Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุธาวรรค. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุธาวรรค. แสดงบทความทั้งหมด

14 กุมภาพันธ์ 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สุธาวรรคที่ ๑๐ มธุปิณฑิกเถราปทานที่ ๗ (๙๗)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายน้ำผึ้ง
 [๙๙] ความยินดีเป็นอันมากได้มีแก่เรา เพราะได้เห็นพระผู้มีพระภาค
พระนามว่า สิทธัตถะ ผู้ประเสริฐกว่าบรรดาฤาษี ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ผู้ดับแล้ว เป็นมหานาค ผู้องอาจดังม้าอาชาไนย ผู้รุ่งโรจน์เหมือนดาวประกายพฤกษ์ อันหมู่เทวดานมัสการอยู่ ในป่าชัฏสงัดเสียงไม่อากูล ญาณเกิดขึ้นแล้ว ในขณะนั้น เราได้ถวายน้ำผึ้งแด่พระศาสดาผู้เสด็จออกจากสมาธิ เรามีใจ ผ่องใสถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ ด้วย เศียรเกล้า แล้วบ่ายหน้ากลับไปทางทิศประจิม ในกัลปที่ ๓๔
                แต่กัลป นี้ เราได้เป็นพระราชาพระนามว่าสุทัสสนะ ในกาลนั้น น้ำผึ้งออกจาก รากไม้ไหลลงในโภชนาหารของเรา ฝนน้ำผึ้งตกลง นี้เป็นผลแห่งบุรพกรรม ในกัลปที่ ๙๔
                แต่กัลปนี้ เราได้ถวายน้ำผึ้งใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายน้ำผึ้ง ในกัลปที่ ๓๔
                แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ มีพระนามว่าสุทัสสนะ ทรงสมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระมธุปิณฑิกเถระได้กล่าวพระคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ มธุปิณฑิกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๐. สุธาวรรค. มธุปิณฑิกเถราปทาน (๙๗)
         ๙๗. อรรถกถาธุปิณฑิกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระมธุปิณฑิกเถระมีคำเริ่มต้นว่า วิวเน กานเน ทิสฺวา ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในกำเนิดนายพรานอาศัยอยู่ในป่าใหญ่. 
         ในกาลนั้น ท่านได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้เพียบพร้อมด้วยความยินดียิ่งในวิเวก ได้ถวายน้ำผึ้งมีรสอร่อยแด่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นผู้ออกจากสมาธิ. 
         ก็ท่านมีใจเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ถวายบังคมแล้วหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยสมบัติ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ครั้นภายหลังท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วิวเน กานเน ทิสฺวา ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวเน ความว่า ป่าที่แผ่ไปโดยพิเศษ ชื่อว่าวิวนะ. 
         อธิบายว่า ป่าที่ไปปราศ คือที่ปราศจากเสียง ช้าง ม้า รถและเสียงกลอง และปราศจากวัตถุกามและกิเลสกาม. 
         เชื่อมความว่า ในป่าใหญ่ กล่าวคือป่าดงดิบ. 
         บทว่า โอสธีว วิโรจนฺตํ ความว่า ชื่อว่าโอสธะ เพราะยังความอยากได้ความปรารถนาของชนผู้ก่อสร้างภพให้สำเร็จ. 
         ชนทั้งหลายอาศัยเหตุเกิดแห่งความรุ่งเรือง แล้วยกขึ้นให้สูง ย่อมถือเอาด้วยการขึ้นของดวงดาวใด ดาวนั้นชื่อว่าโอสธิ เมื่อควรจะกล่าวว่า โอสธิตารกา อิว วิโรจนฺติ ย่อมไพโรจน์ดุจดวงดาวประจำรุ่ง แต่ท่านกล่าวเสียว่า โอสธีว วิโรจนฺตํ เพื่อสะดวกแก่การประพันธ์คาถา. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถามธุปิณฑิกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สุธาวรรคที่ ๑๐ ติปุปผิยเถราปทานที่ ๖ (๙๖)

ว่าด้วยผลแห่งการเก็บใบแคฝอยทิ้ง
 [๙๘] เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้ออยู่ในป่าชัฏใหญ่ เราเห็นไม้แคฝอย
อันเขียวสด อันเป็นไม้โพธิ์ ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี จึงบูชาด้วยดอกไม้ ๓ ดอก เวลานั้น เราเก็บใบแคฝอยที่แห้งๆ ไปทิ้งในภายนอก เรากราบ ไหว้ไม้แคฝอย ดังถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี นายกของ โลก ผู้บริสุทธิ์ทั้งภายในภายนอก ผู้พ้นวิเศษแล้วไม่มีอาสวะ เฉพาะ พระพักตร์ แล้วทำกาละ ณ ที่นั้นเอง ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ บูชาไม้โพธิ์ใด ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา ไม้โพธิพฤกษ์ ในกัลปที่ ๓๐ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๓ พระองค์ ทรงพระนามว่าสมันตปาสาทิกะ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระติปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ ติปุปผิยเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๐. สุธาวรรค . ติปุปผิยเถราปทาน (๙๖)
         ๙๖. อรรถกถาติปุปผิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระติปุปผิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโธ ปุเร อาสึ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เพราะอกุศลบางอย่างตัดรอน ท่านจึงเกิดเป็นนายพรานเนื้ออยู่ในตระกูลนายพราน ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี. 
         ในกาลนั้น นายพรานนั้นเห็นต้นโพธิ์ ชื่อว่าปาฏลิ (ไม้แคฝอย) ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี มีใบอ่อนพร้อมพรั่ง มีสีเขียวสด มีรัศมีเขียวน่ารื่นรมย์ใจ จึงบูชาด้วยดอกไม้ ๓ ดอก เก็บใบเก่าทิ้งเสีย ไหว้ไม้แคฝอยมหาโพธิ์ ดุจไหว้ในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้วเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติแล้วๆ เล่าๆ ในเทวโลกนั้น จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว เกิดในมนุษย์ เสวยจักรพรรดิสมบัติในมนุษย์นั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลเจริญวัยแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ได้หทัยประกอบด้วยโสมนัส ละเรือนออกบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านครั้นบรรลุความสำเร็จอย่างนี้ ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มิคลุทฺโธ ปุเร อาสึ ดังนี้. 
         ในบทเหล่านั้น ชื่อว่ามิคะ เพราะไปคือถึงโดยมรณะ. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามิคะ เพราะค้นหาไปคือเป็นไป. 
         ชื่อว่ามิคลุทธะ เพราะอยากได้ มักได้ ติดอยู่ในการฆ่าเนิ้อ. 
         เชื่อมความว่า เราได้เป็นพรานเนื้อในป่าใหญ่ กล่าวคือหมู่ไม้ ในกาลก่อนคือในสมัยที่เราบำเพ็ญบุญ. 
         บทว่า ปาฏลึ หริตํ ทิสฺวา ความว่า ชื่อว่าปาฏลิ ไม้แคฝอย เพราะในต้นไม้นั้นมีพื้นมีสีแดงเป็นประการ. เรียกว่าปาฏลิ เพราะมีดอกสีแดง. 
         อธิบายว่า เห็นต้นโพธิ์ ชื่อว่าปาฏลิ มีสีเขียว เพราะมีใบเขียว คือมีสีเขียว. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาติปุปผิยเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สุธาวรรคที่ ๑๐ คันธมาลิยเถราปทานที่ ๕ (๙๕)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายสถูปไม้หอม
 [๙๗] เราได้ทำสถูปไม้หอมคลุม (ปิด) ด้วยดอกมะลิ
อันสมควรแก่พระพุทธเจ้า ถวายแด่พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้า อัครนายกของโลก เช่นกับทองคำมีค่า ผู้รุ่งเรืองดังนิลอุบล แผดแสงดัง พระอาทิตย์ ผู้องอาจดังพระยาเสือโคร่ง ผู้ประเสริฐ มีชาติยิ่งเหมือน ไกรสร ผู้เลิศกว่าสมณะทั้งหลาย ประทับนั่งแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เรา ถวายบังคมพระบาทของพระศาสดาแล้ว บ่ายหน้าทางทิศอุดรหลีกไป ใน กัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ถวายของหอมและดอกไม้ ด้วยผลแห่ง สักการะที่ทำแล้วในพระพุทธเจ้าโดยพิเศษนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่ ๓๙ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระ องค์ พระเจ้าจักรพรรดิเหล่านั้น มีพระนามเหมือนกันว่าเทวคันธะ คุณ วิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ แจ้งชัดแล้ว 
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระคันธมาลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ คันธมาลิยเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๐. สุธาวรรค . คันธมาลิยเถราปทาน (๙๕)
         ๙๕. อรรถกถาคันธมาลิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระคันธมาลิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่งได้เป็นผู้มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก. ท่านเลื่อมใสในพระศาสดา พอกพูนของหอมเป็นอันมากมีจันทน์ กำยาน การบูรและกฤษณาเป็นต้น สร้างสถูปหอมถวายพระศาสดา. ฉาบดอกมะลิไว้บนคันธสถูป และกระทำการนอบน้อมพระพุทธเจ้าด้วยองค์ ๘. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงเสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน จึงเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. 
         คำนั้นทั้งหมดมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาคันธมาลิยเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สุธาวรรคที่ ๑๐ สูจิทายกเถราปทานที่ ๔ (๙๔)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายเข็ม
 [๙๖] เมื่อก่อน เราเป็นช่างทองอยู่ในพระนครพันธุมะ อันประเสริฐสุด
เราได้ ถวายเข็มแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ญาณของเราเสมอด้วยแก้ว วิเชียรอันเลิศ เป็นเช่นนั้นเพราะกรรม เราเป็นผู้ปราศจากราคะ พ้นวิเศษ แล้ว บรรลุถึงธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ภพทั้งปวงทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและ ปัจจุบัน เราค้นคว้า (พิจารณา) ได้ด้วยญาณ นี้เป็นผลแห่งการถวายเข็ม ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ ทรงพระนาม ว่า วชิราสมะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด แล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสูจิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ สูจิทายกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๐. สุธาวรรค . สูจิทายกเถราปทานที่ ๔ (๙๔)
         ๙๔. อรรถกถาสูจิทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสูจิทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า กมฺมาโรหํ ปุเร อาสึ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ บำเพ็ญพืชคือกุศลในระหว่างๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในตระกูลแห่งช่างทอง เพราะถูกกรรมอย่างหนึ่งที่ตนกระทำไว้ในระหว่างๆ ตัดรอน. เจริญวัยแล้ว ถึงความสำเร็จในศิลปะด้วยตนเอง ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วมีใจเลื่อมใสได้ถวายเข็มสำหรับเย็บจีวร. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยทิพยสมบัติ ครั้นภายหลังเกิดในมนุษย์ เสวยสมบัติทั้งหลายมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้น เป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม มีญาณดังเพชรในภพที่ตนเกิดแล้วๆ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านบังเกิดโดยลำดับ เจริญวัยแล้วมีทรัพย์มาก เกิดศรัทธามีปัญญาหลักแหลม. 
         วันหนึ่ง ท่านฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ส่งญาณไปตามกระแสแห่งธรรม ได้เป็นพระอรหันต์บนอาสนะที่ตนนั่งนั่นแล. 
         ท่านเป็นพระอรหันต์แล้วระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กมฺมาโรหํ ปุเร อาสึ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมาโร ความว่า ช่างทองเป็นอยู่ งอกงาม ถึงความเจริญไพบูลย์ด้วยการงาน มีการงานที่ทำด้วยเหล็กและการงานที่ทำด้วยโลหะเป็นต้น ความว่า ในกาลก่อน คือในกาลบำเพ็ญบุญ เราได้เป็นช่างทอง. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสูจิทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สุธาวรรคที่ ๑๐ อัฑฒเจลกเถราปทานที่ ๓ (๙๓)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าครึ่งท่อน
 [๙๕] เราเป็นคนเข็ญใจ สมควรได้รับความการุญอย่างยิ่ง
ได้ถวายผ้าครึ่งท่อนแด่ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าติสสะ ครั้นถวายผ้าครึ่งท่อนแล้ว บันเทิงอยู่ใน สวรรค์ตลอดกัลปหนึ่ง และในกัลปทั้งหลายที่เหลือ เราได้ทำกุศล ในกัลป ที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้ถวายผ้าใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้า ในกัลปที่ ๕๑ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิหลายพระองค์ พระนามว่าสมันตาโอทนะ เป็นกษัตริย์จอมชน คุณ วิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ ชัดแจ้งแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอัฑฒเจลกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ อัฑฒเจลกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๐. สุธาวรรค . อัฑฒเจลกเถราปทาน (๙๓)
         ๙๓. อรรถกถาอัฑฒเจลกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระอัฑฒเจลกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ติสฺสสฺสาหํ ภควโต ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนของสกุลคนเข็ญใจ เพราะอกุศลกรรมอย่างหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ฟังพระสัทธรรมเทศนา มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผ้ากึ่งส่วนหนึ่งเพื่อทำจีวร. 
         ด้วยปีติและโสมนัสนั้นๆ เอง ท่านทำกาละแล้วบังเกิดในสวรรค์ เสวยกามาพจรสมบัติ ๖ ชั้น จุติจากอัตภาพนั้นแล้วเสวยจักรพรรดิสมบัติอันเป็นยอดแห่งมนุษยสมบัติในมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในสกุลมั่งคั่งสกุลหนึ่ง เจริญวัยแล้วฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดามีใจเลื่อมใส บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ครั้นภายหลังท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ติสฺสสฺสาหํ ภควโต ดังนี้. 
         คำทั้งหมดนั้นมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอัฑฒเจลกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สุธาวรรคที่ ๑๐ สุปีฐิยเถราปทานที่ ๒ (๙๒)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายตั่ง
 [๙๔] เรายินดีมีจิตโสมนัส ได้ถวายตั่งอันสวยงามแด่พระพุทธเจ้า พระนามว่า
ติสสะ ผู้เป็นนาถะของโลก เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ในกัลปที่ ๓๘ แต่ กัลปนี้ เราได้เป็นพระราชาพระนามว่ามหารุจิ โภคสมบัติอันไพบูลย์ และ ที่นอนมิใช่น้อย ได้มีแล้วแก่เรา เรามีใจผ่องใสได้ถวายตั่งแก่พระพุทธเจ้า แล้ว ย่อมเสวยกรรมของตน ที่ตนได้ทำไว้ดีแล้วในกาลก่อน ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้ถวายตั่งใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่ง ในกัลปที่ ๓๘ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้า จักรพรรดิ ๓ พระองค์ องค์ที่ ๑ พระนามว่ารุจิ องค์ที่ ๒ พระนามว่า อุปรุจิ องค์ที่ ๓ พระนามว่ามหารุจิ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนา เรา ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสุปีฐิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ สุปีฐิยเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๐. สุธาวรรค. สุปีฐิยเถราปทาน (๙๒)
         ๙๒. อรรถกถาสุปีฐิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสุปีฐิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า ติสฺสสฺส โลกนาถสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญเพื่อบรรลุพระนิพพานในอเนกชาติ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วเลื่อมใสในพระศาสดา ได้ถวายตั่งอันมีค่าแล้วด้วยไม้บริสุทธิ์สละสลวยเพื่อเป็นที่ประทับนั่งแห่งพระศาสดา. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยสุขในสุคติ ท่องเที่ยวไปในภพนั้นๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนัก ก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านบรรลุพระอรหัตผลแล้วระลึกถึงบุพกรรม เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ติสฺสสฺส โลกนาถสฺส ดังนี้. 
         คำทั้งหมดนั้นมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุปีฐิยเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สุธาวรรคที่ ๑๐ สุธาปิณฑิยเถราปทานที่ ๑ (๙๑)

ว่าด้วยผลบุญของผู้บูชาไม่อาจนับได้
 [๙๓] ใครๆ ไม่อาจจะนับบุญของบุคคลผู้บูชา พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า
หรือพระสาวก ผู้สมควรบูชา ผู้ล่วงธรรมเครื่องให้เนิ่นช้า ผู้ข้ามความโศก และความร่ำไรแล้ว ว่าบุญนี้มีประมาณเท่านี้ได้ ใครๆ ไม่อาจจะนับบุญ ของบุคคลผู้บูชาปูชารหบุคคลเหล่านั้น เช่นนั้น ผู้ดับแล้ว ไม่มีภัย แต่ ที่ไหนๆ ว่าบุญนี้มีประมาณเท่านี้ได้ การที่บุคคลในโลกนี้ พึงให้ทำความ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ นี้ ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการบูชานี้ เรามีใจผ่องใส ได้ใส่ก้อนปูนขาวในระหว่างแผ่นอิฐ ที่พระเจดีย์ แห่งพระผู้มีพระภาค พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้เลิศกว่านระ ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ทำ กรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ ปฏิสังขรณ์ ในกัลปที่ ๓๐ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๓ พระองค์ ทรงพระนามว่าปฏิสังขาระ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด แล้ว
                พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสุธาปิณฑิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ สุธาปิณฑิยเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๐. สุธาวรรค. สุธาปิณฑิยเถราปทาน (๙๑)
สุธาวรรคที่ ๑๐
         ๙๑. อรรถกถาสุธาปิณฑิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสุธาปิณฑิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปูชารเห ปูชยโต ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ไม่สามารถจะบำเพ็ญบุญได้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อมหาชนพากันก่อพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านใส่ก้อนปูนขาวก่อเจดีย์นั้น. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านไม่เห็นอบาย ๔ ในระหว่างนี้ จำเดิมแต่กัป ๙๔ เสวยเทวสมบัติ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานก็เป็นพระอรหันต์. 
         ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปูชารเห ปูชยโต ดังนี้. 
         ในคำเหล่านี้มีอธิบายดังต่อไปนี้. 
         พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสาวก อาจารย์ อุปัชฌาย์ มารดา บิดา และครูเป็นต้น ชื่อว่าปูชารหบุคคล (บุคคลที่ควรบูชา) ใครๆ ไม่สามารถจะทำการนับส่วนแห่งบุญที่บุคคลบูชาแล้วในปูชารหบุคคลเหล่านั้นด้วยสักการะมีระเบียบดอกไม้ดอกปทุม ผ้า เครื่องอาภรณ์และปัจจัย ๔ เป็นต้น ด้วยทรัพย์ตั้งแสนเป็นต้น แม้ด้วยอานุภาพอันใหญ่ได้ มิใช่เพียงบูชาพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่อย่างเดียวเท่านั้น แม้บูชาในพระเจดีย์ พระปฏิมาและต้นโพธิ์เป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แม้ปรินิพพานไปแล้ว ก็นัยนี้เหมือนกัน. 
         เพื่อจะแสดงเรื่องนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จตุนฺนมฺปิ จ ทีปานํ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุนฺนมฺปิ ทีปานํ ความว่า พึงรวมทวีปทั้ง ๔ กล่าวคือ ชมพูทวีป อมรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีปและบุพพวิเทหทวีป และทวีปน้อย ๒,๐๐๐ อันรวมอยู่ในทวีปทั้ง ๔ นั้นเข้าเป็นอันเดียวกัน แล้วพึงกระทำความอิสระ คือความเป็นพระราชาผู้จักรพรรดิในห้องแห่งจักรวาลทั้งสิ้น. 
         บทว่า เอกิสฺสา ปูชนาเยตํ ความว่า นี้เป็นทรัพย์ทั้งสิ้นมีรัตนะ ๗ เป็นต้น ในชมพูทวีปทั้งสิ้นแห่งการบูชาอันหนึ่ง ที่กระทำไว้ในห้องพระธาตุคือพระเจดีย์. 
         บทว่า กลํ นาคฺฆติ โสฬสึ ความว่า ไม่ถึงส่วนที่ ๑๖ ที่จำแนกไว้ ๑๖ ครั้งแห่งการบูชาที่กระทำไว้ในพระเจดีย์. 
         บทว่า สิทฺธตฺถสฺส ฯเปฯ ผลิตนฺตเร ความว่า ในระหว่าง คือในท่ามกลางแห่งแผ่นอิฐทั้งสองที่กำหนด ที่มหาชนพากันฉาบด้วยปูนขาวที่ห้องเป็นที่บรรจุพระธาตุ ในพระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะผู้เลิศประเสริฐกว่านระ. 
         อีกอย่างหนึ่ง เชื่อมความว่า เราได้ใส่ก้อนปูนขาวลงในระหว่างที่เป็นที่ถวายดอกไม้. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุธาปิณฑิยเถราปทาน