Translate

เปรต (1) ← ดูหนัง 📽 เปรต ร.ศ. หกสิบเก้า

                การเป็นเปรตเกิดจาก อกุศลกรรม (ความชั่ว) ที่ทำไว้ตอนมีชีวิต โดยเฉพาะ ความโลภ ความตระหนี่ เห็นแก่ตัว และการพูดจาไม่ดี ไม่มากพอตกนรก แต่ก็เพียงพอที่จะไปเกิดในภพภูมิเปรตเพื่อรับทุกข์จากกรรมนั้น เช่น อดอยาก หิวโหย ถูกไฟเผา หรือกินของสกปรก เป็นต้น เปรตมีหลายประเภท แต่ส่วนใหญ่มาจากกรรมด้าน ความโลภ ความตระหนี่ และการพูดจาไม่ดี.
 สาเหตุหลักของการเกิดเป็นเปรต:
                ความตระหนี่และโลภมาก: หวงของ ไม่ชอบทำบุญ หรืออยากได้ของคนอื่น.
                การพูดจาไม่ดี: โกหก, พูดจาหยาบคาย, ดูถูกผู้ทรงศีล, ยุยงให้คนแตกแยก.
                กรรมที่ไม่หนักมากแต่ก็ไม่ดี: ทำกรรมชั่วที่ไม่ร้ายแรงพอให้ตกนรกทันที แต่ก็ส่งผลให้เกิดเป็นเปรตได้.
                เศษกรรม: มาจากผู้ที่เคยตกนรกแล้ว แต่ยังมีเศษกรรมเหลืออยู่ ทำให้ต้องมาเกิดเป็นเปรต.
                ประเภทของเปรตตามกรรม: ขุปปิปาสิกเปรต: หิวโหยอดอยากตลอดเวลา จากความตระหนี่.
                วันตาสเปรต: กินแต่ของสกปรก จากการพูดดูถูกคน.
                ปรทัตตูปชีวีเปรต: ต้องรอให้ญาติอุทิศส่วนบุญให้ จึงจะกินได้.
                ฌิชฌามตัณหิกเปรต: ถูกไฟเผา จากการใช้ไฟทำร้ายคนอื่น.
                เปรตประเภทอื่น ๆ: มีรูปร่างต่าง ๆ ตามกรรม เช่น เป็นเพชฌฆาต (อสิสเปรต) หรือพระภิกษุที่ไม่ดี (ภิกขุเปรต).
                สรุปคือ การเป็นเปรตคือผลของ อกุศลกรรมที่เกิดจากกิเลส เช่น ความโลภ ความตระหนี่ ความริษยา ที่ส่งผลให้ต้องทนทุกข์ทรมานในภพภูมิเปรต เนื่องจากยังทำกรรมไม่ดีพอที่จะตกนรก หรือเป็นเศษกรรมที่เหลือจากการไปนรกมา.
ความหมายของคำว่า “เปรต”
                คำว่า เปรต หมายถึง ๑. ผู้ละโลกนี้ไปแล้ว, คนที่ตายไปแล้ว ๒. สัตว์จำพวกหนึ่งซึ่งเกิดอยู่ใน อบายชั้นที่เรียกว่า ปิตตวิสัย หรือ เปตติวิสัย (แดนเปรต) ได้รับความทุกข์ทรมานเพราะอดอยาก ไม่มี จะกิน แม้เมื่อมีกินก็กินไม่ได้ หรือกินได้โดยยาก
 คำว่า เปรต หมายถึง สัตว์พวกหนึ่ง เกิดในอบายภูมิ คือแดนทุกข์, ผีเลวจำพวกหนึ่ง มีหลายชนิด ชนิดหนึ่งตามที่ว่ากันว่า มีรูปร่างสูงโย่งเย่งเท่าต้นตาล กินแต่เลือดและหนองเป็นอาหาร มักร้องเสียงดังจื๊ด ๆ ในตอนกลางคืน, คำเรียกเป็นเชิงแช่งด่าหรือปรามาสคนที่อดอยากผอมโซ เที่ยวรบกวนขอเขากิน หรือเมื่อมีใครได้โชคลาภก็เข้ามาขอแบ่งปันเป็นอย่างขอแบ่งส่วนบุญ หรือทำนอง เช่นนั้นว่า เปรต หรือ อ้ายเปรต
                อีกนัยหนึ่ง” คำว่า เปรต มาจากคำสันสกฤตว่า เปรต ตรงกับคำบาลีว่า เปตะ แปลได้ ๒ ความหมาย คือ :
                ๑) เปรต แปลว่า ผู้ละไปแล้ว หรือผู้ที่ตายจากโลกนี้ไปแล้ว หมายถึง ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ หรือวิญญาณผู้ที่ตายไปแล้ว ดังเช่นคำในประโยคว่า นาย ก. ได้ทำบุญอุทิศให้กับเปตชน คำว่า เปตชน ในที่นี้ หมายถึงญาติที่ล่วงลับไปแล้วของนาย ก. นั่นเอง ซึ่งอาจจะไปผุดไปเกิดแล้ว หรือยังไม่ได้ไปผุด ไปเกิดก็ตาม
                ๒) เปรต แปลว่า ผู้ห่างไกลจากความสุข หมายถึงปีศาจจำพวกหนึ่งที่เคยก่ออกุศลกรรมเอาไว้ และต้องมารับใช้ผลกรรมนั้นอย่างทุกข์ทรมาน โดยแต่ละตนจะมีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว และ เสวยผลกรรมในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับกรรมที่ตนได้ทำไว้
                * พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒, (กรุงเทพ-มหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑), หน้า ๒๔๘. ๒ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๔, (กรุงเทพมหานคร : ศิริวัฒนา อินเตอร์ปริ้นท์, ๒๕๕๖), หน้า ๗๕๕.  ศักดิ์สิทธิ์ พันธุ์สัตย์, ระวังจะเป็นเปรต, (กรุงเทพมหานคร : เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์, มปพ.) หน้า ๑๔.

เรื่องย่อ : สำหรับวีดีโอ เปรต ร.ศ. หกสิบเก้า ย้อนเวลากลับไปกว่าร้อยปี ณ ค่ำคืนหนึ่งของหมู่บ้านเล็กๆ ที่ซึ่งวัดคือศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านหลวงพ่อวัยชรากับ ไอ้จักร ลูกศิษย์วัดคู่ใจ ได้พบเจอกับเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวสุดขีด เมื่อได้จักรไปปัสสาวะรดขาของสิ่งมีชีวิตที่สูงเสียดตาล เสียงร้องโหยหวนทำให้ทั้งสองวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต จนหลวงพ่อเกิดสะดุดล้มลงมือไปคลำเจอพระพุทธรูปทองคำโบราณ ทันใดนั้นเสียงร้องและการติดตามก็สิ้นสุดลง เบิ้ม หนุ่มผู้ไม่ค่อยกินเส้นกับลวงพ่อ คิดว่าการมาปรากฏกายของ เปรต เกี่ยวข้องกับพระพุทธรูปทองคำโบราณ ชาวบ้านกับไม่เชื่อและสาปแช่งให้ตกนรก
 เปรตในความหมายของคนไทยทั่วไป ก็คือ ผีชนิดหนึ่ง จึงมักเรียก เปรตว่า ผีเปรต มีบางท่าน ได้จัดผีบางจำพวก เช่น ผีกระสือ ผีกระหัง ผีปอบ แต่ที่จริงผีเหล่านั้นก็คือ เปรต นั่นเอง แต่บางท่าน ก็กล่าวแย้งว่าบรรดาผี ๆ ที่คนไทยเรารู้จักนั้นน่าจะเป็น อสุรกาย มากกว่าจะเป็นเปรต ก็ว่ากันไป !
                ๒. ภูมิของเปรต ในพระพุทธศาสนาได้จัดภพภูมิที่สรรพสัตว์ผู้ยังมีกิเลสทั้งหลายจะต้องเวียนว่ายตายเกิดว่า มีทั้งหมด ๓๑ ภพภูมิ เรียกว่า “วัฏสงสาร ๓๑ ภูมิ” แบ่งเป็น ๓ ระดับ คือ :
                ๑) กามาวจรภูมิ คือ ภูมิของผู้ยังแสวงหาความสุขจากกามคุณ ๕ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และ สัมผัสที่น่าพอใจ มี ๑๑ ภูมิ คือ อบายภูมิ ๔, มนุสสโลก ๑ และ สวรรค์ ๖ ๕
                ๒) รูปาวจรภูมิ คือ ภูมิของผู้เสพสุขจากการเข้ารูปฌานตั้งแต่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน มี ๑๖ ภูมิ นับตั้งแต่พรหมปาริสัชชาขึ้นไปจนถึงอกนิฏฐพรหม
                ๓) อรูปาวจรภูมิ คือ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของผู้เจริญสมาธิจนถึงระดับอรูปฌาน ๔ เป็นผู้เสพสุข อันเกิดจากการเข้าอรูปฌาน มี ๔ ภูมิ ตามลำดับของอรูปฌานมีอากาสานัญจายตนภูมิ เป็นต้น
 บรรดาสัตว์ผู้ยังมีกิเลสทั้งหลายเกิดใน ๓๑ ภูมินี้เท่านั้น ไม่มีนอกเหนือจากนี้ ส่วนใครจะเกิด ในภพภูมิใด ขึ้นอยู่กับกรรมเป็นตัวกำหนดจัดสรรให้ ใครทำกรรมดี ย่อมเกิดในภพภูมิที่ดี ใครทำชั่ว ย่อมไปเกิดในภพภูมิที่ชั่ว ตามกรรมที่ตนได้สร้างไว้ ภพภูมิของเปรตจัดเป็นหนึ่งในอบายภูมิ ๔ และจัดเป็นภพภูมิสำหรับลงโทษผู้ที่กระทำบาป ที่ถือว่าเป็น อันดับ ๒ รองจากนรก กล่าวกันว่าผู้ที่เกิดในนรกนั้นจะถูกลงโทษให้ทุกข์ทรมานอยู่ตลอด เวลา โดยไม่มีผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่มีหยุดพักแม้เสี้ยววินาที ส่วนผู้ที่เกิดในภูมิของเปรตแม้จะต้องรับกรรมเช่นเดียวกับสัตว์นรก แต่ก็มีผ่อนหนักผ่อนเบาบ้าง ในบางครั้งบางคราว เช่น เปรตปากเท่ารูเข็ม มีความหิวโหยอย่างแรง แต่ก็มีผ่อนปรนให้หากินประทังความหิวได้ เป็นต้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังทุกข์ทรมานแสนสาหัสนับเป็นร้อยเป็นพันปี หรืออาจมากกว่านั้น เป็นกัปเป็นกัลป์ก็มี
  ๔ อ้างแล้ว, หน้า ๑๕-๑๖. อบายภูมิ ๔ : ๑) นรก ๒) เปรตวิสัย ๓) อสุรกายภูมิ และ ๔) กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ๕) มนุษย์, สวรรค์ ๖ : ๖) จาตุมหาราชิกา ๗) ดาวดึงส์ ๘) ยามา ๙) ดุสิต ๑๐) นิมมานรดี ๑๑) ปรนิมมิตวสวัตตี  รูปพรหม ๑๖ : ๑) พรหมปาริสัชชา ๒) พรหมปุโรหิตา ๓) มหาพรหมา ๔) ปริตตาภา ๕) อัปปมาณาภา ๖) อาภัสสรา ๗) ปริตตสุภา ๘) อัปปมาณสุภา ๙) สุภกิณหา ๑๐) อสัญญีสัตตา ๑๑) เวหัปผลา ๑๒) อวิหา ๑๓) อตัปปา ๑๔) สุทัสสา ๑๕) สุทัสสี และ ๑๖) อกนิฏฐา   อรูปพรหม ๔ : ๑) อากาสานัญจายตนะ ๒) วิญญาณัญจายตนะ ๓) อากิญจัญญายตนะ และ ๔) เนวสัญญา-นาสัญญายตนะ
๓. ประเภทของเปรตี ๑) จำแนกตามที่มา มี ๒ ประเภท :
                ๑. เปรตที่ไปจากโลกมนุษย์ ได้แก่ เปรตจำพวกที่ทำกรรมไม่หนักพอที่จะไปรับโทษในนรก ทำกรรมที่มีโทษพอเหมาะพอสมจะไปเกิดในภูมิของเปรต พอตายไปก็ไปเกิดเป็นเปรตชดใช้กรรมทันที ไม่ต้องลงนรกก่อน
                ๒. เปรตที่มาจากนรก ได้แก่ ผู้ที่ทำกรรมหนักเอาไว้ เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ หลังจากตายไปแล้ว ก็ไปชดใช้กรรมนั้นในนรกขุมต่าง ๆ ตามน้ำหนักของกรรม เมื่อใช้กรรมในนรกหมดแล้ว แต่ยังมีเศษกรรม ติดตัวอยู่ ก็จะมาเกิดเป็นเปรตเพื่อชดใช้เศษกรรมที่เหลืออยู่
๒) จำแนกตามลักษณะการเสวยผลกรรม มี ๕ ประเภท :
                ๑. ขุปปิปาสิกเปรต : เปรตหิวกระหาย ได้แก่ เปรตที่เสวยผลกรรมด้วยความอดยากหิวโหย มีรูปร่างผอมโซ เที่ยวแสวงหาของกินไปตามที่ต่าง ๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งที่เป็นอาหารใด ๆ เปรตบางจำพวก วิบากกรรมบันดาลให้ไปพบแม่น้ำ ข้าวปลาอาหารวางอยู่ตรงหน้า ด้วยความหิวกระหายเปรตเหล่านั้น ก็วิ่งเข้าหาหมายจะกินให้อิ่มหนำ แต่เมื่อจะเอาเข้าปาก น้ำ อาหาร เหล่านั้นก็กลายเป็นหิน เป็นทราย เป็นแกลบไม่สามารถจะกินจะดื่มได้
                เปรตเหล่านั้นก็ได้แต่คร่ำครวญ ร้องไห้อย่างน่าเวทนา เปรตบางตน มีปากเท่ารูเข็ม จะกินอะไรก็กินได้ทีละน้อย ไม่อาจกินให้สาแก่ความหิวได้ ที่เป็นดังนี้ เพราะผลกรรม ที่เกิดจากความตระหนี่ถี่เหนียว หวงแหนในทรัพย์ของตน ไม่เคยทำบุญ ทำทาน แม้ทำก็ทำด้วยความ เสียดาย
                ๒. วันตาสเปรต : เปรตกินของสกปรก ได้แก่ เปรตที่เสวยผลกรรมด้วยการกินของสกปรก เป็นอาหาร เช่น กินอุจจาระ ซากศพ น้ำลาย เสลด น้ำเหลือง น้ำหนอง กินลูกของตัวเอง เป็นต้น เป็นผลมาจากกรรมที่พูดจาไม่ดี โกหกมดเท็จ พูดสบถสาบาน พูดคำหยาบ ดูถูกดูหมิ่นผู้มีพระคุณหรือผู้ทรงศีล เป็นต้น
                ๓. ปรทัตตูปชีวีเปรต : เปรตขอส่วนบุญ ได้แก่เปรตที่มีความหิวโหย แต่ไม่สามารถจะกิน อาหารอย่างอื่นได้ นอกจากขอรับส่วนบุญจากญาติอุทิศให้ เปรตจำพวกนี้จะมีโทษเบาบาง คือไม่ได้สร้าง เวรสร้างกรรมที่หนักหนาสาหัส ถ้าเปรียบเหมือนนักโทษก็คือนักโทษที่ก่อคดีไม่รุนแรง พร้อมที่จะให้ ญาติประกันตัว อีกส่วนหนึ่งคือ เปรตที่ทำกรรมหนักแต่ได้ชดใช้กรรมนั้นเบาบางหรือเหลือน้อยเต็มที
                อ้างแล้ว, หน้า ๒๐-๒๓.
 เมื่อได้รับการอุทิศบุญจากญาติก็จะพ้นจากความเป็นเปรตทันที เปรียบเหมือนนักโทษคดีร้ายแรง แต่มี ความประพฤติดี เมื่อรับโทษใกล้ครบแล้ว หากได้รับการอภัยโทษก็จะได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด
                ๔. ณิชฌามตัณหิกเปรต : เปรตไฟเผา ได้แก่ เปรตที่เสวยผลกรรมด้วยการถูกไฟแผดเผา ร่างกาย โดยมากเป็นผลกรรมจากการใช้ไฟเผาทรัพย์สินหรือใช้ไฟเผาทำร้ายคนอื่น
                ๕. เวมานิกเปรต : เปรตมีวิมาน ได้แก่เปรตที่มีวิมานหรือที่อยู่เป็นหลักแหล่งของตนเอง เปรตจำพวกนี้เคยเป็นอุบาสิการักษาศีลอุโบสถ แต่ได้เล่นชู้นอกใจสามี เมื่อตายไปเกิดเป็นเปรต มีร่างกาย สวยงาม และได้อยู่ในวิมานทิพย์หลังใหญ่ ด้วยอานิสงส์แห่งศีลที่ตนเคยรักษา แต่พอตกกลางคืนต้องลง จากวิมานให้สุนัขรุมกัด ด้วยผลแห่งกรรมเล่นชู้และโกหกสามี
                ๔. เปรตอยู่ที่ไหน
 ภพภูมิหรือที่อยู่ของเปรตนั้นท่านกล่าวว่า อยู่ในโลกของมนุษย์นี้เอง เพียงแต่ว่าอยู่คนละมิติ ไม่อาจมองเห็นหรือติดต่อสื่อสารกันได้โดยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ นอกจากผู้มีญาณวิเศษเท่านั้นจึงจะ สามารถเห็นหรือติดต่อกับเปรตผ่านมิติได้ หรืออีกทางหนึ่งคือเปรตเป็นผู้ติดต่อเราเอง โดยเปรตปรากฏ กายหยาบจนเราสามารถมองเห็นหรือรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทางใดทางหนึ่ง
 แหล่งที่อยู่ของเปรตกำหนดแน่นอนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเปรตตนนั้นทำกรรมที่ผูกพันกับสถานที่ ใดไว้ เช่น เปรตบางตนมีความหวงแหนในทรัพย์สมบัติในวัดวาอารามที่ตนได้สร้างไว้ หรือเคยเป็น เจ้าอาวาสปกครองก็มักจะเกิดในวัดหรือสถานที่นั้นๆ คอยเฝ้าหวงแหนทรัพย์ของตน หรือเปรตบางตน สมัยเป็นมนุษย์เคยใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านนี้มีความเกี่ยวพันกับญาติพี่น้อง ก็มักจะไปเกิดในที่ใกล้หมู่บ้าน แห่งนั้น เปรตบางตนได้ทำดีเอาไว้ ผลบุญส่งให้ได้วิมานทิพย์เมื่อตายไปก็ไปอยู่ในวิมานของตน ซึ่งวิมานนั้น อาจตั้งอยู่ในป่า ในเขา ในถ้ำ
                แต่เปรตส่วนมากมักจะอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง จะเที่ยวสัญจรแสวงหาส่วนบุญไปเรื่อย ๆ ที่ใดมีคน ไปทำบุญมาก ๆ เปรตก็มักจะไปรวมตัวกันอยู่ในที่นั้น ๆ เพื่อรอรับส่วนบุญที่เขาอุทิศให้ดังนั้น เราจึงมัก จะเห็นเปรตในวัดมากกว่าที่อื่น
 มหามกุฏราชวิทยาลัย, เปรต ๑-๔ : หนังสือพระสูตรและอรรถกถาแปล เล่มที่ ๓๙ (ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ) เล่มที่ ๑ ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕), หน้า ๒๙๙.   มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, อรรถกถาภาษาไทย พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ ฉบับมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖), หน้า (๑๕)   ๑๕-๑๖. ** ศักดิ์สิทธิ์ พันธุ์สัตย์, ระวังจะเป็นเปรต, (กรุงเทพมหานคร : เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์, ม.ป.พ.) หน้า ๑๕-๑๖


๕. กรรมที่ทำให้ไปเกิดเป็นเปรต
                เปรต มีมากมายหลายชนิดด้วยกัน ซึ่งเปรตชนิดไหนจะมีรูปร่างและมีความเป็นอยู่อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับบาปกรรมที่ตนได้กระทำ ซึ่งบาปกรรมที่ว่านั้นอาจเป็นเศษกรรมที่หลงเหลือจากนรก หรือเป็น บาปกรรมที่ทำไว้ในโลกมนุษย์ที่ส่งผลให้ไปเกิดเป็นเปรตโดยตรง
                ในโลกของเปรต แม้จะเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความอดอยากหิวโหย แต่ใช่ว่าเปรตทุกตนจะต้อง รับกรรมด้วยความหิวโหยเสมอไป เพราะเปรตที่รับกรรมด้วยถูกไฟเผาไหม้ร่างกายก็มี ถูกสุนัขกัดก็มี ถูกหนอนเจาะตามร่างกายก็มี ถูกหอกดาบทิ่มแทงก็มี และยังมีรูปแบบอื่นอีกมากมาย
                เปรตตนไหนจะรับกรรมอย่างไร ขึ้นอยู่กับรูปแบบของกรรมที่ทำ ซึ่งท่านจำแนกไว้ ๑๐ อย่าง เรียกว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐ แยกเป็น :
                ๑) กายทุจริต ๓ : • ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์/มิจฉาชีพ ประพฤติผิดในกาม
                ๒) วจีทุจริต ๔ : พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
                ๓) มโนทุจริต ๓ : คิดโลภอยากได้ของเขา คิดพยาบาททำลาย เห็นผิดทำนองคลองธรรม
๖. ตัวอย่างเปรตชนิดต่าง ๆ
                ๑. เปรตสมัยพุทธกาล
 บุคคลแรกที่ยืนยันว่า เปรตมีจริง คือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะมีหลักฐานเป็น พระพุทธพจน์ที่จารึกไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดในพระพุทธศาสนา ปัจจุบัน มีทั้งหมด ๔๕ เล่ม ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๖ (สังยุตตนิกาย นิทานวรรค) มีพระสูตรที่บันทึกเรื่องราว บุพกรรมของเปรตเอาไว้ ๒๑ เรื่อง และในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ (ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา) ได้บันทึกเรื่องราวบุพกรรมของเปรตต่าง ๆ เอาไว้ ๕๑ เรื่อง นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของเปรตที่กระจัดกระจายอยู่ในพระไตรปิฎกเล่มอื่นอีกมากมาย เช่น ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ (ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ ธรรมบท อุทาน อิติวุตตกะ สุตตนิบาต) ได้กล่าวถึงบุพกรรมของเปรตงู และเปรตกา เป็นต้น
                ១២ อ้างแล้ว, หน้า ๓๕. อ้างแล้ว, หน้า ๑๐.
                ๑) เปรตเศรษฐีบุตร : โลหกุมภีนรกหมุนเร็วมาก ๑๔
                เป็นเรื่องแสดงผลกรรมชั่วของบุตรเศรษฐี ๔ คน ในกรุงสาวัตถีที่ได้ประพฤติล่วงละเมิดภรรยา ของผู้อื่น และทำชั่วอย่างอื่นอีกมาก ตายแล้วไปเกิดในนรกชื่อโลหภุมภี ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส อยากจะระบายความทุกข์จึงผุดจากก้นนรกขึ้นมากล่าวได้คนละ ๑ อักษรตัวแรก ก็จมดิ่งลงสู่ก้นนรก ต่อไป
                เสียงอักษรตัวแรกที่แต่ละตนเปล่งออกมาคือ ส น ทุ โส กลับดังกึกก้องถึงพระโสตของพระเจ้า ปเสนทิโกศล ผู้บรรทมไม่หลับ เพราะทรงรอคอยให้ถึงเวลารุ่งอรุณเร็ว ๆ จะได้ทรงชมเชยสตรีรูปงาม ที่ทอดพระเนตรในวันนั้น และรับสั่งให้สามีของนางไปหาดินสีอรุณมาจากสระแห่งหนึ่ง ณ ที่ไกล แล้วกลับมาให้ทันเวลาทรงสนานของพระองค์ ซึ่งเป็นอุบายที่จะประหารชีวิตสามีของนาง
                ด้วยความกลัวเสียงนั้น พอรุ่งอรุณ พระองค์เสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคตามคำแนะนำของ พระนางมัลลิกาเทวี พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเล่าเรื่องเปรตเศรษฐีบุตรถวาย และขณะนั้นสามีของสตรีนั้น ได้มานั่งฟังอยู่ด้วย เพราะกลับมาทันเวลา แต่ประตูพระนครปิดก่อนกำหนด จึงเอาดินสีอรุณแขวนไว้ที่ ประตูพระนคร แล้วมารอจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ พระเชตวัน
                พระพุทธองค์ได้ตรัสว่าอักษร ๔ ตัว คือ ส น ทุ โส ที่เปรต ๔ ตนกล่าวนั้น ความจริงพวกเขา ต้องการกล่าวคำเต็มแต่โลหกุมภีนรกนั้นหมุนเร็วมาก จึงกล่าวได้เพียงตนละ ๑ ตัวอักษร “อักษร ส มาจากคำว่า สฏฐวสฺสสหสานิ (๖ หมื่นปี) เขาต้องการจะบอกว่า
         สฎฐวสุสสหสฺสานิ         ปริปุณณานิ สพฺพโส
         นิรเย ปจจมานานํ         กทา อนฺโต ภวิสฺสติฯ
         เมื่อพวกเราหมกไหม้อยู่ในนรก 5 หมื่นปีครบถ้วนบริบูรณ์ เมื่อไรจักมีความสิ้นสุด
               อักษร น มาจากคำว่า นตฺถิ (ไม่มี) คือเขาต้องการจะบอกว่า
                                       นตฺถิ อนโต กุโต อนฺโต         น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ มม ตุยหญฺจ มาริสฯ         ตถาหิ ปกตํ ปาปํ 
                                  ความสิ้นสุดไม่มี ความสิ้นสุดจะมีที่ไหน ความสิ้นสุดจักไม่ปรากฏ เพื่อนยาก เพราะเราและท่านได้ทำกรรมชั่วไว้อย่างนั้น
 ๑๔ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระสุตตันต ปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เปตวัตถุ, เถรคาถา, เถรีคาถา เล่มที่ ๒๖ (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙), หน้า [๕๑]-[๕๒] และหน้า ๓๐๐.
                อักษร ทุ มาจากคำว่า ทุชชีวิต์ ชีวมห (มีชีวิตอยู่อย่างลำบาก) เขาต้องการจะบอกว่า
         ทุชชีวิต ชีวมหเย         สนฺเต น ททมุมเส
         สนฺเตสุ เทยยธมฺเมสุ         ทีปํ นากมุหมตฺโตฯ
                                      พวกเรา เมื่อไทยธรรมมีอยู่ ไม่ให้ของที่มีอยู่ จึงมีชีวิตอยู่อย่างลำบาก เมื่อไทยธรรมมีอยู่ พวกเราไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน
                อักษร โส มาจากคำว่า โสหํ (เรานั้น) คือเขาต้องการจะบอกว่า
         โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา         โยนี ลทฺธาน มานุสึ
         วทญฺญู สีลสมฺปนฺโน         กาหามิ กุสลํ พหํฯ
                                       เรานั้นจากเปตโลกนี้ไปแล้วได้เกิดเป็นมนุษย์ จักรู้ความประสงค์ของผู้ขอสมบูรณ์ด้วยศีล ทำกุศลให้มากเป็นแน่”
 พระศาสดาครั้นตรัสคาถาเหล่านี้ จึงทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร เมื่อจบเทศนา บุรุษผู้นำดินเหนียว และดอกอุบลดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระราชาทรงเกิดธรรมสังเวช ทรงละความเพ่งเล็งในหญิงที่ผู้อื่น หวงแหน ได้เป็นผู้ยินดีแต่ภรรยาของตนฯ
                ๒) เปรตกินขี้ : บาปแกล้งเอาขี้ถวายพระ ๑๕
                ในสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ มีพราหมณ์ชาวเมืองราชคฤห์คนหนึ่งไม่มีจิตเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา ปรารถนาจะแกล้งพระภิกษุให้อับอาย จึงให้คนไปนิมนต์พระมาฉันที่บ้าน เมื่อพระ มาแล้วก็ให้คนยกสำรับมาถวายพระ แต่พอพระเปิดสำรับจะฉันเท่านั้นถึงกับผงะหงายหลัง เพราะสิ่งที่ พราหมณ์นำมาถวายคือ “ขี้”
                พราหมณ์ได้พูดกับพระว่า “ขอพวกท่านฉันได้เต็มที่นะ ถ้าไม่พอขอใหม่ได้” ว่าแล้วก็หัวเราะ ชอบใจ ด้วยผลกรรมที่เขาได้ทำกับพระในครั้งนั้น เมื่อตายไปแล้วได้ไปเกิดเป็นเปรตตนหนึ่งในหลุมขี้ เมื่อมนุษย์มาถ่ายก็อ้าปากรับกินอุจจาระ และใช้มือทั้งสองกอบคูถกินด้วยความหิว สาสมแก่บาปกรรม ที่ทำไว้
 “ ศักดิ์สิทธิ์ พันธุ์สัตย์, ระวังจะเป็นเปรต, (กรุงเทพมหานคร : เสี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์, ม.ป.พ.), หน้า ๕๐.
๓) เปรตร่างทรง : บาปหลอกคนให้งมงาย๖
 สมัยหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานะ กำลังจะลงจากเขาเพื่อบิณฑบาตในเวลาเช้ามืด ท่านได้พบเปรต หญิงตนหนึ่ง สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผิวพรรณดำหยาบกร้าน เนื้อตัวเต็มไปด้วยแผลเน่ามีน้ำหนองไหลเยิ้ม ส่งกลิ่นเหม็นราวกับซากศพลอยอยู่ในอากาศ ถูกนกแร้งนกกาตามจิก กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน พระเถระทูลถามบุพกรรมของเปรตตนนั้นกับพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ตรัสว่าเปรตตนนี้ในอดีต เคยเป็นหญิงอยู่ในเมืองราชคฤห์แห่งนี้ นางได้ตั้งตัวเป็นร่างทรง สามารถติดต่อกับเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต่าง ๆ ได้ ทำให้คนหลงเชื่อและได้ความเคารพนับถือมากมาย นางได้เข้าทรงหลอกลวงคนอื่นหากิน อย่างนี้จนตลอดชีวิต ครั้นตายไปได้ไปเกิดในนรก เมื่อพ้นจากนรกแล้วก็ได้มาเกิดเป็นเปรตร่างเน่า นางได้อาศัยร่างกายของตนหลอกลวงคนอื่นว่าเป็นร่างทรงประกอบมิจฉาชีพ จึงต้องมาทนทุกข์ทรมาน มีร่างกายเน่าเช่นนี้
                เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์อย่างดีสำหรับผู้ที่คิดจะทำมาหากินบนความเชื่อความงมงายของคนอื่น เพราะนอกจากจะเป็นการทำมาหากินที่ไร้ศักดิ์ศรีแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเป็นเปรตอีกด้วย
                ๔) เปรตถูกไฟไหม้ : ผลของการผิดศีล
                เปรตตนนี้อาศัยอยู่ที่เชิงเขาแห่งหนึ่งในเมืองราชคฤห์ มีลักษณะคล้ายกับพระห่มจีวร จีวรที่เขา ห่มมีเปลวไฟลุกโชติช่วงแผดเผาท่วมกาย ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดทรมาน เป็นที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง
 พระมหาโมลคัลลานะเป็นผู้พบเห็น จึงได้กราบทูลถามถึงบุพกรรมของเปรตดังกล่าว พระพุทธองค์ ตรัสว่าในอดีตชาติเปรตตนนี้เคยบวชเป็นพระภิกษุในศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้า ประพฤติย่อหย่อน ในพระธรรมวินัย ล่วงละเมิดสิกขาบทน้อยใหญ่ทั้งหลาย โดยไม่เกรงกลัวต่อบาป เป็นพระแต่เพียง รูปลักษณ์ภายนอกที่ปลงผมห่มผ้าเหลืองเท่านั้น ส่วนข้อวัตรปฏิบัติหาใช่พระไม่
                ด้วยผลกรรมที่กระทำย่ำยีพระธรรมวินัยและอาศัยผ้าเหลืองบังหน้า หลอกคนอื่นเลี้ยงชีพ เมื่อมรณภาพไปแล้วไปเกิดในนรกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง ครั้นหมดกรรมในนรกแล้ว จึงมาเกิดเป็นเปรตพระ นุ่งห่มจีวรที่มีไฟลุกโชน
                ผู้ที่อยู่ในเครื่องแบบ แล้วอาศัยเครื่องแบบหลอกลวงคนอื่นหากินโปรดระวัง เครื่องแบบนั้น จะกลายเป็นไฟเผากายตนในชาติหน้า อ้างแล้ว, หน้า ๕๒. อ้างแล้ว, หน้า ๕๕.
                ๕) เปรตปากเน่า : โทษของการยุยงให้เขาแตกกัน
 เปรตตนนี้มีผิวพรรณที่งดงามดั่งทอง มีรัศมีสว่างไสวลอยอยู่ในอากาศราวกับเทพ แต่เมื่อเปรต ตนนี้อ้าปากขึ้น กลิ่นเหม็นเหมือนซากศพเน่าก็ฟุ้งกระจายออกมาจากปาก หมู่หนอนนับร้อยนับพันขนาด เท่านิ้วมือชอนไซเจาะกินปากเต็มไปหมด อ้าปากทีหนึ่งหมู่หนอนก็ร่วงหล่นจากปาก ในอดีตเคยบวช เป็นพระภิกษุในศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้า มีอุปนิสัยชอบพูดส่อเสียดยุยงให้คนอื่นแตกคอกัน
                วันหนึ่งเขายุยงให้พระเถระสองรูปที่รักกันดังพี่น้องแตกคอกัน เพื่อที่ตนจะได้เป็นเจ้าอาวาสแทน พระเถระทั้งสองรูปที่ถูกยุยงได้ทะเลาะกัน และหนีออกจากวัดไปคนละทาง ไม่พบกันนานนับสิบปี
                ภายหลังพระเถระทั้งสองได้พบและปรับความเข้าใจกัน เร่งปฏิบัติธรรมจนสำเร็จพระอรหันต์ ฝ่ายพระที่ชอบพูดส่อเสียด เมื่อตายไปได้ไปเกิดในนรกอเวจี พ้นจากนรกแล้ว จึงมาเกิดเป็นเปรตปากเน่า
                ผลกรรมจากการพูดส่อเสียด ทำให้มีปากเน่าเหม็น และด้วยอานิสงส์แห่งการรักษาศีล ไม่ทำผิด วินัยข้ออื่น ๆ ส่งผลให้มีผิวพรรณงดงามผ่องใส
                ๖) เปรตแช่งทาน : โทษของการสาปแช่งด่าคนทำดี
 เปรตตนนี้อดีตเคยเป็นภรรยาของหัวหน้านายช่างหูกในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง นางเป็นคนตระหนี่ ถี่เหนียว และยังมีความเห็นผิด ไม่ยินดีในการทำบุญ คราหนึ่งมีพระกรรมฐาน ๑๒ รูปเดินธุดงค์ผ่านไป ที่หมู่บ้าน นายช่างหูกและชาวบ้านมีความเลื่อมใส จึงนิมนต์ให้ท่านจำพรรษา ณ ที่ใกล้หมู่บ้านและ แบ่งกันรับอุปัฏฐากภิกษุคนละรูป ส่วนหัวหน้านายช่างหูกรับอุปัฏฐาก ๒ รูป การรับอุปัฏฐากพระครั้งนี้ สร้างความไม่พอใจแก่ภรรยาของเขาเป็นอย่างมาก แต่เขาก็ไม่ใส่ใจ ตั้งใจอุปัฏฐากพระด้วยความศรัทธา จนกระทั่งออกพรรษา
 ในวันออกพรรษานายช่างหูกได้จัดถวายภัตตาหารพร้อมกับถวายผ้าเนื้อดีแก่พระที่ตนอุปัฏฐาก สร้างความไม่พอใจแก่ภรรยาจนทนไม่ไหวถึงกับด่าพระสาปแช่งสามีว่า “ขอให้ข้าวน้ำอาหารที่ท่านถวาย แก่พระในมื้อนี้ จงกลายเป็นขี้ เป็นเลือด เป็นน้ำหนองให้ท่านกิน ส่วนผ้าเนื้อดีที่ถวายจงกลายเป็น แผ่นเหล็กแดงให้ท่านสวมใส่ในชาติหน้าเถิด”
                ด้วยผลกรรมที่ไม่ใส่ใจต่อการทำบุญให้ทาน และสาปแช่งความดีที่สามีทำ ส่งผลให้นางไปเกิดเป็น เปรตทนทุกข์ทรมานด้วยความหิวกระหาย ส่วนสามีของนางไปเกิดเป็นรุกขเทวดามีวิมานอยู่บนต้นไม้ แห่งหนึ่ง
                นางเปรตเมื่อทราบว่าสามีของตนเกิดเป็นรุกขเทวดาจึงไปขอข้าวปลาอาหาร น้ำ และเครื่องนุ่งห่ม รุกขเทวดาได้ให้ทุกอย่างตามที่ขอ แต่ของที่ให้ทุกอย่าง เมื่อตกถึงมือนางก็กลายเป็นขี้ เป็นเยี่ยว เป็นเลือด เป็นน้ำหนองทั้งหมด แม้เสื้อผ้าที่ให้ไปก็กลายเป็นแผ่นเหล็กแดงเผาเนื้อจนไหม้เกรียม ปวดแสบปวดร้อนยิ่งนัก ๑๘ อ้างแล้ว, หน้า ๖๒. อ้างแล้ว, หน้า ๖๖-๖๗.
                ๗) เปรตผู้พิพากษา : โทษของการพูดวจีทุจริต ๒๐
 สมัยหนึ่ง ขณะที่พระนารทเถระลงจากภูเขา เพื่อไปรับบิณฑบาต ท่านเห็นเปรตตนหนึ่งมีผิวพรรณ งดงามดั่งทอง ประดับประดาด้วยเครื่องประดับสวยงาม มีหญิงสาวเป็นบริวารมากมาย นั่งฉีกเนื้อหลัง ของตัวเองกินเป็นอาหาร ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ท่านจึงถามถึงบุพกรรมที่เปรตตนนั้นได้ทำไว้
                เปรตตนนั้นเล่าให้ฟังว่า ในอดีตตนเคยเกิดเป็นผู้พิพากษา รับราชการสนองงานพระเจ้าพิมพิสาร ในเมืองราชคฤห์ กระทำการทุจริตรับสินบนตัดสินคดีด้วยความอยุติธรรม แถมยังมักกล่าวคำส่อเสียด โกหกหลอกลวง
 ต่อมาพระเจ้าพิมพิสารมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ถืออุโบสถศีลเดือนละ 5 วัน ทำให้ ข้าราชการส่วนใหญ่ถือตามพระองค์ ยกเว้นข้าพเจ้าคนเดียว เมื่อถูกพระราชาถามว่า “เธอรักษาอุโบสถ หรือไม่” ก็กราบทูลโกหกว่า “รักษา พะยะค่ะ” เพื่อนคนหนึ่งรู้ว่าข้าพเจ้าพูดไม่จริง จึงขอร้องให้ข้าพเจ้า ถืออุโบสถศีลครึ่งวันในวันนั้น
 ข้าพเจ้าตกลงและได้สมาทานอุโบสถศีลในวันนั้น พอตกกลางคืนได้เสียชีวิตลงด้วยโรคปัจจุบัน ด้วยอานิสงส์แห่งการรักษาอุโบสถศีลทำให้ข้าพเจ้ารูปงาม มีผิวพรรณดั่งทอง มีวิมานและหญิงบริวาร มากมาย แต่ที่ต้องฉีกเนื้อหลังของตัวเองกินเป็นอาหารนี้ ก็เพราะผลกรรมที่รับสินบนและตัดสินคดีด้วย ความไม่เป็นธรรม
๒. เปรตสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
 เรื่องของเปรต ๔ เรื่องต่อไปนี้ คุณศักดิ์สิทธิ์ พันธุ์สัตย์ พุทธศาสตรบัณฑิต รุ่นที่ ๔๓ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้กรุณาถอดความจากคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ ๓ ท่าน คือหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่จันทา ถาวโร และหลวงปู่ชอบ ฐานสโม โปรดอ่านด้วยโยนิโสมนสิการ ไปตามลำดับ :
                ๑) เปรตหวงกระดูก : ๒๑
 หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต วัดป่าสุทธาวาส ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ๔๗๐๐๐ เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๑ ในตระกูล “แก่นแก้ว” ณ บ้านคำบง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี อุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๖ มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ สิริอายุ ได้ ๗๙ ปี ๕๖ พรรษา ២០ อ้างแล้ว, หน้า ๙๐. ๒๑ อ้างแล้ว, หน้า ๑๐๙-๑๔๓.
                คำสอน : ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ คือชีวิตที่อยู่ด้วยทาน ศีล เมตตา และกตัญญู
                หลวงปู่เล่าว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ ณ วัดป่าบ้านหนองผือ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร คืนวันหนึ่ง เวลาใกล้รุ่ง ขณะที่หลวงปู่กำลังนั่งภาวนาอยู่บนกุฏิก็ได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญว่า “ฮือ ๆ ๆ ลูกจ๋า เมียจ๋า”
                หลวงปู่สงสัยว่าใครหนอมาร้องไห้รำพึงรำพันอยู่แถวนี้ ณ ป่าชายทุ่งท้ายหมู่บ้านหนองผือ ไม่ไกล จากวัดป่าบ้านหนองผือ ปรากฏเสียงร้องรำพึงรำพันว่า “ฮือ ๆ ฮือ ๆ เมียจำ ลูกจ๋า”
                หลวงปู่จึงถอดจิตค่อย ๆ เดินไปทางเสียงที่ดังมา พร้อมกับพูดเสียงเบา ๆ ว่า “ผู้ใดหนอมาร้องไห้ เป็นหมาเฝ้าไหกระดูกอยู่นี่”
                ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างเปรตเพศชายตนหนึ่งโผล่ออกมาด้วยความตกใจ พร้อมกับตะโกนลั่นว่า “อ๊าก ! ผีพระหลอก!!"
                หลวงปู่จึงพูดว่า “อาตมาไม่ใช่ผี อาตมาได้ยินเสียงร้องไห้ จึงถอดจิตมาดูว่าแต่เจ้าชื่ออะไร ทำไม จึงไม่ไปผุดไปเกิด?”
                “ข้าน้อยชื่อตาเซียงจวง (เซียง : เป็นภาษาอีสานใช้เรียกคนที่เคยบวชเป็นสามเณรมาก่อน) ข้าน้อยคิดถึงลูกคิดถึงเมียหลาย หลวงปู่ช่วยพาลูกเมียข้าน้อยมาหาข้าน้อยหน่อยเถอะ”
 หลวงปู่จึงกล่าวว่า “ตัวเจ้านี้มัวแต่หลงยึดมั่นถือมั่นว่าลูกกู เมียกู จนต้องตายกลายมาเป็นเปรต เฝ้ากระดูกเหมือนหมาหวงกระดูก ทุกข์ทรมานมา ๕๐๐ ปีแล้ว ยังไม่รู้ตัวอีก ลูกเมียเจ้าป่านนี้ไปเกิด เป็นอะไรแล้วก็ไม่รู้ แต่เจ้ากลับมานั่งหวงกระดูกที่เปล่าประโยชน์อยู่นี่ มันน่าเวทนานัก ความยึดมั่น ถือมั่น มันทำให้เป็นทุกข์ ตายไปก็ไม่ได้ไปผุดไปเกิด เหมือนกับคนอื่นเขา ปล่อยวางซะ จะมานั่งร้องไห้ เป็นผีอด ๆ อยาก ๆ กับไหกระดูกมันบ่คุ้มกันดอก”
                เปรตเซียงจวงนั่งประนมมือฟังหลวงปู่ด้วยความเศร้าสลด และได้ก้มลงกราบหลวงปู่ พร้อมกับ กล่าวว่า “ข้าน้อยเข้าใจที่หลวงปู่พูดแล้ว ขอบพระคุณหลวงปู่ที่เมตตา” จากนั้น ได้หายแว๊บไป
                หลวงปู่ “ไปดีนะ เซียงจวง”
                อีก ๒ วันต่อมา ขณะที่หลวงปู่กำลังนั่งอยู่ที่กุฏิ ก็มีชาย ๒ คนอุ้มไหคนละใบ มานมัสการหลวงปู่ หลวงปู่ถามว่า “โยมทั้งสองมีธุระอะไรหรือ?” ชายคนหนึ่งนั่งประนมมือนมัสการหลวงปู่ว่า
                “เรื่องคือว่า นายเคนไปไถนา ไปนอนหลับใต้ต้นไม้ และมีเปรตตนหนึ่งมาเข้าฝันครับหลวงปู่” นายเคนเล่าว่า “เปรตตนนั้นบอกให้ข้าน้อยไปเอาไหสองใบมาให้หลวงปู่ขอรับ ในฝันนั้นเปรต
                บอกว่าชื่อตาเชียงจวง เมื่อสองวันที่แล้ว ได้ฟังเทศน์จากหลวงปู่ ทำให้ได้สติ ไม่ยึดมั่นในไหกระดูก อีกต่อไป บัดนี้เขาจะไปเกิดแล้ว จึงขอให้นำไหทั้งสองใบมาถวายหลวงปู่ ขอรับ”
                หลวงปู่จึงถามว่า “แล้วไปเจอไหที่ไหนล่ะ?” “เจอตอนไถนาครับ หลวงปู่”
                หลวงปู่จึงกล่าวกับชายทั้งสองว่า “นี่แหละโยม ความรัก ความห่วงหาอาลัย เป็นเหตุให้คน ไปเกิดเป็นผีเปรต หวงสิ่งใดมาก ก็ไปเกิดเป็นเปรตเฝ้าสิ่งนั้น จนลืมวันลืมคืน ผ่านไปเป็นร้อย เป็นพันปีก็ยังไม่รู้ตัว ระวังนะโยม หวงอะไรมาก ๆ ตายไปจะเป็นผีเปรตเฝ้าทรัพย์”
                ๒) เปรตหญิงมีชู้ :๒๒
 หลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร เกิดในตระกูล “ไชยนิตย์” เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๕ ณ บ้านแดง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด อุปสมบทเมื่อพ.ศ. ๒๔๙๐ มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๕ สิริอายุได้ ๙๐ ปี ๖๕ พรรษา
                คำสอน : ถ้าเรามีพระไตรสรณคมน์และศีลธรรมบริสุทธิ์แล้ว ทุกอย่างชนะหมดทั้งสิ้น ไม่ต้อง หวั่นไหว นอกนั้นก็เป็นมหาเสน่ห์ มหานิยม
 หลวงปู่เล่าว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ หลวงปู่ได้จำพรรษาที่ป่าช้าวัดบ้านหัวดง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม คืนวันหนึ่ง ขณะที่หลวงปู่กำลังเดินจงกรมอยู่นั้น จิตของท่านรวมเป็นหนึ่งเกิดแสงสว่าง วาบขึ้นในใจ ทันใดนั้น ก็มีแสงสว่างวาบออกจากหน้าอกข้างซ้าย ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ ขณะเดียวกันหลวงปู่ก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าลอยมา จึงลืมตาขึ้นดู สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าคือเปรตหญิง ๓ ตน มีร่างกายสูงใหญ่ราวภูเขาตัดผมทรงกระทุ่ม เหมือนคนอีสานโบราณ ไม่ใส่เสื้อผ้า ยืนห่างจากหลวงปู่ ประมาณ ๒ วา เปรตทั้ง ๓ ตนส่งเสียงร้องจี๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ เย็นยะเยือก มีร่างกายเหม็นเน่า เต็มไปด้วย น้ำหนองไหลเยิ้ม พากันเอาของลับถูกับเครือไม้ ต้นไม้ ขณะเดียวกันก็มีหนอนปากขอร่วงลงมาจาก บริเวณของลับ แล้วก็พากันไต่กลับขึ้นไปใหม่ เปรตทั้ง ๓ ตนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและทรมานมาก
                หลวงปู่จึงถามบุพกรรมของเปรตทั้ง ๓ ตนว่า “พวกเจ้าไปก่อกรรมอะไรมาหรือ ถึงต้องมารับ กรรมอันน่าเวทนาเช่นนี้”
                เปรตทั้ง ๓ ตนร้องไห้ และบอกบุพกรรมของตน พร้อมกับขอร้องให้หลวงปู่ช่วย “แต่ก่อนเรา ทั้ง ๓ เกิดในหมู่บ้านนี้ ได้กระทำกรรมเล่นชู้ นอกใจสามี สำส่อนกับผู้ชายไม่เลือกหน้า ไม่เว้นแม้แต่ พระสงค์องค์เจ้า ขอหลวงปู่ได้โปรดช่วยอนุเคราะห์พวกดิฉันด้วยเถิด”
                หลวงปู่นั่งหลับตา กำหนดจิต จึงทราบว่าท่านกับเปรตทั้ง ๓ เคยเกิดเป็นญาติกันมาในชาติก่อน จึงได้กล่าวว่า “อาตมาจะช่วย แต่พวกเจ้าก็ต้องช่วยตัวเองด้วยนะ” หลวงปู่ให้เปรตทั้ง ๓ รับไตรสรณคมน์ และศีล ๕ สอนให้รู้จักการสวดมนต์และภาวนา “พุทโธ”
                “ไม่มีสิ่งใดจะช่วยลบล้างความทุกข์ของพวกเจ้าได้ นอกจากพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ขอให้พวกเจ้าตั้งจิตภาวนา “พุทโธ” อยู่ตลอดเวลานะ พรุ่งนี้อาตมาจะบอกชาวบ้านทำบุญอุทิศไปให้ พวกเจ้าอีกแรงหนึ่ง”
                ២២ อ้างแล้ว, หน้า ๑๑๘-๑๒๖.
ดาวน์โหลด PDF. 📝                         อ่านต่อ(2/2) ←  

ไม่มีความคิดเห็น: