Translate

Rise of the Legend (2014) หวงเฟยหง พยัคฆ์ผงาดวีรบุรุษกังฟู

DVD search-google ⭐⭐⭐4.6 กำกับ รอย โจวเขียน บท คริสตีน อำนวยการสร้าง วิลเลียม กงหง จินเป่าหลิว เอ๋อตง นักแสดงนำ หง จินเป่าเผิง อวี๋เยี่ยนหวัง ลั่วตันจิ่ง ปั๋วหราน  แองเจลาเบบี เสียวหั่ว เหลียง เจียฮุยหวงฉืออิง (นักแสดงรับเชิญ) กำกับภาพ อู๋ มั่ง-ชิง  ตัดต่อ ชุง กา-เฟย ดนตรีประกอบ ชิเกะรุ อุเมะบะย
    黃飛鴻之英雄有夢 
ภาพยนตร์กังฟู   สัญชาติฮ่องกง-จีน ในปลายปี ค.ศ. 2014 เป็นเรื่องราวของวีรบุษกังฟูในตำนาน หวงเฟยหง ในวัยหนุ่ม

The Unity of Heroes (2018) หวงเฟยหง
  มันบอกเล่าเรื่องราวของคนรุ่นหนึ่งของนาย Huang Feihong ที่มีลักษณะที่สงบและเฉลียวฉลาดและในความกังวลสองครั้งของการยั่วยุของ Beiquan และการรุกรานของชาวต่างชาติ “น้าสิบสาม” ( แสดงโดย เหวยหนี ) ที่ไปเรียนวิชาแพทย์จากตะวันตกกลับมาที่จีน พร้อมกับอารยธรรม และการใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตกติดมาด้วย และเธอมาพร้อมกับปัญหาความขัดแย้งที่ตามมาจากโลกตะวันตก รวมไปถึงตัวหนังจะเจาะไปยังเรื่องราวการแพทย์ของอเมริกา และตะวันออกในเชิงเปรียบเทียบอีกด้วย
คำอธิบาย
ในศตวรรษที่ 19 ยุคราชวงศ์ชิง ประเทศจีนอ่อนแอทุกด้านจากการถูกชาติตะวันตกรุกราน ที่ปากแม่น้ำเมืองกวางเจา เป็นท่าเรือการค้านานาชาติ ที่นี่เต็มไปด้วยสิ่งของผิดกฎหมายทั้งฝิ่น, บ่อนการพนัน และซ่องโสเภณี ที่นี่ถูกคุมโดยแก๊งค์มาเฟีย 2 แก๊งค์ คือ เป๋ยไห่ และเฮยหู่ เฮยหู่ มี หลงกง เป็นประมุขแก๊งค์ หลงกงมีบุตรบุญธรรม 3 คน คือ เป่ยซา, เฮยยา และเหล่าเสอ เป็นผู้คุมท่าเรือ
ขณะเดียวกัน หวงเฟยหง ได้เข้ามาอยู่ในแก๊งค์เฮยหู่ และต้องการขึ้นเป็นใหญ่เพื่อล้มอิทธิพลของหลงกงให้ได้ หวงฟยหงได้สังหารหัวหน้าแก๊งค์เป๋ยไห่ และนำศีรษะมากำนัลแก่หลงกงได้ หลงกงจึงรับเขามาเป็นบุตรบุญธรรมคนที่ 4 ซึ่งหวงเฟยหงในอดีตได้ผูกพันกับหมู่เพื่อน ๆ ทั้ง ซื่อหัว, อาชุน และเสียวหั่ว ทั้งหมดเป็นเด็กกำพร้าเพราะอิทธิพลของหลงกง และก็ยังได้ติดต่อกันลับ ๆ เพื่อล้มอิทธิพลของหลงกงให้จงได้
ชายหนุ่มผู้ถูกกำหนดชะตาให้เป็นปรมจารย์ในสมัยของเขาและกลายเป็นตำนานตลอดกาลในโลกของการต่อสู้ ในปี 1869 ปลายสมัยราชวงค์ชิงเกิดการทุจริตอย่างหนักในราชสำนักทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักในกวางเจามีแก๊งทรชนสองแก๊งที่ควบคุมท่าเรือหงผู่คือแก๊งเสือดำและแก๊งทะเลเหนือพวกมันควบคุมท่าเรือโดยการทำให้คนจนและไร้ทางต่อสู้หวาดกลัวหากดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะเป็นที่ๆมีแต่ความมั่งคั่งร่ำรวยและโอกาสแต่ในความเป็นจริงแล้วนี่คือนรกบนดิน
 หลายปีแล้วที่หัวหน้าแก๊งเสือดำเหลยกงพยายามที่จะกำจัดหัวหน้าของแก๊งทะเลเหนือหนึ่งในสมาชิกคนล่าสุดที่เขารับเข้ามาคือเฟยนักสู้ผู้ไร้ความกลัวจากการต่อสู้ที่ดุเดือดเขาเป็นคนปลิดชีพหัวหน้าแก๊งทะเลเหนือเมื่อเหล ยกงเห็นความสามารถของเฟยจึงได้รับนักสู้หนุ่มมาเป็นบุตรบุญธรรมและแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งใน 4 เสือไม่นานนักเหลยกงก็เริ่มที่ะดูแลเฟยดั่งเช่นลูกแท้ๆของตัวเอง เส้นทางก่อนที่เฟยจะก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดของแก๊งเสือดำนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่นในตอนที่เขาอายุได้9ขวบเฟยสูญเสียพ่อไปด้วยน้ำมือทรราชที่เหี้ยมโหดเขาถูกเลี้ยงดูโดยพระและอาจารย์ผู้สอนกังฟูเฟยได้เรียนรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของการแก้แค้นและทักษะที่เขาต้องมีเพื่อการแก้แค้นนั้นๆ
 ขณะที่เหลยกงวางใจว่าเขาเป็นผู้ควบคุมท่าเรือไว้ได้ทั้งหมดนั้นแก๊งใหม่ภายใต้ชื่อเด็กกำพร้าได้เริ่มมีอำนาจมากขึ้นหัวหน้าแก๊งนำโดยหัวเพื่อนในวัยเด็กของเฟยแก๊งเด็กกำพร้าได้ออกมากำจัดอำนาจอาชญากรรมต่างๆให้หมดไปจากท่าเรือในไม่ช้าแก๊งเด็กกำพร้าก็ได้เริ่มโจมตีการดำเนินงานของเหลยกงรวมถึงโกดังฝิ่นและคลังเก็บเครื่องเงินเหลยกงเริ่มรู้ตัวว่ามีคนทรยศอยู่ในแก๊งแต่ก็ไม่ได้รู้ว่าคนที่หักหลังตนเองจะเป็นบุตรบุญธรรมของตัวเองเฟยแอบทำงานให้แก๊งเด็กกำพร้าอย่างลับๆมาถึงห้าปี
 การแก้แค้นที่เจ็บแสบของพวกแก๊งเด็กกำพร้าคือการปล่อยข่าวว่าเหลยกงได้ลักพาตัวและคุมขังคนไว้ในโกดังลับเพื่อส่งไปทำงานยังต่างประเทศพ่อค้าชาวต่างชาติต่างก็พากันยกเลิกสัญญาค้าขายทันทีและบังคับให้เหลยกงปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนก่อการจลาจลอันจะส่งผลให้ท่าเรือต้องหยุดชะงักเฟยเปิดเผยตัวเองและท้าประลองกับเหลยกง เมื่อความสงบสุขกลับคืนสู่สังคมวีรบุรุษได้เกิดขึ้นในนามของความยุติธรรมและกลายเป็นสัญลักษณ์ของความชอบธรรมและนี่คือจุดเริ่มต้นของปรมาจารย์หวงเฟยหง
Once Upon a Time in China an America (1997) หวเฟยหง พิชิตตะวันตก    
Country: Hong Kong
Genre: Action, Adventure, History
Actors: Jet Li, Rosamund Kwan, Xin Xin Xiong
Director: Sammo Kam-Bo Hung
Writer: Cheuk-Hon Szeto, Sharon Hui, Mei-Yee Sze
Awards: 1 nomination
          BoxOffice: N/A
               Type: movie
       Rated: Not Rated
Released: 01 Feb 1997 Runtime: 102 min
หวง เฟยหง และสหาย ได้เดินทางไปยังอเมริกา เพื่อเป็นเกียรติการเปิดร้านใหม่แก่บรรดาลูกศิษย์ แต่ระหว่างการเดินทางนี้เอง หวงเฟยหงได้รับอุบัติเหตุจนสูญเสียความทรงจำ และพลัดหลงไปอยู่กับชาวอินเดียนแดง ต่อมา เขาได้พบกับบิลลี่
และได้กลายมาเป็นเพื่อยนกันในภายหลัง อย่างไรก็ตาม หวงเฟยหงก็ได้พบกับเหตุการณ์อันเลวร้ายอีกครา เนื่องจากเขาถูกใส่ร้ายว่าได้กระทำการปล้นธนาคาร แล้วถูกส่งตัวไปเพื่อลงทัณฑ์ด้วยการแขวนคอ โดยที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าใครเป็นผู้วางแผนการอันชั่วร้ายนี้
Once Upon a Time in China 1 (1991) หวงเฟยหง หมัดบินทะลุเหล็กภาพยนตร์ศิลปะการต่อสู้
        黃飛鴻 อักษรจีนตัวย่อ 黄飞鸿
กำกับ ฉีเคอะ บทภาพยนตร์ ฉีเคอะ
บริษัทผู้สร้าง โกลเด้นท์ ฮาร์เวสท์
          พารากอน ฟิล์มส์
          ฟิล์ม เวิร์คชอปส์
          ผู้จัดจำหน่าย สหมงคลฟิล์ม
(ไทย)วันฉาย 15 สิงหาคม ค.ศ. 1991
ความยาว134 นาทีประเทศ ฮ่องกง ภาษาภาษาจีน HK$29,672,278.00 ต่อจากนี้ หวงเฟยหง ภาค 2 ตอน ถล่มมารยุทธจักร
ที่เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 "หลิวหย่งฟู่" แม่ทัพชาวฮั่นแห่ง "หน่วยฮ่อธงดำ" ผู้ซึ่งทางราชสำนักหวาดระแวงว่าจะตั้งตัวเป็นใหญ่ ได้ถูกส่งตัวไปรบที่แคว้นตังเกี๋ยของเวียดนามซึ่งกำลังถูกกองทัพฝรั่งเศสโจมตีเพื่อยึดครองเป็นอาณานิคม เขาจึงฝากฝังให้ "หวงเฟยหง" ครูมวยชื่อดังในท้องถิ่นและเป็นแพทย์ประจำกองทัพฮ่อธงดำ ให้ช่วยดูแลกำลังพลที่ไม่สามารถติดตามไปเวียดนามได้ ก่อนจะจากกัน เขาได้มอบของที่ระลึกให้แก่หวงเฟยหงพัดเป็นกระดาษซึ่งจารึกรายละเอียดของสนธิสัญญาเสียเปรียบที่ประเทศจีนได้ทำกับต่างชาติไว้ และคาดหวังว่าเมื่อตนกลับมาจากแคว้นตังเกี๋ยแล้วคงจะไม่ต้องเห็นสนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรมเหล่านั้นอีก
หวงเฟยหงนอกจากจะเป็นครูมวยชื่อดังแล้วยังเป็นเจ้าของร้านขายยา "เป่าจือหลิน" เปิดรับรักษาผู้ป่วยทั่วไป โดยมีศิษย์เอกเป็นผู้ช่วยอยู่ 3 คน คือ "หมูตอนหยง" "อาซูฟันเหยิน" และ "อาไค" เขาได้พบกับ "เส้าจุน" ลูกสาวเพื่อนร่วมสาบานของปู่ของหวงเฟยหง ซึ่งมีรสนิยมในการใช้ชีวิตค่อนไปทางวัฒนธรรมตะวันตก แม้ว่าทั้งเส้าจุนและหวงเฟยหงจะมีอายุไล่เลี่ยกัน แต่หวงเฟยหงก็เรียกเส้าจุนว่า "น้าสิบสาม" ตามลำดับศักดิ์ของญาติ ถึงแม้ทั้งคู่จะมีใจให้แก่กันแต่ความสัมพันธ์ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นนัก เพราะการคบหากันเยี่ยงคู่รักในหมู่ญาติเช่นนี้ถือเป็นเรื่องไม่สมควรในสังคมจีนเวลานั้น
"เหลียงควน" ได้เดินทางมาที่ฝอซานพร้อมกับคณะงิ้วคณะหนึ่งเพื่อเปิดการแสดงที่นั่น เขาได้มีโอกาสพบกับน้าสิบสามอยู่ครั้งหนึ่งด้วยความซุ่มซ่ามของตนเองและรู้สึกหลงรักน้าสิบสามแทบจะทันที ด้วยความที่เป็นคนหน้าใหม่ของแถบนั้น ทำให้เขามีเรื่องกับแก๊งอั้งยี่ "ซาเหอ" ซึ่งคอยข่มขู่เรียกค่าคุ้มครองจากคนในเมือง จนบานปลายกลายเป็นการปะทะกันระหว่างแก๊งซาเหอกับหน่วยฮ่อธงดำที่หวงเฟยหงดูแลอยู่ การต่อสู้ได้ลุกลามเข้าไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งหวงเฟยหงใช้เป็นที่พบปะสนทนากับ "ผู้ว่าราชการเมืองฝอซาน" และนายทหารเรืออังกฤษ พวกแก๊งซาเหอจึงถอนตัวกลับไปเพราะรู้ดัวว่าสู้หวงเฟยหงไม่ได้ ผู้ว่าราชการเมืองฝอซานซึ่งหวาดระแวงทั้งหวงเฟยหงและหน่วยฮ่อธงดำอยู่แล้วจึงคาดโทษหวงเฟยหง พร้อมทั้งสั่งยุบหน่วยฮ่อธงดำและให้จับกุมพลพรรคหน่วยฮ่อธงดำไปขังทั้งหมด หวงเฟยหงได้เผชิญหน้ากับหัวหน้าแก๊งซาเหอ สามารถเอาชนะและจับตัวส่งให้แก่ทางการเมืองฝอซานได้ แต่ทางการได้ปล่อยตัวหัวหน้าแก๊งซาเหอไป เพราะไม่มีใครกล้าไปเป็นพยานในศาลว่าแก๊งซาเหอกระทำความผิดจริง ในขณะเดียวกัน เหลียงควนได้เห็นการประลองยุทธระหว่างครูมวยชื่อดังในท้องถิ่นกับ "อาจารย์เอี้ยน" จอมยุทธพเนจรจากภาคเหนือ เขาประทับใจในฝีมือของอาจารย์เอี้ยนมากจึงขอฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์เอี้ยน อาจารย์เอี้ยนนั้นต้องการพิสูจน์ตัวเองให้คนทั่วไปยอมรับ เพื่อสร้างชื่อเสียงและเปิดสำนักมวยขึ้นในฝอซาน แต่เขาทำไม่สำเร็จ จึงต้องทนอยู่อย่างอดๆ อยากๆ และถูกคนทั่วไปดูถูกดูแคลนอยู่เสมอ
แก๊งซาเหอได้ลอบวางเพลิงร้านเป่าจืนหลินเพื่อแก้แค้นหวงเฟยหง แล้วหนีไปขอความคุ้มครองจาก "แจ็คสัน" เจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันในเขตเช่าของสหรัฐอเมริกา โดยแลกกับการทำหน้าที่จัดหาและลักพาตัวผู้หญิงชาวจีนมาขึ้นเรืออเมริกันเพื่อส่งตัวไปขายเป็นโสเภณี เมื่อหวงเฟยหงและผู้ว่าราชการเมืองฝอซานไปชมงิ้ว แก๊งซาเหอและพวกของแจ็คสันได้โจมตีหวงเฟยหงและพยายามสังหารผู้ว่าราชการเมืองฝอซานแต่ไม่สำเร็จ มีผู้บริสุทธิ์ถูกลูกหลงจากการโจมตีครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ผู้ว่าราชการเมืองฝอซานจึงโทษหวงเฟยหงว่าเป็นต้นเหตุ และสั่งจับกุมหวงเฟยหงพร้อมทั้งขู่ว่าจะลงโทษประหารชีวิตเสีย แต่อนุญาตให้หวงเฟยหงไปรักษาคนเจ็บที่ร้านเป่าจือหลินก่อนถูกควบคุมตัวไปเรือนจำได้ ระหว่างที่ทำการรักษาคนเจ็บอยู่นั้นเอง หวงเฟยหงได้พบกับแรงงานชาวจีนคนหนึ่งซึ่งหนีมาจากเรือของชาวอเมริกัน เขาได้เล่าเรื่องราวการหลอกลวงชาวจีนไปเป็นแรงงานทาสที่สหรัฐอเมริกาให้หวงเฟยหงได้รับรู้ ขณะเดียวกันอาจารย์เอี้ยนก็ได้เดินทางมาที่ร้านเป่าจือหลินและดึงดันที่จะขอประลองกับหวงเฟยหงเพื่อพิสูจน์ฝีมือตนเองเพียงฝ่ายเดียว หวงเฟยหงเสียสมาธิจากเสียงปืนที่น้าสิบสามทำลั่นขึ้น ทำให้อาจารย์เอี้ยนเอาชนะหวงเฟยหงและทำลายป้ายร้านเป่าจือหลินได้ แม้กระนั้นเขาก็ไม่นับว่าเป็นชัยชนะที่แท้จริง จึงขอท้าประลองกับหวงเฟยหงอีกครั้งในโอกาสหน้าและออกจากร้านเป่าจือหลินไป หลังจากนั้นอาจารย์เอี้ยนได้ไปอาศัยอยู่กับก๊งซาเหอเพื่อหาเงินทุนตั้งสำนักมวยของตนเอง แม้เหลียงควนจะทักท้วงอย่างแข็งขันแล้วว่าการทำเช่นนี้เป็นการขัดต่อคุณธรรมแต่อาจารย์เอี้ยนก็ไม่ฟัง
