Translate

10 กุมภาพันธ์ 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ อโธปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๘๔)

ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกไม้บูชา
 [๘๖] ภิกษุชื่ออภิภู เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี มี
อานุภาพมาก บรรลุวิชชา ๓ เข้ามาสู่ภูเขาหิมวันต์ในกาลนั้น แม้เราก็เป็นฤาษีผู้ชำนาญ ในอัปปมัญญาและฤทธิ์อยู่ในอาศรมรมณิยสถาน ใกล้ภูเขาหิมวันต์ เรา ปรารถนาภูเขาอย่างยิ่ง เปรียบเหมือนนกในอากาศปรารถนาอากาศ ฉะนั้น เราเก็บดอกไม้ที่เชิงเขาแล้ว มาสู่ภูเขา หยิบดอกไม้ ๗ ดอกโปรยลงบน พระเศียร เราอันพระวีระแลดูแล้ว เดินบ่ายหน้าไปทางทิศปราจีน เรามุ่ง ไปสู่ที่อยู่ ถึงอาศรมแล้ว เก็บหาบเครื่องบริขาร แล้วเดินไปตามระหว่าง ภูเขา งูเหลือมเป็นสัตว์ร้ายกาจ มีกำลังมาก รัดเรา เราระลึกถึงบุรพกรรม ได้ทำกาละ ณ ที่นั้น ในกัลปที่ ๓๑
                แต่กัลปนี้ เราโปรยดอกไม้ใด ด้วย กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอโธปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ อโธปุปผิยเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยวรรค. อโธปุปผิยเถราปทาน (๘๔)
         ๘๔. อรรถกถาอโธปุปผิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระอโธปุปผิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า อภิภู นาม โส ภิกฺขุ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพเป็นอันมาก ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน ครั้นภายหลังท่านเห็นโทษในกามทั้งหลาย ละการอยู่ครองเรือนนั้นแล้ว บวชเป็นฤาษี ได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ และถึงความเป็นผู้ชำนาญ อาศัยอยู่ในป่าหิมวันต์. 
         พระอัครสาวกชื่อว่าอภิภู ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี นั้น ยินดียิ่งในวิเวก ได้ไปสู่ป่าหิมวันต์. 
         ครั้งนั้น เราเห็นพระอัครสาวกเถระนั้นแล้ว ขึ้นสู่ภูเขาที่พระเถระยืนอยู่ ถือเอาดอกไม้ ๗ ดอกสมบูรณ์ด้วยสี มีกลิ่นหอม จากพื้นภายใต้แห่งภูเขามาบูชา. 
         ครั้งนั้น พระเถระนั้นได้กระทำอนุโมทนาแก่ท่าน. 
         ฝ่ายดาบสนั้นก็ได้ไปยังอาศรมของตน. ท่านถูกงูเหลือมตัวหนึ่งในที่นั้นรัดเอา ภายหลังท่านมีฌานไม่เสื่อม ถูกอันตรายนั้นนั่นรบกวนกระทำกาละแล้ว ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เสวยพรหมสมบัติและฉกามาวจรสมบัติ และยังมนุษยสมบัติทั้งหลายให้สิ้นไป. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีใจเลื่อมใสบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ภายหลังท่านปรากฏโดยนามแห่งบุญกรรมที่ตนทำไว้ว่า อโธปุปผิยเถระ ดังนี้. 
         วันหนึ่งท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อภิภู นาม โส ภิกฺขุ ดังนี้. 
         ในบทเหล่านี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. 
         ชื่อว่าอภิภู เพราะครอบงำคนเหล่าอื่นด้วยศีลและสมาธิ. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอภิภู เพราะครอบงำคือท่วมทับมารมีขันธมารเป็นต้น. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอภิภู เพราะครอบงำคือกำจัดกิเลสที่อยู่ในสันดานของตนและของคนเหล่าอื่น. 
         ชื่อว่าภิกขุ เพราะมีปกติขอ คือมีการขอเป็นปกติ. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าภิกขุ เพราะทรงไว้ซึ่งแผ่นผ้าที่ถูกตัดถูกทำลาย. 
         อธิบายว่า ภิกษุผู้เป็นพระอัครสาวกนั้นชื่อว่าอภิภู. 
         เชื่อมความว่า พระอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี. 
         บทว่า อชคโร มํ ปิเฬสิ๑- ความว่า งูเหลือมใหญ่เบียดเบียน พระดาบสผู้สมบูรณ์ด้วยศีลเห็นปานนั้น ท่านถูกอันตรายนั้นนั่นแลรบกวนมีฌานไม่เสื่อม ทำกาละแล้ว มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
          - บาลีว่า อชคโรปิ ปีเฬสิ.
จบอรรถกถาอโธปุปผิยเถราปทาน 

ไม่มีความคิดเห็น: