้มีสติตั้งมั่น, ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา, รูปาวจรฌาน ๔.
จริงอยู่ ธรรม ๑๕ เหล่านี้นี่แหละ เพราะเหตุที่พระอริยสาวกย่อมประพฤติ ย่อมไปสู่ทิศอมตะได้ด้วยธรรมเหล่านี้ ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าจรณะ เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนมหานาม อริยสาวกในพระศาสนานี้เป็นผู้มีศีล.
จรณะทั้งหมดพึงทราบตามนัยที่ท่านกล่าวไว้ในมัชฌิมปัณณาสก์.
วิชชาด้วย จรณะด้วย ชื่อว่าวิชชาและจรณะ.
วิชชาและจรณะของผู้ใดถึงพร้อมแล้ว บริบูรณ์แล้ว ผู้นี้นั้นชื่อว่าผู้มีวิชชาและจรณะถึงพร้อมแล้ว ผู้ถึงพร้อมแล้ว ผู้พรั่งพร้อมแล้ว หรือผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยวิชชาและจรณะทั้งหลาย ชื่อว่าผู้มีวิชชาและจรณะอันถึงพร้อมแล้ว.
ความก็ถูกแม้ทั้งสองนัย. แด่พระตถาคตพระองค์นั้นผู้มีวิชชาและจรณะถึงพร้อมแล้ว.
บทว่า ตาทิโน ความว่า ผู้คงที่ ตามลักษณะของผู้คงที่มาในมหานิเทศ โดยนัยว่าเป็นผู้คงที่ทั้งในอิฏฐารมณ์ คงที่ทั้งในอนิฏฐารมณ์ ดังนี้เป็นต้น.
อธิบายว่า ผู้มีอาการไม่ผิดปกติในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ชื่อว่าผู้คงที่.
บทว่า ชุตินฺธรสฺส ได้แก่ ผู้รุ่งโรจน์.
อธิบายว่า ผู้ทรงไว้ซึ่งความแล่นซ่านออกแห่งรัศมีของพระสรีระอันมีสิริเกินกว่าดวงอาทิตย์ในฤดูสารท เหนือขุนเขายุคนธร หรือจะกล่าวว่าผู้ทรงความรุ่งโรจน์ด้วยปัญญา ดังนี้ก็ควร.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
จตฺตาโร โลเก ปชฺโชตา ปญฺจเมตฺถ น วิชฺชติ
ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ รตฺติมาภาติ จนฺทิมา.
อถ อคฺคิ ทิวารตฺตึ ตตฺถ ตตฺถ ปภาสติ
สมฺพุทฺโธ ตปตํ เสฏฺโฐ เอสา อาภา อนุตตรา.
แสงสว่างในโลกมี ๔ ไม่มีข้อที่ ๕ คือดวงอาทิตย์
ส่องสว่างกลางวัน ดวงจันทร์ส่องสว่างกลางคืน ส่วนไฟ
ส่องสว่างในที่นั้นๆ ทั้งกลางวันกลางคืน พระสัมพุทธ
เจ้าทรงประเสริฐสุดแห่งแสงสว่าง แสงสว่างนี้ยอดเยี่ยม.
เพราะฉะนั้น จึงอธิบายว่า ผู้ทรงไว้ซึ่งความแล่นซ่านแห่งพระรัศมีทางพระสรีระและทางพระปัญญาแม้ทั้งสองประการ.
บทว่า อนฺติมเทหธาริโน ได้แก่ ผู้ทรงพระสรีระสุดท้ายที่สุด. อธิบายว่า ไม่เกิดอีก.
หน้าต่างที่ ๑/๑๒ อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์ มธุรัตถวิลาสินี
อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์ เนื้อความในพระไตรปิฎก เนื้อความในอรรถกา มีทั้งหมด ๑๒ หน้าต่าง. อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒]
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
กถาปรารภคัมภีร์
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพุทธเจ้า ผู้มีพระญาณ
อันหาที่สุดมิได้ มีพระกรุณาเป็นที่อาศัย ทรงทำลาย
มลทิน มีพระหฤทัยมั่นคง อำนวยประโยชน์เกื้อกูล.
ขอนอบน้อมพระธรรมอันประเสริฐ เครื่องป้องกันภพ.
ขอนอบน้อมพระสงฆ์ ผู้ปราศจากมลทินและเป็นบ่อเกิดคุณความดี.
ท่านพระสารีบุตรผู้เป็นธรรมเสนาบดี แม่ทัพ
ธรรม ผู้เป็นเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าเหล่าพุทธสาวก
ทางปัญญา ได้ทูลถามพระศาสดาผู้เป็นพระธรรมราชา
จอมทัพธรรมผู้ทรงถึงฝั่ง ที่หาขอบเขตมิได้ ผู้ไร้มลทิน
ถึงพุทธวงศ์ใด ท่ามกลางหมู่พระประยูรญาติ. พุทธวงศ์
ใด อันพระตถาคต วงศ์ผู้ตรัสรู้ดี วงศ์พระผู้บริสุทธิ์ดี
ผู้มีสมาธิเป็นธรรมเครื่องอยู่ ผู้เป็นนายกพิเศษ ทรง
เปิดโอกาสประกาศไว้แล้ว ณ ท่ามกลางหมู่พระประยูรญาตินี้.
เหล่าโอรสพระสุคต ไม่ทำลำดับบาลี และอรรถ
แห่งบาลีให้เสื่อมเสีย ช่วยกันรวบรวมตามที่ศึกษาสดับ
ฟังสืบต่อเรื่องกันมา จนตราบเท่าปัจจุบันนี้.
เพราะเหตุที่การพรรณนาพุทธวงศ์นั้นนั่นแล
อันไม่ขาดสายแห่งพระสัมพุทธะผู้ประเสริฐ ซึ่งเป็น
เรื่องไม่ตาย ฟังกันได้ให้เกิดความเลื่อมใสและปัญญา
แก่ชนทั้งหลายทุกเมื่อ เป็นไปตามลำดับ.
ฉะนั้น ข้าพเจ้าอันท่านพุทธสีหะ ผู้ยินดีใน
พระสัทธรรมโดยเคารพ อันคุณมีศีลเป็นต้นบันดาล
ใจ อ้อนวอนแล้วจึงจักเริ่มพรรณนาพุทธวงศ์นั้น เพื่อ
กำจัดความชั่วร้าย ของชนทั้งหลายทุกเมื่อ เพื่อความ
ตั้งมั่นแห่งพระพุทธศาสนา เพื่อความเกิดและเจริญ
แห่งบุญ แม้ของข้าพเจ้าเอง และเพื่อยังมหาชนให้เลื่อมใส.
ก็การพรรณนาพุทธวงศ์โดยสังเขปนี้ อาศัยทาง
บาลีที่มาจากสำนักมหาวิหาร ละโทษคือการปะปนกัน
เสีย จักเป็นสาระ. แต่เพราะเหตุที่ในที่นี้ ไม่มีเรื่องที่
ควรฟัง ที่จะเป็นเครื่องยังผู้ยินดีในพระพุทธคุณให้
เลื่อมใส เป็นเครื่องลอยบาป ซึ่งเป็นมลทินใหญ่ นอก
จากเรื่องพุทธวงศ์ ฉะนั้นแล ขอท่านทั้งหลายจงเป็น
ผู้ประกอบอยู่ในสมาธิโดยเคารพ ละความฟุ้งซ่าน ไม่
มีจิตเป็นอื่น จงตั้งโสตประสาทดังภาชนะทองรองรับ
สดับมธุรสของข้าพเจ้าผู้กำลังกล่าวพรรณนา.
ก็กถาพรรณนาพุทธวงศ์ ควรที่จะมัจจะคนที่
ต้องตาย เป็นผู้รู้จะต้องละกิจอื่นเสียให้หมดแล้ว ฟัง
ก็ดี กล่าวก็ดี ในที่นี้ได้ตลอดกาลเป็นนิจ โดยเคารพ
ด้วยว่ากถานี้ แต่งได้แสนยากแล.
ควรกำหนดพุทธวงศ์ก่อน เพราะในคาถาปรารภนั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า กถาพรรณนาพุทธวงศ์จักเป็นสาระดังนี้ ก็การกำหนดในพุทธวงศ์นั้นมีดังนี้ การกล่าวประเพณีอย่างพิศดาร โดยปริเฉทมีกัปปปริเฉทเป็นต้นอันเกิดขึ้นแต่พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์ ซึ่งเสด็จอุบัติใน ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป นับถอยหลังแต่กัปนี้ไป พึงทราบว่า ชื่อว่าพุทธวงศ์.
พุทธวงศ์กำหนดด้วยปริเฉท
ก็พุทธวงศ์นั้น ท่านกำหนดไว้เป็นปริเฉท ๒๒ ปริเฉท ที่มาตามบาลีเหล่านี้คือ
๑. กัปปปริเฉท ตอนว่าด้วย กัป
๒. นามปริเฉท ตอนว่าด้วย พระนาม
๓. โคตตปริเฉท ตอนว่าด้วย พระโคตร
๔. ชาติปริเฉท ตอนว่าด้วย พระชาติ
๕. นครปริเฉท ตอนว่าด้วย พระนคร
๖. ปิตุปริเฉท ตอนว่าด้วย พระพุทธบิดา
๗. มาตุปริเฉท ตอนว่าด้วย พระพุทธมารดา
๘. โพธิรุกขปริเฉท ตอนว่าด้วย ต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้
๙. ธัมมจักกัปวัตตนปริเฉท ตอนว่าด้วย การประกาศพระธรรมจักร
๑๐. อภิสมยปริเฉท ตอนว่าด้วย การตรัสรู้
๑๑. สาวกสันนิบาตปริเฉท ตอนว่าด้วย การประชุมพระสาวก
๑๒. อัคคสาวกปริเฉท ตอนว่าด้วย พระอัครสาวก
๑๓. อุปัฏฐากปริเฉท ตอนว่าด้วย พุทธอุปัฏฐาก
๑๔. อัครสาวิกาปริเฉท ตอนว่าด้วย พระอัครสาวิกา
๑๕. ปริวารภิกขุปริเฉท ตอนว่าด้วย ภิกษุบริวาร
๑๖. รังสิปริเฉท ตอนว่าด้วย พุทธรังสี
๑๗. สรีรปริมาณปริเฉท ตอนว่าด้วย ขนาดพระพุทธสรีระ
๑๘. โพธิสัตตาธิการปริเฉทตอนว่าด้วย บารมีของพระโพธิสัตว์
๑๙. พยากรณปริเฉท ตอนว่าด้วย การพยากรณ์
๒๐. โพธิสัตตปณิธานปริเฉท ตอนว่าด้วย การตั้งความปรารถนาของพระโพธิสัตว์
๒๑. อายุปริเฉท ตอนว่าด้วย พระชนมายุ
๒๒. ปรินิพพานปริเฉท ตอนว่าด้วย การเสด็จปรินิพพาน.
ก็แม้ว่าวาระมากวาระที่ท่านมิได้ยกไว้โดยบาลี ก็พึงนำมาไว้ในกถานี้ด้วย. วาระนั้นเป็นอันท่านกำหนดไว้เป็นปริเฉท ๑๐ ปริเฉท คือ
๑. อคารวาสปริเฉท ตอนว่าด้วย การอยู่ครองเรือน
๒. ปาสาทัตตยปริเฉท ตอนว่าด้วย ปราสาท ๓ ฤดู
๓. นาฏกิตถีปริเฉท ตอนว่าด้วย สตรีนักฟ้อน
๔. อัคคมเหสีปริเฉท ตอนว่าด้วย พระอัครมเหสี
๕. ปุตตปริเฉท ตอนว่าด้วย พระโอรส
๖. ยานปริเฉท ตอนว่าด้วย พระราชยาน
๗. อภินิกขมนปริเฉท ตอนว่าด้วย อภิเนษกรมณ์
๘. ปธานปริเฉท ตอนว่าด้วย ทรงบำเพ็ญเพียร
๙. อุปัฏฐากปริเฉท ตอนว่าด้วย พุทธอุปัฏฐาก
๑๐. วิหารปริเฉท ตอนว่าด้วย พุทธวิหาร
แต่ครั้นแสดงวาระมากวาระ แม้นั้น ตามฐาน แล้ว ก็จักกล่าวแต่โดยสังเขปในที่นั้นๆ.
พุทธวงศ์นั้น ข้าพเจ้ากำหนดไว้ดังนี้ว่า
พุทธวงศ์นี้ใครแสดง แสดงที่ไหน แสดงเพื่อประโยชน์แก่ใคร แสดงเพื่ออะไร แสดงเมื่อไร คำของ ใคร ใครนำสืบมา.
ครั้นกล่าววิธีนี้โดยสังเขปหมดก่อนแล้วภายหลัง จึงจักทำการพรรณนาความแห่งพุทธวงศ์.
ในคาถานั้น บทว่า เกนายํ เทสิโต ได้แก่
ถามว่า พุทธวงศ์นี้ใครแสดง
ตอบว่า พระตถาคต ผู้สำรวจด้วยพระญาณ อันไม่ติดขัดในธรรมทั้งปวง ทรงทศพลญาณ ทรงแกล้วกล้าในเวสารัชญาณ ๔ จอมทัพธรรม เจ้าของแห่งธรรม ผู้เป็นสัพพัญญู สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.
ถามว่า ทรงแสดงที่ไหน.
ตอบว่า พระตถาคตเจ้า ซึ่งกำลังเสด็จจงกรม เหนือรัตนจงกรมอันเป็นจุดที่ชุมนุมดวงตาของเทวดาและมนุษย์ งดงามน่าทอดทัศนายิ่งนัก ทรงแสดง ณ นิโครธารามมหาวิหาร ใกล้กบิลพัศดุ์มหานคร.
ถามว่า และทรงแสดงเพื่อประโยชน์แก่ใคร.
ตอบว่า ทรงแสดงเพื่อประโยชน์แก่พระประยูรญาติ ๘๒,๐๐๐ และแก่เทวดาและมนุษย์หลายโกฏิ.
ถามว่า ทรงแสดงเพื่ออะไร.
ตอบว่า ทรงแสดงเพื่อช่วยสัตว์โลกให้ข้ามโอฆะทั้ง ๔.
ถามว่า ทรงแสดงเมื่อไร.
การอยู่จำพรรษาของพระพุทธเจ้า
ตอบว่า ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับไม่ประจำอยู่ ๒๐ พรรษา ในปฐมโพธิกาล ที่ใดๆ เป็นที่ผาสุก ก็เสด็จไปประทับอยู่ ณ ที่นั้นๆ นั่นแหละ คือ
๑. พรรษาแรก ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนะ ให้เหล่าพรหม ๑๘ โกฏิดื่มน้ำอมฤต ประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนะ มิคทายวัน กรุงพาราณสี.
๒. พรรษาที่ ๒ ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์.
๓. พรรษาที่ ๓ ที่ ๔ ก็ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหารนั้นเหมือนกัน.
๔. พรรษาที่ ๕ ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวันกรุงเวสาลี.
๕. พรรษาที่ ๖ ประทับอยู่ ณ มกุลบรรพต.
๖. พรรษาที่ ๗ ประทับอยู่ ณ ดาวดึงส์พิภพ.
๗. พรรษาที่ ๘ ประทับอยู่ ณ เภสกฬาวัน สุงสุมารคิรี แคว้นภัคคะ.
๘. พรรษาที่ ๙ ประทับอยู่ ณ กรุงโกสัมพี.
๙. พรรษาที่ ๑๐ ประทับอยู่ ณ ราวป่าปาลิเลยยกะ.
๑๐. พรรษาที่ ๑๑ ประทับอยู่ ณ บ้านพราหมณ์ ชื่อนาฬา.
๑๑. พรรษาที่ ๑๒ ประทับอยู่ ณ เมืองเวรัญชา.
๑๒. พรรษาที่ ๑๓ ประทับอยู่ ณ จาลิยบรรพต.
๑๓. พรรษาที่ ๑๔ ประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร.
๑๔. พรรษาที่ ๑๕ ประทับอยู่ ณ กบิลพัศดุ์มหานคร.
๑๕. พรรษาที่ ๑๖ ทรงทรมานอาฬวกยักษ์ ให้สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ดื่มน้ำอมฤต ประทับอยู่ ณ เมืองอาฬวี.
๑๖. พรรษาที่ ๑๗ ประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์.
๑๗. พรรษาที่ ๑๘ ประทับอยู่ ณ จาลิยบรรพต.
๑๘. พรรษาที่ ๑๙ ก็ประทับอยู่ ณ จาลิยบรรพตเหมือนกัน.
๑๙. พรรษาที่ ๒๐ ประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์นั่นเอง.
ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ไม่ประจำ ๒๐ พรรษาในปฐมโพธิกาล ที่ใดๆ เป็นที่ผาสุก ก็เสด็จไปประทับอยู่ ณ ที่นั้นๆ นั่นแล.
แต่นับตั้งแต่นั้นไป ก็ประทับอยู่เป็นประจำ ณ พระเชตวันมหาวิหารและบุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถี.
ก็เมื่อใด พระศาสดาเป็นพระพุทธเจ้า เสด็จจำพรรษาแรก ณ ป่าอิสิปตนะมิคทายวัน เขตกรุงพาราณสี ออกพรรษา ปวารณาแล้ว เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลา จำพรรษาไตรมาส ณ ที่นั้น ทรงทรมาณชฎิลสามพี่น้อง ทำภิกษุจำนวนหนึ่งพันรูปเป็นบริวาร แล้วเสด็จไปกรุงราชคฤห์กลางเดือนผุสสมาส ประทับอยู่ ณ ที่นั้นสองเดือน เมื่อนั้น เมื่อพระองค์เสด็จออกจากกรุงพาราณสี ก็กินเวลาเข้าไปห้าเดือน. ล่วงฤดูหนาวไปสิ้นทั้งฤดู นับแต่วันที่ท่านพระอุทายีเถระมาถึง ก็ล่วงไป ๗-๘ วัน.
ก็ท่านพระอุทายีเถระนั้น ในราวกลางเดือนผัคคุน [เดือน ๔] ก็ดำริว่า ฤดูเหมันต์ล่วงไปทั้งฤดู ฤดูวสันต์ก็มาถึงแล้ว เป็นสมัยควรที่พระตถาคตจะเสด็จไปกรุงกบิลพัศดุ์ได้ ท่านครั้นดำริอย่างนี้แล้วจึงกล่าวพรรณาการเสด็จไปด้วยคาถา ๖๐ คาถา เพื่อประโยชน์แก่องค์พระศาสดาจะเสด็จไปยังพระนครแห่งสกุล.
ครั้งนั้น พระศาสดาทรงสดับคำของท่าน มีพระพุทธประสงค์จะทรงทำการสงเคราะห์พระประยูรญาติ จึงแวดล้อมด้วยพระขีณาสพหมดด้วยกันสองหมื่นรูป คือที่เป็นกุลบุตรชาวอังคะและมคธะหมื่นรูป ที่เป็นกุลบุตรชาวกรุงกบิลพัสดุ์หมื่นรูป นับจากกรุงราชคฤห์ถึงกรุงกบิลพัศดุ์ ระยะทาง ๖๐ โยชน์ สองเดือนจึงถึง ได้ทรงทำยมกปาฏิหาริย์ เพื่อให้พระญาติทั้งหลายถวายบังคม ณ กรุงกบิลพัสดุ์นั้น.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพุทธวงศ์นี้.
ถามว่า คำของใคร.
ตอบว่า พระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว ไม่ทั่วไปแก่พระสาวกและพระปัจเจกพุทธเจ้า.
ถามว่า ใครนำมาเล่า.
ตอบว่า อาจารย์นำสืบๆ กันมา.
จริงอยู่ พุทธวงศ์นี้อันพระเถระทั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้ คือ พระสารีบุตรเถระ พระภัททชิ พระติสสะ พระสิคควะ พระโมคคัลลีบุตร พระสุทัตตะ พระธัมมิกะ พระทาสกะ พระโสณกะ พระเรวตะ นำสืบกันมาถึงสังคายนาครั้งที่ ๓ แม้ต่อแต่นั้นไป ศิษยานุศิษย์ของพระเถระเหล่านั้นนั่นแหละก็ช่วยกันนำมา เหตุนั้นจึงควรทราบว่า อาจารย์นำสืบๆ กันมาตราบเท่าปัจจุบันนี้ อย่างนี้ก่อน.
คาถานี้
พุทธวงศ์นี้ใครแสดง แสดงที่ไหน แสดงเพื่อประโยชน์แก่ใคร แสดงเพื่ออะไร แสดงเมื่อไร คำของใคร และใครนำสืบกันมา.
เป็นอันมีความตามที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว ด้วยกถามีประมาณเท่านี้.
นิทานกถา พาหิรนิทาน
บัดนี้จะพรรณาความแห่งพุทธวงศ์นั้นที่นำกันสืบมาอย่างนี้ ก็เพราะเหตุที่การพรรณาความนี้จำต้องแสดงนิทาน ๓ เหล่านี้คือ ทูเรนิทาน อวิทูเรนิทานและสันติเกนิทานแล้วพรรณนา จึงชื่อว่าเป็นอันพรรณนาด้วยดี และชื่อว่าผู้ที่ฟังนิทานนั้นรู้เรื่องได้ เพราะรู้มาตั้งแต่ต้นเหตุที่เกิด ฉะนั้น ข้าพเจ้าจักแสดงนิทานเหล่านั้นแล้ว จึงจักพรรณนา.
ในนิทานนั้น พึงทราบปริเฉทตอนของนิทานเหล่านั้น เริ่มตั้งแต่ต้นก่อน การแสดงความโดยสังเขป ในนิทานนั้นดังนี้ ตั้งแต่พระมหาสัตว์บำเพ็ญบารมี แทบเบื้องบาทของพระทศพลพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร จนจุติจากอัตภาพเป็นพระเวสสันดรแล้ว บังเกิดในภพดุสิต. กถาที่เป็นไปเพียงเท่านั้น ชื่อว่าทูเรนิทาน.
ตั้งแต่จุติจากภพดุสิต จนเกิดพระสัพพัญญุตญาณ ที่โพธิมัณฑสถาน. กถาที่เป็นไปเพียงเท่านั้น ชื่อว่าอวิทูเรนิทาน.
ตั้งแต่ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ มหาโพธิมัณฑสถาน จนถึงเตียงเป็นที่ปรินิพพาน ในระหว่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ใดๆ ที่นั้นๆ เช่นว่า สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร อารามของท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี กรุงสาวัตถี ว่าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ และว่าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน กรุงเวสาลีดังนี้ พึงทราบว่า ชื่อว่าสันติเกนิทาน.
การพรรณนาพาหิรนิทาน นิทานนอก ๓ นิทาน คือทูเรนิทาน อวิทูเรนิทานและสันติเกนิทาน โดยสังเขปนี่แล เป็นอันจบด้วยนิทานกถาเพียงเท่านี้.
จบพาหิรนิทาน
20/มหาภารตะ ตอนที่ - มาร์กันเดยะ: เรื่องราวของฟาวเลอร์และพราหมณ์
(" มาร์กันเดยะกล่าวต่อ) "นักล่าสัตว์พูดต่อ 'ข้าพเจ้าถูกฤๅษี นั้นสาปแช่ง จึง พยายามเอาใจเขาด้วยถ้อยคำเหล่านี้: “ขอพระองค์โปรดอภัยให้ข้าพระองค์เถิด ข้าแต่พระมหามุนีข้าพระองค์ได้ทำกรรมชั่วนี้ไปโดยไม่รู้ตัว พระองค์ควรอภัยให้ทั้งหมดนี้ ขอพระองค์โปรดทรงสงบพระทัยเถิด”
ฤาษีตอบว่า
คำสาปที่ข้าได้กล่าวไปแล้วนั้น ย่อมไม่ปลอมแปลงได้ เรื่องนี้แน่นอน แต่ด้วยความเมตตากรุณาต่อเจ้า ข้าจะช่วยเหลือเจ้า แม้เจ้าจะเกิดใน ตระกูล ศูทรเจ้าก็ยังคงเป็นผู้มีศีลธรรม และเจ้าจะต้องให้เกียรติบิดามารดาของเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย และด้วยการให้เกียรติท่าน พวกเจ้าจะบรรลุถึงความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ เจ้าจะระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตชาติของเจ้า และจะได้ขึ้นสวรรค์ และเมื่อคำสาปนี้หมดไป เจ้าจะกลับมาเป็นพราหมณ์ อีกครั้ง โอ้ บุรุษผู้ประเสริฐที่สุด ในอดีตกาลข้าถูกฤๅษีผู้ทรงอำนาจอันเกรียงไกรนั้นสาปแช่ง และข้าก็เอาใจเขาด้วย
โอ้พราหมณ์ผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์ได้นำลูกศรออกจากร่างของเขา และนำเขาไปไว้ในอาศรม แต่เขาก็ยังไม่ตาย โอ้พราหมณ์ผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์ได้เล่าเหตุการณ์ในอดีตกาลให้พระองค์ฟังแล้ว และได้เล่าว่าข้าพระองค์จะไปสวรรค์ได้อย่างไรในอนาคต
พราหมณ์กล่าวว่า
“โอ้ ท่านผู้มีสติปัญญายิ่งยวด มนุษย์ทั้งปวงย่อมมีสุขมีทุกข์เป็นธรรมดา ท่านไม่ควรโศกเศร้าเสียใจถึงเรื่องนั้นเลย ท่านได้ประพฤติตามธรรมเนียมของเผ่าพันธุ์ (ปัจจุบัน) ของท่าน ประพฤติชั่วช้า แต่ท่านก็ยึดมั่นในคุณธรรมและรู้แจ้งในวิถีทางและความลับของโลกอยู่เสมอ
และโอ ผู้มีความรู้ทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ในอาชีพของท่าน รอยด่างแห่งกรรม ชั่ว จะไม่ติดตัวท่าน และเมื่ออยู่ที่นี่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ท่านก็จะกลับมาเป็นพราหมณ์อีกครั้ง และแม้บัดนี้ ข้าพเจ้ายังถือว่าท่านเป็นพราหมณ์ ก็ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ สำหรับพราหมณ์ผู้หลงตัวเองและหยิ่งผยอง ผู้ติดในอบายมุข ผูกพันกับความชั่วและความเสื่อมทรามก็เหมือนศูทร
ในทางกลับกันข้าพเจ้าถือว่าศูทรผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมเหล่านี้เสมอ คือ ความชอบธรรม ความยับยั้งชั่งใจ และความสัตย์จริง เป็นพราหมณ์ บุคคลจะกลายเป็นพราหมณ์ได้ด้วยอุปนิสัยของตน บุคคลจึงบรรลุถึงความหายนะอันเลวร้ายและน่าสะพรึงกลัวด้วยกรรมชั่วของตนโอ้ท่านผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าเชื่อว่าบาปในตัวท่านได้ดับสูญไปแล้ว ท่านอย่าได้โศกเศร้าเสียใจในเรื่องนี้ เพราะบุคคลเช่นท่านผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมและรอบรู้ในวิถีทางและความลี้ลับของโลก ย่อมไม่มีเหตุให้โศกเศร้าเสียใจได้
“นักล่าสัตว์ตอบว่า “โรคทางกายควรรักษาด้วยยาและโรคทางใจควรรักษาด้วยปัญญาทางจิตวิญญาณ นี่คืออำนาจแห่งความรู้ เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ผู้มีปัญญาไม่ควรประพฤติตนเยี่ยงเด็ก ผู้มีปัญญาต่ำย่อมเศร้าโศกเสียใจเมื่อสิ่งที่ตนไม่ชอบ หรือสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างยิ่งไม่เกิดขึ้น”
แท้จริงแล้ว สัตว์ทั้งปวงล้วนตกอยู่ภายใต้ลักษณะนี้ (คือความโศกเศร้าหรือความสุข) มิใช่เพียงสัตว์หรือชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งเท่านั้นที่จะตกอยู่ภายใต้ความทุกข์ เมื่อตระหนักถึงความชั่วร้ายนี้ มนุษย์ก็รีบแก้ไขพฤติกรรมของตน และหากพวกเขาตระหนักรู้ตั้งแต่แรกเริ่ม พวกเขาก็จะสามารถเยียวยาได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ใดโศกเศร้าเพราะความชั่วร้ายนี้ ย่อมทำให้ตนเองไม่สบายใจ บัณฑิตผู้มีความรู้ทำให้ตนเป็นสุขและอิ่มเอมใจ และไม่แยแสต่อความสุขและความทุกข์ ย่อมเป็นสุขอย่างแท้จริง
คนฉลาดย่อมพอใจอยู่เสมอ คนโง่ย่อมไม่พอใจอยู่เสมอ ความไม่พอใจไม่มีที่สิ้นสุด และความพอใจเป็นความสุขสูงสุด บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสมบูรณ์แล้วย่อมไม่โศกเศร้า ย่อมรู้แจ้งถึงวาระ สุดท้าย ของสัตว์ทั้งปวงอยู่เสมอ ไม่ควรยอมแพ้ต่อความไม่พอใจ[1]เพราะความไม่พอใจนั้นเปรียบเสมือนยาพิษร้ายแรง
มันฆ่าคนไร้สติปัญญา เฉกเช่นเด็กถูกงูพิษกัดตาย บุคคลผู้นั้นไม่มีความเป็นชาย พลังชีวิตของเขาหมดสิ้นไป และสับสนวุ่นวายเมื่อมีโอกาสแสดงพลัง การกระทำของเราย่อมได้รับผลกรรมตามมา ผู้ใดเพียงแต่ปล่อยตัวเฉยเมย (ต่อเรื่องทางโลก) ย่อมไม่เกิดผลดีใดๆ
แทนที่จะบ่นพึมพำ เราจำเป็นต้องพยายามค้นหาหนทางที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ (ทางจิตวิญญาณ) เมื่อพบหนทางแห่งความหลุดพ้นแล้ว เขาก็ต้องปลดปล่อยตนเองจากกามราคะ บุคคลผู้บรรลุถึงความรู้ทางจิตวิญญาณขั้นสูงสุด ย่อมตระหนักอยู่เสมอถึงความบกพร่องอันยิ่งใหญ่ (ความไม่มั่นคง) ของสรรพสิ่ง บุคคลเช่นนี้ย่อมไม่โศกเศร้า ข้าพเจ้าเองก็เช่นกัน โอ้ ผู้รอบรู้ ข้าพเจ้าไม่โศกเศร้า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ (ในชีวิตนี้) รอคอยเวลา ด้วยเหตุนี้ โอ้ ผู้ประเสริฐที่สุด ข้าพเจ้าจึงไม่สับสน (ด้วยความสงสัย)
พราหมณ์กล่าวว่า
“ท่านมีปัญญาและความรู้ทางจิตวิญญาณสูงส่ง สติปัญญาของท่านกว้างขวาง ท่านผู้รอบรู้ในพระคัมภีร์ ย่อมพึงพอใจในปัญญาทางจิตวิญญาณของท่าน ข้าพเจ้าไม่มีเหตุที่จะตำหนิท่านได้ ลาก่อน ท่านผู้ประเสริฐที่สุดในบรรดาผู้ปฏิบัติธรรม ขอท่านจงเจริญรุ่งเรือง ขอความชอบธรรมคุ้มครองท่าน และขอให้ท่านหมั่นเพียรปฏิบัติธรรม”
“มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า นายพรานล่าสัตว์กล่าวแก่เขาว่า ‘ขอให้เป็นอย่างนั้นเถิด’
และพราหมณ์ผู้ดีก็เดินไปรอบๆ เขา[2]แล้วจากไป และพราหมณ์การกลับบ้านครั้งนี้เป็นความเอาใจใส่ต่อบิดามารดาผู้ชราภาพของท่านอย่างขยันขันแข็ง ข้าพเจ้าได้เล่าเรื่องราวอันเต็มไปด้วยคำสอนทางศีลธรรมนี้ให้ท่านฟังอย่างละเอียดแล้ว โอบุตรผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าได้ขอให้ข้าพเจ้าเล่าให้คุณฟังอย่างละเอียดถึงคุณธรรมของการอุทิศตนของสตรีต่อสามีและความกตัญญูกตเวที
ยุทธิษฐิระตอบว่า
“โอ้ พราหมณ์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและมุนี ผู้ประเสริฐที่สุด ท่านได้เล่านิทานคุณธรรมที่ดีและน่าอัศจรรย์นี้ให้ข้าพเจ้าฟัง โอ้ ผู้รอบรู้ เวลาของข้าพเจ้าก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนชั่วขณะหนึ่ง แต่ โอ้ ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ายังไม่อิ่มเอมกับการฟังเทศนาเรื่องคุณธรรมนี้ ”
เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
[1] : วิศาลเป็นคำดั้งเดิม แปลว่า ความไม่พอใจ แต่ในที่นี้หมายถึงความไม่พอใจ ความสับสน และความสับสน มากกว่าความไม่พอใจเพียงอย่างเดียว
[2] : มารยาทอย่างหนึ่งของชาวฮินดูในการแยกทางกัน
[3] : การแปลคำว่า กรรม นั้นยากมากเพราะศาสนาและศีลธรรมมักมีความสัมพันธ์กันในความคิดของชาวฮินดูโบราณ
CCXVI - ต้นกำเนิดของไฟและแองจิรา: นิทานปรัมปรา
ไวสัมปยานะกล่าวต่อไปว่า “พระเจ้ายุธิษฐิระ ผู้มีคุณธรรม ได้ฟังพระธรรมเทศนาอันวิเศษนี้แล้ว จึงได้ตรัสกับฤๅษี มาร์ กันเดยะ อีกครั้งหนึ่ง ว่า 'เหตุใดในสมัยโบราณ เทพแห่งไฟ จึงซ่อนตัวอยู่ในน้ำ และเหตุใด พระอังคีรีผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งประกอบพิธีเป็นเทพแห่งไฟ จึงเคยนำ[1]เครื่องบูชามาถวายระหว่างการสลายร่างของพระองค์ ไฟมีเพียงหนึ่งเดียว แต่ด้วยลักษณะการออกฤทธิ์ของมัน จะเห็นได้ว่าไฟนั้นแตกออกเป็นหลายส่วน
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเคารพยิ่ง ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะตรัสรู้ในประเด็นเหล่านี้ทั้งหมด— พระกุมาร[2]ประสูติได้อย่างไร พระองค์เป็นที่รู้จักในฐานะโอรสของพระอัคนี (เทพแห่งไฟ) ได้อย่างไร และพระองค์ได้รับการให้กำเนิดโดยพระรุทรหรือคงคาและพระกฤติกา ได้อย่างไร โอ้ ลูกหลานผู้สูงศักดิ์ของ เผ่า ภฤคุข้าพระองค์ปรารถนาที่จะเรียนรู้ทั้งหมดนี้ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง โอ้มุนี ผู้ยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างมาก
มาร์กันเดยะตอบว่า 'เรื่องราวเก่าแก่นี้ถูกยกมาอ้างโดยผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องที่พระอินทร์ทรงถือเครื่องบูชา (เทพแห่งไฟ) ทรงอยู่ในอาการโกรธจัด จึงแสวงหาน้ำทะเลเพื่อทำพิธีชดใช้บาป และเรื่องที่พระอังคีรีผู้แสนน่ารักแปลงกายเป็นเทพแห่งไฟ[3]ทรงทำลายความมืดมิดและทำให้โลกเดือดร้อนด้วยรังสีอันร้อนแรงของพระองค์
ในสมัยโบราณ โอ้ วีรบุรุษผู้สวมชุดเกราะยาว เหล่าอังคิราผู้ยิ่งใหญ่ได้บำเพ็ญตบะอย่างน่าอัศจรรย์ในอาศรมของตน พระองค์ทรงมีรัศมีเจิดจรัสยิ่งกว่าเทพเพลิงผู้แบกเครื่องบูชา และด้วยรัศมีนี้ พระองค์จึงได้ส่องสว่างไปทั่วทั้งจักรวาล ในเวลานั้น เทพเพลิงก็กำลังบำเพ็ญตบะเช่นกัน และทรงเศร้าโศกยิ่งนักเพราะรัศมีของพระองค์ ( อังคิราสะ) พระองค์ทรงเศร้าโศกยิ่งนัก แต่ทรงไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร
แล้วเทพผู้แสนน่ารักก็คิดในใจว่า พระพรหมได้สร้างเทพแห่งไฟอีกองค์หนึ่งขึ้นเพื่อจักรวาลนี้ เมื่อข้าพเจ้าได้บำเพ็ญตบะอย่างสมถะ ข้าพเจ้าในฐานะเทพแห่งไฟผู้เป็นประธานก็หมดสิ้นไป และจากนั้นพระองค์ก็ทรงพิจารณาว่าจะสถาปนาพระองค์ขึ้นใหม่เป็นเทพแห่งไฟ ได้อย่างไร
พระองค์ทรงเห็นมหามุนีกำลังให้ความร้อนแก่ทั้งจักรวาลดุจไฟ จึงเสด็จเข้าไปหาพระองค์ช้าๆ ด้วยความเกรงกลัว
แต่อังคิรัสได้กล่าวแก่เขาว่า
'ท่านจงรีบสถาปนาตนเองขึ้นใหม่เป็นไฟที่ปลุกจักรวาล ท่านเป็นที่รู้จักดีในสามโลกที่มั่นคง และท่านถูกสร้างโดยพระพรหมเพื่อขจัดความมืด ท่านผู้ทำลายความมืด จงรีบสถาปนาตนเองขึ้นใหม่เถิดจงครอบครองสถานที่อันเหมาะสมของตนเองเถิด'
อัคนีตอบว่า
'ชื่อเสียงของข้าได้รับความเสียหายในโลกนี้แล้ว และเจ้าได้กลายเป็นเทพแห่งไฟ ผู้คนจะรู้จักเจ้า ไม่ใช่ข้า ในฐานะไฟ ข้าได้ละทิ้งสถานะเทพแห่งไฟแล้ว หากเจ้ากลายเป็นไฟดั้งเดิม และข้าจะประกอบพิธีกรรมในฐานะไฟที่สองหรือไฟแห่งประชาปัตย์'
อังกิรัสตอบว่า “ท่านได้กลายมาเป็นเทพแห่งไฟและผู้ทำลายความมืด และท่านได้ทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ในการเปิดทางให้ผู้คนไปสู่สวรรค์ และท่านได้โปรดทำให้ข้าพเจ้ามีบุตรคนแรกโดยเร็วเถิด ข้าแต่พระเจ้า”
มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า
เมื่อได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ของอังคิระแล้ว เทพแห่งไฟก็ทำตามพระทัยปรารถนา และข้าแต่พระราชา อังคิระมีโอรสพระนามว่า วฤหัสปติ เหล่าเทพทั้งหลาย ทราบว่าอังคิระเป็นโอรสองค์แรกของอังคิระจากพระอัคนีจึงเสด็จมาทรงซักถามถึงพระธรรมล้ำลึกนี้ เมื่อเหล่าเทพได้ทูลถามเช่นนี้แล้ว พระองค์ก็ทรงให้ความรู้แก่เหล่าเทพ เหล่าเทพก็ยอมรับคำชี้แจงของอังคิระ ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจะพรรณนาถึงไฟศักดิ์สิทธิ์อันรุ่งโรจน์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในพราหมณ์[4]ตามลักษณะการใช้งานของพวกมัน แก่ท่านทั้งหลาย
เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
[1] : เชื่อกันว่าอัคนีหรือไฟสามารถส่งเครื่องบูชาที่มนุษย์นำมาถวายแด่เทพเจ้าได้
[2] : คำ ว่า "กุมาร"แปลว่า เด็กชาย ดังนั้นจึงหมายถึงเจ้าชาย ในที่นี้หมายถึง เทพเจ้าแห่งสงครามการ์ติกา
[3] : โดยนำเครื่องบูชาไปถวายแด่เทพเจ้า
[4] : ส่วน หนึ่ง ของพระเวท
CCXVII - บุตรและธิดาของ Angiras: Vrihaspati, Bhanumati, Raga, Siniwali, Archismati, Havishmati, Mahismati, Mahamati, Kuhu
มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า 'โอ้ เครื่องประดับแห่งเผ่ากุรุ เขา ( อังคิระ ) ซึ่ง เป็นโอรสองค์ที่สามของพระพรหมมีภรรยาชื่อสุภา
คุณเคยได้ยินเรื่องลูกๆ ที่เขาเคยมีกับเธอไหม
ข้าแต่พระราชา วฤหัสปติ พระราชโอรสของพระองค์ ทรงมีชื่อเสียงโด่งดัง ทรงมีพระทัยกว้างขวาง และมีพละกำลังมหาศาล พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถอันลึกซึ้ง และทรงมีชื่อเสียงเลื่องลือในฐานะที่ปรึกษา
ภานุมาติเป็นธิดาคนแรกของพระองค์ เธอเป็นบุตรสาวที่งดงามที่สุดในบรรดาบุตรทั้งหมดของพระองค์
ลูกสาวคนที่สองของอังคีรัสมีชื่อว่าราคะ[ 1]เธอได้รับชื่อนี้เพราะว่าเธอคือเป้าหมายแห่งความรักของสรรพสัตว์
สินีวาลีเป็นธิดาองค์ที่สามของอังคิราส ร่างของพระนางผอมบางมากจนบางครั้งมองเห็นได้แต่บางครั้งก็มองไม่เห็น ด้วยเหตุนี้พระนางจึงถูกเปรียบเสมือนธิดาของพระรุทร
อาร์คิสมาติเป็นธิดาคนที่สี่ของพระองค์ เธอได้รับการตั้งชื่อตามความรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์
และธิดาคนที่ห้าของพระองค์มีชื่อว่าHavishmatiตั้งชื่อตามการที่พระองค์รับHavisหรือเครื่องบูชา
ธิดาลำดับที่ 6 ของอังคิรัสมีนามว่ามหิศมาติผู้มีความศรัทธาเลื่อมใส
โอ้ ผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ธิดาลำดับที่เจ็ดของอังคิระนั้น รู้จักกันในชื่อมหามตีซึ่งมักจะเข้าร่วมในการบูชายัญอันโอ่อ่าตระการตาอยู่เสมอ และธิดาอันเป็นที่เคารพนับถือของอังคิระผู้ซึ่งผู้คนต่างยกย่องว่าไม่มีใครเทียบได้และไม่มีส่วนแบ่ง และผู้คนต่างเอ่ยคำว่า " กุ หุกุหุ" ด้วยความอัศจรรย์ ก็เป็นที่รู้จักในชื่อของ กุหุ
เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง: [1] : ราคะแปลว่า ความรัก
CCXVIII - บุตรชายของ Vrishaspati และพลังของพวกเขาในตำนานฮินดู
" มาร์กันเดยะกล่าวต่อ
'พระนางวฤษสปติมีภรรยา (ชื่อพระนางตารา ) ที่เป็นชาวจันทรคติ พระองค์มีบุตรชายหกคนซึ่งได้รับพลังแห่งไฟจากนาง และบุตรสาวหนึ่งคน ไฟที่ถวายเนยใสเพื่อเป็นเกียรติแก่พระองค์ถวายในพิธีปารณมัสยะและการบูชายัญอื่นๆ บุตรของพระวฤษณะสปติ ชื่อ สันจู เป็นผู้มีความเพียรบำเพ็ญตบะอย่างยิ่งใหญ่ ในการ บูชายัญ จตุรมัสยะ (สี่เดือน) และอัศวเมธะ (ม้า) จะมีการถวายสัตว์ก่อนเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน ไฟอันทรงพลังนี้บ่งชี้ด้วยเปลวเพลิงจำนวนมาก ภรรยาของสันจูมีนามว่าสัตยานางมีความงามหาที่เปรียบมิได้ และนางเกิดจากธรรมะ (ความชอบธรรม) เพื่อแสวงหาสัจธรรม ไฟที่ลุกโชนนั้นคือบุตรของท่าน และท่านมีธิดาสามคนที่มีคุณธรรมอันยิ่งใหญ่
ไฟที่ได้รับเกียรติในการบูชายัญครั้งแรกคือลูกชายคนแรกของเขาที่ชื่อภารทวาชา
บุตรชายคนที่สองของสัญชุมีชื่อว่าภารตะซึ่งในพิธีบูชาบูชานี้ จะมีการถวายเนยใสด้วยทัพพี (เรียกว่าศรุก ) เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านในการบูชาพระจันทร์เต็มดวง ( ปารณะมาสยะ ) นอกจากนี้ ภารตะยังมีบุตรชายอีกสามคน ซึ่งภารตะเป็นบุตรคนโต พระองค์มีบุตรชายหนึ่งคนชื่อภารตะ และบุตรสาวหนึ่งคนชื่อภารติ
ไฟภรตเป็นโอรสของพระปชาบดีภรตอัคนี (ไฟ) และ โอ้ เครื่องประดับแห่งเผ่าภรต เพราะพระองค์ทรงได้รับเกียรติอย่างสูง จึงทรงได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่วีระ เป็นภรรยาของภรทวาช และนางได้ให้กำเนิดวีระ พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวว่าพระองค์ทรงได้รับการบูชาเช่นเดียวกับโสม (ด้วยบทสวดเดียวกัน) ด้วยการถวายเนยใส พระองค์ทรงร่วมกับโสมในการถวายเนยใสเป็นครั้งที่สอง และทรงถูกเรียกว่ารัถปปุรัถธวันและกุมภเรต
พระองค์ทรงให้กำเนิดโอรส พระนามว่า สิทธิ แก่พระมเหสีของพระองค์ คือ สรรยุทรงโอบล้อมดวงตะวันด้วยรัศมีแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ และด้วยพระปรีชาสามารถแห่งการบูชาไฟ พระองค์จึงได้รับการกล่าวถึงอยู่เสมอในบทสวดสรรเสริญไฟ และไฟ นิสยวณะนั้นสรรเสริญเฉพาะแผ่นดิน พระองค์ไม่เคยทรงทนทุกข์ทรมานในชื่อเสียง รัศมี และความรุ่งเรือง ส่วนไฟสัตยาผู้ปราศจากบาป ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงอันบริสุทธิ์ คือโอรสของพระองค์ พระองค์ทรงปราศจากมลทินทั้งปวง ไม่ถูกบาปแปดเปื้อน และทรงเป็นผู้ควบคุมกาลเวลา
ไฟนั้นมีอีกชื่อหนึ่งว่านิชกฤติเพราะพระองค์ทรงกระทำการนิชกฤติ (การปลดปล่อย) สรรพสัตว์ที่โจ่งแจ้ง ณ ที่แห่งนี้ เมื่อบูชาอย่างถูกต้อง พระองค์จะประทานโชคลาภ บุตรของพระองค์มีชื่อว่า สวานา ผู้เป็นผู้สร้างโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง พระองค์ทรงสร้างความทุกข์ทรมานแสนสาหัสแก่ผู้คน ซึ่งผู้คนต่างร้องเรียกหา และทรงเคลื่อนไหวด้วยสติปัญญาแห่งจักรวาล
ส่วนไฟอีกดวงหนึ่ง (บุตรคนที่สามของวฤหัสปติ) เรียกว่าวิศวจิตโดยเหล่าผู้มีปัญญาทางจิตวิญญาณ ไฟซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะความร้อนภายในที่ใช้ย่อยอาหารของสรรพสัตว์ คือบุตรคนที่สี่ของวฤหัสปติที่รู้จักกันไปทั่วโลก โอ ภารตะ นามว่าวิศวภูก พระองค์ ทรงสำรวมตน มีคุณธรรมทางศาสนาอันยิ่งใหญ่ เป็นพราหมณ์และพราหมณ์เคารพบูชาพระองค์ในพิธีพราหมณ์บูชา
แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์โกมาติเป็นภรรยาของพระองค์ และชายผู้เคร่งศาสนาทุกคนต่างประกอบพิธีกรรมโดยอาศัยพระนาง และไฟทะเลอันน่าสะพรึงกลัวที่ดื่มน้ำได้นั้น เรียกว่าวาดะก็เป็นโอรสองค์ที่ห้าของวฤหัสปติ ไฟพราหมณ์นี้มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนตัวขึ้นข้างบน จึงถูกเรียกว่าอุรธวภาคและประทับอยู่ในอากาศธาตุที่เรียกว่าปราณะ
บุตรชายคนที่หกมีนามว่า วิชตกฤตผู้ยิ่งใหญ่ เพราะโดยพระองค์ สิ่งของบูชาจึงกลายเป็นวิชต ( สุแปลว่า ยอดเยี่ยม และอิษตแปลว่า ถวาย) และของ บูชา อุทกธาระก็มักจะถวายเพื่อเป็นเกียรติแก่พระองค์เสมอ และเมื่อสรรพสัตว์ถูกยึดครอง ไฟที่เรียกว่า มันยุติ ก็เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ไฟอันน่าสะพรึงกลัวและฉุนเฉียวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงนี้คือธิดาของ วฤหัสปติ และเป็นที่รู้จักในนาม สวาหะและปรากฏอยู่ในสสารทั้งปวง
(โดยอิทธิพลของคุณสมบัติทั้งสามประการ คือสัตตวะราชาและตมัสทำให้สวาหะมีโอรสสามคน)
เพราะเหตุแรกนั้นนางจึงมีบุตรชายที่ไม่มีใครในสวรรค์มีความงามเทียบเท่าได้ และจากข้อเท็จจริงนี้เองถูกเทพเจ้าเรียกขานว่ากาม - ไฟ[1]
(ด้วยเหตุประการที่สอง) นางจึงมีโอรสนามว่าอาโมกาหรือไฟที่ไม่มีวันพ่ายแพ้ ผู้ทำลายล้างศัตรูในสนามรบ ด้วยความมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ พระองค์จึงระงับความโกรธ ทรงถือธนู ประทับบนรถม้า และประดับประดาด้วยพวงมาลัยดอกไม้
(จากการกระทำแห่งคุณธรรมข้อที่ 3) นางมีบุตรคืออุกฐะ ผู้ยิ่งใหญ่ (หนทางแห่งความรอด) ซึ่งได้รับการสรรเสริญจากอุกฐะทั้งสาม[ 2 ]เขาเป็นผู้ริเริ่มคำอันยิ่งใหญ่[3]และจึงเป็นที่รู้จักในนาม Samasvasa หรือหนทางแห่งการพักผ่อน (หนทางแห่งความรอด)
เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
[1] : กามเทพ เป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งความรัก คิวปิดของอินเดีย
[2] : ร่างกายซึ่งเป็นเหตุกระตุ้นการกระทำของเรานั้นเป็นอุฏฐะวิญญาณของผู้ทำให้ร่างกายมีชีวิตขึ้นมานั้นเป็นอุฏฐะ ที่สอง และวิญญาณสูงสุดซึ่งเป็นผู้ปลุกวิญญาณนั้นเป็นอุฏฐะที่สาม
[3] : พระวจนะของพระเจ้า
CCXIX - การสร้างห้าเผ่าและสิบห้าเทพเจ้าโดย Tapa
" มาร์กันเดยะกล่าวต่อ
'พระองค์ ( อุกฐะ ) ทรงบำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัดเป็นเวลานานหลายปี โดยมีความหวังว่าพระองค์จะมีบุตรที่เป็นผู้ประพฤติดีและมีชื่อเสียง เทียบเท่า พระพรหม '
และเมื่อทำการอัญเชิญด้วย บทสวด vyahritiและด้วยความช่วยเหลือของไฟศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้า
—พลัง (พลัง) อันสว่างไสวยิ่งได้เกิดขึ้น เต็มไปด้วยหลักการสร้าง (ความคิดสร้างสรรค์) และมีห้าสีที่แตกต่างกัน ศีรษะมีสีเหมือนไฟที่ลุกโชน แขนสว่างไสวดุจดวงตะวัน ผิวพรรณและดวงตามีสีทองอร่าม และเท้าของมันก็ดำสนิท โอ้ภารตะ บุรุษทั้งห้านั้นได้รับสีทั้งห้านี้มาโดยอาศัยการบำเพ็ญตบะอันยิ่งใหญ่ ดังนั้น เทพผู้นี้จึงถูกพรรณนาว่าเป็นของบุรุษห้าคน และเป็นบรรพบุรุษของเผ่าทั้งห้า
หลังจากบำเพ็ญตบะเป็นเวลาหมื่นปีแล้ว ผู้มีบุญบารมีอันใหญ่หลวงนี้ได้ก่อไฟอันน่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับปิตริส (มณี) เพื่อเริ่มงานสร้างสรรค์ และจากพระเศียรและพระโอษฐ์ของพระองค์ตามลำดับ พระองค์ได้สร้างวฤตและรทันตระ (กลางวันและกลางคืน) ซึ่งขโมยชีวิต ฯลฯ ไปอย่างรวดเร็ว
พระองค์ยังทรงสร้างพระศิวะจากสะดือของพระองค์ สร้าง พระอินทร์จากฤทธิ์อำนาจ สร้างลมและไฟจากพระวิญญาณและทรงเปล่งพระสุรเสียงอุทัตตาและอนุทัตตา จากพระกรทั้งสอง พระองค์ยังทรงสร้างจิต ประสาทสัมผัสทั้งห้า และสรรพสัตว์อื่นๆ อีกด้วย
เมื่อทรงสร้างสิ่งเหล่านี้แล้ว พระองค์ได้ทรงให้กำเนิดบุตรทั้งห้าของพิทริสจากบรรดาบุตรเหล่านี้
ปรานิธิเป็นบุตรของวริหัตถะ
พระวรทัตตเถระ เป็นพระโอรสของพระเจ้ากัสยปะ
ภาณุเป็นบุตรบุญธรรมของ Cyavana
ซอราบะบุตรชายของสุวรจกะ
และพระอนุทัตตา บุตรพระปราณ
สัตว์ทั้ง 25 ตัวนี้ เชื่อกันว่า (พระองค์ได้ทรงสร้าง) ทาปาได้สร้างเทพเจ้าอื่นอีกสิบห้าองค์เพื่อขัดขวางการบูชายัญ[1 ] พวกเขาเป็น สุภิมะ , ภีมะ. อติภิมะ ภีมวาลา. อาวาลา , สุมิตรา , มิตราวัน มิตาซิน่า มิตราวรธนะ. และมิตราธารามัน[2]. และสุรพราวีระ , วีระ , สุเวกา สุรวัช. และสุรหันตริ
เทพเจ้าเหล่านี้แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นละห้าองค์ เทพเหล่านี้อาศัยอยู่ในโลกนี้ ทำลายเครื่องบูชาของเทพเจ้าบนสวรรค์ ทำลายสิ่งที่บูชาและทำลายเครื่องบูชาเนยใส เทพเหล่านี้ทำเช่นนี้เพียงเพื่อทำลายไฟศักดิ์สิทธิ์ที่นำเครื่องบูชามาถวายเทพเจ้า หากนักบวชผู้ประกอบพิธีระมัดระวัง พวกเขาจะวางเครื่องบูชาไว้ด้านนอกแท่นบูชา พวกเขาไม่สามารถไปยังที่ที่จุดไฟศักดิ์สิทธิ์ได้ พวกเขาแบกเครื่องบูชาของผู้ที่ศรัทธาด้วยปีก เมื่อได้รับการปลอบประโลมด้วยบทสวด พวกเขาก็จะไม่ขัดขวางพิธีกรรมบูชา
วฤหทุกถะ บุตรอีกองค์หนึ่งของพระตถาคต ถือกำเนิดในโลกนี้ พระองค์ทรงเป็นที่เคารพบูชาของเหล่าผู้ศรัทธาที่ประกอบ พิธีบูชา พระอัคนิโหตระ บรรดานักบวชที่ประกอบ พิธีต่างเล่าขานถึงพระโอรสของพระตถาคตที่รู้จักกันในชื่อ รธันตระ ว่าเครื่องบูชาที่ถวายเพื่อเป็นเกียรติแก่พระตถาคต นั้น ถวายแด่พระมิตรวิน ทะ พระตถาคตผู้มีชื่อเสียงจึงทรงยินดีกับบุตรทั้งหลายของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง
เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
[1] : ในตำนานเทพ ปกรณัมฮินดู ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดที่ทำลายเครื่องบูชา มีเพียงอสูร เท่านั้น ที่ทำเช่นนั้น ผู้แปล Burdwan แปลข้อความนี้ว่า "เทพเจ้าอีกสิบห้าองค์ที่เป็นของชาติตะวันตกหรืออสูร " เป็นที่สังเกตได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่ถูก ชาวฮินดูประณามว่าเป็นอสูร กลับได้รับการบูชาเป็นเทพเจ้า ( อสูร ) โดยสาวกของซาราธุสตรา
[2] : เมื่อเกี่ยวข้องกับชื่อของ เทพ มิตร เหล่านี้ ควรจำไว้ว่ามิตรเป็นชื่อของเทพเจ้าหลักของเปอร์เซียโบราณ
CCXX - ไฟแห่งการสร้างสรรค์: การใช้ประโยชน์และคุณลักษณะของเทพแห่งไฟแห่งพระเวท
" มาร์กันเดยะกล่าวต่อ
ไฟที่เรียกว่าภารตะนั้นถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดของความเป็นนักพรตปุษฐิมาติเป็นอีกชื่อหนึ่งของไฟของพระองค์ เพราะเมื่อพระองค์พอพระทัย พระองค์ก็ทรงประทานปุษฐิ (ความเจริญ) แก่สรรพสัตว์ และด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงได้รับพระนามว่าภารตะ (หรือผู้รักษา)
ส่วนไฟอีกดวงหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าศิวะนั้นอุทิศให้กับการบูชาศักติ (พลังของเทพเจ้าผู้เป็นประธานของพลังธรรมชาติ) และเนื่องจากพระองค์ทรงบรรเทาทุกข์ของสรรพสัตว์ที่ต้องทนทุกข์อยู่เสมอ พระองค์จึงได้รับการขนานนามว่า ศิวะ (ผู้ประทานสิ่งดีๆ)
เมื่อ พระตปา ได้ทรัพย์สมบัติอันมากมายมหาศาล ก็มีบุตรผู้มีสติปัญญาชื่อปุรันทน์เกิดมาเพื่อสืบทอดทรัพย์สมบัตินั้น
บุตรอีกองค์หนึ่งชื่ออุษมาก็ถือกำเนิดขึ้นเช่นกัน ไฟนี้ปรากฏอยู่ในไอของสสารทั้งปวง
มนู มี บุตรชายคนที่สามดำรงตำแหน่งประมุขประชาบดี
พราหมณ์ผู้รู้พระเวทจึงกล่าวถึงวีรกรรมของไฟสัมภูต่อมาพราหมณ์ก็กล่าวถึงไฟอวสัจยะ อันสว่างไสว และ เจิดจ้ายิ่ง ตปาจึงทรงสร้างไฟ อุรชาสการทั้งห้า ซึ่งสว่างไสวดุจทองคำ ทั้งหมดนี้ร่วมกัน ดื่ม โซมะในการบูชายัญ
สุริยเทพผู้ยิ่งใหญ่เมื่อเหนื่อยล้า (หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน) เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ไฟ ปราสันต์พระองค์ทรงสร้างอสูร ร้าย และสัตว์โลกอื่น ๆ อีกมากมายอังคิราสก็ทรงสร้างประชาบดี ภานุบุตรของตปา พระองค์ยังทรงถูกเรียกว่า วฤทภานุ (ภานุผู้ยิ่งใหญ่) โดยพราหมณ์ที่ศึกษาพระเวทภานุได้แต่งงานกับสุปราชาและบริหัทภานุเป็นธิดาของสุริยะ (สุริยเทพ)
พวกเขามีลูกชายหกคน คุณเคยได้ยินเรื่องลูกหลานของพวกเขาไหม
(1)ไฟที่มอบพลังให้ผู้ที่อ่อนแอเรียกว่า วาลดา (หรือผู้ให้พลัง) เขาเป็นบุตรชายคนแรกของภานุ
(2)และไฟอีกดวงหนึ่งที่ดูน่ากลัวเมื่อธาตุทั้งหลายสงบอยู่ เรียกว่าไฟมัญชุมัน เขาเป็นบุตรชายคนที่สองของภานุ
(3)และไฟซึ่งกำหนดให้ถวายเนยใสในการ บูชายัญ DarsaและPaurnamasyaและผู้ที่รู้จักกันในโลกนี้ในนามพระวิษณุ คือ (โอรสองค์ที่สามของ Bhanu) ชื่อ Angiras หรือDhritiman
(4)และไฟที่พระอินทร์ ทรงสั่งให้ถวายเครื่องบูชา อัครายานนั้นเรียกว่าอากรายันไฟ เขาเป็นโอรสองค์ที่สี่ของภาณุ
(5)บุตรชายคนที่ห้าของ Bhanu คือAgrahaซึ่งเป็นผู้ทำพิธีบูชาที่ทำเป็นประจำทุกวันสำหรับการประกอบ พิธีกรรม Caturmasya (พิธีสี่เดือน)
(6)และสตูวะเป็นบุตรชายคนที่ 6 ของภานุ
นิสาเป็นชื่อของภรรยาอีกคนหนึ่งของพระเจ้ามนู ซึ่งรู้จักกันในชื่อภาณุ เธอให้กำเนิดธิดาหนึ่งองค์ คือ พระอัคนีโสม สององค์ และเทพแห่งไฟ อีกห้า องค์
เทพแห่งไฟ ผู้รุ่งโรจน์ผู้ได้รับเกียรติในการถวายเครื่องบูชาครั้งแรกร่วมกับเทพประธานแห่งเมฆ เรียกว่า ไวศวนาระ ส่วนเทพแห่งไฟอีกองค์หนึ่งซึ่งถูกเรียกว่าเจ้าแห่งโลกทั้งปวง คือวิศวปติบุตรคนที่สองของมนุ
ส่วนธิดาของมนูนั้นมีชื่อว่า สวิชตกฤต เพราะการถวายบูชาทำให้ได้รับผลบุญใหญ่หลวง แม้ว่านางจะเป็นธิดาของหิรัณยกสิปุแต่นางก็ยังได้เป็นภริยาของมนูเพราะกรรมชั่วของนาง อย่างไรก็ตาม นางเป็นหนึ่งในประชาบดี
และไฟอีกดวงหนึ่งซึ่งสถิตอยู่ในอากาศธาตุของสรรพสัตว์และหล่อเลี้ยงร่างกาย เรียกว่าสันนิหิตาเป็นเหตุแห่งการรับรู้เสียงและรูปของเรา วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ผู้ซึ่งเส้นทางนั้นเต็มไปด้วยรอยด่างดำและขาว ผู้เป็นผู้สนับสนุนไฟ และแม้ปราศจากบาป แต่เป็นผู้ทำให้กรรม ที่ปรารถนาสำเร็จ ซึ่งนักปราชญ์ยกย่องว่าเป็นฤๅษี ผู้ยิ่งใหญ่ ก็คือ กปิลไฟผู้เสนอระบบโยคะ ที่เรียกว่า สังขยะ
ไฟที่วิญญาณธาตุพื้นฐานใช้รับเครื่องบูชาที่เรียกว่าอัคราซึ่งสัตว์อื่นสร้างขึ้นในพิธีกรรมพิเศษต่างๆ ในโลกนี้ เรียกว่าอัครานิส่วนไฟสว่างไสวอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงในโลกนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไข พิธีกรรม อัคนิโหตระเมื่อมีข้อบกพร่องใดๆ
หากไฟซ้อนทับกันเนื่องจากการกระทำของลม การแก้ไขจะต้องทำโดย พิธี อัษฎกปาลเพื่อเป็นเกียรติแก่ไฟสุจิ
และหากไฟทางใต้สัมผัสกับไฟอีกสองกอง การแก้ไขจะต้องทำโดยการทำ พิธี อัษฎกปาลเพื่อเป็นเกียรติแก่ไฟวิติ
หากไฟที่เรียกว่านิเวสะ สัมผัสกับไฟที่เรียกว่า เทวณี ก็ ต้องทำพิธี อัษฎกปาลเพื่อเป็นเกียรติแก่ไฟสุจิเพื่อการแก้ไข
และถ้าหากสตรีได้สัมผัสไฟอันเป็นนิรันดร์ในระหว่างมีประจำเดือน เพื่อที่จะแก้ไขบาป จะต้องปฏิบัติพิธี อัษฎกปาลเพื่อเป็นเกียรติแก่ไฟที่เรียกว่าทัสยุมัน
หากในเวลาที่ทำการประกอบ พิธีกรรม Agnihotra นี้ มีการพูดถึงการตายของสิ่งมีชีวิตใดๆ หรือหากสัตว์ต่างๆ ตาย ก็ต้องมีการแก้ไขด้วยการประกอบ พิธีกรรม Ashtakapalaเพื่อเป็นเกียรติแก่ไฟ Suraman
พราหมณ์ผู้ซึ่งขณะป่วยเป็นโรคไม่สามารถถวายเครื่องบูชาแด่ไฟศักดิ์สิทธิ์ได้สามคืน จะต้องชดเชยด้วยการประกอบ พิธี อัษฎกปาลเพื่อเป็นเกียรติแก่ไฟทางเหนือ ผู้ที่ประกอบ พิธี ทรรศน์และปารณมาสยะแล้วจะต้องแก้ไขด้วยการประกอบ พิธี อัษฎกปาลเพื่อเป็นเกียรติแก่ไฟปาติกฤต หากไฟในห้องนอนสัมผัสกับไฟศักดิ์สิทธิ์ตลอดกาล การแก้ไขต้องกระทำด้วยการประกอบ พิธี อัษฎกปาลเพื่อเป็นเกียรติแก่ ไฟ อัคนิมัน
ตอนต่อไป; CCXXI - ต้นกำเนิดของอัคนี: ไฟศักดิ์สิทธิ์ การสร้าง และพลังแห่งเทพไฟ
สรุปโดยย่อของบทนี้: เรื่องราวที่มาร์กันเดยะเล่า นั้น เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดและความสำคัญของไฟต่างๆ ในเทพปกรณัมฮินดูมุทิตาภรรยาของไฟสวาหะได้ให้กำเนิดไฟศักดิ์สิทธิ์ อวตานตะ ซึ่งได้รับการบูชาในฐานะคริหาปติในการบูชายัญ ไฟ อวตา ซึ่งเกิดจากสวาหะ เป็นที่เคารพนับถือในฐานะผู้ปกครองสรรพสัตว์และผู้ปกครองท้องฟ้าและผืนดิน เมื่อเหล่าทวยเทพหาไฟอวตาไม่พบ พระอาถรรพ์จึงได้รับเลือกให้แบกเครื่องบูชา ซึ่งนำไปสู่การสร้างโลหะและสสารต่างๆ ขึ้นในโลก
ไฟแห่งอบูตะสาปแช่งเผ่าฟินนี โดยทำนายว่าพวกเขาจะกลายเป็นอาหารของสรรพสัตว์ในรูปแบบต่างๆ แม้จะได้รับการวิงวอนจากเหล่าทวยเทพ แต่ไฟก็ปฏิเสธที่จะนำเครื่องบูชาของพวกเขาไปถวาย และในที่สุดก็ดับลง นำไปสู่การสร้างโลหะและสสารต่างๆ ขึ้นบนโลกภฤคุและอังคิราได้ปลุกไฟจากการทำสมาธิของเขา และเขาถูกจุดไฟอีกครั้งโดยอถรวันหลังจากที่เขาสูญสิ้นชีวิต ซึ่งต่อมาได้เริ่มต้นกระบวนการสร้างสรรค์ เรื่องราวยังเน้นย้ำถึงแม่น้ำที่ถือเป็นแหล่งกำเนิดของไฟ ได้แก่แม่น้ำคงคา แม่น้ำสรัสวดีแม่น้ำยมุนาและแม่น้ำอื่นๆ อีกมากมาย อัธภูตะแห่งไฟมีบุตรชายชื่อวิภูกับปริยะ ภรรยาของเขา และ มีการบูชายัญ โซมา ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับไฟชนิดต่างๆ อัตรีทรงคิดจินตนาการถึงไฟเหล่านี้ขึ้น ในใจเพื่อขยายขอบเขตแห่งสรรพสิ่ง และไฟเหล่านี้ล้วนเป็นสัญลักษณ์แห่งไฟศักดิ์สิทธิ์เดียวกันที่มีพลังเทียบเท่ากับไฟอัธภูตะตามที่ ปรากฏในพระเวท
โดยรวมแล้ว นิทานเรื่องนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของไฟในพิธีกรรมและตำนานของศาสนาฮินดู โดยพรรณนาถึงพลังอำนาจของไฟที่มาจากแหล่งกำเนิดอันศักดิ์สิทธิ์ และมีบทบาทสำคัญในการนำพาสรรพสัตว์มาถวายแด่เทพเจ้า ตั้งแต่ไฟอัธภูตะอันศักดิ์สิทธิ์ ไปจนถึงรูปแบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำและการบูชายัญต่างๆ ไฟเหล่านี้ได้รับการยกย่องนับถือในบทบาทการสร้างและการรักษาสมดุลของจักรวาล นิทานเรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญทางจิตวิญญาณและความเคารพที่มอบให้กับธาตุเหล่านี้ในระบบความเชื่อของศาสนาฮินดู
มาโนช ทองแย้ม
Mount Lyell shrew ( スピリット、飛行マウント )
Ту имрӯз чӣ корҳо дорӣ?
พฤศจิกายน 23, 2568
ไม่มีความคิดเห็น:
Labels:
🍜⛷️ ศาสนา วิทยา,
ดาราศาสตร์.,
เทพ,
มหาภารตะ,
ज्योतिष
佛說出家功德經 พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าเรื่องคุณธรรมแห่งการสละ
ข้าพเจ้าได้ยินมาดังนี้:
ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในแคว้นไวศาลี เมื่อถึงเวลาเสวยพระกระยาหาร พระองค์เสด็จเข้าเมืองเพื่อขอทาน ในเวลานั้น ในเมืองไวศาลี มีรถสาลี่คันหนึ่งชื่อวีระเสนา( ออกเสียงว่า "หย่งจุน "ในสมัยราชวงศ์ฉิน)ดุจดังเทพบุตรผู้สำราญสำราญกับเหล่าเทพี เจ้าชายองค์นี้ก็สำราญสำราญกับเหล่าเทพีบนศาลา ดื่มด่ำในราคะฉันใด
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับฟังเสียงดนตรีนั้นด้วยพระปรีชาญาณแล้ว จึงตรัสกับพระอานนท์ว่า “เรารู้อยู่ว่า บุคคลผู้นี้โลภในกามคุณ ๕ ประการ จักดับไปในไม่ช้า เจ็ดวันต่อมา บุคคลนั้นจักต้องละกามคุณเหล่านั้นในวงศ์ตระกูลของตนเสีย จักดับไปเป็นแน่ อานนท์! บุคคลผู้นี้ถ้าไม่ละกามคุณ ไม่ละโลกียกรรมแล้ว เมื่อตายไปแล้วย่อมตกนรก”
ขณะนั้น พระอานนท์ทรงเลื่อมใสในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าและปรารถนาจะให้พระอนุชาของเจ้าชายองค์นี้ เสด็จไปยังเรือน เจ้าชายทรงทราบว่าพระอนุชาอยู่ข้างนอก จึงเสด็จออกไปถวายบังคม แล้วทรงเชิญพระอนุชาให้นั่งลงด้วยความเคารพ หลังจากประทับนั่งสักครู่ พระอนุชาก็ทรงกราบทูลพระอนุชาด้วยพระทัยเคารพว่า “เยี่ยมมาก! มีมิตรสหายที่ดีมาปรากฏ บัดนี้เป็นเวลาอันสมควรแล้ว ข้าพระองค์มีความยินดียิ่งที่ได้พบพระองค์ นามของพระองค์แปลว่า ‘ความยินดี’ ดังนั้นบัดนี้พระองค์ควรทรงสั่งสอนพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแก่ข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะได้มีความยินดีเช่นกัน” พระอนุชาทรงขอร้องถึงสามครั้ง พระอนุชาทรงปรารถนาที่จะทำความดีอย่างยิ่ง จึงทรงนิ่งเงียบ
เจ้าชายจึงตรัสว่า “พระเวท มหาฤๅษี มีประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ท่านจะเก็บความเคียดแค้นไว้ได้อย่างไร นิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา เหตุใดจึงไม่เอ่ยออกมาเล่า”
แล้วพระศาสดาองค์ที่สาม ผู้ซึ่งยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าและทรงทำคุณประโยชน์แก่โลก ก็ตรัสอย่างเศร้าสร้อยว่า “จงฟังให้ดี! ภายในเจ็ดวันเจ้าจะต้องตาย หากเจ้าไม่สามารถตื่นจากมายาแห่งกิเลสห้าประการได้ และไม่ละทิ้งโลกียะ เจ้าอาจตกนรกเมื่อตายไปแล้ว พระพุทธเจ้าผู้ทรงรอบรู้ได้ตรัสไว้อย่างสัตย์จริง และทรงทำนายเรื่องนี้ไว้ในใจเจ้าแล้ว ดุจดังไฟที่ไม่เคยมอดไหม้โดยเปล่าประโยชน์ เรื่องนี้ก็จะเป็นจริงเช่นกัน จงใคร่ครวญเรื่องนี้ให้ดี!”
เมื่อเจ้าชายทรงสดับฟังถ้อยคำเหล่านี้ พระองค์ทรงโศกเศร้าและหวาดผวายิ่งนัก ทรงหดหู่และเศร้าโศกยิ่งนัก พระองค์ทรงรับคำชี้แนะของพระอานนท์ที่ว่า “เราจะละโลกนี้และมีความสุขอีกหกวัน ในวันที่เจ็ด เราจะละครอบครัวและญาติมิตร และละโลกนี้อย่างแน่นอน” พระอานนท์ทรงเห็นด้วย
ในวันที่เจ็ด ด้วยความเกรงกลัวความตาย จึงได้ทูลขอพระพุทธเจ้าให้อุปสมบท และพระพุทธเจ้าก็ทรงโปรดประทานพร พระองค์ทรงรักษาศีลบริสุทธิ์หนึ่งวันหนึ่งคืน แล้วจึงปรินิพพาน หลังจากจุดธูปแล้ว พระอานนท์และบริวารได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค! บัดนี้วิลาสเสนภิกษุนี้ปรินิพพานไปแล้ว ดวงจิตของท่านหายไปไหนแล้ว?”
ครั้นแล้ว พระพุทธเจ้าผู้เป็นโลกียะ ศาสดาของเทวดาและมนุษย์ ผู้ทรงรอบรู้ ทรงเปล่งเสียงมหาพรหม ดังยิ่งกว่าเสียงกึกก้องของกาลวิณกะ ได้ตรัสกับพระอานนท์ด้วยพระสุรเสียงแปดเสียงว่า “ภิกษุวิลาสนี้ เกรงกลัวทุกข์แห่งการเกิด ความตาย และนรก จึงละทิ้งโลกียะและอุปสมบทเป็นภิกษุ หลังจากรักษาศีลบริสุทธิ์หนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว ก็ได้เสด็จไปเกิดในสวรรค์ชั้นฟ้าของกษัตริย์ทั้งสี่ เป็นโอรสของไวศรวณ กษัตริย์แห่งสวรรค์ชั้นเหนือ พระองค์ทรงเสพสุขในกาม ๕ ประการ เสพสุขอย่างตะกละตะกลาม สำรวมอยู่กับหญิงงามเป็นเวลาห้าร้อยปี ห้าร้อยปีผ่านไป พระองค์ก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้วสามสิบครั้ง...”
พระองค์ทรงเป็นโอรสของพระอินทร์ เสพสุขในกาม ๕ ประการ สำรวมอยู่กับนางสาวทิพย์เป็นเวลาหนึ่งพันปี เมื่อสิ้นอายุขัย พระองค์ได้เสด็จไปเกิดในสวรรค์ชั้นเปลวเพลิงเป็นเจ้าชาย ทรงเสพสุขในกามสุขทั้งรูป รส กลิ่น และสัมผัส ทรงพบความสุขสูงสุด ครั้นเสด็จไปสองพันปีในสวรรค์ชั้นดุสิต ทรงเสพสุขในกามสุขทั้งห้า ดวงตาเปี่ยมด้วยกามสุข อิ่มเอมในพระทัย ตรัสธรรมและปัญญาแห่งการหลุดพ้น ทรงมีอายุขัยปานกลางในสวรรค์ชั้นสุคติ สี่พันปีผ่านไป ทรงเสพสุขในสวรรค์ชั้นสุคติ ทรงเสวยสุขในกามสุขทั้งห้า ทรงอยู่ในหมู่สาวพรหมจรรย์ เสพสุขอยู่แปดพันปี แปดพันปีผ่านไป ทรงสวรรคตและเสด็จไปเกิดในสวรรค์ชั้นปรนิมฺมิทวารสวรทินเป็นเจ้าชาย สวรรค์ชั้นหกนี้หาใดเปรียบมิได้ในสวรรค์ชั้นห้า เมื่อเสด็จไปประสูติ ณ ที่นั้น ทรงได้รับพรอันประเสริฐ สมบัติแห่งความสุขทั้งปวง ขณะที่พระองค์กำลังเสวยสุขนี้ จิตของพระองค์ก็มึนเมาอย่างที่สุด พระองค์ทรงเสวยสุขในความสุขสูงสุดอย่างบริบูรณ์เป็นเวลาหนึ่งหมื่นหกพันปี
พระองค์ทรงเสวยสุขโดยเสด็จไปมาระหว่างสวรรค์ชั้นตัณหาทั้งหกเจ็ดครั้ง พระวิรกันต์นี้ เพราะทรงสละโลกียะหนึ่งวันหนึ่งคืน จึงไม่ตกนรก เปรต และสัตว์เดรัจฉานเป็นเวลายี่สิบกัลป์ แต่กลับบังเกิดในสวรรค์ชั้นตัณหา มนุษย์ย่อมได้รับพรเป็นธรรมดา ในที่สุด ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย พวกเขาก็บังเกิดในตระกูลที่มั่งคั่งและมีความสุข มีทรัพย์สมบัติมากมาย เมื่อพ้นวัยทองแล้ว เมื่อจิตทั้งหลายเจริญเต็มที่แล้ว ด้วยความกลัวต่อการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ย่อมละทิ้งโลก โกนศีรษะและเครา สวมจีวรสงฆ์ บำเพ็ญเพียร บำเพ็ญธรรม ประพฤติธรรม ๔ อิริยาบถ เจริญสติปัฏฐาน พิจารณาเห็นทุกข์ ว่าง ว่าง และอนิจจังของขันธ์ห้า เข้าใจเหตุปัจจัยแห่งธรรม บรรลุพระปัจเจกพุทธเจ้า พระนามว่า วิรุทธกะ ในเวลานั้น ย่อมเปล่งแสงอันไพศาล มนุษย์และเทวดามากมายเกิดมามีรากอันดีงาม ส่งผลให้สรรพสัตว์ทั้งหลายหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการหลุดพ้นลงในยานทั้งสาม
ขณะนั้น พระอานนท์ประสานพระหัตถ์แล้วทูลพระพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า! หากผู้ใดอนุญาตให้ผู้อื่นละทิ้งโลกียะ และโลกียะนั้นอนุญาตให้เขาทำตามใจปรารถนา เขาจะได้รับประโยชน์มากเพียงไร? หากผู้ใดทำลายโอกาสการละทิ้งโลกียะของผู้อื่น เขาจะประสบผลกรรมใด? ข้าพเจ้าขอวิงวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดอธิบายเรื่องนี้โดยละเอียด!”
พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “แม้ท่านจะถามเราถึงเรื่องนี้ตลอดร้อยปี แม้เราจะใช้ปัญญาอันไม่สิ้นสุด อธิบายบุญของบุคคลนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนตลอดร้อยปี (ไม่นับรวมเวลากินดื่ม) เราก็ยังไม่สามารถทำให้หมดสิ้นไปได้ บุคคลนี้ย่อมได้ไปเกิดในสวรรค์หรือในหมู่มนุษย์ เป็นพระราชาอยู่เนืองนิจ สุขสำราญในสวรรค์และในมนุษย์ตลอดไป หากผู้ใดในธรรมวินัยนี้ ชักชวนผู้อื่นให้ละโลกียโลกียะ หรือช่วยเหลือในเหตุปัจจัยแห่งการสละ บุคคลนั้นย่อมได้ความสุขในวัฏสงสารเสมอ แม้เราจะอธิบายบุญของเขาตลอดร้อยปี ก็ไม่มีวันหมดสิ้นไปได้ ฉะนั้น อานนท์! แม้ท่านจะถามเราถึงเรื่องนี้ตลอดร้อยปี แม้เราจะอธิบายบุญเหล่านี้จนนิพพาน เราก็ยังไม่สามารถทำให้หมดสิ้นไปได้”
พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ผู้ใดทำลายโอกาสสละโลกของผู้อื่น เปรียบเสมือนการปล้นทรัพย์สมบัติและพรอันหาที่สุดมิได้ ทำลายปัจจัยสามสิบเจ็ดประการที่ส่งเสริมพระโพธิสัตว์และนิพพาน หากผู้ใดคิดจะทำลายโอกาสสละโลก ควรพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบ เพราะเหตุใด? เพราะบาปนี้ ย่อมตกนรก ตาบอดชั่วนิรันดร์ ทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส หากเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ย่อมตาบอดชั่วนิรันดร์ หากเกิดเป็นเปรต ย่อมตาบอดชั่วนิรันดร์ จะต้องทนทุกข์ในภพสามภพชั่วกาลนาน กว่าจะหลุดพ้น หากเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมตาบอดตั้งแต่กำเนิด ท่านถามข้าพเจ้าเรื่องนี้มาเป็นร้อยปีแล้ว และข้าพเจ้าก็ใช้ปัญญาอันหาที่สุดมิได้อธิบายผลกรรมมาร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สิ้นสุด ย่อมบังเกิดในภพสี่ภพชั่วกาล อาณาจักรต่างๆ และข้าจะไม่มีวันจดจำว่าคนเช่นนี้จะได้รับการปล่อยตัวออกมา เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งหมดนี้ก็เพราะทำลายโอกาสในการละทิ้งชีวิตทางโลก"
หรือเมื่อบรรลุบุญอันหาที่สุดมิได้แล้ว ย่อมต้องรับบาปอันหาประมาณมิได้ เพราะทำลายเหตุปัจจัยอันดีเหล่านั้น เพราะการเบียดเบียนแห่งการบำเพ็ญตบะ ในกระจกแห่งปัญญาอันบริสุทธิ์นี้ เพื่อประโยชน์แห่งการหลุดพ้นจากธรรมอันดีทั้งปวง หากเห็นผู้บำเพ็ญตบะปฏิบัติศีลบริสุทธิ์มุ่งสู่การหลุดพ้น แล้วขัดขวางการบำเพ็ญตบะนั้น ก่ออุปสรรค เพราะเหตุนี้ ผู้จึงเกิดมาตาบอดตลอดกาล มองไม่เห็นนิพพาน เพราะการเบียดเบียนแห่งการบำเพ็ญตบะ พิจารณาไตรสิกขาปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประการ ซึ่งรวมถึงอวิชชาด้วย ย่อมบรรลุการหลุดพ้น แต่เพราะทำลายจักษุปัญญาของผู้อื่น และเพราะการเบียดเบียนแห่งการบำเพ็ญตบะบังจักษุปัญญา ตั้งแต่เกิดจนตาย ย่อมตาบอดตลอดกาล มองไม่เห็นไตรภูมิ เพราะการเบียดเบียนแห่งการบำเพ็ญตบะ
ผู้บำเพ็ญตบะควรเห็นขันธ์ห้าและ อัตตา ๒๐ ประการ บุคคลพึงแสวงหาทางที่ถูกต้อง เพราะเหตุแห่งการสละสูญสิ้นไป และความเห็นชอบสูญสลายไป ย่อมบังเกิดในภาวะตาบอดชั่วกาลนาน มองไม่เห็นมรรคผล ผู้สละควรเห็นธรรมทั้งปวงเป็นขันธ์ เป็นที่อยู่ของธรรมอันบริสุทธิ์ และควรพิจารณากายธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เมื่อเหตุแห่งการสละสูญสิ้นไป ย่อมบังเกิดในภาวะตาบอดชั่วกาลนาน มองไม่เห็นกายธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้สละควรมีกายเป็นพระภิกษุ ถือศีล เป็นทุ่งบุญอันบริสุทธิ์ และหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งมรรคผลแห่งพระพุทธเจ้า เพราะการสละสูญสิ้นไป ความหวังในธรรมอันบริสุทธิ์จึงสูญสิ้นไป และด้วยเหตุแห่งบาปนี้ ผู้จึงตาบอดชั่วกาลนาน เพราะการสละสูญสิ้นไป ผู้สละควรพิจารณากายและใจทั้งหลายด้วยความรอบคอบ โดยรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน และไม่บริสุทธิ์ การห้ามปรามผู้อื่นในการสละ ก่อให้เกิดอุปสรรค เท่ากับทำลายดวงตาคู่นี้
เพราะตานี้แตกสลายไปแล้ว จึงไม่สามารถมองเห็นมรรคสี่ สติปัฏฐานสี่ สัมมาทิฏฐิสี่ มรรคสี่ มรรคห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด มรรคแปด หรือทางสู่พระนิพพานได้ เพราะบาปนี้เอง บุคคลจึงเกิดมาตาบอด แม้กระทั่งมองไม่เห็นธรรมอันบริสุทธิ์และดีงาม อันได้แก่ ความว่าง ความไม่เที่ยง และความไม่มีกิริยา อันเป็นทางสู่พระนิพพาน
เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญาพึงทราบว่า ผู้ที่ละทิ้งโลกนี้ ควรบำเพ็ญธรรมอันดีงามนี้ และไม่ควรทำลายเหตุปัจจัยแห่งธรรมอันดีงามนี้ ให้เป็นเหตุให้เกิดบาปเหล่านั้น ผู้ใดทำลายเหตุปัจจัยแห่งความเห็นชอบของพระภิกษุผู้สละแล้ว ย่อมไม่อาจเห็นพระนิพพานได้ และจะต้องตกอยู่ในความมืดบอดชั่วนิรันดร์
"หากบุคคลใดจะละโลกและรักษาศีลบริสุทธิ์เป็นเวลาหนึ่งร้อยกัลป์ และหากบุคคลใดจะละโลกและรักษาศีลในชมพูทวีปนี้ แม้เพียงวันเดียวหรือคืนเดียว หรือแม้เพียงครู่เดียว และละโลกอย่างบริสุทธิ์ ในหนึ่งร้อยกัลป์นั้น บุคคลนั้นก็จะไม่ถึงศีลหนึ่งในสิบหกด้วยซ้ำ"
หากบุคคลใดประพฤติผิด ล่วงประเวณีกับพี่สาวหรือญาติผู้หญิงอื่น หรือประพฤติตนไม่เหมาะสม หรือมีความโลภและความริษยา ผลกรรมจากการกระทำดังกล่าวย่อมประเมินค่ามิได้ หากบุคคลใดสามารถพิจารณาไตร่ตรองอย่างถูกต้อง มีจิตใจที่จะละทิ้งโลกียะ และปรารถนาที่จะละทิ้งความชั่วทั้งปวง และหากบุคคลอื่นขัดขวางเงื่อนไขแห่งกรรมของผู้นั้น และขัดขวางมิให้ความปรารถนาของเขาบรรลุผล ผลกรรมจากการกระทำดังกล่าวจะทวีคูณขึ้นเป็นร้อยเท่าจากเดิม
ครั้นพระอานนท์จึงทูลถามพระพุทธเจ้าอีกครั้งว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า! วีระณะนี้เมื่อได้หยั่งรากลงแล้ว ย่อมได้ไปเกิดในที่อันประเสริฐและมีความสุข เป็นเพราะท่านได้กระทำความดีในอดีตชาติด้วยหรือ หรือเป็นเพราะบุญจากการบำเพ็ญเพียรหนึ่งวันหนึ่งคืนเท่านั้นจึงได้รับพรเช่นนี้?”
พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ท่านไม่ควรยึดติดในเหตุปัจจัยในอดีต! เพราะการสละบริสุทธิ์เพียงหนึ่งวันและหนึ่งคืนนี้ รากแห่งบุญนี้จะนำมาซึ่งพรเจ็ดครั้งในหกภพแห่งความปรารถนา และท่านจะได้เสพสุขจากการเกิดและตายในโลกนี้ตลอดยี่สิบกัลป์ ในที่สุด ท่านก็จะได้เกิดในภพมนุษย์ในตระกูลแห่งความสุขและความสุขสำราญ เมื่ออายุขัยอันรุ่งโรจน์ของท่านผ่านไป และประสาทสัมผัสของท่านเจริญงอกงามแล้ว ด้วยความกลัวต่อการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และทุกข์ ท่านก็จะละทิ้งโลก รักษาศีล และบรรลุพระปัจเจกพุทธเจ้า”
พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “บัดนี้เราจะกล่าวเปรียบเทียบกัน ฟังให้ดี! ลองนึกภาพทวีปทั้งสี่ คือ ปุรววิเทหะตะวันออก ชัมบุตวิภาใต้ กายนีตะวันตก และอุตตระกุรุเหนือ เต็มไปด้วยพระอรหันต์ เปรียบเสมือนป่าข้าวและป่าน หากบุคคลใดอุทิศเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย และเครื่องนอนให้แก่พระอรหันต์เหล่านี้อย่างเต็มเปี่ยมตลอดร้อยปี แม้หลังจากปรินิพพานแล้ว หากเขาสร้างเจดีย์และวิหาร ประดับประดาด้วยอัญมณี ดอกไม้ ธูป พวงมาลัย ธง มณฑป และดนตรี แขวนระฆังประดับอัญมณี โปรยน้ำหอม สรรเสริญและถวายเครื่องบูชาด้วยบทสวด บุญที่ได้ก็จะไม่ถึงหนึ่งในสิบหกของบุญที่บุคคลผู้ละโลก บวช และบำเพ็ญกุศลเพื่อนิพพาน แม้เพียงวันเดียวคืนเดียวได้ ด้วยเหตุนั้น ผู้มีศีล บุรุษทั้งหลายควรละโลกและบำเพ็ญศีลให้บริสุทธิ์ บุรุษผู้มีคุณธรรม! ผู้ที่ปรารถนาบุญ แสวงหาธรรมอันดีงาม หรือผู้ที่รับธรรมด้วยตนเอง ไม่ควรขัดขวางโอกาสในการละโลก พวกเขาควรส่งเสริมพวกเขาให้ทำเช่นนั้นอย่างขยันขันแข็งและด้วยความสามารถ”
เมื่อที่ประชุมได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้ว ทุกคนก็เบื่อหน่ายโลก ละทิ้งโลกียะเพื่อรักษาศีล บางคนบรรลุพระโสดาบัน หรือกระทั่งบรรลุอรหันต์ บางคนได้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งพระปัจเจกพุทธเจ้า และบางคนได้บังเกิดเป็นพระโพธิสัตว์สูงสุด ทุกคนต่างมีความยินดีและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ด้วยความเคารพ
มาโนช ทองแย้ม
Royaume deCai Hangameishin ère HanTokawa / ቴሌማ ጥበቃ
Ту имрӯз чӣ корҳо дорӣ?
พฤศจิกายน 23, 2568
ไม่มีความคิดเห็น:
Labels:
คัมภีร์มหายานสูตร,
นิทาน
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