ผู้ว่าราชการเมืองฝอซานได้นำทหารบุกเข้าไปจับตัวหวงเฟยหงและพรรคพวก หวงเฟยหงกับลูกศิษย์ได้ต่อสู้ถ่วงเวลาจนกระทั่งน้าสิบสาม อาซูฟันเหยิน และแรงงานชาวจีนเหยื่อพวกค้ามนุษย์หนีออกไปจากร้านเป่าจือหลินสำเร็จแล้วจึงยอมให้ทหารจับกุมตัว ทั้งหมดถูกคุมขังรวมกับหน่วยฮ่อธงดำที่ถูกจับกุมก่อนหน้านั้น ด้านน้าสิบสามและคณะได้หนีไปจนถึงเขตเช่าของสหรัฐอเมริกา แก๊งซาเหอได้จับตัวน้าสิบสามไปขายตัวและฆ่าแรงงานจีนที่พยายามขัดขวางพวกตน อาซูฟันเหยินหนีรอดมาได้จึงรีบไปแจ้งข่าวให้พวกหวงเฟยหงซึ่งถูกจองจำอยู่ได้รับทราบ ผู้คุมเรือนจำซึ่งเคารพในตัวหวงเฟยหงและรู้สึกคัดค้านกับการกระทำอย่างไม่เป็นธรรมของผู้ว่าราชการเมืองฝอซานมาหลายครั้งจึงตัดสินใจปล่อยตัวหวงเฟยหงโดยพลการ
หวงเฟยหงและลูกศิษย์แฝงตัวเข้าไปในรังของแจ็คสันที่เขตเช่าของสหรัฐอเมริกาเพื่อค้นหาและช่วยเหลือน้าสิบสาม อาจารย์เอี้ยนได้เข้ามาขัดขวางและปะทะกับหวงเฟยหงแบบตัวต่อตัว ครั้งนี้หวงเฟยหงพบว่าอาจารย์เอี้ยนแอบซ่อนแผ่นเหล็กไว้เป็นเกราะอกและแอบผูกใบมีดขนาดเล็กไว้ที่เปียผมเป็นอาวุธลับ ทว่าเขาสามารถเอาชนะอาจารย์เอี้ยนได้อย่างไร้ข้อกังขา ขณะเดียวกัน เหลียงควนพร้อมด้วยลูกศิษย์ของหวงเฟยหงได้บุกตะลุยแก๊งซาเหอไปจนถึงเรือของแจ็คสันและสามารถช่วยน้าสิบสามและผู้หญิงที่ถูกพวกค้ามนุษย์จับตัวเตรียมส่งไปขายที่สหรัฐอเมริกาออกมาได้สำเร็จ ขณะที่หวงเฟยหงจะขึ้นไปที่เรือของแจ็คสัน อาจารย์เอี้ยนซึ่งพ่ายแพ้อย่างหมดรูปได้วิ่งตามออกมาเพื่อจะทำร้ายหวงเฟยหง แต่ถูกกระสุนปืนลูกหลงจากคนของแจ็คสันเสียก่อน อาจารย์เอี้ยนได้เอ่ยคำสุดท้ายด้วยความเจ็บใจก่อนจะเสียชีวิตไว้ว่า "ถึงอย่างไรเพลงมวยก็สู้ปืนไฟไม่ได้"
ระหว่างการต่อสู้บนเรือของแจ็คสัน หัวหน้าแก๊งซาเหอได้ถูกผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อช่วยกันจับตัวโยนเข้าเตาเผาของเครื่องยนต์เรือและถูกเผาทั้งเป็นอยู่ในนั้น แจ็คสันซึ่งเข้าตาจนได้ตัดสินใจใช้ปืนจี้จับตัวผู้ว่าราชการเมืองฝอซานไว้เป็นตัวประกัน แต่หวงเฟยหงสังหารแจ็คสันโดยใช้นิ้วดีดลูกกระสุนที่ยังไม่ทันบรรจุลงในปืนเข้ากลางหน้าผากของแจ็คสันและช่วยผู้ว่าราชการเมืองฝอซานได้ หลังเรื่องราวทุกอย่างจบลงและพลพรรคหน่วยฮ่อธงดำได้รับการปล่อยตัวแล้ว หวงเฟยหงจึงรับเหลียงควนเป็นศิษย์เอกคนที่ 4 และสมาชิกของร้านเป่าจืนหลินได้แต่งตัวในชุดตะวันตกถ่ายรูปหมู่ไว้เป็นที่ระลึก
หวงเฟยหง 2 ถล่มมารยุทธจักร Once Upon A Time in China 2 (1992)
ภาพยนตร์ศิลปะการต่อสู้
กำกับ ฉีเคอะ เขียนบท ฉีเคอะ ชาน ตินซ่วน ชึง ทานซี หยวน เรย์มอน โจว
กำกับภาพ อาร์เทอร์ หว่องตัดต่อมาร์โก้ มัค แองจี้ ลัม แอนดี้ ชาน
ดนตรีประกอบ ริชาร์ด หยวน จอห์นนี่ หยึง โจว กัมหวิ่ง บริษัทผู้สร้าง ฟิล์ม เวิร์คช็อป โกลเด้นฮาร์เวสท์ พารากอน ฟิล์ม จำกัด
วันฉาย 16 เมษายน ค.ศ. 1992 ความยาว113 นาทีก่อนหน้านี้ หวงเฟยหง ภาค 1 ตอน หมัดบินทะลุเหล็ก ต่อจากนี้ หวงเฟยหง ภาค 3 ตอน ถล่มสิงโตคำราม
ปี ค.ศ. 1895 ช่วงปลายยุคราชวงศ์ชิงของจีน 大清ก่งจินโอว (Gong Jin'ou)   "หวงเฟยหง" ได้เดินทางด้วยรถไฟจากเมืองฝอซานมายังเมืองกว่างโจว เมืองหลวงของมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนวิชาการแพทย์แผนจีนกับการแพทย์แผนตะวันตก โดยมี "เหลียงควน" และ "น้าสิบสาม" ร่วมติดตามมาด้วย เวลานั้นเมืองกวางโจวตกอยู่ท่ามกลางความโกลาหล เนื่องจากเกิดการประท้วงต่อต้านสนธิสัญญาหม่ากวัน (สนธิสัญญาชิโมะโนะเซะกิ) ซึ่งจีนได้ลงนามเป็นคู่สัญญากับญี่ปุ่นในฐานะเสียเปรียบอย่างยิ่ง และในอีกด้านหนึ่ง "พรรคบัวขาว" ซึ่งมีอุดมการณ์ต่อต้านชาวตะวันตกแบบสุดโต่ง ได้อาละวาดทำร้ายชาวต่างชาติและทำลายทุกสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมตะวันตกโดยไม่มีการแยกแยะ
หวงเฟยหงได้บรรยายวิชาฝังเข็มในการแพทย์แผนจีนให้แก่คณะแพทย์ชาวตะวันตก โดยมี "ซุนเหวิน" (ซุนยัดเซ็น) แพทย์แผนตะวันตกชาวจีน ช่วยเป็นล่ามแปลคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ การบรรยายต้องยุติลงเนื่องจากสถานที่ที่ใช้ในการบรรยายนั้นถูกพรรคบัวขาวโจมตี เมื่อเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ดังกล่าวมาได้แล้ว หวงเฟยหงจึงคิดจะพาเหลียงควนและน้าสิบสามเดินทางกลับฝอซานเพราะเห็นว่าสถานการณ์ของเมืองกว่างโจวไม่ปลอดภัยเสียแล้ว แต่ในขณะที่จะเดินทางกลับฝอซาน ทั้งสามก็ได้ข่าวว่าพรรคบัวขาวโจมตีโรงเรียนถงเหวินกวน ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนภาษาต่างชาติให้แก่นักเรียนชาวจีน ทั้งหมดจึงตัดสินใจเดินทางไปช่วยเด็กนักเรียนที่นั่นและพามาหลบภัยยังโรงเตี๊ยมที่พวกตนพักอยู่ แต่เจ้าของโรงเตี๊ยมปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือเพราะเกรงอันตรายจากการต่อต้านพรรคบัวขาว
หวงเฟยหงไปที่จวนข้าหลวงเพื่อขอให้ช่วยหาที่หลบภัยใหักับพวกเด็กๆ เขาได้ประมือกับ "นายพลหลาน" ข้าราชการทหารผู้ซึ่งประทับใจในวรยุทธ์ของหวงเฟยหงมาก แต่ก็ไม่สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องที่หวงเฟยหงขอมาได้ ส่วนเหลียงควนและน้าสิบสามก็ได้พาเด็กๆ ไปซ่อนตัวที่สถานกงสุลของอังกฤษซึ่งตกอยู่ในวงล้อมของพวกพรรคบัวขาว ที่สถานกงสุลนั้นเอง หวงเฟยหงได้พบกับซุนเหวินอีกครั้งพร้อมกับสหายชื่อ "ลู่ห้าวตง" และได้รับรู้ว่าทั้งสองคนนี้เป็นสมาชิกของคณะปฏิวัติ ซึ่งต้องการล้มล้างการปกครองของราชวงศ์ชิงและสถาปนาการปกครองระบอบสาธารณรัฐขึ้นแทนที่ นายพลหลานได้นำกำลังทหารมาที่สถานกงสุลอังกฤษเพื่อจับตัวลู่ห้าวตงตามหน้าที่ แต่ "กงสุลอังกฤษประจำเมืองกว่างโจว" ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือด้วย ในคืนนั้นนายพลหลานจึงสั่งให้ทหารส่วนหนึ่งสวมรอยเป็นศิษย์พรรคบัวขาวเข้าร่วมโจมตีสถานกงสุล แล้วเขาจะนำทหารบุกเข้าไปในสถานกงสุลเพื่อฉวยโอกาสจับกุมลู่ห้าวตง โดยแสร้งทำทีว่ามาเพื่อคุ้มกันชาวต่างชาติจากการโจมตีของพรรคบัวขาว เมื่อกงสุลอังกฤษสังเกตเห็นความผิดปกติ นายพลหลานจึงฆ่าปิดปากกงสุลอังกฤษเสีย
ลู่ห้าวตงปลอมตัวเป็นเหลียงควนติดตามหวงเฟยหงออกไปจากสถานกงสุลอังกฤษ ส่วนเหลียงควนก็ปลอมตัวเป็นลู่ห้าวตงเพื่อล่อนายพลหลานและทหารไปทางอื่น น้าสิบสามพาเด็กนักเรียนหนีออกจากสถานกงสุลไปที่ท่าเรือกับซุนเหวิน หวงเฟยหงและลู่ห้าวตงจำต้องเดินทางไปปราบพรรคบัวขาวเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการออกจากสถานกงสุลอังกฤษโดยไม่ให้พวกนายพลหลานติดตามไปด้วย หวงเฟยหงได้ต่อสู้กับบรรดาศิษย์พรรคบัวขาวและประมือกับ "นักพรตเกา" ประมุขพรรคบัวขาวจนชนะ เมื่อหวงเฟยหงกับลู่ห้าวตงออกมาจากพรรคบัวขาวได้แล้วจึงรีบไปสมทบกับเหลียงควนเพื่อค้นหาที่ซ่อนเอกสารลับบันทึกรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคณะปฏิวัติ ทว่านายพลหลานและทหารได้แกะรอยพวกหวงเฟยหงจนพบและเกิดการปะทะกันขึ้น ลู่ห้าวตงตัดสินใจเปิดเผยตนเองเพื่อปกป้องพวกหวงเฟยหงและถูกทหารระดมยิงด้วยปืนบาดเจ็บสาหัส เขาจึงรีบจัดการเผาทำลายเอกสารลับของคณะปฏิวัติจนหมด เหลือไว้เพียงผ้าห่อหนังสือผืนหนึ่งซึ่งเหลียงควนเกือบจะเผาไปพร้อมกับเอกสารลับ ก่อนจะสิ้นใจ ลู่ห้าวตงได้สั่งเสียกับหวงเฟยหงและเหลียงควนให้นำผ้าผืนนั้นมอบให้กับซุนเหวินเมื่อไปถึงที่ท่าเรือ
นายพลหลานเข้าประมือกับหวงเฟยหงแบบตัวต่อตัวและต้อนทั้งหวงเฟยหงกับเหลียงควนไปจนมุมในตรอกตันแห่งหนึ่ง หวงเฟยหงถูกกระบองม้วนผ้าของนายพลหลานรัดคอแต่สามารถสลัดออกมาจนหลุดได้ ทว่าลำไม้ไผ่ซึ่งหวงเฟยหงคว้ามาใช้เป็นอาวุธนั้นหักคามือจากการปะทะกับกระบองม้วนผ้า หวงเฟยหงจึงใช้คมจากลำไม้ไผ่ที่หักคามือนั้นเองเป็นอาวุธเชือดคอนายพลหลานเสียชีวิต หลังจากนั้นหวงเฟยหงและเหลียงควนจึงเดินทางไปถึงท่าเรือในตอนฟ้าสาง เป็นเวลาเดียวกันกับที่เรือข้ามฟากซึ่งซุนเหวินและน้าสิบสามโดยสารอยู่จะออกเดินทางไปยังอาณานิคมฮ่องกงของอังกฤษพอดี หวงเฟยหงซึ่งขึ้นเรือไม่ทันจึงโยนผืนผ้าที่ลู่ห้าวตงฝากไว้ให้แก่ซุนเหวิน
เมื่อซุนเหวินคลี่ออกมาดูจึงรู้ว่าผ้าผืนนั้นคือ "ธงฟ้าฉาย ตะวันใส" ซึ่งลู่ห้าวตงเป็นผู้ออกแบบไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายของคณะปฏิวัติ ทุกคนไว้อาลัยให้กับการเสียชีวิตของลู่ห้าวตง หวงเฟยหงได้บอกลาซุนเหวินกับน้าสิบสาม ก่อนจะพาเหลียงควนเดินทางกลับไปที่ฝอซานตามเดิม
Once Upon a Time in China 3 (1993) หวงเฟยหง ถล่มสิงโตคำราม ภาค 3
กำกับ ฉีเคอะ เขียนบท ฉีเคอะ ชึง ทาน
ชาน ตินซ่วน ซี หยวน
กำกับภาพแอนดริว เลา โจว มัน
ข่วงตัดต่อ มาร์โก้ มัค แอนจี้ ลัมดนตรีประกอบวิลเลี่ยม หู ฉีเคอะ
ฟิล์ม เวิร์คช็อป พารากอน ฟิล์ม จำกัด
ผู้จัดจำหน่ายโกลเด้น ฮาร์เวสท์
กาลา ฟิล์ม เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด
วันฉาย 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1993
ชาวจีนต่างถูกตราหน้าว่าเป็น “ไอ้ขี้โรคแห่งเอเชีย” พระนางซูสีไทเฮา มีราชโองการให้ระงับการแข่งขันประลองเจ้ากังฟูที่เมืองปักกิ่ง เนื่องจากมียอดกังฟูจำนวนมากเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมและลอบสังหาร และแล้วหวงเฟยหงก็ได้มาถึงที่ปักกิ่งเพื่อเยี่ยมพ่อ ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการแข่งขัน ด้วยชื่อเสียงของหวงเฟยหง ผู้มีอิทธิพลเจ้าถิ่นจึงต้องการให้หวงเฟยหงเข้าแข่งขัน แต่เขาปฏิเสธเจ้าพ่อจึงส่งคนไปทำร้ายหวงเฟยหง แต่เจ้าลูกสมุนทำการไม่สำเร็จ และบาดเจ็บขาหักและถูกเจ้าพ่อขับไล่ พ่อลูกตระกูลหวงจึงดูแลรักษาเขา จนกระทั่งหายเป็นปรกติ แล้วจึงร่วมมือกันกำจัดเจ้าพ่อจอมอิทธิพล
กำกับ หยวน บัน เขียนบท ฉีเคอะ ถัง ปิกหยิน อำนวยการสร้าง ฉีเคอะ ซี หยวน นักแสดงนำ เจ้า เหวินจั๋ว จีน หวัง แม็กซ์ ม็อค หัง ยั่นหยั่น กำกับภาพ อาร์เทอร์ หว่อง โก เคียวหลาน โจว ม่านเขื่อง เชื่อง ม่านผ่อ
ตัดต่อ มาร์โก้ มัก ดนตรีประกอบ วิลเลี่ยม หู บริษัทผู้สร้าง ฟิล์ม เวิร์คช็อป พารากอน ฟิล์ม จำกัด ผู้จัดจำหน่าย โกลเด้น ฮาร์เวสท์ กาลา ฟิล์ม ดิสตริบิวชั่น จำกัด วันฉาย 10 มิถุนายน ค.ศ. 1993 ความยาว101 นาทีประเทศ ฮ่องกง ภาษาภาษาจีน ก่อนหน้านี้ หวงเฟยหง ภาค 3 ตอน ถล่มสิงโตคำราม ต่อจากนี้ หวงเฟยหง ภาค 5 ตอน สยบจอมสลัด
         เมื่อหวงเฟยหง (เจ้า เหวินจั๋ว) ชนะศึกเชิดสิงโตแต่ไม่ยอมรับป้ายทองเพื่อเป็นการเตือนสติทางการว่ายามที่บ้านเมืองกำลังปั่นป่วนนี้สมควรกระทำสิ่งอื่นมากกว่าการจัดงานแข่งเชิดสิงโต ทำให้หลี่หงจางขุนนางแห่งราชสำนักส่งรองแม่ทัพแปดธงนามว่ากัวเก๋อเชิงตุง มามอบป้ายให้อาจารย์หวงรับให้ได้ พร้อมแจ้งข่าวสำคัญว่าตอนนี้ต่างชาติได้ส่งเทียบท้าชาวจีนเชิดสิงโต ทำให้อาจารย์หวงต้องลงแข่งเพื่อกู้หน้าและปกป้องเกียรติให้ชาวจีน เลยต้องพบเจอกับสารพัดสิงโตฝรั่งที่แปลกทั้งหน้าตา ซ้ำยังมีอาวุธเพียบไปหมดอีกด้วย
ประสบการณ์อันเก่าแก่ในตำนานที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่วุ่นวายในประเทศจีน “Once Upon a Time in China V” เมื่อถูกทิ้งไว้โดยไม่มีผู้บุกเบิก กองทหารม้าก็ถูกพันธมิตรที่แข็งแกร่งและกลุ่มส่วนตัวตามล่าไป ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการต่อสู้
หว่องเฟยหงและป้ายี่กลับมาต่อสู้กับกองกำลังอันโหดเหี้ยมเหล่านี้ หลังจากที่กองทัพของสหภาพแปดประเทศเกี่ยวข้องกับปักกิ่ง การล่มสลายของแนวชิงก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หว่องเฟยหงและเพื่อน ๆ
ของเขากลับมาที่ฝอซานทางตอนใต้ของประเทศจีนและเตรียมพร้อมที่จะย้ายไปฮ่องกง (จากนั้น ณ จุดนั้นก็เป็นนิคมของอังกฤษ) ในขณะเดียวกัน หว่องเฟยหงก็เลี้ยงดูละครที่มีข้อได้เปรียบจากใจจริง “คุณป้าสิบสาม ” และ “คุณป้าสิบสี่”
เมื่อพวกเขาปรากฏตัวที่เมืองท่า “หวงเฟยหง 5 สยบจอมสลัด” พวกเขาเห็นว่าเมืองนี้อยู่ในสภาพพังทลาย เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญได้หลบหนีไปพร้อมทรัพย์สินสาธารณะทุกรายการ
   "The Legend of Once Upon a Time (ตอนที่ 1)" เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นและดราม่าที่กำกับโดย Hu Peng เขียนบทโดย Wu Yixiao และนำแสดงโดย Guan Dexing และ Cao Dahua ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของเหลียงควนผู้มีข้อโต้แย้งเมื่อหว่องเฟยฮุงช่วยงาน
    เชิดสิงโตและขอให้เขาเรียนรู้ศิลปะจากหว่องเฟยฮุง Huang Feihong ได้รับบาดเจ็บและหลบเลี่ยงการตามล่าของ Difficult Hero ผู้ประกอบการในท้องถิ่น เขาได้รับการช่วยเหลือและผูกมิตร ด้วยความช่วยเหลือของหญิงสาว Yahuan หลังจากกลับมาถึงเมืองหลวงของจังหวัด
     Huang Feihong ก็กลายเป็นโค้ชของทีม Wenquan และถูก Huang Pixiu ผู้รังแกดูถูก เหลียงควนเข้ามาช่วยเหลือและถูกหวงปี่ซิ่วจับตัวไป
 ผู้กำกับ: หูเผิง ผู้เขียนบท: อู๋ ยี่เซียว นักแสดงนำ:เฉา ต้าหัว,กวน เต๋อซิง,หลี่ หลาน,หลิวไห่ซาน,หลิวซาน,หยวน เสี่ยวเทียน
   Huang Feihong ได้รับเชิญให้ไปที่ Foshan เพื่อเฉลิมฉลองด้วยการเชิดสิงโตที่หมู่บ้าน Shengchang Shenrong ในช่วงเวลานี้ Liang Kuan ที่มาร่วมสนุกได้ผลักดันกันและก่อให้เกิดความขัดแย้ง โชคดีที่ Huang Feihong เข้ามาแทรกแซง ศิลปะการต่อสู้ของ Feihong และตัดสินใจบูชา
เขาในฐานะผู้สืบทอดของเขา ไม่นานหลังจากนั้น ผู้เผด็จการในท้องถิ่น Da Dixiong ก็ตกหลุมรัก Liu Shufang ภรรยาของ Chen Chang เจ้าของหมู่บ้าน Shengchang เมื่อเขาไปหาฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ เขาได้ปล่อย Liu Shufang แต่ฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ปฏิเสธ และทั้งสองต่อสู้กัน Huang Feihong
ได้รับบาดเจ็บโดยบังเอิญจากอาวุธที่ซ่อนอยู่ของฮีโร่ผู้ยากลำบากและถูกบังคับให้หลบหนี คนของฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ Huang Feihong วิ่งหนีเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้รับการช่วยเหลือจากหญิงสาว Yahuan และทั้งสองก็กลายเป็นเพื่อนกัน หลังจากที่ Huang Feihong กลับมาที่เมืองหลวง
ของจังหวัด เขาก็กลายเป็นโค้ชของทีม Wenquan ได้จัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีกับหวงเฟยหง คนพาล Huang Pixiu มาโดยไม่ได้รับเชิญและเยาะเย้ย Huang Feihong และพ่อผู้ล่วงลับของเขาหลายครั้งที่โต๊ะ Huang Feihong จากไปด้วยความโกรธ ปี่ซิ่วรู้สึกเขินอายมากที่เขาวางแผนที่จะจับ
เหลียงควน ติดสินบนหญิงสาวจากเฟิงเยว่โหลว และมัดเหลียงควนไว้กับกางเกงของเขา หวงเฟยหงมาช่วยเหลือเหลียงควนด้วยตัวเขาเอง และเริ่มการต่อสู้ที่ดุเดือดกับหวงปี่ซิ่ว
เซียงเจียง เฟยหง: ตำนานของหวงเฟยหงและวัฒนธรรมหลิงหนาน จางหยู หนังสือโบราณ  15 ตุลาคม 2567 23:07 น Huang Feihong ไม่ใช่ตัวละคร แต่เขามีอยู่จริง
    ชื่อเดิมของเขาคือ Huang Xixiang โดยมีชื่อเรียกตามมารยาทว่า Dayun และชื่อเล่น Feihong เขาเกิดในปี 1850 (มีเรื่องราวอื่น ๆ ในปี 1847 และ 1856) ในวันที่เก้าเดือนจันทรคติที่ 7 บ้านเกิดของเขาคือ Xiqiao, Nanhai ซึ่ง ปัจจุบันเป็นของมณฑลกวางตุ้ง เมือง Xiqiao เขตหนานไห่
    เมืองฝอซาน จังหวัด สถานที่เฉพาะคือ Huangjiafang ชุมชน Xilong หมู่บ้านโอเอซิส เขตการจัดการ Lingxi (ยังมีคำกล่าวว่าเขาเกิดที่เมือง Foshan) 
    Huang Feihong เริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้กับพ่อของเขา Huang Qiying (1810-1886) เมื่ออายุได้ 6 ขวบ พ่อและลูกชายได้แสดงศิลปะการต่อสู้และขายรอยฟกช้ำในฝอซาน กวางโจว ซุ่นเต๋อ และที่อื่นๆ ว่ากันว่า Huang Feihong เชี่ยวชาญเทคนิคไม้ Wulang Bagua ตั้งแต่อายุยังน้อย 
    ไม่เพียงแต่เขาสามารถใช้มันได้อย่างอิสระ แต่เขายังสามารถอธิบายสาระสำคัญของเทคนิคไม้ได้อย่างชัดเจนและชัดเจน ซึ่งทำให้ผู้ชมประหลาดใจ
ภาพด้านล่าง 👉👲แสดง Huang Hanxi ลูกชายคนที่สิบของ Huang Feihong ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็น Huang Feihong ภาพด้านล่างเป็นภาพถ่ายของ Huang Feihong ค้นพบโดยเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์กวางโจวในฮ่องกงในปี 2548 ว่ากันว่าด้านหลัง มีเขียนไว้ว่า มีคำว่า "หว่องเฟยฮุง 
หน้าเหมือนกวงกี่ทิม" แต่ความถูกต้องยังต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม (ภาพด้านขวาอ้างว่าเป็นของ Huang Feihong รวบรวมโดยพิพิธภัณฑ์กวางตุ้ง) ยังคงมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับต้นกำเนิดของศิลปะการต่อสู้แบบ Lingnan สิ่งที่ Huang Feihong ฝึกฝนส่วนใหญ่เป็นของ Hong Quan
ที่ก่อตั้งโดย Hong Xiguan ว่ากันว่าได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ Lingnan จากเส้าหลินใน Putian ฝูเจี้ยนในต้นราชวงศ์ชิง เมื่อเปรียบเทียบกับเส้าหลินตอนเหนือในภูเขาซงซานแล้ว ผูเถียนเส้าหลินยังถูกเรียกว่าเส้าหลินตอนใต้
   ตามตำนานเล่าว่า ในสมัยเฉียนหลงของราชวงศ์ชิง วัดผู่เถียนเส้าหลินถูกรัฐบาลเผาทำลายเนื่องจากมีส่วนร่วมในการลุกฮือต่อต้านราชวงศ์ชิงและการฟื้นฟูราชวงศ์หมิงโดยฆราวาสเช่นพระเส้าหลินตอนใต้และ หงซีกวน ปรมาจารย์ทั้งห้า (ปรมาจารย์เส้าหลินที่ห้า) รวมทั้งปรมาจารย์เซนจือซานหลบหนีไป
   หลังจากที่จือซานลงมาทางใต้ เขาก็ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาทางตอนเหนือของมณฑลกวางตุ้ง (มีทฤษฎีหนึ่งว่าเขาอาศัยอยู่ในวัดไห่จวงในเหอหนาน กวางโจว) ในเวลานั้นเขาได้ส่งต่อศิลปะการต่อสู้ให้กับชายหนุ่มชื่อหลู่อาไซ ซึ่งมีอายุเพียงสิบสองปี Lu Acai ซึ่งมีชื่อจริงว่า Huang Xicai มาจากเมือง
Xingzi เทศมณฑล Lian เทศมณฑล Qingyuan มณฑลกวางตุ้ง ต่อมาเขาได้เรียนรู้ศิลปะการต่อสู้จาก Hong Xiguan พี่ชายคนโตของเขา Huang Qiying ศึกษากับ Lu Acai ไม่ว่าจะสืบทอดโดยตรงหรือผ่าน Huang Tai พ่อของ Huang Qiying (ประมาณปี 1782-1867)
  มีสองทฤษฎีที่ต้องได้รับการตรวจสอบ Huang Qiying เป็นที่รู้จักในโลกศิลปะการต่อสู้ และเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งใน "สิบเสือแห่งกวางตุ้ง" ในปลายราชวงศ์ชิง เสือทั้งสิบแบ่งออกเป็นเสือห้าตัวแรกและเสือห้าตัวสุดท้าย - เสือห้าตัวแรกคือ Tie Zhi Chen (Chen Changtai),
   Tie Qiao San (Liang Kun), Master Cheng Ke, Su Heihu และ Li Renchao; เสือ ได้แก่ ซูเชียร (ซูคาน), โจวไท่ (หนึ่งตัวสำหรับโจวไท่), ตันจือจุน (หนึ่งตัวสำหรับจีจุน), หวงหยินหลิน และหวงฉีหยิง Huang Feihong ได้เรียนรู้ชุด Hongquan หลายชุด เช่น หมัด
Fuhu รูปตัว I จากพ่อของเขา เมื่อเขาอายุ 13 ปี เขาได้ช่วยเหลือ Lin Fucheng ศิษย์ของ Tieqiaosan และเรียนรู้ทักษะเฉพาะตัวของ Iron Wire Fist และ Flying Thallium จาก Lin ต่อมาโดยใช้เทคนิครูปเสือดั้งเดิมของ Hong Quan เขาดูดซับมือนกกระเรียนของ Luohan Quan
พุทธ และพัฒนามวยรูปเสือสองรูป หมัด Fuhu รูปตัว I, หมัดรูปคู่ Tiger-Crane และหมัดด้ายเหล็ก เรียกรวมกันว่า "สมบัติสามประการของ Hongquan" Huang Feihong เกิดในปี 1850 เติบโตในยุคแห่งความวุ่นวายทางสังคมหลังสงครามฝิ่น และความรู้และศิลปะการต่อสู้ของเขาก็พัฒนา
อย่างรวดเร็ว ในปี 1866 เมื่อเขาอายุเพียง 16 ปี เขาได้พัฒนาทักษะที่ดีและเป็นผู้ใหญ่และรอบคอบ โอกาสปรากฏตรงหน้าเขา - คนงานโรงงานทองแดงและเหล็กในกวางโจวระดมทุนเพื่อเริ่มต้นธุรกิจใน Xiguan No. 7 (เช่น มีโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้เปิดอยู่ใกล้ท่าเรือ) และเขาได้รับเชิญ
ให้เป็นผู้สอน ดังนั้นเขาจึงออกจากฝอซาน ซึ่งเขาอาศัยอยู่มาหลายปี และไปที่กวางโจวเพื่อสอนศิลปะการต่อสู้ให้กับคนงานระดับรากหญ้า
   ในปี พ.ศ. 2412 เมื่อ Huang Feihong อายุยังไม่ถึง 19 ปี เด็กชายวัย 14 ปีที่เป็นเด็กฝึกงานในร้าน Changlong Copper and Ironware ก็มาเรียนรู้จากเขา ชื่อเล่นของเขาคือ "Tie Nail Kuan" เขามาจากเมือง Meixian กวางตุ้งและพูดด้วยสำเนียงฮากกา ในภาษาถิ่น
(กวางตุ้ง) เขามีความเข้าใจในระดับสูงเมื่อเรียนศิลปะการต่อสู้ เขาเป็นศิษย์คนโปรดของหว่องเฟยฮุง - เหลียงควน (พ.ศ. 2398-2443)
 ทักษะศิลปะการต่อสู้ของ Huang Feihong นั้นไม่แข็งแกร่งเท่ากับปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้ในนวนิยายศิลปะการต่อสู้ของ Jin Yong เขาไม่สามารถปีนกำแพงเมือง Xiangyang ด้วยทักษะแสง "บันไดสู่สวรรค์" เช่น Guo Jing และเขาไม่สามารถใช้ภายในของเขาได้ พลังที่จะทุบแผ่นศิลาให้เป็นชิ้นๆ
   Huang Feihong ตัวจริงเป็นผู้คลั่งไคล้ศิลปะการต่อสู้ เมื่อตอนที่เขายังเด็ก เขามีความชื่นชอบเป็นพิเศษกับกรงเล็บเสือ เขาฝึกฝนเป็นประจำและถูกเรียกว่า "ผู้คลั่งไคล้เสือ" ต่อมาเขาเปลี่ยนมาใช้เทคนิคการใช้ฝ่ามือ กล่าวกันว่าเมื่อเขาอายุ 12 ปี เขาได้เอาชนะปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้ Zheng
Daxiong ด้วยคันเบ็ดทางซ้ายโดยใช้คันมังกรสี่รูป และได้รับการยกย่องว่าเป็น "วีรบุรุษหนุ่ม" เมื่อเขาอายุได้ 19 ปี เขาถูกขโมยปล้นขณะนอนหลับอยู่ในโรงรับจำนำในตลาดกวนซาน เมืองซีเฉียว เขาต่อสู้กับกลุ่มโจรได้สำเร็จ และกลายเป็นตำนานในท้องถิ่น ตลอดชีวิตของเขา Huang Feihong
ทิ้งบันทึกการต่อสู้จริงไว้บ้าง แต่ไม่มากนัก และไม่มีเหตุการณ์ที่น่าตกใจเลย อาชีพหลักของเขามีสองด้านหลัก - โค้ชศิลปะการต่อสู้และแพทย์รอยฟกช้ำ

   เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2492 โฆษณาครึ่งหน้าสำหรับภาพยนตร์เรื่อง "Once Upon a Time in China" ได้รับการตีพิมพ์ใน "Overseas Chinese Daily" โดยใช้ศิลปะการต่อสู้แบบ "สะพานแข็งและม้าแข็ง" เป็นจุดขายเพื่อดึงดูดผู้ชม ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตอนแรก
ของภาพยนตร์ซีรีส์ "กาลครั้งหนึ่ง" ซึ่งจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ระดับประเทศ ไทปิง กู๊ดเวิลด์ วิคตอรี่ ไบรท์ และโรงภาพยนตร์ต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม ตอนที่สองจะออกในวันที่ 12 ตุลาคม มีคำกล่าวที่ว่าประมาณปี1888 Huang Feihong ได้รักษานายพล Liu Yongfu (1837-1917)
แห่งกองทัพธงดำจากปัญหาขาที่เขาต้องทนทุกข์ทรมานมานานหลายปี จนถึงปี 1909) ได้จารึกแผ่นโลหะที่มีคำว่า "Mastery of Medical Skills" " เพื่อแสดงความขอบคุณ และจ้างเขาเป็นเจ้าหน้าที่การแพทย์ของกองทัพธงดำ และหัวหน้าโค้ชศิลปะการต่อสู้ของกองทัพฟู่ซี เมื่อสงครามชิโน
-ญี่ปุ่น-ญี่ปุ่นปะทุขึ้นในปี พ.ศ. 2437 หลิวหยงฝูเดินทางไปไต้หวันเพื่อต่อสู้กับผู้รุกรานของญี่ปุ่นในขณะนั้น ไม่ว่าหวงเฟยหงจะติดตามกองทัพฝูซีไปยังไถหนานหรือไม่นั้นยังคงต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม หลังการปฏิวัติปี 1911 ในปี 1911 Liu Yongfu ซึ่งอยู่ในวัย 70 ปี ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง
ให้เป็นหัวหน้าของ Guangdong Militia League และลาออกไม่นานหลังจากนั้น ในช่วงเวลานี้ Huang Feihong ได้รับการว่าจ้างจาก Liu ให้เป็นหัวหน้าโค้ชของ Guangdong Militia League
   ประมาณปี 1896 Huang Feihong แต่งงานกับ Ma ในฐานะภรรยาคนที่สองของเขา Ma เสียชีวิตด้วยอาการป่วยหลังจากให้กำเนิด Hanlin, Hanchen (หรือที่รู้จักในชื่อ Hansen) และลูกๆ คนอื่นๆ ในปี 1902 เขาได้แต่งงานกับเฉิน ภรรยาคนที่สาม และให้กำเนิดฮั่นชู ฮั่นซี และลูกๆ
คนอื่นๆ เสียชีวิตด้วยอาการป่วยอีกครั้ง ลูกชายคนเล็ก Huang Hanxi อันดับที่ 10 นั่นคือ Huang Feihong มีลูกอย่างน้อยสิบคน
   ในปี 1910 Huang Feihong วัย 60 ปี แต่งงานกับ Mo Guilan วัย 19 ปี (พ.ศ. 2434-2525) ในฐานะภรรยาคนที่สี่ของเขา (ในเวลานั้นเขาถือเป็นภรรยา ดังนั้นเขาจึงแต่งงานกับเธอในฐานะนางสนม ). Mo Guilan มาจากหมู่บ้าน Mojia, Baipai, Qihai เจ้าหน้าที่
อาวุโสในจังหวัด Xiasi มณฑลกวางตุ้ง เธอไม่มีลูกหลังจากแต่งงาน
   ตามความทรงจำของ Mo GuilanHuang Feihong เป็นคนถ่อมตัวเมื่อมีคนเรียกเขาว่าโค้ช เขามักจะถ่อมตัวและพูดว่าเขาเป็น "โค้ชเต้าหู้" ซึ่งแปลว่า "ไม่ตี" ในความเป็นจริง เมื่อ Huang Feihong พบกับ Mo Guilan เป็นครั้งแรก เกิดอุบัติเหตุขึ้น และเขาถูกตบสองครั้งโดย
Mo Guilan ซึ่งมีบุคลิกที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม เขายังคงรักษาพฤติกรรมตามปกติของเขา และไม่ได้ถามคำถามใด ๆ เพิ่มเติม เขาชอบบุคลิกที่ตรงไปตรงมาของเธอมาก
   วันนั้น วันเกิดของวัด Ergong จัดขึ้นที่เมือง Diejiao ใกล้กับเมือง Foshan Huang Feihong ได้รับเชิญให้เข้าร่วมและแสดงตอนจบของการแสดง "The Yao Family's Big Rake" เป็นการส่วนตัว Huang ใช้
   คราดหนักหกสิบเจ็ดปอนด์ เฟยหงซึ่งมีอายุเกือบหกสิบปี โบกมืออย่างทรงพลัง เมื่อเขามาถึงการเต้นรำครั้งสุดท้าย หวงเฟยหงก็ทิ้งคราดและเตะขาของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ หน้าผาก. หญิงสาวตัวเล็กแต่ว่องไวมาก เธอบินขึ้นไปบนเวทีพร้อมกับรองเท้าผ้าของเธอ โยนพวกเขาไปต่อหน้าหวงเฟยหง
   จากนั้นตบเขาสองครั้งโดยไม่พูดอะไรสักคำ Huang Feihong ไม่เพียงแต่ไม่ได้ตั้งใจที่จะตำหนิ แต่เขายังกำหมัดและขอโทษ ต่อมาวันหนึ่งครอบครัว Mo ส่งคนไปที่ Baozhilin เพื่อขอโทษ Huang Feihong และ Huang Feihong ก็ถือโอกาสขอแต่งงาน
   ก่อนที่ Mo Guilan จะแต่งงานกับตระกูล Huang เธอมีพื้นฐานด้านศิลปะการต่อสู้และการแพทย์อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอยังเป็นคนที่คลั่งไคล้ศิลปะการต่อสู้อีกด้วย เธอได้เรียนรู้ศิลปะการต่อสู้จาก Huang Feihong ทุกวันและมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
ในภาพยนตร์เรื่อง "Once Upon a Timein the Sand, the God-Fighting Dog" ในปี 1956 เหตุการณ์ที่หว่องเฟยหงได้พบกับชาวต่างชาติและสุนัขดุร้ายบนสังเวียนในฮ่องกงได้เปลี่ยนให้เกิดขึ้นที่เมืองซาเมียนในกว่างโจว
เมื่อเขาอายุ 16 ปี เขาได้รับเชิญจากบริษัท Tongtie ให้ไปที่กวางโจว และเริ่มเป็นครูสอนศิลปะการต่อสู้ ต่อมาเขาได้รับการว่าจ้างให้เป็นโค้ชโดย Sanlanhang (บาร์ผลไม้ บาร์ผัก และบาร์ปลา) เมื่ออายุ 22 ปี เขาเปิดคลินิกใกล้สะพาน Huilan ในเมือง Xiguan กวางโจว เขาเริ่มต้น
ธุรกิจของตัวเองเป็นครั้งแรก สอนเด็กฝึกงาน และดำเนินธุรกิจ ตำแหน่งการสอนสามคอลัมน์ถูกรับช่วงต่อโดยศิษย์ของเขา Liang Kuan . เขาแต่งงานกับ Luo Shi เมื่ออายุยี่สิบสี่ปี Luo Shi เสียชีวิตด้วยอาการป่วยไม่กี่เดือนหลังจากการแต่งงาน
เมื่ออายุ 26 ปี เขาได้รับการว่าจ้างให้เป็นโค้ชศิลปะการต่อสู้ของกองทัพเรือกวางโจว ซึ่งถือเป็นการแต่งตั้งครั้งแรกในกองทัพ
ต่อมาเขาได้รับการยอมรับให้เข้าร่วม GuangzhouJiangjun Yamen ในฐานะ "ผู้ถือธง Jingxun" ในปี พ.ศ. 2423 (ปีที่ 6 ของการครองราชย์ของจักรพรรดิกวางซู) อู๋ ฉวนเหมย (พ.ศ. 2363-2427) ชาวเมืองซุ่นเต๋อ เข้ารับตำแหน่งเป็นพลเรือเอกของกองทัพเรือกวางตุ้ง และ
รับผิดชอบในการสร้างป้อมทางน้ำในหู่เหมินขึ้นใหม่ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับชายฝั่ง การป้องกันมณฑลกวางตุ้ง ว่ากันว่า Huang Feihong ซึ่งในขณะนั้นอายุต่ำกว่า 30 ปี ได้รับการแนะนำจากเพื่อนและได้รับการว่าจ้างให้เป็นโค้ชศิลปะการต่อสู้ของ Wu Quanmei ในปี 1883
Wu Quanquan ถูกย้ายไปยังเมืองQiongzhou ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด อีกหนึ่งปีต่อมา เขาติดโรคระบาดและเสียชีวิตด้วยโรคระบาดขณะดำรงตำแหน่ง สองปีต่อมาในปี พ.ศ. 2429 พ่อของ Huang Feihong Huang Qiying ถึงแก่กรรม
อาจเป็นไปได้หลังจากพ่อของเขาเสียชีวิต Huang Feihong ได้เปิดคลินิกการแพทย์ "Baozhilin" สำหรับรอยฟกช้ำและการบาดเจ็บใน Yan'an Lane ใกล้กับ Shisanhang เมืองกวางโจว
ในภาพยนตร์เรื่อง "Once Upon a Time in the Sand, the God-FightingDog" ในปี 1956 เหตุการณ์ที่หว่องเฟยหงได้พบกับชาวต่างชาติและสุนัขดุร้ายบนสังเวียนในฮ่องกงได้เปลี่ยนให้เกิดขึ้นที่เมืองซาเมียนในกว่างโจว เมื่อเขาอายุ 16 ปี เขาได้รับเชิญจากบริษัท Tongtie ให้ไปที่
กวางโจว และเริ่มเป็นครูสอนศิลปะการต่อสู้ ต่อมาเขาได้รับการว่าจ้างให้เป็นโค้ชโดย Sanlanhang (บาร์ผลไม้ บาร์ผัก และบาร์ปลา) เมื่ออายุ 22 ปี เขาเปิดคลินิกใกล้สะพาน Huilan ในเมือง Xiguan กวางโจว เขาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองเป็นครั้งแรก สอนเด็กฝึกงาน และดำเนินธุรกิจ ตำแหน่ง
   การสอนสามคอลัมน์ถูกรับช่วงต่อโดยศิษย์ของเขา Liang Kuan . เขาแต่งงานกับ Luo Shi เมื่ออายุยี่สิบสี่ปี Luo Shi เสียชีวิตด้วยอาการป่วยไม่กี่เดือนหลังจากการแต่งงาน เมื่ออายุ 26 ปี เขาได้รับการว่าจ้างให้เป็นโค้ชศิลปะการต่อสู้ของกองทัพเรือกวางโจว ซึ่งถือเป็นการแต่งตั้งครั้งแรก
ในกองทัพ ต่อมาเขาได้รับการยอมรับให้เข้าร่วม Guangzhou Jiangjun Yamen ในฐานะ "ผู้ถือธง Jingxun" ในปี พ.ศ. 2423 (ปีที่ 6 ของการครองราชย์ของจักรพรรดิกวางซู) อู๋ ฉวนเหมย (พ.ศ. 2363-2427) ชาวเมืองซุ่นเต๋อ เข้ารับตำแหน่งเป็นพลเรือเอกของกองทัพเรือกวางตุ้ง
และรับผิดชอบในการสร้างป้อมทางน้ำในหู่เหมินขึ้นใหม่ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับชายฝั่ง การป้องกันมณฑลกวางตุ้ง ว่ากันว่า Huang Feihong ซึ่งในขณะนั้นอายุต่ำกว่า 30 ปี ได้รับการแนะนำจากเพื่อน และได้รับการว่าจ้างให้เป็นโค้ชศิลปะการต่อสู้ของ Wu Quanmei ในปี 1883
   Wu Quanquan ถูกย้ายไปยังตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมือง Qiongzhou หนึ่งปีต่อมาเขาติดโรคระบาดและเสียชีวิตด้วยโรคระบาดขณะดำรงตำแหน่ง สองปีต่อมาในปี พ.ศ. 2429 พ่อของ Huang Feihong Huang Qiying ถึงแก่กรรม อาจเป็นไปได้หลังจากพ่อของเขาเสียชีวิต
   Huang Feihong ได้เปิดคลินิกการแพทย์ "Baozhilin" สำหรับรอยฟกช้ำและการบาดเจ็บใน Yan'an Lane ใกล้กับ Shisanhang เมืองกวางโจว
    รูปถ่ายของ Mo Guilan ฝึกซ้อมในช่วงบั้นปลายของเธอ (จัดทำโดย Master Li Canwo)
   หลังจากแต่งงาน Mo Guilan ดูแลกิจวัตรประจำวันของ Bao Zhilin รวมถึงอาหารสามมื้อต่อวัน อาหารสำหรับสองโต๊ะ ยา การรักษาพยาบาล และการสอนมวย แต่เธอก็สนุกกับมัน
   Huang Feihong ชอบไป "ดื่มชา" เด็กฝึกงานหลายคนเชิญเขาทีละคน และเขาสามารถไปได้หลายครั้งต่อวัน เมื่อเขาเชิญโม่ กิ่วหลานไปกับเขา เธอมักจะปฏิเสธเนื่องจากตารางงานที่ยุ่ง เธอจึงมักขอให้เขาไปก่อน และไม่มีโอกาสได้ดื่มชาด้วยกันมากนัก แต่ Huang Feihong ก็นำซาลาเปาหมูย่าง
   กลับมาที่ Baozhilin ให้เธอกินเสมอ ในภาพยนตร์ "กาลครั้งหนึ่ง" หลายเรื่อง โครงเรื่องที่มักปรากฏ คือ
เด็กฝึกงานประสบปัญหา และหว่องเฟยหงต้องออกมาจัดการกับมันในท้ายที่สุด อาจารย์หว่องจะสงบและสงบอยู่เสมอ และมักจะไปต่อ ดื่มชาก่อน สิ่งนี้ไม่คล้ายกับ Huang Feihong ตัวจริงมากนักหรือ ?
ภาพยนตร์เรื่องพิเศษเรื่อง "Once Upona Time in Three Acts" (1956) ซึ่งมีหว่องเฟยของขวัญตั๊กฮิงแขวนอยู่บนหน้าปก ดู "สงบ" มากและคล้ายกับหว่องเฟยหงตัวจริงมาก บทความนี้คัดลอกมาจาก "Hong Kong Feihong: ตำนานของ Huang Feihong และวัฒนธรรม Lingnan"
 

ไม่มีความคิดเห็น: