Translate

24 พฤศจิกายน 2568

หน้าต่างที่ ๓ / ๑๒ อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์ อธิบายตถาคตศัพท์

 อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์ เนื้อความในพระไตรปิฎก เนื้อความในอรรถกา มีทั้งหมด ๑๒ หน้าต่าง. อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒]
         จะวินิจฉัยในบทว่า ตถาคตสฺส นี้ ดังนี้:- 
         พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านเรียกว่า ตถาคต ด้วยเหตุ ๘ ประการ อะไรบ้าง คือ 
         ๑. ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาแล้วอย่างนั้น 
         ๒. ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วอย่างนั้น 
         ๓. ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงถึงลักษณะที่แท้ 
         ๔. ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้ตามเป็นจริง 
         ๕. ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงเห็นแต่ความจริง 
         ๖. ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสแต่คำจริง 
         ๗. ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงทำจริง 
         ๘. ชื่อว่า ตถาคต เพราะอรรถว่า ทรงครอบงำ. 
         ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จมาแล้วอย่างนั้นเป็นอย่างไร. 
         ตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงบำเพ็ญทานบารมี ทรงบำเพ็ญศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมีและอุเบกขาบารมี ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ คือบารมี ๑๐ เหล่านี้ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ ทรงสละมหาบริจาค ๕ เหล่านี้ คือบริจาคอวัยวะ บริจาคชีวิต บริจาคทรัพย์ บริจาคราชสมบัติ บริจาคบุตรภรรยา เสด็จมาแล้วด้วยอภินิหารใดอย่างใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลายก็เสด็จมาแล้วด้วยอภินิหารนั้นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าตถาคต. 
         เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า 
                                             ยเถว โลกมฺหิ วิปสฺสิอาทโย 
                                            สพฺพญฺญภาวํ มุนโย อิธาคตา 
                                            ตถา อยํ สกฺยมุนีปิ อาคโต 
                                            ตถาคโต วุจฺจติ เตน จกฺขุมา. 
                  พระมุนีทั้งหลาย มีพระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นต้น 
            เสด็จมาสู่พระสัพพัญญุตญาณในโลกนี้ อย่างใด แม้ 
            พระสักยมุนีพระองค์นี้ก็เสด็จมาอย่างนั้น ด้วยเหตุนั้น 
            พระผู้มีพระจักษุ ท่านจึงเรียกว่าตถาคต
         ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วอย่างนั้นเป็นอย่างไร. 
         ตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระวิปัสสีพุทธเจ้าเป็นต้น ประสูติได้ชั่วเดี๋ยวเดียว ก็ประทับยืนที่แผ่นดิน ด้วยพระบาทอันเสมอกัน บ่ายพระพักตร์ทางทิศอุดร เสด็จไปด้วยย่างพระบาท ๗ ย่างก้าว อย่างใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ของเราทั้งหลายก็เสด็จไปอย่างนั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่าตถาคต. 
         เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า 
                                             มุหุตฺตชาโตว ควมฺปตี ยถา 
                                        สเมหิ ปาเทหิ ผุสี วสุนฺธรํ 
                                              โส วิกฺกมี สตฺตปทานิ โคตโม 
                                 เสตญฺจ ฉตฺตํ อนุธารยุํ มรู. 
                                             คนฺตฺวาน โส สตฺถปทานิ โคตโม 
                                         ทิสา วิโลเกสิ สมา สมนฺตโต 
                                            อฏฺฐงฺคุเปตํ คิรมพฺภุทีรยี 
                                         สีโห ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺฐิโต. 
                  โคจ่าฝูง เกิดได้ครู่เดียว ก็สัมผัสพื้นแผ่นดินด้วย 
            เท้าที่เสมอกันฉันใด พระโคดมพระองค์นั้นก็ย่างพระ 
            บาท ๗ ย่างก้าว และทวยเทพก็กั้นเศวตฉัตรฉันนั้น. 
                  พระโคดมพระองค์นั้น ครั้นเสด็จ ๗ ย่างก้าวแล้ว 
            ทรงเหลียวดูทิศเสมอกันโดยรอบ ทรงเปล่งอาสภิวาจา 
            ประกอบด้วยองค์ ๘ เหมือนพระยาสีหะยืนหยัดเหนือ 
            ยอดขุนเขาฉะนั้น. 
         ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะทรงถึงลักษณะที่แท้เป็นอย่างไร. 
         ตอบว่า ชื่อว่าตถาคต เพราะทรงมาถึง บรรลุไม่ผิดพลาดรู้ตามลักษณะของตนเองและลักษณะที่เสมอทั่วไป อันถ่องแท้ แท้จริง ของรูปธรรมและอรูปธรรมทั้งปวง ด้วยญาณคติ.
                                                    สพฺเพสํ ปน ธมฺมานํ           สกสามญฺญลกฺขณํ
                                       ตถเมวาคโต ยสฺมา                 ตสฺมา สตฺถา ตถาคโต.
                        เพราะเหตุที่ทรงบรรลุถึงลักษณะตนและลักษณะทั่วไป อันแท้จริงของธรรมทั้งปวง ฉะนั้น พระศาสดาจึงชื่อว่า ตถาคต. 
         ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมอันแท้ตามความเป็นจริง เป็นอย่างไร. 
         ตอบว่า อริยสัจ ๔ ชื่อว่าธรรมแท้. เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้เป็นของแท้เป็นของจริง ไม่เป็นอย่างอื่น อริยสัจ ๔ มีอะไรบ้าง คืออริยสัจที่ว่า นี้ทุกข์ เป็นของแท้เป็นของจริง ไม่เป็นอย่างอื่น ฯลฯ 
         ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔ เหล่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมอันแท้. 
         ความจริง คตศัพท์ในคำว่า ตถาคโต นี้มีอรรถว่าตรัสรู้. 
                                                    ตถนามานิ สจฺจานิ           อภิสมฺพุชฺฌิ นายโก
                                       ตสฺมา ตถานํ สจฺจานํ                 สมฺพุทฺธตฺตา ตถาคโต.
               พระผู้นายกตรัสรู้สัจจะทั้งหลาย ที่เป็นของแท้
               เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสรู้สัจจะ 
               ทั้งหลายที่เป็นของแท้. 
         ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะทรงเห็นแต่ความจริงเป็นอย่างไร. 
         ตอบว่า แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตถาคตย่อมทรงรู้ ทรงเห็นอารมณ์คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมะ ที่มาปรากฏในทวารคือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจของสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ ในโลกธาตุที่ไม่มีประมาณโดยอาการทั้งปวง เหตุนั้นจึงชื่อว่าตถาคต เพราะทรงเห็นแต่ความจริงอย่างนั้น. 
         อีกนัยหนึ่ง ทรงแสดงแต่สิ่งที่แท้ในโลกแก่โลก อย่างนั้นเท่านั้น แม้เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่าตถาคต. 
         ในที่นี้ พึงทราบความหมายแห่งบทว่า ตถาคต ในอรรถว่าทรงเห็นแต่ความจริงแท้.
                                                    ตถากาเรน โย ธมฺเม           ชานาติ อนุปสฺสติ
                                       ตถทสฺสีติ สมฺพุทโธ                 ตสฺมา วุตฺโต ตถาคโต.
               ท่านผู้ใด ย่อมรู้ย่อมเห็นธรรมทั้งหลายโดย 
         อาการที่แท้จริง ท่านผู้นั้น ชื่อว่าผู้เห็นแต่ความจริง 
         เพราะฉะนั้น ท่านผู้รู้จริงดังว่า จึงเรียกว่าตถาคต. 
         ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสแต่คำจริงเป็นอย่างไร 
         ตอบว่า ก็คำใดที่สงเคราะห์เป็นนวังคสัตถุศาสตร์มีสุตตะเป็นต้น อันพระตถาคตภาษิตดำรัสไว้ตลอดกาลประมาณ ๔๕ พรรษา ระหว่างตรัสรู้และปรินิพพาน คำนั้นทั้งหมดเป็นคำแท้ ไม่เท็จเลย ดุจชั่งได้ด้วยตาชั่งอันเดียว. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
            ดูก่อนจุนทะ ตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ 
            ณ ราตรีใด ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ณ 
            ราตรีใด ในระหว่างนี้ตถาคตภาษิตกล่าว ชี้แจงคำใดไว้ 
            คำนั้นทั้งหมด เป็นคำแท้จริงอย่างเดียว ไม่เป็นอย่างอื่น 
            เพราะฉะนั้นจึงเรียกกันว่า ตถาคต.
        ก็ในคำว่า ตถาคต นี้ คต ศัพท์มีอรรถว่ากล่าวชัดเจน. ชื่อว่าตถาคต เพราะตรัสแต่คำจริงอย่างนี้ การกล่าวชัดเจนชื่อว่าอาคทะ. อธิบายว่า พระดำรัส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นของแท้ไม่วิปริต เหตุนั้นจึงชื่อว่าตถาคต ท่านกล่าวเอา เป็น ต.
                                                   ตถาวาที ชิโน ยสฺมา           ตถธมฺมปฺปกาสโก
                                       ตถามาคทนญฺจสฺส                 ตสฺมา พุทฺโธ ตถาคโต.
               เพราะเหตุที่ พระชินพุทธเจ้า ตรัสแต่คำจริง 
         ทรงประกาศธรรมที่แท้จริง และพระดำรัสของพระ 
         องค์ก็เป็นคำจริง ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าตถาคต. 
         ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะทรงทำจริงเป็นอย่างไร. 
         ตอบว่า ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระวาจาใดๆ ก็ทรงทำพระวาจานั้นๆ ด้วยพระกาย คือพระกายก็อนุโลมตามพระวาจา ทั้งพระวาจาก็อนุโลมตามพระกาย ด้วยเหตุนั้นนั่นแลจึงตรัสว่า 
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตกล่าวอย่างใด ก็ทำ 
         อย่างนั้น ตถาคตทำอย่างใด ก็กล่าวอย่างนั้น ฯลฯ 
         เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ตถาคต. 
         อนึ่ง พระวาจาไปอย่างใด แม้พระกายก็ไปอย่างนั้น พระกายไปอย่างใด แม้พระวาจาก็ไปอย่างนั้น. ชื่อว่าตถาคต เพราะทรงทำจริง ด้วยประการฉะนี้.
                                              ยถา วาจา คตา ตสฺส           ตถา กาโย คโต ยโต
                                       ตถาวาทิตาย สมฺพุทฺโธ           สตฺถา ตสฺมา ตถาคโต.
               เพราะเหตุที่พระวาจาของพระองค์ไปอย่างใด 
         พระกายก็ไปอย่างนั้น เพราะตรัสแต่คำจริง ฉะนั้น 
         พระศาสดาผู้ตรัสรู้จริง จึงชื่อว่าตถาคต. 
         ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าตถาคต เพราะอรรถว่าครอบงำ เป็นอย่างไร. 
         ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครอบงำสัตว์ทั้งปวง เบื้องบนถึงภวัคคพรหม เบื้องขวางในโลกธาตุที่หาประมาณมิได้ เบื้องล่างก็มีอเวจีมหานรกเป็นที่สุดด้วยศีลบ้าง สมาธิบ้าง ปัญญาบ้าง วิมุตติบ้าง วิมุตติญาณทัสสนะบ้าง ไม่มีเครื่องชั่งหรือเครื่องนับสำหรับพระองค์ ที่แท้พระองค์ก็ชั่งไม่ได้ นับไม่ได้ ยอดเยี่ยม. 
         ด้วยเหตุนั้นนั่นแล จึงตรัสว่า 
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้ครอบงำ ไม่มี 
         ใครครอบงำ เป็นผู้เห็นถ่องแท้ เป็นผู้มีอำนาจ ฯลฯ 
         ในโลกทั้งเทวโลก เพราะฉะนั้น จึงเรียกกันว่าตถาคต. 
         พึงทราบความสำเร็จความแห่งบท ในบทว่า ตถาคโต นี้ดังกล่าวมาฉะนี้ 
         อานุภาพเปรียบเหมือนยา. ก็นั่นคืออะไรเล่า คือความงดงามแห่งเทศนาและกองบุญ. 
         จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงเป็นแพทย์ผู้มีอานุภาพมาก ทรงครอบงำผู้มีลัทธิตรงข้ามทั้งหมดและครอบงำโลกพร้อมทั้งเทวโลก ด้วยอานุภาพนั้น เหมือนหมองูครอบงำงูทั้งหลายด้วยยาทิพย์ฉะนั้น ดังนั้น อานุภาพคือความงดงามแห่งเทศนาและกองบุญที่ไม่วิปริต เพราะครอบงำโลกได้หมดของพระองค์มีอยู่ เหตุนั้น พระองค์จึงควรทราบว่า ตถาคต เพราะทำ อักษร เป็น อักษร. 
         ชื่อว่าตถาคต เพราะอรรถว่าครอบงำด้วยประการฉะนี้.
                                                    ตโถ อวิปรีโต จ           อคโท ยสฺส สตฺถุโน
                                       วสวฺตีติ โส เตน                 โหติ สตฺถา ตถาคโต.
               ศาสดาพระองค์ใด ทรงมีอานุภาพแท้ไม่วิปริต 
               ศาสดาพระองค์นั้นเป็นผู้มีอำนาจ เพราะฉะนั้น 
               พระศาสดาพระองค์นั้น จึงชื่อว่าตถาคต. 
         บทว่า อปฺปฏิปุคฺคลสฺส ได้แก่ ปราศจากบุคคลที่จะเปรียบได้. 
         บุคคลอื่นไรเล่า ชื่อว่าสามารถให้คำปฏิญาณรับรองว่าเราเป็นพุทธะ ไม่มีสำหรับพระตถาคตนั้น เหตุนั้น พระตถาคตนั้นจึงชื่อว่าไม่มีบุคคลเปรียบได้. แก่พระตถาคต ผู้ไม่มีบุคคลเปรียบได้พระองค์นั้น. 
         บทว่า อุปฺปชฺชิ แปลว่า อุบัติแล้ว เกิดขึ้นแล้ว. 
         บทว่า การุญฺญตา ได้แก่ ความมีแห่งกรุณา ชื่อว่า การุญฺญตา. 
         คำว่า สพฺพสตฺเต เป็นคำกล่าวครอบคลุมถึงสัตว์ไม่เหลือเลย. อธิบายว่า หมู่สัตว์ทั้งสิ้น. 
         คาถาแม้นี้มีความที่กล่าวมาด้วยกถามีประมาณเท่านี้. 
         ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพรหมทูลอาราธนาเพื่อทรงแสดงธรรมแล้ว ทรงยังพระมหากรุณาให้เกิดในสัตว์ทั้งหลาย มีพุทธประสงค์จะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถาแก่พรหมทั้งหลายว่า 
                  ดูก่อนพรหม ประตูทั้งหลายแห่งอมตนคร เรา 
            เปิดสำหรับท่านแล้วละ ขอเหล่าสัตว์ที่มีโสตประสาท 
            จงปล่อยศรัทธาออกมาเถิด แต่ก่อนเราสำคัญว่าจะ 
            ลำบากเปล่าจึงไม่กล่าวธรรมอันประณีตที่ชำนาญใน 
            หมู่มนุษย์. 
         ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมรู้ว่าเราอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดโอกาสเพื่อทรงแสดงธรรมแล้ว จึงประคองอัญชลีอันรุ่งเรืองด้วยทศนัขสโมธานขึ้นเหนือเศียร ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทำประทักษิณ อันหมู่พรหมแวดล้อมเสด็จกลับไป.
ทรงพบอุปกาชีวก โปรดภิกษุปัญจวัคคีย์และพระยสกุลบุตร
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นประทานปฏิญาณแก่พรหมนั้นแล้วทรงพระดำริว่า เราควรจะแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงเกิดความคิดว่า อาฬารดาบสเป็นบัณฑิต ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ฉับพลัน ทรงสำรวจทบทวนก็ทรงทราบว่าอาฬารดาบสนั้นทำกาละได้ ๗ วันแล้ว และทรงทราบว่าอุทกดาบสทำกาละแล้วตอนพลบค่ำ. 
         ก็ทรงนึกถึงปัญจวัคคีย์อีกว่า บัดนี้ ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ ก็ทรงทราบว่า อยู่ที่ป่าอิสิปตนะ มิคทายวัน กรุงพาราณสี พอราตรีสว่างวันเพ็ญอาสาฬหะเช้าตรู่ ก็ทรงถือบาตรจีวร ทรงเดินทาง ๑๘ โยชน์ ระหว่างทางทรงพบอาชีวกนักบวชชื่อว่าอุปกะ ทรงบอกแก่เขาว่า พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า. 
         ตอนเย็นวันนั้นนั่นเองก็ได้เสด็จถึงป่าอิสิปตนะ ณ ที่นั้น ทรงประกาศแก่ปัญจวัคคีย์ว่าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า เสด็จประทับ บนพุทธอาสน์อันดีที่เขาจัดไว้แล้ว ตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์ ทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
         บรรดาภิกษุปัญจวัคคีย์ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระส่งญาณไปตามกระแสเทศนา จบพระสูตรก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมด้วยพรหม ๑๘ โกฏิ. พระศาสดาทรงเข้าจำพรรษาในที่นั้นนั่นเอง. วันรุ่งขึ้นทรงทำให้พระวัปปเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ด้วยอุบายนี้นี่แล ก็ทรงทำภิกษุเหล่านั้นให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลหมดทุกรูป. 
         รุ่งขึ้นวัน ๕ ค่ำแห่งปักษ์ ทรงประชุมพระเถระเหล่านั้นแล้ว ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร. จบเทศนา พระเถระทั้ง ๕ รูปก็ตั้งอยู่ในพระอรหัต. 
         ครั้งนั้น ในที่นั้นนั่นเอง พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของยสกุลบุตรและเห็นเขาละเรือนออกไปแล้ว จึงตรัสเรียกว่า มานี่แน่ะ ยสะ ทรงทำเขาให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลในตอนกลางคืนนั้นนั่นแล รุ่งขึ้นก็ให้เขาตั้งอยู่ในพระอรหัต. 
         แม้ในวันอื่นอีก ก็ทรงให้ชน ๕๔ คนสหายของยสกุลบุตร บวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาแล้วให้ตั้งอยู่ในพระอรหัต เมื่อเกิดพระอรหันต์ขึ้นในโลกจำนวน ๖๑ รูปอย่างนี้. 
         พระศาสดาทรงออกพรรษาปวารณาแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสดังนี้ว่า 
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเมื่อบำเพ็ญประโยชน์ 
         ตนและประโยชน์ผู้อื่น จงแยกกันไปเที่ยวธรรมจาริกแก่ 
         มนุษย์ทั้งหลายตลอดแผ่นดินผืนนี้. 
               เมื่อประกาศสัทธรรมของเราแก่โลกเนืองนิตย์ 
         ก็จงอยู่เสียที่ป่าเขาอันสงัด. 
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเมื่อทำหน้าที่พระ 
         ธรรมทูต ก็จงปฏิบัติด้วยดีซึ่งคำของเรา สั่งสอนเขา 
         เพื่อประโยชน์แก่สันติของสัตว์ทั้งหลาย. 
               พวกเธอไม่มีอาสวะ จงช่วยปิดประตูอบายทั้งสิ้น 
         เสียทุกประตู จงช่วยเปิดประตูสวรรค์ มรรคและผล. 
               พวกเธอ จงมีคุณมีกรุณาเป็นต้น เป็นที่อยู่อาศัย 
         เพิ่มพูนความรู้และความเชื่อแก่ชาวโลกทุกประการด้วย 
         การเทศนาและการปฏิบัติ 
               เมื่อพวกคฤหัสถ์ ทำการอุปการะด้วยอามิสทาน 
         เป็นนิตย์ พวกเธอก็จงตอบแทนพวกเขาด้วยธรรมทาน 
         เถิด. 
               พวกเธอเมื่อจะแสดงธงชัยของพระฤษีผู้แสวงคุณ 
         ก็จงยกย่องพระสัทธรรม เมื่อการงานที่พึงทำ ทำเสร็จ 
         แล้ว ก็จงบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นเถิด.
โปรดภัททวัคคีย์กุมารและชฎิล ๓ พี่น้อง
         พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนี้แล้วก็ทรงส่งภิกษุเหล่านั้นไปในทิศทั้งหลาย ส่วนพระองค์เองก็เสด็จไปยังอุรุเวลาประเทศ ระหว่างทาง ทรงแนะนำภัททวัคคิยกุมาร ๓๐ คนที่ราวป่าฝ้าย. 
         บรรดากุมารทั้ง ๓๐ คนนั้น ผู้ใดอ่อนกว่าเขาหมด ผู้นั้นก็เป็นพระโสดาบัน ผู้ใดแก่กว่าเขาหมด ผู้นั้นก็เป็นพระอนาคามี แต่แม้สักคนหนึ่งเป็นพระอรหันต์หรือเป็นปุถุชนไม่มีเลย ทรงยังกุมารแม้เหล่านั้นให้บวชด้วยเอหิภิกขุหมดทุกคน แล้วทรงส่งไปในทิศทั้งหลาย. 
         พระองค์เองครั้นเสด็จถึงอุรุเวลาประเทศแล้ว ทรงแสดงปาฏิหาริย์ ๑,๒๕๐ อย่างทรมานชฎิล ๓ พี่น้องมีอุรุเวลกัสสปเป็นต้นพร้อมด้วยบริวารชฎิลพันคน ทรงให้บวชด้วยเอหิภิกขุแล้ว ให้นั่งประชุมกันที่คยาสีสะประเทศ ให้ตั้งอยู่ในพระอรหัตด้วยเทศนาชื่อว่าอาทิตตปริยายสูตร. 
         อันภิกษุอรหันต์พันรูปแวดล้อมแล้ว เสด็จไปยังลัฏฐิวนอุทยาน อันเป็นอุปจารแห่งกรุงราชคฤห์ด้วยพุทธประสงค์จะทรงเปลื้องปฏิญญาแก่พระเจ้าพิมพิสาร. 
         ต่อนั้น พนักงานเฝ้าพระราชอุทยานกราบทูลแด่พระราชา พระราชาทรงสดับว่าพระศาสดาเสด็จมาแล้ว อันพราหมณ์และคฤหบดี ๑๒ นหุตห้อมล้อม เข้าไปเฝ้าพระทศพลผู้เป็นดวงอาทิตย์แห่งพระมุนีผู้ประเสริฐ ซึ่งเสด็จอยู่ในช่องแห่งวนะดุจดวงทิพากรเข้าไปในช่องหลืบเมฆ ทรงซบพระเศียรซึ่งโชติช่วงด้วยประกายรุ้งแห่งมงกุฏมณีลงแทบเบื้องพระยุคลบาทของพระทศพล อันดารดาษด้วยโกมลดอกไม้น้ำไร้มลทิน ไม่วิกล ที่มีพื้นฝ่าพระบาทประดับด้วยจักร แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่งพร้อมด้วยราชบริพาร. 
         ครั้งนั้น พราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้นก็คิดปริวิตกไปว่า พระมหาสมณะทรงประพฤติพรหมจรรย์ในท่านอุรุเวลกัสสป หรือท่านอุรุเวลกัสสปประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกของพราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้น จึงได้ตรัสกะพระเถระด้วยพระคาถาว่า 
                                                    กิเมว ทิสฺวา อุรุเวลวาสิ 
                                                    ปหาสิ อคฺคึ กิสโกวทาโน 
                                                    ปุจฉามิ ตํ กสฺสป เอตมตฺถํ 
                                                    กถํ ปหีนํ ตว อคฺคิหุตฺตํ. 
               ดูก่อนกัสสป ท่านอยู่อุรุเวลประเทศสั่งสอน 
         ศิษย์ชฎิลมานาน เห็นเหตุอะไรหรือจึงละการบูชาไฟ 
         เราถามความนี้กะท่าน ไฉนท่านจึงละการบูชาไฟ. 
         พระเถระทราบพระพุทธประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวคาถานี้ว่า 
                                                  รูเป จ สทฺเท จ อโถ รเส จ 
                                                  กามิตฺถิโย จาภิวทนฺติ ยญฺญา 
                                                  เอตํ มลนฺติ อุปธีสุ ญตฺวา 
                                                  ตสฺมา น ยิฏฺเฐ น หุเต อรญฺชึ.
               ยัญทั้งหลาย สรรเสริญรูป เสียง รส กามและ 
         สตรีทั้งหลาย. ข้าพระองค์รู้ว่า นั่นเป็นมลทินในอุปธิ 
         ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ยินดีในยัญ 
         ในการบูชาไฟ ดังนี้. 
         แล้วซบศีรษะลงแทบเบื้องยุคลบาทของพระตถาคตเพื่อประกาศความที่ตนเป็นสาวก กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก แล้วก็โลดขึ้นสู่อากาศ ๗ ครั้ง ประมาณชั่วหนึ่งลำตาล ชั่วสองลำตาล ฯลฯ ชั่วเจ็ดลำตาล ทำปาฏิหาริย์แล้วก็ลงจากอากาศ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง. 
         ครั้งนั้น มหาชนเห็นปาฏิหาริย์ของพระเถระนั้นแล้วคิดกันว่า โอ ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอานุภาพมาก แม้ท่านอุรุเวสกัสสปมีทิฏฐิกล้า สำคัญตนว่า เป็นอรหันต์ ก็ถูกพระตถาคตทรงทำลายข่ายทิฏฐิทรมานแล้ว ก็พากันกล่าวสรรเสริญคุณของพระทศพล. 
         พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้วตรัสว่า มิใช่เราทรมานอุรุเวลกัสสปผู้นี้ในชาตินี้เท่านั้นดอกนะ แม้ในอดีตชาติ อุรุเวลกัสสปนี้เราก็ทรมานมาแล้วเหมือนกัน. 
         ครั้งนั้น มหาชนลุกขึ้นจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ประคองอัญชลีเหนือศีรษะ กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชาตินี้ท่านอุรุเวลกัสสปถูกทรมานพวกข้าพระองค์เห็นแล้ว ในอดีตชาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทรมานอย่างไร พระเจ้าข้า. 
         แต่นั้น พระศาสดาอันมหาชนนั้นทูลวอนแล้ว จึงตรัสมหานารทกัสสปชาดก ซึ่งระหว่างภพปกปิดไว้แล้วทรงประกาศอริยสัจ ๔. 
         พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับธรรมกถาของพระศาสดา ทรงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลพร้อมกับราชบริพาร ๑๑ นหุต. ๑ นหุตประกาศตนเป็นอุบาสก. พระราชาทรงถึงสรณะแล้วนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้าสามครั้ง แล้วถวายบังคมเสด็จกลับ.
         วันรุ่งขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุพันรูปแวดล้อมแล้วเสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ เสมือนท้าวสหัสนัยน์เทวราชอันหมู่เทพห้อมล้อมแล้ว เสมือนท้าวมหาพรหมอันหมู่พรหมห้อมล้อมแล้ว. 
         พระราชาถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เสร็จเสวยแล้ว ก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 
         ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่อาจจะอยู่เว้นพระไตรรัตน์ได้ ข้าพระองค์จะมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลาบ้าง ไม่ใช่ในเวลาบ้าง. ชื่อว่าอุทยานลัฏฐิวันก็อยู่ไกลเกินไป ส่วนอุทยานชื่อว่าเวฬุวันของข้าพระองค์นี้ สำหรับผู้ต้องการวิเวก ไม่ไกลนักไม่ใกล้นัก พรั่งพร้อมด้วยทางคมนาคม ไร้ผู้คนเบียดเสียด สงัดสุข พร้อมด้วยร่มเงาและน้ำ ประดับพื้นศิลาเย็น เป็นภูมิภาคน่ารื่นรมย์อย่างยิ่งมีต้นไม้อย่างดีมีดอกหอมกรุ่นชั่วนิรันดร์ ประดับประดาด้วยปราสาทยอด ปราสาทโล้น วิหาร ดุจวิมานเรือนมุงแถบเดียว มณฑปเป็นต้น. ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงรับอุทยานเวฬุวันนี้ของข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า 
         แล้วทรงถือน้ำมีสีดังแก้วมณีอันอบด้วยดอกไม้กลิ่นหอมด้วยพระเต้าทอง เสมือนถ่านร้อนใหม่ เมื่อทรงบริจาคพระเวฬุวนาราม ก็ทรงหลั่งน้ำลงเหนือพระหัตถ์ของพระทศพล. 
         ในการรับพระอารามนั้น มหาปฐพีนี้ก็ตกสู่อำนาจปีติว่า รากของพระพุทธศาสนาหยั่งลงแล้ว ก็ไหวราวกะฟ้อนรำ. ธรรมดาเสนาสนะอื่นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้วทำให้แผ่นดินไหว เว้นพระเวฬุวันมหาวิหาร เสียไม่มีเลยในชมพูทวีป.
         ครั้งนั้น พระศาสดาทรงรับพระเวฬุวนารามแล้วได้ทรงทำอนุโมทนาวิหารทาน 
                                            อาวาสทานสฺส ปนานิสํสํ 
                                            โก นาม วตฺถํ ปุริโส สมตฺโถ 
                                            อญฺญตฺร พุทฺธา ปน โลกนาถา
                                            ยุตฺโต มุขานํ นหุเตน จาปิ. 
               นอกจากพระพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก ปาก 
         คน ๑ นหุต บุรุษไรเล่าผู้สามารถจะกล่าวอานิสงส์ของ 
         การถวายที่อยู่อาศัยได้ 
                                            อายุญฺจ วณฺณญฺจ สุขํ พลญฺจ 
                                            วรํ ปสตฺถํ ปฏิภาณเมว 
                                            ททาติ นามาติ ปวุจฺจเต โส 
                                            โย เทติ สงฺฆสฺส นโร วิหารํ
               นรชนใด ถวายที่อยู่แก่สงฆ์ นรชนนั้น ท่าน 
         กล่าวว่า ชื่อว่าให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ 
         อันประเสริฐ ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว. 
                                            ทาตา นิวาสสฺส นิวารณสฺส 
                                            สีตาทิโน ชีวิตุปทฺทวสฺส 
                                            ปาเลติ อายุํ ปน ตสฺส ยสฺมา
                                            อายุปฺปโท โหติ ตมาหุ สนฺโต. 
               เพราะเหตุที่ผู้ถวายที่อยู่อาศัย อันป้องกันอุปัทวะ
         แห่งชีวิตมีความเย็นเป็นต้น ย่อมรักษาอายุของเขาไว้ได้ 
         ฉะนั้น สัตบุรุษทั้งหลายจึงเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ให้อายุ. 
                                           อจฺจุณฺหสีเต วสโต นิวาเส 
                                           พลญฺจ วณฺโณ ปฏิภา น โหติ 
                                           ตสฺมา หิ โส เทติ วิหารทาตา 
                                           พลญฺจ วณฺณญฺจ ปฏิภาณเมว. 
               พละ วรรณะและปฏิภาณย่อมจะไม่มีแก่ผู้อยู่ใน 
         ที่อยู่อาศัยอันร้อนจัดเย็นจัด เพราะฉะนั้นแล ผู้ถวาย 
         วิหารที่อยู่นั้นจึงชื่อว่าให้พละ วรรณะและปฏิภาณทีเดียว. 
                                            ทุกฺขสฺส สีตุณฺหสิรึสปา จ 
                                            วาตาตปาทิปฺปภวสฺส โลเก 
                                            นิวารณาเนกวิธสฺส นิจฺจํ 
                                            สุขปฺปโท โหติ วิหารทาตา. 
               ผู้ถวายวิหาร ย่อมชื่อว่าให้สุขเป็นนิตย์ เพราะ
         ป้องกันทุกข์มากอย่างที่เกิดแต่เย็นร้อนสัตว์เลื้อยคลาน 
         ลมแดดเป็นต้นในโลก. 
                                            สีตุณฺหวาตาตปฑํสวุฏฺฐิ 
                                            สิรึสปาวาฬมิคาทิทุกฺขํ 
                                            ยสฺมา นิวาเรติ วิหารทาตา 
                                            ตสฺมา สุขํ วินฺทติ โส ปรตฺถ. 
               เพราะเหตุที่ผู้ถวายวิหาร ย่อมป้องกันทุกข์มีเย็น 
         ร้อน ลม แดด เหลือบฝน สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ร้าย 
         เป็นต้นได้ ฉะนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่าได้สุขในโลกหน้า. 
                                            ปสนฺนจิตฺโต ภวโภคเหตุํ 
                                            มโนภิรามํ มุทิโต วิหารํ 
                                            โย เทติ สีลาทิคุโณทิตานํ 
                                            สพฺพํ ทโท นาม ปวุจฺจเต โส. 
               ผู้ใดมีจิตเลื่อมใส บันเทิงแล้วถวายวิหารอันเหตุ 
         แห่งภพและโภคะที่น่ารื่นรมย์ยิ่งแห่งใจ แก่ท่านผู้มีคุณ 
         มีศีลเป็นต้นอันเกิดแล้ว ผู้นั้นท่านเรียกชื่อว่าผู้ให้ทุกอย่าง. 
                                            ปหาย มจฺเฉรมลํ สโลภํ 
                                            คุณาลยานํ นิลยํ ททาติ 
                                            ขิตฺโตว โส ตตฺถ ปเรหิ สคฺเค 
                                            ยถาภตํ ชายติ วีตโสโก.
               ผู้ใดละมลทินคือตระหนี่ พร้อมทั้งโลภะ ถวาย 
         วิหาร แก่เหล่าท่านผู้มีคุณเป็นที่อยู่อาศัย ผู้นั้น ก็เป็น 
         เหมือนถูกผู้อื่นโยนไปในสวรรค์นั้น ย่อมเกิดเป็นผู้ 
         ปราศจากความเศร้าโศกถึงสมบัติที่รวบรวมไว้. 
                                            วเร จารุรูเป วิหาเร อุฬาเร 
                                            นโร การเย วาสเย ตตฺถ ภิกฺขู 
                                            ทเทยฺยนฺนปานญฺจ วตฺถญฺจ เนสํ 
                                            ปสนฺเนน จิตฺเตน สกฺกจฺจ นิจฺจํ 
               นรชนสร้างวิหารทองประเสริฐเลิศโอฬารนิมนต์ 
         ภิกษุทั้งหลายอยู่ในวิหารนั้น พึงถวายข้าวน้ำและผ้าแก่ 
         ภิกษุเหล่านั้นด้วยจิตที่เลื่อมใส โดยเคารพเป็นนิตย์. 
                                            ตสฺมา มหาราช ภเวสุ โภเค 
                                            มโนรเม ปจฺจนุภุยฺย ภิยฺโย 
                                            วิหารทานสฺส ผเลน สนฺตํ 
                                            สุขํ อโสกํ อธิคจฺฉ ปจฺฉา. 
               ถวายพระพร เพราะฉะนั้น มหาบพิตรจะเสวย 
         โภคะที่น่ารื่นรมย์ใจในภพทั้งหลายยิ่งขึ้นไป ด้วยผล 
         แห่งวิหารทาน ภายหลังจงทรงประสบธรรมอันสงบสุข 
         ไม่เศร้าโศกแล. 
         พระจอมมุนี ครั้นทรงทำอนุโมทนาวิหารทานแก่พระเจ้าพิมพิสารจอมนรชนประการดังนี้อย่างนี้แล้ว เสด็จลุกจากอาสนะอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เมื่อทรงทำนครให้เป็นวนวิมานเป็นต้น ด้วยพระรัศมีแห่งพระสรีระของพระองค์ที่น่าทอดทัศนาอย่างยิ่ง ประหนึ่งเลื่อมพรายที่เกิดแต่รดด้วยน้ำทอง เสด็จเข้าสู่พระเวฬุวันมหาวิหาร ด้วยพระพุทธลีลา หาที่เปรียบมิได้ด้วยพระพุทธสิริที่ไม่มีสิ้นสุดแล. 
                                            อกีฬเน เวฬุวเน วิหาเร 
                                            ตถาคโต ตตฺถ มโนภิราเม 
                                            นานาวิหาเรน วิหาสิ ธีโร 
                                            เวเนยฺยกานํ สมุทิกฺขมาโน. 
               พระตถาคตจอมปราชญ์ ประทับอยู่ ณ พระเวฬุ 
         วันวิหาร ซึ่งมิใช่เป็นที่เล่น แต่น่ารื่นรมย์ยิ่งแห่งใจนั้น 
         ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่ต่างๆ ทรงคอยตรวจดูเวไนยสัตว์ 
         ทั้งหลาย.
พระพุทธบิดาเชิญเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์
         เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่พระเวฬุวันวิหารนั้น พระเจ้าสุทโธทนะมหาราชทรงสดับว่า โอรสเราทำทุกกรกิริยา ๖ ปี บรรลุอภิสัมโพธิญาณอย่างเยี่ยม ประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จถึงกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงเรียกมหาอมาตย์ผู้หนึ่งมาตรัสสั่งว่า พนายมานี่แน่ะ เจ้าพร้อมบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวาร จงไปกรุงราชคฤห์ พูดตามคำของเราว่า พระเจ้าสุทโธทนะมหาราชบิดาท่านมีประสงค์จะพบท่าน แล้วจงพาโอรสของเรามา. 
         มหาอมาตย์ผู้นั้นรับพระราชโองการแล้ว มีบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวารก็เดินทาง ๖๐ โยชน์ เข้าไปยังวิหาร ในเวลาทรงแสดงธรรม มหาอมาตย์ผู้นั้นคิดว่าข่าวที่พระราชาทรงส่งมาพักไว้ก่อน ก็ยืนท้ายบริษัท ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ทั้งที่ยืนอยู่ก็บรรลุพระอรหัต พร้อมกับบุรุษพันหนึ่ง ทูลขอบรรพชา. 
         พระศาสดาก็ทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า เอถ ภิกฺขโว พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ชนเหล่านั้นทั้งหมดก็ทรงบาตรจีวรสำเร็จด้วยฤทธิ์ในทันใด ถึงพร้อมด้วยกิริยาที่เหมาะแก่สมณะ ประหนึ่งพระเถระ ๑๐๐ พรรษาแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         พระราชาทรงพระดำริว่า คนที่ไปก็ยังไม่มา ข่าวก็ไม่ได้ยิน ทรงส่งอมาตย์ไป ๙ ครั้ง โดยทำนองนี้นี่แล บรรดาบุรุษ ๙,๐๐๐ คนนั้นไม่ได้กราบทูลพระราชาแม้แต่คนเดียว ทั้งไม่ส่งข่าวคราวด้วย บรรลุพระอรหัตแล้วพากันบวชหมด. 
         ครั้งนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า ใครหนอจักทำตามคำของเรา ทรงสำรวจดูกำลังส่วนของราชสำนักทั้งหมดก็ได้ทรงพบอุทายีอมาตย์. เล่ากันว่า อุทายีนั้นเป็นอมาตย์สำเร็จราชการทั้งหมดของพระราชา เป็นคนภายในมีความสนิทสนมยิ่งนัก เกิดในวันเดียวกับพระโพธิสัตว์เป็นพระสหายเล่นฝุ่นด้วยกันมา. 
         ครั้งนั้น พระราชาทรงเรียกอุทายีอมาตย์มาแล้วตรัสว่า อุทายีลูกเอย พ่อประสงค์จะพบโอรส จึงส่งบุรุษไปถึง ๙,๐๐๐ คน มากันแล้วจะบอกเพียงข่าวแม้แต่คนเดียวก็ไม่มี อันตรายแห่งชีวิตของพ่อ รู้ได้ยาก พ่ออยากจะพบโอรส แต่ยังมีชีวิตอยู่ ลูกจักพาโอรสมาแสดงแก่พ่อได้ไหมลูก. 
         อุทายีอมาตย์กราบทูลว่า ได้พระพุทธเจ้าข้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้าได้บวช. 
         พระราชารับสั่งว่า ลูกจะบวชหรือไม่บวชก็ตามที แต่ลูกต้องนำโอรสมาแสดงแก่พ่อ. 
         อุทายีอมาตย์รับพระราชดำรัสใส่เกล้าแล้ว ก็นำข่าวของพระราชาไปถึงกรุงราชคฤห์. ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยบุรุษพันหนึ่ง ตั้งอยู่ในเอหิภิกขุภาวะแล้วเพ็ญเดือนผัคคุนี [เดือน ๔] ก็ดำริว่าฤดูเหมันต์ก็ล่วงไปแล้ว ถึงฤดูวสันต์เข้านี่แล้ว ราวป่าก็มีดอกไม้บานสะพรั่ง หนทางก็เหมาะที่จะเดิน เป็นกาลสมควรที่พระทศพลจะทรงทำการสงเคราะห์พระประยูรญาติ ครั้นดำริแล้วก็เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พรรณนาคุณการเสด็จพุทธดำเนิน เพื่อเข้าไปยังพระนครแห่งพระสกุลด้วยคาถาประมาณ ๖๐ คาถา

21/มหาภารตะ ตอนที่ - ต้นกำเนิดของอัคนี: ไฟศักดิ์สิทธิ์ การสร้าง และพลังแห่งเทพไฟ

search-google  มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ...    
                         มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า
 " มุทิตาภรรยาสุดที่รักของไฟสวาหะเคยอาศัยอยู่ในน้ำ และสวาหะผู้เป็นเจ้าแห่งผืนดินและท้องฟ้าได้ให้กำเนิดไฟศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่งที่เรียกว่า อวตานตะ ในหมู่พราหมณ์ผู้ทรงปัญญา มีตำนานเล่าขานกันว่าไฟนี้เป็นผู้ปกครองและจิตวิญญาณ ภายใน ของสรรพสัตว์ พระองค์ทรงเป็นที่เคารพบูชา รุ่งโรจน์ และเป็นเจ้าแห่งภูต ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งปวง ณ ที่แห่งนี้ และไฟนั้น ภายใต้พระนามของคริหบดีจะได้รับการบูชาอยู่เสมอในการบูชายัญทุกรูปแบบ และถ่ายทอดเครื่องบูชาทั้งหมดที่ทำขึ้นในโลกนี้
 บุตรผู้ยิ่งใหญ่ของสวาหะ— อัคภูตะ ผู้ยิ่งใหญ่ คือดวงวิญญาณแห่งน้ำ เจ้าชาย ผู้ปกครองท้องฟ้า และเจ้าแห่งสรรพสิ่ง บุตรของพระองค์ คืออัคภูตะผู้เผา ผลาญซากศพของสรรพสัตว์ คราตุ องค์แรกของพระองค์ เป็นที่รู้จักในนาม นิยาตะในการทำพิธี บูชา อัคนิ ษฐะ มะ เหล่าทวยเทพ มักจะคิดถึงอัคภู ตะผู้ทรงพลังนี้เพราะเมื่อพระองค์เห็นนิยาตะเข้ามาใกล้ พระองค์จะซ่อนตัวอยู่ในทะเลเพราะเกรงว่าจะถูกปนเปื้อน
                        เทพเจ้าทั้งหลายต่างออกตามหาเขาไปทุกทิศทุกทาง แต่ไม่พบแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อเห็นอาถรรพ์ไฟก็ตรัสแก่เขาว่า
                        “โอ้ วีรบุรุษผู้กล้าหาญ ท่านได้นำเครื่องบูชาไปถวายแด่เทพเจ้าแล้วหรือ! ข้าพเจ้าไร้เรี่ยวแรงเพราะขาดกำลัง เมื่อบรรลุถึงระดับเพลิงแดงแล้ว ท่านได้โปรดทรงโปรดประทานพรนี้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด!”
                        เมื่ออาธาร์วันแนะนำเช่นนี้แล้ว ไฟก็หนีไปที่อื่น แต่ที่ซ่อนของเขาถูกเปิดเผยโดยชนเผ่าฟินนีไฟได้สาปแช่งพวกเขาด้วยความโกรธ “เจ้าทั้งหลายจะเป็นอาหารของสรรพสัตว์ทั้งหลายในวิถีต่างๆ”
 แล้วผู้แบกเครื่องบูชานั้นก็สนทนากับอาถรรพ์วัน (เช่นเดิม) แม้จะได้รับคำวิงวอนจากเหล่าทวยเทพแล้ว เขาก็ไม่ยอมแบกเครื่องบูชาต่อไป ทันใดนั้นเขาก็หมดสติและสิ้นพระชนม์ในทันที เมื่อละทิ้งร่างกายแล้ว เขาก็เข้าสู่ส่วนลึกของแผ่นดิน เมื่อสัมผัสกับดิน เขาก็สร้างโลหะต่างๆ ขึ้นมา พลังและกลิ่นผุดขึ้นมาจากหนองของเขา สนเดโอดาร์ ผุด ขึ้น มาจากกระดูก ของเขา แก้วผุดขึ้นมาจากเสมหะของเขา อัญมณีมารา กาตะ ผุดขึ้นมาจาก น้ำดีของเขาและเหล็กดำผุดขึ้นมาจากตับของเขา
 และทั่วทั้งโลกล้วนถูกประดับประดาด้วยวัตถุสามประการนี้ (ไม้ หิน และเหล็ก) เมฆเกิดจากตะปูของพระองค์ และปะการังเกิดจากพระวรกายของพระองค์ และข้าแต่พระราชา โลหะอื่นๆ หลายชนิดก็ถูกผลิตขึ้นจากพระวรกายของพระองค์ ดังนั้น พระองค์จึงทรงละจากกายวัตถุ และทรงจดจ่ออยู่กับสมาธิ (ทางจิตวิญญาณ) พระองค์ทรงตื่นขึ้นจากการบำเพ็ญตบะของภฤคุและอังคิระ
 ไฟอันทรงพลังซึ่งสนองตอบการบำเพ็ญตบะแล้ว ลุกโชนอย่างรุนแรง แต่เมื่อได้เห็นฤๅษี (อาถรรพ์) พระองค์ก็ทรงแสวงหาเศษซากที่เป็นน้ำอีกครั้ง เมื่อไฟดับลง ทั่วทั้งโลกต่างหวาดกลัว แสวงหาการปกป้องคุ้มครองจากอาถรรพ์ เหล่าเทพและเหล่าเทพก็เริ่มบูชาพระองค์ อาถรรพ์สำรวจไปทั่วท้องทะเล ต่อหน้าสรรพสัตว์ที่เฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อพบไฟ พระองค์จึงทรงเริ่มพระราชกิจแห่งการสร้างสรรค์
 ในสมัยโบราณ ไฟได้ถูกทำลายและฟื้นคืนชีพโดยพระอาถรรพ์ผู้น่ารัก แต่บัดนี้พระองค์ยังคงแบกเครื่องบูชาของสรรพสัตว์ทั้งปวง พระองค์ทรงดำรงชีวิตอยู่ในทะเลและเสด็จประพาสดินแดนต่างๆ ก่อให้เกิดไฟต่างๆ ดังที่ปรากฏในพระเวท
แม่น้ำสินธุ แม่น้ำทั้งห้าสาย (ของแคว้นปัญจาบ แม่น้ำโซเน่ แม่น้ำเทวีกา แม่น้ำสรัสวดี แม่น้ำคงคา แม่น้ำสตากุม แม่น้ำซารา ยู แม่น้ำ คันดา กิแม่น้ำ คาร์มานวาตีแม่น้ำ มาฮี เมธาเมธาติธีแม่น้ำทั้งสามสาย ได้แก่แม่น้ำ ทัราวตี เวท ราวาตีและเกาสิกี ทามาสะ , นาร์มาทา , โคทาวารี , เวณะอุปเวณะภีมะวาดะวะ ภารตี  สุปรา โยคา กา เวรี มุรมุ ระตุง กาเวนนะ กฤษณเวนนะ และกปิ
 แม่น้ำเหล่านี้ว่ากันว่าเป็นแม่ของไฟ โอ้ ภารตะ!
 ไฟที่ชื่อว่า อัทภูตะ มีภรรยาชื่อปริยะและวิภูเป็นบุตรคนโตของพระนาง มีพิธีบูชายัญโซมะ หลากหลายชนิด เท่ากับจำนวนไฟที่กล่าวถึงข้างต้น เผ่าไฟทั้งหมดนี้ ซึ่งถือกำเนิดจากวิญญาณพรหมก็ถือกำเนิดมาจากเผ่าอตรีเช่นกัน อธิได้ทรงตั้งพระโอรสเหล่านี้ไว้ในพระทัย ปรารถนาที่จะแผ่ขยายสรรพสิ่ง ด้วยการกระทำนี้ ไฟจึงออกมาจากร่างพราหมณ์ของพระองค์เอง
 ข้าพเจ้าได้เล่าประวัติความเป็นมาของไฟเหล่านี้ให้ท่านฟังแล้ว พวกมันยิ่งใหญ่ รุ่งโรจน์ และมีพลังอำนาจที่หาที่เปรียบมิได้ และพวกมันคือผู้ทำลายความมืด จงรู้เถิดว่าพลังของไฟเหล่านี้ก็เหมือนกับพลังของไฟอดุลภูตะตามที่กล่าวไว้ในพระเวท เพราะไฟทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งเดียวกัน สิ่งมีชีวิตที่น่ารักนี้ ซึ่งเป็นไฟแรกเกิด ย่อมต้องถือว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะเช่นเดียวกับการ บูชายัญ โชติษโตพระองค์ได้เสด็จออกมาจากร่างของอังคิราในรูปแบบต่างๆ
                        ฉันได้เล่าประวัติของเผ่าพันธุ์อัคนี (ไฟ) อันยิ่งใหญ่ให้ท่านฟังแล้ว     โดยเมื่อได้รับการบูชาด้วยบทสวดต่างๆ แล้ว จะนำเครื่องบูชาจากสัตว์ทั้งมวลไปถวายแด่เทพเจ้า
 CCXXII - การกำเนิดของ Kartikeya: เรื่องราวของ  Adbhuta Fire และ Purandara
                        " มาร์กันเดยะกล่าวต่อ
 “โอ ลูกหลานผู้ไร้บาปแห่งเผ่าคุรุ ข้าได้บรรยายถึงสายตระกูล อัคนี ต่างๆ แก่เจ้า แล้ว จงฟังเรื่องราวการกำเนิดของกรรติเกยะ ผู้ทรงปัญญาเถิด ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังถึงโอรสแห่งไฟ อัทภูตะผู้วิเศษ มีชื่อเสียง และเปี่ยมด้วยพลังอำนาจอันสูงส่งซึ่งเกิดจากภรรยาของเหล่าพรหมศิในสมัยโบราณ เหล่าเทพและอสูรต่างมีบทบาทในการทำลายล้างซึ่งกันและกัน และอสูร ผู้ชั่วร้าย ก็มักจะเอาชนะเหล่าเทพได้เสมอ
                        และปุรันทระ ( พระอินทร์ ) มองเห็นการสังหารหมู่กองทัพของพระองค์อย่างโหดร้าย และปรารถนาที่จะหาผู้นำให้กับกองทัพสวรรค์ จึงคิดในใจว่า
                        'ข้าต้องหาบุคคลผู้แข็งแกร่งที่สามารถสังเกตกองทัพสวรรค์ที่ถูกทำลายโดยดานาวาสได้และจะสามารถจัดระเบียบกองทัพเหล่านั้นใหม่ด้วยความแข็งแกร่ง'
                        จากนั้นท่านก็เสด็จไปยัง ภูเขาแห่ง มานาสาและทรงจดจ่ออยู่กับความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เมื่อได้ยินเสียงร้องอันน่าสะเทือนใจของสตรีคนหนึ่ง
                        “ขอให้ใครสักคนมาช่วยฉันเร็วๆ หน่อยเถิด และขอให้หาสามีให้ฉัน หรือไม่ก็ให้มาเป็นสามีฉันเอง”
                        ปุรันดารากล่าวกับเธอว่า “อย่ากลัวเลยท่านหญิง!”
                        เมื่อกล่าวคำเหล่านี้แล้ว ก็ทอดพระเนตรเห็นเกศิน ( อสูร ) สวมมงกุฎและถือกระบองยืนอยู่ไกลๆ ราวกับเนินโลหะ กำลังจับมือหญิงสาวผู้นั้นไว้
                        วาสวาจึงได้กล่าวกับอสูร นั้น ว่า 'ทำไมเจ้าถึงชอบทำตัวเหยียดหยามสตรีผู้นี้นัก รู้ไว้เถิดว่าข้าคือเทพผู้ถือสายฟ้า อย่าใช้ความรุนแรงกับสตรีผู้นี้'
                        เกศินได้ตอบเขาว่า “ท่านศักรา ท่าน ปล่อยนางไว้ตามลำพังหรือ ข้าปรารถนาจะครอบครองนาง ท่านผู้สังหารปากา ท่านคิด ว่าท่านจะกลับบ้านพร้อมชีวิตได้หรือไม่”
 ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ เกศินจึงขว้างกระบองเพื่อสังหารพระอินทร์ วาสวะฟันกระบองด้วยสายฟ้าฟาด เกศินโกรธจัด ขว้างก้อนหินก้อนใหญ่ใส่พระอินทร์ เมื่อเห็นดังนั้น เขาก็ฉีกกระบองออกเป็นชิ้นๆด้วยสายฟ้าฟาดลงมายังพื้นดิน เกศินเองก็ได้รับบาดเจ็บจากก้อนหินที่ตกลงมา ด้วยความเจ็บช้ำแสนสาหัสเช่นนี้ เขาจึงหนีไปโดยทิ้งนางไว้เบื้องหลัง
                        เมื่ออสูรไปแล้ว พระอินทร์ก็กล่าวกับนางว่า “ท่านเป็นใครและเป็นภรรยาของใคร โอ้ นางผู้มีใบหน้างดงาม และอะไรนำท่านมาที่นี่?”
 CCXXIII - เรื่องราวของ Markandeya: พระอินทร์แสวงหาสามีให้กับเทวเสนา
                        (" มาร์กันเดยะกล่าวต่อ)
 “นางตอบว่า 'ข้าพเจ้าเป็นธิดาของพระปชาบดี (พระพรหมผู้เป็นใหญ่เหนือสรรพสัตว์ ) และชื่อข้าพเจ้าคือเทวเสนน้องสาวของข้าพเจ้าชื่อไดตเสนถูกเกศิน ล่วงละเมิดทาง เพศมาแล้ว เราสองพี่น้องกับสาวใช้มักจะมาพักผ่อนบนภูเขามนัสสา เป็นประจำ โดยได้รับอนุญาตจากพระปชาบดี
 และอสูรเกศินผู้ยิ่งใหญ่ทรงใช้พระทัยมาประทับอยู่ต่อหน้าเราทุกวัน ไดตเสนผู้พิชิตปากะได้ฟังพระองค์ แต่ข้าไม่ฟัง ไดตเสนจึงถูกเขาพาตัวไป แต่ท่านผู้ยิ่งใหญ่ได้ช่วยข้าไว้ด้วยพระกำลัง บัดนี้ ข้าแต่เทพผู้เป็นเจ้าแห่งสรวงสวรรค์ ข้าปรารถนาให้ท่านเลือกสรรสามีผู้ไร้เทียมทานให้แก่ข้า
                        พระอินทร์ จึงได้ตอบไปว่า 'คุณเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉัน แม่ของคุณเป็นน้องสาวของแม่ฉันดักษยานีและตอนนี้ฉันอยากฟังคุณเล่าถึงความสามารถของคุณเอง'
                        นางตอบว่า “โอ้ วีรบุรุษผู้แขนยาว ข้าพเจ้าเป็นอาวาลา[1] (อ่อนแอ) แต่สามีของข้าพเจ้าต้องทรงพลัง และด้วยพลังแห่งพรของบิดา พระองค์จะได้รับความเคารพนับถือจาก ทั้ง เทพและอสูร ”
                        พระอินทร์กล่าวว่า “โอ้ สัตว์ผู้บริสุทธิ์ ฉันอยากฟังจากคุณว่าคุณต้องการให้สามีของคุณมีพลังแบบใด”
 นางตอบว่า ' เทพเจ้าผู้เป็นชายชาตรีมีชื่อเสียงและทรงอำนาจซึ่งอุทิศตนเพื่อพระพรหม ผู้สามารถพิชิตเหล่าเทพอสูร ยักษ์ กินนรอุรคายักษ์กินนรและไดตยะผู้มีจิตใจชั่วร้ายและสามารถปราบโลกทั้งมวลได้ด้วยคุณ พระองค์นี้จะเป็นสามีของฉัน'
                        “มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า
                        'เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ พระอินทร์ก็เศร้าโศกและคิดอย่างลึกซึ้ง ‘ไม่มีสามีสำหรับผู้หญิงคนนี้ ซึ่งตรงกับคำอธิบายของเธอเอง’
                         และเทพองค์นั้นซึ่งประดับประดาด้วยรัศมีดุจพระอาทิตย์ ทรงมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นบนเนินอุทัย[2]และเห็นโซมะ (พระจันทร์) ขนาดใหญ่โคจรเข้าสู่พระอาทิตย์ ขณะนั้นเป็นเวลาขึ้นค่ำ พระองค์ได้ทรงทำพิธีบูชายัญร้อยครั้ง ณ ขณะราวทร[3]ทรงเห็นเหล่าเทพและอสูรต่อสู้กันบนเนินอรุณรุ่ง
 และพระองค์ทรงเห็นว่าแสงสนธยายามเช้าถูกย้อมไปด้วยเมฆสีแดง และพระองค์ทรงเห็นว่าที่ประทับของพระวรุณกลายเป็นสีแดงฉานดุจโลหิต และพระองค์ทรงเห็นพระอัคนีทรงถวายเครื่องบูชาต่างๆ ด้วยบทสวดต่างๆ ของภฤคุอังคิระและคนอื่นๆ ขณะเสด็จเข้าสู่สุริยจักรวาล และพระองค์ทรงเห็นพระปารวะทั้งยี่สิบสี่องค์ประดับประดาดวงอาทิตย์ และพระโสมะอันน่าสะพรึงกลัวก็ปรากฏอยู่ในดวงอาทิตย์ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนั้น
 และเมื่อสังเกตดูดวงอาทิตย์และดวงจันทร์รวมกันและการรวมตัวอันน่าสะพรึงกลัวนี้สักระ คิดในใจ ว่าการบรรจบกันอันน่าสะพรึงกลัวของพระอาทิตย์และพระจันทร์นี้ บ่งบอกถึงการสู้รบอันน่าสะพรึงกลัวในวันพรุ่งนี้ และแม่น้ำสินธุ ( สินธุ ) ก็ไหลรินด้วยกระแสโลหิตสด และหมาจิ้งจอกที่สวมเชือกไฟก็ร้องเรียกหาพระอาทิตย์
 การบรรจบกันอันยิ่งใหญ่นี้ช่างน่าเกรงขามและเปี่ยมไปด้วยพลัง การรวมตัวของดวงจันทร์ (โซมะ) กับดวงอาทิตย์และพระอัคนีช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก หากโซมะให้กำเนิดบุตรชายในเวลานี้ บุตรชายคนนั้นก็อาจกลายเป็นสามีของพระนางองค์นี้ และพระอัคนีก็มีสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกันในเวลานี้ และพระองค์ก็เป็นเทพเช่นกัน หากทั้งสองให้กำเนิดบุตรชาย บุตรชายคนนั้นก็อาจกลายเป็นสามีของพระนางองค์นี้
                        ด้วยความคิดนี้ เทพผู้ยิ่งใหญ่จึงเสด็จไปยังแคว้นพรหม และนำเทวเสน[4]ไปด้วย
                        แล้วทรงทักทายปู่ทวดว่า 'คุณจะเลือกนักรบที่มีชื่อเสียงมาเป็นสามีของผู้หญิงคนนี้เหรอ'
                        พระพรหมตอบว่า
 “โอ้ ผู้สังหารอสูรทั้งหลาย จงเป็นไปตามที่เจ้าได้ตั้งใจไว้เถิด ผลของการรวมตัวนั้นจะยิ่งใหญ่และทรงพลังตามไปด้วย ผู้ทรงอำนาจผู้นี้จะเป็นสามีของนางผู้นี้ และเป็นผู้นำร่วมในกองกำลังของเจ้า”
 เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้ว เทพแห่งสวรรค์และนางก็คำนับพระองค์ แล้วเสด็จไปยังสถานที่พราหมณ์ ผู้ยิ่งใหญ่ ฤๅษีสวรรค์ผู้ทรงอำนาจวสิษฐะและเหล่าเทพอื่นๆ ประทับอยู่ โดยมีพระอินทร์เป็นผู้นำ เหล่าเทพองค์อื่นๆ ก็ปรารถนาจะดื่มสุราโซมะเช่นกัน จึงเสด็จไปยังที่พราหมณ์เหล่านั้นเพื่อรับส่วนแบ่งจากเครื่องบูชาของตน
 เมื่อประกอบพิธีกรรมด้วยไฟที่ลุกโชนอย่างครบถ้วนแล้ว เหล่าผู้มีจิตศรัทธาอันสูงส่งก็ถวายเครื่องบูชาแด่เหล่าเทพ และ ไฟ อภูตะผู้แบกเครื่องบูชานั้นก็ได้รับการอัญเชิญด้วยมนตรา และไฟอันสูงส่ง นั้นก็ออกมาจากดวงสุริยจักรวาล ทันใดนั้นไฟอันสูงส่งก็ปรากฏขึ้น ยับยั้งวาจาไว้
 และข้าแต่ประมุขแห่ง เผ่า ภารตะไฟนั้นได้ลุกโชนเข้าสู่กองไฟบูชาที่เหล่าฤๅษีจุดขึ้น และที่ซึ่งเหล่าฤๅษี ได้ถวายเครื่องบูชาต่างๆ พร้อมกับบทสวดสรรเสริญ พระองค์ได้นำไฟเหล่านั้นไปกับพระองค์ และทรงมอบให้แก่เหล่าผู้สถิตในสวรรค์ ขณะเสด็จกลับจากที่นั่น พระองค์ทอดพระเนตรเห็นภรรยาของฤๅษี ผู้มีจิตใจสูงส่งเหล่านั้น นอนหลับอย่างสบายอยู่บนเตียง
 และนางเหล่านั้นมีผิวพรรณงดงามดุจดังแท่นบูชาทองคำ บริสุทธิ์ดุจแสงจันทร์ ดุจเปลวเพลิง ดุจดวงดาวที่ลุกโชน เมื่อทอดพระเนตรเห็นภริยาของพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียงเหล่านั้นมีแววตาที่กระตือรือร้น จิตใจของเธอก็หวั่นไหวและหลงใหลในเสน่ห์ของพวกเธอ พระองค์ทรงยับยั้งพระทัยไว้ ทรงเห็นว่าการที่พระองค์จะหวั่นไหวเช่นนี้ไม่สมควร
                        และเขาพูดกับตัวเองว่า
 ภรรยาของพราหมณ์ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ล้วนบริสุทธิ์และซื่อสัตย์ เกินกว่าที่คนอื่นจะเอื้อมถึง ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะครอบครองพวกเธอ ข้าพเจ้าไม่อาจจ้องมองพวกเธอโดยปราศจากความปรารถนา และไม่อาจแตะต้องพวกเธอได้หากพวกเธอยังไม่เปี่ยมด้วยความปรารถนา ดังนั้น ข้าพเจ้าจะสนองความพอใจของข้าพเจ้าทุกวันด้วยการมองพวกเธอด้วยการเป็น ไฟ แห่งการหัตถะ (ไฟประจำบ้าน) ของพวกเธอ
                        “มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า
 ' อัธภูตะแปลงกายเป็นไฟประจำบ้าน ทรงพอพระทัยอย่างยิ่งที่ได้เห็นนางงามผิวสีทองเหล่านั้นและสัมผัสนางด้วยเปลวเพลิง พระองค์ทรงประทับอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน ทรงประทานพระทัยและเปี่ยมล้นด้วยพระทัยอันแรงกล้าความรักที่มีต่อพวกเธอ และด้วยความสับสนในความพยายามทั้งหมดของเขาที่จะเอาชนะใจ หญิงสาว พราหมณ์ เหล่านั้น และหัวใจของเขาเองก็ถูกทรมานด้วยความรัก เขาจึงมุ่งหน้าไปยังป่าด้วยเป้าหมายที่แน่นอนคือทำลายตัวเอง
 ก่อนหน้านี้ไม่นานสวาหะธิดาของทักษะได้มอบความรักให้แก่เขา สตรีผู้วิเศษได้พยายามค้นหาจุดอ่อนของเขามาเป็นเวลานาน แต่สตรีผู้บริสุทธิ์ผู้นี้กลับไม่สามารถค้นพบจุดอ่อนใดๆ ในตัวเทพแห่งไฟ ผู้สงบนิ่งและสุขุม ได้
                        แต่บัดนี้เมื่อพระเจ้าได้เสด็จไปยังป่าแล้ว แท้จริงแล้วทรงถูกทรมานด้วยความเจ็บปวดแห่งความรัก เธอคิด
                        “เมื่อข้าพเจ้าเองก็ทุกข์ระทมด้วยความรัก ข้าพเจ้าจะปลอมตัวเป็นภรรยาของฤๅษีทั้งเจ็ด และปลอมตัวเป็นภรรยาของฤๅษีทั้งเจ็ด ข้าพเจ้าจะแสวงหาเทพแห่งไฟผู้ซึ่งถูกเสน่ห์ของพวกเธอครอบงำ เมื่อทำเช่นนี้แล้ว พระองค์จะทรงพอพระทัย และความปรารถนาของข้าพเจ้าก็จะสมหวัง”
                       เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
[1] : อาวาลาเป็นชื่อสามัญของผู้หญิง หมายถึงผู้ที่ไม่มีกำลัง ไม่มี กำลังวังชา หรือไม่มีกำลังอำนาจ คำนี้ยังใช้เป็นคำคุณศัพท์ได้ด้วย
[2] : ตามความเชื่อของชาวฮินดู ดวงอาทิตย์ขึ้นและตกจากเนินเขาสองลูกตามลำดับ โดยขึ้นจากเนินเขาอุทัยหรือเนินเขาพระอาทิตย์ขึ้น และตกจากเนินเขาอัสตะหรือเนินเขาพระอาทิตย์ตก
[3] : ราวทร -- เป็นของรุทระเทพแห่งความโกรธ ความรุนแรง สงคราม และอื่นๆ
[4] : เทวเสนแปลว่า กองทัพสวรรค์ นิทานเรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์แทนความพยายามของพระอินทร์ที่จะหาผู้นำให้กับกองทัพสวรรค์
 CCXXIV - กำเนิดสกันดา: มาร์กันเดยะเปิดเผยเรื่องราวของอัคนี สวาหะ และโอรสผู้ทรงพลังที่เกิดบนภูเขาสีขาว
                        " มาร์กันเดยะกล่าวต่อ “โอ้พระผู้เป็นเจ้าแห่งมนุษย์พระศิวะ ผู้งดงาม ทรงมีคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ และมีพระอุปนิสัยบริสุทธิ์ คือภรรยาของอังคิระ (หนึ่งในฤๅษี ทั้งเจ็ด )
                        นางผู้วิเศษ ( สวาหะ ) ในตอนแรกได้ปลอมตัวเป็นพระศิวะ และได้แสวงหาพระอัคนีซึ่งนางได้กล่าวแก่พระอัคนีว่า
 “โอ้ อัคนี ข้าถูกทรมานด้วยความรักที่มีต่อเจ้า เจ้าคิดว่าสมควรหรือไม่ที่จะมาเกี้ยวพาราสีข้า และหากเจ้าไม่ยินยอมตามคำขอของข้า จงรู้ไว้ว่าข้าจะทำลายตนเอง ข้าคือพระศิวะ ภรรยาของอังคิราส ข้ามาที่นี่ตามคำแนะนำของภรรยาของฤๅษีองค์ อื่นๆ ซึ่งได้ส่งข้ามาที่นี่หลังจากปรึกษาหารือกันอย่างถี่ถ้วนแล้ว”
                        อัคนีตอบว่า 'ท่านรู้ได้อย่างไรว่าฉันถูกทรมานด้วยความรัก และคนอื่นๆ ซึ่งเป็นภรรยาที่รักของฤๅษี ทั้งเจ็ด ที่ท่านกล่าวถึง จะรู้เรื่องนั้นได้อย่างไร?'
                        สวาหะตอบว่า
 “ท่านเป็นที่โปรดปรานของพวกเราเสมอมา แต่พวกเรากลับเกรงกลัวท่าน บัดนี้เมื่ออ่านใจท่านได้จากสัญญาณอันเป็นที่รู้กันดี พวกมันก็ส่งมาถึงท่านแล้ว ข้ามาที่นี่เพื่อสนองความปรารถนาของข้า เร็วเข้า อัคนี เพื่อจะครอบครองสิ่งที่ท่านปรารถนา พี่สะใภ้ของข้ากำลังรอข้าอยู่ ข้าต้องกลับแล้ว”
                        มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า
 ครั้นแล้ว พระอัคนีทรงเปี่ยมด้วยความปิติยินดีและยินดียิ่ง จึงได้อภิเษกสมรสกับพระสวาหะในรูปลักษณ์ของพระศิวะ และนางผู้ซึ่งอยู่ร่วมกับพระสวาหะด้วยความยินดีนั้น ถือน้ำอสุจิที่มีฤทธิ์เป็น ชายไว้ ในมือแล้วพระนางก็ทรงคิดในใจว่า ผู้ใดที่เฝ้ามองพระนางในชุดปลอมตัวนั้นอยู่ในป่า ย่อมจะกล่าวร้ายความประพฤติของเหล่าพราหมณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระอัคนีโดยไม่สมควร ฉะนั้น เพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ พระนางจึงควรปลอมตัวเป็นนก และในสภาพเช่นนั้น พระนางจะทรงออกจากป่าได้ง่ายกว่า
                        มาร์กันเดยะกล่าวต่อว่า
 'แล้วนางก็ปลอมตัวเป็นสัตว์ปีก ออกจากป่าไปถึงภูเขาขาว ล้อมรอบด้วยกอหญ้า ต้นไม้ และพืชพันธุ์ต่างๆ และมีงูประหลาดเจ็ดหัวที่มีพิษปรากฏอยู่ทั่วตัวคอยเฝ้าอยู่ พร้อมทั้งยักษ์ปิศาจตัวผู้และตัวเมียวิญญาณร้าย นก และสัตว์ต่างๆ มากมาย
 สตรีผู้วิเศษผู้นั้นรีบปีนขึ้นยอดเขาเหล่านั้น แล้วโยนน้ำอสุจิ นั้น ลงในทะเลสาบสีทอง แล้วจึงค่อย ๆ สวมบทบาทร่างของภรรยาของฤๅษี ทั้งเจ็ดผู้มีจิตใจสูงส่ง นั้น นางก็ยังคงปฏิบัติธรรมกับพระอัคนีต่อไป แต่ด้วยคุณความดีอันยิ่งใหญ่ของพระอรุณธดีและความภักดีต่อพระสวาสิษฐะนางจึงไม่สามารถแปลงกายเป็นพระนางได้
 และโอ หัวหน้า เผ่า กุรุในวันจันทรคติแรก นางสวาหะได้โยนน้ำเชื้อของอัคนีลงในทะเลสาบนั้นหกครั้ง เมื่อโยนลงไปก็ให้กำเนิดบุตรชายผู้มีพลังอำนาจมหาศาล และเนื่องจากฤๅษีถือว่าเด็ก นั้น ถูกขับไล่เด็กที่เกิดมาจากที่นั่นจึงถูกเรียกว่าสกันดาและเด็กนั้นมีใบหน้าหกหน้า หูสิบสองหู ตา มือ และเท้าจำนวนเท่ากัน คอหนึ่งข้าง และท้องหนึ่งข้าง และมันเริ่มมีรูปร่างในวันที่สองของจันทรคติ และมันเติบโตจนมีขนาดเท่าเด็กเล็กในวันที่สาม และแขนขาของกุหะก็เจริญเติบโตในวันที่สี่
 และเมื่อถูกล้อมรอบด้วยหมู่เมฆสีแดง ฟ้าแลบแปลบปลาบ ฉายแสงดุจดวงตะวันขึ้นท่ามกลางหมู่เมฆสีแดง เทพผู้ยิ่งใหญ่นั้นได้ยึดธนูอันน่าเกรงขามและใหญ่โตมโหฬาร ซึ่งผู้ทำลายล้างอสูรตรี ปุระ ใช้ ทำลายล้างศัตรูของเหล่าทวยเทพ เทพผู้ยิ่งใหญ่นั้นก็เปล่งเสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัว จนทั้งสามโลกพร้อมทั้งฝ่ายที่เคลื่อนไหวและฝ่ายที่นิ่งสงบต่างตกตะลึง
 เมื่อได้ยินเสียงดังคล้ายเสียงคำรามของเมฆก้อนใหญ่ เหล่านาคใหญ่จิตรและไอรวตะก็สะดุ้งด้วยความกลัว เมื่อเห็นพวกเขายืนไม่ไหวติง เด็กหนุ่มผู้นั้นเปล่งแสงจ้าดุจดวงตะวัน ก็จับพวกเขาไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง อีกมือหนึ่งถือลูกดอก อีกมือหนึ่งถือไก่ตัวใหญ่หงอนแดงแน่น บุตรของพระอัคนีผู้มีแขนยาวก็เริ่มเล่นสนุกส่งเสียงร้องอันน่าสะพรึงกลัว เทพผู้ยิ่งใหญ่นั้นถือสังข์อันวิจิตรด้วยมือทั้งสองข้าง เป่ามันให้แม้แต่สัตว์ที่ทรงอำนาจที่สุดก็หวาดกลัวอย่างยิ่ง
 มหาเสนทรง ฟาดอากาศด้วยสองพระหัตถ์ เล่นสนุกอยู่บนยอดเขาทรงฉายแสงดุจเทพสุริยเทพที่สว่างไสวในยามเสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ มหาเสนทรงมีฤทธานุภาพอันหาที่เปรียบมิได้ ประทับนั่งบนยอดเขานั้น ทอดพระเนตรเห็นพระพักตร์มากมายทอดพระเนตรไปยังจุดสำคัญต่างๆ ทรงสังเกตสิ่งต่างๆ แล้วทรงคำรามเสียงดัง เมื่อได้ยินเสียงคำรามนั้น สัตว์ต่างๆ ก็พากันกราบลงด้วยความหวาดกลัว
 พวกเขาหวาดกลัวและวิตกกังวลในจิตใจ จึงแสวงหาความคุ้มครอง และบุคคลต่างๆ จากเหล่าเทพที่แสวงหาความคุ้มครองจากเทพองค์นั้น ล้วนเป็นที่รู้จักในฐานะสาวกพราหมณ์ผู้ทรงอำนาจ เทพผู้ยิ่งใหญ่องค์นั้นทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์ ทรงคลายความกลัวของผู้คนเหล่านั้น แล้วทรงชักธนู ยิงธนูไปยังภูเขาขาว และด้วยลูกศรเหล่านั้น ขุนเขากรันชะบุตรแห่งหิมาวัตก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
 และนั่นคือเหตุผลที่หงส์และแร้งอพยพมายัง เทือกเขา สุเมรุ ยอดเขากรันชะซึ่งบาดเจ็บสาหัส ร่วงหล่นลงมาพร้อมเสียงครวญครางอันน่าสะพรึงกลัว เมื่อเห็นเขาล้มลง เนินเขาอื่นๆ ก็เริ่มส่งเสียงร้องโหยหวน เมื่อได้ยินเสียงครวญครางของผู้เคราะห์ร้าย องค์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้เปี่ยมด้วยพลังอำนาจอันหาที่เปรียบมิได้นั้น พระองค์ก็ทรงยกกระบองขึ้น เปล่งเสียงโห่ร้องแห่งสงคราม องค์ผู้มีจิตใจสูงส่งนั้นก็ทรงเหวี่ยงกระบองอันแวววาววาววับ แตกออกเป็นสองส่วนอย่างรวดเร็วบนยอดเขาแห่งหนึ่งของเทือกเขาไวท์เมาน์เทน
 และภูเขาสีขาวถูกแทงโดยเขาจึงกลัวเขามาก และแยกตัวออกจากโลกหนีไปด้วยภูเขาอื่นๆ แผ่นดินโลกได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ขาดเครื่องประดับประดับประดาไปทุกด้าน ด้วยความเดือดร้อนนี้ พระนางจึงเสด็จไปหาพระสกันทะและเปล่งรัศมีรุ่งโรจน์อีกครั้งด้วยกำลังทั้งหมด ขุนเขาทั้งหลายก็กราบลงต่อพระสกันทะ แล้วกลับลงมาปักลงสู่ผืนดิน ครั้นแล้ว สัตว์ทั้งปวงก็ประกอบพิธีบูชาพระสกันทะในวันที่ห้าของเดือนจันทรคติ
 ตอนต่อไป; CCXXV - การกำเนิดของ Skanda: เรื่องราวของพลังและอุบายของ Markandeya

ก่อนหน้า                        > 🧌 <                          อ่านต่อ 

 สรุปโดยย่อของบทนี้: การกำเนิดของสกันทะบุตรของพระอัคนี และภรรยาทั้งหกของ ฤาษี ทั้งเจ็ด ได้ก่อให้เกิดความวุ่นวายและปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงกลัวในจักรวาล ฤๅษีเชื่อว่าภรรยาของตนเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ จึงหย่าร้างกัน ยกเว้นอรุณธตีสวาหะ มารดาของสกันทะ ได้เปิดเผยตัวตนต่อพระองค์และปกป้องความบริสุทธิ์ของพระฤๅษี ซึ่งในที่สุดพระวิศวมิตรก็ทรงแจ้งความจริงแก่พวกเขา เหล่าเทพยดาเกรงกลัวอำนาจของสกันทะ จึงยุยงให้สักระสังหารพระองค์ แต่มารดาผู้ยิ่งใหญ่แห่งจักรวาลไม่สามารถเอาชนะพระองค์ได้ จึงได้มอบความคุ้มครองและการดูแลให้แก่พระองค์
 เมื่อเหล่ามารดาเห็นพละกำลังมหาศาลของสกันดา พวกเธอก็ท้อแท้และขอให้สกันดารับเป็นบุตรบุญธรรม พร้อมทั้งถวายน้ำนมให้ สกันดารับข้อเสนอนี้ไว้ และพระอัคนี บิดาของสกันดาก็ทรงดูแลสกันดาด้วยพระนามว่าพระอัคนี ผู้มีพระกายเป็นพ่อค้ามีลูกมากมาย มารดาองค์หนึ่งซึ่งเกิดจากความโกรธ ได้ทรงดูแลสกันดาด้วยตะปูในมือ ขณะที่ธิดาแห่งท้องทะเลสีแดงสดทรงเลี้ยงดูสกันดาดุจมารดา พระอัคนีในร่างพ่อค้า ได้นำของเล่นมาถวายสกันดาในที่พักบนภูเขา เหล่าฤๅษีตระหนักถึงความผิดพลาดของตน จึงรับภรรยาของตนกลับคืน ยกเว้นผู้ที่ให้กำเนิดสกันดาอย่างแท้จริง สกันดาได้รับการปกป้องจากพระมารดาและพระอัคนี เติบโตแข็งแกร่งขึ้นภายใต้การดูแลและเอาใจใส่ของพวกเธอ เหล่าเทพยดาซึ่งตอนแรกเกรงกลัวสกันดา ต่างเคารพและเทิดทูนสกันดาในพลังอำนาจและพละกำลังอันมหาศาล สกันดาถูกรายล้อมด้วยผู้คนที่รักและห่วงใย เติบโตเป็นอสูรกายผู้ยิ่งใหญ่ ที่จะบรรลุมรรคผลอันยิ่งใหญ่และปกป้องจักรวาล

Red Cliff (2008) สามก๊ก โจโฉแตกทัพเรือ 1 เต็มเรื่อง 🆙 ยุทธการที่ผาแดง…ชัยชนะของทัพพันธมิตร…

search-google   เฉาเจิน เดิมชื่อฉินเจิน มีนามแฝงว่าจื่อตัน เกิดที่อำเภอเฉียว รัฐเป่ย (ปัจจุบันคือเมืองป๋อโจว มณฑลอานฮุย) เขาเป็นแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงของเฉาเหว่ยในยุคสามก๊ก บิดาของเขาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก และต่อมาโจโฉรับเขาเป็นลูกบุญธรรม
                        เฉาเจินนั้นแข็งแกร่ง สูงใหญ่ และน่าเกรงขาม ครั้งหนึ่งระหว่างการล่าสัตว์ เขาได้ยิงเสือโคร่งตาย ซึ่งทำให้เฉาเชาประทับใจอย่างมาก
                        เฉาเจินได้เข้าร่วมปราบปรามกบฏโพกผ้าเหลือง และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นมาร์ควิสแห่งหลิงโช่วจากความดีความชอบ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งพลโทและผู้คุ้มกันกองทัพในภารกิจต่อต้านซู่
                        หลังจากที่ Cao Pi ได้เป็นจักรพรรดิ Cao Zhen ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพผู้พิทักษ์ทิศตะวันตก คอยดูแลทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นมาร์ควิสแห่งตงเซียง หลังจากนั้นไม่นาน Cao Zhen ก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นนายพลของกองทัพบกชั้นสูง รับผิดชอบกิจการทหารทั้งหมด ทั้งภายในและภายนอกเมืองหลวง
                        ในเดือนพฤศจิกายน ปีที่สองแห่งรัชสมัยจักรพรรดิหวงชู (ค.ศ. 221) กองกำลังผสมของชนเผ่าหูหลายเผ่าได้ก่อกบฏขึ้นทางตะวันตกเฉียงเหนือ เฉาเจินได้นำกำลังพลเข้าปราบปรามกบฏและปราบปรามการลุกฮือ ในหนังสือเว่ยบันทึกไว้ว่าในสมรภูมิเฮ่อซี เฉาเจินได้นำกองทัพของเขาไป "ตัดหัวคนไปมากกว่า 50,000 คน จับคนไป 100,000 คน แกะ 1.11 ล้านตัว และวัว 80,000 ตัว"
 เมื่อข่าวนี้ไปถึงเมืองหลวง โจผีก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ชัยชนะครั้งนี้ได้เปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างแคว้นตะวันตกและราชสำนักที่ราบภาคกลาง ปีต่อมา อาณาจักรซานซานและกุจาก็เดินทางมาถวายบรรณาการ
 ในปีที่สามแห่งรัชสมัยจักรพรรดิหวงจู (ค.ศ. 222) กองทัพของเฉาเว่ยได้แบ่งกำลังออกเป็นสามเส้นทางเพื่อเริ่มต้นการรบครั้งใหญ่กับกองทัพอู่ตะวันออก เฉาเจินพร้อมด้วยเซี่ยโหว่ซาง จางเหอ สวีหวง และคนอื่นๆ ได้นำทัพเส้นทางกลางเข้าโจมตีเจียงหลิง เฉาเจินเอาชนะซุนเซิง แม่ทัพของอู่ และส่งเซี่ยโหว่ซางไปขับไล่จูกัดจิ้นที่เข้ามาช่วยเหลือ จากนั้นจึงปิดล้อมเจียงหลิง
 โจเจินปิดล้อมเมืองนานหกเดือน เสบียงอาหารของเมืองกำลังจะหมดลง และโรคระบาดก็เกิดขึ้น เมื่อเห็นว่าเจียงหลิงกำลังจะล่มสลาย ซุนกวนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากประกาศว่าจะยอมจำนนต่อโจเวยอีกครั้งและจ่ายส่วย กองทัพเวยจึงถอนทัพกลับเมืองหลวง โจเจินได้รับการเลื่อนยศเป็นนายพลแห่งกองทัพกลางจากผลงานอันยอดเยี่ยมของเขา
 เมื่อโจผีประชวรหนัก พระองค์ได้แต่งตั้งให้โจเจินเป็นหนึ่งในผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน หลังจากจักรพรรดิหมิงแห่งเว่ยขึ้นครองราชย์ โจเจินได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่และสถาปนาเป็นประมุขแห่งเส้าหลิง
 ในปีที่สองของรัชสมัยไท่เหอ (ค.ศ. 228) จูกัดเหลียง นายกรัฐมนตรีแห่งแคว้นซู่ฮั่น ได้นำทัพขึ้นสู่ดินแดนทางเหนือ ขุนพลทั้งสามของหนานอัน เทียนสุ่ย และอันติ้ง ต่างยอมแพ้ทีละนาย จักรพรรดิเว่ยหมิงนำทัพด้วยพระองค์เอง โดยมีเฉาเจินร่วมเดินทางด้วย พวกเขาเอาชนะจ้าวหยุนและเติ้งจื้อแม่ทัพของแคว้นซู่ที่จี้กู่ และส่งจางเหอไปปราบหม่าซู่แม่ทัพของแคว้นซู่ จูกัดเหลียงกลับมาแต่ไม่สำเร็จ เฉาเจินจึงฉวยโอกาสนี้ยึดแม่ทัพทั้งสามของหนานอันและคนอื่นๆ กลับคืนมา
 ในปีที่ 4 ของรัชสมัยไท่เหอ (ค.ศ. 230) เฉาเจินได้รับการเลื่อนยศเป็นจอมพล และได้รับเกียรติอันสูงส่งในการ "สวมดาบและรองเท้าในวัง และไม่ต้องโค้งคำนับเมื่อเข้าราชสำนัก" ในปีที่ 5 ของรัชสมัยไท่เหอ (ค.ศ. 231) เฉาเจินสิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการประชวร ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ "หยวน" หลังสิ้นพระชนม์ และได้รับการประดิษฐาน ณ วัดไท่จู่
 ต้นกำเนิดของโจเจินเป็นประเด็นถกเถียงกันมาโดยตลอด บันทึกสามก๊กระบุว่า "โจเจิน บุตรแห่งตัน เป็นลูกพี่ลูกน้องของโจเจิน เมื่อโจเจินระดมพล เส้า บิดาของโจเจิน ได้เกณฑ์ทหารและถูกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสังหาร" ในที่นี้ "บุตรแห่งตระกูล" หมายถึงบุตรของลูกพี่ลูกน้อง หรือที่รู้จักกันในชื่อหลานชาย
                        จากบันทึกของเฉินโช่ว ผู้เขียนบันทึกสามก๊ก เห็นได้ชัดว่าโจเจินและโจโฉเป็นตระกูลเดียวกัน เมื่อโจโฉระดมพล โจโฉเส้า บิดาของโจเจินได้เกณฑ์คนมาช่วยโจโฉ และถูกสังหารโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและมณฑล
                        “จักรพรรดิไท่จู่สงสารเฉาเจินที่ต้องเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่ยังเด็ก จึงรับเป็นบุตรบุญธรรมและเลี้ยงดูเหมือนลูกชายของตนเอง ปล่อยให้เฉาเจินเล่นและเรียนรู้ร่วมกับเฉาผีและคนอื่นๆ”
 *เว่ยลั่ว* เล่าเรื่องราวที่แตกต่างออกไปว่า “นามสกุลเดิมของเจิ้นคือฉิน และเขาถูกเลี้ยงดูโดยตระกูลโจโฉ บางคนกล่าวว่าบิดาของเขาคือป๋อหนาน เป็นเพื่อนสนิทของโจโฉ ในช่วงปลายรัชสมัยซิงผิง กองทัพของหยวนซู่ได้โจมตีโจโฉ โจโฉหลบหนี ถูกโจรไล่ล่า และไปหลบภัยในตระกูลฉิน ป๋อหนานเปิดประตูต้อนรับเขา พวกโจรถามว่าโจโฉอยู่ที่ไหน โจโฉตอบว่า ‘ข้าเอง’ แล้วพวกเขาก็ฆ่าเขา ด้วยเหตุนี้ โจโฉจึงจำความได้ว่าเขาเคยรับใช้ชาติ จึงเปลี่ยนนามสกุล”
 ความหมายตามภาษาท้องถิ่นของบันทึกนี้คือ: นามสกุลเดิมของเฉาเจินคือฉิน และเขาได้รับการรับเลี้ยงโดยตระกูลที่มีนามสกุลว่าเฉา อีกเรื่องเล่าหนึ่งเล่าว่า ฉินโป๋น บิดาของเฉาเจิน เป็นเพื่อนที่ดีของเฉาเจิน ในปีที่สองของรัชสมัยชิงผิงของจักรพรรดิฮั่นเซียน (ค.ศ. 195) ลูกน้องของหยวนซู่และโจโฉได้โจมตีโจร โจโฉกระจัดกระจายและหลบหนีไป และมาอยู่กับตระกูลฉิน
                        ฉินโป๋นเปิดประตูและซ่อนโจโฉไว้ พวกโจรตามทันและถามฉินโป๋นว่าโจโฉอยู่ที่ไหน ฉินโป๋นตอบว่า "ข้าคือเขา!" พวกโจรรีบชักดาบออกมาสังหารฉินโป๋น โจโฉจำการรับใช้ของฉินโป๋นได้ จึงเปลี่ยนนามสกุลเป็นโจ
                        นักวิชาการสมัยใหม่เชื่อว่าในยุคสามก๊ก การที่ชื่อจะมีอักษรสองตัวนั้นถือเป็นเรื่องยาก บิดาของเฉาเจินน่าจะมีนามสกุลว่าฉิน ชื่อเส้า และชื่อโป๋นหนาน ซึ่งสอดคล้องกับกฎโบราณเกี่ยวกับการตั้งชื่อและการเลือกชื่อสุภาพ
Red Cliff (2008) สามก๊ก โจโฉแตกทัพเรือ 1 เต็มเรื่อง
 ในฤดูร้อน ปี ค.ศ. 208 ยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก โจโฉสมุหนายกผู้พิชิตภาคเหนือและเมืองหลวง อ้างโองการของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ยกพลกว่า 800,000 และกองเรือกว่า 2,000 ลำ ลงสู่ภาคใต้ เพื่อปราบขุนศึกซุนกวนและเล่าปี่ เพื่อหวังยึดครองดินแดนของขุนศึกทั้งสอง โจโฉได้นำพลพิชิตเล่าปี่ได้อย่างง่ายดาย ทำให้เล่าปี่ต้องอพยพราษฎรออกจากเมืองซินเอี๋ย โจโฉได้นำทัพบุกโจมตีขบวนอพยพของเล่าปี่ แต่กวนอูและเตียวหุย น้องร่วมสาบานของเล่าปี่ได้นำทัพมาป้องกันระวังหลังไว้ได้ ส่วนจูล่ง ขุนพลอีกคนของเล่าปี่ได้ขี่ม้าไปช่วยเหลือครอบครัวของเล่าปี่ที่ตกอยู่ในวงล้อมของโจโฉ ถึงแม้จะช่วยภรรยาทั้งสองของเล่าปี่ไม่ได้ แต่จูล่งก็ช่วยทารกบุตรชายของเล่าปี่กลับมาหาเล่าปี่ได้สำเร็จ
 หลังจากพ่ายศึก เล่าปี่ได้ส่งขงเบ้งไปเจรจาขอเป็นพันธมิตรกับซุนกวนแห่งง่อก๊ก เพื่อร่วมมือกันต่อต้านโจโฉ แต่ซุนกวนยังสองจิตสองใจว่าจะร่วมสู้หรือสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ เนื่องด้วยคณะที่ปรึกษานำโดยเตียวเจียวได้เสนอให้ยอมสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ ขณะที่คณะขุนศึกนำโดยเทียเภาได้เสนอให้ร่วมมือกับเล่าปี่สู้โจโฉ แต่ด้วยความเห็นของขงเบ้ง และกุศโลบายการโน้มน้าวอย่างแยบคายของจิวยี่แม่ทัพใหญ่แห่งง่อก๊ก ซุนกวนจึงตัดสินใจประกาศสงครามกับโจโฉ โดยแต่งตั้งให้จิวยี่เป็นแม่ทัพในการสงคราม ขณะเดียวกัน ชัวมอและเตียวอุ๋นแห่งเกงจิ๋วได้มาสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ โจโฉตั้งให้ทั้งสองคนเป็นแม่ทัพเรือ หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพโจโฉนำโดยแฮหัวเอี๋ยนได้นำกองทัพม้าไปโจมตีกองทัพพันธมิตรของเล่าปี่และซุนกวน แต่ก็ถูกกลศึกโดยปิดล้อมในกระบวนทัพที่ฝ่ายพันธมิตรได้วางแผนเอาไว้แล้วร่วมกัน แฮหัวเอี๋ยนพ่ายศึก แต่จิวยี่ได้ปล่อยตัวแฮหัวเอี๋ยนกลับทัพโจโฉไป ฝ่ายโจโฉก็นำทัพเรือมาตั้งไว้ที่ริมฝั่งตรงข้ามกับผาแดงอันเป็นที่ตั้งค่ายของจิวยี่ รอเวลาเปิดศึกต่อไป
อ่านต่อ ; … ทัพเรือนับหมื่น อาชานับแสน ไพร่พลนับล้าน … อุบัติมหาสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในสามก๊ก … ใช่แล้ว ในบทความนี้จะมาเขียนเกี่ยวกับ ยุทธการที่เซ็กเพ็ก (赤壁之战) หรือ ยุทธการที่ผาแดง 
 ยุทธการที่ผาแดง คือ การรบในแม่น้ำแยงซีช่วงฤดูหนาว ปี ค.ศ. 208-209 ระหว่างทัพพันธมิตรของซุนกวน เล่าปี่ กับ ทัพโจโฉจากแดนเหนือผู้ซึ่งหวังยึดครองดินแดนฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีเพื่อพยายามรวมจีนให้เป็นหนึ่งเดียว ศึกนี้เต็มไปด้วยการเดินหมากและวางกลยุทธ์อันแยบยล ไม่ว่าจะเป็น การล่อลวง (อุยกายแม่ทัพของซุนกวนแสร้งยอมสวามิภักดิ์ต่อโจโฉและเตรียมกองเรือรบซึ่งถูกดัดแปลงให้เป็น ‘เรือไฟ’ ด้วยการบรรทุกฟืน ต้นอ้อแห้ง น้ำมัน) ไฟ และ ลมตะวันออก (การใช้ลมพัดจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นลมที่เหมาะกับการโจมตีด้วยไฟ ทำให้เรือของทัพพันธมิตรสามารถเผาเรือโจโฉได้)
 *บ้างก็ว่า โจโฉ สั่งเผากองเรือเองเพราะโรคระบาด และ สกัดการไล่ตามของข้าศึก ชัยภูมิเป็นต่อ ทัพเรือเป็นรอง (เนื่องจากการรบเกิดขึ้นในแม่น้ำแยงซี และ การโจมตีด้วยไฟทำให้ทัพเรือโจโฉได้รับความเสียหายอย่างหนักในพื้นที่จำกัด)
 บทสรุปของศึกผาแดง
                         ทัพพันธมิตรของซุนกวน เล่าปี่ เอาชนะทัพของโจโฉขุนศึกทางภาคเหนือที่มีกำลังมากกว่าประมาณ 4 เท่าลงได้ …
                         ความพยายามของโจโฉที่ต้องการจะรวมจีนเป็นหนึ่งเดียวต้องล้มเหลว …
                         ชัยชนะของทัพพันธมิตรทำให้เล่าปี่และซุนกวนอยู่รอดและสร้างแนวชายแดนที่ต่อมาจะกลายเป็นรากฐานของ จ๊กก๊ก และ ง่อก๊ก ในสามก๊ก ใน เวลาต่อมา …
                         ความคิดเห็น และ มุมมอง ที่แตกต่างกันของทั้งสามก๊ก คือ ชนวนของยุทธนาวีครั้งนี้ โจโฉ (วุยก๊ก): ผู้พิชิตแดนเหนือ และ ผู้ปราบ ‘อ้วนเสี้ยว’ อาชาทัพลงใต้ เพื่อต้องการรวมจีนเป็นหนึ่งเดียว ด้วยวลีติดปากว่า
 ‘ข้ายอมทรยศคนทั้งโลก แต่ไม่ยอมให้ใครมาทรยศข้า’
 ‘ข้ายอมทำผิดต่อผู้คนในใต้หล้า ดีกว่าให้ผู้คนมาทำผิดต่อข้า’
                        ซุนกวน (ง่อก๊ก): ผู้ซึ่งขึ้นเป็นผู้นำแทนพี่ชาย อย่าง ‘ซุนเซ็ก’ และ ‘ซุนเกี๋ยน’ ผู้เป็นบิดาได้ไม่นาน ด้วยคำแนะนำของ ‘จิวยี่’ ว่าจะ ยอมแพ้โจโฉไม่ได้ มิฉะนั้น ง่อก๊ก พยัคฆ์แห่งกังตั๊งจะหายไป ด้วยวลีติดปาก ว่า ‘เมื่อข้ากล้าใช้ท่าน ก็แปลว่า ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เราจะร่วมเป็นร่วมตาย’
                        ‘ผู้นำที่แท้ต้องพรางตัวเป็น ซ่อนความฉลาดในคราบคนโง่ … ซ่อนความเลือดเย็นในคราบคนอ่อนแอ … ปล่อยให้ศัตรูคิดว่าได้เปรียบ’
                        ‘ทำงานใหญ่ได้ นับว่า สามารถเหนือใคร … ใช้คนทำงานใหญ่ได้ นับว่า เหนือคน’
                        เล่าปี่ (จกก๊ก): ผู้ที่พ่ายศึกที่เกงจิ๋ว และ พ่ายให้กับโจโฉ มาพร้อมกับกุนซือใหม่อย่าง ‘ขงเบ้ง’ ผู้เสนอยุทธศาสตร์สามส่วน หรือ ‘สามก๊ก’ ด้วยเป้าหมายสูงสุด นั่นคือ ต้องการฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่น ด้วยวลีติดปากว่า
                        ‘อำนาจไม่คงที่ … ความดีสิคงทน’
                        เรื่องราวของยุทธการผาแดงในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสามก๊กเท่านั้น เพราะ แม้ทัพพันธมิตรของซุนกวน เล่าปี่ จะช่วยกัน ล้ม โจโฉ ลงได้ แต่ในเวลาต่อมาทั้งสองฝ่ายก็เกิดข้อพิพาทในเรื่องอาณาเขตของแคว้นเกงจิ๋วทางตอนใต้ในช่วงต้นทศวรรษ 210
                        ทั้งสองฝ่ายตกลงแบ่งดินแดนตามแนวตลอดแม่น้ำของทั้งสองฝ่าย โดย ซุนกวนได้พื้นที่ทางตะวันออกของแม่น้ำ และ เล่าปี่ยังคงครองพื้นที่ทางตะวันตกของแม่น้ำ แต่ถึงแม้จะมีข้อตกลงสงบศึกจากกรณีพิพาทเรื่องอาณาเขต ท้ายที่สุดซุนกวนก็ส่งทัพเข้าโจมตีอาณาเขตของเล่าปี่ในการรุกรานในปี ค.ศ. 219 และยึดครองทั้งแคว้นเกงจิ๋วได้สำเร็จ … สมกับคำกล่าวว่า ‘ไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร’