Translate

12 กรกฎาคม 2568

[เล่ม 4] ตอนที่ 67 ไซอิ๋ว นวนิยาย

ก่อนหน้า 📝   อ่านต่อ 📖  
  ทั้งหมด   รูปภาพ   วีดีโอ   ข่าวสาร   
รูปภาพ ; กิมเต็งไต้เซียนนี้ เป็นเทวดาองค์ใหญ่พระโพธิสัตว์สั่งให้คอยนำทางพระถังซัมจั๋งจะได้พาขึ้นบนเขาเล่งซัว เมื่อพระถังซัมจั๋งไปถึงเขาเล่งซัว กิมเต็งไต้เซียนก็ได้มาคอยต้อนรับให้พักผ่อนอยู่คืนหนึ่ง ครั้นรุ่งเช้าฉันจังหันแล้วจึงได้ช่วยชี้ทางให้ไป พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสามคนจึงได้ลาพากันไป
(บทที่ ๙๘)
 ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสาม ออกจากบ้านเข่าญ่วนหลายเศรษฐี ก็ตั้งหน้าหมายตรงไปยังทิศปราจิณ เดินพลางพิศดูว่าเมืองพระพุทธเจ้ามีต้นไม้ดอกดวงพวงผลดารดาษหอมระรื่นร่มไปตามแถวถนนทุกแห่งทุกตำบลบ้าน ล้วนถือศีลกินแจตั้งหน้าทำบุญกุศลทุก ๆ คน อาจารย์กับศิษย์กลางวันก็เดินกลางคืนก็เข้าหยุดพักอาศัย เดินมาได้สักเจ็ดวัน แลไปข้างหน้าก็เห็นมีปราสาทราชมณเฑียรสลับซับซ้อนเป็นระดับดูสง่างาม พระถังซัมจั๋งอยู่บนหลังม้า เอาแซ่ชี้ถามเห้งเจียว่าที่ข้างหน้านั้นเป็นสถานที่อันใด
   เห้งเจียตอบว่าที่สมมุติรูปพระพุทธเจ้า พระอาจารย์ลงนมัสการวันนี้มาถึงเขตพระพุทธเจ้าจริงแล้ว ทำไมจึงไม่ลงนมัสการเล่า พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็ลงจากหลังม้าเดินมาถึงประตูนอกที่มีประสาทราชมณเฑียรนั้น แลไปที่ประตูเห็นหนุ่มน้อยผู้หนึ่งยืนอยู่ร้องถามไปว่าท่านเป็นผู้ที่มาจากเมืองไต้ถังเพื่อจะอาราธนาพระไตรปิฎกธรรมหรือมิใช่ พระถังซัมจั๋งแลไปเห็นผู้นั้นรูปร่างคมสันนุ่งห่มเป็นเพศผู้ประพฤติพรต ฝ่ายเห้งเจียแลเห็นก็จำได้ จึงบอกแก่พระอาจารย์ว่า ท่านผู้นี้คือ เป็นเทพบุตรกิมเต็งไต้เซียนรักษาเชิงเขาเล่งซัว ท่านมาคอยเพื่อจะรับพวกเรา พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็รีบเดินเข้ามาใกล้กระทำคำนับทักถาม
   ​ท่านกิมเต็งไต้เซียนหัวเราะแล้วคำนับตอบ พูดว่าท่านอาจารย์พึ่งมาถึงปีนี้เอง พระโพธิสัตว์บอกให้มาคอยเป็นหลายปี เมื่อสิบปีก่อนพระโพธิสัตว์รับคำสั่งของพระพุทธเจ้าไปยังประเทศจีน เพื่อจะหาคนมาอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม ท่านบอกว่ากำหนดสองสามปีท่านจะมาถึงแห่งสำนักข้าพเจ้า ๆ ก็ตั้งใจคอยทุก ๆ ปีก็ไม่ได้ข่าวคราว มาจนบัดนี้จึงได้พบแก่ท่าน พระถังซัมจั๋งปราศรัยว่าขอบใจท่านไต้เซียนต้องมาคอยมีความลำบากมาก พระเดชพระคุณหาที่เปรียบมิได้ ครั้นพูดจาทักถามกันแล้วก็พากันเข้าในสำนัก ฝ่ายเห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พากันยกหาบจูงม้าเข้ามาข้างในสำนักแล้ว จึงพากันมาปราศรัยคำนับทักถามไต้เซียนแล้วนั่งที่ตามสมควร
   ฝ่ายกิมเต็งไต้เซียน ให้ศิษย์ยกน้ำร้อนน้ำชาและเครื่องแจมาเลี้ยง สั่งให้ต้มน้ำหอมให้พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์อาบ ล้าง ชำระ ผลัดเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มแล้วจึงจะได้ขึ้นไปนมัสการพระพุทธเจ้า
   ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสาม ครั้นฉันแล้วก็พากันเข้าที่สรงน้ำ ชำระล้างเสร็จแล้วก็ผลัดเปลี่ยนนุ่งห่มเครื่องใหม่ เวลาจวนค่ำก็พากันพักหลับนอนคืนหนึ่ง พอเวลารุ่งแจ้งพระถังซัมจั๋งตื่นนอนแล้วล้างหน้าครองจีวรเรียบร้อยแล้ว จึงพาสานุศิษย์ทั้งสามออกมาสำนักนอก ลากิมเต็งไต้เซียนจะไป กิมเต็งไต้เซียนพูดสรรเสริญพระถังซัมจั๋งว่า เวลาวานนี้ดูสม มมเปื้อนเปรอะ วันนี้ดูสะอาดสำอางเรียบร้อยดี ภาคภูมิสมควรเป็นบุตรพระตถาคต พระถังซัมจั๋ง​คำนับลาจะออกเดิน กิมเต็งไต้เซียนว่าช้าก่อน ข้าพเจ้าจะนำทางพาท่านไปส่ง เห้งเจียว่าไม่ต้องท่านไต้เซียนไปส่ง หนทางนี้ข้าพเจ้าเข้าใจจำได้ ไต้เซียนพูดว่าเห้งเจียเข้าใจแต่เหาะเหินไปท่านอาจารย์เหาะเหินไม่ได้จะต้องเดินตามพื้นไป
   เห้งเจียพูดว่าท่านไต้เซียนพูดเห็นจะจริง ด้วยข้าพเจ้าไปมาหลายครั้งก็จริง แต่เหาะเหินไปมามิได้เดินตามพื้นดิน หากมีทางเดินก็ดีแล้ว ขอเชิญท่านไต้เซียนได้อนุเคราะห์โปรดช่วยนำทางด้วย อาจารย์ข้าพเจ้ามีจิตศรัทธาจะใคร่รีบไปนมัสการพระพุทธเจ้า กิมเต๊งไต้เซียนหัวเราะแล้วก็มาจับมือพระถังซัมจั๋งนำเดินขึ้นช่องประตูธัมมา (อันที่จริงทางมิได้ออกจากสำนัก คือออกประตูหลังสำนักนั่นเอง เพื่อท่านกิมเต้งไต้เซียนจะชี้ให้รู้ซึ่งเขาเล่งซัวเท่านั้น) ไต้เซียนบอกว่าพระอาจารย์จงพิเคราะห์ดู ที่สูงถึงฟ้ามีรัศมีสว่างไสวเป็นชั้นๆ ซับซ้อนเป็นระดับถึงพันชั้นนั้น คือยอดเขาเล่งซัว เป็นที่สำนักของพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ และเป็นที่ประชุมแห่งพระอริยะเจ้าทั้งหลาย พระถังซัมจั๋งได้เห็นดังนั้นจิตคิดจะใคร่ลงนมัสการ เห้งเจียบอกว่ายังไม่ถึงที่ไหว้ แม้แลเห็นแล้วก็จริงแต่ยังไกลนัก แม้ไปถึงยอดเขาแล้วจะทำนมัสการสักเท่าใดก็ตามเถิด
   กิมเต็งไต้เซียนพูดแก่พระถังซัมจั๋งว่าท่านกับสานุศิษย์มาถึงที่ชัยภูมิอันนี้แลเห็นเขาเล่งซัวแล้ว ข้าพเจ้าจะขอลากลับ พระถังซัมจั๋งคำนับแล้วก็ตั้งหน้าพากันเดินขึ้นเขาไป เห้งเจียนำหน้าค่อยๆ เดินมาได้ประมาณสักร้อยเส้นเศษ ก็แลเห็น​ลำกระแสน้ำไหลเชี่ยวดุจน้ำที่เทออกจากกระบอก ลำน้ำกว้างประมาณร้อยเส้น เงียบสงัดไม่มีผู้คนวี่แวว พระถังซัมจั๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงถามเห้งเจียว่า ทางนี้ท่านไต้เซียนกิมเต๊งชี้ผิดทางดอกกระมัง เห้งเจียว่าไม่ผิด อาจารย์ไม่เห็นหรือข้างหน้ามีสะพานข้ามฟากไป พระถังซัมจั๋งพูดว่า น้ำเชี่ยวกรากดังนี้สะพานอันเดียวจะข้ามอย่างไรได้ เห้งเจียว่าจะต้องข้ามไปทางสะพานนี้จึงจะได้ ถ้าจะไปทางอื่นก็จะไม่สำเร็จทางมรรคผล
   พระถังซัมจั๋งพาสานุศิษย์เดินเข้าไปใกล้สะพาน ที่ข้างสะพานมีป้ายศิลาจารึกอักษรสามตัวว่า ลิ้งหุ้นโต้ แปลภาษาไทยว่าแทรกเมฆข้าม พิจารณาดูสะพานแต่ไกลดุจสายรุ้ง เข้าใกล้ดูดังไม้อันเดียวทั้งลื่นยากที่จะเดิน หากมิใช่ผู้ที่มีอภินิหารบารมีสร้างมามากแล้วก็อย่าพึงนึกเลย พระถังซัมจั๋งพิเคราะห์ดูแล้ว ให้มีใจหวาดหวั่น จึงพูดว่าสะพานนี้มิใช่ทางของมนุษย์เดิน จำเราจะต้องพากันไปหาทางอื่นเถิด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าทางนี้จริงแท้ ๆ โป๊ยก่ายพูดว่าทางนี้จริงแล้วใครจะอาจข้ามไปได้ แม่น้ำก็กว้างน้ำก็เชี่ยวละลอกก็ซัดนูนซับซ้อน สะพานอันเดียวแลทั้งเล็กและลื่นด้วยทำอย่างไรจะสยายเท้าได้เล่า เห้งเจียว่าพี่น้องจงหยุดอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าจะข้ามไปก่อนแต่ผู้เดียว จะได้เห็นเป็นตัวอย่าง
   เห้งเจียออกท่าเผ่นขึ้นบนสะพานลอยหน้าลอยตาเดินข้ามไป บัดเดี๋ยวก็ถึงหัวสะพานฟากข้างโน้นแล้วร้องตะโกนเรียกว่าข้ามมาเถิด พระถังซัมจั๋งสั่นศรีษะ ​โป๊ยก่ายว่ายากนักที่จะข้ามไปได้ เห้งเจียก็เดินข้ามกลับมา จับมือโป๊ยก่ายดึงมาว่า น้องตามพี่ข้ามไปเถิด โป๊ยก่าย งอมือ นอนกลิ้งลงกับพื้นร้องว่าสะพานลื่นนักข้ามไปไม่ได้ พี่จงผ่อนผันให้ข้าพเจ้าเหาะไปเถิด เห้งเจียจับมือโป๊ยก่ายพูดว่า ทางสะพานนี้ไปแห่งใดจึงเจ้าจะเหาะข้ามไป เพราะจำเป็นจะต้องข้ามไปทางสะพานนี้จึงจะสำเร็จซึ่งมรรคผล โป๊ยก่ายพูดว่า มรรคผลจะไม่สำเร็จได้แล้วเพราะข้าพเจ้าข้ามไม่ได้จริง ๆ เห้งเจียโป๊ยก่ายกำลังฉุดลากกันอยู่ที่ข้างสะพาน เหลือบแลไปในกระแสน้ำก็เห็นมีชายผู้หนึ่งมือถือถ่อค้ำเรือเข้ามาร้องว่าลงเรือจ้าง
รูปภาพ ; พระโพธิสัตว์เตี๊ยบจิ๊นโจ๊ซือพระองค์นี้ เมื่อพระถังซัมจั๋งมาถึงลำแม่น้ำมหาสมุทรไม่มีเรือจะข้าม พระโพธิสัตว์เตี๊ยบจิ๊นโจ๊ซือต้องนิฤมิตเป็นเรือให้ข้าม แต่เรือที่นิฤมิตนั้นประหลาดโดยไม่มีพื้นท้องเรือแลเห็นน้ำตลอด เพราะความจริงเรือนั้นเป็นปัณหาธรรม กล่าวคือสังขารธรรม
 พระถังซัมจั๋งดีใจพูดว่าสานุศิษย์อย่าวุ่นวายมีเรือจ้างมารับแล้ว คนทั้งสามแลไปก็เห็นเรือเข้ามาใกล้ฝั่ง เห้งเจียเหลือบแลเล็งด้วยทิพย์จักษุก็เห็นได้ว่า ผู้เจ้าของเรือนั้นคือท่านเตี๊ยบจิ๊นโจ๊ซือเป็นพระโพธิสัตว์ใหญ่ เห้งเจียรู้แน่ดังนั้นแล้ว ก็กวักมือร้องเรียกว่าค้ำเรือเข้ามาเถิด เรือก็เข้ามาถึงฝั่ง พระถังซัมจั๋งแลลงไปในเรือก็ตกใจ จึงพูดว่าเรือของท่านทำไมจึงไม่มีท้องเรือ เรืออย่างนี้จะบรรทุกคนโดยสารข้ามไปอย่างไรได้เล่า พระโพธิสัตว์เจ้าของเรือตอบว่า เรือของข้าพเจ้ามีชื่อตั้งแต่เริ่มมีฟ้ามีดินจนบัดนี้ อาศัยข้ามส่งมาดังนี้ถึงมีคลื่นมีลมเรือก็ไม่โคลง ไม่มีก่อนมีหลังสม่ำเสมอไม่เสพย้อมด้วยอายตนะภายนอก อาจรวมหมื่นกัลป์แสนกัลป์โดยสะดวกสุขสำราญ เรือไม่มีท้องอาจข้ามมหาสมุทรส่งคนข้ามน้ำมาแต่โบราณจนปัจจุบันบัดนี้
   เห้งเจียได้ฟังก็​นมัสการพูดว่า ขอบคุณพระบารมีคุณท่านหาที่เปรียบมิได้ ซึ่งได้มารับส่งอาจารย์ข้าพเจ้า แล้วผินหน้ามาบอกแก่อาจารย์ว่านิมนต์เถิด เรือไม่มีท้องก็จริงแต่ไม่เป็นไร หากจะมีคลื่นลมสักเท่าใด ๆ ก็ไม่ล่มจมลงไปได้ดอก พระถังซัมจั๋งยังสงสัยไม่ใคร่จะวางใจ เห้งเจียเข้ามาใกล้แล้วผลักอาจารย์ลงไป พระถังซัมจั๋งยั้งตัวไม่ได้ก็พลัดตกลงไปในน้ำ ท่านเจ้าของเรือจับฉุดขึ้นไว้ไม่ทันจะเปียกน้ำ พระถังซัมจั๋งนึกเคืองเห้งเจีย เห้งเจียพาโป๊ยก่ายซัวเจ๋งยกหาบจูงม้าลงในเรือยืนบนกระทง ท่านโพธิสัตว์เจ้าของเรือก็ค่อยค้ำเรือออกจากฝั่ง ถึงกลางกระแสน้ำก็แลเห็นซากอาศพลอยตามกระแสน้ำลงมา พระถังซัมจั๋งแลเห็นดังนั้นก็ตกใจครั่นคร้าม เห้งเจียแลเห็นดังนั้นก็หัวเราะร้องบอกว่าอาจารย์อย่ากลัว อันซากอาศพนั้นเดิมคือท่านเองไม่ใช่หรือ โป๊ยก่ายร้องว่าคือท่าน ๆ ซัวเจ๋งตบมือร้องว่าคือท่าน ๆ เจ้าของเรือพูดขึ้นว่านั่นแลคือท่านสมควรจะรื่นเริงยินดีแล้ว เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็พร้อมกันโห่ร้องสรรเสริญขึ้น เรือก็ค่อยแล่นมาถึงตลิ่ง
   พระถังซัมจั๋งขึ้นบนฝั่งแล้ว ตั้งแต่นี้ก็ปราศจากรูปขันธ์และตัณหาทั้งสิ้น ลุถึงมรรคผลจิตใจใสสะอาด เรียกว่ามหาปัญญาได้ข้ามสมุทรทุกข์เป็นที่สุดธรรม อาจารย์กับศิษย์ก็พากันขึ้นบก แลดูนาวาลำนั้นก็ไม่เห็นมิได้รู้ว่าไปทางไหน เห้งเจียจึงไขความจริงว่า ท่านเจ้าของเรือนั้นคือพระโพธิสัตว์เจ้าท่านมารับพวกเรา พระถังซัมจั๋งจึงได้สติมีความขอบคุณสานุศิษย์ทั้งสาม เห้งเจียคำนับอาจารย์แล้วพูดว่า ต่างก็ไม่ต้องยกบุญยอ​คุณอะไรกัน เพราะพวกข้าพเจ้าทั้งสามพึ่งพระบารมีได้ชักนำกันเข้ามาในทางสัมมาทิฐิ รักษาศีลภาวนาเจริญกรรมฐานวิปัสสนาถึงแก่มรรคผล อาจารย์พึ่งข้าพเจ้าปกครองรักษาป้องกันอันตรายต่าง ๆ จึงได้สำเร็จประโยชน์ละกิเลสถึงความบริสุทธิ์ได้ นิมนต์พระอาจารย์พิจารณา ๆ ดูข้างหน้านั้น มีต้นผลไม้ชูดอกออกช่อหอมงามต่าง ๆ ทั้งฝูงนกวิหกหงส์ชาติต่าง ๆ เป็นที่ชัยภูมิอันงาม จะเปรียบกับที่ภูตผีปีศาจมันเปลี่ยนแปลงทุก ๆ แห่งมาจะเป็นอย่างไรกัน 
   พระถังซัมจั๋งพิศดูแล้วก็ออกปากสรรเสริญว่าไม่รู้สิ้น ในกายตัวก็เบาจึงรีบก้าวเดินขึ้นเขาเล่งซัว แลขึ้นไปก็เห็นพระอารามลุ่ยอิมยี่สูงตระหง่านละลิ่ว ประดับประดาล้วนแล้วไปด้วยแก้วอันวิเศษสีต่าง ๆ ฉายรัศมีออกโชติช่วงชัชวาลดูดุจวิมานเมืองสวรรค์ เป็นที่สะอาดไม่มีธุลีละอองมาปะปนให้เปื้อนหมอง อาจารย์กับศิษย์เวลานั้นต่างมีความสำราญรื่นเริงปิติโสมนัส เดินพลางพิจารณาพลางก็ขึ้นถึงยอดเขาเล่งซัว แลไปที่ต้นไม้ใหญ่ทุก ๆ แห่ง มีอุบาสก อุบาสิกาผู้รักษาศีลกินแจนั่งกระทำความเพียรบำเพ็ญภาวนาทุกๆ คนไม่เกียจคร้าน พระถังซัมจั๋งก็ลดกายลงกระทำคำนับทุก ๆ คน หมู่พระสงฆ์กับพระภิกขุนี สามเณรอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลายพากันพนมมือพูดว่า ท่านอาจารย์อย่าเพิ่งทำคำนับข้าพเจ้าก่อน นิมนต์ไปหาพระมุนีเจ้ากระทำเคารพแล้วจึงค่อยมาวิสาสะสนทนากับด้วยพวกข้าพเจ้าเถิด
   เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า รีบเดิน ๆ เข้าไปเคารพพระผู้เป็นเจ้าเถิด พระ​ถังซัมจั๋งดีใจรีบเดินตามเห้งเจีย ๆ ตรงมาถึงประตูวัดชั้นที่หนึ่ง ที่ประตูนี้มีท้าวกิมกังมหาราชเฝ้าประตูสององค์ออกมาต้อนรับ ถามว่าท่านอาจารย์มาถึงแล้วหรือ พระถังซัมจั๋งตอบว่าอาตมภาพตั๊นเหี้ยนจึงมาถึงแล้ว ตอบแล้วจะใคร่เลยเข้าไปในประตู ท้าวกิมกังมหาราชทั้งสององค์พูดว่าท่านรอพักสักประเดี๋ยวก่อน จะกราบทูลพระเป็นเจ้าให้ทรงทราบก่อนแล้วจึงเข้าไปเฝ้า ท้าวกิมกังจึงเข้าไปบอกประตูชั้นที่สองทราบแล้ว ประตูชั้นที่สองมีกิมกังเฝ้าสี่องค์ จึงให้สององค์เข้าไปบอกชั้นสามทราบก่อนแล้ว
   ประตูชั้นที่สามมีมหาเถรองค์หนึ่งทราบเหตุแล้ว ก็รีบเข้าไปยังหอใหญ่ลดกายลงทำเคารพแล้วก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าได้ทราบ บัดนี้พระสงฆ์เมืองใต้ถังซึ่งจะมาอาราธนาพระธรรมนั้นมาถึงแล้ว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงฟังก็มีพระทัยยินดี จึงตรัสสั่งสาวกทั้งหลายให้ประชุมพร้อมกัน
   ฝ่ายหมู่สาวกทั้งหลายครั้นได้ทราบว่า พระองค์ตรัสสั่งดังนั้นแล้ว ทุก ๆ หมู่ก็มาแวดล้อมพระพุทธองค์อยู่ทุกท่าน คือห้าร้อยพระอรหันต์ สามพันเจ้าเอี๋ยดที้ เทพยดาดาวสิบแปดองค์ เจ้าแคล้นรักษาธรรมสิบแปดองค์ เรียงสองข้างเป็นลำดับพร้อมแล้ว พระพุทธองค์จึงโปรดให้พระถังซัมจั๋งเข้าไปเฝ้า
   ฝ่ายพระถังซัมจั๋ง ก็สำรวมกิริยาค่อยย่างก้าวโดยเรียบร้อยเดินเข้าไป เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งจูงม้าหาบของตามหลังพระถังซัมจั๋งเข้าไปยังที่หอใหญ่ ครั้นถึงพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ก็ลดกายลงกระทำนมัสการประทักษิณสามรอบมาตรงพระพักตร์ พระถังซัมจั๋งก็คุกเข่าลงนำหนังสือเดินทางทูลศรีษะถวายสมเด็จพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงรับมาทอดพระเนตรแล้ว ก็ส่งคืนให้พระถังซัมจั๋ง ๆ รับแล้วก็กระทำเคารพกราบลงกับพื้นแล้วทูลว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงทราบ ข้าพเจ้าคือตั๊นเหี้ยนจึงรับสั่งของสมเด็จพระเจ้าถังไท้จงฮ่องเต้เมืองใต้ถัง มาโดยทางไกลถึงพระอารามอันวิเศษ ณ กาลบัดนี้ เพื่อขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรมคัมภีร์อันพิเศษ เพราะพระองค์มีพระทัยศรัทธาเพื่อจะทรงกระทำมหากุศล แผ่กุศลให้แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นการใหญ่ ขอพระมหากรุณาธิคุณเจ้าโปรดเปิดเผยพระคุณธรรมอันยิ่ง ประทานพระคัมภีร์ให้แก่ข้าพระพุทธเจ้ากลับไปเมือง
   เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงฟังพระถังซัมจั๋งกราบทูลดังนั้นแล้ว จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระถังซัมจั๋งว่า ดูกรท่านพระถังซัมจั๋ง ประเทศจีนมีอาณาเขตกว้างใหญ่สัตว์มนุษย์ก็มากหลาย แต่มากไปด้วยปาปะบุคคลที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและบริโภคกามคุณ กลับกลอกพลิกแพลงไม่เที่ยงตรง เต็มไปด้วยความประมาทไม่เชื่อฟังคำสอนในพระพุทธศาสนา ไม่เอื้อเฟื้อต่อกุศลผลทาน ปราศจากความเคารพนับถือผู้มีคุณเกรงกลัวอาญาข้อบังคับ ปราศจากความกตัญญูต่อญาติมิตร บิดา มารดา มากไปด้วยความประมาททำให้จิตใจเศร้าหมองขุ่นมัว เอาผิดเป็นชอบ กอปรไปด้วยอกุศลโทษเหลือที่จะพรรณาได้ เพราะฉะนั้นจะมีแต่ทางที่จะไปสู่อบายภูมิเสียโดยมาก ทนทุกข์เวทนาแสนสาหัส แม้ว่า​จะพ้นนรกมาได้ ก็จะมาพบปะสนธิในหมู่สัตว์เดรัจฉาน และเปรตวิสัยอสุรกายใช้เวรเกณฑ์กรรม เวียนว่ายตายเกิดอยู่อบายภูมิหามีที่สุดไม่ ซึ่งเป็นอยู่ดังนั้นก็เพราะอกุศลกรรมให้โทษ
   แม้ว่าในประเทศจีนมีศาสนาก๋งจื๊อ ชักนำสั่งสอนและมีกฎหมายลงโทษผู้กระทำผิดตามอาญาของพระมหากษัตริย์ก็จริงอยู่ แต่ยังหาแจ่มแจ้งไม่ ยังเป็นที่มืดมัวอยู่ เหตุใดเล่าพระตถาคดมีพระคัมภีร์ธรรมอาจนำความเศร้าหมองและปลดเปลื้องซึ่งทุกข์ภัยทั้งหลายได้ ด้วยพระไตรปิฎกทั้งสาม คือ พระสูตรและพระปรมัต พระวินัย พระไตรปิฎก ธรรมสามสิบห้าผูก คิดออกเป็นเล่มห้าพันร้อยสี่สิบสี่เล่ม แสดงข้อปฏิบัติทางสัมมาปฏิบัติทั้งสิ้น ในมนุษย์โลกนี้มีพร้อมบริบูรณ์สรรพการ แต่ไม่ออกจากพระไตรปิฎก ธรรมของพระตถาคต บัดนี้พระถังซัมจั๋งมาจากเมืองไกลจะให้ไปพร้อมทั้งสามคัมภีร์ แต่ประเทศจีนนั้นมนุษย์ทั้งหลายมากไปด้วยโมหะความโง่เขลาดื้อดึง ก็จะทำลายคำสอนอันเป็นทางสัมมาทิฐิ ไม่สามารถจะรู้ธรรมอันพิเศษได้ ธรรมของพระตถาคตก็จะเสื่อมสูญไป ตรัสดังนั้นแล้วจึงทรงเรียกพระมหากัสสปะกับพระอานนท์ทั้งสอง สั่งให้นำพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสามไปเลี้ยงดูด้วยเครื่องแจทิพย์ แล้วก็พาไปยังหอไตรเปิดประตูตู้ค้นเอาพระไตรปิฎกออกมาตรวจดูให้แก่พระถังซัมจั๋ง ไปยังประเทศจีนสั่งสอนคนทั้งหลายให้แพร่หลายเป็นคุณประโยชน์อันใหญ่ยิ่ง
   ฝ่ายพระเถระเจ้าทั้งสอง ได้ฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสดังนั้น ​ก็นำพระถังซัมจั๋ง เห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งไปยังหอ มณีรัตนะ พระถังซัมจั๋งกับศิษย์ก็พากันชมห้องหออันประดับประดาไปด้วยแก้วเก้าเนาวรัตน์อันมีรัศมีสีสรรพต่าง ๆ อันจะหาในมนุษย์โลกมิได้ ฝ่ายหมู่เทพยดาเทพารักษ์พนักงาน ก็จัดแจงเครื่องแจพร้อมทั้งคาวหวานล้วนแล้วไปด้วยทิพย์โอชาทั้งสิ้น อันจะหาเปรียบในมนุษย์โลกนี้มิได้ ครั้นจัดเสร็จแล้วจึงเชิญพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์เข้านั่งพร้อมกันตามลำดับ
   ฝ่ายอาจารย์กับศิษย์เข้าที่พร้อมกันแล้ว ก็นมัสการพระบารมีคุณของสมเด็จพระพุทธองค์แล้ว ก็กระทำภัตตากิจกินอาหารตามสบาย มีความเบิกบานกระมลจิตทั้งศิษย์และอาจารย์ ฉันเครื่องทิพย์กระยาหารอิ่มหนำสำเร็จสิ้นเวลาแล้ว พระมหากัสสปะเถระเจ้ากับพระอานนท์จึงนำพาเข้าไปยังหอพระไตรปิฎกธรรม เห็นเป็นรัศมีสีแสงโชติช่วงสว่างตาหาที่เปรียบมิได้ พิจารณาดูตู้ที่ใส่พระไตรปิฎกธรรมก็ประดับประดาไปด้วยเพชรนิลจินดาต่าง ๆ สี ตามตู้มีมาตราจารึกชื่อพระคัมภีร์เรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อย คือ
คัมภีร์เนียดพินเกงหนึ่งตู้เจ็ดร้อยสี่สิบแปดเล่ม
คัมภีร์โต๊สัตเกงหนึ่งตู้พันยี่สิบเอ็ดเล่ม
คัมภีร์ชื่อคงจั๋นเกงหนึ่งตู้สี่ร้อยเล่ม
คัมภีร์ซิวเล่งเงี้ยมเกงหนึ่งตู้ร้อยสิบเล่ม
คัมภีร์อิมอิเกงหนึ่งตู้ห้าสิบเล่ม
คัมภีร์ค้วยเตี๊ยเกงหนึ่งตู้ร้อยสี่สิบเล่ม
คัมภีร์โป๊จั๋นเกงหนึ่งตู้สี่สิบห้าเล่ม
คัมภีร์ฮัวเงี้ยมเกงหนึ่งตู้ห้าร้อยเล่ม
คัมภีร์เล่ยจีนยู้เกงหนึ่งตู้เก้าสิบเล่ม
​คัมภีร์ต้ายปัญญะเกงหนึ่งตู้เก้าพันหนึ่งร้อยหกสิบเล่ม
คัมภีร์ต้ายก้วงเม่งเกงหนึ่งตู้สามร้อยเล่ม
คัมภีร์บ้วยเจงอิ๊วเกงหนึ่งตู้หนึ่งพันหนึ่งร้อยสิบเล่ม
คัมภีร์ญุยมอเกงหนึ่งตู้ร้อยเจ็ดสิบเล่ม
คัมภีร์ซำหลุนเปี๊ยดเกงหนึ่งตู้สองร้อยเจ็ดสิบเล่ม
คัมภีร์กิมกังเกงหนึ่งตู้ร้อยเล่ม
คัมภีร์เจี๊ยฮวยหลุนเกงหนึ่งตู้ร้อยยี่สิบเล่ม
คัมภีร์ฮุดปุ๊นเห้งเกงหนึ่งตู้แปดร้อยเล่ม
คัมภีร์เง้าเล้งเกงหนึ่งตู้สามสิบสองเล่ม
คัมภีร์โผ้ซาดก๊ายเกงหนึ่งตู้ร้อยสิบหกเล่ม
คัมภีร์ด้วยจิบเกงหนึ่งตู้ร้อยสามสิบเล่ม
คัมภีร์มอเกี๊ยดเกงหนึ่งตู้สามร้อยห้าสิบเล่ม
คัมภีร์ฮวบฮัวเกงหนึ่งตู้ร้อยเล่ม
คัมภีร์ยู้แก่เกงหนึ่งตู้ร้อยเล่ม
คัมภีร์โป๊เสี้ยงเกงหนึ่งตู้ร้อยยี่สิบเล่ม
คัมภีร์ไซเทียนหลุนหนึ่งตู้ร้อยเจ็ดสิบเล่ม
คัมภีร์เจงกี้เกงหนึ่งตู้ร้อยห้าสิบหกเล่ม
คัมภีร์ฮุดก๊กจั๊บเกงหนึ่งตู้พ้นเก้าร้อยห้าสิบเล่ม
คัมภีร์คี้สินหลุนเกงหนึ่งตู้พันเล่ม
คัมภีร์ใต้ตี้โต๊วเกงหนึ่งตู้พันแปดสิบเล่ม
คัมภีร์ฮุยเกงหนึ่งตู้พันสองร้อยแปดสิบเล่ม
คัมภีร์ปุ้นก๊อกเกงหนึ่งตู้แปดร้อยห้าสิบเล่ม
คัมภีร์เจี๊ยลุดปุ๊นเกงหนึ่งตู้สองร้อยเล่ม
คัมภีร์ต้ายจงเชียเกงหนึ่งตู้สองร้อยยี่สิบเล่ม
คัมภีร์อุยเซ๊กหลุนเกงหนึ่งตู้ร้อยเล่ม
คัมภีร์กูเฉียหลุนเกงหนึ่งตู้สองร้อยเล่ม
 ฝ่ายพระมหาเถรกับพระอานนท์นำพระถังซัมจั๋งตรวจดูยอดคัมภีร์ทุกคัมภีร์แล้ว จึงถามพระถังซัมจั๋งว่า ท่านสามารถจะนำพระคัมภีร์​ไปได้หรือ พระถังซัมจั๋งกับศิษย์ก็รับว่าจะนำไปได้ พระอานนท์จึงมอบคัมภีร์พระธรรมให้แก่พระถังซัมจั๋ง ๆ ก็ให้เห้งเจียมารับพระคัมภีร์ผูกห่อมัดดีแล้วก็บรรทุกบนหลังม้า ที่ยังเหลือมัดเข้าเป็นสองหาบให้ซัวเจ๋งโป๊ยก่ายหาบไป แล้วก็พร้อมกันมาที่พระพุทธเจ้า นมัสการลาพระอริยะสาวกทั้งหลาย กับหมู่เทพบุตรและเทพารักษ์ทั้งปวง แล้วก็ออกจากประตูพระอารามลงจากเขาลุ่ยอิมยี่ ตั้งหน้าหมายทิศบูรพาเดินออกไป ในที่พระอารามใหญ่นั้น ยังมีพระพุทธเจ้าเยียนเตงพระองค์หนึ่ง ได้ทราบว่าให้พระไตรปิฎกไปก็มีความยินดี แต่อันที่จริงพระกัสสปะกับพระอานนท์ ให้คัมภีร์กระดาษเปล่าไม่มีตัวอักษรไป พระเยียนเตงจึงตรัสว่า ประเทศจีนนั้นพระภิกษุสงฆ์ยังมืดมัวนัก จะไม่เข้าใจคัมภีร์ที่ไม่มีอักษรดังนี้ จะมิเสียทีที่พระถังซัมจั๋งตั้งใจมาอาราธนาพระธรรมไปหรือ
   พระเยียนเตงตรัสดังนั้นแล้ว จึงสั่งแก่พระมหาเถระแปะฮุงซึงเจียว่า ท่านจงรีบตามพระถังซัมจั๋งไปแผลงอิทธิฤทธิ์รวบเอาคัมภีร์ไม่มีอักษรคืนกลับมา เธอจะได้กลับมาอาราธนาพระคัมภีร์ที่มีอักษรนั้นไป พระมหาเถรแปะฮุงซึงเจียออกจากพระอารามแล้ว ก็กระทำปาฏิหารย์บันดาลเป็นลมพายุพัดตามไป
(บทที่ ๙๙)
 ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสามกำลังเดินไป ได้ยินสายลมพัดดังอู้ๆ มาข้างหลัง ก็นึกเสียว่าเป็นด้วยอำนาจของพระพุทธเจ้าจึงมิได้คิดที่จะระวังอันใด พอได้ยินเสียงอู้ใหญ่แลไปที่กลางอากาศเห็นยื่นมือลงมารวบเอาพระคัมภีร์บนหลังม้าไปทั้งสิ้น พระถังซัมจั๋ง​เห็นดังนั้นก็ทุบ อกตกใจร้องเรียกเห้งเจียให้ไล่ตามไป ฝ่ายแปะฮุงซึงเจีย แลเห็นเห้งเจียเหาะไล่ตามมาจวนจะถึง ก็มีความวิตกเกรงว่าเห้งเจียมีตะบองเหล็ก ด้วยเธอไม่ทันจะรู้ความตามเหตุผล ไล่มาทันเข้าก็จะตีเอา คิดดังนั้นแล้วจึงฉีกห่อคำภีร์ทิ้งสาดโปรยลงมายังพื้นดิน เห้งเจียเห็นห่อคัมภีร์แตกขาดกระจุยกระจายไปทั้งสิ้นก็ลดลงไปยังพื้นเก็บคัมภีร์อยู่มิได้แลตามไป ฝ่ายพระแปะฮุงซึงเจียก็กลับมาทูลพระเยียนเตงตามที่ไปกระทำมาแล้วทุกประการ
   ฝ่ายโป๊ยก่ายตามมาแลเห็นพระคัมภีร์เรี่ยราดตกลงมาก็เข้าช่วยเห้งเจียเก็บรวบรวมใส่บ่าแบกกลับไปหาพระถังซัมจั๋ง ๆ เห็นดังนั้นก็มีความโทมนัสถอนใจใหญ่ว่า ในประเทศที่พระพุทธเจ้าแล้วยังมีมารยักษ์มาผจญผลาญดังนี้อีกเล่า ซัวเจ๋งเอาห่อมาแก้ดูเล่มหนึ่งไม่เห็นมีตัวอักษรก็คิดประหลาดใจ จึงเอาไปยื่นให้อาจารย์ดู แล้วพูดว่าอาจารย์จงดูหรือ นี่ทำไมจึงไม่มีตัวอักษรดังนี้เล่า เห้งเจียเปิดขึ้นดูอีกเล่มหนึ่งก็ไม่มีตัวอักษรเหมือนกัน โป๊ยก่ายก็หยิบมาเปิดดูอีกหนึ่งเล่มก็ไม่มีตัวอักษรอีกเหมือนกัน พระถังซัมจั๋งให้เปิดดูทุก ๆ เล่มก็ไม่มีอักษรเหมือนกันทุก ๆ เล่ม พระถังซัมจั๋งถอนใจใหญ่แล้วพูดว่าเมืองใต้ถังบุญวาสนาไม่มีเสียแล้ว ไม่มีตัวอักษรดังนี้จะเอาไปทำอะไรได้
   เมื่อเป็นดังนี้แล้วจะกลับไปหาพระเจ้าแผ่นดินอย่างไรได้ เห้งเจียนึกขึ้นมาได้ว่า ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วคือพระอานนท์กับพระกัสสปะถามถึงของกำนัน เพราะเราว่าไม่มีอะไรจึงให้คัมภีร์ที่ไม่​มีอักษรมาดังนี้ จำเราจะต้องพากันกลับไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่าเธอทั้งสองทวงของกำนัน ไม่มีจะให้จึงได้แกล้งให้คัมภีร์ที่ไม่มีอักษรให้เสียการดังนี้ โป๊ยก่ายว่าพี่คิดดังนั้นดีแล้ว อาจารย์กับศิษย์เห็นพร้อมกันแล้ว ก็พากันรีบกลับมาครั้นถึงก็เข้าในประตูแลเห็นหมู่สาวกและเทพยดาทั้งปวง ก็กระทำความเคารพแล้วหัวเราะถามว่า ท่านอาจารย์กลับมาเปลี่ยนพระคัมภีร์หรือ พระถังซัมจั๋งว่าจะกลับมาขอเปลี่ยนพระคัมภีร์
   หมู่ท้าวเจ้ากิมกังก็มิได้ห้ามปรามปล่อยให้เธอเดินเข้าประตูไป ตรงเข้าไปถึงพระพุทธเจ้าแล้วก็ถวายนมัสการกราบไหว้ ทูลว่าพวกข้าพระพุทธเจ้าทนความยากแสนสาหัสมาจากเมืองไกล พบปะแต่มารร้ายราวีทุกแห่งหนตำบลมา กว่าจะถึงพระพุทธองค์ พระกัสสปะกับพระอานนท์แกล้งให้เสียการทั้งนี้ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรด เธอให้คัมภีร์ข้าพระพุทธเจ้าไปไม่มีตัวอักษรเช่นนี้ จะเอาไปทำอะไรได้ ขอพระองค์ได้โปรดเถิด สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อได้ทรงฟังพระถังซัมจั๋งกราบทูลดังนั้นทรงแย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า ถังซัมจั๋งอย่ามีความโทมนัสเสียใจเลย ท่านทั้งสองทวงของกำนันตถาคตก็ได้ทราบตลอดแล้ว อันที่จริงพระคัมภีร์ธรรมไม่ให้ใครง่าย ๆ แลจะให้กันเปล่านั้นก็ไม่ได้ ดังสมัยหนึ่งพระภิกษุสงฆ์เอาคัมภีร์ลงไปจากเขา ไปยังที่บ้านเศรษฐีเตี้ยแกในเมืองราชคฤห์ สวดพระพุทธมนต์จบหนึ่งก็ได้คุ้มรักษาในบ้านเศรษฐี ตายไปก็ได้ไปสวรรค์สุคติ พระภิกษุสงฆ์ก็ได้รับบิณฑบาตเจ้าภาพ​ให้ข้าวสารสามถังกับเงินทองบ้างเล็กน้อย
   ตถาคตยังเห็นว่าเป็นการดูถูกพระธรรมผิดไปจะพาให้บุตรนัดดาทดถอยน้อยทรัพย์ ถังซัมจั๋งมามือเปล่าแต่จะใคร่ได้พระคัมภีร์ เพราะฉะนั้นจึงได้พระคัมภีร์เปล่าไม่มีอักษรดังนั้น อันคัมภีร์ไม่มีอักษรนั้นเป็นคัมภีร์อันวิเศษแท้ เพราะเมืองใต้ถังผู้ปฏิบัติยังหาลุถึงมรรคและผลไม่ จึงได้เอาคัมภีร์เปล่านั้นให้ไป สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสดังนั้นแล้ว จึงตรัสแก่พระมหากัสสปะและพระอานนท์ว่า ท่านทั้งสองจงรีบไปตรวจดูพระคำภีร์ที่มีอักษรทุก ๆ เล่มว่าจะมีสักเท่าใด จงบอกให้ถังซัมจั๋งรู้แล้วก็จงมอบให้ไป
   ส่วนพระมหาเถรเจ้าทั้งสอง เมื่อได้ฟังพระตรัสสั่งดังนั้น ก็ถวายนมัสการคลานถอยออกมาแล้ว ก็พาพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสามไปยังหอพระไตรปิฎก ครั้นถึงพระเถระเจ้าทั้งสององค์ก็ถามว่า มีของอะไรมาบ้างหรือเปล่า พระถังซัมจั๋งก็ไม่มีอะไรจึงเรียกซัวเจ๋งให้เอาบาตรนั้นมา ประคองสองมือถวายพูดว่า อาตมภาพมาทางไกลหาได้มีสิ่งใดติดมาไม่ มีมาแต่บาตรนี้ซึ่งเป็นของพระเจ้าแผ่นดินพระราชทานไว้สำหรับขาดเหลือกลางทางจะได้บิณฑบาตฉัน ข้าพเจ้าขอเอาบาตรนี้ถวายเป็นทางน้ำจิตที่นับถือ ขอพระเถระเจ้าทั้งสองได้โปรดประทานพระคัมภีร์ที่มีอักษรนั้น จึงจะไม่ผิดแก่รับสั่งของพระเจ้าแผ่นดินใต้ถัง และ ทั้งไม่เสียเวลาที่อาตมภาพมาโดยแสนทุเรศกันดาร
   ฝ่ายพระกัสสปะกับพระอานนท์เมื่อได้รับบาตรมาแล้ว ก็พาพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสาม​เข้าไปในหอไตร ตรวจพระคัมภีร์ทุก ๆ ผูกแล้วก็ชี้ให้พระถังซัมจั๋ง พระถังซัมจั๋งจึงเรียกสานุศิษย์ทั้งสามให้มารับทุก ๆ เล่ม แล้วตรวจดูอย่าให้เหมือนครั้งก่อนได้ เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็เข้าตรวจดูทุก ๆ เล่ม รวมห้าพันสี่สิบแปดเล่ม ครั้นรวบรวมมัดห่อแล้วก็บรรทุกขึ้นหลังม้า อีกห่อหนึ่งโป๊ยก่ายแบกซัวเจ๋งหาบข้าวของเห้งเจียจูงม้า พระถังซัมจั๋งจัดเรียบร้อยสำรวมกิริยาแล้วก็พากันออกมายังที่พระพุทธเจ้า เวลานั้นพระถังซัมจั๋งมีความยินดีปรีดาปราโมทย์เป็นที่สุด สมเด็จพระพุทธเจ้ารับสั่งให้พระมหาเถร เห่งเล้งฮอกโฮ้ทั้งสองไปตีระฆังสัญญาณขึ้นสามลาเป็นการประชุมใหญ่ หมู่พระอรหันต์ขีณาสพห้าพันแปดร้อย พระภิกษุ ทั้งพระโพธิสัตว์และอุบาสก อุบาสิกา แลหมู่เทพยดาเทพารักษ์ทั้งหลายมาประชุมแวดล้อมองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกันแล้ว เทพยเจ้าก็ประโคมดุริยางค์ดนตรีขึ้นถวายนมัสการพร้อมกัน กระแสเสียงนฤนาท สนั่นก้องในท้องนภากาศประเทศ 
   สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่เหนือรัตนบันลังก์ ทรงเผยพระพุทธฎีกาตรัสถามพระกัสสปะกับพระอานนท์เถระเจ้าว่า ให้พระคัมภีร์ธรรมไปนั้นมากน้อยเท่าใด จงแสดงให้ตถาคตทราบ พระเถระเจ้าทั้งสององค์เมื่อได้ฟังพระพุทธฎีกาตรัสถามดังนั้น จึงกราบทูลว่าพระคัมภีร์ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดประทานให้พระถังซัมจั๋งไปนั้น คือ
พระคัมภีร์พิดพินร้อยเล่ม
คัมภีร์โผ้สัตว์เกงสามร้อยหกสิบเล่ม
คัมภีร์เล่งฮือจั๋งเกงยี่สิบเล่ม
คัมภีร์สิ่วเล่งเงี้ยมเกงสามสิบเล่ม
คัมภีร์จินอี่เกงสี่สิบเล่ม
คัมภีร์ค้วยเตึ๊ยว​เกงสี่สิบเล่ม
คัมภีร์โป๊จั๋งเกงยี่สิบเล่ม
คัมภีร์ฮัวเงี้ยมเกงแปดสิบเล่ม
คัมภีร์เล้ยจินปู๊เกงสามสิบเล่ม
คัมภีร์ต้ายปัญญะเกงหกสิบเล่ม
คัมภีร์ต้ายก้วงห้าสิบเล่ม
คัมภีร์ย้วยเจงอิ๋วเกงห้าร้อยสามสิบเล่ม
คัมภีร์อุยมอเกงสามสิบเล่ม
คัมภีร์ซัมหลุนเปี๊ยดเกงยี่สิบเล่ม
คัมภีร์ฮุดปุ๊นเห่งเกงร้อยสิบหกเล่ม
คัมภีร์เง้าเล่งเกงยี่สิบเล่ม
คัมภีร์โผ้สัตว์ก๊ายเกงหกสิบเล่ม
คัมภีร์ต้ายก๊วยสามสิบเล่ม
คัมภีร์มอเกี๊ยดเกงร้อยสี่สิบเล่ม
คัมภีร์ฮวบวาเกงสิบเล่ม
คัมภีร์ยู้แก่เกงสามสิบเล่ม
คัมภีร์โป๊เสียงเกงร้อยเจ็ดสิบเล่ม
คัมภีร์ไซยทีหลุนเกงสามสิบเล่ม
คัมภีร์เจงกี่เกงร้อยสิบเล่ม
คัมภีร์ฮุดก๊กจั๊บเกงหกสิบสามเล่ม
คัมภีร์กี้สินหลุยเกงห้าสิบเล่ม
คัมภีร์ต้ายตี๊โต้เกงเก้าสิบเล่ม
คัมภีร์โป๊ฮุยเกงร้อยสี่สิบเล่ม
คัมภีร์เล่งก๊กเกงห้าสิบหกเล่ม
คัมภีร์เจี๊ยลุกบุ้นเกงสิบเล่ม
คัมภีร์ต้ายขงเฉียเกงสิบสี่เล่ม
คัมภีร์อุยเซ็กหลุนเกงสิบเล่ม
คัมภีร์เกี๊ยนเสียหลุนเกงสิบเล่ม
   รวมทั้งสิ้นสามสิบห้าผูกเป็นเล่มห้าแสนสี่สิบแปดเล่ม ประทานแก่พระถังซัมจั๋งไปยังประเทศจีน รวบรวมใส่บนหลังม้าบ้างหาบบ้างพร้อมแล้ว จะเข้ามาถวายนมัสการลา
   ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสาม วางหาบลงแล้วก็กราบกรานนมัสการลา จึงสมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสแก่พระถังซัมจั๋งว่า อันคัมภีร์ธรรมของพระตถาคตนี้ เป็นมหากุศลอันใหญ่หาที่เปรียบมิได้เป็นธรรมในฝ่ายพระพุทธศาสนา หากถึงประเทศจีนแล้ว ให้ปกแผ่​แก่มหาชนทั่วไปในนานาประเทศ อย่าได้มีความหมิ่นประมาท ถ้าไม่กินแจรับศีลให้บริสุทธิ์ก่อน อย่าได้เปิดพระคำภีร์ของพระตถาคต ในพระคัมภีร์นั้นเป็นอันประเสริฐจะทำให้ถึงซึ่งมรรคและผล และสว่างแจ่มแจ้งเป็นหนทางวิสุทธิมรรคแท้ พระถังซัมจั๋งได้ฟังพระพุทธฎีกาตรัสดังนั้นก็กราบลงรับพระพุทธพจน์แล้วก็คลานถอยหลังออกจากที่ มาถึงประตูที่สามต่างนมัสการลาหมู่พระอริยะบุคคลทั้งหลาย กับพระภิกษุสงฆ์และเทพยดาเทพารักษ์ แล้วก็เดินออกจากพระอารามไป ส่วนสมเด็จพระพุทธองค์โปรดประทานธรรมเทศนาแล้วก็เลิกประชุม
   ฝ่ายพระโพธิสัตว์กวนอิมอยู่ที่นั่นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งพระองค์มีรับสั่งให้ข้าพระพุทธเจ้าไปประเทศจีนหาคนที่จะมาอาราธนาพระธรรม มาบัดนี้ก็สำเร็จแล้วคิดรวมกันได้สิบสี่ปี รวมวันห้าพ้นสี่ร้อยวัน ยังขาดอยู่แปดวันจึงจะครบตามกำหนด ข้าพเจ้าขอถวายคืนรับสั่ง สมเด็จพระพุทธองค์ได้ทรงฟังพระโพธิสัตว์กวนอิมกราบทูลดังนั้น จึงตรัสว่าชอบแล้ว ๆ ในทันใดนั้นจึงตรัสแก่ท้าวกิมกังทั้งแปดว่า จงรีบจัดแจงแผลงฤทธาอานุภาพส่งถังซัมจั๋งกลับไปยังเมืองใต้ถัง เมื่อถึงแล้วนำพระธรรมออกปกแผ่ให้แพร่หลายทั่วแล้วจงรับพระถังซัมจั๋งกลับมายังไซที กำหนดในแปดวันจึงครบกำหนดห้าพันสี่สิบแปดวัน อย่าได้เสียเวลากาล ท้าวกิมกังทั้งแปดได้รับสั่งดังนั้นแล้ว ก็กระทำความเคารพถอยออกมาจากพระอารามรีบตามพระถังซัมจั๋งร้องเรียกว่า ท่านอาจารย์จงตามพวกข้าพเจ้าทั้งแปดนี้ไป
The Monkey King Quest For The Sutra เห้งเจียจอมอิทธิฤทธิ์ 2002 ตอนที่ 15-24 พากย์ไทย

10 กรกฎาคม 2568

[เล่ม 4] ตอนที่ 66 ไซอิ๋ว นวนิยาย

ก่อนหน้า 📝   อ่านต่อ 📖  
  ทั้งหมด   รูปภาพ   วีดีโอ   ข่าวสาร   
(บทที่ ๙๖)
อาจาริย์กับศิษย์ทั้งสามมาในเวลานั้นเป็นเดือนหกเข้าฤดูคิมหัน กลางวันก็เดินกลางคืนก็หาที่พัก เดินมาประมาณครึ่งเดือน แลไปข้างหน้าก็เห็นป้อมกำแพงเมือง พระถังซัมจั๋งถามเห้งเจียว่า กำแพงเมืองข้างหน้านั้นจะเป็นเมืองใดตำบลใด เห้งเจียตอบว่าไม่ทราบ โป๊ยก่ายหัวเราะแล้วพูดว่า หนทางนี้พี่ก็เคยมาถึงแล้ว ทำไมจึงพูดว่าไม่รู้เล่า เห็นจะพูดหลอกพวกข้าพเจ้าเล่นดอกกระมัง เห้งเจียด่าว่าอ้ายชาติหมูพูดไม่ตรึกตรองได้ข้ามมาถึงก็จริง แต่มาทางอากาศมิได้ลงแผ่นดิน เมื่อไม่มีธุระอะไรก็มิได้ไต่ถามจึงมิได้รู้เรื่อง จะมาหลอกลวงเอาประโยชน์ผลอะไร พูดกันพลางเดินมาตามถนนใหญ่ แลไปที่กำแพงเห็นตาเฒ่าสองคนนั่งพูดกันอยู่ พระถังซัมจั๋งสั่งให้ศิษย์ทั้งสามคนยืนรออยู่ ส่วนตัวพระถังซัมจั๋งเดินเข้าไปใกล้ปราศรัยถามว่า ท่านผู้เฒ่าทั้งสองข้าพเจ้าอยากจะใคร่ทราบว่า ที่ตำบลนี้เรียกว่าเมืองอะไร และในที่นี้จะมีคนใจบุญกุศลศรัทธาบ้างหรือไม่ รูปปราถนาจะใคร่บิณฑบาตอาหารกินสักมื้อหนึ่งด้วย
   เฒ่าทั้งสองตอบว่า ตำบลนี้เรียกว่าเมืองตั้งท่ายฮู้ หลังเมืองนี้มีบ้านหนึ่งเรียกว่า (ตี้เล่งกุ้ย) แม้ว่าท่านอยากจะบิณฑบาตจังหันฉันก็นิมนต์ไปเถิดตรงไปทางนี้มีป้ายข้างทิศตะวันตก หันหน้าไปข้างทิศตะวันอก มีประตูบ้านเจ้าของบ้านชื่อญ่วนหลายเศรษฐี เธอมีศรัทธากล้าหาญถวาย​ทานแก่สงฆ์วันละหมื่นรูป เหมือนเช่นท่านมาแต่ทางไกลเป็นอาคันตุกะอย่างนี้ ก็ตามแต่จะต้องการเถิด นิมนต์ไปเถิดข้าพเจ้าจะเสียเวลาพูดกัน
รูปภาพ ; เข่าญ่วนหลายเศรษฐีผู้นี้ อยู่ตำบลบ้านตี๊เล่งกุ้ยเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา ใจเมตตาประกอบแต่การกุศลทำบุญให้ทานเนืองนิตย์จิตไม่ตระหนี่เหนียวแน่น เมื่อพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์มาถึงก็นิมนต์ไว้ เลี้ยงดูรับรองปฏิบัติโดยเคารพอย่างยิ่งแลมีศรัทธาถวายข้าวสงฆ์มิได้ขาดสักวันเดียว
   พระถังซัมจั๋งก็ลาสองเฒ่ากลับไปบอกแก่สานุศิษย์แล้วก็พากันตรงไป เวลาที่เดินมาตามทางใหญ่ พวกชาวเมืองก็พากันมาล้อมดู ที่บางคนก็กลัวจนตัวสั่นและคิดสงสัยไปต่าง ๆ พระถังซัมจั๋งเห็นผู้คนกลุ้มกันมากมายดังนั้น จึงร้องสั่งสานุศิษย์ว่าจงสำรวมระวังกิริยาอย่าให้ฟุ้งซ่าน เห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งได้ยินอาจารย์สั่งดังนั้น ต่างคนก็เดินก้มหน้าสำรวมอินทรีย์มิได้เหลียวซ้ายแลขวา ครั้นอาจารย์กับศิษย์พากันเดินมาพอสุดทางถนนใหญ่ แลไปที่ประตูเห็นมีอักษรใหญ่สี่ตัวว่าไม่ขัดขืนสงฆ์ พระถังซัมจั๋งเห็นแล้วก็พยักหน้าพูดว่าประเทศไซทีเป็นพุทธภูมิคำพูดไว้ไม่ผิด โป๊ยก่ายเห็นแล้วก็จะตรงเข้าไป เห้งเจียร้องห้ามว่าอ้ายกินรำหยุดก่อน รอให้มีคนออกมาไต่ถามให้ได้ความแล้วจึงค่อยเข้าไป อาจารย์กับศิษย์พากันนั่งพักอยู่ บัดเดี๋ยวมีบุรุษหนุ่มน้อยผู้หนึ่งเดินออกมา มือหนึ่งถือตะกร้ามือหนึ่งถือคันชั่งแลเห็นคนทั้งสี่ก็ตกใจ ทิ้งสิ่งของที่ถือวิ่งหนีหกล้มลุกคลุกคลานกลับเข้าไปในบ้าน ร้องบอกนายว่าข้างนอกมีพระสงฆ์สี่รูปหน้าตาแปลกประหลาดจริง ๆ
   ฝ่ายเช่าญ่วนหลายเศรษฐี เวลานั้นกำลังถือไม้เท้าเดินบริกรรมภาวนาเจริญพระพุทธคุณอยู่ในลานบ้าน เมื่อได้ยินบ่าวมาบอกดังนั้นก็รีบไปรับ เห็นอาจารย์กับศิษย์สามคนก็มิได้เกรงกลัวครั่นคร้าม ​ร้องว่าเชิญท่านเข้ามาเถิด พระถังซัมจั๋งก็เดินเข้าไป เศรษฐีเดินนำหน้าเข้ามาในตรอกเล็ก เศรษฐีจึงชี้ว่าหอนี้เป็นที่บูชาพระพุทธเจ้า ที่สองบูชาพระธรรม ที่สามสำหรับพักพระสงฆ์ ที่ต่อไปนั้นเป็นที่ข้าพเจ้ากับบุตรภรรยาและญาติพี่น้องอยู่ พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็มีความสรรเสริญ จึงครองผ้าเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นไปนมัสการพระพุทธ พระธรรม เศรษฐีจึงนิมนต์ให้เปลื้องผ้ากาสาวพัสตร์แล้วก็นั่งสนทนากัน
   ศิษย์ทั้งสามก็เข้ามาพร้อมกัน เศรษฐีจึงให้คนใช้จูงม้าไปผูกไว้ที่เฉลียงแล้วเก็บหาบข้าวของไปไว้เรียบร้อยแล้ว เศรษฐีจึงถามถึงเหตุการณ์ที่จะมาธุระนั้น พระถังซัมจั๋งจึงพูดว่า อาตมภาพมาจากเมืองใต้ถังข้างทิศตะวันออก โดยมีรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้อาตมภาพมายังเขาเล่งซัว นมัสการพระพุทธเจ้าขออาราธนาพระไตรปิฎก วันนี้มาถึงตำบลนี้ทราบว่าท่านเศรษฐีมีจิตศรัทธา อาตมภาพจึงเข้ามาโดยประสงค์จะบิณฑบาตจังหันสักมื้อหนึ่งแล้วก็จะลาไป ฝ่ายเศรษฐีได้ทราบความดังนั้น ก็มีใจโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่งแล้ว หัวเราะพูดว่า ข้าพเจ้าแส้เข่าชื่อต้ายญ่วนอายุได้หกสิบปี ได้ตั้งใจอธิษฐานเลี้ยงพระสงฆ์หมื่นองค์ มาถึงวันนี้ได้ยี่สิบสี่ปีพึ่งได้เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบหกรูปยังขาดอยู่สี่รูปจะได้หมื่นหนึ่ง มาวันนี้ท่านทั้งสี่ลงมาจากฟ้าสี่รูป ก็พอครบจำนวนของข้าพเจ้าอธิษฐานไว้ ขอท่านผ่อนพักสักเดือนหนึ่งก่อน ข้าพเจ้าจะทำการครบกำหนดหมื่นองค์ เมื่อเสร็จธุระการฉลองแล้ว ข้าพเจ้าจะให้คนใช้ของ​ข้าพเจ้าเอาเกี้ยวหามไปส่งท่าน ตั้งแต่นี้ไประยะทางแปดร้อยเส้นเศษไม่สู้ไกลนัก พระถังซัมจั๋งได้ฟังเศรษฐีว่าดังนั้น มีความยินดีก็ยอมพักอยู่
   ฝ่ายเศรษฐีจึงให้คนใช้ผ่าฟืนหาบน้ำ และจัดแจงหุงต้มเครื่องคาวหวานที่จะถวายพระสงฆ์ ผู้คนทำงานการอึกทึกก็ตกใจถึงท่านยายเศรฐีจึงถามว่าพระสงฆ์มาแต่ข้างไหนหรือ คนใช้บอกว่ามีพระสงฆ์สี่รูปดูประหลาด ท่านตาถามเธอ ๆ บอกว่าอยู่เมืองใต้ถัง พระเจ้าแผ่นดินให้ไปเขาเล่งซัวอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม มาถึงบ้านเรานี้ไม่รู้ว่าทางมาจะไกลสักเท่าใด เพราะฉะนั้นท่านตาจึงสั่งพวกข้าพเจ้าให้จัดแจงทำเครื่องแจคาวหวานถวายพระสงฆ์ ยายเศรษฐีได้ฟังก็มีความรื่นเริงดีใจ จึงเรียกบ่าวให้เอาเสื้อผ้ามาผลัด ครั้นจัดแจงแต่งตัวนุ่งห่มแล้วก็ออกมาดู พวกคนใช้บอกว่าท่านแม่ดูได้แต่องค์เดียว ยังอีกสามรูปนั้นดูไม่ได้รูปดุร้ายนัก ทั้งน่าเกลียดน่ากลัวดูประหลาดดุจลงมาจากฟ้า
   ท่านยายจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นจงรีบไปบอกแก่ท่านตาให้ทราบก่อน คนใช้ก็รีบไปบอกแก่เศรษฐีว่าท่านยายจะออกมา พระถังซัมจั๋งได้ฟังก็ลงจากอาสน์ ท่านยายเศรษฐีก็พอมาถึงหน้าหอ แลไปเห็นพระถังซัมจั๋งมีลักษณะอันงาม หันไปแลเห็นเห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งรูปร่างมิใช่คนธรรมดา แม้ว่าจะเป็นคนอยู่เบื้องบนลงมาก็จริง แต่ดูรูปก็ให้ครั่นคร้ามในใจ ยายเฒ่าพิจารณาดูแล้วก็ลดกาย​ลงกระทำคำนับ พระถังซัมจั๋งก็ย่อตัวปราศรัยถามทักว่าลำบากแก่ท่านยายมาก ๆ ยายเฒ่าจึงถามสามีว่า ท่านทั้งสามนั้นทำไมจึงไม่นั่งเสมอกัน โป๊ยก่ายชิงตอบว่า ข้าพเจ้าทั้งสามนี้เป็นสานุศิษย์ เสียงโป๊ยก่ายพูดขึ้นคำหนึ่งดุจภูเขาจะพัง ทำให้ยายเฒ่าตกใจไหวหวั่นครั่นคร้าม กำลังพูดกันอยู่นั้น แลเห็นหนุ่มน้อยนักเรียนสองคนเดินขึ้นมา ลดกายลงทำเคารพต่อพระถังซัมจั๋ง พระถังซัมจั๋งแลเห็นก็ตกใจ ย่อตัวลงปราศรัยถามทัก
   เศรษฐีลุกเดินมาจับบุตรทั้งสองแล้วบอกว่า สองคนนี้บุตรของข้าพเจ้าเอง คนใหญ่นามเรียกว่าเข่าเหลียง คนเล็กเรียกว่าเข่าต๊ง อยู่ที่โรงเรียนพึ่งกลับมากินข้าวกลางวัน ทราบว่าใต้เท้ามานี่จึงได้มานมัสการ พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี สรรเสริญว่าชอบแล้วชอบแล้ว อยากให้มีความเจริญต้องทำการกุศลและเล่าเรียนให้รอบรู้ขนบธรรมเนียม นักเรียนทั้งสองจึงถามบิดาว่า ท่านอาจารย์นี้อยู่ถึงไหนมา ท่านเศรษฐีหัวเราะแล้วพูดว่ามาจากทางไกลอยู่ ณ เมืองใต้ถังข้างทิศตะวันออก พระเจ้าแผ่นดินมีรับสั่งให้ไปที่เขาเล่งซัวอาราธนาพระไตรปิฎกธรรม
   นักเรียนทั้งสองพูดว่า ข้าพเจ้าได้ดูในหนังสือลิ้มก้วงกิว่า ในใต้หล้านี้มีสี่ทวีป สี่ทิศ ๆ ที่เราอยู่นี้เรียกว่า ปราจิณทิศท่านมาจากทิศบูรพากว่าจะมาถึงนี่ไม่ทราบว่าสักกี่ปีแล้ว พระถังซัมจั๋งหัวเราะแล้วตอบว่า อาตมภาพเดินมาทรมานความทุกข์มากวันมากคืน และต้องถูกปีศาจร้ายราวีที่กันดารต่าง ๆ เหลือที่จะพรรณาให้สิ้นสุดได้ ​แต่รวมจำที่เดินนั้นคิดได้สิบสี่ปีจึงได้มาถึงตำบลนี้ นักเรียนทั้งสองได้ฟังพระถังซัมจั๋งว่าดังนั้นจึงสรรเสริญว่า ท่านอาจารย์เป็นผู้วิเศษสำเร็จภาคจึงได้มาได้ดังนี้
   กำลังสนทนากันอยู่ พวกคนใช้ก็ยกเครื่องจังหันแจมาถวาย ท่านเศรษฐีจึงให้ท่านยายกับบุตรทั้งสองกลับบ้าน เศรษฐีจึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ฉันอาหารเครื่องแจทั้งคาวหวานจัดหาล้วนแต่สิ่งที่โอชารสมีเครื่องเทียบและเพิ่มเติมทุก ๆ สิ่ง โป๊ยก่ายเห็นดังนั้นก็ดีใจกินดุจลมพัดหอบเมฆ อาจารย์กับศิษย์กระทำภัตกิจเสร็จแล้ว พระถังซัมจั๋งก็ลุกออกมาจากที่ มีความสรรเสริญขอบคุณเศรษฐีที่สุดแลจะใคร่ขอลาไป เศรษฐีพูดว่า ท่านอาจารย์จงยั้งหยุดพักก่อนคำโบราณท่านย่อมว่า ต้นยากปลายง่าย คอยรอข้าพเจ้าทำการฉลองแล้ว ข้าพเจ้าจะจัดการส่งท่านโดยความปรกติ พระถังซัมจั๋งได้ฟังเศรษฐีอ้อนวอนดังนั้น โดยความเลื่อมใสศรัทธาก็ไม่รู้จะขัดอย่างไรได้ จึงได้ยอมพักอยู่ห้าหกวัน เศรษฐีจึงตั้งพิธีและนิมนต์พระสงฆ์ยี่สิบสี่รูปสวดมนต์ฉลอง
   ฝ่ายพระสงฆ์ทั้งหลายก็จัดแจงทำตามกิริยาพิธีธรรมสามวันสามคืนเสร็จแล้ว ฝ่ายพระถังซัมจั๋งเห็นการเสร็จแล้ว จิตเป็นห่วงที่จะไปยังเขาเล่งซัว จึงปราศรัยแก่ท่านเศรษฐี ๆ คำนับแล้วพูดว่าอาจารย์ทำไมรีบร้อนจะไปนัก หรือทำการหลายวันจะไม่สบายใจดอกกระมัง พระถังซัมจั๋งตอบว่า อาตมภาพได้รับความปฏิบัติของท่านเศรษฐีโดยความ​เอื้อเฟื้อ ไม่รู้ว่าจะได้สิ่งใดตอบแทนสนองพระเดชพระคุณไม่มีความรำคาญขัดข้องแต่อย่างใดเลย แต่เมื่อพระเจ้าถังไท้จงฮ่องเต้เสด็จมาส่งอาตมภาพได้ตรัสถามว่าเวลาใดจึงจะได้กลับเมือง อาตมภาพได้ทูลผิดไปว่าสามปี โดยเหตุที่ไม่ทราบว่าหนทางจะลำบากยากเย็นถึงเพียงนี้ มาถึงวันนี้ก็ได้สิบสี่ปีแล้ว จะอาราธนาพระธรรมได้หรือมิได้ก็ไม่รู้ ทั้งเวลากลับก็จะถึงสิบสองสิบสามปีอีกดังนี้ จะไม่มีความผิดคาดหมายไปหรือ ขอท่านได้อนุกูลให้ข้าพเจ้าไปเถิด ถ้าได้พระธรรมแล้ว จะกลับมาอยู่สักกี่เวลาก็ได้
   โป๊ยก่ายได้ฟังอดพูดไม่ได้ จึงพูดออกด้วยเสียงอันดังว่า อาจารย์คิดผิดไปเสียแล้วไม่ผ่อนตามใจคน ท่านก็เป็นผู้มั่งมีใหญ่โต ทั้งตั้งใจอธิษฐานถวายสังฆทานแก่สงฆ์ถึงหมื่นรูปก็ครบแล้ว แลจะมีจิตศรัทธานิมนต์ไว้ ควรจะอยู่สักปีหนึ่งก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์อะไร จะรีบเร่งไปทำไมไม่อยู่กินให้พอ จะเที่ยวไปขอเขากินนั้นจะดีอย่างไร พระถังซัมจั๋งได้ฟังโป๊ยก่ายพูดดังนั้นจึงตวาดว่าหาความคิดมิได้ เห็นแต่จะกินมิได้คิดที่จะได้มรรคผล เพราะฉะนั้นเป็นมนุษย์แล้วแลจะต้องกลับเป็นเดรัจฉานเพราะความอยากความปราถนาในสันดานแห่งตน เจ้าจะใคร่อยู่กินให้สบายก็จงอยู่เถิดพรุ่งนี้ข้าจะไป เห้งเจียเห็นอาจารย์มีสีหน้ามัวหมองดังนั้น ตรงมาเอากำหมัดทุบศรีษะโป๊ยก่ายทีหนึ่ง แล้วด่าว่าอ้ายชาติหมูไม่รู้ดีและชั่ว ทำให้อาจารย์โกรธแค้นเคืองใจ โป๊ยก่ายไม่อาจพูดอะไรต่อไป
   ​ฝ่ายเศรษฐีเห็นอาจารย์กับศิษย์วุ่นวายกันดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่านอาจารย์อย่าร้อนใจวันนี้จงพักก่อน พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจัดแจงขอแรงชาวบ้านมาพร้อมกันจะได้แห่ส่งท่านไป เวลาเมื่อเศรษฐีกำลังพูดอยู่นั้น ท่านยายเฒ่าก็มาถามว่า ท่านอาจารย์มาพักอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว พระถังซัมจั๋งตอบว่าอาตมภาพมาพักอยู่ได้สิบห้าวันแล้ว ยายเฒ่าพูดว่าครึ่งเดือนนี้เป็นส่วนกุศลของท่านตา ข้าพเจ้ามีทรัพย์สินเล็กน้อยจะขออธิษฐานทำแจถวายสักครึ่งเดือน ยายเฒ่าพูดยังไม่ทันจะขาดคำลง บุตรชายชื่อเข่าเหลียง เข่าต๊งทั้งสองคนเข้ามาพูดว่า ท่านอาจารย์ บิดาข้าพเจ้าทำแจถวายสงฆ์ยี่สิบปีก็ยังไม่เคยพบท่านผู้วิเศษ วันนี้มาพบท่านผู้วิเศษทั้งสี่มาถึงบ้านข้าพเจ้า ก็เปรียบดุจเรือนแฝกมีแสงสว่าง ข้าพเจ้ายังเด็กเล่าเรียนน้อยก็เคยฟังในคัมภีร์มรรคผลว่า ตาทำ ตาก็ได้ของตา ยายทำ ยายก็ได้ของยาย ใครไม่ทำผู้นั้นก็ไม่ได้ บิดามารดาข้าพเจ้าอยากได้กุศล พี่น้องข้าพเจ้าก็อยากได้กุศลบ้าง มีทรัพย์บ้างเล็กน้อยจะขอทำถวายท่านอาจารย์สักครึ่งเดือน การทำบุญเสร็จแล้วข้าพเจ้าทั้งหลายจะพร้อมกันไปส่งท่านอาจารย์ไป
   พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ท่านตาท่านยายนิมนต์ยังรับไม่ได้เป็นอันขาดจะรับนิมนต์ท่านทั้งสองไม่ได้ วันนี้กำหนดแน่จะลาไปอย่าถือผิดข้าพเจ้าเลย หากมิฉะนั้นก็มีโทษที่ผิดรับสั่งก็ถึงที่ตายเหมือนกัน
   ฝ่ายท่านยายกับบุตรเห็นเธอไม่รับนิมนต์เป็นแน่แล้ว ก็มีความ​โกรธว่าเราตั้งใจนิมนต์เธอไว้ เธอก็ไม่ยอมอยู่จะใคร่ไปก็ไปเถิด จะอ้อนวอนทำไมให้ป่วยการปากลำบากใจ พูดดังนั้นแล้วแม่ลูกก็พากันกลับไป ฝ่ายเศรษฐีเห็นอาจารย์กับสานุศิษย์มีความเศร้าหมองก็ไม่อาจอ้อนวอนให้อยู่ จึงออกไปที่ห้องเสมียนสั่งให้เขียนจดหมายเชิญพวกเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันในวงศ์ญาติว่า เวลาพรุ่งนี้จะส่งท่านอาจารย์ถังซัมจั๋งไป สั่งให้พวกโรงครัวจัดเครื่องโต๊ะให้พรักพร้อมและให้จัดหาม้าฬ่อกับธงเทียว และเครื่องพิณพาทย์มโหรี สีซอ ฆ้อง กลองและขับร้อง และให้นิมนต์พระสงฆ์พวกหนึ่งมาในกำหนดวันพรุ่งนี้ ถวายข้าวสงฆ์เสร็จจะได้ส่งท่านอาจารย์ถังซัมจั๋ง เสมียนทนายรับคำสั่งแล้วก็ไปจัดการตามสั่ง ครั้นเวลาพลบค่ำก็พากันไปพักหลับนอน พวกพนักงานของเศรษฐีก็จัดการจนรุ่งสว่าง ทุกสิ่งทุกอย่างก็พร้อมเสร็จทั้งสิ้น
   ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสามคน ลุกขึ้นเก็บรวบรวมข้าวของใส่หาบสำรองจะออกเดิน เศรษฐีก็มานิมนต์ไปที่โรงใหญ่ข้างบ้าน ในนั้นจัดเครื่องโต๊ะแจไว้พร้อมทั้งคาวหวาน จัดที่สูงต่ำตามลำดับ เศรษฐีนิมนต์อาจารย์กับศิษย์เข้านั่งที่แล้ว พวกวงศ์ญาติใหญ่น้อยกับแขกบ้านใกล้ไกลที่เศรษฐีเชิญมานั้นพร้อมกันแล้ว ก็ต่างคนนมัสการพระถังซัมจั๋งทุก ๆ คน แล้วมโหรีพิณพาทย์ก็ดีดสีตีเป่าขึ้นพร้อมกัน ครั้นเลี้ยงเสร็จแล้ว พระถังซัมจั๋งก็ลาเศรษฐี ฝ่ายคนทั้งหลายที่มานั้นก็พากันตามหลังพระถังซัมจั๋งมายังที่ประตูนอก แลไปตามทางจัดแจงถือธงทิวและม้าฬ่อฆ้องกลองรออยู่พร้อมกันคอยรอท่า พอ​พระถังซัมจั๋งออกมาก็โห่ร้องตีม้าฬ่อฆ้องกลองขึ้นอึกทึกโกลาหล พวกผู้คนหญิงชายใหญ่น้อยตามหลังแห่ห้อมล้อมมา ยังพวกหญิงชายชาวเมืองผู้ใหญ่เด็กพากันมาดูตามสองข้างทางนั่งยืนยัดเยียดเบียดกันตลอดมา
   เวลานั้นเศรษฐีคุกเข่ายอมถวายไทยทานส่งพระถังซัมจั๋งสิ้นทรัพย์เป็นอันมาก หาผู้ใดจะทำเสมอมิได้ มีทั้งพวกขับร้องสรรเสริญเป็นเพลงกลอนต่าง ๆ แลทั้งมีพระสงฆ์ตามส่งสวดมนต์และคาถาต่าง ๆ ตามไปส่งด้วย เป็นระยะทางประมาณสองร้อยเศษ เศรษฐีจัดคนล่วงหน้าไปตั้งเลี้ยงน้ำร้อนน้ำชา ครั้นถึงเศรษฐีก็นิมนต์พระถังซัมจั๋งเข้าหยุดพัก เศรษฐียกถ้วยน้ำชามาประเคนให้พระถังซัมจั๋ง น้ำตาคลอตาแล้วพูดว่า แม้ท่านไปอาราธนาพระธรรมกลับมาแล้ว นิมนต์ท่านแวะบ้านข้าพเจ้าให้จงได้ จะเป็นที่พอใจข้าพเจ้าสมแก่ที่มีศรัทธาเลื่อมใส พระถังซัมจั๋งปราศรัยขอบคุณเศรษฐีเป็นที่ยิ่ง พูดว่าอาตมภาพไปถึงเขาเล่งซัว อาราธนาพระธรรมได้แล้ว ก็คงจะยกกุศลผลทานของท่านใหญ่ยิ่ง หากเวลากลับอาตมภาพจะแวะขอบคุณท่าน ครั้นสั่งเสียกันเสร็จธุระแล้ว พระถังซัมจั๋งก็ลาเศรษฐีออกเดินไป ประมาณทางไกลได้สี่ร้อยเส้นเศษเวลานั้นก็จวนค่ำ
   พระถังซัมจั๋งพูดว่า เวลาก็จวนค่ำจะหาที่พักแห่งใดดี โป๊ยท่านพูดเสียงดังขึ้นว่าเครื่องขบฉันก็มีพร้อม ตึกรามห้องหอก็มีสำรองไว้ ให้อยู่ไม่อยู่ไม่กิน อยากแต่จะไปให้ได้เดี๋ยวนี้จะไปหาที่ไหนอีกเล่า พระถังซัมจั๋งได้ฟังโป๊ยก่ายว่าดังนั้น จึงด่าว่าอ้ายสัตว์เดรัจฉานยังจะมาขัดเคืองเสียดาย​อะไรอยู่อีก คำโบราณท่านย่อมว่า แม้เป็นสุขสำราญก็จริงแต่มิใช่บ้านเรือนของเราจะอยู่นานก็ไม่ควร รอเราพากันไปเขาเล่งซัวพบพระพุทธเจ้าขออาราธนาพระธรรมได้แล้วกลับไปเมืองใต้ถังจะทูลแก่พระเจ้าแผ่นดิน ขอเอาเครื่องเสวยจะกินสักกี่ปีหรือจะกินให้จนท้องแตกก็ตามแต่ใจ เจ้าหัวใจสัตว์จะให้เจ้าเป็นปีศาจผีตายอยาก โป๊ยก่ายได้ฟังพระอาจารย์ด่าดังนั้นก็หัวเราะแต่ในใจ ไม่อาจโต้ตอบออกไปอีก เห้งเจียแลเห็นที่ข้างทางมีห้องเล็ก ๆ สองสามห้องจึงพูดแก่อาจารย์ว่า ที่ตรงนั้นเห็นจะพักได้ พูดดังนั้นแล้วก็พากันเดินไปดู แลเห็นเป็นประตูเก่า ข้างบนมีป้ายเก่ามีอักษรสี่ตัว คือ (ฮัวกองเห้งอี) พระถังซัมจั๋งก็ลงจากม้าพูดว่า ฮัวกองนามนี้ คือพระปฏิมากรที่บูชา ในนี้คงจะมีศาลาจึงพากันตรงเข้าไปข้างใน เห็นห้องหอเซ ทรุด หักพังไปทั้งสิ้น ไม่เห็นมีผู้คนเงียบสงัดหญ้าและเถาวัลย์ขึ้นพันรกเรี้ยว เห็นดังนั้นแล้วก็คิดจะถอยออกมาไปหาที่อื่น ก็บังเอิญมืดฟ้ามัวฝน ฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่จนไม่รู้ที่ว่าจะหลบหนีไปทางไหน มีห้องพังอยู่ข้างนั้นก็แอบเข้าไปหนีฝน พากันระงับเงียบไม่อาจพูดเสียงดัง กลัวว่าจะมีปีศาจยักษ์ร้ายนั่งนอนไม่เป็นสุขทั้งคืน
(บทที่ ๙๗)
 จะกล่าวในเมืองท่งท่ายฮูตำบลบ้านตี้เล่งกุ้ย มีโจรพวกหนึ่งตั้งซ่องมั่วสุมประชุมพรรคพวกโจรเที่ยวปล้นสดมภ์หาเลี้ยงชีพ เวลานั้นตรึกตรองปรึกษากันว่าในเมืองนี้ควรจะไปเที่ยวสืบเสาะดูว่า บ้านไหนจะมั่งมีเป็นที่หนึ่ง บ้านไหนจะมั่งมีเป็นที่สอง พวกเราจะได้พากันไปลงมือ ในพวกนั้นมีคน​หนึ่งพูดว่า ไม่ต้องไปสืบเสาะให้ยาก วันนี้ที่บ้านเข่าญ่วนหลายเศรษฐีไปส่งพระ บ้านนี้คงจะมีเงินทองมากคืนวันนี้ฝนตกมากคนเหล่านั้นก็คงจะมิได้คิดระวังอะไร เราพากันลงไปปล้นเก็บเอาข้าวของเงินทองมาไว้เลี้ยงชีวิตจะมิดีหรือ พวกโจรทั้งหลายก็ตกลงเห็นชอบด้วยพร้อมกัน จึงตระเตรียมเครื่องมือถือคบไฟและอาวุธครบมือกันแล้ว ได้เวลาก็พากันเดินไปในเวลาฝนตกนั้น ครั้นถึงประตูบ้านเสรฐีก็พร้อมกันโห่ร้องกรูเข้าไป คนในบ้านได้ยินเสียงพวกโจรโห่ร้องเกรียวกราวดังนั้น ก็พากันตกใจกลัวต่างคนก็เล็ดลอดเอาตัวรอดหนีไปทั้งสิ้น ยายเฒ่าเมียเศรษฐีหนีมุดเข้าไปอยู่ใต้ถุนเตียง ตาเฒ่าเศรษฐีหนีออกประตูหลังบ้าน บุตรชายบุตรสาวต่างคนต่างหนีเอาตัวรอด

   ฝ่ายพวกโจรก็พากันถือคบไฟเข้าค้นในบ้าน ขนเอาเงินทองเข้าของออกมา ฝ่ายเศรษฐีเห็นพวกโจรขนเอาเข้าของเงินทองออกมา มิได้คิดแก่ชีวิตจึงออกมาร้องบอกแก่พวกโจรว่า ขอท่านทั้งหลายได้เอ็นดูเถิด เข้าของเงินทองที่จะเอาไปนั้น อย่าเอาไปเสียให้หมดเลย เหลือไว้ให้ข้าพเจ้าเลี้ยงชีวิตบ้างเถิด
   ฝ่ายพวกโจรเมื่อได้เห็นเศรษฐีมายืนร้องอยู่ดังนั้น ก็พากันมากลุ้มรุมทุบตีเศรษฐีนั้นจนถึงแก่ความตาย พวกโจรทั้งหลายก็พากันหนีออกนอกเมืองไป ​ฝ่ายผู้คนในบ้านเห็นพวกโจรกลับออกไปจากบ้านแล้ว ก็พากันกลับมา แลเห็นเศรษฐีตายอยู่กับพื้น ต่างคนก็พากันร้องไห้ ยกเอาศพนายขึ้นวางไว้บนเตียงแล้ว ก็พากันเศร้าโศกโศกาอาดูรรำพันถึงนายไม่หยุดเสียงจนเวลาใกล้รุ่ง ฝ่ายยายเฒ่าให้คิดแค้นโกรธพระถังซัมจั๋งว่า เพราะพระไม่รับนิมนต์อยู่ พากันตกแต่งประดับประดาร่างกายตามส่งเธอ จึงได้เกิดทุกข์ภัยขึ้นฉะนี้ ยายเฒ่าคิดเห็นดังนั้น ก็ให้มีจิตคิดพยาบาทจะใคร่ล้างผลาญให้จงได้ คิดแล้วยายเฒ่าจึงมาพะยุงบุตรชายให้ลุกขึ้นแล้วพูดว่า เจ้าอย่าเศร้าโศกไปเลย ซึ่งเป็นเหตุทั้งนี้ก็เพราะบิดาเจ้ามีจิตศรัทธาถวายข้าวสงฆ์ทุกวันทั้งเช้าแลเพล ก็หาได้รู้ว่าวันนี้ทำกุศลไปส่งชีวิตสงฆ์ บุตรทั้งสองจึงถามว่า ที่มารดาว่าบิดาทำบุญกุศลส่งชีวิตแก่สงฆ์นั้น หมายความว่าอะไร ยายเฒ่าตอบบุตรว่า เมื่อเวลาพวกโจรกรูเกรียวเข้ามาโดยรวดเร็วนั้น แม่แอบอยู่ใต้ถุนเตียงแสงไฟสว่างแลเห็นชัดแจ่มแจ้ง ใครเล่าที่ถือคบไฟคือพระถังซัมจั๋ง ถือดาบคือโป๊ยก่าย เข้าค้นเอาเงินทองสิ่งของคือซัวเจ๋ง เห้งเจียเป็นผู้ตีบิดาของเจ้าตาย
   เมื่อบุตรชายทั้งสองได้ฟังมารดาพูดดังนั้น ก็สำคัญมั่นใจเสียว่าเป็นความจริงมิได้มีความสงสัย จึงพูดแก่มารดาว่า อันความจริงก็คงจะเป็นดังนั้นแน่ไม่ควรจะสงสัยเลย เพราะเธอทั้งสี่มานอนค้างอ้างแรมอยู่หลายเวลา ทั้งนอกในก็ทราบสิ้น เห็นข้าวของเงินทองก็เกิดโลภเจตนาขึ้น เพราะ​ฉะนั้นเห็นฝนตกหนักจึงได้แอบเข้ามา ปล้นบ้านเราค้นเอาข้าวของเงินทองไปแล้ว มิหนำซ้ำฆ่าบิดาตายเสียด้วยดังนี้ ใครที่ไหนจะร้ายกาจเหมือนพวกพระถังซัมจั๋งก็ไม่มีแล้ว รอพอให้สว่างจะทำเรื่องราวไปร้องแก่ผู้รักษาเมือง ให้ชำระเอาตัวผู้ร้ายให้จงได้ เข่าต๊งน้องชายถามว่า ในเรื่องราวที่จะแต่งว่าอย่างไร เข่าเหลียงพี่ชายตอบว่า ต้องแต่งตามที่มารดาบอกเล่าว่า พระถังซัมจั๋งถือคบไฟ โป๊ยก่ายร้องให้ฆ่าคน ซัวเจ๋งเข้าค้นทรัพย์เก็บเอาสิ่งของเงินทอง เห้งเจียเป็นผู้ฆ่าบิดาเราดังนี้ แลจึงจะเอาตัวผู้ร้ายได้
รูปภาพ ; เจ้าเมืองท่งท้ายฮู้ผู้นี้ เป็นผู้มีอัธยาศัยสุภาพ ตั้งอยู่ในการสัมมาคารวะประกอบด้วยศีลสัตย์มารยาทอันดี เมื่อพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสามคนมาถึงเมืองนี้ ก็ต้อนรับเลี้ยงดูโดยสมควร พวกราษฎรนับถือสรรเสริญ เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในทางยุติธรรม
   เวลานั้นผู้คนในบ้านก็วุ่นวายทุก ๆ คนจนเวลาสว่าง ฝ่ายหนึ่งจัดแจงเอาศพใส่โลง ฝ่ายหนึ่งนำเรื่องราวไปร้องต่อผู้รักษาเมือง ผู้รักษาเมืองท่งท่ายฮู้ผู้นี้เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในยุติธรรมชื่อเสียงปรากฎ เวลานั้นออกศาลาว่าการบ้านเมือง คอยที่จะรับคดีทุกข์ร้อนของราษฎร ฝ่ายเข่าเหลียง เข่าต๊งบุตรเศรษฐีทั้งสองคนนำเรื่องราวยื่นต่อผู้รักษาเมือง แล้วเรียนว่าขอท่านผู้ใหญ่ได้ทราบ ด้วยเมื่อเวลาคืนนี้มีอ้ายผู้ร้ายเข้าปล้นบ้านเรือนฆ่าบิดาข้าพเจ้าตาย ขอท่านได้โปรด
   ฝ่ายผู้รักษาเมืองรับเรื่องราวมาดูแล้วก็ถามปากคำ จึงสั่งให้พนักงานกองตระเวรจัดสรรเลือกคนที่ล่ำสันแข็งแรงร้อยห้าสิบคน ถืออาวุธครบมือกันทุกคน รีบออกทางประตูข้างทิศตะวันตก จับเอาตัวพระถังซัมจั๋งกับศิษย์มาให้จงได้
   ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ในคืนวันนั้น ​อาศัยอยู่ในศาลเจ้าจนสว่าง ครั้นสว่างแล้วก็ออกเดินไปตามทางทิศตะวันตก ฝ่ายพวกโจรรีบหนีออกจากเมืองแล้ว เดินเลยศาลเจ้าฮ้อกวางไปประมาณสักสองร้อยเส้น ก็พากันเข้าแอบซ่อนในชะวากเขา เพื่อจะได้แบ่งปันข้าวของเงินทองแก่กัน บังเอิญแลไปเห็นพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์เดินตามกันมา พวกโจรมีความโลภเจตนา จึงชี้มือว่าพระสงฆ์เหล่านี้อยู่ในบ้านเข่าญ่วนเศรษฐีหลายเวลา คงจะมีข้าวของสิ่งใดติดมาบ้าง พวกเราช่วยกันออกสกัดทางไว้ ตีชิงเอาสิ่งของและม้าไว้แบ่งปันกันจะมิดีหรือ ว่าดังนั้นแล้วพวกโจรก็พร้อมกันถือเครื่องอาวุธต่างๆ โห่ร้องออกสกัดทาง แล้วร้องห้ามว่าพระสงฆ์อย่าเพิ่งไป จงเอาค่าเดินทางมาให้ก่อนจะยกชีวิตให้
   พระถังซัมจั๋งได้ฟังพวกโจรว่าดังนั้น ตกใจตัวสั่นไม่เป็นสมประดี เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า พระอาจารย์อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าจะถามดูก่อน ว่าแล้วเห้งเจียก็เดินเข้าไปใกล้ พนมมือร้องถามว่า ท่านทั้งหลายร้องว่ากระไรหรือ พวกโจรร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เจ้าคนนื้ยังไม่รู้จักความตายกล้ามาถามเรา ในตาเจ้าเห็นจะไม่มีแก้วตาดอกกระมัง เจ้าจำเราไม่ได้หรือคือเราเป็นใต้อ๋องนายใหญ่ เจ้าจงรีบเอาค่าเดินทางมาให้เสียแล้ว ก็จะปล่อยให้เจ้าไปโดยดี เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะก๊ากใหญ่แล้วจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นพวกเจ้าก็เป็นโจรคอยสกัดทางกระนั้นหรือ พวกโจรได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น มีความโกรธจึงร้องว่าพวกเราช่วยกันฆ่ามันเสียเถิด เห้งเจียทำเป็นตกใจ​กลัว ร้องว่าท่านใต้อ๋องข้าพเจ้าเป็นคนชาวป่าชาวดงไม่รู้จักพูดจา หนักเบาท่านอย่าถือโทษโกรธขึ้งเลย ถ้าท่านจะเอาค่าเดินทางแล้วไม่ต้องถามคนทั้งสามนั้น ด้วยสารพัดจะอยู่ที่ข้าพเจ้า ๆ จะจัดแจงได้ทั้งสิ้น
   ที่ขี่ม้านั้นคืออาจารย์ของข้าพเจ้า ท่านรู้แต่สวดมนต์ภาวนาเท่านั้น ไม่เกี่ยวแก่ธุระอย่างอื่น ๆ คนหน้าสีหมอกนั้นข้าพเจ้าให้สำหรับเลี้ยงม้ามาตามทางเท่านั้น คนที่ปากยาวนั้นข้าพเจ้าจ้างมาสำหรับหาบคอน หากว่าท่านใต้อ๋องปล่อยให้ไป ข้าพเจ้าจะเอาข้าวของทั้งนี้ให้แก่ใต้อ๋อง พวกโจรได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่าคนนี้ซื่อสัตย์ ถ้ากระนั้นเราจะยกชีวิตให้ เจ้าจงบอกให้คนทั้งสามวางหาบของลงเราจะปล่อยให้ไป เห้งเจียจึงหันหน้ามาขยิบตา ซัวเจ๋งรู้ทีจึงวางหาบลงแล้วก็จูงม้าพากันเดินไป เห้งเจียก็ทำเป็นก้มลงแก้ห่อของ เอามือกำฝุ่นทรายขว้างขึ้นไปบนอากาศ แล้วร่ายคาถามหาจังงังร้องว่าหยุดคำหนึ่ง พวกโจรสามสิบคนก็ยืนหัวแข็งมือและเท้าไม่กระดิกได้ ยืนแข็งแลดูตากันอยู่ไม่กระพริบได้ ทั้งปากก็พูดไม่ออก เห้งเจียร้องเรียกอาจารย์ว่าให้กลับมาก่อน พระถังซัมจั๋งได้ยินเรียกก็ชักม้ากลับมาถามว่า เห้งเจียจะเรียกว่ากระไรหรือ เห้งเจียว่าพระอาจารย์จงดูพวกโจรเหล่านี้ว่ามันเป็นอย่างไร
   โป๊ยก่ายวิ่งมาจับพวกโจรผลักไปมา แล้วถามว่าอ้ายพวกโจรทำไมไม่เต้นรำไปเล่า พวกโจรยืนแข็งนิ่งไม่พูด โป๊ยก่ายว่าอ้ายพวกนี้เห็นจะเป็นใบ้ไปเสียแล้ว เห้งเจียบอกว่ามันถูกจังงังจึงยืนแข็งนิ่งอยู่ไม่พูดจา นิมนต์​อาจารย์ลงจากม้าก่อน คำโบราณท่านว่า “จับผิดไม่เป็นไรปล่อยผิดไม่ได้” พี่น้องเราช่วยกันจับมัดมันเสียก่อน เราจะได้ซักถามรู้เหตุ ว่าแล้วเห้งเจียก็ถอนขนในตัวออก แปลงเป็นเชือกสามสิบเส้น โป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็ตรงเข้ามัดพวกโจรไว้ทุก ๆ คน เห้งเจียนิมนต์อาจารย์ให้นั่งพักลงแล้ว เธอสามคนถืออาวุธทำเงื้อง่าร้องตวาดถามว่า พวกเจ้ามีมากน้อยเท่าใด เป็นเชื้อแถวพวกโจรมาแต่เดิมหรือพึ่งจะริอ่านกันเป็นโจร ได้ทำโจรกรรมมากี่ปีแล้ว ได้เที่ยวปล้นและตีชิงเขามากี่ตำบลแล้ว ฆ่าผู้ฟันคนตายมากี่มากน้อยแล้ว จงบอกเล่ามาตามจริงทุกประการ
   พวกโจรได้ฟังถามดังนั้นก็ร้องไห้แล้วพูดว่า พวกข้าพเจ้ามิได้เป็นเทือกแถวโจรแท้ เป็นคนดีมีบ้านเรือนทุกคน เพราะไม่มีปัญญาเอาของบิดา มารดาไปทำลายล้างผลาญเสียหมดสิ้นไม่มีจะใช้สอย สืบรู้ว่าเศรษฐีเข่าญ่วนเป็นผู้มั่งมีทรัพย์มากจึงชักชวนกันเข้าปล้นบ้านเศรษฐี ได้เงินทองสิ่งของมาเป็นอันมาก หวังใจจะแบ่งปันกัน บังเอิญเห็นท่านมา พวกข้าพเจ้ารู้จ้กจำได้ว่าพระถังซัมจั๋งที่เป็นพระสงฆ์แห่ส่งเมื่อวานนี้ คงจะมีข้าวของเงินทองติดมามากเป็นแน่ จึงมีความโลภออกสกัดทางโดยความอยากได้ ไม่ทราบว่าท่านมีอภินิหารเดชานุภาพ จึงจับพวกข้าพเจ้ามัดไว้ดังนี้ ขอท่านได้มีความกรุณาเอาข้าวของเงินทองที่ข้าพเจ้าปล้นมาได้นั้นไถ่โทษตัว ขอท่านได้โปรดให้ข้าพเจ้ารอดชีวิตไปสักครั้งหนึ่ง
   พระถังซัมจั๋งได้ยินออกชื่อปล้นบ้านเศรษฐีก็ตกใจผุดลุกขึ้นถามเห้งเจียว่า ​เศรษฐีคนนี้เป็นบุญกุศล เหตุไฉนจึงต้องภัยร้ายถูกปล้นสดมภ์เช่นนี้ เห้งเจียพูดว่าเพราะเหตุแกส่งพวกเรา แห่แหนประคับประคองดีมาก เพราะฉะนั้นพวกโจรเหล่านี้จึงได้ปล้นบ้านแก พระถังซัมจั๋งพูดว่าพวกเราติดบุญคุณแกอยู่มาก เราไม่มีอะไรจะแทนคุณ ถ้ากระนั้นพวกเรารวบรวมรวมเอาข้าวของเงินทองเหล่านี้คืนไปให้แก จะมิเป็นการดีหรือ เห้งเจียได้ฟังอาจารย์ว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงให้ซัวเจ๋ง โป๊ยก่ายเข้าไปในชะวากเขา เก็บเอาเข้าของเงินทองที่พวกโจรขนมานั้น บรรทุกบนหลังม้าและให้โป๊ยก่ายหาบคอนข้าวของเงินทองเหล่านั้นแล้ว เห้งเจียจะใคร่ตีพวกโจรให้ตายเสียทั้งสิ้น แต่กลัวอาจารย์จะว่าฆ่าสัตว์จึงได้เรียกขนกลับคืนเข้าตัว พวกโจรหลุดจากมัดแล้วก็พากันวิ่งหนีเอาตัวรอดไปหมด
   ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ก็พากันตรงไปยังบ้านเศรษฐี ราวกับแมลงเม่าเข้าไฟฉะนั้น อาจารย์กับศิษย์กำลังพากันเดินมา แลไปข้างหน้าเห็นผู้คนมากมาย ถือเครื่องศาสตราอาวุธทุก ๆ คนเดินตรงมา พระถังซัมจั๋งมีความหวาดเสียวสะดุ้ง จึงบอกแก่พวกศิษย์ว่าข้างหน้าจะเป็นพวกดีหรือร้ายอย่างไร โป๊ยก่ายว่าภัยจะมาถึงแล้ว พวกนี้คือพวกโจรที่ปล่อยไปมันพากันกลับมาจะทำร้ายเราอีกแล้ว ซัวเจ๋งว่าดูท่าไม่ใช่พวกโจร พี่เห้งเจียจงพิเคราะห์ดูให้แน่ว่าจะเป็นพวกอะไร เห้งเจียหันมาพูดบ่นแก่ซัวเจ๋งว่า ภัยร้ายของอาจารย์มาอีกแล้ว พวกนี้คือพวกพลทหารมาจับพวกโจร​ผู้ร้าย พูดยังไม่ทันขาดคำพวกทหารก็มาถึง ตั้งกระบวนล้อมเข้ามาร้องว่า พวกพระสงฆ์ที่ปล้นเอาข้าวของเขามาอยู่นี่สนุกหรือ ก็พร้อมมือกันเข้าจับเอาพระถังซัมจั๋งลากลงมาจากม้ามัดไว้ แล้วก็เข้าจับเห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งมัดทั้งสามคน แล้วเอาไม้คานสอดหามสองคนต่อคนเหมือนหามสุกร ข้าวของห่อย่ามและเงินทองกับม้าก็รวบรวมเอาไปทั้งสิ้น พากันรีบกลับเข้าเมือง ฝ่ายพระถังซัมจั๋งรัว ๆ สั่น ๆ ร้องไห้ โป๊ยก่ายปากบ่นพึมพำในใจคิดแค้น ซัวเจ๋งใจกระสับกระส่ายไม่ปรกติ เห้งเจียหัวเราะกึ่กกึ่ก จะใคร่ออกฝีมือ
   ฝ่ายพวกขุนนางที่คุมทหารมาจับนั้น ก็พากันหาบหามมาบัดเดี๋ยาก็ถึงประตูเมือง ตรงเข้าไปยังศาลบอกแก่ขุนนางผู้ชำระโจรผู้ร้ายว่า ขอท่านได้ทราบ พวกข้าพเจ้าไปตามจับผู้ร้ายมาได้แล้ว ตามแต่ท่านจะโปรดประการใด
   ฝ่ายผู้รักษาเมืองแลเห็นของกลางดังนั้น จึงให้บุตรเข่าญ่วนหลายเศรษฐีมารับของคืนไปแล้ว จึงเรียกตัวพระถังซัมจั๋งมาถามว่า ตัวเป็นสงฆ์พูดว่าจะไปไซทีนมัสการพระ อันที่จริงหาใช่ไม่ คือเป็นโจรผู้ร้ายเที่ยวปล้นสดมภ์ฆ่าคนดังนี้ดอกหรือ พระถังซัมจั๋งว่า ขอท่านผู้ใหญ่ได้ทราบอาตมภาพนี้ไม่ใช่ผู้ร้าย มีหนังสือสำหรับตัวเดินทางมาขอท่านได้พิจารณาดูเถิด เพราะเหตุท่านเศรษฐีมีความเลื่อมใสได้นิมนต์อาตมภาพมาถวายข้าวสงฆ์ถึงครึ่งเดือน อันบุญคุณของท่านเศรษฐีหาที่เปรียบมิได้ เมื่ออาตมภาพเดินไปตามทางบังเอิญไปพบพวกโจร​ที่ปล้นบ้านเศรษฐีเอาข้าวของเงินทองไปแบ่งปันกัน สานุศิษย์ของอาตมภาพทราบเหตุจึงชิงเอาสิ่งของที่โจรมาได้ ก็หวังใจจะเอาคืนมาให้เศรษฐีตอบแทนคุณ กำลังเดินกลับมาก็บังเอิญมาพบพวกทหารจับเอาตัวมาว่าเป็นผู้ร้าย อันความสัตย์จริงอาตมภาพหาใช่พวกผู้ร้ายไม่ ขอท่านได้พิจารณาจงดีเถิด
   ผู้ชำระจึงพูดว่า ตัวเห็นพวกพลทหารจึงพลิกแพลงว่าจะเอาของมาแทนคุณ ถ้าหากว่าพบปะพวกผู้ร้ายจริง ทำไมจึงไม่จับกุมผู้ร้ายไว้เล่า จะได้ให้ผู้รักษาเมืองเห็นด้วย พวกเจ้าทั้งสี่คนจงมาดูเรื่องราวของบุตรเศรษฐี เขามาฟ้องหามีชื่อดังนี้จะยังพูดแก้ตัวไปทางใดเล่า พระถังซัมจั๋งเข้ามาหยิบดูเรื่องราวเห็นดังนั้นก็ให้ขวัญหนีดีฝ่อ จึงร้องเรียกเห้งเจียว่าทำไมเจ้าไม่มาดูเล่า เห้งเจียพูดว่าเอาของกลางเป็นจริงแล้วจะต้องไปดูทำไมเล่า ผู้พิพากษาว่าจริงดังนั้นสิ มีของกลางเป็นพยานอยู่จะมาพูดแก้ไปอย่างไรได้อีกเล่า จึงเรียกคนใช้ให้เอาไม้บีบขมับมาติดขมับอ้ายสงฆ์คนนี้ดูทีหรือมันจะกล้าปากไปถึงไหน ติดไม้เสียก่อนแล้วจึงค่อยเฆี่ยนด้วยหวาย
   เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็คิดในใจว่า อาจารย์ของเราท่านมีเคราะห์ร้ายก็จริง แต่ไม่ควรปล่อยให้ได้ความทุกข์ทรมาน เห็นนักการเอาไม้สำหรับบีบขมับมาเตรียมจะบีบพระถังซัมจั๋ง จึงอ้าปากบอกว่าช้าก่อน อย่าเพิ่งบีบขมับท่านสงฆ์องค์นั้นก่อน ข้าพเจ้าเองเป็นคนที่เข้าปล้นบ้านฆ่าคนตายเก็บเอาเข้าของเงินทองไป มิใช่​ผู้อื่นเลย จะทำประการใดจงมาทำแก่ข้าพเจ้าเถิด ด้วยข้าพเจ้าเป็นนายโจรแท้ ๆ ท่านทั้งสามคนนั้นไม่เกี่ยวข้องเลย จงทำโทษแต่ข้าพเจ้าผู้เดียวเถิด ผู้ชำระได้ฟังเห้งเจียรับดังนั้น จึงให้นักการเอาไม้บีบขมับมาติดเห้งเจียเข้า พวกนักการก็เอาไม้ติดเห้งเจียบีบจนไม้หักกระเด็นไปเป็นดังนั้นถึงสามสี่ครั้ง หน้าก็ไม่นิ่วหนังก็ไม่ย่น พวกเหล่านั้นเปลี่ยนไม้จะบีบอีก ก็พอได้ยินคนใช้มาบอกว่าท่านขุนนางผู้ใหญ่ให้มาเชิญผู้ชำระออกไปหา ผู้พิพากษาจึงเรียกผู้คุมมาให้เอาตัวผู้ร้ายทั้งสี่คน ไปจำรักษาไว้ในห้องมืดก่อน เราจะออกไปรับท่านผู้ใหญ่ แล้วจะเอามาชำระซักฟอกอีกสักครั้งหนึ่ง
   ผู้คุมก็นำเอาตัวพระถังซัมจั๋ง เห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งทั้งสี่คนไปขังในห้องมืดแล้ว เวลานั้นโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็เก็บข้าวของ ๆ ตัวไปในห้องด้วยทั้งสิ้น พระถังซัมจั๋งจึงร้องถามเห้งเจียว่า การเป็นเช่นนี้แล้วเราจะคิดอ่านประการใดจงจะหลุดพ้นไปได้เล่า เห้งเจียแกล้งพูดว่าอาจารย์เข้าอยู่ในนี้ก็ดีแล้ว เพราะว่าเงียบสงัดดีเราจะทำอะไรก็ไม่มีใครรู้ ฝ่ายพวกเฝ้าประตู ก็ถือไม้เรียวมาหวดซ้ายหวดขวาเฆี่ยนพระถังซัมจั๋งไม่เลือกว่าเนื้อตัวหัวหู พระถังซัมจั๋งจึงร้องเรียกเห้งเจียว่าจะแก้ไขอย่างไรดี เห้งเจียร้องบอกว่า เขาจะเร่งเอาเงินเท่านั้นเอง พระถังซัมจั๋งว่าเราจะไปเอาที่ไหนมาให้เขาเล่า เห้งเจียบอกว่า ไม่มีเงินก็เอาจีวรให้เขาก็ใช้ได้ พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น เปรียบดุจเอามีดมา กรีดหัวใจ พวกผู้คุมมันก็​เฆี่ยนมิได้หยุด เหลือที่จะอดทนความเจ็บปวดได้ จึงร้องบอกเห้งเจียว่า ตามแต่เห้งเจียจะเห็นควรเถิด ด้วยอาตมภาพเหลือที่จะทนแล้ว
   เห้งเจียจึงร้องบอกว่าท่านทั้งหลาย จงหยุดก่อนอย่าเพิ่งเฆี่ยนตี พวกข้าพเจ้า จีวรเป็นผ้ากาสาวพัสตร์อยู่ในห่อ ราคาพันตำลึงทองขอพวกท่านจงแก้เอาไปเถิดแทนค่าทุเลา พวกผู้คุมได้ฟังดังนั้น ก็เอาห่อผ้ามาแก้ออกดูเห็นจีวรสองตัวเก่า ๆ ไม่มีราคา แต่จีวรอีกตัวหนึ่งมีผ้าน้ำมันห่ออยู่สองสามชั้น มีรัศมีสว่างออกมาแวววาบ ก็รู้ว่าเป็นของดีจึงแก้ห่อออกดู ก็เห็นดอกและลายที่ห่อปักเป็นรูปหงษ์ร่อนมังกรรำ แลประดับซับซ้อนงดงามจะหาที่เปรียบมิได้ พวกผู้คุมก็แย่งชิงกันดูเสียงอึกทึก จนรู้ถึงหูผู้คุมใหญ่ ก็วิ่งมาถามว่าพวกเหล่านี้ทำอะไรกัน พวกผู้คุมเหล่านั้นคุกเข่าลงบอกว่า ท่านผู้พิพากษาพึ่งส่งพระสงฆ์กับศิษย์มาสามคน สั่งให้พวกข้าพเจ้าคุมรักษาไว้ในนี้ เพราะเป็นพวกโจรผู้ร้าย เธอเห็นพวกข้าพเจ้าเฆี่ยนสองสามที ก็เอาของสิ่งนี้ให้แก่พวกข้าพเจ้า หากพวกข้าพเจ้าจะฉีกแบ่งกันก็เสียดายท่านมาก็ดีแล้ว โปรดช่วยแบ่งให้แก่พวกข้าพเจ้าพอสมควรเถิด
   นายผู้คุมใหญ่จึงพิจารณาดูเห็นผ้ากาสาวพัสตร์ผืนหนึ่ง จึงเปิดห่อออกดูก็เห็นมีหนังสือเดินทาง และมีตราทุก ๆ เมืองประทับไว้เป็นสำคัญจึงพูดว่า นี่หากเรามาดูก่อนมิฉะนั้นก็จะเกิดเหตุ ด้วยพระสงฆ์พวกนี้มิใช่โจรผู้ร้าย อย่าได้ไปทำวุ่นวายแก่ข้าวของๆ ท่าน จงเก็บห่อไว้เสีย​อย่างเดิม พรุ่งนี้ท่านผู้ชำระ ชำระ อีกจึงจะได้ความแจ่มแจ้ง พวกคนเหล่านั้นได้ฟังผู้คุมใหญ่ว่าดังนั้น ก็เชื่อฟังจึงเก็บผ้ากาสาวพัสตร์และสิ่งของเหล่านั้นไว้เสียยังเดิม เวลาพลบค่ำพวกกองตระเวนก็เที่ยวตรวจตราจนสามยาม เห้งเจียเห็นคนเหล่านั้นหลับนอนหมดแล้วก็ตรึกตรองว่า อาจารย์ของเราวันนี้เคราะห์ร้ายต้องจองจำทรมานทุกข์คืนหนึ่ง เพราะฉะนั้นตัวเราจึงไม่พูดออกมาได้ เวลานี้ก็เข้ายามสามเป็นเวลาที่อาจารย์จะสิ้นเคราะห์แล้ว เราจำจะต้องไปตรวจดูให้รู้เหตุ เวลาเช้าจะได้แก้ไขให้อาจารย์เราออกได้
   คิดดังนั้นแล้วก็แปลงตัวเป็นแมลงหวี่บินลอดมาตามรูกระเบื้อง แลไปก็เห็นแสงดาวเดือนสว่างไปทั้งท้องฟ้า จำทางได้ก็บินตรงไปยังบ้านเศรษฐีเข่าญวนหลาย มาถึงบ้านหนึ่งอยู่ใกล้แก่บ้านเศรษฐี บินลงจับที่ประตูบ้านเห็นแสงไฟสว่าง อันที่จริงเป็นบ้านที่เขาทำเต้าหู้ แลเห็นตาเฒ่ากำลังใส่ไฟ ยายเฒ่ากำลังคลุกถั่วจะทำเต้าหู้ ตาเฒ่าจึงร้องเรียกยายเฒ่าพูดว่า ท่านเศรษฐีเข่าญ่วนหลายมีบุตรมีทรัพย์แต่อายุน้อย เรากับเศรษฐีเวลายังเยาว์อยู่ด้วยอันเคยไปเรียนหนังสือด้วยกัน เราแก่กว่าเขาห้าปี บิดาเราเรียกเข่าเม้งมีนาสิบเก้าไร่ ให้เขาเช่าเก็บเงินก็ไม่ค่อยจะได้ เข่าญ่วนหลายอายุได้ยี่สิบปี บิดาเธอก็ถึงแก่กรรม เธอรักษาความสุจริตก็เป็นกุศล ชะตาขึ้น ไปขอเมียซึ่งเป็นบุตรสาวของท่านเตียวอ้อง เรียกนามว่าชวนจำ เข่าญ่วนหลายตั้งแต่ไปอยู่บ้านภรรยา ไร่นาก็ทำได้ผลให้เขาเช่าก็เก็บได้ ตั้ง​แต่นั้นมาก็มั่งมีเงินทองมาก หลายสิบหมื่นตำลึง อายุเธอได้สี่สิบเศษก็กลับใจเข้าในทางกุศล ตั้งอธิษฐานถวายเข้าแจสงฆ์หมื่นรูป เวลากลางคืนบังเอิญมีโจรเข้าปล้น พวกโจรเตะตาย คิดดูก็น่าสงสาร
   ปีนี้อายุเธอพึ่งได้หกสิบสองปี ควรจะได้รับซึ่งความสุขก็หารู้ไม่ว่าการกุศล กลับให้โทษร้ายดังนี้น่าสังเวชนัก เห้งเจียเงี่ยหูฟังได้ยินทุกประการแล้ว เวลานั้นก็จวนจะรุ่ง เห้งเจียก็บินเข้าไปในบ้านเข่าญ่วนหลาย แลไปก็เห็นห้องกลางตั้งศพเข่าญ่วนหลายมีเครื่องประดับและดอกไม้สีต่างๆ ตั้งธูปเทียนบูชา ยายเฒ่าภรรยาก็ร้องไห้อยู่ข้างโลง บุตรชายทั้งสองก็มานั่งร้องไห้คร่ำครวญ ลูกสะใภ้ก็ยกข้าวมาเซ่น เห้งเจียจับอยู่หัวโลง ก็ทำกระแอมไอขึ้นทีหนึ่งลูกสะใภ้ทั้งสองคนก็ตกใจ วิ่งล้มไม่เปนสมประดี บุตรชายทั้งสองก็ตกใจกลัว ก้มหน้าฟุบลงกับพื้นไม่กล้ากระดุกกระดิก ร้องว่าบิดาทำไมหลอกข้าพเจ้าเล่า แต่ยายเฒ่าใจกล้าเอามือตบเข้าที่หัวโลงทีหนึ่ง ร้องถามว่าท่านเข่าญ่วนหลายจะกลับเป็นมาแล้วหรือ
   เห้งเจียทำเป็นพูดแทนว่าเรายังไม่เป็นดอก บุตรชายก็ตัวสั่นไม่เป็นสมประดี ยายเฒ่าสะกดใจถามว่าท่านเข่าญ่วนหลายไม่กลับเป็นทำไมจึงพูดได้เล่า เห้งเจียพูดว่าพระยามัจุราชให้ยมบาลพาตัวเรามาบ้าน จะบอกให้รู้เหตุการณ์ว่านางชวนจำ ปากเราะร้ายทำฆ่าคนไม่มีโทษ ยายเฒ่าได้ฟังเรียกชื่อเดิมก็ตกใจกลัวคุกเข่าลงกับพื้นทำเคารพถามว่าท่านตาอายุข้าพเจ้าก็มากแล้ว ทำไมจึงมาเรียกชื่อเดิมเราเล่าแล้วว่าอะไรที่ไหนทำฆ่าคนไม่มีโทษ เห้งเจียพูด​ว่าทำไมจึงว่าพระถังซัมจั๋งถือคบไฟ โป๊ยก่ายร้องฆ่าคน ซัวเจ๋งปล้นเอาข้าวของเงินทองไป เห้งเจียเตะเศรษฐีตาย เจ้าเอาที่ไหนมากล่าวดังนี้ เหตุที่กล่าวเท็จทำให้คนดีต้องรับโทษทรมานทุกข์ พระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสามเดินไปตามทาง พบโจรผู้ร้ายเอาข้าวของเงินทองของเราไป
   ศิษย์ของพระถังซัมจั๋งจึงแย่งเอาทรัพย์ของเราคืนมาได้ ปราถนาจะเอากลับมาคืนให้แก่เรา เพื่อจะตอบแทนคุณเรา ทำไมพวกเจ้าจึงคิดใส่ความทำเรื่องราวฟ้องร้องกล่าวโทษเธอยังโรงศาล ผู้ชำระก็หาได้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนไม่ จับเธอไปคุมขังกระทำเธอให้ได้รับความเดือดร้อน เพราะฉะนั้นจึงได้ร้อนถึงเจ้าเจตคุปต์และพระภูมิเจ้าที่พากันนั่งไม่เป็นสุข จึงร้อนถึงพระยามัจจุราช ๆ จึงให้ยมบาลคุมเรามาบอกพวกเจ้าให้รู้สึก รุ่งพรุ่งนี้จงไปปล่อยเธอทั้งสี่คนออก ถ้าไม่ทำดังนั้นเราจะอยู่รบกวนเจ้า เอาทั้งบ้านไม่ว่าผู้ใหญ่เด็กหมู หมา เป็ด ไก่ให้วินาศทั้งสิ้นมิให้เหลือหลอ
   เข่าเหลียง เข่าต๊งทั้งสองได้ฟังดังนั้น ก็เอาศรีษะโขกลงกับพื้นร้องไห้อ้อนวอนว่า ขอบิดาได้กลับไปเถิดอย่าทำอันตรายแก่พวกข้าพเจ้าเลย รุ่งพรุ่งนี้ลูกจะไปยังศาลขอถอนฟ้อง แล้วท่านทั้งสี่นั้นจะทำความเคารพมิให้ได้ความเดือดร้อนต่อไป เห้งเจียจึงว่าถ้ากระนั้นจงเผากระดาษเงินกระดาษทองเราจะกลับไป พวกในบ้านไม่ว่าเด็กและผู้ใหญ่พากันออกมาเผากระดาษ เห้งเจียก็บินกลับไปยังบ้านตุลาการ เห็นผู้พิพากษาตื่นแล้วเดินออกมาล้างหน้า เห้งเจีย​บินเข้าไปจับห้องในเห็นมีโคมไฟตามอยู่ แลไปที่ฝาเห็นมีฉากแขวนอยู่ เขียนเป็นรูปขุนนางขี่ม้ามีคนตามหลังสองคน ๆ หนึ่งถือร่มกาง คนหนึ่งแบกเก้าอี้ ข้างหน้าฉากตั้งที่บูชา เห้งเจียพิศดูก็หารู้ว่าเป็นรูปผู้ใดไม่ บังเอิญผู้พิพากษาเดินกลับเข้ามาเช็ดหน้า เห้งเจียกระแอมขึ้นคำหนึ่ง ผู้พิพากษาก็ตกใจหวั่นหวาด รีบเดินเข้าในห้องสวมเสื้อยาวแล้วก็เดินออกมาที่หน้าโต๊ะบูชาจุดธูปเทียน บ่นว่าท่านลุงเกียงกงเจียน ข้าพเจ้าผู้หลานเกียงคุมซัมเหตุกุศลเข้าสอบไล่ได้ที่กุยกะนีกะเรียนที่สาม บัดนี้ได้เป็นขุนนางตำแหน่งผู้พิพากษา ข้าพเจ้าก็กระทำความเคารพจุดธูปเทียนบูชาอยู่ทุกเวลา วันนี้ทำไมจึงมีเสียงดังขึ้น ขอท่านลุงอย่าได้เป็นผีปีศาจเลยคนทั้งหลายจะตกใจกลัว
   เห้งเจียนึกหัวเราะอยู่ในใจก็รู้ได้ว่ารูปในฉากนั้นเป็นรูปลุงของผู้พิพากษา จึงร้องเรียกว่าเกียงคุนซัม ตัวได้เป็นขุนนางตำแหน่งผู้พิพากษาก็โดยได้พึ่งกุศลของปู่ย่าตายาย เป็นขุนนางที่ตั้งอยู่ในยุติธรรม ทำไมวันวานนี้จึงไม่รู้ จับเอาท่านทั้งสี่นั้นลงโทษว่าเป็นโจร ทำไมจึงมิได้ไตร่ตรองเค้ามูลเหตุเดิมมาอย่างไร เพราะเหตุเอาเธอไปขังไว้ จึงร้อนถึงเจ้าเจตคุปต์และพระภูมิเจ้าที่อยู่ไม่สุข ร้อนถึงพระยามัจจุราช ๆ ให้ยมบาลคุมตัวเรามาบอกแก่หลานให้ทราบ จงไตร่ตรองข้อความให้ละเอียด จงรีบปล่อยเธอทั้งสี่นั้นออก ถ้ามิฉะนั้นจะเอาตัวหลานไปยังนรกชำระ ผู้พิพากษาได้ฟังก็สะดุ้งจึงยกมือขึ้นเคารพพูดว่า ขอท่านลุงจงกลับไปเถิด หลานจะออกที่ชำระ​ปล่อยท่านทั้งสี่นั้นให้ออกพ้นจากขัง เห้งเจียว่าถ้ากระนั้นจงเผากระดาษเราจะบอกแก่พระยามัจจุราชให้รู้เหตุ ผู้พิพากษาก็เผากระดาษส่งไป
   เห้งเจียจึงบินออกจากบ้านผู้พิพากษา เวลานั้นแสงอาทิตย์ส่องสว่างก็บินเลยไปบ้านตี้เลงกุ้ย แลเห็นพวกกรมการทั้งหลายกำลังประชุมกัน ณ ศาลากลาง เห้งเจียคิดว่าถ้าจะพูดขึ้นด้วยแปลงอย่างนี้จะเป็นการไม่ดี คิดแล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศแปลงเป็นรูปใหญ่ เอาเท้าห้อยลงมากลางศาลา ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า พวกกรมการทั้งหลายจงคอยฟังเราคือพระอินทร์ให้เราลงมา ตัวเราคือเทพารักษ์ลาดตระเวน ว่าในเมืองนี้จำขังคนไม่มีโทษผิดกับลูกพระตถาคตเฆี่ยนตี กระทำให้หวาดไหวไปทั้งสามภพ เทพบุตรทั้งหลายพลอยร้อนไม่เปนสุข สั่งให้เรามาบอกแก่พวกท่านว่า รุ่งเช้าจงรีบปล่อยท่านทั้งสี่นั้นออก แม้ว่าชักช้าไปสั่งให้เราเอาเท้ากระทืบศาลให้แหลกทลายไปทั้งสิ้น และให้เหยียบกรมการเสียให้ตายทั้งเมืองไม่เลือกว่าใหญ่น้อย ทั้งไพร่บ้านพลเมืองไม่ให้เอาไว้ ทั้งป้อมและกำแพงก็ให้เหยียบทำลายเสียให้สิ้น
   ฝ่ายพวกกรมการทั้งหลาย เมื่อได้ฟังแล้วได้เห็นดังนั้น ต่างก็ตกใจกลัวทุก ๆ คน ก็พร้อมกันลงคุกเข่าพนมมือคำนับแล้วพูดว่า ขอเชิญท่านกลับไปเถิด จง งดโทษข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย พวกข้าพเจ้าจะได้พร้อมกันไปหาผู้รักษาเมือง และผู้พิพากษาให้รีบปล่อยมิให้ช้าได้ เห้งเจียเห็นพวกกรมการอ่อนน้อมดังนั้นแล้ว ก็แปลง​กลับเป็นแมลงหวี่ตามเดิม บินกลับเข้าไปในห้องขังคอยฟังว่าพวกเจ้าเมืองกรมการจะทำประการใด ฝ่ายผู้พิพากษาเวลารุ่งเช้าออกนั่งศาลจะใคร่ให้ป้ายสัญญาเปิดพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสามออกจะได้พิจารณาให้ได้ความเท็จและจริง ก็พอบุตรชายเศรษฐีทั้งสองเข้ามาร้องถอนฟ้อง ผู้พิพากษาได้ฟังก็โกรธพูดว่า เมื่อวานนี้เจ้าเอาเรื่องราวมาฟ้องร้อง เราก็ให้คนตามจับพวกผู้ร้ายมาให้แล้ว แลทรัพย์ของกลางก็ได้แล้ว เหตุใดจึงจะมาถอนฟ้องดังนี้เล่า
   เข่าเหลียง เข่าต๊งบุตรเศรษฐีทั้งสองคนร้องไห้แล้วเล่าเนื้อความที่บิดาเป็นปีศาจมาเล่าบอกให้ฟังทุกประการแล้ว จึงร้องขอว่าท่านได้โปรดด้วยเถิด ผู้พิพากษาได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าบิดาของเขาพึ่งตายใหม่ ๆ จะเป็นปีศาจมาบอกเล่าก็ควรอยู่ ลุงของเราตายไปหกเจ็ดปีแล้ว ทำไมเมื่อคืนนี้จึงมาบอกให้เราพิจารณาให้ละเอียด ดูก็เป็นที่น่าพิศวงมากอยู่ หากจะพิเคราะห์ดูพวกสงฆ์เหล่านี้ ถ้าเป็นโจรผู้ร้ายก็คงจะหลบหนีไป เหตุใดจะกลับมาดังนี้ หากจะจับผิดตัวไปเป็นแน่ กำลังตรึกตรองอยู่ดังนั้นก็พอเห็นพวกกรมการและขุนนางใหญ่น้อยทั้งหลายเดินตรงเข้ามาคำนับแล้วพูดว่า ข้าแต่ท่านผู้พิพากษาที่จับพวกพระสงฆ์ทั้งสี่ไว้นั้นเห็นจะไม่ดีเสียแล้ว เมื่อเวลาเช้านี้เง็กเซียงฮ่องเต้ใช้ให้เทพารักษ์ลงมาสั่งว่าให้ปล่อยพระสงฆ์ที่จำขังไว้นั้นโดยเร็ว พระสงฆ์เหล่านั้นมิใช่โจรผู้ร้าย คือเป็น​พระสุจริตไปอาราธนาพระธรรม หากว่าทิ้งไว้ให้เนิ่นช้าจะทลายบ้านเมืองและเหยียบย่ำผู้คนชายหญิงให้ตายเสียทั้งเมือง
   ผู้พิพากษาได้ฟังดังนั้นก็ตกตะลึงไปเป็นนาน ครั้นได้สติจึงสั่งผู้คุมให้รีบไปถอดพระถังซัมจั๋งกับศิษย์มาโดยเร็ว พวกผู้คุมก็ไปถอดตามสั่ง โป๊ยก่ายเป็นทุกข์บ่นว่าวันนี้จะชำระประการใดก็ยังไม่รู้ จะเฆี่ยนหรืออย่างไรอีกเป็นแน่ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า เราจะรับประกันให้ว่าแต่สักทีเดียวก็จะไม่ต้องถูกตี เราได้จัดแจงไว้เรียบร้อยดีแล้ว หากว่าขึ้นไปบนศาลอย่าทำคำนับ พวกเหล่านั้นคงต้องลงมาเชิญเราขึ้นไปนั่งที่อันสมควร เราจะแผลงฤทธิ์ให้พวกเหล่านั้นกลัวเราไปทั้งสิ้น พูดยังไม่ทันจะขาดคำ พวกขุนนางกรมการก็ลงมาคำนับเชิญทุก ๆ คน พูดว่าเมื่อเวลาวานนี้ท่านพระอริยสงฆ์มามีของกลางมาด้วย ก็ยังหาได้พิจารณาไม่ พระถังซัมจั๋งพนมมือเล่าความตามที่ได้มาพบพวกโจรให้กรมการฟังทุกประการ
   ขุนนางทั้งหลายพร้อมกันพนมมือพูดว่า พวกข้าพเจ้าทั้งหลายผิดแล้วย่อมมีโทษทุกคน เห้งเจียเดินเข้ามาใกล้พูดตวาดด้วยเสียงอันดังว่า ม้ากับข้าวของ ๆ เราจงรีบส่งมาโดยเร็ว วันนี้เราจะชำระพวกเจ้าที่เอาโทษร้ายมาใส่เราคนดี ๆ ว่าเป็นโจรผู้ร้าย พวกเจ้าจะมีโทษประการใด พวกขุนนางกรมการทั้งหลายเห็นเห้งเจียทำกิริยาดุร้ายดังนั้นก็พากันตกใจกลัวทุก ๆ คน จึงรีบเอาข้าวของและม้ามาคืนให้ เห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งทั้งสามต่างคนก็กระทำกิริยาดุร้าย พวกขุนนางกรมการแก้ตัวว่าพวกเศรษฐีมายื่นฟ้องกล่าวโทษจึงได้ทำ พระถังซัมจั๋ง​พูดห้ามสานุศิษย์ว่าถ้าดังนี้จะไม่แจ่มแจ้ง พวกเราพากันไปที่บ้านเศรษฐีซักไซ้ไล่เลียงดูว่า ผู้ใดเห็นว่าพวกเราเป็นโจรผู้ร้าย
   เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์ว่าดังนั้นถูกแล้ว ข้าพเจ้าจะทำให้เศรษฐีฟื้นขึ้นแล้วจะได้ถามเธอดูว่าผู้ใดตีเธอตาย ซัวเจ๋งก็อุ้มพระอาจารย์ขึ้นบ่าพากันไปบ้านเศรษฐี ฝ่ายขุนนางกรมการก็พร้อมกันตามพระถังซัมจั๋งมายังบ้านเศรษฐี ฝ่ายลูกเศรษฐีทั้งสองคนแลเห็นก็ลนลานพากันออกมารับยังประตูบ้าน คนในบ้านเศรษฐีไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ไว้ทุกข์ทุก ๆ คน เห้งเจียตรงเข้าไปถามว่า ผู้ใดเป็นต้นคิดเอาความร้ายใส่ให้พวกเราทั้งนี้ เห้งเจียห้ามคนในบ้านเศรษฐีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ว่าเจ้าอย่าร้องไห้ จงคอยเราจะเข้าไปพาตัวท่านเศรษฐีมาถามดูว่าผู้ใดฆ่าเธอให้ถึงแก่ความตาย จะได้ทำให้มันอายเล่น
   พวกขุนนางได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้นก็เข้าใจว่าพูดเล่น เห้งเจียจึงพูดว่าเชิญท่านทั้งหลายนั่งพูดเล่นเป็นเพื่อนอาจารย์สักประเดี๋ยว โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งจงอยู่รักษาอาจารย์ให้จงดี เราจะไปสักประเดี๋ยวจะกลับมา เห้งเจียสั่งเสร็จแล้วก็เดินออกนอกประตูบ้านเหาะขึ้นไปบนอากาศ คนทั้งหลายเห็นดังนั้นก็พากันจุดธูปเทียนนมัสการบูชา พากันเข้าใจว่าท่านพวกนี้เป็นผู้วิเศษ
   ฝ่ายเห้งเจียเหาะตรงลงไปยังเมืองนรก ครั้นถึงประตูเมืองก็ตรงเข้าไปยังตำหนักเซียมหลอเต้ยที่อยู่แห่งพระยาเงียมฬ่ออ๋อง ๆ แลเห็นตกใจลุกลงจากที่นั่งมาต้อนรับ ถามว่าท่านไต้เซียลงมาถึงนี่มีธุระอันใดหรือ เห้งเจียตอบว่าท่านเศรษฐีเข่าญวนหลายที่อยู่เมืองทงท่ายฮู้ตำบล​บ้านตี้เลงกุ้ยนั้นตายลงมาเดี๋ยวนี้วิญญาณไปอยู่ที่ไหน ขอให้พามาหาข้าพเจ้าสักหน่อยเถิด พระยาเงียมฬ่ออ๋องตอบว่า ท่านเศรษฐีเข่าญ่วนหลายนั้นเป็นคนใจบุญไม่มีผู้ใดจับเธอมา เธอมาโดยลำพังถึงนี่พบกับกิมอี้ท่งจื้อนำไปหาพระโพธิสัตว์ตี้จองอ๋องแล้ว
   เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็ลาเงียมฬ่ออ๋องตรงไปยังตำหนักจุ๊ยหุนเกง ครั้นถึงตรงเข้าไปกระทำนมัสการพระโพธิสัตว์ตี้จองอ๋อง แล้วจึงเล่าเรื่องเศรษฐีเข่าญ่วนหลายให้พระโพธิสัตว์ฟังทุกประการ พระโพธิสัตว์ได้ฟังก็มีความยินดีพูดว่า เศรษฐีเข่าญ่วนหลายนี้อายุในมนุษย์โลกก็ถึงเวลาแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาจะถึงแก่มรณะกรรมก็มิได้เจ็บป่วยล้มหมอนนอนเสื่อ อาตมาเห็นเธอเป็นคนใจบุญใจกุศลจึงให้เธอเป็นพนักงานบัญชีกุศล หากท่านใต้เซียจะมาเอาเธอกลับไปยังมนุษย์โลก อาตมาจะเพิ่มอายุให้อีกรอบหนึ่ง ให้เธอตามใต้เซียกลับไป พระโพธิสัตว์จึงให้กิมอี๊ท่งจื้อนำเศรษฐีเข่าญ่วนหลายออกมาพบแก่เห้งเจีย เศรษฐีเห็นเห้งเจียก็ร้องว่าท่านอาจารย์ช่วยข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด
   เห้งเจียว่าท่านถูกโจรเตะตายลงมาที่แห่งนี้คือเมืองนรก บัดนี้พระโพธิสัตว์ปล่อยให้ท่านไปยังมนุษย์โลกเพิ่มอายุให้ท่านอีกรอบหนึ่งถึง ๑๒ ปี แล้วจึงกลับลงมา ฝ่ายเศรษฐีเข่าญ่วนหลายได้ฟังดังนั้นก็ขอบคุณนมัสการลาพระโพธิสัตว์ เห้งเจียก็ลาพระโพธิสัตว์นำเอาวิญญาณจิตเสรฐีร่ายคาถาวิเศษเป่าแปรลมยัดใส่ในมือเสื้อแล้ว ก็เหาะกลับยังมนุษย์โลก ครั้นถึงก็ลดลงยังพื้นเดินเข้าบ้านเศรษฐี เรียกโป๊ยก่ายให้แก้ปลอกมัดโลงแล้วเห้งเจียจึง​เอาวิญญาณปล่อยเข้าในรูปกายของเศรษฐี บัดเดี๋ยวลมและโลหิตก็เดินทั่วกาย รู้สึกผุดลุกขึ้นออกมาจากโลง เดินมาทำคำนับพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสาม แล้วพูดว่าท่านอาจารย์ตัวข้าพเจ้าตายลงไปยังเมืองนรก ได้พึ่งสานุศิษย์ใหญ่ของท่านช่วยให้กลับเป็นขึ้นดุจดังว่าเกิดใหม่ พระเดชพระคุณหาที่เปรียบมิได้ แล้วหันไปเห็นขุนนางเจ้าเมืองกรมการทั้งหลายนั่งอยู่พร้อมหน้า
   เศรษฐีเข่าญ่วนหลายจึงกระทำคำนับทุก ๆ คนแล้ว จึงถามว่าท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายทำไมจึงมาพร้อมกันอยู่ที่บ้านข้าพเจ้าเล่า พวกเจ้าเมืองกรมการ จึงเล่าความให้เศรษฐีฟังตั้งแต่ต้นจนปลายทุกประการ เศรษฐีได้ฟังก็คุกเข่าลงคำนับพูดว่า ท่านเล่าเอี๊ยได้ทราบที่ใส่โทษเอาท่านทั้งสี่นั้นผิดไป เมื่อคืนวันที่พวกโจรมาปล้นบ้านข้าพเจ้านั้น ประมาณสามสิบคนจุดคบไฟถืออาวุธโห่ร้องอึกทึกเข้ามาปล้นเอาข้าวของ ๆ ข้าพเจ้า ๆ จึงออกมาดูแลพูดจาตามธรรมเนียมก็หาทันจะรู้สึกไม่ว่าพวกโจรเตะข้าพเจ้าถึงแก่ความตาย ไม่เกี่ยวข้องอะไรแก่ท่านทั้งสี่นี้เลย พูดแล้วเศรษฐีก็เรียกบุตรภรรยาออกมาพร้อมกัน แล้วบอกแก่ผู้พิพากษาว่า ขอท่านให้โปรดปรับโทษตามการเถิด เวลานั้นคนในบ้านเศรษฐีทุกคนออกมาทำความเคารพขอโทษตัวทุก ๆ คน ฝ่ายผู้พิพากษาเห็นดังนั้น ก็ยกโทษให้ทุก ๆ คน เศรษฐีจึงให้จัดเครื่องโต๊ะสามโต๊ะเลี้ยงเป็นการขอบคุณ ต่างรับประทานอาหารแล้วก็พากันกลับไปบ้าน รุ่งขึ้นวันที่สองเศรษฐีจัดให้จัดหาเครื่องแจถวาย​พระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสาม แล้วนิมนต์ให้หยุดพักอยู่ก่อน พระถังซัมจั๋งไม่ยอมอยู่ เศรษฐีจึงให้เป่าร้องวงศ์ญาติและชาวบ้านให้จัดแจงธงเทียวแห่ส่งอีกเหมือนเช่นครั้งก่อน
The Monkey King Quest For The Sutra เห้งเจียจอมอิทธิฤทธิ์ 2002 ตอนที่ 14-24 พากย์ไทย