Translate

เปรต (2) ← ดูหนัง 📽 Arpat - เปรต อาบัติ (2023)

                เปรตทั้ง ๓ ตนรับ “สาธุ” พร้อมก้มลงกราบหลวงปู่ และค่อย ๆ หายตัวไป
                เช้าวันต่อมาหลวงปู่เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน และเล่าเรื่องทั้งหมดให้โยมฟัง “เมื่อคืนนี้เปรต ผู้หญิงเปลือยกาย ๓ ตน มาหาอาตมาน่าเวทนายิ่งนัก อยากให้ญาติโยมช่วยทำบุญอุทิศไปให้พวกเขา อย่างน้อยเปรต ๓ ตนนั้น ก็เคยเกิดเป็นคนในหมู่บ้านนี้และอาจเป็นญาติกับใครในที่นี้ก็ได้”
                ชาวบ้านฟังคำหลวงปู่แล้ว ได้พร้อมใจกันถวายอาหารบิณฑบาตและผ้าจีวรแด่หลวงปู่ และอุทิศ ส่วนกุศลไปให้เปรตทั้ง ๓ ตนนั้น “บุญที่ข้าพเจ้าได้ทำในวันนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศให้แก่เปรตทั้ง ๓ ตนที่มา พบหลวงปู่ ขอให้เปรตทั้ง ๓ ตน จงพ้นทุกข์ มีความสุขด้วยเถิด”
                เวลาผ่านไปหลายเดือน....คืนหนึ่ง ขณะที่หลวงปู่กำลังยืนภาวนาอยู่กลางป่าช้า เปรตทั้ง ๓ ตน ได้ปรากฏตัวต่อหน้าหลวงปู่อีกครั้ง แต่คราวนี้กลับมีลักษณะผิวพรรณที่สวยงามมีรัศมีออกจากกาย
                เปรตทั้ง ๓ ตนได้พร้อมกันคุกเข่าและก้มลงกราบหลวงปู่ และกล่าวว่า “พวกดิฉันมากราบ ขอบพระคุณหลวงปู่ที่เมตตาช่วยอนุเคราะห์พวกดิฉันให้พ้นจากความทุกข์ทรมานเจ้าค่ะ”
                หลวงปู่จึงกล่าวว่า “นี่แหละ พวกเจ้าจงจำไว้บุญบาปมีจริง จึงอย่าได้ทำบาปเพราะเห็นแก่ ความสุข สนุกสนานชั่วครู่ชั่วคราว เพราะผลกระทบที่ตามมามันสุดแสนจะทุกข์ทรมาน อย่างที่พวกเจ้า ได้ประจักษ์ด้วยตนเองแล้ว”
                เปรตทั้ง ๓ ตน กล่าวพร้อมกันว่า “สาธุ เจ้าคะ” และก้มลงกราบหลวงปู่ด้วยความเคารพ
                ๓) เปรตพระ : ២៣
 หลวงปู่จันทา ถาวโร เล่าว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ ณ เทือกเขาภูพาน จังหวัดสกลนคร หลวงปู่ พร้อมคณะสงฆ์ได้เดินทางไปปฏิบัติธรรม ณ ถ้ำจำปาอันเงียบสงบ เป็นสถานที่สัปปายะสำหรับการ ปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง เมื่อคณะหลวงปู่เดินทางไปถึงถ้ำจำปานั้น เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว แต่ก็ยังมีญาติโยม หลายคนที่ร่วมกันสร้างที่พักให้พระสงฆ์ได้พำนักปฏิบัติธรรม
                หลวงปู่ “ขอบใจทุกคนมากนะ ที่มาช่วยกันสร้างที่พักให้”
                ญาติโยม “ไม่เป็นไรครับหลวงปู่ ว่าแต่ เอ้อ...หลวงปู่ไม่กลัวผีหรือครับ ที่นี่มันเฮี้ยนมากนะครับ” หลวงปู่ “ผีอะไร มันก็ไม่เสี้ยนเท่ากิเลสหรอกนะโยม ผีการพนัน ผีสุรายาเมา ผีเจ้าชู้ ผียาบ้า ผีพวกนั้นน่ากลัวกว่า “ผีจริง” อีกนะโยม”
                ญาติโยม “โดนหลวงปู่เทศน์จนได้...งั้นพวกกระผมขอกราบลาละครับ”
                ตกดึกคืนนั้น ณ บริเวณปากถ้ำจำปา ขณะที่หลวงปู่กำลังนั่งสมาธิ “พุทโธ พุทโธ พุทโธ...” อยู่นั้น หลวงปู่ได้ยินเสียง “นิ้ว ๆ ๆ, ขวับ ๆ ๆ” และ “ตึก ๆ ๆ” คล้ายเสียงคนเดินลงเท้าหนัก ๆ พร้อมกับ อ้างแล้ว, ๑๓๒-๑๓๖.
                วิญญาณเปรต ๓ ตน ค่อย ๆ ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าหลวงปู่ เป็นร่างเปรต ๓ ตน เป็น “เปรตพระ” ศีรษะโล้น ตนหนึ่งนุ่งสบงและใส่อังสะ อีก ๒ ตน นุ่งเฉพาะสบง ทั้ง ๓ ตนนั่งชันเข่ายกมือไหว้หลวงปู่
                หลวงปู่จึงถามว่า “พวกเจ้าทั้ง ๓ เป็นใคร เคยทำบาปกรรมอะไรหรือจึงมาเกิดเป็นเปรตอย่างนี้ เป็นถึงพระสงฆ์องค์เจ้า ตายแล้วทำไมจึงมีสภาพเช่นนี้เล่า?”
 เปรตจึงเรียนหลวงปู่ว่า “พวกเราเคยบวชเป็นพระอยู่บริเวณใกล้ ๆ นี้ สมัยที่พวกกระผมบวช เป็นพระนั้น ไม่มีอุปัชฌาย์คอยสั่งสอน เป็นเหตุให้เราทุกคนต่างพากันทำผิดศีลมากมาย ทั้งกินเหล้า เพราะรสชาติมันดีแท้ ลวนลามผู้หญิง ฉันอาหารยามวิกาล เพราะเนื้อต้มมันแซ่บจริง ๆ ครับ ขอหลวงปู่ ได้โปรดเมตตาช่วยอนุเคราะห์พวกกระผมด้วยเถิด อยู่อย่างนี้มันทุกข์ทรมานเหลือเกินครับ”
                หลวงปู่ “อาตมาจะสอนการเจริญกรรมฐานให้เอาไปตั้งใจปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และบอกต่อกันนะ จะได้พ้นกรรม”
                เดือนต่อมา...วันหนึ่ง ขณะที่หลวงปู่กำลังเดินจงกรม ก็ปรากฏร่างแม่ชีคนหนึ่งขึ้นตรงหน้า เธอก้มลงกราบหลวงปู่และกล่าวว่า “แม่ชีอยู่ที่นี่ และได้ปฏิบัติธรรมตามที่หลวงปู่บอก บัดนี้พ้นกรรมแล้ว จึงมาขอกราบลาเจ้าค่ะ”
                หลวงปู่ “เจริญพร แล้วเปรตพระทั้ง ๓ ตนล่ะ เดี๋ยวนี้ไม่เห็นเลย” แม่ชี “ทั้ง ๓ ท่านพ้นกรรมไป เกิดใหม่แล้วเจ้าค่ะ” หลวงปู่ “ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ไว้นะโยม” แม่ชี “เจ้าค่ะ ดิฉัน ขอกราบลาเจ้าค่ะ” หลวงปู่ “ไปดีนะโยม”
                ๔) เปรตแม่สมภาร :២៤
 หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เกิดในตระกูล “แก้วสุวรรณ” เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๔ อุปสมบท ณ วัดสร่างโศก เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ มรณภาพเมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ สิริอายุได้ ๙๔ ปี ๗๑ พรรษา
                คำสอน : ให้พิจารณาความตาย นั่งก็ตาย นอนก็ตาย ยืนก็ตาย เดินก็ตาย
 หลวงปู่เล่าว่า ราวปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ณ วัดแห่งหนึ่งในชนบททางภาคเหนือ เวลาประมาณ ๓ ทุ่ม มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว เสียงดัง นิ้ว ๆ ๆ เย็นยะเยือก ขณะที่สุนัขภายในวัดก็หอนประสานเสียงกันอย่าง โหยหวน “บรู้วววว” ทำให้ผู้ได้ยินเสียงหอนขนลุกขนชัน พร้อมกับมีร่าง ๆ หนึ่งสูงโย่ง ลากกระสอบป่าน และแบกสิ่งของอยู่บนบ่ามุ่งหน้าไปยังกุฏิที่หลวงปู่ชอบ พระผู้ทรงอภิญญาสายหลวงปู่มั่นกำลังนั่งอยู่กับ พระบวชใหม่ ๒ รูป
                พระรูปหนึ่ง “หลวงปู่ครับ ทำไมวันนี้หมามันหอนเสียงโหยหวนชวนขนลุกผิดปกติ?” พระอีก รูปหนึ่ง “นั่นสิครับ หลวงปู่” ๒๔ อ้างแล้ว, หน้า ๑๓๘-๑๔๓.
 ทันใดนั้น หลวงปู่ชอบได้หันหน้าไปจ้องทางหน้าต่างกุฏิ พระรูปหนึ่งถามหลวงปู่ด้วยความตื่นเต้น “มีอะไรหรือครับหลวงปู่?” หลวงปู่ชี้มือไปทางหน้าต่างพร้อมกับพูดว่า “โน้นไง...ต้นเหตุของเสียง หมาหอน เปรตมันยืนอยู่โน่น...” พระใหม่ทั้ง ๒ รูป หันขวับไปทางหน้าต่างด้วยความตระหนก ก็มอง เห็นร่างของเปรตผู้หญิงตนหนึ่ง ร่างสูงชะลูด แต่งกายด้วยเสื้อสีขาว ผ้าถุงสีดำขาดกะรุ่งกะริ่ง บ่าข้างขวา แบกของสิ่งหนึ่ง มือซ้ายลากกระสอบป่านใส่ของเต็มพร้อมกับร้องครวญครางด้วยความทุกข์ “ฮือ ๆ ๆ” แล้ววางสิ่งของลง นั่งประนมมือ หันหน้ามาทางหลวงปู่
                พระรูปหนึ่ง “หลวงปู่ครับ! เปรตตนนี้มะมะมัน มาทำไมขอรับ?” พระอีกรูปหนึ่ง “เขาทำกรรม อันใดไว้ ขอรับ?” หลวงปู่ “ถ้าพวกท่านอยากรู้ เดี๋ยวจะถามให้นะ”
                เปรตตนนั้นได้เล่าถวายให้หลวงปู่ฟัง สรุปได้ว่า แต่ก่อนตนเคยเกิดเป็นแม่ของสมภารวัดนี้ ได้หยิบเอาหน่อไม้และข้าวสารอาหารแห้งที่เขามาทำบุญ นำกลับบ้าน โดยคิดว่าจะทำให้ตนกินอิ่ม ไปหลายมื้อ แม้จะมีเพื่อนบ้านมาตักเตือน ไม่ให้ทำ เพราะมันจะบาป แต่นางก็ไม่ฟัง
                เพื่อนบ้าน “แม่อุ้ย...แม่อุ้ย อย่าทำอย่างนี้เลย มันบาปนะ ทำอย่างนี้ไม่ถูกนะ ขโมยของสงฆ์ โบราณว่าตายไปจะเป็นเปรต แม่อุ้ย!”
                แม่สมภารหันขวับไป “หนอย หนอย มารคอหอย นี่นางรุ้ง แกมีสิทธิ์อะไรมาสอนฉัน ขนาดสมภาร ลูกชายฉัน เขายังไม่ว่า อีกอย่าง ของนี้ก็ไม่ใช่ของแกสักหน่อย”
                หลวงปู่ “นี่แหละคนเรา เห็นแก่ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงยอมทำบาป หารู้ไม่ว่าความสุข เล็กน้อยนั้น มันจะเป็นบาปให้ตนเองต้องทนทุกข์ทรมานมหันต์ในภายหลัง... ไปเถอะ พรุ่งนี้จะทำบุญ ไปให้” เปรตแม่สมภารก้มลงกราบหลวงปู่ แล้วยืนขึ้นแบกของและหยิบกระสอบป่านลากเดินไปพร้อม กับครวญคราง “ฮือ ๆ ๆ” และแว้บหายตัวไป
                หลวงปู่ “เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ จำไว้นะบาปกรรมนั้นมีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่มี ใครหนีพ้นนะโยม!”
                ๗. เปรตในคราบมนุษย์ :๒๕
                เปรต หรือ ความเป็นเปรตนั้นอยู่ใกล้ตัวเรามาก และง่ายมากที่คนจะกลายเป็นเปรต อันที่ จริงแล้วความเป็นเปรตนั้น ไม่ต้องรอให้ตายก่อนค่อยเป็นเปรต คนที่มีชีวิตอยู่นี้แหละก็กลายเป็น เปรตได้ พระพุทธเจ้าเรียกว่า มนุสสเปโต แปลว่า มนุษย์เปรต หรือเปรตในคราบมนุษย์
                ซึ่งถ้าว่ากันโดยแก่นแท้แล้ว ความที่คนจะเป็นคนหรือเป็นอะไรนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายที่เป็น มนุษย์ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพของจิตว่ามีคุณธรรมความดีมากน้อยแค่ไหน ดังที่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ท่านได้จำแนกมนุษย์ออกเป็น ๗ จำพวก คือ ๒๕ อ้างแล้ว, หน้า ๑๔๕-๑๔๗.
                ๑) มนุสสนิรโย : มนุษย์สัตว์นรก หรือสัตว์นรกในคราบมนุษย์ คือร่างกายเป็นมนุษย์ แต่จิตใจ และพฤติกรรมกลับชั่วช้าเลวทราม ก่อกรรมทำบาปได้เยี่ยงสัตว์นรก เช่น ลูกที่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ลูกที่เสพ ยาบ้าแล้วข่มขืนแม่บังเกิดเกล้าของตน คนเช่นนี้แม้ว่าร่างกายจะเป็นมนุษย์ แต่พฤติกรรมของเขา ช่างเหี้ยมโหด ชั่วช้าไม่ต่างอะไรกับสัตว์นรก
                ๒) มนุสสเปโต : มนุษย์เปรต หรือเปรตในคราบมนุษย์ คือร่างกายเป็นมนุษย์แต่จิตใจเป็นเปรต เปรต แปลว่า ผู้ละไปแล้ว หมายถึงผู้ยอมละทิ้งความดี หรือยอมกระทำชั่วทุจริตทุกอย่างเพื่อให้ตน ได้สนองความอยาก ความหิว เช่น คนที่ติดยาเสพติด ยอมเป็นโจรลักเล็กขโมยน้อย ปล้นร้านทอง เพื่อนำเงินไปซื้อยามาเสพ หรือเจ้าหน้าที่บางคน นักการเมืองบางรายที่ยอมทุจริตคอรัปชั่นคดโกง ประเทศชาติเพื่อให้ตนร่ำรวย โดยไม่ใส่ใจเรื่องบุญบาป วันๆ จิตใจคิดแต่จะเอา ไม่เคยคิดจะให้ คนประเภทนี้จึงมักจะถูกด่าอยู่เสมอว่า “ไอ้เปรต”
                ๓) มนุสสอสุรกาโย : มนุษย์อสุรกาย คือร่างกายเป็นมนุษย์แต่จิตใจโหดร้าย เต็มไปด้วยโทสะ ความอาฆาตพยาบาทชิงชัง ประกอบกรรมทำชั่วด้วยความอำมหิตไร้ความปรานี มีพฤติกรรมเหมือน ยักษ์เหมือนมาร ชอบใช้ความรุนแรง มีอุปนิสัยกักขฬะ หยาบกระด้าง ใจไม้ไส้ระกำ เช่น คนที่ฆ่าคน แล้วกินเป็นอาหาร พวกชอบเปิบพิสดารกินจู่หมี ยาดองสัตว์ เนื้อดิบ พวกที่ค้าขายมนุษย์ด้วยกัน รวมถึงพวกที่มัวเมาในกาม ถึงขั้นฆ่าข่มขืนพวกนี้ท่านจัดเป็นอสุรกายในคราบมนุษย์
                ๔) มนุสสติรัจฉาโน : มนุษย์ดิรัจฉาน คือร่างกายเป็นมนุษย์ แต่จิตเป็นสัตว์ดิรัจฉาน คือมากไป ด้วยโมหะ เห็นอะไรที่เป็นความสุขของตัวเองก็ทำตามใจ ไม่รู้จักแยกแยะชั่วดี มีพฤติกรรมเยี่ยงสัตว์ เช่น ในเรื่องกามก็สมสู่ไม่เลือกหน้า ไม่สนใจว่าผู้นั้นจะเป็นลูกเขา เมียใคร หรือเป็นพ่อ แม่ ลูก หรือญาติ ของตน บางครั้งอยากได้อะไรของใครก็ใช้กำลังข่มเหงรังแกเอา ซึ่งบางคนทุบตีได้ แม้กระทั่งพ่อแม่ บังเกิดเกล้าที่พิกลพิการเพราะขอเงินแล้วไม่ให้ ซึ่งคนประเภทนี้มักถูกด่าให้เป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ
                ๕) มนุสสมนุสโส : มนุษย์แท้ คือทั้งตัวและหัวใจเป็นมนุษย์ มนุษย์แปลว่าผู้มีจิตใจสูง คือสูงกว่า สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน มีจิตที่ประกอบด้วยความเมตตา รู้จักแยกแยะดี-ชั่ว ไม่ประกอบ กรรมอันเป็นอกุศลเพราะเห็นแก่ตัว เป็นผู้ตั้งมั่นในศีล ๕ มีละเว้นจากการฆ่าและเบียดเบียนสัตว์อื่น เป็นต้น ซึ่งศีล ๕ นี้ถือเป็นธรรมที่เป็นมาตรฐานสำหรับรองรับความเป็นมนุษย์นั่นเอง
                ๖) มนุสสเทโว : มนุษย์เทพ คือผู้ที่มีร่างกายเป็นมนุษย์ แต่จิตใจเป็นเทวดา คือเป็นผู้มีหิริ ความละอายในการทำชั่วทั้งทางกาย วาจา และใจ โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อผลบาปที่จะตามสนอง บุคคลเช่นนี้จะไม่ทำความชั่วเลยทั้งต่อหน้าและลับหลัง อีกทั้งยังเป็นผู้ฝักใฝ่ในการทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ
                ๗) มนุสสอริโย : มนุษย์ผู้เป็นอริยบุคคล ได้แก่บุคคลที่มีร่างกายเป็นมนุษย์แต่จิตใจปราศจาก กิเลส คือ ความโลภ โกรธ หลง มีจิตอยู่เหนือความยึดมั่นในตัวตน เป็นอิสระจากทุกข์ไม่หวั่นไหว ด้วยอำนาจของโลกธรรม ๘ คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เลื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์
                เราคงสังเกตเห็นมนุษย์ในปัจจุบันมีครบทั้ง ๗ ประเภท แต่ประเภทที่ ๑-๔ นั้นน่าจะมีจำนวน มากกว่าประเภทที่ ๕-๗ หรือท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไร
๘. เปรตแสดงตนเพื่ออะไร
                ท่านพระครูบวรธรรมพินิจ แห่งวัดธรรมบวร บ้านคำบิด อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร เคยเล่าเรื่องเปรตที่วัดร้างกลางหมู่บ้านให้คุณศักดิ์สิทธิ์ พันธุ์สัตย์ ขณะยังบวชเป็นสามเณรฟัง ซึ่งทำให้ สามเณรศักดิ์สิทธิ์รู้สึกกลัวมากและจำได้แม่นยำมาจนถึงทุกวันนี้ ความว่า
 ที่วัดร้างกลางหมู่บ้าน เมื่อหลายสิบปีก่อน มีเปรตตนหนึ่งอาศัยอยู่ คืนหนึ่งราว ๓ ทุ่มกว่า มีเด็กชายในหมู่บ้านคนหนึ่ง อายุประมาณ ๑๐ ขวบไปซื้อบุหรี่ให้พ่อ ซึ่งเส้นทางจากบ้านไปยัง ร้านค้านั้นต้องเดินทางผ่านวัดร้าง และที่วัดร้างนั้นมีต้นโพธิ์ใหญ่ต้นหนึ่งอายุราวร้อยปี มีกิ่งโพธิ์ใหญ่ กิ่งหนึ่งยื่นออกมาทางถนน ผู้ที่เดินสัญจรไปมาต้องผ่านใต้กิ่งโพธิ์นั้นไป เมื่อเด็กชายไปถึงร้านค้าและซื้อบุหรี่ให้พ่อเรียบร้อยแล้วก็เดินทางกลับ สมัยนั้นไฟฟ้าเพิ่งเริ่มเข้า หมู่บ้าน มีไฟฟ้าไม่กี่หลังคาเรือน แม้จะหัวค่ำอยู่แต่หมู่บ้านก็เงียบมาก พอเด็กชายเดินมาถึงวัดร้าง จะผ่านต้นโพธิ์ ทันใดนั้น กิ่งโพธิ์ที่ยื่นออกมาก็มีเสียงคล้ายกับมีคนขย่มอย่างแรง เด็กชายจึงแหงนหน้า ขึ้นดูตามเสียง ปรากฏว่าสิ่งที่เขาเห็นคือร่างดำทะมึนของเปรตที่สูงใหญ่เกือบเท่าต้นโพธิ์ นั่งห้อยขา ขย่มกิ่งโพธิ์ ตาแดงก่ำ เท่านั้นเองเด็กน้อยก็ไม่อาจยับยั้งสติไว้ได้ วิ่งเตลิดเปิดเปิง พร้อมกับร้องว่า ช่วยด้วย! ... ผีหลอก ๆ ๆ
                กระทั่งผู้ใหญ่ในหมู่บ้านแตกตื่น พากันวิ่งไล่จับตัวเอาไว้
                การที่เปรตปรากฏตัวให้เห็นนั้น ท่านพระครูบวรธรรมพินิจบอกว่ามีเหตุอยู่ ๓ ประการ คือ
                ๑. ต้องการขับไล่ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ตนหวงแหน
                ๒. ต้องการมาส่งข่าวหรือบอกกล่าวอะไรบางอย่าง
                ๓. ต้องการมาขอส่วนบุญ
                แต่เท่าที่ได้อ่านประวัติของเปรตแต่ละตนจากพระไตรปิฎก และจากหนังสืออัตชีวประวัติของ พระเกจิอาจารย์หลาย ๆ ท่าน เปรตที่ปรากฏให้เห็นนั้น ส่วนใหญ่จะมาขอส่วนบุญ หรือฝากข่าวถึง ญาติให้ช่วยทำบุญไปให้มากกว่าจุดประสงค์อื่น
                ២៦ อ้างแล้ว, หน้า ๒๕-๒๖.
 ลักษณะการติดต่อสื่อสารของเปรต ถ้าสื่อสารกับพระผู้มีญาณวิเศษมักปรากฏให้เห็นตัวกันจะ ๆ แต่ถ้าต้องการสื่อสารกับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีญาณวิเศษอะไร โดยมากจะไม่ปรากฏตัวให้เห็น แต่จะติดต่อทางความฝันหรือส่งเสียงให้ได้ยิน เช่น เปรตที่เป็นญาติของพระเจ้าพิมพิสารมาส่งเสียงให้พระองค์ได้ยิน เพื่อเตือนให้พระองค์อุทิศบุญให้กับพวกตนเป็นต้น
                ดังนั้น เมื่อท่านผู้อ่านได้รับการติดต่อจากเปรตหรือจากญาติที่ล่วงลับไปแล้ว พึงตั้งสันนิษฐาน ไว้ก่อนว่า เขาต้องการส่วนบุญจากท่าน แล้วท่านก็ควรทำบุญแล้วอุทิศให้แก่เขาเพื่อเป็นการ อนุเคราะห์แก่ญาติ และเสริมสร้างบุญแก่ตัวเองอีกทางหนึ่ง
๙. เปรตเท่านั้นสามารถรับส่วนบุญได้
                ในบรรดาสรรพสัตว์ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏทั้ง ๓๑ ภูมินั้น มีเพียงสัตว์ที่เกิดในภูมิ ของเปรตเท่านั้นสามารถรับเอาส่วนบุญที่ญาติทั้งหลายอุทิศไปให้ได้ ถ้าเกิดในภพภูมินอกจากนี้ก็จะ ไม่ได้รับ ดังพระพุทธดำรัสแก่ชานุสโสณิพราหมณ์ ความว่า
                ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ฯลฯ เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนั้นหลังจากตายไปแล้ว หากไปเกิดในนรก เขาย่อมมีชีวิตอยู่ ดำรงอยู่ในนรกนั้น ด้วยอาหารของสัตว์นรก
                บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ฯลฯ เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนั้นหลังจากตายไปแล้ว หากไปเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เขาย่อมมีชีวิตอยู่ ดำรงอยู่ในกำเนิด สัตว์ดิรัจฉานนั้นด้วยอาหารของสัตว์ดิรัจฉาน
                บุคคลบางคนในโลกนี้ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ฯลฯ เป็นสัมมาทิฏฐิ บุคคลนั้นหลังจากตายไปแล้ว หากเข้าถึงความเป็นมนุษย์ เขาเลี้ยงชีวิต ดำรงอยู่ ในมนุษยโลกด้วยอาหารของมนุษย์
                บุคคลบางคนในโลกนี้ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ฯลฯ เป็นสัมมาทิฏฐิ บุคคลนั้นหลังจากตายไปแล้ว หากเข้าถึงความเป็นเทวดา เขาย่อมเลี้ยงชีวิต ดำรงอยู่ในเทวโลกนั้น ด้วยอาหารของเทวดา
                ดูก่อนพราหมณ์ เหล่านี้ไม่อยู่ในฐานที่จะได้รับส่วนบุญที่อุทิศให้ ผลทานที่ญาติอุทิศให้ย่อมไม่ สำเร็จแก่เขาเหล่านั้น
                ส่วนว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ฯลฯ เป็นมิจฉา ทิฏฐิ บุคคลนั้นหลังจากตายไปแล้ว ไปเกิดในกำเนิดของเปรต เขาย่อมเลี้ยงชีวิตอยู่ ดำรงอยู่ในกำเนิด
                ๒๗) อ้างแล้ว, หน้า ๒๗-๒๘.
                ของเปรตนั้น ด้วยอาหารของเปรตนั้น หรือว่าด้วยผลแห่งทานที่พวกมิตร อำมาตย์ หรือพวกญาติ สายโลหิตของเขาอุทิศเพิ่มให้จากมนุษยโลกนี้
                ดูก่อนพราหมณ์ เปรตทั้งหลายจึงอยู่ในฐานะที่จะได้รับส่วนบุญที่อุทิศให้ ผลทานที่ญาติอุทิศให้ ย่อมสำเร็จแก่เปรตเหล่านั้น
 ดังนั้น การที่เราทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตาย อาทิ ทำบุญ ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน ทำบุญถวายสังฆทาน หรือทำบุญอื่น ๆ เพื่ออุทิศให้แก่ผู้ตายนั้น จึงเป็นการทำบุญแบบเผื่อไว้ก่อน หรือจะเรียกว่าเป็นการ ทำบุญแบบสุ่มไปก่อนก็ว่าได้ เพราะเราไม่อาจทราบแน่ว่าญาติของเราที่ตายไปนั้นไปเกิดในภพภูมิใด แต่เราก็ทำบุญอุทิศไปให้นั้นเผื่อว่าญาติของเราไปเกิดเป็นเปรต เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจะได้รับส่วนบุญ จากเรา แล้วจะพ้นจากความเป็นเปรตไปเกิดในสุคติภูมิต่อไป
๑๐. พฤติกรรมเสี่ยงที่จะเป็นเปรต
                ผมเป็นห่วงคฤหัสถ์เราที่อยู่ใกล้วัด, ใกล้พระสงฆ์มากกว่าเป็นห่วงพระสงฆ์ เกรงว่าคฤหัสถ์เราจะ เป็นเปรตเร็ว, ง่าย เพราะไม่สำรวมกาย วาจา ใจ ทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ บางคนอยู่ใกล้วัดและ พระสงฆ์มานานเลยถือวิสาสะขาดการสำรวม และตกอยู่ในความประมาท
                อย่าลืมว่าพระสงฆ์นั้น ท่านเป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย คฤหัสถ์เราถือแค่ศีล ๕ ข้อก็ยังลำบากแล้ว แต่พระสงฆ์นั้นท่านต้องรักษาศีลถึง ๒๒๗ ข้อ ดังนั้น เราจึงควรให้ความเคารพในพระสงฆ์ตลอดเวลา อย่าตีตนเสมอท่านเป็นอันขาด เพราะเสี่ยงต่อ “ความเป็นเปรต” อย่างยิ่ง !
                เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติของพวกเราให้สังวรกาย วาจา ใจ ไม่ตกอยู่ในความประมาท ผมจึงขอยกตัวอย่างพฤติกรรมที่ผมเห็นว่าเสี่ยงต่อความเป็น “เปรต” อย่างยิ่ง ดังต่อไปนี้
                ๑. ไม่พิจารณาเวลาฉัน เป็นหนี้ ไปเกิดเป็นควาย :๒๔
 สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณณกมหาเถร ป.ธ. ๙) คณบดีคณะพุทธศาสตร์รูปแรก อธิการบดี รูปที่สอง และคณบดีคณะอาเซียอาคเนย์ รูปแรก ของ มจร ได้เมตตาประทานโอวาทและคำแนะนำ ในวันเปิดประชุมปฐมนิเทศการซ้อมสวดมนต์และศาสนพิธีปฏิบัติ ณ อุโบสถวัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๙ กันยาน พ.ศ. ๒๕๑๖ เวลา ๑๔.๐๐ น. ข้อความตอนหนึ่งว่า
                ...การบริโภคบิณฑบาต ก็ให้พิจารณาด้วยบทบิณฑบาตว่า
         ปฏิสงขา โยนิโส ปิณฑปาตํ ปฏิเสวามิ         เนว ทวาย  ไม่เพื่อคะนอง 
 ๒๔ สนิท ไชยวงศ์คต, มหาจุฬาฯ บุรพาจารย์ ใน พุทธจักร ปีที่ ๗๖ ฉบับที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๐, (กรุงเทพ-มหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๐), หน้า ๙-๑๐.
กำกับ ขนิษฐา ขวัญอยู่ เขียนบท ขนิษฐา ขวัญอยู่ | นักแสดงนำ ชาลี ไตรรัตน์ , พลอย ศรนรินทร์ , ดนัย จารุจินดา , อรรถพร ธีมากร , พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์ , สรพงษ์ ชาตรี | กำกับภาพ กิตติพัฒน์ จินะทอง | ตัดต่อ ฐิติพันธ์ มหากิจกำพล | ดนตรีประกอบ ออริจิน มิวสิค | บริษัทผู้สร้าง บาแรมยู | ผู้จัดจำหน่าย สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล
                เรื่องย่อ : สำหรับ วีดีโอ ซัน (ชาลี ไตรรัตน์) เด็กหนุ่มวัย 19 ปีผู้เอาแต่ใจตนเอง ไม่สนใจใคร และใช้ชีวิตคึกคะนองอย่างสุดขั้ว เขาจึงถูกพ่อบังคับให้มาบวชเณรเพื่อดัดนิสัย การบวชอย่างไม่เต็มใจ ไร้ศรัทธา และด้วยความรู้สึกที่ไม่เข้าใจว่าตนเองทำผิดอะไรนักหนา จึงทำให้ซันยังคงใช้ชีวิตเหมือนปกติทั่วไปแม้จะอยู่ในผ้าเหลืองแล้วก็ตาม รวมถึงการแอบคบหากับ ฝ้าย (พลอย ศรนรินทร์) สาววัยรุ่นท้องถิ่นผู้โหยหาในความรักซึ่งเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่ทั้งคู่มีให้แก่กันและเชื่อมั่นว่าไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ทุกการกระทำที่ท้าทายการอาบัตินี้ ทำให้เณรซันต้องเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ลึกลับชวนขนหัวลุกที่ถูกปกปิดไว้ภายในวัด ทั้งเรื่องราวความสัมพันธ์ของสีกากับพระ การเผชิญหน้ากับผีเปรตที่ตามมาขอส่วนบุญและทวงคืนชีวิตที่ต่างเชื่อมโยงกันอย่างคาดไม่ถึงรวมทั้งความผิดที่เขากำลังวิ่งหนี ก็เข้ามาตอกย้ำให้เขาต้องชดใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Arpat - เปรต อาบัติ (2023)
                                           น มทาย ไม่เพื่อมัวเมา
                                           น มณฑนาย ไม่เพื่อตกแต่งร่างกาย
                                           น วิภูสนาย ไม่เพื่อทำให้ผิวพรรณผ่องใส ให้ร่างกายอ้วนพี
                                            ยาวเทว อิมสฺส กายสฺส ฐิติยา ยาปนาย วิหึสุปรติยา พรหฺมจริยานุคคหาย อิติ ปุราณญจ เวทน์ ปฏิหงขามิ นวญฺจ เวทนำ น อุปปาเทสฺสามิ ยาตรา จ เม ภวิสฺสติ อนวชชตา จ ผาสุวิหาโร จาติ.
                             เพื่อบรรเทาความหิว เวทนา ความหิวเก่า และไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น เพื่อร่างกายมันตั้งอยู่นาน เพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์ เพื่อได้ประพฤติธรรม เพื่อได้ประพฤติพระธรรมวินัย ไม่ใช่เพื่อแข็งแรง ล่ำสัน เพื่อเล่นมวยปล้ำหรือเล่นชกมวยกัน
 พวกเณร ๆ ในหลายคณะ ชอบออกเอ็กเซอร์ไซส์ โดยไม่ควรแก่สมณสารูป คงจะเอาแบบอย่าง ในโทรทัศน์ อย่างนี้เป็นการไม่ถูกวินัย ไม่ถูกสิกขาบท เราฉันข้าวไม่ใช่เพื่อมีกำลังไปเล่นชกต่อยกัน มีกำลังเพื่อให้มีอายุยืนยาวไปเพื่อจะได้อนุเคราะห์พรหมจรรย์ เพื่อบรรเทาความหิว ไม่ให้ความหิว อันเป็นสาเหตุให้เกิดเวทนาขึ้น ตัดความหิวเก่าที่กำลังเป็น ป้องกันไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ท่านมุ่งให้ พิจารณาอย่างนั้น
 เมื่อว่าบาลีไปแล้ว นึกในใจให้รู้จักความหมายความแปลด้วย จะเป็นคุณประโยชน์ เรียกว่า “เสกข้าวก่อนฉัน” ความจริงท่านให้พิจารณาแล้วจึงบริโภค ไม่ใช่เสกเพื่อเป็นบุญเป็นกุศล ถ้าไม่พิจารณา บริโภคเข้าไป ก็ตกอยู่ในลักษณะแห่งการเป็น “อิณบริโภค” คือ บริโภคอย่างเป็นหนี้เขา ท่านแสดง การบริโภคไว้ ๔ อย่าง ดังปรากฏในอรรถกถา มัชฌิมนิกาย ปปัญจสูทนี ว่า
เถยุยปริโภค ลักเขาบริโภค
    อิณปริโภค เป็นหนี้เขาบริโภค
               ทายชุชปริโภค บริโภคมรดกที่เขาให้
                สามีบริโภค บริโภคโดยความเป็นเจ้า
                ฉะนั้น ผู้บริโภคปัจจัยโดยไม่ได้พิจารณา ท่านว่าเป็นหนี้เขา โบราณท่านเล่าว่า ตายไปแล้วเกิด เป็นวัวเป็นควายให้เขาใช้ รับใช้หนี้เขา
                บางคนบอกว่า เขายาว ๆ (วัว-ควาย) นี้ คือตัวสมภารล่ะ!
                ฉะนั้น จะต้องเอาใจใส่ในการท่อง ปฏิสงขา โย...อชชมยา... สวดประจำในเวลาเย็น ในเวลาเข้า เวลาเย็น สวดมนต์แล้วก็สวด ปฏิสงขา โย... ด้วย สวดบทต่าง ๆ ที่สำคัญที่สุดก็คือ นโม, พุทฺธ์, อิติปิโส ภควา, พาหุ, มหาการุณิโก แล้วสวด ปฏิสงขา โย...ยถาปจุจย์...อชช มยา สำหรับบท อชุช มยา นั้น
                เราสวดใช้พิจารณาเวลาเราฉัน เราใช้อะไร ไม่ได้พิจารณาจึงใช้บท อชุช มยา คือ พิจารณาเป็นอดีต ปัจจเวกขณะตามภายหลัง จึงจะพ้นจากการบริโภคเป็นหนี้
                อย่าเข้าใจว่า รับทานของทายกมาแล้ว ถือว่าไม่เป็นหนี้ไม่ได้ ถ้าไม่พิจารณาถือว่าเป็นหนี้ ฉะนั้น ต้องพิจารณาปัจจเวกขณะ คือ ปฏิสงขา โย...ยถาปจุจย์...อชช มยา...
                คงต้องฟัง “สมเด็จฯ ท่าน” นะครับ มิฉะนั้นก็ “เสี่ยงที่จะเป็นเปรต!”
๒. กรรมสนองสมภารขโมยศาสนสมบัติ๙
                ท่านอาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ เปรียญธรรม ๙ ประโยค อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ผู้โด่งดัง ได้บันทึก ประสบการณ์ตรงของท่านไว้ ดังต่อไปนี้
 เมื่อครั้งผู้บันทึก (อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์) รับราชการในหน้าที่อธิบดีกรมศิลปากร (พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๑๑) ได้เดินทางไปสำรวจโบราณวัตถุสถานในจังหวัดภาคเหนือเป็นประจำทุกปี เมื่อได้ไปนมัสการ พระธาตุแช่แห้ง ตำบลม่วงติ๊ด อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน แล้วเดินเวียนทักษิณาวรรต เห็นมี ทรงสัณฐานงามแปลกจากพระธาตุเจดีย์อื่น จึงขอให้ช่างภาพที่ไปด้วยกันถ่ายรูปไว้ แต่เป็นที่น่าเสียดาย ในเวลานั้นทองจังโกที่หุ้มพระธาตุผุกร่อนและพังหลุดร่วง ภาพที่ถ่ายมาก็ไม่งามเท่าที่ควร ในปีต่อมา เมื่อขึ้นไปตรวจราชการในจังหวัดภาคเหนือ ก็เตรียมถ่ายรูปพระธาตุแช่แห้งอีก คราวนี้ทางวัดได้รื้อเอาแผ่นทองจังโกที่หุ้มลงมากองซ้อนไว้ เห็นองค์พระธาตุที่ก่ออิฐปูนผุพัง เมื่อสอบถาม ดูก็มีผู้บอกว่า สมภารวัด (ซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดน่านด้วย) สั่งให้รื้อลงมาเพื่อเตรียมปฏิสังขรณ์
                ในปีต่อ ๆ มา ได้ขึ้นไปนมัสการอีก ก็ยังมิได้ซ่อม และไม่เห็นแผ่นทองจังโกของเก่าจึงสอบถาม มีชายสูงอายุผู้หนึ่ง ซึ่งคงจะมารักษาศีลเป็นประจำในวัด ได้กรุณาเล่าให้ฟังว่า ท่านสมภารได้สั่งให้ขาย แผ่นทองจังโกนั้นไปแล้ว ว่าจะเอาเงินไปสมทบซื้อแผ่นทองเหลืองใหม่มาปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุ
                ถามว่า : แล้วทำไมยังไม่ซ่อม
                ท่านผู้นั้นบอกว่า : สมภารสึกไปเสียแล้ว
                ถาม : แล้วเงินล่ะ ?
                ตอบ : คงเอาไปด้วย
                ถาม : สึกแล้วไปอยู่ที่ไหน ?
                บอกพร้อมกับยกมือชี้ว่า : อยู่บ้านโน้น
                ถาม : ได้เมียหรือยัง ?
                ตอบ : ได้แล้ว
 ๒๙ สนิท ไชยวงศ์คต, ศีล ๕ พาโลกสู่สันติ, พิมพ์ครั้งที่ ๖, งานพระราชทานเพลิงศพคุณแม่ทุม ไชยวงศ์คต เป็นกรณีพิเศษ, (นนทบุรี : นิติธรรมการพิมพ์, ๒๕๖๐), หน้า ๑๘๙-๑๙๒.
แล้วชายสูงอายุนั้น ก็ปรารภขึ้นว่า สมภาร...
                แสดงว่าอยากจะพูดต่อ ข้าพเจ้าจึงมองหาที่นั่งแล้วนั่งลงสนทนากัน
 ท่านผู้นั้นเล่าให้ฟังรวมความได้ว่า สมภารวัดพระธาตุแช่แห้ง เจ้าคณะจังหวัดน่านด้วยผู้นั้น เมื่อขายทองจังโกเก่าที่รื้อลงมาจากองค์พระธาตุ โดยอ้างว่าจะเอาเงินไปสมทบซื้อแผ่นทองใหม่มาซ่อม แต่แล้วก็เอาไปขายและสึก เอาเงินไปแต่งเมียอยู่ด้วยกันมีลูกชายคนหนึ่ง เกิดมาไม่มีหนังหุ้มกาย มีแต่ เนื้อและมีเนื้อเยื่อบาง ๆ หุ้ม และมีน้ำเหลืองหรือเลือดจาง ๆ ซึมออกมา เมื่อวางให้นอนบนเบาะหรือผ้าปูนอน เลือดหรือน้ำเหลืองที่ตัวเด็กก็แห้งติดกรังอยู่กับผ้า เวลาเด็กเคลื่อนไหวก็เจ็บปวดครวญคราง น่าสงสาร ทรมานกายทรมานใจพ่อแม่และผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ต้องเอาใบกล้วยหรือใบตองตึงสด ๆ มาปูให้นอน
                ถามว่า : เดี๋ยวนี้เด็กยังมีชีวิตอยู่หรือ ?
                ตอบ : ตายแล้ว แต่สมภารกำลังเป็น
                ถาม : เป็นอะไร
                ตอบ : เป็นเหมือนลูกชาย
                ถาม : เป็นอย่างไร
                ตอบ : เป็นหนังลอกเหลือผิวบาง ๆ และมีน้ำเหลืองหรือเลือดจาง ๆ ซึมออกมา นอนบนฟูก บนผ้าไม่ได้ น้ำเหลืองหรือเลือดแห้งติดกรังที่ผ้า แกะออกก็เจ็บ ต้องหาใบตองตึงหรือใบกล้วยสด ๆ มาปูนอน เช่นเดียวกับลูกชายที่ตายไปแล้ว
                ถาม : เดี๋ยวนี้ สมภารยังมีชีวิตอยู่หรือ ?
                ตอบ : ยังอยู่ !
                แล้วข้าพเจ้าก็ชวนคุยเรื่องอื่น และลาจากกัน พลางนึกในใจว่า กรรมทันตาเห็น น่าสยดสยอง
 ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าพ้นหน้าที่ราชการแล้ว มิได้ขึ้นไปนมัสการพระธาตุแช่ห้องที่จังหวัดน่านอีก ทราบว่าได้ปฏิสังขรณ์เรียบร้อยนานแล้ว แต่วันหนึ่ง ราว พ.ศ. ๒๕๑๔ ข้าพเจ้าไปนมัสการและสนทนา กับท่านเจ้าคุณพระศรีสมโพธิ (บุญลอย) วัดสังเวชวิศยาราม กรุงเทพฯ (ต่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดคฤหบดี และเจ้าคณะเขตพระโขนง) ท่านเจ้าคุณพระศรีสมโพธิเป็นชาวจังหวัดน่าน คุยไปคุยมาอย่างไรไม่ทราบ ได้วกไปถึงสมภารเก่าวัดพระธาตุแช่แห้งผู้นั้น ท่านบอกว่ารู้จักกันดี ข้าพเจ้าจึงเรียนถามท่านว่า เดี๋ยวนี้ ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ไม่ทราบ ท่านบอกว่า ตายแล้ว ทรมานมาก เมื่อ ๒-๓ วันนี้ ภรรยาเขายังมาพบที่นี้ บอกว่าจะลงมาหางานทำในกรุงเทพฯ
                ท่านผู้อ่านที่เคารพ ผมอยากให้ท่านพิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการว่าเป็นเรื่องของกรรมสนอง ทันตาเห็นหรือไม่ เพราะผู้กระทำได้รับผลกรรมในชาตินี้ เป็นเรื่องที่ “เสี่ยงต่อความเป็นเปรตอย่างยิ่ง!”
๓. เงินทอนวัด
                ในช่วงวันที่ ๒-๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ผมได้ติดตามข่าวสำคัญเรื่องหนึ่ง คือ เรื่อง “เงินทอนวัด” จากหนังสือพิมพ์รายวัน ๔ ฉบับ คือ คมชัดลึก, เดลินิวส์, ไทยรัฐ, และมติชน สรุปความ ได้ว่า
 จากการสอบสวนของกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พบว่า มีการทุจริตเกี่ยวกับเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม และเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และ พัฒนาวัด หรือเงินทอนวัดจำนวนมากของเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมี การทุจริตในลักษณะเดียวกันต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐจำนวนหลายร้อย ล้านบาท เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับวัด ๑๒ วัด คือในจังหวัดลำปาง ๕ วัด ลำพูน ๑ วัด อำนาจเจริญ ๓ วัด พระนครศรีอยุธยา ๑ วัด ชุมพร ๑ วัด และเพชรบุรี ๑ วัด สร้างความเสียหายแก่รัฐถึง ๖๐.๕ ล้านบาท มีผู้อยู่ในข่ายกระทำความผิดจำนวน ๑๐ คน ตามมาตรา ๑๔๗ และมาตรา ๑๕๗ ในส่วนนี้ได้ส่งสำนวน ให้ ปปช. ชี้มูลความผิดพร้อมขยายผลผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งเตรียมนำกฎหมายฟอกเงินมาดำเนินคดีกับ ผู้ร่วมกระทำผิดไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลธรรมดา
                ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ปปช. ได้ชี้มูลความผิดของบุคคลระดับผู้อำนวยการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ๒ ราย ระดับรองผู้อำนวยการ ๑ ราย และระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ๑ รายว่ามีความผิดร่วมกัน
 พฤติกรรมอื้อฉาวกระทบความรู้สึกของประชาชนโดยเฉพาะชาวพุทธที่ชัดเจนได้แก่การถวายเงิน อุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด เช่น ถวาย ๑ ล้านบาท แล้วแจ้งให้ส่งคืน ๒ แสนบาท ถวาย ๑๐ ล้านบาท ให้ส่งคืน ๒ ล้านบาท ซึ่งนิยมเรียกเงินที่ส่งคืนนี้ว่า “เงินทอนวัด” ส่วนส่งคืนแล้ว จะไปเข้ากระเป๋าใคร ก็คงไม่ต้องเดาให้ยาก แต่ผู้ที่น่าสงสารที่สุดคือเจ้าอาวาสของวัดที่ส่งเงินคืน เพราะไม่ทราบว่าพฤติกรรมนั้นเป็นการ “ให้ความร่วมมือ” กับเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติกระทำการทุจริตโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำความผิดเองยังไม่พอ กับพ่วงเอาเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร และคณะกรรมการวัดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไปเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด หรือให้ความร่วมมือกับผู้กระทำ ความผิดด้วย
                ถ้าหากว่าเรื่องนี้เป็นความจริง เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่อง นี้ทั้งหมดก็ “เสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเป็นเปรต!”
๔. เซ็นสัญญา : ได้เท่าไร
 ตั้งแต่ช่วงที่ผมยังรับราชการ เคยมีผู้เล่าให้ฟัง และหลังจากเกษียณอายุราชการแล้วก็ยังมีผู้เล่า ให้ฟังเกี่ยวกับ “เซ็นสัญญา : ได้เท่าไร” นั่นคือในวงการก่อสร้างถาวรวัตถุทั้งในส่วนราชการและส่วนของวัดที่มีการก่อสร้างโครงการใหญ่ ๆ ที่มูลค่านับ ๑๐ ๑๐๐ ล้านบาท ขึ้นไปต้องมีเอกสารสัญญา เป็นลายลักษณ์อักษรตามกฎหมาย เพื่อรับประกันการก่อสร้างว่าจะต้องเสร็จเรียบร้อยตามที่สัญญา ระบุไว้ และประกันการจ่ายเงินค่าก่อสร้างเป็นงวด ๆ จนกว่าการก่อสร้างจะเสร็จเรียบร้อย มีการ ทุจริตกันตั้งแต่ก่อนลงมือก่อสร้างแล้ว ตอนไหนล่ะ? ก็ตอนที่จะลงนาม/เซ็นสัญญานั่นแหละ!
 พฤติกรรมดังกล่าวสร้างความเสียหายแก่รัฐ และวัดต่าง ๆ อย่างมากมาย เพราะสิ่งก่อสร้างที่มี ผู้ทำการทุจริต “กินหัวคิว” มากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อสิ่งก่อสร้างอย่างรุนแรง คือ ผลงาน ขาดคุณภาพ ไม่คงทนถาวร เพราะจำนวนเงินค่าก่อสร้างที่กำหนดไว้แต่แรกจะพอดีและเหมาะสม กับงานที่ผู้ทำสัญญาเป็นผู้รับจ้างได้รับ แต่เมื่อต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ (ค่าลงนามในสัญญา) จำนวนมาก คุณภาพของวัสดุก่อสร้างก็จะลดลงไป/ด้อยคุณภาพ/ไม่ได้มาตรฐานไปด้วย
 เรามักจะเห็นโครงการก่อสร้างอาคารใหญ่โตหลายแห่งทั้งของรัฐและของวัด ที่ติดตั้งป้าย เริ่มก่อสร้างไว้ล่วงหน้าตั้งนาน แต่ไม่มีการลงมือก่อสร้างจริง ๆ เสียที มีพรายกระซิบว่าผู้มีหน้าที่/มีอำนาจไม่ยอมลงนามในสัญญาในฐานะผู้ว่าจ้าง เพราะผู้รับเหมา “จ่ายน้อย” เขาจึงไม่ยอมเซ็นสัญญา ฝ่ายผู้รับเหมาก็ไม่ยอมลงมือก่อสร้าง มีการต่อรองกัน เช่น ผู้มีอำนาจลงนามจะเอา ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ผู้รับเหมาให้ได้เพียง ๓ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ๑๐๐-๔๐๐ ล้านบาท โปรดคิด เอาเองว่าจะเป็นเงินเท่าไร เป็นการค้ากำไรเกินควรหรือไม่?
                ผมเห็นว่าผู้มีอำนาจลงนามในสัญญา ไม่ยอมลงนามในสัญญาในฐานะผู้ว่าจ้าง เพราะยังไม่ได้รับ เงินเปอร์เซ็นต์ตามที่ขอเป็นผู้ขาดหิริและโอตตัปปะอย่างยิ่ง เขาจะต้องไปเกิดในภพภูมิของเปรต อย่างแน่นอนที่สุด เพราะเบียดบังเอาเงินของรัฐหรือของวัดมาเป็นสมบัติของตนเองอย่างหน้าด้านที่สุด
                ที่เห็นความเสียหายของการทุจริตที่ชัดเจนอย่างหนึ่ง คือโครงการก่อสร้างถนนในชนบท เนื่องจาก มีการทุจริตกันอย่างมโหฬาร มีการกินเหล็ก อิฐ หิน ปูน ทรายกันมาก ทำให้คุณภาพของถนนหลายแห่ง ไม่ได้มาตรฐาน พอก่อสร้างเสร็จถูกฝนตกลงมาเซาะเพียงปีเดียว ถนนขาด/ชำรุดตลอดสาย ทำความ ลำบากและเดือดร้อนให้ชาวชนบทผู้จำเป็นต้องเดินทางไปมาอย่างยิ่ง ช่างน่าสงสารพวกเขาจริง ๆ !
                พฤติกรรม “เซ็นสัญญา : ได้เท่าไร” นี้ ถ้าเป็นความจริง ผมเห็นว่าน่าจะ “เสี่ยงต่อความเป็น เปรตอย่างยิ่ง!”
๕. ผลงานของมนุสสเปโต
                ผมกำลังจะจบบทความเรื่องนี้ ก็ได้อ่านข่าวที่เสี่ยงจะเป็นเปรตอีกเรื่องหนึ่งในหนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” ฉบับวันพุธที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ หน้า ๓ เป็นเรื่องที่น่าสนใจและสอดคล้องกับบทความ เรื่องนี้ด้วย จึงขออนุญาตหนังสือพิมพ์ไทยรัฐนำมาเสนอท่านผู้อ่านดังต่อไปนี้
หนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” : พุธที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๑,หน้า ๓
 น่าประหลาดใจในยุครัฐบาล คสช. ที่ประกาศให้การปราบปรามการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ แม้แต่รัฐธรรมนูญก็อ้างว่าเป็น “ฉบับปราบโกง” แต่ทำไมการโกงกินจึงยังเฟื่องฟู ซ้ำยังแพร่ระบาด ถึงระดับรากหญ้า จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถึง กระทรวงศึกษาธิการ แม้จะเป็นยุคประเทศไทยไร้นักการเมืองที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นคนโกงตัวพ่อ
 รัฐมนตรีว่าการและปลัดกระทรวงศึกษาธิการร่วมกันแถลงว่าพบการทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนา อาชีพ ข้าราชการโอนเงินเข้าบัญชีคนอื่น ไม่ใช่เพิ่งจะทำกันแต่งาบมาแล้วนับสิบปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถึง ๒๕๖๑ เป็นเงินกว่า ๘๘ ล้านบาท กองทุนนี้มุ่งช่วยเหลือคนจน ส่วนหนึ่งเป็นทุนการศึกษาเด็กหญิง ที่ถูก “ตกเขียว” พ่อแม่รับเงินนายทุนมาและขายลูกสาวให้เมื่อโตขึ้น จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีข้าราชการเกี่ยวข้อง ๕ ราย มีระดับซี ๘ เป็นผู้รับผิดชอบ มาโดยตลอด และยอมรับสารภาพ แสดงว่ามีลักษณะตรงกันกับการงาบเงินคนไร้ที่พึ่ง คือการเบิกจ่าย เงินหละหลวม ข้าราชการระดับกลางมีอำนาจในการกำหนดว่าจะจ่ายเงินให้ใคร ไม่มีการตรวจสอบ อย่างเข้มงวด มีแต่ข้าราชการตรวจสอบกันเอง
 แม้จะมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. แต่มัก จะเข้ามาตรวจหลังจากที่ถูกร้องเรียน และ ป.ป.ท. ก็เป็นหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม อยู่ใต้บังคับบัญชาของนักการเมือง ไม่เป็นอิสระแท้ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ก็ถูกสังคมมองด้วยความ สงสัย ยังดำรงความเป็นอิสระหรือไม่ ถูกการเมืองแทรกแซงหรือไม่ อาจถือได้ว่า เป็นการโกงกินรูปแบบใหม่ เปลี่ยนจากการกินครั้งละร้อยล้าน พันล้าน ในยุค นักการเมือง มาเป็นการขูดเลือดคนจน คนไร้ที่พึ่ง ซึ่งเมื่อก่อนเรียกว่า “คนอนาถา” โกงกินครั้งละ พันสองพันบาท แต่เมื่อรวมแล้วกลายเป็นเงินก้อนโต ตัวอย่างเช่น งบสงเคราะห์คนจนตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ รวมเป็นเงินถึง ๑.๓๖ พันล้านบาท ไม่ทราบว่าถึงมือคนจนกี่บาท
                การโกงกินเงินทุนการศึกษาคนจนมีมาแล้วนับสิบปี ทั้งในช่วงรัฐบาลเลือกตั้งและรัฐบาล รัฐประหาร ส่วนเงินสงเคราะห์คนอนาถา เพิ่งจะมีการทุจริตในช่วงรัฐบาล คสช. เกิดขึ้นในช่วงที่ระบบ ตรวจสอบอ่อนแอ ข้าราชการตรวจสอบกันเองเป็นส่วนใหญ่ กรณีการทุจริตเงินสงเคราะห์คนอนาถา น่าจะเงียบไม่เป็นข่าว ถ้านักศึกษาฝึกงานไม่เปิดโปง
                ในยุครัฐบาลที่ปกครองประเทศด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และเป็นรัฐบาลที่มาจากข้าราชการ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีข้าราชการคนใดกล้าท้าทายอำนาจ งาบเงินช่วยเหลือคนอนาถา งาบเงินการศึกษา ที่มีวัตถุประสงค์อันประเสริฐเพื่ออุ้มเด็กหญิงให้พ้นจากนรก ผู้กล้าคือมนุษย์ที่ภาษาพระเรียกว่า “มนุสสเปโต” แปลตรง ๆ ว่า “มนุษย์เปรต” ผู้หิวโซ !
                พฤติกรรมดังกล่าว ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็เสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเป็นเปรตอย่างไม่ต้องสงสัย !
เปรตในคราบมนุษย์
                เปรต หรือ ความเป็นเปรต อยู่ใกล้ตัวเรามาก และง่ายมากที่คนจะกลายเป็นเปรต อันที่จริงแล้ว ความเป็นเปรตนั้น ไม่ต้องรอให้ตายก่อน ค่อยเป็นเปรต คนที่ยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ ก็กลายเป็นเปรตได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุสสเปโต แปลว่า มนุษย์เปรต หรือ เปรตในคราบมนุษย์
 — ศักดิ์สิทธิ์ พันธุ์สัตย์ “ระวังจะเป็นเปรต” หน้า ๑๔๕.
เอกสารอ้างอิง
 — นที ลานโพธิ์, หลวงพ่อจรัญเล่าเรื่องกรรม, กรุงเทพมหานคร : เอส.เค.เอส. อินเตอร์ปริ้นท์, ๒๕๕๙.
 — บรรจบ บรรณรุจิ, ปาฏิหาริย์แห่งกรรม (The Miracle of Karma) ภาค ๒, กรุงเทพมหานคร :
 — โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑.
 — พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, กรุงเทพมหานคร :
 — โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑.
 — พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๑.
 — มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา, กรุงเทพมหานคร:
 — โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.
 — อรรถกถาภาษาไทย พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ ฉบับมหาจุฬาลงกรณ-ราชวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖.
 — ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๔๔, กรุงเทพมหานคร : ศิริวัฒนา อินเตอร์ปริ้นท์, ๒๕๕๖.
 — ศักดิ์สิทธิ์ พันธุ์สัตย์, ระวังจะเป็นเปรต, กรุงเทพมหานคร : เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์, ม.ป.พ.
 — พระเป็นเปรต, กรุงเทพมหานคร : เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์, ม.ป.พ. สนิท ไชยวงศ์คต, ศีล ๕ พาโลกสู่สันติ พิมพ์ครั้งที่ ๖, นนทบุรี : นิติธรรมการพิมพ์, ๒๕๖๐.
 — มหาจุฬฯ บุรพาจารย์ ในพุทธจักร ปีที่ ๗๑ ฉบับที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๐, กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๖๐.
 — หนังสือพิมพ์รายวัน ๑๘ ฉบับ :
 — คมชัดลึก : วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐.
 — เดลินิวส์ : วันที่ ๒, ๓, ๕, ๖, ๗, ๑๓, ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ และ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
 — ไทยรัฐ : วันที่ ๕, ๖, ๘, ๙, ๑๐, ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐.
 — มติชน : วันที่ ๓, ๑๒, ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐.
ดาวน์โหลด PDF. 📝                         ก่อนหน้า(1/2) ←  

ไม่มีความคิดเห็น: