Translate

09 กรกฎาคม 2568

[เล่ม 4] ตอนที่ 65 ไซอิ๋ว นวนิยาย

ก่อนหน้า 📝   อ่านต่อ 📖  
  ทั้งหมด   รูปภาพ   วีดีโอ   ข่าวสาร   
(บทที่ ๙๕)
ฝ่ายพระถังซัมจั๋งเดินตามเสด็จเข้าไปยังพระตำหนักใน ได้ยินเสียงพิณพาทย์มโหรีขับขานประสานเสียงออกแส้ไป แลมีกลิ่นสุคนธรสหอมระรื่นฟุ้งตระหลบไปทั้งตำหนัก พระถังซัมจั๋งก้มหน้าสำรวมเดินมิได้อาจแลเหลียว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็คลายบันเทิงใจ เกาะไหล่อาจารย์อยู่ และพิจารณาดูโดยกำลังทิพย์จักษุญาณทุก ๆ แห่ง เห้งเจียเห็นอาจารย์จิตใจไม่หวั่นหวาด ก็นึกสรรเสริญว่าเป็นสมณะจริง จิตตั้งอยู่ในความสงบระงับไม่มีความกำหนัดยินดีในกามคุณ บัดเดี๋ยวแลไปก็เห็นพระมเหสี และนางสนม เอก โท กับสาวใช้นางในพากันแห่ห้อมล้อมนางกงจู๊ออกมารับเสด็จ นางทั้งหลายถวายบังคมพร้อมกันว่าพระเจ้าหมื่นปี ๆ พระถังซัมจั๋งจิตใจให้รัวสั่นสะทกสะท้านพะว้าพะวังหาที่ตั้งมิได้
   เห้งเจียเหลือบไปเห็นนางกงจู๊ บนศรีษะ​มีไอปีศาจยักษ์พุ่งขึ้น แต่หาสู้ร้ายแรงนักไม่ จึงกระซิบบอกพระอาจารย์ว่า นางกงจู๊นั้นปลอมมิใช่จริง พระถังซัมจั๋งว่าถ้าจริงดังว่า ทำอย่างไรจึงจะได้เห็นจริงเล่า เห้งเจียว่าถ้าอยากจะให้รู้ชัดต้องกลับเป็นรูปเดิมจึงจะจับมันได้ พระถังซัมจั๋งห้ามว่าไมได้ พระเจ้าแผ่นดินจะตกพระไทยวุ่นวายกันไปทั้งวัง รอให้เสด็จกลับไปยังที่แล้ว จึงค่อยแผลงฤทธิ์เดชอานุภาพต่อภายหลัง ฝ่ายเห้งเจียเป็นคนใจร้อนรออยู่ไม่ได้ ก็ไหวกายกลายกลับเป็นรูปเดิม ร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง กระโดดมาจับยึดเสื้อนางกงจู๊ ด่าว่าอีรากษสยักษ์ร้าย มึงทำเล่ห์กลแอบแฝงสำราญอยู่ในนี้ยังไม่พอ ทำกลอุบายหลอกลวงอาจารย์เรา คิดทำลายพรหมจรรย์ สันดานมึงชั่งเต็มไปแต่ด้วยกามรากไม่รู้สึกโทษที่จะต้องไปทนทุกข์ในนรกเลย
   ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินได้เห็น แลได้ยินดังนั้นก็ตกพระทัย นางฮ่องเฮาแลนางสนมกำนัน ก็พากันตกใจล้มคว่ำล้มหงายไม่เป็นสมปฤดี บ้างก็วิ่งหนีซ่อนเร้นเอาตัวรอด พระถังซัมจั๋งก็ระรัวสั่นไปทั้งกาย เข้าประคองพระเจ้าแผ่นดินทูลว่าพระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย นี่คือศิษย์ของอาตมภาพแผลงฤทธิ์เพื่อจะใคร่รู้เท็จจริง
   ฝ่ายนางกงจู๊ปีศาจปลอม เห็นไม่สมคิดแน่แล้ว ก็ถอดเครื่องแต่งตัวทั้งเสื้อผ้าฉีกทิ้งเสีย สลัดหลุดจากมือเห้งเจียวิ่งหนีไปในสวนดอกไม้เข้าศาลพระภูมิ ได้ตะบองสั้นอันหนึ่งหวนกลับมาเข้ารบ​กับเห้งเจีย ๆ ก็ชักตะบองเหล็กออกรบกับปีศาจ ต่างออกกำลังรบกันกึกก้องโกลาหลที่ในสวนดอกไม้ แล้วแผลงฤทธิ์เหาะขึ้นบนอากาศรบกันสนั่นหวั่นไหว พวกชาวเมืองต่างก็ตกใจไหวหวั่นครั่นคร้าม พระถังซัมจั๋งร้องว่าขอพระองค์อย่าได้ตกพระทัยไปเลย แล้วบอกพวกสาวสันกำนันในว่าอย่ากลัว นางกงจู๊ของท่านนั้นเป็นปีศาจปลอมเข้ามาอยู่ ส่วนบุตรของท่านนั้นคอยไห้ศิษย์ของอาตมภาพจับปีศาจได้แล้ว จึงไปรับกงจู๊ที่แท้จริงนั้นมาให้จึงจะรู้เหตุผลเอาเป็นจริงแน่ได้
 ฝ่ายนางในได้ฟังพระถังซัมจั๋งพูดบอกดังนั้น ก็ค่อยได้สติคลายจากความหวาดเสียว นางกำนันจึงไปเก็บเอาเสื้อผ้าที่นางกงจู๊ถอดทิ้งไว้ให้นางฮ่องเฮ้าดู แล้วพูดว่านางถอดทิ้งไว้นี้ บัดนี้ขึ้นไปรบอยู่กับสานุศิษย์ของพระที่บนอากาศ คงจะเป็นปีศาจแน่ เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินกับฮองเฮ้าแลนางในทั้งหลาย ก็ค่อยได้สติหายกลัวพากันแลดูบนอากาศ ฝ่ายปีศาจกับเห้งเจียรบกันยังไม่แพ้และชนะ เห้งเจียจึงร้องขึ้นคำหนึ่งแกว่งตะบองร้องให้แปลง ตะบองก็มีมานับหมื่นอันควงแกว่งดุจงูและมังกรโลดโผนเข้ารุกไล่ตีนางปีศาจโดยสามารถ นางปีศาจเหลือกำลังที่จะรบรอต่อยุทธ์ แล้วก็ไหวกายบันดาลเป็นสายลมเขียวหนีไปทางทิศปราจิณ เห้งเจียเห็นดังนั้นก็เรียกตะบองคืนกลับเข้าตัวแล้วจึงเหาะขึ้นบนอากาศรีบไล่ตามนางปีศาจไป
   เห้งเจียเหาะตามนาง​ปีศาจกระชั้นมา จวนใกล้ประตูสวรรค์ไซทีหมึง แลไปก็เห็นธงทิวปลิวสลับสลอนยืนขวางหน้าอยู่ เห้งเจียจึงร้องด้วยเสียงอันดังว่า ท่านทั้งหลายที่เฝ้าประตูสวรรค์นั้น จงช่วยสกัดจับอีมารร้ายอย่าให้หนีไปได้ ฝ่ายหมู่เทพยดาคือท้าวจตุราชฮูก๊กทีอ๋อง กับนายทหารทั้งสี่นาย ได้ยินเห้งเจียร้องมาดังนั้น ต่างก็เตรียมอาวุธรายกันออกคอยสกัดกั้นไว้
   ฝ่ายนางปีศาจเห็นจวนตัวจะหนีไปก็มิได้ จึงหวนกลับมารบแก่เห้งเจียโดยสามารถมิได้คิดแก่ชีวิต นางปีศาจถือตะบองสั้นเข้าตะลุมบอน เห้งเจียถือตะบองวิเศษเข้ารอรบแก่นางปีศาจโดยแข็งแรง เห้งเจียรบพลางพิจารณาดูตะบองของนางปีศาจ เห็นข้างหนึ่งเล็กข้างหนึ่งใหญ่ ดุจดังว่าไม้สากตำเข้า เห้งเจียจึงตวาดถามด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยนางปีศาจเองถืออาวุธอันใดมาต่อสู้แก่เรา นางปีศาจเมื่อได้ยินเห้งเจียถามมาดังนั้น จึงตอบว่าถ้าท่านอยากจะรู้จงเงี่ยหูลงฟังเราจะบอกให้ อาวุธอันนี้เทพยดาประกอบธาตุอันวิเศษให้ ประกอบด้วยมูลสันดานของเราอยู่บนสวรรค์ มีสีสว่างไสวประกอบไปด้วยฤดูสี่คือ (ชุนเห้ชิวตัง) บัดนี้อยู่กับเราบนวิมานพระจันทร์ คือเป็นหินบดวิเศษอันหนึ่ง หากว่าตีมนุษย์ทีหนึ่งก็จะถึงแก่ความตาย
   เห้งเจียได้ฟังนางปีศาจเล่าให้ฟังดังนั้นก็หัวเราะก๊ากใหญ่แล้วจึงพูดว่า อ่อดังนั้นดอกหรืออีเดรัจฉาน หาก​มึงอยู่ในดวงพระจันทร์จริงดังนั้น ทำไมเองจึงไม่รู้จักฝีมือเรา จึงบังอาจสามารถมาต่อสู้แก่เราเล่า เจ้าจงรีบยอมเสียโดยดีเราจะไว้ชีวิตเจ้าให้ยาวยืนต่อไปอีกสิ้นกาลนาน นางปีศาจได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น จึงพูดว่าเราจำได้ว่าเมื่อห้าร้อยปีก่อน ท่านขึ้นไปทำวุ่นวายจลาจลบนสวรรค์ มีนามเรียกว่าเป๊กเบ๊อุนคนเฝ้าม้ามิใช่หรือ อันความจริงก็ไม่ควรจะผ่อนผันยอมแพ้ท่าน เพราะด้วยทำลายการสามีภรรรยาเขาความพยาบาทดุจฆ่าบิดา มารดา เพราะฉะนั้นจึงต้องคิดต่อสู้กว่าชีวิตจะหาไม่ เห้งเจียได้ฟังปีศาจว่าดังนั้น ก็ยิ่งบันดาลโทโสคั่งแค้นแกว่งตะบองจ้วงโจมโถมเข้าตีรัน
   นางปีศาจก็ยกไม้หินบดขึ้นต่อสู้รอรบแก่เห้งเจียโดยสามารถ รบรอต่อสู้กันอยู่ที่หน้าประตูสวรรค์น่ำทีหมึงประมาณยี่สิบเพลง นางปีศาจเห็นว่าจะเอาชัยชนะเห้งเจียมิได้ ก็ยกหินบดฟาดไปทีหนึ่งบันดาลเป็นแสงสว่างร้อยพันหมื่นสายแล้วก็รีบหนีไปทางทิศอาคเนย์ เห้งเจียก็ไล่ติดตามมา บัดเดี๋ยวมาถึงภูเขาหนึ่ง ปีศาจก็บันดาลแสงสว่างสูญหายลงไปในยอดภูเขานั้น เห้งเจียเที่ยวค้นหาก็ไม่พบเห็น มีความสงสัยและวิตกเกรงว่าปีศาจจะหวนกลับแอบไปในเมือง จะทำร้ายแก่พระอาจารย์ เห้งเจียดำริดังนั้นแล้ว ก็พิจารณาดูจำภูเขานั้นได้แน่แล้ว ก็รีบเหาะกลับไปยังเมือง เวลานั้นประมาณเวลาบ่ายสี่โมงเศษ
   ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสีและพระสนมนางกำนัลใน กำลังสะดุ้งตกใจครั่นคร้ามกลัวอยู่ด้วยกันทุกคน แลเห็นเห้งเจียยืนอยู่บน​เมฆลอยลงมาเรียกพระอาจารย์ว่าข้าพเจ้ามาแล้ว พระถังซัมจั๋งจึงพูดว่าเห้งเจียจงหยุดก่อน อย่าเพิ่งเข้ามาทำให้วุ่นวาย พระเจ้าแผ่นดินจะตกพระทัย แล้วพระถังซัมจั๋งถามเห้งเจียต่อไปว่า ท่านไปตามกงจู๊ปลอมนั้นได้ความประการใด เห้งเจียยืนพนมมืออยู่ข้างนอกตำหนักตอบว่า อีนางกงจู๊ปลอมนั้น คือปีศาจแปลงตัวข้าพเจ้ารบแก่มัน ๆ สู้มิได้พ่ายแพ้หนีไป ข้าพเจ้าได้ตามไปถึงภูเขาแห่งหนึ่ง ปีศาจนั้นก็สูญหายไป ข้าพเจ้าได้เที่ยวค้นหาก็มิได้พบเห็น ข้าพเจ้าวิตกเกรงว่ามันจะกลับวกมาทำร้ายแก่อาจารย์จึงได้รีบเหาะกลับมา
   พระเจ้าแผ่นดินเมื่อพระองค์ได้ทรงฟังเห้งเจียพูดแก่พระถังซัมจั๋งดังนั้น พระองค์จึงยึดพระถังซัมจั๋งไว้แล้วถามว่า ก็นางนั้นเป็นปีศาจแล้ว ส่วนบุตรีแห่งข้าพเจ้าไปอยู่แห่งใดเล่า เห้งเจียจึงทูลพระเจ้าแผ่นดินว่า รอให้ข้าพเจ้าจับปีศาจได้ก่อนแล้ว กงจู๊ของพระองค์ก็คงจะได้กลับคืนมา ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเลย
   ฝ่ายพระมเหสีกับสนมนารีทั้งปวง เมื่อได้ฟังเห้งเจียทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินดังนั้น ก็ค่อยคลายความหวาดเสียว ทุก ๆ คนพากันมาคำนับเห้งเจียแล้วจึงพูดว่า ขอท่านผู้วิเศษให้นางกงจู๊กลับมาได้ดังว่าแล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายจะขอบพระเดชพระคุณท่านเป็นที่ยิ่ง เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงพูดว่า ที่ในราชวังในนี้ ข้าพเจ้าไม่ควรจะคิดการ ขอพระองค์ได้โปรดพาพระอาจารย์ออกไปข้างนอกที่ข้าราชการเฝ้า ให้​นางในกลับเข้าไปเสียข้างใน และเรียกน้องของข้าพเจ้าทั้งสองคนมารักษาอาจารย์ ข้าพเจ้าจะได้กลับไปจับนางปีศาจนั้นมาให้จงได้ ทั้งจะได้ปรากฎในความชอบของข้าพเจ้า
   พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียว่าดังนั้น ก็มีความยินดีพร้อมด้วยพระถังซัมจั๋ง เสด็จออกมายังท้องพระโรงที่ออกขุนนาง ฝ่ายพระมเหสีและนางสนมก็กลับเข้าพระราชวังใน พระองค์จึงรับสั่งแก่เจ้าพนักงานจัดเครื่องมาเลี้ยงเห้งเจีย และรับสั่งให้หาตัวโป๊ยก่าย ซัวเจ๋งเข้ามาเฝ้า เห้งเจียสั่งเสียน้องทั้งสองคนให้ดูแลเอาใจใส่รักษาพระอาจารย์ทุกประการแล้ว เห้งเจียก็เหาะขึ้นบนอากาศหมายทิศอาคเนย์ บัดเดี๋ยวก็มาถึงยอดเขา เที่ยวสอดส่องค้นหาปีศาจ
   ฝ่ายนางปีศาจเมื่อหนีเห้งเจียมาลงที่เขาแล้ว ก็มุดเข้าไปในถ้ำเอาศิลามาปิดปากถ้ำซ่อนตัวอยู่ในนั้นมิได้ออกมา เห้งเจียเที่ยวค้นหาพักหนึ่ง ไม่เห็นปีศาจก็มีความร้อนใจ จึงร่ายมนต์เรียกเจ้าเขาเจ้าที่มาในทันใดนั้น เห้งเจียจึงถามว่าภูเขานี้เรียกว่าภูเขาอะไร ในตำบลนี้มีปีศาจมากน้อยเท่าใด จงบอกมาโดยเร็วแต่ตามจริง เจ้าทั้งสองคุกเข่าลงคำนับแล้วบอกว่า ขอท่านได้ทราบ อันภูเขานี้มีนามเรียกว่า (ม้อเถ้าซัว) ที่เขานี้มีรังกระะต่ายอยู่สามแห่ง ดั้งเดิมมาก็ไม่มีปีศาจยักษ์มาร เป็นที่ชัยภูมิงามดี ไม่มีปีศาจยักษ์ร้ายหามิได้ แม้ท่านจะไปหาปีศาจยักษ์ร้ายก็จงไปหาทางทิศไซทีเถิดจึงจะมี เห้งเจียพูดว่าเราพึ่งขับไล่ปีศาจมาเดี๋ยวนี้ ทำไม​จึงว่าไม่เห็นปีศาจเล่า
   เจ้าเขาเจ้าที่ทั้งสองได้ฟังเห้งเจียพูดดังนั้น ก็นำเห้งเจียไปที่รังกระต่ายสามแห่งนั้น ค้นหาปีศาจที่เชิงเขาก่อน เห็นมีกระต่ายสองสามตัวเที่ยวกินหญ้าอยู่ เห็นคนมากระต่ายก็ตกใจวิ่งหนีไป แล้วพาไปหาที่บนยอดเขา แลไปก็เห็นปากถ้ำ มีศิลาใหญ่ปกปิดอยู่แน่นหนา เจ้าเขาเจ้าที่ทั้งสองจึงชี้ว่า เห็นปีศาจจะอยู่ในถ้ำนี้เป็นแน่แล้ว จงงัดเอาก้อนศิลานั้นออกเข้าไปค้นดูเถิด เห้งเจียจึงเอาตะบองงัดก้อนศิลาที่ปิดปากถ้ำอยู่นั้น ออกแล้วก็จะเข้าไปค้นดู ฝ่ายนางปีศาจซึ่งเข้าไปซ่อนอยู่ในถ้ำ ครั้นได้ยินเสียงประตูทลายลงดังนั้น ก็ร้องตวาดออกมาด้วยเสียงอันดัง มือก็ถือลูกหินบดกระโดดออกมาตีเอาเห้งเจีย ๆ ก็แกว่งตะบองรับรบกัน เจ้าเขาเจ้าที่เห็นดังนั้นก็ตกใจ พากันหนีไปเที่ยวซุกซ่อนตัว  นางปีศาจก็ด่าว่าเจ้าเขาเจ้าที่ว่า นำเห้งเจียมาค้นหาจึงได้มาพบปะฉะนี้ ปากก็บ่นว่ามือก็รบแก่เห้งเจีย แล้วก็เหาะขึ้นบนอากาศ
รูปภาพ ; แม่นางท้ายอิมแช คือ เป็นพระจันทร์ ซึ่งเป็นเจ้าของนางปีศาจกะต่าย ๆ หนีลงมาแปลงตัวปลอมเป็นนางก๋งจื้อราชบุตรีของเจ้าเมืองเทียนเต๊กก๊ก ครั้นเมื่อเห้งเจียไล่นางกะต่ายไปจวนจะถึงแก่ชีวิต ก็เสด็จลงมาพร้อมด้วยนางฟ้า ขอโทษนางกระต่ายได้แล้ว ก็พานางกระต่ายกลับไปยังวิมาน
   เวลานั้นก็จวนจะพลบค่ำ ได้ยินเสียงบนอากาศร้องลงมาว่า ท่านใต้เซี้ยอย่าเพิ่งลงมือก่อน เห้งเจียหันไปดูก็เห็นท้ายอิมแช คือ พระจันทร์ มีนางฟ้าแห่ห้อมล้อมเป็นบริวาร เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ย่อตัวคำนับ ถามว่าท่านท้ายอิมจะไปข้างไหนด้วยหรือ ท้ายอิมแชตอบว่าปีศาจที่สู้รบอยู่แก่ท่านนั้น คือนางกระต่ายที่อยู่ในตำหนักพระจันทร์ ในห้องยาทิพย์มันลักหินบดหนีมา ข้าพเจ้าเห็นว่ามันจะถึงที่ตายเสียวันนี้​แล้ว จึงได้ตามมาเพื่อจะช่วยชีวิตมันให้รอดอยู่ก่อน ขอท่านใต้เซี้ยได้อนุญาตยกโทษมันให้แก่ข้าพเจ้าเถิด เห้งเจียได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่าท่านท้ายอิมได้ออกปากขอแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่อาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ แต่มันทำผิดได้ลักนางกงจู๊พระราชบุตรีของพระเจ้าแผ่นดินเทียนเต๊กก๊กไปซ่อนไว้ แล้วแปลงรูปปลอมเป็นนางกงจู๊คิดจะทำลายพรหมจรรย์พระอาจารย์ของข้าพเจ้า อันโทษนั้นก็ยากที่จะผ่อนผันให้มันได้
   ท้ายอิมแชได้ฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น จึงพูดว่าท่านใต้เซี้ยยังไม่ทราบถึงเหตุเดิม อันกงจู๊นั้นมิใช่คนในมนุษย์โลก เดิมทีเป็นนางฟ้าอยู่ในองค์พระจันทร์ จุติลงมาเกิดเป็นพระราชบุตรีของพระเจ้าแผ่นดินเทียนเต๊กก๊ก นางกระต่ายนั้นมีความพยาบาท ด้วยเมื่อยี่สิบปีก่อนนางกงจู๊ตบเอานางกระต่าย ๆ จึงได้หนีตามลงมาแก้แค้น ลักนางกงจู๊ไปทิ้งไว้นอกเมือง ข้อที่นางกระต่ายจะคิดทำลายพรหมจรรย์ของพระถังซัมจั๋งนั้น ท่านใต้เซี้ยก็ได้ช่วยแก้ไขตัดรอนได้แล้ว ก็ไม่เป็นอันตรายถึงแก่ความเสียหาย เพราะฉะนั้นขอท่านใต้เซี้ยได้เห็นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด โปรดยกโทษให้แก่มันข้าพเจ้าจะได้พากลับไปสวรรค์ตามเดิม
   เห้งเจียได้ฟังท้ายอิมแชว่าดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า หากมีมรรคผลอบรมดังนั้นข้าพเจ้าก็ไม่อาจขัดได้ แต่วิตกว่าท่านพานางกระต่ายไปแล้ว เกรงเจ้าเมืองเทียนเต๊กก๊กจะไม่เชื่อข้าพเจ้า ขอท่านท้ายอิมแชได้พานางฟ้าพร้อมด้วยนางกระต่ายไปยังเมืองเต๊กก๊ก ให้เจ้าแผ่นดินและขุนนางราษฎรเห็นเป็นพยาน จะให้แจ่มแจ้งซึ่งฝีมือและกำลัง​อำนาจแห่งข้าพเจ้า และจะได้ปรากฎว่าเดิมนางกงจู๊อยู่บนสวรรค์ได้จุติลงมาเอากำเนิดในมนุษย์โลกจะได้ทราบ ซึ่งเหตุผลเวรกรรมของนางกงจู๊ว่าเป็นประการใด ท้ายอิมแชได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น จึงเอามือชี้นางปีศาจร้องตวาดว่า ยังไม่คิดกลับตัวอีกหรือ
   ปีศาจก็กลับกลายไปเป็นกระต่ายตามเดิม เห้งเจียเห็นดังนั้นก็มีความยินดีเหาะนำหน้าตรงมายังเมือง ท้ายอิมแชกุนก็นำฝูงนางฟ้าและนางกระต่ายเหาะตามเห้งเจียมายังเมืองเทียนเต๊กก๊ก เวลานั้นก็พลบค่ำแสงจันทร์กระจ่างในท้องฟ้าเจ้าเมืองเทียนเต๊กก๊กกับพระถังซัมจั๋ง แลเห็นข้างทิศอาคเนย์มีแสงสว่างดุจกลางวัน และได้ยินเสียงเห้งเจียเรียกและบอกว่า ให้เชิญพระมเหสีกับสนมนางในออกมาดู ที่ในกลดนั้นคือท่านท้ายอิมแชกุน (พระจันทร์) สองข้างที่ห้อมล้อมมานั้น คือ นางเทพทิดา นางกระต่ายนั้นคือปีศาจที่แปลงเป็นนางกงจู๊ บัดนี้กลับเป็นรูปเดิม พระเจ้าแผ่นดินเทียนเต๊กก๊ก เมื่อได้ฟังดังนั้นจึงรับสั่งให้พระมเหสีและสนมนางในออกมากระทำนมัสการ ทั้งขุนนางข้าราชการก็พากันคุกเข่าลงคำนับทุกๆ คน ราษฎรพลเมืองก็พากันตั้งโต๊ะจุดธูปเทียนบูชาทุกบ้านเรือน
   ฝ่ายโป๊ยก่ายนิสัยตนหนักอยู่ในการกำหนัดยินดี ในรูปเสียงกลิ่นรส สัมผัส เมื่อได้เห็นนางฟ้ามาดังนั้น ก็เหาะขึ้นไปบนอากาศตรงเข้าจับต้องนางฟ้า แลพูดจาเล้าโลมด้วยจิตกำหนัด เห้งเจียเห็นดังนั้น จึงจับมือโป๊ยก่ายไว้แล้วก็ด่าว่าอ้ายหมูกินรำ เหตุไฉน​จึงมาทำการหยาบช้าลามกดังนี้ เห็นสมควรแก่เราที่เป็นบรรพชิตผู้ถือบวชแล้วหรือไฉน โป๊ยก่ายได้สติรู้สึกจึงตอบแก้ตัวว่าเปล่า หยอกเอินเล่นนิดหน่อยเท่านั้นพอแก้รำคาญ ด้วยนานแล้วมิได้พบปะกัน เห้งเจียจับโป๊ยก่ายลากแล้วผลักให้ลงมายังพระธรณี
   ฝ่ายท่านท้ายอิมแชกุน ครั้นเสร็จธุระแล้ว ก็เคลื่อนที่พานางฟ้ากับนางกระต่ายกลับไปยังสถานวิมานสวรรค์ เห้งเจียก็ลงมายังพื้น พระเจ้าแผ่นดินเทียนเต๊กก๊กก็มาคำนับขอบคุณเห้งเจีย ตรัสว่าข้าพเจ้าให้พึ่งท่านผู้วิเศษ อันมีฤทธาอานุภาพจึงได้ปราบปีศาจได้ อันบุตรีสาวของข้าพเจ้านั้นบัดนี้อยู่แห่งหนตำบลใดเล่า เห้งเจียตอบว่าอันนางกงจู๊ราชบุตแห่งท่านนั้น หาใช่คนในมนุษย์โลกนี้ไม่ คือนางฟ้าอยู่ในตำหนักพระจันทร์ เดิมเมื่อยี่สิบปีก่อนนางได้ตบนางกะต่ายทีหนึ่ง นางจึงได้จุติลงมาเอากำเนิดในมนุษย์โลกนี้ นางกระต่ายมีความพยาบาทจึงหนีลงมาจากสวรรค์ จึงได้แปลงตัวมาจับนางกงจู๊ทิ้งไปนอกเมือง นางกระต่ายได้แปลงตัวเข้ามาอยู่หลอกลวงพระองค์ ตามเหตุผลที่ข้าพเจ้าเล่ามานี้ ตามท่านท้ายอิมแชกุนบอกเล่ามาวันนี้จับนางปีศาจได้แล้ว พรุ่งนี้จึงจะไปรับพระราชบุตรีของพระองค์มา
   พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังเห้งเจียชี้แจงดังนั้น ก็ทรงพระกรรแสงโดยทรงพระอาลัยถึงพระราชธิดา บิดาไม่รู้ที่ว่าลูกจะไปอยู่แห่งหนตำบลใด เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะแล้วจึงทูลว่า พระองค์อย่า​ได้ทรงพระวิตกไปเลย อันราชธิดาของพระองค์นั้น บัดนี้อยู่ที่วัดเป๊ากิมยี่ เวลานี้ก็ค่ำมืดแล้ว ต่อเวลาพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะไปนำนางกงจู๊มาถวายพระองค์ ๆ อย่าได้ทรงพระวิตกเลย ฝ่ายพวกขุนนางข้าราชการทั้งหลายพร้อมกันคุกเข่าลงกราบทูลว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระวิตกเลย ด้วยท่านผู้วิเศษทั้งหลายนี้รู้เหตุผลต้นปลายทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบันกาล ทั้งเหาะเหินเดินอากาศได้ คงจะสามารถนำพระราชบุตรีของพระองค์มาถวายได้เป็นแท้ พระเจ้าแผ่นดินเมื่อได้ทรงฟังพวกขุนนางทูลดังนั้น ก็ค่อยบรรเทาความโศก จึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ เข้าพักในตำหนักเล่าชุนเต๊งในคืนวันนั้น
   ครั้นรุ่งเช้าก็เสด็จออกขุนนางรับสั่งให้ขันธีพาพระถังซัมจั๋งมาเฝ้า พร้อมกันกับศิษย์ทั้งสาม จึงตรัสถามว่าท่านจะโปรดประการใดจึงจะได้นางกงจู๊บุตรีของข้าพเจ้าคืนมา พระถังซัมจั๋งจึงยก กรณีเหตุ ซึ่งนางกงจู๊ ตกอยู่ที่วัดเป๊ากิมยี่ให้พระเจ้าแผ่นดินฟังทุกประการ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงพระกรรแสงทั้งพระมเหสีและสนมนารีก็พากันร้องไห้มิอาจอดกลั้นความโศกได้ พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามพระถังซัมจั๋งว่า วัดเป๊ากิมยี่มีระยะทางใกล้ไกลสักเท่าไร พระถังซัมจั๋งทูลว่าประมาณหกร้อยเส้น พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่รักษาพระนคร ส่วนพระองค์กับพระมเหสีและนางสนมกรมในข้าราชการ และพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสามเสด็จออกจากพระราชวัง
   ​ฝ่ายเห้งเจียก็เหาะขึ้นกลางอากาศไปถึงวัดก่อน หมู่พระสงฆ์ในวัดเห็นเห้งเจียมาต่างองค์ก็มาคำนับ ถามว่าเมื่อท่านไปก็เห็นเดินดินไปกับท่านทั้งสาม วันนี้ทำไมจึงลงมาจากอากาศแต่ผู้เดียวเล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วถามว่าท่านเจ้าวัดอยู่หรือไม่ นิมนต์ออกมาจัดตั้งที่บูชารับเสด็จพระเจ้าแผ่นดินเทียนเต๊กก๊ก ด้วยพระมเหสีและขุนนางข้าราชการ แลพระอาจารย์ของข้าพเจ้าก็ตามเสด็จมาด้วยพร้อมกัน พระสงฆ์ทั้งหลายก็หาทราบเหตุการณ์ไม่ จึงเข้าไปนิมนต์เจ้าวัดออกมา เจ้าอธิการเห็นเห้งเจียก็ย่อตัวปราศรัยถามว่า เรื่องนางกงจู๊นั้นเป็นประการใดหรือ เห้งเจียก็เล่าให้เจ้าอธิการฟังตั้งแต่ต้นจนปลายทุกประการ เจ้าวัดยกมือขึ้นขอบใจเห้งเจีย ๆ บอกว่าท่านอย่าช้า ท่านรีบตั้งเครื่องบูชารับพระเจ้าแผ่นดินเถิด
   พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังจึงเข้าใจว่า ที่ลั่นกุญแจไว้ในห้องนั้น คือกงจู๊ พระสงฆ์ทุก ๆ รูปก็พากันตกใจ ต่างก็พากันไปวัดจัดแจงตั้งเครื่องสักการะบูชา แล้วครองจีวรทุก ๆ องค์มาคอยรับพระเจ้าแผ่นดิน ในทันใดนั้นพระเจ้าแผ่นดินก็พอเสด็จมาถึงยังประตูวัด ทอดพระเนตรเห็นพระสงฆ์มาคอยรับอยู่พรักพร้อม แลเห็นเห้งเจียยืนอยู่ท่ามกลาง พระเจ้าแผ่นดินจึงถามเห้งเจียว่า ทำไมท่านจึงมาถึงก่อนเล่า เห้งเจียหัวเราะแล้วจึงทูลว่า ข้าพเจ้าไหวกายทีหนึ่งก็ไปได้ตั้งพันโยชน์ ครั้นพวกขุนนางและพระถังซัมจั๋งมาถึงพร้อมกัน จึงนำพระเจ้าแผ่นดินเข้าไปที่หลังวัด ที่ห้องขัง​นางกงจู๊อยู่นั้น ฝ่ายนางกงจู๊อยู่ในห้องมืด ก็ยังทำเป็นคลั่งเคลิ้มพูดจาไม่เป็นปรกติ เจ้าอธิการจึงชี้ให้พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรว่า ที่ห้องนี้เป็นห้องที่นางกงจู๊อยู่ในนั้น
   พระถังซัมจั๋งสั่งให้ถอดกุญแจเปิดประตูออกแล้ว พระเจ้าแผ่นดินกับพระมเหสีแลเข้าไปก็เห็นนางกงจู๊ผู้บุตรก็จำได้แน่ใจ ตรงเข้าสวมกอดเอาพระราชธิดาแล้ว ก็ทรงพระกรรแสงแล้วจึงตรัสว่า บิดา มารดามีความทุกข์ร้อน โอ้ลูกเอ๋ยกรรมเวรของเจ้าทำไว้แต่ปางใด จึงได้มาทรมานทุกข์อยู่ดังนี้เล่า ต่างคร่ำครวญโศกาอาดูรรำพันไปต่าง ๆ พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้พนักงานเอาน้ำมาชำระขัดสีล้างพระราชบุตรีแล้ว ให้ผลัดเสื้อผ้านุ่งห่มเสียใหม่เสร็จแล้ว ก็เสด็จขึ้นประทับบนราชรถจะกลับยังพระราชวัง เห้งเจียพนมมือกราบทูลว่า ข้าพเจ้ายังมีกิจธุระอยู่ข้อหนึ่งขอพระองค์ได้ทราบ พระเจ้าแผ่นดินตรัสถามว่า ท่านมีธุระจะสั่งเสียอะไรหรือ เห้งเจียทูลว่าตำบลนี้มีภูเขาหนึ่งนามว่าแป๊ะเคียดซัว ได้ทราบว่าในเขานี้มีตะขาบปีศาจตนหนึ่ง ถ้าเวลาพลบค่ำแล้วมักกระทำร้ายแก่พวกพ่อค้าไปมาค้าขายอยู่เสมอ ๆ ข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าตะขาบนั้นแพ้ไก่ จงให้หาไก่สักพันตัวมาปล่อยในที่นี้ เพื่อจะได้แก้ซึ่งสัตว์ร้าย แล้วเปลี่ยนนามเขาเสียใหม่ พระราชทานอักษรป้ายจารึก และพระราชทานตั้งเจ้าคณะให้มีเกียรติยศตอบแทน
   ด้วยพระสงฆ์ได้รักษาเลี้ยงดูนางกงจู๊นั้น พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงโมทนาและอำนวยตามที่เห้งเจียทูลชี้แจง​นั้นทุกประการ แล้วให้เปลี่ยนนามเขานั้นเรียกว่า (โป๊อาซัว) ให้เปลี่ยนนามวัดกิ๊มโกว่ากิ๊มยี่ และพระราชทานนามเจ้าวัดว่า (เป๊าก๊กเจง) พระราชทานนิตยภัตทุก ๆ เดือน และถวายเครื่องสมณะบริขารต่าง ๆ ทั้งพระสงฆ์ลูกวัดก็พระราชทานนิตยภัตทุก ๆ องค์ ทุก ๆ เดือน เจ้าคณะและลูกวัดทั้งหลายก็ถวายพระพรขอบคุณพระเจ้าแผ่นดิน พร้อมกันส่งเสด็จกลับเข้าพระนคร ครั้นถึงพระราชวังก็พานางกงจู๊เข้าพระราชวังใน ส่วนสนมนางในก็มาเยี่ยมเยือนกงจู๊ และจัดโต๊ะมาเลี้ยงเป็นการสมโภชหรือทำขวัญ
   เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินกับข้าราชการใหญ่น้อยฝ่ายหน้าฝ่ายใน ต่างเข้านั่งโต๊ะประชุมกันเป็นการรื่นเริง ครั้นสิ้นเวลาเลี้ยงแล้ว จึงสั่งให้ช่างเขียนวาดรูปพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสามไว้ สำหรับสักการะบูชาอยู่บนหอ ติ๊นฮวยก๊ก แลให้นางกงจู๊แต่งตัวออกมากราบคำนับขอบคุณ ท่านอาจารย์ถังซัมจั๋งกับเห้งเจีย โป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง ที่ได้ช่วยให้รอดพ้นจากความตาย ฝ่ายพระถังซัมจั๋งจึงถวายพระพรลาจะใคร่รีบไป พระเจ้าแผ่นดินทรงอาราธนาไว้เลี้ยงโต๊ะอีกห้าหกวัน แล้วจัดทองคำถวายสองร้อยแท่ง แลแก้วแหวนอัญมณีต่าง ๆ ถวายตอบแทนแก่ศิษย์ทั้งสาม อาจารย์กับศิษย์ก็มิได้รับกลับถวายคืนเข้าท้องพระคลังหลวง พระเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้ขุนนางจัดราชรถส่งพระอาจารย์กับศิษย์ทั้งสาม เวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินกับขุนนางและราษฎรก็ตามออกมาส่งจนนอกเมือง แลข้างหน้านั้นพระสงฆ์ทั้งหลายก็คอยคำนับส่ง และไม่คิดจะกลับแต่สักองค์​เดียว เห้งเจียเห็นดังนั้นก็ร่ายพระคาถาบันดาลเป็นลมพัดมืดมัวเป็นหมอกควัน บังตาคนทั้งหลายเหล่านั้นจนแลไม่เห็น อาจารย์กับศิษย์จึงได้หนีพ้นไปได้
The Monkey King Quest For The Sutra เห้งเจียจอมอิทธิฤทธิ์ 2002 ตอนที่ 13-24 พากย์ไทย

08 กรกฎาคม 2568

[เล่ม 4] ตอนที่ 64 ไซอิ๋ว นวนิยาย

ก่อนหน้า 📝   อ่านต่อ 📖  
  ทั้งหมด   รูปภาพ   วีดีโอ   ข่าวสาร   
(บทที่ ๙๓)
ฝ่ายพระสงฆ์ในวัดชื่อหุ้นยี่ ครั้นรุ่งแจ้งออกมาที่หน้ากุฎิใหญ่ ไม่เห็นพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสาม จึงพูดว่าไม่เห็นพูดว่ากระไร ทำไมจึงพากันหายไปเงียบ ๆ ดังนี้ เราพากันปล่อยพระโพธิสัตว์ไปเสียแล้ว เมื่อเวลากำลังพูดกันอยู่นั้น แลเห็นพวกชาวบ้านเสียส่วยน้ำมัน มาสองสามคนจะนิมนต์พระถังซัมจั๋งไปฉัน พระสงฆ์ในวัดพูดว่าท่านเหาะไปเสียแต่เมื่อคืนนี้มิได้บอกเล่าให้รู้เลย คนทั้งหลายต่างก็ตั้งนมัสการไปบนอากาศ พูดกันต่อ ๆ ไปก็รู้แส้ไปทั้งเมือง พวกขุนนางจึงให้ชาวบ้านที่เสียส่วยน้ำมันทุก ๆ หลังคาเรือน จัดหาดอกไม้และผลไม้ต่าง ๆ ไปตั้งสักการะบูชาที่ศาลปลูกใหม่นั้น เป็นที่เคารพตอบแทนคุณท่านทั้งสี่ต่อมา
   ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสามคน ฝ่าแดดแผดลมเดินมาได้ประมาณสักครึ่งเดือน ตามระยะทางก็มีความสุขไม่มีปีศาจยักษ์ร้ายรบกวน วันหนึ่งเดินไปแลเห็นภูเขาสูงขวางหน้า พระถังซัมจั๋งมีความครั้นคร้ามในจิต จึงเรียกสานุศิษย์สั่งว่าข้างหน้ามีภูเขาสูงคลุ้มมืดมัวจงระวังระไวให้ดีจะมีเหตุการณ์ร้ายต่าง ๆ เห้งเจียได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า เดินเข้าในเขตนี้ใกล้พระพุทธเจ้าแล้ว ​เป็นอันขาดที่จะมีปีศาจร้ายนั้นเห็นจะเป็นไปไม่ได้ พระอาจารย์จงวางใจอย่าวิตกเลย พระถังซัมจั๋งพูดว่าหากจะใกล้เมืองพระพุทธเจ้าก็จริงอยู่ แต่เมื่อวันก่อนพระสงฆ์ในวัดบอกว่า ตั้งแต่วัดนั้นไปประมาณสองพันโยชน์ จึงถึงเมืองโซจ็อกไม่รู้ว่าใกล้ไกลสักเท่าใดจึงจะถึงเขาเล่งซัว เห้งเจียพูดว่าพระอาจารย์สารพัดการทุกอย่างก็อยากได้ความปรกติ แต่มาละเว้นพระคาถาของพระอาจารย์โอเซ้าที่ให้ไว้นั้นแล้วหรือ
   พระถังซัมจั๋งตอบว่าอันพระคาถาปัญญะซิมเกงนั้นอาตมาก็ภาวนาอยู่เนืองนิตย์ ทำไมจึงถามว่าลืมเสียแล้วหรือ เห้งเจียว่าพระอาจารย์ภาวนาอยู่เสมอก็จริง แต่หาได้เข้าใจความอธิบายในธรรมนั้นไม่ พระถังซัมจั๋งว่าเจ้าลิงเจ้าดูถูกว่าอาตมาไม่รู้อธิบายหรือ เจ้าอธิบายได้หรือ เห้งเจียว่าข้าพเจ้าอธิบายได้ พูดแล้วเห้งเจียก็ไม่ออกเสียงพูดอีก หัวเราะงอไปพักใหญ่ โป๊ยก่ายแลเห็นเห้งเจียมีกิริยาอย่างนั้นก็พูดว่า ดูหน้าตาพิลึกทำหน้าย่นเหมือนยังข้าพเจ้าอย่างเดียวกันกับปีศาจยักษ์แท้ ๆ ไม่ใช่พวกสัมมาทิฐิเลย ไม่ได้ยินว่าอธิบายธรรมที่ไหน ทำกิริยาเล่นสนุกดังนั้นจะมิผิดไปหรือ ทำไมจึงว่าเข้าใจอธิบายธรรมไม่ได้ยินเสียงแสดงเล่า ซัวเจ๋งพูดว่าพี่เห้งเจียแกหลอกพระอาจารย์ที่เดินทางเท่านั้น แลเธอเข้าใจแต่เล่นเพลงตะบองเท่านั้น ที่ไหนจะเข้าใจอธิบายธรรมเล่า พระถังซัมจั๋งพูดว่าหงอเหนง หงอเจ๋งอย่าพูดเลอะเทอะไป หงอคงเธอเข้าใจแสดงพระคาถาปัญญะซิมเกงจริงของเธอ ที่ไม่โต้ตอบแสดงวาจานั้นแล​คือแสดงธรรมแท้
   อาจารย์กับศิษย์มัวโต้ตอบกันอยู่ เดินพลางพูดพลางก็มาถึงหน้าเขาโขดเข้าสองสามเนิน แลไปที่ข้างทางเดินก็เห็นมีพระอารามใหญ่ ที่ประตูวัดมีอักษรใหญ่สี่อักษรเรียกว่าวัดเป๊ากิมเสียนยี่ แปลว่าวัดปูทองสมาธิ พระถังซัมจั๋งอยู่บนหลังม้าแลเห็นชื่อวัดดังนั้นก็นิ่งนึกอยู่ในใจแล้วพูดว่า วัดเป๊ากิมเสียนยี่อารามนี้ คงจะอยู่ในเขตเมืองโซจ็อกราชคฤชเป็นแน่ โป๊ยก่ายได้ฟังพระถังซัมจั๋งพูดดังนั้น ก็หัวเราะแล้วพูดว่าวันนี้อรรศจรรย์จริง ๆ ตั้งแต่มาหลายปียังไม่เคยว่ารู้จักแห่งใด มาวันนี้ทำไมพระอาจารย์จึงรู้ว่าพระอารามนี้อยู่ในเขตเมืองราชคฤชเล่า พระถังซัมจั๋งพูดว่าหาใช่เช่นนั้นไม่ เพราะอาตมภาพเคยดูในต้นพระคัมภีร์ธรรมใด ๆ ก็เห็นมีว่าพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ในเมืองราชคฤชพระอารามของเศรษฐีกิ๊มโกเชียงสร้างถวาย
   คำกล่าวว่ากิ๊มโกเชียงเศรษฐีคนนี้ไปขอซื้อที่สวนของดิโทไท้จื๊อราชโอรส สร้างพระอารามถวายพระพุทธเจ้าเป็นที่แสดงธรรม ดิโทไท้จื๊อราชโอรสตรัสว่าที่ของข้าพเจ้าไม่ขายให้แก่ผู้ใด หากจะขายต้องมีทองคำมาลาดปูเต็มเขตสวนของเรานี้เราจึงจะขายได้ เศรษฐีกิ๊มโกได้ฟังดิโทไท้จื๊อตรัสดังนั้น จึงกลับไปบ้านเอาช้างบรรทุกอิฐทองคำมาปูเต็มสวน ก็ซื้อได้ที่สวนของดิโทไท้จื๊อ จึงได้สร้างพระอารามใหญ่ถวายสมเด็จพระผู้มีพระภาคสำหรับเป็นที่พระองค์ทรงแสดงธรรม เพราะฉะนั้นอาตมภาพจึงนึกว่าพระอารามนี้ เห็นจะเป็นวัดของกิ๊มโกเศรษฐีสร้างอยู่ใน​เขตเมืองอ๋องเชียเซี้ยคือเมืองราชคฤชมหานคร เป็นคำโบราณท่านกล่าวมาอย่างนี้ กิ๊มโกเศรษฐีนั้นคือพระอนาถบิณฑิก
   โป๊ยก่ายได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะพูดว่า หากว่าจริงดังคำโบราณกล่าวมาดังนั้น ข้าพเจ้าจะลงมือขุดเอาอิฐทองคำนั้นมาใช้พูดแล้วก็หัวเราะ พระถังซัมจั๋งลงจากม้าเดินเข้าไปถึงประตูชั้นสาม แลไปก็เห็นผู้คนชุลมุนมากมาย บ้างนั่งบ้างยืนบ้างนอนบ้างมีหาบและย่ามห่อบ้างมีเกวียนบ้างกำลังสนทนากันอยู่ก็มีดุจที่ท้องตลาด คนเหล่านั้นแลเห็นอาจารย์กับศิษย์ทั้งสามเดินเข้ามา มีรูปร่างหน้าตากิริยาแปลกกันคนเหล่านั้นตกใจหวาดหวั่นพากันหลบเลี่ยงแอบตัวเปิดทางให้เธอเดินเข้าไป พระถังซัมจั๋งเห็นคนทั้งหลายทำอาการกิริยาอย่างนั้น มีความวิตกเกรงจะเกิดความ จึงคอยร้องเตือนสติว่าระวังระงับให้ดี สานุศิษย์ทั้งสามก็สังวร ระวังกายใจค่อย ๆ เดินเข้าในประตูอีกชั้นหนึ่ง แลเห็นพระสงฆ์องค์หนึ่ง เดินออกมามีกิริยาเรียบร้อย พระถังซัมจั๋งก็ย่อตัวเคารพปราศรัยทักถาม พระสงฆ์องค์นั้นก็เคารพตอบแล้วถามว่าท่านอาจารย์มาจากไหน พระถังซัมจั๋งตอบว่าอาตมภาพมาจากเมืองใต้ถังถือรับสั่งของพระเจ้าถังไท้จงฮ่องเต้ ให้ข้ามไปไซทีนมัสการพระพุทธเจ้าขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม เดินมาถึงตำบลนี้เป็นเวลาจวนค่ำจะขออาศัยพักสักคืนหนึ่ง พอรุ่งแจ้งก็จะกราบลาไป
   พระสงฆ์องค์นั้นพูดว่าดีแล้วท่านมาจากเมืองใต้ถัง ย่อมเป็นพระสงฆ์อันเชี่ยวชาญจึงได้มาได้จนถึงสถานที่นี้ ขอนิมนต์ท่านอาจารย์เข้ามาเถิด ​อาตมาจะรับรองเอง แล้วจะหาสิ่งของถวายให้คุณฉันบ้างตามมี พระถังซัมจั๋งจึงเรียกสานุศิษย์ทั้งสามให้ตามเข้าไปยังกุฎิใหญ่ ครั้นถึงต่างกระทำกราบเคารพกันแล้วก็นั่งลงที่เก้าอี้ พระสงฆ์ในอารามนั้นไม่ว่าเล็กและใหญ่ ได้ยินว่าพระถังซัมจั๋งอยู่ประเทศทิศบูรพา ต่างก็พากันมาดูและกระทำเคารพยกน้ำร้อนน้ำเย็นมาถวาย พระถังซัมจั๋งฉันแล้วก็ขอบคุณพระสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้น พระสงฆ์ทั้งหลายจึงใต่ถามถึงเหตุการณ์ที่มาจากเมืองใต้ถัง พระถังซัมจั๋งพูดว่าอาตมาขอถามซึ่งเหตุวัด เป่ากิมเสียนยี่เดิมมาเป็นประการใด
   พระสงฆ์ในวัดนั้นจึงบอกว่า เดิมวัดนี้ของกิ๊มโกเชียงเอียเศรษฐีสร้างถวายเป็นที่อยู่ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคองค์อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่พระองค์ทรงแสดงธรรม เพราะเอาทองคำลาดปูเต็มสวน จึงได้ตั้งนามวัดว่า เป่ากิมเสียนยี่ ตรงนี้ไปคือเมืองอ๋องเฉียเซี้ย กิ๊มโกเศรษฐีตั้งบ้านอยู่ในเมืองนั้น ที่ในวัดนี้ซึ่งพวกอาตมภาพอยู่นี้ เดิมเป็นที่สวนของกิ้มโกเศรษฐีซื้อถวาย ข้างหลังวัดเขตที่ทำเลสวนยังมีปรากฎอยู่ หากว่าฝนตกห่าใหญ่ เพชรนิลจินดาและทองคำก็ยังมีอยู่บ้าง เป็นของประหลาดเคยเก็บได้เนือง ๆ พระถังซัมจั๋งได้ฟังแล้วพูดว่า คำที่กล่าวมาแต่เดิมเป็นความจริงทั้งนั้น แล้วถามว่าอาตมภาพพึ่งเข้ามา เห็นที่หน้าวัดนั้นทำไมผู้คนมาจากไหน จึงได้มาประชุมกันทำอะไรมากมายนัก พระสงฆ์บอกว่าที่ตำบลนี้มีภูเขานามเรียกว่าแป๊ะคาซัว ตั้งแต่เดิมมาก็อยู่เป็นสุขโดยความ​ปรกติไม่มีภัยร้ายสิ่งใด ครั้นมาเมื่อปีก่อนเกิดมีตะขาบปีศาจหลายตัว มักกัดทำร้ายคนให้ถึงแก่ชีวิตอันตรายเจ็บป่วย เหลือที่จะพรรณาได้
   ที่ชายเขานั้นมีประตูช่องเรียกว่าประตูเกยเม่งกวน ครั้นเวลาไก่ที่นั้นขันขึ้นแล้วคนจึงจะเดินข้ามได้ เพราะฉะนั้นคนเดินทางเข้าไปเมืองค้าขายต้องมาอาศัยพักที่วัดนี้ รอเวลาจวนแจ้งให้ไก่ขันขึ้นก่อนจึงพากันไปได้ พระถังซัมจั๋งได้ฟังแล้วจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นพวกอาตมาคอยเวลาไก่ขันแล้วก็จะลาไป เวลาเมื่อกำลังพูดกันอยู่นั้น ก็แลเห็นพระสงฆ์ในวัดยกน้ำร้อนน้ำตาลมาถวาย อาจารย์กับศิษย์ก็พากันฉัน เวลานั้นเป็นข้างขึ้นเดือนสว่างดุจกลางวัน พระถังซัมจั๋งกับเห้งเจียก็พากันเดินออกมาชมเดือนเล่นเย็น ๆ แลเห็นคนใช้ในวัดเดินมาบอกว่า ท่านเจ้าคณะใหญ่ออกมาแล้วจะใคร่มาพบกับท่านอาจารย์ พระถังซัมจั๋งก็หันหน้าแลไปเห็นพระสงฆ์ผู้เฒ่าองค์หนึ่งถือไม้เท้าเดินตรงมาแล้ว ลดกายลงทำเคารพตรงเข้ามาถามพระถังซัมจั๋งว่า ท่านหรือที่ว่ามาจากเมืองใต้ถัง พระถังซัมจั๋งก็ลดกายลงเคารพตอบปราสัยว่า อาตมภาพนี้แหละเป็นผู้ที่มาจากเมืองใต้ถัง ก็ท่านอาจารย์เล่ามีความสุขสบายอยู่หรือ และมีพรรษาอายุได้เท่าใดแล้ว
   พระสงฆ์เจ้าคณะบอกว่าอาตมภาพอายุมากกว่าท่านคะเนราวรอบหนึ่ง เห้งเจียหัวเราะว่าถ้ากระนั้นก็เป็นร้อยหนึ่งกับห้าปี แล้วเห้งเจียถามว่าเจ้าคุณดูข้าพเจ้าคะเนว่าอายุสักเท่าใด เจ้าคณะตอบว่ารูปกายของท่านเป็นกายสิทธิ์สดใส จักษุสองข้าง​มีแสงสว่างใส อาตมภาพไม่สามารถจะคาดถูกว่าอายุได้สักเท่าใด พูดโต้ตอบกันไปมาพักหนึ่ง พระถังซัมจั๋งถามว่าที่ว่าทำเลเขตสวนของท่านกิ๊มโกเศรษฐีนั้นอยู่ที่ไหน เจ้าคณะบอกว่าอยู่ข้างหลังนี้ไป จึงสั่งให้พระลูกวัดเปิดประตูหลังวัดแล้ว ก็พากันเดินออกไปเที่ยวดูเห็นมีลานดินว่างเปล่าอยู่แห่งหนึ่ง และมีหินอิฐแตก ๆ ยังกองเป็นตีนกำแพงอยู่ พระถังซัมจั๋งแลเห็นดังนั้น ก็ประนมมือคร่ำครวญว่า คิดถึงท่านมรรคนายกสุทัตโตใจบุญเอาเงินทองสิ่งของออกบริจาคให้ทานแก่ผู้กระยาจก ชื่อเสียงปรากฎตั้งหมื่นปีก็ยังอยู่ ไม่ทราบว่าท่านเศรษฐีจะไปเสวยสุขอยู่แห้งใด
   พูดแล้วก็พากันค่อย ๆ เดินเที่ยวชมเล่น แลได้เห็นที่แห่งหนึ่งมีแท่น ก็พากันขึ้นนั่งพัก ได้ยินเสียงคนคร่ำครวญร้องไห้ พระถังซัมจั๋งนั่งนึกตรึกตรองว่าจะเป็นเสียงอะไร ก็ได้ยินเป็นเสียงผู้หญิงร้องไห้คร่ำครวญถึงบิดามารดา พระถังซัมจั๋งหันไปถามพระสงฆ์ทั้งหลายว่า คือใครที่ไหนเสียงร้องไห้เป็นที่โทมนัสอยู่ฉะนั้น เจ้าคณะผู้เฒ่าได้ฟังพระถังซัมจั๋งถามดังนั้นก็อุบายให้พระสงฆ์ทั้งหลาย ไปต้มน้ำร้อนเสียประเดี๋ยวเราจะกลับไปฉัน ครั้นพระสงฆ์เหล่านั้นกลับไปหมดแล้ว จึงย่อตัวลงคำนับพระถังซัมจั๋งกับเห้งเจีย พระถังซัมจั๋งก็ลุกมาประคองท่านผู้เฒ่าให้ลุกขึ้น ถามว่าท่านผู้เฒ่าทำไมจึงกระทำความเคารพดังนี้เล่า 
   เจ้าคณะผู้เฒ่าพูดว่ากระผมอายุก็กว่าร้อยแล้ว ก็เข้าใจในการโลกบ้างเล็กน้อย ทุกเวลาเข้าที่ก็คงรู้แจ้งบ้างเล็กน้อย ถึงท่านอาจารย์​กับสานุศิษย์ทั้งสาม เมื่อพิเคราะห์ดูสักสองสามครั้งก็ทราบได้ว่าผิดแก่ชนทั้งปวง ที่กระผมกล่าวมานี้คือความโทมนัสร้องไห้นั้น นอกจากท่านทั้งสี่ก็จะพิจารณาไม่ออก เห้งเจียว่าท่านผู้เฒ่าโปรดแสดงให้ข้าพเจ้าเข้าใจด้วย คือการนั้นเป็นประการใด เจ้าคณะผู้เฒ่าบอกว่า เมื่อปีที่แล้วมาตรงกับวันนี้ เวลานั้นอาตมภาพกำลังเข้าที่ระงับอยู่ ได้ยินเสียงม้วนลมพัดมาอู้ใหญ่แล้วก็หยุด แล้วได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ อาตมภาพก็ลงจากเตียงเดินมาที่ตรงนี้ แลไปก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งรูปร่างงดงาม นั่งร้องไห้อยู่บนแท่นนี้
   อาตมภาพจึงถามว่าเธอเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เหตุใดจึงมานั่งที่นี่ทำไม หญิงนั้นบอกว่าเขาเป็นพระราชบุตรีของพระเจ้าแผ่นดินโซจ็อก ออกมาชมสวนดอกไม้เวลาเดือนหงายแจ่ม ก็บังเกิดลมพัดใหญ่พัดหอบเอามาตกลงตรงนี้ อาตมภาพจึงเอาตัวไปใส่ห้องขังไว้ ปิดประตูแน่นมิให้ใครรู้เห็น เจาะช่องเฉพาะส่งข้าวน้ำพอประทังชีวิตไปวัน ๆ หนึ่งเท่านั้น อาตมภาพแกล้งบอกเล่าแก่พระสงฆ์ทั้งหลายว่า อาตมภาพจับปิศาจขังไว้ในนั้น ต้องให้ข้าวน้ำกินวันละสองเวลาพอยังชีวิตให้เป็นไปเท่านั้น แต่หญิงฉลาดเฉลียวรู้อัธยาสัย อาตมภาพวิตกเกรงจะมีพระสงฆ์ในวัดทราบเหตุ จะเกิดความกำหนัดหักโหมเอาโดยกำลัง นางจึงแกล้งทำรุงรังหมักหมมมัวหมอง
   กลางวันก็แกล้งพูดเพ้อเจ้อคร่ำครวญคลั่งใคล้ไม่เป็นปรกติ เวลากลางคืนก็ร้องไห้คิดถึงพระราชบิดา และพระชนนีมาได้หนึ่งปีแล้วอาตมภาพ​เข้าไปในเมืองสืบถามหลายครั้งแล้ว พระราชบุตรีก็ยังมีปรกติอยู่ไม่ได้สูญหายไปข้างไหนเป็นการประหลาดอยู่ อาตมภาพจึงขังนางคนนี้ไว้มิให้ออก ก็บัดนี้ท่านจะเข้าไปในเมืองก็ดีแล้ว โปรดได้เอาเป็นธุระให้รู้แน่จะเป็นประการใด เพื่อให้ได้ความจริงด้วยเถิด จะได้ช่วยคนชอบธรรมออกให้พ้นทุกข์ ทั้งประชาชนคนทั้งหลายจะได้ทราบในเดชานุภาพฤทธิ์เดชแห่งท่านด้วย พระถังซัมจั๋งกับเห้งเจียเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ดำริรำพึงอยู่ในใจ เมื่อกำลังพูดกันอยู่นั้นก็พอพระสงฆ์นำเอาน้ำชามาให้ฉัน เจ้าคณะก็ลากลับไปยังที่ พระถังซัมจั๋งเห้งเจียก็ต่างคนเข้าพักนอน
   ในคืนนั้นนอนก็ไม่สู้นานนักได้ยินเสียงไก่ขัน พวกพ่อค้าที่พักอยู่หน้าวัดก็พากันตื่น บ้างหุงข้าวต้มแกงเสียงอึกทึก พระถังซัมจั๋งตกใจตื่นร้องเรียกโป๊ยก่ายซัวเจ๋งลุกขึ้นจัดข้าวของแล้วผูกม้าไว้คอยท่า พระสงฆ์ในวัดก็จัดต้มน้ำร้อนน้ำชามานิมนต์ไปฉัน พระถังซัมจั๋งฉันแล้วก็จะลาออกเดิน
   ฝ่ายพระสงฆ์ผู้เฒ่าเจ้าคณะก็กำชับสั่งเห้งเจีย เรื่องนั้นขอท่านได้ใส่ใจไว้ด้วยเถิด เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะรับธุระเองพูดจาสั่งเสียกันเสร็จแล้ว ก็ได้ยินเสียงพวกพ่อค้าเกรียวกราวเอะอะพากันออกเดิน พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ก็พร้อมด้วย ด้วยพวกพ่อค้าออกเดิน เวลานั้นจวนจะรุ่งแจ้งก็เข้าทางใหญ่เดินไป พอเวลาน้องเพลก็เข้าถึงเมือง พิเคราะห์ดูป้อมกำแพงถนนหนทางเรียบร้อยดุจดังเทพดามานิฤมิต จึงเดินเข้าในประตูเมืองทางทิศตะวันออก พ่อค้าทั้งหลายต่างก็แยกกันไปหาที่ค้าขายตามเคย
   ​ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์พากันเดินตรงเข้าเมือง เดินมาก็เห็นที่หอรับแขกเมือง จึงพากันเข้าไปที่หอรับแขกเมือง เจ้าพนักงานที่หอเห็นพระถังซัมจั๋งเดินเข้ามา ก็เข้าไปบอกแก่ขุนนางเจ้าพนักงานผู้รับแขกเมืองว่า บัดนี้มีแขกเมืองมาสี่คนรูปร่างแปลกประหลาดมีม้ามาด้วยม้าหนึ่ง ขุนนางเจ้าพนักงานได้ฟังก็นึกว่ามีม้ามาคงจะเป็นการรับสั่ง ก็รีบออกมารับเชิญเข้าไปข้างใน พระถังซัมจั๋งย่อตัวปราศรัยว่า อาตมภาพเป็นคนชาวเมืองใต้ถัง มีรับสั่งให้ไปเมืองไซที ยังพระอารามใหญ่วัดลุ่ยอิมยี่ เพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม บัดนี้อาตมภาพมาถึงเมืองนี้ มีหนังสือเดินทางติดมาด้วย อยากจะใคร่เข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางต่อไป และขออาศัยพักสักคืนหนึ่ง เมื่อเสร็จธุระแล้วจะขอลาไป
   ขุนนางเจ้าพนักงานรับแขกเมืองได้ฟังดังนั้นก็คำนับตอบว่า นิมนต์ผู้เป็นเจ้าอาศัยพักเถิด พระถังซัมจั๋งมีความยินดีจึงให้สานุศิษย์พากันเข้ามาคำนับ พวกขุนนางเห็นคนทั้งสามรูปร่างน่าเกลียดก็ให้นึกครั่นคร้ามในใจ ไม่รู้ว่าคนหรือปีศาจยักษ์ พระถังซัมจั๋งเข้านั่งบนเก้าอี้แล้ว ขุนนางก็ให้คนนำน้ำชามาถวาย พระถังซัมจั๋งรับประเคนแล้ว จึงพูดแก่ขุนนางรับแขกว่า ท่านอย่าได้มีความครั่นคร้ามเลย คนทั้งสามนั้นรูปร่างไม่ดีก็จริง แต่จิตใจนั้นบริสุทธิ์ใสสะอาดดี คำโบราญย่อมว่ารูปชั่วใจดีท่านอย่ามีความวิตก พวกขุนนางได้ฟังพระถังซัมจั๋งชี้แจงดังนั้นก็ค่อยคลายวิตก จึงถามว่าพระเจ้าแผ่นดินใต้ถังนั้นอยู่ที่ไหน พระถังซัมจั๋งตอบว่าเมืองนั้นอยู่ในชมพูทวีปข้างทิศตะวันออก ถามว่าท่านอาจารย์มาจากเมืองเมื่อเวลา​ใด พระถังซัมจั๋งตอบว่า อาตมภาพเมื่อออกจากเมืองพระเจ้าเจงกวนไท้จงฮ่องเต้เสวยราชได้สิบสามปี คิดดูตั้งแต่มาจากเมืองจนบัดนี้ได้สิบสี่ปีแล้ว ทางที่เดินมานั้นข้ามเขาข้ามห้วยทรมานทรกรรมลำบากไม่คณนานับได้จึงได้มาถึงนี่
   พวกขุนนางได้ฟังก็นึกครั่นคร้าม ยกมือขึ้นเคารพสรรเสริญว่า ท่านอาจารย์เป็นสงฆ์อย่างวิเศษประเสริฐแท้ พระถังซัมจั๋งถามว่า เมืองนี้ตั้งขึ้นแต่เมื่อครั้งใด พอขุนนางตอบว่าเมืองนี้คือโซจ็อกเป็นเมืองใหญ่ ตั้งแต่แผ่นดินต้นวงศ์มาต่อ ๆ กันลงมาถึงบัดนี้ ได้ห้าร้อยกว่าปีแล้ว พระองค์ในปัจจุบันบัดนี้ โปรดเล่นต้นผลไม้หญ้าบอนต่าง ๆ ขนานนามเรียกว่าจี้จงฮ่องเต้ เสวยราชสมบัติมาได้ยี่สิบแปดปีแล้ว
รูปภาพ ; เจ้าเมืองเทียนเต็กก๊กพระองค์นี้ มีพระราชบุตรีพระองค์หนึ่งพระเจ้าแผ่นดินพาไปชมสวน นางปีศาจกระต่ายบันดาลเป็นลมหอบเอาไปทิ้งที่ในวัดเป๊ากิมเสียนยี่ จนเมื่อพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ทั้งสามมาถึงเมืองเทียนเต๊กก๊ก เห้งเจียได้รู้เหตุจึงได้ปราบปรามนางปีศาจกระต่ายแล้วจึงนำพระเจ้าแผ่นดินเทียนเต็กก๊กไปรับพระราชบุตรีกลับคืนมา
 พระถังซัมจั๋งถามว่า วันนี้อาตมภาพอยากจะเข้าไปเฝ้า ขอเปลี่ยนหนังสือเดินทาง ไม่ทราบว่าจะได้เฝ้าหรือไม่ พวกขุนนางรับแขกพูดว่าดีแล้ว เจ้าของข้าพเจ้ามิพระราชบุตรีพระองค์หนึ่งมีพระชนมมายุได้ยี่สิบปีกำลังรุ่น วันนี้ออกมาที่ต้นถนนใหญ่อยู่บนหอสูงจะเสี่ยงทายขว้างลูกตะกร้อแพรหาคู่ เวลานี้กำลังเอิกเกริกวุ่นวาย ข้าพเจ้าคะเนดูเห็นจะยังไม่เสด็จเข้าข้างใน แม้ท่านอาจารย์จะใคร่เปลี่ยนหนังสือเดินทาง ถ้าเข้าไปเฝ้าเวลานี้เห็นจะดี พระถังซัมจั๋งก็คิคจะใคร่เข้าไปเฝ้าในเวลานั้น ก็พอเห็นเจ้าพนักงานยกข้าวมาเลี้ยง พระถังซัมจั๋งก็เข้าฉันแล้ว เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งก็กินอิ่มหนำสำเร็จแล้ว ก็พอเวลาเที่ยงเห้งเจียจึงพูดว่า ข้าพเจ้าจะต้องเข้าไปกับพระอาจารย์ พระถังซัมจั๋งจัดแจงจีวรแล้ว เห้งเจียก็สะพายถุงย่ามพร้อมกับอาจารย์เดินออกจากหอรับแขกเมืองไปยังต้นถนนใหญ่ แลเห็นผู้คนเดินออก​แออัดเบียดกันมากมาย
   เศรษฐีพ่อค้าพลเรือนไพร่บ้านพลเมืองหนุ่มแก่เดินพูดกันว่าจะดูเสี่ยงทายทิ้งตะกร้อหาคู่ พระถังซัมจั๋งอยู่ข้างทางพูดกับเห้งเจียว่า คนชาวเมืองนี้แต่งตัวนุ่งห่มเสื้อผ้าทั้งเจรจาและของใช้ก็ไม่แปลกแก่เมืองใต้ถัง อาตมาคิดถึงเมื่อโยมผู้หญิงของอาตมภาพ ก็ขว้างตะกร้อเสี่ยงทายอย่างนี้เหมือนกัน เมืองนี้ก็ทำเหมือนกันกับเมืองใต้ถัง เห้งเจียพูดว่าเราพากันไปดูเขาจะทำกันอย่างไร พระถังซัมจั๋งว่าเราเป็นผู้แปลกเพศมาเข้าไปดูคนทั้งหลายจะติเตียนได้ เห้งเจียว่าอาจารย์ลืมเสียแล้วหรือ ท่านเจ้าคณะวัดโป๊กิมยี่สั่งไว้นั้น ข้อหนึ่งเราจะไปดูเครื่องประดับที่ตัวนั้น ข้อสองเราจะพิเคราะห์ดูพระราชบุตรีกงจู๊นั้นว่าจะเท็จหรือจริง พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียชี้แจงก็ยอมไป
 จะกล่าวเหตุถึงพระเจ้าแผ่นดินโซจ็อก เพราะพระทัยบันเทิงปราโมทย์ไปด้วยความเล่นดอกไม้ต่าง ๆ ครั้นเมื่อก่อนพาพระราชบุตรีกับสนมนางในไปชมดอกไม้ที่สวนเป็นเวลาเดือนหงายสว่าง จึงได้ถูกปีศาจร้ายลักเอาพระราชบุตรีไปทิ้งเสียแล้ว มันกลับมาแปลงตัวเป็นพระราชบุตรีเข้ามาอยู่ในพระราชวัง ปีศาจมันสามารถล่วงรู้ได้ว่าปีนี้เดือนนี้วันนี้พระถังซัมจั๋งจะมาถึงเมืองนี้ จึงได้เสแสร้งแกล้งเอาการเสี่ยงทายตะกร้อจะหาคู่ เพราะมันจะคิดจับเอาตัวพระถังซัมจั๋ง เพื่อประสงค์ส่วนสัมภาวะของพระถังซัมจั๋งทำยากำลังให้สำเร็จภาค จึงบังเอิญเวลานั้นบ่ายหนึ่งโมง พระถังซัมจั๋งเห้งเจียพากันแทรกปนผู้คนเข้าไปใกล้หอพิจารณาดู
   ฝ่ายนางปีศาจที่แปลงเป็นพระราชธิดาอยู่บนกำแพงสูง กำลังตั้งพิธีจุดธูปเทียนบวงสรวงเทพยดา สนมนางสาวใช้แวดล้อมเฝ้ารักษา​อยู่สองข้างหกเจ็ดสิบคน มีนางสาวใช้ที่สนิทก็ถือตะกร้ออยู่ใกล้ ๆ ประตูหน้าต่างล้วนบังด้วยกระจก นางปีศาจครั้นบวงสรวงแล้ว ก็เหลือบแลดูทั้งสี่ด้านประตูหอ ก็พอแลเห็นพระถังซัมจั๋งมาถึงเข้า นางปีศาจก็หยิบลูกตะกร้อมาจากนางสาวใช้ หมายตรงพระถังซัมจั๋งแล้วก็ขว้างไป บังเอิญถูกศรีษะพระถังซัมจั๋ง ๆ ก็สะดุ้งตกใจเอามือขึ้นรับลูกตะกร้อ ๆ ก็ไถลกลิ้งเข้าในมือเสื้อของพระถังซัมจั๋ง ฝ่ายพวกขันธีกับสาวใช้อยู่บนหอสูงแลเห็นดังนั้น ก็พากันร้องขึ้นพร้อมกันด้วยเสียงอันดังว่า ถูกพระสงฆ์เข้าแล้ว ๆ ร้องดังนั้นแล้ว ก็พากันเดินมาหาพระถังซัมจั๋งคุกเข่าลงพร้อมกันคำนับแล้วจึงพูดว่า ขอเชิญท่านเขยเข้าไปในพระราชวังหลวงจะได้ทำการอภิเษกชื่นชมยินดี
   ฝ่ายพระถังซัมจั๋งเมื่อได้เห็นสาวใช้มาทำคำนับและเชิญดังนั้น ก็ย่อตัวลงคำนับตอบแล้วพยุงขันธีเหล่านั้นให้ลุกขึ้น ให้คิดแค้นเห้งเจียเป็นที่สุด จึงหันหน้ามาด่าเห้งเจียว่าอ้ายชาติลิง เจ้าหลอกให้เรามาทำเล่นดังนี้ดอกหรือ เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านอาจารย์ทำไมจึงมาปรับโทษข้าพเจ้าเล่า ตะกร้อก็ถูกศรีษะของอาจารย์แล้วเข้าในมือเสื้อของท่าน จะเอาผิดชอบแก่ข้าพเจ้าอย่างไร พระถังซัมจั๋งจึงว่า ก็เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นดังนี้ แล้วเจ้าจะคิดอ่านประการใด เห้งเจียจึงตอบว่า ขอท่านอาจารย์จงวางใจเสียเถิดอย่าได้มีความวิตกเลย พระอาจารย์จงตามพวกขันธีเข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้าจะกลับไปบอกข่าวแก่โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งให้ทราบความก่อน ถ้าหากอาจารย์เข้าไปเฝ้านางกงจู๊ไม่เอาอาจารย์เป็นสามีก็ดีแล้ว เราจะได้ขอเปลี่ยนหนังสือเดินทางไป แม้ว่านาง​กงจู๊จะใคร่ได้อาจารย์เป็นสามี อาจารย์ก็จงทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินว่า ได้โปรดให้สานุศิษย์เข้ามาหาจะได้สั่งเสียสักสองสามคำก่อน
   เมื่อข้าพเจ้าพี่น้องเข้าไปถึงแล้วจะได้พิเคราะห์ดูเท็จและจริงสถานใด แล้วจะได้คิดอุบายอาศัยเหตุการณ์วิวาห์ ล่อลวงให้ตายใจจึงจะแยบคาย พระถังซัมจั๋งได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย เห้งเจียจึงคำนับลาพระอาจารย์กลับไปยังที่หอรับแขก ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับพวกขันธี ก็พากันห้อมล้อมพาเอาตัวไปยังหน้าหอ นางกงจู๊ก็ลงมาจากหอตรงเข้ายึดมือพระถังซัมจั๋งพาขึ้นนั่งบนรถ พวกขันธีและสาวใช้ก็เรียงรายเป็นกระบวนแห่กลับเข้าพระราชวังใน ฝ่ายขุนนางกรมวังก็เข้าไปทูลแก่พระเจ้าแผ่นดินว่า บัดนี้นางกงจู๊พระราชบุตรีออกไปทำการเสี่ยงทายหาคู่ครอง เฉพาะถูกพระสงฆ์องค์หนึ่ง บัดนี้ยังคอยรับสั่งอยู่ที่พระทวาร
   ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินครั้นได้ทรงทราบดังนั้นพระทัยให้ขุ่นหมอง แต่ยังไม่ทรงทราบว่าพระราชบุตรีจะคิดประการใด จึงรับสั่งให้นำเข้ามาเฝ้า   ฝ่ายนางกงจู๊กับพระถังซัมจั๋ง ก็พากันเข้ามายังหน้าพระที่นั่งกระทำคำนับ พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขึ้นมาข้างบนให้ใกล้พระองค์ ๆ จึงมีรับสั่งถามว่า ท่านพระสงฆ์องค์นี้ท่านมาจากประเทศใด จึงได้ประสบพบกับนางกงจู๊ดังนี้ พระถังซัมจั๋งได้ฟังพระเจ้าแผ่นดินตรัสถามดังนั้น จึงย่อตัวถวายพระพรว่า อาตมภาพอยู่ประเทศทิศบูรพา ณ เมืองใต้ถัง พระเจ้าแผ่นดินใต้ถังมีรับสั่งให้อาตมภาพไปยังไซที เพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม เพราะทางผ่านมายังเมืองของมหาบพิตรอาตภาพ​จะขอเข้ามาเปลี่ยนหนังสือเดินทาง บังเอิญนางกงจู๊เสี่ยงทายขว้างตะกร้อมาถูกอาตมภาพ ๆ ก็เป็นผู้ต่างประเทศ รักษาพรตพรหมจรรย์เป็นประสงค์ หาควรคู่เคียงแก่พระราชบุตรีของพระองค์ไม่ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดซึ่งโทษผิดของอาตมภาพ ขอเปลี่ยนหนังสือทรงพระอนุญาตปล่อยให้อาตมภาพไปยังไซที เพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม กลับไปยังบ้านเมืองของอาตมภาพ ๆ จะทำการเคารพคุณของมหาบพิตรหาที่เปรียบมิได้
   พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นจึงตรัสว่า ท่านเป็นพระสงฆ์มาจากประเทศไกลตั้งพันโยชน์ได้มาถึงนี่ก็เป็นนิสัยอันใหญ่ยิ่ง บุตรีของข้าพเจ้าอายุได้ยี่สิบปียังหามีสามีไม่ เพราะฉะนั้นจึงได้หาฤกษ์งามยามดีออกไปยังหอ กระทำการบวงสรวงเทพยดาฟ้าและดินเสี่ยงทายหาคู่ครองขว้างตะกร้อไปถูกตัวท่าน แต่ยังไม่ทราบว่านางจะคิดประการใดแน่
รูปภาพ ; เง๊กโถ่วนี้กำเนิดเดิมเป็นสัตว์กระต่ายเมื่อเวลาพระถังซัมจั๋งกับพวกสานุศิษย์ทั้ง ๓ มาถึงเมืองเทียนเต๊กก๊ก จะไคร่ทำร้ายพระถังซัมจั๋งรบแก่เห้งเจีย สู้ฝีมือเห้งเจียไม่ได้จึงหนีไป เห้งเจียก็ติดตามไปจับตัวมาจนได้
   ฝ่ายนางกงจู๊ยืนอยู่ในที่นั้น ได้ฟังพระราชบิดาตรัสดังนั้นจึงกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรด แรกลูกก็ได้เสี่ยงทายตะกร้อแพรเป็นสัญญา บัดนี้มาถูกพระสงฆ์ก็ต้องเป็นไปตามการตามสัญญาที่เสี่ยงทาย ตามดีและชั่วลูกไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังดังนั้นก็มีพระทัยยินดีโสมนัส สา จึงรับสั่งให้ขุนนางฝ่ายโหรหาวันดีเพื่อจะได้กระทำการอภิเษก แล้วรับสั่งฝ่ายในให้จัดเครื่องขันหมากและออกหมายประกาศให้ทราบทั่วกัน พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็มิได้คำนับคุณ ทูลขอแต่ให้ปล่อยไปเท่านั้น พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งว่าพระสงฆ์ผู้นี้ชั่งไม่รู้จักอะไรเลย เราจะให้ราชสมบัติแก่ท่านและให้ท่าน​เป็นลูกเขย เหตุใดจึงได้ขัดขืนดังนี้ แม้ขัดขืนต่อไปจะให้พวกเพชรฆาตเอาตัวไปประหารชีวิตเสีย
   พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็ตกประหม่ามีใจสะดุ้งหวาดหวั่นครั่นคร้ามจึงทูลว่า แล้วแต่พระองค์จะเห็นควรเถิด อาตมภาพไม่อาจขัดขืนแล้ว แต่ขอพระองค์ได้โปรดให้สานุศิษย์ทั้งสามเข้ามานี่ อาตมภาพจะได้สั่งเสียสักสองสามคำ แล้วขอเปลี่ยนหนังสือให้เธอทั้งสามรีบไปเสียจะได้ไม่เป็นกังวลแลกระทำให้เสียเวลาได้ พระเจ้าแผ่นดินจึงถามว่า สานุศิษย์ของท่านทั้งสามคนนั้นบัดนี้อยู่ที่ไหน พระถังซัมจั๋งทูลว่าอยู่ที่หอรับแขกเมือง พระเจ้าแผ่นดินจึงรับสั่งให้ขุนนางออกไปนำเข้ามารับหนังสือเดินทางไปก่อน ให้ท่านเขยอยู่นี่จะได้จัดการอภิเษก พระถังซัมจั๋งต้องยืนเฝ้าอยู่ที่นั่น
• • • • • • • • • • • • • • • • • •
จบเล่ม ๓ ไซอิ๋ว
เล่ม ๔ ยังพิมพ์ต่อไป - หน้าต้น ไซอิ๋ว เล่ม ๔

คำนำ (เล่ม ๔)
      ในไซอิ๋วเล่ม ๔ นี้ ผู้แต่งก็ไม่ทราบว่าจะยังมีเนื้อความอยู่
มากน้อยเท่าใด จึงกระทำให้เป็นเล่มเล็กไปดังนี้ เพราะเข้าใจว่ายังจะมีเนื้อความอยู่มาก จึงได้กะประมาณว่า เล่มหนึ่งเป็น ๖๐ ยก ก็พอรูปสมุดเหมาะดี ครั้นผู้แปลส่งร่างแปลมาให้น้อยนักก็หมดเรื่อง จะผ่อนให้เล่มโตเสมอกันทั้ง ๔ เล่มก็ไม่ได้เสียแล้ว จึงจะเป็นต้องทำเล่ม ๔ เล็กเท่านี้
      แต่จะอย่างไรก็ดี ควรท่านที่ซื้อเล่ม ๑-๒-๓ ไปอ่านแล้ว
ควรต้องซื้อเล่ม ๔ ไปอ่านต่อไปอีก เพื่อได้ทราบความตลอดจนจบสิ้นเรื่อง โดยเหตุว่าเมื่อขาไปไซทีดูลำบากยากเย็นเหลือเกิน ครั้นเวลาขากลับดูเป็นการรวดเร็วโดยกำลังอานิสงส์ของพระธรรม ซึ่งเป็นของจริงชอบแท้ แต่กระนั้นก็ยังแสดงให้เห็นว่าผลกรรม อันชั่วร้ายย่อมติดตามบันดาลให้ผลปรากฎเช่นเมื่อขากลับเหาะมาบนอากาศ ก็ยังให้ตกลงมารับความยากต้องข้ามน้ำโดยการอาไศรยเต่าใหญ่ ครั้นเต่าถามถึงธุระของเต่าที่สั่งพระถังซัมจั๋งไปว่าให้ถามพระพุทธเจ้าดูสักเมื่อไรเต่าจึงจะพ้นทุกข์สิ้นเวรกรรมได้ พระถังซัมจั๋งเอาไปลืมเสียมิได้ทูลถามพระพุทธเจ้า เมื่อเต่าถามก็ไม่มีอะไรจะตอบนิ่งอั้นอยู่ เต่าโกรธจึงได้จมน้ำลงไปเสีย จนพระคัมภีร์เปียกแทบจะเสียการที่ทำมาเป็นอันมากแล้ว และมามีเหตุขึ้นดังนั้น ก็เพื่อจะแสดงโทษให้เห็นว่ายังไม่สิ้นโทษของพระถังซัมจั๋งก่อนต้องเป็นเก้าๆ แปดสิบเอ็ดครั้ง จึงจะหมดโทษที่ทำผิดไว้
      ข้าพเจ้าเห็นว่า ท่านผู้แต่งเดิมก็มีความเชื่อผลเชื่อกรรม
มั่นคง เหมือนกัน แต่ขออย่าให้ท่านในทุกวันนี้ เห็นวิปลาสผิดแผกไปแก่คนโบราณเลย เนื้อเรื่องก็เพียงฟังเล่นเท่านั้น แต่ใจความแลข้อสำคัญควรจะไส่ใจให้มาก เพราะความจริงใครทำบาป ทำกรรมทำชั่วลงไว้แล้ว จำจะต้องรับผลของบุญและบาปเช่นแก่พระถังซัมจั๋งตั้งแต่ลงสู่ครรภ์มาก็ได้รับความยากตลอดมา เพราะเป็นอคารวะตาประมาทธรรมนิดหนึ่งเท่านั้น ยังเป็นได้มากมายถึงเพียงนี้ จึงไม่ควรเราท่านทั้งหลายอย่ามีความประมาทเลย
• • • • • • • • •

07 กรกฎาคม 2568

[เล่ม 3] ตอนที่ 63 ไซอิ๋ว นวนิยาย

ก่อนหน้า 📝   อ่านต่อ 📖  
  ทั้งหมด   รูปภาพ   วีดีโอ   ข่าวสาร   
(บทที่ ๙๑)
 พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ เมื่อออกจากเมืองเง็กฮัวจิวแล้วหนทางก็ราบคาบมีความผาสุขปราศจากภัยร้าย เดินมาประมาณได้สักห้าหกโยชน์ ก็แลเห็นมีป้อมและกำแพง แลดูผู้คนออกแออัดตั้งร้านขายของดูครึกครื้นน่าสนุกสนาน เมื่อคนทั้งหลายแลเห็นรูปโป๊ยก่ายหูใหญ่ปากยาวซัวเจ๋งหน้าสีหมอก เห้งเจียหน้าตาแดงคนเหล่านั้นก็พากันมายืนดูแต่ห่าง ๆ มิได้อาจจะเข้าใกล้หรือทักถามว่าอะไร พระถังซัมจั๋งเห็นผู้คนแออัดมากมายดังนั้น ก็มีความหน่วงหนักเป็นทุกข์วิตกอยู่ในใจ เกรงว่าสานุศิษย์จะก่อเหตุให้เกิดขึ้น ครั้นเดินมาสี่ห้าตรอกทางก็ยังไม่ถึงกำแพงเมือง แลไปเห็นพระอารามใหญ่มีประตูหน้าวัดจารึกอักษรสามอักษรว่า วัดชื่อหุ้นยี่
   พระถังซัมจั๋งจึงพูดว่า เราพากันเข้าพักก่อนจะได้หาจังหันแจฉันแล้วจึงค่อยไปเห็นจะดี เห้งเจียว่าพระอาจารย์คิดอย่างนั้นชอบแล้ว จึงพร้อมกันเดินเข้าไปในวัด แลเห็นพระสงฆ์องค์หนึ่งอยู่ข้างระเบียงเดินออกมาทำเคารพยกมือคำนับถามว่า ท่านมาจากไหนพระถังซัมจั๋งบอกว่าอาตมามาจากเมืองใต้ถัง พระสงฆ์นั้นลดตัวลงนมัสการ พระถังซัมจั๋งตกใจเดินเข้ามาพยุงไว้แล้วพูดว่า ทำไมท่านจึงกระทำการเคารพใหญ่โตดังนี้เล่า พระสงฆ์นั้นพูดว่าข้าพเจ้าเข้าอุปสมบททั้งนี้ ตั้ง​จิตจะปฏิบัติสวดมนต์ภาวนาปรารถนากุศลอันยิ่ง แต่ท่านเกิดในเมืองใต้ถัง ข้าพเจ้าพึ่งได้เห็น พิเคราะห์ดูก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ด้วยความจริงแต่ชาติปางก่อนท่านจะได้ปฏิบัติบวชเรียนถึงที่แล้ว จึงได้มีความพอใจรับรองดังนี้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้พอใจนมัสการท่าน
   พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า น่ากลัวที่ท่านสรรเสริญดังนั้น อาตมภาพเป็นแต่พระสงฆ์เดินหน จะมีอันใดรับรองที่ไหนหากว่าท่านผู้อยู่ในอารามดังนี้ รักษาธรรมโดยสุจริตสุขสำราญรับซึ่งบุญกุศลเป็นอย่างยิ่ง พูดโต้ตอบกันไปมาพระสงฆ์องค์นั้น ก็พาพระถังซัมจั๋งไปนมัสการพระพุทธรูปในพระอุโบสถแล้ว พระถังซัมจั๋งจึงร้องเรียกสานุศิษย์ทั้งสามตามเข้ามา พระสงฆ์องค์นั้นแลเห็นคนทั้งสามเข้ามา จึงถามว่าท่านอาจารย์สานุศิษย์ชองท่านทำไมรูปร่างหยาบคายเช่นนั้นเล่า พระถังซัมจั๋งตอบว่ารูปร่างหยาบคายก็จริงอยู่ แต่เธอมีฤทธิ์เดชเชี่ยวชาญ อาตมภาพก็ได้อาศัยเธอคุ้มครองตลอดมาจึงได้มาถึงนี่ กำลังพูดกันอยู่ก็แลเห็นข้างในมีพระสงฆ์สามสี่รูปเดินออกมา กระทำความเคารพพระถังซัมจั๋งแล้วถามว่า ท่านอาจารย์อยู่ถึงเมืองใต้ถังจะมาถึงที่นี่ทำไมหรือ
   พระถังซัมจั๋งตอบว่าอาตมภาพรับ ๆ สั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ ให้ไปยังเขาเล่งซัว นมัสการพระพุทธเจ้า ขออารธนาพระไตรปิฎกธรรม เดินทางมาถึงนี้เห็นมีพระอาราม ก็แวะเข้ามาจะใคร่ขอถามซึ่งมรรคาข้างหน้านั้น แลเพื่อจะหาจังหันแจฉันแล้วก็จะลาไป พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังดัง​นั้นก็พากันชื่นชมยินดี ต่างคุกเข่าลงคำนับทุก ๆ รูป จึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งไปยังกุฎิใหญ่ ข้างในนั้นมีพระสงฆ์กับฆราวาสนั่งทำแจอยู่หลายคน พระสงฆ์เหล่านั้นก็เดินเข้าไปก่อนร้องเรียกว่า ท่านทั้งหลายจงออกมาดูชนชาวเมืองใต้ถัง ที่งามก็มีที่ไม่งามก็มี ที่งามสวยนั้นยากที่จะวาดจะเขียน ที่ไม่งามนั้นดูวิปลาศมาก พระสงฆ์กับฆราวาสเหล่านั้น ได้ฟังก็พากันออกมาดู ๆ แล้วก็เชิญให้นั่งเก้าอี้ แล้วก็ยกน้ำร้อนน้ำชามาเลี้ยง
   พระถังซัมจั๋งฉันน้ำชาแล้วจึงถามว่าที่ตำบลนี้เรียกว่าเมืองอะไร พระสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้นบอกว่า ตำบลนี้เรียกว่าเมืองกิมเพ่งฮู้ เป็นหัวเมืองขึ้นของเมืองโซจ็อก พระถังซัมจั๋งถามว่า ตั้งแต่ตำบลนี้ไปถึงเขาเล่งซัวจะเป็นระยะทางไกลสักเท่าใด พระสงฆ์ทั้งหลายจึงบอกว่า ตั้งแต่นี้ไปข้างทิศตะวันตกประมาณสักสองพันโยชน์ พวกข้าพเจ้าเคยเดินไปถึงเพียงนั้น ที่ต่อไปถึงเขาเล่งซัวจะใกล้ไกลสักเท่าใดยังไม่เคยไป ไม่สามารถจะบอกได้ พูดแล้วก็ยกเข้าแจมาเลี้ยง ครั้นเสร็จแล้วพระถังซัมจั๋งจะลาไป พระสงฆ์ทั้งหลายก็อ้อนวอนจะให้อยู่ พูดว่าขอท่านอาจารย์รอพักอยู่สักสองสามวัน พอเสร็จการเลี้ยงง่วนเซียวแล้วจึงค่อยไปเถิด (เลี้ยงง่วนเซียวนั้นคือเพ็ญเดือนสาม) พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็ตกใจพูดว่า อาตมภาพเดินทางมาทั้งวันคืนเคลื่อนคลาดจนจำไม่ได้ ไม่ทราบว่าวันไหนเป็นวันเลี้ยงง่วนเซียว
   พระสงฆ์ทั้งหลายพากันหัวเราะว่า ท่านอาจารย์เพราะมีความมุ่งหมายเพ่งแต่จะ​ไปนมัสการพระพุทธเจ้า จึงมิได้จำวันคืนวันนี้คือวันขึ้นสิบสามค่ำเดือนสามนี้เป็นวันต้น คนทั้งหลายทุกแห่งจุดโคมไฟบูชาประกวดประชันกัน จนวันขึ้นสิบห้าค่ำถึงแรมสามค่ำจึงเลิกทุก ๆ ปี ที่เมืองนี้ทุก ๆ ปีเกณฑ์กันดังนี้ และเจ้าเมืองก็มีความโอบอ้อมอารีแก่ราษฎรมาก ทุกตำบลทุกแห่งก็ต้องจุดโคมไฟทั้งสิ้น เวลากลางคืนมีกระจับปี่สีซอฆ้องกลองแตรสังข์ร้องรำเป็นที่รื่นเริงต่าง ๆ และตั้งแต่โบราณมามีสะพานเรียกว่า กิมเตงเกี้ยวคือสะพานโคมทอง ตั้งแต่เดิมมีมาตลอดจนเท่าทุกวันนี้ มีความสุขในบ้านเมือง ขอท่านอาจารย์จงหยุดพักสักสองสามวัน ข้าพเจ้าทั้งหลายจะรับรองปฏิบัติท่านมิให้อนาทรร้อนใจ พระถังซัมจั๋งได้ฟังพระสงฆ์ทั้งหลายพูดจาชี้แจงดังนั้น ขัดไม่ได้ก็ยอมหยุดพักอยู่ ครั้นเวลาจวนเย็นได้ยินเสียงกลองและระฆังตีกึกก้องอยู่หน้าโบสถ์ เป็นเวลาที่ชาวบ้านเอาโคมไฟมาจุดบูชาที่หน้าโบสถ์ พระถังซัมจั๋งจึงเดินออกมาชมเล่น แล้วต่างคนก็กลับเข้าไปนอนพัก
   ครั้นรุ่งขึ้นฉันแล้วพระสงฆ์ในวัดก็มานิมนต์พระถังซัมจั๋งไปเที่ยวชมต้นผลไม้ข้างหลังสวน ครั้นเวลาบ่ายก็กลับมากุฎิ พอค่ำออกมาคู่โคมไฟข้างหน้าวัด และเลยพากันไปดูตามถนนใหญ่จนเวลาสองยามจึงได้พากันกลับมาพักนอน ครั้นเวลารุ่งแจ้งฉันแล้ว พระถังซัมจั๋งบอกแก่พระสงฆ์เจ้าอาวาสว่า อาตมภาพได้อธิษฐานตั้งใจจะกวาดพระเจดีย์ขอท่านได้โปรดเปิดประตูเจดีย์ด้วย​เถิด พระสงฆ์เจ้าอาวาสได้ฟังดังนั้น จึงให้คนไปเปิดประตูพระเจดีย์ พระถังซัมจั๋งก็เข้าไปในโบสถ์นมัสการพระพุทธรูปแล้ว จึงออกมาถือไม้กวาดเข้าไปในพระเจดีย์ กวาดชั้นล่างแล้วก็ขึ้นไปทุก ๆ ชั้นจนตลอดแล้วก็ลงมา เวลานั้นก็จวนค่ำทุกแห่งก็จุดไฟ
   ในคืนวันนั้นเป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำ พระสงฆ์ทั้งหลายพูดแก่พระถังซัมจั๋งว่า เราพากันไปดูตามที่ใกล้ ๆ นี้สองคืนแล้ว คืนวันนี้เป็นวันเพ็ญขึ้นสิบห้าค่ำกำลังดี พากันเข้าไปดูในกำแพงเมือง จะได้ดูโคมไฟทองที่สะพาน ท่านจะเห็นเป็นประการใด พระถังซัมจั๋งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงพร้อมกับพระสงฆ์ทั้งหลาย และสานุศิษย์ทั้งสามพากันค่อยเดินค่อยดูไปตามถนนสองข้างจุดโคมไฟประกวดกันต่าง ๆ สี ดูสลับซับซ้อนรุ่งเรืองสว่างไสวไปทั้งสองข้างถนน เป็นเวลาชะตาเมืองเจริญ ผู้คนเดินเที่ยวดูทั้งเด็กแลผู้ใหญ่ หญิงและชายเบียดเสียดเยียดยัดอัดแอกัน แลมีการเล่นเต้นรำต่าง ๆ พิเคราะค์ดูสนุกสนานมาก
   เดินต่อมาจนถึงสะพานกิมเตงเกี้ยว พระถังซัมจั๋งกับพระสงฆ์ทั้งหลายเดินเข้าไปใกล้สะพานพิเคราะห์ดู เห็นตะเกียงไฟครอบตั้งเป็นชั้น ๆ ข้างในจุดไฟสว่างมีสีสอดแซมสีไฟน้ำมัน ก็หอมฟุ้งตลบกระทบจมูก พระถังซัมจั๋งถามพระสงฆ์ที่มาด้วยกันนั้นว่า น้ำมันนั้นคือน้ำมันอะไรจึงมีกลิ่นหอมดังนี้ พระสงฆ์เหล่านั้นบอกว่า อาจารย์ยังไม่ทราบคือที่หลังเมืองนี้ ไปตำบลบ้านหนึ่งเรียกว่าบ้านห้านเทียนกุ้ย ระยะสองร้อยสี่สิบโยชน์ มีบ้านสองร้อยสี่สิบหลังคาเรือน ต้องรับเสียค่าน้ำ​มันทุก ๆ บ้าน แต่เสียผิดกันถ้าบ้านไหนมีเงินมากก็ต้องเสียเงินปีละสองร้อยตำลึงรวมกันจะได้ซื้อน้ำมันทุก ๆ ปี น้ำมันนั้นมิใช่น้ำมันธรรมดา คือน้ำมันจันทร์ของมีราคาหนักหนึ่งตำลึงเป็นเงินสองตำลึง หนักชั่งหนึ่งเป็นเงินสามสิบตำลึง ตะเกียงไฟสามดวงใหญ่ สามกระถางใหญ่ กระถางหนึ่งต้องใช้น้ำมันห้าร้อยชั่ง รวมสามกระถามเป็นพันห้าร้อยชั่ง คิดเป็นเงินสี่หมื่นแปดพันตำลึง ยังอีกตะเกียงไฟที่จุดแวดล้อมมีต่าง ๆ อย่างนั้นรวมทั้งสิ้น เป็นเงินห้าหมื่นตำลึงจึงจะพอจุดสามคืน
   เห้งเจียถามว่าน้ำมันมากดังนั้น จะจุดสามคืนหมดทีเดียวหรือ พระสงฆ์เหล่านั้นบอกว่า สามกระถางนั้นทุกกระถางมีใส้ตะเกียงวางลงไว้จุดไฟ ใส้ตะเกียงใหญ่ประมาณเท่าฟองไก่ จุดคืนต้นมาจนถึงคืนนี้ ได้มีพระพุทธเจ้าสำแดงภาคออกมาให้เห็นพระองค์ แล้วน้ำมันนั้นก็แห้งหมดไปไฟก็ดับมืดไปเอง โป๊ยก่ายได้ยินดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า พระองค์จะเอาน้ำมันไปเสียดอกกระมัง พระถังซัมจั๋งพลอยพูดด้วยว่าเห็นจะจริง คนชาวเมืองนี้ตั้งแต่โบราณมาก็ทำตามเคยมาดังนั้น แม้ว่าน้ำมันแห้งหมดก็ว่าพระพุทธเจ้าเอาไปก็มีความสุขเจริญในปีนั้นข้าวกล้าบริบูรณ์ แม้น้ำมันไม่แห้งก็พูดว่าไม่เป็นสุข ข้าวกล้าแห้งแล้งฝนฟ้าไม่เป็นปรกติตามฤดู เพราะเหตุนี้คนชาวเมืองจึงได้ตั้งสัตย์อธิษฐานกระทำการบูชา เป็นสัญญาตามกำหนดทุก ๆ ปีดังนี้
   เมื่อกำลังพูดกันอยู่ก็ได้ยินเสียงในอากาศดังอู้ ๆ พวกชาวเมืองที่เที่ยวดูไฟก็พากันตกใจแตกกระจายหลบหลีก​ไปสิ้น พระสงฆ์เหล่านั้นก็ตั้งตัวไม่ใคร่อยู่ จึงบอกแก่พระถังซัมจั๋งว่านิมนต์ท่านกลับไปเถิด หากว่าลมมาพระองค์ก็เสด็จมา คือจะโปรดให้เป็นมงคลและจะมาทอดพระเนตรไฟด้วย พระถังซัมจั๋งว่าทำไมจึงรู้แน่ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมา พระสงฆ์เหล่านั้นบอกว่าทุก ๆ ปีมีมาตามเคยดังนั้น ประมาณสองยามเศษก็มีลมพัดมาจึงกำหนดรู้ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาพระราชทานชัยมงคล เพราะฉะนั้นผู้คนทั้งหลายจึงต้องหลีกหลบไปหมดทั้งสิ้น
   พระถังซัมจั๋งพูดว่าอาตมภาพก็ตั้งใจคิดถึงคุณพระพุทธเจ้า เวลานี้ก็เป็นเวลาอันประเสริฐมีพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาถึง จะคอยนมัสการจะมิดีหรือ พระสงฆ์ทั้งหลายนิมนต์ให้กลับก็ไม่กลับ บัดเดี๋ยวก็เห็นจริงในม้วนลม แปรออกมีพระสามองค์เลื่อนลอยมาใกล้ตะเกียงไฟ พระถังซัมจั๋งแลเห็นชัดก็รีบเดินเข้าไปใกล้ลดตัวลงนมัสการ เห้งเจียแลเห็นก็นึกรู้จึงเข้าพยุงอาจารย์ให้ลุกขึ้น พูดว่าผิดเสียแล้วพระอาจารย์เป็นปีศาจมารร้าย ไม่ใช่พระพุทธเจ้า พูดยังไม่ทันจะขาดคำ แลไปตะเกียงไฟก็มืดมัวได้ยินเสียงลมพัดอู้ ก็หอบเอาพระถังซัมจั๋งขึ้นแทรกเมฆเหาะไป ก็มิได้รู้ว่าปีศาจนั้นอยู่แห่งหนตำบลใดแปลงเป็นพระพุทธเจ้าลงมาดูไฟ
รูปภาพ ; ซิฮั่นไต้อ๋องผู้นี้ กำเนิดเดิมเป็นกระบือดำ สำนักนิอยู่ตำบลเขาเล่งซัว มีพรรคพวกอยู่สามตน อยู่ในถ้ำเหี้ยนเองต๋อง ปฏิบัติตนรักษาศีลภาวนามาหลายร้อยปี สำเร็จในทางฌานโลกีย์มีฤทธาอานุภาพแปลงกายได้ตามประสงค์ เมื่อพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสามมาถึงเมืองกิมเพ่งฮู้เป็นเทศกาลของชาวเมืองนั้น จุดไฟโคมบูชาเป็นการรื่นเริงสนุกสนานทุกปี โดยถือว่าเป็นการมงคล พระถังซัมจั๋งไปเที่ยวดูโคมไฟ ซิฮั่นไต้อ๋องที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ บันดาลอิทธิฤทธิ์กระทำให้มืดมัว แล้วจับเอาตัวพระถังซัมจั๋งไป เห้งเจียติดตามไปจับเอาตัวปีศาจทั้งสามมาได้แล้ว จึงได้พาอาจารย์กับพี่น้องออกจากเมืองไป
รูปภาพ ; ซิติ้นไต้อ๋องนี้ กำเนิดเดิมเป็นกระบือดำเป็นพวกเดียวกันแก่ซิซู้ไต้อ๋อง ซีฮั่นไต้อ๋อง ซึ่งได้จับพระถังซัมจั๋ง ซึ่งเดิมมาได้แปลงตัวเป็นพระพุทธเจ้าหลอกลวงราษฎรให้เชื่อถือ กระทำสักการะบูชาจุดประทีปโคมไฟทุก ๆ ปีที่ในเมืองกิมเพ่งฮู้พากันหลงเชื่อว่าเป็นจริง เห้งเจียรู้เหตุจึงกำจัดจับตัวมาให้ชาวเมืองดูรู้เห็นทุกคน
   โป๊ยก่ายซัวเจ๋งตกใจเที่ยวเหลียวซ้ายแลขวา หาอาจารย์ก็มิได้พบเห็น เห้งเจียว่าน้องทั้งสองไม่ต้องเรียกหาที่นี่ให้ป่วยการ เพราะอาจารย์เห็นแก่การสนุกจึงได้เดือดร้อนดังนี้ ให้ปีศาจยักษ์มันจับไปแล้ว พระสงฆ์ทั้งหลายพากันตกตะลึง จึงถามเห้งเจียว่าทำไมท่านจึงรู้​แน่ว่าปีศาจจับเอาพระอาจารย์ไป เห้งเจียหัวเราะแล้วพูดว่าอันที่จริงพวกชาวเมืองนี้เป็นคนโง่หลงมาหลายปีแล้ว ก็หารู้เท่าไม่ เพราะฉะนั้นจึงให้ปีศาจมันหลอกเล่นได้ และกลับเห็นว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาพระราชทานชัยมงคลและมารับซึ่งสักการะบูชา เมื่อกี้นี้ในม้วนลมสำแดงออกเป็นองค์พระพุทธเจ้าสามพระองค์ มิใช่อื่นเลยคือปีศาจยักษ์ทั้งสามมันแปลงมา อาจารย์ข้าพเจ้าไม่รู้จึงเข้าไปนมัสการ ปีศาจจึงได้ทำไฟให้ดับมืด เอาของใส่น้ำมันจับอุ้มอาจารย์เราไปด้วย ข้าพเจ้ามาไม่ทันปีศาจมันหนีไปเสียแล้ว
   ซัวเจ๋งถามว่าเมื่อการเป็นเช่นนี้แล้ว พี่จะคิดอ่านประการใดเล่า เห้งเจียพูดว่าอย่าช้าน้องทั้งสองจงรีบกลับไปกับพระสงฆ์ทั้งหลาย ไปดูเก็บข้าวของกับม้าดูรักษาไว้ให้ดี พี่จะเหาะไปตามม้วนลมนี้ เห้งเจียสั่งแล้วก็เหาะขึ้นกลางอากาศ ได้กลิ่นคาวลมพัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เห้งเจียก็รีบเหาะไปตามสายลมไปจนสว่างลมนั้นก็สงบหยุด เห้งเจียแลเห็นภูเขาใหญ่สูงตระหง่านเทียมเมฆ ก็ลดลงยังยอดเขาจะเที่ยวค้นหาถ้ำปีศาจ แลไปข้างเนินเขาเห็นคนสี่คนกับไก่และแพะสามตัวข้างทิศตะวันตกข้ามเนินเขามา เห้งเจียพิเคราะห์ดูโดยละเอียดก็จำได้ คือเจ้าปี เจ้าเดือน เจ้าวัน เจ้าเวลาทั้งสี่เจ้าแปลงกายมา จึงชักตะบองออกมากระโดดลงจากยอดเขามาสกัดที่ข้างเนินเขา ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่าเจ้าพวกนี้ซ่อนหัวออกหางจะไปข้างไหนกัน
   เจ้าทั้งสี่ได้ยินก็ตกใจกลับแปลงเป็นรูปเดิม มาคุกเข่าคำนับเห้งเจียแล้ว​พูดว่า ท่านใต้เซี้ย งดโทษข้าพเจ้าก่อน เห้งเจียพูดว่าไม่ได้อาศัยใช้ท่านมานานแล้ว ทำไมจึงเกียจคร้านทั้งเดือนก็ไม่เห็นมา ข้าพเจ้าพึ่งเห็นหน้าท่านวันนี้ ทำไมจึงไม่คุ้มครองรักษาอาจารย์เรา มานี้จะไปข้างไหนกัน เจ้าทั้งสี่บอกว่าอาจารย์ของใต้เซียเพราะปราศจากสมาธิจิต มาหยุดพักที่เมืองกิมเพ่งฮู้ในวัดชื่อหุ้นยี่ หลงเพลินความสนุกจึงได้เกิดมีความทุกดังนี้ บัดนี้ปีศาจยักษ์มันจับพระอาจารย์ท่านไปที่ท้าวมหาชมพู หากเจ้าเทพาอารักษ์รักษาอาจารย์ท่านอยู่จึงไม่เป็นอันตราย ที่ข้าพเจ้าพากันไล่แพะสามตัวกระหืดกระหอบมาทั้งนี้ ก็เพราะว่าแพะนั้นคือซัมเอี๋ยงคัยไก่แปลว่าจะเปิดช่องอากาศ ทำลายความคับแค้นของอาจารย์ท่านเท่านั้น
   เห้งเจียถามว่าที่ภูมิเขานี้เป็นที่ปีศาจอยู่หรือประการใด เจ้าทั้งสี่บอกว่าถูกแล้ว คือเขานี้เรียกว่าเขาแชเล่งซัว ในนี้มีถ้ำหนึ่งเรียกว่าถ้ำเหี้ยนเองต๋อง ในถ้ำนี้มีปีศาจยักษ์สามตนที่หนึ่งเรียกว่า ซิฮั้นใต้อ๋อง ที่สองเรียกว่า ซิซู้ใต้อ๋อง ที่สามเรียกว่า ซิติ๊นใต้อ๋อง ปีศาจทั้งสามอาศัยอยู่ในถ้ำนี้มากว่าพันปีแล้ว พวกมันตั้งแต่เล็กมามันชอบกินน้ำมันจันทร์ เมื่อมันสำเร็จภาคเปลี่ยนแปลงได้แล้วจนทุกวันนี้ มันกระทำมารยาแปลงกายให้เหมือนพระพุทธเจ้าลวงหลอกชาวเมืองกิมเพ่งฮู้ เจ้าเมืองแลขุนนางใหญ่น้อยให้ตั้งสักการะบูชาตามตะเกียงไฟด้วยน้ำมันจันทร์ ปีนี้มาพบอาจารย์ของท่าน มันรู้ว่าเป็นผู้สำเร็จ จึงได้อุ้มพาเอาไปไว้ในถ้ำ ไม่ข้ามวันก็จะแล่เนื้ออาจารย์ท่านสับละเอียด แล้วจะเอาพระอาจารย์ท่านผสม​ทอดน้ำมันกินเล่นเป็นภักษาหาร ใต้เซี้ยจงเอาใจใส่รีบไปช่วยท่านออกโดยเร็ว
   เห้งเจียได้ฟังก็ร้องตวาดให้เจ้าทั้งสี่นั้นถอยไปแล้ว ก็รีบเดินข้ามเขาเที่ยวค้นหาประตูถ้ำ เดินมาประมาณสักสองเส้นก็แลเห็นที่ข้างริมลำธารมีปรกศิลามีบานประตูสองบาน ๆ หนึ่งเปิด ข้างบนมีอักษรจารึกว่าเขาแชเล่งซัว ถ้ำเหี้ยนเองต๋อง เห้งเจียไม่อาจเข้าไปยืนหยุดอยู่นอกประตู ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายพวกปีศาจมารร้าย มึงเร่งส่งอาจารย์ของกูมาโดยเร็ว ได้ยินเสียงข้างในตึงตังเปิดประตูออกมาคนหนึ่ง ตัวเป็นคนศรีษะเป็นกระบือร้องถามว่า เจ้าคือใครมาร้องเรียกอึกทึกจะว่าประการใดก็ว่ามา
   เห้งเจียตอบว่าเราคือสานุศิษย์ของพระถังซัมจั๋งอยู่เมืองใต้ถัง อาจารย์เรามาเที่ยวตูตะเกียงที่สะพานกิมเตงเคี้ยว พวกเจ้าไปลักเอามาจงรีบส่งออกมาโดยเร็ว เราจะยกโทษพวกเจ้าไว้สักครั้งหนึ่ง ปีศาจศรีษะกระบือเมื่อได้ฟังเห้งเจียบอกดังนั้นก็กลับเข้าไปในถ้ำ บอกว่าใต้อ๋องภัยมาถึงแล้ว ปีศาจใต้อ๋องทั้งสามกำลังให้บริวารจับพระถังซัมจั๋งถอดเสื้อผ้าออก ชำระล้างให้สะอาดคิดจะแล่เนื้อทอดน้ำมันกิน ครั้นได้ยินปีศาจควายมาบอกว่าภัยจะมา ใต้อ๋องที่หนึ่งจึงถามว่าเป็นอย่างไร ปีศาจศรีษะควายบอกว่าที่ข้างนอกมีคนหนึ่งหน้าดุจรามสูรย์มาร้องทวงอาจารย์ของเธอให้รีบส่งออกไปโดยเร็ว ใต้อ๋องใหญ่ได้ฟังก็หวั่นหวาดในใจ จึงพูดว่าเราพึ่งจับมาได้ก็หาได้ถามเค้าเงื่อนชื่อแซ่ว่าเป็นอย่างไรไม่ เจ้าปีศาจน้อย ๆ จงเอาเสื้อผ้ามาให้เธอใส่แล้วพาตัว​มานี่ ให้เราถามซักดูให้สิ้นสงสัย
รูปภาพ ; ซิซู้ไต้อ๋องนี้ กำเนิดเดิมเป็นกระบือดำเป็นพวกเดียวกันแก่ซิฮั่นไต้อ๋อง ซิติ้นไต้อ๋องด้วยเป็นกระบือดำเหมือนกัน จับเอาพระถังซัมจั๋งไปไว้ในถ้ำ เห้งเจียโป๊ยก่ายซัวเจ๋งทั้งสามคน พากันติดตามไปรบพวกปีศาจทั้งสามแพ้ จึงได้จับตัวมาฆ่าเสียทั้งสามตน แล้วจึงได้แก้อาจารย์หลุดพ้นมาได้จากถ้ำ
   พวกปีศาจน้อยจึงเอาเสื้อผ้ามาให้พระถังซัมจั๋งใส่แล้ว ก็พาตัวมาคุกเข่าลงต่อหน้าใต้อ๋องใหญ่ พระถังซัมจั๋งร้องขอชีวิต ปีศาจทั้งสามจึงถามว่าตัวคือพระสงฆ์มาจากเมืองไหน ทำไมเห็นรูปพระพุทธเจ้าจึงไม่หลีกหนี มากีดขวางเราอยู่ทำไม พระถังซัมจั๋งคำนับแล้วพูดว่าอาตมภาพเป็นพระสงฆ์อยู่ในบังคับของพระเจ้าถังไท้จงฮ่องเต้ มีรับสั่งให้อาตมภาพข้ามไปไซทีวัดลุ่ยอิมยี่ขออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม มาถึงเมืองกิมเพ่งฮู้เข้าในวัดชื่อหุ้นยี่ เพื่อจะหาข้าวแจฉัน พระสงฆ์ในอารามนั้นมีน้ำใจชักชวนให้อยู่ เพื่อให้ดูตะเกียงไฟ เพราะเป็นฤดูทำการมงคลเสียงง่วนเซียว อาตมภาพจึงได้มาดูไฟที่สะพานกิมเตงเกี้ยว อาตมภาพเห็นใต้อ๋องแปลงเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ทราบได้เมื่อเห็นแล้วก็พอใจจะใคร่นมัสการ เพราะฉะนั้นจึงได้เป็นการกีดขวางใต้อ๋อง 
   ปีศาจใต้อ๋องถามว่าตั้งแต่เมืองใต้ถังมาถึงนี่ระยะทางก็ไกล มาด้วยกันกี่คนขื่อเรียงเสียงใด พระถังซัมจั้งจึงบอกว่า เมื่อยังเป็นฆราวาสแซ่ตั๊น เมื่อบวชขื่อเหี้ยนจึงนามที่พระเจ้าแผ่นดินใต้ถังตั้งเรียกว่าถังซัมจั๋ง อาตมภาพมีศิษย์สามคน คนที่หนึ่งขื่อหงอคงเห้งเจียก็เรียกเกาซีเทียนใต้เซี้ยก็เรียก เมื่อปีศาจได้ยินชื่อนี้ก็นึกครั่นคร้ามสยดสยองอยู่ในใจ จึงถามว่าซีเทียนใต้เซี้ยคนนี้หรือมิใช่ เมื่อห้าร้อยปีก่อนขึ้นไปทำสงครามบนสวรรค์นั้นหรือ พระถังซัมจั๋งตอบว่าคนนั้นแหละ ยังคนที่สองชื่อตือหงอเหนงโป๊ยก่ายก็เรียก คือแม่ทัพ​ของเง็กเซียงฮ่องเต้ ตำแหน่งที่ผ้องง่วนโซ่ยจุติลงมา ยังคนที่สามชื่อซัวหงอเจ๋งซัวเจ๋งก็เรียก คือขุนนางรักษาพระองค์ของเง็กเซียงฮ่องเต้ จุติลงมาเกิดในมนุษย์โลก
   ปีศาจใต้อ๋องได้ฟังดังนั้นต่างก็มีใจครั่นคร้ามจึงพูดว่า ถ้ากระนั้นอย่าเพิ่งกินก่อนเจ้าน้อย ๆ จงเอาโซ่ร้อยไว้ก่อน รอจับสานุศิษย์ทั้งสามมาได้แล้วจึงค่อยฆ่า ว่าแล้วจึงจัดเตรียมพลทหารหมู่กระบือปีศาจ ต่างตนถืออาวุธทุก ๆ คนแล้วก็ยกออกจากถ้ำมีคนถือธงนำหน้ายกเป็นกระบวนออกไป ตีกลองและม้าฬ่อเสียงโกลาหล ปีศาจใต้อ๋องทั้งสามต่างแต่งตัวถืออาวุธสำหรับมือ ดูท่วงทีแข็งแรงคุมพลยกออกไปหน้าประตู ร้องถามด้วยเสียงอันดังว่า ใครที่ไหนจึงสามารถมาร้องท้าทายดังนี้ ไม่เกรงกลัวความตายดอกหรือ
   เห้งเจียแลดูเห็นปีศาจทั้งสาม คนหนึ่งถือขวานด้ามยาว คนหนึ่งถือง้าว คนหนึ่งบ่าแบกตะพดหวาย และพวกบริวารใหญ่น้อยนั้นล้วนแต่ปีศาจศรีษะกระบือทั้งสิ้น มือถืออาวุธต่าง ๆ กัน และมีธงใหญ่สามคันเขียนอักษร คือ ซิฮั่นใต้อ๋อง ซิซู้ใต้อ๋อง ซิติ้นใต้อ๋อง เห้งเจียพิเคราะห์ดูท่วงทีแล้วก็ขยับเข้าใกล้ ร้องถามว่าเฮ้ยอ้ายโจรมึงจำเราไม่ได้หรือ ปีศาจตอบว่าเจ้าคืออ้ายคนทำร้ายบนสวรรค์ ชื่อซึงหงอคงได้ยินแต่ชื่อยังไม่เคยเห็นหน้า มาเห็นหน้าเอ็งแล้วก็นึกอดสู อันที่จริงก็คืออ้ายลิงนั่นเอง เห้งเจียได้ฟังปีศาจว่าดังนั้นก็มีความโกรธร้องด่าว่าอ้ายพวกมารร้ายขโมยน้ำมัน มึงอย่าพูดมากให้ช้า​การ จงรีบคืนอาจารย์มาให้เรา ว่าแล้วมือก็แกว่งตะบองรุกไล่เข้าตีปีศาจ ๆ ทั้งสามก็ยกอาวุธขึ้นรับออกกำลังต่อสู้กันโดยสามารถได้ประมาณร้อยห้าสิบเพลง
   เวลาก็จวนค่ำยังมิได้แพ้ชนะกัน ปีศาจใต้อ๋องที่สามเอาตะพดแกว่งเดินขึ้นหน้า จับธงโบกเป็นสัญญาณ ฝูงปิศาจกระบือก็กรูกันเข้าล้อมจับเห้งเจีย ต่างตนถืออาวุธเข้าระดมกันทั้งตีทั้งแทงเป็นตะลุมบอน เห้งเจียอยู่ท่ามกลางเห็นจะเอาชัยชนะมิได้ ก็เหาะขึ้นบนอากาศแทรกเมฆหนีไป พวกปีศาจก็มิได้ไล่ติดตามคุมพลกลับเข้าถ้ำ เห้งเจียเหาะกลับมายังวัด ชื่อหุ้นยี่ ครั้นถึงก็ลงยังพื้นเข้าหาโป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง เล่าความตามเหตุให้โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งฟังทุกประการ โป๊ยก่ายถามว่า เห็นจะเป็นเมืองพระยามัจุราชกระทำหลอกดอกกระมัง ซัวเจ๋งถามว่าทำไมจึงจะรู้ได้ว่าพระยามัจุราชเล่า โป๊ยก่ายว่าพี่เห้งเจียมาบอกว่าเห็นพวกปีศาจมีศรีษะเป็นกระบือ จึงรู้ได้ว่าเป็นเมืองพระยามัจุราช
   เห้งเจียว่าหาใช่เช่นนั้นไม่ หวกเราพิจารณาดูปีศาจทั้งสามนี้คือควายไม่ต้องสงสัย โป๊ยก่ายว่าถ้าเป็นควายจริงแล้ว เราช่วยกันจับเอามาเลื่อยเขาไปขายก็คงจะได้ราคา กำลังพูดกันอยู่ก็แลเห็นพระสงฆ์ให้คนยกเครื่องแจมาเลี้ยง ครั้นกินอิ่มแล้ว เห้งเจียจึงพูดว่าเราจัดแจงไปพักนอนเสียก่อน พรุ่งนี้เช้าเราพร้อมกันไปจับปีศาจทั้งสามนี้ได้แล้ว จึงจะแก้อาจารย์ซองเราออกได้ ซัวเจ๋งพูดว่า โบราณท่านย่อมว่าทิ้งทอดการไว้เนิ่นช้า หากจะแปรปรวนเราจะลำบากเมื่อภายหน้า ปีศาจนั้นบางทีในคืนนี้จะไม่นอน จะทำ​อันตรายแก่อาจารย์เรา ๆ จะแก้ไขด้วยประการใด ถ้าเวลานี้เราไปมันไม่ทันรู้ตัว บางทีจะมีชัยชนะโดยง่าย เพราะว่ามันไม่ทันจะรู้ตัว ถ้าช้าไปเกลือกจะเสียที
   โป๊ยก่ายว่าซัวเจ๋งคิดนี้ถูกต้อง แล้วจึงจัดแจงเตรียมตัวให้มั่นคง เห้งเจียจึงพูดแก่พระสงฆ์ในวัดว่า เราจะไปปราบพวกปีศาจศรีษะกระบือ ขอฝากม้ากับสิ่งของทั้งนี้ไว้กับท่าน ถ้าเราปราบปีศาจได้แล้ว ราษฎรจะได้ไม่ต้องเสียส่วยน้ำมันจะได้พากันเป็นสุขทั่วไป พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังเห้งเจียว่าดังนั้น พากันสรรเสริญชอบใจ เห้งเจียครั้นฝากฝังสั่งเสียเสร็จแล้ว สามคนก็พากันเหาะไป
(บทที่ ๙๒)
 มาบัดเดี๋ยวถึงเขาแชหุ้นซัวถ้ำเหี้ยนเองต๋องก็ลดลงยังพื้นแผ่นดิน โป๊ยก่ายคิดจะใคร่ฟันทลายประตูถ้ำเข้าไป เห้งเจียห้ามว่าอย่าเพิ่งวุ่นวายไปก่อน รอให้พี่เข้าไปดูอาจารย์ว่าจะเป็นตายประการใดแล้วจึงค่อยสู้รบกันต่อภายหลัง ว่าแล้วเห้งเจยก็ร่ายพระคาถาขยับตัวแปลงเป็นแมลงเม่าน้อยตัวหนึ่ง บินเข้าไปในถ้ำแลเข้าไปก็เห็นปีศาจกระบือนอนหลับกรน ออกเกลื่อนกลาดเกะกะกันมิได้รู้สึกสมประดี เห้งเจียก็บินเลยเข้าไปชั้นในเงียบสงัดไม่กระตุกกระตาก มิได้รู้ว่าปีศาจทั้งสามจะอยู่แห่งใด เห้งเจียก็บินเลยเข้าไปหลังห้องได้ยินเสียงคนคร่ำครวญร้องไห้ เห้งเจียเงี่ยหูลงฟังก็ได้ยินเสียงอาจารย์จำได้ เห้งเจียจึงบินเข้าไปใกล้อาจารย์ก็ได้ยินเสียงร้องให้คร่ำครวญว่า ตำบลไซทีไม่เหมือนเมืองใต้ถัง ฤดูเดือนสามกำลังร้อนทำไมจึงมีแมลงเม่าบินมาดังนี้ เห้งเจียได้ยินก็อดไว้ไม่ได้ จึงร้อง​ขึ้นคำหนึ่งว่า พระอาจารย์ข้าพเจ้ามาแล้ว พระถังซัมจั๋งถามว่าแมลงเม่านั้นเป็นเห้งเจียหรือ
   ในทันใดนั้นเห้งเจียกลายกลับเป็นรูปเดิมคำนับแล้วจึงพูดว่า พระอาจารย์ไม่รู้เหตุผลจึงได้พากันชักช้าไปดังนี้ เมื่อกลางวันข้าพเจ้าได้ต่อสู้แก่มันทั้งสามจนเวลาค่ำจึงได้กลับ บัดนี้ข้าพเจ้าผู้ศิษย์พากันมาทั้งสามคน ข้าพเจ้าเห็นเวลาดึกดื่นจะรบพุ่งกันลำบาก และทั้งยังไม่ทราบว่าอาจารย์จะดีร้ายประการใด จึงได้แปลงตัวเข้ามาดูเสียให้รู้แน่แก่ใจก่อน ข้าพเจ้าเห็นปีศาจกำลังนอนหลับสนิท อาจารย์จงขึ้นหลังข้าพเจ้ารีบหนีไปเถิด เห้งเจียอ่านคาถามหาสะเดาะเอามือลูบที่กุญแจเป่าลงไปทีหนึ่ง กุญแจก็หลุดจากมือพระถังซัมจั๋งทันที เห้งเจียพยุงอาจารย์ขึ้นหลังได้แล้ว ก็รีบหนีออกทางประตูถ้ำ เวลาที่เดินออกมานั้นได้ยินเสียงปีศาจใต้อ๋องร้องถามว่า ทำไมไม่ได้ยินพวกเจ้าน้อย ๆ ตีเกราะเคาะไม้นั่งยาม พากันนอนหลับเสียดังนี้
   ฝ่ายพวกปีศาจได้ยินเสียงใต้อ๋องเรียกถามดังนั้น ก็พากันตกใจตื่นลุกขึ้นตีเกราะเคาะไม้ และลุกขึ้นเที่ยวเดินตรวจดู บังเอิญมาโดนพระถังซัมจั๋งกับเห้งเจียกำลังจะหนีออกไป พวกปีศาจก็พากันร้องขึ้นว่าจะหนีไปข้างไหน เห้งเจียไม่ได้ตอบว่ากระไรชักตะบองออกหวดช้ายหวดขวาล้มตายลงสองสามคน นอกกว่านั้นก็วิ่งหนีกลับเข้าไปในประตูถ้ำร้องเรียกว่าใต้อ๋องรีบลุกขึ้นเถิด อ้ายหน้าขนมันเข้ามาในนี้ตีคนตายเสียหลายคนแล้ว ฝ่ายปีศาจใต้อ๋องทั้งสามได้ยินบริวารร้องเรียกก็ตกใจลุกขึ้นร้องว่า ​จับไว้อย่าให้มันหนีไปได้ พระถังซัมจั๋งได้ยินดังนั้นก็ตกใจมือและเท้าก็อ่อนเปลี้ยไปหมด เห้งเจียไล่ตีพวกปีศาจแตกกระจายเป็นช่องออกไปได้ถึงประตูถ้ำ จึงร้องเรียกโป๊ยก่าย ซัวเจ๋งให้ช่วย เห้งเจียออกนอกประตูได้แล้วจึงเล่าเหตุในถ้ำให้โป๊ยก่าย ซัวเจ๋งฟังทุกประการ
   ฝ่ายปีศาจใต้อ๋องไล่มาทันก็เข้าแย่งเอาพระถังซัมจั๋งไปได้ ลากตัวไปล่ามโซ่ไว้อย่างเดิมแล้ว จึงจุดไฟมาส่องถือดาบมายืนถามพระถังซัมจั๋งว่า ทำไมจึงถอดกุญแจมือได้ และอ้ายลิงนั้นทำไมจึงเข้ามาได้ จงบอกไปตามจริง ถ้าปิดบังอำพรางไว้จะฟันด้วยดาบให้ขาดสองท่อนเดี๋ยวนี้ พระถังซัมจั๋งตกใจกลัวตัวสั่นบอกว่า ใต้อ๋องไม่ทราบ อันสานุศิษย์ของอาตมภาพนั้น มีวิทยาเชี่ยวชาญแปลงกายได้ถึงเจ็ดสิบสองประการ เมื่อกี้นี้แปลงเป็นแมลงเม่าเข้ามาช่วย บังเอิญใต้อ๋องรู้สึก คนทั้งหลายจึงได้เห็น พากันร้องอึกทึกขึ้น เธอจึงทิ้งอาตมภาพเสียหนีเอาตัวรอดไปแล้ว ปีศาจใต้อ๋องทั้งสามได้ฟังก็หัวเราะพูดว่า นี่หากเราตื่นขึ้นจึงหนีไปมิได้ พูดแล้วก็สั่งปีศาจทั้งหลายให้ปิดประตูนอกในให้มั่นคง แลให้เงียบระงับอย่าให้ทำเสียงดังอื้ออึงเซ็งแซ่ไป
   ซัวเจ๋งจึงพูดแก่เห้งเจียว่า ปีศาจมันจับเอาอาจารย์กลับเข้าไปแล้วปิดประตูหน้าต่างแน่นหนาฉะนี้ มันจะทำร้ายแก่อาจารย์เราเป็นแน่แล้ว พวกเรารีบพังประตูเข้าไปแก้อาจารย์จึงจะพ้นอันตราย โป๊ยก่ายว่าจริงแล้ว จึงยกคราดขึ้นสับฟันโดยเต็มกำลังประตูศิลาก็พังทลายลงละเอียด​ไปทันที ปากโป๊ยก่ายก็ร้องว่าอ้ายขโมยน้ำมันมึงจงรีบส่งอาจารย์ของกูออกมาโดยเร็ว ส่วนปีศาจทั้งสามเมื่อได้ฟังดังนั้นจึงแต่งตัวสวมเกราะมือถืออาวุธสำหรับตัวทั้งสามคน คุมพลออกมายังประตูถ้ำ ต่อสู้กับโป๊ยก่ายและซัวเจ๋ง เห้งเจีย เวลานั้นประมาณสักสามยามท้องฟ้าสว่างด้วยแสงจันทร์ดุจกลางวัน ปีศาจก็ขับพลเข้าไล่ตะลุมบอน เห้งเจียก็เข้าสู้กับปีศาจที่ถือขวาน โป๊ยก่ายก็เข้าต่อสู้กับปีศาจที่ถือง้าวใหญ่ ซัวเจ๋งก็เข้าต่อสู้กับปีศาจที่ถือไม้ตะพดหวายใหญ่ รบรอต่อสู้กันโดยสามารถยังไม่แพ้แลชนะกันได้
   ปีศาจใต้อ๋องร้องให้พลทหารระดมรุกรบเข้ามาล้อมจับโป๊ยก่าย ๆ ต่อสู้สับฟันสักเท่าใดพวกปีศาจก็มิได้ถอยหนี ตรงเข้ารวบรัดโป๊ยก่ายลากเอาตัวเข้าไปในถ้ำมัดไว้ ฝ่ายซัวเจ๋งกำลังรบแลไม่เห็นโป๊ยก่าย ก็แกว่งพลองตีปีศาจซิติ๊นใต้อ๋อง หวดไปทีหนึ่งแล้วจะถอยหนี พวกพลปีศาจกรูเข้าล้อมจับซัวเจ๋งได้ลากเอาไปมัดไว้ในถ้ำ เห้งเจ้ยเห็นดังนั้นก็พลันเหาะขึ้นบนอากาศหวนกลับไปยังวัดชื่อหุ้นยี่ พระสงฆ์ในวัดเห็นเห้งเจียกลับมาก็พากันมาต้อนรับ ถามว่าช่วยท่านอาจารย์ออกมาได้แล้วหรือ เห้งเจียบอกว่าแสนยากช่วยไม่ได้ ด้วยปีศาจเหล่านั้นมีฤทธาเชี่ยวชาญนัก บัดนี้จับเอาน้องข้าพเจ้าไปอีกแล้ว ขอท่านช่วยดูม้าและข้าวของไว้ ข้าพเจ้าจะขึ้นไปบนสวรรค์ ขอพลทหารเทพบุตรลงมาช่วยจับปีศาจนั้นให้ได้ พระสงฆ์ทั้งหลายว่าท่านไปบนสวรรค์ได้หรือ เห้งเจียหัวเราะแล้วตอบว่า สวรรค์นั้นดุจบ้าน​เดิมของข้าพเจ้าเคยไปมาเที่ยวเล่นอยู่เสมอๆ พระสงฆ์ทั้งหลายได้ฟังก็ยิ่งมีความเกรงและเลื่อมใสยิ่งขึ้นกว่าก่อน
   เห้งเจียสั่งแล้วก็ผละออกจากพระสงฆ์เหาะตรงขึ้นไปบัดเดี๋ยวก็ถึงประตูสวรรค์ ข้างทิศปราจิณก็พบกับท่านทั้ยเป๊กกิมแช ท้าวจัตตุโลกบาลเจงเฉียงที่อ๋อง และเทพบุตรอึนจูท้อโด้ขุนนางทั้งสี่กำลังนั่งสนทนากัน แลเห็นเห้งเจียขึ้นมาต่างก็ลุกเดินมาต้อนรับถามว่า ท่านใต้เซี้ยจะไปข้างไหนหรือ วันนี้จึงได้ขึ้นมาถึงนี่ เห้งเจียจึงเล่ามูลเหตุที่ถ้ำเหี้ยนเจงต๋องให้ฟังทุกประการ แล้วว่าข้าพเจ้าปราบปรามไม่ไหว เพราะฉะนั้นจึงต้องขึ้นมาเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้ เพื่อให้ตรวจดูว่ากำเนิดเดิมของปีศาจจะเป็นประการใด แลจะได้ขอพลเทพบุตรยกไปช่วยกำจัดปีศาจนั้นเสียให้สิ้น ทั้ยเป๊กกิมแชได้ฟังก็หัวเราะพูดว่าท่านใต้เซี้ยรบกับปีศาจทำไมดูไม่ออกหรือว่ามันมาจากไหน เห้งเจียบอกว่ารู้ก็รู้ได้ว่ามันเป็นปีศาจกระบือ แต่มันมีอิทธิฤทธิมากจะเอาชัยชนะมันก็มิได้จึงต้องขึ้นมาฉะนี้
   ทั้ยเป๊กกิมแชพูดว่า ปีศาจทั้งสามนั้นคือกระบือ รูปกายประกอบต้องตำราอากาศธาตุแลมันรักษาศีลปฏิบัติมาช้านาน จึงได้สำเร็จภาคเชี่ยวชาญจะเหาะเหินตามลมและเมฆ หรือแทรกน้ำในมหาสมุทรก็ได้ทุกประการ แม้จะจับมันให้ได้แล้วก็ต้องเชิญซีบั๊กกิมแชทั้งสี่มา มันเห็นหน้าแล้วมันก็จะยอมแพ้เองไม่สู้รบเห้งเจียก็ยกมือขึ้นคำนับถามว่า ที่ซีบั๊กกิมแชคือใครที่ไหน ขอท่านทั้ยเป๊กกิมแชได้โปรดชี้แจงให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด ทั้ยเป๊กกิมแชหัวเราะ​แล้วพูดว่า ดาวทั้งสี่นั้นคือที่ตำหนักวิมารเต๊างู่เกงแวดล้อมอยู่ท้องฟ้ารอบนอก ท่านใต้เซี้ยจงรีบไปเฝ้าเง็กเซียงฮ่องเต้จะรู้ได้ตลอด เห้งเจียได้ฟังก็ยกมือขึ้นคำนับขอบคุณ แล้วก็ลาทั้ยเป๊กกิมแชไปเข้าประตูสวรรค์เดินมายังตำหนักทงเม่งเต้ย เข้าหาท่านซี้ใต้เทียนซือ ๆ เห็นก็รีบนำเห้งเจียเข้าไปยังปราสาทเล่งเซียวเต้ย ครั้นเข้ามาถึงหน้าพระที่นั่งกระทำคำนับแล้ว ก็กราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ตามซึ่งมีเหตุการณ์ให้ทรงทราบทุกประการ
   เง็กเซียงฮ่องเต้ได้ทรงฟังจึงรับสั่งให้จัดพลเทพบุตรยกลงไปเป็นพาหนะช่วยจับ เห้งเจียจึงทูลว่า ข้าพเจ้าได้พบกับทั้ยเป๊กกิมแช เมื่อตะกี้ท่านบอกว่าปีศาจนั้นคือกำเนิดกระบือ หากได้ดาวทั้งสี่คือซีบั๊กกิมแชไปกำจัดแล้วเป็นการง่าย
   เง็กเซียงฮ่องเต้ ได้ทรงฟังเห้งเจียกราบทูลดังนั้น จึงรับสั่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ไปที่ตำหนักเต๊างู่เกงวิมารชั้นนอก ให้ซีบั๊กกิมแชทั้งสี่ลงไปเมืองใต้ช่วยเห้งเจียกำจัดปีศาจ ดาวทั้งสี่ดวงคือ กั๊กบั๊กเกาหนึ่ง เต๊าบั๊กเล่ยหนึ่ง โดยบั๊กลั้งหนึ่ง แจบั๊กกันหนึ่ง ถามออกมาว่า ท่านใต้เซี้ยจะให้ข้าพเจ้าไปกำจัดปีศาจที่ไหน
   เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า อันที่จริงก็พวกของท่านนี่เอง หากทีแรกท่านทั้ยเป๊กกิมแชบอกความจริงว่า หมู่ดาวยี่สิบแปดดวงนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็จะมาเชิญท่านทั้งสี่ จักไม่ต้องไปขอคำสั่งของเง็กเซียงฮ่องเต้ ดาวทั้งสี่พูดว่าแม้ไม่มีรับสั่งพวกข้าพเจ้าก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เหมือนกัน เมื่อเป็นดังนี้แล้วขอท่านจงรีบลงไปเถิด เห้งเจียกับดาว​ทั้งสี่ก็พากันออกจากประตูสวรรค์เหาะลงไปยังเขาแชเล่งซัว ครั้นถึงหน้าถ้ำเหี้ยนเองต๋องก็หยุดอยู่บนเมฆ ดาวทั้งสี่จึงบอกแก่เห้งเจียให้ลงไปท้ารบล่อ ออกมานอกถ้ำพวกข้าพเจ้าจะได้ลงมือ เห้งเจียก็เข้าไปเอาพลองกระทุ้งประตูถ้ำ ร้องด่าท้าทายว่าอ้ายพวกขโมยน้ำมันจงรีบส่งอาจารย์ของกูออกมาโดยเร็ว
   พวกปีศาจมิได้รู้สึกว่าจะตายเป็นประการใด เมื่อได้ยินเสียงด่าท้าทายดังนั้นก็มีความโกรธ ต่างถืออาวุธพร้อมกันรีบออกมายังประตูถ้ำเห้งเจียแลเห็นก็บันดาลโทสะแกว่งตะบองเข้าตีปีศาจ ๆ ทั้งสามก็ทำสัญญาณให้พวกบริวารตีวงเข้าล้อมเห้งเจียไว้ท่ามกลาง ดาวบั๊กกิมแชทั้งสี่ยืนอยู่บนเมฆแลเห็นดังนั้น ต่างก็ชักอาวุธออกแกว่งร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เฮ้ยอ้ายเดรัจฉานมึงอย่าหมายทำร้ายเห้งเจีย ปีศาจทั้งสามได้ยินเสียงก็เงยหน้าแลไปเห็นบั๊กกิมแชทั้งสี่ ต่างก็ครั่นคร้ามตกตะลึงอยู่แล้วออกปากว่าไม่ดีเสียแล้ว มันไปเอาคู่ปรับเรามาแล้ว จึงร้องบอกพวกบริวารว่า จงรีบพากันหนีเอาตัวรอดไปเถิด
   ในขณะนั้นก็ได้ยินเสียงเกรียวกราวเอิกเกริกกึกก้อง พวกปีศาจบริวารพากันกลับแปลงกายตามรูปเดิม คือกระบือเผือกแลดำต่าง ๆ วิ่งแตกตื่นกันอลหม่าน ฝ่ายปีศาจทั้งสามวางอาวุธแล้วก็แปลงกายกลับเป็นรูปกระบือไปตามเดิม เผ่นขึ้นหนีไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เห้งเจียกับดาวแจบั๊กกัน แลกั๊กบั๊กเกา ทั้งสองก็รีบไล่กระชั้นตามปีศาจทั้งสาม​นั้นไป ยังดาวเต้าบั๊กเก่ยและโดยบั๊กลั้งทั้งสองนั้นเที่ยวไล่จับปีศาจกระบือตามห้วยธารเขาไม่ว่าเล็กและใหญ่จับฆ่าเสียทั้งสิ้น แล้วเข้าไปในถ้ำเหี้ยนเองต๋อง แก้มัดพระถังซัมจั๋งและโป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง ฝ่ายซัวเจ๋งแลเห็นก็จำได้ว่าดาวทั้งสอง จึงถามว่าทำไมท่านจึงรู้ได้มาช่วยพวกข้าพเจ้าเล่า
   ดาวทั้งสองบอกว่า พวกข้าพเจ้ามาเพราะท่านใต้เซี้ยขึ้นไปกราบทูลเง็กเซียงฮ่องเต้ ๆ จึงมีรับสั่งโปรดให้พวกข้าพเจ้าลงมาช่วย พระถังซัมจั๋งถามว่า เห้งเจียบัดนี้ไปอยู่ที่ไหนจึงมิได้เห็นมาเล่า ดาวทั้งสองจึงบอกว่า ปีศาจใต้อ๋องทั้งสามนั้นคือกระบือสามตัว แลเห็นพวกข้าพเจ้ามา มันก็รีบแปลงตัวหนีไปข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดาวทั้งสองกับเห้งเจียรีบติดตามไปจับตัวปีศาจ ข้าพเจ้าทั้งสองเที่ยวกำจัดปีศาจบริวารราบคาบแล้ว จึงเข้ามาช่วยท่านอาจารย์กับโป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง พระถังซัมจั๋งได้ฟังดาวทั้งสองพูดดังนั้นจึงว่าขอบใจท่านมากที่สุดแล้ว ดาวโดยบั๊กลั้งจึงสั่งว่า ท่านพี่น้องง่วนโซ่ยกับท่านกวนเลียมเจียงกุน จงรักษาอาจารย์ของท่านกลับไปวัดชื่อหุ้นยี่ก่อนพวกข้าพเจ้าจะตามไปช่วยกันจับปีศาจ โป๊ยก่ายว่าดีแล้วเชิญท่านทั้งสองรีบไปเถิด ดาวทั้งสองก็รีบเหาะตามไปข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
   ฝ่ายโป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งก็ช่วยกันเอาสิ่งของในถ้ำ คือ เพชรนิลจินดาและเงินทองเอาออกกองไว้นอกถ้ำแล้ว นิมนต์พระอาจารย์ให้ออกไปนั่งพักอยู่นอกถ้ำ โป๊ยก่ายกับซัวเจ๋งก็ช่วยกันเอาไฟเผาถ้ำเสียสิ้นแล้ว จึงออกมาเก็บของเหล่านั้นใส่บ่ามากับอาจารย์เดินตัดตรงไปยังวัดชื่อหุ้นยี่ ​ฝ่ายดาวทั้งสองเหาะตามไปข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แลค้นหาก็ไม่เห็น จึงเหาะเลยมายังทิศตะวันตก แลลงไปในมะหาสมุทรทะเลใหญ่ก็แลเห็นเห้งเจียอยู่บนหลังน้ำเสียงร้องตวาดอึกทึก ดาวทั้งสองก็ลดลงมาหาเห้งเจีย แล้วถามว่าปีศาจนั้นมันหนีไปทางไหน เห้งเจียแลเห็นดาวทั้งสองมาก็มีความโกรธ ถามว่าทำไมท่านไม่ตามมาช่วยกันเล่า
   ดาวเต๊าบั๊กเก่ยบอกว่า ข้าพเจ้าเห็นใต้เซี้ยกับแจกั๊กสองดาวไล่ตามปีศาจมาก็นึกว่าคงจะจับได้ ข้าพเจ้าทั้งสองช่วยกันกำจัดกวาดล้างพวกปีศาจในถ้ำนั้นราบคาบแล้ว จึงเข้าไปช่วยแก้มัดอาจารย์กับโป๊ยก่ายซัวเจ๋งออกแล้ว บัดนี้พากันกลับไปยังวัดชื่อหุ้นยี่นานแล้ว ข้าพเจ้าคอยใต้เซี้ยไม่เห็นกลับจึงได้พากันมาถาม เห้งเจียได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงพูดว่า ขอบคุณท่านทั้งสองที่มีความลำบากมาก อันปีศาจทั้งสามนั้นข้าพเจ้าไล่กระชั้นมาจวนจะทันมันก็ดำลงทะเลไป ท่านแจกั๊กทั้งสองรีบไล่ตามไป สั่งให้ข้าพเจ้าคอยดักสกัดอยู่ที่นี่ ท่านทั้งสองมาแล้วก็ดี ท่านจงคอยสกัดแทนข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าจะลงไปช่วยท่านทั้งสอง ว่าแล้วเห้งเจียก็แกว่งตะบองร่ายคาถาแหวกน้ำลงไป แลไปเห็นปีศาจกำลังต่อสู้กับดาวทั้งสองโดยสามารถ
   เห้งเจียเข้าไปใกล้ร้องด้วยเสียงอันดังว่า ข้าพเจ้าเห้งเจียมาแล้ว ปีศาจทั้งสามกำลังชุลมุนต่อสู้ได้ยินเสียงเห้งเจียร้องลงมา ก็ผละหนีกลับไปกลางใจทะเลลึก ด้วยปีศาจทั้งสองมีวิชาสามารถเปิดน้ำได้ มันจึงได้หนีเปิดน้ำไปดังเสียงอู้ ๆ น้ำแตกกระจายเป็นช่องทาง เห้งเจียกับดาว​ทั้งสองก็ไล่กระชั้นติดมา อันเกาะและทิศตะวันตกนี้เป็นเขตของพระยาเล่งอ๋องเง่าสุนดูแล เวลานั้นพวกลาดตระเวนเที่ยวตรวจตามชายทะเลฝั่งตะวันตก แลเห็นปีศาจกระบือวิ่งแหวกน้ำเป็นช่องมา แลผู้ที่ไล่มานั้นก็จำได้ว่าเห้งเจีย คือซีเทียนใต้เซี้ยกับดาวทั้งสอง ก็รีบกลับไปบาดาลบอกพระยาเล่งอ๋อง ๆ ได้ฟังดังนั้นก็ให้หม้องั้งบุตรเตรียมพลสัตว์น้ำ แล้วพูดว่าเราคิดดูปีศาจกระบือทั้งสามนี้คงจะไปทำร้ายเห้งเจียเข้าเป็นแน่ จึงได้หนีมาถึงเขตทะเลของเรา ๆ จำจะต้องออกไปช่วยเป็นกำลัง
   หม้องั้งบุตรเล่งอ๋องได้ฟังบิดาสั่งแล้วก็รีบคุมพลทหารสัตว์น้ำออกไปจากบาดาล พากันโห่ร้องเสียงเอิกเกริกเข้าขวางสกัดหน้าปีศาจกระบือไว้ ปีศาจก็กลับหวนมา เห้งเจียกับดาวทั้งสองก็สกัดไว้ ปีศาจตกใจแตกกันไปคนละตัว ส่วนปีศาจซิติ๊นใต้อ๋องตกอยู่ในที่ล้อม เห้งเจียร้องสั่งว่าอย่าทำให้มันตายจงจับไว้ทั้งเป็น หม้องั้งได้ฟังสั่งก็ตรงเข้าผลักซิติ๊นปีศาจล้มลงเอาเชือกร้อยจมูกแล้วมัดสี่ขาเอาไปบาดาล พระยาเล่งอ๋องจึงประกาศสั่งให้แยกพลทหารไล่ล้อมสกัดจับให้ได้ หม้องั้งก็พาพวกพลทหารรีบไล่ตามไป ก็แลเห็นแจบั๊กกันแปลงรูปอ้าปากจะกัดกินซิฮั้นใต้อ๋อง หม้องั้งก็ร้องด้วยเสียงอันดังว่า ท่านแจบั๊กกันอย่าทำให้ตาย ท่านใต้เซี้ยสั่งให้จับเป็น หม้องั้งร้องหลายคำมาไม่ทันแจบั๊กกันก็กัดเอาศรีษะปีศาจขาดออกไป หมองั้งมาถึงก็ให้ทหารหามเอาปีศาจกลับไปบาดาล แล้วก็พากันไล่ตามปีศาจซิซู้ใต้อ๋อง ก็แลเห็นท่านกั๊กบั๊กเกาไล่ปีศาจ​กลับมา ก็มาพบหม้องั้งกับท่านแจบั๊กกันสกัดไว้ ร้องสั่งให้พลทหารจับ
   ปีศาจจวนตัวจึงร้องขอชีวิต แจบั๊กกันเข้ามาใกล้จึงจับใบหูไว้แล้วพูดว่า เราไม่ฆ่าท่านจะจับไปให้ท่านใต้เซี้ยจัดแจงชำระ พูดแล้วก็พากันกลับไปยังบาดาลแล้วร้องบอกว่าจับได้มาหมดแล้ว เห้งเจียเห็นศรีษะขาดเสียตัวหนึ่ง จึงพูดว่าแผลนี้มิใช่มีดดาบฟัน หม้องั้งไท้จื๊อหัวเราะแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าร้องห้ามไม่ทัน ท่านแจบั๊กกันกัดศรีษะขาดเสียแล้ว เห้งเจียพูดว่าถ้ากระนั้นก็ชั่งเถิด จงเอาเลื่อยมาเลื่อยเอาสองเขา แล้วลอกเอาหนังออกเสียส่วนเนื้อเอาไว้ให้ท่านเล่งอ๋องเลี้ยงกัน แล้วให้จับปีศาจทั้งสองร้อยจมูกมอบให้ท่านแจบั๊กกันจูงพาขึ้นไปยังเมืองกิมเพ่งฮู้ ให้ขุนนางใหญ่น้อยและไพร่บ้านพลเมืองดูให้เห็นแก่ตา คือมันแปลงเป็นพระพุทธเจ้าหลอกให้ชาวเมืองเพ่งฮู้ได้รับความเดือดร้อนมาช้านานแล้ว จึงจะได้เอาไปให้เขาดูจะได้รู้ทั่วกัน
   ครั้นเสร็จธุระแล้วเห้งเจียกับดาวทั้งสี่ก็ลาเล่งอ๋องออกจากบาดาล จูงปีศาจทั้งสองมาข้างริมฝั่งทะเลทิศตะวันตก มาบรรจบพร้อมกับดาวบั๊กเก่ยและโดยบั๊กลั้งทั้งสองแล้วก็พากันขึ้นเหยียบเมฆเหาะไปยังเมืองกิมเพ่งฮู้ ครั้นถึงเห้งเจียจึงให้หยุดอยู่กลางอากาศ เห้งเจียจึงร้องด้วยเสียงอันดังว่า ชาวเมืองกิมเพ่งฮู้ทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้าจะชี้แจงให้ฟัง ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้ถือรับสั่งของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ให้ไปยังเมืองไซทีเพื่ออาราธนาพระไตรปิฎกธรรม อาจารย์ข้าพเจ้าเป็นพระสงฆ์อันประเสริฐพวกท่านทั้งหลายทุก ๆ ปีจุดโคมไฟบูชาสักการะตามเคย ที่แปลง​เป็นพระพุทธเจ้ามาให้คุณให้โทษนั้น คืออ้ายปีศาจกระบือนี้เอง เหตุด้วยพวกข้าพเจ้า เมื่อวันเพ็ญได้มาเที่ยวดู เห็นปีศาจนี้มาเอาน้ำมันและลักหอบเอาอาจารย์ของเราไปด้วย เราจึงต้องไปเชิญหมู่เทพยดาบนสวรรค์มาช่วยกำจัดเสียบัดนี้ก็ราบคาบแล้ว โดยได้เผาถ้ำที่อาศัยของมันเสียหมดสิ้นแล้ว
   ต่อไปภายหน้าท่านทั้งหลายไม่ต้องจุดโคมไฟเช่นแต่ก่อนอีกต่อไป จะได้ไม่ต้องเที่ยวเร่งรัดเก็บค่าน้ำมันให้ราษฎรเดือดร้อนเหมือนแต่ก่อน
   ฝ่ายที่วัดชื่อหุ้นยี่ โป๊ยก่ายซัวเจ๋งพึ่งพาอาจารย์มาถึงวัดก็ได้ยินเสียงเห้งเจียพูดชี้แจงอยู่บนอากาศ โป๊ยก่ายก็ผละอาจารย์เหาะขึ้นบนอากาศ ถามเห้งเจียถึงเหตุการณ์ที่จับปีศาจ เห้งเจียบอกว่าปีศาจนั้นถูกแจบั๊กกันกัดตายเสียตัวหนึ่งแล้ว เอาแต่เขากับหนังนั้นมายังอีกสองตัวก็ร้อยจมูกเอามานี้ด้วย โป๊ยก่ายว่ายังอยู่สองตัวก็เอาลงไปให้ชาวเมืองเขาดูจะได้รู้ว่าพวกเราเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ขอเชิญแชกุนทั้งสี่ลงไปยังหน้าหอศาลาเมืองด้วยเถิด แล้วเอาปีศาจลงโทษให้รู้ว่าหนักเบา ท่านจะด่วนไปทำไมเล่า ดาวแชกุนทั้งสี่จึงพูดว่าท่านพี่ผ้องง่วนโซ่ยธรรมเนียมกฎหมายซึ่งโทษหนักและเบาท่านก็ย่อมทราบซึมอยู่แล้ว
   โป๊ยก่ายพูดว่าข้าพเจ้ารักษาศีลมาได้หลายปีแล้วก็ทราบอยู่บ้างเล็กน้อย ดาวแชกุนทั้งสี่ก็ผลักกระบือทั้งสองลงไปยังหน้าหอแล้วก็พากันลงไปยังพื้น
   ฝ่ายชาวเมืองกิมเพ่งฮู้ทั้งนอกเมืองและในเมือง ต่างก็ตกใจทุก​บ้านทุกเรือนพากันมาจุดธูปเทียนสักการะบูชานมัสการทุก ๆ คน บัดเดี๋ยวก็แลเห็นพระสงฆ์ในวัดชื่อหุ้นยี่ เอาเกี้ยวหามพระถังซัมจั๋งมายังหอหน้าเมือง พบกับเห้งเจีย ๆ ก็เล่าเหตุผลนั้น ๆ ให้อาจารย์ฟังทุกประการ พระถังซัมจั๋งได้ฟังก็มีความยินดีสรรเสริญขอบคุณยิ่งนัก แลพวกขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยพร้อมกันจุดธูปเทียนและเผาไม้หอมบูชาพากันตั้งนมัสการโดยความเลื่อมใส นั่งอยู่สักประเดี๋ยวโป๊ยก่ายนึกขึ้นมาได้ ฉวยมีดโกนตรงเข้าจับกระบือทั้งสอง เชือดคอขาดตกลงแล้วเอาเลื่อยมาเลื่อยเขาออกทั้งสี่เขา เห้งเจียก็จัดแจงให้ดาวแชกุนทั้งสี่นำเขากระบือนั้นขึ้นไปถวายเง็กเซียงฮ่องเต้ กราบทูลเหตุผลให้ทรงทราบทุกประการ ยังอีกสองเขานั้นแบ่งไว้ที่ศาลาประจำเมืองเขาหนึ่ง ยังอีกเขาหนึ่งจะเอาไปถวายพระพุทธเจ้าที่เขาเล่งซัว
   ฝ่ายพวกขุนนางจึงนิมนต์พระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์ไว้ จัดเครื่องโต๊ะแจมาถวาย แล้วป่าวร้องให้สภาตุลาการมาพร้อมกันคอยผลัดเปลี่ยนกันปฏิบัติ และออกประกาศให้รู้ทั่วกันว่าปีหน้าต่อไปไม่ให้ทำการจุดโคมไฟ และยกเลิกการเก็บส่วยน้ำมันและให้ถลกหนังกระบือไว้ทำเกราะ ส่วนเนื้อก็ให้แจกแก่ขุนนางและราษฎร และเบิกเงินกลางออกสร้างศาลาบูชาดาวแชกุนทั้งสี่ และปลูกที่บูชาจารึกนามพระถังซัมจั๋งกับศิษย์ทั้งสามไว้เป็นที่ระลึกต่อไปภายหน้า ฝ่ายพระถังซัมจั๋งกับสานุศิษย์มีน้ำใจกว้างขวาง รับนิมนต์ชาวบ้านพวกที่เสียส่วยน้ำมันสองร้อยสี่สิบหลังเรือน ทุก ๆ เรือนผลัด​เปลี่ยนกันเลี้ยงสมนาคุณไม่ขาดเวลา
   โป๊ยก่ายได้กินอิ่มหนำพอใจ จึงเอาเพชรนิลจินดาพลอยสีต่าง ๆ ที่เก็บมาจากถ้ำ ออกแจกจ่ายให้ปันแก่ชาวบ้านไว้ชมเล่น แต่หน่วงเหนี่ยวเลี้ยงดูกันอยู่ประมาณสักเดือนเศษ พระถังซัมจั๋งจึงเรียกเห้งเจียมาสั่งว่า ของที่เก็บมาจากถ้ำยังเหลืออยู่มากน้อยเท่าใด เอาถวายไว้ในวัดหุ้นยี่ พอจวนแจ้งพวกเราออกเดิน อย่าให้ชาวบ้านเห็นจะชักช้าเวลาไป เห้งเจียได้ฟังอาจารย์สั่งดังนั้น จึงเอาแก้วแหวนเพชรนิลเหล่านั้นถวายไว้ในวัด พอเวลาค่ำเข้านอน ครั้นเวลาเช้าสามยามพระถังซัมจั๋งลุกขึ้นเรียกโป๊ยก่ายให้ลุกขึ้นผูกม้า
   ฝ่ายโป๊ยก่ายเมื่อถึงเวลากลางวันกินอิ่มมาก ก็นอนหลับไหลไม่รู้สึก พูดเพ้อว่าจะผูกม้าทำไมหนอ เห้งเจียตวาดว่าอาจารย์จะไป โป๊ยก่ายก็บิดตัวเกาหูเกาคางพูดว่า จะมาละทิ้งสองร้อยสี่สิบบ้านไป พึ่งไปกินได้สามสิบบ้านเท่านั้น จะทำเล่นให้ข้าพเจ้าหิวแลอดอยากอีกหรือ พระถังซัมจั๋งบ่นว่าอ้ายพุงกระสอบอย่าพูดเลอะเทอะไปเลย รีบลุกขึ้นเถิดอย่าทำปากกล้าจะให้เห้งเจียเอาตะบองมาตีเสียเดี๋ยวนี้แหละ โป๊ยก่ายได้ยินว่าจะตีก็ตกใจลุกขึ้น พูดว่าครั้งนี้ทำไมแปรปรวนดังนี้ ตั้งแต่มาป้องกันรักษาข้าพเจ้า ทำไมวันนี้จะใช้ให้เห้งเจียตีข้าพเจ้าเล่า เห้งเจียบอกว่าอาจารย์เกลียดเจ้าเพราะฝีปากกระทำให้เสียเวลา ยังไม่รีบเก็บเข้าของเล่าจะให้ลงมือจริง ๆ ทีเดียวหรือ โป๊ยก่ายก็รีบลุกขึ้นซัวเจ่งก็ลุกขึ้น พระถัง​ซัมจั๋งโบกมือห้ามว่าให้เบา ๆ อย่าอึกทึกไป พระสงฆ์ในวัดจะตกใจตื่น พูดแล้วพระถังซัมจั๋งก็ขึ้นม้า เห้งเจียโป๊ยก่ายก็เปิดประตูวัด อาจารย์กับศิษย์ก็พากันเดินแอบหนีออกไป
The Monkey King Quest For The Sutra เห้งเจียจอมอิทธิฤทธิ์ 2002 ตอนที่ 11-24 พากย์ไทย