Translate

29 พฤศจิกายน 2568

หน้าต่างที่ ๑๐ / ๑๒ อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์

 อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ รัตนะจงกรมกัณฑ์ เนื้อความในพระไตรปิฎก เนื้อความในอรรถกา มีทั้งหมด ๑๒ หน้าต่าง. อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒]
         ครั้งนั้น สุเมธบัณฑิตเป็นผู้เห็นโทษของบรรณศาลา ได้อานิสงส์ในเสนาสนะคือโคนไม้อยู่ จึงคิดยิ่งขึ้นไปว่า การที่เราเข้าไปยังหมู่บ้านเพื่อแสวงหาอาหาร เป็นทุกข์ในการแสวงหาอาหาร เรามิใช่เพราะสิ้นไร้อย่างไรจึงออกบวชด้วยความต้องการเพื่ออาหาร แต่ทุกข์มีการแสวงหาอาหารเป็นมูลไม่มีประมาณ ถ้ากระไรเราจะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ. 
         แต่เมื่อจะทรงแสดงความที่วิเศษของประโยชน์นี้จึงตรัสคาถาเป็นต้นว่า 
               เราสละธัญชาติที่หว่านแล้ว ที่ปลูกแล้วโดยไม่ 
               เหลือเลย บริโภคแต่ผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ 
               อันพรั่งพร้อมด้วยคุณเป็นอันมาก.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาปิตํ ได้แก่ ที่หว่านเสร็จแล้ว. 
         บทว่า โรปิตํ ได้แก่ ที่ปลูกเสร็จแล้ว. 
         ข้าวกล้าจะสำเร็จผลมี ๒ วิธี คือด้วยการหว่านและการปลูก. เราก็ละเสียทั้ง ๒ วิธี ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เพราะตัวเรามักน้อย. 
         บทว่า ปวตฺตผลํ ได้แก่ ผลไม้ที่หล่นเอง. 
         บทว่า อาทิยึ ได้แก่ บริโภค. 
                  บุคคลผู้สันโดษด้วยผลไม้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ 
            เลี้ยงชีพไม่เนื่องด้วยผู้อื่น ละความละโมบในอาหารเสีย 
            ย่อมเป็นมุนีใน ๔ ทิศ. 
                  มุนีย่อมละความอยากในรส การเลี้ยงชีพของ 
            ท่านจึงบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นแล จึงไม่ควรดูหมิ่นการ 
            บริโภคผลที่ไม้มีอยู่ตามธรรมชาติ. 
         สุเมธบัณฑิต เมื่อประพฤติอยู่อย่างนี้ไม่นานนักก็บรรลุสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ภายใน ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงประกาศความข้อนี้ จึงตรัสว่า ตตฺถปฺปธานํ ปทหึ เป็นต้น. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในอาศรมนั้น. 
         บทว่า ปธานํ ได้แก่ความเพียร. 
         จริงอยู่ ความเพียร ท่านเรียกว่าปธานะ เพราะเป็นคุณควรตั้งไว้ หรือเพราะทำภาวะคือการตั้งไว้. 
         บทว่า ปทหึ ได้แก่ เริ่มความเพียร. 
         บทว่า นิสชฺชฏฺฐานจงฺกเม แปลว่า ด้วยการนั่ง การยืนและการเดิน. 
         แต่สุเมธบัณฑิตปฏิเสธการนอน ยังคืนและวันให้ล่วงไปด้วยการนั่งยืนและเดินเท่านั้น จึงบรรลุกำลังแห่งอภิญญาได้ภายใน ๗ วันเท่านั้น. 
         ก็แล เมื่อสุเมธดาบสครั้นบรรลุกำลังแห่งอภิญญาอย่างนี้แล้ว ก็ยับยั้งอยู่ด้วยสุขในสมาบัติ. ครั้งนั้น พระศาสดาพระนามว่าทีปังกรผู้ทรงทำการสงเคราะห์ชนทั้งปวงผู้ทรงทำภัยแก่พลแห่งมาร ทรงทำประทีปคือพระญาณเสด็จอุบัติในโลก. 
         เมื่อว่าโดยสังเขปเท่านั้น. 
         การกล่าวลำดับเรื่องพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีดังนี้ 
         ได้ยินว่า พระมหาสัตว์พระนามว่าทีปังกรพระองค์นี้ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๓๐ ทัศ ทรงดำรงอยู่ในอัตภาพเสมือนอัตภาพของพระเวสสันดร ทรงให้มหาทาน เป็นเหตุให้แผ่นดินไหวเป็นต้น เมื่อสุดสิ้นพระชนมายุก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ทรงดำรงอยู่ ณ ที่นั้นจนตลอดพระชนมายุ เมื่อเทวดาในหมื่นจักวาลประชุมกันทูลว่า
                 กาโลยํ๑- เต มหาวีร                             อุปฺปชฺช มาตุกุจฺฉิยํ
                 สเทวกํ ตารยนฺโต                                   พุชฺฌสฺสุ อมตํ ปทํ.
 ข้าแต่พระมหาวีระ นี้เป็นกาลอันสมควรสำหรับ 
                 พระองค์ โปรดเสด็จอุบัติในครรภ์พระมารดาเถิด
                 พระองค์เมื่อทรงยังโลกพร้อมทั้งเทวโลก ให้ข้าม 
                โอฆสงสาร ก็โปรดตรัสรู้อมตบทเถิด. ๑- ในที่บางแห่งเป็น กาโล โข
         ดังนี้แล้ว แต่นั้นทรงสดับคำของเทวดาทั้งหลายแล้วทรงพิจารณามหาวิโลกนะ ๕ ทรงจุติจากดุสิตสวรรค์นั้นแล้วทรงถือปฏิสนธิ โดยดาวนักษัตรในเดือนอาสาฬหะหลัง เพ็ญเดือนอาสาฬหะ ในพระครรภ์ของพระนางสุเมธาเทวี ในสกุลของพระราชาพระนามว่าสุเทวะ ผู้เป็นเทพแห่งนรชน ดังท้าววาสุเทพผู้พิชิตด้วยความเจริญแห่งพระยศของพระองค์ ณ กรุงรัมมวดี มีราชบริพารหมู่ใหญ่คอยบริหาร ไม่ทรงแปดเปื้อนด้วยของไม่สะอาดไรๆ ในพระครรภ์ของพระมหาเทวี เหมือนก้อนแก้วมณี อยู่ตลอดทศมาส ก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระนาง เหมือนดวงจันทร์ในฤดูสารทโคจรไปในหลืบเมฆ.
บุพนิมิต ๓๒
         ก็บุพนิมิต ๓๒ ประการปรากฏเป็นปาฏิหาริย์ของพระทีปังกรราชกุมารพระองค์นั้น ทั้งขณะปฏิสนธิ ทั้งขณะประสูติ. ปาฏิหาริย์ ๓๒ ประการเป็นไปในฐานะ ๔ เหล่านี้คือ เมื่อพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทุกพระองค์เสด็จสู่พระครรภ์ของพระมารดา ๑ ประสูติ ๑ ตรัสรู้ ๑ ประกาศพระธรรมจักร ๑ เพราะฉะนั้น เราจึงแสดงบุพนิมิต ๓๒ ในการประสูติของพระทีปังกรราชกุมาร เพราะเป็นของปรากฏแล้ว ดังนี้ว่า 
                  เมื่อพระทีปังกรราชกุมาร ผู้ทำความงาม ผู้ทำ 
            ความเจริญ ผู้ทำความสงบ ประสูติแล้ว ในครั้งนั้น 
            หมื่นโลกธาตุก็สะเทือนสะท้านหวั่นไหวโดยรอบ. 
                  ครั้งนั้น เทวดาในหมื่นจักรวาล ก็พากันประชุม 
            ในจักรวาลหนึ่ง. 
                  พอพระมหาสัตว์ ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ประสูติ 
            เทวดาทั้งหลายก็รับก่อน ภายหลัง พวกมนุษย์จึงรับ 
            พระองค์. 
                  ขณะนั้น กลองหุ้มหนังและกลองทั้งหลาย ช่อง 
            พิณและพิณทั้งหลาย อันใครๆ มิได้ประโคม เครื่อง 
            อาภรณ์ทั้งหลายที่ใครๆ มิได้แตะต้อง ก็ส่งเสียงร้อง 
            อย่างไพเราะไปรอบๆ 
                  เครื่องพันธนาการทั้งหลายทุกแห่ง ก็ขาดหลุด 
            ไป โรคภัยทั้งปวงก็หายไปเอง คนตาบอดแต่กำเนิด 
            ก็มองเห็นรูปทั้งหลาย คนหูหนวกก็ได้ยินเสียงรอบตัว. 
                  คนใบ้แต่กำเนิด ก็ได้สติระลึกได้ คนขาพิการ 
            ก็ใช้เท้าเดินได้ เรือก็เดินไปต่างประเทศแล้วกลับท่า 
            เรือสุปัฏฏนะได้อย่างรวดเร็ว. 
                  รัตนะทุกอย่าง ทั้งที่อยู่ในอากาศ ทั้งที่อยู่ภาค 
            พื้นดิน ก็เรืองแสงได้เองไปรอบๆ ไฟในนรกอันร้าย 
            กาจก็ดับ แม้น้ำในแม่น้ำทั้งหลายก็ไม่ไหล. 
                  แสงสว่างอันโอฬารไพบูลย์ ก็ได้มีในโลกันตริก- 
            นรก แม้มีทุกข์ไม่ว่างเว้น ครั้งนั้น มหาสมุทรนี้ก็มี 
            เกลียวคลื่นละลอกสงบ ทั้งน้ำก็มีรสจืดอร่อยด้วย. 
                  ลมที่พัดแรงหรือร้ายกาจก็ไม่พัด ต้นไม้ทั้งหลาย 
            ก็ออกดอกบานสะพรั่ง ดวงจันทร์พร้อมทั้งดวงดาว 
            ก็จรัสแสงยิ่ง แม้แต่ดวงอาทิตย์ก็ไม่ร้อนแรง.
                  ฝูงนก ก็ร่าเริงลงจากฟากฟ้าและต้นไม้ มาอยู่ 
            พื้นดินเบื้องล่าง เมฆฝนที่อยู่ใน ๔ มหาทวีป ก็หลั่ง 
            น้ำฝนรสอร่อยไปโดยรอบ. 
                  เทวดาทั้งหลายอยู่ในภพทิพย์ของตน มีจิตเสื่อม 
            ใส ก็พากันฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคม โห่ร้อง สรวลเสกัน 
            อึงมี่. 
                  เขาว่า ในขณะนั้น ประตูเล็กบานประตูใหญ่ก็ 
            เปิดได้เอง เขาว่า ความอดอยากหิวระหาย มิได้บีบคั้น 
            มหาชน ไม่ว่าโลกไรๆ. 
                  ส่วนหมู่สัตว์ที่เป็นเวรกันเป็นนิตย์ ก็ได้เมตตาจิต 
            เป็นอย่างยิ่ง ฝูงกาก็เที่ยวไปกับฝูงนกเค้าแมว ฝูงหมาป่า 
            ก็ยิ้มแย้มกับฝูงหมู. 
                  งูมีพิษ ทั้งงูไม่มีพิษ ก็เล่นหัวกับพังพอนทั้งหลาย 
            ฝูงหนูบ้าน มีใจคุ้นกันสนิทก็จับกลุ่มกันใกล้กับหัวของ 
            แมว. 
                  ความระหายน้ำ ในโลกของปีศาจ ที่ไม่ได้น้ำมา 
            เป็นพุทธันดร ก็หายไป คนค่อมก็มีกายงามสม ส่วน 
            คนใบ้ก็พูดได้ไพเราะ. 
                  ส่วนหมู่สัตว์ที่มีจิตเลื่อมใส ก็กล่าวปิยวาจาแก่กัน 
            และกัน ฝูงม้าที่มีใจร่าเริงก็ลำพองร้อง แม้ฝูงช้างใหญ่ 
            เมามันก็ส่งเสียงโกญจนาท. 
                  รอบๆ หมื่นโลกธาตุ ก็เกลื่อนกลาดด้วยจุรณ- 
            จันทน์หอมกรุ่น อบอวลหวลหอมด้วยกลิ่นดอกไม้ 
            หญ้าฝรั่นและธูป มีมาลัยเป็นธงใหญ่งามต่างๆ. 
         ก็ในบุพนิมิต ๓๒ นั้น 
         ๑. ความไหวแห่งหมื่นโลกธาตุ เป็นบุพนิมิตแห่งการได้พระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ 
         ๒. การประชุมเทวดาทั้งหลายในจักรวาลเดียว เป็นบุพนิมิตแห่งการประชุมพร้อมเพรียงกันรับธรรม ในกาลที่พระองค์ทรงแสดงพระธรรมจักร 
         ๓. การรับของเทวดาทั้งหลายก่อน เป็นบุพนิมิตแห่งการได้รูปาวจรฌาน ๔ 
         ๔. การรับของมนุษย์ทั้งหลายภายหลัง เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อรูปวจรฌาน ๔ 
         ๕. การประโคมของกลองหุ้มหนังและกลองทั้งหลายได้เอง เป็นบุพนิมิตแห่งการยังมหาชนให้ได้ยินเสียงกลองธรรมขนาดใหญ่

         ๖. การบรรเลงเสียงเพลงได้เองของพิณและอาภรณ์เครื่องประดับ เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อนุบุพวิหารสมาบัติ. 
         ๗. การที่เครื่องพันธนาการขาดหลุดได้เอง เป็นบุพนิมิตแห่งการตัดอัสมิมานะ 
         ๘. การปราศจากโรคทุกอย่างของมหาชน เป็นบุพนิมิตแห่งการได้ผลแห่งสัจจะ ๔ 
         ๙. การเห็นรูปของคนตาบอดแต่กำเนิด เป็นบุพนิมิตแห่งการได้ทิพยจักษุ 
         ๑๐. การได้ยินเสียงของคนหูหนวก เป็นบุพนิมิตแห่งการได้ทิพโสตธาตุ 
         ๑๑. การเกิดอนุสสติของคนใบ้แต่กำเนิด เป็นบุพนิมิตแห่งการได้สติปัฏฐาน ๔ 
         ๑๒. การเดินไปได้ด้วยเท้าของคนขาพิการ เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท ๔ 
         ๑๓. การกลับมาสู่ท่าเรือสุปัฏฏนะได้เองของเรือที่ไปต่างประเทศ เป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุปฏิสัมภิทา ๔ 
         ๑๔. การรุ่งโรจน์ได้เองของรัตนะทั้งหลาย เป็นบุพนิมิตแห่งการได้แสงสว่างในธรรม 
         ๑๕. การดับของไฟในนรก เป็นบุพนิมิตแห่งการดับไฟ ๑๑ กอง 
         ๑๖. การไม่ไหลแห่งน้ำในแม่น้ำทั้งหลาย เป็นบุพนิมิตแห่งการได้จตุเวสารัชชญาณ 
         ๑๗. แสงสว่างในโลกันตริกนรก เป็นบุพนิมิตแห่งการกำจัดความมืดคืออวิชชา แล้วเห็นแสงสว่างด้วยญาณ 
         ๑๘. ความที่มหาสมุทรมีน้ำอร่อย เป็นบุพนิมิตแห่งความที่ธรรมวินัยมีรสเดียว คือรสพระนิพพาน 
         ๑๙. ความไม่พัดแห่งลม เป็นบุพนิมิตแห่งการทำลายทิฏฐิ ๖๒ 
         ๒๐. ความที่ต้นไม้ทั้งหลายออกดอกบาน เป็นบุพนิมิตแห่งความที่ธรรมวินัยออกดอกบาน โดยดอกคือวิมุตติ 
         ๒๑. ความจรัสแสงยิ่งของดวงจันทร์ เป็นบุพนิมิตแห่งความที่พระองค์เป็นที่รักใคร่ของคนเป็นอันมาก 
         ๒๒. ความที่ดวงอาทิตย์สุกใสแต่ไม่ร้อนแรง เป็นบุพนิมิตแห่งความเกิดขึ้นแห่งความสุขกายสุขใจ 
         ๒๓. การโผบินจากท้องฟ้าเป็นต้นสู่แผ่นดินของฝูงนก เป็นบุพนิมิตแห่งการฟังพระโอวาทแล้วถึงสรณะด้วยชีวิตของมหาชน 
         ๒๔. การตกลงมาแห่งเมฆฝนที่เป็นไปในทวีปทั้ง ๔ ห่าใหญ่ เป็นบุพนิมิตแห่งฝนคือธรรมขนาดใหญ่ 
         ๒๕. การอยู่ในภพของตนๆ ระเริงเล่นด้วยการฟ้อนรำเป็นต้นของเทวดาทั้งหลาย เป็นบุพนิมิตแห่งการทรงบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ทรงเปล่งพระอุทาน 
         ๒๖. การเปิดได้เองของประตูเล็กและบานประตูใหญ่ เป็นบุพนิมิตแห่งการเปิดประตูคือมรรคมีองค์ ๘ 
         ๒๗. ความไม่มีความหิวบีบคั้น เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อมตะด้วยกายคตาสติ 
         ๒๘. ความไม่มีความระหายบีบคั้น เป็นบุพนิมิตแห่งความมีความสุขโดยสุขในวิมุตติ 
         ๒๙. ความได้เมตตาจิตของผู้มีเวรทั้งหลาย เป็นบุพนิมิตแห่งการได้พรหมวิหาร ๔ 
         ๓๐. ความที่หมื่นโลกธาตุ มีธงคันหนึ่งเป็นมาลัย เป็นบุพนิมิตแห่งความที่พระศาสนามีธงอริยะเป็นมาลัย 
         ๓๑-๓๒. ส่วนคุณวิเศษที่เหลือ พึงทราบว่าเป็นบุพนิมิตแห่งการได้พุทธคุณที่เหลือ. 
         ครั้งนั้น พระทีปังกรราชกุมารถูกบำเรอด้วยสมบัติใหญ่ ทรงจำเริญวัยโดยลำดับ เสวยสิริราชย์บนปราสาท ๓ หลังที่เหมาะแก่ฤดูทั้ง ๓ ดั่งเสวยสิริในเทวโลก สมัยเสด็จไปทรงกีฬาในพระราชอุทยาน ทรงเห็นเทวทูต ๓ คือคนแก่ คนเจ็บ และคนตายตามลำดับ ทรงเกิดความสลดพระหฤทัย เสด็จกลับเข้าสู่กรุงรัมมวดี. 
         ครั้นเสด็จเข้าพระนครแล้ว ครั้งที่ ๔ รับสั่งเรียกนายหัตถาจารย์ ตรัสกะเขาว่า พ่อเอย เราจักออกไปชมพระราชอุทยาน ท่านจงเตรียมยานคือช้างไว้ให้พร้อม. เขาทูลรับว่า พระเจ้าข้า แล้วก็จัดเตรียมช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือก. 
         ครั้งนั้น เทพบุตรชื่อวิสสุกรรมก็ช่วยประดับพระโพธิสัตว์ผู้ทรงผ้าห่มผ้านุ่งย้อมสีต่างๆ สวมกำไลมุกดาหารต้นแขน ทรงกำไลพระกรทอง มงกุฏและกุณฑลประดับด้วยรัตนะ ๙ อันงาม พระเมาลีประดับด้วยมาลัยดอกไม้หอมอย่างยิ่ง. 
         ขณะนั้นพระทีปังกรราชกุมารอันช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือกแวดล้อมแล้วเหมือนเทพกุมาร เสด็จขึ้นทรงคอช้างต้น อันหมู่พลหมู่ใหญ่ห้อมล้อมแล้ว เสด็จเข้าพระราชอุทยานที่ให้เกิดความรื่นรมย์ ลงจากคอช้างแล้ว เสด็จตรวจพระราชอุทยานนั้น ประทับนั่งเหนือพื้นศิลา เป็นที่เย็นพระหฤทัยพระองค์เอง งามน่าชมอย่างยิ่ง ทรงเกิดจิตคิดจะทรงผนวช.
         ทันใดนั้นเอง ท้าวมหาพรหมผู้เป็นพระขีณาสพในชั้นสุทธาวาส ถือสมณบริขาร ๘ มาปรากฏในคลองจักษุของพระมหาบุรุษ. 
         พระมหาบุรุษทรงเห็นมหาพรหมขีณาสพนั้นตรัสถามว่า นี้อะไร ทรงสดับว่าสมณบริขารก็ทรงเปลื้องเครื่องประดับ ประทานไว้ในมือพนักงานผู้รักษาเรือนคลังเครื่องประดับ ทรงถือพระขรรค์มงคลทรงตัดพระเกศาพร้อมด้วยพระมงกุฏ ทรงเหวี่ยงไปในอากาศกลางหาว. 
         ขณะนั้น ท้าวสักกะเทวราชทรงเอาผอบทองรับพระเกสาและพระมงกุฏนั้นไว้ ทรงทำเป็นมงกุฏเจดีย์สำเร็จด้วยแก้วมณีสีดอกอินทนิลขนาด ๓ โยชน์ เหนือยอดขุนเขาสิเนรุ. 
         ครั้งนั้น พระมหาบุรุษทรงครองผ้ากาสาวะ ธงชัยแห่งพระอรหัต ที่เทวดาถวาย ทรงเหวี่ยงคู่ผ้า (คือผ้านุ่งผ้าห่ม) ไปในอากาศ พรหมก็ทรงรับผ้านั้น ทรงทำเป็นเจดีย์ที่สำเร็จด้วยรัตนะทั้งหมด ขนาด ๑๒ โยชน์ในพรหมโลก. 
         ก็บุรุษ ๑ โกฏิบวชตามเสด็จพระทีปังกรราชกุมารซึ่งกำลังทรงผนวช พระโพธิสัตว์ซึ่งบริษัทนั้นห้อมล้อมแล้วได้ทรงบำเพ็ญปธานจริยา ประพฤติความเพียร ๑๐ เดือน. 
         ต่อมาเพ็ญกลางเดือนวิสาขะ เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังนครแห่งหนึ่ง. 
         เล่ากันว่า มนุษย์ทั้งหลายในนครนั้น หุงข้าวมธุปายาสไม่มีน้ำ เพื่อทำสังเวยเทวดาในวันนั้น แต่มนุษย์ทั้งหลายได้ถวายแด่พระมหาสัตว์พระองค์นั้นพร้อมทั้งบริษัทที่เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ข้าวมธุปยาสไม่มีน้ำ ก็เพียงพอแก่ภิกษุทั้งหมดนับโกฏิ แต่ในบาตรของพระมหาบุรุษ เทวดาทั้งหลายใส่ทิพโอชะลงไป. 
         พระมหาบุรุษ ครั้นเสวยมธุปายาสนั้นแล้ว ก็ทรงพักกลางวัน ณ ป่าสาละ ในพระราชอุทยานนั้นเอง เวลาเย็นทรงออกจากที่เร้นแล้ว ก็ทรงสละคณะ ทรงรับหญ้า ๘ กำที่อาชีวกชื่อสุนันทะ ถวายแล้ว เสด็จไปยังโคนต้นไม้สำหรับตรัสรู้ ชื่อปีปผลิ คือไม้เลียบ ทรงปูลาดหญ้าประทับนั่งขัดสมาธิเอาต้นไม้ตรัสรู้ขนาด ๙๐ ศอกไว้เบื้องพระปฤษฎางค์ ทรงอธิษฐานความ เพียรมีองค์ ๔ ประทับนั่ง ณ โคนโพธิพฤกษ์. 
         ต่อนั้นก็ทรงกำจัดพลของมาร ณ ราตรี ปฐมยามทรงระลึกบุพเพนิวาสญาณ มัชฌิมยามทรงชำระทิพยจักษุ ปัจฉิมยามทรงพิจารณาปัจจยาการทั้งอนุโลมทั้งปฏิโลม ทรงเข้าจตุตถฌานมีอานาปานสติเป็นอารมณ์ ออกจากจตุตถฌานนั้นแล้ว ทรงหยั่งลงในขันธ์ ๕ ทรงเห็นลักษณะ ๕๐ ถ้วนโดยอุทยัพพยญาณ ทรงเจริญวิปัสสนาจนถึงโคตรภูญาณ. 
         เวลาอรุณอุทัยก็ทรงแทงตลอดพุทธคุณทั้งสิ้นด้วยอริยมรรค ทรงบรรลือพุทธสีหนาท ทรงยับยั้งอยู่ใกล้ต้นโพธิพฤกษ์ตลอด ๗ สัปดาห์ ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ สุนันทาราม ด้วยทรงปฏิญญารับอาราธนาแสดงธรรมของพรหม ทรงยังเทวดาและมนุษย์ร้อยโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม ทรงหลั่งฝนคือธรรม เหมือนมหาเมฆทั้ง ๔ ทวีป เสด็จจาริกทั่วชนบท ปลดเปลื้องมหาชนให้พ้นจากเครื่องพันธนาการ. 
         ได้ยินว่า ครั้งนั้น สุเมธบัณฑิตยับยั้งอยู่ด้วยสุขในสมาบัติ ไม่เห็นนิมิตเหล่านั้น ไม่เห็นนิมิตแห่งการไหวของแผ่นดิน. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                     เมื่อเราประสบความสำเร็จ เป็นผู้ชำนาญในศาสนา 
               อย่างนี้ พระชินเจ้าผู้นำโลก พระนามว่าทีปังกรก็เสด็จอุบัติ. 
                     เรามัวเอิบอิ่มด้วยความยินดีในฌานเสีย จึงไม่ได้เห็น 
               นิมิต ๔ ในการเสด็จอุบัติ การประสูติ การตรัสรู้ การแสดง 
               ธรรม.
         แก้อรรถ         
         ทรงแสดงคำที่พึงตรัส ณ บัดนี้ ด้วยบทว่า เอวํ ในคาถานั้น. 
         บทว่า เม แปลว่า เมื่อเรา. บทว่า สิทฺธิปฺปตฺตสฺส ได้แก่ ถึงความสำเร็จอภิญญา ๕. 
         บทว่า วสีภูตสฺส ได้แก่ เป็นผู้ชำนาญแล้ว. อธิบายว่า ถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญ. 
         บทว่า สาสเน ได้แก่ ในศาสนาของดาบสผู้อาศัยความสงัด. ฉัฏฐีวิภัตติพึงเห็นว่าใช้ในลักษณะอนาทระ. 
         บทว่า ชิโน ได้แก่ ชื่อว่าชินะ เพราะชนะข้าศึกคือกิเลส. 
         บทว่า อุปฺปชฺชนฺเต ได้แก่ ในการถือปฏิสนธิ. 
         บทว่า ชายนฺเต ได้แก่ ในการประสูติจากพระครรภ์พระมารดา. 
         บทว่า พุชฺฌนฺเต ได้แก่ ในการตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ. 
         บทว่า ธมฺมเทสเน ได้แก่ ในการประกาศพระธรรมจักร. 
         บทว่า จตุโร นิมิตฺเต ได้แก่ นิมิต ๔. อธิบายว่า นิมิตมีหมื่นโลกธาตุไหวเป็นต้นในฐานะ ๔ คือ ถือปฏิสนธิ ประสูติ ตรัสรู้และประกาศพระธรรมจักร. 
         ผู้ทักท้วงในข้อนี้กล่าวว่า นิมิตเหล่านั้นมีมาก เหตุไรจึงตรัสว่านิมิต ๔ ไม่สมควรมิใช่หรือ. 
         ตอบว่า ไม่สมควร หากว่านิมิตเหล่านั้นมีมาก แต่ตรัสว่า นิมิต ๔ เพราะเป็นไปในฐานะ ๔. 
         บทว่า นาทฺทสํ ได้แก่ นาทฺทสึ แปลว่าไม่ได้เห็นแล้ว. บัดนี้เมื่อทรงแสดงเหตุในการไม่เห็นนิมิต ๔ นั้น จึงตรัสว่า มัวเอิบอิ่มด้วยความยินดีในฌาน ดังนี้. 
         คำว่า ฌานรติ นี้เป็นชื่อของสุขในสมาบัติ. อธิบายว่า ไม่ได้เห็นนิมิตเหล่านั้น เพราะเพียบพร้อมอยู่ด้วยความยินดีในฌาน. 
         ก็สมัยนั้น พระทีปังกรทศพลอันพระขีณาสพสี่แสนรูปแวดล้อมแล้ว เสด็จจาริกไปตามลำดับก็ลุนครชื่อรัมมะ ที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง ประทับอยู่ ณ พระสุทัสสนมหาวิหาร. 
         ชาวรัมมนครฟังข่าวว่า ได้ยินว่า พระทีปังกรทศพลทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐแล้ว เสด็จจาริกมาโดยลำดับถึงรัมมนคร แล้วประทับอยู่ ณ พระสุทัสสนมหาวิหาร ก็ถือเอาเภสัชมีเนยเป็นต้น ฉันอาหารเช้าแล้ว ก็ห่มผ้าอันสะอาด ถือดอกไม้ธูปและของหอม เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ครั้นเฝ้าแล้วก็ถวายบังคม บูชาด้วยดอกไม้เป็นต้น นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง ฟังธรรมกถาอันไพเราะยิ่ง นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น ลุกจากที่นั่งแล้ว ทำประทักษิณพระทศพล แล้วกลับไป. 
         วันรุ่งขึ้น ชาวเมืองเหล่านั้นก็จัดอสทิสมหาทาน สร้างมณฑปมุงบังด้วยดอกบัวขาบอันไร้มลทินและน่ารัก ประพรมด้วยของหอม ๔ ชนิด โรยดอกไม้หอมครบ ๕ ทั้งข้าวตอก ตั้งหม้อน้ำ เต็มด้วยน้ำเย็นอร่อยไว้ ๔ มุม มณฑปปิดด้วยใบตอง ผูกเพดานผ้า งามน่าชมอย่างยิ่ง เสมือนดอกชบา ไว้บนมณฑป ประดับด้วยดาวทอง ดาวแก้วมณีและดาวเงิน ห้อยพวงของหอมพวงดอกไม้พวงใบไม้และพวงรัตนะ สะเดาะวันเคราะห์ร้ายด้วยธูปทั้งหลาย และทำรัมมนครที่น่ารื่นรมย์นั้นให้สะอาดสะอ้านทั่วทั้งนคร ตั้งต้นกล้วยพร้อมทั้งผลและหม้อเต็มน้ำประดับด้วยดอกไม้ และยกธงประฏากทั้งหลายหลากๆ สี ล้อมด้วยกำแพงผ้าม่านทั้งสองข้างถนนใหญ่ ตกแต่งทางเสด็จมาของพระทีปังกรทศพล ใส่ดินฝุ่นตรงที่น้ำเซาะ ถมตรงที่เป็นตม ทำที่ขรุขระให้เรียบ โรยด้วยทรายที่เสมือนมุกดา โรยด้วยดอกไม้ครบ ๕ ทั้งข้าวตอก จัดหนทางที่มีต้นกล้วยต้นหมากพร้อมทั้งผลไว้. 
         สมัยนั้น สุเมธดาบสโลดขึ้นจากอาศรมของตนเหาะไปทางอากาศส่วนเบื้องบนของมนุษย์ชาวรัมมนครเหล่านั้น เห็นพวกเขากำลังแผ้วถางทางและตกแต่งกัน ก็คิดว่าเหตุอะไรหนอ ลงจากอากาศทั้งที่คนเห็นกันหมด ยืน ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง ถามคนเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญ พวกท่านแผ้วถางทางนี้เพื่อประโยชน์อะไรดังนี้. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  มนุษย์ทั้งหลาย แถบถิ่นปัจจันตประเทศนิมนต์ 
            พระตถาคตแล้ว มีใจเบิกบาน ช่วยกันแผ้วถางหนทาง 
            เสด็จมาของพระองค์. 
                  สมัยนั้น เราออกจากอาศรมของตน สลัดผ้า 
            เปลือกไม้เหาะไปในบัดนั้น. 
                  เห็นคนที่เกิดความโสมนัส ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ 
            แล้ว ก็ลงจากท้องฟ้า ถามมนุษย์ทั้งหลายไปทันที. 
                  มหาชนผู้เกิดความโสมนัส ยินดีร่าเริงบันเทิงใจ 
            แล้ว พวกท่านแผ้วถางหนทางเพื่อใคร.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจนฺตเทสวิสเย ได้แก่ ชนบทที่เข้าใจกันว่า ปัจจันตประเทศอยู่ข้างหนึ่งของมัชฌิมประเทศนั่นเอง. 
         บทว่า ตตฺส อาคมนํ มคฺคํ ความว่า หนทางที่พระองค์พึงเสด็จมา. 
         บทว่า อหํ เตน สมเยน ได้แก่ ในสมัยนั้น เรา. 
         คำนี้เป็นตติยาวิภัตติพึงเห็นว่าลงในอรรถสัตตมีวิภัตติ. 
         บทว่า สกสฺสมา ได้แก่ ออกจากอาศรมบทของตน. 
         บทว่า ธุนนฺโต แปลว่า สลัดทิ้ง. พึงทราบว่า สองบทนี้ว่า เตน สมเยน และ ตทา เชื่อมความกับกิริยา ออกไป ของบทต้น และกิริยาไปของบทหลัง เพราะมีความอย่างเดียวกัน. นอกจากนี้ ก็ไม่พ้นโทษคือการกล่าวซ้ำ. 
         บทว่า ตทา แปลว่า ในสมัยนั้น. 
         บทว่า เวทชาตํ ได้แก่ เกิดโสมนัสเอง. 
         ๓ บทนี้ว่า ตุฏฺฐหฏฺฐํ ปโมทิตํ เป็นไวพจน์ของกันและกัน แสดงความของกันและกัน. 
         อีกอย่างหนึ่ง ยินดีด้วยสุข ร่าเริงด้วยปีติ บันเทิงใจด้วยปราโมช. 
         บทว่า โอโรหิตฺวาน แปลว่า ลงแล้ว. 
         บทว่า มนุสฺเส ปุจฺฉิ แปลว่า ถามผู้คนทั้งหลาย. หรือว่าบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. 
         บทว่า ตาวเท แปลว่า ครั้งนั้น. อธิบายว่า ขณะนั้นนั่นเอง. 
         บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงความที่ถาม จึงตรัสคำว่า ยินดีร่าเริง บันเทิงใจ เป็นต้น ในคำนั้นพึงนำศัพท์ว่า โสเธติ มาประกอบความอย่างนี้ว่า มหาชนนี้ยินดีร่าเริงแล้ว มีใจบันเทิงแล้ว ย่อมแผ้วถางทาง เพราะเหตุไรจึงแผ้วถางทาง หรือว่า แผ้วถางทางเพื่อประโยชน์แก่ใคร ความนอกจากนี้ไม่ถูก. 
         บทว่า โสธียติ ได้แก่ ทำความสะอาด. 
         คำเหล่านี้ว่า มคฺโค อญฺชสํ วฏุมายนํ เป็นไวพจน์ของทางทั้งนั้น. 
         มนุษย์เหล่านั้นถูกสุเมธดาบสนั้นถามอย่างนี้แล้วจึงตอบว่า ท่านสุเมธเจ้าข้า ท่านไม่รู้อะไร พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จจาริกไปในชนบทมาถึงนครของพวกเรา ประทับอยู่ ณ พระสุทัสสนมหาวิหาร พวกเรานิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จึงช่วยกันแผ้วถางทางเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระองค์นั้น. 
         ลำดับนั้น สุเมธบัณฑิตสดับคำนั้นแล้วก็คิดว่า แม้คำโฆษณาว่า พุทฺโธ นี้ก็หาได้ยาก จะป่วยกล่าวไปไยถึงความเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า ถ้าอย่างนั้น แม้เราจะร่วมกับคนพวกนี้ช่วยกันแผ้วถางทางก็ควรแท้. 
         ท่านจึงกล่าวกะมนุษย์พวกนั้นว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าพวกท่านแผ้วถางทางนี้เพื่อพระพุทธเจ้าไซร้ ก็จงให้โอกาสแห่งหนึ่งแก่เราบ้าง แม้เราก็จักร่วมกับพวกท่าน ช่วยแผ้วถางทางเพื่อพระพุทธเจ้า. 
         พวกมนุษย์เหล่านั้นก็รับปากว่า ดีสิ เมื่อรู้อยู่ว่า ท่านสุเมธบัณฑิตผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก จึงกำหนดโอกาสแห่งหนึ่งซึ่งแผ้วถางยังไม่ดี ถูกน้ำเซาะพังขรุขระอย่างเหลือเกินมอบให้ด้วยกล่าวว่า ขอท่านจงแผ้วถางโอกาสตรงนี้และตกแต่งด้วย. 
         สุเมธบัณฑิตเกิดปีติมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ จึงคิดว่า เราสามารถที่จะทำโอกาสแห่งนี้ให้น่าชมอย่างยิ่งได้ด้วยฤทธิ์ แต่เมื่อทำอย่างนั้นแล้วก็ยังไม่จุใจเรา แต่วันนี้ เราจะช่วยขวนขวายด้วยกายจึงควร แล้วจึงนำดินฝุ่นมาถมประเทศแห่งนั้นให้เต็ม. 
         แต่เมื่อสุเมธบัณฑิตนั้นแผ้วถางประเทศแห่งนั้นยังไม่เสร็จ ทำค้างไว้ มนุษย์ชาวรัมมนครก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงเวลาอาหารว่า อาหารเสร็จแล้ว พระเจ้าข้า. 
         เมื่อมนุษย์เหล่านั้นกราบทูลเวลาอาหารอย่างนั้นแล้ว พระทศพลทรงนุ่งอันตรวาสกสองชั้นสีเสมือนดอกชบา ปิดมณฑลทั้งสาม ทรงคาดประคดเอวอันมีสิริดังสายฟ้าแลบเหนืออันตรวาสกนั้น เหมือนล้อมกองดอกชบาด้วยสายสร้อยทอง ทรงห่มบังสุกุลจีวรอันประเสริฐสีแดงเสมือนดอกทองกวาวที่ชุ่มด้วยน้ำครั่ง ประหนึ่งรดน้ำครั่งลงเหนือยอดเขาทอง ประหนึ่งล้อมเจดีย์ทองด้วยตาข่ายแก้วประพาฬ ประหนึ่งสวมของมีค่าทำด้วยทองด้วยผ้ากัมพลแดง และประหนึ่งปิดดวงจันทร์ในฤดูสารทด้วยพลาหกแดง เสด็จออกจากประตูพระคันธกุฎี ประหนึ่งราชสีห์ออกจากถ้ำทอง ประทับยืนที่หน้าพระคันธกุฎี. 
         ขณะนั้น ภิกษุทั้งหมดถือบาตรจีวรของตนๆ แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุที่ยืนแวดล้อมเหล่านั้นก็ได้เป็นอย่างนั้น. 
                  ก็ภิกษุทั้งหลาย เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ผู้บอก 
            กล่าว ผู้อดทนต่อคำว่ากล่าว เป็นผู้สงัด ไม่คลุกคลี 
            ถูกแนะนำแล้ว ผู้ติบาป. 
                  ภิกษุแม้ทุกรูป ถึงพร้อมด้วยศีล ฉลาดในสมาธิ 
            และฌาน ถึงพร้อมด้วยปัญญาและวิมุตติ ผู้ประกอบ 
            ด้วยจรณะ ๑๕. 
                  เป็นผู้สิ้นอาสวะแล้ว ถึงความชำนาญ มีฤทธิ์ 
            มียศ มีอินทรีย์สงบ ถึงความฝึกแล้ว เป็นผู้หมดจด 
            แล้ว สิ้นภพใหม่แล้ว. 
         ด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เองปราศจากราคะ อันเหล่าภิกษุผู้ปราศจากราคะแวดล้อมแล้ว ทรงปราศจากโทสะ อันเหล่าภิกษุผู้ปราศจากโทสะแวดล้อมแล้ว ทรงปราศจากโมหะ อันเหล่าภิกษุผู้ปราศจากโมหะแวดล้อมแล้ว ช่างงามรุ่งโรจน์อย่างเหลือเกิน. 
         ครั้งนั้น พระศาสดาอันเหล่าภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ผู้สิ้นอาสวะแล้ว ผู้ได้อภิญญา ๖ จำนวนสี่แสนรูปแวดล้อมแล้ว เสด็จพุทธดำเนินสู่ทางนั้นที่เขาประดับตกแต่งแล้ว ด้วยพุทธลีลาหาที่เปรียบมิได้ ซึ่งกำลังพระกุศลที่ทรงสะสมได้ตลอดสมัยที่นับไม่ได้บันดาลให้เกิดแล้ว ประหนึ่งท้าวสหัสนัยน์ผู้มีพระเนตรพันดวงอันหมู่เทพแวดล้อมแล้ว ประหนึ่งท้าวหาริตมหาพรหมอันหมู่พรหมแวดล้อมแล้ว และประหนึ่งดวงจันทร์ในฤดูสารท อันหมู่ดวงดาวแวดล้อมแล้ว.
                  เขาว่าด้วยพระรัศมีมีสีดังทอง พระจอมปราชญ์ 
            ผู้มีวรรณะดั่งทอง ทรงทำต้นไม้ในหนทางให้มีสีดั่งทอง 
            ทรงทำดอกไม้ให้มีสีดั่งทอง เสด็จพระพุทธดำเนินไปสู่ 
            ทาง. 
         แม้สุเมธดาบสจ้องตาตรวจดูพระอัตภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกร ผู้เสด็จมาตามทางที่เขาประดับตกแต่งแล้วนั้น ซึ่งประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ฉาบด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ ล้อมด้วยพระรัศมีวาหนึ่ง มีสิริเหมือนแก้วมณีสีดอกอินทนิล กำลังเปล่งพระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ ประดุจสายฟ้าแลบมีประการต่างๆ ในอากาศ มีพระรูปพระโฉมงดงาม แล้วคิดว่า 
         วันนี้ เราสละชีวิตเพื่อพระทศพลก็ควร ตกลงใจว่าขอพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าทรงเหยียบที่ตมเลย ขอทรงเหยียบหลังเราเสด็จไปพร้อมกับพระขีณาสพสี่แสนรูป เหมือนทรงเหยียบสะพานที่มีแผ่นกระดานเป็นแก้วผลึกเถิด ข้อนั้นก็จักเป็นประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่เราตลอดกาลนาน ดังนี้แล้วก็เปลื้องผม ปูลาดท่อนหนังชฎาและผ้าเปลือกไม้ลงที่ตม ซึ่งมีสีดำ แล้วทอดตัวนอนบนหลังตมในที่นั้นนั่นเอง. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               มนุษย์เหล่านั้นถูกเราถามแล้วก็ตอบว่า พระพุทธ 
         เจ้าพระนามว่า ทีปังกร ผู้ยอดเยี่ยม ผู้ชนะ ผู้นำโลกทรง 
         อุบัติแล้วในโลก. 
               พวกเราแผ้วถางหนทาง ที่ชื่อว่ามรรค อัญชสะ 
         วฏุมะ อายนะ ก็เพื่อพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น. 
               เพราะได้ยินคำว่า พุทโธ ก็เกิดปีติขึ้นทันที เรา 
         เมื่อกล่าวว่า พุทโธ พุทโธ ก็ซาบซึ้งโสมนัส. 
               เรายินดีปีติใจแล้ว ยืนคิดในที่นั้นว่า จำเราจัก 
         ปลูกพืชทั้งหลายในพระพุทธเจ้าทีปังกรพระองค์นี้ ขอ 
         ขณะอย่าล่วงไปเปล่าเลย. 
               เราจึงกล่าวว่า ผิว่าพวกท่านแผ้วถางหนทางเพื่อ 
         พระพุทธเจ้าไซร้ ขอพวกท่านจงให้โอกาสแห่งหนึ่งแก่ 
         เราด้วย ถึงตัวเราก็จักแผ้วถางหนทาง. 
               มนุษย์เหล่านั้น ได้ให้โอกาสแก่เรา เพื่อแผ้วถาง 
         หนทางในครั้งนั้น เราคิดว่า พุทโธ พุทโธ ไปพลางแผ้ว 
         ถางหนทางไปพลางในครั้งนั้น. 
               เมื่อโอกาสของเรายังไม่ทันเสร็จ พระชินมหามุนี 
         ทีปังกร พร้อมด้วยภิกษุสี่แสนรูป ซึ่งเป็นผู้มีอภิญญา ๖ 
         ผู้คงที่ ผู้สิ้นอาสวะ ผู้ไร้มลทินก็เสด็จพุทธดำเนินไปยัง 
         หนทาง. 
               การรับเสร็จก็ดำเนินไป เภรีทั้งหลายก็ประโคม 
         มนุษย์และเทวดาทั้งหลายบันเทิงใจแล้ว ก็พากันแซ่ 
         ซ้องสาธุการ. 
               พวกเทวดาก็เห็นพวกมนุษย์ แม้พวกมนุษย์ก็ 
         เห็นพวกเทวดา เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก ก็ประ- 
         คองอัญชลี ตามเสด็จพระตถาคต. 
               พวกเทวดาก็บรรเลงด้วยดนตรีทิพย์ พวกมนุษย์ 
         ก็บรรเลงด้วยดนตรีมนุษย์ เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก 
         ก็บรรเลงตามเสด็จพระตถาคต 
               ในอากาศ พวกเทวดา เหล่าเดินหน ก็โปรยดอก 
         มณฑารพ ดอกปทุม ดอกปาริฉัตตกะอันเป็นของทิพย์ 
         ไปทั่วทิศานุทิศ. 
               ในอากาศ พวกเทวดาเหล่าเดินหน ก็โปรยจุรณ 
         จันทน์ และของหอมอย่างดี อันเป็นของทิพย์ไปสิ้นทั่ว 
         ทิศานุทิศ. 
               พวกมนุษย์ ที่ไปตามภาคพื้นดิน ก็ชูดอกจำปา 
         ดอกช้างน้าว ดอกกระทุ่ม ดอกกระถินพิมาน ดอก 
         บุนนาค ดอกเกด ทั่วทิศานุทิศ. 
               เราเปลื้องผม ปูลาดผ้าเปลือกไม้และท่อนหนัง 
         ลงบนตมในที่นั้น นอนคว่ำหน้า. 
               ด้วยประสงค์ว่า ขอพระพุทธเจ้ากับศิษย์ทั้งหลาย 
         จงทรงเหยียบเราเสด็จไป อย่าทรงเหยียบที่ตมเลย ข้อนี้ 
         จักเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิยากํสุ แปลว่า พยากรณ์แล้ว. ปาฐะว่า ทีปงฺกโร นาม ชิโน ตสฺส โสธียตี ปโถ ดังนี้ก็มี. 
         บทว่า โสมนสสํ ปเวทยึ ความว่า เสวยโสมนัส. 
         บทว่า ตตฺถ ญตฺวา ได้แก่ ยืนอยู่ในประเทศที่ลงจากอากาศนั่นเอง. 
         บทว่า สํวิคฺคมานโส ได้แก่ มีใจประหลาดเพราะปีติ. 
         บทว่า อิธ ได้แก่ ในบุญเขตคือพระพุทธเจ้าทีปังกรพระองค์นี้. 
         บทว่า พีชานิ ได้แก่ พืชคือกุศล. 
         บทว่า โรปิสสํ ได้แก่ จักปลูก. 
         บทว่า ขโณ ได้แก่ ชุมนุมขณะที่ ๙ เว้นจากอขณะ ๘ ขณะนั้นหาได้ยากเราก็ได้แล้ว. 
         บทว่า เว เป็นเพียงนิบาต. 
         บทว่า มา อุปจฺจคา ความว่า ขณะนั้น อย่าได้เป็นไปล่วง คืออย่าล่วงเลยไป. 
         บทว่า ททาถ แปลว่า จงให้. 
         บทว่า เต ได้แก่ พวกมนุษย์ที่เราถาม. 
         บทว่า โสเธมหํ ตทา ตัดบทเป็น โสเธมิ อหํ ตทา. 
         บทว่า อนิฏฺฐิเต ได้แก่ ยังไม่เสร็จ ทำค้างไว้. 
         ในบทว่า ขีณาสเวหิ นี้ อาสวะมี ๔ คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฺฐาสวะ อวิชชาสวะ. อาสวะ ๔ เหล่านี้ของภิกษุเหล่าใดสิ้นไปแล้ว ละแล้ว ถอนแล้ว ระงับแล้ว ไม่ควรเกิด อันไฟคือญาณเผาแล้ว ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าขีณาสพ ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ด้วยภิกษุขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่าไม่มีมลทิน ก็เพราะเป็นผู้สิ้นอาสวะนั่นเอง. 
         ในบทว่า เทวา มนุสฺเส ปสฺสนฺติ นี้ไม่มีคำที่จะกล่าวในข้อที่เทวดาทั้งหลายเห็นมนุษย์. 
         ด้วยว่า โดยการเห็นอย่างปกติ แม้เทวดาทั้งหลายย่อมเห็นมนุษย์ทั้งหลายเหมือนอย่างที่มนุษย์ทั้งหลายยืนอยู่ในที่นี่เห็นอยู่. 
         บทว่า เทวตา ได้แก่ เทพทั้งหลาย. 
         บทว่า อุโภปิ ได้แก่ เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก. 
         บทว่า ปญฺชลิกา ได้แก่ ประคองอัญชลี. อธิบายว่า เอามือทั้งสองตั้งไว้เหนือศีรษะ. 
         บทว่า อนุยนฺติ ตถาคตํ ได้แก่ ไปข้างหลังของพระตถาคต. 
         พึงทราบลักษณะว่า เมื่ออนุโยค [นิคคหิต] มีอยู่ ทุติยาวิภัตติ ย่อมลงในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า อนุยนฺติ ตถาคตํ. 
         บทว่า วชฺชยนฺตา แปลว่า บรรเลงอยู่. 
         บทว่า มนฺทารวํ ได้แก่ ดอกมณฑารพ. 
         บทว่า ทิโสทิสํ แปลว่า โดยทุกทิศ. บทว่า โอกิรนฺติ แปลว่า โปรย. 
         บทว่า อากาสนภคตา แปลว่า ไปในท้องฟ้าคืออากาศ. 
         อีกนัยหนึ่งไปสู่อากาศ คือไปสวรรค์นั่นเอง. 
         จริงอยู่ สวรรค์ท่านเรียกว่าท้องฟ้า. 
         บทว่า มรู แปลว่า เทวดาทั้งหลาย. 
         บทว่า สรลํ ได้แก่ ดอกสน. บทว่า นีปํ ได้แก่ ดอกกะทุ่ม. 
         บทว่า นาคปุนฺนาคเกตกํ ได้แก่ ดอกกะถิน ดอกบุนนาค ดอกเกต. 
         บทว่า ภูมิตลคตา ได้แก่ ไปที่แผ่นดิน. 
         บทว่า เกเส มุญฺจิตฺวาหํ ความว่า เปลื้อง คือสยายผมจากกลุ่มและชฎาเกลียวที่มุ่นไว้. 
         บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในโอกาสที่ให้แก่เรา. บทว่า จมฺมกํ ได้แก่ ท่อนหนัง. 
         บทว่า กลเล ได้แก่ ในโคลนตม. บทว่า อวกุชฺโช แปลว่า คว่ำหน้า. 
         นิปชฺชหํ ตัดบทเป็น นิปชฺชึ อหํ. 
         ศัพท์ มา ในบทว่า มา นํ เป็นนิบาตลงในอรรถปฏิเสธ. 
         ศัพท์ว่า นํ เป็นนิบาตลงในอรรถปทบูรณะทำบทให้เต็มความว่า ขอพระพุทธเจ้าอย่าทรงเหยียบที่ตมเลย. 
         บทว่า หิตาย เม ภวิสฺสติ ความว่า การไม่ทรงเหยียบที่ตมนั้นจักมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา ตลอดกาลนาน. ปาฐะว่า สุขาย เม ภวิสฺสติ ดังนี้ก็มี.

28 พฤศจิกายน 2568

บทที่ 4 จักรพรรดิเส้าถูกปลด: เจ้าชายเฉินหลิวกลายเป็นจักรพรรดิ แผนการต่อต้านตงจั๋ว: เหมิงเต๋อยื่นดาบ นิยายรักสามก๊ก 三國演烹 三国演义 Romance of the Three Kingdoms

                        สามก๊ก (三國演義; 三国演义; Sānguó Yǎnyì)เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 ที่เชื่อกันว่าประพันธ์โดยหลัว กวนจง เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่วุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นในปี ค.ศ. 169 และสิ้นสุดลงด้วยการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวในปี ค.ศ. 280 โดยราชวงศ์จินตะวันตก นวนิยายเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจาก บันทึกสามก๊ก (三國志)ที่เขียนโดยเฉินโชว 
                       เรื่องราวนี้ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และเทพนิยาย นำเสนอชีวิตของขุนนางและข้าราชบริพารที่พยายามจะเข้ามาแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย หรือฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แม้ว่านวนิยายจะติดตามตัวละครนับร้อย แต่จุดสนใจหลักอยู่ที่กลุ่มอำนาจสามกลุ่มที่เกิดขึ้นจากซากปรักหักพังของราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็ก่อตั้งเป็นสามรัฐ ได้แก่ โจเว่ย ซู่ฮั่น และอู่ตะวันออก นวนิยายกล่าวถึงแผนการ การต่อสู้ส่วนตัวและทางทหาร การชิงอำนาจ และการต่อสู้ดิ้นรนของรัฐเหล่านี้เพื่อครองความเป็นใหญ่เป็นเวลาเกือบ 100 ปี 
                        สามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่นวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมจีน มีจำนวนคำทั้งหมด 800,000 คำ และตัวละครเอกเกือบพันตัว (ส่วนใหญ่เป็นตัวละครทางประวัติศาสตร์) ใน 120 บท นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ได้รับความรักมากที่สุดในเอเชียตะวันออก และอิทธิพลทางวรรณกรรมในภูมิภาคนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับผลงานของเชกสเปียร์ที่มีต่อวรรณกรรมอังกฤษ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านกันอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนยุคปลายจักรวรรดิและยุคใหม่ เฮอร์เบิร์ต ไจล์สกล่าวว่าในหมู่ชาวจีนเอง นวนิยายเรื่องนี้ถือเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
วีดีโอ : สามก๊ก 2010 ตอนที่ 4 Three Kingdoms
ก่อนหน้า👩🏽‍🎤                                                       🧚🏻‍♂️อ่านต่อ
   
  คราวนี้เรามาพูดถึงตอนที่ตงจั๋วตั้งใจจะสังหารหยวนเส้ากันหลี่หรูเอ่ยถามเขาพลางกล่าวว่า “ภารกิจของเรายังไม่มั่นคง อย่าสังหารแบบไร้เลือกหน้า!”
                        หยวนเส้ายังคงถือดาบอันล้ำค่าไว้ อำลารัฐมนตรีคนอื่นๆ แล้วเดินออกจากที่ประชุม เขาแขวนสัญลักษณ์ประจำตำแหน่งไว้ที่ประตูด้านตะวันออก แล้วมุ่งหน้าสู่มณฑลจี้
                        ตงจั๋วจึงกล่าวกับหยวนเว่ยราชครูว่า “หลานชายของท่านดูไม่เคารพเลย แต่พอเห็นหน้าท่านแล้ว ข้าก็ให้อภัยเขาแล้ว แต่ท่านมีความเห็นอย่างไรในเรื่องสืบทอดตำแหน่ง?”
                        หยวนเหว่ยกล่าวว่า “ความคิดเห็นของคุณถูกต้องแล้วผู้บัญชาการใหญ่”
                        ตงจัวกล่าวว่า “ใครก็ตามที่กล้าขัดขวางแผนการอันยิ่งใหญ่นี้ จะต้องถูกลงโทษตามกฎหมายทหาร!”
                        เหล่าเสนาบดีต่างตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ต่างกล่าวกับเขาว่า “พวกเราจะเชื่อฟังคำสั่งของท่าน” เมื่องานเลี้ยงสิ้นสุดลงตงจั๋ว ได้ถาม โจวปี้ เสนาบดีคนหนึ่งและอู๋ฉง ผู้บัญชาการคนหนึ่งว่า“ท่านมีความเห็นอย่างไรที่หยวนเส้าจะจากไปเช่นนี้?”
 โจวปี้บอกเขาว่า “หยวนเส้าจากไปในสภาพที่โกรธแค้นยิ่งนัก หากเจ้ากดดันเขามากเกินไป เขาจะต้องพยายามทำสิ่งที่ไม่ดีอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลหยวนได้หว่านความโปรดปรานมาสี่ชั่วอายุคนแล้ว โดยมีลูกน้องและอดีตผู้ใต้บังคับบัญชากระจายอยู่ทั่วอาณาจักร หากพวกเขาขอความช่วยเหลือจากผู้ดีเพื่อระดมกำลัง วีรบุรุษและนักรบผู้แข็งแกร่งจะลุกขึ้นมา และเจ้าจะสูญเสียการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างทางตะวันออกของภูเขา เจ้าควรให้อภัยเขาและแต่งตั้งเขาเป็นผู้บัญชาการกองบัญชาการ เขาคงจะดีใจมากที่รอดพ้นจากคำตัดสินนั้นมาได้ ทำให้เขาไม่ต้องมากังวลใจอย่างแน่นอน”
                        อู๋ฉงกล่าวเสริมว่า “หยวนเส้าชอบวางแผน แต่เขากลับลังเล เขาไม่น่าเกรงขาม จริงๆ แล้วการมอบอำนาจให้เขาน่าจะดีกว่า เพื่อให้ได้ความนิยมจากประชาชน”
                        ตงจัวรับคำแนะนำนี้และในวันเดียวกันนั้นก็ส่งผู้ส่งสารไปแต่งตั้งหยวนเส้าเป็นผู้บริหารใหญ่ของป๋อไห่3
 ใน วัน ที่หนึ่งเดือนเก้าจักรพรรดิได้รับเชิญให้ขึ้นไปยังหอแห่งคุณธรรมรุ่งโรจน์ต่อหน้าที่ประชุมใหญ่ของเหล่าข้าราชการพลเรือนและทหารตงจั๋วชักดาบออกมา หันหน้าเข้าหาที่ประชุม แล้วกล่าวว่า “ โอรสแห่งสวรรค์นั้นอ่อนแอ ไม่คู่ควรแก่การปกครองแผ่นดินนี้ ข้ามีเอกสารบางอย่างที่จะอ่านออกเสียง”
                        และท่านสั่งให้หลี่ รู่อ่านออกเสียงว่า:
 จักรพรรดิหลิงผู้กตัญญูได้ละทิ้งประชาชนไปเร็วเกินไป จักรพรรดิคือผู้ที่ประชาชนทุกคนต่างหมายปอง สวรรค์องค์ปัจจุบันได้ประทานพรเพียงเล็กน้อย แก่จักรพรรดิองค์ปัจจุบันพระองค์มีศักดิ์ศรีและกิริยามารยาทที่บกพร่อง และทรงละเลยการไว้ทุกข์ แม้แต่คุณธรรมของพระองค์ก็ยังมิได้ปรากฏ พระองค์ยังทรงนำความเสื่อมเสียมาสู่ตำแหน่งจักรพรรดิ
 ส่วนพระพันปีหลวงนั้นพระนางได้อบรมสั่งสอนเขาโดยปราศจากพระมารดา และในการครองราชย์ พระองค์ได้นำพาความสับสนวุ่นวายมาสู่รัฐ มีการคาดเดามากมายเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันของพระพันปีหลวงตงเราจะปล่อยให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์หรือสายสัมพันธ์ระหว่างสวรรค์และโลกนี้ขาดสะบั้นเช่นนี้ได้อย่างไร
 ในทางกลับกันองค์ชายเฉินหลิวหลิวเสีย ทรงมีพระปรีชาสามารถและมีคุณธรรม ทรงมีพระพักตร์งดงามและพระอัจฉริยภาพอันศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ไม่เคยทรงกล่าววาจาหยาบคายในพิธีไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั่วทั้งแผ่นดินต่างได้ยินคำสรรเสริญพระองค์ พระองค์ควรสืบทอดเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่นี้ และสืบทอดมรดกจากรุ่นสู่รุ่น นับหมื่นชั่วคน
                        จักรพรรดิจึงถูกปลดออกจากตำแหน่งและสถาปนาเป็นเจ้าชายแห่งหงหนงและพระพันปีหลวงจะสละตำแหน่งการบริหาร
                        เรามายกย่ององค์ชาย เฉินหลิวเป็นจักรพรรดิที่เชื่อฟังสวรรค์และเชื่อฟังประชาชนเพื่อสนองความต้องการของทั้งคนเป็นและคนตาย
 เมื่อหลี่ รู่อ่านจบแล้วตงจั๋วก็ออกคำสั่งอย่างเฉียบขาดให้บริวารนำจักรพรรดิลงจากบัลลังก์ ปลดตราประจำตำแหน่งและริบบิ้นประจำตำแหน่งออก แล้วให้พระองค์คุกเข่าหันหน้าไปทางทิศเหนือราวกับเป็นข้ารับใช้ ยอมรับการยอมจำนนและประกาศเจตนารมณ์ที่จะเชื่อฟัง ยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังทรงบัญชาให้พระพันปีหลวงเหอถอดฉลองพระองค์ออกและรอรับพระราชโองการ
 เหยื่อทั้งสองของการกดขี่ข่มเหงนี้ต่างร้องไห้ และไม่มีรัฐมนตรีคนใดที่อยู่ตรงนั้นรู้สึกสะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง คนหนึ่งระบายความโกรธแค้นลงมาจากเชิงบันได ร้องตะโกนว่า “รัฐมนตรีตงจั๋ว ผู้ทรยศ กล้าเยาะเย้ยแผนการของสวรรค์! ขอให้เลือดที่คอข้าทำให้เขาแปดเปื้อน!” แล้วเขาก็พุ่งเข้าใส่ตงจั๋วเพื่อฟาดเขาด้วยแผ่นจารึกงาช้างประจำตำแหน่ง
 ตงจั๋วเดือดดาล เรียกทหารองครักษ์มาปราบผู้ร้าย ซึ่งก็คือ ติงกวน หนึ่งในเลขาธิการตงจั๋วจึงสั่งให้ลากติงกวนออกมาตัดหัวติงกวนไม่เคยหยุดสบถด่าต่งจั๋วแม้แต่วิญญาณและสีหน้าของเขาก็ไม่หวั่นไหวแม้แต่วินาทีสุดท้าย
                        บทกวีในสมัยหลังได้คร่ำครวญไว้ว่า:
               ตงผู้ทรยศปกปิดแผนการของเขาไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยม
  เพื่อแย่งชิงบัลลังก์ทำลายสายเลือดของฮั่น
เหล่าข้าราชบริพารต่างยืนกอดอก ยกเว้น
ท่านติงผู้หนึ่งที่กล้าร้องว่าความผิดเกิดขึ้น
 ตงจั๋วจึงอัญเชิญองค์ชาย เฉินหลิวขึ้นครองราชย์ เมื่อเหล่าเสนาบดีถวายพระพรแด่องค์จักรพรรดิองค์ใหม่เสร็จสิ้นแล้วตงจั๋วจึงทรงมีพระบัญชาให้ย้าย พระพันปีหลวงเหอ องค์ชาย หง หนงและพระสนม ถังไปยัง พระราชวังสงบนิรันดรซึ่งประตูพระราชวังจะถูกล็อกไว้ และห้ามเสนาบดีเข้าเฝ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต
 ตงจั๋วจึงอัญเชิญองค์ชาย เฉิ นหลิวขึ้นครองราชย์ เมื่อเหล่าเสนาบดีถวายพระพรแด่องค์จักรพรรดิองค์ใหม่เสร็จสิ้นแล้วตงจั๋วจึงทรงมีพระบัญชาให้ย้าย พระพันปีหลวงเหอ องค์ชาย หง หนงและพระสนม ถังไปยัง พระราชวังสงบนิรันดรซึ่งประตูพระราชวังจะถูกล็อกไว้ และห้ามเสนาบดีเข้าเฝ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต-
 จักรพรรดิหนุ่มผู้น่าสงสารจึงได้ขึ้นครองราชย์ในเดือนที่สี่ แต่ถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนที่เก้า ส่วนองค์ชายเฉินหลิวที่ตงจั๋วเพิ่งขึ้น ครองราชย์ หลิวเซียะ ผู้นี้ หรือที่เรียกกันว่าป๋อเหอ เป็นโอรสองค์ที่สองของจักรพรรดิหลิงผู้ล่วงลับ และเป็นบุคคลเดียวกับที่ต่อมาในประวัติศาสตร์ได้ชื่อว่าจักรพรรดิเสียนในขณะนั้นพระองค์มีอายุเพียงเก้าพรรษา อายุน้อยกว่าพระอนุชาห้าปี ยุคการครองราชย์ใหม่ที่เรียกว่าชูผิง หรือ สันติภาพอันสงบสุขได้ถูกประกาศขึ้น
 บัดนี้ ตงจั๋วได้รับการแต่งตั้งเป็นเสนาบดีและได้รับเกียรติยศอื่นๆ อีกหลายรายการ เช่น เขาถูกเรียกด้วยตำแหน่งแทนชื่อ เขาไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไปยังตำแหน่งที่กำหนดเมื่อเข้าราชสำนัก และได้รับอนุญาตให้สวมดาบและรองเท้าไว้ในวังได้ ไม่มีใครมีอำนาจและเกียรติยศเช่นนี้ได้หลี่หรูเร่งเร้าให้เขาจ้างคนที่มีชื่อเสียงอยู่เสมอเพื่อให้ได้รับความเคารพนับถือจากสาธารณชน และเขาแนะนำไฉ่หยงเพราะความสามารถของเขา 9แต่เมื่อตงจั๋วเรียกไฉ่หยงมาไฉ่หยงก็ไม่ยอมไปตงจั๋วโกรธ จัดจึง ส่งสายลับไปบอกไฉ่หยงว่า “ถ้าเจ้าไม่มา ตระกูลของเจ้าจะพินาศหมด”ไฉ่หยงตกใจกลัวจึงยอมปรากฏตัวตงจั๋วดีใจที่ได้พบเขา จึงเลื่อนตำแหน่งให้เขาสามครั้งในหนึ่งเดือน ถึงกับแต่งตั้งให้เขาเป็นข้ารับใช้วังและแสดงความใกล้ชิดและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อย่างยอดเยี่ยม
 ขณะนั้นพระจักรพรรดิหนุ่มพระพันปีเหอและพระนางถัง ถูกคุมขังอยู่ในพระราชวังหย่งอันและพบว่าเงินค่าเสื้อผ้าและอาหารของตนลดน้อยลงเรื่อยๆพระจักรพรรดิหนุ่มทรงกันแสงไม่หยุดหย่อน วันหนึ่ง นกนางแอ่นคู่หนึ่งบินวนไปมาในลานบ้าน ทำให้เขาต้องแต่งกลอนว่า
                  หญ้าฤดูใบไม้ผลิสดแต่งแต้มหมอกหนา
                ทึบ นกนางแอ่นโบยบินอย่างสง่างามและอ่อนโยน
แม่น้ำหลัวสายน้ำสีฟ้าคราม
                  ปลุกเร้าความชื่นชมและความอิจฉาจากนักเดินทาง! 
      แต่เบื้องลึกเบื้องหลังเมฆสีคราม
                         คือพระราชวังและท้องพระโรงในอดีตของข้า
 ใครจะภักดีและมีเกียรติเช่นนี้
                มาบรรเทาความคับข้องใจในใจข้าได้
                        สายลับที่ได้รับมอบหมายจากตงจัวให้คอยเฝ้าติดตามจักรพรรดิที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งเป็นประจำ ได้บันทึกบทกวีนี้ไว้และแสดงให้เจ้านายของเขาดู
                        ตงจั๋วกล่าวว่า “เขาแสดงความแค้นด้วยการเขียนบทกวีงั้นเหรอ? ถือเป็นข้ออ้างชั้นดีที่จะฆ่าพวกมันให้หมด!”-
                        หลี่ รู่ถูกส่งตัวพร้อมนักรบสิบคนเข้าไปในพระราชวังเพื่อสังหารจักรพรรดิจักรพรรดิ พระ พันปีและพระสนมอยู่บนยอดหอคอยเมื่อสาวใช้ประกาศการมาถึงของหลี่ รู่จักรพรรดิทรงหวาดผวา
                        ทันใดนั้นหลี่ รู่ก็เข้ามาและยื่นถ้วยไวน์พิษให้กับจักรพรรดิองค์ ก่อน ซึ่งพระองค์ตรัสถามเขาว่าเนื่องในโอกาสอะไร
                        “เนื่องจากฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูแห่งการผสมผสานและการแลกเปลี่ยนที่กลมกลืนนายกรัฐมนตรีตงจึงส่งถ้วยพิเศษของไวน์แห่งความอายุยืนยาวมาให้” เขา กล่าว
                        “หากเป็นไวน์แห่งความอายุยืนยาว ขอให้จิบแรกเป็นของคุณ” พระพันปีหลวงตรัส
                        “งั้นก็คงไม่ดื่มสินะ” หลี่รู่พูดอย่างหัวเสีย เขาเรียกพนักงานที่ถือมีดสั้นและเชือกสีขาวมาข้างหน้า พลางพูดว่า “ถ้าไม่ดื่มไวน์ ลองชิมไวน์พวกนี้แทนก็ได้!”
                        จากนั้นคุณหญิงถังก็คุกเข่าลงและกล่าวว่า “โอ้ ท่านเจ้าข้า หากเพียงท่านยอมไว้ชีวิตแม่และลูก ขอให้สาวใช้คนนี้ดื่มแทนจักรพรรดิเถิด”
                        “แล้วเจ้าเป็นใครถึงมาตายเพื่อเจ้าชาย?” หลี่รู่ เยาะ เย้ย
                        จากนั้นพระองค์ก็ทรงส่งถ้วยไปทางพระพันปีหลวงและตรัสว่า “ขอให้ท่านจิบเป็นครั้งแรก!”
                        นางเพียงสาบานต่อความคับแคบทางสายตาของเหอจิน พี่ชายของนาง ที่เชิญคนทรยศเข้ามาในเมืองหลวงและทำให้เกิดหายนะ ครั้งนี้
                        ต่อมาหลี่ รู่ ก็กดดัน จักรพรรดิอี
                        “ขอฉันบอกลาแม่ก่อน” เขาอ้อนวอนและร้องเพลงด้วยอารมณ์อันแรงกล้าว่า
สวรรค์และโลกเปลี่ยนไปแล้ว! 
                     ดวงตะวันและดวงจันทร์ก็ละทิ้งวิถีของมันไป
ครั้งหนึ่งข้าเคยมีอาณาจักร แต่บัดนี้กลับมีเพียงที่ดินศักดินา! 
 ชีวิตข้าถูกกดขี่โดยเสนาบดีผู้หยิ่งผยอง ใกล้จะถึงจุดจบ ทุกสิ่งล้มเหลว และ น้ำตา ที่ไหลรินก็ไร้ค่า
                        คุณหญิงถังก็ร้องเพลงด้วย
          เดือนสิงหาคม สวรรค์จะถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แม่ธรณีจะถูกพรากไป ข้าพเจ้าผู้เป็นทาสของจักรพรรดิ คงจะโศกเศร้าหากไม่ติดตามพระองค์ เรามาถึงทางแยกแล้ว
คนเป็นกับคนตายไม่อาจเดินร่วมทางกันได้ อนิจจา!  ข้าพเจ้าต้องถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังตั้งแต่เนิ่นๆ 
          เช่นนี้หรือ? หัวใจของข้าพเจ้าโศกเศร้ายิ่งนัก!
                        เมื่อร้องเพลงเสร็จแล้ว พวกเขาก็กอดกันร้องไห้
                        “ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังรอรายงานของฉันอยู่” หลี่ รู่ บ่น “แล้วนายก็รอนานเกินไป หวังว่าจะมีใครมาช่วยนายได้งั้นเหรอ”-
                        “ ตงจั๋วเจ้าคนทรยศที่ตามล่าผู้หญิงและเด็กจนตาย! สวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่จะไม่ช่วยเจ้า!” พระพันปีเหอสบถด่า “และเจ้า ผู้ที่ช่วยเหลือเขาในความชั่วร้ายของเขา! ขอให้ตระกูลของเจ้าทั้งหมดถูกกำจัด!”
                        เรื่องนี้ทำให้ หลี่ รู่โกรธแค้นมากจนเขาใช้มือของตัวเองกดทับนางแล้วโยนนางลงจากหอคอย จากนั้นเขาก็สั่งให้นักรบรัดคอหญิงถังด้วยเชือก แล้วยัดเหล้าพิษลงคอจักรพรรดิ หนุ่ม
                        เขากลับมารายงานผลการกระทำอันโหดร้ายให้เจ้านายทราบ ซึ่งท่านสั่งให้ฝังศพพวกเขาไว้นอกเมือง นับแต่นั้นเป็นต้นมาตงจั๋วก็เข้าไปในพระราชวังทุกคืน สังสรรค์กับเหล่าสตรีในวัง และนอนบนบัลลังก์ จักรพรรดิ
 ครั้งหนึ่งตงจั๋วได้นำทหารออกจากเมืองและเดินทัพไปยังหยางเฉิงขณะนั้นเป็นเวลาสองเดือน ชาวบ้านทั้งชายและหญิงได้รวมตัวกันจากทุกสารทิศเพื่อร่วมงานเทศกาลประจำปี กองทหารของ ตงจั๋วได้ล้อมสถานที่นั้นและสังหารหมู่ชายทั้งหมด พร้อมกับจับกุมผู้หญิงและทรัพย์สมบัติทั้งหมด มัดไว้กับเกวียนเพื่อนำกลับ พวกเขาแขวนศีรษะพันศีรษะจากเกวียนขณะเดินทางกลับเมืองหลวง เพื่อประกาศข่าวว่าพวกเขาเพิ่งกลับมาจากชัยชนะอันยิ่งใหญ่เหนือกบฏตงจั๋วได้สั่งให้เผาศีรษะเหล่านั้นใต้กำแพงเมือง และแจกจ่ายสตรีและทรัพย์สมบัติให้แก่ทหาร ของตน
 พันเอกกองทหารม้าจู่โจมอู๋ฟู่หรือที่รู้จักกันในชื่อเต๋ อหยู รู้สึกขยะแขยงและหวาดกลัวเมื่อเห็น ความเสื่อมทรามของ ตงจั๋วเขาสวมเกราะอกไว้ใต้ชุดราชสำนักและซ่อนมีดสั้นอันคมกริบไว้เป็นประจำ หวังว่าจะหาโอกาสฆ่าตงจั๋วได้ วันหนึ่ง เมื่อตงจั๋วมาถึงราชสำนักอู๋ฟู่พบเขาที่บันไดอู๋ฟู่ชักมีดออกมาแทงเขา แต่ตงจั๋วกลับเป็นคนที่มีอำนาจ เขาใช้มือทั้งสองข้าง ประคอง อู๋ฟู่ ไว้ จนกระทั่ง ลือโป๋รีบเข้ามาช่วยและบีบให้อู๋ฟู่ล้มลงกับพื้น
                        ตงจั๋วถามว่า “ใครบอกให้คุณกบฏ?”
 อู๋ฟู่จ้องมองเขาอย่างดุร้ายพลางร้องตะโกนว่า “เจ้าไม่ใช่เจ้าชายของข้า ข้าไม่ใช่ข้ารับใช้ของเจ้า กบฏอะไรกัน? ความผิดและความชั่วร้ายของเจ้าท่วมท้นฟ้า ใครๆ ก็ฆ่าเจ้า! ข้าเสียใจที่ไม่อาจฉีกเจ้าออกเป็นชิ้นๆ ด้วยรถศึกเพื่อเอาใจโลกได้!”
                        ตงจั๋วโกรธจัดจึงสั่งให้พวกเขานำตัวเขาออกมาและสับเขาเป็นชิ้นๆอู๋ฟู่หยุดบ่นเมื่อเขาไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป
                        กวีท่านหนึ่งในยุคหลังๆ ได้เขียนบทกวีสรรเสริญหวู่ฟู่ไว้ว่า
                            กล่าวถึงหวู่ฟู่ในฐานะรัฐมนตรีฮั่นผู้ภักดีในช่วงท้ายสงคราม    ความกล้าหาญของเขาสูงเท่าสวรรค์ ไม่มีใครเทียบได้ในทุกยุคทุกสมัย เขาโจมตีผู้ทรยศในราชสำนัก และชื่อเสียงของเขายังคงอยู่
                          ตลอดทุกยุคทุกสมัย ผู้คนจะเรียกเขาว่าวีรบุรุษ
หากต้องบอกเล่าถึงความภักดี
 จงบอกเล่าถึงอู๋ฟู่ที่มีต่อชาวฮั่น
               ความกล้าหาญของเขาทะยานสู่ฟากฟ้า
ขณะที่เบื้องล่างไร้ซึ่งสิ่งใด
  เขาโจมตีตงจั๋วในราชสำนัก
ชื่อเสียงของเขายังคงอยู่กับเรา
                ตลอดกาลและตลอดไป เขาได้รับฉายาว่า
        บุรุษผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นดุจ เหล็ก
                        หลังจากนั้นตงจั๋วก็เดินไปเดินมาในราชสำนักโดยได้รับการเฝ้าระวัง เป็นอย่างดี
                        ที่เมืองปั๋วไห่หยวนเส้าได้ยินเรื่องการใช้อำนาจในทางที่ผิดของตงจั๋ว จึงส่งสายลับไปนำจดหมายลับไปให้ หวังหยุนจดหมายมีใจความประมาณนี้:-
 “ตงจั๋ว ผู้ก่อกบฏ เยาะเย้ยสวรรค์และถอดถอนเจ้าผู้ครองนคร ประชาชนไม่อาจทนพูดถึงการกระทำเช่นนี้ได้! แต่เจ้ากลับทนทุกข์ทรมานจากการรุกรานของเขาราวกับไม่รู้เรื่องอะไรเลย นี่เป็นหนทางใดที่ราษฎรของรัฐจะแสดงความกตัญญูหรือแสดงความจงรักภักดีได้? ถึงแม้ว่าข้าจะรวบรวมกำลังพลและฝึกฝนทหารเพื่อกวาดล้างอาณาเขตของกษัตริย์ แต่ข้าก็ไม่กล้าทำอะไรที่หุนหันพลันแล่น หากเจ้าเต็มใจ จงหาโอกาสวางแผนร้ายกับชายผู้นี้ จงเรียกข้าให้ขับไล่เขาออกไป ข้าจะอยู่ภายใต้คำสั่งของเจ้า”
 ถึงแม้หวังหยุนจะได้รับจดหมายแล้ว แต่เขาก็ครุ่นคิดหาแผนการที่เหมาะสมไม่ได้ วันหนึ่ง เมื่อเขาสังเกตเห็นว่าเหล่าเสนาบดีอาวุโสมารวมตัวกันใกล้ห้องพิจารณาคดี เขาจึงกล่าวกับเพื่อนร่วมงานว่า “เนื่องจากวันนี้เป็นวันเกิดอันแสนสั้นของชายชราผู้นี้ ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ทุกท่านกรุณาสละเวลามาร่วมงานเลี้ยงเล็กๆ ที่บ้านอันแสนยากจนของข้าพเจ้าในค่ำคืนนี้”
                        บรรดาข้าราชการที่มาประชุมต่างกล่าวว่า “เราจะมาอวยพรให้ท่านมีอายุยืนยาว”
                        คืนนั้น โต๊ะถูกจัดวางในห้องหลัง และเหล่าหัวหน้าคณะรัฐมนตรีก็มารวมตัวกันที่นั่น ทว่าหลังจากดื่มไวน์ไปหลายรอบ หวัง หยุนก็รีบเอามือปิดหน้าและเริ่มร้องไห้
                        บรรดาข้าราชการที่มารวมตัวกันต่างตกตะลึงและถามว่า “ท่านผู้มีเกียรติ เหตุใดจึงเกิดความโศกเศร้าเช่นนี้ในวันเกิดอันทรงเกียรติของท่าน?”
 “วันนี้ไม่ใช่วันเกิดข้า” เขาตอบ “ข้าแค่อยากเรียกพวกเจ้ามารวมกัน และข้ากลัวว่าตงจั๋วจะสงสัย ข้าจึงอ้างเช่นนั้น พระองค์ดูหมิ่นองค์จักรพรรดิและทำตามพระประสงค์ แท่นบูชาของรัฐเองก็ตกอยู่ในอันตรายอย่างร้ายแรง ข้านึกถึงสมัยที่จักรพรรดิเกาผู้ก่อตั้งอันทรงเกียรติของเราทำลายฉินทำลายฉู่และยึดครองอาณาจักร ใครเล่าจะคาดคิดว่ามรดกที่สืบทอดกันมาตลอดเวลาจะสูญสลายไปด้วยน้ำมือของตงจั๋ว ? นั่นคือเหตุผลที่ข้าร้องไห้”
                        ไม่นานนัก รัฐมนตรีที่มาประชุมส่วนใหญ่ก็ร้องไห้ออกมาเช่นกัน
                        แต่ท่ามกลางผู้คนที่นั่งอยู่นั้น มีชายคนหนึ่งปรบมือและหัวเราะ เขากล่าวว่า “หากเหล่าเสนาบดีในราชสำนักต่างร่ำไห้ตั้งแต่พลบค่ำถึงรุ่งอรุณ และตั้งแต่รุ่งอรุณถึงพลบค่ำ น้ำตาของพวกเขาจะสังหารตงจั๋วได้หรือไม่”
                        หวางหยุน มองไปรอบๆ เพื่อดู ว่าเป็นใคร มันคือโจโฉ พันเอกแห่งกองทหารม้าปราดเปรื่อง
                        หวางหยุนเดือดดาล “บรรพบุรุษของเจ้าเองก็ได้รับเงินรางวัลจากราชสำนักฮั่นเหมือนกัน แต่แทนที่จะคิดว่าจะตอบแทนรัฐอย่างไร เจ้ากลับหัวเราะเยาะ?”
 โจโฉกล่าวว่า “สิ่งที่ข้ากำลังหัวเราะเยาะอยู่นั้น เป็นเพียงความไร้ความสามารถของสภาเช่นนี้ ที่ไม่สามารถคิดแผนการสังหารตงจั๋วได้แม้แต่น้อย ข้าไร้ความสามารถ บัดนี้ข้ายังคงพร้อมที่จะตัดหัวเขาทันที แล้วนำไปแขวนไว้ที่ประตูเมืองเพื่อเอาใจอาณาจักร ”
                        หวางหยุนลุกออกจากที่นั่งและถามเขาว่า “เหมิงเต๋อคุณมั่นใจขนาดนั้นได้อย่างไร? ”
 “ข้าเพียงแต่ถ่อมตนรับใช้ตงจั๋ว ” โจโฉกล่าวต่อ “เพื่อที่จะหาโอกาสทำลายเขา ตอนนี้เขาเริ่มไว้ใจข้าแล้ว ข้าก็ถือโอกาสเข้าหาเขา ข้าได้ยินมาว่าเจ้ามี ‘ ดาบเจ็ดดาว ’ อันล้ำค่า หากเจ้าให้ข้ายืม ข้าจะได้เข้าไปใน ห้องทำงานของ เสนาบดีและสังหารมัน แม้ข้าจะตาย ข้าก็จะไม่เสียใจ!”
                        หวางหยุนกล่าวว่า “เอาล่ะ หัวใจของคุณก็เป็นของจริง ดินแดนนี้ช่างโชคดีเสียจริง !”
 ครั้นแล้วเขาก็รินเหล้าใส่ถ้วยถวายให้โจโฉดื่มจนหมดแก้วแล้วสาบานตน หลังจากนั้น ดาบอันล้ำค่าก็ถูกนำออกมามอบให้แก่โจโฉผู้ซ่อนมันไว้ ทันทีที่ดื่มเหล้าจนหมดแก้ว เขาก็ลุกขึ้นและลาเหล่าเสนาบดีออกจากห้องโถง ไม่นานนัก คนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันไป
                        วันรุ่งขึ้นโจโฉก็มา พร้อมกับ ดาบที่คาด อยู่ที่ ห้องทำงานของนายกรัฐมนตรี
                        “ท่านนายกรัฐมนตรี อยู่ที่ไหน ” เขา กล่าวถาม
                        “ในห้องรับรองแขกเล็ก” พนักงาน ตอบ
                        โจโฉเข้าไปและพบว่าเจ้าบ้านของเขานั่งอยู่บนโซฟา โดยมีลู่ปู้ยืนอยู่ข้างๆ
                        ตงจัวกล่าวว่า “ทำไมเจ้ามาช้าจังเหมิงเต๋อ ?”
                        โจโฉกล่าวว่า “ม้าของข้าไม่อยู่ในสภาพดีและเชื่องช้า”
                        ตงจั๋วหันไปหาลือโป๋แล้วกล่าวว่า “เรามีม้าดีๆ ส่งมาจากซีเหลียงเฟิงเซียนออกไปเลือกตัวดีๆ สักตัวเป็นของขวัญให้เหมิงเต๋ อ เถอะ”ลือโป๋เดินออกไปตามคำสั่ง
                        “คนทรยศสมควรตาย!” โจโฉ คิด และเขาคิดที่จะดึงดาบ ออกมา และแทงตงจั๋วทันที แต่ด้วยความกลัวความแข็งแกร่งของตงจั๋ว เขาจึงต้านทานแรงกระตุ้นที่จะทำอะไร ก่อนเวลาอันควร
 ตงจั๋วอ้วนมากจนนั่งตัวตรงได้ไม่นาน ไม่นานนักเขาก็ยืดตัวและกลิ้งตัวลงบนโซฟา หันหน้าไปทางผนังด้านหลัง “จอมทรราชย์ผู้นี้จบสิ้นแล้ว!” นักฆ่าคิดในใจ และรีบดึงดาบอันล้ำค่า ออกมา ขณะที่กำลังจะลงมือตงจั๋วก็เหลือบไปเห็นแผ่นสะท้อนแสงโลหะบนเสื้อผ้า และเห็นเงาสะท้อนของโจโฉอยู่ด้านหลังเขาพร้อมดาบในมือ
                        เขาหันกลับมาทันทีและถามว่า “เจ้ากำลังทำอะไรอยู่เหมิงเต๋อ” และในขณะนั้นลือ โปก็กลับมาพร้อมกับม้า ตามที่ขอไว้
                        โจโฉตกใจจนทรุดลงคุกเข่า ยื่นมือออกไปเพื่อยื่นดาบ ให้ พร้อมกับกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีดาบอันล้ำค่าเล่มหนึ่งอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าอยากจะมอบให้ท่านเสนาบดีเป็นเครื่องหมายแสดงความขอบคุณ”
                        ตงจั๋วหยิบดาบขึ้นมาดู ดาบเล่มนั้นยาวกว่าหนึ่งชี่ ประดับด้วยอัญมณีเจ็ดเม็ด คมกริบยิ่งนัก คมกริบยิ่งนัก คมกริบประณีตบรรจง เขาผายมือให้ลือโป๋รับดาบไป ส่วนโจโฉก็ชักฝักดาบออกมายื่นให้ลือโป๋เช่นกัน
 ตงจั๋วพาโจโฉออกมาที่ลานบ้านเพื่อดูม้าโจโฉกล่าวขอบคุณและกล่าวว่า “ขอข้าลองขี่ดูหน่อย”ตงจั๋วสั่งให้คนรับใช้นำอานม้าและบังเหียนมาให้โจโฉพาม้าออกไปนอกห้องทำงาน กระโดดขึ้นอานม้า วางแส้อย่างแรง แล้วควบม้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
                        ลือ ปู้กล่าวแก่ตงจั๋วว่า “ขณะที่ข้ากำลังเดินเข้ามา ดูเหมือนโจโฉจะแทงเจ้า แต่กลับไม่ทันระวังเสียงของเจ้า เขาก็เลยยื่นอาวุธ ออกมา แทน”
                        “ฉันก็สงสัยเขาเหมือนกัน” ตงจั๋ว กล่าว ขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้นหลี่หรูก็ปรากฏตัวขึ้นโดยบังเอิญตงจั๋วจึงเล่าให้เขาฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
 “ โจโฉไม่มีญาติพี่น้องอยู่ที่เมืองหลวง แต่อาศัยพักอยู่ในที่พักชั่วคราว” หลี่หรูแนะนำพวกเขา “ส่งคนไปตามเขามา ถ้าเขามาโดยไม่ขัดขืนดาบเล่ม นั้น ก็ควรจะเป็นของกำนัล แต่ถ้าเขาหาข้อแก้ตัวใดๆ ขึ้นมา แสดงว่าโจโฉกำลังพยายามลอบสังหารท่านอยู่แน่ๆ ท่านก็สามารถจับกุมและสอบสวนเขาได้ทันที”
 ตงจั๋วเห็นด้วย จึงส่งผู้คุมเรือนจำสี่คนไปตามหาโจโฉหลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็กลับมารายงาน “โจโฉไม่ได้กลับที่พัก แต่ขี่ม้าออกจากประตูทางทิศตะวันออกอย่างเร่งรีบ ตอบคำถามของผู้คุมเรือนจำโดยกล่าวว่าเขา ‘ติดภารกิจราชการด่วนให้เสนาบดี ’หลังจากนั้นเขาก็ออกเดินทางด้วยความเร็วเต็มที่”
                        “คนร้ายไม่ได้มีเจตนาดีและตอนนี้เขาได้รีบหนีไปแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาตั้งใจจะลอบสังหาร” หลี่ รู่กล่าว
                        ตงจัวโกรธจัดและกล่าวว่า “ฉันปฏิบัติกับเขาดีมาก แต่เขากลับพยายามจะฆ่าฉัน!”
                        หลี่รู่กล่าวว่า “คนอื่นคงสมรู้ร่วมคิดกับเขาแน่ๆ เมื่อเราจับเขาได้ เราจะรู้เรื่องทั้งหมด ”
 ตงจั๋วจึงสั่งให้ส่งจดหมายและรูปภาพของโจโฉไปทุกหนทุกแห่งเพื่อจับกุมตัวเขา ผู้ใดที่แจ้งเบาะแสแก่เขาจะได้รับเงินรางวัลหนึ่งพันเหรียญทองและมาร์ควิสเซ็ตหนึ่งหมื่นครัวเรือน ส่วนผู้ใดที่ให้ที่พักพิงแก่เขาจะถูกตัดสินว่ามีความผิด เช่นเดียวกัน
 หลังจากรีบออกจากเมืองหลวงโจโฉก็วิ่งหนีไปยังบ้านของตนที่ค่ายทหารเฉียว ทว่าขณะกำลังเดินผ่านเขตจงโหมวเขาถูกทหารยามที่เฝ้าดูช่องเขาแห่งหนึ่งจับกุมตัวไว้ พวกเขาจึงพาเขาไปพบเจ้าเมืองโจโฉกล่าวว่า “ข้าเป็นพ่อค้าแซ่หวงฝู” เจ้าเมือง กวาดสายตามองใบหน้าของเขาอย่างใกล้ชิดและ ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
                        แล้วเขาก็พูดว่า “ตอนที่ข้าไปสมัครเข้าเมืองหลวง ข้ารู้จักเจ้าในนามโจโฉ เจ้าจะปิดบังตัวตนทำไม เจ้าถูกจับ พรุ่งนี้ข้าจะส่งเจ้ากลับเมืองหลวงเพื่อรับรางวัล”
                        พระองค์ทรงประทานอาหารกับไวน์แก่ทหารเป็นรางวัลแล้วทรงส่งพวกเขากลับบ้าน
                        ประมาณเที่ยงคืนผู้ว่าราชการได้ส่งคนรับใช้ที่เชื่อถือได้ไปนำโจโฉเข้าไปในลานบ้านอย่างลับๆ เพื่อสอบสวน
                        เขาถามว่า “ฉันได้ยินมาว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ใจร้ายกับคุณเลย ทำไมคุณถึงพยายามทำร้ายท่าน?”
                        โจโฉกล่าวว่า “นกนางแอ่นและนกกระจอกจะเข้าใจความทะเยอทะยานของนกกระเรียนได้อย่างไร? บัดนี้เจ้าจับข้าได้แล้ว จงนำข้ากลับมาเพื่อรับรางวัลของเจ้า”
                        ข้าหลวงใหญ่ส่งคนรับใช้กลับไป แล้วกล่าวกับโจโฉว่า “อย่าดูหมิ่นข้าเลย ข้าไม่ใช่ลูกจ้าง ข้าเพียงแต่ยังไม่พบท่านผู้แท้จริง”
 โจโฉกล่าวว่า“บรรพบุรุษของข้าได้รับพรจากชาวฮั่นมาหลายชั่วอายุคน หากข้าไม่ปรารถนาจะตอบแทน ข้าจะต่างจากนกหรือสัตว์ร้ายตัวใดเล่า ข้าเพียงแต่ยอมรับใช้ตงจั๋วเพื่อหาโอกาสปราบเขาและกำจัดความชั่วร้ายนี้ออกไปจากจักรวรรดิ แต่ครั้งนี้ข้าล้มเหลว นี่คือพระประสงค์ของสวรรค์!”
                        นายอำเภอ ถามว่า “ ถ้าอย่างนั้น คุณจะไปไหน?”
                        โจโฉกล่าวว่า “ข้ากำลังจะกลับบ้านเกิด ที่ซึ่งข้าจะส่งพระราชโองการปลอมแปลง เรียกเหล่าขุนนางทั่วทั้งอาณาจักรมารวมพลและประหารชีวิตตงจั๋วนี่คือเจตนาของข้า!”
 เมื่อได้ยินดังนั้นเจ้าเมืองจึงปลดพันธนาการนักโทษด้วยตนเอง พาเขาไปยังที่นั่งชั้นบน โค้งคำนับสองครั้ง พลางกล่าวว่า “ท่านเป็นสุภาพบุรุษผู้ภักดีและเที่ยงธรรมแห่งแคว้นอย่างแท้จริง!” โจโฉโค้งคำนับตอบและถามเจ้าเมืองเกี่ยวกับนามสกุลและชื่อจริงของเขาเจ้าเมืองกล่าวว่า “ข้าคือเฉินกงเรียกขานว่ากงไถมารดาผู้ชรา ภรรยา และลูกๆ ของข้าล้วนอยู่ในเขตปกครองตงข้าซาบซึ้งในความจงรักภักดีและความยุติธรรมของท่านมาก ข้าจะละทิ้งหน้าที่นี้และติดตามท่านไปซ่อนตัว”
 โจโฉดีใจมาก คืนนั้นเฉินกงเก็บเงินค่าเดินทางและมอบ เสื้อผ้าคนละชุดให้ โจโฉจากนั้นแต่ละคนก็หยิบดาบขึ้นขี่ไปยังบ้านเกิดของโจโฉ สามวันต่อมา พวกเขาเพิ่งมาถึง เฉิงเกาขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังตกดินโจโฉใช้แส้ชี้ไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ในป่าลึกและบอกเฉินกง ว่า "ลุงของข้าลือป๋อเชอพี่ชายร่วมสาบานของพ่อข้าอาศัยอยู่ที่นั่น สมมติว่าเราไปถามข่าวคราวของข้าและหาที่พักพิงในคืนนี้?"
                        เฉินกงกล่าวว่า “ดีมาก!” และคนทั้งสองก็มาถึงหน้าฟาร์ม ลงจากหลังม้า และเข้าไปหาลู่ป๋อเซ่อ
                        ลือป๋อเชอกล่าวว่า “ข้าได้ยินมาว่าราชสำนักได้ส่งคำสั่งด่วนไปทั่วทุกแห่งให้จับกุมท่าน บิดาของท่านก็ปล่อยให้เฉินหลิวหลบซ่อนตัว อยู่ แล้ว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?”
                        โจโฉเล่าให้เขาฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะท่านผู้ว่าการเฉินฉันคงถูกสับเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว”
                        ลือป๋อเชอโค้งคำนับเฉินกงเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “หากหลานชายผู้สูงศักดิ์ของข้ามิได้มาพบท่าน ท่านผู้เจริญ ตระกูลเฉาคงสูญสิ้นไปแล้ว! พักผ่อนให้สบายเถิด เพราะเวลาล่วงเลยมามากแล้ว ท่านคงได้พักผ่อนในกระท่อมน้อยๆ ของข้าบ้าง”
                        หลังจากพูดจบ เขาก็เข้าไปในห้องชั้นในซึ่งเขาพักอยู่เป็นเวลานาน เมื่อออกมา เขาก็พูดกับเฉินกงว่า “ไม่มีไวน์ดีๆ ในบ้านนี้เลย ให้ฉันออกไปเลี้ยงพวกนายสองคนที่หมู่บ้านตะวันตกหน่อยเถอะ”
                        หลังจากพูดจบ เขาก็รีบขึ้นลาแล้วขี่ออกไป ทั้งสองนั่งอยู่เป็นเวลานาน ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงมีดถูกลับคมอยู่หลังบ้าน
                        โจโฉกล่าวว่า “ลือป๋อเชอไม่ใช่ลุงแท้ๆ ของข้า และข้าเริ่มสงสัยในความหมายของการจากไปของเขา เรามา ฟัง กัน ”
                        ชายสองคนก้าวออกไปอย่างเงียบ ๆ ในกระท่อมฟางหลังบ้าน ทันใดนั้นก็มีคนพูดว่า "มัดไว้ก่อนฆ่าใช่ไหม"
                        โจโฉกล่าวว่า “ข้าคิดไว้แล้ว! ถ้าเราไม่โจมตีก่อน เราจะถูกจับ!”
                        พวกเขาจึงชักดาบออกมาและพุ่งเข้าใส่ โดยไม่ถามอะไรอีกเลย และสังหารคนทั้งบ้าน ทั้งชายและหญิง แปดชีวิตสูญหายไปในชั่วขณะ นั้น
                        เมื่อพวกเขามาถึงห้องครัว พวกเขาก็พบหมูตัวหนึ่งถูกมัดไว้และพร้อมที่จะถูกฆ่า
                        เฉินกงกล่าวว่า “เจ้าคิดมากเกินไปแล้วเหมิงเต๋อ ! เจ้าทำผิดพลาดและฆ่าคนซื่อสัตย์!”
                        พวกเขาขึ้นม้าและขี่ออกไปทันที แม้จะเดินทางไม่ถึงสองลี้ก็พบลือป๋อเชอกำลังเฆี่ยนลาไปข้างหน้า ห้อยภาชนะไวน์สองใบลงจากอานม้า ถือผลไม้และผักไว้ในมือ
                        ท่านร้องออกมาว่า “หลานชายที่สมควรและท่านผู้เจริญ ทำไมท่านจึงรีบออกไป?”
                        โจโฉกล่าวว่า “ผู้ถูกกล่าวหาไม่กล้าที่จะชักช้า”
                        ลือป๋อเชอกล่าวว่า “ฉันให้ครอบครัวฉันฆ่าหมูไปแล้ว หลานชายที่แสนดีและท่านผู้ใจดี ท่านพอจะสละเวลาสักคืนหนึ่งได้ไหม? รีบกลับมาเร็วๆ นะ!”
                        แต่โจโฉไม่หันหลังกลับ เร่งม้าให้เดินไปข้างหน้า เมื่อเขาอยู่ห่างจากลือป๋อเชอ เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็ชักดาบออกมาและหันหลังม้า ทันที
                        “ใครกำลังมา?” เขาตะโกนไปทางลู่ป๋อเชอ
                        เมื่อลือป๋อเชอหันศีรษะไปมองทันใดนั้นโจโฉก็ฟันดาบฟันเขาลงมาจากลา
                        เฉินกงรู้สึกประหลาดใจ
                        เขากล่าวว่า “เมื่อครู่นี้เจ้าแค่ผิดพลาด แต่ครั้งนี้มันคืออะไร?”
                        โจโฉกล่าวว่า “เมื่อลือป๋อเชอกลับถึงบ้านแล้วเห็นว่าคนในครอบครัวถูกฆ่าตายไปมากมาย เขาจะยอมมองข้ามเรื่องนี้ไปหรือ? หากเขานำทัพมา พวกเราคงตายกันหมดแล้ว”
                        เฉินกงกล่าวว่า “การฆ่าโดยเจตนาเป็นสิ่งชั่วร้ายมาก!”
                        โจโฉกล่าวว่า “ข้าขอทรยศโลกดีกว่าปล่อยให้โลกทรยศข้า!”
 เฉินกงยังคงนิ่งเงียบ พวกเขาขี่ม้าข้ามคืนไประยะหนึ่งภายใต้แสงจันทร์ ก่อนจะแวะพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง หลังจากให้อาหารม้าแล้วโจโฉก็หลับไปอย่างรวดเร็วเฉินกง ครุ่นคิดว่า ข้าเห็นว่าโจโฉเป็นคนดี จึงลาออกจากตำแหน่งเพื่อติดตามเขาไป แต่กระนั้น เขาก็เป็นแค่ไอ้สารเลวใจร้ายดุจหมาป่า หากข้าปล่อยเขาไปตอนนี้ เขาอาจจะก่อเรื่องวุ่นวาย มากขึ้นก็ได้
                        เขาคิดจะชักดาบออกมาฆ่าโจโฉ

25/มหาภารตะ ตอนที่ - ชัยชนะอันรุ่งโรจน์: ชัยชนะของทุรโยธนะเหนือปาณฑพ

                        บาป 100 ประการของศิศุปาลได้รับการเติมเต็ม – วาสุเทพตัดศีรษะของเขาออกจากร่างกาย! || สุริยบุตร กรรณะ || เป็นสุข. วีดีโอ YouTube ช่อง
search-google  มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ...     
                        ไวสัมปะยานะกล่าวว่า "เมื่อสกุนิได้ฟังคำกล่าวของธริตะราชตระแล้วเมื่อได้รับโอกาส โดยมีกามา ช่วย จึง ได้กล่าวแก่ทุรโยธนะดังนี้ว่า
 “โอ้ ภารตะ ขับไล่เหล่าปาณฑพ ผู้กล้าหาญ ด้วยฤทธิ์อำนาจของตนเองแล้วขอพระองค์ทรงปกครองโลกนี้อย่างหาที่เปรียบมิได้ ดุจดังผู้ปราบสัมวรผู้ครองสวรรค์! โอ้ กษัตริย์ กษัตริย์ทั้งทางทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศเหนือ ล้วนถวายเครื่องบรรณาการแด่พระองค์! โอ้ พระเจ้าแห่งแผ่นดิน ความมั่งคั่งรุ่งเรืองอันรุ่งโรจน์ซึ่งเคยถวายราชสวามีแก่เหล่าโอรสของปาณฑุนั้นบัดนี้พระองค์และพี่น้องของพระองค์ได้ครอบครองแล้ว!
 ข้าแต่พระราชา ความรุ่งเรืองอันรุ่งโรจน์นั้น ซึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อนพวกเราได้เห็นด้วยพระทัยหนักอึ้ง ณยุธิษฐิระณอินทรปรัสถ์บัดนี้พวกเราได้เห็นว่าพระนางเป็นของพระองค์แล้ว พระนางถูกพรากไปจากยุธิษฐิระด้วยสติปัญญาเพียงอย่างเดียว ข้าแต่พระราชาผู้ทรงฤทธิ์ ผู้ทรงปราบวีรบุรุษ กษัตริย์ทั้งมวลในโลกที่อยู่ภายใต้พระองค์ จงรอคอยพระบัญชาของพระองค์ เหมือนที่เคยทรงรอคอยพระบัญชาของพระองค์ในสมัยยุธิษฐิระ
                        โอ้ พระมหากษัตริย์ เทพธิดาแห่งแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล พร้อมด้วยท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล พร้อมด้วยภูเขาและป่าไม้ เมืองต่างๆ และเหมืองแร่ และที่ประดับประดาด้วยป่าไม้และเนินเขา บัดนี้พระองค์ได้เป็นของพระองค์แล้ว!
 พระองค์ทรงเป็นที่เคารพบูชาของพราหมณ์และเป็นที่บูชาของกษัตริย์ พระองค์ทรงเปล่งประกายดุจดวงตะวันด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์ท่ามกลางเหล่าเทพบนสวรรค์! โอ พระราชา ทรงโอบล้อมด้วยเหล่า กุรุ ดุจดังพระยมที่ถูกพระรุทรหรือวสวะที่ถูกเหล่ามรุตโอบล้อม พระองค์ส่องสว่างดุจดังพระจันทร์ท่ามกลางหมู่ดาว! โอ พระราชา เราจึงขอเสด็จไปดูโอรสของปาณฑุ ผู้ที่บัดนี้หมดสิ้นซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ผู้ที่ไม่เคยเชื่อฟังคำสั่ง ผู้ที่ไม่เคยต้องอยู่ใต้อำนาจ!
 ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ข่าวมาว่า บัดนี้ เหล่าปาณฑพอาศัยอยู่ริมฝั่งทะเลสาบที่เรียกว่าทไวตวันพร้อมกับพราหมณ์มากมาย มีถิ่นทุรกันดารเป็นบ้านของตน ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์เสด็จไป ณ ที่นั้นด้วยความรุ่งเรืองรุ่งโรจน์ แผดเผาโอรสแห่งปาณฑุด้วยพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ ดุจดังดวงตะวันแผดเผาสรรพสิ่งด้วยรัศมีอันร้อนแรง!
 พระองค์เป็นกษัตริย์ แต่พวกเขากลับสละราชสมบัติ พระองค์มั่งคั่งและพวกเขาก็สละราชสมบัติ พระองค์มั่งคั่งและพวกเขาก็ยากจน บัดนี้ขอทรงโปรดทอดพระเนตรโอรสของปาณฑุ ขอโอรสของปาณฑุจงได้เห็นพระองค์ดุจดังยายาตี โอรสของนหุชาพร้อมด้วยบริวารมากมาย และมีความสุขอย่างล้นเหลือ โอ้พระราชา ความรุ่งเรืองอันรุ่งเรืองซึ่งทั้งมิตรและศัตรูได้เห็นนั้น ถือเป็นสิ่งที่ประทานมาอย่างดี!
 ความสุขใดเล่าจะสมบูรณ์ยิ่งกว่าความสุขที่ตนมีในยามรุ่งเรือง ขณะมองดูศัตรูในยามทุกข์ยาก ดุจดังคนบนยอดเขามองลงมาเห็นศัตรูคลานอยู่บนพื้นดิน โอ้ เสือผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ความสุขที่บุคคลได้รับจากการเห็นศัตรูโศกเศร้านั้น ยิ่งใหญ่กว่าความสุขที่ได้มาจากการได้เครื่องบูชา ทรัพย์สมบัติ หรืออาณาจักร!
                        ความสุขใดเล่าจะมิใช่สำหรับเขา ผู้ซึ่งมั่งคั่งเหลือบมองธนันชัยผู้สวมอาภรณ์เปลือกไม้และหนังกวาง? จงให้ภรรยาผู้สวมอาภรณ์อันโอ่อ่ามองดูพระกฤษณะ ผู้โศกเศร้า ผู้สวมอาภรณ์เปลือกไม้และหนังกวาง แล้วเสริมความโศกเศร้าให้แก่พระกฤษณะเถิด!
                        ขอให้ธิดาแห่งทรูปาทตำหนิตนเองและชีวิตของตนที่ไร้ทรัพย์สมบัติ เพราะความโศกเศร้าที่นางจะรู้สึกเมื่อเห็นภริยาของท่านประดับประดาด้วยเครื่องประดับนั้นจะยิ่งใหญ่กว่าความโศกเศร้าที่นางรู้สึกในที่ประชุม (เมื่อดุษสาสน์ลากนางมาที่นั่น) มาก!
                        ไวสัมปยานะกล่าวต่อไปว่า “เมื่อได้กล่าวคำปราศรัยนี้แก่พระราชาแล้วทั้งกรรณะและศกุนีต่างก็นิ่งเงียบ โอชนาเมชัยหลังจากที่พระราชดำรัสของทั้งสองจบแล้ว”
 CCXXXVI - ทุรโยธนะ กรณา และซากุนิ วางแผนที่จะไปเยี่ยมปาณฑพในป่า
                        ไวสัมปยาณกล่าวว่า "เมื่อได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ของกรรณะแล้วพระเจ้าทุรโยธนะทรงพอพระทัยยิ่งนัก แต่ไม่นานนัก เจ้าชายก็ทรงเศร้าโศก จึงตรัสกับผู้พูดว่า
                        'สิ่งที่ท่านบอกข้า โอ กรรณะ อยู่ในใจข้าเสมอ อย่างไรก็ตาม ข้าจะไม่ขออนุญาตไปยังที่ซึ่งปาณฑพประทับอยู่ พระเจ้าธฤตราษฎร์ทรงโศกเศร้าต่อวีรบุรุษเหล่านั้นอยู่เสมอ
 แท้จริงแล้ว พระราชาทรงถือว่าโอรสของปาณฑุมีอำนาจมากขึ้นกว่าเดิมอันเนื่องมาจากความเคร่งครัดในกิจวัตรประจำวันของพวกเขา หรือหากพระราชาทรงทราบเจตนารมณ์ของพวกเรา พระองค์จะไม่ทรงอนุญาตโดยคำนึงถึงอนาคต เพราะข้าแต่พระผู้ทรงรุ่งเรืองยิ่ง เราไม่สามารถมีธุระอื่นใดในป่าทไวตวันได้ นอกจากการทำลายล้างปาณฑพในต่างแดน!
 คุณรู้คำพูดที่กษัตริย์พูดกับฉันไหมแก่ตัวท่านเอง และแก่บุตรของสุวาล ขณะกำลังเล่นลูกเต๋า! เมื่อพิจารณาถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด รวมถึงคำคร่ำครวญทั้งหมด (ที่ท่านและคนอื่นๆ ต่างคร่ำครวญ) ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าควรไปหรือไม่ไป!
 ข้าพเจ้าจะยินดีอย่างยิ่งหากได้เห็นภีมะและพัลคุนะใช้เวลาอยู่กับพระกฤษ ณะอย่างทุกข์ทรมาน ในป่า ความปิติยินดีที่ข้าพเจ้าได้รับจากการครอบครองแผ่นดินทั้งมวลนั้น เทียบไม่ได้เลยกับความปิติยินดีที่ข้าพเจ้าจะได้สัมผัสเมื่อได้เห็นเหล่าบุตรแห่งปาณฑุที่นุ่งห่มด้วยเปลือกไม้และหนังกวาง
                        โอ กรรณะ ข้าพระองค์จะมีความยินดีใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้เห็นธิดาของดรุปทาสวมชุดผ้าขี้ริ้วสีแดงอยู่ในป่า หากพระเจ้ายุธิษฐิระและภีมะ บุตรแห่งปาณฑุ ทรงเห็นข้าพระองค์มีทรัพย์สมบัติมากมาย ข้าพระองค์ก็จะบรรลุถึงวาระสุดท้ายอันยิ่งใหญ่ในชีวิตแล้ว!
                        แต่ข้าไม่เห็นหนทางที่จะซ่อมแซมป่านั้นได้ ซึ่งโดยแท้แล้ว ข้าจะได้รับอนุญาตให้เสด็จไปที่นั่นได้! ท่านจงคิดแผนอันชาญฉลาดกับบุตรของสุวัลย์และทุสสนะเพื่อเราจะได้ไปยังป่านั้น!
 ข้าพเจ้าก็กำลังตัดสินใจอยู่เช่นกันว่าวันนี้ควรจะไปหรือไม่ พรุ่งนี้จะเข้าเฝ้าพระราชา และเมื่อข้าพเจ้าได้นั่งกับภีษมะ ผู้เป็น กุรุผู้ประเสริฐที่สุดท่านทั้งสองจะร่วมกับศกุนีเสนอข้ออ้างที่ท่านอาจคิดขึ้นได้ เมื่อได้ฟังคำของภีษมะและพระราชาเกี่ยวกับเรื่องการเดินทางของเราแล้ว ข้าพเจ้าจะจัดการทุกอย่างตามที่วิงวอนต่อพระปู่ของเรา
                        “เมื่อกล่าวว่า ‘จงเป็นเช่นนั้นเถิด’ แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปยังที่พักของตน ครนฺณะจึงเข้าเฝ้าพระราชาทันทีเมื่อราตรีผ่านไป
 และกรรณะมาหาพระองค์แล้วพูดกับทุรโยธนะด้วยรอยยิ้มว่า ข้าพเจ้าได้วางแผนไว้แล้ว ขอฟังเถิด พระเจ้าข้า ฝูงสัตว์ของข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังรอคอยพระองค์อยู่ในป่าทไวตวัน ! ข้าพเจ้าทั้งหลายสามารถไปที่นั่นได้โดยอ้างตัวว่าดูแลคอกปศุสัตว์ เพราะข้าแต่พระมหากษัตริย์ สมควรแล้วที่กษัตริย์จะเสด็จไปยังคอกปศุสัตว์ของพระองค์บ่อยๆ หากเป็นเจตนารมณ์นี้ พระบิดาของพระองค์ โอ้เจ้าชาย จะทรงอนุญาตแก่พระองค์อย่างแน่นอน!
 ขณะที่ทุรโยธนะและกรรณะกำลังสนทนากันอย่างหัวเราะ ศกุนีก็พูดกับพวกเขาว่า “แผนการนี้ปราศจากอุปสรรคใดๆ ก็เป็นอย่างที่ข้าเห็นในการไปที่นั่นเช่นกัน! พระราชาจะทรงอนุญาต หรืออาจส่งเราไปที่นั่นโดยพระประสงค์ของพระองค์เองก็ได้ ฝูงสัตว์ของเรากำลังรออยู่ในป่าทไวตวันเพื่อรอรับท่านอยู่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเราทุกคนสามารถไปที่นั่นได้โดยอ้างว่าจะดูแลคอกปศุสัตว์ของเรา!”
                        แล้วทั้งสามก็หัวเราะด้วยกัน และยื่นมือให้กันและกัน เมื่อตกลงกันได้แล้ว พวกเขาก็ไปพบหัวหน้าเผ่าคุรุ
 CCXXXVII - การเดินทางของทุรโยธน์สู่ทไวตะวัน: ความกังวลของกษัตริย์ธริตะราชตรา
 ไวสัมปยานะตรัสว่า “ครั้นแล้ว ชนเมชัย ผู้เป็นใหญ่ทั้งหลายได้เห็นพระเจ้าธฤตราษฎร์ครั้นเห็นแล้วจึงซักถามถึงความผาสุกของพระองค์ ต่อมามีคนเลี้ยงโคชื่อสมังคะซึ่งได้รับการสั่งสอนจากพวกเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว เข้ามาเฝ้าพระเจ้าธฤตราษฎร์ แล้วทูลพระองค์ถึงเรื่องวัวควาย
 จากนั้น พระโอรสของราธาและศกุนีโอ้พระราชา ตรัสกับธฤตราษฎร์ กษัตริย์องค์สำคัญที่สุดว่า “โอเการพ บัดนี้ คอกปศุสัตว์ของเราอยู่ในสถานที่อันน่ารื่นรมย์ ถึงเวลาแล้วสำหรับงานเลี้ยงและถึงเวลาสำหรับการทำเครื่องหมายลูกวัว โอ พระราชา บัดนี้ก็เป็นฤดูกาลอันประเสริฐสำหรับโอรสของพระองค์ที่จะออกล่าสัตว์! ฉะนั้น พระองค์จึงทรงโปรดอนุญาตให้ทุรโยธนะไปที่นั่น”
                        “ธฤตราษฎร์ตอบว่า
 การไล่ล่ากวางและการตรวจดูวัวนั้นถูกต้องยิ่งนัก โอ้ลูกเอ๋ย! แท้จริงแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าคนเลี้ยงสัตว์นั้นไม่น่าไว้ใจเลย แต่เราได้ยินมาว่า เหล่าเสือในหมู่มนุษย์ คือปาณฑพกำลังพักอยู่บริเวณคอกปศุสัตว์เหล่านั้น ฉะนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าท่านไม่ควรไปที่นั่นด้วยตนเอง! บัดนี้พวกเขาพ่ายแพ้ด้วยวิธีการอันหลอกลวง บัดนี้พวกเขาอยู่ในป่าลึกอย่างทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง
 โอราเทยะพวกเธอเป็นนักรบผู้เกรียงไกรและมีความสามารถโดยธรรมชาติ บัดนี้พวกเธออุทิศตนให้กับการบำเพ็ญตบะอย่างสมถะ กษัตริย์ยุธิษฐิระจะไม่ยอมให้ความโกรธของพระองค์ถูกปลุกขึ้น แต่ภีมเสนนั้นมีความเร่าร้อนโดยธรรมชาติ ธิดาของยัชณเสนคือตัวตนแห่งพลังงาน เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและความโง่เขลา เจ้าย่อมทำให้ขุ่นเคืองอย่างแน่นอน
 ด้วยคุณธรรมแห่งการบำเพ็ญตบะ นางจะทำลายเจ้า หรือบางทีวีรบุรุษผู้ครอบครองดาบและอาวุธเหล่านั้น! และหากเจ้าพยายามทำร้ายพวกเขาด้วยกำลังพลจำนวนมหาศาล นั่นจะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แม้ว่าข้าคิดว่าเจ้าคงไม่มีวันทำสำเร็จ ก็ตาม ธนัญชัย ผู้ทรงพลัง ได้กลับไปยังป่าแล้ว แม้จะยังทรงพระเยาว์ แต่พระวิษณุก็เคยปราบโลกทั้งใบมาก่อน
 แม้บัดนี้เขาจะเป็นนักรบผู้เกรียงไกรและเชี่ยวชาญด้านอาวุธแล้ว เขาจะไม่สามารถสังหารพวกเจ้าได้ทั้งหมดหรือ? หรือหากพวกเจ้าปฏิบัติตามคำของข้า และระมัดระวังตัวเมื่อไปที่นั่นแล้ว พวกเจ้าก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุขที่นั่นได้ เพราะความวิตกกังวลที่พวกเจ้าจะรู้สึกเนื่องจากขาดความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง หรือทหารของพวกเจ้าบางคนอาจทำร้ายยุธิษฐิระ และการกระทำโดยไม่ได้ไตร่ตรองนั้นก็จะถูกโทษฐานเป็นความผิดของพวกเจ้า
                        ฉะนั้น ขอให้ผู้มีศรัทธาบางคนไปทำงานเล่านิทานที่นั่นเถิด ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านไม่ควรไปที่นั่นด้วยตนเองภรตะ
                        “ซากุนิกล่าวว่า
 “โอรสองค์โตของปาณฑุทรงรู้จักศีลธรรม ท่านได้ปฏิญาณไว้ท่ามกลางที่ประชุมว่า ท่านจะอยู่ในป่านี้เป็นเวลาสิบสองปี โอรสองค์อื่นๆ ของปาณฑุล้วนมีคุณธรรมและเชื่อฟังยุธิษฐิระ และยุธิษฐิระเอง โอรสของกุนตีจะไม่โกรธเราเลย แท้จริง เราปรารถนาอย่างยิ่งที่จะออกล่าสัตว์ และจะใช้โอกาสนี้ในการควบคุมฝูงปศุสัตว์ของเรา เราไม่ต้องการพบโอรสของปาณฑุ เราจะไม่ไปยังที่ซึ่งปาณฑุเคยอยู่อาศัย และด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่อาจประพฤติผิดใดๆ เกิดขึ้นได้”
 ไวสัมปยานะตรัสต่อไปว่า "ด้วยคำกล่าวของศกุนี เทพแห่งมนุษย์ ธฤตราษฏระ ได้ทรงอนุญาต (แต่ไม่เต็มพระทัยนัก) แก่ทุรโยธนะและเหล่าที่ปรึกษาของพระองค์ไปยังสถานที่นั้น และทรงอนุญาตโดยพระราชาให้เจ้าชายภารตะซึ่งเกิดในแคว้นคันธารีเสด็จขึ้นไปยังที่นั้น โดยมีกรรณะ เสด็จไป ด้วย และทรงล้อมด้วยกองทัพใหญ่ พระองค์ยังเสด็จพร้อมด้วยดุษสาสนะและสุวาลโอรสผู้ทรงปัญญายิ่ง และพระอนุชาของพระองค์อีกหลายพระองค์ และเหล่าสตรีนับพัน และเมื่อเจ้าชายผู้เกรียงไกรเสด็จไปยังทะเลสาบที่รู้จักกันในชื่อทไวตวันชาวเมืองหัสตินาพร้อมทั้งภรรยาของตนได้ติดตามพระองค์ไปจนถึงป่านั้น
 รถยนต์แปดพันคัน ช้างสามหมื่นตัว ม้าเก้าพันตัว ทหารราบหลายพันคน ร้านค้า ศาลา พ่อค้า กวี และคนที่ถูกฝึกฝนการไล่ล่าโดยคนนับร้อยนับพันติดตามพระราชาไป เมื่อพระราชาเสด็จขึ้นพร้อมกับฝูงชนจำนวนมาก ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ณ ที่นั้น เปรียบเสมือนเสียงลมกรรโชกแรงในฤดูฝน เมื่อพระราชาเสด็จถึงทะเลสาบทไวตวันพร้อมด้วยบริวารและยานพาหนะทั้งหมด พระองค์ก็ทรงประทับแรมอยู่ห่างจากทะเลสาบไปสี่ไมล์
 CCXXXVIII - การเผชิญหน้าของกษัตริย์ดุรโยธน์กับคันธารวะที่ทไวตะวัน
 ไวสัมปยาณกล่าวว่า “พระเจ้าทุรโยธนะทรงเคลื่อนพลจากป่าหนึ่งไปยังอีกป่าหนึ่ง ในที่สุดก็เสด็จไปยังฟาร์มปศุสัตว์และตั้งค่ายทหารของพระองค์ เหล่าบริวารของพระองค์ได้เลือกสถานที่อันเป็นที่โปรดปรานและมีชื่อเสียง อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำและต้นไม้ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน จึงทรงสร้างที่ประทับให้พระองค์ และใกล้กับที่ประทับของพระราชา พวกเขายังทรงสร้างที่ประทับแยกต่างหากสำหรับกามะและศกุนีและพระอนุชาของพระราชาด้วย
 พระราชาทอดพระเนตรฝูงโคของพระองค์เป็นจำนวนนับร้อยนับพัน ทรงตรวจตราอวัยวะและเครื่องหมายต่างๆ ของพวกมันอย่างละเอียด พระองค์ทรงให้ทำเครื่องหมายลูกโคและจดบันทึกจำนวนที่ต้องฝึกให้เชื่อง และทรงนับโคที่ลูกโคยังไม่หย่านม เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการนับลูกโคโดยการทำเครื่องหมายและนับจำนวนลูกโคทุกตัวที่มีอายุสามขวบ เจ้าชาย คุรุผู้ล้อมรอบไปด้วยคนเลี้ยงโค ก็เริ่มเล่นสนุกและเดินเตร่อย่างร่าเริง
 พลเมืองและทหารนับพันก็เริ่มเล่นกีฬาอย่างสนุกสนานในป่านั้น ราวกับเหล่าเทพ ส่วนคนเลี้ยงสัตว์ผู้ชำนาญการขับร้อง เต้นรำ และบรรเลงดนตรี รวมถึงหญิงพรหมจารีที่ประดับประดาด้วยเครื่องประดับ ก็เริ่มปรนนิบัติรับใช้พระโอรสของธฤตราษฎร์กษัตริย์ทรงล้อมรอบด้วยเหล่านางสนมในราชสำนัก ทรงเริ่มแจกจ่ายทรัพย์สมบัติ อาหาร และเครื่องดื่มนานาชนิดให้แก่ผู้ที่แสวงหาความพอพระทัยพระองค์ตามพระทัยปรารถนา
 "แล้วพระราชาพร้อมด้วยบริวารทั้งปวง ก็เริ่มสังหารไฮยีนา ควายป่า กวาง กะหลำปลี หมี และหมูป่าโดยรอบ พระราชาทรงแทงสัตว์เหล่านั้นเป็นพันๆ ตัวในป่าลึกด้วยลูกศร ทรงให้กวางไปจับในส่วนที่น่ารื่นรมย์กว่าของป่า โอภารตะ ทรง เสวยนมและ เสวยของอร่อยต่างๆ นานา ทอดพระเนตรเห็นป่าและป่าไม้อันน่ารื่นรมย์มากมาย เต็มไปด้วยผึ้งที่อบอวลไปด้วยน้ำผึ้งดอกไม้ และเสียงของนกยูงก้องกังวาน ในที่สุดพระราชาก็เสด็จมาถึงทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์แห่งทไวตวันและจุดที่พระราชาเสด็จไปถึงนั้นเต็มไปด้วยผึ้งที่อบอวลไปด้วยน้ำผึ้งดอกไม้ ก้องกังวานไปด้วยเสียงอันไพเราะของนกเจย์คอสีน้ำเงิน ท่ามกลางร่มเงาของ สั ปตัชชะทัส ปุณณกะและวากุลา
 และพระราชาผู้ทรงพระกรุณาปรานีด้วยความรุ่งเรืองอันสูงส่งเสด็จไป ณ ที่นั้นดุจดังประมุขแห่งเหล่าเทพผู้ทรงอำนาจดุจสายฟ้า และข้าแต่ท่านผู้เลิศแห่งเผ่ากุรุ กษัตริย์ยุธิษฐิระผู้ทรงธรรม ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถอันสูงส่ง ประทับอยู่ ณ บริเวณทะเลสาบนั้น ณ บัดนั้นและเฉลิมฉลองกับภรรยาที่แต่งงานแล้วของเขา ธิดาของทรูปาทการบูชายัญตอนกลางวันที่เรียกว่าราชาริษิตามกฎที่อนุมัติสำหรับเหล่าเทพและผู้ที่อาศัยอยู่ในป่า
                        โอ้พระมหาราช เมื่อเสด็จมาถึงที่นั้นแล้ว ทุรโยธนะทรงบัญชาพวกไพร่เป็นพัน ๆ ว่า
                        “ขอให้สร้างสถานบันเทิงให้เสร็จเร็วๆ นี้”
 เมื่อรับสั่งแล้ว เหล่าผู้ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระราชา จึงทูลตอบพระครูใหญ่ว่า “จงเป็นไปเถิด” จึงเสด็จไปยังริมฝั่งทะเลสาบเพื่อสร้างเรือนรับรอง เมื่อทหารผู้คัดเลือกแล้วของพระโอรสธฤตราษฎร์ เดินทางมาถึงเขตทะเลสาบ กำลังจะเข้าประตูป่า เหล่าคนธรรพ์ จำนวนหนึ่ง ก็ปรากฏตัวขึ้นและห้ามมิให้เข้าไป ข้าแต่พระราชา กษัตริย์แห่งคนธรรพ์ พร้อม ด้วยบริวาร ได้เสด็จมาถึงที่ประทับของกุเวร ก่อนแล้ว
 และกษัตริย์แห่งชาวคันธรรพ์ก็ได้เสด็จมาพร้อมกับอัปสรา หลายเผ่า และเหล่าบุตรแห่งเทพยดาด้วย พระองค์มุ่งหมายที่จะเล่นสนุก จึงเสด็จมายังที่แห่งนั้นเพื่อความสนุกสนาน และเมื่อทรงยึดครองแล้ว พระองค์ก็ทรงปิดกั้นไม่ให้ผู้ใดเข้ามา เหล่าข้าราชบริพารของกษัตริย์ (กุรุ) เห็นว่าทะเลสาบถูกปิดโดยกษัตริย์แห่งชาวคันธรรพ์พระองค์จึงเสด็จกลับไปยังที่ประทับของทุรโยธนะผู้เป็นพระราชา เมื่อทุรโยธนะทรงได้ยินถ้อยคำเหล่านี้แล้ว จึงทรงส่งนักรบจำนวนหนึ่งซึ่งยากจะปราบปรามในสนามรบ ทรงบัญชาให้ขับไล่พวกคนธรรพ์ออก ไป
                        และนักรบเหล่านั้นที่จัดตั้งกองหน้าของกองทัพกุรุ เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ของกษัตริย์ ก็กลับไปยังทะเลสาบทไวตาวันและกล่าวปราศรัยกับพวกคันธรรพว่า
                        “พระเจ้าทุรโยธนะผู้เกรียงไกร พระราชโอรสของธฤตราษฎร์ กำลังเสด็จมาที่นี่เพื่อเล่นสนุก หลบไปเสียเถิด!”
                        ข้าแต่พระราชา พวกคนธรรพ์ก็หัวเราะและตอบคนเหล่านั้นด้วยถ้อยคำที่รุนแรงว่า
 “ทุรโยธนะกษัตริย์ผู้ชั่วร้ายของท่านคงไร้สติปัญญาเสียแล้ว พระองค์จะทรงบัญชาพวกเราผู้เป็นชาวสวรรค์เช่นนี้ได้อย่างไร ราวกับว่าพวกเราเป็นทาสของพระองค์? โดยไม่ไตร่ตรองไว้ก่อน พวกท่านก็คงใกล้ตายแล้ว เพราะท่านเป็นคนโง่เขลาไร้สติปัญญาเช่นนี้ กล้านำข่าวมาบอกพวกเรา! รีบกลับไปยังที่ประทับของกษัตริย์กุรุ โดยเร็ว มิฉะนั้นก็จงไปยังที่ประทับของพระยม ในวันนี้เถิด ”
                        เมื่อพวกคัน ธรรพ์ กล่าวเช่นนี้กองทหารรักษาการณ์ล่วงหน้าของกองทัพของกษัตริย์ก็วิ่งกลับไปยังสถานที่ที่พระราชโอรสของธฤตราษฎร์ประทับอยู่
 CCXXXIX - การต่อสู้ระหว่างเการพและคนธรรพ: การยืนหยัดครั้งสุดท้ายของกรรณะ
 ไวสัมปยาณะตรัสว่า “ข้าแต่พระราชา เหล่าทหารเหล่านั้นจึงกลับไปหาทุรโยธนะแล้วเล่าถ้อยคำที่พวกคันธรรพ์กล่าวแก่ท่านทุกคำ โอภารตะเมื่อเห็นว่าทหารของตนถูกพวกคันธรรพ์ต่อต้านบุตรของ ธฤต ราษฎร์ผู้เปี่ยมด้วยพลังก็โกรธเกรี้ยว พระราชาจึงตรัสกับเหล่าทหารของพระองค์ว่า
                        “ลงโทษคนชั่วเหล่านี้ที่ปรารถนาจะขัดขืนเจตนาของข้าพเจ้า แม้ว่าพวกเขาจะมาที่นี่เพื่อเล่นสนุกโดยมีเหล่าเทพยดาร่วมเดินทางมาด้วยในการบูชายัญร้อยครั้งก็ตาม”
 เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ของทุรโยธนะ เหล่าโอรสและเหล่าทหารแห่งธฤตราษฎร์ต่างก็มีพละกำลังมหาศาล เช่นเดียวกับนักรบนับพัน ต่างเริ่มเตรียมอาวุธสำหรับการต่อสู้ และเสียงคำรามอันดังกึกก้องของสิงโตดังกึกก้องไปทั่วสิบฝ่าย และพุ่งเข้าใส่พวกคันธรรพ์ เหล่า นั้นยามเฝ้าประตูอยู่ก็เข้าไปในป่า และเมื่อ ทหาร กุรุเข้าไปในป่า ก็มีชาวคันธรรพ์ คนอื่นๆ เข้ามาห้ามปรามไม่ให้รุกคืบ
 แม้จะถูกพวกคนธรรพ์ ห้ามไว้อย่างอ่อนโยน ไม่ให้รุกคืบ แต่เหล่าทหารกุรุก็เริ่มบุกเข้าไปในป่าอันกว้างใหญ่นั้นโดยไม่แม้แต่จะสนใจพวกเขาเลย เมื่อเหล่าทหารองครักษ์แห่งท้องฟ้าเห็นว่านักรบแห่งธฤตราษฎร์และกษัตริย์ของพวกเขาไม่อาจหยุดยั้งได้ด้วยคำพูด พวกเขาทั้งหมดจึงไปหากษัตริย์จิตรเสน ของตน และนำทุกสิ่งมาถวายแด่พระองค์
                        เมื่อพระเจ้าจิตรเสน กษัตริย์แห่งชาวคันธรรพ์ ทรงทราบเรื่องทั้งหมดนี้ พระองค์ก็ทรงกริ้วโกรธยิ่งนัก ทรงกล่าวถึงกุรุ และทรงบัญชาเหล่าสาวกของพระองค์ว่า
                        “ลงโทษคนชั่วพวกนี้ซะ”
 โอ ภารตะ เมื่อพวกคนธรรพได้รับคำสั่งจากสิตเสนแล้ว พวกเขาก็ถืออาวุธบุกทะลวงเข้าใส่พวกธฤตราษฎร์ เมื่อเห็นพวกคนธรรพ กำลังบุกทะลวงเข้า ใส่ด้วยอาวุธที่ยกขึ้น นักรบชาวกุรุก็รีบวิ่งหนีไปทุกทิศทุกทางทันทีที่เห็นทุรโยธนะ เมื่อเห็นทหารกุรุทั้งหมดวิ่งหนีจากสนามรบโดยหันหลังให้ศัตรู มี เพียง ราเทยะ ผู้กล้าหาญ เท่านั้นที่ยังไม่หนีไป
 เมื่อเห็นกองทัพอันเกรียงไกรของพวกคนธรรพกำลังรุดเข้ามาหา ราเทยะก็สกัดกั้นพวกเขาไว้ด้วยลูกธนูที่พุ่งเข้าใส่อย่างแม่นยำ และด้วยพระหัตถ์อันเบายิ่งของพระสุตะ โอรสของพระสุตะ จึงใช้ก ษุรปศุลูกศร ภัลลา และอาวุธต่างๆ ที่ทำจากกระดูกและ เหล็กกล้า โจมตีพวก คนธรรพ์นับร้อย นักรบผู้เกรียงไกรผู้นี้ทำให้ศีรษะของพวกคนธรรพ์ จำนวนมาก ร่วงลงมาภายในเวลาอันสั้น ทำให้เหล่าทหารของพระจิตรเสนส่งเสียงร้องด้วยความทุกข์ระทม
 แม้กรรณะผู้มีสติปัญญาอันเฉียบแหลมจะสังหารหมู่พวกเขาไปเป็นจำนวนมาก แต่เหล่าคันธรรพ์ก็กลับมาโจมตีเป็นร้อยเป็นพัน และด้วยกองทัพของเหล่าทหารของสิตเสนที่รุดหน้าอย่างบ้าคลั่ง ผืนดินก็ถูกกองทัพของ พวก คันธรรพ์ ปกคลุมในไม่ช้า ต่อ มา พระเจ้าทุรโยธนะ และศกุนีพระราชโอรสของสุวล และดุษสนะและวิกรรณะ พร้อมด้วยโอรสองค์อื่นๆ ของธฤตราษฎร์ ประทับบนรถม้าที่มีเสียงดังกึกก้องราวกับเสียงคำรามของครุฑก็กลับมาโจมตีตามหลังกรรณะ และเริ่มสังหารกองทัพนั้น
 ด้วยความปรารถนาที่จะช่วยเหลือกรรณะ เจ้าชายเหล่านี้จึงได้ส่งกองทัพคันธรรพพร้อมยานยนต์จำนวนมากและม้าที่แข็งแรง ทันใดนั้น กองทัพ คันธรรพ ทั้งหมด ก็เริ่มต่อสู้กับพวกเการพการปะทะกันระหว่างกองทัพที่ต่อสู้กันนั้นดุเดือดรุนแรงจนขนลุกซู่ ในที่สุดพวกคันธรรพซึ่งถูกกองทัพกุรุโจมตีก็ดูเหมือนจะอ่อนล้า และพวกเการพที่มองดูพวกคันธรรพที่ได้รับผลกระทบก็ส่งเสียงดังกึกก้อง
 เมื่อเห็น กองทัพฝ่าย คันธรรพ์พ่ายแพ้ต่อความกลัว ปิศาจจิตรเสนผู้โกรธแค้นก็ลุกพรวดจากบัลลังก์ ตั้งใจจะกำจัดกองทัพกุรุให้สิ้นซาก ด้วยความคุ้นเคยกับวิธีการทำสงครามต่างๆ จึงออกรบโดยใช้อาวุธมายาช่วย นักรบฝ่าย เการพทั้งหมดจึงถูกปิศาจจิตรเสนทำให้เสียสติไป
 โอ ภารตะ ดูเหมือนนักรบของกองทัพกุรุทุกคนถูกโจมตีและถูกล้อมด้วยคนธรรพ์ สิบคน กองทัพกุรุถูกโจมตีด้วยกำลังพลอันมหาศาล กองทัพกุรุได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักและตื่นตระหนก โอ พระราชา เหล่าผู้รักชีวิตต่างพากันหลบหนีไปจากสนามรบ ขณะที่กองทัพธฤตราษฎร์ทั้งหมดแตกพ่ายและหลบหนีไป กรรณะบุตรแห่งดวงอาทิตย์นั้น ยืนอยู่ ณ ที่นั้น โอ้พระราชา แน่นิ่งดุจภูเขา แท้จริง ทุรโยธนะ กรรณะ และศกุนี บุตรแห่งสุวลี ต่างก็ต่อสู้กับพวกคันธรรพ์แม้ว่าทุกคนจะได้รับบาดเจ็บสาหัสและบาดเจ็บสาหัสในการปะทะกันครั้งนั้นก็ตาม
 ทันใดนั้น เหล่าคนธรรพ์ ทั้งหลาย ปรารถนาจะสังหารกรรณะ จึงรุดเข้าโจมตีกรรณะเป็นจำนวนร้อยเป็นพัน เหล่านักรบผู้เกรียงไกรเหล่านั้นปรารถนาจะสังหาร บุตร ของพระสุตจึงล้อมพระกรรณะไว้รอบด้านด้วยดาบ ขวานรบ และหอก บางคนตัดแอกรถ บางคนตัดเสาธง บางคนตัดเพลารถ บางคนตัดม้า บางคนตัดรถม้า บางคนตัดร่ม บางคนตัดบังโคลนไม้รอบรถ และบางคนตัดข้อต่อรถด้วย เหล่าคนธรรพ์หลายพันคนจึงร่วมกันโจมตีรถของเขา ทำลายรถของเขาให้แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขณะที่รถของเขาถูกโจมตี กรรณะก็กระโดดลงจากรถพร้อมดาบและโล่ในมือ ขึ้นรถของวิกรณะ เร่งเร้าให้ม้าช่วยตัวเอง
 CCXL - ยุทธการที่ทุรโยธนะ: คนธรรพ์จับกุมกษัตริย์เการพ
 ไวสัมปยาณกล่าวว่า "หลังจากที่กรรณะ นักรบผู้ยิ่งใหญ่ ถูกพวกคันธรพตี แตกพ่าย กองทัพ กุรุทั้งหมดก็หนีออกจากสนามรบไปต่อหน้าต่อตาของธฤตราษฎร์ โอรส เมื่อทอดพระเนตรเห็นกองทัพทั้งหมดของพระองค์กำลังเหินห่างจากสนามรบ หันหลังให้ศัตรู พระเจ้าทุรโยธนะทรงปฏิเสธที่จะเหินหนี เมื่อเห็นกองทัพอันเกรียงไกรของพวกคันธรพกำลังรุดหน้ามาทางพระองค์ จอมปราบศัตรูจึงเทลูกธนูลงมาใส่พวกเขาอย่างมากมาย
 ทว่าพวก คันธรรพ์ไม่ได้คำนึงถึงฝนลูกธนูนั้น และปรารถนาที่จะสังหารเขาด้วย จึงล้อมรถของเขาไว้ และใช้ลูกธนูตัดแอก เพลา บังโคลน เสาธง เสาไม้ไผ่สามท่อน และป้อมปืนหลักของรถของเขาออกเป็นชิ้นๆ พวกเขายังฆ่ารถม้าและม้าของเขา สับเป็นชิ้นๆ และเมื่อทุรโยธนะถูกพรากรถไปล้มลงกับพื้น จิตรเสนผู้มีแขนกำยำก็พุ่งเข้าหาเขาและจับเขาไว้อย่างราวกับว่าชีวิตของเขาถูกพรากไป และหลังจากที่กษัตริย์กุรุถูกจับกุม พวกคันธรรพ์ได้ล้อมดุษสสนะซึ่งประทับอยู่บนรถของเขา ก็ได้จับเขาไปเป็นเชลยเช่น กัน
 และพวกคนธรรพ์ บางพวก ได้จับตัววิวินสติและจิตรเสน และพวกวินทะและอนุวินทะส่วนพวกที่เหลือได้จับตัวนางสนมทั้งหมดในราชสำนัก ส่วนนักรบของทุรโยธนะที่ถูกพวกคนธรรพ์ ตีแตก พ่ายไป ได้เข้าร่วมกับพวกที่หนีไปก่อน ได้เข้าเฝ้าปาณฑพ (ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง) และหลังจากที่ทุรโยธนะถูกจับเป็นเชลยแล้ว ยานพาหนะ ร้านค้า ศาลา รถม้า และสัตว์ลากจูง ทั้งหมดก็ถูกมอบให้แก่ปาณฑพเพื่อคุ้มครอง
                        และทหารเหล่านั้นก็พูดว่า
 'โอรสแห่งธฤตราษฎร์ผู้เกรียงไกร ผู้มีพละกำลังมหาศาลและพระพักตร์งดงาม กำลังถูกพวกคนธรรพ์จับไปเป็นเชลย ! บุตรทั้งหลายของปริตา จงตามพวกเขาไป! ทุสสาสน์ ทุรวิชาสทุรมุขะและทุรชัยต่างก็ถูกพวกคนธรรพ์จับไปเป็นเชลยด้วยโซ่ตรวน เช่นเดียวกับเหล่าสตรีในราชสำนัก!'
                        "เหล่าสาวกของทุรโยธนะต่างร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าด้วยความเศร้าโศก จึงเข้าไปเฝ้ายุทธิษฐิระเพื่อขอให้ปล่อยพระราชาไป
                        ภีมะจึงตอบบรรดาข้าราชบริพารเก่าของทุรโยธนะ ซึ่งกำลังเศร้าโศกเสียใจและอาลัย จึงได้ขอความช่วยเหลือจากยุธิษฐิระว่า
 สิ่งที่เราควรจะทำด้วยความเพียรพยายามอย่างยิ่งยวด คือการจัดทัพเข้าแถวรบด้วยม้าและช้าง แท้จริงแล้ว ล้วนเป็นฝีมือของพวกคนธรรพ์ ! ผู้ที่มาที่นี่เพื่อจุดประสงค์อื่น กลับต้องพบกับผลที่คาดไม่ถึง! แท้จริงแล้ว นี่เป็นผลจากแผนการร้ายของพระราชาผู้ชอบเล่นกลหลอกลวง! เราได้ยินมาว่าศัตรูของผู้ที่ไร้อำนาจ จะถูกผู้อื่นโค่นล้ม
 เหล่าคนธรรพ์ได้แสดงให้เห็นความจริงของคำกล่าวนี้อย่างน่าอัศจรรย์ต่อหน้าต่อตาเรา! ดูเหมือนว่ายังมีคนโชคดีอีกคนหนึ่งในโลกที่ปรารถนาจะทำความดีให้เรา และได้แบกภาระอันแสนสุขของเราไว้บนบ่า แม้เราจะนั่งเฉย ๆ ก็ตาม! คนสารเลวคนนั้นมาเพื่อจ้องมองเรา—ตัวเขาเองกำลังรุ่งเรือง ขณะที่เรากลับจมดิ่งอยู่ในความทุกข์ยาก ผอมแห้งจากความเคร่งครัดในศีลธรรมอันเคร่งครัด ต้องเผชิญกับลม หนาว และร้อน
 ผู้ที่เลียนแบบพฤติกรรมของเการพ ผู้บาปหนาและน่าเวทนานั้น กำลังเห็นความอัปยศอดสูของเขาอยู่ในขณะนี้! ผู้ที่สั่งสอนทุรโยธนะให้ทำเช่นนี้ ย่อมทำบาปอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าขอแจ้งแก่ท่านทั้งหลายว่า บุตรของพระนางกุนตีมิได้ชั่วร้ายและมีบาปหนา!
                        ขณะที่ภีมะ บุตรของกุนตี กำลังพูดจาเสียดสี พระเจ้ายุธิษฐิระตรัสกับภีมะว่า
                        'นี่ไม่ใช่เวลาที่จะใช้คำพูดโหดร้าย!'
 ตอนต่อไป;  CCXLI - การช่วยเหลือทุรโยธนะ: อรชุนให้คำมั่นสัญญาว่าจะปลดปล่อยเการพ
ก่อนหน้า                   💃🏻💃🏻💃🏻                         อ่านต่อ
 สรุปโดยย่อของบทนี้: ยุธิษฐิระ รู้สึกรับผิดชอบต่อเหล่าเการพ ที่แสวงหาความคุ้มครอง จึงยุทโธปกรณ์ให้พี่น้องของตนติดอาวุธและช่วยเหลือทุรโยธนะ จากเหล่าคนธรรพที่ล่วงละเมิดเกียรติศักดิ์ของตระกูล พระองค์ทรงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือและการยืนหยัดเพื่อเกียรติศักดิ์ของตระกูลอรชุนจึงตอบรับคำวิงวอนของยุธิษฐิระโดยให้สัญญาว่าจะปลดปล่อยเหล่าเการพ แม้ว่าจะต้องต่อสู้กับเหล่าคนธรรพก็ตาม พระองค์ทรงปฏิญาณว่าหากการเจรจาอย่างสันติล้มเหลว พระองค์จะทรงรับรองว่าเหล่าคนธรรพจะต้องเผชิญกับผลที่ตามมาจากการกระทำของพวกเขา
 ความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของยุธิษฐิระในการรักษาเกียรติศักดิ์ของตระกูลและปกป้องผู้ประสบภัยผลักดันให้เขาแสวงหาความช่วยเหลือจากพี่น้องและวางแผนช่วยเหลือชาวเการพ พระองค์ทรงย้ำเตือนพวกเขาถึงความสำคัญของการเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยไม่คำนึงถึงความขัดแย้งหรือความคับข้องใจใดๆ ในอดีต อรชุนซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีและความกล้าหาญ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะลงมือปฏิบัติและรับรองความปลอดภัยและอิสรภาพของชาวเการพ แม้ต้องแลกมาด้วยการต่อสู้กับชาวคันธรรพ
 เมื่อเหล่าเการพกลับมาสงบสติอารมณ์และมีความหวังอีกครั้งเมื่อได้ยินคำปฏิญาณของอรชุน ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาจะไม่ถูกละทิ้งในยามจำเป็น ความสามัคคีและความมุ่งมั่นของเหล่าปาณฑพที่จะปกป้องเหล่าเการพและธำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ของตระกูล ได้ปูทางไปสู่การเผชิญหน้าอย่างเด็ดขาดกับเหล่าคนธรรพ คำปฏิญาณของอรชุนที่จะหลั่งเลือด กษัตริย์ คนธรรพหากจำเป็น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะให้ทุรโยธนะหลุดพ้นและฟื้นฟูศักดิ์ศรีของเหล่าเการพ
 โดยรวมแล้ว เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงคุณธรรมของความภักดี ความกล้าหาญ และการยืนหยัดเพื่อผู้ถูกกดขี่ แม้ในยามทุกข์ยาก ความเป็นผู้นำและความมุ่งมั่นของยุธิษฐิระในการปกป้องเหล่าเการพ ประกอบกับความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของอรชุนในการช่วยเหลือพวกเขา เน้นย้ำถึงความสำคัญของเกียรติยศและหน้าที่ในยามวิกฤต ความพร้อมของเหล่าปาณฑพที่จะรับมือกับความท้าทายที่เหล่าคนธรรพเผชิญ แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเข้มแข็งในฐานะครอบครัวที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับภัยคุกคามใดๆ ต่อคุณค่าและความซื่อสัตย์ของพวกเขา